Translate

01 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ อุปาลีเถราปทานที่ ๑ (๔๑)

ว่าด้วยพระอุบาลีปรารภกรรมของตน
 [๔๓] พระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก แวดล้อมด้วยพระขีณาสพ
วีดีโอ
หนึ่งพัน พระองค์ทรงประกอบความสงัด เสด็จไปเพื่ออยู่ในที่ลับ เรานุ่งห่มหนัง สัตว์ ถือไม้เท้าสามง่ามเที่ยวไป ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้นำของโลก แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ จึงทำหนังสัตว์เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมอัญชลี เหนือเศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้วชมเชยพระองค์ผู้นำ ของโลกว่า สัตว์ทั้งหลายที่เกิดในไข่ เกิดในเถ้าไคล เกิดผุดขึ้น เกิด ในครรภ์ และนกมีกาเป็นต้นทั้งหมด ย่อมเที่ยวไปในอากาศทุกเมื่อ ฉันใด
                สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีสัญญาก็ตาม ไม่มีสัญญาก็ตาม สัตว์ เหล่านั้น ก็ฉันนั้น ย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ทั้งหมด
                อนึ่ง กลิ่นหอมอันมีอยู่ที่ภูเขา ณ ภูเขาหิมวันต์อันเป็นภูเขาสูงสุด กลิ่นหอม ทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยวในศีลของพระองค์ โลกนี้พร้อมทั้ง เทวโลก แล่นไปเข้าความมืดมนใหญ่ โลกกำจัดความมืดได้ส่งแสงโชติ ช่วงอยู่ เพราะพระญาณของพระองค์ เปรียบเหมือนพระอาทิตย์อัสดงคต แล้ว โลกก็ถึงความมืด ฉันใด
                เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ สัตว์โลก ถึงความมืด ฉันนั้น (อนึ่ง) เปรียบเหมือนเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ย่อม ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันใด พระองค์ผู้เป็นพระพุทธเจ้าอันประเสริฐ สุด ก็ขจัดความมืดได้ทุกเมื่อ ฉันนั้น
 พระองค์ทรงส่งพระองค์ไปเพื่อ ความเพียร ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ทรงยังหมู่ชน เป็นอันมากให้ยินดีด้วยการปรารภกรรมของพระองค์ พระมหามุนีพระนาม ว่าปทุมุตระผู้เป็นนักปราชญ์ ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงอนุโมทนา แล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาศ ดังพระยาหงส์ในอัมพร พระสัมพุทธเจ้าผู้แสวง หาคุณอันใหญ่หลวง พระนามว่าปทุมุตระ เป็นศาสดาของเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ทรงเหาะขึ้นไปประทับอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า
                ผู้ใดเชยชมญาณอันประกอบด้วยข้ออุปมาทั้งหลายนี้ เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เขาจักได้เป็นท้าวเทวราช ๑๘ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๓๐๐ ครั้ง จัก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยจะคณานับมิได้
                ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เขาอันกุศล มูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นผู้ต่ำโดยชาติ (มีชาติต่ำ) มีชื่อว่าอุบาลีและภายหลังเขาบวชแล้ว หน่ายกรรมอันลามก กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน
 พระโคดมพุทธเจ้าผู้ศากยบุตร มียศใหญ่ จักทรงโปรดตั้งเขาไว้ในเอตทัคคสถานทางบรรลุ (ผู้ยิ่งด้วย) วินัย เราบวชด้วยศรัทธา ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะกำหนด รู้อาสวะทั้งปวง ไม่มีอาสวะอยู่ และพระผู้มีพระภาคทรงอนุเคราะห์เราว่า เราแกล้วกล้าในวินัย เราปรารภในกรรมของตน ไม่มีอาสวะอยู่ เราสำรวม ในพระปาติโมกข์และในอินทรีย์ ๕ ทรงพระวินัยอันเป็นบ่อเกิดรัตนะไว้ ได้หมดทั้งสิ้น พระศาสดาผู้ไม่มีใครเทียบถึงในโลก ทรงรู้คุณของเราแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระอุบาลีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ อุปาลีเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค. อุปาลีเถราปทาน (๔๑)
อุปาลิวรรคที่ ๕         
         ๔๑. อรรถกถาอุปาลิเถราปทาน๑-
- ม. ภาคิเนยฺยอุปาลิเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระอุบาลีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ดังนี้. 
         ก็พระเถระนี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน จึงละเรือนออกบวชเป็นฤาษี ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ สำเร็จการอยู่ ณ หิมวันตประเทศ. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงประสงค์วิเวก จึงเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ. ดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รุ่งโรจน์เหมือนพระจันทร์เพ็ญแต่ไกลเทียว มีใจเลื่อมใส กระทำหนังเฉวียงบ่า ประคองอัญชลี ถวายบังคมแล้วยืนอยู่นั่นแล ด้วยสดุดีเป็นอเนก. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคต ดาบสนี้จักบวชในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ จักได้เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้ปัญญาเฉียบแหลมในทางพระวินัย. 
         ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ มีฌานไม่เสื่อม บังเกิดในพรหมโลก. ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเสวยสมบัติ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นหลานของพระอุบาลีเถระในกรุงกบิลพัสดุ์. ท่านถึงความเจริญวัยโดยลำดับ บวชในสำนักของพระอุบาลีเถระผู้เป็นลุง เรียนพระกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. ท่านเป็นผู้มีญาณเฉียบแหลม เพราะเหตุที่ตนอยู่ในที่ใกล้อาจารย์. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของเราผู้มีปัญญาเฉียบแหลมในปัญหาพระวินัยนี้ ภาคิเนยยอุบาลีเป็นเลิศ. 
         ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น ชื่อว่าอาสวะ เพราะแล่นไปคือเป็นไปโดยรอบจดภวัคคพรหม. ชื่อว่า ขีณาสวา เพราะอาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้นสิ้นไป เหือดแห้งไป ผากไปแล้ว อันเธอกำจัดแล้ว. 
         ภิกษุผู้มีอาสวะสิ้นแล้วเหล่านั้นนั่นแลมีประมาณ ๑,๐๐๐ คือมีพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ รูปเป็นประมาณ. ด้วยพระขีณาสพประมาณ ๑,๐๐๐ นั้น. 
         เชื่อมความว่า พระโลกนาถแวดล้อมไปด้วยภิกษุผู้ขีณาสพเหล่านั้น ผู้ยังโลกให้ถึงพระนิพพาน ประกอบเนืองๆ ซึ่งวิเวก ย่อมเสด็จไปเพื่อหลีกเร้นคือเพื่อความเป็นผู้โดดเดี่ยว. 
         บทว่า อชิเนน นิวตฺโถหํ ความว่า เราอันหนังมฤคปิดบังไว้. อธิบายว่า นุ่งหนังสัตว์. 
         บทว่า ติฑณฺฑปริธารโก ความว่า ถือเอาท่อนไม้ ๓ อันเพื่อวางคนโทน้ำทรงไว้. 
         เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระองค์ผู้นำโลกผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์. 
         คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอุปาลิเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น: