Translate

04 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ ธชทายกเถราปทานที่ ๘ (๕๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายธงและบำรุง
 [๖๐] เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ยกธงขึ้นปักไว้ที่ไม้โพธิ์อันเป็นต้นไม้อุดม
แห่ง พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เราเก็บใบโพธิ์ที่หล่นเอาไปทิ้งภายนอก ได้ไหว้ไม้โพธิ์อันอุดม ดังได้ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้าผู้หมดจดทั้งกาย ในภายนอก ทรงพ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะเหมือนดังเฉพาะพระพักตร์ พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควรรับเครื่องบูชาประทับ ยืนท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
 ด้วยการถวายธงและ ด้วยการบำรุงทั้งสองนี้เขาจะไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัลป จักได้เสวยความ เป็นเทวดารูปงามไม่น้อยในเทวดาทั้งหลาย จักได้เป็นพระราชาในแว่น แคว้นหลายร้อยครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามชื่อว่าอุคคตะ ครั้นเสวยสมบัติแล้ว อันกุศลมูลตักเตือน จักยินดียิ่งในพระศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม เราเป็นผู้มีจิตแน่วแน่เพื่อความเพียรสงบ ระงับไม่มีอุปธิ ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ในพระศาสนาของพระสัมพุทธเจ้า
                ในกัลปที่ ๕๑๐๐ ได้มีกษัตริย์หลายพระองค์ พระนามว่าอุคคตะ มีเสนา ประมาณ ๕ หมื่น มีชื่อว่าเขมะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระธชทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบธชทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . ธชทายกเถราปทาน (๕๘)
         ๕๘. อรรถกถาธชทายกเถราปทาน 
         อปทานของท่านพระธชทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา ให้กระทำธงด้วยผ้าดีๆ มากมาย คือได้กระทำการบูชาด้วยธง. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในตระกูลสูง เป็นผู้ควรบูชาแล้ว ในภพที่ตนเกิดแล้วๆ. 
         ครั้นต่อมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา เป็นผู้มีโภคะมาก มียศ มีศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสดา ละการครองเรือนบวช ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ระลึกถึงบุพกรรมแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         ความแห่งคำนั้นมีอรรถดังกล่าวในก่อนนั้นแล. 
         บทว่า หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ความว่า ผู้มีรูปกายอันบริสุทธิ์ชื่อว่าร่าเริง เพราะประกอบด้วยจิตอันเกิดพร้อมด้วยโสมนัส ชื่อว่ามีจิตร่าเริง คือมีจิตยินดี เพราะมีจิตประกอบด้วยศรัทธา. 
         บทว่า ธชมาโรปยึ อหํ ความว่า ชื่อว่าธชะ เพราะอรรถว่าสะบัด คือไหว. เราได้ยกธงนั้นขึ้นคล้องไว้บนปลายไม้ไผ่แล้วบูชา. 
         บทว่า ปติตปตฺตานิ คณฺหิตฺวา ความว่า เราถือเอาใบต้นโพธิ์ที่หล่นแล้วทิ้งเสียภายนอก. 
         บทว่า อนฺโตสุทฺธํ พหิสุทฺธํ ความว่า เราได้ไหว้ คือได้กระทำการนอบน้อมต้นโพธิ์อันสูงสุดในที่พร้อมหน้า ดุจว่าต่อพระพักตร์พระสัมพุทธะผู้บริสุทธิ์ภายในจิตตสันดานและนามกาย และบริสุทธิ์ในภายนอกคือรูปกายมีจักขุปสาทและโสตปสาทเป็นต้น ผู้หลุดพ้นวิเศษยิ่งคือหลุดพ้นจากกิเลส ผู้ไม่มีอาสวะ. 
         คำเหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธชทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ ปัญจทีปกเถราปทานที่ ๗ (๕๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายประทีป
 [๕๙] เราเชื่อสนิทในพระสัทธรรม ของพระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตระ
ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง เป็นผู้มีความเห็นตรง เราได้ถวายประทีป (ทำการบูชาด้วยประทีป) แวดล้อมไว้ที่ไม้โพธิ์ ในครั้งนั้นเราเชื่อ จึงได้ ทำการบูชาด้วยประทีปที่ไม้โพธิ์ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็น เทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เทวดาทั้งหลายย่อมทรงดวงไฟไว้ ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยประทีป เราย่อมมองเห็นได้ภายใน หม้อ ภายในหินล้วน ตลอดล่วงภูเขาในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ ด้วยกรรม ที่เหลืออยู่นั้น เราเป็นผู้บรรลุความสิ้นอาสวะ เราทรงกายอันเป็นที่สุดนี้ อยู่ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคผู้จอมสัตว์ในกัลปที่ ๓๔๐๐ ได้มีพระเจ้า จักรพรรดิพระนามว่าสตจักขุ มีพระเดชานุภาพมาก มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง ชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระปัญจทีปกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ปัญจทีปกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . ปัญจทีปกเถราปทาน (๕๗)
         ๕๗. อรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปัญจทีปกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล อยู่ครองเรือน ฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิ มีศรัทธา เลื่อมใส เห็นมหาชนทำการบูชาอยู่ แม้ตนเองก็แวดล้อมต้นโพธิ์ ตามประทีปบูชา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น รุ่งเรืองในภพที่ตนเกิดในที่ทุกสถานนั้นแล อยู่ในวิมานที่เพียบพร้อมด้วยความรุ่งเรืองเป็นต้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาบรรพชาไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์ ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งการบูชาด้วยประทีป ท่านจึงปรากฏนามว่า ทีปกเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล. 
         บทว่า อุชุทิฏฺฐิ อโหสหํ ความว่า เราได้ละทิ้งความคดโกงคือมิจฉาทิฏฐิ ได้เป็นผู้สัมมาทิฏฐิอันตรง ไม่คดโกงคือได้บรรลุถึงความเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิแล้ว. 
         ในบทว่า ปทีปทานํ ปาทาสึ มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่าปทีป เพราะรุ่งโรจน์โชติช่วงโดยประการ. การให้ประทีปนั้น ชื่อว่าปทีปทาน. 
         ความว่า เราได้ให้ประทีปนั้น คือได้กระทำการบูชาด้วยประทีป. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นในที่ทั้งปวงทีเดียวแล.
จบอรรถกถาปัญจทีปกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ สปริวาราสนเถราปทานที่ ๖ (๕๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต
 [๕๘] เราไปสู่สถานที่อันไม่เศร้าหมอง ประดับด้วยมะลิซ้อน
แล้วได้ถวาย บิณฑบาตแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ พระพุทธเจ้าผู้อัครนายก ของโลก ผู้ซื่อตรง มีพระหฤทัยมั่นคง ประทับนั่งบนอาสนะนั้น ทรง ประกาศอานิสงส์บิณฑบาตว่า พืชแม้จะน้อยที่ชาวนาปลูกลงในนาดี มหาเมฆสายฝนให้ตกเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ยินดี ฉันใด บิณฑบาต นี้ ท่านปลูกลงในนาดี ผลจักยังท่านให้ยินดีในภพที่เกิด ฉันนั้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระผู้อุดม ตรัสดังนี้แล้ว ทรงรับบิณฑบาต แล้วบ่ายพระพักตร์ทางทิศอุดรเสด็จไป เราสำรวมในพระปาติโมกข์และใน อินทรีย์ ๕ ขวนขวายในวิเวกไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระสปริวาราสนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ สปริวาราสนเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . สปริวาราสนเถราปทาน (๕๖)
         ๕๖. อรรถกถาสปริวาราสนเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสปริวาราสนเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นั้นได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสนา เชื่อผลแห่งทาน ได้ถวายบิณฑบาตแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ ก็แลครั้นถวายแล้ว ได้ประดับอาสนะที่นั่งฉัน เพื่อประโยชน์แก่การนั่งฉันในโรงฉัน ด้วยดอกมะลิและดอกมัลลิกาเป็นต้น 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแล้ว ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติมีอย่างต่างๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เจริญวัยแล้ว มีศรัทธามีความเลื่อมใส บรรพชาแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านบรรลุบทอันสงบอย่างนี้แล้ว ใคร่ครวญด้วยญาณว่า เพราะบุญอะไรหนอ เราจึงบรรลุสันติบทนี้ เห็นบุพกรรมแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้ 
         คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้ว. 
         บทว่า ปิณฺฑปาตํ อทาสหํ ความว่า อาหารชื่อว่าบิณฑบาต เพราะกระทำก้อนข้าวที่ได้ในที่นั้นๆ ให้เป็นคำๆ แล้วกลืนกินคือเคี้ยวกิน เราได้ถวายบิณฑบาตนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. อธิบายว่า ให้พระผู้มีพระภาคเสวย. 
         บทว่า อกิตฺตยิ ปิณฺฑปาตํ ความว่า พระองค์ได้ประกาศคุณานิสงส์แห่งบิณฑบาตที่เราถวายแล้ว. 
         บทว่า สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ ความว่า เราเป็นผู้สำรวมแล้ว ปิดกั้นแล้วด้วยปาติโมกขสังวรศีล. 
         บทว่า อินฺทฺริเยสุ จ ปญฺจสุ ความว่า เราคุ้มครองแล้วจากรูปารมณ์เป็นต้นในอินทรีย์ ๕ มีจักขุนทรีย์เป็นต้น และคุ้มครองซึ่งอินทริยสังวรศีล. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสปริวาราสนเถราปทาน 

03 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ โอปวุยหเถราปทานที่ ๕ (๕๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายม้าอาชาไนย
 [๕๗] เราได้ถวายม้าอาชาไนย แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
ครั้นมอบ ถวายในพระพุทธเจ้าแล้ว ได้กลับไปเรือนของตน พระอัครสาวกของ พระศาสดามีนามชื่อว่าเทวิล ผู้เป็นทายาทแห่งธรรมอันประเสริฐ ได้มา สู่สำนักของเรา (กล่าวว่า) พระผู้มีพระภาคผู้นำประโยชน์ทั้งปวง ม้า อาชาไนยไม่ควร พระองค์ผู้มีจักษุทรงทราบความดำริของท่าน จึงทรงรับ ไว้ เราจึงตีราคาม้าสินธพซึ่งมีกำลังวิ่งเร็วดังลม เป็นพาหนะเร็ว แล้ว ได้ถวายของที่ควรแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เราเข้าถึงกำเนิด ใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ม้าอาชาไนยอันมีกำลังวิ่งเร็วดัง ลม เป็นที่ยินดี ย่อมเกิดแก่เรา (เราดำริว่า) ชนเหล่าใดได้อุปสมบท ชนเหล่านั้นได้ดีแล้วหนอ เราพึงเข้าไปเฝ้าบ่อยๆ ถ้าพระพุทธเจ้ามีใน โลก เราได้เป็นพระราชาผู้มีพลมาก ครอบครองแผ่นดินมีสมุทร ๔ เป็น ที่สุด เป็นใหญ่แห่งชนชาวชมพูทวีป ๒๘ ครั้ง ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่ เรา นี้เป็นครั้งหลังสุด เราละความชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะอัน ไม่หวั่นไหว
               ในกัลปที่ ๓๕๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิผู้เป็นกษัตริย์มีเดช มาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระโอปวุยหเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ โอปวุยหเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค ๕. โอปวุยหเถราปทาน (๕๕)
         ๕๕. อรรถกถาโอปวัยหเถราปทาน
         อปทานของท่านพระโอปวัยหเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ เมื่อพระอาทิตย์คือพระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระปรากฏในโลกแล้ว ท่านบังเกิดในสกุลอันสมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว มีทรัพย์มากมีโภคะมากอยู่ครองฆราวาส เลื่อมใสในพระศาสนามีความเลื่อมใสและนับถือมากในพระศาสดา ได้ทำการบูชาด้วยม้าสินธพตัวอาชาไนย. 
         ก็แลครั้นบูชาแล้วคิดว่า ช้างและม้าเป็นต้นไม่สมควรแก่สมณะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เราจักถวายกัปปิยภัณฑ์ ให้ตีราคากัปปิยภัณฑ์นั้น แล้วได้ถวายจีวรอันสำเร็จด้วยผ้าฝ้าย ผ้ากัมพลและโกเชาว์เป็นต้น และถวายเภสัชบริขารมีการบูรและเปรียงเป็นต้น อันสมควรด้วยกหาปณะ ซึ่งมีราคาตามกัปปิยภัณฑ์นั้น. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพาหนะเป็นอันมากมีช้างและม้าเป็นต้น ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในพระศาสนา เรียนพระกรรมฐานเจริญวิปัสสนา ตั้งอยู่ในพระอรหัต ตามลำดับแห่งมรรค ด้วยอำนาจบุญสมภารที่ท่านบำเพ็ญในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า โอปวัยหเถระ ดังนี้. 
         ท่านใคร่ครวญว่า เพราะกรรมอะไรหนอ เราจึงได้บรรลุสันติบทนี้ รู้บุพกรรมด้วยญาณโดยประจักษ์ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั้นแล. 
         บทว่า อาชานียมทาสหํ ความว่า เราได้ถวาย คือได้บูชาม้าสินธพผู้มีชาติอันสูงสุดผู้อาชาไนย. 
         บทว่า สปตฺตภาโร๑- ความว่า บริขาร ๘ อันถึงแก่ตนนั้น เป็นภาระของผู้ใด ผู้นั้นถือว่ามีภาระอันเป็นของตน. อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วยบริขาร ๘. 
๑- บาลีว่า สพฺพตฺถหาโร. 
         บทว่า ขมนียมทาสหํ ความว่า บริขารอันเป็นกัปปิยะมีจีวรเป็นต้น อันเหมาะแก่การยังอัตภาพให้เป็นไป. 
         บทว่า จริโม ได้แก่ ภพที่สุด คือภพที่ถึงที่สุด. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโอปวัยหเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ คันโธทกทายกเถราปทานที่ ๔ (๕๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายหม้อน้ำหอม
 [๕๖] ในกาลนั้น ได้มีการฉลองพระมหาโพธิ์แห่งพระพุทธเจ้า พระนามว่า
ปทุมุตระ เราได้ถือเอาหม้ออันวิจิตร บรรจุเต็มด้วยน้ำหอมแล้วได้ถวาย ก็ในเวลาสรงน้ำไม้โพธิ์มหาเมฆยังฝนให้ตก และได้มีเสียงบันลือดังลั่น ในเมื่อสายฟ้าผ่า ด้วยกำลังสายฟ้านั้นแล เราทำกาละ ณ ที่นั้น เราอยู่ ในเทวโลก ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ พระคุณสมบัติ แห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย ซากศพของเราตก ลง เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ภพของเรา ๗ ชั้น สูงสุดน่าหวาดเสียว นางเทพกัญญา ๑ แสนแวดล้อมเราเสมอ ความป่วยไข้ไม่มีแก่เรา ความ เศร้าโศกไม่มีแก่เรา เราไม่เห็นความเดือดร้อนเลย นี้เป็นผลแห่งบุญ กรรม ในกัลปที่ ๒๘๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่าสังวสิตะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระคันโธทกทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ คันโธทกทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค ๔. คันโธทกทายกเถราปทาน (๕๔)
         ๕๔. อรรถกถาคันโธทกทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระคันโธทกทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระมุนีผู้ประเสริฐองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในเรือนมีสกุล. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เห็นชาวเมืองกระทำการบูชาต้นโพธิ์ จึงบรรจุหม้ออันวิจิตรด้วยน้ำหอมเจือด้วยจันทน์ การบูรและกลัมพักเป็นต้นให้เต็ม รดต้นโพธิ์ ขณะนั้นฝนตกโดยเป็นสายน้ำใหญ่ ในกาลนั้นท่านทำกาลด้วยอสนีบาต ด้วยบุญกรรมนั้นๆ เอง. ท่านบังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั่นแล ได้กล่าวคาถามีอาทิว่า อโห พุทโธ อโห ธมฺโม ดังนี้. 
         ท่านเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้ เป็นผู้ปราศจากความเร่าร้อนทั้งปวง เข้าถึงความผู้เย็นเป็นสุขในที่ๆ ตนเกิดแล้วๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วเริ่มกรรมฐานเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยบุญกรรมที่บำเพ็ญไว้ในกาลก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า คันโธทกทายกเถระ. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้ คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วนั้นแล. 
         บทว่า มหาโพธิมโห อหุ ความว่า ได้มีการบูชาต้นโพธิ์ใหญ่แล้ว. 
         บทว่า วิจิตฺตํ ฆฏมาทาย ความว่า ถือเอาหม้ออันเต็มด้วยน้ำหอมอันงามวิจิตรด้วยจิตรกรรมและสุวรรณกรรมเป็นอันมาก. 
         บทว่า คนฺโธทกมทาสหํ แปลว่า ได้ให้น้ำหอม. อธิบายว่า เราได้รดด้วยน้ำหอม. 
         บทว่า นฺหานกาเล จ โพธิยา ความว่า ในสมัยเป็นที่กระทำการบูชาต้นโพธิ์. 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาคันโธทกทายกเถราปทาน 

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ สยนทายกเถราปทานที่ ๓ (๕๓)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายที่นอน
 [๕๕] เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายที่นอนแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
ผู้ทรงอนุเคราะห์โลกทั้งปวง พระองค์นั้น ด้วยการถวายที่นอนนั้น โภคสมบัติย่อมเกิดแก่เรา เปรียบเหมือนพืช (ข้าวกล้า) สำเร็จในนาดี นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน เราย่อมสำเร็จการนอนในอากาศ ย่อมทรง แผ่นดินนี้ไว้ เราเป็นใหญ่ในสัตว์ทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่งการถวายที่นอน ใน ๕ พันกัลป ได้มีพระมหาวีระ ๘ พระองค์ ในกัลปที่ ๓๕๐๐ ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิผู้มีพลมาก ๔ พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสยนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สยนทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . สยนทายกเถราปทาน (๕๓) 
 ๕๓. อรรถกถาสยนทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสยนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีสกุลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองฆราวาส เสวยสุขอยู่ ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เลื่อมใสในพระศาสดา ให้คนทำเตียงอันควรแก่ค่ามาก สำเร็จด้วยงา ทอง เงิน แก้วมุกดาและแก้วมณี ลาดแผ่นผ้าอันนำมาแต่เมืองจีนและผ้ากัมพลเป็นต้น ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงบรรทม. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการอนุเคราะห์แก่ท่าน แล้วทรงบรรทม ณ ที่นั่น ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสุขในการไปในอากาศและสุขในการนอนเป็นต้นอันสมควรแก่บุญกรรมนั้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสกุลแห่งหนึ่ง อันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสบวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่ช้านักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. 
         บทว่า สุเขตฺเต พีชสมฺปทา ความว่า พืชที่บุคคลหว่านไว้ในนาดีอันปราศจากหญ้าและหยากเยื่อ สมบูรณ์ด้วยเปือกตมเป็นต้น ย่อมยังผลดีให้สำเร็จฉันใด ทานที่บุคคลหว่านไว้แล้วในนาคือบุญในสันดานอันบริสุทธิ์ อันปราศหญ้าและหยากเยื่อ กล่าวคือกิเลสพันห้ามีราคะและโทสะเป็นต้น แม้มีประมาณน้อยก็ย่อมมีผลมาก ฉันนั้น. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสยนทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ สตรังสิยเถราปทานที่ ๒ (๕๒)

ว่าด้วยผลแห่งการชมเชยพระผู้โลกนายก
 [๕๔] พระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ เสด็จขึ้นภูเขาอันสูงสุดแล้ว
ประทับนั่งอยู่ เราเป็นพราหมณ์ผู้เรียนจบมนต์ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขา ได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนราสภ ประนมกรอัญชลีแล้ว ชมเชย พระผู้นายกของโลกว่า พระมหาวีรพุทธเจ้าพระองค์นี้ ทรงประกาศธรรม อันประเสริฐ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ พระผู้มีพระภาคผู้มีพระจักษุ ไม่ทรงกำเริบดังมหาสมุทร หาผู้ต้านทานได้ยาก ดุจ อรรณพ ไม่ทรงครั่นคร้ามเหมือนราชสีห์ทรงแสดงธรรม พระศาสดา พระนามว่าปทุมุตระ ทรงทราบความดำริของเรา ประทับยืนในท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้ถวายอัญชลีนี้ และเชยชม พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติตลอด ๖ หมื่นกัลป
 ในแสนกัลป พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าอังคีรสะ ผู้มีกิเลสดังหลังคา เปิด จักเสด็จอุบัติในภพนั้น ผู้นั้นจักเป็นโอรสผู้รับมรดกในธรรมของ พระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นอันธรรมนิรมิตแล้ว จักเป็นพระอรหันต์มีชื่อว่า สตรังสี เรามีอายุ ๗ ปีโดยกำเนิด ออกบวชเป็นบรรพชิตมีชื่อว่าสตรังสี รัศมีของเราแผ่ออกไป เรามักเพ่งฌานยินดีในฌานอยู่ที่มณฑปหรือโคนไม้ เราทรงกายอันเป็นที่สุด อยู่ในศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอด ๖ หมื่นกัลป ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ทรงพระนามว่าโรมะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                 ทราบว่า ท่านพระสตรังสิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สตรังสิยเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . สตรังสิยเถราปทาน (๕๒)
         ๕๒. อรรถกถาสตรังสิเถราปทาน๑-
- บาลีว่า สตรังสิยเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระสตรังสิเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุจฺจิยํ เสลมารุยฺห ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงฝั่งในสักกฏพยากรณ์และในไตรเพท ละการครองเรือน เข้าสู่ป่าบวชเป็นฤาษี สำเร็จการอยู่ในหิมวันตประเทศ. 
         ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จขึ้นสู่ภูเขาสูงลูกหนึ่ง เพราะความเป็นผู้ใคร่ต่อความสงัด แล้วนั่งดุจกองไฟที่ลุกโพลง. ดาบสเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ประทับนั่งอยู่เช่นนั้น เกิดโสมนัส ประคองอัญชลี ชมเชยด้วยเหตุหลายอย่าง. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเสวยทิพยสมบัติในกามาวจรเทวโลก ๖ ชั้น จากนั้นก็บังเกิดเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่าสตรังสี ในมนุษยโลก. ท่านเสวยสมบัติแม้นั้นถึงหลายครั้ง. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง มีอายุ ๗ ขวบเท่านั้น บรรพชาบรรลุพระอรหัต เพราะความที่ตนมีญาณแก่รอบแล้วด้วยอำนาจบุญสมภารในกาลก่อน. 
         ท่านระลึกว่า เพราะกรรมอะไร เรามีอายุ ๗ ขวบเท่านั้น จึงบรรลุสันติบทตามลำดับ เห็นบุพกรรมด้วยญาณโดยประจักษ์ เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจอุทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุจฺจิยํ เสลมารุยฺห ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจิยํ เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จขึ้นสู่ภูเขาสูงอันล้วนแล้วแต่หินแล้วประทับนั่ง.
         บทว่า ปพฺพตสฺสาวิทูรมฺหิ ความว่า ในที่ใกล้แห่งภูเขาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง. 
         บทว่า พฺราหฺมโณ มนฺตปารคู ความว่า พราหมณ์คนหนึ่งถึงฝั่ง คือที่สุดแห่งไตรเพทกล่าวคือมนต์. พราหมณ์ผู้ถึงฝั่งแห่งมนต์นี้แสดงอ้างถึงตนดุจผู้อื่น. 
         บทว่า อุปวิฏฺฐํ มหาวีรํ ความว่า ซึ่งพระชินเจ้าผู้มีความเพียร ผู้นั้งอยู่บนภูเขานั้น ผู้ประเสริฐเช่นไร. 
         เชื่อมความว่า เราได้ประคองอัญชลีคือประคองกระพุ่มมืออัญชลีเหนือเศียร แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทพแห่งเทพ ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ คือพรหมและเทพชั้นกามาวจรหกชั้นทั้งสิ้น ผู้ชื่อว่านราสภะ คือผู้องอาจกว่านระทั้งหลาย ผู้ประเสริฐ ผู้นำโลกคือผู้นำสัตวโลกทั้งสิ้น ผู้ยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ไว้เหนือเศียรเกล้า แล้วชมเชยคือสดุดี. 
         บทว่า อภาสถ ความว่า ได้พยากรณ์ว่า ผู้ใดได้ให้อัญชลีนี้ ฯลฯ ผู้นั้นจัก... 
         คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสตรังสิเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ วีชนีวรรคที่ ๖ วิธูปนทายกเถราปทานที่ ๑ (๕๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายพัด
 [๕๓] เราได้ถวายพัดเล่มหนึ่ง แด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ
เชษฐบุรุษของ โลก ผู้คงที่ ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ มั่นคง เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส แล้ว ประนมอัญชลีถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า บ่ายหน้าไปทางทิศอุดร หลีกไป พระศาสดาผู้อัครนายกของโลกทรงรับพัดวิชนีแล้ว ประทับยืน ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักไม่ไปสู่วินิบาตตลอดแสนกัลป เราปรารภ ความเพียร มีจิตแน่วแน่ มีใจตั้งมั่นในเจโตคุณ (คุณคือการกำหนดรู้ใจ ผู้อื่น) มีอายุ ๗ ปี โดยกำเนิดได้บรรลุอรหัต ใน ๖ หมื่นกัลป ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ ทรงกำลังมากพระนามเหมือนกันว่า พิชชมานะ
                คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระวิธูปนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ วิธูปนทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๖. วีชนีวรรค . วิธูปนทายกเถราปทาน (๕๑)
วัชนียวรรคที่ ๖
         ๕๑. อรรถกถาวิธูปนทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระวิธูปนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระชินเจ้าผู้ประเสริฐองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เกิดศรัทธา เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลเป็นคฤหัสถ์ได้สร้างพัดวีชนีอันสำเร็จด้วยทองเงิน แก้วมุกดาและแก้วมณี ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า, 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง. 
         ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราทั้งหลายนี้เสด็จอุบัติแล้ว ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง ตบแต่งมีเหย้าเรือนแล้ว เห็นโทษในการครองเรือนและเห็นอานิสงส์ในบรรพชา เพียบพร้อมด้วยศรัทธา บวชในพระศาสนาเจริญวิปัสสนา ไม่นานก็บรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ท่านหวนระลึกถึงบุพกรรมของตน เพราะบุญกรรมนั้น เราได้โลกุตรสมบัตินี้ รู้กรรมนั้นโดยประจักษ์ เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรพุทฺธสฺส ดังนี้. 
         คำนั้นมีอรรถอันท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้วแล. 
         บทว่า วีชนิกา มยา ทินฺนา ความว่า ชื่อว่าวีชนี เพราะอรรถว่ายังความเร่าร้อนของสัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนอยู่ ให้ดับโดยพิเศษ คือยังลมอันมีความเยือกเย็นให้เกิด. 
         พัดวีชนีนั้น ชื่อว่าวีชนิกา. พัดวีชนีนั้นสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ รุ่งโรจน์อยู่ เราได้สร้างถวายแล้ว.
จบอรรถกถาวิธูปนทายกเถราปทาน

โดราเอมอน เดอะมูฟวี่ 2024โนบิตะกับซิมโฟนีแห่งโลก


คำอธิบาย
ขณะที่โนบิตะกำลังฝึกซ้อมรีคอร์ดเดอร์ที่ไม่ถนัดเพื่องานดนตรีของโรงเรียนก็มีเด็กสาวปริศนาชื่อว่า มิกกะ ปรากฏตัวขึ้นมา เธอถูกใจเสียงตัว “โน” ที่แสนจะเนือยที่โนบิตะเป่าออกมาเธอจึงเชิญพวกโดราเอมอนให้ไปที่ “วิหารฟาร์เร่(ดนตรี)” ซึ่งถูกสร้างที่ดาวเคราะห์ ที่ใช้ดนตรีเป็นพลังงาน มิกกะมาตามหา “เวอร์ทูโอโซ” ยอดนักดนตรีที่จะมาเล่นดนตรีด้วยกันเพื่อกอบกู้วิหารแห่งนี้นั่นเอง! พวกโดราเอมอนใช้ของวิเศษชื่อว่า “ใบประกอบอาชีพนักดนตรี” เลือกเครื่องดนตรี และบรรเลงเพลงด้วยกันกับมิกกะ ทำให้วิหารฟื้นฟูขึ้นมาทีละนิด แต่ทว่ามีสิ่งมีชีวิตน่ากลัวที่สามารถลบดนตรีให้หายไปจากโลกบุกเข้ามา ทำให้โลกตกอยู่ในวิกฤต...!! ผู้อำนวยการ คาซึอากิ อิไม นักเขียนบทภาพยนตร์ เทรุโกะ อุสึมิ - ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ บริษัท การผลิต ฟูจิโกะ เอฟ. ฟูจิโอะ โปรดักชั่นส์

สารคดีพระเจ้าอโศกมหาราช Documentary bout Emperor Ashoka di Great

ภาพนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายว่าพุทธศาสนาเผยแพร่ออกไปนอกอินเดียได้อย่างไรในสมัยจักรพรรดิอโศกแห่งจักรวรรดิเมารยะ ในสมัยนั้นพุทธศาสนาได้พัฒนาเป็นศาสนาหลัก ต่อมาผู้รุกรานจากภายนอกได้ทำลายพุทธศาสนาและพยายามเอารัดเอาเปรียบสังคมมาจนถึงปัจจุบัน โดยการดัดแปลงให้เป็นเทพเจ้าและเทพธิดา พุทธศาสนาเป็นที่รู้จักในฐานะศาสนาที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ
             การเผยแผ่ศาสนาพุทธโดยทั่วไปแล้วมาจากพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ส่งมิชชันนารีพุทธศาสนาไปยังศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาณาจักรกรีกในอัฟกานิสถานในปัจจุบัน
             ฝั่งตะวันตกของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรกรีก ถูกกองทัพต่างๆ รุกรานบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นเส้นทางบกเดียวที่สามารถเดินทางเข้าสู่อนุทวีปอินเดียได้ ดังนั้นศาสนาพุทธจึงไม่เคยหยั่งรากลึกในที่แห่งนี้เป็นเวลานานนัก
             เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทางกลับกัน อยู่ตรงมุมของแผ่นดินยูเรเชีย ได้รับการปกป้องโดยป่าไม้ ทะเล และภูเขา ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาได้โดยไม่มีการรุกรานจำนวนมากและบ่อยครั้ง แม้แต่อิสลามก็มาถึงที่นี่ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล ดังนั้นถ้าคุณดูแผนที่ศาสนาของที่นี่ คุณจะเห็นว่าคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพุทธ ในขณะที่คาบสมุทรมลายูและเกาะมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นอิสลามเท่านั้น
 จริงๆ แล้วมีทฤษฎีที่ว่าพระพุทธศาสนาในฐานะกระแสทางปัญญาได้มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดของชาวตะวันตก; มีอิทธิพลต่อลัทธิกรีกและต่อมาคือลัทธินีโอเพลโตนิซึมและลัทธิสโตอิก โลกกรีกและโรมันโบราณมีประวัติในการรวมเอาแนวคิด/เทววิทยาต่างๆ เข้าไปในแพนธีออนแบบพหุนิยมของพวกเขา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่กระแสใดกระแสหนึ่งจะได้รับความนิยมเหมือนอย่างเช่นพระพุทธศาสนา แต่มันก็มีอิทธิพลจริงๆ มันไม่ใช่จนกระทั่งศาสนาคริสต์ถูกนำมาใช้ในจักรวรรดิในภายหลังที่อำนาจครอบงำทางเทววิทยาถูกสถาปนาขึ้น และคนๆ หนึ่งสามารถนำสิ่งนี้ไปเชื่อมโยงกับความต้องการของจักรวรรดิที่แตกแยกซึ่งต้องการอุดมการณ์กลางและดำรงอยู่เพื่อทำให้มันลอยตัวอยู่ได้
             มีเรื่องเล่าในตำนานทางพุทธศาสนาว่ามีพระสงฆ์บางรูปเดินทางไปตะวันออกกลางในสมัยพุทธกาล และพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะทูตเผยแผ่ศาสนาพุทธไปไกลถึงกรีซและตะวันออกกลางในช่วงเวลาเดียวกับที่พระองค์ส่งคณะทูตไปที่อื่นๆ (ไม่รู้ว่ามีแหล่งข้อมูลยืนยันเรื่องนี้หรือเปล่านะ)
             อีกอย่าง อินเดียสมัยก่อนไม่ได้เป็นประเทศเดียว มันขยายอาณาเขตไปทั่วอินเดีย ครอบคลุมหลายชาติเลย
             เท่าที่รู้มานะ ศาสนาพุทธไม่ได้เผยแผ่ด้วยการผนวกดินแดนและการล่าอาณานิคม ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่นับถือศาสนาพุทธในปัจจุบันได้รับคณะทูตจากพระเจ้าอโศกมหาราชในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นการขยายตัวของศาสนาพุทธครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยมั้ง พระองค์น่าจะส่งไปให้ประเทศที่เป็นมิตรกันนั่นแหละ
  ภูมิศาสตร์และจักรวรรดิในสมัยนั้นมีบทบาทสำคัญมาก มิชชันนารีถูกส่งไปทั่วภูมิภาคต่างๆ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งพวกเขาเทศนา แต่ต่างจากตะวันออกกลางที่มีอาณาจักรและอำนาจของชนเผ่าที่แข็งแกร่ง ศาสนาพุทธไม่ได้เผยแพร่ นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน อาณาจักรของพระองค์ปกครองอินเดียและปากีสถานในปัจจุบัน ซึ่งศาสนาพุทธได้เผยแพร่ (โดยเฉพาะในสินธ์ ปัญจาบเหนือ และพิหาร) ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เผยแพร่ในเอเชียกลางเป็นเพราะเทือกเขา เดิมทีศาสนาพุทธเริ่มเผยแพร่ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นก็ไปถึงจีนเลยทิเบตไป แต่ไม่เคยไปถึงเอเชียกลางเลย ที่จริงแล้ว มีเพียงทางเหนือของอัฟกานิสถานเท่านั้นที่มีอิทธิพลของศาสนาพุทธ ก่อนที่หลายคนจะคิดว่าอัฟกานิสถานเป็นพุทธ แต่ว่าอัฟกานิสถานมีความหลากหลาย
              อีกอย่างนะ op ใช้แผนที่แบบสัมพัทธ์จะทำให้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น แผนที่ของคุณแสดงบางประเทศและไม่แสดงประเทศอื่นๆ ควรแสดงเนปาลและภูฏานด้วย ถ้าคุณใช้แผนที่ที่แสดงชื่อประเทศ
 ศาสนาพุทธเข้ามาในจีนผ่านเอเชียกลาง ศาสนาพุทธเคยยิ่งใหญ่มากในสิ่งที่เป็นอัฟกานิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, อุซเบกิสถาน, ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถานในปัจจุบัน มีการค้นพบซากทางโบราณคดีของประติมากรรม, สถูป และวัดของชาวพุทธในภูมิภาคนี้ ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหม และพระสงฆ์และมิชชันนารีชาวพุทธได้เข้าสู่จีนโดยใช้เส้นทางเหล่านี้ ข้ามทะเลทรายทาคลามะกัน ศาสนาพุทธไม่ได้แพร่กระจายไปทางตะวันตกมากกว่านี้ อาจเป็นเพราะการแข่งขันกับศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์และศาสนาคริสต์ ซึ่งศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาประจำชาติของจักรวรรดิเปอร์เซียซาซาเนียน หลังจากที่ชาวมุสลิมจากราชวงศ์อุมัยยะห์และอับบาซิดพิชิตเอเชียกลาง ศาสนาพุทธก็ถูกกีดกันและเสื่อมลงเป็นเวลาหลายศตวรรษ การรุกรานของมองโกลน่าจะเป็นจุดจบสำหรับชุมชนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจรอดชีวิตมาได้ถึงศตวรรษที่ 12
             ศาสนาคริสต์เข้ามาแทนที่พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ศาสนาพุทธไม่สามารถเข้าถึงได้หลังจากปี ค.ศ. 1 เปอร์เซียมีศาสนาโซโรอัสเตอร์หยั่งรากลึก ศาสนาคริสต์กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วตะวันออกกลาง คอเคซัส และยุโรปตะวันออก
จุดเริ่มต้นของพระเจ้าอโศก
      พระเจ้าอโศกทรงเป็นโอรสของพระเจ้าพินทุสาร (Bindusara) และเป็นพระราชนัดดาของจันทรคุปต์มหาราช (Chandragupta Maurya) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เมารยะ พระองค์ขึ้นครองราชย์ในราวปี พ.ศ. 280 (ก่อนคริสตกาล 268) และในช่วงแรกของการปกครอง พระองค์ทรงมีนิสัยเข้มแข็ง เด็ดขาด และทรงเน้นการรบพุ่งขยายอำนาจโดยเฉพาะการทำสงครามกับแคว้นต่าง ๆ เพื่อรวบรวมแผ่นดิน
      หนึ่งในสงครามที่เป็นจุดเปลี่ยนของพระองค์คือ สงครามคาลิงคะ (Kalinga War) ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่โหดร้ายและนองเลือดที่สุดในยุคโบราณ ผู้คนล้มตายจำนวนมาก และความเสียหายก็หนักหนาสาหัส
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ: การหันเข้าสู่ธรรมะ
      หลังจากชัยชนะที่คาลิงคะ พระเจ้าอโศกได้ทอดพระเนตรความสูญเสียและความทุกข์ของผู้คน พระองค์ทรงเสียพระทัยอย่างลึกซึ้ง และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของการหันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทรงศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องอหิงสา (การไม่เบียดเบียน), เมตตา, กรุณา และการใช้ธรรมะเป็นหลักในการปกครอง
      พระเจ้าอโศกมิได้เพียงแต่เปลี่ยนตนเองเท่านั้น แต่ยังพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งระบบ โดยออกพระราชกฤษฎีกาหรือ “ธรรมะศิลาจารึก” (Edicts of Ashoka) ซึ่งสลักไว้ตามเสาและหินใหญ่ทั่วอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงหลักธรรมได้
เสาอโศก: สัญลักษณ์แห่งธรรมาธิปไตย
      หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยังคงหลงเหลือมาจนปัจจุบันและกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอินเดียคือ เสาอโศก (Ashokan Pillars) ซึ่งเป็นเสาหินสูงใหญ่ ประดับด้วยรูปสิงห์หมอบสี่ทิศ หมายถึงอำนาจแห่งธรรมะที่แผ่ขยายไปทั่วทุกทิศ เสาเหล่านี้มักตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญและบริเวณที่พระเจ้าอโศกเสด็จไปเยือนหรือส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วเอเชีย
      พระเจ้าอโศกมหาราชไม่เพียงแต่สนับสนุนพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเท่านั้น แต่ยังส่งพระธรรมทูตไปยังต่างประเทศ เช่น ลังกา (ศรีลังกา) ซึ่งพระราชโอรสของพระองค์คือ พระมหินทเถระ ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาจนฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน และยังส่งคณะธรรมทูตไปยังแคว้นต่างๆ ในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแม้แต่กรีกโบราณ
      ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอโศกจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ธรรมราชา” หรือกษัตริย์ผู้ปกครองด้วยธรรมะ พระองค์เป็นตัวอย่างของผู้นำที่เปลี่ยนจากอำนาจสู่เมตตาธรรม จากสงครามสู่สันติภาพ
พระเจ้าอโศก: ต้นแบบของการปกครองด้วยคุณธรรม
      แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ราวปี พ.ศ. 312 (ก่อนคริสตกาล 232) แต่พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังคงมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่ออารยธรรมอินเดียและพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของผู้นำไม่ได้อยู่ที่จำนวนสงครามที่ชนะ แต่อยู่ที่การทำให้โลกดีขึ้นด้วยหลักคุณธรรมและความเมตตา
      ในบรรดาตำนานทางพระพุทธศาสนาในสายเถรวาทโดยเฉพาะจากพม่า ลังกา และล้านนา มีตำนานหนึ่งที่งดงามและเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา คือ เรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จไปนิมนต์ “พระอุปคุต” เพื่อให้มาปราบพญามารที่มารบกวนพิธีฉลองพระศาสนาในกรุงปาตลีบุตร
🧘‍♂️ ใครคือพระอุปคุต?
      พระอุปคุตเถระ เป็นพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์และเมตตาบารมี ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์จำพรรษาอยู่ใต้ทะเล ณ เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) และไม่แสดงตัวแก่ใครนอกจากเหตุอันควร พระอุปคุตมีพลังจิตสูงส่ง และสามารถปราบมารผู้มีฤทธิ์ร้ายด้วยธรรมานุภาพได้อย่างราบคาบ
จุดเริ่มต้นของพิธี “7 วัน 7 เดือน 7 ปี”
      หลังจากพระเจ้าอโศกหันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง พระองค์ทรงมีความปรารถนาให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรือง จึงจัด งานมหาสังฆทานอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า “พิธีฉลองพระศาสนา 7 วัน 7 เดือน 7 ปี” 
โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ:
            สร้างบุญกุศลอย่างใหญ่หลวงเพื่อพระศาสนา
ถวายทานแก่พระสงฆ์จากทั่วชมพูทวีป
              แสดงออกถึงความเคารพสูงสุดต่อพระพุทธเจ้า
      แต่ในขณะเตรียมงาน กลับมี พญามาร (มารผู้ร้าย) มาปรากฏตัวในหลายรูปแบบ คอยบ่อนทำลายพิธี บางตำนานกล่าวว่าพญามารเหาะมาแปลงกายเป็นสัตว์บ้าง คนบ้าง และทำให้เกิดอาเพศในเมือง เช่น ฟ้าผ่า ลมกรรโชก น้ำท่วมกลางฤดูแล้ง
🔱 พระเจ้าอโศกนิมนต์พระอุปคุต
      เมื่อการบูชาพระศาสนาไม่สำเร็จ พระเจ้าอโศกจึงทรงอธิษฐานจิตและออกเดินทางเพื่อนิมนต์พระอุปคุตผู้สถิต ณ เกษียรสมุทร ตามคำแนะนำของพระอรหันต์
💬 “ข้าแต่พระคุณเจ้า หากพระองค์ยังมีพระเมตตา ขอโปรดแสดงองค์เพื่อปราบพญามาร และให้พิธีของพระพุทธศาสนาได้ดำเนินต่อไปด้วยเถิด” เมื่อพระองค์เสด็จถึงฝั่งทะเล ได้พบ พระอุปคุต ปรากฏองค์ขึ้นบนใบบัวกลางทะเลในท่าขัดสมาธิ และยอมตามเสด็จขึ้นมายังกรุงปาตลีบุตรเพื่อร่วมปราบพญามาร
⚔️ การปราบพญามาร
      พระอุปคุตได้ใช้ฤทธิ์ทางธรรม เช่น แผ่เมตตา, ญาณสมาบัติ, ธรรมเทศนา ปราบพญามารอย่างสันติ ไม่มีการใช้อาวุธหรือการทำร้าย กลับใช้เพียงอำนาจแห่งความจริงและพลังเมตตา ส่งผลให้พญามารหมดฤทธิ์และจำต้องยอมแพ้
หลังจากนั้นพิธีกรรมจึงดำเนินต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
🎉 การเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี 7 วัน ถวายทานทุกวันต่อเนื่อง ให้พระสงฆ์หมุนเวียนกันมารับบาตร 7 เดือน มีการฟังธรรมตลอดเดือนจากพระอรหันต์สายต่าง ๆ 7 ปี มีการสร้างวัด สถูป และสถาปัตยกรรมพระพุทธศาสนา เช่น พระสถูปที่สาญจี (Sanchi Stupa) พิธีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ที่แสดงให้เห็นถึงการผสานกันระหว่างโลกียะกับโลกุตระ การปกครองด้วยธรรม และความเมตตาเหนือพลังอำนาจ
 ✨ สาระสำคัญที่ควรจดจำ พระเจ้าอโศกเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ใช้ธรรมะปกครองบ้านเมือง พระอุปคุตคือพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์ธรรมและเมตตา พิธี 7 วัน 7 เดือน 7 ปี คือการเฉลิมฉลองพระศาสนาอย่างสูงสุด พญามารเปรียบเหมือนอุปสรรคในใจมนุษย์ ซึ่งสามารถดับได้ด้วย “ธรรม”

02 กุมภาพันธ์ 2569

Shin Ultraman (2022) ชิน อุลตร้าแมน シン・ウルトラマン

Shin Ultraman (2022) ชิน อุลตร้าแมน シン・ウルトラマン พากย์ไทย
คำอธิบาย
Released: 13 May 2022      Runtime: 118 min   ประเภทหนัง:Action, Adventure, Drama
   เมื่ออันตรายจากสิ่งมีชีวิตโกลิอัทไม่ทราบชื่อที่เรียกว่า “สายพันธุ์ S-Class” “Shin Ultraman” ถูกทำลายล้างในญี่ปุ่น สัตว์ประหลาดสีเงินก็ปรากฏตัวขึ้นจากอากาศที่ผ่านมาของโลก การปรากฏตัวของสิ่งมีชีวิตโกลิอัทที่ไม่ปรากฏชื่อซึ่งรู้จักกันในชื่อ “สายพันธุ์ S-Class” กลายเป็นเรื่องปกติในญี่ปุ่น อาวุธธรรมดาส่งผลต่อพวกมันอย่างมีความหมาย หลังจากหมดทางเลือกที่เหลือแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดทำอนุสัญญาว่าด้วยการปกปิดชนิดพันธุ์ S-Class และกำหนดกรอบหน่วยข้อกำหนดที่เรียกว่า SSSP “ชิน อุลตร้าแมน” บุคคลที่ได้รับเลือกให้เข้าร่วมหน่วยนี้ ได้แก่ Pioneer Fumio Tamura (รับบทโดย Hidetoshi Nishijima), Leader Planner Shinji Kaminaga (รับบทโดย Takumi Saitoh), นักฟิสิกส์ Unparticle Taki Akihisa (รับบทโดย Daiki Arioka) และนักวิจัยที่แพร่หลาย Yume Funaberi (Akari Hayami) อันตรายของสายพันธุ์ S-Class แย่ลง สัตว์ประหลาดสีเงินปรากฏตัวขึ้นจากอากาศที่ผ่านมาของโลก นักสืบ Hiroko Asami (รับบทโดย Masami Nagasawa) เพิ่งได้รับมอบหมายให้เข้าร่วม ผู้เกี่ยวข้องกับรัฐบาล โคมุโระ ฮาจิเมะ (小室 肇) โอคุมะ ไทชิ (大隈 泰司) คาริบะ คุนิฮิโกะ (狩場 邦彦) นาคานิชิ เซอิจิ (中西 誠一) ตัวละครอื่นๆ ฮายาซากะ (早坂) คางามิ (加賀美) เพื่อนสนิทของชินจิ เคยทำงานสืบคดีร่วมกัน และเขาดูเหมือนจะรู้ความลับของเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่น้อย มนุษย์ต่างดาว อุลตร้าแมน (ウルトラマン) ให้เสียงโดย ทากาฮาชิ อิซเซย์ (高橋 一生) ชื่อจริงคือ ลิพีอาห์ (Lipiah)
 มนุษย์ยักษ์ร่างสีเงินจากดวงดาวแห่งแสง เดิมเขามีหน้าที่สำรวจดาวโลก แต่พบเข้ากับเหล่าสัตว์ประหลาดที่มารุกรานอย่างต่อเนื่อง เขาจึงตัดสินใจต่อสู้เพื่อปกป้องโลก จนเริ่มมีความรู้สึกชอบในมนุษย์และดาวโลกนี้ เขาจำเป็นต้องรวมร่างกับ คามินากะ ชินจิ เนื่องจากเป็นต้นเหตุให้ชินจิเสียชีวิต ในการรวมร่างเข้ากัน จำเป็นต้องอาศัย เบต้าซิสเต็ม จากอุปกรณ์ เบต้าแคปซูล มีท่าไม้ตายคือ ลำแสงสเปเซี่ยม และ กงจักร 8 เสี้ยว อุลตร้าแสลช ซึ่งมีพื้นฐานมาจากธาตุ สเปเซี่ยม 133 ซึ่งมีอยู่ในร่างกายของเขา
 ครั้งแรกที่ปรากฎตัวมีร่างกายสีเงินล้วน หลังจากรวมร่างกับชินจิ จะมีลวดลายสีแดงปรากฎขึ้น และเมื่อสูญเสียพลังงานไป ลายสีแดงจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว โดยมีเวลา 3 นาทีในการต่อสู้
 โซฟี่ (ゾーフィ) ให้เสียงโดย ยามะเดระ โคอิจิ (山寺 宏一) ชาวอุลตร้าจากดวงดาวแห่งแสงอีกคน มีร่างกายสีทองสลับดำ เขารับหน้าที่ให้มาตรวจสอบการทำงานของลิพีอาห์ หรือ อุลตร้าแมน โดยที่นำชีวะอาวุธ เซตต้อน มาด้วย เพื่อทำลายโลกซึ่งถูกลงความเห็นว่าเป็นภัย พร้อมกับนำตัวอุลตร้าแมนกลับไปสอบสวน เนื่องจากเขาทำผิดกฎ แต่เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นในการปกป้องโลก และความรักในมนุษย์ เขาจึงยอมละเว้นดาวโลก และพาร่างอุลตร้าแมนที่บอบช้ำกลับไปยังดวงดาวแห่งแสง
 ซารับ (ザラブ) ให้เสียงโดย สึดะ เค็นจิโร่ (津田 健次郎) โค้ดเนม มนุษย์ต่างดาวหมายเลข 2 ปรากฎตัวต่อหน้าคณะรัฐมนตรี เพื่อยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนวิทยาการ โดยแลกกับสิทธิการแทรกแซงทุกอย่างบนโลก ซารับได้จับตัวชินจิไปขังไว้ และจำแลงร่างเป็นอุลตร้าแมนออกทำลายเมือง เพื่อใส่ร้ายอุลตร้าแมน ให้ผู้คนเข้าใจผิด และเห็นอุลตร้าแมนเป็นศัตรู แต่เมื่อชินจิถูกฮิโรโกะช่วยออกมาได้สำเร็จ จึงได้แปลงร่างเป็นอุลตร้าแมน และเปิดฉากต่อสู้ จนกระทั่งเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมา ซารัปมีความสามารถในการปล่อยคลื่นพลังงาน ที่มีคุณสมบัติในการสะกดจิตคน หรือหักเหลำแสงของอุลตร้าแมนได้
เมฟิลัส (メフィラス) รับบทโดย ยามาโมโตะ โคจิ (山本 耕史)โค้ดเนม มนุษย์ต่างดาวหมายเลข 0 หลังจากซารับพ่ายแพ้ไป เมฟิลัสก็ปรากฎตัวต่อหน้าหน่วยวิทยะเพื่อเจรจา เขาชอบที่จะใช้สันติวิธี และการเจรจาด้วย วาทะศิลป์ที่ยอดเยี่ยม เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ชอบหยิบยกสำนวนของชาวโลกมาพูด โดยกล่าวว่า "เป็นคำพูดที่ผมชอบมาก" เมฟิลัสได้เสนอมอบ เบต้าบ็อกซ์ อุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีเดียวกับ เบต้าแคปซูล ของอุลตร้าแมน ให้รัฐบาล โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือ ให้ชาวโลกยอมรับตนในฐานะ "เอกอัครราชฑูตวิสามัญ ผู้มีอำนาจเต็ม" ซึ่งจะมีสิทธิในการแทรกแซงทุกด้านบนโลกมนุษย์ กล่าวคือยึดครองโลกแบบสันติวิธีนั่นเอง แม้ว่าเขาจะพยายามไปเจรจา เพื่อโน้มน้าวอุลตร้าแมนก่อน แต่ก็ถูกปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม เมฟิลัสตัดสินใจทำตามแผนต่อไป พร้อมกับเตือนไว้ว่าอย่าคิดขัดขวาง โดยก่อนที่จะมีการลงนามเซ็นสัญญา อุลตร้าแมนก็ได้มาขวางไว้ จึงเกิดการปะทะกันขึ้น แต่ทั้งคู่มีพลังต่อสู้ที่ทัดเทียมกันมาก จึงไม่มีฝ่ายไหนชนะ กระทั่งอุลตร้าแมนเริ่มสูญเสียพลังงาน แต่อยู่ ๆ เมฟิลัสก็ยอมสงบศึก และถอนตัวกลับไป เนื่องจากหวั่นเกรงต่อผู้ที่จะมาแทรกแซง (โซฟี่) ไคจู (สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่เป็นศัตรู)
โกเมส (ゴメス) หนึ่งในไคจูที่ปรากฎตัวเป็นกลุ่มแรก ๆ ออกอาละวาดในเขตเหมือง และภูเขา ถูกปราบโดยกองกำลังญี่ปุ่น ที่ใช้รถถังระดมยิงแมมมอธฟลาวเวอร์ (マンモスフラワー) พืชดอกขนาดยักษ์ มีอีกชื่อเรียกว่า จูรัน ปรากฎขึ้นกลางกรุงโตเกียว หน้าสถานนีรถไฟ ถูกกองกำลังญี่ปุ่นปราบด้วยการใช้ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ รวมกับไฟ
เพกิล่า (ペギラ) ไคจูมีปีก ที่สามารถพ่นไอเย็นเยือกแข็งออกจากปากได้ มันเปลี่ยนเมืองทั้งเมืองให้กลายเป็นน้ำแข็งในพริบตา กระทั่งกองกำลังญี่ปุ่นสามารถกำจัดมันได้ จากที่นักวิทยาศาสตร์หญิงคนหนึ่ง พบจุดอ่อนของมัน ไคจูบินได้ ราลูเกอุส (飛翔禍威獣 ラルゲユウス) ไคจูระดับ S รูปร่างคล้ายนกขนาดยักษ์ มีขนสีขาว สามารถกระพือปีกสร้างลมพายุย่อม ๆ ได้ มันอาละวาดในเขตบริเวณปราสาท จังหวัดคุมาโมโตะ และยังสามารถพรางตัวได้ โดยมันได้หนีไปก่อนที่จะถูกโจมตีตอบโต้ ไคจูหลอมละลาย ไคเกล (溶解禍威獣 カイゲル) ไคจูรูปร่างคล้ายหอยทาก ปรากฎมากกว่า 1 ตัว กลางเมืองในญี่ปุ่น ถูกปราบโดยหน่วยวิทยะ ที่ร่วมมือกับกองกำลังญี่ปุ่น ไคจูนักล่าสารกัมมันตรังสี ปากอส (放射性物質捕食禍威獣 パゴス)ไคจูที่กินกัมมันตรังสีเป็นอาหาร สามารถปล่อยลำแสงกัมมันตรังสี ออกจากปากได้ แม้มันจะถูกกำจัดไปแล้ว แต่ศพของมันก็ยังคงแผ่กัมมันตรังสีอยู่ ทำให้การเก็บกวาดเป็นไปอย่างยากลำบาก
Genre: Animation, Action, Adventure
Actors: Tamlyn Tomita, Gedde Watanabe, Keone Young
Director: Shannon Tindle, John Aoshima
Writer: Marc Haimes, Shannon Tindle
เคน ซาโต้ “Ultraman Rising” นักเบสบอลอัจฉริยะที่กลับมาญี่ปุ่นเพื่อกลายมาเป็นตำนานที่ไกลที่สุดเพื่อถ่ายทอดเสื้อคลุมของอุลตร้าแมน อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาถูกบังคับให้เลี้ยงสัตว์ประหลาดไคจูที่เพิ่งเกิดซึ่งเป็นลูกของศัตรูตัวฉกาจที่สุดเหมือนตัวเขาเอง แผนการของเขาก็ผิดพลาด ซาโต้จะต้องต่อสู้กับความสัมพันธ์ของเขากับพ่อที่แปลกแยกและแผนการของพลังพิทักษ์ไคจู
Ultraman Taiga the Movie: New Generation Climax (2020) อุลตร้าแมนไทกะ
           Country: Japan   Genre: Action, Fantasy
Director: Ryûichi Ichino
           Released: 07 Aug 2020 Runtime: 71 min
   ผู้ทำงานในองค์กรรักษาความปลอดภัยส่วนตัวEGISมีพลังในการแปลงร่างเป็นอุลตร้าฮีโร่ได้ 3 คน คือ ไทกะ  ไททัส และ ฟูมะ ความสัมพันธ์ระหว่างฮิโรยูกิและไทกะได้แน่นแฟ้นมากขึ้นหลังจากต่อสู้และเอาชนะศัตรูมากมาย อย่างไรก็ตาม มีคนเล็งเป้าไปที่ฮิโรยูกิ เมื่อสังเกตเห็นสิ่งนี้ เหล่าฮีโร่รุ่นใหม่จึงรวมตัวกันเพื่อช่วยเขา ฮิคารุ โช ไดจิ ไก ริคุ คาซึมิ อิซามิ และแม้แต่อุลตร้าแมนทาโร่ พ่อของไทกะ ก็มายังโลก อย่างไรก็ตาม อุลตร้าแมนทาโร่กลับโจมตีไทกะลูกชายของเขาอย่างรุนแรง เกิดอะไรขึ้นกับทาโร่ ไทกะจะต่อสู้กับพ่อของเขาได้หรือไม่!? เหล่าฮีโร่รุ่นใหม่ยืนหยัดร่วมกันเพื่อเผชิญหน้ากับพลังที่ยิ่งใหญ่และมืดมนกว่า !
โล่. ส่วน “Ultraman Taiga the Movie: New Generation Climax” สามารถเปลี่ยนเป็นบุคคลใดก็ได้สามคนจาก Tri-Squad, Ultramen Taiga, Titas และ Fuma เป็นความผูกพันที่เกิดขึ้นในการต่อสู้แต่ละครั้งที่พวกเขาเผชิญหน้า อย่างไรก็ตามฮิโรยูกิมีเป้าหมายในการเป็นคู่แข่งที่ไม่ปรากฏชื่อโดยชักชวนให้บุคคลที่แตกต่างจากฮีโร่รุ่นใหม่มีส่วนร่วมทั้งหมดในการพัฒนาที่คาดเดาได้และร่วมกันทดสอบพลังแห่งความมืดที่น่าทึ่ง นอกจากนี้อุลตร้าแมนทาโร่พ่อของไทกะยังมาถึงโลก แต่ยังทำร้ายเด็กน้อยของตัวเองภายใต้สภาพที่งุนงง
ultra galaxy fight the destined crossroad The Movie
ประเภท   Tokusatsu Sci-Fi แอ็กชัน/ผจญภัย ซูเปอร์ฮีโร่ ไคจูสึบุรายะ โปรดักชั่น นำแสดงโดย มาโมรุ มิยา  โนะ วาตารุ โคมาดะ  ยูกิ โอโนะ  ยูมะ อุจิดะ  จุนอิจิ ซึวาเบะ  ชูโกะ นากามูระ ウルトラギャラクシーファイト 運命の衝突Ultra Heroes vs Absolutian การต่อสู้อันถูกกำหนดไว้ให้เปลี่ยนแปลงกาแล็กซี่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น!