Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระนเรศวรมหาราช. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระนเรศวรมหาราช. แสดงบทความทั้งหมด

04 กุมภาพันธ์ 2569

King Naresuan 6 (2015) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๖ อวสานหงสา (ภาคจบ),


                มหากาพย์สงครามระหว่างอยุธยาและหงสาวดี หลังจากที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมีชัยในศึกยุทธหัตถีและพระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์ 
                เหตุการณ์สำคัญ: เนื้อเรื่องจะกล่าวถึงเหตุการณ์หลังจากนั้น เมื่อพระเจ้านันทบุเรงทรงระบายความแค้นจากการสูญเสียพระโอรสไปยังพระนางสุพรรณกัลยาและพระโอรสธิดาของพระองค์จนสิ้นพระชนม์
                การแก้แค้น: สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงยกทัพไปตีเมืองหงสาวดีเพื่อแก้แค้นให้พระเชษฐภคินี
                บทสรุป: เมื่อทัพอยุธยาไปถึง เมืองหงสาวดีกลับกลายเป็นเมืองร้าง เนื่องจากพระเจ้านันทบุเรงได้ยอมให้นัดจินหน่องพาผู้คนและทรัพย์สินหนีไปยังเมืองตองอูจนหมดสิ้น สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องยกทัพตามต่อไปยังตองอูเพื่อหมายสังหารพระเจ้านันทบุเรงให้จงได้ แม้จะมีคำทัดทานจากพระมหาเถรและพระมเหสีมณีจันทร์ก็ตาม ภาคนี้คือบทสรุปสุดท้ายของมหาสงครามสองแผ่นดิน
ฉายครั้งแรก: 7 เมษายน 2558
King Naresuan 6 (2015) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค ๖ อวสานหงสา (ภาคจบ)
คำอธิบาย
                แม้ว่าสงครามยุทธหัตถีจะเป็นมหาศึกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แต่ก็หาใช่ศึกสุดท้ายที่ทำให้อาณาจักรอยุธยามีความ­สุขสงบมาอีกกว่า 200 ปีไม่ หากคือการเริ่มต้นแห่งการรวบรวมบ้านเมืองแ­ละสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับแผ่นดิน
 ในปี พ.ศ. 2135 หลังพ่ายศึกยุทธหัตถี พระเจ้านันทบุเรงระบายพระโทสะที่สูญเสียรา­ชบุตรพระมหาอุปราชามังกยอชวาโดยสังหารเหล่าแม่ทัพนายกองทั้งสิ้นทั้งปวง และเข้าไปปลงพระชนม์พระนางสุพรรณกัลยาและพ­ระราชโอรสธิดา สมเด็จพระนเรศวรจึงนำทัพชัยหมายแก้แค้นแทน­พระพี่นาง แม้จะได้รับคำทัดทานจากพระมหาเถรและพระมเห­สีมณีจันทร์ ฝ่ายพระเจ้าตองอูปกครองโดยเมงเยสีหตูผู้เป็นน้องเขยพระเจ้านันทบุเรงคิดจะศิโรราบต่ออาณาจักรอยุธยาแต่ถูกทัดทานโดยพระมหาเถรเสียมเพรียม ให้ริบตัวพระเจ้านันทบุเรงและยึดอำนาจปกครองแผ่นดินพม่าเสียเอง พระเจ้านันทบุเรงเมื่ออับจนหนทางไร้ญาติมิตรเข้าช่วยเหลือ ตะโดธรรมราชาเจ้าเมืองแปรและพระเจ้านยองยานก่อกบฏ นรธาเมงสอเจ้าเมืองเชียงใหม่เข้ากับอโยธยา จึงยอ­มให้นัดจินหน่องราชบุตรแห่งเจ้าเมืองตองอู­พาพระองค์พร้อมกวาดต้อนทรัพย์สินและผู้คนจ­ากหงสาไปไว้ยังตองอูจนหมดสิ้น ครั้นสมเด็จพระนเรศวรเสด็จถึงเมือง หงสาวดีก็กลายเป็นเมืองร้างไปเสียแล้ว
 ศึกครั้งนี้สมเด็จพระนเรศวรจึงต้องยกทัพตา­มต่อตีไปยังตองอู เพื่อหมายสังหารพระเจ้านันทบุเรงให้จงได้ แต่ระหว่างตั้งทัพล้อมเมืองตองอูกองทัพอโยธยาก็ถูกกองทัพยะไข่นำโดยเมงราชาญีดักปล้นสะเบียงและได้จับตัวสมเด็จพระเอกาทศรถไป แต่พระยาชัยบุรีสามารถเข้าไปช่วยพระองค์ได้ เมื่อนัดจินหน่องโอรสในพระเจ้าตองอูเห็นว่าพระเจ้านันทบุเรงเป็นต้นเหตุชักศึกเข้าบ้านจึงอัญเชิญสมเด็จพระนเรศวรให้ลักลอบเข้ามาสังหารพระเจ้านันทบุเรงด้วยตนเองถึงห้องบรรทม แต่ด้วยสังขารของพระเจ้านันทบุเรงทรงเกิดการปลงละที่จะสังหารเสีย ยกทัพกลับอโยธยา ภายหลังพระเจ้านันทบุเรงถูกนัดจินหน่องกับพระนางเมงเกงสอมเหสีเจ้าเมืองตองอูและมารดาของนัดจินหน่องสมคบคิดวางยาพิษลงในเครื่องเสวยถึงแก่การสิ้นพระชนม์ ด้วยพระชนม์มายุ 64 พรรษา
                การกลับมาอโยธยาครั้งนี้ทรงเกิดดวงตาเห็นธรรมหมายใจจะออกบรรพชาละทางโลกและสละราชสมบัติให้สมเด็จพระเอกาทศรถ แต่มีภารกิจไปตีเมืองอังวะกำจัดไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามแก่ชาวอโยธยาสืบไป ก่อนออกศึกทรงสัญญากับพระนางมณีจันทร์เมื่อเสร็จศึกจะกลับมารับขวัญรวมทั้งโอรสในท้องด้วย
 พ.ศ. 2148 ระหว่างนำทัพเข้าตีอังวะสมเด็จพระนเรศวรทรงประชวรและหยุดทัพที่เมืองฝาง ระหว่างนั้นเห็นภาพนิมิตรเป็นมณีจันทร์นึกเสียพระทัยที่ทรงไม่ยอมเชื่อเรื่องตีเมืองอังวะ อีกทั้งสั่งเสียถึงราชโอรสที่อาจมีราชภัยตามมาเนื่องจากการผลัดแผ่นดิน ต่อมาได้สั่งเสียสมเด็จพระเอกาทศรถให้สืบทอดเจตนารมณ์พระองค์ให้เข้าตีอังวะ แม้พระองค์จะสวรรคตแล้วแต่ก็ให้ผูกพระศพกับหลังช้างเข้าประตูเมืองอังวะให้จงได้ ไม่นานพระองค์ก็ถึงแก่สวรรคตด้วยพระชนม์มายุ 50 พรรษา

01 กุมภาพันธ์ 2569

King Naresuan : 2 (2007) ตํานานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 2 ประกาศอิสรภาพ

 หลังจากพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์ และ พระเจ้านันทบุเรง ขึ้นครองราชย์แทน ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับหงสาวดีเริ่มร้าวฉาน เมื่อฝ่ายพม่าพยายามวางกลอุบายลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรที่เมืองแครง จนนำไปสู่การ "ประกาศอิสรภาพ" และการกวาดต้อนครัวมอญ-ไทยข้ามแม่น้ำสะโตงกลับสู่อยุธยา
                นักแสดงนำ: พ.ต. วันชนะ สวัสดี รับบท สมเด็จพระนเรศวรมหาราช จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์ รับบท พระเจ้านันทบุเรง นพชัย ชัยนาม รับบท พระราชมนู (บุญทิ้ง) อินทิรา เจริญปุระ รับบท เลอขิ่น ความยาวหนัง: ประมาณ 158 นาที
ข้อแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์กับภาพยนตร์
เล่อขิ่นและหมอกมูเป็นตัวละครที่สมมติขึ้นมา โดยที่ผู้สร้าง ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ได้สร้างลักษณะตัวละคร เล่อขิ่น มาจากตัวละครหญิงในเรื่อง มหาราชดำ ซึ่งเป็นภาพยนตร์พระราชประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชอีกเรื่องหนึ่ง ในปี พ.ศ. 2522
เมืองคัง นักวิชาการในปัจจุบันก็ยังไม่ทราบที่ตั้งที่ชัดเจนว่าอยู่ที่ไหน ทราบแต่เพียงว่าเป็นเมืองตั้งบนภูเขาสูง ทั้งนี้ก็มาจากการระบุถึงในพงศาวดาร
ในช่วงเวลาดังกล่าว สามก๊ก หนึ่งในสี่สุดยอดวรรณกรรมจีน ที่ลือชื่อเรื่องยุทธพิชัยสงคราม ยังมิได้ถูกแพร่เป็นที่รู้จักในดินแดนสุวรรณภูมินี้
พระเจ้าบุเรงนอง มิได้มีพระราชประสงค์ยกเมืองหงสาวดีให้แก่พระนเรศวรเช่นในภาพยนตร์
ไม่ได้มีหลักฐานใดระบุว่ามีการลอบปลงพระชนม์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ออกญาเสนาภิมุขในความเป็นจริงแล้วเดินทางเข้ามากรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยพระเจ้าทรงธรรม
อ้างอิง

 หลังจากพระองค์ดำหรือพระนเรศหนีกลับพระพิษณุโลกสองแควได้แล้วนั้น หลายปีผ่านไป พระองค์ได้เจริญชันษาขึ้น และกลายเป็นอุปราชผู้รั้งเมืองพระพิษณุโลกสองแควแทน สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช พระราชบิดาที่ไปครองราชธานีกรุงศรีอยุธยา พระนเรศวรทรงฝึกปรนการต่อสู้ทุกวัน โดยมีแทล้วทหารกล้ามากมายอยู่รอบพระองค์ ทั้ง ออกพระราชมนู หรือ บุญทิ้ง พระสหายของพระนเรศวรมาตั้งแต่ครั้งยังประทับอยู่หงสาวดี และได้มี ออกพระศรีถมอรัตน์ และ ออกพระชัยบุรี เจ้าเมืองชัยบุรี มาสวามิภักดิ์ขออยู่ด้วย รวมทั้ง พระเอกาทศรถ หรือ องค์ขาว พระอนุชา และ มณีจันทร์ ต่างก็เจริญวัยขึ้นเช่นกัน 
 ในปีพุทธศักราช 2124 พระเจ้าบุเรงนอง เสด็จสวรรคต โดยก่อนที่จะสวรรคตพระองค์ได้กระซิบบอกแก่ พระมหาเถรคันฉ่อง นำความไปบอกยังพระนเรศวรให้ยกทัพมาเอาเมืองหงสาวดี เพราะทรงทราบดีว่าทั้งพระมหาอุปราชานันทบุเรง และมังสามเกียด ไม่สามารถที่จะรักษาสถานะของความเป็นอาณาจักรตองอูเอาไว้ได้ ต่อมา พระมหาอุปราชานันทบุเรง ขึ้นครองราชย์เป็น พระเจ้านันทบุเรง สืบต่อ หงสาวดีได้มีพระราชสาสน์ส่งไปยังพระพิษณุโลกสองแควให้ส่งตัวแทนมาร่วมพระราชพิธีถวายเพลิงพระศพที่หงสาวดี พระนเรศวรได้เสนอตัวพระองค์เองแม้จะทรงรู้ว่า จะเป็นการคืนกลับไปอยู่ยังมือศัตรูอีกครั้ง แต่เพราะพระเจ้าบุเรงนองมีบุญคุณต่อพระนเรศวรเฉกเช่นพระราชบิดาแท้ ๆ อีกองค์หนึ่ง พระนเรศวรจึงจำเป็นต้องเสด็จเดินทางไป เมื่อไปถึง พระมหาอุปราชามังสามเกียด พระโอรสของพระเจ้านันทบุเรงที่รังเกียจพระนเรศวรมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ และ มางจางปะโร พระสหายคนสนิท ต่างเพ็ดทูลให้พระนเรศวรต้องพบกับอันตรายซึ่งจะนำมาซึ่งพระชนม์ชีพ โดยที่งานพระบรมศพครั้งนี้ เมืองคังซึ่งเป็นประเทศราชหงสาวดีมิได้ส่งตัวแทนมา พระเจ้านันทบุเรงจึงมีพระบรมราชโองการให้อุปราชของ 3 เมือง คือ พระนเรศวร, นัดจินหน่อง อุปราชเมืองตองอู และพระมหาอุปราชามังสามเกียด ยกทัพไปปราบเมืองคัง โดยแข่งขันกัน
  เมื่อไปถึง เมืองคังเป็นเมืองที่อยู่บนภูเขาสูง ยากที่จะโจมตี กองทัพหงสาวดีของพระมหาอุปราชามังสามเกียดแม้จะยกพลบุกเข้าโจมตีซึ่ง ๆ หน้าก็ไม่สำเร็จ เพราะถูกต่อต้านอย่างหนักจาก เล่อขิ่น ธิดาของเจ้าฟ้าเมืองคัง ที่ใช้ทั้งธนูและก้อนหินทุ่มลงมา วันต่อมา ทัพตองอูของนัดจินหน่องเข้าโจมตีบ้าง โดยใช้แผ่นไม้เป็นโล่กั้นแต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถูกจู่โจมด้วยไฟ ขณะที่ทัพตองอูกำลังโจมตีอยู่นั้น ข้างพระนเรศวรได้สำรวจสภาพรอบเมืองคัง พบว่าหลังเมืองมีแหล่งน้ำที่ชาวเมืองลงมาตักใช้และเป็นทางขึ้นไปยังเมืองคังได้ จึงทรงจัดทัพแบ่งเป็น 2 ทาง ทางแรกแสร้งให้พระเอกาทศรถจู่โจมหน้าด้านเหมือนเช่น 2 เมืองก่อนหน้านั้น ส่วนพระองค์จะจู่โจมที่ด้านหลัง ผลปรากฏว่า พระนเรศวรสามารถตีเมืองคังได้สำเร็จ และได้จับตัวเล่อขิ่นและเจ้าฟ้าเมืองคังกลับไปรับโทษยังหงสาวดีได้สำเร็จ ระหว่างเดินทางออกราชมนูได้แสดงความรักต่อเลิ่นขิ่นหลายต่อหลายครั้ง 
 การที่พระนเรศวรกระทำการสำเร็จดังนั้น สร้างความแค้นเคืองให้พระมหาอุปราชามังสามเกียดยิ่งนักเพราะถือว่าถูกลบหลู่พระเกียรติ ขณะที่นัดจินหน่องมองพระนเรศวรอย่างไม่ดูแคลนเพราะถือว่าในอนาคตพระนเรศวรอาจเป็นได้ทั้งมิตรและศัตรูคนสำคัญ เมื่อถึงหงสาวดี พระเจ้านันทบุเรงมีคำสั่งให้เผาทั้งเป็นเจ้าฟ้าเมืองคัง แต่พระนเรศวรได้ทูลขอชีวิตไว้ พระเจ้านันทบุเรงจึงให้ปล่อยตัวกลับไป ขณะเสด็จกลับพระพิษณุโลกสองแคว ขณะที่พระเจ้านันทบุเรงเสด็จออกไปทำสงครามยังเมืองอังวะ พระมหาอุปราชามังสามเกียด เป็นผู้รั้งพระนครได้ทำอุบายร้ายต่อพระนเรศวรขณะเสด็จถึงเมืองแครง แต่ว่า พระยาเกียรติ และ พระยาราม ทหารมอญที่ถูกส่งมาลอบปลงพระชนม์พระนเรศวรได้สำนึกในบุญคุณครั้งอดีตที่พระนเรศวรเคยมีต่อตนจึงได้สารภาพความจริงโดยนำความบอกผ่านมายัง พระมหาเถรคันฉ่อง ที่เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตแล้วได้อกมาจำพรรษายังนอกเมือง พระมหาเถรคันฉ่องได้นำความมาบอกแก่พระนเรศวร พระนเรศวรได้กระทำพิธีหลั่งน้ำทักษิโณทกประกาศไม่ขึ้นต่อหงสาวดี เป็นการแสดงว่านับแต่นี้ต่อไป พระพิษณุโลกสองแควและอยุธยาจะไม่ขึ้นตรงต่อหงสาวดีอีกแล้ว
  ขณะที่เล่อขิ่นได้เดินทางกลับเมืองคังได้คิดถึงออกราชมนูและพระนเรศวร เจ้าฟ้าเมืองคังล่วงรู้ความในใจของธิดา จึงได้อนุญาตให้เล่อขิ่นออกติดตามไปกับกองทัพของพระนเรศวร โดยมี หมอกมู องครักษ์หญิงติดตามไปด้วย ขณะที่เล่อขิ่นและหมอกมูกำลังเดินทางในป่า มือสังหารชาวนาคาได้ลงมือลอบสังหาร รวมทั้งลอบปลงพระชนม์พระนเรศวรถึงที่พำนักด้วย โดยพระมหาอุปราชามังสามเกียดเป็นผู้ส่งไป ทำให้พระนเรศวรต้องเริ่งเดินทางให้เร็วขึ้นเพื่อให้พ้นเขตแดนหงสาวดี ทาง สุระกรรมา แม่ทัพอาวุโสแห่งหงสาวดีได้เตือนพระมหาอุปราชามังสามเกียดว่าอย่าได้ประมาทพระนเรศวร แต่มหาอุปราชามังสามเกียดเถียงว่า ยุทธพิชัยสงครามแบบสามก๊กนั้นตนก็รู้ 
 กองทัพของหงสาวดีไล่ตามพระนเรศวรกระชั้นชิดยิ่งขึ้น หมอกมูเพื่อปกป้องเล่อขิ่นได้รับบาดเจ็บ แม้ ขุนรัตนแพทย์ รักษาให้แล้วแต่ก็ไม่หายเจ็บได้ในทันที นางจึงฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้เป็นภาระ ขณะที่เล่อขิ่นอยู่ข้างหลัง ออกราชมนูได้ย้อนกลับมาเพื่อช่วย ขณะที่ทุกคนกำลังข้ามแม่น้ำสะโตง พระนเรศวรและมณีจันทร์ได้ย้อนกลับไปช่วยออกราชมนูและสามารถข้ามแม่น้ำได้สำเร็จ อีกทั้งพระองค์ยังใช้พระแสงปืนต้น กระบอกที่พระองค์เคยทอดพระเนตรเห็นในวัยเยาว์ ซึ่งบัดนี้พระมหาเถรคันฉ่องได้อนุญาตให้พระองค์ใช้แล้ว เพราะพระบารมีถึงที่พระเจ้าจักรพรรดิแล้ว ยิงสุระกรรมาตกจากคอช้างถึงแก่ความตายได้อีกด้วย

31 มกราคม 2569

ภาพยนตร์เรื่อง "ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 1 องค์ประกันหงสา"


 เรื่องราวหลังจากที่พม่าชนะศึกพิษณุโลก ทำให้ พระเจ้าบุเรงนอง ขอตัว พระองค์ดำ (สมเด็จพระนเรศวร) ไปเป็นตัวประกันที่กรุงหงสาวดี เพื่อแลกกับความเป็นอิสระของเมืองพิษณุโลก โดยพระองค์ได้รับการเลี้ยงดูและรับการศึกษาจาก มหาเถรคันฉ่อง และได้พบกับเพื่อนสนิทอย่าง บุญทิ้ง และ มณีจันทร์ ในวัยเด็ก
                นักแสดงหลักในภาค 1 พระองค์ดำ (วัยเด็ก): ปรัชฌา สนั่นวัฒนานนท์ , บุญทิ้ง (วัยเด็ก): จิรายุ ละอองมณี (เก้า) , มณีจันทร์ (วัยเด็ก): สุชาดา เช็คลีย์ , มหาเถรคันฉ่อง: สรพงษ์ ชาตรี , พระเจ้าบุเรงนอง: สมภพ เบญจาธิกุล , สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช: ฉัตรชัย เปล่งพานิช , พระวิสุทธิกษัตรีย์: ปวีณา ชารีฟสกุล , สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ: ศรัณยู วงษ์กระจ่าง


 พุทธศักราช 2106 พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง ทรงกรีฑาทัพเข้าตีราชอาณาจักรอยุธยาทางด่านระแหงแขวงเมืองตาก ทัพพม่ารามัญซึ่งมีรี้พลเหลือคณานับ ได้เข้ายึดครองหัวเมืองฝ่ายเหนือของราชอาณาจักรอยุธยา อันมีเมืองพิษณุโลกเป็นประหนึ่งเมืองราชธานีได้เป็นผลสำเร็จ ครั้งนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดาของสมเด็จพระนเรศวรหรือพระองค์ดำ ซึ่งเป็นเจ้าแผ่นดินครองเมืองพิษณุโลก จำต้องยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนองเพื่อรักษาไว้ ซึ่งชีวิตอาณาประชาราษฎร์มิให้ต้องมีภยันตราย และจำต้องยอมร่วมกระบวนทัพพม่าเข้าตีกรุงศรีอยุธยา ศึกครั้งนั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเจ้าแผ่นดินอยุธยาทรงยอมเจรจาหย่าศึกกับพม่ารามัญ และยอมถวายช้างเผือก 4 เชือก ทั้งให้สมเด็จพระราเมศวรราชโอรส โดยเสด็จพระเจ้าบุเรงนองไปประทับยังนครหงสาวดีตามพระประสงค์ของกษัตริย์พม่า ข้างสมเด็จพระมหาธรรมราชาซึ่งได้ยอมอ่อนน้อมต่อพระเจ้าบุเรงนอง ก็ได้ถวายสมเด็จพระนเรศวรราชโอรสองค์โตให้ไปเป็นองค์ประกันประทับยังหงสาประเทศเฉกเช่นกัน