หน้าเว็บ

10 มีนาคม 2569

🎬 หนังไทย ← แม่นาคอาละวาด (พ.ศ. 2532)

 ตำนานแม่นาคส่วนใหญ่มักเริ่มจากแม่นาคตายทั้งกลมขณะที่ "พ่อมาก" ไปรบ เมื่อมากกลับมาก็ได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับวิญญาณของแม่นาคโดยไม่รู้ตัว จนกระทั่งความลับถูกเปิดเผย แม่นาคจึงเริ่ม อาละวาด เพราะความโกรธแค้นและความรักที่ไม่อยากจากคนรักไป
  
   
ยุคสมัยที่เกิดเรื่องนางนากพระโขนง
                เรื่องนางนากพระโขนงแต่เดิมเป็นมุขปาฐะที่เล่าสืบต่อกันมาเป็นเวลานาน ก่อนที่จะปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร ดังที่เอนก นาวิกมูล ได้กล่าวไว้ในหนังสือเปิดตำนานแม่นากพระโขนง” ตอนหนึ่งว่า
 สิ่งที่สามารถยืนยันคำกล่าวนี้ได้ คือ หนังสือชีวิตและงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระนิพนธ์ ม.จ.หญิง พูนพิศมัย ดิศกุล ซึ่ง สำนักพิมพ์ คลังวิทยา รวมพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2517 ในตอนท้ายสุดทรงกล่าวว่า เมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาฯยังเป็นนายทหารรักษาวังหลวงประมาณ พ.ศ.2420 สมเด็จฯกับเจ้าพี่เจ้าน้องลองทำสถิติถามคนเข้าออกประตูวังว่า ในบรรดา 4 ชื่อนี้ รู้จักใครบ้าง คือ
                1.ท่านขรัวโต(สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดระฆัง)
                2.พระพุทธยอดฟ้าฯ รัชกาลที่ 1
                3.จำไม่ได้ว่าใคร
                4.อีนากพระโขนง
                ปรากฏว่าคนรู้จัก อีนากพระโขนง มากที่สุด
 ข้อมูลที่เป็นหลักฐานอีกประการหนึ่ง คือ หนังสือสยามประเภท ฉบับมีนาคม ร.ศ.118 (พ.ศ.2442) ได้ลงจดหมายของผู้อ่านซึ่งใช้นามแฝงว่า “ผู้รับสยามประเภทแต่เดิม” เขียนคำถามในรูปของโคลงสี่สุภาพถาม ก.ศ.ร.กุหลาบ ซึ่งเกิดสมัยรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2377 ถึงแก่กรรมสมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ.2464 ว่า
         ขอถามกุหลาบเถ้า         เมธา หน่อยพ่อ
เป็นเรื่องโบราณมา        กล่าวแสร้
         จริงเท็จพ่ออาจสา         มารถตอบ ได้แน
          เพราะเรื่องเก่าแก่แท้        เล่ารู้ระบือเมือง
        นางนากปีศาจนั้น         เป็นไฉน หนะพ่อ
หรือว่ากล่าวลวงไถล       หลอกล้อ
              แต่ไม่ค่อยใกล้ ไกล        เพียงพระ โขนงนอ
     จริงเท็จอธิบายข้อ         นั่นนั้นอย่างไร
                ก.ศ.ร.กุหลาบได้ตอบเป็นร้อยแก้วลงในหนังสือฉบับเดียวกัน ความว่า
 จะเป็นวันเดือนปีใดไม่ทราบแน่ชัด พระศรีสมโภช (บุด) ผู้สร้างวัด มหาบุศย์เล่าเรื่องอำแดงนากพระโขนงถวายพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมสมเด็จพระ ปรมานุชิตชิโนรส(วัดโพธิ์) เสด็จอุปัชฌาย์ของนายกุหลาบว่าในรัชกาลที่ 3 อำแดงนากบุตรขุนศรีนายอำเภอ บ้านอยู่ปากคลองพระโขนง เป็นภรรยานายชุ่ม ตัวโขนทศกัณฐ์ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี อำแดงนาก คลอดลูกตาย นายชุ่มเอาศพไปฝังไว้ที่ป่าช้าวัดมหาบุศย์ เมื่อฝังแล้วก็หาได้เป็นปีศาจ หลอกหลอน แต่เพราะนายชุ่มเป็นคนมั่งมีและมีบุตรชายหญิงหลายคนซึ่งล้วนแต่ ยังไม่ได้ออกเรือน บุตรของนายชุ่มผู้หวงสมบัติกลัวบิดาจะมีภรรยาใหม่แล้วลูกๆ จะพากันอดตาย จึงทำอุบายใช้คนไปขว้างปาผู้ที่พายเรือผ่านไปมาตามลำคลอง ตรงป่าช้าที่ฝังศพอำแดงนาก ทำผีหลอกผู้คนตลอดจนช่วยนายชุ่มถีบ ระหัดวิดน้ำเข้านาและวิดน้ำกู้เรือของนายชุ่มที่ล่มอยู่ พวกลูกชายก็พากันแต่งตัวคล้ายแม่ หลอกหลอนชาวบ้านจนกลัวกันทั้งพระโขนง พระศรีสมโภชได้เล่าถวายสมเด็จ อุปัชฌาย์ไว้เท่านี้
                ต่อมาในปี พ.ศ.2455 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 56 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ประสูติเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2404) ทรงพระนิพนธ์บทละครร้องเรื่องอีนากพระโขนง เพื่อใช้ในการเล่นละครร้องจนโด่งดัง
                ทำให้นางนากนั้น เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในนามของผู้หญิงที่คลอดลูกตายและกลายเป็นผีที่หวงสามี ซึ่งเป็นต้นตำรับของวรรณกรรมเรื่องนางนากพระโขนง ในยุคต่อๆมา
                นอกจากนั้นผู้เขียนวิทยานิพนธ์ยังพบว่าในหนังสือชีวประวัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)” วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเขียนโดยมหาอำมาตย์ตรีพระยาทิพโกษา (สอน โลหะนันท์) เมื่อ พ.ศ.2473 ในตอนหนึ่งได้กล่าวถึงสมเด็จโตกับนางนากไว้ดังนี้
 ครั้นเมื่อนางนาคบ้านพระโขนง เขาตายทั้งกลม ปีศาจของนางนาคกำเริบ เขาลือกันต่อมาว่า ปีศาจนางนาคมาเป็นรูปคนช่วยผัววิดน้ำเข้านาได้จนทำให้ชายผู้ตัว มีเมียใหม่ไม่ได้ ปีศาจนางนาคเที่ยวรังควานหลอนหลอก คนเดินเรือในคลอง พระโขนงไม่ได้ ตั้งแต่ตะวันรอนๆลงไป ต้องแลเห็นปีศาจนางนาคเดินห่มสีบ้าง โหนตัวบนต้นโพธิ์ต้นไทรบ้าง พระสงฆ์ในวัดมันก็ล้อเล่น จนกลางคืนพระภิกษุ สามเณรต้องนอนรวมกัน ถ้าปลีกไปนอนองค์เดียวเป็นต้องถูกปีศาจนางนาครบกวน จนเสียงกร๊อกแกร๊กอื่นๆ ก็เหมาว่าเป็นปีศาจนางนาคไปหมด จนชั้นนักเลงกลางคืน ก็ต้องหยุดเซาลงเพราะกลัวปีศาจนางนาค พวกหมอผีไปทำเป็นผู้มีวิเศษตั้งพิธีผูกมัด เรียกภูตมัน มันก็เข้ามานั่งแลบลิ้นเหลือกตาเอาเจ้าหมอต้องเจ็งมันมาหลายคน จนพวกแย่งชิงล้วงลักปลอมเป็นนางนาคหลอกลวงเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านกลัวนางนาคเลยมุดหัวเข้ามุ้ง ขโมยเก็บเอาของไปสบาย ค่ำลงก็ต้องล้อมต้องนั่งกองกันยังรุ่ง ก็มีฯ
                สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) ท่านรู้เหตุปีศาจนางนาคกำเริบเหลือมือหมอ ท่านจึงลงไปค้างที่วัดมหาบุศในคลองพระโขนง พอค่ำท่านก็ไปนั่งปากหลุม แล้วท่านเรียกนางนาคปีศาจขึ้นมาสนทนากัน ฝ่ายปีศาจนางนาคก็ขึ้นมาพูดจาตกลงกันอย่างไร ไม่ทราบ ลงผลท้ายที่สุดท่านได้เจาะเอากระดูกหน้าผากนางนาคที่เขาฝังไว้มาได้
                แม้ว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ จะอ้างว่าผีนางนากพระโขนงไม่มีตัวตนจริง แต่ข้อสรุปเกี่ยวกับ ผีนางนากก็ไม่ยุติเพียงเท่านี้ เนื่องจากยังมีการเล่าเรื่องผีนางนากสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบันว่าเป็นเรื่องของผีผู้หญิงที่คลอดลูกตายทั้งกลมและหวงสามี พระโขนงในชีวประวัติของสมเด็จโตดังกล่าวข้างต้น
                อีกทั้งยังมีการกล่าวถึงเรื่องนางนาก
 อีกประการหนึ่งเมื่อผู้เขียนวิทยานิพนธ์ได้ศึกษาวรรณกรรมเรื่องนางนากพระโขนง ทั้ง 9 สำนวน พบว่าเหตุการณ์ในตอนที่นายมากจะต้องจากนางนากไปเข้าเดือนนั้นเป็นเหตุการณ์ ที่สอดคล้องกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา มาจนถึงต้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ว่าชายไทยจะต้องถูกเกณฑ์เข้ารับราชการที่เรียกว่า “เข้าเดือน” ดังปรากฏในกฎหมายตราสามดวงทั้งพระราชกำหนดเก่าและพระราชกำหนดใหม่ ความว่า
                พระราชกำหนดเก่า
                ...ในแผ่นดินสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 (พ.ศ.๒๐๗๐) มีหลักฐานอยู่ใน กฎหมายตราสามดวง(ลักษณะพระราชกำหนดเก่า) ประกาศเกี่ยวกับพวกไพร่ดังนี้
                “มีพระราชกำหนดกฎหมายไว้แต่ก่อนสืบๆหักมาให้เจ้าพระยาแลพระยา พระหลวงเมืองเจ้าราชนิกูลขุนหมื่นพันทนายฝ่ายทหารฝ่ายพลเรือนสมนอกสมใน สังกัดพรรคทั้งปวง ยืนเถบียรหางว่าวหมู่ไพร่หลวงและพรรคพวกสมกำลังเลวไทย เลวทาส..
                ในจำพวกไพร่หลวงมีกฎหมายประกาศใช้ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้า บรมโกษฐระบุพุทธศักราช ๒๒๕๑ มีข้อความว่า “... ไพร่ท้องหมู่เข้าเดือนออกเดือน ทำราชการทุกวันนี้ได้ความยากกว่าไพร่(หลวง)ส่วยทั้งปวงเป็นหลายเท่า...
                พระราชกำหนดใหม่
 ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์ทรงพระกรุณาธิคุณโปรดฯให้พวกไพร่เข้ามารับราชการเดือนหนึ่ง ออกไปเป็นอิสระแก่ตน สองเดือนเป็นแบบรัตนโกสินทร์เรียกได้ว่า “เข้าเดือน ออกสองเดือน” เป็นนิมิต งามแก่มวลพสกนิกรโดยทั่วหน้าว่าต่อๆไปจะได้รับความเป็นไทยเพิ่มพูนขึ้น ตามกาลสมัย ครั้นถึงแผ่นดินสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยพระมหากรุณาธิคุณ
 ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีก คือทรงโปรดฯให้พวกไพร่เข้าเวรเดือนหนึ่งออกเวรสามเดือน ปีหนึ่งๆพวกไพร่จึงมีหน้าที่เข้ามารับราชการเพียงสามเดือน มีอิสระเป็นไทยแก่ตน ถึงเก้าเดือน กฎหมายนี้ออกบังคับใช้ เมื่อ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๒ ปีมะเมีย โทศก ตรงกับวันที่ ๒ ธันวาคม พ.ศ.๒๓๕๓ ...เมื่อไพร่ทั้งหลายทั้งปวงได้รับ พระมหากรุณาธิคุณให้เข้ามาประจำทำเวรในปีหนึ่งเพียง ๓ เดือน นับแต่ พุทธศักราช ๒๓๕๓ เป็นต้นมาเช่นนี้แล้ว สิทธิของไพร่ที่จะเป็นไทยเป็นอิสระ แก่ตนก็คงอยู่ในเกณฑ์ 8 เดือนในปีหนึ่ง เป็นเช่นนี้ตลอดรัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ และส่วนหนึ่งของรัชกาลที่ ๕ กฎหมายซึ่งออกในพุทธศักราช ๒๔๒๐ (อันเป็นปีที่ 8 ในรัชกาลที่ ๕) ราชการในปีหนึ่งเป็นเวลา ๓ เดือน” ก็ยังยืนยันว่าพวกไพร่ยังต้องเข้ามารับ
 แม้ว่าการเข้าเดือนของพวกไพร่จะมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่หลักฐานต่างๆ ดังได้กล่าว แล้วข้างต้นทำให้เห็นได้ว่า เรื่องราวของนางนากพระโขนงนี้ได้เป็นที่รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาล ที่ 3 แต่ก็ปรากฏว่ามีเรื่องเล่าเกี่ยวกับนางนากพระโขนงอยู่ 3 สำนวน ได้แก่ นิทานเรื่องแม่นาคพระโขนง สำนวนธนากิต บทภาพยนตร์เรื่องนางนาก และนิทานท้องถิ่นเรื่องนางนาคพระโขนง ระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยรัชกาล 4 ดังนี้
                เรื่องราวของแม่นาคพระโขนง ผีตายทั้งกลมซึ่งโด่งดังเป็นที่รู้จักกันดีในเมืองไทย เกิดขึ้นในสมัยแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
                (นิทานเรื่อง แม่นาคพระโขนง: 253)
                มีเรื่องเล่ากันว่า ในแผ่นดินพระจอมเกล้าฯ มีผัวหนุ่มเมียสาวคู่หนึ่ง ผัวชื่อทิดมาก เมียชื่อนางนาค
                (นิทานท้องถิ่นเรื่อง นางนาคพระโขนง: 199)
                บทภาพยนตร์เรื่องนางนากไม่ได้กล่าวไว้โดยตรงว่าเรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงสมัยใด แต่ผู้แต่งใช้เหตุการณ์ในเรื่องเป็นการบ่งบอกเวลา เช่น การเกิดสุริยคราสเต็มดวง ซึ่งเป็นเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ดังความว่า
                ...บนท้องฟ้ายามนั้น เปลี่ยนจากสว่างกลับกลายเป็นมืดครึ้มน่าอัศจรรย์
                เห็นดวงอาทิตย์หม่นรัศมีลงจนเหมือนดวงจันทร์ในยามค่ำ
                ..สุริยคราสจับพระอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ
                (บทภาพยนตร์เรื่องนางนาก: ฉากที่ 1 ตอนที่ 7,14)
 นอกจากนี้หลักฐานในหนังสือชีวิตและงานของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงสมัยที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพยังเป็นนายทหารรักษาวังหลวง ในช่วงปี ซึ่งเล่าถึงอีนากพระโขนงว่าเป็นชื่อที่มีคนรู้จักมากที่สุด ดังได้นำข้อความดังกล่าว พ.ศ.2420 มาแสดงไว้ในหน้า 24 แล้ว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาปี พ.ศ. ดังกล่าวมาแล้ว ก็เห็นว่าอยู่ในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 เช่นกัน ดังนั้นหากจะกล่าวถึงยุคสมัยของการที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับนางนากพระโขนง เกิดขึ้น ก็ใคร่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ช่วงสมัยรัชกาลที่ 3 ถึง รัชกาลที่ 5
 การวิเคราะห์วรรณกรรมเรื่องนางนากพระโขนงทั้ง 9 สำนวน พบว่าทุกสำนวนมีฉาก โดยรวมของเรื่องเหมือนกัน โดยรวมของเรื่องเหมือนกัน ผู้เขียนวิทยานิพนธ์จึงกล่าวถึงฉากของเรื่องก่อนและวิเคราะห์ แต่ละสำนวนตามหัวข้อต่างๆ ได้แก่ จุดมุ่งหมายในการแต่ง รูปแบบการประพันธ์ โครงเรื่อง เนื้อเรื่อง ตัวละคร ฉาก และกลวิธีในการแต่งและลักษณะการใช้ภาษา แล้วจึงนำมาเปรียบให้เห็น ความเหมือนคล้ายและความแตกต่างในลำดับต่อไป
                ทุกสำนวนมีฉากที่เกิดเหตุการณ์สำคัญของเรื่องตรงกัน คือ มีเรื่องราวเกิดที่ตำบล พระโขนง กรุงเทพฯ ในเรื่องเป็นสถานที่ที่อยู่ริมคลองพระโขนง ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งบ้านเรือนของ ตัวเอกและที่ตั้งของวัด ดังจะขอยกตัวอย่างซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นฉากที่เกิดขึ้นที่พระโขนงมา แสดงไว้ดังนี้
                ผู้แต่งได้กล่าวถึงฉากซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของนายมากและนางนากว่าอาศัยอยู่ในตำบล พระโขนง ดังความว่า ฉากโรงนานายมาก ริมคลองพระโขนง ตัวละครมีนายมาก พรวนดินปลูกต้นไม้อยู่
                (บทลครร้องเรื่องอีนากพระโขนง: 43)
                นางนากเป็นหญิงสาวที่มีรูปโฉมค่อนข้างสรวย บ้านอยู่ในคลองพระโขนง ฝั่ง ตะวันตกข้างวัดมหาบุศย์ ตำบลพระโขนง สามีของนางนากชื่อนายมาก
                (ขุนชาญคดีเล่าเรื่องอีนากพระโขนง: 61)
                นาค เป็นลูกสาวของนายมั่นผู้มีฐานะมั่งคั่งระดับเศรษฐีสมัยนั้น ในย่านพระโขนง
                (นวนิยายเรื่องแม่นาคพระโขนง: 1)
                กาลครั้งหนึ่ง ณ ท้องที่อำเภอพระโขนง มีสามีภรรยาคู่หนึ่งสามีชื่อมาก ภรรยาชื่อนาค อยู่กินกันอย่างมีความสุข
                (นิทานพื้นบ้านเรื่องนางนาคพระโขนง: 97)
                หมู่เรือนชาวบ้านมืดสนิทในดงหมาก ทุกคนในบางพระโขนงหลับใหลกันสิ้น.... เห็นเรือนนางนากยังปรากฏแสงไฟตามไว้ดวงหนึ่ง...นางนากนั่งปั่นกระสวยกรอด้ายอยู่ ส่วนนายมากนั่งหยอกเย้าอยู่กับลูก
                บทภาพยนต์เรื่องนางมาก ฉากที่ 19 ตอนที่2-05
                หรือในตอนที่นางนากคลอดลูกตายทั้งกลมแล้วชาวบ้านนำศพไปฝังไว้ในป่าช้า วัดมหาบุศย์ริมคลองพระโขนง ดังนี้
ขอกล่าวลัดถึงลานวัดมหาบุษย์      ที่เคยขุดดินนูนพูนใหม่ๆ
ณ ประเทศเขตต์สถานชานเงาไม้  ตะเคียนใหญ่ปกคลุมฉอุ่มงาม
ถึงยามดึกเดือนแจ่มแอร่มฟ้า      ส่ำแสกซ่าวังเวงน่าเกรงขาม
สงัดเงียบสะพึงกลัวทั่วอาราม     วิเวกหวามแว่วเสียงสำเนียงครวญ
                (กลอนแปดเรื่องแม่นาคพระโขนง: 125)
                ชาวบ้านต่างช่วยกันนำศพของนางนาคไปฝังไว้ที่วัดมหาบุศย์ ใต้ต้นตะเคียน ริมคลองพระโขนง
                (นิทานเรื่องแม่นาคพระโขนง: 253)
                พวกชาวบ้านช่วยกันเอาศพนางนาคไปฝังไว้ใต้ต้นตะเคียนคู่ที่วัดริมคลองพระโขนง
                (นิทานท้องถิ่นเรื่องนางนาคพระโขนง: 199)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น