หน้าเว็บ

28 มิถุนายน 2569

[หน้าต่างที่ ๗] ปฏิสัมภิทามรรค มาติกา อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค อรรถาธิบาย เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ มาติกา เนื้อความในอรรถกถา มีทั้งหมด ๗ หน้าต่าง

๕๔. อรรถกถาทิพจักขุญาณุทเทส
         ว่าด้วยทิพจักขุญาณ
         คำว่า โอภาสวเสน - ด้วยสามารถแสงสว่าง. 
         ความว่า ด้วยอำนาจแสงสว่างแห่งกสิณอย่างใดอย่างหนึ่ง คือเตโชกสิณ โอทาตกสิณ อาโลกกสิณอันเป็นอารมณ์แห่งจตุตถฌานอันแผ่ไปเพื่อเห็นรูปด้วยทิพยจักษุ. 
         คำว่า นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ - นิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกัน. 
         ความว่า รูปแห่งสัตว์ต่างๆ หรือรูปสัตว์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในจำพวกที่มีกายต่างกัน หรือรูปทั้งหลายในทิศต่างๆ หรือรูปทั้งหลายที่ไม่ระคนกัน ชื่อว่า นานตฺตรูป - รูปต่างกัน. 
         รูปแห่งสัตว์ผู้เดียว หรือรูปแห่งสัตว์ผู้เกิดในจำพวกที่มีกายอย่างเดียวกัน หรือรูปทั้งหลายในทิศเดียว หรือรูปทั้งหลายเข้ากันได้แห่งทิศต่างๆ เป็นต้น ชื่อ เอกตฺตรูป - รูปอย่างเดียวกัน. 
         ก็ในคำว่า รูปํ นี้ ได้แก่ วัณณายตนะ (สี) เท่านั้น. เพราะวัณณายตนะนั้นย่อมแตกดับไป ฉะนั้นจึงชื่อว่ารูป. 
         อธิบายว่า วัณณายตนะนั้น เมื่อถึงซึ่งวรรณวิการ - ความเปลี่ยนไปแห่งวรรณะ ก็ย่อมประกาศความถึงซึ่งหทัย. รูปนั่นแหละชื่อว่านิมิตคือรูป. แห่งนิมิตคือรูปต่างกันและอย่างเดียวกันเหล่านั้น. 
         คำว่า ทสฺสนฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่าเห็น ได้แก่ปัญญาในการเห็นเป็นสภาวะ. 
         คำว่า ทิพฺพจกฺขุญาณํ - ญาณในทิพจักขุ ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับด้วยของทิพย์. 
         ปสาทจักขุอันเป็นทิพย์ของทวยเทพอันเกิดขึ้นด้วยสุจริตกรรม อันไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งหลายมีน้ำดีเสมหะและโลหิตเป็นต้น สามารถรับอารมณ์แม้ในที่ไกลได้เพราะพ้นจากมลทินเครื่องเศร้าหมอง. 
         ญาณจักขุแม้นี้อันเกิดเพราะกำลังแห่งวีริยภาวนา ก็เป็นเช่นนั้นนั่นเอง ฉะนั้นจึงชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นเช่นกับของทิพย์, 
         ชื่อว่าทิพย์ แม้เพราะเป็นธรรมอันตนอาศัยทิพวิหารธรรม เพราะได้เฉพาะด้วยอำนาจทิพวิหารธรรม, ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็นของรุ่งเรืองมากด้วยการกำหนดอาโลกะ - แสงสว่าง, ชื่อว่าทิพย์ แม้เพราะมีทางไปมาก ด้วยการเห็นรูปภายในฝาเรือนเป็นต้นได้. 
         คำทั้งหมดนั้น พึงทราบตามครรลองแห่งคัมภีร์ศัพทศาสตร์. 
         เพราะอรรถว่าเห็น จึงชื่อว่าจักขุ, ญาณนั้นเหมือนกับจักขุ แม้เหตุนั้นจึงชื่อว่าจักขุ, จักขุนั้นด้วยเป็นเพียงดังทิพย์ด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่าทิพจักขุ. ทิพจักขุนั้นด้วย ญาณด้วย รวมกันเป็นทิพจักขุญาณ - ญาณในทิพจักขุ.
         ๕๕. อรรถกถาอาสวักขยญาณุทเทส
         ว่าด้วยอาสวักขยญาณ
         คำว่า จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ - ด้วยอาการ ๖๔. 
         ความว่า ด้วยอาการแห่งอินทรีย์อย่างละ ๘ ในมรรคผลหนึ่งๆ ทั้ง ๘ ในมรรคผลละ ๘ ละ ๘ จึงรวมเป็น ๖๔. 
         คำว่า ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ - อินทรีย์ ๓. 
         ความว่า ในอินทรีย์ ๓ เหล่านี้คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์, อัญญินทรีย์, อัญญาตาวินทรีย์. 
         คำว่า วสิภาวตา ปญฺญา - ปัญญาคือความเป็นผู้มีความชำนาญ. 
         ความว่า ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญ, ปัญญาอันเป็นไปแล้วโดยความเป็นผู้มีความชำนาญแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั่นแหละด้วยอาการ ๘ ด้วยสามารถแห่งอินทรีย์ ๘ ในอรหัตผล. 
         คำนี้พึงทราบว่าท่านกล่าวแล้ว เพราะความสำเร็จผลนั้นด้วยสามารถแห่งการสำเร็จเหตุ แม้เพราะความไม่มีในขณะแห่งอรหัตมรรค. 
         บทว่า อาสวานํ ขเย ญาณํ - ญาณในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย. 
         ความว่า อรหัตมรรคญาณอันกระทำความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายอันตนฆ่าเสียแล้ว.
         ๔๖-๕๙. อรรถกถาทุกขสมุทยนิโรธมรรคญาณุทเทส
         ว่าด้วยญาณในอริยสัจ
         บัดนี้ เพื่อแสดงความตรัสรู้ด้วยญาณอันเดียวกันแห่งมรรคญาณหนึ่งๆ บรรดามรรคญาณทั้ง ๔ ด้วยการเกี่ยวเนื่องกับด้วยอรหัตมรรคญาณกล่าวคืออาสวักขยญาณ พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงได้ยกญาณทั้ง ๔ มีคำว่า ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา - ปัญญาในอรรถว่ารู้รอบเป็นต้นขึ้นแสดง. 
         บรรดาสัจจะทั้ง ๔ นั้น ทุกขสัจจะ ท่านกล่าวก่อน เพราะทุกขสัจจะเป็นของหยาบ เพราะมีอยู่ทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวงและเป็นของที่รู้ได้โดยง่าย, แล้วแสดงสมุทยสัจจะต่อจากทุกขสัจจะนั้น เพื่อแสดงเหตุแห่งทุกขสัจจะนั้น, ต่อจากนั้นก็แสดงนิโรธสัจจะ เพื่อจะให้รู้ว่า ผลดับก็เพราะเหตุดับ แล้วแสดงมรรคสัจจะในที่สุด เพื่อจะแสดงอุบายเป็นเครื่องบรรลุถึงซึ่งนิโรธสัจจะนั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวทุกข์ก่อนก็เพื่อจะให้เกิดความสังเวชแก่สัตว์ทั้งหลายผู้ติดอยู่ด้วยความยินดีสุขในภพ, ทุกข์นั้นมิใช่มีมาโดยไม่มีเหตุ มิใช่มีเพราะพระอิศวรนิรมิตเป็นต้น, แต่มีมาจากสมุทัยนี้ ฉะนั้น ท่านจึงได้กล่าวสมุทยสัจจะไว้ในลำดับแห่งทุกข์นั้น เพื่อจะให้รู้เนื้อความนี้, แล้วกล่าวนิโรธไว้เพื่อให้เกิดความยินดีแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีใจสลดแล้ว ผู้แสวงหาธรรมเป็นเครื่องพ้นทุกข์ เพราะถูกทุกข์อันเป็นไปกับด้วยเหตุ คือสมุทัยครอบงำ, แล้วกล่าวมรรคอันให้ถึงนิโรธเพื่อให้บรรลุนิโรธ. ท่านได้ยกญาณทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งสัจจะทั้ง ๔ นั้นขึ้นแสดงตามลำดับ ณ บัดนี้. 
         บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ปริญฺญฏฺเฐ - ในอรรถว่ารู้รอบ. 
         ความว่า ในสภาวะที่ควรรู้รอบ ๔ อย่างมีการเบียดเบียนเป็นต้นแห่งทุกข์. 
         คำว่า ปหานฏฺเฐ - ในอรรถว่าละ. 
         ความว่า ในสภาวะที่ควรละ ๔ อย่างมีการประมวลมาเป็นต้นแห่งสมุทัย. 
         คำว่า สจฺฉิกิริยฏฺเฐ - ในอรรถว่ากระทำให้แจ้ง. 
         ความว่า ในสภาวะที่ควรทำให้แจ้ง ๔ อย่าง มีการออกจากทุกข์เป็นต้นแห่งนิโรธ. 
         คำว่า ภาวนฏฺเฐ - ในอรรถว่าเจริญ. 
         ความว่า ในสภาวะที่ควรเจริญ ๔ อย่างมีการนำออกเป็นต้นแห่งมรรค.
         ๖๐-๖๓. อรรถกถาทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธ
         ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณุทเทส
         ว่าด้วยทุกขทุกขสมุทัยทุกขนิโรธทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ
         บัดนี้ เพื่อจะแสดงสัจญาณเป็นแผนกๆ ไปด้วยสามารถแห่งการพิจารณาถึงมรรคที่ได้เจริญแล้วก็ดี ด้วยอำนาจการได้ยินได้ฟังของผู้ไม่ได้อบรมมรรคก็ดี พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกเอาญาณ ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นขึ้นแสดง. 
         บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ทุกฺเข - ในทุกข์. 
         ทุ ศัพท์ ในคำนี้ย่อมปรากฏในอรรถว่าน่าเกลียด. ชนทั้งหลายย่อมเรียกบุตรน่าเกลียดว่า ทุปุตตะ - บุตรชั่ว. 
          ศัพท์นั้นย่อมปรากฏในอรรถว่าว่างเปล่า. 
         จริงอยู่ ท่านเรียกอากาสที่ว่างว่า ขํ. 
         ก็สัจจะที่ ๑ นี้ชื่อว่าน่าเกลียด เพราะเป็นที่ตั้งแห่งอุปัทวะเป็นอเนก, ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะเว้นจากความยั่งยืน, ความงาม, ความสุขและอัตตาอันเป็นสิ่งที่น่าปรารถนาของพาลชน. เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกข์ เพราะความเป็นของน่าเกลียดและเพราะเป็นความว่างเปล่า. 
         ในคำว่า ทุกฺขสมุทเย - ในทุกขสมุทัยนี้ 
         สํ ศัพท์นี้แสดงถึงสังโยคะ - การประกอบพร้อมกัน ดุจในคำเป็นต้นว่า สมาคโม - มาประชุมพร้อมกัน สเมตํ - มาถึงพร้อมกัน. 
         อุ ศัพท์นี้แสดงถึงการอุบัติ ดุจในคำเป็นต้นว่า อุปฺปนฺนํ - เกิดขึ้นแล้ว อุทิตํ - ตั้งขึ้นแล้ว. 
         อย ศัพท์ก็ย่อมแสดงถึงการณะ - เหตุ. 
         ก็สัจจะที่ ๒ นี้ เมื่อการประชุมพร้อมแห่งปัจจัยที่เหลือมีอยู่ก็เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าทุกขสมุทัย เพราะเหตุที่สัจจะที่ ๒ เป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์ในเมื่อมีการประกอบ. 
         ในคำว่า ทุกฺขนิโรเธ - ในความดับแห่งทุกข์นี้ นิศัพท์แสดงถึงอภาวะ - ความไม่มี, และโรธศัพท์ แสดงถึงการเที่ยวไปในวัฏสงสาร. เพราะฉะนั้น ความไม่มีแห่งการเที่ยวไปแห่งทุกข์ กล่าวคือการเที่ยวไปในสังสารทุกข์ เพราะว่างจากคติทั้งปวง, 
         อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบรรลุนิโรธนั้นแล้ว ทุกขนิโรธอันท่องเที่ยวไปในสงสารย่อมไม่มี เพราะความที่ทุกขนิโรธเป็นปฏิปักษ์ต่อการท่องเที่ยวไปในสังสาร แม้เพราะเหตุนี้ ก็เรียกว่าทุกขนิโรธ. 
         อีกอย่างหนึ่ง เรียกว่าทุกขนิโรธ เพราะเป็นปัจจัยแก่การดับไม่เกิดแห่งทุกข์. 
         ในคำว่า ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย - ในปฏิปทาเป็นเหตุถึงซึ่งทุกขนิโรธนี้ มรรคมีองค์ ๘ นี้ย่อมถึงซึ่งทุกขนิโรธ เพราะมุ่งหน้าต่อทุกขนิโรธนั้น โดยการกระทำให้เป็นอารมณ์ และเป็นปฏิปทาแห่งการบรรลุทุกขนิโรธ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา. 
         มรรคญาณ ๔ เท่านั้น ในเบื้องต้นท่านกล่าวว่า มรรคญาณด้วยสามารถแห่งการแสดงอาการคือการออก, ท่านกล่าวว่า อานันตริกสมาธิญาณด้วยสามารถแห่งการแสดงเหตุแห่งการให้ผลในลำดับ, ท่านกล่าวสัจวิวัฏญาณด้วยอำนาจการแสดงซึ่งการหลีกออกจากวัฏฏะด้วยสัจจะ, ท่านกล่าวอาสวักขยญาณเพื่อแสดงความเกิดขึ้นแห่งอรหัตมรรคญาณตามลำดับแห่งมรรค และเพื่อแสดงความรู้ยิ่งแห่งญาณนั้น, 
         ท่านแสดงญาณ ๔ เป็นต้นว่า ปัญญาในปริญเญยยธรรม ชื่อว่าทุกขญาณ เพื่อแสดงความที่มรรคญาณทั้ง ๔ เป็นญาณที่ตรัสรู้ โดยความเป็นอันเดียวกันซ้ำอีก ท่านยกญาณทั้ง ๔ มีทุกขญาณเป็นต้นด้วยสามารถแห่งการแสดงการเกิดขึ้นแยกกันในสัจจะหนึ่งๆ อีก ฉะนั้น พึงทราบความต่างกันทั้งในเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังแสดงมาด้วยประการฉะนี้แล.
         ๖๕-๖๗. อรรถกถาอัตถปฏิสัมภิทาธัมมปฏิสัมภิทา
         นิรุตติปฏิสัมภิทาปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณุทเทส
         ว่าด้วยปฏิสัมภิทาญาณ ๔
         บัดนี้ เพื่อจะแสดงว่า ปฏิสัมภิทาญาณสำเร็จแก่พระอริยบุคคลทั้งปวงได้ด้วยอานุภาพแห่งอริยมรรคเท่านั้น ท่านจึงยกปฏิสัมภิทาญาณ ๔ มีอรรถปฏิสัมภิทาญาณเป็นต้นขึ้นแสดงอีก. 
         ก็ปฏิสัมภิทาญาณเหล่านี้เป็นสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณทั่วไปแก่พระอริยบุคคลทั้งปวง แม้ในเมื่อไม่มีการแตกฉานในปฏิสัมภิทาด้วยกัน, แต่ที่ท่านยกขึ้นแสดงในภายหลัง พึงทราบว่าเป็นปฏิสัมภิทาญาณอันถึงความแตกฉานของผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉานแล้ว นี้เป็นความต่างกันของอรรถวจนะทั้ง ๒ แห่งคำเหล่านั้น. 
         หรือญาณที่ท่านแสดงในลำดับมีทุกข์เป็นอารมณ์และมีนิโรธเป็นอารมณ์ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา, ญาณมีสมุทัยเป็นอารมณ์และมีมรรคเป็นอารมณ์ เป็นธรรมปฏิสัมภิทา, ญาณในโวหารอันแสดงอรรถและธรรมนั้นเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา, ญาณในญาณทั้ง ๓ เหล่านั้นเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา. 
         เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า ท่านยกสุทธิกปฏิสัมภิทาญาณขึ้นแสดง เพื่อจะชี้แจงความแปลกกันแห่งเนื้อความแม้นั้น. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าวให้แปลกกันด้วยนานัตตศัพท์ในภายหลัง, ในที่นี้จึงไม่กล่าวให้แปลกกันเหมือนอย่างนั้นดังนี้.
         ๖๘. อรรถกถาอินทริยปโรปริยัตตญาณุทเทส
         ว่าด้วยอินทริยปโรปริยัตตญาณ
         พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ครั้นยกญาณอันทั่วไปแก่พระสาวก ๖๗ ญาณขึ้นแสดงตามลำดับอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงญาณอันมีเฉพาะพระตถาคตเจ้าเท่านั้นไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย จึงได้ยกอสาธารณญาณ ๖ มีอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดง ณ บัดนี้. 
         แม้บรรดาอสาธารณญาณทั้ง ๖ นั้น พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเมื่อจะทรงตรวจดูความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีภาชนะเป็นเครื่องรองรับพระธรรมเทศนา ก็ย่อมตรวจดูด้วยพุทธจักษุ. อินทริยปโรปริยัตตญาณและอาสยานุสยญาณทั้ง ๒ นี้เท่านั้น ชื่อว่าพุทธจักษุ. 
         สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑- 
                     พระผู้มีพระภาคเจ้าตรวจดูสัตว์โลกด้วย 
               พุทธจักษุได้ทรงเห็นแล้วแล ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย 
               บางพวกมีธุลีคือกิเลสในจักษุน้อย บางพวกมีธุลี 
               คือกิเลสในจักษุมาก บางพวกมีอินทรีย์แก่กล้า 
               บางพวกมีอินทรีย์อ่อน ดังนี้เป็นต้น. 
         และเมื่อตรวจดูสัตว์โลกทั้งหลาย ก็ทรงตรวจดูความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ในสันดานของสัตว์ก่อน. ครั้นทรงทราบความแก่กล้าแห่งอินทรีย์แล้ว ต่อแต่นั้นก็ทรงตรวจดูอาสยานุสัยและจริต เพื่อแสดงธรรมตามสมควรแก่อาสยะเป็นต้น, แม้เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยกอินทริยปโรปริยัตตญาณขึ้นแสดงก่อน, ในลำดับต่อจากนั้นก็ยกอาสยานุสยญาณขึ้นแสดง. 
         ก็เมื่อจะทรงแสดงธรรม ย่อมทรงกระทำปาฏิหาริย์แก่ผู้ควรแนะนำด้วยปาฏิหาริย์, เพราะเหตุนั้น พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรจึงยกญาณในยมกปาฏิหาริย์ขึ้นแสดงในลำดับต่อจากอาสยานุสยญาณ, เพื่อจะแสดงเหตุแห่งญาณทั้ง ๓ เหล่านี้จึงยกมหากรุณาญาณขึ้นแสดง แล้วยกสัพพัญญุตญาณขึ้นแสดงเป็นลำดับต่อไป เพื่อแสดงความบริสุทธิ์แห่งมหากรุณาญาณ. 
         พึงทราบว่า พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรได้ยกอนาวรณญาณขึ้นแสดงในลำดับแห่งสัพพัญญุตญาณนั้น เพื่อแสดงความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็นญาณที่เนื่องด้วยการระลึกถึงธรรมทั้งปวง และเพื่อแสดงความที่พระสัพพัญญุตญาณเป็นอนาวริยภาพ คือไม่มีอะไรขัดข้อง. 
         ในคำว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ - ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งหลายนี้. 
         บทว่า สตฺตานํ - แห่งสัตว์ทั้งหลาย. 
         ข้างหน้าพึงนำมาประกอบในที่นี้ด้วยเป็น สตฺตานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตญาณํ. 
         เมื่อควรจะกล่าวว่า ปรานิ จ อปรานิ จ ปราปรานิ ท่านก็เรียกเสียว่า ปโรปรานิ เพราะทำให้เป็น โรอักษรด้วยสนธิวิธี. 
         ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่าปโรปริยะ, ปโรปริยะนั่นแหละชื่อว่าปโรปริยัตตะ, ความอ่อนและความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้นของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตะ, ญาณในอินทริยปโรปริยัตตะ ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตญาณ. 
         อธิบายว่า ญาณในความที่อินทรีย์ทั้งหลายเป็นคุณสูงและต่ำ 
         ปาฐะว่า อินฺทฺริยวโรวริยตฺตญาณํ - ญาณในความที่อินทรีย์เป็นคุณประเสริฐและไม่ประเสริฐ ดังนี้ก็มี. 
         พึงประกอบคำว่า วรานิ จ อวริยานิ จ วโรวริยานิ - ประเสริฐด้วย ไม่ประเสริฐด้วย ชื่อว่าประเสริฐและไม่ประเสริฐ, ภาวะแห่งวโรวริยะ ชื่อว่าวโรวริยัตตะ. 
         คำว่า อวริยานิ - ไม่ประเสริฐ. ความว่า ไม่สูงสุด. 
         อีกอย่างหนึ่ง ปร-อินทรีย์ที่ใช้ได้ด้วย, โอปร-อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้ด้วย ชื่อว่าปโรประ. 
         พึงประกอบความว่า ภาวะแห่งปโรประ ชื่อว่าปโรปริยัตตะ - ความเป็นแห่งอินทรีย์ที่ใช้ได้และใช้ไม่ได้ดังนี้. 
         คำว่า โอปรานิ - อินทรีย์ที่ใช้ไม่ได้. มีคำอธิบายว่า ต่ำทราม. 
         ความว่า ลามก ดุจในคำเป็นต้นว่า๑- พิจารณาธรรมอันลามกของผู้ใดอยู่ ดังนี้. 
         ท่านตั้งปาฐะไว้เป็นสัตตมีวิภัตติว่า อินฺทฺริยปโรปริยตฺเตญาณํ ดังนี้ก็มี. 
         ๖๙. อรรถกถาอาสยานุสยญาณุทเทส
         ว่าด้วยอาสยานุสยญาณ
         สัตว์ทั้งหลายข้องอยู่ด้วยฉันทราคะในขันธ์ทั้งหลายมีรูปขันธ์เป็นต้น เรียกว่า สตฺตา - สัตว์ทั้งหลาย ในคำนี้ว่า สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสัยของสัตว์ทั้งหลาย. 
         สมจริงดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑- 
                  ดูก่อนราธะ เพราะเหตุที่ความพอใจ ความ 
            กำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยานอยากใน 
            รูปแล เป็นผู้ข้องในรูป เป็นผู้เกี่ยวข้องในรูปนั้น 
            ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ เพราะเหตุที่ความพอใจ 
            ความกำหนัด ความเพลิดเพลิน ความทะยาน 
            อยากในเวทนา... ในสัญญา... ในสังขาร... ใน 
            วิญญาณ เป็นผู้ข้องในวิญญาณ เป็นผู้เกี่ยวข้อง 
            ในวิญญาณนั้น ฉะนั้นจึงเรียกว่าสัตว์ ดังนี้เป็นต้น. 
         ส่วนอาจารย์ผู้เพ่งเฉพาะตัวอักษร ไม่ใคร่ครวญถึงอรรถะ ก็ลงความเห็นว่า คำนี้เป็นเพียงคำนามเท่านั้น. 
         ฝ่ายอาจารย์เหล่าใดใคร่ครวญถึงอรรถะ, อาจารย์เหล่านั้นก็ย่อมประสงค์ความว่า ชื่อว่าสัตว์ เพราะประกอบกับสิ่งทั้งปวง. สิ่งใดอาศัยอยู่ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์เหล่านั้น ฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่าอาสยะ, 
         คำนี้เป็นชื่อของสันดานอันมิจฉาทิฏฐิ หรือสัมมาทิฏฐิอบรมแล้ว, หรือว่าอันโทษทั้งหลายมีกามเป็นต้น หรือคุณทั้งหลายมีเนกขัมมะเป็นต้น อบรมแล้ว. 
         กิเลสใดๆ ที่นอนเนื่องเป็นไปตาม อยู่ในสันดานของสัตว์ ฉะนั้น กิเลสนั้นๆ จึงชื่อว่าอนุสยา. คำนี้เป็นชื่อของกิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นอันมีกำลัง. 
         อาสยะด้วย อนุสยะด้วย ชื่อว่าอาสยานุสยะ. พึงทราบว่าเป็นเอกวจนะ โดยชาติศัพท์และด้วยสามารถแห่งทวันทวสมาส. 
         อธิมุติกล่าวคือจริต สงเคราะห์เข้าในอาสยานุสยะ เพราะเหตุนั้น ในอุทเทสท่านจึงสงเคราะห์ญาณในจริตาธิมุติ เข้าด้วยอาสยานุสยญาณแล้วจึงกล่าวว่า อาสยานุสเย ญาณํ - ญาณในอาสยานุสยะ. 
         ก็ท่านทำอุทเทสไว้ด้วยประสงค์ใด, นิทเทสท่านก็ทำไว้ด้วยประสงค์นั้นนั่นแล.
         ๗๐. อรรถกถายมกปาฏิหีรญาณุทเทส
         ว่าด้วยยมกปาฏิหีรญาณ
         พึงทราบคำวินิจฉัยในคำว่า ยมกปาฏิหีเร ญาณํ - ญาณในยมกปาฏิหีระ นี้ดังต่อไปนี้. 
         ชื่อว่ายมกะ เพราะทำกองไฟและท่อธารแห่งน้ำเป็นต้น ให้เป็นไปในคราวเดียวกันไม่ก่อนไม่หลังทีเดียว, ชื่อว่าปาฏิหีระ เพราะกำจัดเสียซึ่งปฏิปักขธรรมทั้งหลายมีความไม่เชื่อเป็นต้น, ยมกะนั้นด้วย ปาฏิหีระด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ายมกปาฏิหีระ.
         ๗๑. อรรถกถามหากรุณาสมาปัตติญาณุทเทส
         ว่าด้วยมหากรุณาสมาปัตติญาณ
         พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ - ญาณในมหากรุณาสมาบัติ นี้ดังต่อไปนี้. 
         ธรรมชาติใด ครั้นเมื่อทุกข์ของผู้อื่นมีอยู่ ย่อมทำความหวั่นใจแก่สาธุชนทั้งหลาย หรือว่าย่อมรื้อคือย่อมเบียดเบียนทำลายทุกข์ของผู้อื่น ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากรุณา. 
         อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมเรี่ยไร คือย่อมแผ่ไปด้วยอำนาจการแผ่ไปในเหล่าทุกขิตสัตว์ - สัตว์ผู้มีทุกข์ ฉะนั้น ธรรมชาตินั้นชื่อว่ากรุณา. 
         กรุณาใหญ่ ชื่อว่ามหากรุณา ด้วยอำนาจกรรมคือการแผ่ไปและด้วยอำนาจกรรมอันเป็นคุณ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณา ย่อมเข้าสู่สมาบัตินี้ได้ ฉะนั้นจึงชื่อว่าสมาปัตติ - สมาบัติ. พระมหากรุณานั้นด้วย เป็นสมาบัติด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่ามหากรุณาสมาบัติ. ในมหากรุณาสมาบัตินั้น, ญาณอันสัมปยุตกับด้วยมหากรุณาสมาบัตินั้น.
         ๗๒-๗๓. อรรถกถาสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณุทเทส
         ว่าด้วยสัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณ
         พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สพฺพญฺญุตญาณํ อนาวรณญาณํ - ญาณเป็นเครื่องรู้ธรรมทั้งปวง ญาณอันไม่มีอะไรติดขัด นี้ดังต่อไปนี้ 
         พระพุทธะพระองค์ใดทรงรู้ธรรมทั้งปวงมีประเภทแห่งคลองอันจะพึงแนะนำ ๕ ประการ ฉะนั้น พระพุทธะพระองค์นั้น ชื่อว่าสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวง, ความเป็นแห่งพระสัพพัญญู ชื่อว่าสัพพัญญุตา
         ญาณคือพระสัพพัญญุตาญาณนั้น ควรกล่าวว่าสัพพัญญุตาญาณ ท่านก็กล่าวเสียว่า สัพพัญญุตญาณ. 
         จริงอยู่ ธรรมทั้งปวงต่างโดยเป็นสังขตธรรมเป็นต้น เป็นครรลองธรรมที่จะพึงแนะนำมี ๕ อย่างเท่านั้น#- คือสังขาร ๑, วิการ ๑, ลักขณะ ๑, นิพพาน ๑ และบัญญัติ ๑. 
#- ในคัมภีร์อภิธานัปปทีปิกาเรียกธรรม ๕ มีสังขารเป็นต้นนี้ว่าไญยธรรม.
         คำว่า สพฺพญฺญู - รู้ธรรมทั้งปวง ความว่า สัพพัญญูมี ๕ อย่างคือ 
         ๑. กมสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงตามลำดับ, 
         ๒. สกิงสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงในคราวเดียวกัน, 
         ๓. สตตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงติดต่อกันไป, 
         ๔. สัตติสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงด้วยความสามารถ, 
         ๕. ญาตสัพพัญญู - รู้ธรรมทั้งปวงที่รู้แล้ว. 
         กมสัพพัญญุตาย่อมมีไม่ได้ เพราะกาลเป็นที่รู้ธรรมทั้งปวงไม่เกิดขึ้น ตามลำดับ, 
         สกิงสัพพัญญุตาก็มีไม่ได้ เพราะไม่มีการรับอารมณ์ทั้งปวงได้ในคราวเดียวกัน, 
         สตตสัพพัญญุตาก็มีไม่ได้ เพราะความเกิดขึ้นแห่งจิตในอารมณ์ตามสมควรแก่จิต มีจักขุวิญญาณจิตเป็นต้น และเพราะไม่มีการประกอบในภวังคจิต, 
         สัตติสัพพัญญุตาพึงมีได้ เพราะสามารถรู้ธรรมทั้งปวงโดยการแสวงหา, 
         ญาตสัพพัญญุตาก็พึงมีได้ เพราะธรรมทั้งปวงรู้แจ่มแจ้งแล้ว. 
         ข้อว่าความรู้ธรรมทั้งปวงไม่มีในสัตติสัพพัญญุตาแม้นั้นย่อมไม่ถูกต้อง เพราะท่านกล่าวไว้ว่า๑- 
            อะไรๆ อันพระตถาคตเจ้านั้นไม่เห็นแล้วไม่มีในโลกนี้ 
            อนึ่ง อะไรๆ ที่ไม่รู้แจ้งและไม่ควรรู้ก็ไม่มี, สิ่งใดที่ควร 
            แนะนำมีอยู่ พระตถาคตเจ้าได้รู้ธรรมทั้งหมดนั้นแล้ว 
            เพราะเหตุนั้น พระตถาคตเจ้าจึงชื่อว่าสมันตจักขุ. 
      ฉะนั้น ญาตสัพพัญญุตาเท่านั้น ย่อมถูกต้อง. 
         ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัพพัญญุตญาณนั่นแลย่อมมีได้โดยกิจ โดยอสัมโมหะ โดยการสำเร็จแห่งเหตุ โดยเนื่องกับอาวัชชนะ ด้วยประการฉะนี้. 
         อารมณ์เป็นเครื่องกั้นญาณนั้นไม่มี เป็นญาณที่เนื่องด้วยอาวัชชนะนั่นเอง ฉะนั้น ญาณนั้นจึงชื่อว่าอนาวรณะ - ไม่มีการติดขัด, อนาวรณะนั้นนั่นแหละ ท่านเรียกว่าอนาวรณญาณ ด้วยประการฉะนี้. 
         คำว่า อิมานิ เตสตฺตติ ญาณานิ - ญาณ ๗๓ เหล่านี้. 
         ความว่า ญาณทั้ง ๗๓ เหล่านี้ ท่านยกขึ้นแสดงด้วยสามารถแห่งญาณอันทั่วไปและไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย. 
         คำว่า อิเมสํ เตสตฺตติยา ญาณานํ - แห่งญาณ ๗๓ เหล่านี้. 
         ความว่า แห่งญาณทั้งหลาย ๗๓ ญาณเหล่านี้อันท่านกล่าวแล้วตั้งแต่ต้น. 
         ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถว่าเป็นกลุ่ม. 
         ปาฐะว่า เตสตฺตตีนํ ดังนี้ก็มี. 
         เมื่อกล่าวว่า เตสตฺตติยา พึงทราบว่าเป็นพหุวจนะในรูปเอกวจนะ 
         คำว่า สตฺตสฏฺฐิ ญาณานิ - ญาณ ๖๗ ได้แก่ ญาณ ๖๗ นับตั้งแต่ต้นมา. 
         คำว่า สาวกสาธารณานิ - ทั่วไปแก่พระสาวก. 
         ความว่า ชื่อว่าสาวก เพราะเกิดโดยชาติแห่งอริยะในที่สุดแห่งการฟัง, ชื่อว่าสาธารณะ เพราะการทรงไว้มีอยู่แก่ญาณเหล่านั้น, 
         ญาณ ๖๗ นั้นเป็นญาณที่ทั่วไปแก่พระสาวกของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ชื่อว่าสาวกสาธารณะ - ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย. 
         คำว่า ฉ ญาณานิ - ญาณ ๖ ได้แก่ ๖ ญาณที่ท่านยกขึ้นแสดงในที่สุด. 
         คำว่า อสาธารณานิ สาวเกหิ - ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก. 
         ความว่า ญาณทั้งหลาย ๖ ญาณเฉพาะของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ฉะนี้แล.
         อรรถกถาญาณกถามาติกุทเทส
ในอรรถกถาปฏิสัมภิทามรรค ชื่อสัทธัมมปกาสินีจบ

             อรรถกถาขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค  อรรถาธิบาย เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ มาติกา เนื้อความในอรรถกถา มีทั้งหมด ๗ หน้าต่า [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ] [ 4 ] [ 5 ] [ 6 ] [ 7 ]

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น