ว่าด้วยผลแห่งการบูชาดอกกระถินพิมาน
[๑๑๒] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทองคำ
มีพระรัศมีเปล่งปลั่ง ดุจพระอาทิตย์ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระจันทร์วันเพ็ญ อันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม ดุจแผ่นดินอันแวดล้อมด้วยสาคร จึงถือเอา ดอกกระถินพิมานไปบูชา พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปัสสี ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกกระถินพิมานใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๔๕ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์มีพระนามว่าเรณุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
![]() |
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเรณุปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เรณุปูชกเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ภิกขาทายกเถราปทาน ๒. ญาณสัญญิกเถราปทาน
๓. อุปลหัตถิยเถราปทาน ๔. ปทปูชกเถราปทาน
๕. มุฏฐิปุปผิยเถราปทาน ๖. อุทกปูชกเถราปทาน
๗. นฬมาลิยเถราปทาน ๘. อาสนุปัฏฐายกเถราปทาน
๙. พิฬาลิทายกเถราปทาน ๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน
มีคาถา ๖๖ คาถา
จบ ภิกขาทายิวรรคที่ ๑๑
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๑. ภิกขทายิวรรค ๑๐. เรณุปูชกเถราปทาน (๑๑๐)
๑๑๐. อรรถกถาเรณุปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระเรณุปูชกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บรรลุนิติภาวะแล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าโชติช่วงอยู่ประดุจกองเพลิง มีใจเลื่อมใสถือเอาเกสรดอกกระถินพิมานบูชา.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนา.
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง เป็นผู้อันเขาบูชาแล้วในที่ทั้งปวง ในภพที่ตนเกิดแล้วๆ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนาของตน บวชในพระศาสนาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ เห็นบุพกรรมของตนด้วยทิพยจักษุ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังแล.
บทว่า สตรํสีว ภาณุมํ ความว่า รังสีคือรัศมี มีประมาณ ๑๐๐ คือมีร้อยเป็นประมาณ ของพระอาทิตย์ใดมีอยู่ พระอาทิตย์นั้น ชื่อว่ามีรัศมีกำหนดตั้งร้อย. ท่านกล่าว สตรํสี เพื่อสะดวกแก่การประพันธ์คาถา.
อธิบายว่า มีรัศมีหลายร้อยหลายแสน.
รัศมีท่านเรียกว่า ภาณุ (พระอาทิตย์), แสงคือรัศมีของผู้ใดมีอยู่ ผู้นั้นชื่อว่าผู้มีรัศมี.
ความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปัสสี ผู้เป็นดังพระอาทิตย์ กล่าวคือผู้มีรัศมี ถือเอาเกสรดอกกระถินพิมาน ปลูกสร้างทำการบูชา.
คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเรณุปูชกเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๑๑

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น