Translate

19 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ ปิลินทวัจฉเถราปทานที่ ๕ (๑๕)

ว่าด้วยผลแห่งการไล้ทาของหอม
 [๑๗] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสุเมธ เป็นบุคคลผู้เลิศ นิพพานแล้ว เรามี
จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ทำการบูชาพระสถูปในสมาคมนั้น มีพระ ขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากเท่าใด เรานิมนต์พระขีณาสพเหล่านั้น มาประชุมกันในสมาคมนั้นแล้ว ได้ทำสังฆภัตถวาย
                เวลานั้น มีภิกษุ อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสุเมธ ท่านมีนามชื่อว่าสุเมธ ได้ อนุโมทนาในเวลานั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงวิมาน นาง อัปสรแปดหมื่นหกพันได้มีแก่เรา นางอัปสรเหล่านั้น ย่อมอนุวัตตาม ความประสงค์ทุกอย่างของเราเสมอ เราย่อมครอบงำเทวดาเหล่าอื่น
                นี้ เป็นผลแห่งบุญกรรม
 ในกัลปที่ ๒๕ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่าวรุณ ใน กาลนั้นเราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยโภชนะอันขาวผ่อง ชนเหล่านั้น ไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถไปไถ มนุษย์ทั้งหลายย่อมบริโภคข้าว สาลีอันเกิดเองสุกเองในที่ไม่ได้ไถ เราเสวยราชสมบัติในภพนั้นแล้ว ได้ ถึงความเป็นเทวดาอีก ถึงเวลานั้น โภคสมบัติเช่นนี้ก็บังเกิดแก่เรา สัตว์ทั้งปวงซึ่งเป็นมิตร หรือมิใช่มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนเรา เราเป็น ที่รักของสัตว์ทุกจำพวก นี้เป็นผลแห่งกรรม ในกัลปที่ ๓ หมื่น เราได้ให้ ทานใดในกาลนั้น ด้วยการให้ทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย
                นี้เป็นผล แห่งการไล้ทาด้วยของหอม
                ในภัทกัปนี้ เราผู้เดียวได้เป็นอธิบดีของคน ได้เป็นราชฤาษีผู้มีอานุภาพมาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพลมาก เรา นั้นตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ ได้เป็นที่รักของ เทวดาทั้งหลาย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๕ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระปิลินทวัจฉเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ปิลินทวัจฉเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน (๑๕)
         ๑๕. อรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปิลินทวัจฉเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลมีโภคะมาก ในหังสวดีนคร ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศโดยภาวะเป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญบุญตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะปรินิพพานแล้ว ท่านบูชาและพระสถูปของพระผู้พระภาคเจ้านั้น บำเพ็ญทานให้เป็นไปแด่พระสงฆ์ เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. เมื่อพระพุทธเจ้าไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิให้มหาชนพากันตั้งอยู่ในศีล ๕ ได้กระทำให้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นนั่นแล ท่านบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี. ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า ปิลินทะ. 
         บทว่า วจฺโฉ ได้แก่ โคตร. 
         ครั้นต่อมาท่านได้ปรากฏนามว่าปิลินทวัจฉะ ก็เพราะท่านเป็นผู้มากไปด้วยการสังเวช ท่านจึงบวชเป็นปริพาชก ยังวิชชา ๓ ชื่อว่าจูฬคันธาระให้สำเร็จ เป็นผู้เที่ยวไปทางอากาศ และรู้จิตของผู้อื่นด้วยวิชชานั้น ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภและยศ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว เสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์โดยลำดับ. จำเดิมแต่นั้นมา ด้วยอานุภาพของพระพุทธเจ้า วิชชานั้นไม่ได้สำเร็จแก่ท่าน. ท่านไม่ยังกิจของตนให้สำเร็จ. ท่านดำริว่า ข้อที่ท่านได้สดับมาในสำนักอาจารย์และปาจารย์ คือมหาคันธารวิชชา ซึ่งเป็นที่ๆ ท่านทรงจำไว้ได้ แต่จูฬคันธารวิชชาย่อมไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้น ตั้งแต่พระสมณโคดมเสด็จมา วิชชาของเรานี้ย่อมไม่สำเร็จ พระสมณโคดมย่อมทรงทราบมหาคันธารวิชชาอย่างไม่ต้องสงสัย กระไรหนอ เราจะเข้าไปหาท่าน พึงเรียนวิชชานั้นในสำนักของพระสมณโคดม. เพราะเหตุนั้นแล พระองค์จึงตรัสว่า ท่านจงบวชในสำนักของเรา. 
         ท่านสำคัญว่า การบริกรรมวิชชาเป็นการบรรพชา จึงได้บรรพชาแล้ว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่ท่าน ได้ทรงประทานกัมมัฏฐานอันสมควรแก่จริยา. เพราะท่านสมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ไม่นานนัก ท่านเริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ก็เทวดาเหล่านี้ได้ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านในชาติก่อน เกิดในสวรรค์. เทวดาเหล่านั้นอาศัยความเป็นผู้กตัญญู เกิดความนับถือในท่านมาก เข้าไปนั่งใกล้พระเถระทั้งเย็นและเช้า. 
         เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในความเป็นผู้เลิศโดยความเป็นที่รักเป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเราผู้เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาทั้งหลาย ปิลินทวัจฉะเป็นเลิศ. 
         ท่านถึงตำแหน่งอันเลิศอย่างนี้แล้ว หวนระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริยาปทาน ด้วยสามารถปีติและโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ. 
         พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้ 
         ชื่อว่า โลกนาโถ เพราะเป็นที่พึ่งคือเป็นประธานของกามโลก รูปโลกและอรูปโลก. 
         ชื่อว่า อคฺคปุคฺคโล เพราะเป็นผู้มีเมธาดี คือประเสริฐล้ำเลิศ. 
         เชื่อมความว่า เมื่อพระโลกนาถผู้มีเมธาดี คือบุคคลผู้ล้ำเลิศนั้นปรินิพพาน ด้วยขันธปรินิพพาน. 
         บทว่า ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสด้วยศรัทธา มีใจดีด้วยโสมนัส ให้กระทำการบูชาพระสถูป คือพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะนั้น. 
         บทว่า เย จ ขีณาสวา ตตฺถ ความว่า ก็พระขีณาสพคือผู้ละกิเลสได้แล้ว ผู้ชื่อว่า ฉฬภิญญา คือผู้ประกอบด้วยอภิญญา ๖. ชื่อว่า มหิทฺธิกา คือ ผู้ประกอบด้วยฤทธิ์มาก. 
         อธิบายว่า เรานิมนต์พระขีณาสพทั้งหมดนั้น ให้มาประชุมกันในที่นั้น นำมาด้วยความเอื้อเฟื้อ ได้กระทำสังฆภัตที่จะพึงถวายแก่สงฆ์ทั้งสิ้น. 
         อธิบายว่า ให้พระขีณาสพนั้นฉัน. 
         บทว่า อุปฏฺญาโก ตทา อหุ ความว่า ในกาลเป็นที่ให้สังฆภัตแก่เราในครั้งนั้น ท่านได้เป็นอุปัฏฐากสาวกชื่อว่าสุเมธะ ตามพระนามของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธะ. 
         อธิบายว่า สาวกนั้นได้อนุโมทนาชื่นชมยินดีบูชาสักการะแก่เราแล้วได้แสดงอานิสงส์. 
         บทว่า เตน จิตฺตปฺปสาเทน เราได้เข้าถึงวิมานในเทวโลก ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตอันเกิดขึ้นด้วยอำนาจการกระทำการบูชาพระสถูปนั้น. อธิบายว่า เราบังเกิดในทิพยวิมานนั้น. 
         บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ความว่า นางเทพอัปสรหมื่นหกพันนาง ได้ชื่นชมยินดี ยังจิตของเราให้ยินดีในวิมานนั้น. 
         บทว่า มเมว อนุวตฺตนฺติ ความว่า เทพอัปสรเหล่านั้นอุปัฏฐากด้วยกามทั้งปวงคือด้วยวัตถุกามมีรูปเป็นต้นอันเป็นทิพย์ อนุวัตรตามเราเท่านั้น คือกระทำตามคำของเรา ในกาลนั้น ตลอดกาลเป็นนิตย์. 
         คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น: