ว่าด้วยผลแห่งการถวายผอบดอกอังกาบ
[๗๒] ข้าพระองค์เอาดอกอังกาบอันบานดี ใส่ในผอบจนเต็มแล้ว ได้บูชาพระ
พุทธเจ้าพระนามว่าสิขีผู้ประเสริฐสุด ผู้ไม่ทรงครั้นคร้ามดังสีหะ เหมือน พระยาครุฑ งามประเสริฐดุจพระยาเสือโคร่ง มีพระชาติดีเหมือนไกรสร ราชสีห์ เป็นสรณะของโลกสาม ผู้ไม่หวั่นไหว ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ผู้ เลิศกว่าบรรดาผู้ฆ่ากิเลส ประทับนั่งแวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พร้อมทั้งผอบ ใหญ่ ข้าแต่พระองค์ผู้จอมสัตว์ ผู้นราสภ ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น
![]() |
ข้าพระองค์เป็นผู้ละความชนะและแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ใน กัลปที่ ๓๑
แต่กัลปนี้ ข้าพระองค์ได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วยกรรม นั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
ในกัลปที่ ๓๐ ถ้วนแต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ พระองค์ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพระนามว่าเทวภูติเหมือนกัน คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนา ข้าพระองค์ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระปุปผจังโกฏิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. สกจิตตนิยเถราปทาน ๒. อาโปปุผผิยเถราปทาน
๓. ปัจจาคมนิยเถราปทาน ๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน
๕. ภิสทายกเถราปทาน ๖. สุจินติตเถราปทาน
๗. วัตถทายกเถราปทาน ๘. อัมพทายกเถราปทาน
๙. สุมนเถราปทาน ๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
คาถาอันแสดงอรรถที่ท่านกล่าวแล้วนับได้ ๗๑ คาถา ฉะนี้แล.
จบ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค ๑๐. ปุปผจังโกฏิยเถราปทาน (๗๐)
๗๐. อรรถกถาปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระปุปผจังโกฏิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า อภีตรูปํ สีหํว ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติเป็นอันมาก เลื่อมใสในพระศาสดา แสดงอาการที่น่าเลื่อมใส เก็บดอกอังกาบมีสีดังทองคำบรรจุผอบให้เต็ม บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกนี้ ข้าพเจ้าพึงเป็นผู้มีวรรณะดังทองคำ เป็นผู้ควรบูชาในที่ๆ ตนเกิดแล้วๆ พึงบรรลุพระนิพพาน.
ด้วยบุพกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้อันเขาบูชาแล้วในที่ทุกสถาน เป็นผู้มีวรรณะงามดังทองคำ.
ครั้นต่อมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วเจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้วระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อภีตรูปํ สีหํว ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีหํ ความว่า เพราะครอบงำท่วมทับสัตว์ทั้งหลายมีสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าเป็นต้น.
เชื่อมความว่า มีรูปน่าชมเชยคือมีอัตภาพน่าชมเชยยิ่ง ข้าพเจ้าได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ผู้น่าชมเชยอย่างยิ่ง ผู้ประทับนั่งดุจสีหะฉะนั้น, ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐคือสูงสุดกว่านระทั้งหลาย ผู้เกิดโดยพิเศษยิ่ง ดุจพญาเสือโคร่ง ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓ ดุจไกรสรราชสีห์ วิเศษกว่าราชสีห์ทั้งปวงฉะนั้น.
เกิดเป็นอย่างไร?
เชื่อมความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยียวนคือปราศจากกิเลส อันขันธมารเป็นต้นให้แพ้มิได้ประทับนั่งอยู่.
บทว่า มารณานคฺคํ ความว่า เป็นผู้เลิศในการยังกิเลสทั้งปวงให้ตาย ให้เหือดแห้งและกำจัดเสีย.
อธิบายว่า บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธสาวกทั้งหลายผู้ฆ่ากิเลสทั้งหลายให้ตายแม้มีอยู่ พระองค์ประเสริฐกว่าท่านเหล่านั้น.
เชื่อมความว่า ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว คือผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่แล้ว.
บทว่า จงฺโกฏเก ฐเปตฺวาน ความว่า เราได้โปรยดอกอังกาบอันสูงสุดบรรจุในขวดให้เต็ม บูชาพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐ.
จบอรรถกถาปุปผจังโกฏิยเถราปทาน
จบอรรถกถาสกจิตตนิยวรรคที่ ๗

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น