หน้าเว็บ

14 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุธาวรรคที่ ๑๐ สุธาปิณฑิยเถราปทานที่ ๑ (๙๑)

ว่าด้วยผลบุญของผู้บูชาไม่อาจนับได้
 [๙๓] ใครๆ ไม่อาจจะนับบุญของบุคคลผู้บูชา พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
หรือพระสาวก ผู้สมควรบูชา ผู้ล่วงธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ผู้ข้ามความโศก และความร่ำไรแล้ว ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้ได้ ใครๆ ไม่อาจจะนับบุญ ของบุคคลผู้บูชาปูชารหบุคคลเหล่านั้น เช่นนั้น ผู้ดับแล้ว ไม่มีภัย แต่ ที่ไหนๆ ว่าบุญนี้มีประมาณเท่านี้ได้ การที่บุคคลในโลกนี้ พึงให้ทำความ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ นี้ ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการบูชานี้ เรามีใจผ่องใส ได้ใส่ก้อนปูนขาวในระหว่างแผ่นอิฐ ที่พระเจดีย์ แห่งพระผู้มีพระภาค พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เลิศกว่านระ ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ปฏิสังขรณ์ ในกัลปที่ ๓๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ พระองค์ ทรงพระนามว่าปฏิสังขาระ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุธาปิณฑิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สุธาปิณฑิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๐. สุธาวรรค. สุธาปิณฑิยเถราปทาน (๙๑)
สุธาวรรคที่ ๑๐
         ๙๑. อรรถกถาสุธาปิณฑิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุธาปิณฑิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปูชารเห ปูชยโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ไม่สามารถจะบำเพ็ญบุญได้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนพากันก่อพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านใส่ก้อนปูนขาวก่อเจดีย์นั้น. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านไม่เห็นอบาย ๔ ในระหว่างนี้ จำเดิมแต่กัป ๙๔ เสวยเทวสมบัติ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็เป็นพระอรหันต์. 
         ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปูชารเห ปูชยโต ดังนี้. 
         ในคำเหล่านี้มีอธิบายดังต่อไปนี้. 
         พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวก อาจารย์ อุปัชฌาย์ มารดา บิดา และครูเป็นต้น ชื่อว่าปูชารหบุคคล (บุคคลที่ควรบูชา) ใครๆ ไม่สามารถจะทำการนับส่วนแห่งบุญที่บุคคลบูชาแล้วในปูชารหบุคคลเหล่านั้นด้วยสักการะมีระเบียบดอกไม้ดอกปทุม ผ้า เครื่องอาภรณ์และปัจจัย ๔ เป็นต้น ด้วยทรัพย์ตั้งแสนเป็นต้น แม้ด้วยอานุภาพอันใหญ่ได้ มิใช่เพียงบูชาพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ยังทรงพระชนม์อยู่อย่างเดียวเท่านั้น แม้บูชาในพระเจดีย์ พระปฏิมาและต้นโพธิ์เป็นต้นของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แม้ปรินิพพานไปแล้ว ก็นัยนี้เหมือนกัน. 
         เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตุนฺนมฺปิ จ ทีปานํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุนฺนมฺปิ ทีปานํ ความว่า พึงรวมทวีปทั้ง ๔ กล่าวคือ ชมพูทวีป อมรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีปและบุพพวิเทหทวีป และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ อันรวมอยู่ในทวีปทั้ง ๔ นั้นเข้าเป็นอันเดียวกัน แล้วพึงกระทำความอิสระ คือความเป็นพระราชาผู้จักรพรรดิในห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น. 
         บทว่า เอกิสฺสา ปูชนาเยตํ ความว่า นี้เป็นทรัพย์ทั้งสิ้นมีรัตนะ ๗ เป็นต้น ในชมพูทวีปทั้งสิ้นแห่งการบูชาอันหนึ่ง ที่กระทำไว้ในห้องพระธาตุคือพระเจดีย์. 
         บทว่า กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ ความว่า ไม่ถึงส่วนที่ ๑๖ ที่จำแนกไว้ ๑๖ ครั้งแห่งการบูชาที่กระทำไว้ในพระเจดีย์. 
         บทว่า สิทฺธตฺถสฺส ฯเปฯ ผลิตนฺตเร ความว่า ในระหว่าง คือในท่ามกลางแห่งแผ่นอิฐทั้งสองที่กำหนด ที่มหาชนพากันฉาบด้วยปูนขาวที่ห้องเป็นที่บรรจุพระธาตุ ในพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะผู้เลิศประเสริฐกว่านระ. 
         อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า เราได้ใส่ก้อนปูนขาวลงในระหว่างที่เป็นที่ถวายดอกไม้. 
         คำที่เหลือในบททั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุธาปิณฑิยเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น