ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกสารภีที่ทางเสด็จ
[๑๖๐] (เราเป็น) พราหมณ์มีนามชื่อว่าสุวัจฉะ เป็นผู้รู้จบมนต์แวดล้อมด้วยพวก
ศิษย์ของตน อยู่ ณ ระหว่างภูเขา พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ สมควรรับเครื่องบูชาพระองค์ทรงประสงค์จะรื้อถอน (ช่วยเหลือ) เรา จึงเสด็จมายังสำนักเรา เสด็จจงกรมอยู่บนเวหาส เหมือนประทีปอันโพลง ฉะนั้น ทรงทราบว่าเรายินดีแล้ว บ่ายพระพักตร์กลับไปทางทิศประจิม ก็เราได้เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ขนพองสยองเกล้านั้นแล้ว ได้เก็บ เอาดอกสารภีไปโปรยลงที่ทางเสด็จไป ในกัลปที่แสนแต่กัลปนี้ เราโปรย ดอกไม้ใดด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราไม่เข้าถึงทุคติเลย ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช มีพระนามว่ามหารถะ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
![]() |
พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า ท่านพระนาคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ นาคปุปผิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๖. พันธุชีวกวรรค ๘. นาคปุปผิยเถราปทาน (๑๕๘)
๑๕๘. อรรถกถานาคปุปผิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระนาคปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุวจฺโฉ นาม นาเมน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้วสำเร็จการศึกษาในศิลปะประจำตัวมีไตรเพทเป็นต้น แต่มองไม่เห็นสาระในศิลปะนั้น จึงเข้าไปยังป่าหิมวันต์ บวชเป็นดาบส ปล่อยเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในฌานและสมาบัติ.
ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ได้เสด็จไปยังสถานที่นั้น เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่เธอ.
ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว เพราะเหตุที่ตนฉลาดในตำราลักษณะศาสตร์ มีความเลื่อมใสในพระลักษณะ และพระรูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวายบังคม ได้ยืนประคองอัญชลีแล. เพราะมิได้เสด็จลงจากอากาศ เมื่อเขาไม่ได้กระทำบูชาและสักการะ.
พระองค์เสด็จหลีกไปทางอากาศนั่นแล.
ลำดับนั้น ดาบสนั้นพร้อมกับศิษย์ จึงเก็บดอกสารภีบูชาตามหนทางทิสาภาคที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปแล้ว ด้วยดอกไม้นั้น.
ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกเสวยสมบัติในโลกทั้งสอง ได้รับการบูชาแล้วในที่ทั้งปวง.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว สมบูรณ์ด้วยศรัทธา บวชแล้วทำพระศาสนาให้งอกงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติอยู่ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ เมื่อระลึกถึงกรรมในอดีตว่า ด้วยกุศลกรรมอะไรหนอ เราจึงได้รับโลกกุตตรสมบัติอันนี้ ดังนี้ ก็ทราบได้ชัดแจ้งถึงบุพกรรมนั้นจึงเกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สุวจฺโฉ นาม นาเมน ดังนี้.
พึงทราบวิเคราะห์ในบทนั้นว่า
ชื่อว่า วจฺโฉ เพราะเกิดแล้วในวัจฉโคตร วัจฉะนั้นด้วย ดีด้วย รวมเป็นสุวัจฉะ แปลว่าวัจฉโคตรที่ดี.
อธิบายว่า พราหมณ์มีชื่อว่าสุวัจฉะ ถึงฝั่งแห่งมนต์คือถึงที่สุดทางมนตศาสตร์ทั้งสิ้นมีไตรเพทเป็นต้น.
คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะเนื้อความนั้นได้กล่าวไว้แล้วทั้งหมดในหนหลังแล.
จบอรรถกถานาคปุปผิยเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น