 |
ภาพนี้ช่วยให้เราเข้าใจได้ง่ายว่าพุทธศาสนาเผยแพร่ออกไปนอกอินเดียได้อย่างไรในสมัยจักรพรรดิอโศกแห่งจักรวรรดิเมารยะ ในสมัยนั้นพุทธศาสนาได้พัฒนาเป็นศาสนาหลัก ต่อมาผู้รุกรานจากภายนอกได้ทำลายพุทธศาสนาและพยายามเอารัดเอาเปรียบสังคมมาจนถึงปัจจุบัน โดยการดัดแปลงให้เป็นเทพเจ้าและเทพธิดา พุทธศาสนาเป็นที่รู้จักในฐานะศาสนาที่ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่สมัยโบราณ
|
การเผยแผ่ศาสนาพุทธโดยทั่วไปแล้วมาจากพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ส่งมิชชันนารีพุทธศาสนาไปยังศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอาณาจักรกรีกในอัฟกานิสถานในปัจจุบัน
ฝั่งตะวันตกของอนุทวีปอินเดีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาณาจักรกรีก ถูกกองทัพต่างๆ รุกรานบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นเส้นทางบกเดียวที่สามารถเดินทางเข้าสู่อนุทวีปอินเดียได้ ดังนั้นศาสนาพุทธจึงไม่เคยหยั่งรากลึกในที่แห่งนี้เป็นเวลานานนัก
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทางกลับกัน อยู่ตรงมุมของแผ่นดินยูเรเชีย ได้รับการปกป้องโดยป่าไม้ ทะเล และภูเขา ทำให้พวกเขาสามารถพัฒนาได้โดยไม่มีการรุกรานจำนวนมากและบ่อยครั้ง แม้แต่อิสลามก็มาถึงที่นี่ผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล ดังนั้นถ้าคุณดูแผนที่ศาสนาของที่นี่ คุณจะเห็นว่าคาบสมุทรเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นพุทธ ในขณะที่คาบสมุทรมลายูและเกาะมาเลเซียและอินโดนีเซียเป็นอิสลามเท่านั้น
จริงๆ แล้วมีทฤษฎีที่ว่าพระพุทธศาสนาในฐานะกระแสทางปัญญาได้มีอิทธิพลอย่างมากต่อความคิดของชาวตะวันตก; มีอิทธิพลต่อลัทธิกรีกและต่อมาคือลัทธินีโอเพลโตนิซึมและลัทธิสโตอิก โลกกรีกและโรมันโบราณมีประวัติในการรวมเอาแนวคิด/เทววิทยาต่างๆ เข้าไปในแพนธีออนแบบพหุนิยมของพวกเขา ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากที่กระแสใดกระแสหนึ่งจะได้รับความนิยมเหมือนอย่างเช่นพระพุทธศาสนา แต่มันก็มีอิทธิพลจริงๆ มันไม่ใช่จนกระทั่งศาสนาคริสต์ถูกนำมาใช้ในจักรวรรดิในภายหลังที่อำนาจครอบงำทางเทววิทยาถูกสถาปนาขึ้น และคนๆ หนึ่งสามารถนำสิ่งนี้ไปเชื่อมโยงกับความต้องการของจักรวรรดิที่แตกแยกซึ่งต้องการอุดมการณ์กลางและดำรงอยู่เพื่อทำให้มันลอยตัวอยู่ได้
มีเรื่องเล่าในตำนานทางพุทธศาสนาว่ามีพระสงฆ์บางรูปเดินทางไปตะวันออกกลางในสมัยพุทธกาล และพระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะทูตเผยแผ่ศาสนาพุทธไปไกลถึงกรีซและตะวันออกกลางในช่วงเวลาเดียวกับที่พระองค์ส่งคณะทูตไปที่อื่นๆ (ไม่รู้ว่ามีแหล่งข้อมูลยืนยันเรื่องนี้หรือเปล่านะ)
อีกอย่าง อินเดียสมัยก่อนไม่ได้เป็นประเทศเดียว มันขยายอาณาเขตไปทั่วอินเดีย ครอบคลุมหลายชาติเลย
เท่าที่รู้มานะ ศาสนาพุทธไม่ได้เผยแผ่ด้วยการผนวกดินแดนและการล่าอาณานิคม ส่วนใหญ่แล้วประเทศที่นับถือศาสนาพุทธในปัจจุบันได้รับคณะทูตจากพระเจ้าอโศกมหาราชในศตวรรษที่ 3 ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นการขยายตัวของศาสนาพุทธครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยมั้ง พระองค์น่าจะส่งไปให้ประเทศที่เป็นมิตรกันนั่นแหละ
 |
| ภูมิศาสตร์และจักรวรรดิในสมัยนั้นมีบทบาทสำคัญมาก มิชชันนารีถูกส่งไปทั่วภูมิภาคต่างๆ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งพวกเขาเทศนา แต่ต่างจากตะวันออกกลางที่มีอาณาจักรและอำนาจของชนเผ่าที่แข็งแกร่ง ศาสนาพุทธไม่ได้เผยแพร่ นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน อาณาจักรของพระองค์ปกครองอินเดียและปากีสถานในปัจจุบัน ซึ่งศาสนาพุทธได้เผยแพร่ (โดยเฉพาะในสินธ์ ปัญจาบเหนือ และพิหาร) ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้เผยแพร่ในเอเชียกลางเป็นเพราะเทือกเขา เดิมทีศาสนาพุทธเริ่มเผยแพร่ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นก็ไปถึงจีนเลยทิเบตไป แต่ไม่เคยไปถึงเอเชียกลางเลย ที่จริงแล้ว มีเพียงทางเหนือของอัฟกานิสถานเท่านั้นที่มีอิทธิพลของศาสนาพุทธ ก่อนที่หลายคนจะคิดว่าอัฟกานิสถานเป็นพุทธ แต่ว่าอัฟกานิสถานมีความหลากหลาย |
อีกอย่างนะ op ใช้แผนที่แบบสัมพัทธ์จะทำให้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น แผนที่ของคุณแสดงบางประเทศและไม่แสดงประเทศอื่นๆ ควรแสดงเนปาลและภูฏานด้วย ถ้าคุณใช้แผนที่ที่แสดงชื่อประเทศ
ศาสนาพุทธเข้ามาในจีนผ่านเอเชียกลาง ศาสนาพุทธเคยยิ่งใหญ่มากในสิ่งที่เป็นอัฟกานิสถาน, เติร์กเมนิสถาน, อุซเบกิสถาน, ทาจิกิสถาน และคีร์กีซสถานในปัจจุบัน มีการค้นพบซากทางโบราณคดีของประติมากรรม, สถูป และวัดของชาวพุทธในภูมิภาคนี้ ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางของเส้นทางสายไหม และพระสงฆ์และมิชชันนารีชาวพุทธได้เข้าสู่จีนโดยใช้เส้นทางเหล่านี้ ข้ามทะเลทรายทาคลามะกัน ศาสนาพุทธไม่ได้แพร่กระจายไปทางตะวันตกมากกว่านี้ อาจเป็นเพราะการแข่งขันกับศาสนาอื่นๆ เช่น ศาสนาโซโรอัสเตอร์และศาสนาคริสต์ ซึ่งศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นศาสนาประจำชาติของจักรวรรดิเปอร์เซียซาซาเนียน หลังจากที่ชาวมุสลิมจากราชวงศ์อุมัยยะห์และอับบาซิดพิชิตเอเชียกลาง ศาสนาพุทธก็ถูกกีดกันและเสื่อมลงเป็นเวลาหลายศตวรรษ การรุกรานของมองโกลน่าจะเป็นจุดจบสำหรับชุมชนเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจรอดชีวิตมาได้ถึงศตวรรษที่ 12
ศาสนาคริสต์เข้ามาแทนที่พื้นที่ส่วนใหญ่ที่ศาสนาพุทธไม่สามารถเข้าถึงได้หลังจากปี ค.ศ. 1 เปอร์เซียมีศาสนาโซโรอัสเตอร์หยั่งรากลึก ศาสนาคริสต์กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วตะวันออกกลาง คอเคซัส และยุโรปตะวันออก
จุดเริ่มต้นของพระเจ้าอโศก
พระเจ้าอโศกทรงเป็นโอรสของพระเจ้าพินทุสาร (Bindusara) และเป็นพระราชนัดดาของจันทรคุปต์มหาราช (Chandragupta Maurya) ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เมารยะ พระองค์ขึ้นครองราชย์ในราวปี พ.ศ. 280 (ก่อนคริสตกาล 268) และในช่วงแรกของการปกครอง พระองค์ทรงมีนิสัยเข้มแข็ง เด็ดขาด และทรงเน้นการรบพุ่งขยายอำนาจโดยเฉพาะการทำสงครามกับแคว้นต่าง ๆ เพื่อรวบรวมแผ่นดิน
หนึ่งในสงครามที่เป็นจุดเปลี่ยนของพระองค์คือ สงครามคาลิงคะ (Kalinga War) ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่โหดร้ายและนองเลือดที่สุดในยุคโบราณ ผู้คนล้มตายจำนวนมาก และความเสียหายก็หนักหนาสาหัส
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ: การหันเข้าสู่ธรรมะ
หลังจากชัยชนะที่คาลิงคะ พระเจ้าอโศกได้ทอดพระเนตรความสูญเสียและความทุกข์ของผู้คน พระองค์ทรงเสียพระทัยอย่างลึกซึ้ง และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของการหันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทรงศึกษาและปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะเรื่องอหิงสา (การไม่เบียดเบียน), เมตตา, กรุณา และการใช้ธรรมะเป็นหลักในการปกครอง
พระเจ้าอโศกมิได้เพียงแต่เปลี่ยนตนเองเท่านั้น แต่ยังพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งระบบ โดยออกพระราชกฤษฎีกาหรือ “ธรรมะศิลาจารึก” (Edicts of Ashoka) ซึ่งสลักไว้ตามเสาและหินใหญ่ทั่วอาณาจักร เพื่อให้ประชาชนทุกชนชั้นสามารถเข้าถึงหลักธรรมได้
เสาอโศก: สัญลักษณ์แห่งธรรมาธิปไตย
หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ยังคงหลงเหลือมาจนปัจจุบันและกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติอินเดียคือ เสาอโศก (Ashokan Pillars) ซึ่งเป็นเสาหินสูงใหญ่ ประดับด้วยรูปสิงห์หมอบสี่ทิศ หมายถึงอำนาจแห่งธรรมะที่แผ่ขยายไปทั่วทุกทิศ เสาเหล่านี้มักตั้งอยู่ตามเมืองสำคัญและบริเวณที่พระเจ้าอโศกเสด็จไปเยือนหรือส่งเสริมการปฏิบัติธรรม
การเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วเอเชีย
พระเจ้าอโศกมหาราชไม่เพียงแต่สนับสนุนพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปเท่านั้น แต่ยังส่งพระธรรมทูตไปยังต่างประเทศ เช่น ลังกา (ศรีลังกา) ซึ่งพระราชโอรสของพระองค์คือ พระมหินทเถระ ได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาจนฝังรากลึกมาจนถึงปัจจุบัน และยังส่งคณะธรรมทูตไปยังแคว้นต่างๆ ในเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแม้แต่กรีกโบราณ
ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าอโศกจึงได้รับการยกย่องให้เป็น “ธรรมราชา” หรือกษัตริย์ผู้ปกครองด้วยธรรมะ พระองค์เป็นตัวอย่างของผู้นำที่เปลี่ยนจากอำนาจสู่เมตตาธรรม จากสงครามสู่สันติภาพ
พระเจ้าอโศก: ต้นแบบของการปกครองด้วยคุณธรรม
แม้พระองค์จะสิ้นพระชนม์ราวปี พ.ศ. 312 (ก่อนคริสตกาล 232) แต่พระราชกรณียกิจของพระองค์ยังคงมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่ออารยธรรมอินเดียและพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงพิสูจน์ให้เห็นว่าความยิ่งใหญ่ของผู้นำไม่ได้อยู่ที่จำนวนสงครามที่ชนะ แต่อยู่ที่การทำให้โลกดีขึ้นด้วยหลักคุณธรรมและความเมตตา
ในบรรดาตำนานทางพระพุทธศาสนาในสายเถรวาทโดยเฉพาะจากพม่า ลังกา และล้านนา มีตำนานหนึ่งที่งดงามและเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา คือ เรื่องพระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จไปนิมนต์ “พระอุปคุต” เพื่อให้มาปราบพญามารที่มารบกวนพิธีฉลองพระศาสนาในกรุงปาตลีบุตร
🧘♂️ ใครคือพระอุปคุต?
พระอุปคุตเถระ เป็นพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์และเมตตาบารมี ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์จำพรรษาอยู่ใต้ทะเล ณ เกษียรสมุทร (ทะเลน้ำนม) และไม่แสดงตัวแก่ใครนอกจากเหตุอันควร พระอุปคุตมีพลังจิตสูงส่ง และสามารถปราบมารผู้มีฤทธิ์ร้ายด้วยธรรมานุภาพได้อย่างราบคาบ
จุดเริ่มต้นของพิธี “7 วัน 7 เดือน 7 ปี”
หลังจากพระเจ้าอโศกหันมานับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง พระองค์ทรงมีความปรารถนาให้พระศาสนาเจริญรุ่งเรือง จึงจัด งานมหาสังฆทานอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่า “พิธีฉลองพระศาสนา 7 วัน 7 เดือน 7 ปี”
โดยมีเป้าหมาย 3 ประการ:
สร้างบุญกุศลอย่างใหญ่หลวงเพื่อพระศาสนา
ถวายทานแก่พระสงฆ์จากทั่วชมพูทวีป
แสดงออกถึงความเคารพสูงสุดต่อพระพุทธเจ้า
แต่ในขณะเตรียมงาน กลับมี พญามาร (มารผู้ร้าย) มาปรากฏตัวในหลายรูปแบบ คอยบ่อนทำลายพิธี บางตำนานกล่าวว่าพญามารเหาะมาแปลงกายเป็นสัตว์บ้าง คนบ้าง และทำให้เกิดอาเพศในเมือง เช่น ฟ้าผ่า ลมกรรโชก น้ำท่วมกลางฤดูแล้ง
🔱 พระเจ้าอโศกนิมนต์พระอุปคุต
เมื่อการบูชาพระศาสนาไม่สำเร็จ พระเจ้าอโศกจึงทรงอธิษฐานจิตและออกเดินทางเพื่อนิมนต์พระอุปคุตผู้สถิต ณ เกษียรสมุทร ตามคำแนะนำของพระอรหันต์
💬 “ข้าแต่พระคุณเจ้า หากพระองค์ยังมีพระเมตตา ขอโปรดแสดงองค์เพื่อปราบพญามาร และให้พิธีของพระพุทธศาสนาได้ดำเนินต่อไปด้วยเถิด” เมื่อพระองค์เสด็จถึงฝั่งทะเล ได้พบ พระอุปคุต ปรากฏองค์ขึ้นบนใบบัวกลางทะเลในท่าขัดสมาธิ และยอมตามเสด็จขึ้นมายังกรุงปาตลีบุตรเพื่อร่วมปราบพญามาร
⚔️ การปราบพญามาร
พระอุปคุตได้ใช้ฤทธิ์ทางธรรม เช่น แผ่เมตตา, ญาณสมาบัติ, ธรรมเทศนา ปราบพญามารอย่างสันติ ไม่มีการใช้อาวุธหรือการทำร้าย กลับใช้เพียงอำนาจแห่งความจริงและพลังเมตตา ส่งผลให้พญามารหมดฤทธิ์และจำต้องยอมแพ้
หลังจากนั้นพิธีกรรมจึงดำเนินต่อไปได้อย่างสมบูรณ์
🎉 การเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 เดือน 7 ปี
7 วัน ถวายทานทุกวันต่อเนื่อง ให้พระสงฆ์หมุนเวียนกันมารับบาตร
7 เดือน มีการฟังธรรมตลอดเดือนจากพระอรหันต์สายต่าง ๆ
7 ปี มีการสร้างวัด สถูป และสถาปัตยกรรมพระพุทธศาสนา เช่น พระสถูปที่สาญจี (Sanchi Stupa)
พิธีนี้ถือเป็นเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ที่แสดงให้เห็นถึงการผสานกันระหว่างโลกียะกับโลกุตระ การปกครองด้วยธรรม และความเมตตาเหนือพลังอำนาจ
✨ สาระสำคัญที่ควรจดจำ
พระเจ้าอโศกเป็นแบบอย่างของผู้นำที่ใช้ธรรมะปกครองบ้านเมือง
พระอุปคุตคือพระอรหันต์ผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์ธรรมและเมตตา
พิธี 7 วัน 7 เดือน 7 ปี คือการเฉลิมฉลองพระศาสนาอย่างสูงสุด
พญามารเปรียบเหมือนอุปสรรคในใจมนุษย์ ซึ่งสามารถดับได้ด้วย “ธรรม”