หน้าเว็บ

04 มีนาคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สุปาริจริยวรรคที่ ๑๗ กณิการฉทนิยเถราปทานที่ ๕ (๑๖๕)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยร่มดอกกรรณิการ์
[๑๖๗] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าเวสสภู เชษฐบุรุษของโลก
ผู้ประเสริฐกว่า นระ เป็นมุนี เสด็จเข้าป่าใหญ่เพื่อทรงพักกลางวัน เวลานั้น เราเก็บ เอาดอกกรรณิการ์มาทำเป็นร่ม ได้ทำหลังคา (เพดาน) ดอกไม้บูชาแด่ พระพุทธเจ้าในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๒๐ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๘ พระองค์ ทรงพระนาม ว่าโสณณาภา ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระกณิการฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ กณิการฉทนิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๗. สุปาริจริยวรรค. กณิการฉทนิยเถราปทาน (๑๖๕)
         ๑๖๕. อรรถกถากริการฉทนิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระกณิการฉทนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ ภพนั้นจะสั่งสมแต่บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นประจำเสมอ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว ได้เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา. 
         ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู ทรงมีพระประสงค์จะเพิ่มพูนความวิเวก จึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งยังป่าใหญ่. 
         ลำดับนั้น แม้อุบาสกคนนั้นก็ไปในป่าใหญ่นั้นด้วยการงานบางอย่าง ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งโพลงดุจกองไฟฉะนั้น มีใจเลื่อมใส เก็บดอกกรรณิการ์มาทำเป็นฉัตรแล้ว กั้นเป็นเพดานบูชาเบื้องบนพระแท่นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า เพดานดอกไม้นั้นตั้ง ๗ วันผ่านมาก็ยังไม่เหี่ยวแห้ง คงดำรงอยู่เหมือนเดิมทุกอย่าง. 
         แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังคงเข้าผลสมบัติและนิโรธสมาบัติอยู่. 
         เขามองเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว เกิดความโสมนัสใจ ไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนประคองอัญชลีอยู่. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากสมาบัติแล้ว ได้เสด็จไปยังพระวิหารเดิมนั้นนั่นแล. 
         ด้วยบุญอันนั้น เขาจึงได้เสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลกเสร็จแล้ว. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้เกิดในเรือนอันมีตระกูลในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ไม่ติดใจในเพศฆราวาส บวชแล้วทำพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งดงามด้วยข้อวัตรปฏิบัติ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ระลึกถึงบุพกรรมของตนได้ เกิดความโสมนัสใจ เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อนนั้น จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู นาม สมฺพุทฺโธ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺสภู มีวิเคราะห์ว่า 
         ชื่อว่าเวสสภู เพราะย่อมข่มคือครอบงำพวกแพศย์ ได้แก่ผู้เป็นพ่อค้าได้. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเวสสภู เพราะย่อมครอบงำท่วมทับพวกแพศย์ คือมารทั้ง ๕ อย่างเสียได้. 
         ชื่อว่าสัมพุทธะ เพราะทรงตรัสรู้สัจจะทั้งหลายด้วยพระองค์เอง. 
         อธิบายว่า พระสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าเวสสภู โดยพระนาม. 
         บทว่า ทิวาวิหาราย มุนี มีวิเคราะห์ว่า 
         ชื่อว่าทิวา เพราะย่อมรุ่งเรือง ส่องสว่างคือทำวัตถุนั้นๆ ให้ปรากฏชัดเจน. 
         การอยู่คือความเป็นไปด้วยอิริยบถ ๔ ชื่อว่าวิหาร. 
         กำหนดเวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกดิน, การอยู่ในเวลากลางวัน ชื่อว่าทิวาวิหาร. 
         อธิบายว่า พระพุทธมุนีเจ้าผู้องอาจกว่านระ ประเสริฐที่สุดในโลก เสด็จเข้าไปยังป่าใหญ่เพื่อประทับในเวลากลางวัน. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากณิการฉทนิยเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น