ว่าด้วยผลแห่งการถึงศาสดาเป็นสรณะ
[๑๑๕] สงครามปรากฏแก่ท้าวเทวราชทั้งสอง (พระยายักษ์) กองทัพประชิดกัน
เป็นหมู่ๆ เสียงอันดังกึกก้องได้เป็นไป พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรงยัง มหาชนให้เกิดสังเวช เทวดาทั้งปวงมีใจยินดีต่างวางเกราะและอาวุธ ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า รวมเป็นอันเดียวกันได้ในขณะนั้น พระ ศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงเปล่งวาจาสัตบุรุษ ทรงยังมหาชนให้เย็นใจว่า ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีจิต ประทุษร้าย เบียดเบียนสัตว์เพียงตัวหนึ่ง จะต้องเข้าถึงอบายเพราะจิต ประทุษร้ายนั้น เปรียบเหมือนช้างในค่ายสงคราม เบียดเบียนสัตว์เป็น อันมาก ท่านทั้งหลายจงดับ (ระงับ) จิตของตน อย่าเดือดร้อนบ่อยๆ เลย
![]() |
แม้พวกเสนาของพระยายักษ์ทั้งสอง ได้ประชุมกัน นับถือพระโลก เชษฐผู้คงที่เป็นอันดี เป็นสรณะ ส่วนพระศาสดาผู้มีจักษุ ทรงยังหมู่ชน ให้ยินยอมแล้ว ทรงเพ่งดูในเบื้องบนจากเทวดาทั้งหลาย บ่ายพระพักตร์ ทางทิศอุดรเสด็จกลับไป
เราได้นับถือพระองค์ผู้จอมสัตว์ผู้คงที่เป็นสรณะ ก่อนใครๆ เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัลป ใน ๓ หมื่นกัลป
แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีพระนามว่า มหาจุนทภิ และพระนามว่ารเถสภะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สรณคมนิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๒. มหาปริวารวรรค ๓. สรณคมนิยเถราปทาน (๑๑๓)
๑๑๓. อรรถกถาสรณคมนิยเถราปทาน
อปทานของท่านพระสรณคมนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสร้างสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ.
ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดขึ้น ท่านรูปนี้ได้เกิดเป็นจอมเทพประจำป่าหิมวันต์.
สมัยหนึ่ง เมื่อจอมเทพนั้นตระเตรียมเพื่อจะทำสงครามระหว่างยักษ์กับจอมเทพฝ่ายอื่น พวกบริวารของยักษ์มากมายประมาณได้ ๒,๐๐๐ ตนต่างก็ถือโล่และอาวุธเป็นต้นเข้าประชิดเพื่อจะทำสงครามกัน.
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระได้ทรงบังเกิดความกรุณาในสัตว์เหล่านั้น จึงเสด็จไปยังสถานที่นั้นโดยทางอากาศ แล้วทรงแสดงธรรมให้แก่ผู้จอมเทพพร้อมด้วยบริวาร ในกาลนั้น หมู่จอมเทพทั้งปวงนั้นต่างก็พากันทิ้งโล่และอาวุธ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยความเคารพนับถือเป็นอย่างมาก แล้วได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ.
หมู่จอมเทพเหล่านั้นได้ถึงสรณะที่ ๑ คือพระพุทธเจ้านี้แล. ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลกหลายครั้ง ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว.
ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดมาในเรือนที่มีสกุล เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงกุศลในกาลก่อนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้.
ในคำเริ่มต้นนั้นมีอรรถาธิบายว่า
จอมยักษ์ทั้งสองไม่ปรากฏชื่อและโคตร เหมือนสุจิโลมยักษ์ ขรโลมยักษ์ อาฬวกยักษ์ ท้าวกุมภีร์และท้าวกุเวรเป็นต้น เมื่อจะแสดงอ้างถึงโดยประการอื่น ท่านจึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า อุภินฺนํ เทวราชูนํ ดังนี้.
บทว่า สงฺคาโม สมุปฏฺฐิโต ความว่า ชื่อว่าสงคราม เพราะอรรถว่าเป็นสถานที่กลืนกินชั้นดี คือเข้าไปประชิดเพื่อการทะเลาะวิวาท, สงครามนั้นมีการตระเตรียม (ล่วงหน้า) เป็นอย่างดี คือตระเตรียมที่จะยึดในสถานที่แห่งหนึ่ง.
บทว่า อโหสิ สมุปพฺยูฬฺโห ความว่า เป็นกองเข้าไปประชิดใกล้อย่างพร้อมกัน.
บทว่า สํเวเชสิ มหาชนํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในอากาศแล้วยังหมู่ยักษ์เหล่านั้น ให้เกิดความสลดใจด้วยพระธรรมเทศนาอริยสัจ ๔ ได้แก่ทรงให้ถือเอา คือให้ทราบ ให้ตรัสรู้ ด้วยทรงชี้แจงถึงโทษ.
คำที่เหลือในที่ทุกแห่งมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาสรณคมนิยเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น