Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ .บทกวีสามก๊ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ .บทกวีสามก๊ก แสดงบทความทั้งหมด

05 กุมภาพันธ์ 2569

5 ← สามก๊ก (ฉบับย่อ) " ยังมิได้อ่านสามก๊ก อย่าพึ่งคิด การใหญ่ "

ตอนที่ 35 เผาทุ่งพกป้อง
                ฝ่ายเล่าเปียวคิดใช้ให้เล่าปี่ไปตีเมืองกังตั้ง หวังแก้แค้น ขงเบ้งคิดอ่านให้บ่ายเบี่ยงก่อน แลเล่าเปียวจะยกเมืองให้เล่าปี่ เล่าปี่ก็มิอาจรับ อยู่มาเล่ากี้ผู้บุตรเล่าเปียวเข้าขอคำปรึกษาขงเบ้ง เรื่องกลัวอันตรายจากชัวฮูหยินกับชัวมอขงเบ้งจึงแนะนำให้เล่ากี้ไปอยู่ ณ เมืองกังแฮ
 ฝ่ายโจโฉได้สุมาอี้เป็นที่ปรึกษาคิดกำเริบ หวังตีหัวเมืองชายทะเลสิ้น ส่งแฮหัวตุ้นกับทหารสิบหมื่นออกตี เล่าปี่ ณ เมืองซินเอี๋ย เล่าปี่กองกำลังน้อยกว่าขงเบ้งจึงให้ตั้ง ค่ายชุ่ม ณ ทุ่งพกป้องแลแฮหัวตุ้นประมาทมิฟังคำทัดทาน ของลิเตียน จึงถูกลอบวางเพลิงเสีย ทหารแฮหัวตุ้นวิ่งหนีแตก ตื่นเหยียบตายกันเป็นอลหม่านบ้างหนีไม่ทันตายในเพลิงเป็นอันมาก ด้วยสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าแขมไฟจึงลามไปทั่ว กองทัพ ศพดาษดังขอนไม้ โลหิตแดงไปทั้งป่า ทหารสิบหมื่น ตายสิ้น แฮหัวตุ้นเสียทีดังนั้นจึงทิ้งทหารหนีกลับเมืองฮูโต๋ แล ฝีมือของขงเบ้งแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แต่นั้นมา เตียวหุย กวนอูกับนายทหารอื่นจึงเลื่อมใสขงเบ้งยิ่งนัก
ตอนที่ 36 โจโฉยาตราทัพลงใต้
                ฝ่ายเล่าเปียวป่วยหนักใกล้ตายเรียกเล่ากี้ เข้าพบแต่ถูกชัวมอห้ามไว้เล่ากี้มิรู้ทำอย่างไร จึงจำใจกลับไป เมืองกังแฮ อยู่มาเล่าเปียวโรคป่วยกำเริบจึงถึงแก่ความตาย จึงให้แต่งการศพตามประเพณี แล้วชัวมอก็ตั้งให้เล่าจ๋องเป็น เจ้าเมืองแทนบิดาต่อไป
                อยู่มาโจโฉกะเกณฑ์ทหารเข้าถึงห้าสิบหมื่น ยกลงใต้หวังตีแผ่นดินให้ราบคาบ เล่าจ๋องรู้ดังนั้นจึงตกใจ คิดอ่านยกเมืองเกงจิ๋วให้โจโฉ โจโฉแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี
 ฝ่ายเล่าปี่รู้ว่าเล่าเปียวตายแล้วจึงร้องไห้ จนสลบ แล้วขงเบ้งคิดอ่านให้เล่าปี่ย้ายจากเมืองซินเอี๋ย ไป เมืองอ้วนเซีย เพื่อคิดอ่านป้องกันโจโฉแลเล่าปี่จึงชักชวน ราษฎรประชาราษฎร์ให้ติดตามไปด้วย ฝ่ายโจหยิน เคาทูยกทัพ เป็นกองหน้าเข้าเห็นเมืองซินเอี๋ยว่างอยู่จึงเข้าไปพัก ถูกกล ขงเบ้งให้จูล่งเข้าเผาเมือง ทหารโจหยินเหยียบหนีตายกัน อลหม่านหนีมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ถูกกวนอูชุ่มให้ทหารพังทำนบ น้ำไหลบ่าลงมา ทหารโจหยินจมน้ำตายเป็นอันมาก เตียวหุย เข้าสกัดไว้อีกทัพโจหยินแตกหนีมิมีใจจะรบจึงหนีมาเข้ารวมกับ โจโฉ
 โจโฉรู้ดังนั้นก็โกรรให้ซีซีไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ ณ เมืองอ้วนเซีย เล่าปี่มิยอมโจโฉจึงยาตราทัพ ไปเมืองอ้วน เชียหวังล้างเล่าปี่ให้สิ้น แลขงเบ้งเห็นว่าถ้าตั้งอยู่ที่เมืองอ้วน เสียนั้นมิได้จึงโยกย้ายไปเมืองซงหยง ราษฎรแลอาณา ประชาราษฎร์ขอติดตามเล่าปี่ไปด้วย ชาวเมืองทั้งปวงก็ทิ้ง บ้านเมืองเสียอพยพร้องไห้ตามเล่าปี่ เสียงนั้นอื้ออึงไป แลเล่าปี่ ไปถึงเมืองซงหยงนั้นเข้าไม่ได้จึงไปยังเมืองกังเหลง
                ฝ่ายโจโฉติดตามมาถึงเมืองอ้วนเซียใกล้จะ ทันอยู่แล้ว ขงเบ้งจึงให้กวนอูไปขอทหารจากเล่ากี้ ณ เมืองกัง แฮ ให้จูล่งคุมครอบครัว ตัวเล่าปี่ เตียวหุยคุมทหารไปป้องกัน อยู่หลังทัพ แลเดินทางได้แต่วันละร้อยเส้น
ตอนที่ 37 จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า
                ครั้นโจโฉยกทัพมาถึงเมืองซงหยง เล่าจ๋อง จึงออกมาคำนับ โจโฉจึงให้เล่าจ๋องไปอยู่เมืองเฉงจิ๋ว ให้ชัวมอเตียวอุ่นเป็นนายกองทัพเรือฝึกทหารทั้งปวง แล้วโจโฉจึงส่ง อิทึ่มไปฆ่าเล่าจ๋องกับชัวฮูหยินเสียระหว่างทาง ครั้นบำรุง ไพร่พลทหารเสร็จแล้วจึงยกกองทัพหลวงต่อไปยัง ณ เมือง กังเหลง ฝ่ายเล่าปี่เร่งเดินทางอยู่ ขงเบ้งจึงออกไปตามกวนอู ณ เมืองกังแฮอีกคน
 ครั้นประมาณสามยามเล่าปี่ได้ยินเสียงโห่ ร้องอื้ออึงมา เล่าปี่ก็ตกใจยกทหารสองพันเข้ารบด้วยโจโฉเป็น สามารถ เตียวหุยเห็นดังนั้นก็เข้าช่วยหักไปช่วยเล่าปี่ ทหารโจ โฉจึงรุกไล่ฆ่าฟันอาณาประชาราษฎร์หลบหนีวุ่นวาย การ โกลาหลยิ่งนัก ครอบครัวเล่าปี่ถูกทหารไล่มาก็พลัดพราก กระจายไปกับชาวบ้าน เล่าปี่กับเตียวหุยก็ช่วยต้านทานเป็น สามารถ แต่มิอาจสู้ได้เหลือทหารแต่ร้อยหนึ่ง แลครอบครัว ราษฎรบาดเจ็บล้มตายยิ่งนัก
 เล่าปี่กับเตียวหุยหลบหนีผ่านสะพานเตียง ปันเกี้ยวไป ตัวเตียวหุยก็วกกลับเข้ามายืนขี่ม้าถือทวนสกัด แต่ เพียงผู้เดียว ทหารโจโฉสำคัญเป็นเตียวหุยก็เกิดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ฝ่ายจูล่งซึ่งเล่าปี่ให้คุมครอบครัวตัวอยู่นั้น ตะลุมบอน อยู่ในทัพโจโฉ ตีตลบกลับแล้วตีหักไปอีก ตามหาตัวอาเต๊าบุตร เล่าปี่แลกำฮูหยิน บิฮูหยินภรรยาเล่าปี่ก็มิพบ จนรุ่งสว่างจึงหัก เข้าไปควานหาอีก พบชาวบ้านต้องอาวุธบาดเจ็บเป็นอันมาก
 แลเสียงร้องไห้อื้ออึงคะนึงไป พบนางกำฮูหยิน จึงพาออกมา ถึงต้นสะพานแล้ววกกลับเข้าไปหาอีกเป็นหลายตลบ พบบิฮูหยินบาดเจ็บอุ้มอาเต๊าอยู่ จูล่งรีบเข้าไปแล้วชวนให้รีบหนี ฝ่ายนางบิฮูหยินรู้ว่าตัวบาดเจ็บจะเป็นตัวถ่วงจึงขั้นมิไป ฝากอาเต๊าให้จูล่ง แล้วตัวก็รีบกระโจนลงในบ่อที่อยู่ข้างๆตกลงไปตาย จูล่งเห็นดังนั้นจึงร้องไห้แลกลบปากบ่อเสียหวังมิให้ทหารโจโฉ พบแล้วถอดเกราะเอาอาเต๊าไว้ข้างใน รบฝ่าหนีทหารโจโฉออก มาแต่เพียงผู้เดียว ฝ่ายทหารโจโฉเข้าล้อมสกัดเป็นอันมาก จู ล่งก็รบฝ่าออกมารบพุ่งกันอลหม่านฆ่าทหารเอกแลทหารเลวโจโฉมากมาย โลหิตนั้นติดกายแลเกราะเป็นอันมาก จูล่งก็ขับ ม้ารีบหนีไปถึงสะพานเตียงปันเกี้ยว ตัวจูล่งแลม้าที่ขี่ก็อ่อนแรง ลง เตียวหุยจึงว่าเจ้ารีบขับม้าพาบุตรไปให้เล่าปี่เถิด จูล่งก็ขับฝ่าไป เตียวหุยเข้าสกัดแลเห็นสัปทนกั้นมาข้างหลังก็รู้ว่าโจโฉ ทัพหลวงมาถึงเอง จึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง ทหารโจโฉก็ กลัวมิกล้าเข้าใกล้ทั้งเกรงในกลขงเบ้ง แล้วเตียวหุยก็ให้ชัก กระดานสะพานเสียพาทหารกลับมาหาเล่าปี่ แลโจโฉสำคัญใน กลจึงให้ทำสะพานแล้วยกทหารตามไป
 ฝ่ายเล่าปี่เห็นผงคลีฟุ้งตลบอยู่ แลเสียงโห่ร้องอื้ออึงคนึง ก็สำคัญว่าโจโฉยกทัพมาถึงตัวแล้ว แลมิรู้จะ หนีไปทางใด พอดีกวนอู เล่ากี้ยกทหารข้ามเรือมาช่วยพอดีเข้า ช่วยสกัดรบพุ่งทหารโจโฉ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก ขงเบ้งจึงให้กวนอูไปอยู่เมืองแฮเค้า ตัวเล่าปี่ ขงเบ้งไปอยู่กับ เล่ากี้ ณ เมืองกังแฮ ฝ่ายโจโฉนึกสำคัญว่ากลขงเบ้งจึงมิอาจ ไล่ตีตามด้วยเกรงอยู่ แล้วไปอยู่ ณ เมืองเกงจิ๋ว สะสมพลทหาร ลือว่าได้ร้อยหมื่น
ตอนที่ 38 ขงเบ้งเจรจากับที่ปรึกษาซุนกวน
                ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าโจโฉยกมาเป็นการเอิกเริก ยิ่งนัก จึงให้โลซกไปสืบราชการ ณ เมืองเกงจิ๋ว ครั้นโลซกมาถึงก็เข้าแวะเยี่ยมเล่าปี่ ขงเบ้ง จึงได้สนทนากัน ฝ่ายขงเบ้งคิด ยุให้โจโฉกับซุนกวนผิดใจกัน จึงลาเล่าปี่ไปเข้าพบซุนกวน ณ เมืองกังตั้ง
                ครั้นมาถึงเมืองกังตั๋งโลชกก็จัดหาที่อยู่ให้ ขงเบ้ง แล้วตัวโลซกเข้าพบซุนกวน พบที่ปรึกษาแลนายทหาร ทั้งปวงเกี่ยงกันเป็นสามารถด้วยฝ่ายหนึ่งให้เข้าอ่อนน้อมด้วย โจโฉ อีกฝ่ายให้เข้าสู้รบเป็นสามารถ ฝ่ายซุนกวนด้วยเป็นคน เรรวนมิรู้จะทำประการใดจึงนิ่งอยู่ พอดีโลซกว่าขงเบ้งมา ณ เมืองกังตั้ง ซุนกวนมีความยินดีจึงเชิญขงเบ้งเข้ามา
 ครั้นขงเบ้งเข้ามาพบที่ปรึกษาซุนกวน หลายคน จึงเข้าสนทนาอยู่ ฝ่ายเตียวเจียว ยีหวน โปเจ๋า ชีหอง ลกเจ๊ก เหยียมจุ้น เทียตก ผู้สนับสนุนให้ซุนกวนเข้าอ่อนน้อม ด้วยโจโฉ ปะทะคารมกับขงเบ้งเป็นอันมาก แลแต่ละคนมิสู้ปาก ขงเบ้งก็เลยนิ่งอยู่ ครั้นอุยกายพาขงเบ้งเข้าพบซุนกวน ขงเบ้งก็เข้ายุแหย่ซุนกวนให้สู้ด้วยโจโฉ ซุนกวนก็ยังเรรวนอยู่มิ รู้ทำประการใด ด้วยฝ่ายขุนนางเข้าด้วยเตียวเจียวให้เข้า อ่อนน้อมแก่โจโฉ แลฝ่ายทหารเข้าด้วยโลซกแลขงเบ้งให้รบ ด้วยโจโฉ จึงมิรู้ทำประการใด
ตอนที่ 39 ซุนกวนตัดสินใจรบด้วยโจโฉ
                ซุนกวนก็มีความวิตกนัก พอดีนางงอก๊ก ไถ่ผู้เป็นแม่น้าจึงว่า ตอนที่ผู้พี่เจ้าตายการข้างในให้ปรึกษา เตียวเจียว การข้างนอกให้ปรึกษาจิวยี่ ซุนกวนก็เพิ่งรำลึกถึงจิ วยี่ได้ก็มีความยินดีจึงเรียกจิวยี่เข้าไปพบเพื่อปรึกษา
 ฝ่ายจิวยี่เข้าพบขงเบ้งแลโลซก จิวยี่จึงว่า ให้อ่อนน้อมด้วยโจโฉ ฝ่ายขงเบ้งจึงเข้ายุแหย่จิวยี่ให้สู้รบ โดยอ้างว่าโจโฉมากังตั้งต้องการสองนางไปบำเรอ ชื่อว่า นาง เสียวเกี้ยว กับนางไต้เกี้ยว จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรรด้วยว่านาง เสียวเกี้ยวเป็นภรรยาของตัวอยู่นั่นเอง แล้วเข้าพบซุนกวนเพื่อเสนอให้เข้าสู้โจโฉ ซุนกวนจึงตัดสินใจเด็ดขาดให้จิวยี่ถืออาญาสิทธิ์ทั้งปวงแล้วเข้ารบด้วยโจโฉ
                 ฝ่ายจิวยี่เห็นขงเบ้งหลักแหลมรู้น้ำใจคนจึง ว่านานไปจะเป็นศัตรูต้องรีบกำจัดเสีย ครั้นอยู่มาเล่าปี่รู้ข่าวว่า ซุนกวนตัดสินใจตีโจโฉจึงจัดแจงพลทหารสิ้นไปตั้งอยู่ ณ
                 เมืองแฮเค้า จิวยี่จึงแสร้งทำอุบายเชิญเล่าปี่มาปรึกษาราชการ ที่เมืองกังตั้งหวังลอบฆ่าเสีย เล่าปี่จึงพากวนอูมาด้วย ทหารจิ วยี่เห็นกวนอูจึงเกรงกลัวยิ่งนักมิอาจทำอันตรายเล่าปี่ได้ ฝ่าย ขงเบ้งรู้ว่าเล่าปี่มายังกังตั้งจึงเข้าพบแล้วว่า เดือนอ้ายแรมห้า ค่ำให้จูล่งมารับ ณ ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วเล่าปี่ก็ลากลับไป ณ เมือง แฮเค้า
ตอนที่ 40 ขงเบ้งยืมเกาทัณฑ์
 ฝ่ายชัวมอ เตียวอุ่นจัดแจงฝึกทัพเรือให้ กล้าแข็ง ด้วยทหารโจโฉเป็นชาวเหนือไม่ชำนาญทางเรือ จิวยี่รู้ ดังนั้นก็คิดอุบายกำจัดชัวมอ เตียวอุ่นเสีย พอดีเจียวก้านข้าม มายัง ณ ถังตั้งหวังเกลี้ยกล่อมจิวยี่เข้าด้วยโจโฉ จิวยี่เห็นได้ที จึงทำทีเชิญเจียวก้านกินโต๊ะแล้วเผลอหลับไป ฝ่ายเจียวก้าน นอนไม่หลับลุกขึ้นมา พบจดหมายที่ชัวมอ เตียวอุ่นส่งมาให้จิว ยี่ที่จิวยี่ปลอมไว้ สำคัญว่าจริงก็รีบแอบนำจดหมายกลับมาให้ โจโฉ
 ฝ่ายโจโฉครั้นได้เปิดอ่านแล้ว มิรู้เท่าทันกล จิวยี่ จึงเรียกให้ชัวมอ เตียวอุ่นไปประหารเสีย จิวยี่แจ้งดังนั้นใน อุบายก็มีความยินดีสิ้นวิตก ฝ่ายขงเบ้งรู้เท่าทันกลจิวยี่ จิวยี่รู้ ดังนั้นก็มีความริษยาขงเบ้งเป็นอันมาก คิดอุบายหาขงเบ้งเข้า มาแล้วว่าให้ช่วยทำเกาทัณฑ์สิบหมื่นดอกในสิบวัน ขงเบ้งรู้ดัง นั้นก็แจ้งว่า จิวยี่ปราถนาจะหาความผิดใส่ตัวเสียจะได้ฆ่าเสีย จึงออกปากเพียงว่าจะได้ลูกเกาทัณฑ์ในสามวันเท่านั้น จิวยี่จึง นึกว่าขงเบ้งหลงในอุบายตัวเข้าแล้ว
 ฝ่ายขงเบ้งนิ่งเสียสองวันครั้นวันที่สามจึง ชวนโลซกลงเรือ แล้วพาเรือเล็กยี่สิบลำ ไปยังทัพโจโฉตอนดึก เรือแต่ละลำนั้นเต็มไปด้วยหุ่นฟางมัดสีดำเป็นอันมาก ขณะนั้น หมอกลงจัดฝ่ายโจโฉเห็นเรือแล่นเข้ามา ก็สำคัญว่าเป็นเรือข้าศึกก็ระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่เรือเป็นอันมาก มิเห็นว่าทหาร มากแลน้อย ครั้นลูกเกาทัณฑ์เต็มฝั่งขงเบ้งก็ให้กลับแคมรับอีกฝั่งนึง จนเรือแต่ละลำเต็มไปด้วยเกาทัณฑ์จึงยกกลับ ได้ เกาทัณฑ์ติดฟางมาเป็นอันมากนับได้เกินสิบหมื่น จิวยี่เห็นดัง นั้นก็ทอดใจใหญ่แล้วว่า ขงเบ้งมีสติปัญญาลึกซึ้งยิ่งนัก
                พอดีขงเบ้งเดินเข้ามา จิวยี่จึงว่าทัพโจโฉ ยกทัพมาขนาดนี้เห็นจะหักโหมเข้าไปก็จะขัดสน จึงว่าเรามีกลอุบายอยู่อันนึง ขงเบ้งจึงว่าให้เขียนกลอุบายลงฝ่ามือ ออกมาดูพร้อมกัน จิวยี่เห็นชอบ ครั้นเขียนเสร็จก็แบมืออกมาพบคำว่าเพลิงต้องกัน แล้วแต่ละคนก็หัวเราะ จิวยี่จึงว่าอย่าให้การนี้แพร่งพรายไป
ในส่วนของวีดีโอ : ขงหมิงกล่าวว่า “ถึงแม้ข้าจะไม่ได้มีพรสวรรค์ แต่ครั้งหนึ่งข้าได้พบกับบุคคลพิเศษผู้หนึ่งซึ่งได้ถ่ายทอดความลับของสำนักฉีเหมินตุนเจียให้แก่ข้า ทำให้ข้าสามารถเรียกลมและฝนได้ หากแม่ทัพใหญ่ต้องการลมตะวันออกเฉียงใต้ ท่านอาจสร้างแท่นบนภูเขาหนานผิง ตั้งชื่อว่าแท่นเจ็ดดาว สูงเก้าฟุต มีสามชั้น และมีทหารหนึ่งร้อยยี่สิบคนถือธงและป้ายล้อมรอบ ข้าจะประกอบพิธีกรรมบนแท่นเพื่อเรียกลมตะวันออกเฉียงใต้ที่แรงเป็นเวลาสามวันสามคืนเพื่อช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ในการรบ ท่านคิดอย่างไร?” โจวหยูกล่าวว่า “อย่าไปสนใจสามวันสามคืนเลย ลมแรงเพียงคืนเดียวก็เพียงพอที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เร่งด่วนและไม่สามารถล่าช้าได้” ขงหมิงกล่าวว่า “ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเจียจื่อ เราจะประกอบพิธีเรียกลม และในวันที่ 22 ซึ่งเป็นวันปิงหยิน ลมจะสงบลง ท่านคิดอย่างไร?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวหยูดีใจมากและลุกขึ้นทันที จากนั้นเขาสั่งให้ทหารฝีมือดีห้าร้อยนายไปสร้างแท่นบูชาบนภูเขาหนานผิง และมอบหมายให้ทหารหนึ่งร้อยยี่สิบนายเฝ้าแท่นบูชาพร้อมธง รอคำสั่งต่อไป 
                 ในวันมงคลของเดือนเจียจื่อในเดือนที่สิบเอ็ด ขงหมิงอาบน้ำและอดอาหาร สวมชุดเต๋า เดินเท้าเปล่า ปล่อยผมลง แล้วไปยืนอยู่หน้าแท่นบูชา เขาได้สั่งลู่ซูว่า "จื่อจิง จงไปที่กองทัพเพื่อช่วยกงจินระดมพล หากคำอธิษฐานของข้าไม่เป็นจริง อย่าได้แปลกใจ" 
                 การจากไปของลู่ซูนั้นค่อนข้างเป็นปริศนาทีเดียว
                 ในฤดูใบไม้ผลิปีแรกของรัชสมัยหย่งเล่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในจือหลี่ ปักกิ่ง ซานตง และเหอหนาน 
                 ในช่วงฤดูร้อนของปีที่สองในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในซ่งเจียง เจียซิง ซูโจว และหูโจว 
                 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มณฑลเจียงซีและมณฑลหูกวงประสบกับอุทกภัย
                 สี่ปีต่อมา เมืองฉางโจว ลู่โจว และอันฉิง ประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร 
                 ห้าปีต่อมา เกิดภาวะขาดแคลนอาหารในเมืองซุนเทียน เหอเจี้ยน เป่าติ้ง และเหอหนาน 
                 แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านทะเลสาบต้าฉานและทะเลสาบมากู และมีเส้นรอบวงประมาณ 300-400 ลี้ ในช่วงฤดูร้อน น้ำในทะเลสาบจะไหลรวมกันเป็นผืนใหญ่ดุจมหาสมุทร คดเคี้ยวไปตามแม่น้ำและลำธารต่างๆ —“สุ่ยจิงจู้”—
                 ดินอาจเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และความพยายามของมนุษย์อาจเพียงพอหรือไม่เพียงพอ
                 ความพยายามของมนุษย์ เมื่อทำอย่างเต็มที่แล้ว บางครั้งก็สามารถพลิกผันชะตากรรมได้ แล้วพลังของโลกจะยิ่งทำได้มากแค่ไหนกัน?
ตอนที่ 41 ขงเบ้งเรียกลมตะวันออก
 ฝ่ายจิวยี่วิตกอยู่ด้วยหาคนไปสอดแนม ฝ่ายโจโฉ อุยกายเห็นดังนั้นจึงอาสาทำทีเป็นเข้าด้วยโจโฉ จิวยี่ มีความยินดีนัก รุ่งเช้าจึงสั่งให้โบยอุยกายเสียทำทีให้เจ็บแค้น แล้วส่งงำเต๊กไปแต่งกลลวงโจโฉ โจโฉก็สำคัญเชื่อให้หาอุยกาย เข้ามา ครั้นยังคลางแคลงใจอยู่ จึงหาผู้อาสาไปสอดแนม ราชการที่เมืองกังตั๋ง ดูว่าเป็นจริงแลร้ายประการใด ฝ่ายเจียว ก้านเห็นดังนั้นจึงว่าตัวขออาสาไปสอดแนมอีกครั้ง ด้วยขอแก้ตัวซึ่งครั้งก่อนซึ่งทำการพลาดไป โจโฉก็ยินยอมให้ไป
                ครั้นเจียวก้านมาถึงจิวยี่ก็ทำทีเป็นโกรร แล้วให้ไปคุมไว้ ณ วัดเชิงเขา ฝ่ายเจียวก้านมีความทุกข์ มิเป็น อันกินอันนอน พบบังทองเจียวก้านจึงเข้าไปคำนับแล้วว่าท่าน นี้หรือคืออาจารย์ฮองซู มีความยินดีเป็นอันมากจึงเชิญไปพบ โจโฉ ณ ค่ายโดยหารู้ไม่ว่าต้องกลอุบายจิวยี่เสียแล้ว
 ครั้นเจียวก้านพาบังทองมายังค่าย โจโฉก็ มีความยินดีนักแล้วพาบังทองไปชมทัพเรือ บังทองเห็นดังนั้น จึงแสร้งแนะนำให้ผูกเรือติดกันเข้าไว้ด้วยโซ่ตรวนเพื่อไม่ให้ ทหารเมาคลื่นระส่ำระสาย ด้วยเรือธรรมดานั้นโคลงเคลงทหาร โจโฉไม่สันทัดจึงอาจเมาได้ง่าย โจโฉมิทันคิดก็มีความยินดีนัก แล้วให้เร่งทำการตามบังทองบอก แล้วบังทองก็ลวงโจโฉว่าจะ ไปเกลี้ยกล่อมคน ณ เมืองกังตั้งให้เข้าด้วยโจโฉ โจโฉมีความ ยินดีนักจึงให้ไป ฝ่ายเทียหยกจึงเข้าว่าให้เรือผูกติดกันฉะนี้หาก ข้าศึกใช้เพลิงเผาเสียก็จะมีอันตรายเป็นมั่นคง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าฤดูนี้เป็นเทศกาลแจ้งเห็นแต่จะมีลมว่าวแต่ ลมตะวันตกหากจิวยี่ใช้ เพลิงก็จะกลับเข้าไปเผาตัวเองเป็น มั่นคง
 ฝ่ายจิวยี่แลเห็นปลายรงพัดมาจากต้นลม ณ ค่ายโจโฉก็สะดุ้งใจ จึงคิดว่าการที่คิดไว้เห็นจะไม่เป็นผล ด้วยลืมฉุกคิดถึงเรื่องลมเสีย ว่าแล้วก็อาเจียนโลหิตสลบลง กับที่แล้วก็ป่วยอยู่ ฝ่ายขงเบ้งรู้ดังนั้นก็เข้าพบจิวยี่รู้ว่า ณ เดือนอ้ายแรมห้าค่ำจะเกิดลมสลาตัน จึงแสร้งว่าสามารถทำ พิธีเรียกลมสลาตันได้ จิวยี่รู้ดังนั้นมีความยินดีที่ป่วยอยู่ก็ คลายลง
 ครั้น ณ เดือนอ้ายแรมสามค่ำขงเบ้งก็ทำพิธี จิวยี่จึงให้อุยกาย จัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อม รอลมมาจะยกทำการตีโจโฉทันที ถึงเวลาสองยามเศษได้ยินเสียงลมจากทิศอาคเนย์อื้ออึงมา จิ วยี่จึงมีความยินดีเห็นคงเบ้งมีสติปัญญาเป็นอันมากจึงส่ง ชี เซ่ง เตงฮองไปฆ่าเสีย ฝ่ายขงเบ้งพอเรียกลมเสร็จแล้วก็หลบ หนี ไปพบจูล่ง ณ ริมฝั่ง ฝ่ายซีเช่ง เตงฮองตามไปก็อาจสู้จูล่ง ได้ ครั้นขงเบ้งมาถึงก็ให้เล่าปี่ไปรอดักซุ่มตีทางหนีโจโฉ
ตอนที่ 42 โจโฉแตกทัพเรือ
 ฝ่ายโจโฉนั้นตั้งใจคอยฝั่งอุยกายอยู่ตลอดเวลา ครั้นถึงเวลาเห็นอุยกกายนำเรือเข้ามาใกล้ เทียหยกเห็น ผิดสังเกตจึงว่าแก่โจโฉ โจโฉเห็นชอบด้วยจึงให้บุนเพ่งไปห้ามเรือเสียก่อน อุยกายเห็นได้ทีดังนั้นก็สั่งเรือเร่งเข้าไปจุดไฟขึ้น ครั้นลมสลาตันพัดหนักกล้า ทหารโจโฉก็เข้าดับเพลิงมิทัน เรือที่ผูกติดกันแก้ไม่ได้ก็ถูกเพลิงวอดสิ้นเพลิงลามติดเป็นหลาย ตำบล ทหารโจโฉก็วิ่งวุ่นวายไปการนั้นโกลาหลนัก ขณะนั้นทัพ จิวยี่ จิวท่าย ชีเซ่ง เตงฮองมาถึงก็ตีหักเข้าไป ทหารจิวยี่เข้าไปถึงไหน เพลิงก็ลุกติดขึ้น แลทหารโจโฉหนีมิทันต้องอาวุธเจ็บ ปวดล้มตายเป็นอันมาก ที่หนีมิทันก็ตายในกองเพลิงบ้าง ตก น้ำตายบ้าง
                ฝ่ายโจโฉเห็นดังนั้นก็ตกใจขี่ม้าหลบหนีไป ทางตำบลฮัวหลิมพบลิบอง เล่งทองเข้าไล่ตีตามมา เตียวเลี้ยว กับซิหลงก็เข้าสู้เป็นสามารถมิได้แพ้ชนะกัน ซิหลงก็พาโจโฉหนีต่อ พบกำเหลงดักทางอยู่จึงหนีไปทางหับป๋า
 ครั้นหนีมาใกล้ตำบลฮัวหลิมพบจูล่งเข้า สกัดทางอยู่ เตียวคับ เตียวเลี้ยวก็เข้าช่วยป้องกันทางด้าน หลัง แลทหารโจโฉทิ้งม้าแลศัสตราวุธเป็นอันมากแล้วโจโฉก็สั่ง ให้รีบหนีไป ครั้นมาถึงตำบลโฮเลาก๊ก ก็ให้หยุดหุงอาหารอยู่ยัง มิทันสุกได้กิน เตียวหุยก็เข้าล้อมไว้ เคาทู เตียวเลี้ยว ซิหลง ก็ เข้าป้องกันเป็นสามารถแล้วรีบหนีไป ทหารที่หนีมานั้นก็อิดโรย ทั้งต้องอาวุธบาดเจ็บเป็นมากแลเห็นทางเข้าลำกุ้น ก็หลงในกลขงเบ้ง เข้าไปทางน้อยแลทางนั้นแคบเดินลำบากนักโจโฉก็ ให้เร่งให้เดินไป ครั้นพ้นซอกเขาโจโฉก็หัวเราะขึ้นแล้วว่า หาก ขงเบ้งให้คนมาซุ่มอยู่ตรงนี้เห็นตัวจะมิรอดแน่ครั้นขาดคำ ได้ยินเสียงประทัด กวนอูถือง้าวคุมสกัดทางไว้ โจโฉเห็น จวนตัวจะมิรอดทหารที่มาก็เหลือเพียงร้อยเศษ จึงวอนกวนอู ให้ปล่อยตัวให้พ้นภัย กวนอูนึกถึงครั้งสมัยที่โจโฉเลี้ยงดูตนนึก สงสารจึงหลีกทางให้โจโฉไป
                ฝ่ายโจโฉหนีมาพบโจหยิน คิดยกกลับฮูโต๋ ให้โจหยินอยู่รักษาเมืองลำกุ้น แฮหัวตุ้นรักษาเมืองชงหยง เตียวเลี้ยวรักษาเมืองหับป๋า แล้วโจโฉก็จัดแจงทหารยกกลับไปฮูโต๋ ฝ่ายจิวยี่ครั้นรบมีชัยจึงยกกองทัพไปตั้งอยู่ที่ตำบลลิมกั้ง หวังจะคิดอ่านไปตีเมืองลำกุ้น

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป 

02 กุมภาพันธ์ 2569

บทที่ 32 Jizhou Taken, Yuan Shang มุ่งมั่นในการตัดแม่น้ำ Zhang, โครงการ Xu You นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 32 ช่อง 33 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ


 หยวนชางเกิดความหยิ่งผยองหลังจากได้รับชัยชนะเหนือฉีหวน และโดยไม่รอการมาถึงของพี่น้อง เขาก็ยกทัพสามหมื่นนายไปยังลี่หยางเพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพของโจโฉ จางเหลียวออกมาท้าทายเขา และหยวนชางก็รับคำท้า ขี่ม้าออกไปพร้อมหอกที่เตรียมไว้ แต่เขาสามารถต่อสู้ได้เพียงสามยกก็ต้องยอมแพ้ จางเหลียวฟาดฟันด้วยกำลังทั้งหมด และหยวนชางที่พ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิงก็หนีอย่างอลหม่านไปยังจี้โจว ความพ่ายแพ้ของเขาเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งสำหรับบิดาของเขา หยวนเส้า ซึ่งเมื่อได้ยินข่าวก็เกิดอาการตกเลือดอย่างรุนแรงและเป็นลมหมดสติ
                เลดี้หลิว ภรรยาของเขา รีบพาเขาไปนอนบนเตียงโดยเร็วที่สุด แต่เขาก็ไม่ฟื้นขึ้นมา และในไม่ช้าเธอก็เห็นว่าจำเป็นต้องเตรียมการสำหรับวาระสุดท้าย ดังนั้นเธอจึงส่งคนไปตามเสินเป่ยและเผิงจี้ เพื่อจัดการเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง พวกเขามาถึงและยืนอยู่ข้างเตียงของคนป่วย แต่ในเวลานั้นเขาไม่สามารถพูดได้อีกต่อไปแล้ว เขาทำได้เพียงใช้มือทำท่าทางเท่านั้น
                เมื่อภรรยาของเขาถามคำถามอย่างเป็นทางการว่า “หยวนซางจะสืบทอดตำแหน่งหรือไม่?” 
                หยวนเส้าพยักหน้า เสินเป่ยที่อยู่ข้างเตียงเขียนพินัยกรรมของชายที่กำลังจะตาย ในไม่ช้าหยวนเส้าก็ส่งเสียงครางออกมาดังลั่น เลือดไหลออกมาอีก และเขาก็เสียชีวิต เขาเกิดมาในตระกูลขุนนางผู้มีชื่อเสียงมาหลายชั่วอายุคน แต่ในวัยหนุ่มนั้นเขากลับดื้อรั้นและหัวแข็งเสมอมา
                เขาเรียกขุนศึกผู้เก่งกาจและกล้าหาญมาอยู่เคียงข้างอย่างเปล่าประโยชน์ รวบรวมกองทัพมากมายภายใต้ธงของเขา แต่ แท้จริงแล้วเขากลับขี้ขลาดใจอ่อน เป็นลูกแกะที่ปลอมตัวเป็นเสือ เป็นเพียงไก่ขี้ขลาดที่มีขนเหมือนนกฟีนิกซ์แต่ไม่มีเดือยรองเท้า ชะตา
                กรรมของตระกูลเขาน่าเวทนายิ่งนัก เพราะเมื่อเขาจากไป พี่น้องก็ทะเลาะวิวาทกันเองในบ้าน
 เชินเป่ยและคนอื่นๆ เริ่มจัดพิธีไว้ทุกข์ให้แก่ผู้ตาย ภรรยาของเขา นางหลิว ได้ประหารชีวิตสนมคนโปรดของเขาไปห้าคน และความริษยาของนางนั้นรุนแรงมากจนไม่พอใจแค่นั้น นางยังโกนผมและกรีดใบหน้าของศพเหล่านั้นเพื่อไม่ให้วิญญาณของพวกนางมาพบและร่วมกับสามีผู้ล่วงลับของนางในแดนแห่งวิญญาณใต้ธารน้ำเก้าสายทอง ลูกชายของนางได้กระทำการโหดร้ายต่อเนื่องด้วยการสังหารญาติของสนมผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมด เพื่อป้องกันไม่ให้พวกนางแก้แค้น
                เสินเป่ยและเผิงจี้ประกาศให้หยวนชางเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง โดยแต่งตั้งเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และผู้พิทักษ์จักรพรรดิสูงสุดแห่งสี่แคว้น ได้แก่ จี้โจว ชิงโจว โยวโจว และปิงโจว พร้อมทั้งส่งรายงานการสิ้นพระชนม์ของผู้พิทักษ์จักรพรรดิองค์ก่อน
                ในเวลานั้น หยวนถาน บุตรชายคนโต ได้นำทัพออกไปต่อต้านโจโฉแล้ว แต่เมื่อได้ยินข่าวการสิ้นพระชนม์ของบิดา เขาจึงเรียกกัวตูและซินผิงมาปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติ
                “ในระหว่างที่ท่านไม่อยู่ ท่านลอร์ด” กัวตูกล่าว “ที่ปรึกษาทั้งสองของน้องชายท่านจะตั้งเขาขึ้นเป็นเจ้าเมืองอย่างแน่นอน ดังนั้นท่านต้องรีบดำเนินการ” 
                “สองคนนั้น เสินเป่ยและเผิงจี้ ได้วางแผนไว้แล้ว” ซินผิงกล่าว “หากท่านไป ท่านจะพบกับความโชคร้าย” 
                “แล้วข้าควรทำอย่างไร” หยวนถานถาม
                กัวตูตอบว่า “ไปตั้งค่ายใกล้เมือง แล้วคอยสังเกตการณ์ขณะที่ข้าเข้าไปสอบถาม” 
                จากนั้นกัวตูก็เข้าไปในเมืองและขอเข้าพบผู้พิทักษ์จักรพรรดิหนุ่ม
                “ทำไมพี่ชายของข้าไม่มาด้วย?” หยวนชางถามหลังจากทำความเคารพตามธรรมเนียม
                กัวตูกล่าวว่า “เขามาไม่ได้เพราะเขาไม่สบายอยู่ในค่าย”
                “ตามคำสั่งของบิดาผู้ล่วงลับ ข้าพเจ้าขอรับตำแหน่งเจ้าเมือง บัดนี้ ข้าพเจ้าขอแต่งตั้งน้องชายของข้าพเจ้าให้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพม้าบิน และข้าพเจ้าขอให้เขาไปโจมตีโจโฉที่กำลังรุกคืบเข้ามาตามชายแดนโดยทันที ข้าพเจ้าจะตามไปเมื่อกองทัพของข้าพเจ้าพร้อมแล้ว” 
                “ไม่มีใครในค่ายของเราที่จะให้คำแนะนำได้” กัวตูกล่าว “ข้าพเจ้าต้องการความช่วยเหลือจากเสินเป่ยและเผิงจี้” 
                “ข้าพเจ้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากทั้งสองคนนี้เช่นกัน” หยวนชางกล่าว “และเนื่องจากข้าพเจ้ามักวางแผนการต่างๆ อยู่เสมอ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรได้หากไม่มีพวกเขา” 
                “เช่นนั้นก็ให้คนใดคนหนึ่งในสองคนนี้ไป” กัวตูตอบ หยวนชางไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมตามคำขอ จึงสั่งให้ทั้งสองคนจับฉลากว่าใครจะได้ไป เผิงจี้จับได้และได้รับการแต่งตั้ง พร้อมได้รับตราประทับ จากนั้นเขาก็ติดตามกัวตูไปยังค่าย แต่เมื่อเขามาถึงและพบว่าหยวนถานมีสุขภาพแข็งแรงดี เขาก็เริ่มสงสัยและลาออก
                หยวนถานปฏิเสธที่จะรับการลาออกของเขาด้วยความโกรธ และตั้งใจจะประหารชีวิตเขา แต่กัวตูได้ห้ามปรามเขาเป็นการส่วนตัว โดยกล่าวว่า “โจโฉอยู่ชายแดนแล้ว และต้องเก็บเผิงจี้ไว้ที่นี่เพื่อคลายความสงสัยของน้องชายท่าน หลังจากที่เราเอาชนะโจโฉได้แล้ว เราก็สามารถโจมตีจี้โจวได้ทันที” 
 หยวนถานเห็นด้วยและรีบยกทัพไปต่อสู้กับศัตรู เขาไปถึงลี่หยางและไม่รอช้าที่จะเสนอการรบ เขาเลือกหวังจ้าวเป็นขุนศึก และเมื่อหวังจ้าวออกไป โจโฉก็ส่งซู่หวงไปเผชิญหน้ากับเขา ทั้งสองต่อสู้กันได้ไม่นาน หวังจ้าวก็ถูกสังหาร กองทัพของโจโฉรุกคืบเข้ามาทันที และหยวนถานก็พ่ายแพ้อย่างยับเยิน หยวนถานถอนทัพและถอยกลับไปยังลี่หยาง จากนั้นจึงส่งคนไปขอความช่วยเหลือจากน้องชาย หยวนชาง และที่ปรึกษาของเขา เสินเป่ย ได้หารือกันและส่งทหารไปเพียงห้าพันนาย เมื่อโจโฉได้ยินเรื่องการส่งกองกำลังน้อยนิดไป จึงส่งหลี่เตียนและเย่ว์จิงไปดักโจมตี ทำให้กองทัพครึ่งหนึ่งถูกทำลาย เมื่อหยวนถานได้ยินเรื่องกองกำลังที่ส่งไปไม่เพียงพอและการถูกทำลาย เขาก็โกรธมากและด่าทอเผิงจี้อย่างรุนแรง
                เผิงจี้จึงตอบว่า “ให้ข้าเขียนจดหมายถึงเจ้านายของข้า ขอให้ท่านมาด้วยพระองค์เอง” 
                เผิงจี้จึงเขียนจดหมายและส่งไป เมื่อจดหมายมาถึง หยวนชางก็ปรึกษาเสิ่นเป่ยอีกครั้ง
                ที่ปรึกษาพูดว่า “กัวตู ที่ปรึกษาของพี่ชายท่านนั้นเจ้าเล่ห์มาก ก่อนหน้านี้เขาจากไปโดยไม่ปรึกษาหารือเพราะโจโฉอยู่ชายแดน หากโจโฉพ่ายแพ้ จะต้องมีการโจมตีท่านอย่างแน่นอน แผนที่ดีกว่าคือระงับการช่วยเหลือและใช้โจโฉเป็นเครื่องมือทำลายคู่แข่งของท่าน” 
                หยวนชางจึงรับคำแนะนำและไม่ส่งความช่วยเหลือไป เมื่อผู้ส่งสารกลับไปยังหลี่หยางโดยไม่ประสบความสำเร็จ หยวนถานก็โกรธมากและแสดงออกด้วยการประหารเผิงจี้ นอกจากนี้ เขายังเริ่มพูดถึงการยอมจำนนต่อโจโฉ ในไม่ช้าสายลับก็แจ้งข่าวนี้แก่หยวนชาง และเสิ่นเป่ยก็ถูกเรียกตัวมาอีกครั้ง
                หยวนชางกล่าวว่า “ถ้าหยวนถานไปเข้าข้างโจโฉ ทั้งสองจะโจมตีจี้โจว และเราจะตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่ง”
                ในที่สุด เชินเป่ยและแม่ทัพซูโย่วก็ได้รับมอบหมายให้ดูแลการป้องกันเมือง ส่วนหยวนชางนำทัพไปช่วยเหลือน้องชาย
                “ใครกล้าเป็นผู้นำทัพ?” หยวนชางกล่าว
                สองพี่น้องชื่อลู่เซียงและลู่กวงอาสา และได้รับมอบหมายให้นำทัพ 30,000 นาย พวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่ไปถึงลี่หยาง
 หยวนถานยินดีที่หยวนชางตัดสินใจช่วยเหลือเขาในฐานะพี่น้อง จึงละทิ้งความคิดที่จะไปเข้าข้างศัตรูในทันที เมื่ออยู่ในเมือง หยวนชางตั้งค่ายอยู่นอกเมือง จัดวางกำลังเป็นรูปทรงเขาควายเพื่อเป็นตำแหน่งทางยุทธศาสตร์ ไม่นานนัก หยวนซี น้องชายคนที่สอง และเกากาน ลูกพี่ลูกน้องของพวกเขา ก็มาถึงพร้อมกองทัพและตั้งค่ายอยู่นอกเมืองเช่นกัน การสู้รบเกิดขึ้นทุกวัน และหยวนชางพ่ายแพ้หลายครั้ง ในทางกลับกัน โจโฉได้รับชัยชนะและดีใจเป็นอย่างยิ่ง ในเดือนที่สองของปีที่แปดแห่งการฟื้นฟูความสงบสุข (ค.ศ. 203) โจโฉได้โจมตีแยกกันใส่กองทัพทั้งสี่และได้รับชัยชนะในแต่ละครั้ง จากนั้นพวกหยวนก็ละทิ้งเมืองลี่หยาง และโจโฉก็ไล่ตามพวกเขาไปยังจี้โจว ที่ซึ่งหยวนถานและหยวนชางเข้าไปป้องกันเมือง ในขณะที่พี่ชายและญาติของพวกเขาตั้งค่ายอยู่ห่างออกไปประมาณสิบไมล์เพื่อแสดงแสนยานุภาพ
                เมื่อโจโฉโจมตีหลายครั้งโดยไม่ประสบความสำเร็จ กัวเจียจึงเสนอแผนดังต่อไปนี้
 เขาพูดว่า “มีความแตกแยกในหมู่ราชวงศ์หยวนเพราะพี่ชายถูกแย่งชิงตำแหน่ง พี่น้องมีกำลังพอๆ กันและแต่ละคนก็มีพรรคพวกของตน หากเราต่อต้านพวกเขา พวกเขาก็จะรวมตัวกันช่วยเหลือกัน แต่หากเราอดทน พวกเขาก็จะอ่อนแอลงเพราะความขัดแย้งภายในครอบครัว ดังนั้นจงส่งกองกำลังไปปราบปรามหลิวเปียวในจิงโจวก่อน และปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องบานปลาย เมื่อมันบานปลายเต็มที่แล้ว เราก็สามารถโจมตีและยุติเรื่องนี้ได้” โจโฉเห็นชอบกับแผนนี้ ดังนั้น เมื่อปล่อยให้เจียซูเป็นผู้ว่าการเมืองลี่หยาง และเฉาหงเป็นทหารรักษาการณ์ที่กวนตู กองทัพจึงเคลื่อนทัพไปยังจิงโจว
                สองพี่น้องหยวนถานและหยวนชางต่างแสดงความยินดีซึ่งกันและกันที่ศัตรูถอนทัพไป ส่วนหยวนซีผู้เป็นน้องชาย และเกาคานผู้เป็นญาติ ก็นำทัพกลับไปยังเขตปกครองของตน
                จากนั้นความขัดแย้งก็เริ่มต้นขึ้น หยวนถานกล่าวกับกัวตูและซินผิงผู้เป็นคนสนิทว่า “ข้าผู้เป็นพี่ชาย ถูกกีดกันไม่ให้สืบทอดตำแหน่งต่อจากบิดา ในขณะที่ลูกชายคนเล็กซึ่งเกิดจากภรรยาคนที่สอง กลับได้รับมรดกส่วนใหญ่ ข้ารู้สึกขมขื่น” 
                กัวตูกล่าวว่า “ตั้งค่ายทหารอยู่ข้างนอก เชิญพี่ชายและเสินเป่ยมาเลี้ยงฉลอง แล้วลอบสังหารพวกเขา เรื่องทั้งหมดก็จะจบลงได้ง่ายๆ” และหยวนถานก็เห็นด้วย บังเอิญว่าที่ปรึกษาหวังซิวเดินทางมาจากชิงโจวพอดี ซึ่งหยวนถานได้ไว้ใจและปรึกษาหารือกับเขา
 หวังซิวคัดค้านแผนการฆาตกรรม โดยกล่าวว่า “พี่น้องเปรียบเสมือนแขนขา จะประสบความสำเร็จได้อย่างไรหากในยามเผชิญหน้ากับศัตรู ท่านกลับตัดแขนขาข้างหนึ่งทิ้ง? หากท่านทอดทิ้งพี่น้องและตัดขาดความสัมพันธ์ ท่านจะรับใครเป็นญาติในโลกนี้ได้อีก? กัวตูผู้นั้นเป็นคนสร้างปัญหาที่อันตราย เขาจะหว่านความแตกแยกในหมู่พี่น้องเพื่อผลประโยชน์ชั่วขณะ ข้าขอร้องให้ท่านปิดหูและอย่าฟังคำชักชวนของเขา” เรื่องนี้ทำให้หยวนถานไม่พอใจ เขาจึงไล่หวังซิวออกไปอย่างโกรธเคือง พร้อมทั้งส่งคำเชิญทรยศไปให้พี่ชาย
                หยวนชางและเสินเป่ยปรึกษาหารือกัน
                เสินเป่ยกล่าวว่า “ข้ารู้ทันกลอุบายอย่างหนึ่งของกัวตู หากท่านไป ท่านจะเป็นเหยื่อของแผนการของพวกเขา ทางที่ดีควรโจมตีพวกเขาทันที” 
                จากนั้นหยวนชางก็ขี่ม้าออกไปรบ หยวนถานผู้เป็นพี่ชาย เห็นพี่ชายนำทัพมาห้าหมื่นนาย ก็รู้ว่าการทรยศของพี่ชายถูกเปิดโปงแล้ว จึงเข้าร่วมรบด้วย เมื่อทัพเข้าใกล้ หยวนถานก็สาดคำด่าทอใส่หยวนชาง
                “เจ้าวางยาพิษพ่อของข้าและแย่งชิงราชบัลลังก์ บัดนี้เจ้ายังมาฆ่าพี่ชายของเจ้าอีกหรือ?” 
                การรบเป็นไปในทางที่หยวนถานเสียเปรียบ หยวนชางเองก็เข้าร่วมรบ เสี่ยงชีวิตรับลูกธนูและก้อนหิน เขาปลุกใจทหารและขับไล่พี่ชายออกจากสนามรบ หยวนถานหนีไปลี้ภัยที่ผิงหยวน หยวนชางถอนทัพกลับไปยังเมืองของตน
 หยวนถานและกัวตูตัดสินใจโจมตีครั้งใหม่ และคราวนี้พวกเขาเลือกแม่ทัพเชินปี้เป็นผู้นำทัพ หยวนชางจึงไปพบเขา เมื่อทั้งสองฝ่ายตั้งทัพพร้อม ธงปลิวไสว กลองดังกระหึ่ม เชินปี้ก็ขี่ม้าออกมาท้าทายและด่าทอคู่ต่อสู้ ในตอนแรกหยวนชางตั้งใจจะตอบรับคำท้า แต่ลู่กวงได้รุกคืบมาก่อนแล้ว ลู่กวงและเชินปี้ได้พบกัน แต่ต่อสู้กันเพียงไม่กี่รอบ เชินปี้ก็พ่ายแพ้ ทหารของหยวนถานพ่ายแพ้อีกครั้งและหนีไปยังผิงหยวน เสินเป่ยเร่งเร้าเจ้านายให้รุกคืบเพื่อได้เปรียบ และหยวนถานถูกต้อนเข้าเมือง ที่นั่นเขาตั้งมั่นและไม่ยอมออกมา ทำให้เมืองถูกล้อมจากสามด้าน
 หยวนถานถามนักวางแผนของเขาว่าควรทำอย่างไรต่อไป กัวตูจึงกล่าวว่า “เมืองกำลังขาดแคลนเสบียง ศัตรูกำลังได้เปรียบจากชัยชนะ และเราไม่สามารถต้านทานพวกเขาได้ แผนของข้าคือส่งคนไปเสนอตัวยอมจำนนต่อโจโฉ เพื่อให้เขาโจมตีจี้โจว พี่ชายของท่านจะต้องกลับไปที่นั่น ทำให้ท่านมีเวลาว่างเข้าร่วมการโจมตี เราอาจจับหยวนชางได้ หากโจโฉเริ่มได้เปรียบกองทัพของพี่ชายท่าน เราจะส่งกำลังไปช่วยหยวนชางต่อสู้กับโจโฉ และเนื่องจากฐานเสบียงของโจโฉอยู่ไกล เราจะขับไล่เขาออกไป และเราสามารถยึดจี้โจวและเริ่มแผนการอันยิ่งใหญ่ของเราได้”
                “สมมติว่าแผนการนี้สำเร็จ ใครจะเป็นคนส่งสาร?”
                “ข้ามีคนชื่อซินผี น้องชายของซินผิง ซินผีเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่นี่ เขาพูดจาคล่องแคล่ว มีความรู้ดี และเหมาะสมกับจุดประสงค์ของท่าน” 
                ดังนั้นซินผีจึงถูกเรียกตัวและเขาก็มาอย่างง่ายดาย มีการมอบจดหมายให้เขาและทหารคุ้มกันสามพันนายพาเขาข้ามพรมแดน เขาเดินทางอย่างรวดเร็วที่สุด
                ในเวลานั้นค่ายของโจโฉอยู่ที่ด่านซีผิง และเขากำลังโจมตีหลิวเปียว ซึ่งได้ส่งหลิวเป่ยออกไปต่อต้านก่อน ยังไม่มีการสู้รบเกิดขึ้น
                ไม่นานหลังจากที่เขามาถึง ซินผีก็ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าเสนาบดี หลังจากพิธีต้อนรับ โจโฉถามถึงจุดประสงค์ของการมาเยือน ซินผีอธิบายว่าหยวนถานต้องการความช่วยเหลือและยื่นรายงานของเขา โจโฉอ่านรายงานและบอกให้ผู้ส่งสารรออยู่ในค่ายของเขาในขณะที่เขาเรียกเหล่าขุนนางมาประชุม
                การประชุมเริ่มขึ้น เฉิงหยูกล่าวว่า “หยวนถานถูกบีบให้ยื่นข้อเสนอนี้เพราะแรงกดดันจากการโจมตีของพี่ชาย อย่าไว้ใจเขา” 
                ลู่เฉียนและหม่านฉงกล่าวว่า “ท่านนำทัพมาที่นี่ด้วยจุดประสงค์พิเศษ จะละทิ้งจุดประสงค์นั้นแล้วไปช่วยเหลือหยวนถานได้อย่างไร”
 ซุนโย่วกล่าวแทรกขึ้นว่า “ท่านทั้งหลาย ไม่มีใครให้คำแนะนำที่ดีเลยสักคน” “นี่คือมุมมองของข้า ในเมื่อเกิดความวุ่นวายไปทั่วทุกหนแห่ง โดยที่หลิวเปียวกลับนิ่งเฉยและพอใจกับตำแหน่งของตนระหว่างแม่น้ำจางและแม่น้ำฮั่น แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเขาไม่มีความทะเยอทะยานที่จะขยายอาณาเขต ราชวงศ์หยวนครอบครองสี่แคว้นและมีกองทัพมากมาย ความปรองดองระหว่างสองพี่น้องหมายถึงความสำเร็จของตระกูล และไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในจักรวรรดิ บัดนี้จงใช้ประโยชน์จากความขัดแย้งระหว่างพี่น้องนี้ ปล่อยให้พวกเขาต่อสู้กันจนอ่อนแอและต้องยอมจำนนต่ออัครมหาเสนาบดีของเรา จากนั้นหยวนชางก็จะถูกกำจัด และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม หยวนถานก็จะถูกทำลายในที่สุด ด้วยวิธีนี้สันติภาพก็จะเกิดขึ้น สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ต้องใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่” 
                เฉาเฉาตระหนักถึงความจริงข้อนี้และปฏิบัติต่อซินผีอย่างดีในงานเลี้ยง เฉาเฉากล่าวว่า “แต่การยอมจำนนของหยวนถานนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องปลอม? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่ากองทัพของหยวนชางจะเอาชนะเขาได้อย่างแน่นอน?”
 ซินปี่ตอบว่า “ท่านผู้ทรงเกียรติ อย่าได้สอบถามถึงความจริงใจเลย จงพิจารณาสถานการณ์เถิด ราชวงศ์หยวนประสบความสูญเสียทางทหารมาหลายปีแล้ว และไร้กำลังภายนอก ขณะที่นักวางแผนกลยุทธ์ภายในประเทศก็ถูกสังหารหมู่ พี่น้องต่างฉวยโอกาสใส่ร้ายป้ายสีกัน ทำให้ประเทศแตกแยก ยิ่งไปกว่านั้นยังมีภัยแล้ง ภัยพิบัติ และความอ่อนล้าทั่วไป ทุกคนไม่ว่าฉลาดหรือโง่เขลาก็เห็นได้ว่าหายนะใกล้เข้ามาแล้ว และเวลาที่สวรรค์กำหนดไว้สำหรับการทำลายล้างราชวงศ์หยวนก็ใกล้เข้ามาแล้ว ขณะนี้ท่านมีกองกำลังโจมตีเมืองหลวงจี้โจว—เย่เจิน—และหากหยวนชางไม่กลับมาช่วยเหลือ ที่ลี้ภัยก็จะสูญเสียไป หากเขาช่วยเหลือ หยวนถานก็จะตามมาและโจมตีเขา โดยใช้พลังของท่านทำลายกองทัพที่เหลืออยู่ของพี่ชายเขา เหมือนลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดใบไม้ร่วงหล่น ขณะนี้จิงโจวของหลิวเปียวมั่งคั่ง รัฐบาลสงบสุข ประชาชนเชื่อฟัง และไม่อาจสั่นคลอนได้” ยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีภัยคุกคามใดใหญ่หลวงไปกว่าทางเหนือของแม่น้ำเหลืองอีกแล้ว หากสามารถกำจัดภัยคุกคามนั้นได้ งานก็จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้าพเจ้าขอร้องท่าน โปรดพิจารณาเรื่องนี้ด้วย” 
                “ข้าขออภัยที่ไม่ได้พบท่านเร็วกว่านี้” เฉาเฉากล่าวด้วยความยินดีกับคำพูดนี้
                ทันทีที่มีคำสั่ง ก็ให้กลับไปโจมตีจี้โจว หลิวเป่ยเกรงว่าการถอยทัพครั้งนี้เป็นเพียงอุบาย จึงปล่อยให้ดำเนินไปโดยไม่ขัดขวาง และตัวเขาเองก็กลับไปยังจิงโจว
                เมื่อหยวนชางได้ยินว่าฉาฉาวข้ามแม่น้ำเหลืองแล้ว เขาก็รีบนำทัพกลับไปยังเย่เจิน สั่งให้ลู่เซียงและลู่กวงคุ้มกันด้านหลัง
                หยวนถานเริ่มเคลื่อนทัพจากผิงหยวนพร้อมกองกำลังไล่ตาม เขาเคลื่อนทัพไปได้เพียงสิบกว่าไมล์ก็ได้ยินเสียงระเบิด และกองทหารสองกลุ่มก็ออกมาขวางทางและหยุดการเคลื่อนทัพของเขา ผู้นำของพวกเขาก็คือลู่เซียงและลู่กวง หยวนถานจึงหยุดและกล่าวกับพวกเขาว่า “ตราบใดที่บิดาของข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างเลวร้าย ทำไมพวกเจ้าจึงสนับสนุนน้องชายของข้าและพยายามทำร้ายข้า?” 
                นายพลทั้งสองไม่มีคำตอบใดๆ แต่พวกเขาก็ลงจากม้าและโค้งคำนับต่อหน้าเขาเพื่อยอมจำนน
                หยวนถานกล่าวว่า “อย่ามายอมจำนนต่อข้า แต่จงยอมจำนนต่ออัครมหาเสนาบดี” 
                แล้วเขาก็นำพวกเขากลับไปยังค่ายทหาร ที่ซึ่งเขารอการมาถึงของโจโฉ แล้วจึงนำตัวทั้งสองไปพบ โจโฉรับพวกเขาเป็นอย่างดี เขาให้สัญญาว่าจะยกธิดาของตนให้หยวนถานเป็นภรรยา และแต่งตั้งพี่น้องทั้งสองเป็นที่ปรึกษา
                เมื่อหยวนถานขอให้โจโฉโจมตีจี้โจว คำตอบคือ “เสบียงขาดแคลนและขนส่งยาก ข้าต้องเปลี่ยนเส้นทางน้ำของแม่น้ำจี้ให้เป็นแม่น้ำขาวเพื่อขนส่งเสบียงของข้า แล้วหลังจากนั้นข้าจึงจะสามารถรุกคืบได้” 
                โจโฉสั่งให้หยวนถานอยู่ที่ผิงหยวน แล้วจึงถอยทัพไปยังลี่หยาง พี่น้องสองคนคือลู่เซียงและลู่กวง ผู้ซึ่งเคยทรยศต่อหยวนชาง ได้รับการเลื่อนยศเป็นขุนนางและติดตามกองทัพไปในฐานะทหารเสริม
 กัวตูสังเกตเห็นความคืบหน้านี้และกล่าวกับหยวนถานว่า “เขาได้สัญญาว่าจะยกธิดาให้ท่านแต่งงาน ข้าเกรงว่านั่นไม่ใช่ลางดี ตอนนี้เขาได้มอบตำแหน่งขุนนางให้แก่สองพี่น้องตระกูลลู่และพาพวกเขาไปด้วย นี่เป็นการล่อลวงชาวเหนือ และในขณะเดียวกันเขาก็มีเจตนาร้ายต่อพวกเรา ท่านควรสั่งทำตราประทับของแม่ทัพสองดวงและส่งไปให้สองพี่น้องอย่างลับๆ เพื่อที่ท่านจะมีมิตรสหายในราชสำนักไว้รอวันที่โจโฉจะโค่นล้มอำนาจของพี่ชายท่าน และเราจะได้เริ่มวางแผนต่อต้านเขา” 
                ตราประทับถูกสั่งทำและส่งไป
                ทันทีที่สองพี่น้องตระกูลลู่ได้รับ พวกเขาก็แจ้งให้โจโฉทราบ โจโฉยิ้มและกล่าวว่า “เขาต้องการการสนับสนุนจากเจ้า จึงส่งตราประทับมาให้เจ้า ข้าจะพิจารณาเรื่องนี้หลังจากจัดการกับหยวนชางแล้ว ในระหว่างนี้เจ้าสามารถรับตราประทับไว้ก่อนจนกว่าข้าจะตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร”
                จากนั้นเป็นต้นมา โจโฉก็วางแผนทำลายหยวนถาน
                เสินเป่ยและอาจารย์ของเขาก็หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันเช่นกัน หยวนชางกล่าวว่า “โจโฉกำลังลำเลียงเสบียงเข้าสู่แม่น้ำซีหู ซึ่งหมายความว่ากำลังจะโจมตีจี้โจว เราควรทำอย่างไร?” 
                เชินเป่ยตอบว่า “ส่งจดหมายไปยังหยินไค ผู้บัญชาการเมืองอู่ฮั่น สั่งให้ตั้งค่ายที่เหมาเฉิงเพื่อรักษาเส้นทางไปยังซ่างตัง และสั่งให้จูกู บุตรชายของจูโชว รักษาเมืองหานตานไว้เป็นกองกำลังเสริมที่อยู่ห่างออกไป จากนั้นท่านก็สามารถเคลื่อนทัพไปยังผิงหยวนและโจมตีหยวนถานได้ หลังจากที่เขาถูกทำลายแล้ว โจโฉก็จะเป็นเป้าหมายต่อไป” 
                แผนการดูเหมือนจะดี หยวนชางมอบหมายให้เชินเป่ยและเฉินหลินดูแลเย่เจิน แต่งตั้งแม่ทัพสองคนคือหม่าหยานและจางจื่อเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน และรีบออกเดินทางไปยังผิงหยวน
                เมื่อหยวนถานได้ยินข่าวการมาถึงของกองทัพพี่ชาย เขาก็ส่งข้อความด่วนไปยังโจโฉ ซึ่งคิดในใจว่า “คราวนี้ข้าจะยึดจี้โจวให้ได้” 
                ในขณะนั้นเอง ซุนโย่วก็เดินทางลงมาจากเมืองหลวงพอดี เมื่อได้ยินว่าหยวนชางกำลังโจมตีหยวนถานผู้เป็นน้องชาย เขาจึงไปหาโจโฉและกล่าวว่า “ท่านครับ นั่งเฝ้าอยู่ที่นี่ รอจนกว่าฟ้าจะผ่าลงมาใส่สองหยวนหรือครับ?” 
                โจโฉตอบว่า “ข้าคิดแผนไว้หมดแล้ว” 
 จากนั้นจึงสั่งให้โจหงไปรบกับเย่จุน ขณะที่ตนเองนำทัพอีกกองไปปราบหยินไคที่เหมาเฉิง หยินไคไม่สามารถป้องกันตัวเองได้และถูกซูฉู่สังหาร ทหารของเขาวิ่งหนีและเข้าร่วมกับกองทัพของโจโฉในเวลาต่อมา โจโฉนำทัพไปยังหานตาน และจูกู่ก็ออกมาต่อสู้กับเขา จางเหลียวเข้าต่อสู้กับจูกู่ และหลังจากการปะทะกันครั้งที่สาม จูกู่ก็พ่ายแพ้และหนีไป จางเหลียวไล่ตามไป และเมื่อม้าของทั้งสองอยู่ห่างกันไม่มาก จางเหลียวก็หยิบธนูขึ้นมายิง นักรบที่กำลังหนีก็ล้มลงทันทีที่สายธนูดีด โจโฉจึงทำการขับไล่จูกู่จนราบคาบ และกองกำลังของจูกู่ก็แตกพ่าย
                ตอนนี้โจโฉนำทัพเข้าโจมตีเย่จุน กองทัพของเฉาหงได้มาถึงก่อนแล้ว และการปิดล้อมอย่างเป็นทางการก็เริ่มต้นขึ้น กองทัพได้โอบล้อมเมืองและเริ่มด้วยการสร้างเนินดินขนาดใหญ่ พวกเขายังขุดอุโมงค์ใต้ดินอีกด้วย
                ภายในเมือง เชินเป่ยทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่การป้องกันและออกคำสั่งที่เข้มงวดที่สุด ผู้บัญชาการประตูตะวันออก เฟิงหลี่ ดื่มเหล้าจนเมาและละเลยหน้าที่ จึงถูกลงโทษอย่างหนัก เฟิงหลี่ไม่พอใจ จึงแอบหนีออกจากเมืองไปหาผู้ล้อมเมือง และบอกพวกเขาถึงวิธีการโจมตีเมือง
                “พื้นดินภายในประตูสวรรค์แข็งแกร่งพอที่จะขุดอุโมงค์ได้ และสามารถเข้าไปได้” คนทรยศกล่าว
                ดังนั้น เฟิงหลี่จึงถูกส่งไปพร้อมกับทหารสามร้อยคนเพื่อดำเนินการตามแผนของเขาภายใต้ความมืดมิด
                หลังจากเฟิงหลี่หนีไปอยู่กับศัตรู เชินเป่ยก็ไปที่กำแพงเมืองทุกคืนเพื่อตรวจดูทหารที่เข้าเวร ในคืนที่มีการขุดอุโมงค์ เขาไปที่นั่นตามปกติและเห็นว่าไม่มีแสงไฟอยู่นอกเมืองและทุกอย่างเงียบสงบอย่างสมบูรณ์
                เขาจึงคิดในใจว่า “เฟิงหลี่จะต้องพยายามเข้ามาในเมืองโดยใช้ทางใต้ดินแน่ๆ” 
                จากนั้นเขาก็สั่งให้ทหารของเขานำหินมาทับถมที่ปากอุโมงค์ ทางเข้าอุโมงค์ถูกอุด และกองกำลังโจมตีก็พ่ายแพ้ในอุโมงค์ที่พวกเขาขุดขึ้นมา
                เมื่อโจโฉล้มเหลวในการโจมตีใต้ดิน เขาจึงถอนทัพไปยังที่เหนือแม่น้ำหวนเพื่อรอจนกว่าหยวนชางจะกลับมาช่วยเมือง
                หยวนชางได้ยินข่าวความพ่ายแพ้ของหยินไคและจูกู่ และการถูกล้อมเมืองของตนเอง จึงคิดที่จะไปช่วยเมือง
                หนึ่งในแม่ทัพของเขา หม่าหยาน กล่าวว่า “เส้นทางหลักจะต้องถูกซุ่มโจมตีอย่างแน่นอน เราต้องหาทางอื่น เราสามารถใช้เส้นทางรองจากเนินเขาตะวันตกและผ่านไปทางแม่น้ำฟู่ จากนั้นเราก็สามารถโจมตีค่ายของโจโฉได้” 
                แผนการนี้เป็นที่ยอมรับ และหยวนชางจึงเริ่มเคลื่อนทัพหลัก โดยมีหม่าหยานและจางจื่อเป็นกองหลัง
                สายสืบของโจโฉรู้เรื่องการเคลื่อนไหวนี้ในไม่ช้า และเมื่อพวกเขารายงาน โจโฉก็กล่าวว่า “ถ้าหยวนชางมาทางถนนใหญ่ ข้าจะต้องหลบ แต่ถ้ามาทางถนนสายรองของเทือกเขาซีหู ข้าสามารถจัดการเขาได้ในการรบครั้งเดียว และข้าคิดว่าเขาจะจุดไฟเป็นสัญญาณให้ผู้ถูกล้อมโจมตี ข้าจะเตรียมโจมตีทั้งสองทาง” 
                ดังนั้นโจโฉจึงเตรียมการ หยวนชางจึงออกไปทางแม่น้ำฟู่ทางตะวันออกมุ่งหน้าไปยังหยางผิง และตั้งค่ายใกล้ๆ ที่นั่น จากนั้นไปยังเย่เจินเป็นระยะทางห้าไมล์ แม่น้ำฟู่ไหลผ่านข้างค่าย โจโฉสั่งให้ทหารเก็บฟืนและหญ้าเพื่อเตรียมจุดไฟที่เขาตั้งใจจะจุดในเวลากลางคืนเพื่อเป็นสัญญาณ เขายังส่งหลี่มู่ ข้าราชการพลเรือน ปลอมตัวเป็นนายทหารของกองทัพโจโฉ ไปแจ้งเสิ่นเป่ยถึงแผนการของเขาด้วย
                หลี่มู่มาถึงกำแพงเมืองอย่างปลอดภัยและตะโกนบอกให้ทหารเปิดประตู เชินเป่ยจำเสียงของเขาได้และปล่อยให้เขาเข้าไป ดังนั้นเชินเป่ยจึงรู้ถึงการเตรียมการช่วยเหลือของเขา และตกลงกันว่าจะก่อไฟขึ้นภายในเมืองเพื่อให้การบุกโจมตีเกิดขึ้นพร้อมกับการโจมตีของหยวนชาง มีการสั่งให้รวบรวมเชื้อเพลิง
                จากนั้นหลี่มู่กล่าวว่า “เนื่องจากเสบียงอาหารของท่านขาดแคลน จึงควรให้คนชรา ทหารที่อ่อนแอ และผู้หญิงยอมจำนน นี่จะเป็นการโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว และเราจะส่งทหารตามหลังพวกเขาไป” 
                เชินเป่ยรับปากว่าจะทำทุกอย่าง และในวันรุ่งขึ้นพวกเขาก็ชักธงขาวขึ้นบนกำแพงเมืองโดยมีข้อความว่า “ประชาชนแห่งจี้โจวยอมจำนน!” 
                “ฮ่าๆ! นั่นหมายความว่าไม่มีอาหาร” เฉาเฉากล่าว “พวกเขากำลังส่งพลเรือนหนีไปเพื่อหลีกเลี่ยงการให้อาหาร และทหารจะตามหลังพวกเขาไป” 
                เฉาเฉาได้สั่งให้จางเหลียวและซู่หวงวางกำลังทหารสามพันนายซุ่มโจมตีอยู่สองข้างทาง ขณะที่ตนเองเคลื่อนทัพเต็มกำลังไปยังกำแพงเมือง ทันใดนั้นประตูเมืองก็เปิดออก ประชาชนพากันออกมาพร้อมคนชราและจูงมือเด็กเล็ก แต่ละคนถือธงขาว ทันทีที่ประชาชนผ่านประตูไป ทหารก็รีบตามไป
                จากนั้นเฉาเฉาก็ชักธงแดงขึ้น ทหารที่ซุ่มโจมตีนำโดยจางเหลียวและซู่หวงก็เข้าโจมตีทันที กองทัพพยายามถอยกลับ การไล่ล่าดำเนินต่อไปจนถึงสะพานชัก แต่ที่นั่นกองทัพของเฉาเฉาถูกโจมตีด้วยลูกธนูและลูกหน้าไม้จำนวนมหาศาล ทำให้การรุกคืบหยุดชะงัก หมวกของเฉาเฉาถูกยิงและยอดหมวกหลุดหายไป ผู้นำของเขาเข้ามาดึงเขากลับ และกองทัพก็ถอยทัพ
                ทันทีที่เฉาเฉาเปลี่ยนเครื่องแต่งกายและขึ้นม้าตัวใหม่ เขาก็นำทัพออกไปโจมตีค่ายของหยวนชาง
 หยวนชางนำทัพป้องกัน การโจมตีมาพร้อมกันจากหลายทิศทาง กองกำลังป้องกันแตกกระเจิงและพ่ายแพ้ในที่สุด หยวนชางนำทัพถอยกลับไปยังเนินเขาตะวันตกและตั้งค่ายพักแรม จากนั้นส่งคนไปเร่งเร้าหม่าหยานและจางจื่อให้ส่งกำลังเสริมมา เขาไม่รู้ว่าโจโฉได้ส่งลู่เซียงและลู่กวงไปเกลี้ยกล่อมให้ทั้งสองยอมจำนน และพวกเขาก็ได้ผ่านเข้ามาอยู่ภายใต้ธงของโจโฉแล้ว และโจโฉยังได้มอบตำแหน่งเจ้าเมืองให้แก่พวกเขาด้วย ก่อนที่จะไปโจมตีเนินเขาตะวันตก โจโฉได้ส่งลู่เซียง ลู่กวง หม่าหยาน และจางจื่อไปยึดแหล่งเสบียงของหยวนชาง
 หยวนชางตระหนักว่าเขาไม่สามารถรักษาเนินเขาเหล่านี้ไว้ได้ จึงเคลื่อนทัพไปยังหลานโข่วในเวลากลางคืน ก่อนที่เขาจะตั้งค่ายเสร็จ เขาก็เห็นแสงไฟสว่างวาบขึ้นรอบตัว และในไม่ช้าการโจมตีก็เริ่มต้นขึ้น เขาตกใจและต้องต่อต้านศัตรูด้วยทหารที่ติดอาวุธไม่ครบ ม้าก็ไม่มีอาน กองทัพของเขาได้รับความเสียหาย และเขาต้องถอยทัพไปอีกสิบห้าไมล์ ในเวลานั้นกองกำลังของเขาอ่อนแอเกินกว่าจะต่อต้านได้ และเนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงส่งหยินกู่ ผู้พิทักษ์จักรพรรดิแห่งหยูโจว ไปยังค่ายของโจโฉและขอให้เขายอมจำนน
                โจโฉแสร้งทำเป็นยินยอม แต่ในคืนนั้นเขาก็ส่งจางเหลียวและซู่หวงไปโจมตีค่ายของหยวนชาง จากนั้นก็ถึงเวลาหนี ทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง ทั้งตราประทับ ตราประจำตำแหน่ง และแม้แต่เสื้อผ้าส่วนตัว หยวนชางมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาจงซาน
                จากนั้นโจโฉก็ยกทัพมาโจมตีเมืองจี้โจว และเพื่อช่วยเหลือซุนโย่ว เขาจึงเสนอให้เปลี่ยนเส้นทางแม่น้ำจางเพื่อทำให้เมืองจมอยู่ใต้น้ำ โจโฉจึงรับข้อเสนอนั้นและส่งคนจำนวนหนึ่งไปขุดคลองเพื่อนำน้ำไปยังเมืองทันที รวมแล้วยาวถึงสิบเจ็ดไมล์
                เชินเป่ยเห็นคนขุดจากกำแพงเมืองและสังเกตเห็นว่าพวกเขาขุดเพียงคลองตื้นๆ เขาหัวเราะในใจพลางคิดว่า “คลองตื้นๆ แบบนี้จะเอาอะไรมาทำให้เมืองจมน้ำจากแม่น้ำลึกๆ ล่ะ?” 
 ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เตรียมการป้องกันน้ำ แต่เมื่อตกกลางคืน โจโฉก็เพิ่มจำนวนคนขุดเป็นสิบเท่า และเมื่อถึงรุ่งเช้า คลองก็ถูกขุดลึกขึ้นเป็นยี่สิบช่วงเสา และน้ำก็ไหลทะลักเข้าเมืองจนท่วมสูงหลายช่วงเสาแล้ว ความโชคร้ายนี้จึงซ้ำเติมความขาดแคลนอาหารเข้าไปอีก ซินปี่ได้นำตราประทับและเครื่องแต่งกายของหยวนซางที่ยึดมาได้ไปแขวนไว้บนหอก สร้างความอับอายขายหน้าแก่เจ้าของเดิม และเรียกร้องให้ชาวเมืองยอมจำนน เรื่องนี้ทำให้เสินเป่ยโกรธแค้น จึงแก้แค้นด้วยการประหารชีวิตตระกูลซินทั้งหมดที่อยู่ในเมืองบนกำแพงเมือง รวมแล้วแปดสิบคน ศีรษะที่ถูกตัดของพวกเขาถูกโยนลงมาจากกำแพง ซินปี่เสียใจอย่างมาก
                เสินหรงหลานชายของเสินเป่ย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เฝ้าประตูเมือง เป็นเพื่อนสนิทของซินปี่ ​​การสังหารครอบครัวของซินปี่ทำให้เขาทุกข์ใจอย่างมาก เขาเขียนจดหมายลับเสนอตัวทรยศเมืองและผูกไว้กับลูกธนู แล้วยิงออกไปท่ามกลางผู้ล้อมเมือง ทหารพบจดหมายนั้นและนำไปให้ซินปี่ ​​ซึ่งนำไปให้หัวหน้าของเขา
                โจโฉออกคำสั่งว่า “เมื่อยึดเมืองได้แล้ว ควรไว้ชีวิตตระกูลหยวน และห้ามประหารชีวิตผู้ใดที่ยอมจำนน” 
                วันต่อมา เหล่าทหารก็เข้ามาทางประตูทิศตะวันตก ซึ่งเสินหรงเป็นผู้เปิดให้ ซินผีเป็นคนแรกที่ควบม้าเข้ามา และกองทัพก็วิ่งตามมา
                เมื่อเสิ่นเป่ยซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมือง เห็นศัตรูอยู่ภายในประตูเมือง เขาจึงนำทหารม้าเข้าโจมตี แต่ถูกซูหวงจับตัวได้และมัดไว้ ก่อนจะนำตัวออกไปนอกเมือง
                ระหว่างทางพวกเขาได้พบกับซินผี ซึ่งกัดฟันด้วยความโกรธแค้นต่อฆาตกรที่ฆ่าญาติของเขา จากนั้นก็ใช้แส้ฟาดหัวของเสิ่นเป่ยพลางตะโกนว่า “ฆาตกร! คนกระหายเลือด! เจ้าจะต้องตาย!” 
                เสิ่นเป่ยตอบโต้ว่า “คนทรยศ! พ่อค้าของเมือง! ข้าเสียใจมากที่ไม่ได้ฆ่าเจ้าก่อนหน้านี้” 
                เมื่อนำตัวเชลยไปเข้าเฝ้าโจโฉ โจโฉกล่าวว่า “เจ้ารู้ไหมว่าใครเปิดประตูให้ข้าเข้ามา?” 
                “ไม่รู้ครับ” 
                “หลานชายของเจ้า เสิ่นหรง เป็นคนยอมให้ประตูเปิด” โจโฉกล่าว
                “เขาเป็นคนไร้ศีลธรรมมาตลอด และเรื่องก็มาถึงจุดนี้!” เสิ่นเป่ยกล่าว
                “วันก่อนตอนที่ข้าเข้าใกล้เมือง ทำไมเจ้าถึงยิงใส่ข้าหนักขนาดนั้น?” 
                “ข้าขอโทษที่พวกเรายิงน้อยเกินไป” 
                “ในฐานะผู้ภักดีต่อราชวงศ์หยวน เจ้าไม่มีทางเลือกอื่น ตอนนี้เจ้าจะมาหาข้าไหม?” 
                “ไม่มีทาง ข้าจะไม่มีวันยอมแพ้” 
                ซินปี่ทรุดตัวลงกับพื้นคร่ำครวญพลางกล่าวว่า “คนของข้าแปดสิบคนถูกไอ้สารเลวนี่ฆ่าตาย ข้าขอร้องท่านอัครมหาเสนาบดี โปรดฆ่ามันด้วย!” 
                “ตอนยังมีชีวิตอยู่ ข้ารับใช้ราชวงศ์หยวน” เสินเป่ยกล่าว “ตอนตาย ข้าจะเป็นวิญญาณของพวกเขา! ข้าไม่ใช่คนรับใช้ประจบสอพลอเหมือนเจ้า ฆ่าข้าซะ!” 
                เฉาเฉาออกคำสั่ง พวกเขานำตัวเขาไปประหารชีวิต
                บนลานประหารเขากล่าวกับเพชฌฆาตว่า “เจ้านายของข้าอยู่ทางเหนือ ข้าขอร้องท่านอย่าให้ข้าหันหน้าไปทางใต้” 
                ดังนั้นเสินเป่ยจึงคุกเข่าหันหน้าไปทางเหนือและยื่นคอเพื่อรับการประหารชีวิต ใครในบรรดาข้าราชการมากมายทางเหนือจะซื่อสัตย์เหมือนเสินเป่ย? 
                น่าเศร้าในชะตากรรมของเขา! เขารับใช้คนโง่เขลา แต่ก็ซื่อสัตย์ดุจมนุษย์โบราณ ทุกคำพูดตรงไปตรงมาและจริงใจ ไม่เคยหันเหจากเส้นทาง ซื่อสัตย์
                จนถึงความตาย เขาตายไปพร้อมกับจ้องมองเจ้านายที่เขารับใช้ ด้วยเหตุนี้ เสินเป่ยจึงสิ้นชีวิต และด้วยความเคารพในคุณธรรมของเขา เฉาเฉาจึงสั่งให้ฝังศพเขาอย่างสมเกียรติทางตอนเหนือของเมือง
                จากนั้นอัครมหาเสนาบดีก็เข้าสู่เมืองเย่เจิน ขณะที่เขากำลังจะเริ่มเดิน เขาก็เห็นเพชฌฆาตรีบนำตัวนักโทษคนหนึ่งมา ซึ่งต่อมาทราบว่าเป็นเฉินหลิน
                “เจ้าเขียนแถลงการณ์นั้นเพื่อหยวนเส้า ถ้าเจ้าเพียงแต่กล่าวร้ายข้า มันก็คงไม่เป็นไร แต่ทำไมเจ้าถึงดูหมิ่นบรรพบุรุษของข้า” เฉาเฉากล่าว
                “เมื่อลูกศรอยู่บนสายธนู มันก็ต้องยิง” เฉินหลินตอบ
                คนรอบข้างฉาวเฉาต่างเร่งเร้าให้เขาประหารเฉินหลิน แต่เขาได้รับการละเว้นโทษเนื่องจากความฉลาดหลักแหลมและได้รับตำแหน่งทางราชการ
                บุตรชายคนโตของโจโฉมีชื่อว่าโจผี เมื่อครั้งที่ยึดเมืองได้ เขามีอายุสิบแปดปี เมื่อเขาเกิดมา มีรัศมีสีม่วงเข้มปกคลุมบ้านอยู่ทั้งวัน ผู้ที่เข้าใจความหมายของปรากฏการณ์เช่นนี้ได้แอบบอกโจโฉว่า รัศมีนั้นเป็นของชนชั้นสูงและเป็นลางบอกเหตุแห่งเกียรติยศที่ไม่อาจบรรยายได้
 เมื่ออายุแปดขวบ เด็กชายสามารถแต่งกลอนได้อย่างชำนาญ และมีความรู้ด้านประวัติศาสตร์โบราณเป็นอย่างดี ปัจจุบันเขาเชี่ยวชาญศิลปะการทหารทุกแขนงและชื่นชอบการฟันดาบมาก เขาได้ร่วมเดินทางไปกับบิดาในการรบที่จี้โจว เมื่อเย่เจินล่มสลาย เขาได้นำกองทหารคุ้มกันไปยังบ้านของตระกูลหยวน และเมื่อไปถึง เขาก็เดินเข้าไปพร้อมดาบในมือ เมื่อมีผู้บัญชาการบางคนพยายามจะห้ามเขา โดยกล่าวว่าตามคำสั่งของอัครมหาเสนาบดีห้ามไม่ให้ใครเข้าไปในบ้าน โจผีก็สั่งให้พวกเขาออกไป เหล่าทหารยามล่าถอย และเขาจึงเข้าไปในห้องส่วนตัว ที่ซึ่งเขาเห็นหญิงสองคนกำลังร้องไห้กอดกัน เขาเดินเข้าไปเพื่อสังหารพวกเธอ

30 มกราคม 2569

บทที่ 31: โจโฉเอาชนะ Yuan Shao ใน Cangting; Liu Bei หาที่พักพิงกับเล่าปี่ ใน Jingzhou นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 31 ช่อง 33 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ

 โจโฉไม่รอช้า ฉวยโอกาสที่หยวนเส้ากำลังหนี แต่กลับโจมตีอย่างหนักใส่กองทัพที่กำลังล่าถอย หยวนเส้าไม่มีหมวกเหล็กหรือเครื่องแต่งกายที่เหมาะสม และมีผู้ติดตามเพียงไม่กี่คน รีบข้ามไปยังฝั่งเหนือที่ลี่หยาง เขาได้รับการต้อนรับจากเจียงอี้ฉู่ หนึ่งในแม่ทัพของเขา ซึ่งรับเขาไว้ ปลอบโยน และฟังเรื่องราวความโชคร้ายของเขา จากนั้นเจียงอี้ฉู่ก็เรียกกองทัพที่กระจัดกระจายกลับมา และเมื่อเหล่าทหารได้ยินว่าเจ้านายเก่าของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็พากันมาหาเขาเหมือนมด ทำให้หยวนเส้ามีกำลังพลมากพอที่จะยกทัพไปยังจี้โจว ในไม่ช้ากองทัพก็ออกเดินทางและหยุดพักในเวลากลางคืนที่เนินเขาหวง
 เย็นวันนั้น ขณะนั่งอยู่ในเต็นท์ หยวนเส้าดูเหมือนจะได้ยินเสียงคร่ำครวญดังมาจากที่ไกลๆ เขาจึงค่อยๆ ย่องออกไปฟัง และพบว่าเป็นทหารของเขาเองที่กำลังเล่าเรื่องทุกข์ใจให้กันฟัง คนหนึ่งคร่ำครวญถึงพี่ชายที่เสียชีวิต คนนั้นเสียใจที่น้องชายถูกทิ้ง คนที่สามเสียใจที่สหายหายสาบสูญ คนที่สี่เสียใจที่ญาติขาดสะบั้น ทุกคนต่างทุบหน้าอกและร้องไห้ และ ทุกคนต่างพูดว่า “ถ้าเขาฟังคำแนะนำของเทียนเฟิง เราคงไม่ประสบภัยพิบัติเช่นนี้!” 
                หยวนเส้าสำนึกผิดอย่างมาก กล่าวว่า “ข้าไม่ได้ฟังคำแนะนำของเทียนเฟิง และตอนนี้ทหารของข้าก็พ่ายแพ้ และข้าก็เกือบจะพ่ายแพ้ ข้าจะกลับไปเผชิญหน้ากับเขาได้อย่างไร?” 
                วันรุ่งขึ้น การเดินทัพก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง และหยวนเส้าได้พบกับเผิงจี้พร้อมกำลังเสริม เขาจึงกล่าวกับเผิงจี้ว่า “ข้าไม่ฟังคำแนะนำของเทียนเฟิง และทำให้ตัวเองพ่ายแพ้ ตอนนี้ข้าจะอับอายขายหน้าเขาได้อย่างไร” 
                คำสรรเสริญในความรอบรู้ของเทียนเฟิงทำให้เผิงจี้อิจฉา เขาจึงตอบว่า “ใช่ เมื่อเขาได้ยินข่าวความพ่ายแพ้ของคุณ แม้ว่าเขาจะเป็นเชลย เขาก็ปรบมือด้วยความยินดีและพูดว่า ‘จริงอย่างที่ข้าทำนายไว้!’” 
                “ไอ้โง่นั่นกล้าหัวเราะเยาะข้าหรือ? มันต้องตายแน่!” หยวนเส้ากล่าว จากนั้นหยวนเส้าก็เขียนจดหมายและส่งดาบไปสังหารเชลยคนนั้น
                ในขณะเดียวกัน วันหนึ่งผู้คุมของเทียนเฟิงก็มาหาเขาและพูดว่า “เหนือกว่ามนุษย์ทั้งปวง ข้าขอแสดงความยินดีกับคุณ” 
                “มีอะไรน่ายินดีและทำไมต้องแสดงความยินดี?” เทียนเฟิงถาม
                ผู้คุมตอบว่า “จักรพรรดิหยวนเส้าพ่ายแพ้แล้วและกำลังเดินทางกลับ เขาจะปฏิบัติต่อคุณด้วยความเคารพเป็นสองเท่า” 
                “ตอนนี้ข้าตายแน่!” เทียนเฟิงกล่าว
                “ทำไมท่านถึงพูดอย่างนั้น ในเมื่อทุกคนต่างแสดงความยินดีกับท่าน?” 
                “จักรพรรดิผู้พิทักษ์ดูเหมือนจะใจกว้าง แต่เขาขี้หึงและลืมคำแนะนำที่ซื่อสัตย์ หากเขาเป็นฝ่ายชนะ เขาอาจจะให้อภัยข้า แต่ตอนนี้เขาพ่ายแพ้และอับอายขายหน้า ข้าคงไม่มีโอกาสรอดชีวิต”  แต่ผู้คุมไม่เชื่อเทียนเฟิง ไม่นานนักจดหมายและดาบพร้อมคำสั่งประหารก็มาถึง
                ผู้คุมตกใจ แต่เหยื่อกลับพูดว่า “ข้ารู้ดีอยู่แล้วว่าข้าต้องตาย” ผู้คุมร้องไห้
                เทียนเฟิงกล่าวว่า “คนดีที่เกิดมาในโลกนี้ แต่ไม่รู้จักและไม่รับใช้เจ้านายที่ถูกต้องนั้นโง่เขลา วันนี้ข้าตาย แต่ข้าไม่สมควรได้รับความสงสาร”  จากนั้นเขาก็กรีดคอตัวเองในคุก
จูโชวเพิ่งถูกฆ่าเมื่อวานนี้
เทียนเฟิงจบชีวิตตัวเองตามชะตากรรมของตน
คานหลักของแม่น้ำเหลืองหักลงทีละ อัน จงโศก 
เศร้าแก่ตระกูลหยวน! วันของมันจบลงแล้ว
                เทียนเฟิงจึงตายไปเช่นนี้ เป็นที่สงสารของทุกคนที่ได้ยินชะตากรรมของเขา
                เมื่อหยวนเส้ากลับมาถึงบ้านที่จี้โจว เขามีจิตใจวุ่นวายและความคิดสับสน ไม่สามารถจัดการกิจการบ้านเมืองได้ และล้มป่วยหนักจนภรรยาคนที่สองของเขา ซึ่งมาจากตระกูลหลิวและเข้ามาแทนที่ภรรยาคนแรกหลังจากเสียชีวิต ได้ขอร้องให้เขาจัดการเรื่องทรัพย์สินเป็นครั้งสุดท้าย
                หยวนเส้า มีบุตรชายสามคน คือ หยวนถาน บุตรชายคนโต ผู้บัญชาการเมืองชิงโจว หยวนซี ผู้ปกครองเมืองโย่วโจว และหยวนชาง บุตรชายที่เกิดจากนางหลิว บุตรชายคนเล็กมีรูปงามและสง่างาม เป็นที่รักของบิดา จึงได้รับการดูแลอยู่แต่ในบ้าน หลังจากความพ่ายแพ้ที่กวนตู มารดาของเด็กหนุ่มก็เรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้บุตรชายของตนได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดตำแหน่ง
                หยวนเส้าจึงเรียกที่ปรึกษาทั้งสี่มาประชุมเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ ปรากฏว่าที่ปรึกษาทั้งสี่มีความเห็นแตกต่างกัน เซินเป่ยและเผิงจี้สนับสนุนบุตรชายคนเล็ก ส่วนซินผิงและกัวตูสนับสนุนบุตรชายคนโต
 เมื่อพวกเขาพบกันเพื่อปรึกษาหารือ หยวนเส้ากล่าวว่า “เนื่องจากภายนอกมีแต่สงครามและความวุ่นวาย จึงจำเป็นต้องสร้างความสงบสุขภายในโดยเร็ว และข้าพเจ้าต้องการแต่งตั้งผู้สืบทอดตำแหน่ง บุตรชายคนโตของข้าพเจ้านั้นแข็งกระด้างและโหดร้าย บุตรชายคนที่สองอ่อนโยนแต่ไม่เหมาะสม บุตรชายคนที่สามมีรูปลักษณ์ภายนอกของวีรบุรุษ ชื่นชมผู้มีปัญญา และสุภาพต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ข้าพเจ้าปรารถนาให้เขาสืบทอดตำแหน่ง แต่ข้าพเจ้าต้องการให้ท่านบอกความคิดเห็นของท่านแก่ข้าพเจ้า” 
 กัวตูกล่าวว่า “หยวนถานเป็นบุตรชายคนโตของท่าน และเขามีอำนาจเหนือการควบคุมของท่าน หากท่านเลือกบุตรชายคนเล็กแทนบุตรชายคนโต ท่านกำลังหว่านเมล็ดแห่งความวุ่นวาย เกียรติยศของกองทัพลดลงไปบ้างแล้ว และมีศัตรูอยู่ชายแดนของเรา ท่านควรจะเพิ่มความอ่อนแอของเราด้วยการสร้างความขัดแย้งระหว่างพ่อกับลูก พี่ชายกับน้องชายหรือ? ควรพิจารณาว่าจะขับไล่ศัตรูได้อย่างไร และค่อยมาพิจารณาเรื่องการสืบทอดตำแหน่งในภายหลัง” 
 จากนั้นความลังเลใจตามธรรมชาติของหยวนเส้าก็ปรากฏขึ้น และเขาก็ตัดสินใจไม่ได้ ในไม่ช้าก็มีข่าวว่าบุตรชายของเขา หยวนถาน กำลังยกทัพมาจากชิงโจวพร้อมทหารหกหมื่นนาย หยวนซี กำลังยกทัพมาจากหยูโจวพร้อมทหารห้าหมื่นนาย และหลานชายของเขา เกากาน กำลังยกทัพมาจากปิงโจวพร้อมทหารห้าหมื่นนายเพื่อช่วยเหลือเขา ทำให้เขาหันไปเตรียมการต่อสู้กับโจโฉ
                เมื่อโจโฉจัดทัพที่ได้รับชัยชนะริมฝั่งแม่น้ำเหลือง ชาวบ้านผู้สูงอายุได้นำอาหารและเครื่องปรุงมาถวายเพื่อต้อนรับเขา รูปลักษณ์ที่น่าเคารพและชราภาพของพวกเขาทำให้โจโฉปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพอย่างสูงสุด
                เขาเชิญพวกเขานั่งลงและกล่าวว่า “ท่านผู้มีเกียรติ ท่านอายุเท่าไร?” 
                “พวกเราอายุเกือบหนึ่งร้อยปีแล้ว” ชาวบ้านผู้สูงอายุตอบ
                “ข้าคงเสียใจมากหากกองทัพของข้ารบกวนหมู่บ้านของท่าน” โจโฉกล่าว
 หนึ่งในนั้นกล่าวว่า “ในสมัยจักรพรรดิฮวน มีดาวสีเหลืองดวงหนึ่งปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านแคว้นฉู่และซ่งโบราณ หยินกุยแห่งเหลียวตง ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ บังเอิญมาพักค้างคืนที่นี่ และเขาบอกพวกเราว่า ดาวดวงนั้นทำนายว่าอีกห้าสิบปีข้างหน้า จะมีชายผู้ซื่อสัตย์และเที่ยงธรรมคนหนึ่งเดินทางมายังดินแดนแห่งนี้ ณ ลุ่มแม่น้ำเหลือง ดูสิ! นั่นตรงกับห้าสิบปีที่แล้วพอดี ตอนนี้หยวนเส้ากำลังกดขี่ประชาชนอย่างหนักและประชาชนก็เกลียดชังเขา ท่านครับ ท่านได้รวบรวมกองทัพนี้เพื่อมนุษยธรรมและความยุติธรรม ด้วยความสงสารประชาชนและเพื่อลงโทษอาชญากรรม และได้ทำลายกองทัพของหยวนเส้าที่กวนตู ท่านได้ทำให้คำทำนายของหยินกุยเป็นจริงแล้ว ประชาชนนับล้านในแผ่นดินนี้จึงสามารถพบความสงบสุขได้” 
                “ข้าจะกล้าคิดว่าข้าคือเขาได้อย่างไร?” เฉาเฉากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม
                มีการเสิร์ฟไวน์และของว่าง และเหล่าผู้เฒ่าก็ได้รับของขวัญเป็นผ้าไหมกลับไป และมีคำสั่งไปยังกองทัพว่า หากใครฆ่าแม้แต่ไก่หรือสุนัขของชาวบ้าน ก็จะต้องถูกลงโทษฐานฆาตกรรม เหล่าทหารเชื่อฟังด้วยความหวาดกลัวและตัวสั่น ขณะที่โจโฉดีใจอยู่ในใจ
                มีข่าวบอกโจโฉว่ากองทัพทั้งหมดจากสี่แคว้นภายใต้ตระกูลหยวนมีจำนวนสองแสนสามหมื่นนาย และตั้งค่ายอยู่ที่ชางติง โจโฉจึงยกทัพเข้าไปใกล้และตั้งค่ายอย่างแข็งแกร่ง
                วันรุ่งขึ้นกองทัพทั้งสองตั้งทัพเผชิญหน้ากัน ด้านหนึ่งโจโฉขี่ม้าไปข้างหน้าโดยมีแม่ทัพล้อมรอบ ส่วนอีกด้านหนึ่งปรากฏหยวนเส้าพร้อมด้วยบุตรชายสามคน หลานชาย และผู้นำ
                โจโฉพูดก่อนว่า “หยวนเส้า แผนการของเจ้าอ่อนแอ กำลังของเจ้าก็หมดไปแล้ว ทำไมยังไม่ยอมจำนน? เจ้าจะรอจนกว่าดาบจะจ่อคอเจ้าหรือ? ตอนนั้นก็สายเกินไปแล้ว” 
                หยวนเส้าหันไปหาคนรอบข้างแล้วพูดว่า “ใครกล้าออกไป?” 
                หยวนชาง บุตรชายของโจโฉ กระตือรือร้นที่จะแสดงฝีมือต่อหน้าบิดา จึงชักดาบคู่และควบม้าออกไป
                โจโฉชี้ไปที่หยวนชางแล้วถามว่า “ใครรู้จักเขาบ้าง?” 
                “เขาเป็นบุตรชายคนเล็กของหยวนเส้า” คำตอบมาถึง
                ก่อนที่พวกเขาจะพูดจบ ฉีฮวนก็ควบม้าออกมาจากทางฝั่งของตนเองพร้อมหอก นักรบทั้งสองต่อสู้กันครู่หนึ่ง ทันใดนั้นหยวนชางก็ควบม้าอย่างรวดเร็ว ทำทีเป็นฝ่ายหนี คู่ต่อสู้ไล่ตาม หยวนชางหยิบธนู ใส่ลูกธนู หันหลังบนหลังม้า แล้วยิงใส่ฉีฮวน โดนที่ตาซ้าย ฉีฮวนตกลงจากหลังม้าและตายคาที่ หยวนเส้า
                เห็นบุตรชายของตนได้เปรียบคู่ต่อสู้ จึงให้สัญญาณโจมตี กองทัพทั้งหมดก็พุ่งเข้าใส่ การโจมตีนั้นหนักหน่วง แต่ในไม่ช้าเสียงฆ้องจากทั้งสองฝ่ายก็ดังขึ้นเพื่อบอกการถอยทัพ และการต่อสู้ก็ยุติลง
                เมื่อกลับมาถึงค่ายแล้ว โจโฉได้ปรึกษาหารือเพื่อหาแผนการเอาชนะหยวนเส้า จากนั้นเฉิงหยูจึงเสนอแผน “สิบการซุ่มโจมตี” และโน้มน้าวให้โจโฉถอยทัพไปตามแม่น้ำ โดยวางกำลังทหารซุ่มโจมตีไปตลอดทาง ด้วยวิธีนี้ หยวนเส้าจะถูกล่อให้ไล่ตามมาถึงแม่น้ำ ซึ่งกองทัพของโจโฉจะถูกบังคับให้ต่อสู้อย่างสุดกำลังหรือถูกขับไล่ลงน้ำ
 โจโฉยอมรับข้อเสนอนี้และสั่งให้กองร้อยสิบกองร้อย กองร้อยละห้าพันนาย ไปซุ่มโจมตีในสิบจุดบนสองข้างทางของการถอยทัพ การจัดวางการซุ่มโจมตีเป็นดังนี้: ด้านซ้าย กองร้อยแรกอยู่ภายใต้การนำของเซี่ยโหวตุน กองร้อยที่สอง จางเหลียว กองร้อยที่สาม หลี่เตียน กองร้อยที่สี่ เย่ว์จิง กองร้อยที่ห้า เซี่ยโหวหยวน; ด้านขวา กองร้อยแรกอยู่ภายใต้การนำของโจหง กองร้อยที่สอง จางเหอ กองร้อยที่สาม สวีหวง กองร้อยที่สี่ หยูจิน กองร้อยที่ห้า เกาหลาน สวีชูบัญชาการแนวหน้า
 วันรุ่งขึ้น กองทัพทั้งสิบกองเริ่มเคลื่อนพลก่อน และวางกำลังไปทางซ้ายและขวาตามคำสั่ง ในตอนกลางคืน โจโฉสั่งให้กองหน้าแสร้งโจมตีค่าย ซึ่งทำให้ศัตรูในทุกค่ายตื่นตัว เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว สวีฉู่ก็ล่าถอย และกองทัพของหยวนเส้าก็ไล่ตาม เสียงคำรามของการต่อสู้ดังกระหึ่มไม่หยุด และเมื่อรุ่งเช้า กองทัพของโจโฉก็พักอยู่ริมแม่น้ำและไม่สามารถล่าถอยต่อไปได้อีก โจโฉจึงตะโกนว่า “ข้างหน้าไม่มีทางแล้ว ทุกคนต้องสู้หรือตาย” 
 กองทัพที่ล่าถอยจึงหันกลับและรุกคืบอย่างแข็งขัน สวีฉู่พุ่งไปข้างหน้า สังหารขุนพลสิบคน และทำให้กองทัพของหยวนเส้าสับสน พวกเขาพยายามหันกลับและเดินทัพกลับ แต่โจโฉก็ไล่ตามมาติดๆ จากนั้นก็ได้ยินเสียงกลองของศัตรู และทางซ้ายและขวาก็ปรากฏกองทัพซุ่มโจมตีสองกองของเกาหลานและเซี่ยโหวหยวน หยวนเส้าได้รวบรวมลูกชายทั้งสามและหลานชายของเขาไว้ด้วยกัน และพวกเขาก็สามารถหาทางหนีออกมาได้ อีกสามไมล์ต่อมา พวกเขาก็ถูกซุ่มโจมตีโดยเย่ว์จิงและหยูจินอีกครั้ง ที่นี่ทหารของหยวนเส้าจำนวนมากเสียชีวิต ศพเกลื่อนกลาดไปทั่วชนบท เลือดไหลนองไปตามลำน้ำ อีกสามไมล์ต่อมา พวกเขาก็พบกับหลี่เตียนและซู่หวงคู่ที่สามที่ขวางทางอยู่ที่นี่พวกเขาท้อแท้และหนีไปยังค่ายเก่าของตนเองที่อยู่ใกล้เคียง และสั่งให้คนเตรียมอาหาร แต่ทันทีที่อาหารพร้อมรับประทาน จางเหลียวและจางเหอก็บุกเข้ามาในค่าย
                หยวนเส้าขึ้นม้าหนีไปไกลถึงชางติง เมื่อเขาเหนื่อยล้าและม้าก็หมดแรง แต่ก็ไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะโจโฉไล่ตามมาอย่างใกล้ชิด ดูเหมือนว่าตอนนี้จะเป็นการแข่งเพื่อเอาชีวิตรอด แต่ในไม่ช้า หยวนเส้าก็พบว่าเส้นทางข้างหน้าของเขาถูกปิดกั้นอีกครั้งโดยเซี่ยโหวตุนและโจหง เขาจึงคร่ำครวญออกมาเสียงดัง
                “หากเราไม่พยายามอย่างสุดความสามารถ เราทุกคนก็จะตกเป็นเชลย!” เขากล่าว
                แล้วพวกเขาก็พุ่งเข้าใส่ หยวนซีโอรสองค์ที่สองและเกาคานหลานชายของเขาได้รับบาดเจ็บจากลูกธนู และทหารส่วนใหญ่ของเขาก็เสียชีวิตหรือหายสาบสูญไป เขาโอบกอดลูกชายทั้งสองไว้ในอ้อมแขนและร่ำไห้อย่างขมขื่น จากนั้นเขาก็หมดสติไป เขาถูกพยุงขึ้นมา แต่ปากของเขาเต็มไปด้วยเลือดที่ไหลออกมาเป็นสายสีแดงสด
                เขาถอนหายใจพลางกล่าวว่า “ข้าได้ต่อสู้มาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าจะต้องมาถึงจุดนี้ สวรรค์กำลังลงโทษข้า พวกเจ้าควรกลับไปยังดินแดนของตนและสาบานว่าจะต่อสู้กับโจโฉจนถึงที่สุด” 
                จากนั้นหยวนเส้าก็สั่งให้ซินผิงและกัวตูติดตามหยวนถานไปยังชิงโจวโดยเร็วที่สุดและเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับโจโฉหากเขารุกราน หยวนซีได้รับคำสั่งให้ไปที่โย่วโจวและเกาคานไปที่ปิงโจว
                ดังนั้นแต่ละคนจึงเริ่มเตรียมกองทัพและม้าเพื่อขับไล่โจโฉ หยวนเส้าพร้อมด้วยหยวนชางโอรสคนสุดท้องและเหล่าขุนศึกที่เหลืออยู่ได้เดินทางไปยังจี้โจว และการปฏิบัติการทางทหารจึงถูกระงับไว้ชั่วคราว
                ในขณะเดียวกัน โจโฉกำลังแจกจ่ายรางวัลให้แก่กองทัพของเขาสำหรับชัยชนะที่ได้มาอย่างล่าช้า และสายลับของเขาก็กำลังสอดแนมไปทั่วจี้โจว ในไม่ช้าเขาก็ได้รู้ว่าหยวนเส้าป่วย และหยวนชางโอรสคนสุดท้องและเสินเป่ยเป็นผู้บัญชาการเมือง ในขณะที่พี่น้องและญาติของเขากลับไปยังที่อยู่ของตนแล้ว ที่ปรึกษาของโจโฉเห็นด้วยกับการโจมตีอย่างรวดเร็ว
                แต่เขาคัดค้าน โดยกล่าวว่า “จี้โจวมีขนาดใหญ่และมีเสบียงมากมาย เสินเป่ยเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เก่งกาจ และข้าพเจ้าจำเป็นต้องระมัดระวัง ข้าพเจ้าอยากจะรอจนถึงฤดูใบไม้ร่วงเมื่อเก็บเกี่ยวพืชผลเสร็จแล้ว เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน” 
                ขณะที่กำลังปรึกษาหารือเรื่องการโจมตีอยู่นั้น ก็มีจดหมายจากซุนหยูมาถึงว่า “หลิวเป่ยกำลังเสริมกำลังอยู่ที่รุนหนานด้วยกำลังของหลิวผีและกงตู และเมื่อเขาได้ยินว่าท่านกำลังโจมตีจี้โจว เขาก็บอกว่าจะฉวยโอกาสนี้ยกทัพไปโจมตีเมืองหลวง ฉะนั้นท่านควรรีบกลับบ้านไปป้องกันซูฉาง” 
                ข่าวนี้ทำให้โจโฉหวั่นไหว เขาจึงมอบหมายให้โจหงบัญชาการอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ พร้อมคำสั่งให้รักษาภาพลักษณ์ของกำลังพลไว้ ในขณะที่เขาเองนำทัพหลักไปรับมือกับการโจมตีที่รุนหนานที่กำลังจะเกิดขึ้น
 ในขณะเดียวกัน หลิวเป่ย พี่น้องของเขา และบรรดาผู้นำ ได้ยกทัพออกไปเพื่อโจมตีเมืองหลวง และได้มาถึงจุดใกล้เทือกเขารังเมื่อโจโฉมาถึง หลิวเป่ยจึงตั้งค่ายอยู่ข้างเนินเขาและแบ่งกองทัพออกเป็นสามส่วน ส่งกวนอูและจางเฟยพร้อมทหารคนละหนึ่งหมื่นนายไปตั้งค่ายทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามลำดับของกองทัพหลัก ซึ่งเขาและจ้าวซีหลงเป็นผู้บัญชาการ เมื่อโจโฉเข้ามาใกล้ หลิวเป่ยก็ตีกลองและออกไปที่ที่โจโฉจัดทัพไว้แล้ว
                โจโฉเรียกหลิวเป่ยมาเจรจา และเมื่อหลิวเป่ยปรากฏตัวภายใต้ธงใหญ่ โจโฉก็ชี้แส้ไปที่เขาและกล่าวประณามว่า “ข้าให้เกียรติเจ้าในฐานะแขกผู้มีเกียรติสูงสุด เหตุใดเจ้าจึงหันหลังให้กับความถูกต้องและลืมความเมตตา?” 
                หลิวเป่ยตอบว่า “ในนามของอัครมหาเสนาบดี ท่านเป็นกบฏจริงๆ ข้าเป็นทายาทโดยตรงของตระกูล และข้ามีพระราชกฤษฎีกาลับจากราชบัลลังก์ที่จะจัดการกับผู้กระทำผิดเช่นท่าน” 
                ขณะที่เขากล่าวคำเหล่านี้ เขาก็หยิบและอ่านพระราชกฤษฎีกาที่รู้จักกันในชื่อ “พระราชกฤษฎีกาเข็มขัด” 
 โจโฉโกรธมากและสั่งให้ซู่ชูออกไปรบ ในฐานะนักรบของหลิวเป่ย จ้าวจื่อหลงขี่ม้าออกไปพร้อมหอกที่พร้อมจะแทง นักรบทั้งสองแลกหมัดกันสามสิบครั้งโดยไม่มีใครได้เปรียบ จากนั้นก็มีเสียงคำรามกึกก้องไปทั่วแผ่นดิน และสองพี่น้อง กวนอูจากทิศตะวันออกเฉียงใต้และจางเฟยจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็ปรากฏตัวขึ้น จากนั้นกองทัพทั้งสามก็เริ่มโจมตีครั้งใหญ่ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามากเกินไปสำหรับกองทัพของโจโฉที่อ่อนล้าจากการเดินทัพเป็นเวลานาน พวกเขาจึงพ่ายแพ้และหนีไป หลิวเป่ยได้รับชัยชนะครั้งนี้จึงกลับไปยังค่ายทหาร
                วันรุ่งขึ้นเขาส่งจ้าวจื่อหลงออกไปท้าทายศัตรูอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับ และกองทัพของโจโฉก็อยู่นิ่งเฉยเป็นเวลาสิบวัน จากนั้นจางเฟยก็ท้าทาย แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับเช่นกัน และหลิวเป่ยเริ่มรู้สึกวิตกกังวล
                จากนั้นก็มีข่าวที่ไม่คาดคิดว่าศัตรูได้สกัดขบวนเสบียงของกงตู และจางเฟยก็รีบไปช่วยเหลือทันที ที่แย่ไปกว่านั้นคือข่าวที่ตามมาว่ากองทัพที่นำโดยเซี่ยโหวตุนได้แทรกซึมเข้ามาโจมตีเมืองรู่หนานจากด้านหลัง
                หลิวเป่ยตกใจมากและกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้าก็มีศัตรูอยู่ทั้งข้างหน้าและข้างหลัง และไม่มีที่ไป” 
                จากนั้นเขาก็ส่งกวนอูไปพยายามยึดเมืองคืน และด้วยเหตุนี้พี่น้องทั้งสองของเขาจึงไม่อยู่เคียงข้างเขา วันต่อมา มีคนขี่ม้ามาบอกว่าเมืองรุนหนานแตกแล้ว หลิวผีผู้ปกป้องเมืองหนีไป และกวนอูถูกล้อม ที่แย่ไปกว่านั้น ข่าวก็มาว่าจางเฟยที่ไปช่วยกงตูก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน
                หลิวเป่ยพยายามถอนทัพด้วยความหวาดกลัวการโจมตีจากโจโฉตลอดเวลา ทันใดนั้นยามก็เข้ามาบอกว่า “ซู่ฉู่กำลังท้าทายอยู่ที่ประตูค่าย” 
                หลิวเป่ยไม่อนุญาตให้กองทัพออกไป พวกเขารอจนถึงรุ่งเช้า จากนั้นหลิวเป่ยก็สั่งให้ทหารกินอาหารให้อิ่มและเตรียมพร้อมออกเดินทาง เมื่อพร้อมแล้ว ทหารราบก็ออกไปก่อน ตามด้วยทหารม้า โดยทิ้งทหารไว้บ้างในค่ายเพื่อเฝ้ายามและรักษาภาพลักษณ์ของการยึดครอง
                หลังจากเดินทางไปได้หลายไมล์ พวกเขาก็ผ่านเนินดินบางแห่ง ทันใดนั้นคบไฟก็ลุกโชนขึ้น และบนยอดเนินก็มีคนยืนอยู่ตะโกนว่า “อย่าให้หลิวเป่ยหนีไป! ข้า อัครมหาเสนาบดี กำลังรอท่านอยู่ที่นี่!” 
                หลิวเป่ยรีบวิ่งไปตามทางที่โล่งที่สุดที่เขาเห็น
                จ้าวซีหลงกล่าวว่า “อย่ากลัวเลย ท่านลอร์ด เพียงแต่ตามข้ามา!”
 จ้าวจื่อหลงตั้งหอกแล้วควบม้าออกไปข้างหน้า เปิดทางให้ทหารอีกกลุ่มหนึ่ง หลิวเป่ยกำดาบคู่แน่นแล้วตามไปติดๆ ขณะที่กำลังฝ่าวงล้อมไป ซู่ฉู่ก็ไล่ตามมาและปะทะกับจ้าวจื่อหลง กองทัพอีกสองกองที่นำโดยหยูจินและหลี่เตียนก็ไล่ตามมาเช่นกัน เมื่อเห็นสถานการณ์สิ้นหวังเช่นนั้น หลิวเป่ยจึงหนีเข้าไปในป่าลึก เสียงการต่อสู้ค่อยๆ แผ่วเบาลงและหายไป ขณะที่เขาหนีลึกเข้าไปในเขาเรื่อยๆ เหลือเพียงทหารม้าคนเดียวที่หนีเอาชีวิตรอด เขาเดินทางต่อไปจนถึงรุ่งเช้า เมื่อจู่ๆ ก็มีกองทัพปรากฏขึ้นข้างทาง หลิวเป่ยเห็นคนเหล่านั้นด้วยความหวาดกลัวในตอนแรก แต่ก็โล่งใจเมื่อพบว่าพวกเขาถูกนำตัวโดยหลิวผีที่เป็นมิตร พวกเขาเป็นกองทัพที่พ่ายแพ้ของเขาที่กำลังคุ้มกันครอบครัวของหัวหน้าเผ่า ในกลุ่มนั้นยังมีซุนเฉียน เจียนหยง และหมี่ฟางอยู่ด้วย
                พวกเขาบอกเขาว่า “การโจมตีรุนหนานนั้นรุนแรงเกินกว่าจะต้านทานได้ ดังนั้นเราจึงจำต้องละทิ้งการป้องกัน และศัตรูก็ไล่ตามมา มีเพียงการมาถึงอย่างทันท่วงทีของกวนอูเท่านั้นที่ช่วยเราให้รอดพ้นจากความพินาศ” 
                “ข้าไม่รู้ว่าพี่ชายของข้าอยู่ที่ไหน” หลิวเป่ยกล่าว
                “ทุกอย่างจะเรียบร้อยหากเจ้าเดินหน้าต่อไป” หลิวผีกล่าว
                พวกเขาจึงเดินหน้าต่อไป ก่อนที่พวกเขาจะไปได้ไกล ก็ได้ยินเสียงกลองดังขึ้น และทันใดนั้นจางเหอก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับทหารหนึ่งพันนาย จางเหอตะโกนว่า “หลิวเป่ย ลงจากม้าและยอมจำนนเร็ว!” 
                หลิวเป่ยกำลังจะถอยทัพเมื่อเขาเห็นธงแดงโบกสะบัดอยู่บนกำแพงเมืองบนเนินเขา และกองทหารอีกกองหนึ่งภายใต้การนำของเกาหลานก็พุ่งลงมา เมื่อถูกสกัดกั้นอยู่ข้างหน้าและการถอยทัพถูกตัดขาด หลิวเป่ยเงยหน้าขึ้นมองฟ้าและร้องว่า “โอ้ สวรรค์ ทำไมข้าจึงตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้? ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือให้ข้าแล้วนอกจากความตาย!” 
                แล้วเขาก็ชักดาบออกมาเพื่อฆ่าตัวตาย
                แต่หลิวผีหยุดมือไว้พลางกล่าวว่า “ให้ข้าลองต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดและช่วยท่านเถิด ความตายไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับข้า!” 
                ขณะที่เขาพูด กองกำลังของเกาหลานก็กำลังจะเข้าปะทะกับเขา ผู้นำทั้งสองเผชิญหน้ากัน และในการต่อสู้ครั้งที่สาม หลิวผีก็ถูกฟันล้มลง หลิวเป่ยรีบวิ่งขึ้นไปต่อสู้ทันที แต่ในขณะนั้นเองก็เกิดความสับสนวุ่นวายขึ้นในแถวหลังของฝ่ายตรงข้าม และนักรบคนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาแทงเกาหลานด้วยหอก เกาหลานล้มลงจากม้า ผู้มาใหม่คนนั้นคือจ้าวจื่อหลง
 การมาถึงของเขาเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุด เขาเร่งม้าไปข้างหน้า พุ่งไปทางซ้ายและขวา ทำให้กองทัพศัตรูแตกกระเจิง จากนั้นกองกำลังแรกภายใต้การนำของจางเหอก็เข้าสู่การต่อสู้ ผู้นำและจ้าวซีหลงต่อสู้กันมากกว่าสามสิบยก อย่างไรก็ตาม แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว เพราะจางเหอหันม้ากลับไปเมื่อรู้ว่าตนเองพ่ายแพ้ จ้าวซีหลงโจมตีอย่างดุเดือด แต่ถูกบีบให้เข้าไปอยู่ในช่องแคบในเนินเขาที่เขาถูกปิดล้อม ขณะที่กำลังหาทางออก พวกเขาก็เห็นกวนอู กวนผิง และโจวชาง พร้อมด้วยทหารสามร้อยคนกำลังผ่านมา ในไม่ช้าจางเหอก็ถูกขับไล่ จากนั้นกองทัพของหลิวเป่ยก็ออกมาจากช่องแคบและเข้ายึดตำแหน่งที่มั่นคงบนเนินเขาซึ่งพวกเขาตั้งค่าย
                หลิวเป่ยส่งกวนอูไปขอข่าวคราวของพี่ชายที่หายไป จางเฟยถูกเซี่ยโหวหยวนผู้สังหารกงตูโจมตี แต่จางเฟยได้ต่อต้านอย่างแข็งขัน ขับไล่เขาออกไป และติดตามเขาขึ้นไป จากนั้นเย่ว์จิงก็มาล้อมจางเฟยไว้
 ในช่องเขานี้เขาถูกพบโดยกวนอู ผู้ซึ่งได้ยินเรื่องราวของเขาจากทหารที่กระจัดกระจายของเขาที่พบระหว่างทาง ตอนนี้พวกเขาขับไล่ศัตรูออกไปได้แล้ว สองพี่น้องจึงเดินทางกลับ ไม่นานพวกเขาก็ได้ยินข่าวการมาถึงของกองทัพขนาดใหญ่ของโจโฉ หลิวเป่ยจึงสั่งให้ซุนเฉียนคุ้มกันครอบครัวของเขาและส่งเขาไปข้างหน้า ในขณะที่เขาและคนอื่นๆ คอยต้านทานศัตรู บางครั้งก็ต่อสู้ บางครั้งก็เดินทัพ เมื่อเห็นว่าหลิวเป่ยถอยทัพไปไกลเกินไป โจโฉจึงปล่อยเขาไปและเลิกไล่ตาม
 เมื่อหลิวเป่ยรวบรวมกองทัพของเขา เขาก็พบว่าพวกเขามีจำนวนเพียงหนึ่งพันคนเท่านั้น กองกำลังที่อ่อนล้าและแตกพ่ายนี้จึงเดินทัพไปทางทิศตะวันตกอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อมาถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง พวกเขาถามชาวพื้นเมืองถึงชื่อแม่น้ำ และได้รับคำตอบว่าเป็นแม่น้ำฮั่น และใกล้ๆ กับแม่น้ำนั้น หลิวเป่ยได้ตั้งค่ายชั่วคราว เมื่อชาวบ้านรู้ว่าใครอยู่ในค่าย พวกเขาก็นำเนื้อและเหล้ามาเลี้ยง
                มีการจัดงานเลี้ยงฉลองบนเนินทรายริมแม่น้ำฮั่น
                หลังจากดื่มกันไปสักพัก หลิวเป่ยก็กล่าวกับเหล่าผู้ติดตามที่ภักดีว่า “ท่านทั้งหลาย ผู้มีพรสวรรค์ ล้วนคู่ควรที่จะเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ แต่โชคชะตากลับนำพาท่านมาติดตามข้าผู้ยากไร้ ชะตาของข้านั้นน่าเศร้าและเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก วันนี้ข้าไม่มีที่ใดเป็นของตนเอง และข้ากำลังนำท่านหลงทาง ดังนั้นข้าจึงขอให้ท่านละทิ้งข้าไปอยู่กับขุนนางผู้มีชื่อเสียงที่ท่านจะได้สร้างชื่อเสียง” 
                เมื่อได้ยินเช่นนั้น พวกเขาทั้งหมดก็เอามือปิดหน้าและร้องไห้
                กวนอูกล่าวว่า “พี่ชาย ท่านพูดผิดแล้ว เมื่อครั้งที่มหาผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นต่อสู้กับเซียงหยู ท่านพ่ายแพ้หลายครั้ง แต่ท่านก็ได้รับชัยชนะที่เทือกเขาเก้าไมล์ และความสำเร็จนั้นเป็นรากฐานของราชวงศ์ที่ยืนหยัดมานานถึงสี่ศตวรรษ ชัยชนะและความพ่ายแพ้เป็นเพียงเหตุการณ์ธรรมดาในอาชีพทหาร แล้วทำไมท่านถึงต้องยอมแพ้?”
                “ความสำเร็จและความล้มเหลวย่อมมีช่วงเวลาของมัน” ซุนเฉียนกล่าว “และเราไม่ควรเสียใจ จิงโจวซึ่งญาติผู้มีชื่อเสียงของท่าน หลิวเปียว ปกครองอยู่นั้น เป็นเมืองที่ร่ำรวยและเจริญรุ่งเรือง หลิวเปียวเป็นคนในตระกูลของท่าน ทำไมท่านไม่ไปเยี่ยมเขาเล่า?” 
                “เพียงแต่ข้าเกรงว่าเขาอาจจะไม่ต้อนรับข้า” หลิวเป่ยกล่าว
                “เช่นนั้นแล้ว ให้ข้าไปเตรียมทาง ข้าจะให้หลิวเปียวออกมาต้อนรับท่านที่ชายแดน” 
                เมื่อได้รับความเห็นชอบจากเจ้านายแล้ว ซุนเฉียนจึงออกเดินทางไปยังจิงโจวทันที เมื่อพิธีต้อนรับเสร็จสิ้น หลิวเปียวจึงถามถึงเหตุผลของการมาเยือน
 ซุนเฉียนกล่าวว่า “เจ้าชายหลิวเป่ยเป็นหนึ่งในวีรบุรุษแห่งยุคสมัย แม้ว่าในขณะนี้เขาอาจขาดแคลนทหารและผู้นำก็ตาม เขามีความตั้งใจที่จะฟื้นฟูราชวงศ์ให้กลับคืนสู่ความรุ่งเรืองในอดีต และที่เมืองรูนอัน แม่ทัพทั้งสองคือหลิวผีและกงตู แม้ว่าจะไม่มีพันธะผูกพันใดๆ กับเขา แต่ก็ยินดีที่จะสละชีพเพื่ออุดมการณ์ของเขา ท่านผู้ทรงเกียรติ เช่นเดียวกับหลิวเป่ย ท่านก็เป็นทายาทของราชวงศ์เช่นกัน บัดนี้เจ้าชายเพิ่งพ่ายแพ้และคิดที่จะไปหาที่พึ่งทางทิศตะวันออกกับซุนกวน ข้าได้พยายามห้ามปรามเขา โดยกล่าวว่าเขาไม่ควรหันหลังให้กับญาติและไปหาคนรู้จักเพียงผิวเผิน บอกเขาว่าท่านเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความสุภาพต่อผู้มีปัญญาและความเมตตาต่อนักปราชญ์ ดังนั้นพวกเขาจึงหลั่งไหลมาหาท่านราวกับน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลตะวันออก และแน่นอนว่าท่านจะแสดงความเมตตาต่อผู้ที่มีเชื้อสายเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงส่งข้ามา “เพื่ออธิบายเรื่องราวและขอคำสั่งจากท่าน” 
                “เขาเป็นน้องชายของข้า” หลิวเปียวกล่าว “และข้าปรารถนาจะพบเขามานานแล้ว แต่ยังไม่มีโอกาส ข้าจะมีความสุขมากหากเขามา” 
                ไฉ่เหมาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “ไม่ ไม่! หลิวเป่ยเคยอยู่กับลู่ปู้ จากนั้นก็รับใช้โจโฉ และต่อมาก็เข้าร่วมกับหยวนเส้า และเขาก็ไม่ได้อยู่กับใครเลย ท่านคงเห็นแล้วว่าเขาเป็นคนอย่างไร ถ้าเขามาที่นี่ โจโฉจะต้องยกทัพมาต่อสู้กับเราอย่างแน่นอน ดีกว่าที่จะตัดหัวผู้ส่งสารคนนี้แล้วส่งไปเป็นเครื่องบูชาให้โจโฉ เขาจะตอบแทนท่านอย่างดีสำหรับการรับใช้” 
 ซุนเฉียนนั่งนิ่งเฉยขณะที่คำปราศรัยนี้ถูกกล่าวออกมา ก่อนจะกล่าวในตอนท้ายว่า “ข้าไม่กลัวความตาย หลิวเป่ย องค์ชายผู้นั้น ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อรัฐ ดังนั้นด้วยความเห็นใจต่อลู่ปู้ หรือเฉาเฉา หรือหยวนเส้า เขาก็เลยติดตามคนทั้งสามนั้นไป แต่ก็ช่วยไม่ได้ ตอนนี้เขารู้แล้วว่าหัวหน้าของท่านเป็นคนในตระกูลเดียวกัน ดังนั้นทั้งสองจึงมีเชื้อสายเดียวกัน นั่นเป็นเหตุผลที่เขาเดินทางมาไกลเพื่อเข้าร่วมกับท่าน ท่านจะมาใส่ร้ายคนดีแบบนี้ได้อย่างไร?” 
                หลิวเปียวสั่งให้ไฉ่เหมาเงียบและกล่าวว่า “ข้าตัดสินใจแล้ว ท่านไม่ต้องพูดอะไรอีก” 
                จากนั้นไฉ่เหมาก็เดินออกจากห้องรับรองไปอย่างไม่พอใจ
                จากนั้นซุนเฉียนก็ได้รับคำสั่งให้กลับไปพร้อมข่าวว่าหลิวเป่ยได้รับการต้อนรับ และจักรพรรดิหลิวเปียวก็เดินทางไปไกลกว่าเมืองสิบไมล์เพื่อไปพบแขกของเขา
                เมื่อหลิวเป่ยมาถึง เขาปฏิบัติต่อเจ้าภาพด้วยความสุภาพอย่างยิ่ง และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตอบแทน จากนั้นหลิวเป่ยได้แนะนำพี่น้องร่วมสาบานและมิตรสหายทั้งสองของเขา และพวกเขาก็เข้าไปในเมืองจิงโจว ซึ่งในที่สุดหลิวเป่ยก็ได้พักอยู่ในที่พักของจักรพรรดิผู้พิทักษ์
                เมื่อโจโฉรู้ว่าศัตรูของเขาไปที่ไหน เขาก็ปรารถนาจะโจมตีหลิวเป่ย แต่เฉิงหยูแนะนำไม่ให้ลงมือตราบใดที่หยวนเส้า ศัตรูที่อันตราย ยังคงมีอำนาจที่จะสร้างความเสียหายได้
                เขากล่าวว่า “เจ้านายของข้าควรกลับไปยังเมืองหลวงเพื่อฟื้นฟูทหาร เพื่อให้พวกเขาพร้อมสำหรับการรบทางเหนือและใต้ในสภาพอากาศฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่น” 
 โจโฉยอมรับคำแนะนำของเขาและออกเดินทางไปยังเมืองหลวง ในเดือนแรกของปีที่แปดแห่งการฟื้นฟูความสงบสุข (ค.ศ. 203) โจโฉเริ่มคิดถึงสงครามอีกครั้ง และส่งคนไปประจำการที่รู่หนานเพื่อเป็นการป้องกันหลิวเป่ย จากนั้น หลังจากจัดการเรื่องความปลอดภัยของเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว เขาก็ยกทัพใหญ่ไปยังกวนตู ค่ายทหารเมื่อปีก่อน และมุ่งหน้าไปยังจี้โจว
                ส่วนหยวนเส้าซึ่งเคยป่วยเป็นโรคไอเป็นเลือดแต่ตอนนี้สุขภาพดีขึ้นแล้ว เริ่มคิดหาวิธีต่อต้านซู่ฉาง แต่เสิ่นเป่ยห้ามปรามไว้ว่า “ท่านยังไม่หายจากความเหนื่อยล้าเมื่อปีที่แล้ว ควรทำให้ตำแหน่งของท่านแข็งแกร่งและเร่งพัฒนาทัพเสียก่อน” 
                เมื่อข่าวการรุกคืบของโจโฉมาถึง หยวนเส้ากล่าวว่า “ถ้าเราปล่อยให้ศัตรูเข้าใกล้เมืองก่อนที่เราจะยกทัพไปยังแม่น้ำ เราจะพลาดโอกาส ข้าพเจ้าต้องออกไปขับไล่กองทัพนี้” ในขณะนั้น หยวนชาง
                บุตรชายของเขาจึงกล่าวแทรกขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านยังไม่หายดีพอที่จะออกไปรบ และไม่ควรไปไกลขนาดนั้น ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้นำทัพไปต่อต้านศัตรูนี้เถิด” 
                หยวนเส้าตกลง และส่งคนไปที่ชิงโจว โย่วโจว และปิงโจว เพื่อเรียกบุตรชายอีกสองคนและหลานชายของเขาให้มาโจมตีโจโฉพร้อมกับกองทัพของตนเอง พวกเขาตีกลองเพื่อโจมตีรุนหนาน และกองทัพก็ยกพลขึ้นบก จากจี้โจว