ว่าด้วยผลแห่งการบูชาควันดนตรีและดอกไม้
[๑๑๘] ข้าพระองค์ (เป็นรุกขเทวดา) พร้อมด้วยอำมาตย์และบริวารอยู่ที่ไม้เกตุ
เมื่อพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ปรินิพพาน แล้ว ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ไปสู่พระจิตกาธาร ประโคม ดนตรี ณ ที่นั้นโปรยของหอมและดอกไม้บูชา ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส โสมนัส ทำการบูชาที่พระจิตกาธาร ไหว้พระจิตกาธารแล้วกลับมาสู่ภพ ของตน ข้าพระองค์เข้าไปในภพแล้ว ยังระลึกถึงการบูชาพระจิตกาธาร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ด้วย กรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์แล้ว ละความ ชนะและความแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ในกัลปที่ ๓๑
![]() |
แต่ กัลปนี้ ข้าพระองค์บูชาพระจิตกาธารด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระจิตกาธาร ในกัลปที่ ๒๙
แต่ กัลปนี้ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ มีพระนามชื่อว่าอุคคตะ มีพล มาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว
พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระจิตกปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จิตกปูชกเถราปทาน
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๒. มหาปริวารวรรค ๖. จิตกปูชกเถราปทาน (๑๑๖)
๑๑๖. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
อปทานของท่านพระจิตกปูชกเถระ อันมีคำเริ่มต้นว่า วสามิ ราชายตเน ดังนี้.
แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ เบื้องหน้าแต่ที่ได้เกิดแล้วในภพ จะสร้างสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน.
ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ได้เกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ประจำไม้เกด ในระหว่างนั้น ได้ฟังธรรมร่วมกับพวกเทวดา เลื่อมใสแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ตนพร้อมกับบริวารช่วยกันถือของหอม เทียน ธูป ดอกไม้และเภรีเป็นต้นไปยังสถานที่ประชุมเพลิงพระบรมศพของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว บูชาด้วยเทียนเป็นต้นแล้ว ก็บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นด้วยดนตรีและสังคีตนานาชนิด.
ตั้งแต่นั้นมา ถึงตนเองจะกลับไปยังภพของตนแล้วก็ตาม ยังคงระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนเดิม คล้ายกับว่ากำลังถวายบังคมอยู่เฉพาะพระพักตร์.
ด้วยบุญนั้นนั่นแหละ เทพบุตรนั้นมีจิตเลื่อมใส จุติจากต้นเกดไปเกิดยังภพมีภพดุสิตเป็นต้น เสวยทิพยสมบัติแล้ว ต่อแต่นั้น (ก็ได้มาเกิด) ในมนุษย์ เสวยมนุษยสมบัติ.
ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มาเกิดในเรือนที่มีสกุล พอบรรลุนิติภาวะแล้วมีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
ในกาลต่อมา ท่านได้ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วสามิ ราชายตเน ดังนี้.
บทว่า ราชายตเน ได้แก่ ที่อยู่ของพวกเทวดา ชื่อราชายตนะ.
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ราชายตนะ นั้นเป็นชื่อของต้นไม้.
บทว่า ปรินิพฺพุเต ภควติ เชื่อมความว่า ในเวลาดับขันธปรินิพพานไม่มีอะไรเหลือโดยรอบแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลกพระนามว่าสิขี ผู้ปรินิพพานแล้ว.
บทว่า จิตกํ อคมาสหํ วิเคราะห์ว่า ชื่อว่าจิตะ เพราะเป็นสถานที่ที่พวกคนก่อทำให้เป็นกองด้วยไม้หอม มีไม้จันทน์ ไม้กฤษณา ไม้เทพทาโร ไม้การบูรและไม้กระวานเป็นต้น. จิตะนั่นแหละเป็นจิตกะ.
อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้ไปยังที่ใกล้จิตกาธาน เพื่อบูชาจิตกาธานด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า. เมื่อจะแสดงถึงหน้าที่ที่ตนไปกระทำในที่นั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตุริยํ ตตฺถ วาเทตฺวา ดังนี้.
คำที่เหลือทั้งหมดนั้น บัณฑิตพอจะรู้ได้เองโดยง่ายทีเดียวแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น