วิมานควงโพธิ์
![]() |
|
กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาชั้นกามาพจรทั้ง 6 ชั้น ได้มายืนอยู่ ณ ทิศตะวันออกเบื้องหน้าของพระโพธิสัตว์ ซึ่งประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิโดยคิดว่าใครๆอย่างทำอันตรายใดๆ แก่ พระโพธิสัตว์ ทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ก็เช่นเดียวกันเทวดาทั้งหลายได้คอยระวังรักษาอยู่แล้ว กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแล้วที่ควงต้นโพธิในเวลานั้น พระองค์ทรงเปล่งรัศมี ชื่อ โพธิสัตวะสัญโจทนี (กระตุ้นเตือนพระโพธิสัตว์)

ซึ่งเป็นรัศมีที่ทำให้พุทธเกษตร (เขตแห่งพระพุทธเจ้า) ทั้งปวงมีธรรมธาตุเป็นยอด อันจะประมาณจะนับมิได้ มีอากาศธาตุเป็นที่สุดสว่างไสวในทิศทั้ง 10 โดยรอบ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ พระนามว่า ลลิตวยูหะ ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคตพระนามว่าวิมลประภาส ในโลกธาตุปราศจากมลทินด้านทิศตะวันออก องค์พระโพธิสัตว์ลลิตวยูหะ มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้ว ได้นำหน้าเข้าไปที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้ว ได้กระทำการแสดงอย่างยอดยิ่งด้วยฤทธิ์เพื่อทำการบูชาพระโพธิสัตว์ในเวลานั้น พุทธเกษตรทั้งปวงมีอากาศธาตุเป็นที่สุดในทิศทั้ง 10 ได้ปรากฏเป็นเพียงบริเวณเดียวแห่งแก้วไพบูลย์เขียวบริศุทธด้วยการแสดงอย่างยอดยิ่งด้วยฤทธิ์นั้น แสดงให้เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งอยู่ที่ควงต้นโพธิ เบื้องหน้าของสัตว์ทั้งหลายผู้เข้ามาถึง (เกิด) คติ 5 (*) สัตว์เหล่านั้นชี้นิ้วไปทางเดียวกันตรงไปยังพระโพธิสัตว์ บอกซึ่งกันและกันว่านี้ใครเป็นสัตว์งามอย่างนี้ นี้ใครเป็นสัตว์สง่าอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ทรงนิรมิตซึ่งพระโพธิสัตว์จำลองทั้งหลายไว้เบื้องหน้าของสัตว์ทั้งหลาย (ผู้เข้าถึงคติ 5) เหล่านั้น พระโพธิสัตว์จำลองเหล่านั้นได้กล่าวเป็นคำประพันธ์เหล่านี้ในที่นั้นๆว่า
1 ความนึกคิดที่ถอนความขุ่นมัว คือความรักและความชัง แสงสว่างที่ทำให้กายมีแสงสว่างเปล่งออกไปทั่วทิศทั้ง 10 ทะเลแห่งกัลปที่รวบรวมสมาธิ ชญาน อันเป็นบุณย เจริญแล้ว ของท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น คือพระศากยมุนี มหามุนีองค์ประเสริฐ ทิศทั้งปวงย่อมรุ่งเรืองๆ ดังนี้แล ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่ารัตนฉัตรกูฎสัตทรรศนะถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่า รัตนารจิษะ แห่งโลกธาตุซึ่งมีวิมานรัตนะด้านทิศใต้ มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้ว ได้นำหน้าเข้าไปที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้วก็กางกั้นสถานที่เฉพาะบริเวณทั้งหมดนั้นด้วยฉัตรแก้วคันหนึ่ง เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์ องค์ศักร พรหม และโลกบาลทั้งหลาย ได้พูดคำนี้ซึ่งกันและกันในที่นั้นว่านี่เป็นผลของอะไร วิมานฉัตรแก้วเช่นนี้ นี้ ปรากฏแล้วด้วยผลอะไร ครั้นแล้วจึงเปล่งคำประพันธ์นี้จากฉัตรแก้วนั้นว่า
2 ใครให้ฉัตรหมื่นพันโกฏิและให้ของหอม ให้รัตนะ ด้วยจิตไมตรีในสัตว์หาประมาณมิได้ ใครดำรงอยู่ในธรรมอันหยุดแล้ว ท่านผู้นี้นั้นมีลักษณะประเสริฐ กระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีกำลังเหมือนนารายณ์ ท่านผู้นี้นั้น(พระรัตนฉัตรกูฏสันทรรศนะ) เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม เข้าไปสู่โคนต้นโพธิเพื่อทำบูชาพระโพธิสัตว์นั้นฯ ดั่งนี้ ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า อินทรชาลี ถุกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่าปุษปาวลิวนราชิกสุมิตาภิชญะแห่งโลกธาตุสีดอกจัมปา ด้านทิศตะวันตก มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้ว ได้นำหน้าเข้าไปที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นถึงแล้ว ก็คลุมสถานที่เฉพาะบริเวณทั้งหมดด้วยข่ายแก้วผืนหนึ่ง เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์ เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ทั้งหลาย ในทิศทั้ง 10 ได้พูดกันในที่นั้นอย่างนี้ว่า ขบวนรัศมีเช่นนี้ เป็นของใคร ครั้นแล้ว จึงเปล่งคำประพันธ์นี้จากข่ายแก้วนั้นว่า
3 ธงรัตนะเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นที่ยินดีในโลกทั้ง 3สูงกว่ารัตนะมีชื่อเสียงเป็นทียินดี ยินดีแล้วในธรรมดีงาม และผู้ถึงความเพียร จะไม่ตัดซึ่งรัตนะทั้ง 3 (รัตนตรัย) ท่านผู้นั้นถึงซึ่งความประเสริฐ จะบรรลุโพธิบูชาพระโพธิสัตว์นั้น ฯ ดังนี้ ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า วยูหราช ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่าจันทรสูรยชิหมีกรประภะ แห่งโลกธาตุเป็นที่วนเวียนของดวงอาทิตย์ด้านทิศเหนือ มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้ว แสดงขบวนคุณแห่งพุทธเกษตรทั้งหมดเหล่านั้นในสถานที่เฉพาะบริเวณนั้นในโลกธาตุทั้งปวง จนทั่วทิศทั้ง 10 มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายบางองค์กล่าวในที่นั้นอย่างนี้ว่า
4 ใครชำระกายให้สะอาด้วยบุณยและชญานจำนวนมาก ใครชำระวาจากให้สะอาด ด้วยพรตและตบะ ด้วยสัตยธรรม ใครชำระจิตให้สะอาดด้วยหิริ(ความละอายบาป) และธฤติ(ความมั่นคง) ด้วยกรุณาและไมตรี ท่านผู้นี้นั้น เข้าไปสู่ต้นโพธิบูชาพระศากยผู้เลิศดังนี้ ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า คุณมติ ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่า คุณราชประภาสะ แห่งโลกธาตุอันเป็นบ่อเกิดคุณธรรมด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้วนิรมิตเรือนยอดเป็นขบวนแห่งคุณธรรมทั้งปวงในสถานที่เฉพาะบริเวณนั้น เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์ บริวารทั้งหลายของพระโพธิสัตว์องค์นั้น ได้กล่าวอย่างนี้ว่า
5 เทวดา อสูร ยักษ์ งูใหญ่ ทั้งหลาย ประกอบด้วยกลิ่นหอมคือคุณธรรมอยู่เสมอ ด้วยคุณทั้งหลายของท่านผู้ใด ท่านผู้นั้น เป็นผู้มีคุณธรรมยังตระกูลแห่งความรุ่งเรืองด้วยคุณธรรมให้เกิดขึ้น เป็นทะเลแห่งคุณธรรมได้เข้าไปแล้วที่กกโพธิฯ ตั่งนี้ ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า รัตนสัมภาวะ ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่า รัตนยัษฏิ แห่งโลกธาตุเป็นแดนเกิดรัตนะ ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้ว นิรมิตปราสาทรัตนะนับจำนวนไม่ถ้วนในสถานที่เฉพาะบริเวณนั้น เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์และได้เปล่งคำประพันธ์นี้ออกมาจากปราสาทรัตนะนั้นว่า
6 ท่านผุ้ใดสละแผ่นดิน พร้อมทั้งมหาสมุทร และสละรัตนะทั้งหลายเป็นอันมาก และสละปราสาท ตำหนักมีหน้าต่าง และยาน(*) ทั้งหลายอันเทียมแล้ว และปราสาทที่สร้างแล้ว พวงมาลัยดอกไม้อย่างงาม สวนสระน้ำและสภา(ที่ประชุม) ท่านผู้นั้น มีมือ มีเท้า มีศีรษะ มีตา ยืนอยู่แล้วที่ควงต้นโพธิ ฯ ดังนี้ ฯ
* ในฉบับราเชนทรลาลมิตรว่า ยานมีม้าเทียมทั้งคู่
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า เมฆกูฏาภิครรชิตสวระ ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่าเมฆราช แห่งโลกธาตอันมีเมฆ ในทิศตะวันตก มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้ว นิรมิตเมฆขนาดหนักเป็นไปตามฤดูกาล ยังฝนผงไม้จันทน์อุรคสาร ให้ตกลงในสถานที่เฉพาะบริเวนนั้น เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์ และเปล่งคำประพันธ์นี้ออกมาจากเมฆนั้นว่า
7 เมฆคือธรรม เขยื้อนแล้ว แสงสว่างน้อมไปในวิทยาในไตรภพทั้งปวง ฝนคือสัทธรรมและวิราคะ (ความปราศจากกำหนัด) และอมฤตะอันระคนเคล้านิรวาณ ตกลงแล้ว ท่านผู้นั้นจะตัดเถาวัลย์เครื่องผูกมัดคือราคะเกลศทั้งปวง ซึ่งเป็นความคิดนึกในใจ ท่านถูกฤทธิ์แห่งธยานแห่งพละ และแห่งอินทรีย์ทั้งหลายทำให้บานแล้ว จะถวายการกระทำด้วยศรัทธา ฯ ดังนี้ ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า เหมชาลาลังกฤต ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่ารัตนัจฉัตราภยุทคตาวภาสะ แห่งโลกธาตุอันปกคลุมด้วยข่ายทองในทิศเหนือ มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้วนิรมิตพระโพธิสัตว์จำลองประดับด้วยลักษณะ 32 ประการในเรือนยอดและปราสาทรัตนะนั้นๆทั้งปวง เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จำลองทั้งหมดนั้นถือพวงมาลัยดอกไม้เป็นของแทวดาและของมนุษย์น้อมกายเข้าไปยังพระโพธิสัตว์ประทับ ห้อยพวงมาลัยเหล่านั้นไว้แล้ว พระโพธิสัตว์จำลองเหล่านั้น ได้กล่าวคำประพันธ์เหล่านี้ว่า
8 ท่านผู้ใด สรรเสริญพระพุทธเจ้าในอดีตตึ้งหมื่น ยังศรัทามากให้เกิดขึ้นด้วยความเคารพ กล่าวคำไพเราะดังว่าเสียงกังวาลของพรหม เข้าไปสู่ควงไม้โพธิข้าพเจ้าขอนมัสการท่านผู้นั้น เหนือศีรษะ ฯ ดังนี้ ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า รัตนครรภ ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่า สมันตทรรศินะฯ แห่งโลกธาตุอันเห็นได้รอบด้าน ในทิศเบื้องต่ำมีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้ว แสดงดอกบัวทองชมพูนท ผุดขึ้นในสถานที่เฉพาะบริเวณล้อมแล้วด้วยแก้วไพฑุรย์นั้น เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์แสดงเป็นหญิงครึ่งตัวนั่งอยู่ในฝักบัวเหล่านั้น มีรูปร่างงาม ประดับด้วยเครื่องประดับพร้อมสรรพ มือทั้งหลาย ทั้งซ้าย ขวา ประคองเครื่องประดับต่างๆ เช่นเป็นต้นว่ากำไลทอง สายสร้อย มุกดาหารร้อยเชือกทอง น้อมกายเข้าไปยังควงไม้โพธิและที่พระโพธิสัตวืประทับ ห้อยพวงมาลัยกลีบดอกไม้ หญิงเหล่านั้นได้กล่าวคำประพันธ์เหล่านี้ว่า
9 ท่านผู้ใดมีความเคารพครู พระพุทธเจ้า พระสาวก และพระปรัตเยกพุทธทุกเมื่อ ท่านผู้นั้น ปราศจากมานะ มีศีลดีงาม เที่ยงตรง เป็นผู้นำทุกเมื่อ และนอบน้อมพระโพธิสัตว์ผู้ทรงพระคุณนั้น ฯ
ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์พระนามว่า คคนคัญชะ ถูกรัศมีนั้นกระตุ้นเตือนแล้วจากพุทธเกษตรของพระตถาคต พระนามว่า คเณนทระแห่งโลกธาตุซึ่งมีท้องฟ้าอันประเสริฐในทิศเบื้องบน มีพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเกินกว่าที่จะนับแวดล้อมแล้วได้นำหน้า เข้าไปสู่ที่ควงต้นโพธิและที่พระโพธิสัตว์ประทับ ครั้นแล้ว ได้มีดอกไม้ เครื่องเผา(ธูป) ของหอม พวงมาลัย เครื่องชโลมทา ผงไม้จันทน์หอม จีวร ผ้า เครื่องประดับ ฉัตร ธงชัย ธงปตาก ธงหางยาว รัตนะ มณี ทองเงิน มุกดาหาร พลม้า พลช้าง พลรถ พลราบ ยานพาหนะ
ต้นไม้มีดอก เด็กชาย เด็กหญิงถือใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ อันไม่เคยเห็นและไม่เคยได้ยิน มีอยู่ในพุทธเกษตรทั้งปวง กระทั่งในทิศทั้ง 10 ตั้งอยู่ในอากาศ เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งปวงได้ยังฝนดอกไม้ให้ตกจากพื้นอากาศห่าใหญ่ แก่ เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ องค์ศักรพรหมเทพโลกบาล มนุษย์ อมนุษย์ และทำให้เกิดปีติและความสุขแก่สัตว์ทั้งปวง และไม่กระทำภัยหรือเบียดเบียนแก่สัตว์ใดๆเลย
ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
10 โอรสของพระพุทธทั้งหลายใดในทิศทั้ง 10 โอรสเหล่านั้นย่อมมีโดยนัยพิศดาร เข้าเฝ้าพระโพธิสัตว์ เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ผู้กระทำประโยชน์ในที่นี้พึงทราบความเปรียบเทียบของโอรสของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ผู้มีการก้าวหน้าและถอยหลังอย่างองอาจดี ฯ
11 และใครมาแล้วในท้องฟ้า คำรามเหมือนฟ้าร้อง ห้อยพวงไข่มุกตั้งพันหมืน และใครมาแล้วทรงมกุฏมียอดห้อยรัตนะ แสดงวิมานล้วนแล้วด้วยดอกไม้อากาศ ฯ
12 และใครมาแล้ว บันลือเสียงเหมือนราชสีห์ขนแผ่นดินบันลือเสียง เสียสละด้วยศูนยวิโมกษ(*1) อนิมิตตวิโมกษ(*2) อปรณิธิวิโมกษ(*3)และใครมาแล้ว มีความร่าเริงเหมือนวัวคะนอง ใครๆเหล่านั้น โปรยดอกไม้งามซึ่งไม่เคยเห็นแล้ว ฯ
*1 ศูนยวิโมกษ - พ้นโดยถือว่าทุกสิ่งศูนยหมด
*2 อนิมิตตวิโมกษ - พ้นโดยถือว่าไม่มีเครื่องหมายหรือไม่มีตัวการณ์
*3 อปรณิธิวิโมกษ - พ้นโดยถือว่า ไม่มีที่ตั้ง
13 และใครมาแล้วร้องดังในอากาศเหมือนกวางร้อง แสดงตนเองตั้งพันชนิด และใครมาแล้ว เต็มเปี่ยมเหมือนดวงจันทร์ในท้องฟ้า เรียกหาคุณอันเป็นเครื่องประดับของบุตรพระสุคต ฯ
14 และใครมาแล้ว เปล่งรัศมีเหมือนดวงอาทิตย์ กระทำพิภพของมารทั้งหมดให้บิดเบี้ยว และใครมาแล้ว มีธงปราศจากมลทินเหมือนคทาขององค์อินทร์ บัดนี้สะสมบุณยสมภารอยู่ที่ควงต้นโพธิฯ
15 บางพวกก็ทอดแหแก้วมณีลงมาจากอากาศงามเหมือนดวงจันทร์เปล่งรัศมีอ่อนๆซึ่งเป็นจันทร์งาม บ้างก็โปรยดอกมันทารพ พวงมาลัย ดอกมะลิ และดอกจัมปา เฉพาะพระโพธิสัตว์ผู้ประทับอยู่ที่ควงต้นโพธิ ฯ
16 และใครมาแล้ว แผ่นดินกระเทือน แผ่นดินไหว ด้วยการเดิน ทำความปรีติให้แก่ประชาชน และใครมาแล้ว แบกภูเขาเมรุด้วยฝ่ามือ ยกกระพุ่มดอกไม้ขึ้นวางไว้บนอากาศ ฯ
17 ใครมาแล้ว ทูนมหาสมุทรทั้ง 4 ไว้บนศีรษะ ยกแผ่นดินขึ้นรดด้วยน้ำหอมอันประเสริฐ และใครมาแล้วถือคทารัตนะอันงาม เข้าไปเฝ้า พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ในที่ไกล ฯ
18 และใครมาแล้ว เป็นพรหม มีสภาพสงบเสงี่ยม มีความสงบ มีใจสงบเสงี่ยม เข้าธยานยืนอยู่ เปล่งเสียงอย่างจับใจออกจากขุมขนของเขาเหล่านั้น มีไมตรี กรุณา มุทิตา อุเบกษา เป็นเกณฑ์ ฯ
19 และใครมาแล้ว เหมือนพระพาย และเหมือนองค์ศักร เขาเหล่านั้นอันเทวดาทั้งหลายตั้งพันหมื่นยกให้นำหน้า เข้าไปที่กกต้นโพธิ ประคองอัญชลี แสดแก้วมณีงามเกี่ยวเนื่องติดต่อกับองค์ศักร ฯ
20 และใครมาแล้ว เหมือนผู้รักษาทิศทั้ง 4 มีคนธรรพ์รากษส กินนรทั้งหลายแวดล้อมแล้ว แจ่มแจ้งด้วยสายฟ้า ยังฝนดอกไม้ให้ตกอยู่ สรรเสริญพระโพธิสัตว์ผู้วีรบุรุษด้วยเสียงร้องของคนธรรพ์และกินนร ฯ
21 และใครมาแล้ว ประคองต้นไม้ที่มีดอกมีผล ประกอบกับกำลังส่งกลิ่นหอมอันประเสริฐของตอกไม้ เป็นผู้รู้ มีกายบริศุทธ ดำรองอยู่ตามสภาพนั้นๆประดับแล้ว คอยซัดดอกไม้อยู่ ฯ
22 และใครมาแล้ว เด็ดดอกไม้ไปถือไว้ พร้อมด้วยดอกบัวหลวง บัวอุบล(บัวสาย) และบัวบุณฑริก(บัวขาว) ทรงไว้ซึ่งลักษณะดี 32 ประการ ดำรงอยู่ในกลีบดอกบัวหลวง มีใจไม่เปรอะเปื้อน เป็นผู้รู้สรรเสริญพระโพธิสัตว์ฯ
23 และใครมาแล้ว มีกายใหญ่โตเหมือนเขาเมรุ ยืนอยู่บนอากาศสละตนเอง ซัดพวงมาลัยดอกไม้เป็นอัตรา ปกคลุมเนื้อที่ตั้งพันเกษตร(ทุ่งนา) ของพระชิน ฯ
24 และใครมาแล้ว มีไฟประลัยกัลปอยู่ในนัยน์ตาทั้ง 2 อับทั้งแสดงความเสื่อมและความเจริญ ประกาศความสุขเพราะประพฤติธรรมมากในร่างกายของเขาเหล่านั้น สัตว์จำนวนหมื่นได้ยินคำประกาศนั้นแล้ว ต่างก็ละตฤษณาทั้งหลาย ฯ
25 และใครมาแล้ว มีเสียงกังวาลเสมอด้วยเสียงกินนร มีปากงาม(แดง) เหมือนตำลึงสุก มีใบหน้าอิ่มเอิบเหมือนนางสาวประดับดีแล้ว มีไข่มุกงาม หมู่เทวดามองดูแล้วไม่อิ่ม ฯ
26 และใครมาแล้ว มีกายไม่แตกสลายเหมือนกายเพชร กายเบื้องล่างใช้เท้าที่เดินได้ยืนหยุดอยู่ และใครมาแล้ว มีหน้าอิ่มเอิบเหมือนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ มีรัศมีสว่างเหมือนแสงดาว กำจัดโทษคือเกลศ ฯ
27 และใครมาแล้ว ประดับด้วยรัตนะ มีรัตนะในฝ่ามือ ปกคลุมพื้นที่เป็นอันมาก ตั้งพันโกฏิเกษตร(ทุ่งนา) ยังฝนคือรัตนะประเสริฐและดอกไม้มีกลิ่งหอมดียิ่งให้ตก เพื่อสรรเสริญพระโพธิสัตว์ผู้มีประโยชน์แก่สัตว์จำนวนมาก เพื่อความสุข ฯ
28 และใครมาแล้ว เป็นคลังรัตนะในแผ่นดินใหญ่ มีขนตั้งหมื่นเส้นสว่างอยู่ มีประติภาน มีความคิด มีความรู้ดี ปลุกประชุมผู้มัวเมา ประมาท ฯ
29 และใครมาแล้ว ถือกลองใดเท่าภูเขาเมรุ ตีกลองดังกึกก้องจับใจในอากาศ ซึ่งมีเสียงดังไปไกลในทิศทั้ง 10 ตั้งโกฏิเกษตร(ทุ่งนา)ว่า วันนี้พระศาสดาจะตรัสรู้ตามลำดับ เพื่อตรัสรู้อมฤตะ ฯ ดังนี้ ฯ
อัธยายที่ 20 ชื่อโพธิมัณฑวยูหะปริวรรต (ว่าด้วยวิมานควงต้นโพธิ) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล


ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น