Translate

13 กุมภาพันธ์ 2569

กาเมร่า 3: การแก้แค้นของไอริส GAMERA 3 : Revenge of Iris (1999) - Full Movie



Gamera 3: Revenge of Iris (ガメラ3 邪神〈イリス〉覚醒, Gamera Surī Irisu Kakusei ; แปลตรงตัวว่า' Gamera 3: เทพชั่วร้ายไอริสตื่นขึ้น' ) ​​เป็นภาพยนตร์ไคจู ญี่ปุ่นปี 1999 กำกับโดย Shusuke Kanekoโดยมี Shinji Higuchi เป็นผู้กำกับเอฟเฟกต์พิเศษ ผลิตโดย Daiei Filmและจัดจำหน่ายโดย Tohoภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 11 ในซีรีส์ภาพยนตร์Gameraและเป็นภาพยนตร์เรื่องที่ 3 ในยุคเฮเซ ของแฟรนไชส์ ​​โดยเป็นภาคต่อของภาพยนตร์ Gamera 2: Attack of Legionปี 1996
Gamera 3 : อภิมหาศึกสัตว์เทพเจ้า ภาค 3

 ภาพยนตร์เรื่องนี้มีไอ มาเอดะ  รับบท เป็น อายานะ ฮิราซากะ เด็กสาวผู้สร้างความผูกพันทางจิต กับสิ่งมีชีวิตปรสิตที่รู้จักกันในชื่อ ไอริส ซึ่งดูดซับความเกลียดชังที่เธอมีต่อกาเมร่า เต่ายักษ์ ผู้ซึ่งฆ่าพ่อแม่และแมวของอายานะโดยไม่ตั้งใจ ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังได้ ชิโนบุ นาคายามะ และ อายาโกะ ฟูจิทานิ กลับมารับบทเป็น มายูมิ นางามิเนะ และ อาซากิ คุซานางิ ตามลำดับ ฮิโรฟุมิ ฟุคุซาวะรับบทเป็นกาเมร่า ในขณะที่อากิระ โอฮาชิ ผู้รับบทกาเมร่าในภาคก่อน รับบทเป็น ไอริส | Gamera 3: Revenge of Iris ได้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโทรอนโตปี 1999 และได้รับ รางวัล Mainichi Film Concours สาขาบันทึกเสียงยอดเยี่ยมในญี่ปุ่น
 ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการวิจารณ์ในแง่บวกโดยทั่วไป โดยได้รับการยกย่องในด้านเทคนิคพิเศษ และหลายคนยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาคที่ดีที่สุดของภาพยนตร์ชุด  Gamera อย่างไรก็ตาม ความนิยมและเนื้อเรื่องอันน่าเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพรรณนาถึงกาเมร่าว่าเป็นภัยคุกคามต่อมนุษยชาติโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็ส่งผลเสียต่อแฟรนไชส์ทางอ้อม ส่งผลให้มีการยกเลิกและล้มเหลวในเชิงพาณิชย์ของภาคต่อและโครงการต่อมา รวมถึง "G4" และ "G5", Gamera the Braveและ โครงการ อนิเมะหลาย โครงการ โดยโครงการในช่วงปี 2000 มีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูกาเมร่าให้เป็นตัวละครที่กล้าหาญและน่ารัก ซึ่งต้องใช้เวลาถึง 17 ปี กว่าที่บริษัท Kadokawaจะผลิตภาคใหม่ Gamera Rebirthในปี 2023
   สามปีผ่านไปนับตั้งแต่กาเมร่าเอาชนะกองทัพปีศาจ และโลกก็ถูกรุกรานโดยไกออสอีกครั้ง ซึ่งตอนนี้ได้วิวัฒนาการเป็นไฮเปอร์ไกออสแล้ว มายูมิ นางามิเนะ นักปักษีวิทยาชื่อดัง กลับมาช่วยเหลือรัฐบาลญี่ปุ่นในการจัดการกับภัยคุกคามนี้ ที่ก้นมหาสมุทรแปซิฟิกมีการค้นพบสุสานฟอสซิลของกาเมร่า ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่รัฐบาลสองคน คือ มิโตะ อาซาคุระ นักไสยศาสตร์ และ คุราตะ ชินยะ กำลังทำงานด้วยวาระที่แตกต่างออกไป โดยอาซาคุระเชื่อว่ากาเมร่าเป็นวิญญาณชั่วร้าย ที่ชิบูย่ากาเมร่าต่อสู้และฆ่าไฮเปอร์ไกออสสองตัวที่โจมตีโดยไม่สนใจมนุษย์ มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ยิงปะทะมากถึง 20,000 คน รัฐบาลญี่ปุ่นจึงสั่งทำลายกาเมร่า
   ในขณะเดียวกัน เด็กสาววัยรุ่นชื่อ อายานะ ฮิราซากะ ซึ่งพ่อแม่ของเธอถูกกาเมร่าฆ่าตายโดยไม่ตั้งใจระหว่างการต่อสู้ครั้งก่อนกับซูเปอร์ไกออสในปี 1995 ได้ค้นพบไข่หินที่ถูกผนึกไว้ภายในวิหารแห่งอาสึกะ ไข่ฟักออกมาเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ที่มีหนวดระยางที่รู้จักกันในชื่อ “ริวเซย์โช” ซึ่งอายานะตั้งชื่อว่า “ไอริส” ตามชื่อแมวเลี้ยงที่ตายไปของเธอ อายานะสร้างความผูกพันกับไอริสผ่าน เครื่องราง โอริคาลคัมและวางแผนที่จะเลี้ยงดูไอริสเพื่อแก้แค้นกาเมร่า อย่างไรก็ตาม เมื่อไอริสเติบโตขึ้น เขาก็พยายามดูดกลืนเธอ เพื่อนร่วมชั้นของอายานะ ทัตสึนาริ โมริเบะ สามารถช่วยเธอออกจากรังไหม ของไอริส ได้ด้วยมีดศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อมาไอริสได้สังหารหมู่ประชากรครึ่งหนึ่งของอาสึกะ และเติบโตเป็นร่างผู้ใหญ่ในที่สุด
   กอง กำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดิน ของญี่ปุ่น (JGSDF)พยายามทำลายไอริส แต่ล้มเหลวหลังจากที่ไอริสบินไปยังเกียวโตที่ซึ่งอายานะถูกอาซาคุระและคุราตะพาตัวไป และทั้งสองใช้ประโยชน์จากอายานะเพื่อเรียกไอริส ระหว่างทาง ไอริสถูกกาเมร่าสกัดกั้น และทั้งสองได้ต่อสู้กันกลางอากาศ นักบิน JASDFยิงขีปนาวุธใส่กาเมร่าและไอริสโดยไม่ตั้งใจ ทำให้ไอริสหนีไปได้ในขณะที่กาเมร่าไล่ตาม ที่สถานีเกียวโตนางามิเนะและอาซากิ คุซานางิ วัยรุ่นที่เคยมีพลังจิตเชื่อมโยงกับกาเมร่า พยายามช่วยเหลืออายานะออกจากเกียวโต แต่พายุไต้ฝุ่นก็พัดถล่มเมือง คุราตะคาดการณ์ว่ากาเมร่าถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นผู้พิทักษ์มนุษยชาติ และสามารถรับพลัง "มานา" รวมของมนุษยชาติได้ และตั้งทฤษฎีว่าไอริสก็ถูกสร้างขึ้นมาในทำนองเดียวกันเพื่อเอาชนะกาเมร่า เพื่อที่ไกออสจะได้กำจัดเผ่าพันธุ์มนุษย์ ในขณะที่ปฏิเสธความคิดเกลียดชังมนุษย์ของคุราตะ นางามิเนะและอาซากิคิดว่าทฤษฎีของเขาอธิบายได้ว่ากาเมร่าได้รับพลังงานที่ใช้ในการเอาชนะเลเจียนได้อย่างไร
   ไอริสเดินทางไปยังสถานีเกียวโต ต่อสู้กับกาเมร่าต่อไป ไอริสแทงกาเมร่าด้วยหนวดข้างหนึ่งและทำลายสถานี ทำให้อาซาคุระและคุราตะเสียชีวิต โมริเบะเบี่ยงเบนความสนใจของไอริสด้วยมีดสั้นชั่วครู่ แต่ในที่สุดไอริสก็ดูดกลืนอายานะเข้าไป จากภายในร่างของไอริส อายานะได้สัมผัสกับความทรงจำของเขา และตระหนักว่าความเกลียดชังและความโกรธของเธอเป็นแรงผลักดันให้เขาทำเช่นนั้น ขณะที่เธอกำลังตระหนักรู้ กาเมร่าก็ล้วงมือเข้าไปในอกของไอริส ดึงอายานะออกมาและตัดขาดความสัมพันธ์กับไอริส ในขณะที่อาซากิช่วยนางามิเนะ ไอริสก็แทงมือของกาเมร่าและเริ่มประมวลผลดีเอ็นเอของเขา กาเมร่าระเบิดแขนที่บาดเจ็บออก ดูดซับลูกไฟของไอริสและก่อตัวเป็นหมัดพลาสมาที่ลุกเป็นไฟ ซึ่งเขาพุ่งเข้าใส่ไอริสและทำลายเขาในที่สุด
   หลังจากวางอายานะที่หมดสติลง กาเมร่าก็ปลุกเธอด้วยเสียงคำราม หลังจากที่นางามิเนะและอาซากิพยายามช่วยชีวิตเธอแต่ไม่สำเร็จ ทำให้เธอรู้สึกงงงวยกับการให้อภัยของกาเมร่า ขณะที่ฝูงไฮเปอร์ไกออสเริ่มรุกคืบเข้าสู่ญี่ปุ่น เหล่าผู้นำทางทหารก็ตระหนักในที่สุดว่ากาเมร่าอยู่ข้างมนุษยชาติและให้คำมั่นว่าจะต่อสู้กับฝูงศัตรูเคียงข้างเขา อาซากิกล่าวว่าถึงแม้จะไม่มีความเชื่อมโยงทางจิตกับกาเมร่าอีกต่อไปแล้ว แต่เธอก็รู้ว่าเขาจะต่อสู้จนถึงที่สุด ขณะที่ฝูงศัตรูกำลังใกล้เข้ามา กาเมร่าก็คำรามอย่างท้าทายอยู่ใจกลางเมืองเกียวโต

Panor (พนอ) Art of the Devil: Beginning

 กำกับโดย พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว  ผู้กำกับร่วมจาก ลองของ  นำแสดงโดย เฌอปราง อารีย์กุลจักริน กังวานเกียรติชัยรัตนวดี วงศ์ทอง , ณฐวัฒน์ ธนทวีประเสริฐ, นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน ร่วมด้วย ชนุดม สุขสถิตย์, ชลิตา ส่วนเสน่ห์พิจิกา จิตตะปุตตะจิรกิตติ์ สุวรรณภาพ , กฤชยศ เลิศประไพ และ สหัสชัย ชุมรุม ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นภาคย้อนอดีตของจักรวาล ลองของ  เป็นภาพยนตร์ลำดับที่สามของจักรวาล บอกเล่าเรื่องเล่าชีวิตพนอในช่วงเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนที่จะเธอจะกลายเป็นคนเล่นของใน ลองของ 2
บริษัทผู้สร้าง : ผู้จัดจำหน่าย ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น  | วันฉาย 16 มกราคม พ.ศ. 2568 | ความยาว 125 นาที เพลงประกอบ "ตายตาหลับ" ขับร้องโดย พิมพ์มาดา ใจสักเสริญ (พิมมา พิกซี่) "ฝั่งหัวใจ" ขับร้องโดย บุษยา รังสี   ในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ภายในงานปาร์ตี้ฉลองรายได้มุ่งสู่ 100 ล้านบาท ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น ในฐานะบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ พนอในภาคแรกได้ประกาศการสร้างภาคต่อ บอกเล่าชีวิตของพนอและเปี๊ยกในช่วงเรียนมหาวิทยาลัย โดยยังคงได้ พุฒิพงศ์ สายศรีแก้ว รับหน้าที่กำกับเช่นเดิม


 ลัทธิเทพสามตาเป็นสมาคมไสยศาสตร์ซึ่งมีสมาชิกแทรกซึมอยู่ทั่วสังคมไทย และมีศูนย์กลางอยู่ที่อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย วันหนึ่งหญิงสาวชื่อนวล (ชลิตา ส่วนเสน่ห์) ได้รับว่าจ้างจากลัทธิดังกล่าวให้ร่วมประเวณีกับเจ้าลัทธิ เพื่อมีทายาทชายมาสืบตำแหน่งเจ้าลัทธิ ในการร่วมประเวณี เจ้าลัทธิถ่ายวิชาไสยศาสตร์ของตนลงสู่ครรภ์ของนวลเพื่อที่บุตรชายจะได้สืบทอดวิชามิให้สูญหาย แต่นวลตั้งครรภ์แฝดชายหญิง ทารกหญิงซึมซับวิชาเข้าไปแทนจนทารกชายตายอยู่ในครรภ์ นวลจึงได้รับคำสั่งให้นำศพทารกชายไปทำกุมารทอง และเลี้ยงดูทารกหญิงให้ดีจนกว่าจะเติบใหญ่ เจ้าลัทธิจะได้นำตัวไปร่วมประเวณีจนมีบุตรมาสืบตำแหน่งต่อไป
 นวลมิได้เอาใจใส่เลี้ยงดูบุตรหญิง แม้ชื่อก็มิได้ตั้งให้ เพราะเด็กหญิงที่ซึมซับวิชาไสยศาสตร์ผู้นั้นเมื่อคลอดออกมาแล้วได้กัดกินรกนวล จนหมอตำแยตกใจวิ่งเตลิดออกไป เมื่อข่าวแพร่หลายจึงทำให้เด็กหญิงเป็นที่รังเกียจของผู้คน นวลจึงมองว่าเป็นบุตรที่นำพาโชคร้ายมาให้ ครั้นเด็กหญิงอายุได้ 9 ปี พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าหลวงพ่อ (วัชร์ บุญรอดรักษ์) ผ่านมาพบจึงตั้งชื่อให้ว่าพนอ (เฌอปราง อารีย์กุล) หวังจะให้เป็นที่รักใคร่พะเน้าพะนอของคนทั่วไป ขณะผูกข้อมือให้พนอ หลวงพ่อก็ชะงักหน้ามืดล้มลง ยิ่งทำให้ชาวบ้านโจษจันในทางลบเกี่ยวกับพนอ นอกจากนี้พนอยังได้พบมารดาของเปี๊ยก (จักริน กังวานเกียรติชัย) ขณะถูกคุณไสยทำร้ายจนถึงแก่ความตาย เปี๊ยกจึงเข้าใจว่าพนอฆ่ามารดาของตน และเกลียดชังพนอ แต่ความจริงแล้ววิชาไสยศาสตร์ที่พนอได้รับมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์ทำให้พนอมีความสามารถถอนคุณไสยในร่างกายผู้อื่นได้โดยที่พนอไม่รู้ตัว
 เมื่อเจริญวัยขึ้น พนอฝันอยากเป็นครู และตั้งหน้าตั้งตาเล่าเรียน แต่ที่โรงเรียนไม่มีใครคบหาพนอ ทุกคนต่างรังเกียจรังแกพนอ ยกเว้นแต้ว (นันทวรรณ พงศ์ประเสริฐสิน) บุตรสาวของสารวัตรต้อม (จิรกิตติ์ สุวรรณภาพ) แต่ไม่นานแต้วก็ถูกสังหารด้วยคุณไสยที่ทำให้ตุ๊กแกทะลุทะลวงออกจากทวารทั้ง 9 หลังจากที่แต้วพบว่าลุงตรี (สหัสชัย ชุมรุม) เป็นสมาชิกลัทธิเทพสามตาและอาจพัวพันกับฆาตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้น
 ในวันที่พนออายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ พนอมีประจำเดือนครั้งแรก และคืนนั้นยังเกิดความเปลี่ยนแปลงแก่ร่างกายของพนอ ผิวหนังที่กระดำกระด่างก็ลอกถลอกจนโลหิตไหลอาบไปทั้งตัว เผยให้เห็นผิวใหม่ที่งดงาม จนเป็นที่ตกตะลึงของผู้คนในวันรุ่งขึ้น และชายหนุ่มทั้งโรงเรียนก็เริ่มหลงใหลคลั่งใคล้พนอจนเป็นกระแส ในจำนวนนี้รวมถึงป้อง (ณฐวัฒน์ ธนทวีประเสริฐ) นักเรียนหนุ่มคนดังซึ่งเป็นที่หมายปองของจิ๊บ (รัตนวดี วงศ์ทอง) จิ๊บจึงบีบให้ป้องล่อลวงพนอไปยังบ้านร้างท้ายวัด และจัดให้ผู้ชายมารุมโทรมพนอ แต่เปี๊ยกมาช่วยพนอไว้ทัน จิ๊บกับเพื่อนในกลุ่มจึงว่าจ้างเจ๊ปลา (ชนุดม สุขสถิตย์) เจ้าของร้านเสริมสวยซึ่งมีวิชาอาคม ให้ใช้คุณไสยกำจัดพนอ แต่ลุงตรีมาช่วยพนอไว้และส่งคุณไสยย้อนกลับไปทำร้ายเจ๊ปลาถึงแก่ความตาย
 ลุงตรีนำตัวพนอกลับบ้านไปต่อว่านวลที่ไม่ดูแลพนอให้ดีตามคำสั่งลัทธิเทพสามตา และจะขอรับตัวพนอไปในทันที แต่ลึก ๆ แล้วนวลรักและห่วงใยพนอมาเสมอ ไม่ต้องการให้พนอถูกนำตัวไปร่วมประเวณีกับเจ้าลัทธิซึ่งเป็นบิดาแท้ ๆ ของพนอเอง จึงใช้มีดแทงลุงตรีและนำตัวพนอลงเรือหนีไปหามะสุรี (พิจิกา จิตตะปุตตะ) ซึ่งเป็นญาติของตน ลุงตรีใช้อาคมเรียกฝูงกาออกติดตาม นกการุมฆ่านวลตายคาเรือ ส่วนพนอนั้นมะสุรีช่วยเหลือไว้ได้ และบอกเล่าความหลังทั้งหมดให้พนอฟัง ขณะเดียวกันหลวงพ่อก็อธิบายความเป็นมาของพนอให้สารวัตรต้อมและเปี๊ยกฟัง เปี๊ยกจึงทราบในที่สุดว่าพนอมิได้ฆ่ามารดาของตน
 พนอกลับไปแก้แค้นลุงตรีด้วยการแหวะท้องและกินเครื่องในลุงตรีเพื่อดูดซึมวิชาไสยศาสตร์ของลุงตรี ก่อนออกติดตามฆ่าจิ๊บ ป้อง และคนอื่น ๆ ที่เคยรังแกตนจนหมดสิ้น เสร็จแล้วพนอลอบเข้าไปในที่ตั้งลัทธิเทพสามตาเพื่อล้างแค้น และพบว่าเจ้าลัทธิซึ่งเป็นบิดาของตนนั้นก็คือครูใหญ่ (กฤชยศ เลิศประไพ) ของโรงเรียนที่ตนเล่าเรียนอยู่ ครูใหญ่จับพนอขึ้นบนปะรำพิธีเพื่อร่วมประเวณีท่ามกลางสมาชิกลัทธิที่รายล้อม สารวัตรต้อมนำกำลังตำรวจมากวาดล้าง แต่ก็ทำอันใดมิได้มากนัก จนกระทั่งเปี๊ยกตามมาสมทบและช่วยเหลือพนอ เมื่อครูใหญ่เพลี่ยงพล้ำ พนอก็ฆ่าครูใหญ่ซึ่งเป็นบิดาของตน และแหวะท้องควักเครื่องในครูใหญ่ออกกัดกินเพื่อดูดซึมวิชาอาคมของครูใหญ่ ก่อนสิ้นใจครูใหญ่ร้องบอกพนอว่าทำเช่นนี้แล้วไสยศาสตร์จะติดตัวพนอไปจนวันตาย ฆ่าบิดาเสร็จพนอก็หันไปสักการะเทวรูปเทพสามตา
                ภาพยนตร์จบลงด้วยพนอพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บโดยมีเปี๊ยกดูแลอยู่ไม่ห่าง กระทั่งพนอตื่นขึ้น เปี๊ยกก็พบว่าพนอจดจำสิ่งใดมิได้เลย แม้แต่ตัวเปี๊ยกเอง

12 กุมภาพันธ์ 2569

The Shadows Edge (2025) แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด

The Shadow’s Edge (2025) – แผนระห่ำ ใหญ่ฟัดเดือด เป็นภาพยนตร์แอ็กชันสืบสวนสอบสวนฟอร์มยักษ์ นำแสดงโดย เฉินหลง (Jackie Chan) ที่กลับมารับบทบาทสุดเข้มข้นอีกครั้ง โดยในไทยมีกำหนดเข้าฉายเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568
 จอมโจรอัจฉริยะก่อเหตุโจรกรรมสะเทือนวงการ ทางการจึงต้องดึงอดีตนายตำรวจมือหนึ่งกลับมาร่วมทีมกับสายสืบรุ่นใหม่ เพื่อหยุดแผนการร้ายสุดซับซ้อน ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป!


               เฉินหลง รับบทเป็น “หวงเต๋อจง” เขาคืออดีตตำรวจสายสืบผู้มากประสบการณ์แห่งกรมตำรวจมาเก๊า เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสะกดรอยตาม สืบสวน และแกะรอยในระดับตำนาน โดยเขาเคยทำคดีใหญ่ ๆ มาแล้วมากมาย แต่ได้เกษียณตัวเองจากวงการอย่างเงียบ ๆ หลังจากเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในอดีตที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตเขาอย่างมาก ต่อมาเขาถูกเรียกตัวให้กลับมาช่วยไขคดีเมื่อมาเก๊าตกอยู่ภายใต้เงามืดขององค์กรโจรกรรมระดับโลก
               จางจื่อเฟิง รับบทเป็น “เหอฉิ่วกั๋ว” เธอคือตำรวจหญิงรุ่นใหม่ ผู้มีความสามารถสูงด้านเทคโนโลยี และเป็นหัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัลของตำรวจ เธอเติบโตมาในครอบครัวตำรวจเช่นกัน แต่พ่อของเธอเสียชีวิตระหว่างการปฏิบัติภารกิจเมื่อหลายปีก่อน โดยเหตุการณ์นั้นมีความเกี่ยวพันกับหวงเต๋อจง ทำให้เธอรู้สึกเคลือบแคลงใจและมีความขัดแย้งทางอารมณ์ลึก ๆ กับเขา ต่อมาเธอก็ต้องมาร่วมทีมกับหวงในการสืบสวนคดีใหญ่แห่งมาเก๊า เธอเป็นตัวแทนของยุคใหม่ โดยจะใช้ AI , การติดตาม GPS, การถอดรหัสข้อมูล
                เหลียงเจียฮุย รับบทเป็น “ฟู่หลงเฉิ่ง” เขาเป็นอดีตอาชญากรที่หายตัวไปจากเรดาร์ตำรวจมาเกือบ 20 ปี ซึ่งเขาไม่ใช่เป็นเพียงอาชญากรธรรมดา แต่เป็นอัจฉริยะด้านการวางแผน เป็นผู้ก่อตั้งองค์กรโจรกรรมข้ามชาติที่มีระบบการทำงานซับซ้อนและเป็นมืออาชีพ ใช้เทคโนโลยีล้ำยุค รวมถึงการควบคุมจิตใจลูกทีมอย่างแนบเนียน บุคลิกของเขามักจะเป็นคนที่เงียบขรึม ฉลาดหลักแหลม และไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณะ ซึ่งเขาทำงานผ่าน “ลูกบุญธรรม” ที่เขารับเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก ๆ และฝึกให้พวกเขาเป็นทั้งนักสู้ มือแฮกเกอร์ และนักโจรกรรมระดับโลก
                ฉื่อซา รับบทเป็นฝาแฝดที่ถูกฟู่หลงเฉิ่งรับเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก โดยทั้งสองมีบทบาทต่างกันอย่างชัดเจนในการปฏิบัติการ “ซีหวาง” เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านปฏิบัติการภาคสนาม เขาเป็นมือขององค์กร โดยจะลงมือขโมย วางแผนการลอบเข้าปะทะตำรวจ “ซีเหมิง” เขาเป็นแฮกเกอร์มือฉมังของทีม เขามีความสามารถในการเจาะระบบทุกชนิด ตั้งแต่กล้อง CCTV ไปจนถึงเซิร์ฟเวอร์ของตำรวจ โดยความสัมพันธ์ของพี่น้องคู่นี้ซับซ้อน ทั้งรักกันและขัดแย้งในความเชื่อทำให้ทั้งสองกลายเป็นจุดเปราะบางขององค์กร
                จุน รับบทเป็น “หูเฟิง” เขาหนึ่งในลูกบุญธรรมของฟู่หลงเฉิ่งเช่นกัน โดยเขาเชี่ยวชาญด้านการต่อสู้ ปะทะโดยตรงและไม่ลังเลที่จะใช้กำลัง เขาเป็นเหมือน มือขวาขององค์กร แต่ภายในจิตใจ หูเฟิงกลับมีความขัดแย้งภายใน เพราะเขาเริ่มตั้งคำถามว่าการกระทำของฟู่ยังคงถูกต้องอยู่หรือไม่?

11 กุมภาพันธ์ 2569

7 ← สามก๊ก (ฉบับย่อ) " ยังมิได้อ่านสามก๊ก อย่าพึ่งคิด การใหญ่ "


ตอนที่ 49 เล่าปี่เข้าเสฉวน
 ฝ่ายเตียวพ่อเจ้าเมืองฮันต๋งเกรงว่าโจโฉจะยกทหารมาทำอันตราย ก็คิดทำการซ่องสุมทหารเพื่อต่อสู้โจโฉ จึงคิดไปตีเอาเมืองเสฉวนเป็นที่มั่น ฝ่ายเล่าเจี้ยงเจ้าเมือง เสฉวนรู้ดังนั้นก็ให้เตียวสง ไปยุยงโจโฉให้เข้าตีเมืองฮันต๋ง เมืองเสฉวนจะได้ปลอดภัย ฝ่ายเตียงสงก็ได้ลอบเขียนแผนที่ เมืองเสฉวนไปด้วยหวังยกให้แก่โจโฉ เมื่อเข้าถึงฮูโต๋แล้ว โจโฉ เห็นอาการเตียวสงเจรจาหยาบช้านัก จึงไล่เตียวสงออกไปเสีย ฝ่ายเตียวสงคิดอับอายนัก ก็มิกล้ากลับไปเมืองด้วยมิสมคำรับปากแก่เล่าเจี้ยง จึงเข้าไปหาเล่าปี่ ตัวขงเบ้ง แล เล่าปี่ก็ออกมาต้อนรับขับสู้อย่างดี เตียวสงจึงซาบซึ้งใจนักมอบแผนที่เมืองให้แก่เล่าปี่แล้วก็ลากลับเมือง
 ฝ่ายเตียวสงก็ให้หวดเจ้งเบ้งตัดเป็นธุระอยู่ข้างใน แล้วเข้าบอกเล่าเจี้ยงให้เชิญเล่าปี่มา ช่วยคิดอ่าน ป้องกันเมือง เล่าเจี้ยงเห็นด้วยแลขุนนางคัดค้านทัดทานเป็นอันมาก เล่าเจี้ยงก็มิฟังแล้วว่าเล่าปี่กับตัวแซ่เดียวกัน คงมิคิดร้ายด้วย แล้วเชิญเล่าปี่เข้ามา เล่าปี่จึงเอาแต่บังทอง ฮองตง อุยเอี๋ยนไป เล่าเจี้ยงก็แต่งโต๊ะเลี้ยงเล่าปี่ทุกวัน บังทองก็ว่าให้ เร่งกำจัดเล่าเจี้ยงเสีย เล่าปี่ก็มิยอมทำตามด้วยเป็นแซ่เดียวกัน อิดเอื้อนอยู่
ตอนที่ 50 จูล่งชิงอาเต๊าคืน
 ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าเล่าปี่ยกไปเสฉวน จึงคิดอุบายว่ามารดาป่วยหนักอยู่ให้หาตัวซุนฮูหยินกลับมาให้เห็นหน้า แล ให้เอาอาเต๊าหลานชายไปดูด้วย นางซุนฮูหยินสำคัญว่าจริงก็รีบพาอาเต๊าลงเรือไปกังตั๋ง ฝ่ายจูล่งรู้ว่านางซุนฮูหยินจะไปเมืองกังตั้ง จึงรีบลงเรือมาแย่งชิงอาเต๊าคืนมาได้ แล้วว่าท่านจะไปก็ตามเถิด แต่ให้อาเต๊าอยู่นี่ ฝ่ายนางซุนฮูหยินก็ขัดใจนัก แล้วให้ทหารรีบแจวเรือไปกังตั้ง ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าได้ซุนฮูหยินกลับมาแล้ว ก็ตัดขาดกับเล่าปี่ แล คิดเตรียมการไปตีเอาเมืองเกงจิ๋วคืน
                ฝ่ายโจโฉก็คิดเลื่อนเป็นที่วุยก๋ง แล ซุนฮกเข้า
ว่าเห็นมิชอบ โจโฉขัดใจนัก ก็เอาตระบะเปล่าปิดตราประจำเสีย ฝ่ายซุนฮกสำคัญว่าก็เข้าใจว่าอันตรายจะถึงตัว จึงโทมนัสยิ่งนักแล้วก็กินยาตาย แล้วโจโฉก็ยกทัพไปตีกังตั๋ง พอเข้าเทศกาลหน้าฝน โจโฉก็ยกทัพกลับเมืองฮูโต๋
 ฝ่ายเล่าเจี้ยงก็ให้เล่าปี่ไปประจำอยู่ด่านแฮบังก๋วน แล เข้ามาขอทหารแลเสบียงเล่าเจี้ยง ขุนนางทั้งหลายเข้าทัดทานยิ่งนัก เล่าเจี้ยงคิดแคลงใจอยู่ จึงให้แต่ทหารชราสี่พันกับข้าวหมื่นถึง เล่าปี่แจ้งดังนี้ก็โกรธนักว่าเสียแรงมาช่วยป้องกันบ้านเมืองให้ แล้วคิดอุบายจะเอาเมืองเสฉวนให้ได้ตีได้ด่านโปยสิก๋วน ฝ่ายเล่าเจี้ยงจับได้หนังสือที่เตียวสงส่งไปให้เล่าปี่ จึงโกรธนักให้ประหารเสีย แล้วสั่งกวดขันมิให้เล่าปี่เข้ามาเอาเมืองได้
ตอนที่ 51 บังทองตาย
 ฝ่ายเล่าปี่ตีเอาได้เอาด่านหลายด่าน จะไปตีเอาเมืองลกเสีย พบทางใหญ่น้อยสองทาง เล่าปี่จึงไปทางใหญ่ บังทองไปทางน้อย แล ขณะไปนั้นม้าบังทองขาหัก เล่าปี่ จึงเปลี่ยนม้าของตนไปให้บังทองขี่ บังทองจึงไปทางน้อย แล ทางนั้นคับขันนักจึงถามทหารชาวเมืองว่าตำบลนี้ชื่อใด ทหารนั้นตอบว่า ตำบลลกห้องโหแปลว่าหงส์ตกทุ่ง บังทอง ได้ยินดังนั้นก็นึกว่าชื่อนั้นคล้องกับตัวนักด้วยฮองซูนั้นแปลว่า หงส์ จึงสะดุ้งตกใจเร่งให้ทหารถอยกลับ เตียวหยิมซึ่งซุ่มอยู่ จุดประทัดโห่ร้องขึ้นชี้ว่าคนขี่ม้าขาวนั้นเล่าปี่ แล้วเอาเกาทัณฑ์ระดมยิงเข้าไปถูกบังทองตกม้าขาดใจตาย
 ฝ่ายเล่าปี่รู้ว่าบังทองถึงแก่ความตายแล้ว ก็ร้องไห้จนสลบไปแล้วเรียกหาขงเบ้งเข้ามาช่วยคิดการต่อขงเบ้งจึงให้กวนอูอยู่รักษาเมืองเกงจิ๋ว แล้วพาเตียวหุย จูล่ง มาด้วย ฝ่ายเตียวหุยยกมาถึงแดนปากุ้น เตียวหุยก็ใช้อุบายจับเจียมหงันเจ้าเมืองปากุ้นได้แล้วมัดมา เจียมหงันก็ด่าเตียวหุย เป็นข้อหยาบช้าต่างๆนานา เตียวหุยเห็นเจียมหงันมีใจยั่งยืน ไม่ย่อท้อต่อความตายจึงปล่อยมัดเจียมหงันเสีย เจียมหงัน เห็นดังนั้นก็ซาบซึ้งใจนัก ยอมทำการอยู่ด้วยเตียวหุย ครั้นเตียวหุยไปถึงตำบลใด นายด่านเห็นเจียมหงัน จึงยอมเข้าด้วยเตียวหุยตลอด มิได้ขัดขวางแต่ประการใด
ตอนที่ 52 เล่าปี่ชิงได้เมืองเสฉวน
 ครั้นขงเบ้งมาบรรจบเล่าปี่แล้วก็คิดอ่านตีเมืองลกเสีย เตียวเอ๊กก็ได้ตัดหัวเล่ากุ้ยแล้วเปิดประตูเมืองรับเล่าปี่ เล่าปี่ก็ได้เมืองลกเสีย ขงเบ้งจึงให้จูล่งไปปราบหัวเมืองเตงกิ้ง เจียมหงันแลเตียวหุยไปกำจัดหัวเมืองเตงกิ้ง แล้วขงเบ้งก็คิดจะไปตีเอาด่านกิมก๊ก แล ส่งหนังสือให้เล่าเจี้ยงนอบน้อมแต่โดยดี เล่าเจี้ยงแจ้งดังนั้นก็โกรธฉีกหนังสือทิ้งเสีย แล้วก็แต่งหนังสือไปให้เตียวพ่อให้ช่วยตีเล่าปี่
                ฝ่ายม้าเฉียวซ่องสุมทหารได้เป็นอันมาก พาบังเต๊กยกไปตีได้เมืองกิจิ๋ว ถูกแฮหัวเอี๋ยนล้อมตีคืน ม้าเฉียวจวนตัวนักเหลือทหารอยู่เจ็ดคน จึงหนีฝ่าออกมาหนีออกไปอยู่กับเตียวพ่อ เตียวพ่อจึงให้ม้าเฉียวไปตีเล่าปี่ ตัวบังเต๊กป่วยอยู่มิได้ไปด้วย
 ฝ่ายอุยหวนที่รักษาด่านกิมก๊กยอมนอบน้อมขงเบ้งแต่โดยดี พอดีม้าใช้แจ้งมาว่าเตียวพ่อ ให้ม้าเฉียวมาตีเอาด่านแฮบังก๋วน ขงเบ้งจึงให้เตียวหุยเป็นยกไปช่วยก่อน แล ม้าเฉียวกับเตียวหุยรบกันเป็นสามารถ ก็มิได้แพ้ชนะกัน ขงเบ้งจึงคิดอุบายให้ม้าเฉียวมาเป็นพวก ก็ส่งของกำนัลให้เอียวสง ไปคอยยุแยงเตียวพ่อ ม้าเฉียวก็มิอาจกลับเมืองได้จึงขอยอมอยู่ด้วยขงเบ้ง ครั้นเล่าปี่กลับมายังด่านกิมก๊กแล้วก็ให้ม้าเฉียวไปประชิดเมืองเสฉวน แล ตัวเล่าเจี้ยงเห็นว่าการจวนตัว ก็คิดที่จะออกไปนอบน้อมโดยดี จึงเอาตราสำหรับที่ ออกไปคำนับเล่าปี่ เล่าปี่เห็นดังนั้น ก็จูงเอามือเล่าเจี้ยงขึ้นมาที่ข้างบน แล้วร้องไห้ว่าตัวเราซึ่งทำการครั้งนี้เป็นการจำใจ คิดแต่จะทำนุบำรุงแผ่นดินให้มีความสุข แล้วก็ให้เล่าเจี้ยงไปอยู่ เมืองกองอั้น ซึ่งเป็นเมืองน้อยขึ้นอยู่แก่เมืองเกงจิ๋ว เล่าปี่จึงได้เมืองเสฉวนแต่นั้นมา แล้วก็ได้ตรากฎหมายขึ้นมาใหม่ ตั้งให้กวนอู เตียวหุย จูล่ง ม้าเฉียว ฮองตงเป็นที่ห้าทหารเอก
ตอนที่ 53 โจโฉตีได้ฮันต๋ง
 ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าเล่าปี่ก็ให้จูกัดถิ่นพี่ชายขงเบ้งไปทวงเมืองเกงจิ๋วตามสัญญา เล่าปี่ก็มิยอมให้ขงเบ้ง จึงว่ากล่าวให้คืนแต่เมืองเตียงสา เลงเหลง ฮุยเอี๋ยงซึ่งเป็นเมืองขึ้นแก่เกงจิ๋ว ให้ไปว่ากล่าวแก่กวนอูเอาเอง ครั้นจูกัดกี้นมาถึงเมืองเกงจิ๋ว กวนอูก็มิยอมให้ จูกัดกั้นก็กลับไปหาเล่าปี่ อีกครั้ง เล่าปี่ก็บอกว่ากวนอูน้ำใจดื้อดึง ปากก็ว่าตีได้เมืองฮันต๋งเมื่อไหร่ จึงจะคืนเกงจิ๋วให้ จูกัดถิ่นมิรู้ทำประการใดก็ลาออกมา
 ซุนกวนรู้ดังนั้นก็โกรรนัก ให้โลซกเชิญกวนอูออกมากินโต๊ะจะได้จับฆ่าเสีย ฝ่ายกวนอูก็มิเกรงกลัวลงเรือไปกับจิวฉอง ขณะกินอยู่นั้นโลซกได้เอ่ยทวงเมืองเกงจิ๋ว กวนอูก็โกรรแล้วตอบว่า ตอนที่เล่าปี่ไปสกัดโจโฉหลายตำบล ตัวก็เสียเสบียงแลทหาร จะได้เมืองเกงจิ๋วอยู่ก็ยังมิเพียงพอแล้วก็แสร้งทำเป็นเมาสุราจูงมือโลซกมาให้ส่งถึงเรือ ทหารที่ ซุ่มอยู่ก็มิอาจทำอะไรได้ ด้วยกลัวจะเป็นอันตรายแก่โลซก
                ฝ่ายซุนกวนรู้ดังนั้นก็โกรธ จัดแจงเกณฑ์ ทหารสิ้นทั้งเมืองจะไปตีเมืองเกงจิ๋ว พอดีม้าใช้มาแจ้งว่าโจโฉจะยกมาตีกังตั้ง ซุนกวนจึงออกไปตั้งรับ ณ ตำบลหับป๋า
                ฝ่ายโปนั้นเข้าว่ากล่าวแก่โจโฉว่ากังตั้งเป็น แดนกันดาร เห็นจะเอาชนะลำบาก โจโฉจึงงดกองทัพไว้ แล้วคิดที่จะเลื่อนเป็นวุยอ๋องอีก ฝ่ายซุนฮิวก็ว่ากล่าวทัดทานอยู่ โจโฉก็โกรธ แล้วว่าท่านกล่าวทัดทานเช่นนี้เห็นจะเหมือนซุนฮก ซุนฮิวก็ลากลับมาบ้านมีความทุกข์น้อยใจเป็นอันมาก จน ตรอมใจตาย
 ฝ่ายพระเจ้าเหี้ยนเต้กลัวว่าโจโฉเป็นที่วุยอ๋องแล้ว จะคิดขบถเอาราชสมบัติเสียมั่นคง จึงเขียนหนังสือส่งให้ฮกอ้วนผู้เป็นบิดานางฮกเฮามเหสี ให้ช่วยคิดการกำจัดโจโฉเสีย โจโฉจับได้หนังสือก็โกรธ ก็จับฮกอ้วน นางฮกเฮา แล ครอบครัวมาฆ่าเสียสิ้น แล้วกะเกณฑ์ทหารจะไปตีเมืองฮันต๋ง ฝ่ายเตียวพ่อก็ให้บังเต๊กออกรบด้วยโจโฉ โจโฉเห็นบังเต๊ก ชำนาญสงครามนัก ก็ใคร่อยากได้มาบังเต๊กมาอยู่ด้วย ก็จับ ได้ตัวบังเต๊ก บังเต๊กก็ยอมมาอยู่ด้วย ฝ่ายเตียวพ่อสู้โจโฉมิได้ ก็ยอมสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ โจโฉมีใจเอ็นดู จึงตั้งให้เตียวพ่อเป็นเจ้าเมืองปาต๋ง
ตอนที่ 54 ยุทธการที่เขาเตงกุนสัน
 ฝ่ายอาณาประชาราษฎร์ในเมืองเสฉวนรู้ว่า โจโฉตีได้เมืองฮันต๋งแล้วก็สะดุ้งตกใจ เกรงโจโฉมาตีเมืองเสฉวน ขงเบ้งจึงออกอุบายส่งหนังสือให้ซุนกวนว่าให้ตีเมืองหับป๋าเสีย จะคืนเมืองขึ้นเกงจิ๋วสามเมืองให้ ซุนกวนจึงออกตี ได้เมืองอ้วยเซีย แล้วจะไปตีเมืองหับป๋า ฝ่ายเตียวเลี้ยวซึ่งรักษาเมืองหับป๋าอยู่นั้น ก็ส่งหนังสือไปถึงโจโฉ โจโฉจึงให้แฮหัวเอี๋ยนอยู่รักษาเมืองฮันต๋ง แล้วก็ยกทหารมาบรรจบเตียวเลี้ยว
 ฝ่ายโจโฉแลซุนกวนก็ออกรบกันเดือนเศษ ซุนกวนก็ยอมอ่อนน้อมแก่โจโฉ ส่งหนังสือไปยังโจโฉขอเลิกทัพ โจโฉก็ยกกลับฮูโต๋ ขุนนางใหญ่น้อยก็กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ ให้โจโฉเป็นวุยอ๋อง โจโฉมีความยินดีนัก แลตั้งให้โจผีบุตรคนโตเป็นที่ซีจี สืบตำแหน่งโจโฉ อยู่มาม้าใช้มาบอกว่าโลซกที่ปรึกษา ซุนกวนถึงแก่ความตายแล้ว แลเล่าปี่คิดจะมาตีเอาเมืองฮันต๋ง โจโฉแจ้งดังนั้นก็โกรธ ให้โจหองยกทหารไปช่วยแฮหัวเอี๋ยน
                ฝ่ายเล่าปี่ก็รุกเข้าตีทหารเตียวคับแตก แล ยึดได้ที่เก็บเสบียงที่เขาเทียนตองสัน ก็รุกคืบเข้าจะไปตีเอาที่เก็บเสบียงข้างเขาเตงกุนสัน ซึ่งแฮหัวเอี๋ยนรักษาอยู่ ฝ่ายโจโฉ รู้ดังนั้นก็ยกทหารมาบรรจบโจหอง ณ เมืองฮันต๋ง ให้แฮหัวเอี๋ยนระวังรักษาเสบียงไว้ให้ดี
 ฝ่ายขงเบ้งก็ให้ฮองตงออกตีเขาเตงกุนสัน ฮองตงใช้อุบายล่อให้แฮหัวเอี๋ยนออกมา แฮหัวเอี๋ยนมิสำคัญในกล ก็ออกมาถูกฮองตงเอาดาบฟันแฮหัวเอี๋ยนศรีษะขาดตาย ฝ่ายโจโฉรู้ดังนั้น ก็ร้องไห้รักแฮหัวเอี๋ยนเป็นอันมาก แล้วโกรธ ยกทหารสี่สิบหมื่นหวังแก้แค้นแทนแฮหัวเอี๋ยนกลับสู้อุบายขงเบ้งมิได้ แตกหนีมาต้องยกทัพกลับฮูโต๋ ทั้งเสียเมืองฮันต๋ง ขณะนั้นพระเจ้าเหี้ยนเต้มาอยู่ฮูโต๋ได้ยี่สิบสามปี เล่าปี่ก็ได้ทำพิธี ตั้งตัวเป็นเจ้าเรียกว่าเจ้าฮันต๋ง

ตอนที่ 55 ประหารกวนอู
                ฝ่ายโจโฉเมื่อรู้ว่าเล่าปี่ตั้งตัวเป็นเจ้า ก็โกรธ นัก สุมาอี้จึงเสนออุบายให้ชวนซุนกวนเข้าร่วมตีเอาเมืองเกงจิ๋วคืน ฝ่ายซุนกวนก็เห็นชอบด้วย มีความแค้นอยู่นานแล้ว
 ฝ่ายกวนอูได้รับตราตั้งจากเล่าปี่ให้เป็นใหญ่ในเมืองเกงจิ๋ว แลให้ไปตีเอาเมืองอ้วนเซีย กวนอูจึงให้ปลูกร้านรายทางตามริมน้ำ หวังมิลิบองซึ่งตั้งทัพอยู่ด่านแฮเค้ามาโจมตีได้ หากมีทหารยกมา แต่ละร้านก็จะจุดควันเพลิงเป็นสัญญาณ ก็จะช่วยถึงกันได้ แล้วกวนอูก็ออกตีมาประชิดเมือง อ้วนเซีย โจโฉรู้ดังนั้นก็ให้อิทึ่มแลบังเต๊กออกช่วยตีกวนอู อิกี้ม บังเต๊กก็ตั้งค่ายทัพอยู่
                ขณะนั้นเกิดน้ำท่วมใหญ่ ค่ายอิทึ่ม บังเต๊ก ทหารล้มตายเป็นอันมาก กวนอูเห็นได้ที่จึงเข้าตีค่าย อิทึ่มสู้ไม่ได้เข้ายอมอ่อนน้อม กวนอูจึงจับส่งไปเกงจิ๋ว แลตัวบังเต๊งกวนอูจับได้ก็ให้ไปฆ่าเสีย แล้วกวนอูก็ยกทหารเข้าจะตีเมืองอ้วนเซีย ขณะนั้นโจหยินยืนอยู่บนหอรบ ให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ไปถูกไหล่ซ้ายกวนอู กวนเป้งก็เข้าไปแก้กวนอูกลับมาค่าย กวนอูก็ป่วยอยู่
                ขณะนั้นหมอฮัวโต๋พอดีมาที่ค่าย เข้าช่วย รักษาแผลกวนอู ว่าแผลถูกพิษเกาทัณฑ์ จะรักษาต้องความเจ็บปวดเป็นอันมาก กวนอูก็มิครั่นคร้าม ยอมให้หมอฮัวโต้ขูดพิษจากกระดูกออก ตัวนั้นนั่งเล่นหมากรุกอยู่ หวังมิให้ทหารเสียน้ำใจ หมอฮัวโต้มีความนับถือกวนอู ว่ามีความอดทนเป็นอันมาก แล้วลาออกมา
                ฝ่ายลิบองเห็นกวนอูตระเตรียมการมั่นคง ก็มิรู้ทำประการใด จึงแกล้งป่วยอยู่ ฝ่ายลกซุนก็เข้าเยี่ยม เสนอแผนการให้กวนอูตายใจ ลิบองเห็นด้วยจึงทำทีเป็นยกตำแหน่งให้ลกซุนดูแลด่านแฮเค้าแทน แลตัวลกซุนก็ส่งหนังสือทำเป็นอ่อนน้อมแก่กวนอู ฝ่ายกวนอูเห็นลกซุนมิได้มีชื่อเสียงเรียงนาม แลทำทีอ่อนน้อม จึงหาแคลงไม่ก็เรียกทหารที่ตรวจตรา ตามรายแม่น้ำไปช่วยตีเมืองอ้วนเซีย
 ฝ่ายลิบองเห็นดังนั้นก็ทำทีปลอมเป็นเรือลูกค้าแล่นผ่านร้านไฟ ทำทีเป็นหลบพายุ แล้วก็จับทหารที่ดูร้านไฟเสีย ปูนบำเหน็จเป็นอันมาก แล้วให้ไปเรียกชาวเมืองให้เปิดประตูรับ ฝ่ายทหารในเมืองสำคัญว่าพวกเดียวกันก็เปิดประตูรับ ลิบองจึงให้ทหารกรูเข้าไป ได้เมืองเกงจิ๋วโดยง่ายมิได้สู้รบเลย แล้วเอาอิกี้มออกจากคุกคืนให้แก่โจโฉ ฝ่ายโจโฉก็ยกทัพหลวงหวังมาช่วยเมืองอ้วนเซีย ฝ่ายกวนอูรู้ว่าโจโฉยกมา แลเมืองเกงจิ๋วก็เสียแก่ลิบองแล้วก็มิได้เชื่อ แลซิหลงซึ่งยกทัพมาถึงก็เข้าสู้ด้วยกวนอู
 โจหยินซึ่งรักษาเมืองอ้วยเชียอยู่ เห็นดังนั้นก็ออกมาช่วยรบกระหนาบ กวนอูเห็นจะสู้มิได้ก็หนีออกมา ฝ่ายทหารกวนอูก็คิดถึงบุตรภรรยาที่อยู่ในเมืองเกงจิ๋ว ก็มิมีใจสู้รบ หลบหนีออกมาเป็นอันมาก กวนอูก็รบต้านทานอยู่ แล้วหนีไปอยู่เมืองเป๊กเสีย แล้วขอความช่วยเหลือจากเล่าฮอง เบ้งตัด ซึ่งอยู่เมืองซงหยง ฝ่ายเล่าฮอง เบ้งตัด ก็มิช่วยเหลือกวนอูรู้ดังนั้นเห็นจะต้านทานที่เมืองเป๊กเสียไม่ได้ ให้จิวฉองอยู่รักษาเมืองเป๊กเสียไว้ แล้วก็หลบหนีออกมาหวังไปเสฉวน ทหารซุนกวนก็จับกวนอูได้ ฝ่ายซุนกวนเห็นว่ากวนอูมีความซื่อสัตย์นัก เห็นจะเลี้ยงไว้มิได้ก็ให้ประหารกวนอู กวนเป๋งเสีย ฝ่ายจิวฉองรู้ดังนั้นก็เอาดาบเชือดคอตายตาม
ตอนที่ 56 โจโฉตาย
              ฝ่ายเล่าปี่ครั้นรู้ข่าวกวนอูแล้วก็ร้องไห้สิ้นสติสมประดีไป ครั้นฟื้นขึ้นก็ว่าจะปองล้างกังตั้งตลอดไป แล้วจะยกทหารไปล้างกังตั้งเสีย ฝ่ายขงเบ้งให้ระงับไว้ก่อน เล่าปี่ก็ยอม แล้วก็ให้ฆ่าเล่าฮอง บุตรบุญรรรมเสีย ส่วนเบ้งตัดหนีไปสวามิภักดิ์แก่โจผี
 อยู่มาโจโฉคิดสร้างวังใหม่ เห็นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งโจโฉสั่งให้ตัดเสีย ชาวบ้านจึงว่าต้นไม้ต้นนี้มีเทพารักษ์สถิตอยู่ โจโฉมิได้กลัวก็สั่งให้ตัดเสีย ต่อมาโจโฉก็ถูกเทพารักษ์ มาหลอกหลอนตลอด โจโฉก็ปวดหัวเป็นกำลัง ให้หาหมอฮัวโต๋มารักษา ครั้นหมอฮัวโต๋มาถึงก็เสนอการรักษา ให้ผ่าศรีษะ ชำระโรค โจโฉได้ยินดังนั้นก็โกรธ ว่าเป็นอุบายจะฆ่าตัวให้ตาย ก็จับหมอฮัวโต๋ไปใส่คุกทรมานอยู่ อยู่มาไม่นานหมอฮัวโต๋ก็ตาย
 ฝ่ายโจโฉโรคปวดหัวก็กำเริบเป็นกำลัง แล ไปเห็นนางตังกุยหุย นางฮกเฮา ฮกอ้วน ตังสิน ซึ่งโจโฉฆ่านั้น มาหลอกหลอน ทั้งได้ยินเสียงปีศาจร้องไห้เซ็งแซ่ ก็เห็นว่าตัวจะมิรอดแล้ว ก็ให้หาโจหอง ต้นกุ้ย สุมาอี้ กาเซี่ยง ฝากฝัง บุตรภรรยา ให้โจผีสืบทอดตำแหน่งต่อไป สั่งแล้วก็ทอดใจใหญ่ ก็ผวาล้มลงขาดใจตาย เมื่อโจโฉตายนั้น อายุได้หกสิบหกปี พระเจาเหี้ยนเต้มาอยู่เมืองฮูโต๋ได้ยี่สิบห้าปี
 ฝ่ายพระเจ้าเหี้ยนเต้ก็พระราชตราตั้งให้แก่โจผี ให้สืบดำรงตำแหน่งโจโฉต่อไป ฝ่ายโจสิดน้องโจผี ก็มิได้มายอมคำนับศพบิดา โจผีจึงสั่งให้ลงอาญาแก่โจสิด ฝ่ายโจสิดก็มิได้เกรงกลัว โจผีก็โกรรนักให้เคาทูไปจับตัวโจสิดมา ฝ่ายมารดาโจผีเห็นโจผีทำดังนั้นก็ร้องไห้อ้อนวอน โจผีก็ให้โจสิดทำโคลงเกี่ยวกับพี่น้อง ภายในเจ็ดก้าวโดยมิให้เอ่ยคำว่าพี่น้อง หากทำมิได้ก็จะให้ฆ่าเสีย โจสิดก็มิย่อท้อ เดินคิดโคลงได้เจ็ดก้าวก็เอ่ยว่า คั่วถั่วเอากิ่งถั่วมาเป็นฟืนไฟ เมล็ดถั่วในกระทะจะ ไหม้ก็เพราะกิ่งถั่วต้นรากอันเดียวกันนั่นเอง เหตุใดจึงเร่งไฟให้หนักนัก โจผีได้ยินก็รำลึกถึงพี่น้องแล้วก็ร้องไห้รัก ให้โจสิดไปอยู่เมืองอันเหียง แลตัวโจผีนั้นก็ทำยศยิ่งกว่าโจโฉข่มเหง พระเจ้าเหี้ยนเต้ ฝ่ายแฮหัวตุ้นป่วยเป็นไข้หนัก อยู่มาไม่นานก็ตาย
                อยู่มาโจผีบังคับให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ออกเสีย จากบัลลงค์ แล้วให้โจผีขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แทน สถาปนาราชวงค์วุยให้ไปสร้างวังใหม่อยู่ ณ เมืองลกเอี๋ยง
                ฝ่ายขงเบ้งแจ้งดังนั้น ก็จัดแจงทำพิธียกเล่าปี่ขึ้นเป็นกษัตริย์บ้าง

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป 

ดูหนัง ← 📽 (ภาพยนตร์ปี พ.ศ. 2539) Dangerous Years เด็กเสเพล

ไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำกับโดย นพพร วาทิน สร้างจาก เด็กเสเพล โดย ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิอำนวยการสร้างเจริญ เอี่ยมพึ่งพร    นักแสดง วินรวีร์ ใหญ่เสมอ รับบท ทิน/สันต์ คาเรน คล่องตรวจโรค รับบท กอบกุล พิศาล อัครเศรณี รับบท ครูศักดิ์ รุจน์ รณภพ รับบท ชด บริบูรณ์ จันทร์เรือง รับบท จ้อน เขตต์ ฐานทัพ รับบท ป้อ

คำอธิบาย
 เป็นภาพยนตร์ไทยแนวดรามาจากค่ายไฟว์สตาร์โปรดักชั่น กำกับโดย นพพร วาทิน สร้างจากนวนิยายของ ฉัตรชัย วิเศษสุวรรณภูมิ หรือที่รู้จักในชื่อ พนมเทียน ศิลปินแห่งชาติ ที่ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2503 ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงวัยรุ่นที่หลงเดินทางเข้าสู่ชีวิตแห่งอาชญากรรม เข้าฉายเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2539 และได้ถูกสร้างใหม่เป็นละครโทรทัศน์ในชื่อเดียวกันในปี พ.ศ. 2563
"'เด็กเสเพล 2020' งานดี สะท้อนชีวิตวัยรุ่น"Maya Channel. 19 May 2020. คลังข้อมูลเก่าเก็บจากแหล่งเดิมเมื่อ 2022-07-23. สืบค้นเมื่อ 29 October 2020.Inta, Natthaphon (7 November 2018). "ปัดฝุ่น'เด็กเสเพล' สร้างในรูปแบบละคร คว้า'บลิว'หัวโจกปะทะ'เขตต์ ฐานทัพ'"Khaosod. Matichon Publishing Group. สืบค้นเมื่อ 29 October 2020.

ที่หมู่บ้านชายแดน เกิดความรุนแรงขึ้นระหว่าง กองทัพไทย กับ ขบวนการ คอมมิวนิสต์ ระหว่างการต่อสู้ ภรรยาของศักดิ์ถูกฆ่าตาย อย่างไรก็ตาม ลูกชายของเขาหายตัวไป ทินหรือสันต์ ลูกชายของศักดิ์เติบโตมาในสภาพยากจนข้นแค้นและกลายเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งโจร อยู่มาวันหนึ่ง ทิน ทำร้ายผู้หญิงและขโมยกระเป๋าเงินของเธอ เขาหลบตำรวจโดยซ่อนตัวอยู่ในโรงเรียนที่ศักดิ์สอนอยู่ จากจุดนั้น ศักดิ์พยายามเกลี้ยกล่อมทินว่าชีวิตของอาชญากรไม่ใช่สิ่งที่เขาควรจะเป็น
 วินรวีร์ ใหญ่เสมอ คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากงานประกาศ รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ปี พ.ศ. 2540 โดยภาพยนตร์ยังได้รับอีก 2 รางวัลคือ ถ่ายภาพยอดเยี่ยม โดยคุณ ปรีชา ชื่นชม และ บันทึกเสียงยอดเยี่ยม โดย ห้องบันทึกเสียงรามอินทรา

ดูหนัง ← 🎬 ( พ.ศ. 2517) หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์

🎬 เรื่องย่อ: เมื่อเหล่าสัตว์ประหลาดบุกทำลายล้างโลก เหล่ายอดมนุษย์อุลตร้าแมนทั้ง 6 พี่น้อง (โซฟี่, อุลตร้าแมน, อุลตร้าเซเว่น, แจ็ค, เอซ, ทาโร่) จึงต้องร่วมมือกับ "หนุมาน" เทพเจ้าวานรแห่งสยาม เพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติ การต่อสู้สุดมันส์และฉากสังหารโหดในตำนานจึงเริ่มขึ้น!
ตัวอย่างไชโยภาพยนตร์เรื่องหนุมาน พบ 7ยอดมนุษย์ ปี พ.ศ. 2517 — ดูที่มาวีดีโอในยูทูป กด หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ เป็นภาพยนตร์ไทยที่มีการร่วมมือระหว่างไชโยภาพยนตร์ ของไทย โดยสมโพธิ แสงเดือนฉาย และสึบูรายะพรอดักชันส์ ของญี่ปุ่น เข้าฉายในประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2517 และได้กลับนำถูกฉายใหม่อีกครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2544 โดยได้ปรับปรุงส่วนเสียงพากย์และดนตรีประกอบเข้ามาใหม่ นักแสดงนำ ยอดชาย เมฆสุวรรณ , ภาวนา ชนะจิต


ในประเทศญี่ปุ่นก็ได้ถูกฉายในชื่อว่า 6 พี่น้องอุลตร้า VS กองทัพสัตว์ประหลาด (ウルトラ6兄弟VS怪獣軍団 (Urutora Roku Kyōdai tai Kaijū Gundan)) เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1979 (พ.ศ. 2522) 

 เป็นเรื่องราวของเด็กชายโก๊ะที่ถูกโจรที่ขโมยตัดเศียรพระยิงตาย จนเจ้าแม่อุลตร้าเห็นความดีของโก๊ะ จึงเรียกวิญญาณของหนุมานเพื่อให้เป็นร่างที่อาศัยอยู่ของหนุมาน ต่อมาในวันหนึ่ง การทดลองจรวดของดร.วิสุทธิ์ เกิดการผิดพลาดจนทำให้สัตว์ประหลาด 5 ตัวอาละวาดจนทำให้หนุมานสู้คนเดียวจนพ่ายแพ้ เหล่าพี่น้องอุลตร้าทั้งหกต้องไปช่วยจนชนะเหล่าสัตว์ประหลาดได้
 หนุมานพบ 11 ยอดมนุษย์ เป็นภาพยนตร์ไทยที่ฉายในช่วงปี พ.ศ. 2527 เป็นการนำ หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ มาฉายใหม่อีกครั้ง โดยเพิ่มฉากของภาพยนตร์ อุลตร้าแมน ZOFFY นักรบอุลตร้า VS กองทัพสัตว์ประหลาด มาตัดต่อใหม่เพิ่มเติม ซึ่งได้เพิ่มตัวละครที่ปรากฏในภาพยนตร์คือ เจ้าพ่ออุลตร้า, อุลตร้าแมนเลโอ, แอสตร้า, อุลตร้าแมนคิง, อุลตร้าแมน 80, ยูเลี่ยน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ ปทุมปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๙๐)

ว่าด้วยผลแห่งการโยนดอกปทุมขึ้นบูชา
 [๙๒] เราเข้าไปยังป่าบัว บริโภคเหง้าบัวอยู่ ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า
ผุสสะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ เราจับดอกปทุมโยนขึ้นไป ในอากาศ เราระลึกถึงกรรมอันลามกแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต ครั้น บวชแล้ว มีกายและใจอันสำรวมแล้ว ละวจีทุจริต ชำระอาชีพให้บริสุทธิ์ แต่กัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราบูชา (พระพุทธเจ้าด้วย) ดอกไม้ใด ด้วยกรรม นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ได้มีพระเจ้าแผ่นดิน (จักรพรรดิ) ๑๘ พระองค์ ทรงพระนามเหมือนกันว่า ปทุมภาส ในกัลปที่ ๑๘ ได้มีพระเจ้าแผ่นดิน ๔๘ พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปทุมปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ปทุมปุปผิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. ติมิรปุปผิยเถราปทาน ๒. คตสัญญกเถราปทาน
             ๓. นิปันนัญชลิกเถราปทาน ๔. อโธปุปผิยเถราปทาน
             ๕. รังสิสัญญกเถราปทาน    ๖. รังสิสัญญิกเถราปทาน
             ๗. ผลทายกเถราปทาน      ๘. สัททสัญญกเถราปทาน
             ๙. โพธิสิญจกเถราปทาน   ๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน
                และท่านประกาศคาถาไว้ ๕๖ คาถา.

จบ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค ๑๐. ปทุมปุปผิยเถราปทาน (๙๐)
         ๙๐. อรรถกถาปทุมปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปทุมปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า โปกฺขรวนํ ปวิฏฺโฐ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ก็ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เข้าไปสู่สระโบกขรณีแห่งหนึ่งอันสมบูรณ์ด้วยดอกปทุม กัดกินเหง้าบัว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะเสด็จไป ณ ที่ไม่ไกลแห่งสระโบกขรณี มีใจเลื่อมใส เก็บดอกปทุมจากสระขว้างไปบนอากาศ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. ได้กระทำดอกไม้เหล่านั้นให้เป็นเพดานในอากาศ. ท่านมีใจเลื่อมใสโดยประมาณยิ่ง บวชแล้ว มีวัตรปฏิบัติเป็นสาระ บำเพ็ญสมณธรรม จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นเหมือนกระทำมละในภพชั้นดุสิต เกิดในที่นั้น และเสวยกามาวจร ๖ ชั้นตามลำดับ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลังท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โปกฺขรวนํ ปวิฏฺโฐ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- 
         ชื่อว่าโปกขระ เพราะกล้าแข็งกว่า ก้าน ใบของไม้อ้อโดยประการ ชื่อว่า โปกขรวนะ เพราะเป็นที่ประชุม เพราะอรรถว่าตั้งขึ้นแห่งใบบัว. 
         อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้เข้าไปสู่ท่ามกลาง อันประดับด้วยกอและกองแห่งปทุม. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาปทุมปุปผิยเถราปทาน
         จบอรรถกถาติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ โพธิสิญจกเถราปทานที่ ๙ (๘๙)

ว่าด้วยผลแห่งการรดน้ำโพธิพฤกษ์
 [๙๑] ได้มีการฉลองพระมหาโพธิแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าวิปัสสี ในกาลนั้น
เราบวชอยู่ได้ถือเอาดอกโกสุมเข้าไปบูชา แล้วเอาน้ำเข้าไปรดที่โพธิพฤกษ์ ด้วยกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคทรงพ้นแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้พ้น ทรง ดับแล้ว จักทรงยังสรรพสัตว์ให้ดับหนอ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ รดน้ำโพธิพฤกษ์ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ รดน้ำไม้โพธิ์ ในกัลปที่ ๓๓ อันกำลังเป็นไป ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็น จอมชนรวม ๘ พระองค์ ทรงพระนามว่าอุทกาเสจนะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโพธิสิญจกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ โพธิสิญจกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. โพธิสิญจกเถราปทาน (๘๙)
         ๘๙. อรรถกถาโพธิสิญจกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระโพธิสิญจกเถระมีคำเริ่มต้นว่า วิปสฺสิสฺส ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในอเนกชาติ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บวชในพระศาสนา ยังพระศาสนาให้งามด้วยวัตรปฏิบัติ เห็นมหาชนพากันบูชาต้นโพธิ์ จึงให้คนถือเอาดอกไม้และของหอมเป็นอันมากบูชา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก เสวยกามาพจรสมบัติ ๖ ชั้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านเป็นพระอรหันต์แล้ว ให้กาลล่วงไปด้วยสุขอันเกิดแก่ผลแห่งฌาน ระลึกถึงบุพกรรม เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิปสฺสิสฺส ภควโต ดังนี้. 
         ในคำเหล่านั้นมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ 
         ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นคุณวิเศษ คืออรรถอย่างยิ่ง ได้แก่พระนิพพาน. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นชนผู้ควรและไม่ควรแก่การตรัสรู้โดยวิเศษ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าวิปัสสี เพราะเห็นแจ้งชัด คือมีปกติเห็นสัจจะ ๔. 
         เชื่อมความว่า เราได้เป็นผู้บูชาต้นมหาโพธิ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีนั้น. 
         ในคาถานั้น ญาณในมรรคทั้ง ๔ ท่านเรียกว่า โพธิ ในบทว่า มหาโพธิ นี้. 
         แม้ในคาถานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ต้นโพธิ์นั้น ตรัสรู้สัจจะ ๔ นั้น เพราะฉะนั้น แม้ต้นกรรณิการ์ ท่านก็เรียกว่าโพธิ์เหมือนกัน. โพธินั้นอันเทพ พรหม นระและอสูรบูชาแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่ามหาโพธิ์. 
         อีกอย่างหนึ่ง ที่ท่านเรียกว่าโพธิ์ เพราะเป็นที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่. 
         อธิบายว่า ได้มีการบูชาใหญ่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโพธิสิญจกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ สัททสัญญกเถราปทานที่ ๘ (๘๘)

ว่าด้วยผลแห่งการเลื่อมใสตามเสียงแสดงธรรม
 [๙๐] เราอยู่บนเครื่องลาดใบไม้ ณ ภูเขาหิมวันต์
ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสุรเสียง ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าผุสสะ กำลังทรงแสดงธรรม ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สัททสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. สัททสัญญกเถราปทาน (๘๘)
         ๘๘. อรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสัททสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่งพระนิพพานในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธา บวชเป็นดาบสอยู่ในป่าหิมวันต์ ได้สดับธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าไปใกล้เพื่ออนุเคราะห์ตน ยังจิตให้เลื่อมใสในธรรมทั้งหลาย ดำรงอยู่จนตลอดอายุ ภายหลังทำกาละแล้ว เสวยกามาพจรสมบัติในสวรรค์ ๖ ชั้นมีชั้นดุสิตเป็นต้น และเสวยสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         คำนั้นทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ ผลทายกเถราปทานที่ ๗ (๘๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลไม้
 [๘๙] เราทรงหนังสัตว์หยาบอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ได้เห็นพระชินเจ้าผู้ประเสริฐ
พระนามว่าผุสสะ จึงถือผลไม้ไปถวาย เรามีใจผ่องใส ได้ถวายผลไม้ใด ผลไม้นั้นบังเกิดแก่เราในภพที่เราเกิดแล้ว ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ ถวายผลไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย ผลไม้ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ชัดแจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระผลทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ ผลทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. ผลทายกเถราปทาน (๘๗)
         ๘๗. อรรถกถาผลทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระผลทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ได้รับความสุข ละสิ่งทั้งปวงออกบวชเป็นดาบส นุ่งหนังสัตว์กระด้างอยู่. 
         ก็สมัยนั้น ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เสด็จถึง ณ ที่นั้น มีใจเลื่อมใส ถือเอาผลไม้มีรสอร่อยถวายให้เสวย เพราะกุศลนั้นๆ เอง ท่านจึงเสวยบุญสมบัติในเทวโลกเป็นต้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         คำนั้นทั้งหมดมีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล.
         จบอรรถกถาผลทายกเถราปทาน

10 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ รังสิสัญญิกเถราปทานที่ ๖ (๘๖)

ว่าด้วยผลแห่งการทำจิตให้เลื่อมใสในพุทธรัศมี
 [๘๘] เราทรงผ้าเปลือกไม้คากรองอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ ขึ้นสู่ที่จงกรมแล้วนั่งผินหน้า
ไปทางทิศปราจีน เราได้เห็นพระสุคตเจ้าพระนามว่าผุสสะ ผู้ยินดีในฌาน ทุกเมื่อ (เสด็จมา) บนภูเขา จึงประนมอัญชลีแล้วยังจิตให้เลื่อมใสในพระ รัศมี ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระรัศมี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว 
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ รังสิสัญญิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. รังสิสัญญิกเถราปทาน (๘๖)
         ๘๖. อรรถกถาทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน๑-
๑- บาลีว่า รังสิสัญญิกเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระทุติยรังสิสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพที่ตนเกิดแล้วๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าผุสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในการครองเรือนนั้น ละการครองเรือนนั้นบวชเป็นดาบส อยู่ที่หิมวันตบรรพต นุ่งห่มเปลือกปออยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่วิเวก. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ เสด็จถึงประเทศนั้น เห็นพระพุทธรังสีมีพรรณะ ๖ อันซ่านออกจากพระสรีระของพระองค์ซ่านไปข้างโน้นข้างนี้อยู่ เหมือนแผ่ซ่านออกแห่งไฟชนวน เลื่อมใสในพระองค์ ประคองอัญชลีถวายบังคม ยังจิตให้เลื่อมใส กระทำกาละด้วยปีติและโสมนัสนั้นๆ เอง บังเกิดในเทพชั้นดุสิตเป็นต้น เสวยกามาพจร ๖ ชั้นในภพเหล่านั้น. 
         และครั้นภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล แห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว บวช ด้วยอำนาจวาสนาในกาลก่อน ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         คำนั้นทั้งหมดมมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาทุติยรังสิสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ รังสิสัญญกเถราปทานที่ ๕ (๘๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคม
 [๘๗] เมื่อก่อน เราสำเร็จการอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เรานุ่งห่มหนังสัตว์อยู่ในระหว่าง
ภูเขา เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ ดุจพระอาทิตย์ แผดแสง เสด็จเข้าป่า งามเหมือนพระยารังมีดอกบาน จึงยังจิตให้เลื่อมใส ในรัศมีแล้วนั่งกระโหย่ง ประนมอัญชลี ถวายบังคมแด่พระผู้มีพระภาค พระนามว่าวิปัสสี ด้วยเศียรเกล้า ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา ในรัศมี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
               พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระรังสิสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ รังสิสัญญกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. รังสิสัญญกเถราปทาน (๘๕)
         ๘๕. อรรถกถารังสิสัญญกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระรังสิสัญญกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือนเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการครองเรือน บวชเป็นดาบส ทรงหนังสือเหลือง สำเร็จการอยู่ในหิมวันตบรรพต. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เสด็จไปยังหิมวันตบรรพต. 
         ลำดับนั้น ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จเข้าหิมวันตบรรพตนั้น เลื่อมใสในพุทธรังสีมีวรรณะ ๖ อันซ่านออกจากพระวรกายแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประคองอัญชลี ได้กระทำนอบน้อมด้วยองค์ ๕. 
         ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยทิพยสมบัติในเทพชั้นดุสิตเป็นต้น ครั้นภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน เห็นโทษในการอยู่ครองเรือนนั้น ละเรือนบวชไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพเต ความว่า ชื่อว่าปัพพตะ เพราะพอกพูนคือเจริญโดยประการ. ชื่อว่าหิมวันตะ เพราะภูเขานั้นมีหิมะ. ภูเขานั้นด้วย หิมวันต์ด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าหิมวันตบรรพต. 
         เมื่อจะกล่าว หิมวนฺตปพฺพโต ท่านกล่าวเสียว่า ปพฺพเต หิมวนฺตมฺหิ เพื่อสะดวกแก่คำเป็นคาถา. 
         เชื่อมความว่า ในกาลก่อน เราสำเร็จการอยู่ ณ บรรพต ชื่อว่าหิมวันต์นั้น. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารังสิสัญญกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ติมิรปุปผิยวรรคที่ ๙ อโธปุปผิยเถราปทานที่ ๔ (๘๔)

ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา
 [๘๖] ภิกษุชื่ออภิภู เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี มี
อานุภาพมาก บรรลุวิชชา ๓ เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ในกาลนั้น แม้เราก็เป็นฤาษีผู้ชำนาญ ในอัปปมัญญาและฤทธิ์อยู่ในอาศรมรมณิยสถาน ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เรา ปรารถนาภูเขาอย่างยิ่ง เปรียบเหมือนนกในอากาศปรารถนาอากาศ ฉะนั้น เราเก็บดอกไม้ที่เชิงเขาแล้ว มาสู่ภูเขา หยิบดอกไม้ ๗ ดอกโปรยลงบน พระเศียร เราอันพระวีระแลดูแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศปราจีน เรามุ่ง ไปสู่ที่อยู่ ถึงอาศรมแล้ว เก็บหาบเครื่องบริขาร แล้วเดินไปตามระหว่าง ภูเขา งูเหลือมเป็นสัตว์ร้ายกาจ มีกำลังมาก รัดเรา เราระลึกถึงบุรพกรรม ได้ทำกาละ ณ ที่นั้น ในกัลปที่ ๓๑
                แต่กัลปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอโธปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ อโธปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๙. ติมิรปุปผิยวรรค. อโธปุปผิยเถราปทาน (๘๔)
         ๘๔. อรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอโธปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพเป็นอันมาก ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้วอยู่ครองเรือน ครั้นภายหลังท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย ละการอยู่ครองเรือนนั้นแล้ว บวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ และถึงความเป็นผู้ชำนาญ อาศัยอยู่ในป่าหิมวันต์. 
         พระอัครสาวกชื่อว่าอภิภู ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี นั้น ยินดียิ่งในวิเวก ได้ไปสู่ป่าหิมวันต์. 
         ครั้งนั้น เราเห็นพระอัครสาวกเถระนั้นแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาที่พระเถระยืนอยู่ ถือเอาดอกไม้ ๗ ดอกสมบูรณ์ด้วยสี มีกลิ่นหอม จากพื้นภายใต้แห่งภูเขามาบูชา. 
         ครั้งนั้น พระเถระนั้นได้กระทำอนุโมทนาแก่ท่าน. 
         ฝ่ายดาบสนั้นก็ได้ไปยังอาศรมของตน. ท่านถูกงูเหลือมตัวหนึ่งในที่นั้นรัดเอา ภายหลังท่านมีฌานไม่เสื่อม ถูกอันตรายนั้นนั่นรบกวนกระทำกาละแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยพรหมสมบัติและฉกามาวจรสมบัติ และยังมนุษยสมบัติทั้งหลายให้สิ้นไป. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใสบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ภายหลังท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญกรรมที่ตนทำไว้ว่า อโธปุปผิยเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่งท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภิภู นาม โส ภิกฺขุ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคนเหล่าอื่นด้วยศีลและสมาธิ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคือท่วมทับมารมีขันธมารเป็นต้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอภิภู เพราะครอบงำคือกำจัดกิเลสที่อยู่ในสันดานของตนและของคนเหล่าอื่น. 
         ชื่อว่าภิกขุ เพราะมีปกติขอ คือมีการขอเป็นปกติ. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าภิกขุ เพราะทรงไว้ซึ่งแผ่นผ้าที่ถูกตัดถูกทำลาย. 
         อธิบายว่า ภิกษุผู้เป็นพระอัครสาวกนั้นชื่อว่าอภิภู. 
         เชื่อมความว่า พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี. 
         บทว่า อชคโร มํ ปิเฬสิ๑- ความว่า งูเหลือมใหญ่เบียดเบียน พระดาบสผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเห็นปานนั้น ท่านถูกอันตรายนั้นนั่นแลรบกวนมีฌานไม่เสื่อม ทำกาละแล้ว มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
          - บาลีว่า อชคโรปิ ปีเฬสิ.
จบอรรถกถาอโธปุปผิยเถราปทาน