Translate

05 กุมภาพันธ์ 2569

☸️ ← พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) บทที่ 1 - เรื่องราวของพระภิกษุจักขุปาละ

พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) โดยเวน วีโกด้า ซาราดะ มหาเทโร | 1993 | 341,201 คำ | ISBN-10: 9810049382 | ISBN-13: 9789810049386 พุทธศาสนา เถรวาด  ซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องสรุป : นี่คือคำแปลภาษาอังกฤษของพระธรรมบท ซึ่งแสดงถึงหลักพื้นฐานของวิถีชีวิตแบบพุทธ พระธรรมบทนี้จะนำพาผู้อ่านไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและมีประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า รวมทั้งนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต “สัมมาสัมภณะ” พระธรรมบทเป็นเล่มที่สองของขุททกนิกาย (คัมภีร์ย่อย) แห่งสุตตปิฎก (คัมภีร์พระสูตร) ​​ประกอบด้วย 423 โศลก ฉบับนี้มีภาพประกอบ เรื่องราวอธิบาย และอรรถกถาเพิ่มเติม แหล่งที่มา 1: motilalbanarsidass.com  แหล่งที่มา 2: archive.org

 ความทุกข์จะตามติดผู้กระทำความชั่ว เหมือนกับล้อเกวียนที่ตามติดกีบของวัวลากเกวียน | ข้อความภาษาบาลี ภาพประกอบ และคำแปลภาษาอังกฤษของธรรมบท บทที่ 1:
        มโนปุพบังคามา ธัมมา มโนเสฎฐา มโนมายา |
  มานาซา เจ ปทุฏฐนา ภาสติ วา กะโรติ วา |
                 ทาโต นัน ทุคคามันเวติ จักคังวา วาฮาโต ปะดัน || 1 ||
                1. จิตนำหน้าความรู้ทั้งปวง จิตเป็นหัวหน้าของความรู้ทั้งปวง ความรู้ทั้งปวงล้วนเกิดจากจิต หากผู้ใดพูดหรือกระทำด้วยจิตที่เสื่อมทรามทุกข์ ก็จะ ตามมา ดังเช่นล้อรถที่ตามมาหลังจากกีบเท้าของวัว
                เรื่องราวของพระภิกษุจักขุปาละ
 ขณะประทับอยู่ที่ วัด เชตวันในเมืองสาวัตถีพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระ ธรรมบทนี้ โดยกล่าวถึงจักขุปาละ พระภิกษุตาบอดรูปหนึ่ง
ครั้งหนึ่ง พระจักขุปาละได้มาสักการะพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน คืนหนึ่ง ขณะที่พระจักขุปาละกำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ได้เหยียบแมลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เช้าวันรุ่งขึ้น พระภิกษุรูปอื่นๆ ที่มาเยี่ยมพระจักขุปาละได้พบแมลงที่ตายแล้ว พวกเขาคิดร้ายต่อพระจักขุปาละและรายงานเรื่องนี้ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงถามพวกเขาว่าได้เห็นพระจักขุปาละฆ่าแมลงเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อพวกเขาตอบว่าไม่เห็น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เช่นเดียวกับที่พวกเจ้าไม่เห็นท่านฆ่าสัตว์ ท่านก็ไม่ได้เห็นแมลงเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพระจักขุปาละได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านจึงไม่มีเจตนาที่จะฆ่า ดังนั้นท่านจึงบริสุทธิ์” เมื่อถูกถามว่าเหตุใดพระจักขุปาละจึงตาบอดทั้งที่เป็นอรหัตผล พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าเรื่องต่อไปนี้:
 ในชาติภพก่อนๆ จักขุปาละเคยเป็นแพทย์ ครั้งหนึ่งเขาจงใจทำให้คนไข้หญิงคนหนึ่งตาบอด หญิงคนนั้นสัญญาว่าจะยอมเป็นทาสของเขาพร้อมกับลูกๆ หากดวงตาของเธอหายเป็นปกติ ด้วยความกลัวว่าตนเองและลูกๆ จะต้องตกเป็นทาส เธอจึงโกหกแพทย์ บอกว่าดวงตาของเธอกำลังแย่ลง ทั้งที่ความจริงแล้วหายเป็นปกติแล้ว แพทย์รู้ว่าเธอกำลังหลอกลวง จึงแก้แค้นด้วยการให้ยาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้เธอตาบอดสนิท ผลจากความชั่วร้ายนี้ ทำให้แพทย์สูญเสียการมองเห็นหลายครั้งในชาติภพต่อๆ มา
                คำแปลอธิบาย (บทที่ 1)
ธัมมา มโนปุพบังคามา มโนเสฏฐา มโนมายา
            เจ พะทุตเตนะ มนะซา ภาสติ วา กะโรติ วา ทะโต ดอุก
 คัง นัง อันเวติ วาหะโต ปะทัง จักคัง อิวา.
                dhammā : ประสบการณ์; manopubbaṅgamā : ความคิดนำหน้า; manoseṭṭhā : ความคิดเด่นกว่า; ce : ดังนั้น ถ้า, paduṭṭhena : (ด้วย) เสื่อมเสีย; manasā : ความคิด; bhāsati : (ผู้) พูด; karoti vā : หรือกระทำ; tato : เนื่องจากสิ่งนั้น, dukkhaṃ [ dukkha ] : ความทุกข์; naṃ : บุคคลนั้น; anveti : ตามมา; vahato padaṃ [ pada ] : กีบสัตว์ลาก; cakkaṃ iva : เช่น ล้อเกวียน
 ทุกสิ่งที่เราประสบพบเจอล้วนเริ่มต้นด้วยความคิด คำพูดและการกระทำของเราล้วนเกิดจากความคิด หากเราพูดหรือกระทำด้วยความคิดชั่วร้าย สถานการณ์และประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราก็สร้างสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาเพราะเราแบกรับความคิดที่ไม่ดีไว้ เราไม่สามารถสลัดความทุกข์นี้ทิ้งไปได้ตราบใดที่เรายังผูกพันอยู่กับความคิดชั่วร้ายของเรา นี่เปรียบเสมือนล้อเกวียนที่ตามหลังกีบเท้าของวัวที่เทียมเกวียนอยู่ ล้อเกวียนพร้อมกับน้ำหนักบรรทุกที่หนักอึ้งยังคงตามหลังวัวลากเกวียนไป สัตว์นั้นถูกผูกมัดอยู่กับน้ำหนักบรรทุกที่หนักอึ้งนี้และไม่สามารถสลัดทิ้งได้
                คำอธิบายและบทวิเคราะห์(ข้อ 1)
 สองบทแรกในธรรมบทเผยให้เห็นแนวคิดสำคัญในพระพุทธศาสนาในขณะที่ศาสนาส่วนใหญ่ยึดถือหลักคำสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ โลกถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า 'พระเจ้า' แต่พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งที่เราประสบพบเจอ (ทั้ง 'โลก' และ 'ตัวตน') ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยความคิด หรือกระบวนการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและความคิด สิ่งนี้ยังพิสูจน์ได้ว่าผู้เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเข้าใจผิดที่กล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงนิ่งเงียบเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของโลก ในพระสูตรโรหิตสสสูตรแห่งอังคุตตรนิกายพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า โลก จุดเริ่มต้นของโลก จุดจบของโลก และหนทางที่นำไปสู่จุดจบของโลก ล้วนอยู่ในกายนี้เองพร้อมกับการรับรู้และความคิดของมัน
 คำว่าmanoมักแปลว่า 'จิต' แต่พระพุทธเจ้าทรงมีมุมมองแบบปรากฏการณ์นิยมในข้อถกเถียงเรื่องจิตและสสารที่สร้างความสับสนให้กับนักปรัชญาตลอดประวัติศาสตร์ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทวิภาวะ—'จิต' และ 'กาย' พระพุทธเจ้าทรงอธิบายในสัพพสูตรแห่งสัมยุตตนิกายว่า สิ่งที่เราสามารถพูดถึงได้นั้นล้วนเป็นเพียง 'ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส' รวมถึงความคิดหรือการรับรู้ในฐานะประสาทสัมผัสที่หก คำว่าnāmaและrūpaซึ่งมักแปลว่า 'จิต' และ 'กาย' ไม่ใช่ 'สิ่งที่มีอยู่' สองอย่างที่สัมพันธ์กัน แต่เป็นเพียงสองวิธีในการมอง 'กิจกรรม' เดียวที่เรียกว่า 'ประสบการณ์' Nāma (การตั้งชื่อ) คือ 'ประสบการณ์' ที่มองเห็นในเชิงอัตวิสัยในฐานะ 'กระบวนการทางจิตในการระบุวัตถุ' ( rūpa kāye adhivācana saṃpassa )
 รูป (ปรากฏการณ์) คือ 'ประสบการณ์' ที่มองเห็นได้อย่างเป็นกลางในฐานะ 'สิ่งที่มีอยู่' ซึ่งรับรู้และเข้าใจผ่านกระบวนการทางจิตของการระบุ ( นาม กาย ปฐิฆะ สัมปัสสะ ) มโนหมายถึง 'ความคิด' หรือกระบวนการทางจิตของการสร้างแนวคิด ซึ่งบูรณาการและสร้างความหมายจากประสาทสัมผัสต่างๆ ที่รับเข้ามา ประสบการณ์โดยรวมที่มีความหมายนี้คือธรรมะซึ่งมองได้ในเชิงอัตวิสัยในฐานะ 'การระบุสิ่งที่มีอยู่' ( นาม ) และในเชิงวัตถุวิสัยในฐานะ 'สิ่งที่ถูกระบุ' ( รูป ) ธรรมะซึ่งเป็น "ประสบการณ์โดยรวมที่มีความหมาย" นี้ โดยปกติแล้วจะถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าพึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ ( โลกธรรม )

5 ← สามก๊ก (ฉบับย่อ) " ยังมิได้อ่านสามก๊ก อย่าพึ่งคิด การใหญ่ "

ตอนที่ 35 เผาทุ่งพกป้อง
                ฝ่ายเล่าเปียวคิดใช้ให้เล่าปี่ไปตีเมืองกังตั้ง หวังแก้แค้น ขงเบ้งคิดอ่านให้บ่ายเบี่ยงก่อน แลเล่าเปียวจะยกเมืองให้เล่าปี่ เล่าปี่ก็มิอาจรับ อยู่มาเล่ากี้ผู้บุตรเล่าเปียวเข้าขอคำปรึกษาขงเบ้ง เรื่องกลัวอันตรายจากชัวฮูหยินกับชัวมอขงเบ้งจึงแนะนำให้เล่ากี้ไปอยู่ ณ เมืองกังแฮ
 ฝ่ายโจโฉได้สุมาอี้เป็นที่ปรึกษาคิดกำเริบ หวังตีหัวเมืองชายทะเลสิ้น ส่งแฮหัวตุ้นกับทหารสิบหมื่นออกตี เล่าปี่ ณ เมืองซินเอี๋ย เล่าปี่กองกำลังน้อยกว่าขงเบ้งจึงให้ตั้ง ค่ายชุ่ม ณ ทุ่งพกป้องแลแฮหัวตุ้นประมาทมิฟังคำทัดทาน ของลิเตียน จึงถูกลอบวางเพลิงเสีย ทหารแฮหัวตุ้นวิ่งหนีแตก ตื่นเหยียบตายกันเป็นอลหม่านบ้างหนีไม่ทันตายในเพลิงเป็นอันมาก ด้วยสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าแขมไฟจึงลามไปทั่ว กองทัพ ศพดาษดังขอนไม้ โลหิตแดงไปทั้งป่า ทหารสิบหมื่น ตายสิ้น แฮหัวตุ้นเสียทีดังนั้นจึงทิ้งทหารหนีกลับเมืองฮูโต๋ แล ฝีมือของขงเบ้งแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แต่นั้นมา เตียวหุย กวนอูกับนายทหารอื่นจึงเลื่อมใสขงเบ้งยิ่งนัก
ตอนที่ 36 โจโฉยาตราทัพลงใต้
                ฝ่ายเล่าเปียวป่วยหนักใกล้ตายเรียกเล่ากี้ เข้าพบแต่ถูกชัวมอห้ามไว้เล่ากี้มิรู้ทำอย่างไร จึงจำใจกลับไป เมืองกังแฮ อยู่มาเล่าเปียวโรคป่วยกำเริบจึงถึงแก่ความตาย จึงให้แต่งการศพตามประเพณี แล้วชัวมอก็ตั้งให้เล่าจ๋องเป็น เจ้าเมืองแทนบิดาต่อไป
                อยู่มาโจโฉกะเกณฑ์ทหารเข้าถึงห้าสิบหมื่น ยกลงใต้หวังตีแผ่นดินให้ราบคาบ เล่าจ๋องรู้ดังนั้นจึงตกใจ คิดอ่านยกเมืองเกงจิ๋วให้โจโฉ โจโฉแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี
 ฝ่ายเล่าปี่รู้ว่าเล่าเปียวตายแล้วจึงร้องไห้ จนสลบ แล้วขงเบ้งคิดอ่านให้เล่าปี่ย้ายจากเมืองซินเอี๋ย ไป เมืองอ้วนเซีย เพื่อคิดอ่านป้องกันโจโฉแลเล่าปี่จึงชักชวน ราษฎรประชาราษฎร์ให้ติดตามไปด้วย ฝ่ายโจหยิน เคาทูยกทัพ เป็นกองหน้าเข้าเห็นเมืองซินเอี๋ยว่างอยู่จึงเข้าไปพัก ถูกกล ขงเบ้งให้จูล่งเข้าเผาเมือง ทหารโจหยินเหยียบหนีตายกัน อลหม่านหนีมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ถูกกวนอูชุ่มให้ทหารพังทำนบ น้ำไหลบ่าลงมา ทหารโจหยินจมน้ำตายเป็นอันมาก เตียวหุย เข้าสกัดไว้อีกทัพโจหยินแตกหนีมิมีใจจะรบจึงหนีมาเข้ารวมกับ โจโฉ
 โจโฉรู้ดังนั้นก็โกรรให้ซีซีไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ ณ เมืองอ้วนเซีย เล่าปี่มิยอมโจโฉจึงยาตราทัพ ไปเมืองอ้วน เชียหวังล้างเล่าปี่ให้สิ้น แลขงเบ้งเห็นว่าถ้าตั้งอยู่ที่เมืองอ้วน เสียนั้นมิได้จึงโยกย้ายไปเมืองซงหยง ราษฎรแลอาณา ประชาราษฎร์ขอติดตามเล่าปี่ไปด้วย ชาวเมืองทั้งปวงก็ทิ้ง บ้านเมืองเสียอพยพร้องไห้ตามเล่าปี่ เสียงนั้นอื้ออึงไป แลเล่าปี่ ไปถึงเมืองซงหยงนั้นเข้าไม่ได้จึงไปยังเมืองกังเหลง
                ฝ่ายโจโฉติดตามมาถึงเมืองอ้วนเซียใกล้จะ ทันอยู่แล้ว ขงเบ้งจึงให้กวนอูไปขอทหารจากเล่ากี้ ณ เมืองกัง แฮ ให้จูล่งคุมครอบครัว ตัวเล่าปี่ เตียวหุยคุมทหารไปป้องกัน อยู่หลังทัพ แลเดินทางได้แต่วันละร้อยเส้น
ตอนที่ 37 จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า
                ครั้นโจโฉยกทัพมาถึงเมืองซงหยง เล่าจ๋อง จึงออกมาคำนับ โจโฉจึงให้เล่าจ๋องไปอยู่เมืองเฉงจิ๋ว ให้ชัวมอเตียวอุ่นเป็นนายกองทัพเรือฝึกทหารทั้งปวง แล้วโจโฉจึงส่ง อิทึ่มไปฆ่าเล่าจ๋องกับชัวฮูหยินเสียระหว่างทาง ครั้นบำรุง ไพร่พลทหารเสร็จแล้วจึงยกกองทัพหลวงต่อไปยัง ณ เมือง กังเหลง ฝ่ายเล่าปี่เร่งเดินทางอยู่ ขงเบ้งจึงออกไปตามกวนอู ณ เมืองกังแฮอีกคน
 ครั้นประมาณสามยามเล่าปี่ได้ยินเสียงโห่ ร้องอื้ออึงมา เล่าปี่ก็ตกใจยกทหารสองพันเข้ารบด้วยโจโฉเป็น สามารถ เตียวหุยเห็นดังนั้นก็เข้าช่วยหักไปช่วยเล่าปี่ ทหารโจ โฉจึงรุกไล่ฆ่าฟันอาณาประชาราษฎร์หลบหนีวุ่นวาย การ โกลาหลยิ่งนัก ครอบครัวเล่าปี่ถูกทหารไล่มาก็พลัดพราก กระจายไปกับชาวบ้าน เล่าปี่กับเตียวหุยก็ช่วยต้านทานเป็น สามารถ แต่มิอาจสู้ได้เหลือทหารแต่ร้อยหนึ่ง แลครอบครัว ราษฎรบาดเจ็บล้มตายยิ่งนัก
 เล่าปี่กับเตียวหุยหลบหนีผ่านสะพานเตียง ปันเกี้ยวไป ตัวเตียวหุยก็วกกลับเข้ามายืนขี่ม้าถือทวนสกัด แต่ เพียงผู้เดียว ทหารโจโฉสำคัญเป็นเตียวหุยก็เกิดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ฝ่ายจูล่งซึ่งเล่าปี่ให้คุมครอบครัวตัวอยู่นั้น ตะลุมบอน อยู่ในทัพโจโฉ ตีตลบกลับแล้วตีหักไปอีก ตามหาตัวอาเต๊าบุตร เล่าปี่แลกำฮูหยิน บิฮูหยินภรรยาเล่าปี่ก็มิพบ จนรุ่งสว่างจึงหัก เข้าไปควานหาอีก พบชาวบ้านต้องอาวุธบาดเจ็บเป็นอันมาก
 แลเสียงร้องไห้อื้ออึงคะนึงไป พบนางกำฮูหยิน จึงพาออกมา ถึงต้นสะพานแล้ววกกลับเข้าไปหาอีกเป็นหลายตลบ พบบิฮูหยินบาดเจ็บอุ้มอาเต๊าอยู่ จูล่งรีบเข้าไปแล้วชวนให้รีบหนี ฝ่ายนางบิฮูหยินรู้ว่าตัวบาดเจ็บจะเป็นตัวถ่วงจึงขั้นมิไป ฝากอาเต๊าให้จูล่ง แล้วตัวก็รีบกระโจนลงในบ่อที่อยู่ข้างๆตกลงไปตาย จูล่งเห็นดังนั้นจึงร้องไห้แลกลบปากบ่อเสียหวังมิให้ทหารโจโฉ พบแล้วถอดเกราะเอาอาเต๊าไว้ข้างใน รบฝ่าหนีทหารโจโฉออก มาแต่เพียงผู้เดียว ฝ่ายทหารโจโฉเข้าล้อมสกัดเป็นอันมาก จู ล่งก็รบฝ่าออกมารบพุ่งกันอลหม่านฆ่าทหารเอกแลทหารเลวโจโฉมากมาย โลหิตนั้นติดกายแลเกราะเป็นอันมาก จูล่งก็ขับ ม้ารีบหนีไปถึงสะพานเตียงปันเกี้ยว ตัวจูล่งแลม้าที่ขี่ก็อ่อนแรง ลง เตียวหุยจึงว่าเจ้ารีบขับม้าพาบุตรไปให้เล่าปี่เถิด จูล่งก็ขับฝ่าไป เตียวหุยเข้าสกัดแลเห็นสัปทนกั้นมาข้างหลังก็รู้ว่าโจโฉ ทัพหลวงมาถึงเอง จึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง ทหารโจโฉก็ กลัวมิกล้าเข้าใกล้ทั้งเกรงในกลขงเบ้ง แล้วเตียวหุยก็ให้ชัก กระดานสะพานเสียพาทหารกลับมาหาเล่าปี่ แลโจโฉสำคัญใน กลจึงให้ทำสะพานแล้วยกทหารตามไป
 ฝ่ายเล่าปี่เห็นผงคลีฟุ้งตลบอยู่ แลเสียงโห่ร้องอื้ออึงคนึง ก็สำคัญว่าโจโฉยกทัพมาถึงตัวแล้ว แลมิรู้จะ หนีไปทางใด พอดีกวนอู เล่ากี้ยกทหารข้ามเรือมาช่วยพอดีเข้า ช่วยสกัดรบพุ่งทหารโจโฉ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก ขงเบ้งจึงให้กวนอูไปอยู่เมืองแฮเค้า ตัวเล่าปี่ ขงเบ้งไปอยู่กับ เล่ากี้ ณ เมืองกังแฮ ฝ่ายโจโฉนึกสำคัญว่ากลขงเบ้งจึงมิอาจ ไล่ตีตามด้วยเกรงอยู่ แล้วไปอยู่ ณ เมืองเกงจิ๋ว สะสมพลทหาร ลือว่าได้ร้อยหมื่น
ตอนที่ 38 ขงเบ้งเจรจากับที่ปรึกษาซุนกวน
                ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าโจโฉยกมาเป็นการเอิกเริก ยิ่งนัก จึงให้โลซกไปสืบราชการ ณ เมืองเกงจิ๋ว ครั้นโลซกมาถึงก็เข้าแวะเยี่ยมเล่าปี่ ขงเบ้ง จึงได้สนทนากัน ฝ่ายขงเบ้งคิด ยุให้โจโฉกับซุนกวนผิดใจกัน จึงลาเล่าปี่ไปเข้าพบซุนกวน ณ เมืองกังตั้ง
                ครั้นมาถึงเมืองกังตั๋งโลชกก็จัดหาที่อยู่ให้ ขงเบ้ง แล้วตัวโลซกเข้าพบซุนกวน พบที่ปรึกษาแลนายทหาร ทั้งปวงเกี่ยงกันเป็นสามารถด้วยฝ่ายหนึ่งให้เข้าอ่อนน้อมด้วย โจโฉ อีกฝ่ายให้เข้าสู้รบเป็นสามารถ ฝ่ายซุนกวนด้วยเป็นคน เรรวนมิรู้จะทำประการใดจึงนิ่งอยู่ พอดีโลซกว่าขงเบ้งมา ณ เมืองกังตั้ง ซุนกวนมีความยินดีจึงเชิญขงเบ้งเข้ามา
 ครั้นขงเบ้งเข้ามาพบที่ปรึกษาซุนกวน หลายคน จึงเข้าสนทนาอยู่ ฝ่ายเตียวเจียว ยีหวน โปเจ๋า ชีหอง ลกเจ๊ก เหยียมจุ้น เทียตก ผู้สนับสนุนให้ซุนกวนเข้าอ่อนน้อม ด้วยโจโฉ ปะทะคารมกับขงเบ้งเป็นอันมาก แลแต่ละคนมิสู้ปาก ขงเบ้งก็เลยนิ่งอยู่ ครั้นอุยกายพาขงเบ้งเข้าพบซุนกวน ขงเบ้งก็เข้ายุแหย่ซุนกวนให้สู้ด้วยโจโฉ ซุนกวนก็ยังเรรวนอยู่มิ รู้ทำประการใด ด้วยฝ่ายขุนนางเข้าด้วยเตียวเจียวให้เข้า อ่อนน้อมแก่โจโฉ แลฝ่ายทหารเข้าด้วยโลซกแลขงเบ้งให้รบ ด้วยโจโฉ จึงมิรู้ทำประการใด
ตอนที่ 39 ซุนกวนตัดสินใจรบด้วยโจโฉ
                ซุนกวนก็มีความวิตกนัก พอดีนางงอก๊ก ไถ่ผู้เป็นแม่น้าจึงว่า ตอนที่ผู้พี่เจ้าตายการข้างในให้ปรึกษา เตียวเจียว การข้างนอกให้ปรึกษาจิวยี่ ซุนกวนก็เพิ่งรำลึกถึงจิ วยี่ได้ก็มีความยินดีจึงเรียกจิวยี่เข้าไปพบเพื่อปรึกษา
 ฝ่ายจิวยี่เข้าพบขงเบ้งแลโลซก จิวยี่จึงว่า ให้อ่อนน้อมด้วยโจโฉ ฝ่ายขงเบ้งจึงเข้ายุแหย่จิวยี่ให้สู้รบ โดยอ้างว่าโจโฉมากังตั้งต้องการสองนางไปบำเรอ ชื่อว่า นาง เสียวเกี้ยว กับนางไต้เกี้ยว จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรรด้วยว่านาง เสียวเกี้ยวเป็นภรรยาของตัวอยู่นั่นเอง แล้วเข้าพบซุนกวนเพื่อเสนอให้เข้าสู้โจโฉ ซุนกวนจึงตัดสินใจเด็ดขาดให้จิวยี่ถืออาญาสิทธิ์ทั้งปวงแล้วเข้ารบด้วยโจโฉ
                 ฝ่ายจิวยี่เห็นขงเบ้งหลักแหลมรู้น้ำใจคนจึง ว่านานไปจะเป็นศัตรูต้องรีบกำจัดเสีย ครั้นอยู่มาเล่าปี่รู้ข่าวว่า ซุนกวนตัดสินใจตีโจโฉจึงจัดแจงพลทหารสิ้นไปตั้งอยู่ ณ
                 เมืองแฮเค้า จิวยี่จึงแสร้งทำอุบายเชิญเล่าปี่มาปรึกษาราชการ ที่เมืองกังตั้งหวังลอบฆ่าเสีย เล่าปี่จึงพากวนอูมาด้วย ทหารจิ วยี่เห็นกวนอูจึงเกรงกลัวยิ่งนักมิอาจทำอันตรายเล่าปี่ได้ ฝ่าย ขงเบ้งรู้ว่าเล่าปี่มายังกังตั้งจึงเข้าพบแล้วว่า เดือนอ้ายแรมห้า ค่ำให้จูล่งมารับ ณ ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วเล่าปี่ก็ลากลับไป ณ เมือง แฮเค้า
ตอนที่ 40 ขงเบ้งยืมเกาทัณฑ์
 ฝ่ายชัวมอ เตียวอุ่นจัดแจงฝึกทัพเรือให้ กล้าแข็ง ด้วยทหารโจโฉเป็นชาวเหนือไม่ชำนาญทางเรือ จิวยี่รู้ ดังนั้นก็คิดอุบายกำจัดชัวมอ เตียวอุ่นเสีย พอดีเจียวก้านข้าม มายัง ณ ถังตั้งหวังเกลี้ยกล่อมจิวยี่เข้าด้วยโจโฉ จิวยี่เห็นได้ที จึงทำทีเชิญเจียวก้านกินโต๊ะแล้วเผลอหลับไป ฝ่ายเจียวก้าน นอนไม่หลับลุกขึ้นมา พบจดหมายที่ชัวมอ เตียวอุ่นส่งมาให้จิว ยี่ที่จิวยี่ปลอมไว้ สำคัญว่าจริงก็รีบแอบนำจดหมายกลับมาให้ โจโฉ
 ฝ่ายโจโฉครั้นได้เปิดอ่านแล้ว มิรู้เท่าทันกล จิวยี่ จึงเรียกให้ชัวมอ เตียวอุ่นไปประหารเสีย จิวยี่แจ้งดังนั้นใน อุบายก็มีความยินดีสิ้นวิตก ฝ่ายขงเบ้งรู้เท่าทันกลจิวยี่ จิวยี่รู้ ดังนั้นก็มีความริษยาขงเบ้งเป็นอันมาก คิดอุบายหาขงเบ้งเข้า มาแล้วว่าให้ช่วยทำเกาทัณฑ์สิบหมื่นดอกในสิบวัน ขงเบ้งรู้ดัง นั้นก็แจ้งว่า จิวยี่ปราถนาจะหาความผิดใส่ตัวเสียจะได้ฆ่าเสีย จึงออกปากเพียงว่าจะได้ลูกเกาทัณฑ์ในสามวันเท่านั้น จิวยี่จึง นึกว่าขงเบ้งหลงในอุบายตัวเข้าแล้ว
 ฝ่ายขงเบ้งนิ่งเสียสองวันครั้นวันที่สามจึง ชวนโลซกลงเรือ แล้วพาเรือเล็กยี่สิบลำ ไปยังทัพโจโฉตอนดึก เรือแต่ละลำนั้นเต็มไปด้วยหุ่นฟางมัดสีดำเป็นอันมาก ขณะนั้น หมอกลงจัดฝ่ายโจโฉเห็นเรือแล่นเข้ามา ก็สำคัญว่าเป็นเรือข้าศึกก็ระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่เรือเป็นอันมาก มิเห็นว่าทหาร มากแลน้อย ครั้นลูกเกาทัณฑ์เต็มฝั่งขงเบ้งก็ให้กลับแคมรับอีกฝั่งนึง จนเรือแต่ละลำเต็มไปด้วยเกาทัณฑ์จึงยกกลับ ได้ เกาทัณฑ์ติดฟางมาเป็นอันมากนับได้เกินสิบหมื่น จิวยี่เห็นดัง นั้นก็ทอดใจใหญ่แล้วว่า ขงเบ้งมีสติปัญญาลึกซึ้งยิ่งนัก
                พอดีขงเบ้งเดินเข้ามา จิวยี่จึงว่าทัพโจโฉ ยกทัพมาขนาดนี้เห็นจะหักโหมเข้าไปก็จะขัดสน จึงว่าเรามีกลอุบายอยู่อันนึง ขงเบ้งจึงว่าให้เขียนกลอุบายลงฝ่ามือ ออกมาดูพร้อมกัน จิวยี่เห็นชอบ ครั้นเขียนเสร็จก็แบมืออกมาพบคำว่าเพลิงต้องกัน แล้วแต่ละคนก็หัวเราะ จิวยี่จึงว่าอย่าให้การนี้แพร่งพรายไป
ในส่วนของวีดีโอ : ขงหมิงกล่าวว่า “ถึงแม้ข้าจะไม่ได้มีพรสวรรค์ แต่ครั้งหนึ่งข้าได้พบกับบุคคลพิเศษผู้หนึ่งซึ่งได้ถ่ายทอดความลับของสำนักฉีเหมินตุนเจียให้แก่ข้า ทำให้ข้าสามารถเรียกลมและฝนได้ หากแม่ทัพใหญ่ต้องการลมตะวันออกเฉียงใต้ ท่านอาจสร้างแท่นบนภูเขาหนานผิง ตั้งชื่อว่าแท่นเจ็ดดาว สูงเก้าฟุต มีสามชั้น และมีทหารหนึ่งร้อยยี่สิบคนถือธงและป้ายล้อมรอบ ข้าจะประกอบพิธีกรรมบนแท่นเพื่อเรียกลมตะวันออกเฉียงใต้ที่แรงเป็นเวลาสามวันสามคืนเพื่อช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ในการรบ ท่านคิดอย่างไร?” โจวหยูกล่าวว่า “อย่าไปสนใจสามวันสามคืนเลย ลมแรงเพียงคืนเดียวก็เพียงพอที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เร่งด่วนและไม่สามารถล่าช้าได้” ขงหมิงกล่าวว่า “ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเจียจื่อ เราจะประกอบพิธีเรียกลม และในวันที่ 22 ซึ่งเป็นวันปิงหยิน ลมจะสงบลง ท่านคิดอย่างไร?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวหยูดีใจมากและลุกขึ้นทันที จากนั้นเขาสั่งให้ทหารฝีมือดีห้าร้อยนายไปสร้างแท่นบูชาบนภูเขาหนานผิง และมอบหมายให้ทหารหนึ่งร้อยยี่สิบนายเฝ้าแท่นบูชาพร้อมธง รอคำสั่งต่อไป 
                 ในวันมงคลของเดือนเจียจื่อในเดือนที่สิบเอ็ด ขงหมิงอาบน้ำและอดอาหาร สวมชุดเต๋า เดินเท้าเปล่า ปล่อยผมลง แล้วไปยืนอยู่หน้าแท่นบูชา เขาได้สั่งลู่ซูว่า "จื่อจิง จงไปที่กองทัพเพื่อช่วยกงจินระดมพล หากคำอธิษฐานของข้าไม่เป็นจริง อย่าได้แปลกใจ" 
                 การจากไปของลู่ซูนั้นค่อนข้างเป็นปริศนาทีเดียว
                 ในฤดูใบไม้ผลิปีแรกของรัชสมัยหย่งเล่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในจือหลี่ ปักกิ่ง ซานตง และเหอหนาน 
                 ในช่วงฤดูร้อนของปีที่สองในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในซ่งเจียง เจียซิง ซูโจว และหูโจว 
                 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มณฑลเจียงซีและมณฑลหูกวงประสบกับอุทกภัย
                 สี่ปีต่อมา เมืองฉางโจว ลู่โจว และอันฉิง ประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร 
                 ห้าปีต่อมา เกิดภาวะขาดแคลนอาหารในเมืองซุนเทียน เหอเจี้ยน เป่าติ้ง และเหอหนาน 
                 แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านทะเลสาบต้าฉานและทะเลสาบมากู และมีเส้นรอบวงประมาณ 300-400 ลี้ ในช่วงฤดูร้อน น้ำในทะเลสาบจะไหลรวมกันเป็นผืนใหญ่ดุจมหาสมุทร คดเคี้ยวไปตามแม่น้ำและลำธารต่างๆ —“สุ่ยจิงจู้”—
                 ดินอาจเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และความพยายามของมนุษย์อาจเพียงพอหรือไม่เพียงพอ
                 ความพยายามของมนุษย์ เมื่อทำอย่างเต็มที่แล้ว บางครั้งก็สามารถพลิกผันชะตากรรมได้ แล้วพลังของโลกจะยิ่งทำได้มากแค่ไหนกัน?
ตอนที่ 41 ขงเบ้งเรียกลมตะวันออก
 ฝ่ายจิวยี่วิตกอยู่ด้วยหาคนไปสอดแนม ฝ่ายโจโฉ อุยกายเห็นดังนั้นจึงอาสาทำทีเป็นเข้าด้วยโจโฉ จิวยี่ มีความยินดีนัก รุ่งเช้าจึงสั่งให้โบยอุยกายเสียทำทีให้เจ็บแค้น แล้วส่งงำเต๊กไปแต่งกลลวงโจโฉ โจโฉก็สำคัญเชื่อให้หาอุยกาย เข้ามา ครั้นยังคลางแคลงใจอยู่ จึงหาผู้อาสาไปสอดแนม ราชการที่เมืองกังตั๋ง ดูว่าเป็นจริงแลร้ายประการใด ฝ่ายเจียว ก้านเห็นดังนั้นจึงว่าตัวขออาสาไปสอดแนมอีกครั้ง ด้วยขอแก้ตัวซึ่งครั้งก่อนซึ่งทำการพลาดไป โจโฉก็ยินยอมให้ไป
                ครั้นเจียวก้านมาถึงจิวยี่ก็ทำทีเป็นโกรร แล้วให้ไปคุมไว้ ณ วัดเชิงเขา ฝ่ายเจียวก้านมีความทุกข์ มิเป็น อันกินอันนอน พบบังทองเจียวก้านจึงเข้าไปคำนับแล้วว่าท่าน นี้หรือคืออาจารย์ฮองซู มีความยินดีเป็นอันมากจึงเชิญไปพบ โจโฉ ณ ค่ายโดยหารู้ไม่ว่าต้องกลอุบายจิวยี่เสียแล้ว
 ครั้นเจียวก้านพาบังทองมายังค่าย โจโฉก็ มีความยินดีนักแล้วพาบังทองไปชมทัพเรือ บังทองเห็นดังนั้น จึงแสร้งแนะนำให้ผูกเรือติดกันเข้าไว้ด้วยโซ่ตรวนเพื่อไม่ให้ ทหารเมาคลื่นระส่ำระสาย ด้วยเรือธรรมดานั้นโคลงเคลงทหาร โจโฉไม่สันทัดจึงอาจเมาได้ง่าย โจโฉมิทันคิดก็มีความยินดีนัก แล้วให้เร่งทำการตามบังทองบอก แล้วบังทองก็ลวงโจโฉว่าจะ ไปเกลี้ยกล่อมคน ณ เมืองกังตั้งให้เข้าด้วยโจโฉ โจโฉมีความ ยินดีนักจึงให้ไป ฝ่ายเทียหยกจึงเข้าว่าให้เรือผูกติดกันฉะนี้หาก ข้าศึกใช้เพลิงเผาเสียก็จะมีอันตรายเป็นมั่นคง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าฤดูนี้เป็นเทศกาลแจ้งเห็นแต่จะมีลมว่าวแต่ ลมตะวันตกหากจิวยี่ใช้ เพลิงก็จะกลับเข้าไปเผาตัวเองเป็น มั่นคง
 ฝ่ายจิวยี่แลเห็นปลายรงพัดมาจากต้นลม ณ ค่ายโจโฉก็สะดุ้งใจ จึงคิดว่าการที่คิดไว้เห็นจะไม่เป็นผล ด้วยลืมฉุกคิดถึงเรื่องลมเสีย ว่าแล้วก็อาเจียนโลหิตสลบลง กับที่แล้วก็ป่วยอยู่ ฝ่ายขงเบ้งรู้ดังนั้นก็เข้าพบจิวยี่รู้ว่า ณ เดือนอ้ายแรมห้าค่ำจะเกิดลมสลาตัน จึงแสร้งว่าสามารถทำ พิธีเรียกลมสลาตันได้ จิวยี่รู้ดังนั้นมีความยินดีที่ป่วยอยู่ก็ คลายลง
 ครั้น ณ เดือนอ้ายแรมสามค่ำขงเบ้งก็ทำพิธี จิวยี่จึงให้อุยกาย จัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อม รอลมมาจะยกทำการตีโจโฉทันที ถึงเวลาสองยามเศษได้ยินเสียงลมจากทิศอาคเนย์อื้ออึงมา จิ วยี่จึงมีความยินดีเห็นคงเบ้งมีสติปัญญาเป็นอันมากจึงส่ง ชี เซ่ง เตงฮองไปฆ่าเสีย ฝ่ายขงเบ้งพอเรียกลมเสร็จแล้วก็หลบ หนี ไปพบจูล่ง ณ ริมฝั่ง ฝ่ายซีเช่ง เตงฮองตามไปก็อาจสู้จูล่ง ได้ ครั้นขงเบ้งมาถึงก็ให้เล่าปี่ไปรอดักซุ่มตีทางหนีโจโฉ
ตอนที่ 42 โจโฉแตกทัพเรือ
 ฝ่ายโจโฉนั้นตั้งใจคอยฝั่งอุยกายอยู่ตลอดเวลา ครั้นถึงเวลาเห็นอุยกกายนำเรือเข้ามาใกล้ เทียหยกเห็น ผิดสังเกตจึงว่าแก่โจโฉ โจโฉเห็นชอบด้วยจึงให้บุนเพ่งไปห้ามเรือเสียก่อน อุยกายเห็นได้ทีดังนั้นก็สั่งเรือเร่งเข้าไปจุดไฟขึ้น ครั้นลมสลาตันพัดหนักกล้า ทหารโจโฉก็เข้าดับเพลิงมิทัน เรือที่ผูกติดกันแก้ไม่ได้ก็ถูกเพลิงวอดสิ้นเพลิงลามติดเป็นหลาย ตำบล ทหารโจโฉก็วิ่งวุ่นวายไปการนั้นโกลาหลนัก ขณะนั้นทัพ จิวยี่ จิวท่าย ชีเซ่ง เตงฮองมาถึงก็ตีหักเข้าไป ทหารจิวยี่เข้าไปถึงไหน เพลิงก็ลุกติดขึ้น แลทหารโจโฉหนีมิทันต้องอาวุธเจ็บ ปวดล้มตายเป็นอันมาก ที่หนีมิทันก็ตายในกองเพลิงบ้าง ตก น้ำตายบ้าง
                ฝ่ายโจโฉเห็นดังนั้นก็ตกใจขี่ม้าหลบหนีไป ทางตำบลฮัวหลิมพบลิบอง เล่งทองเข้าไล่ตีตามมา เตียวเลี้ยว กับซิหลงก็เข้าสู้เป็นสามารถมิได้แพ้ชนะกัน ซิหลงก็พาโจโฉหนีต่อ พบกำเหลงดักทางอยู่จึงหนีไปทางหับป๋า
 ครั้นหนีมาใกล้ตำบลฮัวหลิมพบจูล่งเข้า สกัดทางอยู่ เตียวคับ เตียวเลี้ยวก็เข้าช่วยป้องกันทางด้าน หลัง แลทหารโจโฉทิ้งม้าแลศัสตราวุธเป็นอันมากแล้วโจโฉก็สั่ง ให้รีบหนีไป ครั้นมาถึงตำบลโฮเลาก๊ก ก็ให้หยุดหุงอาหารอยู่ยัง มิทันสุกได้กิน เตียวหุยก็เข้าล้อมไว้ เคาทู เตียวเลี้ยว ซิหลง ก็ เข้าป้องกันเป็นสามารถแล้วรีบหนีไป ทหารที่หนีมานั้นก็อิดโรย ทั้งต้องอาวุธบาดเจ็บเป็นมากแลเห็นทางเข้าลำกุ้น ก็หลงในกลขงเบ้ง เข้าไปทางน้อยแลทางนั้นแคบเดินลำบากนักโจโฉก็ ให้เร่งให้เดินไป ครั้นพ้นซอกเขาโจโฉก็หัวเราะขึ้นแล้วว่า หาก ขงเบ้งให้คนมาซุ่มอยู่ตรงนี้เห็นตัวจะมิรอดแน่ครั้นขาดคำ ได้ยินเสียงประทัด กวนอูถือง้าวคุมสกัดทางไว้ โจโฉเห็น จวนตัวจะมิรอดทหารที่มาก็เหลือเพียงร้อยเศษ จึงวอนกวนอู ให้ปล่อยตัวให้พ้นภัย กวนอูนึกถึงครั้งสมัยที่โจโฉเลี้ยงดูตนนึก สงสารจึงหลีกทางให้โจโฉไป
                ฝ่ายโจโฉหนีมาพบโจหยิน คิดยกกลับฮูโต๋ ให้โจหยินอยู่รักษาเมืองลำกุ้น แฮหัวตุ้นรักษาเมืองชงหยง เตียวเลี้ยวรักษาเมืองหับป๋า แล้วโจโฉก็จัดแจงทหารยกกลับไปฮูโต๋ ฝ่ายจิวยี่ครั้นรบมีชัยจึงยกกองทัพไปตั้งอยู่ที่ตำบลลิมกั้ง หวังจะคิดอ่านไปตีเมืองลำกุ้น

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป 

04 กุมภาพันธ์ 2569

56/ มหาภารตะ ตอนที่ - การค้นหาบุตรชายของปันดู กีจกะถูกปราบโดยคนธรรพ์

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..
  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
 “ ไวสัมปายานะกล่าวว่า ‘เมื่อสังหารกิจากะและพี่น้องแล้ว ประชาชนต่างประหลาดใจเมื่อนึกถึงวีรกรรมอันน่าสะพรึงกลัวนี้ และในเมืองและแคว้นต่างๆ ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดว่าทั้งวัลลวะและกิจากะต่างก็เป็นนักรบผู้เก่งกาจด้วยความกล้าหาญ แต่กิจากะผู้ชั่วร้ายนั้นเคยกดขี่ข่มเหงผู้อื่นและดูหมิ่นภรรยาของผู้อื่น ด้วยเหตุนี้เองที่คนชั่วผู้มีจิตใจ บาปหนา จึงถูกสังหารโดยพวกคันธรรวะและด้วยเหตุนี้เอง ประชาชนจึงเริ่มพูดถึงกิจากะผู้ไร้เทียมทาน ผู้สังหารศัตรูไปทั่วทุกแคว้น’”
 ในขณะเดียวกัน สายลับที่ บุตรชายของ ธฤตราษฏร์ จ้าง มา ได้ค้นหาหมู่บ้าน เมือง และอาณาจักรต่างๆ และทำทุกอย่างที่ได้รับคำสั่งให้ทำ และเสร็จสิ้นการตรวจสอบประเทศต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในคำสั่งของพวกเขา กลับไปยังนครรูปาด้วยความพอใจอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่พวกเขาได้เรียนรู้[1]และเมื่อเห็นพระเจ้าทุรโยธนะ โอรสของพระเจ้าธฤตราษฏร์แห่ง ราชวงศ์ กุรุประทับอยู่ในราชสำนักพร้อมด้วยโดรณะกรรณะและกริปะรวมทั้งภีษมะผู้มีจิตใจสูงส่งพระอนุชาของพระองค์เอง และเหล่านักรบผู้ยิ่งใหญ่— ตรีการ์ตะ —จึงทูลพระองค์ว่า
 “โอ้ ท่านเจ้าแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ความเอาใจใส่ที่พวกเราได้ทุ่มเทมาโดยตลอดในการค้นหาบุตรชายของปันดูในป่าใหญ่นั้นช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน พวกเราได้ค้นหาไปทั่วป่าเปลี่ยวอันเปลี่ยวกรากที่เต็มไปด้วยกวางและสัตว์อื่นๆ และปกคลุมไปด้วยต้นไม้และไม้เลื้อยนานาชนิด พวกเราได้ค้นหาในป่าทึบที่ปกคลุมไปด้วยพืชและไม้เลื้อยทุกชนิด แต่พวกเราก็ไม่พบร่องรอยใดๆ ที่ บุตรชายของ ปฤถะผู้มีพลังเหลือล้นอาจจะใช้เดินทางไป พวกเราได้ค้นหาร่องรอยเท้าของพวกเขาในสถานที่เหล่านี้และสถานที่อื่นๆ แล้ว”
                เราได้ค้นหาอย่างละเอียดแล้ว โอพระราชา บนยอดเขาและในที่ทุรกันดาร ในอาณาจักรและแคว้นต่างๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คน ในค่ายทหารและเมืองต่างๆ ยังไม่พบร่องรอยใดๆ ของบุตรชายของปันดูเลย ขอพระเจ้าคุ้มครองท่าน โอผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่มนุษย์ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพินาศไปโดยไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้เลย
                โอ้ ผู้เป็นสุดยอดนักรบ แม้ว่าเราจะเดินตามรอยเท้าของนักรบเหล่านั้น แต่โอ้ ผู้ประเสริฐที่สุด เราก็หลงทางจากรอยเท้าของพวกเขาในไม่ช้า และไม่ทราบว่าพวกเขาอยู่ ณ ที่ใด
                โอ้พระเจ้าแห่งมนุษย์ พวกเราได้ติดตามขบวนรถม้าของพวกเขามาระยะหนึ่ง และเมื่อสอบถามอย่างถูกต้องแล้ว เราก็ได้รู้ความจริงตามที่ปรารถนา โอ้ผู้พิชิตศัตรู ขบวนรถม้าไปถึงทวารวตีโดยไม่มีโอรสของปฤถะอยู่ด้วย โอ้พระราชา ทั้งโอรสของปันฑุและพระกฤษณะ ผู้บริสุทธิ์ ก็ไม่อยู่ในเมืองของ ชาวยะดาวะนั้น
                โอ้ มหาบุรุษแห่ง เผ่า ภารตะเราไม่สามารถค้นพบร่องรอยหรือที่อยู่ปัจจุบันของพวกเขาได้เลย ขอคารวะท่าน พวกเขาจากไปตลอดกาลแล้ว เราทราบถึงอุปนิสัยของบุตรชายของปันดูและรู้ถึงวีรกรรมที่พวกเขาได้กระทำ ดังนั้น พระองค์ท่านผู้ทรงเป็นเจ้าแห่งมนุษย์ โปรดให้คำแนะนำแก่เราด้วยเถิด ว่าเราควรทำอย่างไรต่อไปในการค้นหาบุตรชายของปันดู
 โอ้ วีรบุรุษ โปรดฟังถ้อยคำอันน่าฟังของเราเหล่านี้ด้วย ซึ่งสัญญาว่าจะนำสิ่งดีมากมายมาสู่ท่าน แม่ทัพของพระเจ้ามัตสยะนามว่า กิจกะ ผู้มีจิตใจชั่วร้าย ผู้ซึ่งเอาชนะและสังหารชาวตรีการ์ตัสซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยกำลังอันยิ่งใหญ่ บัดนี้ล้มลงนอนอยู่บนพื้นดินพร้อมกับพี่น้องทั้งหมดของเขา ถูกสังหารโดยชาวคันธรรพ์ที่มองไม่เห็นในช่วงเวลาแห่งความมืดมิด โอ้ พระองค์ผู้มีเกียรติยศอันไม่เสื่อมคลาย เมื่อได้ยินข่าวอันน่ายินดีเกี่ยวกับการพ่ายแพ้ของศัตรูของเราแล้ว เราก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง โอ้เกาเราวะยะ บัดนี้ท่านโปรดสั่งการว่าควรทำอะไรต่อไปเถิด
                เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : กฤตะ-ก ฤตะ --นิลากันธาอธิบายว่านี่หมายถึง 'จินตนาการว่าตนเองประสบความสำเร็จในภารกิจ' เพราะเมื่อทราบข่าวการตายของกิชากะ พวกเขาจึงสามารถ เดาได้ทันทีว่าปันดาวะ อยู่ที่นั่น (หน้า 48)นี่เป็นการตีความที่เกินจริงและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรายงานที่พวกเขาส่งให้ทุรโยธนะด้านล่างเลย และคำเดียวกันนี้ก็ปรากฏในบรรทัดสุดท้ายของบทด้วย ฉันคิดว่าทั้งสองที่นั้นคำนี้ถูกใช้ในความหมายเดียวกัน

ปล้น-ล้าง- ฆ่า (2019) A Witness Out of the Blue พยานที่ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิด

 ฌอน หว่อง ( หลุยส์ กู ) นำทีมปล้นร้านขายเครื่องประดับด้วยอาวุธ สามเดือนต่อมา โฮเมอร์ ซุย ( ดีพ อึ้ง ) เพื่อนร่วมแก๊งของหว่อง ถูกพบเสียชีวิตในอพาร์ตเมนต์ และสารวัตรใหญ่ยิป ซาวชิง ( ฟิลิป เคือง ) สงสัยว่าหว่องเป็นผู้ลงมือฆ่าซุย พยานเพียงคนเดียวในคดีฆาตกรรมคือ นกแก้วพูดได้ที่อยู่ในห้องพักขณะเกิดเหตุ หว่องจึงออกตามหาฆาตกรตัวจริงเพื่อล้างมลทินและแก้แค้นให้เพื่อนร่วมแก๊ง

คำอธิบาย
ระทึกขวัญอาชญากรรม ฮ่องกงปี 2019 ผลิตโดย Derek Yeeและเขียนบทและกำกับโดย Andrew Fung ภาพยนตร์เรื่องนี้นำแสดงโดย Louis Kooในบทบาทโจรที่กลายเป็นผู้ต้องสงสัยหลักในคดีฆาตกรรมใหม่ซึ่งพยานเพียงคนเดียวคือนกแก้วพูดได้ที่ปรากฏตัวในที่เกิดเหตุฌอน หว่อง ( หลุยส์ กู ) เป็นผู้นำการปล้นด้วยอาวุธที่ร้านขายเครื่องประดับ สามเดือนต่อมา โฮเมอร์ ซุย ( ดีป หง ) หุ้นส่วนร่วมก่ออาชญากรรมของหว่อง ถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์และหัวหน้าผู้ตรวจการยิป เซาชิง ( ฟิลิป เคง ) สงสัยว่าหว่องเป็นผู้ต้องสงสัยในการฆาตกรรมซุย พยานคนเดียวที่ชัดเจนในคดีฆาตกรรมคือ นกแก้วพูดได้ ซึ่งอยู่ในห้องอพาร์ตเมนต์ระหว่างที่เกิดเหตุ หว่องตั้งใจที่จะตามหาฆาตกรตัวจริงเพื่อล้างมลทินให้กับตัวเองและล้างแค้นให้กับหุ้นส่วนของเขา พระเอกระดับตำนาน "กู่ เทียนเล่อ" มาแบกรับหนังทั้งเรื่องได้อย่างขึงขัง ร่วมสมทบด้วยนักแสดงฮ่องกงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น "หลุยส์ เช็ง", "ฟิลิป เคียง", "เหยียนจัวหลิง", "ซวนเฮือน" หรือ "อัน จื้อเจี๋ย" เป็นต้น โดยเรื่องนี้ได้ตำนานหนังสร้างหนังฮ่องกง "เอ๋อ ตงเซิน" (จาก Shinjuku Incident) มานั่งเก้าอี้โปรดิวเซอร์ให้ หนังได้รับคำวิจารณ์ที่ค่อนข้างน่าพอใจ และยังกวาดเงินรายได้ทั่วโลกไปได้
 เหตุการณ์ปล้นร้านเพชรที่จบลงด้วยความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิต สามเดือนต่อมา หนึ่งในสมาชิกแก๊งโจรถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์ และเพชรที่ปล้นมาได้หายไป ฌอน หว่อง (กู่เทียนเล่อ) หัวหน้าแก๊งจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งทันที 
                ในขณะที่ตำรวจพยายามตามล่าตัวเขา สารวัตรลิน (จางจี้ชง) กลับพบเงื่อนงำบางอย่างที่น่าสงสัย และพยานเพียงคนเดียวในที่เกิดเหตุคือนกแก้วที่ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ การสืบสวนจึงเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางการหักหลังและการตามล้างแค้นของคนในกลุ่มโจร 
                ข้อมูลภาพยนตร์ นักแสดงนำ: กู่เทียนเล่อ (Louis Koo) รับบท ฌอน หว่อง จางจี้ชง (Louis Cheung) รับบท สารวัตรลิน ซวนซวน (Jessica Hsuan) รับบท จอย เจ้าของห้องเช่า
                ผู้กำกับ: ฟุงจือเฉียง (Andrew Fung Chih-Chiang)
                อำนวยการสร้าง: เอ๋อตุงเซิน (Derek Yee)
                รับชมได้ที่: ปัจจุบันสามารถรับชมแบบพากย์ไทยได้ทาง TrueID

Gamera ,The Giant Monster (1965) Gamera guardian of the universe 1995 กาเมร่า ศึกถล่มกายาโอส พากย์ไทย

 กำกับโดย ชูสึเกะ คาเนโกะ เขียนโดย คาซึโนริ อิโต้ ผลิตโดย สึโตมุ สึจิคาวะ | นำแสดงโดย ชิโนบุ นากายามะ , อายาโกะ ฟูจิทานิ , ยูกิจิโระ โฮตารุ | ภาพยนตร์ จุนอิจิ โทซาว่า | เรียบเรียงโดย ชิซึโอะ อาราคาวะ | เพลงโดย โค โอทานิ บริษัทผู้ผลิต ไดเอ ฟิล์ม , ฮาคุโฮโดะ , นิปปอน เทเลวิชั่น จัดจำหน่ายโดย โทโฮ ⬇️ นับเป็นภาคที่ 9 ของ ภาพยนตร์ซีรีส์ | Gamera ซึ่งเป็นการรีบูตแฟรนไชส์ ​​และเป็นภาคแรกในยุคเฮเซ
Gamera ,The Giant Monster (1965)| Eiji Funakoshi, Michiko Sugata, Harumi Kiritachi |Full Length· がめら、てぇぎあんt もんsてr (1965) | えいじ ふなこし、みちこ すがた、はるみ きりたち | ふっ」 ぇんgth.
คำอธิบาย
 ข้อมูลพื้นฐาน ผู้อำนวยการ โนริอากิ ยุอาสะ ผู้ผลิต ฮิเดะ นากาตะ นักเขียนบทภาพยนตร์ ทาคาฮาชิ เออร์ซาน นำแสดงโดย ฮองโกะ โคจิโร่ ต้นทาง ญี่ปุ่น ภาษา ญี่ปุ่น การเปิดตัวและการจัดจำหน่าย วันที่วางจำหน่าย 20 มีนาคม 2511 ผู้จัดพิมพ์ เดย์ดิ้ง บรรพบุรุษและภาคต่อ ผลงานที่ผ่านมา Big Monster Aerial Battle Gamera กับความโกลาหล ภาคต่อ กาเมร่า ปะทะ กีหลง สัตว์ร้ายตัวโต 大怪獸卡美拉 นี่เป็น บทความ สั้น ๆเกี่ยวกับภาพยนตร์ญี่ปุ่น  (ชื่อเดิม: Big Monster Gamera )ออกฉายในปี 1965 เป็น ภาพยนตร์เรื่องแรกใน ซีรีส์Gameraและเป็นภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวที่เป็นภาพขาวดำในซีรีส์ทั้งหมดมหาสัตว์ ประหลาดกาเมร่า ข้อมูลพื้นฐานต้นทาง ญี่ปุ่นภาษาญี่ปุ่นบรรพบุรุษและภาคต่อ ภาคต่อบิ๊กมอนสเตอร์ ดวล กาเมร่า vs บาลูกาน
Gamera guardian of the universe 1995 กาเมร่า ศึกถล่มกายาโอส พากย์ไทย เต็มเรื่อง

 เรือบรรทุกพลูโทเนียมชนเข้ากับเกาะปะการังลอยน้ำนอกชายฝั่งตะวันออกของฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุการณ์มากมายที่เกิดขึ้นทั่วบริเวณนั้น ขณะที่โครงสร้างผิดปกติเคลื่อนตัวเข้าใกล้ญี่ปุ่น ทีมนักวิทยาศาสตร์ที่นำโดยนาโอยะ คุซานางิ ค้นพบ เครื่องราง โอริฮัลคัมและแผ่นหินที่ปกคลุมด้วยอักษรรูนเอทรูเรียนบนเกาะปะการัง ระหว่างการตรวจสอบ เกาะปะการังเกิดแผ่นดินไหวอย่างกะทันหัน ทำลายแผ่นหินและเหวี่ยงนักวิทยาศาสตร์ลงทะเล สมาชิกคนหนึ่งของทีม โยชินาริ โยเนโมริ เจ้าหน้าที่ ยามฝั่งญี่ปุ่นได้เห็นดวงตาและงาของสิ่งมีชีวิตคล้าย เต่า ยักษ์
 ในขณะเดียวกัน มายูมิ นางามิเนะ นักปักษีวิทยากำลังตรวจสอบหมู่บ้านแห่งหนึ่งในหมู่เกาะโกโตะซึ่งมีรายงานว่าถูก "นกยักษ์" โจมตี แม้ว่าในตอนแรกนางามิเนะจะไม่เชื่อเรื่องนี้ แต่เธอก็ตกใจอย่างมากเมื่อพบซากศพมนุษย์อยู่ในก้อนอาหารที่นกยักษ์สำรอกออกมา ทีมของเธอสำรวจป่าใกล้เคียงและพบ จากนั้นก็สามารถป้องกันสิ่งมีชีวิตคล้ายนกสามตัวจากการโจมตีหมู่บ้านอื่นได้สำเร็จ เพื่อป้องกันการโจมตีเพิ่มเติม นางามิเนะจึงตกลงที่จะช่วยเหลือรัฐบาลในการจับนกยักษ์เหล่านั้น สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นถูกล่อไปยังฟุกุโอกะโดมซึ่งจับได้สำเร็จสองในสามตัว ตัวสุดท้ายหนีไปยังท่าเรือและถูกสิ่งมีชีวิตยักษ์ที่โยเนโมริและนักวิทยาศาสตร์พบเจอฆ่าตาย นกที่เหลือหนีรอดไปได้ก่อนที่สิ่งมีชีวิตยักษ์จะมาถึงสนามกีฬา
 หลังจากแปลอักษรรูนเสร็จแล้ว คุซานางิก็อธิบายให้โยเนโมริและอาซากิผู้เป็นลูกสาวฟังว่า สัตว์ยักษ์นั้นชื่อว่ากาเมร่าและนกเหล่านั้นคือไกออส เมื่ออาซากิสัมผัสกับเครื่องรางหินชิ้นหนึ่ง เธอก็ได้สร้างพันธะทางจิตวิญญาณกับกาเมร่าโดยไม่รู้ตัว คุซานางิพยายามโน้มน้าวรัฐบาลว่าไกออสต่างหากที่เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง แต่พวกเขายังคงมุ่งเป้าไปที่กาเมร่าเนื่องจากความเสียหายที่มันก่อขึ้น ตอนนี้คุซานางิ โยเนโมริ และนางามิเนะจึงร่วมมือกันสืบสวนสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ และได้พบเห็นการโจมตีของไกออสอีกครั้งที่เทือกเขาคิโซะ
 นากามิเนะและโยเนโมริเกือบถูกฆ่าตายขณะพยายามช่วยเด็กคนหนึ่ง แต่กาเมร่ามาช่วยไว้ได้ทันเวลาและฆ่าไกออสอีกตัวหนึ่งได้ แต่ไกออสตัวสุดท้ายหนีรอดไปได้ ในขณะเดียวกัน อาซากิพบว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บและอ่อนเพลียเหมือนกับกาเมร่าเนื่องจากความผูกพันที่มีร่วมกัน ที่ภูเขาฟูจิ เธอได้เห็นการโจมตีทางทหารต่อกาเมร่า การโจมตีครั้งนั้นดึงดูดไกออสตัวสุดท้ายมายังที่เกิดเหตุ ซึ่งมันได้ทำร้ายกาเมร่าอย่างรุนแรงและบังคับให้กาเมร่าต้องถอยกลับลงทะเล ในเวลาเดียวกัน อาซากิก็ได้รับบาดเจ็บคล้ายกันและหมดสติไปเพราะความเจ็บปวด คุซานางิไปเยี่ยมลูกสาวที่โรงพยาบาล ซึ่งอาซากิก็หมดสติไปหลังจากบอกว่าเธอและกาเมร่าต้องพักผ่อน
 หลังจากปรึกษากับนักชีววิทยา นางามิเนะและโยเนโมริได้เรียนรู้ว่าไกออสถูกดัดแปลงพันธุกรรมและสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศพวกเขาคาดเดาถึงต้นกำเนิดและจุดประสงค์ของไกออสและกาเมร่า นางามิเนะเสนอว่าไกออสถูกปลุกให้ตื่นขึ้นเนื่องจากมลพิษที่รุนแรง และกาเมร่าถูกสร้างขึ้นโดยอารยธรรมโบราณเพื่อต่อสู้กับไกออส พวกเขาจึงไปแจ้งข้อมูลนี้แก่คุซานางิ โดยอธิบายว่าเหตุการณ์ที่ภูเขาฟูจิแสดงให้เห็นว่าอาซากิมีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับกาเมร่า คุซานางิปฏิเสธข้อกล่าวอ้างเหล่านี้จนกระทั่งเขาได้เห็นพลังของเครื่องรางด้วยตนเอง ในขณะที่กาเมร่ากำลังพักฟื้นอยู่ในมหาสมุทร ไกออสตัวสุดท้ายก็เติบโตอย่างไม่หยุดยั้งจนกลายเป็นซูเปอร์ไกออส ซูเปอร์ไกออสโจมตีโตเกียว ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตจำนวนมาก และกระตุ้นให้รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับซูเปอร์ไกออสแทนที่จะเป็นกาเมร่า ความพยายามที่จะฆ่าซูเปอร์ไกออสล้มเหลว เนื่องจากมันสร้างรังอยู่ในซากปรักหักพังของหอคอย โตเกียว
                เมื่อตื่นจากการหลับใหล อาซากิเตือนคนอื่นๆ ว่ากาเมร่าฟื้นตัวแล้วและจะโจมตีซูเปอร์ไกออส กาเมร่าโจมตีซูเปอร์ไกออสอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำลายรังและไข่ของมัน การต่อสู้ทางอากาศครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น และอาซากิ คุซานางิ นางามิเนะ และโยเนโมริก็ติดตามไปอย่างใกล้ชิดด้วยเฮลิคอปเตอร์
                ในตอนแรก ซูเปอร์ไกออสมีพลังเหนือกว่ากาเมร่า แต่อาซากิใช้พลังวิญญาณของเธอชุบชีวิตกาเมร่าขึ้นมา กาเมร่าจึงยิงลูกไฟพลาสมาพลังสูงใส่ซูเปอร์ไกออสจนตายในที่สุด
                หลังจากที่กาเมร่าใช้พลังผูกพันกับอาซากิเพื่อรักษาเธอแล้ว เขาก็ปลดปล่อยอาซากิจากพลังผูกพันนั้นและกลับสู่มหาสมุทร ในขณะที่นางามิเนะและโยเนโมริคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ไกออสหรือภัยคุกคามอื่นๆ อาจเกิดขึ้น อาซากิกล่าวว่ากาเมร่าจะกลับมาหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น

King Naresuan 6 (2015) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๖ อวสานหงสา (ภาคจบ),


                มหากาพย์สงครามระหว่างอยุธยาและหงสาวดี หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยในศึกยุทธหัตถีและพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ 
                เหตุการณ์สำคัญ: เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงระบายความแค้นจากการสูญเสียพระโอรสไปยังพระนางสุพรรณกัลยาและพระโอรสธิดาของพระองค์จนสิ้นพระชนม์
                การแก้แค้น: สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีเพื่อแก้แค้นให้พระเชษฐภคินี
                บทสรุป: เมื่อทัพอยุธยาไปถึง เมืองหงสาวดีกลับกลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากพระเจ้านันทบุเรงได้ยอมให้นัดจินหน่องพาผู้คนและทรัพย์สินหนีไปยังเมืองตองอูจนหมดสิ้น สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องยกทัพตามต่อไปยังตองอูเพื่อหมายสังหารพระเจ้านันทบุเรงให้จงได้ แม้จะมีคำทัดทานจากพระมหาเถรและพระมเหสีมณีจันทร์ก็ตาม ภาคนี้คือบทสรุปสุดท้ายของมหาสงครามสองแผ่นดิน
ฉายครั้งแรก: 7 เมษายน 2558
King Naresuan 6 (2015) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๖ อวสานหงสา (ภาคจบ)
คำอธิบาย
                แม้ว่าสงครามยุทธหัตถีจะเป็นมหาศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ก็หาใช่ศึกสุดท้ายที่ทำให้อาณาจักรอยุธยามีความ­สุขสงบมาอีกกว่า 200 ปีไม่ หากคือการเริ่มต้นแห่งการรวบรวมบ้านเมืองแ­ละสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับแผ่นดิน
 ในปี พ.ศ. 2135 หลังพ่ายศึกยุทธหัตถี พระเจ้านันทบุเรงระบายพระโทสะที่สูญเสียรา­ชบุตรพระมหาอุปราชามังกยอชวาโดยสังหารเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งสิ้นทั้งปวง และเข้าไปปลงพระชนม์พระนางสุพรรณกัลยาและพ­ระราชโอรสธิดา สมเด็จพระนเรศวรจึงนำทัพชัยหมายแก้แค้นแทน­พระพี่นาง แม้จะได้รับคำทัดทานจากพระมหาเถรและพระมเห­สีมณีจันทร์ ฝ่ายพระเจ้าตองอูปกครองโดยเมงเยสีหตูผู้เป็นน้องเขยพระเจ้านันทบุเรงคิดจะศิโรราบต่ออาณาจักรอยุธยาแต่ถูกทัดทานโดยพระมหาเถรเสียมเพรียม ให้ริบตัวพระเจ้านันทบุเรงและยึดอำนาจปกครองแผ่นดินพม่าเสียเอง พระเจ้านันทบุเรงเมื่ออับจนหนทางไร้ญาติมิตรเข้าช่วยเหลือ ตะโดธรรมราชาเจ้าเมืองแปรและพระเจ้านยองยานก่อกบฏ นรธาเมงสอเจ้าเมืองเชียงใหม่เข้ากับอโยธยา จึงยอ­มให้นัดจินหน่องราชบุตรแห่งเจ้าเมืองตองอู­พาพระองค์พร้อมกวาดต้อนทรัพย์สินและผู้คนจ­ากหงสาไปไว้ยังตองอูจนหมดสิ้น ครั้นสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมือง หงสาวดีก็กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว
 ศึกครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องยกทัพตา­มต่อตีไปยังตองอู เพื่อหมายสังหารพระเจ้านันทบุเรงให้จงได้ แต่ระหว่างตั้งทัพล้อมเมืองตองอูกองทัพอโยธยาก็ถูกกองทัพยะไข่นำโดยเมงราชาญีดักปล้นสะเบียงและได้จับตัวสมเด็จพระเอกาทศรถไป แต่พระยาชัยบุรีสามารถเข้าไปช่วยพระองค์ได้ เมื่อนัดจินหน่องโอรสในพระเจ้าตองอูเห็นว่าพระเจ้านันทบุเรงเป็นต้นเหตุชักศึกเข้าบ้านจึงอัญเชิญสมเด็จพระนเรศวรให้ลักลอบเข้ามาสังหารพระเจ้านันทบุเรงด้วยตนเองถึงห้องบรรทม แต่ด้วยสังขารของพระเจ้านันทบุเรงทรงเกิดการปลงละที่จะสังหารเสีย ยกทัพกลับอโยธยา ภายหลังพระเจ้านันทบุเรงถูกนัดจินหน่องกับพระนางเมงเกงสอมเหสีเจ้าเมืองตองอูและมารดาของนัดจินหน่องสมคบคิดวางยาพิษลงในเครื่องเสวยถึงแก่การสิ้นพระชนม์ ด้วยพระชนม์มายุ 64 พรรษา
                การกลับมาอโยธยาครั้งนี้ทรงเกิดดวงตาเห็นธรรมหมายใจจะออกบรรพชาละทางโลกและสละราชสมบัติให้สมเด็จพระเอกาทศรถ แต่มีภารกิจไปตีเมืองอังวะกำจัดไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามแก่ชาวอโยธยาสืบไป ก่อนออกศึกทรงสัญญากับพระนางมณีจันทร์เมื่อเสร็จศึกจะกลับมารับขวัญรวมทั้งโอรสในท้องด้วย
 พ.ศ. 2148 ระหว่างนำทัพเข้าตีอังวะสมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรและหยุดทัพที่เมืองฝาง ระหว่างนั้นเห็นภาพนิมิตรเป็นมณีจันทร์นึกเสียพระทัยที่ทรงไม่ยอมเชื่อเรื่องตีเมืองอังวะ อีกทั้งสั่งเสียถึงราชโอรสที่อาจมีราชภัยตามมาเนื่องจากการผลัดแผ่นดิน ต่อมาได้สั่งเสียสมเด็จพระเอกาทศรถให้สืบทอดเจตนารมณ์พระองค์ให้เข้าตีอังวะ แม้พระองค์จะสวรรคตแล้วแต่ก็ให้ผูกพระศพกับหลังช้างเข้าประตูเมืองอังวะให้จงได้ ไม่นานพระองค์ก็ถึงแก่สวรรคตด้วยพระชนม์มายุ 50 พรรษา

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ อสนโพธิยเถราปทานที่ ๑๐ (๖๐)

ว่าด้วยผลแห่งการปลูกไม้โพธิ์
 [๖๒] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก
เรา มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน เรา ร่าเริง มีจิตโสมนัสได้ปลูกไม้โพธิ์อันอุดม ถวายแด่พระผู้มีพระภาคพระ นามว่าดิสสะเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ต้นไม้อันงอกขึ้นบนแผ่นดิน โดยนามบัญญัติชื่อว่าอสนะ (ประดู่) เราบำรุงโพธิ์ชื่ออสนะอันอุดมนี้อยู่ ๕ ปี จึงได้เห็นต้นไม้มีดอกบานน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้ขนพองสยอง เกล้า เมื่อจะประกาศกรรมของตน จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เวลานั้น องค์พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะเป็นสยัมภูอัครบุคคล ประ ทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
 ผู้ใดปลูกต้น โพธิ์นี้ และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดาทั้งหลาย ตลอด ๓๐ กัลป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เคลื่อนจาก ดุสิตภพแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว จักรื่นรมย์ อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มี อุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราประกอบ วิเวกเนืองๆ เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดเครื่องผูกดังช้างทำลายปลอก แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ปลูกต้นโพธิ์ในเวลา นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปลูกต้นโพธิ์
                ในกัลปที่ ๗๕ แต่กัลปนี้ เวลานั้นได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีนามปรากฏว่าทัณฑเสน
                ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า สมันตเนมิ ในกัลปที่ ๒๐ ถ้วนแต่กัลปนี้ ได้มีกษัตริย์พระนามว่าปุณณกะ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระอสนโพธิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอสนโพธิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. วิธูปนทายกเถราปทาน ๒. สตรังสิยเถราปทาน
             ๓. สยนทายกเถราปทาน ๔. คันโธทกทายกเถราปทาน
             ๕. โอปวุยหเถราปทาน ๖. สปริวาราสนเถราปทาน
             ๗. ปัญจทีปกเถราปทาน ๘. ธชทายกเถราปทาน
             ๙. ปทุมเถราปทาน ๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน
                มีคาถา ๙๒ คาถา.

จบ วีชนีวรรคที่ ๖.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค ๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน (๖๐)
         ๖๐. อรรถกถาอสนโพธิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอสนโพธิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ได้รับความสุข เลื่อมใสในพระศาสนา ถือเอาผลไม้โพธิ์ที่ออกจากโพธิพฤกษ์ แล้วถือเอาต้นโพธิ์หนุ่มที่ออกจากต้นโพธิ์นั้น แล้วปลูกเป็นต้นโพธิ์. รักษาไว้บูชาโดยกรรมมีการรดน้ำเป็นต้นโดยประการที่จะไม่พินาศไป. 
         ด้วยบุญนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เพราะท่านมีบุญสมภารแก่รอบ ท่านมีอายุ ๗ ขวบท่านบรรพชาแล้วบรรลุพระอรหัตขณะปลงผมนั้นเอง. 
         ท่านปรากฏโดยชื่อแห่งบุญที่ตนบำเพ็ญในไว้ในกาลก่อนว่า อสนโพธิยเถระ. 
         ท่านระลึกถึงบุญสมภารในกาลก่อน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติยา ความว่า จำเดิมแต่กาลที่ตนคลอดจากครรภ์มารดา. 
         เชื่อมความว่า เรามีอายุ ๗ ขวบมีฤดูสรทะบริบูรณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ ผู้นำสัตวโลก. 
         บทว่า ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า ผู้มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ไม่หวั่นไหวโดยประการ. อธิบายว่า ผู้มีใจคือผู้มีใจงาม ได้แก่ผู้มีจิตเกิดพร้อมกับโสมนัส. 
         บทว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ความว่า ชื่อว่าติสสะ เพราะเกิด ๓ ครั้ง ท่านเป็นผู้เกิดคือบังเกิดพ้นจากครรภ์ของมารดา จากชาติเป็นมนุษย์ และจากเบญจขันธ์เป็นพระพุทธเจ้า. 
         เชื่อมความว่า เราปลูกต้นอสนโพธิ์อันสูงสุด เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะนั้นผู้คงที่ ผู้ประเสริฐกว่าโลก. 
         บทว่า อสโน นามเธยฺย ความว่า ต้นโพธิ์ชื่อว่าอสนะ ได้เป็นต้นโพธิ์โดยนามบัญญัติ คือโดยนามสัญญา. 
         บทว่า ธรณีรุหปาทโป ความว่า ชื่อว่าธรณี เพราะทรงไว้ซึ่งเถาวัลย์ ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำคงคาและสาครเป็นต้น, 
         ธรณีนั้นคืออะไร คือแผ่นดิน. ชื่อว่าธรณีรุหะ งอกขึ้นคือตั้งอยู่บนแผ่นดินนั้น, ชื่อว่า ปาทโป เพราะดื่มด้วยเท้า. 
         อธิบายว่า ดื่มน้ำที่รดด้วยรากกล่าวคือเท้า คือย่อมทรงไว้ซึ่งรสแห่งอาโปธาตุ คือความสิเนหา. ต้นไม้นั้นด้วย งอกขึ้นบนแผ่นดินด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าธรณีรุหปาทปะ เราได้บำเรอคือได้ปลูกบำรุงต้นโพธิ์ชื่อว่าอสนะอันสูงสุด ตลอด ๕ ปี. 
         บทว่า ปุปฺผิตํ ปาทปํ ทิสฺวา ความว่า เห็นต้นโพธิ์ชื่อว่าอสนะ ที่เราปลูกไว้นั้นบานแล้ว คือการกระทำการชูชันแห่งขนอันน่าอัศจรรย์ เพราะมีดอกอันควรแก่สิ่งน่าอัศจรรย์ เมื่อระบุกรรมของตนคือเมื่อกล่าวโดยประการ จึงได้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาอสนโพธิยเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๖