หน้าเว็บ

13 มีนาคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ จิตกปูชกวรรคที่ ๓๐

จิตกปูชกเถราปทานที่ ๑ (๒๙๑)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ต่างๆ [๒๙๓] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่า อชิตะ เราประสงค์จะทำการ บูชา จึงรวบรวม
ดอกไม้ต่างๆ ไว้ เราได้เห็นจิตกาธารของพระพุทธเจ้า พระนามว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลกอันรุ่งเรืองอยู่ จึงนำเอาดอกไม้ นั้นมาบูชาที่จิตกาธาร ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ใน กัลปที่ ๒๗ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์ ๗ พระองค์ ทรงพระนามว่า สุปัชชลิตะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ จิตกปูชกเถราปทาน.
 ๒๙๑. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑ วรรคที่ ๓๐ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ ความว่า เรามีความประสงค์จะทำการบูชาสักการะ. 
         บทว่า นานาปุปฺผํ สมานยึ ความว่า เราได้นำเอาดอกไม้เช่นดอกจำปาและดอกช้างน้าวเป็นต้นต่างๆ หลายชนิดมารวมไว้เป็นอย่างดี คือทำเป็นกอง. 
         บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน ความว่า เราได้เห็นจิตกาธานอันมีกองฟืนรุ่งเรืองลุกโพลงของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์คือเป็นญาติของชาวโลกทั้ง ๓ ทั้งหมดแล้วจึงได้นำเอาดอกไม้นั้นมาทำการบูชาที่จิตกาธานแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
ปุปผธารกเถราปทานที่ ๒ (๒๙๒)
ว่าด้วยผลแห่งการยกดอกไม้ขึ้นบูชา [๒๙๔] เราเป็นผู้นุ่งผ้าเปลือกไม้คากรอง ห่มหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างซ้าย ยังอภิญญา ๕ ให้บังเกิดแล้ว เป็นผู้ลูบคลำพระจันทร์ได้ เราได้เห็นพระศาสดาพระ นามว่าวิปัสสี ผู้ส่องโลกให้สว่างไสว ซึ่งเสด็จมาถึงสำนักเรา เราจึงยก ดอกแคฝอยขึ้นบูชาแด่พระองค์ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ยกดอกไม้ ใดขึ้นบูชา ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการยกดอกไม้ ขึ้นบูชา ในกัลปที่ ๘๗ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่า สมันตธรณะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปุปผธารกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปุปผธารกเถราปทาน.
๒๙๒. อรรถกถาปุปผธารกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อชินุตฺตรวาสโน ความว่า นุ่งห่มหนังเสือเหลืองและหนังมิคะเฉวียงบ่าข้างซ้าย. 
         บทว่า อภิญฺญา ปญฺจ นิพฺพตฺตา ความว่า ทำอภิญญา ๕ คือ ญาณ ๕ มีอิทธิวิธญาณเป็นต้นให้บังเกิดขึ้น คือให้สำเร็จขึ้นแล้ว. 
         บทว่า จนฺทสฺส ปริมชฺชโก ความว่า เราได้เป็นผู้ลูบคลำถูกต้องมณฑลพระจันทร์ไว้โดยรอบ. 
         บทว่า วิปสฺสี โลกปชฺโชตํ ความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เช่นกับประทีปส่องสว่างไสวไปในโลกทั้ง ๓ จนทั่วถึง ได้เสด็จมาใกล้เรา คือได้เสด็จมาถึงเป็นพิเศษ. 
         บทว่า ปาริจฺฉตฺตกปุปฺผานิ ความว่า เราได้นำเอาดอกปาริฉัตตกะมาจากเทวโลกแล้วยกขึ้นบูชาโดยอาการดุจฉัตร เบื้องบนของพระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี.
จบอรรถกถาปุปผธารกเถราปทาน 
ฉัตตทายกเถราปทานที่ ๓ (๒๙๓)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายฉัตร [๒๙๕] ในกาลนั้น บุตรของเราบวชแล้ว นุ่งห่มผ้ากาสายะ แล้วท่านนั้นบรรลุถึง ความเป็นพระพุทธะ อันชาวโลกบูชา นิพพานแล้ว เราค้นหาบุตรของตน ไปทางเบื้องหลังอาราม ได้ไปถึงจิตกาธารแห่งบุตรของเราผู้ดับแล้ว เป็น ผู้ใหญ่ เราประนมกรอัญชลี ไหว้จิตกาธารที่ป่าช้านั้น และยกฉัตรขาวขึ้น ตั้งประดิษฐานไว้ (บูชา) ในกาลนั้น ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ ยกฉัตรขึ้น (บูชา) ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการถวายฉัตร ในกัลปที่ ๒๕ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ เป็นจอมแห่งชน มีพระนามว่ามหารหะ มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระฉัตตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ฉัตตทายกเถราปทาน.
๒๙๓. อรรถกถาฉัตตทายกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า ปุตฺโต มม ปพฺพชิโต ความว่า บุตรของเราบวชแล้วด้วยความศรัทธา. 
         บทว่า กาสายวสโน ตทา ความว่า ในเวลาที่ได้บวชแล้วนั้น ก็นุ่งห่มด้วยผ้ากาสายะ คือมิได้บวชเป็นบรรพชิตนอกศาสนา. 
         บทว่า โส จ พุทฺธตฺตํ สมฺปตฺโต ความว่า บุตรของเรานั้นได้บรรลุความเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าในพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ด้วยดี คือบรรลุพระอรหัต. 
         บทว่า นิพฺพุโต โลกปูชิโต ความว่า ปรินิพพานแล้วด้วยขันธปรินิพพาน มีสักการะอันชาวโลกทั้งหมดกระทำการบูชาแล้ว. 
         บทว่า วิจินนฺโต สกํ ปุตฺตํ ความว่า เราได้ถามถึงที่บุตรนั้นไปแล้ว จึงได้ค้นหาบุตรของตน ติดตามไปข้างหลัง คือเป็นผู้ติดตามไป. 
         บทว่า นิพฺพุตสฺส มหนฺตสฺส ความว่า เราได้ไปถึงที่จิตกาธาน ในที่ประชุมเพลิงแห่งบุตรของเรานั้นผู้เป็นพระอรหันต์ยิ่งใหญ่ เพราะประกอบด้วยคุณมีสีลขันธ์เป็นต้นอันยิ่งใหญ่. 
         บทว่า ปคฺคยฺห อญฺชลึ ตตฺถ ความว่า เราได้ประคองอัญชลี คือประชุมนิ้วมือทั้ง ๑๐ ไว้เหนือศีรษะ ตรงที่จิตกาธานนั้นแล้วไหว้นอบน้อมกองไฟแล้ว. 
         บทว่า เสตจฺฉตฺตญฺจ ปคฺคยฺห ความว่า มิใช่แต่เราจะได้ไหว้อย่างเดียวเท่านั้น ยังได้ประคองฉัตรอันสะอาดยกขึ้นตั้งประดิษฐานไว้อีกด้วย.
จบอรรถกถาฉัตตทายกเถราปทาน 
สัททสัญญกเถราปทานที่ ๔ (๒๙๔)
ว่าด้วยผลแห่งการได้สัททสัญญา [๒๙๖] เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น ความเลื่อมใสของเรามีอย่างไพบูลย์ ความปรากฏ แห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ได้มีในโลก เราได้ ฟังแต่เสียงในความปรากฏนั้น แต่ไม่ได้เห็นพระชินเจ้า เมื่อเราจะทำกาล กิริยา ได้ระลึกถึงความจำหมายในพระพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสัททสัญญกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สัททสัญญกเถราปทาน
๒๙๔. อรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อนุคฺคตมฺหิ อาทิจฺเจ ความว่า เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น คือเมื่อกาลปัจจุบันสมัยยังไม่ปรากฏ. 
         บทว่า ปสาโท วิปุโล อหุ ความว่า ความเลื่อมใสแห่งใจของเราผู้ถูกโรคภัยเบียดเบียน ได้มีอย่างไพบูลย์มากมายด้วยการระลึกถึงแต่พระพุทธเจ้า. 
         เชื่อมความว่า ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ได้มีแล้วในโลก. 
         บทว่า โฆสมสฺโสสหํ ตตฺถ ความว่า เมื่อความปรากฏนั้นกำลังเป็นไปอยู่ เราได้ยินเสียงกึกก้องว่า เราเป็นไข้, พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว.
         บทว่า น จ ปสฺสามิ ตํ ชินํ ความว่า เราไม่ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงชนะมารทั้ง ๕ พระองค์นั้น คือเพราะเราเป็นไข้หนักจึงไม่สามารถจะไปเห็นได้. 
         บทว่า มรณญฺจ อนุปฺปตฺโต ความว่า ถึงเวลาใกล้จะตาย คือเป็นผู้จวนจะตาย. 
         บทว่า พุทฺธสญฺญมนุสฺสรี ความว่า เราได้ระลึกถึงพระนามว่าพระพุทธเจ้า คือได้ตั้งใจระลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์.
จบอรรถกถาสัททสัญญกเถราปทาน
โคสีสนิกเขปกเถราปทานที่ ๕ (๒๙๕)
ว่าด้วยผลแห่งการลาดไม้จันทน์ขาว [๒๙๗] เราออกจากประตูพระอารามแล้ว ได้ลาด (ทอด) ไม้จันทน์ขาวไว้ (เพื่อ ให้สงฆ์เดิน) เราได้เสวยกรรมของตน นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม ม้า สินธพอาชาไนย มีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นพาหนะเร็ว เราได้เสวยผลนั้น ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการลาดไม้จันทน์ขาว โอ กุศลสมภารน้อย (กลับ) ให้ผลมากมาย เราทำดีในเขตดี ผลอื่นไม่ได้เสี้ยวแห่งกุศล สมภารที่เรา ทำในสงฆ์ ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ลาดไม้จันทร์ขาว ในกัลปที่ ๗๕ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่ง มีนามว่าสุปติฏฐิตะ มีเดชมาก มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโคสีสนิกเขปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โคสีสนิกเขปกเถราปทาน.
๒๙๕. อรรถกถาโคสีสนิกเขปกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ความว่า ที่หนทางประตูออกของพระสงฆ์ จากประตูพระอาราม. 
         บทว่า โคสีสํ สนฺถตํ มยา ความว่า ที่หนทางประตูออกนั้น เราได้ลาดไม้จันทน์ขาวไว้เพื่อสำหรับเหยียบเดิน ด้วยมีเจตนาว่า คู่พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า และคู่เท้าของภิกษุสงฆ์ อย่าได้เหยียบลงไปที่โคลนเลย. 
         บทว่า อนุโภมิ สกํ กมฺมํ ความว่า ด้วยกำลังแห่งกรรมคือการลาดไม้จันทน์ขาวของตน เราจึงได้เสวยผล มีม้าอาชาไนยที่เร็วไวดุจสายลม มีม้าสินธพซึ่งเป็นพาหนะที่เร็วพลันเป็นต้น. 
         บทว่า อโห การํ ปรมการํ ความว่า กิจแม้เล็กน้อยที่เรากระทำไว้ด้วยดีในพระสงฆ์ซึ่งเป็นเขตที่ดี เพราะทานที่มีผลมากมาย จึงให้ผลอันยิ่งคือสูงสุด จัดเป็นความอัศจรรย์จริง. 
         ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า 
         เราได้กระทำกรรมคือการลาดไม้จันทน์ขาวไว้ในเขตแห่งพระสงฆ์ผู้มีกายสมาจารและวจีสมาจารอันบริสุทธิ์ ปราศจากโทษมีราคะและโทสะเป็นต้น การกระทำเช่นนี้ย่อมให้ผลมากมาย เปรียบเหมือนดังข้าวสาลีที่บุคคลหว่านลงในนาทั้งหลาย ที่ปราศจากโทษมีหญ้าเป็นต้น ย่อมให้ผลมากมายฉะนั้นแล. 
         บทว่า น อญฺญํ กลมคฺฆติ เชื่อมความว่า กรรมอื่นที่ทำในศาสนาอื่นภายนอก มีผลไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ส่วนที่ ๑๖ แห่งการบูชาสักการะที่บุคคลทำแล้วในพระสงฆ์เลย.
จบอรรถกถาโคสีสนิกเขปกเถราปทาน
อปทานที่ ๖, ๗, ๘, ๙ และ ๑๐ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกวรรคที่ ๓๐
ปทปูชกเถราปทานที่ ๖ (๒๙๖)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาพระบาท [๒๙๘] ในกาลนั้น เราเป็นกินนรอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ ปราศจากธุลี มีรัศมีผุดผ่องดังพระจันทร์ เวลานั้น เราได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ผู้นำโลกแล้วได้เอา (น้ำ) แก่นจันทน์และกฤษณา รดลงที่พระบาท ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระบาทใด ด้วย การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระบาท คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปทปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ปทปูชกเถราปทาน.
 เทสกิตติกเถราปทานที่ ๗ (๒๙๗)
 ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ [๒๙๙] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามว่าอุปสาลหกะ เราเข้าไปยังป่าชัฏ ได้ เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ประเสริฐกว่านระ ผู้ควรรับเครื่อง บูชาของโลก แล้วได้ถวายบังคมแทบพระบาท พระพุทธเจ้าทรงทราบว่าเรา มีจิตเลื่อมใสแล้ว ทรงหายไป เราออกจากป่าแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐสุด เราสรรเสริญประเทศนั้นแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอด กัลป ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้สรรเสริญประเทศใด ด้วยการ สรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเทสกิตติกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ เทสกิตติกเถราปทาน.
 สรณคมนิยเถราปทานที่ ๘ (๒๙๘)
 ว่าด้วยผลแห่งการถึงสรณะ [๓๐๐] ในกาลนั้น เราเป็นพรานอยู่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ได้เข้าเฝ้าพระ สัมพุทธเจ้าแล้ว ทำไวยาวัจกร ได้เข้าถึงพระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ เป็นสรณะ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ถึงสรณะใด ด้วยการถึงสรณะ นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถึงสรณะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสรณคมนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ สรณคมนิยเถราปทาน.
 อัมพปิณฑิยเถราปทานที่ ๙ (๒๙๙)
 ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลมะม่วง [๓๐๑] เราปรากฏว่าเป็นทานพ (อสูร) มีนามชื่อว่าโรมสะ เราได้ถวายผลมะม่วง แก่พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้แสวงหาคุณใหญ่ กัลปนี้ ๙๑ แต่กัลป นี้ เราได้ถวายผลมะม่วงใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลมะม่วง คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอัมพปิณฑิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อัมพปิณฑิยเถราปทาน.
 อนุสังสาวกเถราปทานที่ ๑๐ (๓๐๐)
 ว่าด้วยผลแห่งการประกาศคุณวิเศษ [๓๐๒] เราได้เห็นพระชินเจ้า พระนามว่าวิปัสสี กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต จึงได้ ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ ผู้คงที่ ในกาลนั้น เรามี จิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถวายบังคม (และ) ได้ประกาศพระพุทธเจ้าให้มหาชน ทราบ เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ ประกาศให้มหาชนทราบ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การประกาศ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอนุสังสาวกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อนุสังสาวกเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
               ๑. จิตกปูชกเถราปทาน ๒. ปุปผธารกเถราปทาน
               ๓. ฉัตตทายกเถราปทาน ๔. สัททสัญญกเถราปทาน
               ๕. โคสีสนิกเขปกเถราปทาน ๖. ปทปูชกเถราปทาน
               ๗. เทสกิตติกเถราปทาน ๘. สรณคมนิยเถราปทาน
               ๙. อัมพปิณฑิยเถราปทาน ๑๐. อนุสังสาวกเถราปทาน
บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๔๗ คาถา.
จบ จิตกปูชกวรรคที่ ๓๐.
อนึ่ง รวมวรรคได้ ๓๐ วรรค คือ
               ๑. กณิการปุปผิยวรรค ๒. หัตถิวรรค
               ๓. อาลัมพนทายกวรรค ๔. อุทกาสนทายิวรรค
               ๕. ตุวรทายิวรรค ๖. โถมกวรรค
               ๗. ปทุมุกเขปวรรค ๘. สุวรรณพิมโพหนวรรค
               ๙. ปรรณทายวรรค ๑๐. จิตกปูชกวรรค
                คาถาทั้งหมดมี ๔๕๑ คาถา บัณฑิตผู้แสดงอรรถ คำนวณบททั้งหมดได้ ๕๕๗๒ บท.
จบหมวดร้อยที่ ๓.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น