Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสุตตันตปิฎก เล่ม.๒๔ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระสุตตันตปิฎก เล่ม.๒๔ แสดงบทความทั้งหมด

04 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ อสนโพธิยเถราปทานที่ ๑๐ (๖๐)

ว่าด้วยผลแห่งการปลูกไม้โพธิ์
 [๖๒] เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้พบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของโลก
เรา มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ผู้สูงสุดกว่านรชน เรา ร่าเริง มีจิตโสมนัสได้ปลูกไม้โพธิ์อันอุดม ถวายแด่พระผู้มีพระภาคพระ นามว่าดิสสะเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ ต้นไม้อันงอกขึ้นบนแผ่นดิน โดยนามบัญญัติชื่อว่าอสนะ (ประดู่) เราบำรุงโพธิ์ชื่ออสนะอันอุดมนี้อยู่ ๕ ปี จึงได้เห็นต้นไม้มีดอกบานน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้ขนพองสยอง เกล้า เมื่อจะประกาศกรรมของตน จึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เวลานั้น องค์พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะเป็นสยัมภูอัครบุคคล ประ ทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
 ผู้ใดปลูกต้น โพธิ์นี้ และกระทำพุทธบูชาโดยเคารพ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติในเทวดาทั้งหลาย ตลอด ๓๐ กัลป และจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๔ ครั้ง เคลื่อนจาก ดุสิตภพแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน เสวยสมบัติทั้งสองแล้ว จักรื่นรมย์ อยู่ในความเป็นมนุษย์ ผู้นั้นมีใจแน่วแน่เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มี อุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราประกอบ วิเวกเนืองๆ เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ ตัดเครื่องผูกดังช้างทำลายปลอก แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๙๒ แต่กัลปนี้ เราได้ปลูกต้นโพธิ์ในเวลา นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการปลูกต้นโพธิ์
                ในกัลปที่ ๗๕ แต่กัลปนี้ เวลานั้นได้มีพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีนามปรากฏว่าทัณฑเสน
                ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีพระนามว่า สมันตเนมิ ในกัลปที่ ๒๐ ถ้วนแต่กัลปนี้ ได้มีกษัตริย์พระนามว่าปุณณกะ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระอสนโพธิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบอสนโพธิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. วิธูปนทายกเถราปทาน ๒. สตรังสิยเถราปทาน
             ๓. สยนทายกเถราปทาน ๔. คันโธทกทายกเถราปทาน
             ๕. โอปวุยหเถราปทาน ๖. สปริวาราสนเถราปทาน
             ๗. ปัญจทีปกเถราปทาน ๘. ธชทายกเถราปทาน
             ๙. ปทุมเถราปทาน ๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน
                มีคาถา ๙๒ คาถา.

จบ วีชนีวรรคที่ ๖.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค ๑๐. อสนโพธิยเถราปทาน (๖๐)
         ๖๐. อรรถกถาอสนโพธิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอสนโพธิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว ได้รับความสุข เลื่อมใสในพระศาสนา ถือเอาผลไม้โพธิ์ที่ออกจากโพธิพฤกษ์ แล้วถือเอาต้นโพธิ์หนุ่มที่ออกจากต้นโพธิ์นั้น แล้วปลูกเป็นต้นโพธิ์. รักษาไว้บูชาโดยกรรมมีการรดน้ำเป็นต้นโดยประการที่จะไม่พินาศไป. 
         ด้วยบุญนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เพราะท่านมีบุญสมภารแก่รอบ ท่านมีอายุ ๗ ขวบท่านบรรพชาแล้วบรรลุพระอรหัตขณะปลงผมนั้นเอง. 
         ท่านปรากฏโดยชื่อแห่งบุญที่ตนบำเพ็ญในไว้ในกาลก่อนว่า อสนโพธิยเถระ. 
         ท่านระลึกถึงบุญสมภารในกาลก่อน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ชาติยา สตฺตวสฺโสหํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติยา ความว่า จำเดิมแต่กาลที่ตนคลอดจากครรภ์มารดา. 
         เชื่อมความว่า เรามีอายุ ๗ ขวบมีฤดูสรทะบริบูรณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ ผู้นำสัตวโลก. 
         บทว่า ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า ผู้มีจิตผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ไม่หวั่นไหวโดยประการ. อธิบายว่า ผู้มีใจคือผู้มีใจงาม ได้แก่ผู้มีจิตเกิดพร้อมกับโสมนัส. 
         บทว่า ติสฺสสฺสาหํ ภควโต ความว่า ชื่อว่าติสสะ เพราะเกิด ๓ ครั้ง ท่านเป็นผู้เกิดคือบังเกิดพ้นจากครรภ์ของมารดา จากชาติเป็นมนุษย์ และจากเบญจขันธ์เป็นพระพุทธเจ้า. 
         เชื่อมความว่า เราปลูกต้นอสนโพธิ์อันสูงสุด เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะนั้นผู้คงที่ ผู้ประเสริฐกว่าโลก. 
         บทว่า อสโน นามเธยฺย ความว่า ต้นโพธิ์ชื่อว่าอสนะ ได้เป็นต้นโพธิ์โดยนามบัญญัติ คือโดยนามสัญญา. 
         บทว่า ธรณีรุหปาทโป ความว่า ชื่อว่าธรณี เพราะทรงไว้ซึ่งเถาวัลย์ ต้นไม้ ภูเขา แม่น้ำคงคาและสาครเป็นต้น, 
         ธรณีนั้นคืออะไร คือแผ่นดิน. ชื่อว่าธรณีรุหะ งอกขึ้นคือตั้งอยู่บนแผ่นดินนั้น, ชื่อว่า ปาทโป เพราะดื่มด้วยเท้า. 
         อธิบายว่า ดื่มน้ำที่รดด้วยรากกล่าวคือเท้า คือย่อมทรงไว้ซึ่งรสแห่งอาโปธาตุ คือความสิเนหา. ต้นไม้นั้นด้วย งอกขึ้นบนแผ่นดินด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าธรณีรุหปาทปะ เราได้บำเรอคือได้ปลูกบำรุงต้นโพธิ์ชื่อว่าอสนะอันสูงสุด ตลอด ๕ ปี. 
         บทว่า ปุปฺผิตํ ปาทปํ ทิสฺวา ความว่า เห็นต้นโพธิ์ชื่อว่าอสนะ ที่เราปลูกไว้นั้นบานแล้ว คือการกระทำการชูชันแห่งขนอันน่าอัศจรรย์ เพราะมีดอกอันควรแก่สิ่งน่าอัศจรรย์ เมื่อระบุกรรมของตนคือเมื่อกล่าวโดยประการ จึงได้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาอสนโพธิยเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ ปทุมเถราปทานที่ ๙ (๕๙)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุมพร้อมด้วยธง
 [๖๑] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ กำลังทรงประกาศสัจจะ
๔ ทรงยัง ธรรมอันประเสริฐให้เป็นไป ทรงยังสายฝนอมฤตให้ตก ดับความเร่าร้อน มหาชนอยู่ เรายืนถือดอกปทุมพร้อมด้วยธงอยู่ที่ไกล ๒๕๐ ชั่วธนู มีความ โสมนัสได้โยนดอกปทุมพร้อมด้วยธงขึ้นไปบนอากาศ เพื่อบูชาพระ มุนีพระนามว่าปทุมุตระ และเมื่อดอกปทุมกำลังมา ความอัศจรรย์ก็เกิดมี ในขณะนั้น พระผู้มีพระภาคผู้ประเสริฐกว่าบรรดาคน ทรงทราบความ ดำริของเรา ทรงรับไว้ พระศาสดาทรงรับดอกปทุมอันอุดมด้วยพระหัตถ์ อันประเสริฐแล้ว ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า
 ผู้ใดโยนดอกปทุมนี้มาในพระสัพพัญญู ผู้นายกอุดม เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวย เทวรัชสมบัติตลอด ๓๐ กัลป จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครอง พสุธาอยู่ ๗๐๐ กัลป จักถือเอาอัตภาพในภพนั้นแล้ว จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ในกาลนั้น สายฝนดอกปทุมจักตกจากอากาศมากมาย ใน แสนกัลป พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้เป็นทายาทในธรรม ของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิต กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราออกจากครรภ์แล้วมีสติสัมปชัญญะ มีอายุ ๕ ปี โดยกำเนิด ได้บรรลุอรหัต คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว
                 พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้.
                 ทราบว่า ท่านพระปทุมเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบปทุมเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . ปทุมเถราปทาน (๕๙)
         ๕๙. อรรถกถาปทุมเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปทุมเถระมีคำเริ่มต้นว่า จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เมื่อพระปทุมุตตรมุนีกระทำความโชติช่วงแห่งพระสัทธรรมให้รุ่งเรืองอยู่ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ดำรงการครองเรือน ปรากฏว่า ท่านเพียบพร้อมด้วยโภคทรัพย์. ท่านเลื่อมใสในพระศาสดา ฟังธรรมอยู่กับมหาชน ได้ยืนถือกำดอกปทุมพร้อมด้วยธง. 
         ท่านได้ขว้างกำดอกปทุมนั้นพร้อมด้วยธงขึ้นสู่อากาศ เห็นความอัศจรรย์นั้น จึงเกิดโสมนัสอย่างยวดยิ่ง. ทำบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ในที่สุดแห่งชีวิต บังเกิดในสวรรค์ ได้ปรากฏและอันเขาบูชา ในฉกามาพจรสวรรค์ดุจธง เสวยทิพยสมบัติ และเสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธปุบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลสมบูรณ์ด้วยสมบัติ เพียบพร้อมด้วยศรัทธา เจริญวัยแล้วเกิดศรัทธา เพียงอายุ ๕ ขวบเท่านั้นได้บรรพชาแล้ว ไม่นานก็ได้เป็นพระอรหันต์ ท่านปรากฏโดยนามที่ท่านได้บำเพ็ญบุญไว้ว่า ปทุมเถระ ดังนี้. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจํ ความว่า ที่ชื่อว่าสัจจะ เพราะแท้ ไม่ผิด ไม่คลาดเคลื่อน. 
         ที่ชื่อว่าจตุสัจจะ เพราะท่านรวบรวมสัจจะ ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะและมัคคสัจจะ 
         เมื่อประกาศคือเมื่อกระทำสัจจะ ๔ นั้นให้ปรากฏในโลก. 
         บทว่า อมตํ วุฏฺฐึ ความว่า เมื่อยังสายน้ำฝนคืออมตมหานิพพานให้ตกอยู่คือหลั่งไหล ยังโลกนี้พร้อมด้วยเทวโลกให้ชุ่มอยู่ คือยังความเร่าร้อนคือกิเลสทั้งปวงให้ดับ ชื่อว่าย่อมยังฝน คือพระธรรมให้ตก. 
         บทว่า สธชํ ปทุมํ คยฺห ความว่า ถือดอกปทุม คือกำดอกปทุมรวมกับธง. 
         บทว่า อฑฺฒโกเส ฐิโต อหํ ความว่า ได้ยกดอกปทุมและธงทั้งสองขึ้นยืนอยู่แล้ว. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปทุมเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ ธชทายกเถราปทานที่ ๘ (๕๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายธงและบำรุง
 [๖๐] เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ยกธงขึ้นปักไว้ที่ไม้โพธิ์อันเป็นต้นไม้อุดม
แห่ง พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เราเก็บใบโพธิ์ที่หล่นเอาไปทิ้งภายนอก ได้ไหว้ไม้โพธิ์อันอุดม ดังได้ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าผู้หมดจดทั้งกาย ในภายนอก ทรงพ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะเหมือนดังเฉพาะพระพักตร์ พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชาประทับ ยืนท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
 ด้วยการถวายธงและ ด้วยการบำรุงทั้งสองนี้เขาจะไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัลป จักได้เสวยความ เป็นเทวดารูปงามไม่น้อยในเทวดาทั้งหลาย จักได้เป็นพระราชาในแว่น แคว้นหลายร้อยครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามชื่อว่าอุคคตะ ครั้นเสวยสมบัติแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักยินดียิ่งในพระศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม เราเป็นผู้มีจิตแน่วแน่เพื่อความเพียรสงบ ระงับไม่มีอุปธิ ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในพระศาสนาของพระสัมพุทธเจ้า
                ในกัลปที่ ๕๑๐๐ ได้มีกษัตริย์หลายพระองค์ พระนามว่าอุคคตะ มีเสนา ประมาณ ๕ หมื่น มีชื่อว่าเขมะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระธชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบธชทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . ธชทายกเถราปทาน (๕๘)
         ๕๘. อรรถกถาธชทายกเถราปทาน 
         อปทานของท่านพระธชทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ให้กระทำธงด้วยผ้าดีๆ มากมาย คือได้กระทำการบูชาด้วยธง. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในตระกูลสูง เป็นผู้ควรบูชาแล้ว ในภพที่ตนเกิดแล้วๆ. 
         ครั้นต่อมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา เป็นผู้มีโภคะมาก มียศ มีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสดา ละการครองเรือนบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         ความแห่งคำนั้นมีอรรถดังกล่าวในก่อนนั้นแล. 
         บทว่า หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ความว่า ผู้มีรูปกายอันบริสุทธิ์ชื่อว่าร่าเริง เพราะประกอบด้วยจิตอันเกิดพร้อมด้วยโสมนัส ชื่อว่ามีจิตร่าเริง คือมีจิตยินดี เพราะมีจิตประกอบด้วยศรัทธา. 
         บทว่า ธชมาโรปยึ อหํ ความว่า ชื่อว่าธชะ เพราะอรรถว่าสะบัด คือไหว. เราได้ยกธงนั้นขึ้นคล้องไว้บนปลายไม้ไผ่แล้วบูชา. 
         บทว่า ปติตปตฺตานิ คณฺหิตฺวา ความว่า เราถือเอาใบต้นโพธิ์ที่หล่นแล้วทิ้งเสียภายนอก. 
         บทว่า อนฺโตสุทฺธํ พหิสุทฺธํ ความว่า เราได้ไหว้ คือได้กระทำการนอบน้อมต้นโพธิ์อันสูงสุดในที่พร้อมหน้า ดุจว่าต่อพระพักตร์พระสัมพุทธะผู้บริสุทธิ์ภายในจิตตสันดานและนามกาย และบริสุทธิ์ในภายนอกคือรูปกายมีจักขุปสาทและโสตปสาทเป็นต้น ผู้หลุดพ้นวิเศษยิ่งคือหลุดพ้นจากกิเลส ผู้ไม่มีอาสวะ. 
         คำเหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธชทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ ปัญจทีปกเถราปทานที่ ๗ (๕๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
 [๕๙] เราเชื่อสนิทในพระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ
ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง เป็นผู้มีความเห็นตรง เราได้ถวายประทีป (ทำการบูชาด้วยประทีป) แวดล้อมไว้ที่ไม้โพธิ์ ในครั้งนั้นเราเชื่อ จึงได้ ทำการบูชาด้วยประทีปที่ไม้โพธิ์ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็น เทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงดวงไฟไว้ ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยประทีป เราย่อมมองเห็นได้ภายใน หม้อ ภายในหินล้วน ตลอดล่วงภูเขาในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ ด้วยกรรม ที่เหลืออยู่นั้น เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เราทรงกายอันเป็นที่สุดนี้ อยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้จอมสัตว์ในกัลปที่ ๓๔๐๐ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิพระนามว่าสตจักขุ มีพระเดชานุภาพมาก มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปัญจทีปกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . ปัญจทีปกเถราปทาน (๕๗)
         ๕๗. อรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปัญจทีปกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล อยู่ครองเรือน ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธา เลื่อมใส เห็นมหาชนทำการบูชาอยู่ แม้ตนเองก็แวดล้อมต้นโพธิ์ ตามประทีปบูชา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น รุ่งเรืองในภพที่ตนเกิดในที่ทุกสถานนั้นแล อยู่ในวิมานที่เพียบพร้อมด้วยความรุ่งเรืองเป็นต้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบรรพชาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งการบูชาด้วยประทีป ท่านจึงปรากฏนามว่า ทีปกเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล. 
         บทว่า อุชุทิฏฺฐิ อโหสหํ ความว่า เราได้ละทิ้งความคดโกงคือมิจฉาทิฏฐิ ได้เป็นผู้สัมมาทิฏฐิอันตรง ไม่คดโกงคือได้บรรลุถึงความเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิแล้ว. 
         ในบทว่า ปทีปทานํ ปาทาสึ มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่าปทีป เพราะรุ่งโรจน์โชติช่วงโดยประการ. การให้ประทีปนั้น ชื่อว่าปทีปทาน. 
         ความว่า เราได้ให้ประทีปนั้น คือได้กระทำการบูชาด้วยประทีป. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นในที่ทั้งปวงทีเดียวแล.
จบอรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ สปริวาราสนเถราปทานที่ ๖ (๕๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต
 [๕๘] เราไปสู่สถานที่อันไม่เศร้าหมอง ประดับด้วยมะลิซ้อน
แล้วได้ถวาย บิณฑบาตแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ พระพุทธเจ้าผู้อัครนายก ของโลก ผู้ซื่อตรง มีพระหฤทัยมั่นคง ประทับนั่งบนอาสนะนั้น ทรง ประกาศอานิสงส์บิณฑบาตว่า พืชแม้จะน้อยที่ชาวนาปลูกลงในนาดี มหาเมฆสายฝนให้ตกเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ยินดี ฉันใด บิณฑบาต นี้ ท่านปลูกลงในนาดี ผลจักยังท่านให้ยินดีในภพที่เกิด ฉันนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้อุดม ตรัสดังนี้แล้ว ทรงรับบิณฑบาต แล้วบ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดรเสด็จไป เราสำรวมในพระปาติโมกข์และใน อินทรีย์ ๕ ขวนขวายในวิเวกไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระสปริวาราสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ สปริวาราสนเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . สปริวาราสนเถราปทาน (๕๖)
         ๕๖. อรรถกถาสปริวาราสนเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสปริวาราสนเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นั้นได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา เชื่อผลแห่งทาน ได้ถวายบิณฑบาตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ก็แลครั้นถวายแล้ว ได้ประดับอาสนะที่นั่งฉัน เพื่อประโยชน์แก่การนั่งฉันในโรงฉัน ด้วยดอกมะลิและดอกมัลลิกาเป็นต้น 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแล้ว ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่างต่างๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว มีศรัทธามีความเลื่อมใส บรรพชาแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านบรรลุบทอันสงบอย่างนี้แล้ว ใคร่ครวญด้วยญาณว่า เพราะบุญอะไรหนอ เราจึงบรรลุสันติบทนี้ เห็นบุพกรรมแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้ 
         คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้ว. 
         บทว่า ปิณฺฑปาตํ อทาสหํ ความว่า อาหารชื่อว่าบิณฑบาต เพราะกระทำก้อนข้าวที่ได้ในที่นั้นๆ ให้เป็นคำๆ แล้วกลืนกินคือเคี้ยวกิน เราได้ถวายบิณฑบาตนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. อธิบายว่า ให้พระผู้มีพระภาคเสวย. 
         บทว่า อกิตฺตยิ ปิณฺฑปาตํ ความว่า พระองค์ได้ประกาศคุณานิสงส์แห่งบิณฑบาตที่เราถวายแล้ว. 
         บทว่า สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ ความว่า เราเป็นผู้สำรวมแล้ว ปิดกั้นแล้วด้วยปาติโมกขสังวรศีล. 
         บทว่า อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ ความว่า เราคุ้มครองแล้วจากรูปารมณ์เป็นต้นในอินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น และคุ้มครองซึ่งอินทริยสังวรศีล. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสปริวาราสนเถราปทาน 

03 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ โอปวุยหเถราปทานที่ ๕ (๕๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายม้าอาชาไนย
 [๕๗] เราได้ถวายม้าอาชาไนย แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
ครั้นมอบ ถวายในพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กลับไปเรือนของตน พระอัครสาวกของ พระศาสดามีนามชื่อว่าเทวิล ผู้เป็นทายาทแห่งธรรมอันประเสริฐ ได้มา สู่สำนักของเรา (กล่าวว่า) พระผู้มีพระภาคผู้นำประโยชน์ทั้งปวง ม้า อาชาไนยไม่ควร พระองค์ผู้มีจักษุทรงทราบความดำริของท่าน จึงทรงรับ ไว้ เราจึงตีราคาม้าสินธพซึ่งมีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นพาหนะเร็ว แล้ว ได้ถวายของที่ควรแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เราเข้าถึงกำเนิด ใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ม้าอาชาไนยอันมีกำลังวิ่งเร็วดัง ลม เป็นที่ยินดี ย่อมเกิดแก่เรา (เราดำริว่า) ชนเหล่าใดได้อุปสมบท ชนเหล่านั้นได้ดีแล้วหนอ เราพึงเข้าไปเฝ้าบ่อยๆ ถ้าพระพุทธเจ้ามีใน โลก เราได้เป็นพระราชาผู้มีพลมาก ครอบครองแผ่นดินมีสมุทร ๔ เป็น ที่สุด เป็นใหญ่แห่งชนชาวชมพูทวีป ๒๘ ครั้ง ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่ เรา นี้เป็นครั้งหลังสุด เราละความชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะอัน ไม่หวั่นไหว
               ในกัลปที่ ๓๕๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นกษัตริย์มีเดช มาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระโอปวุยหเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ โอปวุยหเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค ๕. โอปวุยหเถราปทาน (๕๕)
         ๕๕. อรรถกถาโอปวัยหเถราปทาน
         อปทานของท่านพระโอปวัยหเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ เมื่อพระอาทิตย์คือพระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระปรากฏในโลกแล้ว ท่านบังเกิดในสกุลอันสมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว มีทรัพย์มากมีโภคะมากอยู่ครองฆราวาส เลื่อมใสในพระศาสนามีความเลื่อมใสและนับถือมากในพระศาสดา ได้ทำการบูชาด้วยม้าสินธพตัวอาชาไนย. 
         ก็แลครั้นบูชาแล้วคิดว่า ช้างและม้าเป็นต้นไม่สมควรแก่สมณะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เราจักถวายกัปปิยภัณฑ์ ให้ตีราคากัปปิยภัณฑ์นั้น แล้วได้ถวายจีวรอันสำเร็จด้วยผ้าฝ้าย ผ้ากัมพลและโกเชาว์เป็นต้น และถวายเภสัชบริขารมีการบูรและเปรียงเป็นต้น อันสมควรด้วยกหาปณะ ซึ่งมีราคาตามกัปปิยภัณฑ์นั้น. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพาหนะเป็นอันมากมีช้างและม้าเป็นต้น ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในพระศาสนา เรียนพระกรรมฐานเจริญวิปัสสนา ตั้งอยู่ในพระอรหัต ตามลำดับแห่งมรรค ด้วยอำนาจบุญสมภารที่ท่านบำเพ็ญในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า โอปวัยหเถระ ดังนี้. 
         ท่านใคร่ครวญว่า เพราะกรรมอะไรหนอ เราจึงได้บรรลุสันติบทนี้ รู้บุพกรรมด้วยญาณโดยประจักษ์ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั้นแล. 
         บทว่า อาชานียมทาสหํ ความว่า เราได้ถวาย คือได้บูชาม้าสินธพผู้มีชาติอันสูงสุดผู้อาชาไนย. 
         บทว่า สปตฺตภาโร๑- ความว่า บริขาร ๘ อันถึงแก่ตนนั้น เป็นภาระของผู้ใด ผู้นั้นถือว่ามีภาระอันเป็นของตน. อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วยบริขาร ๘. 
๑- บาลีว่า สพฺพตฺถหาโร. 
         บทว่า ขมนียมทาสหํ ความว่า บริขารอันเป็นกัปปิยะมีจีวรเป็นต้น อันเหมาะแก่การยังอัตภาพให้เป็นไป. 
         บทว่า จริโม ได้แก่ ภพที่สุด คือภพที่ถึงที่สุด. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโอปวัยหเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ คันโธทกทายกเถราปทานที่ ๔ (๕๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายหม้อน้ำหอม
 [๕๖] ในกาลนั้น ได้มีการฉลองพระมหาโพธิ์แห่งพระพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตระ เราได้ถือเอาหม้ออันวิจิตร บรรจุเต็มด้วยน้ำหอมแล้วได้ถวาย ก็ในเวลาสรงน้ำไม้โพธิ์มหาเมฆยังฝนให้ตก และได้มีเสียงบันลือดังลั่น ในเมื่อสายฟ้าผ่า ด้วยกำลังสายฟ้านั้นแล เราทำกาละ ณ ที่นั้น เราอยู่ ในเทวโลก ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ พระคุณสมบัติ แห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย ซากศพของเราตก ลง เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ภพของเรา ๗ ชั้น สูงสุดน่าหวาดเสียว นางเทพกัญญา ๑ แสนแวดล้อมเราเสมอ ความป่วยไข้ไม่มีแก่เรา ความ เศร้าโศกไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นความเดือดร้อนเลย นี้เป็นผลแห่งบุญ กรรม ในกัลปที่ ๒๘๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่าสังวสิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระคันโธทกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ คันโธทกทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค ๔. คันโธทกทายกเถราปทาน (๕๔)
         ๕๔. อรรถกถาคันโธทกทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระคันโธทกทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระมุนีผู้ประเสริฐองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในเรือนมีสกุล. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เห็นชาวเมืองกระทำการบูชาต้นโพธิ์ จึงบรรจุหม้ออันวิจิตรด้วยน้ำหอมเจือด้วยจันทน์ การบูรและกลัมพักเป็นต้นให้เต็ม รดต้นโพธิ์ ขณะนั้นฝนตกโดยเป็นสายน้ำใหญ่ ในกาลนั้นท่านทำกาลด้วยอสนีบาต ด้วยบุญกรรมนั้นๆ เอง. ท่านบังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั่นแล ได้กล่าวคาถามีอาทิว่า อโห พุทโธ อโห ธมฺโม ดังนี้. 
         ท่านเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้ เป็นผู้ปราศจากความเร่าร้อนทั้งปวง เข้าถึงความผู้เย็นเป็นสุขในที่ๆ ตนเกิดแล้วๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วเริ่มกรรมฐานเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยบุญกรรมที่บำเพ็ญไว้ในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า คันโธทกทายกเถระ. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั้นแล. 
         บทว่า มหาโพธิมโห อหุ ความว่า ได้มีการบูชาต้นโพธิ์ใหญ่แล้ว. 
         บทว่า วิจิตฺตํ ฆฏมาทาย ความว่า ถือเอาหม้ออันเต็มด้วยน้ำหอมอันงามวิจิตรด้วยจิตรกรรมและสุวรรณกรรมเป็นอันมาก. 
         บทว่า คนฺโธทกมทาสหํ แปลว่า ได้ให้น้ำหอม. อธิบายว่า เราได้รดด้วยน้ำหอม. 
         บทว่า นฺหานกาเล จ โพธิยา ความว่า ในสมัยเป็นที่กระทำการบูชาต้นโพธิ์. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคันโธทกทายกเถราปทาน 

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ สยนทายกเถราปทานที่ ๓ (๕๓)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน
 [๕๕] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายที่นอนแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
ผู้ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งปวง พระองค์นั้น ด้วยการถวายที่นอนนั้น โภคสมบัติย่อมเกิดแก่เรา เปรียบเหมือนพืช (ข้าวกล้า) สำเร็จในนาดี นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราย่อมสำเร็จการนอนในอากาศ ย่อมทรง แผ่นดินนี้ไว้ เราเป็นใหญ่ในสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน ใน ๕ พันกัลป ได้มีพระมหาวีระ ๘ พระองค์ ในกัลปที่ ๓๕๐๐ ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลมาก ๔ พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สยนทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . สยนทายกเถราปทาน (๕๓) 
 ๕๓. อรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสยนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองฆราวาส เสวยสุขอยู่ ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เลื่อมใสในพระศาสดา ให้คนทำเตียงอันควรแก่ค่ามาก สำเร็จด้วยงา ทอง เงิน แก้วมุกดาและแก้วมณี ลาดแผ่นผ้าอันนำมาแต่เมืองจีนและผ้ากัมพลเป็นต้น ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงบรรทม. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการอนุเคราะห์แก่ท่าน แล้วทรงบรรทม ณ ที่นั่น ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสุขในการไปในอากาศและสุขในการนอนเป็นต้นอันสมควรแก่บุญกรรมนั้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสกุลแห่งหนึ่ง อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสบวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่ช้านักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. 
         บทว่า สุเขตฺเต พีชสมฺปทา ความว่า พืชที่บุคคลหว่านไว้ในนาดีอันปราศจากหญ้าและหยากเยื่อ สมบูรณ์ด้วยเปือกตมเป็นต้น ย่อมยังผลดีให้สำเร็จฉันใด ทานที่บุคคลหว่านไว้แล้วในนาคือบุญในสันดานอันบริสุทธิ์ อันปราศหญ้าและหยากเยื่อ กล่าวคือกิเลสพันห้ามีราคะและโทสะเป็นต้น แม้มีประมาณน้อยก็ย่อมมีผลมาก ฉันนั้น. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสยนทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ สตรังสิยเถราปทานที่ ๒ (๕๒)

ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระผู้โลกนายก
 [๕๔] พระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ เสด็จขึ้นภูเขาอันสูงสุดแล้ว
ประทับนั่งอยู่ เราเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบมนต์ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขา ได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนราสภ ประนมกรอัญชลีแล้ว ชมเชย พระผู้นายกของโลกว่า พระมหาวีรพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงประกาศธรรม อันประเสริฐ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ไม่ทรงกำเริบดังมหาสมุทร หาผู้ต้านทานได้ยาก ดุจ อรรณพ ไม่ทรงครั่นคร้ามเหมือนราชสีห์ทรงแสดงธรรม พระศาสดา พระนามว่าปทุมุตระ ทรงทราบความดำริของเรา ประทับยืนในท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายอัญชลีนี้ และเชยชม พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติตลอด ๖ หมื่นกัลป
 ในแสนกัลป พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอังคีรสะ ผู้มีกิเลสดังหลังคา เปิด จักเสด็จอุบัติในภพนั้น ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมของ พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นอันธรรมนิรมิตแล้ว จักเป็นพระอรหันต์มีชื่อว่า สตรังสี เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ออกบวชเป็นบรรพชิตมีชื่อว่าสตรังสี รัศมีของเราแผ่ออกไป เรามักเพ่งฌานยินดีในฌานอยู่ที่มณฑปหรือโคนไม้ เราทรงกายอันเป็นที่สุด อยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอด ๖ หมื่นกัลป ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ทรงพระนามว่าโรมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                 ทราบว่า ท่านพระสตรังสิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สตรังสิยเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . สตรังสิยเถราปทาน (๕๒)
         ๕๒. อรรถกถาสตรังสิเถราปทาน๑-
- บาลีว่า สตรังสิยเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระสตรังสิเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุจฺจิยํ เสลมารุยฺห ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงฝั่งในสักกฏพยากรณ์และในไตรเพท ละการครองเรือน เข้าสู่ป่าบวชเป็นฤาษี สำเร็จการอยู่ในหิมวันตประเทศ. 
         ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จขึ้นสู่ภูเขาสูงลูกหนึ่ง เพราะความเป็นผู้ใคร่ต่อความสงัด แล้วนั่งดุจกองไฟที่ลุกโพลง. ดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ประทับนั่งอยู่เช่นนั้น เกิดโสมนัส ประคองอัญชลี ชมเชยด้วยเหตุหลายอย่าง. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเสวยทิพยสมบัติในกามาวจรเทวโลก ๖ ชั้น จากนั้นก็บังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าสตรังสี ในมนุษยโลก. ท่านเสวยสมบัติแม้นั้นถึงหลายครั้ง. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง มีอายุ ๗ ขวบเท่านั้น บรรพชาบรรลุพระอรหัต เพราะความที่ตนมีญาณแก่รอบแล้วด้วยอำนาจบุญสมภารในกาลก่อน. 
         ท่านระลึกว่า เพราะกรรมอะไร เรามีอายุ ๗ ขวบเท่านั้น จึงบรรลุสันติบทตามลำดับ เห็นบุพกรรมด้วยญาณโดยประจักษ์ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุจฺจิยํ เสลมารุยฺห ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจิยํ เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จขึ้นสู่ภูเขาสูงอันล้วนแล้วแต่หินแล้วประทับนั่ง.
         บทว่า ปพฺพตสฺสาวิทูรมฺหิ ความว่า ในที่ใกล้แห่งภูเขาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง. 
         บทว่า พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู ความว่า พราหมณ์คนหนึ่งถึงฝั่ง คือที่สุดแห่งไตรเพทกล่าวคือมนต์. พราหมณ์ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์นี้แสดงอ้างถึงตนดุจผู้อื่น. 
         บทว่า อุปวิฏฺฐํ มหาวีรํ ความว่า ซึ่งพระชินเจ้าผู้มีความเพียร ผู้นั้งอยู่บนภูเขานั้น ผู้ประเสริฐเช่นไร. 
         เชื่อมความว่า เราได้ประคองอัญชลีคือประคองกระพุ่มมืออัญชลีเหนือเศียร แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพ ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ คือพรหมและเทพชั้นกามาวจรหกชั้นทั้งสิ้น ผู้ชื่อว่านราสภะ คือผู้องอาจกว่านระทั้งหลาย ผู้ประเสริฐ ผู้นำโลกคือผู้นำสัตวโลกทั้งสิ้น ผู้ยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ไว้เหนือเศียรเกล้า แล้วชมเชยคือสดุดี. 
         บทว่า อภาสถ ความว่า ได้พยากรณ์ว่า ผู้ใดได้ให้อัญชลีนี้ ฯลฯ ผู้นั้นจัก... 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสตรังสิเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ วิธูปนทายกเถราปทานที่ ๑ (๕๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัด
 [๕๓] เราได้ถวายพัดเล่มหนึ่ง แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
เชษฐบุรุษของ โลก ผู้คงที่ ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ มั่นคง เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส แล้ว ประนมอัญชลีถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า บ่ายหน้าไปทางทิศอุดร หลีกไป พระศาสดาผู้อัครนายกของโลกทรงรับพัดวิชนีแล้ว ประทับยืน ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักไม่ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัลป เราปรารภ ความเพียร มีจิตแน่วแน่ มีใจตั้งมั่นในเจโตคุณ (คุณคือการกำหนดรู้ใจ ผู้อื่น) มีอายุ ๗ ปี โดยกำเนิดได้บรรลุอรหัต ใน ๖ หมื่นกัลป ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ ทรงกำลังมากพระนามเหมือนกันว่า พิชชมานะ
                คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระวิธูปนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ วิธูปนทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . วิธูปนทายกเถราปทาน (๕๑)
วัชนียวรรคที่ ๖
         ๕๑. อรรถกถาวิธูปนทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระวิธูปนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เกิดศรัทธา เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลเป็นคฤหัสถ์ได้สร้างพัดวีชนีอันสำเร็จด้วยทองเงิน แก้วมุกดาและแก้วมณี ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง. 
         ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้เสด็จอุบัติแล้ว ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ตบแต่งมีเหย้าเรือนแล้ว เห็นโทษในการครองเรือนและเห็นอานิสงส์ในบรรพชา เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในพระศาสนาเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ท่านหวนระลึกถึงบุพกรรมของตน เพราะบุญกรรมนั้น เราได้โลกุตรสมบัตินี้ รู้กรรมนั้นโดยประจักษ์ เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้วแล. 
         บทว่า วีชนิกา มยา ทินฺนา ความว่า ชื่อว่าวีชนี เพราะอรรถว่ายังความเร่าร้อนของสัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนอยู่ ให้ดับโดยพิเศษ คือยังลมอันมีความเยือกเย็นให้เกิด. 
         พัดวีชนีนั้น ชื่อว่าวีชนิกา. พัดวีชนีนั้นสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ รุ่งโรจน์อยู่ เราได้สร้างถวายแล้ว.
จบอรรถกถาวิธูปนทายกเถราปทาน

01 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ จุนทเถราปทานที่ ๑๐ (๕๐)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้
 [๕๒] เราได้ให้ทำดอกไม้อันเป็นวัตถุควรบูชา เพื่อถวายแด่พระผู้มีพระภาค พระนามว่า
วีดีโอ
สิทธัตถะเชษฐบุรุษของโลกผู้คงที่ แล้วปกปิดด้วยดอกมะลิ เรา ให้ทำดอกไม้นั้นสำเร็จแล้ว น้อมเข้าไปถวายแด่พระพุทธเจ้า และถือเอา ดอกไม้ที่เหลือไปบูชาพระพุทธเจ้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส นำเอา ดอกไม้เข้าไปบูชาพระพุทธเจ้าผู้เช่นกับทองคำมีค่า เป็นอัครนายกของโลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงข้ามความสงสัยแล้ว ผู้ข้ามห้วงกิเลสได้แล้ว แวดล้อม ด้วยพระขีณาสพ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ว่า
 ผู้ใดได้ถวายดอกไม้มีค่า มีกลิ่นหอมฟุ้งแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว บุคคลผู้นี้เคลื่อนจากโลกนี้แล้ว จักแวดล้อมด้วย หมู่เทวดา เกลื่อนกล่นด้วยดอกมะลิ จักไปสู่เทวโลก ภพของบุคคลนั้น (สูง) น่าหวาดเสียว สำเร็จด้วยทองและแก้วมณี วิมานทั้งหลายอันเกิด ด้วยกรรม จักปรากฏ เขาจักได้เสวยเทวรัชสมบัติ ๗๔ ครั้ง จักแวดล้อม ด้วยนางอัปสรเสวยสมบัติ จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดิน ครอบครอง พสุธา ๓๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๕ ครั้ง จักเป็นใหญ่กว่า มนุษย์ มีนามชื่อว่าทุชชยะ เสวยบุญนั้นประกอบด้วยกรรมของตน ไม่ไปสู่ วินิบาต จักไปสู่ความเป็นมนุษย์ เงินที่บุคคลนั้นสั่งสมไว้แล้ว แม้ร้อยโกฏิ มิใช่น้อย
 บุคคลนั้นจักบังเกิดในกำเนิดเป็นพราหมณ์ เป็นบุตรผู้มีปัญญา ของวังคันตพราหมณ์ เป็นโอรสผู้เป็นที่รักของนางสารีพราหมณี และภายหลัง เขาจักบวชในศาสนาของพระอังคีรส จักได้เป็นพระสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่า จูฬจุนทะ เขาจักได้เป็นพระขีณาสพแต่ยังเป็นสามเณรทีเดียว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เราได้บำรุงพระมหาวีรเจ้า และพระสาวกอื่นๆ ผู้มีศีลเป็นอันมาก และบำรุงพระเถระผู้พี่ชายของเรา เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ครั้นเราบำรุงพระเถระผู้พี่ชายของเราแล้ว ได้ เอาธาตุใส่ไว้ในบาตร นำเข้าไปถวายพระสัมพุทธเจ้าเชษฐบุรุษของโลก ผู้ นราสภ พระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงรับธาตุนั้นด้วยพระหัตถ์ ทั้งสอง แล้วจักทรงพระโอวาท จึงทรงประกาศพระอัครสาวก
                จิตของเรา พ้นวิเศษดีแล้ว และศรัทธาของเราตั้งมั่นดีแล้ว เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระจุนทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบจุนทเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. อุปาลีเถราปทาน ๒. โสณโกฏิยเวสสเถราปทาน
             ๓. ภัททิยกาฬิโคธายปุตตเถราปทาน ๔. สันนิฏฐาปกเถราปทาน
             ๕. ปัญจหัตถิยเถราปทาน ๖. ปทุมฉทนิยเถราปทาน
             ๗. สยนทายกเถราปทาน ๘. จังกมทายกเถราปทาน
             ๙. สุภัททเถราปทาน ๑๐. จุนทเถราปทาน
คาถาในวรรคนั้นมี ๑๔๔ คาถา
จบอุบาลีวรรคที่ ๕.


อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค ๑๐. จุนทเถราปทาน (๕๐)
         ๕๐. อรรถกถาจุนทเถราปทาน
         อปทานของท่านพระจุนทเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยสมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ได้ให้สร้างวัตถุอันควรมีค่าด้วยทอง ล้วนแล้วด้วยรัตนะ ๗ ฉาบด้วยดอกมะลิ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ดอกไม้เหล่านั้นได้ฟุ้งขึ้นสู่อากาศตั้งโดยอาการเป็นเพดาน. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพยากรณ์ท่านว่า ในอนาคต เธอจักเป็นสาวกนามว่าจุนทะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในเทวโลก เสวยสุขในเทวโลกชั้นกามาพจร ๖ ชั้นตามลำดับ และเสวยจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรแห่งนางรูปสารีในตระกูลพราหมณ์ เป็นน้องชายของพระสารีบุตรมหาเถระ. 
         เมื่อท่านบรรลุนิติภาวะแล้ว ญาติทั้งหลายขนานนามท่านว่า จุนทะ เพราะแปลง อักษร ให้เป็น อักษร เพราะทรวดทรงรูปและวัยของท่านเป็นสิ่งสวยงาม. ท่านเจริญวัยแล้ว เห็นโทษในการครองเรือนและอานิสงส์ในบรรพชา บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นพี่ชาย เจริญวิปัสสนาไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผล วันหนึ่งระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. 
         แม้อรรถว่า อคฺฆิยํ มีอรรถตื้นทั้งนั้น. 
         บทว่า วิติณฺณกงฺโข สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า ท่านข้ามความสงสัยเสียได้ คือเป็นพระสัมพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย เพราะท่านให้ความสงสัยสิ้นไป โดยการบรรลุมรรคจิต โดยพิเศษ. 
         บทว่า ติณฺโณเฆหิ ปุรกฺขโต ความว่า ผู้อันพระขีณาสพห้อมล้อมคือแวดล้อม เพราะท่านข้าม คือก้าวล่วงโอฆะ ๔ มีกาโมฆะเป็นต้นได้แล้ว. 
         พยากรณ์คาถามีอรรถตื้นทั้งนั้น. 
         บทว่า อุปฏฺฐหึ มหาวีรํ ความว่า เราได้บำรุงคือได้กระทำการบำรุง พระพุทธเจ้าผู้ได้นามว่ามหาวีระ เพราะได้บำเพ็ญบารมี กระทำความเพียรไว้ในสี่อสงไขยกำไรแสนกัป เพื่อบรรลุพระนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุด. 
         บทว่า อญฺเญ จ เปสเล พหู ความว่า ไม่ใช่เราได้บำรุงพระพุทธเจ้าอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่. เชื่อมความว่า เราได้บำรุงท่านผู้มีศีล และพระสาวกเหล่าอื่นผู้บรรลุธรรมอันเลิศเป็นอันมาก และได้บำรุงพระสารีบุตรเถระผู้เป็นพี่ชายของเรา. 
         บทว่า ภาตรํ เม อุปฏฺฐหิตฺวา ความว่า เราได้บำรุงพี่ชายของเราแล้วทำวัตรปฏิบัติ ในกาลที่ท่านปรินิพพานแล้ว เพราะท่านปรินิพพานก่อนพระผู้มีพระภาคเจ้า เราก็ถือเอาพระธาตุของท่าน เกลี่ยลงในบาตรแล้วน้อมเข้าไปถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าโลก. 
         บทว่า อุโภ อตฺเถหิ ปคฺคยฺห ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นถือเอาพระธาตุที่เราให้แล้วนั้น โดยประการด้วยมือทั้งสองของพระองค์ เมื่อจะแสดงพระธาตุนั้นด้วยดี จึงระบุคือประกาศความที่พระสารีบุตรเถระเป็นพระอัครสาวก. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาจุนทเถราปทาน
จบวรรคที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ สุภัททเถราปทานที่ ๙ (๔๙)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยผอบไม้จันทน์
 [๕๑] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับ
วีดีโอ
เครื่องบูชา ผู้มียศมาก ทรงถอนหมู่ชนขึ้นแล้ว จะเสด็จนิพพาน ก็เมื่อพระสัมพุทธ- เจ้าทรงยังหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหวแล้ว จะเสด็จนิพพาน หมู่ชนและ เทวดาเป็นอันมากได้ประชุมกันในเวลานั้น เราเอากฤษณาและดอกมะลิ ซ้อนใส่ผอบไม้จันทน์เต็มแล้ว ร่าเริง มีจิตโสมนัส ยกขึ้นบูชาพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนระอุดม พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมใน โลก ทรงทราบความดำริของเรา ทรงบรรทมอยู่นั่นแล ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า
 ผู้ใดเอา (ร่ม) กฤษณาและมะลิซ้อนบังร่มให้เราในกาลที่สุด เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว บุคคลผู้นี้เคลื่อนจากโลก นี้แล้ว จักไปสู่หมู่เทวดาชั้นดุสิต เขาได้เสวยรัชสมบัติในชั้นดุสิต นั้นแล้ว จักไปสู่ชั้นนิมมานรดี เขาถวายดอกมะลิซ้อนอันประเสริฐสุด ด้วยอุบายนี้แล้ว จักปรารภกรรมของตนเสวยสมบัติ บุคคลผู้นี้จักบังเกิด ในชั้นดุสิตนั้นอีก เคลื่อนจากชั้นนั้นแล้ว จักไปสู่ความเป็นมนุษย์ พระมหานาคศากยบุตรผู้เลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้มีพระจักษุ ทรงยังสัตว์ ให้ตรัสรู้เป็นอันมากแล้ว จักเสด็จนิพพานในกาลนั้น เขาอันกุศลมูล ตักเตือนแล้ว จักเข้าไปเฝ้า
 ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าแล้ว จักทูล ถามปัญหาในกาลนั้น พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ทรง ให้ร่าเริง ทรงทราบบุรพกรรมแล้ว จักทรงเปิดเผย (แสดง) สัจจะ ทั้งหลาย เขายินดีว่า ปัญหานี้ พระศาสดาทรงปรารภ (แก้) แล้ว มีใจชื่นชม ถวายบังคมพระศาสดาแล้วจักทูลขอบวช พระพุทธเจ้าพระองค์ นั้น ทรงฉลาดในธรรมอันเลิศ ทรงเห็นว่าเขามีใจเลื่อมใส ยินดีด้วย กรรมของตน จักทรงให้บวช บุคคลผู้นี้พยายามแล้ว จักกำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวงได้ แล้วจักไม่มีอาสวะนิพพานในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
 จบ ภาณวารที่ ๕
 เราประกอบด้วยบุพกรรม มีจิตชื่นชม ตั้งมั่นด้วยดี เป็นบุตรผู้เกิดแต่ พระหทัยของพระพุทธเจ้า อันธรรมนิรมิตดีแล้ว เราเข้าไปเฝ้าพระธรรมราชา แล้ว ได้ทูลถามปัญหาอันสูงสุด และเมื่อพระผู้มีพระภาคจะทรงแก้ปัญหา ของเราได้ตรัสกระแสธรรม เรารู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีใน ศาสนาอยู่ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในแสนกัลป แต่กัลปนี้ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปทุมุตระผู้นายกอุดม ไม่ทรงมีอุปาทาน เสด็จนิพพานแล้ว ดังประทีปดับเพราะสิ้นน้ำมัน ฉะนั้น พระสถูปแก้ว ของพระผู้มีพระภาคสูงประมาณ ๗ โยชน์ เราได้ทำธงสวยงามกว่าธงทั้งปวง เป็นที่รื่นรมย์ใจ บูชาไว้ที่พระสถูปนั้น
 พระอัครสาวกชื่อติสสะ ของ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เป็นบุตรผู้เกิดในหทัยของเรา เป็นทายาท ในพระพุทธศาสนา เรามีใจเลวทรามได้กล่าววาจาอันไม่เจริญแก่พระอัครสาวกนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ความเจริญจึงได้มีแก่เราในภายหลังพระ- มุนีมหาวีรชินเจ้า ผู้ทรงเกื้อกูลประกอบด้วยพระกรุณา ทรงประทานบรรพชา แก่เราบนที่บรรทมครั้งสุด ณ ศาลวันอันเป็นที่เวียนมาแห่งมัลลกษัตริย์ ทั้งหลาย บรรพชาก็มีในวันนี้เดี๋ยวนี้เอง อุปสมบทก็ในวันนี้เอง ปรินิพพาน ก็ในวันนี้เอง เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคผู้สูงสุดกว่าสัตว์ คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระสุภัททเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบสุภัททเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค . สุภัททเถราปทาน (๔๙)
         ๔๙. อรรถกถาสุภัททเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุภัททเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตโร โลกวิทู ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญเพื่อบรรลุพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บรรลุนิติภาวะแล้ว ถูกตบแต่งให้มีเหย้าเรือน เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงบรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน และเห็นเทวดาในหมื่นจักรวาลประชุมกัน มีใจเลื่อมใส บูชาด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม มีดอกคนทิสอ ดอกลำเจียกและดอกอโศกเขียว และขาวเป็นต้นเป็นอเนก. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านดำรงอยู่จนสิ้นอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยทิพยสมบัติในภพชั้นดุสิตเป็นต้น จากนั้นเสวยมนุษย์สมบัติในหมู่มนุษย์ ได้เป็นผู้อันเขาบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย อันไปดีในที่ๆ ตนเกิดแล้ว. 
         ก็ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติตระกูลหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว แม้เห็นโทษกามทั้งหลายแล้ว ก็ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า ตราบจนถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าจะปรินิพพาน. บวชในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพานนั้นเอง บรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ท่านได้ปรากฏโดยนามแห่งบุญที่บำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่าสุภัททะ ดังนี้. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร โลกวิทู ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงบรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพานนั่นแล ได้พยากรณ์คำนี้ว่า สุณาถ มม ภาสโต ฯเปฯ นิพฺพายิสฺสตินาสโว.
         จบอรรถกถาปัญจมภาณวาร
         ท่านเมื่อแสดงข้อปฏิบัติของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปุพฺพกมฺเมน สํยุตฺโต ดังนี้. 
         บทว่า เอกคฺโค แปลว่า ผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. 
         บทว่า สุสมาหิโต แปลว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี. อธิบายว่า ผู้สงบกายและจิต. 
         บทว่า พุทฺธสฺส โอรโส ปุตโต ความว่า ท่านฟังโอวาทานุสาสนีที่ออกจากอกคือหทัย บรรลุพระอรหัตผลแล้ว. 
         บทว่า ธมฺมโตมฺหิ สุนิมฺมิโต ความว่า เกิดจากธรรม คือจากกรรมฐานกรรม. อธิบายว่า เรามีนิมิตดีโดยอริยชาติ คือเป็นผู้มีกิจทั้งปวงสำเร็จแล้วด้วยดี. 
         บทว่า ธมฺมราชํ อุปคมฺม ความว่า เราเข้าไปเฝ้า คือเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระราชา เป็นอิสระกว่าสัตว์ทั้งปวงโดยธรรม. 
         บทว่า อาปุจฺฉึ ปญฺหมุตฺตมํ ความว่า เราได้ถามปัญหาอันสูงสุด อันเกี่ยวด้วยการเกิดขึ้นแห่งขันธ์ อายตนะ ธาตุและสัจจะเป็นต้น. 
         บทว่า กถยนฺโต จ เม ปญฺหํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายนั้น เมื่อตรัสคือเมื่อพยากรณ์ปัญหาแก่เรา. 
         บทว่า ธมฺมโสตํ อุปานยิ ความว่า ท่านได้เข้าใกล้คือเข้าถึงกระแสธรรม คือห้วงแห่งธรรม กล่าวคืออนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. 
         บทว่า ชลชุตฺตมนายโก ความว่า เป็นโวหารที่สำเร็จแล้ว เป็นชื่อของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า เพราะกระทำ ม อักษรให้เป็น ย อักษร. 
         บทว่า นิพฺพายิ อนุปาทาโย ความว่า ดับแล้วเพราะไม่ยึดถือขันธ์ ๕ อันเป็นอารมณ์ของอุปาทานแล้วคือไม่ปรากฏ. ได้แก่ไปสู่ที่ไม่เห็น. อธิบายว่า ไม่ตั้งอยู่แม้ในที่ไหนๆ เช่นในมนุษยโลกเป็นต้น. 
         บทว่า ทีโป ว เตลสงฺขฺยา เชื่อมความว่า ดับไปดุจประทีปที่ดับไป เพราะสิ้นไปคือความไม่มีแห่งไส้และน้ำมัน. 
         บทว่า สตฺตโยชนิกํ อาสิ ความว่า พระสถูปอันสำเร็จด้วยรัตนะของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระผู้ปรินิพพานแล้วนั้น ได้สูงถึง ๗ โยชน์. 
         บทว่า ธชํ ตตฺถ อปูเชสึ ความว่า เราได้บูชาธงอันเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ โดยประการทั้งปวงที่พระเจดีย์นั้น. 
         บทว่า กสฺสปสฺส จ พุทฺธสฺส ความว่า จำเดิมแต่กาลปรินิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ. 
         เชื่อมความว่า เราท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ โอรสคือบุตรของเรานามว่าติสสะ ได้เป็นอัครสาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ คือเป็นทายาทในศาสนาของพระชินเจ้า 
         บทว่า ตสฺส หีเนน มนสา เราผู้มีใจคือมีจิตอันเลวทรามลามก ได้กล่าวคือแสดงคำว่า อนฺตโก ปจฺฉิโม ดังนี้ อันเป็นคำไม่เจริญ ไม่ดี ไม่เหมาะ ต่อพระอัครสาวกชื่อว่าติสสะ ผู้เป็นบุตรของเรานั้น. 
         บทว่า เตน ปมฺมวิปาเกน ความว่า ด้วยวิบากแห่งอกุศลกรรม คือการกล่าวตู่พระอรหันต์นั้น. 
         บทว่า ปจฺฉิเม อทฺทสํ ชินํ ความว่า เราได้เห็นพระชินเจ้า คือผู้พึงชนะมาร ได้แก่พระโคตมสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราผู้บรรทมบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน อันเป็นที่แวะเวียนแห่งมัลลกษัตริย์ทั้งหลายในกาลสุดท้าย คือในกาลเป็นปรินิพพาน. 
         บาลีว่า ปจฺฉา เม อาสิ ภทฺทกํ ดังนี้ก็มี. 
         อธิบายว่า เรานั้นได้มีการแทงตลอดสัจจะ ๔ อันเจริญอันดีในกาลอันเป็นภายหลังแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะนั้น คือในกาลเป็นที่สุด ได้แก่ในกาลใกล้ต่อพระนิพพานแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. 
         บทว่า ปพฺพาเชสิ มหาวีโร เชื่อมความว่า พระมหาวีระผู้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทุกจำพวก ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ผู้ชำนะมาร ผู้เป็นมุนี ทรงบรรทมในที่บรรทมคือบนพระแท่นเป็นที่ปรินิพพาน ให้เราบรรพชาในปัจฉิมกาล ในป่าสาลวโนทยานอันเป็นที่แวะเวียนแห่งมัลลกษัตริย์. 
         บทว่า อชฺเชว ทานิ ปพฺพชฺชา ความว่า วันนี้แหละคือในวันเป็นที่ปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้บรรพชา อนึ่ง วันนี้แหละเราได้อุปสมบท. 
         เชื่อมความว่า วันนี้เราได้ปรินิพพาน ในที่พร้อมพระพักตร์แห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า.
จบอรรถกถาสุภัททเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ จังกมทายกเถราปทานที่ ๘ (๔๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่จงกรม
 [๕๐] เราได้ให้ทำสถานที่จงกรมก่อด้วยอิฐ ถวายแด่พระมุนีพระนามว่าอัตถทัสสี
ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ สถานที่จงกรมสร้างสำเร็จดีแล้ว โดยสูง ๕ ศอก โดยยาว ๑๐๐ ศอก ควรเป็นที่เจริญภาวนา น่ารื่นรมย์ใจ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสีผู้เป็นนระอุดมทรงรับแล้ว ทรง กำทรายด้วย (ฝ่า) พระหัตถ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
                ด้วยการ ถวายทรายนี้ และด้วยการถวายที่จงกรมอันทำเสร็จดีแล้ว ผู้นั้นจักได้ เสวยทรายอันประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการ จักเสวยเทวรัชสมบัติใน เทวดาทั้งหลายตลอด ๓ กัลป อันนางอัปสรแวดล้อมแล้วเสวยสมบัติ เขามาสู่มนุษย์โลกแล้ว จักได้เป็นพระราชาในแว่นแคว้น และจักได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิในแผ่นดิน ๓ ครั้ง
                ในกัลปที่ ๑๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ในเวลานั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่ จงกรม คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
               ทราบว่า ท่านพระจังกมทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ จังกมทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค. จังกมทายกเถราปทาน (๔๘)
         ๔๘. อรรถกถาจังกมนทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระจังกมนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส มุนิโน ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ได้สร้างที่จงกรมอันงดงามเสมือนกับกองแห่งเงิน ฉาบด้วยปูนขาวอันเป็นที่สูง แล้วลาดทรายขาวเช่นกับสร้อยไข่มุก ได้ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว ก็แลครั้นทรงรับที่จงกรมแล้ว ทรงเข้าสมาธิอันสำเร็จทางกายและจิตอันเป็นสุข แล้วทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคต ผู้นี้จักได้เป็นสาวกในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคตมะ. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในศาสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. 
         ท่านได้ปรากฏโดยนามแห่งบุญที่ท่านบำเพ็ญมาว่า จังกมนทานยกเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุญกรรมที่ตนเคยบำเพ็ญในกาลก่อน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถทสฺสิสฺส มุนิโน ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถทสฺสิสฺส ความว่า ชื่อว่าอัตถทัสสี เพราะเห็นประโยชน์ คือความเจริญงดงาม ได้แก่พระนิพพาน, 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าอัตถทัสสี เพราะมีปกติรู้เห็นประโยชน์คือพระนิพพาน. 
         เชื่อมความว่า ข้าพเจ้าได้สร้างที่จงกรมอันน่ารื่นรมย์ใจ เป็นที่หลักเร้น เป็นที่เจริญภาวนาพึงกระทำไว้ในใจ ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีปกติเห็นประโยชน์นั้น ผู้เป็นมุนีคือผู้ประกอบด้วยญาณคือโมนะเครื่องเป็นผู้นิ่ง. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น ตามกระแสแห่งนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
จบอรรถกถาจังกมนทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ สยนทายกเถราปทานที่ ๗ (๔๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน
 [๔๙] เราได้ถวายที่นอนอย่างดีเลิศ ลาดด้วยกัณฑะ คือผ้า แด่พระผู้มีพระภาค
พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้มีจิตเมตตา ผู้คงที่ พระผู้มีพระภาคชินเจ้า ทรง รับที่นอนอันเป็นกัปปิยะแล้ว เสด็จลุกจากที่นอนนั้น เหาะขึ้นสู่อากาศ ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ถวายที่นอนใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน ในกัลปที่ ๕๑ แต่กัลปนี้ ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่าวรุณเทพ ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีกำลังพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ สยนทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค. สยนทายกเถราปทาน (๔๗)
         ๔๗. อรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสยนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา สร้างเตียงเพื่อเป็นที่นอน ด้วยทองอันเป็นสินไหมของช้าง ลาดด้วยเครื่องลาดอันวิจิตรหาค่ามิได้ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงรับแล้วเสวยด้วยทรงพระอนุเคราะห์ท่าน. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสนาของพระศาสดา บวชแล้วเจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. 
         ท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญที่ท่านเคยบำเพ็ญแต่ก่อนว่า สยนทายกเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         คำทั้งหมดนั้นมีอรรถรู้ได้ง่ายโดยกระแสแห่งนัยอันมาในพระบาลีแล.
         จบอรรถกถาสยนทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อุปาลีวรรคที่ ๕ ปทุมฉทนิยเถราปทานที่ ๖ (๔๖)

ว่าด้วยผลแห่งการกั้นร่มเป็นพุทธบูชา
 [๔๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าวิปัสสี ผู้อัครบุคคลเสด็จนิพพานแล้ว
เราถือ ดอกปทุมอันบานดียกขึ้นขึ้นบูชาที่จิตกาธาร ในเมื่อมหาชนยกพระศพขึ้น จิตกาธาร จิตกาธารสูงขึ้นไปจรดนภากาศ เราได้ทำร่มไว้ในอากาศ กั้นไว้ จิตกาธาร ในกัลปที่ ๙๑ แต่กัลปนี้ เราได้ยกดอกไม้ใดบูชา ด้วยกรรม นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา 
                ในกัลปที่ ๔๗ แต่ กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดินามว่าปทุมิสระ เป็นใหญ่ มีพลมาก ครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                 ทราบว่า ท่านพระปทุมฉทนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ ปทุมฉทนิยเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๕. อุปาลีวรรค . ปทุมฉทนิยเถราปทาน (๔๖)
         ๔๖. อรรถกถาปทุมัจฉทนิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปทุมัจฉทนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีปรินิพพานแล้ว ท่านบูชาเชิงตะกอนด้วยดอกปทุมทั้งหลาย. 
         ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นนั่นแล ท่านดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้น ท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นแล เสวยสมบัติทั้งสอง คือ ทิพยสมบัติและมนุษย์สมบัติหลายครั้ง. 
         ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชในพระศาสนา เพียรพยายามอยู่ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต. 
         เมื่อท่านพักอยู่ในที่นั้นๆ มีที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันเป็นต้น วิหารได้ฉาบไปด้วยดอกปทุมทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงปรากฏนามว่า ปทุมัจฉทนิยเถระ ดังนี้. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุเต ความว่า เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ด้วยขันธปรินิพพาน เมื่อพระสรีระของพระสัมมาสัมพุทธะพระนามว่าวิปัสสี ถูกนำขึ้นสู่เชิงตะกอนอันวิจิตร เราได้ถือเอากลีบปทุมอันบานดีแล้วยกขึ้นเชิงตะกอนบูชา. 
         คำในคาถาที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะนัยอันท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังแล.
จบอรรถกถาปทุมัจฉทนิยเถราปทาน