ว่าด้วยผลแห่งการทำที่จงกรม
[๔๔] เราได้ให้ทำที่จงกรม ซึ่งทำการฉาบทาด้วยปูนขาว ถวายแด่
พระมุนีพระนามว่าอโนมทัสสีเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ เราได้เอาดอกไม้ต่างๆ สี ลาดที่จงกรม ทำเพดานบนอากาศ แล้วทูลเชิญพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดให้ทรง ใช้สอย เวลานั้น เราประนมอัญชลีถวายบังคมพระองค์ผู้มีวัตรอัน งาม แล้วมอบถวายศาลาลีแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มีพระภาคผู้เป็น ศาสดายอดเยี่ยมในโลก มีพระจักษุ ทรงรู้ความดำริของเรา จึงอนุเคราะห์ รับไว้ พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ครั้นทรงรับแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า
| วีดีโอ |
ผู้ใดมีจิตโสมนัส ได้ถวายศาลาลีแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง จักปรากฏแก่ผู้นี้ พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม ในเวลาใกล้ตาย ผู้นี้จักไปสู่เทวโลกด้วยยาน นั้น เทวดาทั้งหลายจักพลอยบันเทิง ในเมื่อผู้นี้ไปถึงภพอันดี วิมานอัน ควรค่ามาก เป็นวิมานประเสริฐฉาบทาด้วยดินแก้ว ประกอบด้วยปราสาท อันประเสริฐ จักครอบงำวิมานอื่น ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัลป จักได้เป็นท้าวเทวราชตลอด ๒๕ กัลป และจักได้เป็นพระ เจ้าจักรพรรดิตลอด ๗๗ กัลป พระเจ้าจักรพรรดินั้นแม้ทั้งหมดมีพระนาม เดียวกันว่ายโสธร ผู้นี้ได้เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว ก่อสร้างสั่งสมบุญ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิใน ๒๘ กัลป (อีก) แม้ในภพนั้น จักมี วิมานอันประเสริฐ ที่วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ผู้นี้จักครองบุรีซึ่งมีเสียง ๑๐ อย่างต่างๆ กัน
ในกัลปจะนับประมาณมิได้ แต่กัลปนี้ ผู้นี้จักได้ เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน มีฤทธิ์มาก มีพระนามชื่อว่าโอกกากะ อยู่ใน แว่นแคว้น นางกษัตริย์ผู้มีวัยอันประเสริฐ มีชาติสูงกว่าหญิง ๖ หมื่น ทั้งหมด จักประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์ ครั้น ประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์แล้ว จักสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโอกกากราชจักทรงอภิเษกนางกัญญาผู้เป็นที่รัก กำลังรุ่นเป็นมเหสี พระนางจักยังพระเจ้าโอกกากราชให้โปรดปรานแล้วได้พร
ครั้นพระนาง ได้พรแล้ว จักให้ขับไล่พระราชบุตรและพระราชบุตรี พระราชบุตรและ พระราชบุตรีทั้งหมดนั้นถูกขับไล่แล้ว จักไปยังภูเขา เพราะกลัวความแตก ชาติ พระราชบุตรทั้งหมดจักสมสู่กับพระกนิษฐภคินี ส่วนพระเชษฐภคินี พระองค์หนึ่งจักเป็นโรคพยาธิ กษัตริย์ทั้งหลายจักตั้ง (ใจ) ลงมั่นว่า ชาติของเราอย่าแตกแยกเลย กษัตริย์จึงนำมาสมสู่กับพระเชษฐภคินีนั้น ความเกิดแห่งสกุลโอกกากะจักแตกแยก โอรสของกษัตริย์เหล่านั้นจักมี พระนามว่าโลกิยะ โดยชาติจักได้เสวยโภคสมบัติ อันเป็นของมนุษย์มิใช่ น้อยในภพนั้น
ผู้นี้เคลื่อนจากกายนั้นแล้วจักไปสู่เทวโลก แม้ในเทวโลก นั้น จักได้วิมานอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ผู้นี้อันกุศลมูลตักเตือน แล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลกมาสู่ความเป็นมนุษย์ จักมีชื่อว่าโสณะ จัก ปรารภความเพียร มีใจแน่วแน่ ตั้งความเพียรในศาสนาของพระศาสดา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน
พระผู้มีพระภาค พระนามว่า โคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐ ผู้รู้วิเศษ เป็นมหาวีระ ทรง เห็นคุณอนันต์จักตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศ เมื่อฝนตกในที่ประมาณ ๔ นิ้ว หญ้าประมาณ ๔ นิ้ว ลมซัด เว้น พระผู้มีพระภาคผู้คงที่ ซึ่งทรงประกอบความเพียร ความถึงที่สุด ไม่มียิ่งขึ้นไปกว่านั้น เรามีตนฝึกแล้วในการฝึกอันอุดม เราตั้งจิตไว้ดีแล้ว เราปลงภาระทั้งปวง ลงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะดับแล้ว พระอังคีรสมหานาค มีพระชาติสูง ดังพระยาไกรสร ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
ทราบว่า ท่านพระโสณโกฏิยเวสสเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ โสณโกฏิยเวสสเถราปทาน
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค ๒. โสณโกฏิยเวสสเถราปทาน (๔๒)
๔๒. อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถราปทาน
อปทานของท่านพระโสณโกฬิวิสเถระมีคำเริ่มต้นว่า อโนมทสฺสิสฺส มุนิโน ดังนี้.
พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา สมบูรณ์ด้วยสมบัติได้สร้างที่จงกรมอันงามเพื่อเป็นที่จงกรม ให้กระทำการฉาบโบกด้วยปูนขาว กระทำให้รุ่งเรืองเรียบราบดุจพื้นแว่น จัดแจงประทีป ธูปและดอกไม้เป็นต้น มอบถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานด้วยอาหารอันประณีต.
ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก.
ท่านเสวยทิพยสมบัติ โดยนัยที่กล่าวแล้วในพระบาลีนั้น เป็นผู้ขวนขวายในตระกูลที่ปฏิสนธิในระหว่าง เพราะฉะนั้น เรื่องทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยกระแสที่กล่าวแล้วในพระบาลี.
[ก็ในภพสุดท้ายท่านเกิดในโกลิยราชวงศ์ เจริญวัยแล้วปรากฏนามว่าโกฏิกัณณะ และว่ากุฏิกัณณะ เพราะทรงไว้ซึ่งเครื่องประดับหู มีค่าประมาณโกฏิหนึ่ง.]๑-
๑- ข้อความในวงเล็บไม่ควรมี เพราะพระเถระองค์นี้เป็นคนละองค์กับพระโสณโกฏิกัณณะ หรือโสณกฏิกัณณะ.
ท่านเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมได้ศรัทธาแล้ว บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาไม่นานก็บรรลุพระอรหัต.
ท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสิสฺส มุนิโน ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสิสฺส ความว่า การเห็นอันไม่ทราม ไม่ลามกคือดี ได้แก่พระสรีระอันเป็นทัสสนียะ เพราะประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ และเพราะงดงามด้วยมณฑลแห่งพระรัศมีด้านละวา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าใดมีอยู่.
พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงพระนามว่าอโนมทัสสี อธิบายว่า แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสีนั้น.
บทว่า ตาทิโน ความว่า ผู้มีความไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์.
บทว่า สุธาย เลปนํ กตฺวา ความว่า กระทำที่จงกรมฉาบด้วยปูนขาว และประดับด้วยประทีปธูป ดอกไม้ธงชัยและธงแผ่นผ้าเป็นต้น.
เนื้อความแห่งคาถาที่เหลือ มีเนื้อความรู้ได้ง่ายตามกระแสแห่งพระบาลีทีเดียว.
ชื่อว่ายโสธระ เพราะทรงไว้ซึ่งยศ กล่าวคือบริวารสมบัติและทรัพย์สมบัติ.
เชื่อมความว่า พระราชาทั้งหมดนั้น คือพระราชาผู้จักรพรรดิทั้ง ๗๗ พระองค์ มีพระนามเป็นอย่างเดียวกันว่า ยโสธระ.
บทว่า องฺคีรโส ความว่า รัศมีอันซ่านออกจากอวัยวะคือจากพระสรีระ ของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นชื่อว่าอังคีรส.
ชื่อว่า นาคะ เพราะไม่ไปอบายทั้ง ๔ ด้วยฉันทาคติ โทสาคติ โมหาคติและภยาคติ หรือด้วยสามารถแห่งปาปสมาจาร.
ชื่อว่า มหานาคะ เพราะอันเขาบูชาใหญ่ และเป็นผู้ประเสริฐ.
คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโสณโกฬิวิสเถราปทาน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น