ว่าด้วยผลแห่งการถวายน้ำ
[๑๐๘] ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณดังทอง ผู้รุ่งเรืองดัง
กองไฟ เหมือนพระอาทิตย์ เป็นที่รองรับเครื่องบูชา เสด็จไปในอากาศ จึงเอา มือทั้งสองกอบน้ำแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ พระพุทธเจ้ามหาวีระมีพระ กรุณาในข้าพระองค์ ทรงรับไว้ พระศาสดามีพระนามว่าปทุมุตระ ประ ทับยืนอยู่ในอากาศทรงทราบความดำริของข้าพระองค์ จึงได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ด้วยการถวายน้ำนี้และด้วยเกิดปีติ เขาจะไม่เข้าถึงทุคติเลยใน แสนกัลป ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลก ผู้นราสภ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ละความแพ้และความชนะแล้ว บรรลุถึงฐานะ อันไม่หวั่นไหว ในกัลปที่ ๖๕๐๐
![]() |
แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่าสหัสสราช เป็นจอมชน ปกครองแผ่นดิน มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุทกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อุทกปูชกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๑. ภิกขทายิวรรค ๖. อุทกปูชกเถราปาน (๑๐๖)
๑๐๖. อรรถกถาอุทกปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระอุทกปูชกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้สั่งสมกุศลที่ตนบำเพ็ญในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ บำเพ็ญบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วรู้ถึงกุศลกรรมและอกุศลกรรม เลื่อมใสในพระรัศมีมีวรรณะ ๖ ที่ซ่านออกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ กอบน้ำบูชาด้วยมือทั้งสอง.
ท่านเลื่อมใสยิ่ง บังเกิดในเทพชั้นดุสิตเป็นต้นด้วยโสมนัสนั่นแล เสวยทิพยสมบัติและภายหลังเสวยมนุษยสมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ครั้นภายหลัง ท่านระลึกถึงบุญกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า สุวณฺณวณฺณํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้.
คำนั้นท่านได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
เนยใสท่านเรียกว่า ฆตะ ในบทว่า ฆตาสนํว ชลิตํ นี้. ที่เคี่ยวกลั่น คือที่รองรับเปรียง เพราะฉะนั้น ชื่อว่าฆตาสนะ ได้แก่ ไฟ.
อีกอย่างหนึ่ง ธรรมชาติใดย่อมกินคือบริโภคสิ่งนั้น เหตุนั้น สิ่งนั้นชื่อว่า ฆตาสนํ คือไฟนั้นเอง.
อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรุ่งเรืองอยู่ดุจกองเพลิง เหมือนเมื่อไฟลุกลามมา เปลวไฟก็รุ่งโรจน์อย่างยิ่งฉะนั้น.
บทว่า อาทิตฺตํว หุตาสนํ ความว่า เครื่องสักการบูชา ท่านเรียกว่าหุตะ ที่เป็นที่รองรับวัตถุที่เขานำมาบูชาคือบูชาสักการะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าหุตาสนะ.
เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะดุจวรรณะแห่งทอง รุ่งโรจน์ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ มีมณฑลแห่งรัศมีด้านละวา เหมือนพระอาทิตย์รุ่งโรจน์อยู่ เสด็จไปอยู่ในกลางหาวอันหาร่องรอยมิได้.
คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุทกปูชกเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น