หน้าเว็บ

13 มีนาคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ โถมกวรรคที่ ๒๖

 โถมกเถราปทานที่ ๑ (๒๕๑)
 ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ [๒๕๓] เราอยู่ในเทวโลก ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ผู้ แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง
แล้วเบิกบานใจได้กล่าวคำนี้ว่า ขอนอบน้อม แด่พระองค์ บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ บุรุษสูงสุด พระองค์ ทรงแสดงอมฤตบท ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามได้ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้กล่าววาจาใด ในกาลนั้น ด้วยการกล่าววาจานั้น เราไม่รู้ จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโถมกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โถมกเถราปทาน.
เอกาสนทายกเถราปทานที่ ๒ (๒๕๒)
ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต [๒๕๔] เรากับภริยาต้องการจะก่อสร้างกุศลสมภาร ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐสุด จึงละเพศเทวดามาในมนุษย์โลกนี้ เรามีใจผ่องใส ได้ถวาย ภิกษาแก่พระเถระ ผู้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ มีนาม ชื่อว่าเทวละ ในกัลปที่หนึ่งแสนกัลปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายบิณฑบาต คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระเอกาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกาสนทายกเถราปทาน.
๒๕๒. อรรถกถาเอกาสนทายกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า วิชหิตฺวา นาม สมฺพุทฺโธ ความว่า ละทิ้งร่างเทวดาแปลงเพศเป็นมนุษย์. 
         บทว่า อธิการํ กตฺตุกาโม ความว่า เราเป็นเทวราชานามว่าเทวระ พร้อมด้วยภริยา มีความประสงค์จะทำบุญสมภารให้ยิ่งขึ้นไป เพราะมีความเอื้อเฟื้อในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ จึงได้พากันมาในมนุษยโลกนี้. 
         บทว่า ตสฺส ภิกฺขา มยา ทินฺนา ความว่า เรามีใจเลื่อมใสได้ถวายภิกษาคือบิณฑบาตแด่สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ซึ่งท่านมีชื่อว่าเทวละ.
จบอรรถกถาเอกาสนทายกเถระ
จิตกปูชกเถราปทานที่ ๓ (๒๕๓)
ว่าด้วยผลแห่งการทำพุทธบูชา [๒๕๕] พระสยัมภูสัมพุทธเจ้าผู้ไม่แพ้อะไรๆ พระนามว่าอานันทะ เสด็จ ปรินิพพานแล้วในป่าชัฏอันปราศจากมนุษย์ ในกาลนั้น เราจากเทวโลก มาในมนุษย์โลกนี้ ได้ทำจิตกาธารแล้วถวายพระเพลิงพระสรีระ ณ ที่นั้น และได้ทำสักการะ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระจิตตปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จิตกปูชกเถราปทาน.
๒๕๓. อรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อานนฺโท นาม สมฺพุทฺโธ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่าอานันทะ เพราะยังความเพลิดเพลิน คือความยินดีให้เกิดขึ้น (แก่มหาชน). 
         บทว่า อมนุสฺสมฺหิ กานเน ความว่า เสด็จปรินิพพานแล้วในป่าชัฏ คือป่าใหญ่ มีพวกอมนุษย์ยึดครอง คืออันตรธานไปแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ได้แก่ถึงการมองไม่เห็น. 
         บทว่า สรีรํ ตตฺถ ฌาเปสึ ความว่า เราจากเทวโลกมาในมนุษยโลกนี้แล้ว ได้ทำจิตกาธานแล้ว ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้นในป่านั้นแล.
จบอรรถกถาจิตกปูชกเถราปทาน
จัมปกปุปผิยเถราปานที่ ๔ (๒๕๔)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกจำปา [๒๕๖] มีภูเขาชื่อว่าวิกนะ อยู่ที่ไม่ไกลต่อภูเขาหิมวันต์ พระสมณเจ้าผู้มีอินทรีย์อัน อบรมแล้ว ประทับอยู่ ณ ท่ามกลางภูเขานั้น เราได้เห็นพระองค์ท่านสงบ ระงับ มีใจผ่องใส ได้ถือเอาดอกจำปา ๓ ดอก โปรยลงบูชา ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระจัมปกปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ จัมปกปุปผิยเถราปทาน
 สัตตปาฏลิยเถราปทานที่ ๕ (๒๕๕)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกแคฝอย [๒๕๗] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้รุ่งเรืองโชติช่วง ดังดอกกรรณิการ์ ประทับนั่ง อยู่ที่ระหว่างภูเขา จึงได้เก็บดอกแคฝอยมาบูชาแด่พระพุทธเจ้า ในกัลป ที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสัตตปาฏลิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ สัตตปาฏลิยเถราปทาน.
 อุปหนทายกเถราปทานที่ ๖ (๒๕๖)
 ว่าด้วยผลแห่งการถวายรองเท้า [๒๕๘] ในกาลนั้น เราชื่อว่าจันทนะ เป็นบุตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เราได้ ถวายรองเท้าคู่หนึ่ง (ด้วยความปรารถนาว่า) ท่านจงยังความตรัสรู้ให้สำเร็จ แก่เรา ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายรองเท้าใด ในกาลนั้น ด้วย การถวายรองเท้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายรองเท้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอุปาหนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อุปหนทายกเถราปทาน.
๒๕๖. อรรถกถาอปาหนทายกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อโหสึ จนฺทโน นาม ได้แก่ ชื่อว่าจันทนะ ก็ด้วยอำนาจนามบัญญัติ. 
         บทว่า สมฺพุทฺธสฺสตฺรโช ความว่า ในกาลก่อน เราเป็นบุตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า เกิดแต่อกของท่าน. 
         บทว่า เอโกปาหโน มยา ทินฺโน ความว่า เราได้ถวายรองเท้าคู่หนึ่ง. 
         บทว่า โพธึ สมฺปชฺช เม ตุวํ ความว่า ด้วยการที่เราได้ถวายรองเท้าคู่หนึ่งนั้น ขอท่านจงให้เราได้บรรลุสำเร็จพระสาวกโพธิญาณเถิด.
จบอรรถกถาอุปาหนทายกเถราปทาน
 มัญชริปูชกเถราปทานที่ ๗ (๒๕๗)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ต่างๆ [๒๕๙] เราทำพุ่มดอกไม้แล้ว เดินไปในถนน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่า สมณะทั้งหลาย แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส และมีปิติอย่างยิ่ง จึงประคองดอกไม้ด้วยมือทั้งสองบูชาแด่พระพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วย การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ใน กัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่ง เป็นใหญ่ ในแผ่นดิน มีนามชื่อว่าโชติยะ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมัญชริปูชกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ มัญชริปูชกเถราปทาน.
๒๕๗. อรรถกถามัญชริปูชกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า มญฺชริกํ กริตฺวาน ความว่า เราถือพุ่มดอกไม้คือผอบดอกไม้สด เดินไปตามถนนแล้วแล. 
         บทว่า ภิกฺขุ สงฺฆปุรกฺขตํ ได้แก่ แวดล้อมด้วยหมู่แห่งภิกษุ. 
         บทว่า สมณานคฺคํ เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เลิศประเสริฐกว่าเหล่าภิกษุสมณะทั้งหลาย. 
         บทว่า พุทฺธสฺส อภิโรปยึ ความว่า ก็ครั้นเราได้เห็นแล้ว ได้เอามือทั้งสองประคองยกดอกไม้นั้นขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าผุสสะ.
จบอรรถกถามัญชริปูชกเถราปทาน
 ปรรณทายกเถราปทานที่ ๘ (๒๕๘)
 ว่าด้วยผลแห่งการถวายใบไม้ [๒๖๐] เราเป็นผู้ทรง (นุ่งห่ม) ผ้าเปลือกไม้กรองอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์ เป็นผู้มีของ ไม่เค็มและใบไม้เป็นอาหาร และสำรวมในศีลทั้งหลาย เมื่อถึงเวลาอาหาร เช้า พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมาหาเรา เราเลื่อมใส ได้ ถวายอาหารนั้นแด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน ในกัลปที่ ๙๔ แต่ กัลปนี้ เราได้ถวายใบไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายใบไม้ ในกัลปที่ ๒๗ แต่กัลปนี้ เราได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิราชพระนามว่ายทัตถิยะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี พลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปรรณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ปรรณทายกเถราปทาน.
๒๕๘. อรรถกถาปัณณทายกเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า อโลณปณฺณภกฺโขมฺหิ ความว่า เรานำเอาน้ำนมและใบไม้เป็นต้นมาเพื่อเป็นอาหารเลี้ยงชีพ ต้มใบไม้ที่ปราศจากรสเค็มกินเป็นอาหาร. 
         อธิบายว่า เรามีใบไม้รสไม่เค็มเป็นอาหารเลี้ยงชีพ. 
         บทว่า นิยเมสุ จ สํวุโต ความว่า สำรวมในศีล ๕ มีปาณาติปาตา เวรมณีเป็นต้นเป็นนิตย์ ที่ชาวโลกกำหนดนิยมสำรวมกันแล้ว. 
         บทว่า ปาตราเส อนุปฺปตฺเต คือ เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารตอนเช้า. 
         บทว่า สิทฺธตฺโถ อุปคจฺฉิ มํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมาหาใกล้เราแล้ว. 
         บทว่า ตาหํ พุทฺธสฺส ปาทาสึ ความว่า เราได้ถวายใบไม้ที่เค็มนั้นแด่พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล.
จบอรรถกถาปัณณทายกเถราปทาน
 กุฏิทายกเถราปทานที่ ๙ (๒๕๙)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยกุฎี [๒๖๑] ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้าเสด็จเที่ยวไปสู่ป่า ประทับอยู่ที่โคนไม้ เรา ได้สร้างบรรณศาลาถวายแด่พระองค์ผู้ไม่ทรงแพ้อะไรๆ ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายกุฎีใบไม้ใด ด้วยการถวายกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกุฎี ในกัลปที่ ๓๘ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ มหาชนขนานพระนามว่า สัพพัตถอภิวัสสี คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระกุฏิทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ กุฏิทายกเถราปทาน.
 อัคคปุปผิยเถราปทานที่ ๑๐ (๒๖๐)
 ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกคันทรง [๒๖๒] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ประทับนั่งอยู่ในระหว่างภูเขา รุ่งเรืองด้วยพระรัศมีดังกองเพลิง เราถือเอา ดอกคันทรง เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้อุดมกว่านระ มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส บูชาแด่พระพุทธเจ้า ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา ในกัลปที่ ๒๕ แต่กัลปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนาม ว่ามิตตฆาตกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระอัคคปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อัคคปุปผิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. โถมกเถราปทาน ๒. เอกาสนทายกเถราปทาน
             ๓. จิตกปูชกเถราปทาน ๔. จัมปกปุปผิยเถราปทาน
             ๕. สัตตปาฏลิยเถราปทาน ๖. อุปหนทายกเถราปทาน
             ๗. มัญชริปูชกเถราปทาน ๘. ปรรณทายกเถราปทาน
             ๙. กุฏิทายกเถราปทาน ๑๐. อัคคปุปผิยเถราปทาน
                และในวรรคนี้ นับคาถาได้ ๔๑ คาถา.
จบ โถมกวรรคที่ ๒๖.
๒๖๐. อรรถกถาอัคคปุปผิยเถราปทาน
         พึงทราบเรื่องราวในอปทานที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :- 
         บทว่า สิขินํ สิขินํ ยถา ความว่า เราได้พบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้มีผิวพรรณดุจทองคำ รุ่งโรจน์สว่างไสวด้วยพระฉัพพรรณรังสีที่แผ่ซ่านออกจากพระสรีระ คล้ายกับกองไฟที่ลุกโพลงฉะนั้น. 
         บทว่า อคฺคชํ ปุปฺผมาทาย ความว่า เราได้ถือเอาดอกคันทรงยกขึ้นบูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี แล.
         จบอรรถกถาอัคคปุปผิยเถราปทาน
         จบอรรถกถาโถมกวรรคที่ ๒๖

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น