Translate

10 กุมภาพันธ์ 2569

ดูหนัง ← 🎬 ( พ.ศ. 2517) หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์

🎬 เรื่องย่อ: เมื่อเหล่าสัตว์ประหลาดบุกทำลายล้างโลก เหล่ายอดมนุษย์อุลตร้าแมนทั้ง 6 พี่น้อง (โซฟี่, อุลตร้าแมน, อุลตร้าเซเว่น, แจ็ค, เอซ, ทาโร่) จึงต้องร่วมมือกับ "หนุมาน" เทพเจ้าวานรแห่งสยาม เพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติ การต่อสู้สุดมันส์และฉากสังหารโหดในตำนานจึงเริ่มขึ้น!
ตัวอย่างไชโยภาพยนตร์เรื่องหนุมาน พบ 7ยอดมนุษย์ ปี พ.ศ. 2517 — ดูที่มาวีดีโอในยูทูป กด หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ เป็นภาพยนตร์ไทยที่มีการร่วมมือระหว่างไชโยภาพยนตร์ ของไทย โดยสมโพธิ แสงเดือนฉาย และสึบูรายะพรอดักชันส์ ของญี่ปุ่น เข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 และได้กลับนำถูกฉายใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยได้ปรับปรุงส่วนเสียงพากย์และดนตรีประกอบเข้ามาใหม่ นักแสดงนำ ยอดชาย เมฆสุวรรณ , ภาวนา ชนะจิต


ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ถูกฉายในชื่อว่า 6 พี่น้องอุลตร้า VS กองทัพสัตว์ประหลาด (ウルトラ6兄弟VS怪獣軍団 (Urutora Roku Kyōdai tai Kaijū Gundan)) เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) 

 เป็นเรื่องราวของเด็กชายโก๊ะที่ถูกโจรที่ขโมยตัดเศียรพระยิงตาย จนเจ้าแม่อุลตร้าเห็นความดีของโก๊ะ จึงเรียกวิญญาณของหนุมานเพื่อให้เป็นร่างที่อาศัยอยู่ของหนุมาน ต่อมาในวันหนึ่ง การทดลองจรวดของดร.วิสุทธิ์ เกิดการผิดพลาดจนทำให้สัตว์ประหลาด 5 ตัวอาละวาดจนทำให้หนุมานสู้คนเดียวจนพ่ายแพ้ เหล่าพี่น้องอุลตร้าทั้งหกต้องไปช่วยจนชนะเหล่าสัตว์ประหลาดได้
 หนุมานพบ 11 ยอดมนุษย์ เป็นภาพยนตร์ไทยที่ฉายในช่วงปี พ.ศ. 2527 เป็นการนำ หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ มาฉายใหม่อีกครั้ง โดยเพิ่มฉากของภาพยนตร์ อุลตร้าแมน ZOFFY นักรบอุลตร้า VS กองทัพสัตว์ประหลาด มาตัดต่อใหม่เพิ่มเติม ซึ่งได้เพิ่มตัวละครที่ปรากฏในภาพยนตร์คือ เจ้าพ่ออุลตร้า, อุลตร้าแมนเลโอ, แอสตร้า, อุลตร้าแมนคิง, อุลตร้าแมน 80, ยูเลี่ยน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ รังสิสัญญิกเถราปทานที่ ๖ (๘๖)

ว่าด้วยผลแห่งการทำจิตให้เลื่อมใสในพุทธรัศมี
 [๘๘] เราทรงผ้าเปลือกไม้คากรองอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ขึ้นสู่ที่จงกรมแล้วนั่งผินหน้า
ไปทางทิศปราจีน เราได้เห็นพระสุคตเจ้าพระนามว่าผุสสะ ผู้ยินดีในฌาน ทุกเมื่อ (เสด็จมา) บนภูเขา จึงประนมอัญชลีแล้วยังจิตให้เลื่อมใสในพระ รัศมี ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระรัศมี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว 
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ รังสิสัญญิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. รังสิสัญญิกเถราปทาน (๘๖)
         ๘๖. อรรถกถาทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน๑-
๑- บาลีว่า รังสิสัญญิกเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระทุติยรังสิสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพที่ตนเกิดแล้วๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในการครองเรือนนั้น ละการครองเรือนนั้นบวชเป็นดาบส อยู่ที่หิมวันตบรรพต นุ่งห่มเปลือกปออยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่วิเวก. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เสด็จถึงประเทศนั้น เห็นพระพุทธรังสีมีพรรณะ ๖ อันซ่านออกจากพระสรีระของพระองค์ซ่านไปข้างโน้นข้างนี้อยู่ เหมือนแผ่ซ่านออกแห่งไฟชนวน เลื่อมใสในพระองค์ ประคองอัญชลีถวายบังคม ยังจิตให้เลื่อมใส กระทำกาละด้วยปีติและโสมนัสนั้นๆ เอง บังเกิดในเทพชั้นดุสิตเป็นต้น เสวยกามาพจร ๖ ชั้นในภพเหล่านั้น. 
         และครั้นภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว บวช ด้วยอำนาจวาสนาในกาลก่อน ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         คำนั้นทั้งหมดมมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ รังสิสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๘๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม
 [๘๗] เมื่อก่อน เราสำเร็จการอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เรานุ่งห่มหนังสัตว์อยู่ในระหว่าง
ภูเขา เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ ดุจพระอาทิตย์ แผดแสง เสด็จเข้าป่า งามเหมือนพระยารังมีดอกบาน จึงยังจิตให้เลื่อมใส ในรัศมีแล้วนั่งกระโหย่ง ประนมอัญชลี ถวายบังคมแด่พระผู้มีพระภาค พระนามว่าวิปัสสี ด้วยเศียรเกล้า ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา ในรัศมี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
               พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ รังสิสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. รังสิสัญญกเถราปทาน (๘๕)
         ๘๕. อรรถกถารังสิสัญญกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระรังสิสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือนเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการครองเรือน บวชเป็นดาบส ทรงหนังสือเหลือง สำเร็จการอยู่ในหิมวันตบรรพต. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เสด็จไปยังหิมวันตบรรพต. 
         ลำดับนั้น ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าหิมวันตบรรพตนั้น เลื่อมใสในพุทธรังสีมีวรรณะ ๖ อันซ่านออกจากพระวรกายแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประคองอัญชลี ได้กระทำนอบน้อมด้วยองค์ ๕. 
         ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยทิพยสมบัติในเทพชั้นดุสิตเป็นต้น ครั้นภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในการอยู่ครองเรือนนั้น ละเรือนบวชไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพเต ความว่า ชื่อว่าปัพพตะ เพราะพอกพูนคือเจริญโดยประการ. ชื่อว่าหิมวันตะ เพราะภูเขานั้นมีหิมะ. ภูเขานั้นด้วย หิมวันต์ด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าหิมวันตบรรพต. 
         เมื่อจะกล่าว หิมวนฺตปพฺพโต ท่านกล่าวเสียว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ เพื่อสะดวกแก่คำเป็นคาถา. 
         เชื่อมความว่า ในกาลก่อน เราสำเร็จการอยู่ ณ บรรพต ชื่อว่าหิมวันต์นั้น. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารังสิสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ อโธปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๘๔)

ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา
 [๘๖] ภิกษุชื่ออภิภู เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี มี
อานุภาพมาก บรรลุวิชชา ๓ เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ในกาลนั้น แม้เราก็เป็นฤาษีผู้ชำนาญ ในอัปปมัญญาและฤทธิ์อยู่ในอาศรมรมณิยสถาน ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เรา ปรารถนาภูเขาอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนนกในอากาศปรารถนาอากาศ ฉะนั้น เราเก็บดอกไม้ที่เชิงเขาแล้ว มาสู่ภูเขา หยิบดอกไม้ ๗ ดอกโปรยลงบน พระเศียร เราอันพระวีระแลดูแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน เรามุ่ง ไปสู่ที่อยู่ ถึงอาศรมแล้ว เก็บหาบเครื่องบริขาร แล้วเดินไปตามระหว่าง ภูเขา งูเหลือมเป็นสัตว์ร้ายกาจ มีกำลังมาก รัดเรา เราระลึกถึงบุรพกรรม ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัลปที่ ๓๑
                แต่กัลปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอโธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ อโธปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. อโธปุปผิยเถราปทาน (๘๔)
         ๘๔. อรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอโธปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพเป็นอันมาก ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน ครั้นภายหลังท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการอยู่ครองเรือนนั้นแล้ว บวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ และถึงความเป็นผู้ชำนาญ อาศัยอยู่ในป่าหิมวันต์. 
         พระอัครสาวกชื่อว่าอภิภู ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี นั้น ยินดียิ่งในวิเวก ได้ไปสู่ป่าหิมวันต์. 
         ครั้งนั้น เราเห็นพระอัครสาวกเถระนั้นแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาที่พระเถระยืนอยู่ ถือเอาดอกไม้ ๗ ดอกสมบูรณ์ด้วยสี มีกลิ่นหอม จากพื้นภายใต้แห่งภูเขามาบูชา. 
         ครั้งนั้น พระเถระนั้นได้กระทำอนุโมทนาแก่ท่าน. 
         ฝ่ายดาบสนั้นก็ได้ไปยังอาศรมของตน. ท่านถูกงูเหลือมตัวหนึ่งในที่นั้นรัดเอา ภายหลังท่านมีฌานไม่เสื่อม ถูกอันตรายนั้นนั่นรบกวนกระทำกาละแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยพรหมสมบัติและฉกามาวจรสมบัติ และยังมนุษยสมบัติทั้งหลายให้สิ้นไป. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ภายหลังท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ว่า อโธปุปผิยเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่งท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคนเหล่าอื่นด้วยศีลและสมาธิ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคือท่วมทับมารมีขันธมารเป็นต้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคือกำจัดกิเลสที่อยู่ในสันดานของตนและของคนเหล่าอื่น. 
         ชื่อว่าภิกขุ เพราะมีปกติขอ คือมีการขอเป็นปกติ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภิกขุ เพราะทรงไว้ซึ่งแผ่นผ้าที่ถูกตัดถูกทำลาย. 
         อธิบายว่า ภิกษุผู้เป็นพระอัครสาวกนั้นชื่อว่าอภิภู. 
         เชื่อมความว่า พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี. 
         บทว่า อชคโร มํ ปิเฬสิ๑- ความว่า งูเหลือมใหญ่เบียดเบียน พระดาบสผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเห็นปานนั้น ท่านถูกอันตรายนั้นนั่นแลรบกวนมีฌานไม่เสื่อม ทำกาละแล้ว มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
          - บาลีว่า อชคโรปิ ปีเฬสิ.
จบอรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน 

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ นิปันนัญชลิกเถราปทานที่ ๓ (๘๓)

ว่าด้วยผลแห่งการประนมอัญชลีด้วยจิตเลื่อมใส
 [๘๕] เราเป็นไข้หนักนั่งอยู่ที่โคนไม้ ในป่าชัฏใหญ่ เป็น
ผู้ควรได้รับความกรุณา อย่างยิ่ง พระศาสดาพระนามว่าติสสะ ทรงอนุเคราะห์เสด็จมาหาเรา เรานั้น นอนอยู่ ได้ประนมอัญชลีเหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ แล้วได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ด้วยกรรม นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบังคม ในกัลปที่ ๕ แต่ กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ พระองค์ มีพระนามว่ามหาสิขะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระนิปันนัญชลิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ นิปันนัญชลิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. นิปันนัญชลิกเถราปทาน (๘๓)
         ๘๓. อรรถกถานิปันนัญชลิกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระนิปันนัญชลิกเถระมีคำเริ่มต้นว่า รุกฺขมูเล นิสินฺโนหํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ เจริญวัยแล้วบวชบำเพ็ญรุกขมูลิกังคธุดงค์อยู่ในป่า. 
         สมัยนั้นอาพาธกล้าเกิดขึ้น ท่านถูกอาพาธนั้นบีบคั้น เป็นผู้น่าสงสารอย่างยิ่ง. 
         ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จไป ณ ที่นั้นด้วยมีพระกรุณาแก่ท่าน. ขณะนั้นท่านนอนอยู่นั่นแล ไม่สามารถจะลุกได้ จึงประคองอัญชลีเหนือเศียรแล้ว ได้กระทำการนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในภพชั้นดุสิต เสวยสมบัติในภพนั้น แล้วเสวยสมบัติในชั้นกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นด้วยอาการอย่างนี้ 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ด้วยอำนาจบุญกรรมที่ตนทำไว้ในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏโดยนามว่า นิปันนัญชลิกเถระ ดังนี้. 
         ครั้นภายหลัง ท่านตรวจดูบุญสมบัติของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รุกฺขมูเล นิสินฺโนหํ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ 
         ชื่อว่ารุกขะ เพราะงอกคือชูขึ้นเบื้องบนๆ. อธิบายว่า ที่โคนคือที่ใกล้แห่งควงต้นไม้นั้น. 
         บทว่า พฺยาธิโต ปรเมน จ ความว่า ถูกโรคคือพยาธิอย่างแรงกล้าอย่างยิ่งเบียดเบียน คือเราประกอบด้วยพยาธิ. 
         บทว่า ปรมการุญฺญปฺปตฺโตมฺหิ เชื่อมความว่า เป็นผู้ถึงความน่าสงสาร ความเข็ญใจ ความทุกข์ยากอย่างยิ่งในป่านั้น. 
         บทว่า ปญฺเจวาสุํ มหาสิขา ความว่า มวยผมท่านเรียกว่าสิขา เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องประดับศีรษะ. อธิบายว่า สิขะ เพราะท่านมีมกุฏโชติช่วงด้วยแก้วมณี ท่านเป็นจักรพรรดิ ๕ ครั้งมีพระนามอย่างเดียวกันว่าจักรพรรดิ. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถานิปันนัญชลิกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ คตสัญญกเถราปทานที่ ๒ (๘๒)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์ ๗ ดอก
 [๘๔] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด บรรพชาเป็นสามเณร มีใจเลื่อมใส
ได้ถวายบังคม พระบาทของพระศาสดาได้โยนดอกไม้กรรณิการ์ ๗ ดอกขึ้นไปในอากาศ อุทิศเฉพาะพระพุทธเจ้า พระนามว่าติสสะ ผู้ทรงคุณอนันต์ดังสาคร มีใจ ยินดีและเลื่อมใสบูชาหนทางที่พระสุคตเสด็จดำเนิน ได้กระทำอัญชลีด้วย มือทั้งสองของตน ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ ได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๘ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่าอัคคิสิขะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระคตสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ คตสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. คตสัญญกเถราปทาน (๘๒)
         ๘๒.อรรถกถาคตสัญญกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระคตสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ได้ศรัทธาด้วยอำนาจวาสนาที่ตนทำไว้ในกาลก่อน บวชในกาลที่ตนมีอายุ ๗ ขวบนั้นแล ได้ปรากฏโดยการกระทำการนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง. 
         วันหนึ่ง ท่านถือเอาดอกไม้ ๗ ดอกที่ตั้งขึ้นในที่ที่เขาไถด้วยไถ มีสีเขียวดุจสีแก้วมณีฉะนั้นเทียวบูชาบนอากาศ. ท่านกระทำสมณธรรมจนตลอดอายุ ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดศรัทธา เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติยา สตฺตวสฺโส ความว่า ตั้งแต่เวลาที่ออกจากท้องมารดา จนอายุครบ ๗ ขวบ. 
         บทว่า ปพฺพชึ อนคาริยํ ความว่า ชื่อว่าอนคาริยะ เพราะกรรมอันเป็นประโยชน์แก่เรือน คือกสิกรรมและวาณิชกรรมไม่มี. 
         ความว่า เราได้บวชในพระพุทธศาสนา. 
         บทว่า สุคตานุคตํ มคฺคํ ความว่า ทางอันพระพุทธเจ้าทรงดำเนินไปแล้ว. 
         อีกอย่างหนึ่ง ทางอันพระองค์แสดงแล้ว. 
         เชื่อมความว่า เรามีใจร่าเริงคือมีจิตยินดีบูชา ด้วยอำนาจบำเพ็ญข้อปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคตสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ ติมิรปุปผิยเถราปทานที่ ๑ (๘๑)

ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกดีหมี
 [๘๓] เรา (เที่ยว) ไปตามกระแสน้ำใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้เห็นพระสมณะ
ซึ่งประทับนั่งอยู่ ผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสมณะนั้น แล้วให้คิดอย่างนี้ในกาลนั้นว่า พระผู้มีพระภาคนี้ทรงข้ามเองแล้ว จักทรงยัง สรรพสัตว์ให้ข้าม ทรงทรมานเองแล้ว จักทรงทรมานสรรพสัตว์ ทรงเบา พระทัยเองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้เบาใจ ทรงสงบเองแล้ว จักทรง ยังสรรพสัตว์ให้สงบ ทรงพ้นเองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้พ้น ทรงดับ เองแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้ดับ
                ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ถือเอา ดอกดีหมี มาโปรยลงบนพระเศียรแห่งพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ พระนามว่าสิทธัตถะ ในกาลนั้น (บูชา) แล้วประนมอัญชลี ทำประทักษิณ พระองค์ และถวายบังคมพระบาทพระศาสดาแล้ว กลับไปทางทิศอื่น พอ เราไปแล้วไม่นาน พระยาเนื้อได้เบียดเบียนเรา เราเดินไปตามริมเหว ได้ตกลงในเหวนั้นนั่นเอง ในกัลปที่ ๙๔
                แต่กัลปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๕๖
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ พระนามว่ามหารหะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้, ทราบว่า ท่านพระติมิรปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ติมิรปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. ติมิรปุปผิยเถราปทาน (๘๑)
ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙
         ๘๑. อรรถกถาติมิรปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระติมิรปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้. 
         อะไรเป็นอุปัตติเหตุ? 
         พระเถระนี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการครองเรือน บวชเป็นดาบส อยู่ใกล้แม่น้ำจันทภาคานที. เพราะท่านเป็นผู้ใคร่วิเวก ไปสู่ป่าหิมพานต์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ประทับอยู่แล้ว ถวายบังคม เลื่อมใสคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ถือเอาดอกดีหมีบูชา.
         ด้วยบุพกรรมนั้น ท่านเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่องเที่ยวไป ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จนฺทภาคานทีตีเร ดังนี้. 
         ความแห่งคำนั้น ท่านกล่าวแล้วในหนหลังแล. 
         บทว่า อนุโสตํ วชามหํ ความว่า เราได้ไปอยู่ในที่นั้นๆ ตามกระแสภายใต้แม่น้ำคงคา เพราะเป็นที่น่ารื่นรมย์ในที่ทุกสถาน โดยเป็นที่อยู่ใกล้แม่น้ำคงคา. 
         บทว่า นิสินฺนํ สมณํ ทิสฺวา ความว่า เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือพระสมณะ เพราะเป็นผู้สงบบาป คือเพราะเป็นผู้ทำบาปให้เหือดแห้ง. 
         บทว่า เอวํ จินฺเตสหํ ตทา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้ พระองค์เองข้ามพ้นแล้ว จักยังสัตว์ทั้งปวงให้ข้ามพ้นจากสงสาร คือพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ พระองค์ทรงฝึกพระองค์เองด้วยกายทวารแล้ว ทรงฝึกสัตว์เหล่าอื่นด้วย. 
         นี้เป็นอรรถที่น่าโปร่งใจ คือถึงความโปร่งใจ. 
         พระองค์พ้นแล้วจากความเร่าร้อนคือกิเลส ยังสัตว์ทั้งปวงให้โปร่งใจคือให้ถึงความสงบ. พระองค์ทรงสงบแล้วคือมีกายจิตสงบแล้ว ย่อมยังกายจิตของสัตว์เหล่าอื่นให้ถึงความสงบ. พระองค์พ้นแล้วคือพ้นจากสงสาร จักให้สัตว์เหล่าอื่นพ้นจากสงสาร. พระผู้มีพระภาคเจ้านี้นั้น พระองค์เองดับสนิทแล้วคือดับจากไฟคือกิเลสทั้งหลาย จักให้สัตว์เหล่าอื่นดับจากไฟคือกิเลส 
         เพราะฉะนั้น ในกาลนั้น เราจึงคิดอย่างนี้. 
         บทว่า คเหตฺวา ติมิรปุปฺผํ ความว่า ชื่อว่าดอกดีหมี เพราะทำชายป่าทั้งสิ้นให้เป็นดุจอาการมืด ด้วยรัศมีเขียวและดำครอบคลุม เราได้ถือเอาดอกดีหมีแล้วถือขั้วดอกรรณิการ์ แล้วโปรยที่เบื้องบน คือเหนือพระเศียร บนอากาศบูชา. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาติมิรปุปผิยเถราปทาน

☸️ ← พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) บทที่ 3-4 - เรื่องราวของพระติสสะ

พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) โดยเวน วีโกด้า ซาราดะ มหาเทโร | 1993 | 341,201 คำ | ISBN-10: 9810049382 | ISBN-13: 9789810049386 พุทธศาสนา เถรวาด  ซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องสรุป : นี่คือคำแปลภาษาอังกฤษของพระธรรมบท ซึ่งแสดงถึงหลักพื้นฐานของวิถีชีวิตแบบพุทธ พระธรรมบทนี้จะนำพาผู้อ่านไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและมีประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า รวมทั้งนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต “สัมมาสัมภณะ” พระธรรมบทเป็นเล่มที่สองของขุททกนิกาย (คัมภีร์ย่อย) แห่งสุตตปิฎก (คัมภีร์พระสูตร) ​​ประกอบด้วย 423 โศลก ฉบับนี้มีภาพประกอบ เรื่องราวอธิบาย และอรรถกถาเพิ่มเติม แหล่งที่มา 1: motilalbanarsidass.com  แหล่งที่มา 2: archive.org

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป
 ความเกลียดชังที่ควบคุมไม่ได้นำไปสู่ความเสียหาย และการเอาชนะความโกรธนั้น... ความเกลียดชังของผู้ที่ครุ่นคิดถึงความผิดที่ได้รับนั้นยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ [การเอาชนะความโกรธ] ผู้ที่ไม่ครุ่นคิดถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับตนเอง ย่อมรู้สึกพอใจ
                ข้อความภาษาบาลี ภาพประกอบ และคำแปลภาษาอังกฤษของธรรมบท บทที่ สาม-สี่ :
        อัคโกจจิ มัม, อวาดี มัม อาจินี มัม อาฮาสิ เม | 
           เย ตํ อุปนะยฮันตี เวรัน เตสํ นา สัมมาติ || สาม || 
     อัคโกจจิ มัม อวาดี มัม อาจินี มัม อาฮาซี เม | 
        เย ตํ น อุปพะไนฺฮันติ เวรัน เตสุปสัมมาติ. || สี่ ||
               สาม. ผู้ใดที่ยังคงมีความแค้นฝังใจอยู่ว่า “เขาได้ทำร้ายและทุบตีข้าพเจ้า เอาชนะข้าพเจ้า และปล้นข้าพเจ้า” ความเกลียดชังนั้นก็จะไม่จางหายไป
                สี่. ผู้ที่ไม่มีความแค้นฝังใจ: “เขาได้ทำร้ายและทุบตีฉัน เอาชนะฉัน และปล้นฉัน” ความเกลียดชังก็จะหมดไปจากพวกเขา
เรื่องราวของพระภิกษุทิสสะ
 ขณะที่ประทับอยู่ที่ วัด เชตวันในสาวัตถีพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระธรรมเหล่านี้ โดย ทรงกล่าวถึงพระติสสะ พระ ติสสะเป็นบุตรของพระป้าของพระพุทธเจ้า ครั้งหนึ่งเคยมาอาศัยอยู่กับพระพุทธเจ้า ท่านได้บวชเป็นพระภิกษุเมื่ออายุมากแล้ว แต่ท่านกลับประพฤติตนเป็นพระภิกษุอาวุโส และยินดีเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีพระภิกษุผู้มาเยือนขออนุญาตรับใช้ท่าน ในทางกลับกัน ท่านกลับไม่ปฏิบัติหน้าที่ที่ควรทำในฐานะพระภิกษุรุ่นน้อง นอกจากนี้ ท่านยังมักทะเลาะวิวาทกับพระภิกษุรุ่นน้อง หากมีใครตำหนิท่านเรื่องพฤติกรรม ท่านก็จะไปฟ้องพระพุทธเจ้าด้วยความเสียใจและเศร้าโศกอย่างมาก
 ครั้งหนึ่ง พระอาจารย์ถามเขาว่า “ทิสสา ทำไมเจ้าจึงมาหาเราด้วยความเศร้าโศกเสียใจ น้ำตาคลอเบ้า ร้องไห้เช่นนี้?” พระภิกษุรูปอื่นๆ ได้ปรึกษาหารือกันว่า “ถ้าเขาไปคนเดียว อาจจะก่อเรื่องได้” ดังนั้นพวกเขาจึงไปกับเขาด้วย กราบไหว้พระอาจารย์ และนั่งลงอย่างนอบน้อมอยู่ข้างหนึ่ง ทิสสาตอบคำถามของพระอาจารย์ว่า “พระอาจารย์ พระภิกษุเหล่านั้นกำลังด่าทอข้าพเจ้า” พระอาจารย์ถามว่า “แต่เจ้านั่งอยู่ที่ไหน?” “ที่ใจกลางวัด ในหอประชุมครับ พระอาจารย์” “เจ้าเห็นพระภิกษุเหล่านั้นตอนที่พวกท่านมาหรือไม่?” “ครับ พระอาจารย์ ข้าพเจ้าเห็นพวกท่าน” “เจ้าลุกขึ้นไปพบพวกท่านหรือไม่?” “ไม่ครับ พระอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่ได้ไป” “เจ้าเสนอตัวรับเครื่องใช้ในวัดของพวกท่านหรือไม่?” “ไม่ครับ พระอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่ได้เสนอตัวรับ” “ทิสสา อย่าทำเช่นนั้น เจ้าเป็นฝ่ายผิดแต่เพียงผู้เดียว จงขออภัยโทษให้แก่พวกเขา” “ข้าพเจ้าจะไม่ขออภัยโทษให้แก่พวกเขาครับ พระอาจารย์”
 เหล่าภิกษุกล่าวกับพระอาจารย์ว่า “เขาเป็นภิกษุที่ดื้อรั้นมาก ท่านผู้มีเกียรติ” พระอาจารย์ตอบว่า “ภิกษุทั้งหลาย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาแสดงความดื้อรั้น เขายังดื้อรั้นในภพชาติก่อนด้วย” “พวกเรารู้เรื่องความดื้อรั้นในปัจจุบันของเขาดี ท่านผู้มีเกียรติ แต่เขาทำอะไรในภพชาติก่อน?” “เอาล่ะ ภิกษุทั้งหลาย ฟังนะ” พระอาจารย์กล่าว แล้วจึงเล่าเรื่องต่อไปนี้
 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่กษัตริย์องค์หนึ่งครองราชย์อยู่ที่เมืองเบนาเรส มีฤๅษีรูปหนึ่งชื่อเทวาละซึ่งได้พำนักอยู่ใน เทือกเขา หิมาลัย เป็นเวลาแปดเดือน และปรารถนาจะเข้ามาพักอาศัยใกล้เมืองในช่วงฤดูฝนสี่เดือน เพื่อนำเกลือและน้ำส้มสายชูที่นำกลับมาจากเทือกเขาหิมาลัยเมื่อเห็นเด็กชายสองคนอยู่ที่ประตูเมือง เทวาละจึงถามว่า “ภิกษุที่มายังเมืองนี้พักค้างคืนที่ไหน” เด็กชายทั้งสองตอบว่า “ในศาลาของช่างปั้นหม้อ ครับ ท่านผู้มีเกียรติ” เทวาละจึงไปยังศาลาของช่างปั้นหม้อ หยุดอยู่ที่ประตู และกล่าวว่า “หากท่านผู้มีเกียรติ โปรดปรานข้าพเจ้าขอพักค้างคืนในศาลาของท่านสักคืนหนึ่ง” ช่างปั้นหม้อจึงยกศาลาให้เขาพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่มีงานทำในศาลาในเวลากลางคืน และศาลาก็กว้างขวาง ท่านสามารถพักค้างคืนที่นี่ได้ตามสบายเลยครับ ท่านผู้มีเกียรติ” ทันทีที่เทวาลาเข้ามาในห้องโถงและนั่งลง นักพรตอีกท่านหนึ่งชื่อนาราดาซึ่งเดินทางกลับมาจากเทือกเขาหิมาลัย ได้มาขอพักค้างคืนกับช่างปั้นหม้อ ช่างปั้นหม้อคิดในใจว่า “นักพรตที่มาถึงก่อนอาจจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจที่จะพักค้างคืนกับเขา ดังนั้นฉันจึงไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้”
 ดังนั้นท่านจึงกล่าวแก่ฤๅษีที่เพิ่งมาถึงว่า “ท่านผู้มีเกียรติ หากฤๅษีที่มาถึงก่อนเห็นชอบ ก็เชิญพักค้างคืนได้ตามสบาย” นาราดาจึงเข้าไปหาเทวาละและกล่าวว่า “อาจารย์ หากท่านเห็นชอบ ข้าพเจ้าขอพักค้างคืนที่นี่สักคืน” เทวาละตอบว่า “ห้องโถงกว้างขวาง ฉะนั้นเชิญเข้ามาพักค้างคืนที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ได้” นาราดาจึงเข้าไปนั่งข้างๆ ฤๅษีที่เข้าไปก่อน
                 ทั้งสองทักทายกันอย่างเป็นมิตร เมื่อถึงเวลาเข้านอน นาราดาสังเกตอย่างระมัดระวังถึงที่ที่เทวละนอนและตำแหน่งของประตู
                 แล้วจึงนอนลง แต่เมื่อเทวละนอนลง แทนที่จะนอนในที่ที่ควรนอน เขากลับนอนขวางประตูไว้
                 ผลก็คือ เมื่อนาราดาออกไปในเวลากลางคืน เขาก็เหยียบผมที่พันกันของเทวละ เทวละจึงร้องออกมาว่า “ใครเหยียบผมของข้า?”
                 นาราดาตอบว่า “อาจารย์ ข้าเอง”
                “นักพรตจอมปลอม” เทวละกล่าว “  เจ้ามาจากป่าแล้วมาเหยียบผมของข้า”
                “อาจารย์ ข้าไม่รู้ว่าท่านนอนอยู่ที่นี่ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
                 จากนั้นนาราดาก็ออกไป ทิ้งให้เทวละร้องไห้ราวกับหัวใจจะแตกสลาย เทวละคิดในใจว่า “ข้าจะไม่ยอมให้เขาเหยียบข้าอีกเมื่อเขาเข้ามา” 
                 ดังนั้นเขาจึงหันหลังกลับและนอนลง วางศีรษะลงในที่ที่เท้าของเขาเคยอยู่ก่อนหน้านี้ เมื่อนาราดาเข้ามา เขาก็คิดในใจว่า
                “ครั้งแรกข้าทำร้ายอาจารย์ ครั้งนี้ข้าจะเข้าไปให้ลึกกว่าเท้าของท่าน” ผลก็คือ เมื่อนาราดาเข้ามา เขาก็เหยียบลงบนคอของเทวาละ เทวาละจึงร้องออกมาว่า “นั่นใคร?”
นาราดาตอบว่า “ข้าเอง อาจารย์”
                “นักพรตจอมปลอม” เทวาละกล่าว “ครั้งแรกเจ้าเหยียบย่ำผมของข้า ครั้งนี้เจ้าเหยียบลงบนคอของข้า ข้าจะสาปแช่งเจ้า”
                “อาจารย์ ข้าไม่ผิด ข้าไม่รู้ว่าท่านนอนอยู่ในท่านี้ เมื่อข้าเข้ามา ข้าคิดในใจว่า ‘ครั้งแรกข้าทำร้ายอาจารย์ ครั้งนี้ข้าจะเข้าไปให้ลึกกว่าเท้าของท่าน’ โปรดยกโทษให้ข้าด้วย”
                “นักพรตจอมปลอม ข้าจะสาปแช่งเจ้า”
                “อย่าทำเช่นนั้นเลย อาจารย์”
                 แต่เทวาละไม่สนใจสิ่งที่นาราดาพูด และสาปแช่งเขาอยู่ดีว่า “ขอให้หัวของเจ้าแตกเป็นเจ็ดส่วนเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น”
บัดนี้ นาราดาเห็นว่าคำสาปจะตกกลับไปหาสหายผู้บำเพ็ญเพียรของตน จึงเกิดความสงสาร และด้วยเหตุนี้จึงใช้พลังแห่งการทำสมาธิของตนยับยั้งไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์ไม่ขึ้น กษัตริย์จึงต้องเข้ามาแทรกแซงและขอให้เทวละขอโทษ
                 เทวละปฏิเสธ นาราดาจึงกล่าวกับเทวละว่า “อาจารย์ ข้าพเจ้าจะใช้พลังแห่งการทำสมาธิของข้าพเจ้าทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น โปรดวางก้อนดินไว้บนศีรษะของท่าน แล้วจุ่มลงในน้ำ และขึ้นมาในที่ต่างๆ ขณะที่ท่านเดินทางไป”
                 ทันทีที่แสงอาทิตย์กระทบก้อนดินบนศีรษะของนาราดา มันก็แตกออกเป็นเจ็ดชิ้น จากนั้นเทวละก็จุ่มลงในน้ำ ขึ้นมาในที่อื่น แล้ววิ่งหนีไป
                 เมื่อพระพุทธเจ้าทรงให้คำแนะนำแล้ว พระองค์ตรัสว่า
                “ภิกษุทั้งหลาย ในเวลานั้นกษัตริย์คืออานันท์ เทวละคือทิสสะ และนาราดาคือตัวเราเอง ในเวลานั้นเขาดื้อรั้น”
                 พระพุทธเจ้าทรงแนะนำพวกเขาว่าอย่าเก็บความคิดที่เป็นศัตรูไว้ เพราะมีเพียงความคิดที่เป็นมิตรเท่านั้นที่จะสามารถดับความคิดที่เป็นศัตรูได้
คำแปลอธิบาย (บทที่ สาม)
        มัง อัคโกจจิ มัง อวาดี มัง อาจินี เม อาฮาสิ เย ตํ อุปนะยฮันติ เตซัง เวรัน นา สัมมาติ
               maṃ : ฉัน; akkocchi : (เขา) ดูหมิ่น; maṃ : ฉัน; avadhi : (เขา) ทำร้าย; maṃ : ฉัน; ajini (เขา) เอาชนะ; ahāsi : (เขา) ปล้น; me : (ทรัพย์สินของฉัน); ye : ผู้ที่; taṃ : ความคิดเช่นนั้น; upanayhanti : ยังคงวนเวียนกลับมา; tesaṃ [ tesa ]: ของพวกเขา; veraṃ [ vera ]: ความเป็นศัตรู; na saṃmati : ไม่เคยหยุด
                 เมื่อบุคคลใดรู้สึกว่าตนถูกดูหมิ่น ทำร้าย พ่ายแพ้ หรือถูกปล้น ความโกรธของเขาก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ความโกรธของคนเช่นนี้ไม่มีทางลดลงได้ ยิ่งเขาครุ่นคิดถึงปัญหาที่จินตนาการขึ้นมามากเท่าไหร่ ความปรารถนาที่จะแก้แค้นก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
คำแปลอธิบาย (บทที่ สี่)
        มัง อัคโกจจิ มัง อวาดี มัง อาจินี เม อาฮาสิ เย ตํ น อุปนะยฮันติ เตซัง เวรัน สัมมาติ
               maṃ : ฉัน; akkocchi : (เขา) ดูหมิ่น; maṃ : ฉัน; avadhi : (เขา) ทำร้าย; maṃ : ฉัน; ajini : (เขา) พ่ายแพ้; ahāsi : (เขา) ปล้น; me : (ทรัพย์สินของฉัน); ye : ผู้ที่; taṃ : ความคิดเช่นนั้น; na upanayhanti : ไม่หวนกลับไปคิดถึงอยู่เสมอ; tesaṃ [ tesa ]: ความเป็นศัตรูของพวกเขา; veraṃ [ vera ]: ความเป็นศัตรู; saṃmati : ยุติลง
              ในสังคมมนุษย์ ผู้คนมักทะเลาะวิวาทกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งเช่นนั้น ผู้คนมักคิดถึงความผิดที่ผู้อื่นกระทำต่อตนเอง และความโกรธก็มักจะเพิ่มมากขึ้น แต่สำหรับคนที่ให้อภัยและลืมความผิดที่ได้รับ ความโกรธก็จะหายไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็จะพบกับความสงบสุข
คำอธิบายและบทวิเคราะห์(ข้อ สาม-สี่)
                บทกวีสองบทนี้เผยให้เห็นหลักการทางจิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของการควบคุมอารมณ์ อารมณ์คือความตื่นเต้นของร่างกายที่เริ่มต้นด้วยความคิด ความคิดสร้างภาพในใจ ซึ่งหากยึดติดอยู่ก็จะกระตุ้นอารมณ์ที่สอดคล้องกัน อารมณ์จะสงบลงก็ต่อเมื่อละทิ้งภาพในใจนั้นและไม่ให้ความสนใจ
                พระพุทธเจ้าทรงแนะนำสาวกของพระองค์เสมอว่าอย่าตอบโต้ แต่ให้ฝึกความอดทนในทุกเวลาและทุกสถานที่ แม้ในยามถูกยั่วยุ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องผู้ที่อดทนต่อความผิดของผู้อื่น แม้ว่าพวกเขามีอำนาจที่จะตอบโต้ก็ตาม
                ในพระธรรมบทเองก็มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงฝึกความอดทน แม้ในยามที่พระองค์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกด่าทอ และถูกโจมตีอย่างรุนแรง ความอดทนไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอหรือความพ่ายแพ้ แต่เป็นความแข็งแกร่งที่ไม่เสื่อมคลายของบุรุษและสตรีผู้ยิ่งใหญ่
                เคล็ดลับของความอดทนคือการเปลี่ยนภาพในใจหรือวิธีที่คุณตีความสถานการณ์ ตัวอย่างหนึ่งปรากฏอยู่ในชาดกศานติวาทซึ่งนักบุญศานติวาทคือพระพุทธเจ้าโคตมะในชาติก่อน
                นักบุญศานติวาทได้กล่าวซ้ำๆ ว่า “ขอให้พระราชาทรงพระเจริญ ขอให้พ้นจากภัยอันตราย” ในขณะที่แขนขาของท่านถูกตัดขาดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิต โดยกษัตริย์ผู้โหดร้ายที่ต้องการทดสอบความอดทนของท่าน

โดราเอมอน เดอะมูฟวี่ : โนบิตะกำเนิดประเทศญี่ปุ่น (2016) โดราเอมอน : ท่องแดนญี่ปุ่นโบราณของโนบิตะ (1989)

โดราเอมอน เดอะมูฟวี่ โนบิตะกำเนิดประเทศญี่ปุ่น 2016 (新・のび太の日本誕生 ชิน - โนบิตะ โนะ นิปปอน ทันโจว) เป็น โดราเอมอนฉบับภาพยนตร์ ลำดับที่ 36 เป็นการนำตอน โดราเอมอน: ท่องแดนญี่ปุ่นโบราณ ของปี ค.ศ. 1990 มาสร้างใหม่อีกครั้ง เข้าฉายในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2559 และเข้าฉายในประเทศไทยวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 สำหรับตอนนี้ใช้คำโปรยภาพยนตร์ว่า 友情は、7万年の時をこえる。(มิตรภาพยังคงอยู่ ณ 7 หมื่นปี) , ที่สุดของการผจญภัย ก่อเกิดมิตรภาพเหนือกาลเวลา

คำอธิบาย
 เรื่องราวของโนบิตะที่ต้องการจะหนีออกจากบ้าน เพราะทนการถูกดุถูกว่าไม่ไหว และเพื่อนๆของโนบิตะกลับอยากหนีออกจากบ้านกันพร้อมหน้าพร้อมตากัน ทว่าพื้นที่ในญี่ปุ่นนั้นแทบไม่มีเลย ทุกๆคนเลยออกไอเดียให้ทุกๆคนไปยังยุคที่ไม่มีคน โดราเอมอนจึงพาทุกคนย้อนกลับไปยังญี่ปุ่นเมื่อ 7 หมื่นปีก่อนเพื่อสร้างดินแดนของตน และก็ได้พบกับคุคุรุ เด็กชายชนเผ่าแสงสว่าง ที่กำลังตามหาพ่อแม่และเผ่าของตน การผจญภัยในญี่ปุ่นเมื่อ 7 หมื่นปีก่อนได้เริ่มตึ้นขึ้นแล้ว
⬇️ เป็นโดราเอมอนฉบับภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาว มีความยาวทั้งสิ้น 100 นาที ภาพยนตร์ชุดนี้ถือเป็นตอนที่ 10 ของโดราเอมอนฉบับภาพยนตร์ ออกฉายครั้งแรกในประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ค.ศ. 1989


 โดราเอมอนเดอะมูฟวี่: ท่องแดนญี่ปุ่นโบราณของโนบิตะ ドラえもん のび太の日本誕生 กำกับ Tsutomu Shibayama นักแสดงนำ Nobuyo Ōyama , Noriko Ohara | วันฉาย 11 มีนาคม ค.ศ. 1989 (ญี่ปุ่น) คุคุรุ เด็กหนุ่มมนุษย์ยุคหิน ถูกดูดไปยังโลกมนุษย์ (ยุคปัจจุบันของญี่ปุ่น) และได้พบกับโดราเอมอน, โนบิตะ และเพื่อนๆ โดยบังเอิญในห้องนอนของโนบิตะ จนได้เป็นเพื่อนสนิทของโนบิตะ และเริ่มเดินทาง
  1. Jaeger, Eren. "Past Doraemon Films"Forums.BoxOffice.com. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2014-05-19. สืบค้นเมื่อ May 20,2014.

09 กุมภาพันธ์ 2569

57/ มหาภารตะ ตอนที่ - เหล่าบุตรแห่งปันดู: นักรบผู้กล้าหาญ มีคุณธรรม และอุทิศตน

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..
  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ

                " ไวสัมปายานะกล่าวว่า " โดรณะผู้เปี่ยมด้วยพลังอันยิ่งใหญ่และมีปัญญาเฉียบแหลมจึงกล่าวว่า
 “บุคคลเช่นบุตรของปันดูนั้นไม่มีวันพินาศหรือประสบความพ่ายแพ้ กล้าหาญและเชี่ยวชาญในทุกศาสตร์ ฉลาดหลักแหลมและมีสติสัมปชัญญะ มีคุณธรรมและกตัญญูต่อยุธิษฐิระ ผู้ทรงคุณธรรม คอยติดตามพี่ชายคนโตผู้เชี่ยวชาญในนโยบาย คุณธรรม และผลประโยชน์ ผู้ซึ่งรักใคร่พวกเขาเหมือนพ่อ และผู้ซึ่งยึดมั่นในคุณธรรมและมั่นคงในความจริง บุคคลเช่นพวกเขาที่อุทิศตนต่อพี่ชายผู้ทรงเกียรติและสูงส่ง ผู้มีสติปัญญาสูงส่ง ไม่เคยทำร้ายใคร และเชื่อฟังพี่น้องของตน ย่อมไม่มีวันพินาศไปเช่นนี้ แล้วทำไม (ยุธิษฐิระ) บุตรของปฤถะผู้มีความรู้ด้านนโยบาย จึงจะสามารถฟื้นฟูความเจริญรุ่งเรืองของพี่น้องของตนผู้ซึ่งเชื่อฟัง อุทิศตน และมีจิตใจสูงส่งเช่นนี้ได้เล่า? ก็เพราะเหตุนี้เองที่พวกเขากำลังรอคอยโอกาสนั้นอย่างระมัดระวัง” คนเช่นนี้ไม่มีวันพินาศ
 นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นด้วยสติปัญญาของข้าพเจ้า ฉะนั้น จงรีบเร่งและโดยไม่เสียเวลา ทำในสิ่งที่ควรทำในตอนนี้ หลังจากไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว และจงจัดเตรียมที่พำนักสำหรับบุตรชายของปันดูผู้มีจิตใจมั่นคงในทุกเป้าหมายของชีวิต ให้เรียบร้อยเสียด้วย ปันดูผู้กล้าหาญ ปราศจากบาป และมีคุณธรรมในการบำเพ็ญเพียรนั้น ยากที่จะค้นพบ (ภายในระยะเวลาที่ห้ามค้นพบ) บุตรชายของ ปฤถะผู้ฉลาดปราดเปรื่องและมีคุณธรรมทุกประการ อุทิศตนเพื่อความจริงและเชี่ยวชาญในหลักการทางการเมือง เปี่ยมด้วยความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ และเป็นศูนย์รวมพลังอันมหาศาล สามารถทำลายล้าง (ศัตรูของเขา) ได้เพียงแค่เหลือบมองดวงตาของเขาเท่านั้น เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว จงทำในสิ่งที่เหมาะสม ฉะนั้น เราจึงควรค้นหาพวกเขาอีกครั้ง โดยส่งพราหมณ์และจารณะนักพรตผู้ประสบความสำเร็จ และคนอื่นๆ ในลักษณะเดียวกันที่อาจมีความรู้เกี่ยวกับวีรบุรุษเหล่านั้น!
Section XXVIII - คำแนะนำอันดีงามของภีษมะเพื่อประโยชน์ของชาวภารตะ
 " ไวสัมปายานะกล่าวว่า 'แล้วปู่ของชาวภารตะคือภีษมะบุตรของสุตานุผู้เชี่ยวชาญในพระเวทรู้จักมารยาทต่างๆ เป็นอย่างดี'ด้วยความรู้ความเข้าใจในกาลเวลาและสถานที่ และหน้าที่ทางศีลธรรมทุกประการ หลังจากที่โดรณะกล่าวจบแล้ว ภีษมะจึงชื่นชมคำพูดของอาจารย์ และกล่าวแก่ชาวภารตะเพื่อประโยชน์ของพวกเขา คำพูดเหล่านั้นสอดคล้องกับคุณธรรม แสดงถึงความผูกพันของเขากับยุธิษฐิระ ผู้ทรงคุณธรรม ซึ่งเป็นคำพูดที่คนไม่ซื่อสัตย์ไม่ค่อยพูด และมักได้รับการยกย่องจากคนซื่อสัตย์เสมอ และคำพูดที่ภีษมะกล่าวก็เป็นกลางอย่างแท้จริงและได้รับการเคารพนับถือจากผู้มีปัญญา
                และปู่ของชาวกุรุกล่าวว่า
 “คำพูดของโดรณะผู้กลับชาติมาเกิดซึ่งรู้แจ้งในความจริงของทุกเรื่องราวได้กล่าวออกมานั้น ข้าพเจ้าเห็นด้วย ข้าพเจ้าไม่ลังเลที่จะกล่าวเช่นนั้นเลย เหล่าวีรบุรุษผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรมทุกประการ ปฏิบัติตามคำปฏิญาณอันดีงาม มีความรู้ในพระเวท อุทิศตนให้กับการปฏิบัติศาสนกิจ รอบรู้ในศาสตร์ต่างๆ เชื่อฟังคำแนะนำของผู้อาวุโส ยึดมั่นในคำปฏิญาณแห่งความจริง รู้แจ้งในความเหมาะสมของกาลเวลา ปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ (เกี่ยวกับการเนรเทศ) บริสุทธิ์ในความประพฤติ ยึดมั่นในหน้าที่ของวรรณะกษัตริย์ เชื่อฟังเกศวะ เสมอ มีจิตใจสูงส่ง มีพละกำลังมหาศาล และแบกรับภาระของปราชญ์อยู่เสมอ วีรบุรุษเหล่านั้นจะไม่มีวันเหี่ยวเฉาภายใต้ความโชคร้าย ด้วยพลังของตนเอง บุตรแห่งปันดูผู้ซึ่งขณะนี้ใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนเพื่อเชื่อฟังคุณธรรม จะไม่มีวันพินาศอย่างแน่นอน”
 จิตใจของข้าพเจ้าคาดเดาได้เพียงเท่านี้ ดังนั้น โอภารตะ ข้าพเจ้าจึงสนับสนุนให้ใช้คำแนะนำที่ซื่อสัตย์ในการประพฤติต่อบุตรของปันดู การกระทำของปราชญ์จะไม่ทำให้พวกเขาถูกเปิดเผยโดยสายลับในตอนนี้[1]ว่าเราควรทำอย่างไรกับบุตรของปันดู ข้าพเจ้าจะกล่าวโดยไตร่ตรองด้วยสติปัญญา โปรดทราบว่าข้าพเจ้าจะไม่พูดอะไรด้วยเจตนาร้ายต่อท่าน คนอย่างข้าพเจ้าไม่ควรให้คำแนะนำเช่นนั้นแก่ผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์ เพราะควรให้คำแนะนำ (เช่นที่ข้าพเจ้าจะให้) แก่ผู้ที่ซื่อสัตย์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม คำแนะนำที่ชั่วร้ายไม่ควรนำเสนอไม่ว่าในกรณีใดๆ โอ เด็กน้อย ผู้ที่อุทิศตนเพื่อความจริงและเชื่อฟังผู้ใหญ่ ผู้ที่ฉลาดอย่างแท้จริง เมื่อพูดท่ามกลางที่ประชุม ควรพูดความจริงไม่ว่าในกรณีใดๆ หากการได้มาซึ่งคุณธรรมเป็นเป้าหมายของเขา ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงควรกล่าวว่า ข้าพเจ้ามีความคิดเห็นแตกต่างจากทุกคนที่อยู่ที่นี่ ในเรื่องสถานที่พำนักของยุธิษฐิระผู้ทรงธรรม ในปีที่สิบสามแห่งการเนรเทศของพระองค์
                โอเด็กน้อยเอ๋ย ผู้ปกครองเมืองหรือแคว้นที่พระเจ้ายุธิษฐิระประทับอยู่นั้น ย่อมปราศจากความโชคร้ายใดๆ ประชาชนในแคว้นที่พระเจ้ายุธิษฐิระประทับอยู่นั้น ต้องมีเมตตากรุณา ใจกว้าง อ่อนน้อมถ่อมตน และมีมารยาท มีวาจาไพเราะ ควบคุมอารมณ์ได้ ยึดมั่นในความจริง ร่าเริง สุขภาพดี บริสุทธิ์ในความประพฤติ และมีฝีมือในการทำงานของประเทศที่พระเจ้ายุธิษฐิระประทับอยู่
                ผู้คนในสถานที่ซึ่งยุธิษฐิระอาศัยอยู่ จะต้องไม่ริษยาหรือมุ่งร้าย หรือเย่อหยิ่ง หรือทะนงตน แต่ต้องปฏิบัติตามหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด แท้จริงแล้ว ในสถานที่ซึ่งยุธิษฐิระอาศัยอยู่ จะมีการสวดบทสวดเวทไปทั่วทุกหนแห่ง จะมีการประกอบพิธีกรรมบูชายัญ มีการรินน้ำบูชาครั้งสุดท้ายอย่างเต็มเปี่ยม[2]และมีการถวายของกำนัลแก่พราหมณ์อย่างมากมาย ที่นั่นเมฆจะโปรยฝนลงมาอย่างอุดมสมบูรณ์ และประเทศชาติจะปราศจากความหวาดกลัวด้วยการเก็บเกี่ยวที่ดี
                ที่นั่นนาข้าวจะไม่ขาดเมล็ด ผลไม้จะไม่ขาดน้ำผลไม้ พวงมาลัยดอกไม้จะไม่ขาดกลิ่นหอม และการสนทนาของผู้คนจะเต็มไปด้วยถ้อยคำที่น่าฟังอยู่เสมอ
                ณ ที่ซึ่งพระราชา ยุธิษฐิระประทับอยู่ สายลมจะหอมสดชื่น การพบปะสังสรรค์ของผู้คนจะเป็นมิตร และจะไม่มีเหตุแห่งความหวาดกลัวใดๆ
                ที่นั่นจะมีวัวควายมากมาย ไม่มีตัวไหนผอมแห้งหรืออ่อนแอ และนม โยเกิร์ต และเนยทั้งหมดจะมีรสชาติอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ที่ซึ่งพระราชา Yudhishthira ประทับอยู่ ข้าวโพดทุกชนิดจะเต็มไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและอาหารทุกอย่างจะอร่อย
                ณ ที่ซึ่งพระราชา Yudhishthira ประทับอยู่ สิ่งต่างๆ ที่รับรู้ได้ด้วย ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้แก่ รสชาติ สัมผัส กลิ่น และการได้ยิน จะเปี่ยมไปด้วยคุณสมบัติอันดีเลิศ
 ณ ที่ซึ่งพระราชายุธิษฐิระประทับอยู่ ทิวทัศน์และบรรยากาศจะน่ารื่นรมย์ และผู้ที่ได้รับการฟื้นฟูในสถานที่นั้นจะเป็นคนดีและมั่นคงในการปฏิบัติหน้าที่ของตน แท้จริงแล้ว ในประเทศที่โอรสของปันดูอาจไปพำนักอยู่ระหว่างปีที่สิบสามแห่งการเนรเทศนี้ ประชาชนจะมีความสุขและร่าเริง บริสุทธิ์ในความประพฤติและปราศจากความทุกข์ใดๆ พวกเขาจะอุทิศตนให้กับเทพเจ้าและแขกผู้มาเยือน และการบูชาสิ่งเหล่านี้ด้วยจิตวิญญาณ ทั้งหมด พวกเขาจะชอบการให้ และเปี่ยมไปด้วยพลัง พวกเขาจะปฏิบัติตามคุณธรรมอันเป็นนิรันดร์เสมอ
                ณ ที่ซึ่งพระราชา Yudhishthira ประทับอยู่ ประชาชนจะละเว้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง และปรารถนาแต่สิ่งที่ดีงามเท่านั้น พวกเขาจะถือศีลบูชาและปฏิญาณตนอย่างบริสุทธิ์เสมอ และเกลียดชังการพูดจาไม่จริง ประชาชน ณ ที่ซึ่งพระราชา Yudhishthira ประทับอยู่ จะปรารถนาแต่สิ่งที่ดีงาม เป็นมงคล และเป็นประโยชน์อยู่เสมอ
 ณ ที่ซึ่งยุธิษฐิระประทับอยู่ ผู้คนย่อมปรารถนาที่จะบรรลุซึ่งสิ่งที่ดีงาม และจิตใจของพวกเขาย่อมโน้มเอียงไปสู่คุณธรรมเสมอ และเมื่อคำปฏิญาณของพวกเขาน่าพึงพอใจ พวกเขาก็จะมุ่งมั่นในการสะสมบุญกุศลอยู่เสมอ โอ้ บุตรแห่งปฤถะผู้เปี่ยมด้วยสติปัญญาและความเมตตา ความสงบสุขสูงสุดและการให้อภัยอย่างไม่มีข้อสงสัย ความอ่อนน้อมถ่อมตนและความเจริญรุ่งเรือง ชื่อเสียงและพลังอันยิ่งใหญ่ และความรักต่อสรรพสัตว์ทั้งปวงนั้น แม้แต่พราหมณ์ก็ไม่อาจพบตัวได้ (ในเมื่อเขาได้ซ่อนตัวอยู่) นับประสาอะไรกับคนธรรมดาทั่วไป
                ยุธิษฐิระผู้ชาญฉลาดทรงใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนในดินแดนที่ข้าพเจ้าได้บรรยายลักษณะไว้แล้ว ส่วนเรื่องวิถีชีวิตอันดีเลิศของพระองค์นั้น ข้าพเจ้าไม่กล้าเอ่ยถึงอะไรมากไปกว่านี้ เมื่อพิจารณาเรื่องทั้งหมดนี้อย่างถี่ถ้วนแล้ว จงกระทำการใดๆ ที่ท่านคิดว่าจะเป็นประโยชน์โดยไม่เสียเวลาเถิด เจ้าชายแห่ง ราชวงศ์ กุรุหากท่านมีความศรัทธาในข้าพเจ้าจริงๆ"
                เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
                [1] : นี่เป็นโศลก ที่ยากมาก ผมไม่แน่ใจว่าผมเข้าใจมันถูกต้องหรือไม่ ทั้งนีลากันธาและอรชุน , มิศราต่างเงียบ อย่างไรก็ตาม แทนที่จะพึ่งพาสติปัญญาของตัวเอง ผมได้ปรึกษาเพื่อนหลายคนที่อ่านมหาภารตะอย่างละเอียดแล้ว โครงสร้างทางไวยากรณ์นั้นง่าย ความยากลำบากเพียงอย่างเดียวอยู่ที่ครึ่งหลังของโศลกเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายที่ผมให้ไปนั้นสอดคล้องกับคำแนะนำของภีษมะ
                [2] : แสดงให้เห็นว่าการบูชาสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีโดยไม่มีอุปสรรค
Section XXIX - คำแนะนำของกริปะเกี่ยวกับกลยุทธ์สำหรับการกลับมาของปันดาวา
                ไวสัมพะยานะกล่าวว่า “ แล้ว นาง กรีปะบุตรของศรัทวาตะกล่าวว่า
 'สิ่งที่ภีษมะผู้ เฒ่า ได้กล่าวเกี่ยวกับปันดาวะนั้นสมเหตุสมผล เหมาะสมกับสถานการณ์ สอดคล้องกับคุณธรรมและผลประโยชน์ น่าฟัง เต็มไปด้วยเหตุผลอันดี และคู่ควรกับท่าน จงฟังสิ่งที่ข้าจะกล่าวในเรื่องนี้ด้วย เจ้าควรสืบหาเส้นทางที่พวกเขาใช้และที่อยู่ของพวกเขาโดยใช้สายลับ[1]และใช้นโยบายที่จะนำมาซึ่งความผาสุกของเจ้า โอ้เด็กน้อย ผู้ที่ห่วงใยความผาสุกของตนไม่ควรละเลยแม้แต่ศัตรูธรรมดา แล้วข้าจะพูดอะไรเกี่ยวกับปันดาวะผู้ซึ่งเชี่ยวชาญอาวุธทุกชนิดในการรบเล่า โอ้เด็กน้อย
 ดังนั้น เมื่อถึงเวลาที่เหล่าปันดาวาผู้มีจิตใจสูงส่งซึ่งได้เข้าป่าไปแล้ว[2]กำลังใช้ชีวิตอยู่ในการปลอมตัวอย่างมิดชิด จะกลับมา ท่านควรตรวจสอบความแข็งแกร่งของท่านทั้งในอาณาจักรของท่านเองและในอาณาจักรของกษัตริย์องค์อื่นๆ อย่างไม่ต้องสงสัย การกลับมาของปันดาวาใกล้เข้ามาแล้วเมื่อระยะเวลาการเนรเทศตามที่สัญญาไว้สิ้นสุดลง บุตรชายผู้มีชื่อเสียงและทรงอำนาจของปฤถะผู้เปี่ยมด้วยพลังอำนาจอันหาที่เปรียบมิได้ จะเสด็จมาที่นี่ด้วยพลังอันล้นเหลือ ดังนั้น เพื่อที่จะทำสนธิสัญญาที่เป็นประโยชน์กับพวกเขา ท่านควรใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและมุ่งมั่นที่จะเพิ่มกำลังพลและปรับปรุงคลังสมบัติ โอ้ลูกเอ๋ย เมื่อตรวจสอบสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดแล้ว จงประเมินความแข็งแกร่งของท่านเองเมื่อเทียบกับพันธมิตรทั้งหมดของท่าน ทั้งที่อ่อนแอและแข็งแกร่ง[3]
 เมื่อประเมินประสิทธิภาพ จุดอ่อน และความเฉยเมยของกองกำลังของท่านแล้ว รวมทั้งว่าใครในหมู่พวกเขามีเจตนาดีและใครไม่พอใจ เราควรจะต่อสู้กับศัตรูหรือทำสนธิสัญญากับเขา โดยใช้ศิลปะแห่งการประนีประนอม การแบ่งแยก การลงโทษ การติดสินบน ของขวัญ และความประพฤติที่ดี จงโจมตีศัตรูของท่านและปราบปรามผู้ที่อ่อนแอกว่าด้วยกำลัง และเอาชนะใจพันธมิตรและกองกำลังของท่านด้วยคำพูดที่อ่อนโยน เมื่อท่านได้เสริมสร้างกองทัพและเติมเต็มคลังสมบัติของท่าน (ด้วยวิธีการเหล่านี้) ความสำเร็จทั้งหมดจะเป็นของท่าน เมื่อท่านทำทั้งหมดนี้แล้ว ท่านจะสามารถต่อสู้กับศัตรูที่ทรงพลังที่อาจปรากฏตัวขึ้นได้ ไม่ต้องพูดถึงบุตรของปันดูที่ขาดแคลนกองกำลังหรือสัตว์ของตนเอง โดยการใช้กลอุบายทั้งหมดนี้ตามธรรมเนียมของชนชั้นปกครองของท่าน ท่านผู้ยิ่งใหญ่แห่งบุรุษ จะได้รับความสุขที่ยั่งยืนในเวลาอันควร!
                เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
                [1] : คำว่าtirthaในที่นี้ หมายถึง ตามที่นิลากันธาได้อธิบายไว้อย่างถูกต้อง คือ สถานที่สอดแนม ไม่ใช่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์
                [2] : นิลากันธาอธิบายว่า สัตรามในที่นี้หมายถึง 'การปลอมแปลง' อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าการตีความเช่นนั้นดูจะเกินจริงไปหน่อย เห็นได้ชัดว่ามันหมายถึง 'ป่า' การใช้คำว่า 'ประวิษฐุ' ร่วมด้วยก็ช่วยยืนยันประเด็นนี้ได้เกือบหมดแล้ว
                [3] : บทสโลกาบทนี้พิมพ์ไม่ถูกต้องในตำราใดๆ ที่ฉันเคยเห็น การอ่านที่ฉันยึดถือคือ คำที่สองเป็นคำกริยาในรูป participle ของรากศัพท์budhไม่ใช่รูป instrumental ของbudhiและคำสุดท้ายของบรรทัดที่สองเป็นคำประสมของvalavatsuและavaleshuแทนที่จะเป็น (อย่างที่พิมพ์ในหนังสือหลายเล่ม) valavatswavaleshuการอ่านแบบอื่นใดก็ย่อมไม่ถูกต้องอย่างแน่นอน ฉันยังไม่ได้ตรวจสอบตำราบอมเบย์
ตอนต่อไป; Section XXX - ตริการ์ตัสและเกาเราวะวางแผนยึดโคในอาณาจักรของวีรตะ
 สรุปย่อของบทนี้: เรื่องราวที่ไวสัมปายานะ เล่า เกี่ยวกับพระเจ้าสุสาร์มันผู้ซึ่งพ่ายแพ้ต่อสุตะ , กิจกะแห่งมัตสยะ และกษัตริย์แห่งมัตสยะ ซ้ำแล้วซ้ำ เล่า เมื่อรู้สึกว่ามีโอกาสที่จะแก้แค้น สุสาร์มันจึงเสนอที่จะบุกโจมตี อาณาจักรของวิราตะ โดยความช่วยเหลือจาก พวกเกา เราวะ รวมทั้งกรรณะและทุรโยธนะ พวกเขาวางแผนที่จะปล้นสะดมทรัพย์สิน ปศุสัตว์ และที่ดินของวิราตะ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มอำนาจและโชคลาภของตนเอง กรรณะเห็นด้วยกับแผนของสุสาร์มัน และทุรโยธนะก็รีบสั่งการให้กองกำลังของตน รวมทั้งตรีการ์ตัส เตรียมพร้อมสำหรับการยกพลขึ้นบก ตรีการ์ตัสเคลื่อนพลไปยังเมืองของวิราตะเพื่อยึดปศุสัตว์ ในขณะที่พวกเกาเราวะก็ติดตามไปในวันรุ่งขึ้น โดยตั้งใจที่จะยึดปศุสัตว์หลายพันตัวเช่นกัน
 พวกตรีการ์ตัส นำโดยสุสารมัน เคลื่อนทัพไปยังอาณาจักรของวิราตะเพื่อยึดปศุสัตว์ของเขา ในขณะเดียวกัน พวกเกาเราวะภายใต้การบัญชาการของทุรโยธนะ ก็วางแผนที่จะยกทัพไปยังเมืองของวิราตะเช่นกัน ทั้งสองกลุ่มมุ่งหวังที่จะใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอของวิราตะ โดยพวกตรีการ์ตัสตั้งใจที่จะโจมตีเป็นคนแรกและพวกเกาเราวะจะตามมาอย่างใกล้ชิด พวกตรีการ์ตัสเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตี โดยตั้งรับเพื่อใช้ประโยชน์จากความอ่อนแอที่เห็นได้ชัดของวิราตะและอาณาจักรของเขา
 พวกเกาเราวะ นำโดยทุรโยธนะ ยกทัพทั้งหมดออกไปเพื่อกวาดต้อนทรัพย์สมบัติ โดยเฉพาะโคอันล้ำค่า จากอาณาจักรของวิราตะ ฝ่ายตรีการ์ตะและพวกเกาเราวะต่างแยกย้ายกันไป แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือ ปล้นสะดมทรัพย์สมบัติของมัตสยะ สถานการณ์จึงพร้อมสำหรับการปะทะกันระหว่างกองกำลังของวิราตะและกองทัพผู้รุกราน ขณะที่แผนการของสุสารมันที่จะบุกอาณาจักรเพื่อแย่งชิงทรัพยากรทวีความรุนแรงขึ้น นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างสองฝ่าย การปะทะกันที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของวิราตะและกองกำลังผสมของตรีการ์ตะและเกาเราวะ เป็นลางบอกเหตุถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจและทรัพย์สมบัติอันดุเดือด

Gamera vs Guiron (1969) Export English Dub พากย์ไทย gamera 2 attack of legion (1996) กาเมร่า VS เลจิออง การรุกรานของกองทัพ ฝูงมฤตยูมรณะ

อากิโอะและทอมสำรวจส่วนหนึ่งของเมืองต่างดาวและได้พบกับผู้อยู่อาศัยเพียงกลุ่มเดียวของดาวเคราะห์ดวงนี้ นั่นคือหญิงสาวสวยสองคนชื่อบาร์เบลลาและฟลอร์เบลลา พวกเธออธิบายว่าดาวเคราะห์ของพวกเธอที่รู้จักกันในชื่อ "เทอร์รา" โคจรรอบดวงอาทิตย์ตรงข้ามกับโลก

ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมเหล่านักดาราศาสตร์ของโลกจึงไม่เคยค้นพบมันมาก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เทอร์รากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ ไม่เพียงแต่ดาวเคราะห์จะเย็นลงเท่านั้น แต่พวกไซออสอวกาศกำลังยึดครองมัน และหญิงสาวทั้งสองเป็นคนสุดท้ายของเผ่าพันธุ์ สัตว์ประหลาดหัวมีดที่ชาวเทอร์ราเรียกว่า "กุยรอน" คือปราการด่านสุดท้ายของพวกเธอในการต่อต้านไซออสอวกาศ บาร์เบลลาและฟลอร์เบลลาทำให้ทอมและอากิโอะหมดสติและจับพวกเขามัดไว้ โดยใช้เครื่องมือไฮเทคของพวกเธอ หญิงสาวต่างดาวเหล่านี้สอดแนมความคิดของเด็กหนุ่มทั้งสอง และได้เรียนรู้เกี่ยวกับกาเมร่าและความอ่อนโยนของมันที่มีต่อเด็กๆ ปรากฏว่าหญิงสาวชาวเทอร์ราเหล่านี้เป็นมนุษย์กินคนและวางแผนที่จะกินสมองของเด็กหนุ่มเพื่อดูดซับความรู้ของพวกเขา เพื่อเตรียมการที่จะควักสมองของอากิโอะออกมาเป็นอาหาร พวกผู้หญิงจึงโกนผมของเด็กชาย
พากย์ไทย
กำกับโดย ชูสึเกะ คาเนโกะ บทภาพยนตร์โดย คาซูโนริ อิโตะ นำแสดงโดย มากิ มิซูโนะ,  โทชิยูกิ นางาชิมะ , ทาโมทสึ อิชิบาชิ ภาพยนตร์ จุนอิจิ โทซาว่า เรียบเรียงโดย ชิซึโอะ อาราคาวะ เพลงโดย โค โอทานิ การ์ตูนGamera 2: Attack of Legion ปี 1996 นำเสนอไคโตะ น้องชายของมิโดริ โฮนามิ เป็นตัวเอกที่เป็นมนุษย์ โดยปู่ของเขาถูกฝูงไกอาโอ ฆ่าตาย ศาสตราจารย์สัตวแพทยศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮอกไกโดก็ได้รับการยกย่องให้เป็นตัวละครสำคัญเช่นกัน โดยเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับ Legion และประดิษฐ์อาวุธต่อต้าน Legion ที่เรียกว่าDiffusional Ion Cannon (拡散イオン砲Kakusan Ion Hō ) ซึ่งเป็นหนึ่งในสุดยอดอาวุธไม่กี่ชนิดในแฟรนไชส์
gamera 2 attack of legion (1996) กาเมร่า VS เลจิออง การรุกรานของกองทัพ
คำอธิบาย
หนึ่งปีหลังจากการต่อสู้ระหว่างกาเมร่าและไกอาโอส อุกกาบาตขนาดใหญ่ตกในฮอกไกโดกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่น (JGSDF) นำโดยพันเอกยูสุเกะ วาตาราเสะ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ โดยที่ทีมตรวจสอบไม่รู้ตัวว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลกรูปร่าง คล้ายแมลงหลายตัว โผล่ออกมาจากอุกกาบาต ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของระบบโทรคมนาคมหลายครั้งดึงดูดความสนใจของNTTซึ่งวิศวกรของบริษัทค้นพบว่าสายเคเบิลใต้ดินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบถูกถอดออกไปทั้งหมด วิศวกรเครือข่าย โอบิตสึ สังเกตเห็นว่าสายเคเบิลที่หายไปนั้นก่อตัวเป็นเส้นตรงที่มุ่งหน้าไปทางทิศใต้จากที่เกิดเหตุ
 สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นเดินทางไปยังเมืองซัปโปโรที่นั่นพวกมันโจมตีรถไฟใต้ดินเทศบาลซัปโปโรและสร้างรังอยู่ในอุโมงค์รถไฟใต้ดิน เมื่อวาตาราเสะและทีมทหารกองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินของญี่ปุ่นเข้าไปในอุโมงค์เพื่อตรวจสอบ โครงสร้างคล้ายฝักขนาดใหญ่ก็โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน วาตาราเสะจึงค้นพบว่าฝักนั้นกำลังเพิ่มระดับออกซิเจนในบริเวณโดยรอบอย่างมาก จากนั้นวาตาราเสะจึงร่วมมือกับโอบิตสึและมิสโฮนามิ ครูสอนวิทยาศาสตร์ ทั้งสามคนตระหนักว่าฝักนั้นเป็นแท่นปล่อยทางชีวภาพที่จะยิงเมล็ดพันธุ์ขึ้นไปในอวกาศเพื่อไปตั้งรกรากบนดาวเคราะห์ดวงอื่น โดยระดับออกซิเจนที่เพิ่มขึ้นจะช่วยเพิ่มแรงระเบิดของการปล่อย
 ทั้งสามคนตระหนักดีว่าการพยายามทำลายฝักนั้นจะนำไปสู่การทำลายซัปโปโรด้วย เมื่อเมล็ดพันธุ์กำลังจะถูกปล่อยออกมา กาเมร่าก็โผล่ขึ้นมาจากมหาสมุทรและบินไปยังซัปโปโร กาเมร่าถอนฝักออกก่อนที่มันจะถูกปล่อยออกมา แต่แล้วก็ถูกเหล่าสัตว์ประหลาดรุมล้อมและถูกบังคับให้ล่าถอย หลังจากกาเมร่าบินจากไป สัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ตัวหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อสร้างรังใหม่ โดยฮานาทานิ หนึ่งในทหารของวาตาราเสะ ตั้งชื่อสัตว์ประหลาดเหล่านั้นว่า "กองทัพ"
 กองทัพเลเจียนมุ่งหน้าไปยังเซนไดเพื่อสร้างรังที่สอง วาตาราเสะสั่งให้โฮนามิอพยพประชาชนออกจากเมือง ขณะที่เธอกำลังอพยพ เธอก็ได้พบกับอาซากิ คุซานางิ เด็กนักเรียนหญิงวัยรุ่นที่มีความเชื่อมโยงทางจิตกับกาเมร่า ขณะที่เฮลิคอปเตอร์ของโฮนามิและอาซากิพยายามอพยพ ราชินีเลเจียนและกาเมร่าก็ปรากฏตัวออกมาและต่อสู้กัน ราชินีซึ่งถ่วงเวลาได้เกือบถึงเวลาที่แคปซูลจะถูกปล่อยออกมา ได้ทำร้ายกาเมร่าอย่างรุนแรงและถอยกลับลงไปใต้ดิน ขณะที่โฮนามิและอาซากิหนีไป วาตาราเสะสั่งให้คนของเขาอพยพประชาชนออกจากเมือง กาเมร่าสามารถทำลายแคปซูลได้ก่อนที่จะถูกปล่อยออกมา แต่การระเบิดที่เกิดขึ้นได้ทำลายเมืองและดูเหมือนจะฆ่ากาเมร่าในแรงระเบิดด้วย
 วาตาราเสะ โอบิตสึ และโฮนามิได้พบกันอีกครั้งและตระหนักว่ากองทัพปีศาจนั้นเป็น สิ่งมีชีวิตที่ทำจาก ซิลิคอนและถูกดึงดูดด้วยแหล่งกำเนิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า พวกเขายังรู้ด้วยว่ากองทัพปีศาจซึ่งหมดหวังหลังจากความพยายามสองครั้งที่ล้มเหลว จะมุ่งเป้าไปที่โตเกียวเป็นลำดับต่อไป และจะพบกับการต่อต้านเพียงเล็กน้อยเนื่องจากกาเมร่าเสียชีวิตไปแล้ว โฮนามิกลับไปยัง ซาก สถานีเซนไดเพื่อพบกับอาซากิเพื่อดูว่าสามารถชุบชีวิตกาเมร่าได้หรือไม่ อาซากิได้ติดต่อกับกาเมร่าและในที่สุดเขาก็ฟื้นคืนชีพ แต่การเชื่อมต่อระหว่างเขากับอาซากิก็ขาดสะบั้นลงเมื่อเครื่องรางของเธอแตกสลาย
 นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นสั่งระดมกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นทั้งหมดเพื่อตัดเส้นทางของกองทัพเลเจียนก่อนที่ฝูงจะไปถึงโตเกียว กาเมร่าต่อสู้กับราชินีเลเจียน ขณะที่กองกำลังป้องกันประเทศจัดการกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกว่าด้วยความช่วยเหลือจากโอบิตสึและวาตาราเสะ โดยใช้กับดักที่โรงไฟฟ้าแห่งหนึ่ง กาเมร่าฉีกเขาของราชินีออก ดูเหมือนว่าจะเอาชนะมันได้ แต่ราชินีกลับฟื้นคืนชีพและปล่อยการโจมตีใหม่ด้วยแส้เลเซอร์ที่ฉีกเนื้อของกาเมร่า
 เมื่อดูเหมือนว่าราชินีแห่งกองทัพได้เปรียบ กาเมร่าจึงดึงพลังมานาจากมนุษย์ทั่วโลก และหน้าอกของมันก็เปิดออก เผยให้เห็นปืนพลาสม่า กาเมร่ายิงใส่ราชินี ระเบิดนางเป็นชิ้นๆ และสังหารนาง ขณะที่เหล่าทหารมองดูกาเมร่าบินขึ้นสู่ท้องฟ้า อาซากิก็กล่าวอำลาเขาด้วยความเศร้าโศก