Translate

03 มกราคม 2569

อัธยายที่ 27 นิคมปริวรฺต สปฺตวึศะ ชื่อนิคมปริวรรต (ว่าด้วยตอนอวสาน) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

ตอนอวสาน
      ครั้งนั้นแล ตถาคตอยู่ในที่ซึ่งมีเทวบุตรอยู่ เทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาสหมื่นแปดพัน มีหัวหน้าคือ มเหศวร นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ศานตะ และประศานตะวินีเตศวระ ซึ่งประชุมร่วมกันในการที่ตถาคตหมุนธรรมจักร เพื่อประกาศธรรมบรรยายอันไม่ได้มีมาแล้ว ในที่นั้น พระผู้มีภคะ ตรัสเรียกเทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาสมีมเหศวรเทวบุตรเป็นหัวหน้ามาว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายธรรมบรรยายสูตรนี้นั้นมีชื่อว่า ลลิตวิสตร เป็นการเล่นสนุกสำราญของโพธิสัตว์อย่างกว้างขวางมาก เข้าไปสู่ความแช่มช้อยในพุทธวิษัย(เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธ) ควรนำเข้ามาในตน ตถาคตได้พูดไว้แล้ว
      ท่านทั้งหลายจงเรียน จงจำ และจงบอกซึ่งธรรมบรรยายนั้นเถิด เมื่อทำได้ดังนั้นแล้วจะเป็นผู้มีจักษุในธรรม เป็นผู้รู้กว้างขวางและบุทคลผู้ที่เป็นโพธิสัตวยานีกะ(ผู้บำเพ็ญบารมิตาของโพธิสัตว์เพื่อเป็นพระพุทธในอนาคต) ได้ฟังธรรมบรรยายนี้แล้วจะได้ความเพียรมั่นคงขึ้น และสัตว์ทั้งหลายผู้ได้อธิมุกติ(ความหลุดพ้น) อย่างกว้างขวางในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ก็จะเกิดกำลังแห่งฝนคือธรรมอย่างใหญ่หลวง
  
และจะข่มฝ่ายตรงข้ามคือมารได้ และจะไม่ได้ซึ่งการหยั่งลงสู่คำท้าทายของฝ่ายอื่น การที่ท่านทั้งหลายเชิญให้แสดงธรรมคือธรรมบรรยายนั้นจะเป็นมหากุศล จะเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่ง จะมีผลมาก จะมีอานิสงส์มาก
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะกระทำประคองอัญชลี(ยกมือไหว้) ซึ่งธรรมบรรยายคือลลิตวิสตรนี้ เขาผู้นั้นจะได้ธรรมอย่างอุกฤต(ยอดเยี่ยม) 8 อย่าง ธรรมอย่างอุกฤต 8 อย่างนั้นเป็นไฉน? นั่นคือ เขาจะได้รูปร่างอย่างอุกฤต จะได้กำลังอย่างอุกฤต จะได้บริวารอย่างอุกฤต จะได้ประติภาน(ความไหวพริบ เฉียบแหลม)อย่างอุกฤต จะได้ไนษกรมย์(การออกบวช)อย่างอุกฤต จะได้จิตบริศุทธอย่างอุกฤต จะได้บทสมาธิอย่างอุกฤต จะได้แสงสว่างคือปรัชญาอย่างอุกฤต นี้คือธรรมอย่างอุกฤต 8 อย่าง
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ใครก็ตาม จัดธรรมาสน์ให้แก่ผู้อยากจะพูดธรรมบรรยายคือลลิตวิสตรนี้ และผู้พูดธรรม เขาผู้นั้นจะได้อาสนะ(ตำแหน่ง) 8 อย่างซึ่งน่าปรารถนา ในอาสนะพร้อมด้วยการจัด อาสนะ 8 อย่างเป็นไฉน? นั่นคือได้อาสนะเป็นเศรษฐี ได้อาสนะเป็นคฤหบดี ได้อาสนะเป็นจักรพรรดิ์ ได้อาสนะเป็นเทพโลกบาล ได้อาสนะเป็นองค์ศักร ได้อาสนะเป็นเทพวศวรรตี ได้อาสนะเป็นพรหม ได้บรรลังก์เป็นโพธิสัตว์ถึงความประเสริฐเลิศที่ควงต้นโพธิ กำจัดมารผู้เป็นข้าศึกโดยเฉพาะหน้าหรือโดยเรียงราย และได้อาสนะเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้ว หลังจากนั้นจะหมุนธรรมจักรอันสุงสุด ซึ่งน่าปรารถนา นี้คือได้อาสนะตำแหน่ง 8 อย่างซึ่งน่าปรารถนา
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะให้สาธุการแก่ผู้พูดธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้ เขาผู้นั้น จะเป็นผู้มีความบริศุทธ วาก 8 ประการ ความบริศุทธวาจา 8 ประการเป็นไฉน? นั่นคือสำหรับผู้พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ย่อมได้ความบริศุทธวากกรรมเป็นไปตามความสัตย์ สำหรับผู้มีวาจาควรเชื่อถือ ย่อมบริศุทธด้วยการหักล้างประชุมชนได้ สำหรับผู้มีวจนะควรยึดถือ ย่อมบริศุทธด้วยมีความมั่นคง สำหรับผู้มีวจนะสุภาพอ่อนหวาน ย่อมบริศุทธด้วยการสงเคราะห์สัตว์ผู้หยาบคาย สำหรับผู้มีเสียงเหมือนเสียงนกการเวก ย่อมบริศุทธด้วยทำให้กายและจิตตื่นเต้น
      สำหรับผู้มีวาจาพูดคำสาธุการนั้น ย่อมบริศุทธวาจาด้วยการไม่ถูกสัตว์ทั้งปวงรังควาน สำหรับผู้มีเสียงเหมือนพรหม ย่อมบริศุทธด้วยลบล้างเสียงทั้งปวง สำหรับผู้มีเสียงคำรณกึกก้องเหมือนเสียงราชสีห์ ย่อมบริศุทธด้วยไม่ถูกคำท้าทายของฝ่ายอื่นทั้งปวงหักล้างได้ สำหรับผู้มีเสียงเหมือนเสียงพระพุทธ ย่อมบริศุทธด้วยยังอินทรีย์ของสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี นี้คือได้ความบริศุทธวากกรรม 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะทำการเขียนลงในสมุด ซึ่งธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้ แล้วสักการะ เคารพ นับถือ บูชา พูดสรรเสริญพรรณนาธรรมบรรยายทั้ง 4 ทิศ ด้วยจิตไม่ตระหนี่หวงแหน และเปล่งเสียงสรรเสริญพรรณนาว่าท่านทั้งหลายจงมา จงทรงจำ จงอ่าน จงคิด จงท่องสาธยายซึ่งธรรมบรรยายที่เขียนไว้นี้ เขาผู้นั้นได้ขุมทรัพย์ใหญ่ 8 ประการ ขุมทรัพย์ใหญ่ 8 ประการเป็นไฉน? นั่นได้แก่ ได้ขุมทรัพย์คือสมฤติด้วยการไม่หลงลืม ได้ขุมทรัพย์คือมติด้วยการแบ่งแยกความรู้ ได้ขุมทรัพย์คือคติด้วยความรักในคติแห่งประโยชน์ในสูตรทั้งปวง ได้ขุมทรัพย์คือธารณี(ความทรงจำ)ด้วยการทรงจำคำที่ได้ยินมาทั้งหมด ได้ขุมทรัพย์คือประติภาน(ไหวพริบ)ด้วยการสนทนาปราศรัยสุภาษิตของสัตว์ทั้งปวง ได้ขุมทรัพย์คือธรรม ด้วยการสังเกตุกำหนดสัทธรรม ได้ขุมทรัพย์คือโพธิจิต(จิตมีความรู้) ด้วยการกำหนดประวัติวงศ์พระรัตนตรัย และได้ขุมทรัพย์คือการประติบัทด้วยการได้ความอดทนในอนุตปัตติกธรรม(ธรรมที่เกิดขึ้นตามลำดับ) นี้คือได้ขุมทรัพย์ 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะยังธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้กระทำให้แพร่หลายแล้วทรงจำไว้ เขาผู้นั้น จะเต็มไปด้วยสัมภาระ 8 ประการ สัมภาระ 8 ประการเป็นไฉน ? นั่นคือ ได้แก่จะเต็มไปด้วยทานสัมภาระด้วยจิตไม่ตระหนี่ จะเต็มไปด้วยศีลสัมภาระเพราะเต็มไปด้วยความตั้งใจในความดีทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยศรุตสัมภาระ(สัมภาระคือการสดับฟัง)เพราะความยกย่องปรัชญาอันไม่ติดขัด  จะเต็มไปด้วยศมถสัมภาระ เพราะบ่ายหน้าสู่สมาบัติอันเกิดจากสมาธิทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยวิทรรศนาสัมภาระเพราะเต็มไปด้วยเต็มไปด้วยวิทยาในวิทยา 3 จะเต็มไปด้วยบุณยสัมภาระ เพราะมีเครื่องประดับอันบริศุทธแห่งพุทธเกษตร คือลักษณะและอวัยวะส่วนย่อย  จะเต็มไปด้วยชญานสัมภาระ เพราะความยินดีตามความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยมหากุรณาสัมภาระ เพราะความไม่ลำบากในการบ่ม(อบรม)สัตว์ทั้งหลาย นี้คือเต็มไปด้วยสัมภาระ 8ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย และผู้ใดก็ตาม จะประกาศธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้แก่ผู้อื่นโดยพิสดารว่า สัตว์ทั้งหลายคิดอย่างนี้ มีถ้อยคำอย่างนี้แล้ว พึงได้ธรรมทั้งหลายอย่างนี้ๆ เขาผู้นั้น จะได้ความมีบุณยมากโดยกุศลมูลนั้น 8 ประการ ความมีบุณยมากโดยกุศลมูล 8 ประการนั้นเป็นไฉน? นั่นคือ เป็นพระราชาจักรพรรดิ์  นี้คือความมีบุณยมากข้อต้น จะครองความเป็นใหญ่ในต่ำแหน่งเทพชั้นมหาราชทั้ง 4 นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 2 จะเป็นองค์ศักรเป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 3 จะเป็นเทวบุตรชั้นสุยาม นี้คือความมีบุณยมากข้อที่4 จะเป็นเทวบุตรดุษิตนี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 5 จะเป็นเทวบุตรชั้นสุนิรมิตะ  นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 6 จะเป้นเทพราชชั้นวศวตี นี้คือความมีบุณยมากข้อที่7 จะเป็นมหาพรหมชั้นพรหม นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 8 และในที่สุดจะเป็นตถาคตอรหันตสัมยักสัมพุทธ ละอกุศลธรรมทั้งปวง ประกอบด้วยกุศลธรรมทั้งปวง จะได้ความมีบุณยมาก 8 อย่างเหล่านี้
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะเงียโศรตลงฟังธรรมบรรยายลลิตวิสตรซึ่งเขากำลังกล่าวนี้ เขาผู้นั้น จะได้ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ เป็นไฉน? นั่นคือ ได้แก่จะได้ไมตรี เพราะกำจัดโทษทั้งปวง จะได้กรุณาเพราะละวิหิงสาทั้งปวง จะได้มุทิตาเพราะคร่าออกซึ่งอรติ(ความไม่ยินดี)ทั้งปวง จะได้อุเบกษาเพราะความสุภาพเรียบร้อยและสละประติฆะ(ความหงุดหงิดใจ) จะได้ธยานทั้ง 4 เพราะความเป็นไปในอำนาจรูปธาตุทั้งปวง จะได้อารูปยสมาบัติ เพราะความเป็นไปในอำนาจจิต จะได้อภิชญา 5 เพราะความไปถึงพุทธเกษตรอื่นๆ จะได้ข่าวรากเง่าการติดต่อวาสนาทั้งปวง  เพราะได้ศูรังคมสมาธิ(สมาธิถึงความกล้าหาญหรือสมาธิแก่กล้า) นี้คือได้ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้  จะแพร่หลายไปในคราม ในนคร ในนิคม ในชนปท  ในชนปทประเทศ  ในที่จงกรมหรือในทีอยู่ใดๆภัยทั้งหลายจะไม่มีในที่นั้น 8 ประการ เว้นแต่ผลของกรรมเก่า การไม่มีภัย 8 ประการ เป็นไฉน? นั่นคือ ได้แก่ไม่มีภัยแต่พระราชากำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่โจรกำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่สัตว์ร้ายกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่ข้าวยากหมากแพงแห้งแล้งกำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่การทะเลาะวิวาทรบซึ่งกันและกันกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่เทวดากำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่นาคกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่ยักษ์กำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่อุปัททวะทั้งปวงกำเริบ  ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย นี่คือไม่มีภัย 8 ประการ(เว้นแต่ผลแห่งกรรมเก่า)
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ถ้าตถาคตอยู่ได้ตลอดกัลป นั่งอยู่ทั้งกลางคืน กลางวันพูดพรรณนาธรรมบรรยายนี้อย่างย่อๆ โดยถือเอาท่านทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งเป็นประมาณ การพรรณนาธรรมบรรยายนี้ไม่พึงสิ้นสุด ประติภานของตถาคตก้ไม่พึงสิ้นไปและอีกประการหนึ่ง      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ศีล สมาธิ ปรัชญา วิมุกติชญาน ทรรศนะของตถาคต ไม่มีประมาณ ไม่สิ้นสุด ฉันใด       ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายบุทคลผู้ซึ่งจะเรียน จะจำ จะบอก จะเขียน จะให้เขาเขียน จะไม่สิ้นสุด จะเป็นไปฉันนั้น และจะประกาศโดยพิสดารในท่ามกลางประชุมชนว่า  สัตว์ผู้กล่าวถ้อยคำนี้พึงได้ซึ่งธรรมอันใหญ่หลวงอย่างนี้ด้วยจิตนี้ แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไม่สิ้นสุดบุณยเลย
      ลำดับนั้นแล พระผู้มีภคะ ตรัสเรียกพระหมากาศยปผู้มีอายุ พระอานนท์ผู้มีอายุ และพระไมเตรยะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า        ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ตถาคตจะให้ จะมอบให้ซึ่งอนุตตรสัมยักสัมโพธิอันยกขึ้นแล้วตั้งหมื่นแสนโกฏิกัลปนับไม่ถ้วนไม่ถ้วนไว้ในมือท่านทั้งหลาย ด้วยการมอบให้จริงๆและท่านทั้งหลายจงจดจำธรรมบรรยายนี้ไว้ด้วยตนเอง และจงประกาศโดยพิสดาร
                พระผู้มีภคะ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้น  เพื่อทรงมอบธรรมบรรยายนี้โดยประมาณมากกว่า
                1 สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ตถาคตเห็นแล้วด้วยพุทธจักษุ ถ้ามีใครบูชาสัตว์เหล่านั้นตลอดกัลปเหมือนเทียมด้วยทรายในแม่น้ำคงคา สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นพึงเป็นพระอรหันต์เทียมเท่าสาริบุตร ฯ
                2 ส่วนผู้ใดมีความยินดี พึงกระทำการบูชาแก่พระปรัตเยกพุทธเจ้าตลอดวันตลอดคืน ด้วยพวงมาลัย และด้วยสิ่งอื่นๆเช่นนั้นมีประการหลายอย่าง เพราะฉะนั้น เขาผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำบุณย จะต้องวิศษ ฯ
                3 สัตว์ทั้งปวง ถ้ามีชัยด้วยศรัทธา ต้องมีใครบูชาสัตว์เหล่านั้นในโลกนี้ด้วยดอกไม้ เครื่องหอม และเครื่องลูบไล้ ติดต่อกันไปยิ่งกว่านั้นหลายกัลป ด้วยความไม่ประมาท ฯ
                4 และผู้ใดพึงกระทำการกราบไหว้อย่างเดียวแก่ตถาคตผู้เดียวและมีจิตเสื่อมใส พึงพูดว่า นโม' รฺหเต(ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระอรหันต์) เพราะฉะนั้น การกระทำนี้ เป็นบุณยประเสริฐสุดของผู้นั้น ฯ
                5 ถ้าสัตว์ทั้งปวง พึงเป็นพระพุทธไซร้ เขาพึงบูชาสัตว์เหล่านั้นเหมือนก่อนๆด้วยดอกไม้สวรรค์และดอกไม้ของมนุษย์อันประเสริฐ โดยประการเป็นอันมาก ตลอดหลายกัลปฯ
                6 และผู้ใด พึงกล่าวพระสูตรนี้ตลอดวัน ตลอดคืน จนถึงละพระสัทธรรมในเวลาตาย และละชีวิตในกายของตน เพราะฉะนั้น ผู้นั้นย่อมประเสริฐด้วยบุณยนี้ ฯ
                7 ผู้ใดเกิดมีจิตรู้ขึ้นแล้วอย่างมั่นคง ปรารถนาจะบูชาพระพุทธ ผู้เป็นวินายก พระปรัตเยกพุทธ และพระศราวก ผู้นั้นชื่อว่าทรงไว้ซึ่งพระสูตรอันประเสริฐนี้ทุกเมื่อ ฯ
                8 ผู้ใดมีใจขึ้นไปจดจ่อต่อพระตถาคตทั้งปวง ผู้นี้เป็นพระราชามีใจขึ้นไปจดจ่อต่อพระธรรมทั้งปวงที่ตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว ตถาคตประทับอยู่แล้วในเรือนของผู้นั้นทุกเมือ ซึ่งเป็นเรือนที่มีพระสูตรเลิศนี้ประดิษฐานอยู่แล้ว ฯ
                9 และผู้ใด ให้พระสูตรนี้แก่ผู้อื่น กล่าวเพียงบทเดียวตลอดโกฏิกัลป พยัญชนะไม่คลาดเคลื่อน และแม้เนื้อความก็ไม่คลาดเคลื่อน ผู้นั้นจะได้รับแสงสว่างอันงามหาที่สุดมิได้ ฯ
                10 สัตว์นั้นจะสูงยิ่งกว่าผู้นำคนทั้งหลาย ไม่มีใครเหมือน และผู้ใดแลฟังธรรมนี้แล้วปฏิบัติ ผู้นั้นไม่พึงเสื่อมสิ้น เช่นเดียวกับสมุทร ฯ ดังนี้ ฯ
      พระผู้มีภคะ ดีพระทัยได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลาย เหล่านั้นมีมเหศวรเทวบุตรเป็นหัวหน้า และพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทั้งปวง มีพระไม่เตรยเป็นหัวหน้า และพระมหาศรวกทั้งปวงมีพระมหากาศยปเป็นหัวหน้า และโลกพร้อมทั้งเทวดา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ ได้ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีภคะ ดังนี้ ฯ
                อัธยายที่ 27 ชื่อนิคมปริวรรต (ว่าด้วยตอนอวสาน) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ
มหายานสูตร ซึ่งเป็นสูตรเลิศรุ่งเรือง ชื่อศรีลลิตวิสตร
 จบบริบูรณ์แล้ว
              เย  ธรฺม  เหตุปฺรภวา เหตุอํ  เตษำ ตถาคโต หฺยวทตฺ |
เตษำ  จ โย  นิโรโธ เอวํ วาที มหาศฺรมณะ  ||    
                ธรรมทั้งหลาย  มีเหตุเป็นแดนเกิด  พระตถาคตนี่แหละได้ตรัสเหตุแห่งธรรมทั้งหลายนั้น และตรัสธรรมซึ่งเป็นความดับเหตุเป็นแดนเกิดนั้นด้วย   พระมหาศรมณะมีลัทธิอย่างนี้ ฯ
ขอบุญกุศลทั้งปวงจงบังเกิดแก่ท่านผู้แปลพร้อมวงศาคณาญาติ

ไม่มีความคิดเห็น: