Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา.ขุททกนิกาย.จริยาปิฎก.การบำเพ็ญสีลบารมี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา.ขุททกนิกาย.จริยาปิฎก.การบำเพ็ญสีลบารมี แสดงบทความทั้งหมด

23 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๐. สังขปาลจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

        อรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐         
         พึงทราบวินิจฉัยในสังขปาลจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. 
         ความสังเขปในบทว่า สงฺขปาโล เป็นต้นมีดังนี้. 
         ชื่อว่า มหิทฺธิโก มีฤทธิ์มาก เพราะประกอบด้วยฤทธิ์ของนาคใหญ่เช่นกับโภคสมบัติของเทพ. 
         ชื่อว่า ทาฐาวุโธ มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะมีเขี้ยวเป็นอาวุธ ๔ เขี้ยว คือข้างล่าง ๒ ข้างบน ๒. 
         ชื่อว่า โฆรวิโส มีพิษแรงกล้า เพราะมีพิษมีเดชสูง. 
         ชื่อว่า ทวิชิวฺโห มีลิ้นสองแฉก เพราะประกอบด้วยลิ้นสองแฉก สำเร็จมาแต่กำเนิดนาค. 
         ชื่อว่า อุรคาภิภู เป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย เพราะความเป็นใหญ่กว่านาคทั้งหลาย อันได้ชื่อว่า อุรค เพราะไปด้วยอก แม้ของนาคผู้มีอานุภาพใหญ่. 
         ในทาง ๒ แยก กล่าวคือที่ที่นั้น ทางสองสายทะลุติดต่อกันไป. ในทางใหญ่ คือเป็นที่ที่มหาชนสัญจรไปมาเสมอๆ อันเกลื่อนกล่นด้วยหมู่ชนต่างๆ เพราะจากที่นั้นมีมหาชนมากมาย. 
         องค์ ๔ ด้วยสามารถแห่งองค์ ๔ ซึ่งจะกล่าวในบัดนี้. 
         บทว่า อธิฏฺฐาย คือ อธิษฐาน ได้แก่ตั้งใจ. 
         เมื่อใด เราเป็นนาคราชมีรูปตามที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าสังขบาล. เมื่อนั้น เราสำเร็จการอยู่ในที่ดังกล่าวแล้วในหนหลัง คือสำเร็จการอยู่ด้วยการอยู่จำอุโบสถ. 
         จริงอยู่ พระมหาสัตว์เป็นผู้ขวนขวายในบุญมีทานและศีลเป็นต้น ท่องเที่ยวไปมาในคติของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการแสวงหาโพธิญาณ บางครั้งเกิดในนาคพิภพอันมีสมบัติเช่นกับสมบัติของเทพ เป็นนาคราชชื่อว่าสังขปาละ มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. 
         นาคราชนั้น เมื่อกาลผ่านไป รังเกียจสมบัตินั้นปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงอยู่จำอุโบสถ. 
         เมื่อนาคราชนั้นอยู่ในนาคพิภพ การอยู่รักษาอุโบสถไม่สมบูรณ์ ศีลจักเศร้าหมอง ด้วยเหตุนั้น นาคราชจึงออกจากนาคพิภพ ล้อมจอมปลวกแห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่และทางเดินทางเดียว ไม่ไกลแม่น้ำกัณหวรรณา แล้วอธิษฐานอุโบสถ สมาทานในวัน ๑๔-๑๕ ค่ำเป็นปกติ. อธิษฐานว่า ผู้ต้องการหนังเป็นต้นของเราจงเอาไป สละตนให้เป็นทานแล้วนอน. วันค่ำหนึ่งจึงไปนาคพิภพ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นนาคราช ชื่อว่าสังขปาละ มีฤทธิ์มากเป็นต้น. 
         ท่านกล่าวบทว่า จตุโร องฺเค อธิฏฺฐาย อธิษฐานองค์ ๔ มีผิวหนังเป็นต้นไว้ในที่นี้ เป็นการแสดงถึงอธิษฐานมีองค์ ๔. เพราะผิวหนังเป็นองค์หนึ่งในที่นี้. 
         เมื่อพระมหาสัตว์อยู่จำอุโบสถอย่างนี้ กาลล่วงไปยาวนาน. 
         อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อสังขปาลนาคราชสมาทานศีลอย่างนั้นแล้วนอน บุตรของพราน ๑๖ คนคิดกันว่าจะหาเนื้อ จึงถืออาวุธเที่ยวไปในป่า ครั้นไม่ได้อะไรๆ ก็กลับเห็นนาคราชนั้นนอนอยู่บนยอดจอมปลวก คิดว่า วันนี้ เราไม่ได้อะไรเลยแม้แต่ลูกเหี้ย เราจักฆ่านาคราชนี้กิน แต่นาคราชนี้ใหญ่มาก เมื่อเข้าไปจับคงหนีไป ดังนั้นจึงคิดกันว่า เราจงเอาหลาวแทงนาคราชนั้นทั้งๆ ที่นอนอยู่นั่นแหละที่ขนด ทำให้อ่อนกำลังแล้วจึงจับ จึงถือหลาวเข้าไปหา. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง ดุจพวงดอกมะลิที่ร้อยวางไว้งามยิ่งนัก ประกอบด้วยดวงตาเช่นกับผลมะกล่ำ และศีรษะเช่นกับดอกชบา. 
         นาคราชนั้นโผล่ศีรษะจากระหว่างขนด เพราะเสียงเท้าของคน ๑๖ คนเหล่านั้น ลืมตาสีแดงเห็นคน ๑๖ คนถือหลาวเดินมา คิดว่า วันนี้ความปรารถนาของเราจักถึงที่สุด ได้มอบตนให้เป็นทานแล้ว ตั้งจิตอธิษฐานแน่วแน่ เพราะกลัวศีลของตนจะขาดว่า เราจะไม่แลดูชนเหล่านี้ซึ่งเอาหลาวแทงร่างกายของเรา ทำให้เป็นช่องเล็กช่องใหญ่ จึงสอดศีรษะเข้าไปในระหว่างขนดนอนต่อไป. 
         ลำดับนั้น บุตรพรานเหล่านั้นจึงเข้าไปจับนาคราชนั้นที่หางฉุดลงมาตกบนแผ่นดิน เอาหลาวคมกริบแทงในที่ ๘ แห่ง สอดท่อนหวายดำพร้อมด้วยหนามเข้าไปทางปากเพื่อประหาร เอาคานหามในที่ ๘ แห่ง เดินไปสู่ทางหลวง. 
         พระมหาสัตว์ตั้งแต่ถูกแทงด้วยหลาวก็หลับตามิได้มองดูลูกพรานเหล่านั้น แม้ในทีเดียว. นาคราชนั้นเมื่อลูกพรานเอาคาน ๘ อันหามนำไปห้อยศีรษะกระทบแผ่นดิน. 
         ลำดับนั้น พวกลูกพรานเห็นว่าศีรษะนาคราชห้อย จึงให้นาคราชนั้นนอนบนทางหลวง เอาหลาวแหลมแทงที่ดั้งจมูก สอดเชือกเข้าไปยกศีรษะขึ้น แล้วคล้องที่ปลายคานยกขึ้นอีก เดินทางต่อไป. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พวกลูกพรานเป็นคนดุร้าย หยาบช้า 
               ไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้ว ถือไม้พลองตะบอง 
               สั้น กรูกันเข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น พวกลูกพราน 
               เอาหอกแทงเราที่จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง 
               แล้วสอดคานหามเราไป. 
                     ถ้าเราปรารถนาก็พึงยังมหาปฐพีอันมี 
               สมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่า ทั้งภูเขาให้ 
               ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้นๆ. 
                     แต่เราไม่โกรธเคืองลูกพรานทั้งหลาย 
               แม้จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก. นี้ 
               เป็นศีลบารมีของเรา ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า โภชปุตฺตา คือ ลูกพราน. 
         บทว่า ขรา คือ ดุร้ายได้แก่พูดหยาบ. 
         บทว่า ลุทฺทา คือ หยาบช้าได้แก่มีใจร้าย. 
         บทว่า อการุณา คือ ไม่มีความสงสาร. 
         บทว่า ทณฺฑมุคฺครปาณิโน คือ ถือกระบอง ๔ เหลี่ยม. 
         บทว่า นาสาย วินิวิชฺฌิตฺวา คือ เอาหลาวแทงเราที่จมูกเพื่อสอดเชือกเข้าไป.
         บทว่า นงฺคุฏฺเฐ ปิฏฺฐิถณฺฏเก ที่หางที่กระดูกสันหลัง. 
         พึงทราบการเชื่อมความว่า แทงที่หางและที่นั้นๆ อันใกล้กับกระดูกสันหลัง. 
         บทว่า กาเช อาโรปยิตฺวาน สอดคาน คือลูกพรานสองคนยกคานข้างละคนที่แทงไว้ในข้างหนึ่งๆ ในบริเวณของหวายและเถาวัลย์ ๘ แห่งที่แทงผูกไว้ในที่ทั้ง ๘ ขึ้นบ่าของตนๆ. 
         บทว่า สสาครนฺตํ ปฐวึ คือ มหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด. 
         บทว่า สกานนํ สปพฺพตํ คือ พร้อมด้วยป่าและภูเขา. 
         บทว่า นาสาวาเตน ฌาปเย ความว่า ถ้าเราต้องการอยู่ ปรารถนาอยู่ โกรธแล้วพึงปล่อยซึ่งลมจมูก ยังมหาปฐพีนี้ อันมีมหาสมุทรเป็นที่สุด พร้อมด้วยป่าและภูเขาให้ไหม้. คือพึงทำให้เป็นเถ้าถ่านพร้อมกับด้วยการให้ไหม้ด้วยลมจมูก. 
         ในกาลนั้น อานุภาพของเราเป็นเช่นนี้. 
         แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ถึงจะแทงด้วยหลาว ถึงจะทิ่มด้วยหอก. 
         บทว่า โภชปุตฺเต น กุปฺปามิ ความว่า เราก็ไม่โกรธลูกพราน คือเราไม่โกรธลูกพรานผู้ดุร้าย แม้จะแทงด้วยหลาวอันคมกริบที่ถากทำด้วยไม้แก่น เพื่อทำให้หมดกำลัง และเมื่อสอดหวายและเถาวัลย์เข้าไปในที่ ๘ แห่งและแม้จะทิ่มด้วยหลาวอันคมกริบ เพื่อทำให้หมดกำลังในที่นั้นๆ. 
         บทว่า เอสา เม สีลปารมี นี้เป็นศีลบารมีของเรา คือการที่เราผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ อธิษฐานอย่างนั้น ไม่โกรธลูกพรานเพราะกลัวศีลจะขาด นี้เป็นศีลบารมีของเราซึ่งเป็นไปแล้วโดยความไม่คำนึงถึงชีวิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น. 
         อธิบายว่า เป็นปรมัตถบารมีด้วยอำนาจของศีล. 
         อนึ่ง เมื่อพระโพธิสัตว์ถูกพวกลูกพรานนำไป กุฎุมพีชื่ออาฬาระชาวเมืองมิถิลา นำเกวียน ๕๐๐ นั่งอยู่บนยานอันสำราญไปเห็นพวกลูกพรานเหล่านั้นกำลังนำพระมหาสัตว์ไป ก็เกิดความสงสารถามพรานเหล่านั้นว่า พวกท่านนำนาคราชนี้ไปทำไม? พวกท่านจักนำไปทำอะไร? 
         พวกพรานตอบว่า พวกเราจักปิ้งเนื้ออร่อยอ่อนอ้วนของนาคนี้กิน. 
         กุฎุมพีนั้นจึงให้โคใช้งาน ๑๖ ตัว ทองคำฟายมือหนึ่งแก่พวกลูกพรานเหล่านั้น ผ้านุ่งห่มแม้แก่ภรรยาของทุกคน วัตถุสิ่งของที่ระลึกแก่พวกลูกพรานแล้วกล่าวว่า นาคนี้เป็นนาคราชมีอานุภาพมากโดยชอบ ไม่ประทุษร้ายพวกท่านด้วยศีลคุณของตน พวกที่ทำให้นาคราชนี้ลำบาก เป็นบาปมาก ปล่อยเสียเถิด. 
         พวกลูกพรานเหล่านั้นกล่าวว่า นาคนี้เป็นอาหารเอร็ดอร่อยของพวกเรา พวกเราไม่เคยกินนาคเลย เอาเถิดพวกเราบูชาถ้อยคำของท่าน เพราะฉะนั้นเราจะปล่อยนาคนี้. แล้วปล่อยให้พระมหาสัตว์นอนบนพื้นดิน เพราะความหยาบช้าของตนๆ จึงจับที่ปลายหวายและเถาวัลย์ที่ร้อยไว้ด้วยหนามเหล่านั้นเตรียมจะกระชาก. 
         ลำดับนั้น กุฎุมพีเห็นนาคราชลำบาก จึงทำไม่ให้ลำบากด้วยการเอาดาบตัดเถาวัลย์ค่อยๆ ดึงออกไม่ให้เจ็บปวด ทำนองเดียวกับการนำเครื่องเจาะหูของทารกทั้งหลายออก. 
         ในกาลนั้น ลูกพรานทั้งหลายช่วยกันค่อยๆ ดึงเครื่องผูกมัดที่สอดสวมออกจากจมูกของนาคราชนั้น. 
         สักครู่หนึ่ง พระมหาสัตว์ก็บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออกมองดูอาฬาระด้วยตาเต็มไปด้วยน้ำตา. พวกพรานไปได้หน่อยหนึ่ง แอบปรึกษากันว่า นาคอ่อนกำลัง เมื่อนาคตาย พวกเราจักเอานาคนั้นไป. 
         อาฬารกุฎุมพีไหว้พระมหาสัตว์กล่าวว่า จงไปเถิด มหานาค พวกพรานจะไม่จับท่านอีกแล้ว. ได้ตามไปส่งนาคราชนั้นหน่อยหนึ่งแล้วก็กลับ.
         พระโพธิสัตว์ไปยังนาคพิภพไม่ทำให้เสียเวลาในนาคพิภพนั้น ออกไปพร้อมด้วยบริวารใหญ่ เข้าไปหาอาฬาระพรรณนาคุณของนาคพิภพ แล้วนำอาฬาระไปในนาคพิภพนั้น ให้ยศยิ่งใหญ่พร้อมด้วยนางนาคกัญญา ๓๐๐ แก่อาฬาระ ให้อาฬาระเอิบอิ่มด้วยกามทิพย์. 
         อาฬาระอยู่ในนาคพิภพได้หนึ่งปี บริโภคกามทิพย์ จึงบอกแก่นาคราชว่า สหาย ข้าพเจ้าปรารถนาจะบวช จึงถือเอาบริขารของบรรพชิตออกจากนาคพิภพนั้น ไปหิมวันตประเทศแล้วบวชอาศัยอยู่ ณ หิมวันตประเทศนั้นเป็นเวลาช้านาน. 
         ต่อมาเที่ยวจาริกไปถึงกรุงพาราณสี พระเจ้ากรุงพาราณสีทอดพระเนตรเห็นทรงเลื่อมใสอาจารสมบัติตรัสถามว่า พระคุณท่านบวชจากตระกูลที่มีสมบัติมาก เพราะเหตุไรจึงบวช. 
         เมื่อจะทูลถึงเหตุที่ตนบวช จึงทูลเรื่องราวทั้งหมดตั้งต้นแต่การขอให้พวกพรานปล่อยพระโพธิสัตว์จากเงื้อมมือ แด่พระราชาแล้วแสดงธรรมด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :- 
                     มหาบพิตร แม้กามทั้งหลายอันเป็นของ 
               มนุษย์ เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็น 
               ธรรมดา อาตมภาพก็ได้เห็นแล้ว อาตมภาพเห็น 
               โทษในกามคุณทั้งหลาย จึงบวชด้วยศรัทธา 
                     มหาบพิตร มนุษย์ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มทั้ง 
               แก่ ตายหมด เหมือนผลไม้ในป่าหล่นฉะนั้น 
               อาตมภาพเห็นดังนั้นจึงบวช ความเป็นสมณะ 
               ไม่ผิด เป็นสิ่งประเสริฐ. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า :- 
                     ผู้มีปัญญาเป็นพหูสูต มีความคิดถึงฐานะ 
               มาก ควรคบแน่นอน ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าได้ 
               ฟังเรื่องนาคราชและเรื่องท่านแล้ว จักกระทำบุญ 
               ไม่น้อยทีเดียว. 
         ลำดับนั้น พระดาบสแสดงธรรมถวายพระราชาอย่างนี้ว่า :- 
                     ผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต มีความคิดถึงฐานะ 
               มากควรคบ ข้าแต่ราชะ พระองค์ทรงสดับเรื่องราว 
               ของนาคราชและของอาตมภาพแล้ว ขอจงทรงทำ 
               บุญไม่น้อยเถิด. 
         พระดาบสพักอยู่ ณ กรุงพาราณสีนั้นตลอดฤดูฝน ๔ เดือนแล้วไปหิมวันตประเทศ เจริญพรหมวิหาร ๔ ตลอดชีวิตก็ได้เข้าถึงพรหมโลก. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็อยู่จำอุโบสถตลอดชีวิตก็ได้ไปสู่สวรรค์. 
         แม้พระราชานั้นก็ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม. 
         อาฬาระในครั้งนั้นได้เป็นพระสารีบุตรในครั้งนี้. 
         พระเจ้าพาราณสีคือพระอานนทเถระ. 
         สังขปาลนาคราช คือพระโลกนาถ. 
         การบริจาคสรีระของนาคราชนั้นเป็นทานบารมี. 
         การที่นาคราชผู้ประกอบด้วยเดชเป็นพิษเห็นปานนั้น เมื่อมีการเบียดเบียนก็ไม่ทำลายศีล ชื่อว่าศีลบารมี. 
         การละโภคสมบัติเช่นกับโภคสมบัติของเทพ แล้วออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม ชื่อว่าเนกขัมมบารมี. 
         การเตรียมตัวว่าควรทำประโยชน์มีทานเป็นต้น และสิ่งนี้ๆ ชื่อว่าปัญญาบารมี. 
         การบรรเทากามวิตกและความเพียรด้วยการอดกลั้น ชื่อว่าวีริยบารมี. 
         ความอดทนด้วยความอดกลั้น ชื่อว่าขันติบารมี. 
         การสมาทานสัจจะ ชื่อว่าสัจจบารมี. 
         การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหว ชื่อว่าอธิษฐานบารมี. 
         ความเป็นผู้มีเมตตาและความเอ็นดูในสรรพสัตว์ทั้งหลายหมายถึงมวลลูกพราน ชื่อว่าเมตตาบารมี. 
         ความเป็นกลางในเวทนาและความผิดปกติที่ทำแล้วในสัตตสังขารทั้งหลาย ชื่อว่าอุเบกขาบารมี. 
         เป็นอันได้บารมี ๑๐ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. 
         แต่ศีลบารมีเท่านั้นที่ท่านยกขึ้นสู่เทศนา ทำให้เป็นบารมีมีความยิ่งยวดอย่างยิ่ง. 
         อนึ่ง คุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ในจริยานี้พึงประกาศโดยนัยดังกล่าวแล้วในภูริทัตตจริยามีอาทิว่า โยชนสติเก นาค วนฏฺฐาเน ในที่ตั้งนาคพิภพประมาณ ๑๐๐ โยชน์ดังนี้.
จบอรรถกถาสังขปาลจริยาที่ ๑๐
         บทว่า เอเต คือ จริยามีหัตถินาคจริยาเป็นต้นที่แสดงแล้วในวรรคนี้ และจริยา ๙ ที่รวบรวมแสดงด้วยหัวข้อมีอาทิว่า หตฺถิ นาโค ภูริทตฺโต หัตถินาคจริยา ภูริทัตตจริยาเหล่าใด ทั้งหมดเหล่านั้น ชื่อว่าสีลพลา เพราะมีศีลเป็นกำลัง โดยความเป็นไปด้วยการบำเพ็ญศีลบารมีเป็นพิเศษ. 
         ชื่อว่า ปริกฺขารา เพราะปรับปรุงศีลอันเป็นปรมัตถบารมีและเพราะปรับปรุงสันดานด้วยอำนาจแห่งการอบรม. 
         ชื่อว่า ปเทสิกา สปฺปเทสา คือ ยังมีการสละให้ เพราะศีลปรมัตถบารมีอันถึงความอุกฤษฎ์ ยังไม่สมบูรณ์ คือไม่ให้ก็ไม่ใช่. 
         หากถามว่า เพราะเหตุไร. 
         ตอบว่า เพราะรักษาชีวิต แล้วจักตามรักษาศีล. 
         อธิบายว่า เพราะบรรดาจริยาทั้งหลายมีหัตถินาคจริยาเป็นต้นเหล่านั้น เรารักษาชีวิตของตนโดยเป็นเอกเทศเท่านั้นแล้วตามรักษาศีล เรามิได้สละชีวิตโดยประการทั้งปวง. 
         แต่เมื่อเราเป็นสังขปาลนาคราช มีอานุภาพมาก มีเดชคือพิษสูง ชีวิตของเราถูกพรานเหล่านั้นรวมหัวกัน มิได้จำแนกบุคคลทั้งก่อนทั้งหลัง นำไปโดยส่วนเดียวเท่านั้น. เราสละชีวิตที่ถูกเขานำไปให้เป็นทาน เพื่อตามรักษาศีลเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จริยานั้นถึงความเป็นปรมัตถบารมี จึงเป็นศีลบารมีของเรา. 
         ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
         จบอรรถกถาทุติยวรรค
         เป็นการชี้แจงศีลบารมีโดยวิเศษอันสงเคราะห์เข้าในจริยา ๑๐ อย่าง. 
         รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ 
   ๑. สีลวนาคจริยา 
  ๒. ภูริทัตตจริยา 
      ๓. จัมเปยยกจริยา 
  ๔. จูฬโพธิจริยา 
    ๕. มหิสราชจริยา 
๖. รุรุมิคจริยา 
   ๗. มาตังคจริยา 
             ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา 
๙. ชยทิสจริยา 
      ๑๐. สังขปาลจริยา 
         จริยาทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราได้สละชีวิตตามรักษาศีล เราผู้เป็นสังขปาลนาคราช ได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาลทุกเมื่อ เหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล.
จบสีลบารมีนิเทส

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๙. ชยทิสจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         อรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙         
         พึงทราบวินิจฉัยในชยทิสจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ปญฺจาลรฏฺเฐ คือ ในชนบทมีชื่ออย่างนี้. 
         บทว่า นครวเร กปฺปิลายํ คือ ในอุตตมนครอันได้ชื่ออย่างนี้ว่ากัปปิลา กล่าวว่า นครวเร แล้วยังกล่าวว่า ปรุตฺตเม อีก เพื่อแสดงว่านครนั้นเป็นนครเลิศกว่านครทั้งหมด ในชมพูทวีปในกาลนั้น. 
         บทว่า ชยทิโส นาม คือ เมื่อพระราชาทรงชนะข้าศึกของพระองค์ หรือทรงชนะชยทิศคือยักษิณีอันเป็นข้าศึกของพระองค์ เพราะเหตุนั้นจึงทรงได้พระนามอย่างนี้. 
         บทว่า สีลคุณนุปาคโต คือ ทรงประกอบด้วยอาจารศีลและคุณธรรมของพระราชา มีความสมบูรณ์ด้วยพระอุตสาหะเป็นต้น. 
         อธิบายว่า ทรงถึงพร้อมด้วยศีลคุณนั้น. 
         บทว่า ตสฺส รญฺโญ คือ แห่งพระเจ้าชยทิสราช. 
         มีคำที่เหลือว่า อหํ ปุตฺโต อโหสึ เราเป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น. 
         บทว่า สุตธมฺโม คือ ชื่อว่าธรรมอันพระราชบุตรนั้นนิ่งสดับ. 
         ชื่อว่า สุตธมฺโม เพราะทรงสดับธรรมทั้งปวง. อธิบายว่า เป็นพหูสูต. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุตธมฺโม คือ มีธรรมปรากฏแล้ว ปรากฏชื่อเสียงด้วยธรรมจริยาสมจริยา. 
         อธิบายว่า มีธรรมเป็นเกียรติแพร่หลายไปในโลก มีชื่ออย่างนี้ว่า อลีนสัตตกุมาร. 
         บทว่า คุณวา มีคุณคือประกอบด้วยคุณของมหาบุรุษอันยิ่งใหญ่. 
         บทว่า อนุรกฺขปริชโน สทา สงเคราะห์บริวารชนทุกเมื่อ คือดูแลบริวารชนตลอดกาล เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษมีศรัทธาเป็นต้น และเพราะสงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ โดยชอบ. 
         บทว่า ปิตา เม มิควํ คนฺตฺวา, โปริสาทํ อุปาคมิ คือ พระเจ้าชยทิสพระชนกของเราเสด็จไปทรงล่าเนื้อ ครั้นเสด็จถึงท่ามกลางป่าได้ทรงพบพระยาโปริสาทบุตรยักษิณีกินมนุษย์ จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้น. 
         ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระเจ้าชยทิศเสด็จออกจากกบิลนครพร้อมด้วยบริวารใหญ่อันสมควรแก่พระองค์ ด้วยมีพระประสงค์ว่าจักไปล่าเนื้อ. 
         พอพระราชาเสด็จออกไปได้พักหนึ่ง นันทพราหมณ์ชาวเมืองตักกสิลาถือเอาคาถาชื่อว่าสตารหา ๔ บท เข้าไปหาเพื่อจะบอก แล้วกราบทูลถึงเหตุที่ตนมาแด่พระราชา. 
         พระราชาทรงดำริว่าเราจักกลับไปฟัง จึงพระราชทานเรือนเป็นที่อยู่และเสบียงแก่เขาแล้วเสด็จเข้าป่าตรัสว่า เนื้อหนีไปทางข้างของผู้ใด ผู้นั้นจะต้องถูกปรับสินไหม. แล้วทรงเที่ยวล่าเนื้อ. 
         ครั้งนั้น เนื้อฟานตัวหนึ่งได้ยินเสียงเท้าของคนเป็นอันมากจึงออกจากที่อยู่หนีไปทางพระราชา. พวกอำมาตย์หัวเราะชอบใจ. พระราชาทรงตามเนื้อนั้นไปสุดทาง ๓ โยชน์ ทรงยิงเนื้อนั้นซึ่งหมดกำลังให้ล้มลง. 
         พระราชาทรงเอาพระขรรค์ชำแหละเนื้อที่ล้มลงนั้นออกเป็นสองส่วน แม้พระองค์ไม่ปรารถนา ก็เพื่อปลดเปลื้องคำพูดว่า พระราชาไม่สามารถจับมฤคเอาเนื้อไปได้ จึงทรงทำคานคอนเสด็จมา ประทับนั่งเหนือหญ้าแพรกที่โคนต้นไทรต้นหนึ่ง ทรงพักครู่หนึ่งเตรียมจะเสด็จไป. 
         ก็สมัยนั้น พระเชษฐาของพระราชานั้น ในวันประสูติถูกยักษิณีจับไปเพื่อจะกิน ยักษิณีนั้นถูกพวกมนุษย์อารักขาติดตามไปถึงทางทดน้ำ จึงวางพระกุมารไว้ที่อก พระกุมารดูดนมด้วยสำคัญว่าพระมารดา. 
         ยักษิณีเกิดความรักคล้ายบุตร จึงเลี้ยงดูอย่างดี พระกุมารเสวยเนื้อมนุษย์เพราะเขาประกอบเป็นอาหารให้เสวย ครั้นเจริญวัยขึ้นตามลำดับ ก็หายตัวได้ด้วยอานุภาพของรากยาที่ยักษิณีให้เพื่อหายตัวได้ จึงเสวยเนื้อมนุษย์เลี้ยงชีพ. 
         เมื่อยักษิณีตาย รากยานั้นหายด้วยความประมาทของตน จึงมีร่างปรากฏ เปลือยน่ากลัว เคี้ยวกินเนื้อมนุษย์ เห็นราชบุรุษที่ติดตามหาพระราชา จึงหนีเข้าป่าอาศัยอยู่ที่โคนต้นไทรนั้น. 
         ครั้นเห็นพระราชาจึงพูดว่า ท่านเป็นอาหารของเราแล้ว จึงจับที่พระหัตถ์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พระยาโปริสาทนั้นได้จับพระบิดาของเรา แล้ว 
               กล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเรา อย่าดิ้นรน. 
                     พระบิดาของเราทรงสดับคำของพระยาโปริสาท 
               นั้น ทรงกลับสะดุ้งหวาดหวั่น พระองค์มีพระเพลาแข็ง 
               กระด้าง เพราะทรงเห็นพระยาโปริสาท พระยาโปริสาท 
               รับเอาเนื้อแล้ว ปล่อยไป โดยบังคับให้กลับมาอีก. 

         ในบทเหล่านั้น บทว่า โส เม ปิตุมคฺคเหสิ ความว่า พระยาโปริสาทนั้นได้จับพระเจ้าชยทิส พระบิดาของเราซึ่งแสดงมาใกล้ต้นไม้ที่ตนนั่ง ที่พระหัตถ์ด้วยกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเรามาแล้ว อย่าดิ้นรน ด้วยการสะบัดมือเป็นต้น เราจักกินท่านแม้ดิ้นรนอยู่ ดังนี้. 
         บทว่า ตสฺส คือ แห่งบุตรยักษิณีนั้น. 
         บทว่า ตสิตเวธิโต คือ สะดุ้งด้วยความกลัว หวาดหวั่นด้วยร่างกายสั่น. 
         บทว่า อุรุกฺขมฺโภ คือ พระเพลาทั้งสองกระด้าง. 
         พระราชาไม่สามารถจะหนีไปจากนั้นได้. 
         บทว่า มิควํ ในบทนี้ว่า มิควํ คเหตฺวา มุญฺจสฺสุ คือเอาเนื้อแล้วปล่อยไป ท่านกล่าวถึงเนื้อของมฤคนั้นว่า มิควํ เพราะได้เนื้อไป. 
         อธิบายว่า พระยาโปริสาทถือเอาเนื้อของมฤคนี้แล้วจึงปล่อยเรา. เพราะพระราชาทรงเห็นบุตรยักษิณีนั้น ทรงกลัวถึงกับพระเพลาแข็งกระด้างประทับยืนดุจตอไม้. 
         พระยาโปริสาทรีบไปจับพระราชาที่พระหัตถ์แล้วกล่าวว่า ท่านเป็นอาหารของเรามาแล้ว. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงตั้งสติแล้วตรัสกะพระยาโปริสาทว่า หากท่านต้องการอาหาร เราจะให้เนื้อนี้แก่ท่าน ท่านจงรับเนื้อนั้นไปกินเถิด ขอท่านจงปล่อยเราเถิด. 
         พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านให้ของของเราเองแล้วยังจะมาพูดดีกับเรา ทั้งเนื้อทั้งท่านเป็นของของเราตั้งแต่เราจับมือท่านไว้มิใช่หรือ เพราะฉะนั้น เราจักกินท่านก่อนแล้วจึงกินเนื้อในภายหลัง. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า เจ้าโปริสาทนี้คงจะไม่ปล่อยเรา เพราะเอาเนื้อเป็นสินไถ่แน่. 
         อนึ่ง เมื่อเรามาล่าเนื้อได้ทำปฏิญญาไว้กับพราหมณ์นั้นว่า เรากลับมาแล้วจะให้ทรัพย์ท่าน หากยักษ์นั้นอนุญาต เราจะรักษาคำสัตย์ไว้กลับไปเรือนปลดเปลื้องปฏิญญานั้นแล้ว จะพึงกลับมาเป็นอาหารของยักษ์นี้อีก ทรงแจ้งความนั้นแก่ยักษ์. 
         พระยาโปริสาทฟังดังนั้นแล้วกล่าวว่า หากท่านรักษาคำสัตย์ประสงค์จะไป. ท่านไปให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้นแล้วรักษาคำสัตย์ พึงรีบกลับมาอีกแล้วปล่อยพระราชาไป. 
         พระราชาครั้นพระยาโปริสาทปล่อยแล้วจึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกไปเลย เราจะมาแต่เช้าทีเดียว. แล้วทรงสังเกตเครื่องหมายทาง เสด็จเข้าไปถึงหมู่พลของพระองค์ อันหมู่พลแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ตรัสเรียกนันทพราหมณ์นั้นมา ให้นั่งเหนืออาสนะอันสมควร ทรงสดับคาถาเหล่านั้นแล้วพระราชทานทรัพย์ ๔,๐๐๐ ให้พราหมณ์ขึ้นยาน มีพระดำรัสว่า พวกท่านจงนำพราหมณ์นี้ไปส่งให้ถึงเมืองตักกสิลา แล้วทรงให้พวกมนุษย์ไปส่งพราหมณ์. 
         ในวันที่สองมีพระประสงค์จะไปหาพระยาโปริสาท เมื่อทรงตั้งพระโอรสไว้ในราชสมบัติ จึงทรงให้โอวาทตรัสบอกความนั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้ว ปล่อยไปโดยบังคับ 
               ให้กลับมาอีก พระบิดาพระราชทานทรัพย์แก่พราหมณ์ 
               แล้วตรัสเรียกเรามาว่า ดูก่อนลูก ลูกจงปกครองราชสมบัติ 
               อย่าประมาท ปกครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับพ่อ 
               ให้พ่อกลับไปหาอีก. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อาคมนํ ปุน คือ ได้รับรองไว้แก่พระยาโปริสาทว่าจะกลับมาอีก. 
         บทว่า พราหมณสฺส ธนํ ทตฺวา คือ ฟังคาถาของนันทพราหมณ์ ซึ่งมาจากเมืองตักกสิลาแล้วให้ทรัพย์ไปประมาณ ๔,๐๐๐. 
         บทว่า ปิตา อามนฺตยี มมํ คือ พระเจ้าชยทิศพระบิดาของเราเรียกเราไปหา. 
         หากถามว่า เรียกไปหาเรื่องอะไร. 
         ตอบว่า เรื่องราชสมบัติ. 
         มีความว่า พระราชาตรัสว่า ดูก่อนลูก ลูกจงปกครองราชสมบัติอันเป็นของตระกูลนี้เถิด พ่อครองราชสมบัติโดยธรรมโดยเสมอไว้อย่างใด แม้ลูกเขายกเศวตฉัตรให้ครองราชสมบัติก็จงเป็นอย่างนั้น. ลูกรักษาพระนครนี้และครองราชสมบัติ อย่าได้ถึงความประมาทเลย. พ่อได้รับรองไว้กับยักษ์โปริสาทที่โคนต้นไทรในที่โน้นว่า พ่อจะมาหาเขาอีก. พ่อรักษาคำสัตย์จึงกลับมาที่นี้ก็เพื่อให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้นอย่างเดียว. เพราะฉะนั้น พ่อจะกลับ ณ ที่นั้น. 
         พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระบิดาอย่าเสด็จไป ณ ที่นั้นเลย พระเจ้าข้า. หม่อมฉันจักไป ณ ที่นั้นเอง. ข้าแต่พระบิดา หากพระบิดาจักเสด็จไปให้ได้. แม้หม่อมฉันก็จักไปกับพระบิดาด้วย.
         พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น เราจะไปทั้งสองก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น เรานี่แหละจักไป ณ ที่นั้นเอง. ได้รับอนุญาตจากพระราชาผู้ทรงห้ามโดยประการต่างๆ แล้วถวายบังคมพระมารดาบิดา ทรงสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระบิดา. 
         เมื่อพระบิดาทรงให้โอวาทและเมื่อพระมารดา พระภคินี พระชายากระทำสัจจกิริยา เพื่อความสวัสดีจึงถืออาวุธออกจากพระนคร ตรัสอำลามหาชนผู้มีหน้านองด้วยน้ำตาติดตามไป ทรงดำเนินไปตามทางที่อยู่ของยักษ์โดยนัยที่พระบิดาทรงบอกไว้. 
         แม้บุตรยักษิณีก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่ากษัตริย์มีมารยามาก. ใครจะรู้ จักเป็นอย่างไร จึงขึ้นต้นไม้นั่งคอยดูการมาของพระราชา เห็นพระกุมารเสด็จมาจึงคิดว่าบุตรจักมาแทนบิดา. ภัยไม่มีแก่เราแน่จึงลงจากต้นไม้ นั่งหันหลังให้พระโพธิสัตว์. 
         พระมหาสัตว์เสด็จมาประทับยืนข้างหน้าพระยาโปริสาทนั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราถวายบังคมพระมารดาบิดาแล้ว ตกแต่ง 
               ร่างกาย สะพายธนูเหน็บพระแสงขรรค์ ออกไปหา 
               พระยาโปริสาท. 
                     พระยาโปริสาทเห็นมีมือถืออาวุธ บางทีจัก 
               สะดุ้งกลัว แต่เพราะเมื่อเราทำความสะดุ้งกลัวแก่ 
               พระยาโปริสาท ศีลของเราจะเศร้าหมอง เพราะเรา 
               กลัวศีลจะขาด จึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด เข้าไปใกล้ 
               พระยาโปริสาทนั้น เรามีเมตตาจิต กล่าวคำเป็น 
               ประโยชน์จึงได้กล่าวคำนี้. 
         บทว่า สสตฺถหตฺถูปคตํ เห็นมีมือถืออาวุธ คือพระยาโปริสาทเห็นเรามีมือถืออาวุธเข้าไปหาตน. 
         บทว่า กทาจิ โส ตสิสฺสติ คือ บางทียักษ์นั้นจะพึงกลัว. 
         บทว่า เตน ภิชฺชิสฺสติ สีลํ ศีลจักแตกด้วยเหตุนั้น คือศีลของเราจักพินาศ เศร้าหมองด้วยเหตุที่ทำให้ยักษ์นั้นเกิดความกลัวนั้น. 
         บทว่า ปริตาสํ กเต มยิ คือ เมื่อเราทำให้ยักษ์นั้นหวาดกลัว. 
         บทว่า สีลขณฺฑภยา มยฺหํ, ตสฺส เทสฺสํ น พฺยาหรึ เพราะเรากลัวศีลจะขาด จึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียดเข้าไปใกล้พระยาโปริสาทนั้น คือเราได้วางศัสตรา เพราะกลัวศีลจะขาด เข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้นอย่างใด เพราะเรากลัวศีลจะขาดอย่างนั้น จึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียดไม่น่าปรารถนาเข้าไปหาพระยาโปริสาทนั้น. แต่เรากล่าวคำเป็นประโยชน์ด้วยจิตเมตตา จึงได้กล่าวคำที่จะกล่าวนี้ในบัดนี้. 
         พระมหาสัตว์ครั้นเสด็จไปประทับยืนอยู่ข้างหน้า. 
         บุตรยักษิณีประสงค์จะทดลองพระมหาสัตว์นั้น จึงถามว่า ท่านเป็นใคร มาแต่ไหน ท่านไม่รู้จักเราหรือว่าเราเป็นพรานกินเนื้อมนุษย์ เหตุไรท่านจึงมาถึงที่นี่. 
         พระกุมารตรัสว่า เราเป็นโอรสของพระเจ้าชยทิส เรารู้ว่าท่านคือโปริสาทผู้กินคน เรามาที่นี่ก็เพื่อจะรักษาพระชนม์ของพระบิดา เพราะฉะนั้น ท่านจงเว้นพระบิดา กินเราแทนเถิด. 
         บุตรยักษิณีกล่าวด้วยอาการฉงนอีกว่า เรารู้จักท่านว่าเป็นโอรสของพระราชาชยทิสนั้น แต่ท่านมาอย่างนี้ชื่อว่าท่านกระทำสิ่งที่ทำได้ยาก. 
         พระกุมารตรัสว่า ไม่ยากเลย การสละชีวิตในเพราะประโยชน์ของบิดา. 
         จริงอยู่ บุคคลทำบุญเห็นปานนี้ เพราะเหตุมารดาบิดา ย่อมบันเทิงในสวรรค์โดยส่วนเดียวเท่านั้น. 
         อนึ่ง เรารู้ว่า สัตว์ไรๆ ชื่อว่าไม่มีความตายเป็นธรรมดานั้นย่อมไม่มี และเราจะไม่ระลึกถึงบาปอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนทำไว้. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่กลัวต่อความตาย เราสละชีวิตนี้ให้แก่ท่าน. 
         แล้วตรัสว่า ท่านจงก่อไฟแล้วกินเราเถิด. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกองใหญ่ 
               เราจะโดดเข้าไป. ท่านผู้เป็นพระเจ้าลุง ท่านทราบ 
               เวลาว่าเราสุกดีแล้ว จงกินเถิด. 
         บุตรยักษิณีได้ฟังดังนั้นคิดว่า เราไม่อาจกินเนื้อกุมารนี้ได้. เราจักให้กุมารนี้หนีไปโดยอุบาย จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าป่าหาไม้มีแก่น มาทำให้เป็นถ่านเพลิงไม่มีควัน. เราจะปิ้งเนื้อท่านที่ถ่านเพลิงนั้นแล้วกินเสีย.
         พระมหาสัตว์ได้ทำตามนั้นแล้วจึงบอกแก่โปริสาท. 
         โปริสาทแลดูพระกุมารนั้นคิดว่า กุมารนี้เป็นบุรุษสีหราชไม่กลัวแม้แต่ความตาย คนไม่กลัวตายอย่างนี้เราไม่เคยเห็น. เกิดขนลุกชันมองดูพระกุมาร. 
         พระกุมารตรัสถามว่า ท่านมองดูเราทำไมเล่า ท่านไม่ทำตามคำพูด.
         บุตรยักษิณีกล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า ผู้ใดกินท่าน ศีรษะของผู้นั้นจะพึงแตก ๗ เสี่ยง. พระมหาสัตว์ตรัสว่า หากท่านไม่ประสงค์จะกินเรา ท่านก่อไฟทำไมเล่า. 
         ยักษ์ตอบว่า เพื่อข่มท่าน. 
         พระกุมารเมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนั้นว่า ท่านจักข่มเราได้อย่างไรในบัดนี้. เราแม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานก็ยังมิให้ท้าวสักกเทวราชข่มเราได้เลยดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า :- 
                     ก็กระต่ายนั้นสำคัญว่า ท้าวสักกะนี้เป็น 
               พราหมณ์ จึงได้เชิญให้อยู่ ณ ที่นั้น. ข้าแต่เทวะ 
               ด้วยเหตุนั้นแล กระต่ายนั้นจึงเป็นจันทิมาเทพ 
               บุตร ได้ความสรรเสริญด้วยเสียงว่า สส ให้เจริญ 
               ความใคร่จนทุกวันนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สโส อวาเสสิ สเก สรีเร คือ กระต่ายเมื่อจะให้ร่างกายของตน ในสรีระของตนอย่างนี้ว่า ท่านจงเคี้ยวกินสรีระนี้แล้วจงอยู่ที่นี้เถิด เพราะสรีระของตนเป็นเหตุ จึงให้ท้าวสักกะผู้มีรูปเป็นพราหมณ์นั้นอยู่ ณ ที่นั้น. 
         บทว่า สสตฺถุโต คือ ได้ความสรรเสริญด้วยเสียงว่า สส อย่างนี้ว่า สสี ดังนี้. 
         บทว่า กามทุโห คือ ให้เจริญความใคร่. 
         บทว่า ยกฺข คือ เทวดา. 
                     พระมหาสัตว์ทรงแสดงเครื่องหมายกระต่าย 
               ในดวงจันทร์ อันเป็นปาฏิหาริย์ ตั้งอยู่ตลอดกัปให้ 
               เป็นพยาน แล้วได้ตรัสถึงความที่พระองค์ แม้ท้าว 
               สักกะก็ไม่สามารถจะข่มได้. 
         พระยาโปริสาทได้ฟังดังนั้นเกิดจิตอัศจรรย์ไม่เคยมี จึงกล่าวคาถาว่า :- 
                     ดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ย่อมรุ่งเรืองดุจ 
               แสงสว่างในวันเพ็ญฉันใด. ท่านกปิละผู้มีอานุภาพ 
               ใหญ่ ท่านพ้นจากโปริสาทย่อมรุ่งโรจน์ฉันนั้น. 
               พระองค์ยังพระชนกชนนีให้ปลาบปลื้ม ทั้งผู้ที่เป็น 
               ฝ่ายพระญาติทั้งปวงของพระองค์ก็ยินดี. 
         แล้วก็ปล่อยพระกุมารไปด้วยทูลว่า ขอท่านผู้เป็นวีระบุรุษผู้ยิ่งใหญ่จงกลับไปเถิด. 
         แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงทำให้โปริสาทนั้นหมดพยศได้ แล้วให้ศีล ๕.
         เมื่อจะทรงทดลองดูว่า โปริสาทนี้เป็นยักษ์หรือไม่จึงสันนิษฐานเอาโดยไม่พลาด ดุจด้วยพระสัพพัญญุตญาณโดยอนุมาน คือถือเอาตามนัยดังนี้ คือ นัยน์ตายักษ์มีสีแดงไม่กะพริบ, เงาไม่ปรากฏ, ไม่หวาดสะดุ้ง. 
         โปริสาทนี้ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่ยักษ์ เป็นมนุษย์นี่เอง. 
         นัยว่า พระบิดาของเรามีพระภาดา ๓ องค์ ถูกยักษิณีจับไป. ทั้ง ๓ องค์นั้นถูกยักษิณีกินเสีย ๒ องค์. องค์หนึ่งยักษิณีเลี้ยงดูด้วยความรักเหมือนลูก. 
         โปริสาทนี้คงจักเป็นองค์นั้นเป็นแน่แล้วคิดว่า เราจักทูลพระบิดาของเราให้ตั้งโปริสาทไว้ในราชสมบัติ แล้วกล่าวว่า ท่านมิใช่ยักษ์เป็นพระเชษฐาของพระบิดาของเรา มาเถิดท่านจงมาไปกับเรา แล้วครองราชสมบัติอันเป็นของตระกูล. 
         ดังที่พระกุมารกล่าวว่า ท่านเป็นลุงของเรา. 
         เมื่อโปริสาทกล่าวว่า เราไม่ใช่มนุษย์. 
         พระกุมารจึงนำไปหาดาบสผู้มีตาทิพย์ซึ่งโปริสาทเชื่อถือ. 
         เมื่อดาบสกล่าวถึงความเป็นพ่อว่า พวกท่านทำอะไรกันทั้งพ่อทั้งลูกเที่ยวไปในป่าดังนี้ โปริสาทจึงเชื่อกล่าวว่า ไปเถิดลูก เราไม่ต้องการราชสมบัติ เราจักบวชละ แล้วบวชเป็นฤๅษีอยู่ในสำนักของดาบส. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เรามิได้รักษาชีวิตของเรา เพราะเหตุแห่ง 
               พระบิดาเป็นผู้ทรงศีล เราได้ให้พระยาโปริสาท 
               ผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตํ เหตุ คือ เพราะเหตุแห่งบิดาของเราเป็นผู้ทรงศีล. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สีลวตํ เหตุ คือ เพราะเหตุแห่งความมีศีลอันเป็นเครื่องหมายแห่งการสมาทานความมีศีลของเรา เพื่อมิให้ศีลขาด. 
         บทว่า ตสฺส คือ โปริสาทนั้น. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงนมัสการพระเจ้าลุงของตนซึ่งบวชแล้วไปใกล้พระนคร. พระราชา ชาวพระนคร ชาวนิคม ชาวชนบท ได้ฟังว่าพระกุมารเสด็จกลับมาแล้ว ต่างก็ร่าเริงยินดีลุกไปตั้งรับ. พระกุมารถวายบังคมพระราชา แล้วทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ. 
         พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ในขณะนั้นเองจึงทรงรับสั่งให้ตีกลองป่าวประกาศ เสด็จไปหาพระดาบสโปริสาทนั้นด้วยบริวารใหญ่แล้วตรัสว่า ข้าแต่เจ้าพี่ ขอเชิญเจ้าพี่มาครองราชสมบัติเถิด. 
         พระดาบสทูลว่า อย่าเลย มหาบพิตร. 
         พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น นิมนต์อยู่ในพระราชอุทยานของข้าพเจ้าเถิด. 
         พระดาบสทูลว่า อาตมาไม่มา. 
         พระราชารับสั่งให้ปลูกบ้านใกล้อาศรมนั้นแล้วจัดตั้งภิกษา. บ้านนั้นชื่อจูฬกัมมาสทัมมนิคม. 
         พระมารดาพระบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นมหาราชตระกูลในครั้งนี้. 
พระดาบส คือพระสารีบุตร. 
โปริสาท คือพระองคุลิมาล. 
        พระกนิษฐา คือนางอุบลวรรณา. 
             พระอัครมเหสี คือมารดาพระราหุล. 
         อลีนสัตตุกุมาร คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในชยทิสจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ไว้ในจริยานี้ มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การที่พระบิดาทรงห้ามสละชีวิตของตน เพื่อรักษาชีวิตของพระบิดาจึงตัดสินพระทัยว่า จักไปหาโปริสาท. 
         การที่วางศัสตราไปเพื่อมิให้โปริสาทนั้นหวาดสะดุ้ง. 
         การเจรจาถ้อยคำน่ารักกับโปริสาทนั้นด้วยหวังว่า ศีลของตนจงอย่าขาดเลย. 
         การไม่มีความสะดุ้งต่อความตาย ทั้งๆ ที่โปริสาทนั้นข่มขู่โดยนัยต่างๆ. 
         การร่าเริงยินดีว่า เราจักทำร่างกายของเราให้มีผลในประโยชน์ของพระบิดา. 
         การรู้ภาวะของตนที่ไม่คำนึงถึงชีวิต เพื่อบริจาคในชาติเป็นกระต่าย ซึ่งแม้ท้าวสักกะก็ไม่สามารถจะข่มได้. 
         การไม่มีความผิดปกติแม้เมื่อถูกสมาคมปล่อย. 
         การรู้ไม่ผิดพลาดของความเป็นมนุษย์ และความเป็นพระเจ้าลุงของโปริสาทนั้น. 
         ความเป็นผู้ใคร่เพื่อให้โปริสาทนั้น ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันเป็นของตระกูลเพียงได้รู้จักกัน. 
         การให้โปริสาทเกิดสลดใจในการแสดงธรรมแล้วให้ตั้งอยู่ในศีล.
จบอรรถกถาชยทิสจริยาที่ ๙

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         อรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘         
         พึงทราบวินิจฉัยในเทวปุตตจริยาที่ ๘. 
         บทว่า มหาปกฺโข คือ มีบริวารมาก. 
         บทว่า มหิทฺธิโก คือ ประกอบด้วยเทพฤทธิ์มาก. 
         บทว่า ธมฺโม นาม มหายกฺโข คือ เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ชื่อธรรม. 
         บทว่า สพฺพโลกานุกมฺปโก คือ เป็นผู้อนุเคราะห์โลกทั้งปวงด้วยมหากรุณา ไม่ทำการแบ่งแยก. 
         แท้จริง พระมหาสัตว์ในกาลนั้นบังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อว่าธรรมเทพบุตร. 
         ธรรมเทพบุตรตกแต่งด้วยเครื่องประดับเป็นทิพย์ ขึ้นทิพยรถแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร เมื่อมนุษย์ทั้งหลายบริโภคอาหารในตอนเย็นแล้ว นั่งสนทนากันอย่างเป็นสุขที่ประตูเรือน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ประดิษฐานอยู่บนอากาศ ในบ้าน นิคมและราชธานี ชักชวนมนุษย์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ว่า ท่านทั้งหลายจงเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น แล้วบำเพ็ญสุจริตธรรม ๓ อย่าง. จงนับถือมารดาบิดา สมณะพราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล. ท่านทั้งหลายจักได้ไปสวรรค์ เสวยยศยิ่งใหญ่ ดังนี้ กระทำประทักษิณชมพูทวีป. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- 
               เราชักชวนมหาชนให้สมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ 
               เที่ยวไปยังคามและนิคม มีมิตร มีบริวารชน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สมิตฺโต คือ มีสหายผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้กล่าวธรรม. 
         ก็สมัยนั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่งชื่อว่าอธรรมเทพบุตร เกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร. อธรรมเทพบุตรนั้นชักชวนสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าสัตว์ จงลักทรัพย์เถิด แวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ทำชมพูทวีปให้เป็นบ้าน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เทพบุตรลามก เป็นผู้ตระหนี่ แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ 
               แม้เทพบุตรนั้นก็เที่ยวไปในแผ่นดินนี้ มีมิตรสหาย มี 
               บริวารชน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาโป คือ ประกอบด้วยธรรมลามก. 
         บทว่า กทริโย คือ ตระหนี่จัด. 
         บทว่า ยกฺโข คือ เทพบุตร. 
         บทว่า ทีเปนฺโต ทส ปาปเก แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ คือเที่ยวประกาศชักชวนว่าธรรมลามก ๑๐ ประการมีปาณาติบาตเป็นต้น ควรทำด้วยนัยมีอาทิว่า สักการะ ชื่อว่าเป็นอาหารในสรรพโลก เกิดมาเพื่อเป็นของอุปโภคบริโภค. เพราะฉะนั้น ควรฆ่าสัตว์ทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ตนอิ่มหมีทำอินทรีย์ให้สำราญ. 
         บทว่า โสเปตฺถ คือ อธรรมเทพบุตรนั้นเที่ยวไปในชมพูทวีปนี้. 
         บทว่า มหิยา คือ ใกล้แผ่นดิน. อธิบายว่า ในอุปจารที่พวกมนุษย์เห็นและได้ยิน. 
         ในบทนี้มีความดังต่อไปนี้ 
         สัตว์เหล่าใดทำกรรมดี เป็นผู้หนักในธรรม สัตว์เหล่านั้นเห็นธรรมเทพบุตรมาอย่างนั้น ลุกจากที่นั่ง บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น. พากันสรรเสริญจนกระทั่งล่วงเลยสายตา ยืนพนมมือไหว้. ได้ฟังถ้อยคำของธรรมเทพบุตรแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท ทำบุญโดยเคารพ. 
         ส่วนสัตว์เหล่าใดมีความประพฤติลามก มีการงานหยาบช้า สัตว์เหล่านั้นฟังถ้อยคำของอธรรมเทพบุตรแล้วก็พากันพอใจเป็นอย่างยิ่ง ประพฤติกรรมลามกยิ่งขึ้นไปอีก. 
         ในกาลนั้น เทพบุตรทั้งสองต่างก็มีวาทะตรงกันข้ามและมีการกระทำตรงกันข้ามของกันและกัน เที่ยวไปในโลกด้วยประการฉะนี้. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
         ธรรมวาทีเทพบุตรและอธรรมวาทีเทพบุตรเป็นข้าศึกแก่กัน. 
         เมื่อกาลผ่านไป อยู่มาวันหนึ่งรถของเทพบุตรทั้งสองได้มาประจัญหน้ากันในอากาศ. จึงบริวารของเทพบุตรทั้งสองนั้นต่างก็ถามกันว่า พวกท่านเป็นของใคร พวกท่านเป็นของใคร ต่างก็ตอบว่า เราเป็นของธรรมเทพบุตร เราเป็นของอธรรมเทพบุตร แล้วทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง. 
         รถของธรรมเทพบุตรและอธรรมเทพบุตรเผชิญหน้ากัน งอนรถกับงอนรถเกยกัน. ทั้งสองฝ่ายเถียงกันเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งให้ทางว่า ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเรา. อีกฝ่ายก็ว่าท่านนั่นแหละ จงหลีกรถของท่านให้ทางเรา. 
         ฝ่ายพวกบริวารของเทพบุตรทั้งสอง ต่างก็นำอาวุธออกเตรียมทำสงครามกัน.
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราทั้งสองนั่งรถสวนทางกันมา ชนรถของกัน 
               และกันที่แอกรถ. การทะเลาะวิวาทอันพึงกลัว ย่อมเป็น 
               ไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรมและ 
               บาปธรรม มหาสงครามปรากฏแล้ว เพื่อจะให้กันและ 
               กัน หลีกทางให้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ธุเร ธุรํ คือ งอนรถของฝ่ายหนึ่งชนงอนรถของอีกฝ่ายหนึ่ง. 
         บทว่า สมิมฺหา คือ มาเผชิญหน้ากัน. 
         คำว่า อุโภ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า แม้เราทั้งสองเป็นข้าศึกของกันและกัน เที่ยวไปในโลก วันหนึ่งมาเผชิญหน้ากัน เมื่อบริวารทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง พร้อมกับรถ เราทั้งสองก็เผชิญหน้ากันอีก. 
         บทว่า เภสฺมา คือ น่ากลัว. 
         บทว่า กลฺยาณปาปกสฺส จ คือ กัลยาณธรรมและบาปธรรม. 
         บทว่า มหายุทฺโธ อุปฏฺฐิโต คือ มหาสงครามปรากฏแล้ว. 
         จริงอยู่ ความที่บริวารต้องการจะรบกันและกันก็เกิดขึ้น. 
         ในทั้งสองฝ่ายนั้น ธรรมเทพบุตรกล่าวกะอธรรมเทพบุตรว่า ดูก่อนสหาย ท่านเป็นอธรรม เราเป็นธรรม ทางจึงสมควรแก่เรา ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเราเถิด. 
         อีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่า เรามียานแข็งแรง มีกำลัง ไม่หวาดสะดุ้ง เพราะฉะนั้น เราไม่ให้ทาง แต่เราจะรบ ทางจงเป็นของผู้ชนะในการรบเถิด. 
         ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- 
         ธรรมเทพบุตร 
                     เราเป็นผู้ให้ยศ ให้บุญ สมณะและพราหมณ์ 
               สรรเสริญทุกเมื่อ เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชา 
               จึงสมควรได้ทาง. 
                     ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราเป็นธรรมเทพบุตร 
               ท่านจงให้ทางเถิด. 
         อธรรมเทพบุตร 
                     เราไม่หวาดสะดุ้ง มีกำลังขึ้น อธรรมยานแข็ง 
               แรง. ดูก่อนธรรมเทพบุตร วันนี้ เราจะให้ทางที่เรา 
               ไม่เคยให้แก่ใครๆ แก่ท่านได้ เพราะเหตุไรเล่า. 
         ธรรมเทพบุตร 
                     ธรรมนั่นแลปรากฏมาก่อน อธรรมเกิดในโลก 
               ภายหลัง เราจึงเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นคนเก่าแก่. 
               ดูก่อนน้อง ท่านจงหลีกทางให้พี่เถิด. 
         อธรรมเทพบุตร 
                     เราพึงให้ทางแก่ท่าน มิใช่เพราะคำอ้อนวอน 
               เพราะคำชื่นชม เพราะสมควรแก่ทาง วันนี้ เราทั้งสอง 
               จงมารบกันเถิด ทางจักเป็นของผู้ชนะในการรบ.
         ธรรมเทพบุตร 
                     ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราธรรมเทพบุตรมี 
               กำลังมาก มียศนับไม่ได้ หาผู้เปรียบมิได้ เข้าถึงคุณ 
               ธรรมทั้งปวง ปรากฏแพร่หลายไปทั่วทิศ ท่านจักชนะ 
               ได้อย่างไร. 
         อธรรมเทพบุตร 
                     ค้อนเหล็กทุบเงินได้ เงินทุบค้อนเหล็กไม่ได้ 
               หากวันนี้ อธรรมจักฆ่าธรรมได้ เราผู้เป็นเหล็กจะพึง 
               แสดงให้เห็นเป็นดุจทองคำ. 
         ธรรมเทพบุตร 
                     ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านมีกำลังในการ 
               รบ คนเจริญและครู ย่อมไม่มีแก่ท่าน เราจะให้ทาง 
               แก่ท่าน ด้วยความไม่รัก ดุจด้วยความรัก เราอดทน 
               วาจาหยาบของท่านได้. 
         คาถาเหล่านี้เป็นคาถาโต้ตอบของธรรมเทพบุตรและอธรรมเทพบุตร. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร คือ ให้ยศแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการชักชวนให้ประพฤติธรรม. 
         แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือนกัน. 
         บทว่า สทาตฺถุโต คือ ยกย่องทุกเมื่อ ได้แก่สรรเสริญเป็นนิจ. 
         บทว่า ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺช ทชฺชํ คือ เราอธรรมเทพบุตรขึ้นรถอธรรมยานไม่กลัว มีกำลัง. เฮ้ยธรรมเทพบุตร วันนี้เราจะให้ทางซึ่งเราไม่เคยให้แก่ใครๆ แก่ท่านได้ เพราะเหตุไรเล่า. 
         บทว่า ปาตุรโหสิ ได้แก่ ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ในโลกนี้ ได้ปรากฏมาก่อนครั้งปฐมกัป. 
         บทว่า เชฏฺโฐ จ ท่านกล่าวว่าเราเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ และเป็นคนเก่าแก่ เพราะเกิดก่อน. ส่วนท่านเป็นน้อง เพราะฉะนั้น น้องจงหลีกทางให้พี่. 
         บทว่า นปิ ปาติรูปา ดูก่อนท่านธรรมเทพบุตร ความจริง เราพึงให้ทางแก่ท่านมิใช่เพราะความอ้อนวอน มิใช่เพราะคำชื่นชม มิใช่เพราะสมควรแก่ทาง. 
         บทว่า อนุวิสโฏ คือ เราเป็นผู้ปรากฏแพร่หลายด้วยคุณธรรมของตนไปทั่วทิศ คือทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔. 
         บทว่า โลเหน คือ ค้อนเหล็ก. บทว่า หญฺฉติ คือ จักฆ่า. 
         บทว่า ยุทฺธพโล อธมฺม คือ ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ. 
         บทว่า วุฑฺฒา จ ครู จ คือ หากว่าคนเจริญเหล่านี้ ครูเหล่านี้ที่เป็นบัณฑิตไม่มีแก่ท่านด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า ปิยาปฺปิเยน คือ ด้วยความไม่รัก ดุจความรัก. 
         อธิบายว่า เมื่อเราให้แม้ด้วยความไม่รักก็ย่อมให้หนทางแก่ท่าน ดุจด้วยความรัก.
         ก็ในกาลนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า หากเราดีดนิ้วมือแล้วพึงกล่าวกะบุคคลลามกนี้ผู้ปฏิบัติเพื่อความไม่เป็นประโยชน์แก่สรรพโลก ยึดถือสิ่งตรงกันข้ามกับเราอย่างนี้ว่า ดูก่อนคนไม่มีมารยาท ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย รีบหลีกไปเสียเถิด จงพินาศเถิด. ในขณะนั้นเอง เขาจะพึงกระจัดกระจายไปดุจเถ้าถ่านด้วยธรรมเดชของเรา. แต่นั่นไม่สมควรแก่เรา. 
         เราอนุเคราะห์สรรพโลก จะปฏิบัติโดยมุ่งหวังว่าจักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด. 
         ก็คนลามกนี้แหละจะมีส่วนแห่งทุกข์ใหญ่ต่อไป เราจะพึงอนุเคราะห์คนลามกนี้เป็นพิเศษ เพราะฉะนั้น เราจะให้ทางแก่เขา. ด้วยอาการอย่างนี้ ศีลของเราจักบริสุทธิ์ด้วยดีจักไม่ขาด. 
         ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ดำริอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ ดังนี้เป็นต้น พอหลีกจากทางให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น อธรรมเทพบุตรไม่สามารถอยู่บนรถได้ หัวทิ่มลงบนแผ่นดิน แผ่นดินแยกออก ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     หากเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพบุตรนั้น 
               ถ้าเราพึงทำลายตบะคุณ เราพึงทำอธรรมเทพ- 
               บุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจธุลีได้ แต่เพื่อ 
               จะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความปรารถนาแห่ง 
               ใจเสีย พร้อมทั้งบริษัท ได้หลีกทางให้แก่อธรรม- 
               เทพบุตร พร้อมกับเมื่อหลีกจากทาง ทำการระงับ 
               จิตได้ แผ่นดินได้ให้ช่องแก่อธรรมเทพบุตร ใน 
               ขณะนั้น ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ ผิว่า เราพึงโกรธอธรรมเทพบุตรนั้น. 
         บทว่า ยทิ ภินฺเท ตโปคุณํ คือ ผิว่าเราพึงยังศีลสังวร อันเป็นตบะคุณของเราให้พินาศไปด้วยความโกรธอธรรมเทพบุตรนั้น. 
         บทว่า สหปริชนํ ตสฺส คือ อธรรมเทพบุตรนั้นพร้อมด้วยบริวาร. 
         บทว่า รชภูตํ เป็นดุจธุลี คือเราพึงทำให้ถึงความเป็นธุลี. 
         บทว่า อหํ ในบทว่า อปิจาหํ นี้เป็นเพียงนิบาต. 
         บทว่า สีลรกฺขาย คือ เพื่อรักษาศีล. 
         บทว่า นิพฺพาเปตฺวาน คือ สงบใจด้วยสงบความกระวนกระวายอันเกิดแต่โทสะ โดยไม่ให้ความโกรธอันเกิดขึ้นในอธรรมเทพบุตรนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะเราเข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูไว้ล่วงหน้าแล้ว. 
         บทว่า สห ชเนโนกฺกมิตฺวา คือ เราได้หลีกทางพร้อมกับบริวารชนของเรา แล้วให้ทางแก่อธรรมเทพบุตรผู้ลามกนั้น. 
         บทว่า สห ปถโต โอกฺกนฺเต พร้อมกับเมื่อเราหลีกทางให้ คือพร้อมกับเราทำความสงบจิตตามนัยดังกล่าวแล้ว และกล่าวว่า เราให้ทางแก่ท่าน แล้วหลีกทางให้หน่อยหนึ่ง. 
         บทว่า ปาปยกฺขสฺส คือ อธรรมเทพบุตร. 
         บทว่า ตาวเท คือ ในขณะนั้นเองมหาปฐพีก็ได้ให้ช่อง. 
         แต่ในอรรถกถาชาดก ท่านกล่าวไว้ว่า ในขณะที่กล่าวคาถาว่า เราให้ทางแก่ท่านนั่นเอง มหาปฐพีได้ให้ช่อง. 
         เมื่ออธรรมเทพบุตรตกลงไปบนแผ่นดินอย่างนั้น มหาปฐพีหนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์แม้ทรงไว้ซึ่งสิ่งดีและไม่ดีทั้งสิ้น ก็ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วนในที่ที่อธรรมเทพบุตรยืนอยู่นั้น เหมือนจะกล่าวว่า เราไม่ทรงบุรุษชั่วนี้ไว้ได้. 
         ส่วนพระมหาสัตว์ เมื่ออธรรมเทพบุตรนั้นตกลงไปเกิดในอเวจีมหานรก ยังคงยืนอยู่ที่แอกรถพร้อมกับบริวารด้วยเทวานุภาพใหญ่ ไปตามทางที่ไปนั่นเอง แล้วเข้าไปยังภพของตน. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- 
               ธรรมเทพบุตรมีขันติเป็นกำลัง ชนะอธรรมเทพบุตร 
               ผู้มีกำลังในการรบ ทำอธรรมเทพบุตร ฝังไว้ในแผ่น 
               ดิน. ธรรมเทพบุตรเป็นผู้มีกำลังยิ่งไม่ล่วงสัจจะ ดีใจ 
               ขึ้นรถไปตามทางนั่นเอง. 
         อธรรมเทพบุตรในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. 
         บริวารของอธรรมเทพบุตร คือบริษัทของเทวทัต. 
         ธรรมเทพบุตร คือพระโลกนาถ. 
         บริวารของธรรมเทพบุตร คือพุทธบริษัท. 
         แม้ในธรรมเทวปุตตจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือตามควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง แม้ในจริยานี้ก็พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การที่เมื่อพระมหาสัตว์เปี่ยมพร้อมด้วยอายุ วรรณะ ยศ สุขและความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ ด้วยกามคุณอันยิ่งใหญ่เป็นทิพย์เหมือนกัน อันนางอัปสร ๑,๐๐๐ บำเรออยู่ตลอดกาล น่าจะตั้งอยู่ในความประมาทอย่างใหญ่ แต่มิได้ถึงความประมาทแม้แต่น้อย แสดงธรรมในวัน ๑๕ ค่ำทุกๆ เดือนด้วยหวังว่า จักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด พร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปในทางของมนุษย์ ยังสรรพสัตว์ให้เว้นจากอธรรม แล้วประกอบในธรรมด้วยมหากรุณา. 
         การที่พระโพธิสัตว์แม้พบกับอธรรมเทพบุตร ก็มิได้คำนึงถึงความไร้มารยาทที่อธรรมเทพบุตรแสดงออกมา ไม่ทำจิตให้โกรธในอธรรมเทพบุตรนั้น ยังขันติ เมตตาและความเอ็นดูเท่านั้นให้ตั้งอยู่ แล้วรักษาศีลของตนมิให้ขาด และให้บริสุทธิ์เป็นอย่างดี.
จบอรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๗. มาตังคจริยา การบำเพ็ญสีลบารมี

         อรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗         
         พึงทราบวินิจฉัยในมาตังคจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ชฏิโล คือ มีชฎา. อธิบายว่า มีผมมุ่นเป็นชฎา. 
         บทว่า อุคฺคตาปโน มีความเพียรแรงกล้า เพราะมีความเพียรคือตบะแรงกล้า เพราะเผาคือข่มอินทรีย์ ๖ อันเป็นจุดสำคัญของร่างกาย. 
         อธิบายว่า มีตบะแรงกล้า มีอินทรีย์มั่นคงอย่างยิ่ง. 
         อีกนัยหนึ่ง ชื่อว่า อุคฺคตาปโน เพราะเผากิเลสหยาบ เพราะทำลายสิ่งไม่เป็นประโยชน์ อันมีในปัจจุบันเป็นต้นหลายๆ อย่าง เพราะทิ้งไว้ในภายนอก หรือเพราะเผากิเลสที่ชื่อว่า อุคฺคา ด้วยอรรถว่าน่าเกรงกลัวอย่างร้ายกาจ ด้วยตบะคือความเพียร. 
         บทว่า มาตงฺโค นาม นาเมน คือ มีนามชื่อว่ามาตังคะ. เพราะชื่อนี้ของชฎิลนั้นมาแล้วโดยชาติซึ่งเกิดในตระกูลมาตังคะ. 
         บทว่า สีลวา คือ ถึงพร้อมด้วยศีล มีศีลบริสุทธิ์. 
         บทว่า สุสมาหิโต คือ มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิ. 
         อธิบายว่า เป็นผู้ได้ฌานสมาบัติ. 
         ก็ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดคนจัณฑาล มีรูปร่างน่าเกลียดอยู่ในบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร. มีชื่อตามประกาศว่า มาตังคบัณฑิต. 
         อยู่มาวันหนึ่ง ในพระนคร เมื่อประกาศเล่นนักขัตฤกษ์ ชาวเมืองโดยมากก็พากันไปเล่นนักขัตฤกษ์. 
         หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่งมีอายุ ๑๕-๑๖ ปี มีรูปสวยน่าดูน่าเลื่อมใสดุจเทพกัญญา คิดว่าเราจักเล่นนักขัตฤกษ์ตามสมควรแก่สมบัติของตน จึงบรรทุกของเคี้ยวของบริโภคเป็นอันมากลงในเกวียน ขึ้นรถเทียมด้วยแม่ม้าขาวตลอด พร้อมด้วยบริวารใหญ่ ไปที่พื้นอุทยาน. 
         หญิงสาวนี้ชื่อว่า ทิฏฐมังคลิกา. 
         ได้ยินว่า นางไม่ปรารถนาจะเห็นรูปที่มีทรงชั่วเป็นอวมงคล. ด้วยเหตุนั้น นางจึงมีชื่อว่าทิฏฐมังคลิกา
         ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ตื่นขึ้นแต่เช้ามืด นุ่งห่มผ้าเก่าๆ ถือไม้เท้าไม้ไผ่ ทำเป็นรูปนกเป็ดน้ำ ถือภาชนะเข้าไปยังพระนคร ห็นพวกมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เหล่านั้นออกไปให้ห่าง จึงเอาไม้เท้านั้นทำสัญญา. 
         ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกาอันบุรุษทั้งหลายของตนที่นำไปทำเสียงเอะอะว่า พวกท่านจงออกไปๆ นางเห็นมาตังคบัณฑิตในท่ามกลางประตูพระนคร จึงถามว่า นั่นใคร? เมื่อบุรุษเหล่านั้นตอบว่า มาตังคจัณฑาลจ้ะแม่ จึงสั่งให้ยานกลับด้วยคิดว่า เห็นคนเช่นนี้แล้วจะหาความเจริญได้แต่ไหน. 
         พวกมนุษย์พากันโกรธว่า พวกเราไปสวนหวังจะได้ของเคี้ยวของบริโภคเป็นต้นมากมาย มาตังคะทำอันตรายแก่พวกเราเสียแล้ว จึงพูดว่า พวกท่านจงจับคนจัณฑาล แล้วเอาก้อนดินขว้างจนมาตังคบัณฑิตสลบแล้วก็พากันกลับไป. 
         ไม่ช้ามาตังคบัณฑิตก็ได้สติลุกขึ้นถามพวกมนุษย์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ธรรมดาประตูเป็นของทั่วไปแก่ทุกคนหรือ หรือว่าทำไว้ให้แก่พวกพราหมณ์เท่านั้น? 
         พวกมนุษย์ตอบว่า ทั่วไปแก่ทุกคน. 
         มาตังคบัณฑิตคิดว่า พวกมนุษย์ทำเราผู้ไม่หลีกออกไปยังสวนข้างหนึ่งในประตูที่เป็นสาธารณ์แก่ชนทั้งปวง ให้ถึงความพินาศย่อยยับเพราะนางทิฏฐมังคลิกา จึงบอกแก่พวกมนุษย์ที่ถนนแล้วคิดว่า เอาเถิดเราจักทำลายมานะของนางทิฏฐมังคลิกานี้ จึงไปยังประตูบ้านของนาง แล้วก็นอนด้วยตั้งใจว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วจะไม่ลุกขึ้น. 
         บิดาของนางทิฏฐมังคลิกาได้ยินว่า มาตังคะมานอนอยู่ที่ประตูเรือน จึงกล่าวว่า พวกท่านจงให้กากณึกหนึ่งแก่มาตังคะ. มาตังคะเอาน้ำมันลูบไล้สรีระแล้วจงไปเถิด. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวอยู่อย่างเดียวว่า เราไม่ได้นางทิฏฐมังคลิกาแล้วก็จักไม่ลุกขึ้น. 
         ลำดับนั้น แม้พราหมณ์จะพูดว่า พวกท่านจงให้สองกากณึก มาสกหนึ่ง บาทหนึ่ง กหาปณะหนึ่ง สองสามกหาปณะ จนกระทั่ง ร้อยกหาปณะ พันกหาปณะ. 
         มาตังคบัณฑิตก็ไม่รับท่าเดียว. 
         เมื่อชนทั้งหลายปรึกษากันอยู่อย่างนั้น พระอาทิตย์ก็ตก. 
         ลำดับนั้น มารดาของนางทิฏฐมังคลิกาลงจากปราสาท ให้วงกำแพงม่านไปหามาตังคดาบส แม้เมื่อนางกล่าวว่า พ่อคุณ พ่อมาตังคะจงยกโทษแก่นางทิฏฐมังคลิกาเถิด. ท่านจงเอาทรัพย์ ๒,๐๐๐ จนถึง ๑๐๐,๐๐๐. 
         มาตังคบัณฑิตก็ไม่รับ คงนอนอยู่นั่นเอง. 
         เมื่อมาตังคบัณฑิตนอนอยู่อย่างนั้นล่วงไป ๖ วัน. 
         ครั้นถึงวันที่ ๗ พวกมนุษย์ที่อยู่เรือนใกล้เคียงและผู้คุ้นเคยกันพากันลุกฮือ กล่าวว่า พวกท่านจงให้มาตังคะลุกขึ้น. หรือจงให้ลูกสาวไปเถิด. อย่าให้พวกเราต้องพินาศไปด้วยเลย. 
         นัยว่า ในครั้งนั้นมีธรรมเนียมในท้องถิ่นนั้นว่า คนจัณฑาลนอนตายอยู่ที่ประตูเรือนของผู้ใด ผู้ที่อยู่ในเรือน ๗ ชั่วตระกูลต้องเป็นคนจัณฑาลไปพร้อมกับเรือนนั้น. 
         ลำดับนั้น มารดาบิดาของนางทิฏฐมังคลิกา จึงให้นางทิฏฐมังคลิกานุ่งห่มผ้าเก่าๆ ให้ของใช้อันจำเป็นของคนจัณฑาล แล้วนำนางซึ่งร้องคร่ำครวญอยู่ไปหามาตังคะกล่าวว่า เชิญท่านลุกขึ้นรับทาริกาในบัดนี้เถิด แล้วก็ยกให้.
         ส่วนนางทิฏฐมังคลิกายืนอยู่ข้างๆ กล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า เราเมื่อยเหลือเกิน เจ้าจับมือให้เราลุกขึ้นเถิด. 
         นางได้กระทำอย่างนั้น. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า เราจะอยู่ภายในพระนครไม่ได้ เจ้าจงมาเถิด. เราจักไปบ้านคนจัณฑาลนอกพระนคร ได้ไปยังเรือนของตนเพื่อหลบหลีกผู้คน. อาจารย์ผู้แต่งชาดกกล่าวว่า ขี่หลังนางไป. 
         ก็ครั้นไปถึงเรือนแล้ว มาตังคบัณฑิตมิได้กระทำการล่วงเกินเพราะการแบ่งชาติ อยู่ในเรือนได้ ๒-๓ วันจึงรวบรวมกำลัง คิดว่า เราจะให้หญิงสาวของพราหมณ์มหาศาลนี้อยู่ในเรือนคนจัณฑาลของเรา. เอาเถิด บัดนี้เราจักทำนางให้เป็นหญิงเลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ. 
         มาตังคบัณฑิตจึงเข้าป่าบวชยังสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ ให้เกิดในภายใน ๗ วันนั่นเอง แล้วหยั่งลงที่ประตูบ้านของคนจัณฑาลด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่ที่ประตูเรือน เรียกนางทิฏฐมังคลิกาซึ่งคร่ำครวญอยู่ว่า สามีเจ้าขา เพราะเหตุไร ท่านจึงทำให้ดิฉันไร้ที่พึ่งแล้วไปบวชเสียเล่า. 
         มาตังคบัณฑิตกล่าวว่า น้องหญิงเจ้าอย่าคิดมากไปเลย. บัดนี้เราจะเพิ่มยศให้ใหญ่กว่ายศเก่าของเจ้า. แต่เจ้าพึงกล่าวในชุมชน ว่า สามีของเราเป็นท้าวมหาพรหม. มิใช่มาตังคะดอก. สามีของเราไปพรหมโลก. ต่อนี้ไป ๗ วัน ในวันเพ็ญ สามีจักแหวกจันทรมณฑลกลับมาดังนี้แล้ว กลับไปหิมวันตประเทศตามเดิม. 
         แม้นางทิฏฐมังคลิกาก็ได้กล่าวอย่างนั้นในที่เหล่านั้นๆ ท่ามกลางมหาชน ในกรุงพาราณสี. จึงในวันเพ็ญ พระโพธิสัตว์ในเวลาที่ยืนอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าแห่งจันทรมณฑล เนรมิตอัตภาพเป็นพรหมแหวกจันทรมณฑล ทำกรุงพาราณสี ๑๒ โยชน์และแคว้นกาสีทั้งสิ้นให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกันแล้วลงจากอากาศ วนอยู่เบื้องบนกรุงพาราณสี ๓ ครั้ง. 
         มหาชนบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น บ่ายหน้าไปยังบ้านคนจัณฑาล. 
         พวกพรหมภัต (พวกนับถือพระพรหม) ประชุมกันไปบ้านคนจัณฑาลนั้นตกแต่งเรือนของนางทิฏฐมังคลิกาด้วยผ้าขาว ของหอมและดอกไม้เป็นต้น ดุจเทพวิมาน. 
         ในครั้งนั้น นางทิฏฐมังคลิกามีระดู. พระมหาสัตว์ไป ณ ที่นั้นเอานิ้วมือลูบคลำนางทิฏฐมังคลิกาที่ท้องน้อยแล้วกล่าวว่า นางผู้เจริญ นางตั้งครรภ์แล้ว จักคลอดบุตร. ทั้งเจ้าทั้งบุตร จักเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ. น้ำล้างศีรษะของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษกพระราชาทั้งหลายทั่วชมพูทวีป. น้ำอาบของเจ้าจักเป็นน้ำอมฤต ผู้ใดรดน้ำที่ศีรษะผู้นั้นจักพ้นจากโรคทั้งมวล และจักพ้นจากกาลกิณี. คนทั้งหลายวางศีรษะบนหลังเท้าของเจ้าแล้วไหว้จักได้ทรัพย์ ๑,๐๐๐. ยืนไหว้ในที่ฟังคำพูด จักได้ทรัพย์ ๑๐๐ ยืนไหว้ในคลองจักษุ จักได้คนละ ๑ กหาปณะ เจ้าจงอย่าประมาท. 
         พระมหาสัตว์ให้โอวาทนางแล้วออกจากเรือน เมื่อมหาชนมองดูอยู่ได้เข้าไปยังจันทรมณฑล. 
         พวกพรหมภัตประชุมกัน เชิญนางทิฏฐมังคลิกาเข้าพระนครด้วยสักการะใหญ่ ให้นางอยู่ในพระนครนั้นด้วยความงดงามอันเป็นสิริมงคลอย่างใหญ่. ได้สร้างที่อยู่ให้นางเช่นกับเทพวิมาน. น้อมนำลาภสักการะมากมายไปให้นาง ณ ที่อยู่นั้น. 
         ลาภทั้งปวงมีการได้บุตรเป็นต้น เป็นเช่นกับที่พระโพธิสัตว์กล่าวไว้ทุกประการ. 
         พราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ บริโภคร่วมกับบุตรของนางทิฏฐมังคลิกาเป็นเนืองนิจ. พราหมณ์ประมาณ ๑,๐๐๐ แวดล้อมกุมารนั้น. กุมารให้ทานแก่พราหมณ์ ๑,๐๐๐. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า บุตรนี้เลื่อมใสผิดที่เสียแล้ว. ช่างเถิด เราจักให้บุตรรู้จักทักขิไณยบุคคล จึงเที่ยวภิกขาจารไปถึงเรือนของนางทิฏฐมังคลิกานั้น สนทนากับบุตรนั้นแล้วกลับไป. 
         ลำดับนั้น กุมารกล่าวคาถาว่า:- 
                     ท่านผู้อยู่ป่าดงคนเข็ญใจ คล้ายปีศาจ 
               สกปรกสวมผ้าขี้ริ้วที่ได้จากกองหยากเยื่อที่คอ 
               คนร้าย ท่านเป็นใครไม่ใช่ทักขิไณยบุคคล. 
         ทวยเทพอดกลั้นด้วยคำอนาจารที่กุมารนั้นกล่าวไม่ได้ จึงบิดหน้าพราหมณ์ ๑๖,๐๐๐ เหล่านั้นของกุมารนั้น. 
         นางทิฏฐมังคลิกาเห็นดังนั้นจึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์แจ้งความนั้นให้ทราบ. 
         พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ทวยเทพอดกลั้นคำอนาจารของกุมารนั้นไม่ได้ จึงทำให้ผิดปกติไป. ก็แต่ว่าเจ้าจงเอาก้อนข้าวที่เป็นเดนนี้ใส่ลงในปากของพราหมณ์เหล่านั้น แล้วความผิดปกตินั้นก็จะหายไป. 
         นางก็ได้ทำอย่างนั้น ความผิดปกติก็หายไป. 
         นางทิฏฐมังคลิกาจึงกล่าวกะบุตรว่า นี่แน่ะลูก ในโลกนี้ขึ้นชื่อว่าทักขิไณยบุคคล ย่อมเป็นเช่นกับมาตังคบัณฑิต. พราหมณ์เหล่านี้มิใช่ทักขิไณยบุคคลดอก เป็นผู้มีความกระด้าง ด้วยมานะโดยเหตุเพียงชาติดุจพราหมณ์ทั้งหลาย หรือโดยเหตุเพียงสาธยายมนต์. ลูกจงทำความเลื่อมใสให้เกิดแก่ผู้ที่ประกอบด้วยคุณวิเศษมีศีลเป็นต้น ผู้ได้ฌานสมาบัติและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในที่นั้นเถิด. 
         ในกาลนั้น พราหมณ์คนหนึ่งชื่อชาติมันตะ ในเมืองเวตตวดี แม้บวชแล้วก็ยังอาศัยชาติได้มีมานะจัด. พระมหาสัตว์คิดว่า เราจักทำลายมานะของพราหมณ์นั้นให้ได้ จึงไปยังที่นั้นอาศัยอยู่เหนือกระแสน้ำ ใกล้พราหมณ์นั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เราและพราหมณ์คนหนึ่ง อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา 
               เราอยู่ข้างเหนือ พราหมณ์อยู่ข้างใต้. 
         ลำดับนั้น วันหนึ่ง พระมหาสัตว์เคี้ยวไม้สีฟันแล้วบ้วนลงในแม่น้ำ อธิษฐานว่า ไม้สีฟันนี้จงไปติดที่ชฎาของชาติมันตะเถิด. ไม้สีฟันนั้นติดที่ชฎาของชาติมันตะผู้กำลังอาบน้ำ.
         ชาติมันตะเห็นไม้สีฟันนั้นจึงด่าว่า คนระยำ แล้วไปเหนือกระแสน้ำด้วยคิดว่าคนกาลกิณีนี้มาจากไหน เราจักไปค้นหาคนกาลกิณีนั้น ครั้นเห็นพระมหาสัตว์ จึงถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร? 
         พระมหาสัตว์ตอบว่า เราเป็นคนจัณฑาล. 
         ถามว่า ท่านบ้วนไม้สีฟันลงในแม่น้ำหรือ. ตอบว่า ใช่แล้ว เราบ้วนลงไปเอง. 
         กล่าวว่า คนระยำ คนจัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี้เลย จงอยู่ใต้กระแสน้ำเถิด. แม้เมื่อพระโพธิสัตว์อยู่ใต้กระแสน้ำบ้วนไม้สีฟันลงไป ก็ทวนกระแสน้ำมาติดที่ชฎาอีก. 
         ชาติมันตะจึงกล่าวว่า คนระยำ หากท่านอยู่ ณ ที่นี้ ในวันที่ ๗ ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พราหมณ์เที่ยวไปตามริมฝั่ง ได้เห็นอาศรม 
               ของเราข้างเหนือ บริภาษเราในที่นั้น แล้วแช่งให้เรา 
               ศีรษะแตก. ถ้าเราพึงโกรธต่อพราหมณ์นั้น ถ้าเราไม่ 
               คุ้มครองศีล เราดูพราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นเถ้าได้. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า วิจรนฺโต อนุกูลมฺหิ คือ เมื่อไม้สีฟันที่ใช้แล้วติดที่ชฎาของตน พราหมณ์จึงเที่ยวไปตามริมฝั่งแม่น้ำเพื่อค้นหาที่มาของไม้สีฟันนั้น. 
         บทว่า อุทฺธํ เม อสฺสมทฺทส คือ ได้เห็นบรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราอยู่เหนือกระแสน้ำจากที่อยู่ของตน. 
         บทว่า ตตฺถ มํ ปริภาเสตฺวา บริภาษเราในที่นั้น. 
         คือพราหมณ์นั้นมายังอาศรมของเรา ฟังเรื่องชาติ แล้วถอยออกไปยืนอยู่ในที่พอได้ยิน กล่าวคำมีอาทิว่า คนระยำ คนจัณฑาล คนกาลกิณี ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย แล้วขู่ให้กลัว. 
         บทว่า อภิสปิ มุทฺธผาลนํ แช่งให้เราศีรษะแตก คือพราหมณ์นั้นกล่าวว่า หากท่านประสงค์จะมีชีวิตอยู่ จงรีบหนีไปเสียจากที่นี้ทีเดียว แล้วแช่งเราว่า หากท่านไม่หลีกไป. จากนี้ไป ๗ วัน ศีรษะของท่านจักแตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. 
         ก็ศีรษะจะแตกตามคำแช่งของพราหมณ์หรือไม่แตกดอก. พราหมณ์นั้นโกหก พราหมณ์กล่าวอย่างนั้นเพื่อให้หวาดสะดุ้ง ด้วยสำคัญว่า พระมหาสัตว์จะกลัวมรณภัย แล้วก็จักหลีกไปเสียให้ไกลแสนไกล ด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ หากเราพึงโกรธต่อชฎิลโกงผู้กระด้างด้วยมานะนั้น. 
         บทว่า ยทิ สีลํ น โคปเย ถ้าเราไม่คุ้มครองศีล. 
         อธิบายว่า ผิว่าเราไม่พึงคิดว่า ชื่อว่าศีลนี้พึงรักษาไว้โดยชอบไม่คำนึงถึงชีวิต. 
         บทว่า โอโลเกตฺวานหํ ตสฺส, กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย เราแลดูพราหมณ์นั้นแล้ว พึงทำให้เป็นดังเถ้าได้. ความว่า หากว่า ในกาลนั้น เรามิได้ยินดีต่อพราหมณ์นั้น. ถ้าเทวดาผู้เลื่อมใสรู้ความคิดของเราโดยขณะนั้นเอง พึงกำจัดพราหมณ์นั้นเสียให้เป็นเถ้าถ่านฉะนั้น. ก็ในกาลนั้น เมื่อความไม่พอใจของพระองค์มีอยู่ ทวยเทพทำความพินาศให้แก่พราหมณ์นั้น. 
         พระศาสดาทรงกระทำดุจทำด้วยพระองค์เอง จึงตรัสว่า กเรยฺยํ ฉาริกํ วิย พึงทำให้เป็นเถ้าได้. 
         แต่พวกนอกแบบนอกแผนกล่าวว่า พระโพธิสัตว์นั่นแหละปรารถนาจะพึงทำชฎิลนั้นให้เป็นเถ้าถ่านด้วยฤทธิ์. ก็เมื่อเป็นอย่างนั้นความแห่งบาลีนี้ก็เป็นอันถูกต้องทีเดียว. 
         ควรจะกล่าวว่า ท่านพูดถึงการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์. 
         ชื่อว่า ฤทธิ์นี้มี ๑๐ อย่าง คือ ฤทธิ์สำเร็จด้วยความตั้งใจ. สำเร็จด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างมหัศจรรย์. สำเร็จด้วยใจ. สำเร็จด้วยความแผ่ไปแห่งญาณ. สำเร็จด้วยความแผ่ไปแห่งสมาธิ. เป็นฤทธิ์อันประเสริฐ. เป็นฤทธิ์อันเกิดแต่ผลของกรรม. เป็นฤทธิ์ของผู้มีบุญ. สำเร็จด้วยวิทยา. ชื่อว่าอิทธิ เพราะอรรถว่าให้สำเร็จปัจจัยเครื่องประกอบโดยชอบในที่นั้นๆ. 
         ในฤทธิ์ ๑๐ อย่างนั้น ท่านกล่าวถึงฤทธิ์อย่างไหน. 
         กล่าวถึงฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา. 
         ก็การเบียดเบียนผู้อื่นย่อมมีได้ด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาหรือ. 
         แน่นอนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า มีได้ครั้งเดียว. เหมือนอย่างว่าผู้ประสงค์จะประหารผู้อื่น ขว้างหม้อที่เต็มด้วยน้ำไป. ผู้อื่นก็ถูกประหาร หม้อก็แตกฉันใด. การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาย่อมมีได้ครั้งเดียวฉันนั้นเหมือนกัน. ต่อแต่นั้น ฤทธิ์นั้นก็เสื่อม. 
         ลำดับนั้น พวกนอกแบบนอกแผนนั้นกล่าวว่า การเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนามิใช่ครั้งเดียว มิใช่สองครั้ง. 
         ควรจะถามว่า ฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนาเป็นอย่างไร เมื่อรู้ว่า ฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล อกุสล อัพยากฤต สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา มีวิตกวิจาร ไม่มีวิตกแต่มีวิจาร ไม่มีทั้งวิตกวิจาร เป็นกามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร. 
         จักกล่าวฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา เป็นกุสล อัพยากฤต ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เป็นรูปาวจร. 
         ควรกล่าวกะเขาว่า เจตนาฆ่าสัตว์ย่อมได้ส่วนไหนในบรรดากุสลเป็นต้น. 
         เมื่อรู้อยู่จักกล่าวว่า เจตนาฆ่าสัตว์เป็นอกุสลแท้ เป็นทุกขเวทนาแท้ มีวิตกวิจารแท้ เป็นกามาวจรแท้. 
         เมื่อเป็นอย่างนั้น ปัญหาของท่านควรแสดงให้รู้ถึงความผิดพลาดในบาลีว่า ไม่สมด้วยกุสลัตติกะ เวทนาติกะ วิตักกติกะ ภูมันตระ.
         ก็ถ้าเขาพึงยกกุลุมปสูตรซึ่งยังมิได้ยกขึ้นสู่สังคีติว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ยังมีอีกข้อหนึ่ง สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้มีฤทธิ์ ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต มีใจลามกเข้าไปเพ่งเล็งถึงสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ของหญิงอื่นว่า โอ สัตว์นี้ไม่ควรเข้าไปในครรภ์โดยสวัสดีเลยดังนี้. แม้อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การเข้าไปเบียดเบียนของกุลุมปะยังมีอยู่ดังนี้. 
         ควรให้เขารู้ว่า ท่านยังไม่รู้ความแม้ของสูตรนั้น. 
         เพราะในบทนี้ว่า อิทฺธิมา เจโตวสิปฺปตฺโต ผู้มีฤทธิ์ถึงความเชี่ยวชาญทางจิต มิได้ทรงประสงค์ถึงฤทธิ์สำเร็จด้วยภาวนา ทรงประสงค์ฤทธิ์ที่เป็นอาถรรพนะ คือวิชาเสกเป่าป้องกัน. ด้วยว่าฤทธิ์เมื่อจะได้ย่อมได้ในอาถรรพนะนี้ เพราะเหตุนั้น การเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นด้วยฤทธิ์จึงมิได้เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ สำเร็จด้วยภาวนา. 
         หากว่ายังไม่รู้ก็ควรขวนขวายทำกรรมดีไว้. เพราะฉะนั้น พึงทราบความแห่งคาถาในบทนี้ โดยนัยดังได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. 
         อนึ่ง พระมหาสัตว์ถูกพราหมณ์นั้นแช่ง จึงคิดว่า หากเราโกรธพราหมณ์นี้. ศีลของเราก็จะไม่เป็นอันรักษา. เราจักทำลายมานะของพราหมณ์ด้วยอุบาย. ก็จักเป็นอันรักษาพราหมณ์นั้นด้วย. ในวันที่ ๗ จึงห้ามดวงอาทิตย์ขึ้น. 
         พวกมนุษย์พากันวุ่นวายเพราะดวงอาทิตย์ไม่ขึ้น จึงเข้าไปหาดาบสชาติมันตะ ถามว่า ข้าแต่พระคุณท่าน พระคุณท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. 
         ดาบสนั้นกล่าวว่า นั่นไม่ใช่เราทำดอก แต่ว่าที่ริมฝั่งแม่น้ำมีดาบสจัณฑาลอยู่องค์หนึ่ง คงจะเป็นดาบสนั้นทำกระมัง. 
         พวกมนุษย์จึงพากันไปหาพระมหาสัตว์ ถามว่า พระคุณท่านไม่ให้ดวงอาทิตย์ขึ้นหรือ. 
         ตอบว่า ถูกแล้ว. ถามว่า เพราะอะไร? 
         ตอบว่า ดาบสที่เป็นกุลูปกะของพวกท่านได้แช่งเราผู้ไม่มีความผิด. เมื่อดาบสนั้นมาหมอบลงแทบเท้าของเรา เพื่อขอขมาเราจึงจักปล่อยพระอาทิตย์. 
         พวกมนุษย์พากันไปฉุดดาบสนั้นนำมาให้หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ ให้ขอขมาแล้วกล่าวว่า ขอพระคุณท่านจงปล่อยดวงอาทิตย์เถิด. 
         พระมหาสัตว์กล่าวว่า เราไม่อาจปล่อยได้ หากเราปล่อย ศีรษะของดาบสนี้จักแตก ๗ เสี่ยง. 
         ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น พระคุณท่านจะทำอย่างไรเล่า? 
         พระมหาสัตว์กล่าวว่า พวกท่านจงเอาก้อนดินเหนียวมา ครั้นมนุษย์นำมาแล้ว จึงกล่าวว่า พวกท่านจงวางดินเหนียวนี้ไว้บนศีรษะของดาบส แล้วให้ดาบสลงไปอยู่ในน้ำ. 
         ดาบสจงดำลงในน้ำ ในเมื่อดวงอาทิตย์ปรากฏแล้ว จึงปล่อยดวงอาทิตย์. ก้อนดินเหนียว พอรัศมีของดวงอาทิตย์สัมผัสเท่านั้นก็แตกออกเป็น ๗ เสี่ยง. ดาบสดำลงไปในน้ำ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ครั้งนั้น พราหมณ์นั้นโกรธเคืองมีใจ 
               ประทุษร้าย แช่งเรามุ่งหมายจะให้ศีรษะแตก 
               คำแช่งนั้นจะตกลงบนศีรษะของเขาเอง เรา 
               เปลื้องเขาให้พ้นโดยควร. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า ยํ โส ตทา มํ อภิสปิ คือ ชฎิลชาติมันตะนั้นแช่งเราหมายจะให้ศีรษะแตก. 
         บทว่า ตสฺเสว มตฺถเก นิปติ คำแช่งนั้นจะตกบนศีรษะของเขาเอง คือคำแช่งนั้นเขาปรารถนาจะให้ตกบนศีรษะเรา แต่กลับตกบนศีรษะเขา คือได้ตั้งอยู่โดยความเป็นของตกลงมา. 
         ข้อนี้เป็นเหมือนอย่างที่ว่า ประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดประทุษร้ายต่อผู้ไม่ประทุษร้าย ฯลฯ ย่อมเป็นเหมือนลูกศรที่ซัดไปทวนลมฉะนั้น. 
         บทว่า โยเคน ตํ ปโมจยึ เราช่วยเปลื้องเขาให้พ้นโดยควร.
         คือ เราช่วยเปลื้องเขาให้พ้นจากศีรษะแตกโดยอุบาย. หรือว่าช่วยเปลื้องชฎิลนั้นให้พ้นจากศีรษะแตก. 
         อธิบายว่า ได้ทำโดยอุบายที่จะมิให้ศีรษะแตก. 
         จริงอยู่ คำหยาบอันเป็นคำสาปแช่ง ซึ่งเป็นอริยูปวาทใด ซึ่งดาบสได้สาปแช่งพระมหาสัตว์ผู้ตั้งอยู่ในมหากรุณา อันเป็นสันดานที่ได้อบรมมาแล้วเป็นอย่างดี ด้วยสีลสัมปทาและทิฏฐิอันเต็มเปี่ยมด้วยสมาบัติวิหารธรรมนานาประการสำเร็จด้วยการอบรมบารมี. หากดาบสนั้นมิให้พระมหาสัตว์ยกโทษคำหยาบนั้นอันเป็นผลให้ได้เสวยธรรมในปัจจุบัน เพราะพระมหาสัตว์เป็นเนื้อนาบุญอันวิเศษ และเพราะคำหยาบเป็นอัธยาศัยของดาบสนั้น. 
         ในวันที่ ๗ จะเกิดสภาพสุกงอม คือให้ผลแรง แต่เมื่อพระมหาสัตว์ยกโทษให้ การห้ามด้วยปโยคสมบัติก็จะถึงความไม่มีวิบากเป็นธรรมดา เพราะเป็นอโหสิกรรม. นี่เป็นธรรมดาของบาปอันเกิดจากอริยุปวาทซึ่งจะให้ผลในปัจจุบัน. 
         การที่พระโพธิสัตว์ห้ามดวงอาทิตย์ขึ้นในวันที่ ๗ นั้นเป็นอุบายที่ท่านประสงค์ในบทว่า โยโค นี้. ด้วยเหตุนั้น พวกมนุษย์จึงวุ่นวายพากันนำดาบสไปหาพระโพธิสัตว์ให้ยกโทษ. 
         พึงทราบว่า แม้ดาบสนั้นก็รู้คุณของพระมหาสัตว์ ยังจิตให้เลื่อมใสในพระมหาสัตว์นั้น. การที่เอาก้อนดินเหนียววางบนศีรษะของดาบสนั้น และการที่พระมหาสัตว์ทำก้อนดินเหนียวนั้นให้แตก ๗ เสี่ยงก็เพื่อเอาใจพวกมนุษย์ เพราะแม้บรรพชิตเหล่านี้ก็ย่อมเป็นไปในอำนาจของจิตโดยประการอื่น. แต่ไม่ทำจิตให้เป็นไปในอำนาจของตนได้ เพราะเหตุนั้น พวกมนุษย์จึงยึดถือ แม้พระมหาสัตว์ทำให้เป็นเช่นกับดาบสนั้น. การทำของดาบสนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เพื่อความทุกข์แก่มนุษย์เหล่านั้นตลอดกาลนาน. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงประโยชน์ที่พระมหาสัตว์ไม่ทำจิตให้ประทุษร้ายในดาบสนั้น แล้วรักษาศีลให้บริสุทธิ์เท่านั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า อนุรกฺขึ มม สีลํ เราตามรักษาศีลของเราเป็นอาทิ. 
         บทนั้นมีความดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         มัณฑัพยะในครั้งนั้นได้เป็นพระเจ้าอุเทนในครั้งนี้. 
         มาตังคบัณฑิตคือพระโลกนาถ. 
         แม้ในมาตังคจริยานี้ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือ. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การข่มมานะของนางทิฏฐมังคลิกาได้ตามความประสงค์ของมาตังคบัณฑิตผู้มีชาติตระกูลต่ำ. 
         การบวชแล้วมีจิตเกิดขึ้นว่า เราจักเป็นที่พึ่งของนางทิฏฐมังคลิกา ไปป่าบวช ยังฌานและอภิญญาให้เกิดตามความประสงค์ในภายใน ๗ วันนั่นเอง. 
         การกลับจากป่านั้นยังอุบายให้สำเร็จ ด้วยการให้นางทิฏฐมังคลิกาเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ. 
         การข่มมานะของมัณฑัพยกุมาร. 
         การข่มมานะของดาบสชาติมันตะ. 
         การช่วยชีวิตดาบสผู้ไม่รู้จัก. 
         การไม่โกรธดาบสผู้มีความผิดใหญ่หลวง แล้วตามรักษาศีลของตน.
         การทำปาฏิหาริย์น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี.
จบอรรถกถามาตังคจริยาที่ ๗