สัทธรรมปุณฑริกสูตร พระสูตร พระไตรปิฎก -ดูหนังกลางแปลง- Abhidhamma Pitaka  Sutta Pitaka Watch a movie

วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ เป็นที่ทิ้งซากศพ กตเมน ตฺวํ ภุมฺมิ วิหาเรน นี้ เป็นคำไพเราะ. เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา โลกนี้ล้วนมีสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม , ไม่สู้ , ก็ต้องแพ้ ไป. ยังนับว่าโชคดีที่เดินได้เอง (ชาติหน้ามีจริง) " สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ “ แปลความว่า การให้ธรรมย่อมชนะ การให้ทั้งปวง 'อโรคยา ปรมาลาภา' เพราะการไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบาป เป็นทุกข์. | อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ _ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ

Translate

29 ตุลาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ภัททาลิวรรคที่ ๔๒ มัญจทายกเถราปทานที่ ๑๐

ว่าด้วยผลแห่งการทำตั่งถวายสงฆ์
  
 [๑๐] เมื่อพระพุทธเจ้าผู้นำโลก พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ประกอบด้วย พระกรุณา ปรินิพพานแล้ว เมื่อปาพจน์มีความแพร่หลาย อัน เทวดาและมนุษย์สักการะแล้ว ในครั้งนั้น เราเป็นคนจัณฑาล ทำ ตั่ง ๔ เหลี่ยม เลี้ยงชีพด้วยการงานนั้น เลี้ยงดูเด็กๆ
 ก็ด้วยการ งานนั้น เราเลื่อมใสแล้ว ทำตั่ง ๔ เหลี่ยมเป็นอย่างดี ด้วยมือ ทั้งสองของตน แล้วได้เข้าถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วยตนเอง ด้วย กรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยความตั้งเจตนานั้นไว้ เราละร่าง มนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ เราไปสู่เทวโลก บันเทิงอยู่ใน หมู่ไตรทศ ที่นอนมีราคามาก ย่อมเกิดตามความปรารถนา เราได้ เป็นจอมเทพเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิราช ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลแห่งการ ถวายเตียงนอน ถ้าเราจุติจากเทวโลกมาสู่ภพมนุษย์ ที่นอนสวยๆ ควรแก่ค่ามาก ย่อมเกิดแก่เราเอง นี้เป็นการเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ทุกวันนี้ที่นอนก็ปรากฏในเวลาจะนอน ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระมัญจทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ มัญจทายกเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรนี้ คือ
    ๑. ภัททาลิเถราปทาน         ๖. เอกทีปิยเถราปทาน
    ๒. เอกฉัตติยเถราปทาน ๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน
    ๓. ติณสูลฉาทนิยเถราปทาน ๘. ยาคุทายกเถราปทาน
    ๔. มธุมังสทายกเถราปทาน ๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน
    ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน ๑๐. มัญจทายกเถราปทาน
 บัณฑิตคำนวณคาถาแผนกหนึ่งได้ ๒๐๑ คาถา.
จบ ภัททาลิกวรรคที่ ๔๒
 อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๑๐. มัญจทายกเถราปทาน
 อรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒ แม้อปทานที่ ๕ ของพระนาคปัลลวกเถระ แม้อปทานที่ ๖ ของพระเอกทีปิยเถระ แม้อปทานที่ ๗ ของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ แม้อปทานที่ ๘ ของพระยาคุทายกเถระ แม้อปทานที่ ๙ ของพระปัตโถทนทายกเถระ แม้อปทานที่ ๑๐ ของพระมัญจทายกเถระ ทุกๆ อปทานทั้งหมดมีเนื้อความพอที่นักศึกษาจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. 
 จบอรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒
 -----------------------------------------------------
                        อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :- อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๔. มธุมังสทายกเถราปทาน http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=4 
                        อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :- อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=11 .. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๑๐. 
มัญจทายกเถราปทาน จบ.
มาโนช ทองแย้ม 速い動き、自動計算 Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ? ตุลาคม 29, 2568 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
Labels: .ขุททกนิกาย, .ภัททาลิวรรค, เล่ม- ๒๕.พระสุตตันตปิฎก, อปทาน.เถรีอปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ภัททาลิวรรคที่ ๔๒ ทนทายกเถราปทานที่ ๙

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวสาลีหนึ่งแล่ง
  
 [๙] เมื่อก่อน เราเป็นคนชอบเที่ยวในป่า ประกอบการงานในป่าเสมอ เราถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่ง แล้วได้ไปทำงาน ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสยัมภูสัมพุทธเจ้าผู้ไม่พ่ายแพ้อะไรๆ เสด็จออกจาก ป่าเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วเราได้ยังจิตให้เลื่อมใส เราประกอบใน ทางการงานของคนอื่น และบุญของเราก็ไม่มี มีแต่ข้าวสุกแห่ง
 ข้าวสารแล่งหนึ่ง เราจะนิมนต์พระมุนีนี้ให้เสวย เราหยิบข้าวสุก                           แห่งข้าวสาลีแล่งหนึ่งถวายแด่พระสยัมภู เมื่อเราเพ่งดูอยู่พระ มหามุนีทรงเสวย เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความ ตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วก็ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราได้เป็น จอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๒ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักร- พรรดิราช ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณนานับมิได้ เราเป็นผู้ถึงความสุข มียศ นี้เป็นผลของข้าวสุก แห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ได้ ทรัพย์นับไม่ถ้วน ความบกพร่องในโภคทรัพย์มิได้มีแก่เราเลย นี้ เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง โภคทรัพย์เปรียบด้วย กระแสน้ำเกิดขึ้นแก่เรา เราไม่สามารถจะนับได้ นี้ก็เป็นผลของ ข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เพราะมีผู้เชื้อเชิญว่า เชิญเคี้ยวกิน สิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ ฉะนั้น เราจึงเป็นคน มีความสุข นี้ก็เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็ เป็นผลของข้าวสุกแห่งข้าวสารแล่งหนึ่ง เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระปัตโถทนทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ปัตโถทนทายกเถราปทาน
 อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๙. ปัตโถทนทายกเถราปทาน
         อรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒
         แม้อปทานที่ ๕ ของพระนาคปัลลวกเถระ แม้อปทานที่ ๖ ของพระเอกทีปิยเถระ แม้อปทานที่ ๗ ของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ แม้อปทานที่ ๘ ของพระยาคุทายกเถระ แม้อปทานที่ ๙ ของพระปัตโถทนทายกเถระ แม้อปทานที่ ๑๐ ของพระมัญจทายกเถระ ทุกๆ อปทานทั้งหมดมีเนื้อความพอที่นักศึกษาจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
 จบอรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒
----------------------------------------------------- 
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค
               ๔. มธุมังสทายกเถราปทาน
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=4
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=11
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๙.
ปัตโถทนทายกเถราปทาน จบ.
มาโนช ทองแย้ม 速い動き、自動計算 Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ? ตุลาคม 29, 2568 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
Labels: .ขุททกนิกาย, .ภัททาลิวรรค, เล่ม- ๒๕.พระสุตตันตปิฎก, อปทาน.เถรีอปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ภัททาลิวรรคที่ ๔๒ ยาคุทายกเถราปทานที่ ๘

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวต้ม
  
 [๘] ครั้งนั้น เราได้พาแขกมาบ้าน เห็นแม่น้ำที่เต็มฝั่ง จึงเข้าไปสู่                           สังฆาราม ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ถืออยู่ป่าเป็นวัตร รักษาธุดงค์ ยินดี ในฌาน มีจีวรเศร้าหมอง ชอบสงัด เป็นนักปราชญ์ ท่านกำลัง อยู่ในสังฆาราม ท่านเหล่านั้นผู้หลุดพ้นดีแล้ว เป็นผู้คงที่ ได้ตัด คติเสียแล้ว ในเวลาที่แม่น้ำถูกกั้นด้วยน้ำ ท่านไปบิณฑบาตไม่ได้ เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส เกิดปีติปราโมทย์ ประนมกรอัญชลี
 ประคองข้าวสาร ถวายยาคุทานแล้ว เราเลื่อมใส ถวายข้าวยาคู ที่เราต้มด้วยมือทั้งสองของตน ปรารภแต่เฉพาะกรรมของตัว ได้ไป ถึงดาวดึงสพิภพแล้ว วิมานที่สำเร็จด้วยแก้วมณี ได้เกิดแก่เราใน หมู่ไตรทศ เราประกอบด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานอัน อุดม เราได้เป็นจอมเทพยดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง
 ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวยราชสมบัติใหญ่ ๓๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ เสวยยศ ในเทวโลก บ้าง ในมนุษย์บ้าง เมื่อถึงภพที่สุด เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิต ได้ละทิ้งสมบัติทุกอย่าง พร้อมกับผมที่ถูกโกน เราพิจารณาร่างกาย โดยความสิ้นไปและความเสื่อมไป ก็ได้บรรลุอรหัตก่อนให้สิกขา ทานอันประเสริฐเกิดแต่มือ ซึ่งเราประกอบดีแล้ว ชื่อว่าเป็นอันให้ดี แล้ว เพราะข้าวยาคูนั้นนั่นเอง เราจึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เราไม่รู้สึกว่า ความโศก ความร่ำไร ความป่วยไข้ ความกระวน กระวาย ความเดือดร้อนใจเกิดขึ้นเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าว ยาคู เราได้ถวายข้าวยาคูแก่สงฆ์ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ย่อมได้ เสวยอานิสงส์ ๕ ประการ เพราะเราเป็นผู้ถวายข้าว
 ยาคูดีหนอ คือ ความเป็นผู้ไม่มีพยาธิ ๑ ความเป็นผู้มีรูปสวย ๑ ความเป็นผู้ได้ ตรัสรู้ธรรมได้เร็วพลัน ๑ ความเป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ๑ และอายุ เป็นที่ ๕ ผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อจะให้เกิดโสมนัส ผู้นั้นควรถวายข้าวยาคู ในสงฆ์ บัณฑิตพึงถือเอาเฉพาะฐานะ ๕ ประการนี้ เราทำกิจที่ ควรทำทุกอย่างแล้ว เพิกถอนภพทั้งหลายแล้ว อาสวะสิ้นไปหมด แล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีก เราจักเที่ยวไปนมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระธรรมอันดี จากบ้านหนึ่งยังบ้านหนึ่ง จากบุรีหนึ่งยังบุรีหนึ่ง ในกัปที่สามหมื่น เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เรา ไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวยาคู เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระยาคุทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ ยาคุทายกเถราปทาน
 อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค
๘. ยาคุทายกเถราปทาน
 อรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒ แม้อปทานที่ ๕ ของพระนาคปัลลวกเถระ แม้อปทานที่ ๖ ของพระเอกทีปิยเถระ แม้อปทานที่ ๗ ของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ แม้อปทานที่ ๘ ของพระยาคุทายกเถระ แม้อปทานที่ ๙ ของพระปัตโถทนทายกเถระ แม้อปทานที่ ๑๐ ของพระมัญจทายกเถระ ทุกๆ อปทานทั้งหมดมีเนื้อความพอที่นักศึกษาจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล. 
จบอรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒
 ----------------------------------------------------- 
อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้          อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๔. มธุมังสทายกเถราปทาน http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=4 อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-          อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค . สกิงสัมมัชชกเถราปทาน http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=11 ..  อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๘. 
ยาคุทายกเถราปทาน จบ.
มาโนช ทองแย้ม 速い動き、自動計算 Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ? ตุลาคม 29, 2568 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
Labels: .ขุททกนิกาย, .ภัททาลิวรรค, เล่ม- ๒๕.พระสุตตันตปิฎก, อปทาน.เถรีอปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ภัททาลิวรรคที่ ๔๒ อุจฉังคปุปผิยเถราปทานที่ ๗

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกไม้หนึ่งพก
  
   [๗] ในกาลนั้น เราเป็นช่างดอกไม้อยู่ในพระนครพันธุมดี เราเอา
   ดอกไม้ห่อเต็มพก แล้วได้ไปยังตลาด สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค
   ผู้นายกของโลก อันภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว เสด็จออกไปด้วย
   อานุภาพใหญ่ เราได้เห็นพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า ผู้ส่องโลกให้
   โพลงทั่ว ยังโลกให้ข้ามพ้น จึงหยิบดอกไม้ออกจากพก บูชาพระ
   พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธ
   เจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยพุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล
   แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้
   ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
   ทราบว่า ท่านพระอุจฉังคปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน.
 อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๗. อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน
          อรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒                   แม้อปทานที่ ๕ ของพระนาคปัลลวกเถระ แม้อปทานที่ ๖ ของพระเอกทีปิยเถระ แม้อปทานที่ ๗ ของพระอุจฉังคปุปผิยเถระ แม้อปทานที่ ๘ ของพระยาคุทายกเถระ แม้อปทานที่ ๙ ของพระปัตโถทนทายกเถระ แม้อปทานที่ ๑๐ ของพระมัญจทายกเถระ ทุกๆ อปทานทั้งหมดมีเนื้อความพอที่นักศึกษาจะรู้ได้โดยง่ายทีเดียวแล.
          จบอรรถกถาภัททลิวรรคที่ ๔๒          -----------------------------------------------------  
 อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค              ๔. มธุมังสทายกเถราปทาน http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=4
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
               อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=33.1&i=11.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค ๗.
 อุจฉังคปุปผิยเถราปทาน จบ.
มาโนช ทองแย้ม 速い動き、自動計算 Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ? ตุลาคม 29, 2568 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
Labels: .ขุททกนิกาย, .ภัททาลิวรรค, เล่ม- ๒๕.พระสุตตันตปิฎก, อปทาน.เถรีอปทาน

28.นวนิยาย 梁羽生 ผู้เขียน: เหลียง ยู่เซิง แม่มดผมขาว เดชนางพญาผมขาว พากย์ไทย The Bride with White Hair ซีรีส์จีน

สำนักพิมพ์: (ฮ่องกง) Chuan Hui Publishing Co., Ltd.
 [เรื่องย่อ] เรื่องราวเกิดขึ้นระหว่างช่วงปลายสมัยว่านหลี่และต้นสมัยฉงเจิ้นแห่งราชวงศ์หมิง เหลียนหนีชาง หญิงนอกกฎหมายที่รู้จักกันในชื่อหยกยักษ์ ขณะปล้นจัวจงเหลียน ขุนนางผู้เกษียณอายุราชการ เธอได้พบและตกหลุมรักจัวอี้หาง หลานชายของเขา จัวอี้หางเป็นศิษย์ของอาจารย์ใหญ่นิกายอู่ตัง ลุงของเขาไป๋ซื่อ เชื่อว่าตระกูลขุนนางไม่ควรมีความสัมพันธ์ชู้สาวกับคนนอกกฎหมาย เขาจึงเข้าแทรกแซง เหลียนหนีชางตอบโต้ด้วยการก่อความวุ่นวายบนภูเขาอู่ตัง แต่ด้วยนิสัยขี้ขลาดและจิตใจที่อ่อนแอของจัวอี้หาง สถานการณ์จึงจบลงด้วยโศกนาฏกรรม ผมของเหลียนขาวขึ้นในชั่วข้ามคืน จนได้รับฉายาว่า "แม่มดผมขาว"
  
  นวนิยาย 梁羽生 ผู้เขียน: เหลียง ยู่เซิง
                        ประเภท: วรรณกรรมสมัยใหม่และร่วมสมัย 
                        บทที่ 28: การคัดเลือกศิษย์ในชายแดน อุทิศตนให้กับการสอนดาบ เยี่ยมเพื่อนในมุมห่างไกล และค้นหาคนรักของเธอ
 หลังจากที่เยว่หมิงเคอเดินทางมาถึงเทียนซาน เขาก็โกนหัวและบวชเป็นพระภิกษุ เปลี่ยนชื่อเป็นอาจารย์ฮุ่ยหมิง สี่ปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปีต่อมา หลัวเถี่ยปี้พาหยางหยุนคง บุตรชายของหยางเหลียนมายังภูเขา โดยอ้างว่าเฉิงหยูลั่วซาเป็นคนแนะนำให้เขารู้จักอาจารย์ฮุ่ยหมิงและขอให้รับเป็นศิษย์ อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ทำไมนางถึงชอบสอดรู้สอดเห็นนักหนา นางชอบสร้างปัญหาให้ข้าเสมอ" ถึงกระนั้น เขาก็รู้สึกประทับใจในความเฉลียวฉลาดและกิริยามารยาทอันยอดเยี่ยมของหยางหยุนคงเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ในฐานะลูกหลานของเสนาบดีผู้ภักดี ความคิดนี้จึงเหมาะสมอย่างยิ่ง และเขาก็รับเป็นศิษย์ทันที
 นับแต่นั้นมา อาจารย์ฮุ่ยหมิงได้อุทิศตนให้กับวิชาดาบควบคู่ไปกับการสอนวิชานี้ให้กับหยางหยุนคง หยางหยุนคงมีความผูกพันกับศิลปะการต่อสู้อย่างลึกซึ้ง อาจารย์ฮุ่ยหมิงได้สอนเขาตั้งแต่ยังเด็ก เขาเพิ่งอายุเจ็ดขวบเมื่อมาถึงภูเขา และภายในสามปี เขาก็ได้สร้างรากฐานที่มั่นคง สามารถล่าเสือและเสือดาวได้ด้วยมือเปล่า อาจารย์ฮุ่ยหมิงประทับใจอย่างยิ่ง จึงได้รวบรวมโลหะมีค่าจากเทือกเขาเทียนซาน และหลอมดาบอันล้ำค่าสองเล่มที่สืบทอดมาจากอาจารย์ขึ้นมาใหม่ เขาอุทิศตนให้กับหยางหยุนคงอย่างเต็มที่ ห่างเหินจากภูเขาเป็นเวลานาน จนตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง บางครั้งเขาจะฝึกวิชาดาบกลางดึก มองดูพระจันทร์และคิดถึงคนที่เขารัก เมื่อคิดถึงการเสียชีวิตอันน่าเศร้าของสยงถิงปี้และเถี่ยซานหู่ เขาก็ถอนหายใจยาว
 พอถึงปีที่สาม เขาก็เริ่มได้รับการเยี่ยมเยียนจากบุคคลสำคัญจากต่างแดนบ่อยครั้ง พวกเขาสอบถามถึงที่มาของสตรีผู้หนึ่ง ปรากฏว่าแม้อาจารย์ฮุ่ยหมิงจะมีฝีมือดาบอันหาที่เปรียบมิได้และทักษะศิลปะการต่อสู้อันยอดเยี่ยม แต่ท่านก็ไม่เคยภาคภูมิใจในความสามารถของตนเอง ทำให้ได้รับความเคารพนับถืออย่างสูงตลอดระยะเวลาที่พำนักอยู่ในหุยเจียง วีรบุรุษจากทั้งทางเหนือและทางใต้ของเทือกเขาเทียนซาน ซึ่งได้รับอิทธิพลจากมรดกทางวัฒนธรรมและประสบการณ์อันยาวนานจากที่ราบภาคกลาง มักมาขอคำแนะนำจากท่านในเรื่องยากๆ
 หกเดือนที่แล้ว มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินทางมาจากซินเจียง ผมของเธอขาว แต่ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ดูจากเส้นผมแล้ว เธอดูเหมือนผู้หญิงอายุห้าสิบหรือหกสิบกว่าๆ ขณะที่รูปลักษณ์ภายนอกชวนให้นึกถึงหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าๆ แม้แต่อายุของเธอก็ยังไม่มีใครรู้ ผู้หญิงคนนี้หาตัวจับยาก และทักษะการต่อสู้ของเธอก็น่าทึ่ง เมื่อมาถึง เธอได้ขับไล่ปีศาจตระกูลซางทั้งสามที่ออกอาละวาดไปทั่วเทือกเขาเทียนซานทางตอนใต้ออกจากซินเจียง ปีศาจทั้งสามตระกูลซางล้วนมีศิลปะการต่อสู้เฉพาะตัว ปีศาจหัวหน้าคือซางกาน ถือดาบหกยอดสังหารวิญญาณ ซึ่งเป็นดาบที่มีปลายพิษที่สามารถโจมตีเพียงครั้งเดียว
 ปีศาจตนที่สองคือซางหู ใช้สากวัชระอันทรงพลัง ซึ่งเป็นสุดยอดของศิลปะการต่อสู้ภายนอก ส่วนปีศาจตนที่สามคือซางเหริน ถือฝ่ามือแยกลมหยินหยาง ซึ่งสามารถทำลายอวัยวะภายในได้หากถูกโจมตี ด้วยลักษณะที่ดุร้ายและโหดเหี้ยมของศิลปะการต่อสู้ พวกเขาจึงถูกขนานนามว่า "สามปีศาจ" ปีศาจทั้งสามอาละวาดอยู่เป็นเวลานาน เมื่อเห็นหญิงผมขาวมีท่าทางแปลกประหลาด พวกเขาก็เข้าไปแกล้งเธอ หญิงคนนั้นฆ่าพวกเขาด้วยดาบ พ่ายแพ้และหลบหนีไป เกือบเสียชีวิต สามพี่น้องไม่สามารถอยู่ในซินเจียงได้อีกต่อไป จึงหนีไปทิเบต
 การขับไล่ปีศาจทั้งสามเป็นเพียงหนึ่งในหลายสิ่งที่หญิงผู้นี้ทำ ปีศาจทั้งสามสร้างปัญหาให้กับฮุ่ยเจียง และการขับไล่นางออกไปทำให้ผู้คนต่างรู้สึกยินดี ทว่าหญิงผมขาวผู้นี้มีนิสัยแปลกประหลาด มักชอบใช้ความรุนแรงเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้น เธอยังชอบท้าดวลกับบุคคลที่มีชื่อเสียง โดยมักจะล้มพวกเขาลงได้ในไม่กี่วินาที บางครั้งนางก็เดินจากไปพร้อมกับเสียงหัวเราะ บางครั้งก็ถอนหายใจยาวเหยียด บอกว่าหาคู่ต่อสู้ไม่ได้เลยตั้งแต่มาถึงฮุ่ยเจียง และสงสัยว่านางกำลังทำอะไรกับชีวิตอันจำกัดของตน บุคคลสำคัญจากเหนือจรดใต้ของเทือกเขาเทียนซานต่างหวาดกลัวนาง และเพราะผมขาวของนาง พวกเขาจึงเรียกนางว่า "แม่มดผมขาว" ข่าวลือแพร่สะพัดว่านางนามสกุลไป๋
 บางคนสงสัยว่านางเป็นโจรหญิงจากที่ราบภาคกลาง จึงมาสอบถามอาจารย์ฮุ่ยหมิงเกี่ยวกับที่มาของนาง คนอื่นๆ ชักชวนให้ท่านท้าดวลนาง เมื่อได้ยินเช่นนี้ อาจารย์ฮุ่ยหมิงก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เขาคิดว่า "นี่ต้องเป็นยักษ์หยกแน่ๆ แต่ข้าสงสัยว่าทำไมผมของนางถึงกลายเป็นสีขาว นางคงต้องเผชิญกับอุปสรรคและความเศร้าโศกหลังจากเดินทางมาไกลถึงหุยเจียง ข้าไม่คาดคิดว่านางจะยังคงรักการต่อสู้ต่อไป"
 อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงสงสัยว่านางมาพร้อมกับเถี่ยเฟยหลง จึงถามคนเหล่านั้นว่า “แม่มดผมขาวมีสหายหรือไม่” คนเหล่านั้นตอบว่า “จัดการนางคนเดียวยากยิ่งนัก ยิ่งยากเข้าไปใหญ่! นางปรากฏตัวและหายตัวไปราวกับผี ไปมาเพียงลำพัง ไม่มีใครรู้ที่อยู่ของนาง” อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงคิดในใจว่า “ในเมื่ออวี้ลั่วซาซ่อนตัวอยู่ในซินเจียงเพียงลำพัง นางคงไม่อยากให้คนนอกรู้ที่มาของนาง” ท่านกล่าวกับคนเหล่านั้นว่า “ข้าไม่รู้ที่มาของชื่อนาง ในเมื่อบางคนบอกว่านามสกุลนางคือไป๋ ก็คิดเอาเองว่านามสกุลนางคือไป๋ ชื่อเป็นเพียงเครื่องหมาย ทำไมต้องเสียเวลาสืบหาความจริง”
 คนเหล่านั้นถามว่ามีโจรสาวชื่อดังในที่ราบภาคกลางหรือไม่ อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ก่อนที่ข้าจะโกนหัว ข้าได้ติดตามสยงจิงเล่ยไปลาดตระเวนชายแดนนอกกำแพงเมืองจีน ข้าไม่คุ้นเคยกับโจรในที่ราบภาคกลาง บางทีนางอาจจะเป็นโจรขาเดียวก็ได้" มีคนแนะนำให้ท่านลงจากภูเขาไปท้าทายแม่มดผมขาว อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงประสานมือแล้วยิ้ม "ข้าเป็นพระภิกษุที่มองโลกในแง่ดี พระพุทธศาสนาไม่อนุญาตให้ข้าคิดแข่งขันเพื่อชิงความเป็นใหญ่" มีคนกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้น เราจะละทิ้งความโกรธนี้ไม่ได้หรือ?" อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกล่าวอีกครั้งว่า "ถึงแม้นางจะโหดเหี้ยม แต่นอกจากการฆ่าคนชั่วแล้ว นางยังเคยทำร้ายสุภาพบุรุษผู้เที่ยงธรรมหรือไม่?" "ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน"
 พวกเขากล่าว อาจารย์ฮุ่ยหมิงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ถ้าอย่างนั้นนางก็ไม่ได้แค้นท่านเลย บางคนหมกมุ่นอยู่กับอะไรสักอย่างจนไม่อาจห้ามใจตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่น คนที่ติดหมากรุกอย่างหนักอาจจะนั่งดูคนอื่นเล่น ถึงแม้ว่าบนกระดานจะมีข้อความว่า 'สุภาพบุรุษที่แท้จริงจะดูหมากรุกโดยไม่พูดอะไรสักคำ' พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะขัดจังหวะ พวกเขาอาจจะริเริ่มและเล่นงานอีกฝ่ายก็ได้ แม้ว่าการดูเกมโดยไม่พูดอะไรสักคำจะดี แต่การพูดออกไปไม่ใช่บาปร้ายแรง ข้าสงสัยว่าแม่มดผมขาวคงหมกมุ่นกับศิลปะการต่อสู้มากเสียจนเมื่อเห็นปรมาจารย์ศิลปะการต่อสู้
 เธอก็เหมือนคนติดหมากรุกที่เจอผู้เล่นฝีมือดีที่อยากร่วมเล่นด้วย ตราบใดที่เธอไม่จงใจรังแกคนที่อ่อนแอกว่า การมองหน้ากันก็เป็นสิ่งที่ดี ทำไมต้องโกรธนางด้วย?" บางคนชื่นชมความใจกว้างของอาจารย์ฮุ่ยหมิง ในขณะที่บางคนไม่เห็นด้วย แต่ท่านอาจารย์ฮุ่ยหมิงไม่เต็มใจที่จะออกจากภูเขา และพวกเขาก็ไม่มีทางสู้ได้
 อีกหกเดือนผ่านไป ข่าวคราวเรื่องแม่มดผมขาวที่ท้าทายผู้อื่นก็ค่อยๆ เลือนหายไป อาจารย์ฮุ่ยหมิงคิดว่า “นางคงหาคู่ต่อสู้ไม่ได้ แม้แต่บุคคลที่มีชื่อเสียงที่สุดก็เทียบไม่ติด นางจึงขี้เกียจเกินกว่าจะท้าทาย” หลังจากหยางหยุนคงขึ้นภูเขา อาจารย์ฮุ่ยหมิงได้รวบรวมแก่นแท้ของโลหะทั้งห้า และใช้วิชาลับเส้าหลินตีดาบของอาจารย์ขึ้นใหม่ สามปีผ่านไป อาจารย์ฮุ่ยหมิงตีดาบได้สองเล่ม เล่มหนึ่งยาวและเล่มหนึ่งสั้น เล่มยาวมีชื่อว่า “ยูหลง” และเล่มสั้นมีชื่อว่า “ต้วนหยู” ถึงแม้จะมีความยาวต่างกัน แต่ทั้งสองเล่มก็เป็นอาวุธคมกริบที่สามารถตัดเหล็กได้ดุจโคลนและตัดเส้นผมได้ในครั้งเดียว นับเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง ทรงพลังยิ่งกว่าเดิม
 วันหนึ่ง อาจารย์ฮุ่ยหมิงรู้สึกยอมรับกับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง จึงตัดสินใจลงจากภูเขาเพื่อซื้อเสบียงสำหรับฤดูหนาว เขาจึงมอบดาบหยกหักให้หยางหยุนคง และขอให้เขาเฝ้าประตู เขานำดาบมังกรพเนจรไปป้องกันตัว และมุ่งหน้าไปยังเมืองใหญ่ทางเหนือของเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ เพื่อซื้อเสบียง เขายังแสวงหาข้อมูลเกี่ยวกับแม่มดผมขาวอีกด้วย
 หนึ่งเดือนต่อมา อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกลับมาจากโบเล่ ตอนนั้นเป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศหนาวจัดนอกกำแพงเมืองจีนรุนแรงจนน้ำแข็งจับตัวเป็นน้ำแข็ง วันหนึ่ง ขณะที่อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกำลังเดินผ่านทุ่งหญ้าคาต้า ท่านก็เห็นชายคนหนึ่งรูปร่างราวกับหัวหน้าเผ่า กำลังนำทหารจำนวนมากและต้อนฝูงวัวและแกะจำนวนมากข้ามทุ่งหญ้า ด้านหลังท่านมีคนเลี้ยงสัตว์หลายคนกำลังร้องไห้อย่างขมขื่น อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงทนไม่ได้ จึงเดินเข้าไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น คนเลี้ยงสัตว์กล่าวว่า "พวกเราเป็นหนี้บุญคุณหัวหน้าเหมิงซื่อ วัวและแกะของพวกเราถูกพรากไป" มีเต็นท์ที่ขาดรุ่งริ่งหลังหนึ่งมีศพสองศพอยู่ข้างนอก เด็กน้อยร้องไห้อยู่ข้างๆ ศพ อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงเดินขึ้นไปถามอีกครั้ง ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดว่า "วัวและแกะของพวกเขาถูกพรากไป พ่อแม่ของเขาฆ่าตัวตาย น่าเสียดาย ชีวิตพวกเราช่างน่าสังเวชยิ่งนัก และเด็กคนนี้ยิ่งน่าสงสารกว่าอีก!"
 อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงเหลือบมองไปเห็นเด็กน้อยอายุราวหกหรือเจ็ดขวบ แม้ร่างจะผอมแห้งและอ่อนแอ แต่ดวงตากลมโตสีดำคมกริบ อาจารย์ฮุ่ยหมิงเหลือบมองไปเห็นเด็กน้อยแล้วถามว่า “ท่านเป็นชาวฮั่นหรือ” เด็กน้อยตอบว่า “นามสกุลของข้าคือฉู่ ผู้คนเรียกข้าว่าคนเถื่อนใต้ พ่อข้าบอกว่าเราย้ายมาจากหูหนาน ข้าไม่แน่ใจว่าหูหนานเป็นดินแดนของชาวฮั่นหรือไม่ พ่อข้าเคยบอกว่ารัฐบาลที่นั่นดุร้ายยิ่งกว่าหมาป่าและเสือโคร่งเสียอีก พวกเราจึงหนีมาทำมาหากินที่นี่” ชายชราคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลกล่าว “หัวหน้าเหมิงซื่อที่นี่ก็เหมือนกับข้าราชการชาวจีนฮั่น” ดูเหมือนเขาจะหนีจากความอดอยากที่เข้ามาในประเทศเช่นกัน
 เด็กน้อยร้องไห้อีกครั้ง “พ่อ แม่ ถ้าท่านไป ข้าจะพึ่งใครได้?” อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงอดสงสารเขาไม่ได้ เขาแตะผมของหยุนจงพลางคิดในใจ “หยุนจงไม่มีลูกเล่นด้วย ข้าควรรับศิษย์คนอื่นมาเป็นเพื่อนดีกว่า เด็กคนนี้รูปร่างดีและดูฉลาดมาก น่าจะมีพรสวรรค์ด้านศิลปะการต่อสู้” จึงกล่าวว่า “อย่าร้องไห้เลย ตามข้ามา ข้าจะรับท่านเป็นศิษย์” เด็กน้อยเช็ดน้ำตา คุกเข่าลง โค้งคำนับสามครั้ง แล้วตะโกนว่า “อาจารย์” อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงดีใจมาก ขณะที่กำลังจะอุ้มเขาขึ้น ก็มีเสียงตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “ท่านเมิ่งกลับมาแล้ว” ทันใดนั้น คนเลี้ยงสัตว์ก็วิ่งหนีไปคนละทิศละทาง ทหารสองนายที่มีขนบนหัววิ่งเข้ามาตะโกนว่า “ท่านมาทำอะไรที่นี่ พระพเนจร?” อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "เด็กคนนี้น่าสงสารมาก อย่าไปทำให้เขากลัวเลย"
 ทหารกล่าวว่า "เอาเถอะ พวกเราจะจัดการเอง เจ้ากล้าดีอย่างไร! หัวหน้าของเราบอกว่าพ่อแม่ของเด็กตายแล้ว ไม่มีใครรับเลี้ยง จึงขอให้เรากลับไปรับเขากลับมา ดูสิว่าหัวหน้าของเรามีเมตตาแค่ไหน" เด็กน้อยร้องว่า "หัวหน้าดุร้ายมาก ข้าไม่ตามไปหรอก" หัวหน้าตะโกนมาแต่ไกล "พระรูปนั้นเป็นใคร? ท่านพูดอะไรกับเขา? พาเด็กคนนี้กลับมาเร็ว พวกเราต้องไปทวงหนี้ที่อื่น" ปรากฏว่าหัวหน้าต้องการจะพาเด็กคนนี้กลับไปรับใช้ลูกชาย
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงเป็นคนแรกที่อุ้มเด็กขึ้นมาพลางกล่าวว่า "เด็กคนนี้เป็นศิษย์ของข้า โปรดไว้ชีวิตเขาด้วยเถิด!" ทหารทั้งสองตะโกน "เจ้ากล้าแย่งเด็กคนนี้ไปจากหัวหน้าของเราหรือ? เจ้าจะปล่อยเขาไปหรือ?" อาจารย์ฮุ่ยหมิงก้มศีรษะลงและกล่าวว่า "อมิตาภะ!" ทหารทั้งสองเห็นว่าอาจารย์ฮุ่ยหมิงเพิกเฉย ต่างก็เดือดดาล ต่อยและเตะไปทั้งซ้ายและขวา อาจารย์ฮุ่ยหมิงกอดเด็กไว้ที่ง่ามแขนซ้ายและสวดว่า "อมิตาภะ" อีกครั้ง! หมัดและเตะของทหารทั้งสองเข้าปะทะราวกับหนังที่ถูกตี ด้วยเสียง "ปัง" ดังสนั่นสองครั้ง ทหารทั้งสองถูกเหวี่ยงไปไกลกว่าสิบฟุต โชคดีที่อาจารย์ฮุ่ยหมิงมีเมตตา ไม่เช่นนั้นทหารทั้งสองคงแขนขาหักแน่
 เรื่องนี้ทำให้หัวหน้าเหมิงซาประหลาดใจ เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วตะโกนว่า "จับมัน!" ข้างๆ มีพระลามะในชุดพระสงฆ์สีแดงสดยืนอยู่ เขาพูดกับสหายที่สวมชุดจีนอยู่สองสามคำ ก่อนจะตะโกนขึ้นมาทันทีว่า "เดี๋ยวก่อนครับหัวหน้า! พระสงฆ์ท่านนี้มีภูมิหลังที่ล้ำลึกมาก ให้ผมถามเขาดู!" เขารีบวิ่งออกจากฝูงชน และในชั่วพริบตา เขาก็อยู่ข้างหน้าทหาร ตะโกนว่า "นี่ ท่านมาจากไหนครับ พระสงฆ์ บอกชื่อมาสิ!"
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ข้าเป็นพระสงฆ์พเนจรไม่มีชื่อและนามสกุล ท่านอาจารย์โปรดเมตตาด้วยเถิด!" พระลามะในชุดคลุมแดงหัวเราะอย่างประหลาดและพูดเสียงดังว่า "ท่านคิดว่าข้าไม่รู้จักท่านหรือ? ท่านคือเยว่หมิงเคอหรือ? ไม่รู้จักหรือ?" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงตกใจ เหลือบมองพระลามะในชุดคลุมแดงแต่จำเขาไม่ได้ ท่านกล่าวว่า "อาจารย์ อย่าล้อเล่นกับข้าเลย อากาศหนาวมาก เด็กคนนี้หนาวและหิว ข้ารีบกลับภูเขาแล้ว"
 พระลามะในชุดคลุมแดงตะโกนว่า “อย่าโกหกอาจารย์ที่แท้จริง! อย่าคิดว่าจะรอดพ้นโทษเพียงเพราะเป็นพระ! มอบตำรายุทธภัณฑ์ของสยงหมานจื่อเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นพระพุทธเจ้าจะปลดปล่อยเจ้าวันนี้!” เมื่อได้ยินดังนั้น อาจารย์ฮุ่ยหมิงก็ยิ่งตกใจมากขึ้นไปอีก เขาคิดว่า “พระผู้ชั่วร้ายคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าสยงจิงลั่วมอบตำรายุทธภัณฑ์ให้ข้า? แต่เจ้ารู้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น ตำรายุทธภัณฑ์นี้ถูกมอบให้กับอวีลั่วซาไปแล้ว ในเมื่อพระผู้ชั่วร้ายคนนี้ขโมยตำรายุทธภัณฑ์ไป ข้าก็รู้ว่าเขาเป็นคนทรยศ ดูเหมือนว่าข้าจะฆ่าทุกคนในวันนี้!”
 พระลามะในชุดคลุมแดงตะโกนอีกครั้ง “เยว่หมิงเคอ เจ้าจะบอกข้าได้หรือไม่” อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงสวดอีกครั้ง “อมิตาภะ!” แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้เพียงวิธีรักษาศีลและบำเพ็ญธรรมเซน ข้าเกลียดที่จะได้ยินเรื่องศีลฆ่าฟัน ข้าจะมีตำราการทหารได้อย่างไร” พระลามะในชุดคลุมแดงตะโกน “เจ้าจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะข้ามแม่น้ำเหลือง ข้าไม่ให้เจ้ารู้ว่าพระพุทธเจ้าทรงอานุภาพ และข้าไม่คิดว่าเจ้าจะก้มศีรษะ!” เขาหยิบฉาบสองอันจากเอวขึ้นมาฟาดพร้อมกัน ทำให้เกิดเสียงเหมือนฆ้องแตก ทันใดนั้นเขาก็กระโดดขึ้นเหมือนเมฆสีแดงกดลงบนศีรษะ อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงปกป้องเด็กน้อยด้วยมือซ้าย และยื่นมือขวาออกไปฟาดเขาด้วยฝ่ามือ
 พระลามะในชุดคลุมแดงกระทบฉาบเข้าด้วยกัน กำลังจะคว้าฝ่ามือของอาจารย์เซนฮุ่ยหมิงไว้ แต่ฝ่ามือของอาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกลับลื่นหลุดออกมาเหมือนปลาที่กำลังว่ายน้ำ จู่ๆ ฝ่ามือก็เปลี่ยนเป็นนิ้ว จิ้มไปที่ดวงตาของอาจารย์เซนฮุ่ยหมิง พระลามะในชุดคลุมแดงร้องเสียงหลง ร่างของเขากลายเป็นกังหันลม ฟาดฉาบซ้ายขึ้น ฉาบขวาลง อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงเปลี่ยนกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว ถอยกลับไปสามก้าว!
 เรื่องนี้ทำให้ทั้งคู่ประหลาดใจ แม้ลามะในชุดคลุมแดงจะรู้ว่าอาจารย์ฮุ่ยหมิงเชี่ยวชาญวิชาดาบและมีพลังภายในอันลึกซึ้ง แต่เขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าตนเองจะทรงพลังได้ขนาดนี้ แม้จะมีเด็กอยู่ในอ้อมแขนและมือเพียงข้างเดียว อาจารย์ฮุ่ยหมิงไม่เคยคาดคิดว่าในสถานที่อันห่างไกลและรกร้างเช่นนี้ จะมีผู้ที่มีทักษะการต่อสู้อันทรงพลังเช่นนี้!
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่หลายปี โดยไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งที่เกิดขึ้นภายนอก การที่จูโหยวเซียวหมกมุ่นอยู่กับความสุขทางกามทำให้สุขภาพทรุดโทรมลง และเค่อผิงถิงได้ทำนายไว้ว่า พระองค์สิ้นพระชนม์ในวัยเยาว์ ทรงครองราชย์เจ็ดปี ในวัยยี่สิบสองปี หลังจากจูโหยวเซียวสิ้นพระชนม์ จูโหยวเจี้ยน พระอนุชาได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากพระองค์และเปลี่ยนรัชสมัยเป็นฉงเจิ้น เมื่อขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ประหารชีวิตเว่ยจงเซียนด้วยการฟันอย่างช้าๆ และเค่อผิงถิงถูกขับไล่ออกจากวังและถูกประหารชีวิตในภายหลัง
 บุคคลทรยศคนอื่นๆ เช่น ชุยเฉิงซิ่ว ก็ถูกประหารชีวิตเช่นกัน บุตรบุญธรรมของเว่ยจงเซียน ซึ่งก่ออาชญากรรมไม่ร้ายแรงนัก ถูกเนรเทศหรือลดฐานะลงเป็นพลเรือน พระองค์ยังทรงแต่งตั้งหยวนฉงหวนและสมาชิกพรรคตงหลิน เพื่อส่งเสริมความชอบธรรมและอาจฟื้นฟูราชวงศ์ น่าเสียดายที่การประหารชีวิตเว่ยจงเซียนของจักรพรรดิฉงเจิ้นนั้น เป็นเรื่องส่วนตัวล้วนๆ หลังจากกำจัดคนทรยศแล้ว พระองค์ไม่ได้ทรงฉวยโอกาสจากสถานการณ์นี้เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์และปราบปรามการทุจริต แต่ทรงเพิ่มภาษีที่ดินและปล้นสะดมความมั่งคั่งของประชาชน จนนำไปสู่ความล่มสลายของประเทศชาติในที่สุด เรื่องนี้จะเล่าในโอกาสหน้า ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้
 เมื่อเคอเว่ยสิ้นชีวิต เหล่าลิงก็กระจัดกระจายไป “ผู้พิทักษ์ผู้ยิ่งใหญ่” ของสำนัก สำนักแดง ฉางฉิน ได้หลบหนีกลับไปยังทิเบต โดยอาศัยความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้ เหลียนเฉิงหู ที่ปรึกษาที่เว่ยจงเซียนไว้วางใจ ก็หลบหนีและเดินทางไปยังทิเบตเพื่อตามหาฉางฉินเช่นกัน ในเวลานั้น เหมิงซื่อ หัวหน้าเผ่ากาดาร์ในซินเจียงฮุย มีความทะเยอทะยานและกระตือรือร้นอย่างยิ่งที่จะรวมดินแดน เมื่อทราบข่าวการกลับมาของฉางฉิน เขาจึงมอบของขวัญล้ำค่าและรางวัลตอบแทนมากมายให้แก่ฉางฉิน ฉางฉินซึ่งเคยประสบความยากลำบากมามาก ตอนแรกลังเลที่จะไป
 อย่างไรก็ตาม เหลียนเฉิงหูมีเจตนาอื่น เขาเป็นคนวงในชาวแมนจู และเชื่อว่าชาวแมนจูจะยึดครองโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่สุดจะบุกโจมตีฮุยซินเจียง เนื่องจากซินเจียงฮุยมีพื้นที่กว้างใหญ่และมีประชากรเบาบาง การส่งกำลังพลไปที่นั่นจึงเป็นเรื่องยาก การวางรากฐานที่มั่นคงไว้กับเหมิงซื่อย่อมดีกว่า ดังนั้น เขาจึงเร่งเร้าให้ชางฉินยอมรับข้อเสนอ และเหลียนเฉิงหู่จึงเดินทางไปซินเจียงฮุ่ยกับเขา ทันใดนั้นเขาก็ได้พบกับเยว่หมิงเคอ ซึ่งโกนหัวแล้วบวชเป็นพระภิกษุ เขาจำได้ว่าเยว่หมิงเคอมีจดหมายของสยงถิงปี้ที่เขียนไว้หลังมรณกรรม หากเขาได้รับจดหมายฉบับนั้น เขาก็สามารถเดินทางไปยังเขตแดนและได้รับการเลื่อนตำแหน่งได้ทันที โดยไม่ต้องรอนานในซินเจียง ดังนั้น เขาจึงยุยงให้อาจารย์ชางฉินจัดการกับอาจารย์ฮุ่ยหมิง
 อาจารย์ชางฉินเป็นนักสู้ผู้แข็งแกร่ง ถือฉาบสองใบด้วยความกล้าหาญที่หาที่เปรียบมิได้ ก่อนหน้านี้เขาเคยต่อสู้กับเจดรักษะเมื่อนางบุกเข้าไปในวังเพียงลำพังเพื่อช่วยเหลือหยางเหลียน เจดรักษะเอาชนะเขาด้วยวิชากระบี่วายุ แต่การต่อสู้กินเวลาเพียงยี่สิบหรือสามสิบกระบวนท่า อาจารย์ชางฉินเคยพ่ายแพ้ต่อเจดรักษะเพียงครั้งเดียว จึงค่อนข้างหยิ่งผยอง โดยไม่คาดฝัน เขาได้พบกับอาจารย์เซนฮุ่ยหมิง ผู้ซึ่งแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจดรักษะเสียอีก เขาอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขนและโจมตีด้วยฝ่ามือเดียว ทำให้ฉาบของเจดรักษะกระเด็นและพุ่งไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง
 อาจารย์ชางฉินรู้สึกหนาวสั่นในใจ อาจารย์ฉานฮุ่ยหมิงอุ้มเด็กน้อยไว้ ขณะเดียวกันก็รู้สึกหวาดกลัว โชคดีที่เด็กน้อยผู้กล้าหาญเช่นเดียวกับหยางหยุนคง เขาเฝ้ามองอาจารย์ฉานฮุ่ยหมิงใช้มือเปล่าบีบบังคับให้พระภิกษุรูปหนึ่งที่สูงใหญ่และรูปร่างสูงใหญ่ให้ถอยทัพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขณะที่อาวุธประหลาดของอาจารย์นั้นบางครั้งก็ส่งเสียงฆ้องแตกออกมา เขารู้สึกขบขันจนลืมความเจ็บปวดจากการสูญเสียพ่อแม่ไป เมื่อเห็นความตื่นเต้น เขาจึงอุทานว่า "เยี่ยม! เยี่ยม! ท่านอาจารย์ ท่านต้องสอนข้า!" 
 เป็นครั้งคราว เขามักจะโผล่หัวออกมาดูการต่อสู้ของอาจารย์ฉานฮุ่ยหมิง ขณะที่อาจารย์ฉานฮุ่ยหมิงรู้สึกยินดีกับความกล้าหาญอันน่าทึ่งของเขา แต่เขาก็กลัวว่าจะได้รับบาดเจ็บ เขาจึงแลกหมัดกันอีกสองสามกระบวนท่า ฉวยโอกาสจากจุดอ่อน แล้วหันหลังกลับ อาจารย์ชางฉินเห็นอาจารย์ฉานฮุ่ยหมิงไม่มีทีท่าพ่ายแพ้ จึงถอยทัพทันที เขาสะดุ้งอยู่ครู่หนึ่ง และขณะที่กำลังจะตีฉาบสองฉาบ เขาก็รู้สึกถึงแสงวาบแวบหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า และความหนาวเย็นแล่นผ่านผิวหนัง ในเสี้ยววินาทีแห่งการถอยทัพและรุกคืบ อาจารย์ฉานฮุ่ยหมิงได้ชักดาบมังกรพเนจรออกมาแล้ว เพียงแค่สะบัดแบ็คแฮนด์ก็เกิดเสียงดังปัง ฉาบในมือซ้ายของฉางฉินก็แตกออกเป็นสองซีก!
 อาจารย์ฉางฉินตกใจกลัวและถอยหนีด้วยความหวาดผวา อาจารย์ฮุ่ยหมิงรู้สึกยินดีที่ได้เห็นพลังอันน่าเหลือเชื่อของดาบที่ตนตีขึ้น จึงอยากลองทดสอบดูอีกสักสองสามครั้ง เขาพุ่งเข้าโจมตี ฟาดดาบเป็นลวดลายดอกไม้ แทงทะลุหลังของฉางฉินผ่านจุด “ประตูวิญญาณ” พยายามบังคับให้เขาหันหลังและป้องกัน เหมิงซื่อออกคำสั่ง ลูกธนูพุ่งทะยานราวกับตั๊กแตน ปกป้องฉางฉิน อาจารย์ฮุ่ยหมิงฟาดดาบกระจายไปทุกทิศทุกทาง ทิ้งไว้เพียงเสียงกระทบกันดังก้องกังวาน ลูกธนูที่หักเลี้ยวด้วยแสงของดาบก็แตกกระจายทันที!
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงหัวเราะอย่างอารมณ์ดี เปล่งวาจาสวดว่า “อมิตาภะ” แล้วกล่าวว่า “ขออภัย ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” ขณะที่ท่านกำลังปัดป้องลูกธนูที่พุ่งเข้ามา อาจารย์ฉางฉินก็ถอดจีวรสีแดงออก แล้วแทนที่ด้วยฉาบในมือซ้าย ทันใดนั้น ท่านก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอีกครั้ง ตะโกนว่า “พระพุทธเจ้าจะท้าดวลท่าน!” ด้วยการสะบัดจีวร ท่านก็ร่วงลงมาดุจเมฆสีแดงเข้ม พยายามรวบรวมพลังภายใน ใช้ความนุ่มนวลเอาชนะความแข็งกร้าว แล้วคว้าดาบไว้ อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงอุทานอย่างโกรธจัดว่า “ท่านยังดื้ออยู่อีกหรือ?”
 เสียงดาบกระทบกัน ปลายดาบฉีกจีวรสีแดงขาดเป็นชิ้นๆ แต่จีวรไม่ใช่อาวุธ อาวุธเมื่อถูกตัดแล้วก็ไม่มีประโยชน์ แต่จีวรแม้ฉีกขาดก็ยังใช้ได้ อาจารย์ชางฉินฉวยโอกาส ดันตัวไปข้างหน้า ทำให้จีวรพลิกตัว พยายามพันรอบดาบ ฉาบในมือขวาของเขาส่งเสียงหวีดหวิวและฟันผ่าน อาจารย์ฮุ่ยหมิงผู้เปี่ยมด้วยทักษะทั้งภายในและภายนอก ได้บรรลุถึงจุดสูงสุดแห่งความสมบูรณ์แบบแล้ว เขาจะตกหลุมพรางอันชาญฉลาดของเขาได้อย่างไร? เขาชักดาบออกมาด้วยกระบอกธนูเบาๆ เตรียมพร้อมฟาดฉาบ อาจารย์ชางฉินที่ตระหนักถึงพลังของอาจารย์จึงลังเล กระโดดไปด้านข้างสามครั้งเพื่อหลบใบดาบ ทว่า วิชาดาบเทียนซานของอาจารย์ฮุ่ยหมิงนั้นงดงามยิ่งนัก
 เมื่อพันกันแน่น ฉางฉินก็หนีไม่พ้น เขากระโดดไปทางซ้ายและขวา แสงวาบของดาบยังคงสะท้อนอยู่ด้านหลัง ขณะที่อาจารย์ฮุ่ยหมิงกำลังจะตัดฉาบออกจากมือขวา นักรบของเหมิงซากว่าสิบคนก็พุ่งเข้าใส่ อาจารย์ฮุ่ยหมิงคิดว่าตนเองอ่อนแอ จึงวางแผนตัดอาวุธของพวกเขาหลังจากจัดการฉางฉิน ทันใดนั้น ก็มีคนหนึ่งในนั้นโจมตีด้วยความเร็วเหลือเชื่อ ถือเบ็ดคู่ พระอาทิตย์และพระจันทร์ แสงวาบพุ่งเข้าใส่เด็กน้อยในอ้อมแขนของเขา!
 อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงชี้ปลายเท้าและพุ่งออกไปราวกับลูกธนู เด็กน้อยในอ้อมแขนกรีดร้องเสียงดัง อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงหันกลับไปมองและเยาะเย้ย “ฮ่า ข้าสงสัยว่าเป็นใครกัน! ปรากฏว่าเป็นแม่ทัพเหลียน! แค่เจ้าฆ่าแม่ทัพสยงยังไม่พอหรือ? วันนี้ข้าโกนหัวแล้วบวชเป็นพระ เว่ยจงเซียนน่าจะโล่งใจ แม้แต่เยว่เพียงคนเดียวยังกล้ามารบกวนเจ้าถึงชายแดน” อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงไม่รู้ว่าเว่ยจงเซียนถูกประหารชีวิตด้วยการฟันอย่างช้าๆ และคิดว่าตนยังคงมีอำนาจเช่นเดิม จึงส่งเหลียนเฉิงหู่และลามะองค์นี้ไปติดตาม
 เหลียนเฉิงหูหัวเราะอย่างขมขื่น ตะขอสองอันกางออกเฉียง เขาและอาจารย์ฉางฉินจึงโจมตีจากทั้งสองฝั่ง เหลียนเฉิงหูดุร้ายยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าพระอุ้มเด็กไว้ในแขนซ้าย ด้านซ้ายเป็นจุดอ่อน ตะขอสองอันก็พุ่งเข้าโจมตีจุดอ่อนนี้ ไม่ว่าเด็กในอ้อมแขนจะกล้าหาญเพียงใด เขาก็หวาดกลัว มือเล็กๆ ของเขาคว้าไหล่อาจารย์ฮุ่ยหมิงไว้ และบางครั้งก็ส่งเสียงร้องด้วยความกลัว อาจารย์ฉางฉินถือฉาบในมือขวาและจีวรพระในมือซ้าย เปลี่ยนการป้องกันเป็นการโจมตี อาจารย์ฮุ่ยหมิงโกรธจัด เขาหยุดเคลื่อนไหวดาบ
 จากนั้นจึงปลดปล่อยดาบเทียนซานที่เขาสร้างขึ้นร่วมกับอาจารย์ สายฟ้าสีม่วงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า แสงเย็นยะเยือกปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน เขาก้าวไปข้างหน้าดุจมังกร ถอยกลับดุจห่านป่าที่ตื่นตระหนก ตรงที่สายลมกระบี่พัดผ่าน หญ้าป่าบนทุ่งหญ้าซึ่งสูงกว่าครึ่งตัวก็ส่งเสียงกรอบแกรบ เหลียนเฉิงหูและอาจารย์ฉางฉินกล้าเข้าใกล้ได้อย่างไร!
 อย่างไรก็ตาม เหลียนเฉิงหูและอาจารย์ฉางฉินต่างก็เป็นบุคคลระดับแนวหน้า อาจารย์ฮุ่ยหมิงอุ้มลูกของตนไว้แน่น ลังเลที่จะเข้าต่อสู้ หลังจากโจมตีไปห้าสิบเจ็ดสิบครั้ง การต่อสู้ก็จบลงด้วยการเสมอกัน เหมิงซื่อนำนักรบของเขาเข้าวงที่ห่างออกไปร้อยก้าว ธนูถูกชักขึ้นและลูกธนูพร้อม พวกเขารอให้อาจารย์ฮุ่ยหมิงพ่ายแพ้ จากนั้นจึงปล่อยลูกธนูชุดใหญ่โจมตีเขาจากทั้งสองด้าน
 ท่ามกลางภาวะชะงักงัน จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะยาวดังมาจากระยะไกล หัวใจของอาจารย์ฮุ่ยหมิงเต้นระรัว ในเสี้ยววินาที เงาสีขาวก็ลอยข้ามทุ่งหญ้าไป ชั่วขณะต่อมา เสียงตะโกนก็ดังขึ้น ก่อนที่คนของเหมิงซาจะมองเห็นได้ชัดเจน หลายคนถูกแทงและล้มลงกับพื้น มีคนตะโกนด้วยความตื่นตระหนก “เร็วเข้า! แม่มดผมขาวกำลังมา!”
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงฟาดดาบ บีบให้อาจารย์ฉางฉินและเหลียนเฉิงหู่ถอยไปหลายก้าว ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงแม่มดผมขาวตะโกนว่า "สบายดีไหม? ข้ามาถึงก่อนเวลานัดหมาย!" เธอยังคงมีจิตวิญญาณวีรกรรมเช่นเดิม แต่น้ำเสียงกลับดูแก่กว่าเมื่อก่อน!
 อาจารย์ฉางฉินตกใจกลัวเมื่อเห็นเช่นนั้น แม้แม่มดผมขาวจะไม่ได้งดงามเหมือนในอดีตอีกต่อไป แต่รูปลักษณ์ภายนอกยังคงจำได้ง่าย อาจารย์ฉางฉินเคยถูกนางทรมานอย่างหนักมาก่อน และคิดว่า เยว่หมิงเคอนั้นน่าเกรงขามมาก และบัดนี้ปีศาจหญิงตนนี้ได้กลับมาแล้ว หากทั้งสองร่วมมือกันโจมตี ข้าคงตายโดยไม่มีที่ฝังศพ เขาหมุนตัวหนี เหลียนเฉิงหู่ถอนตะขอสองอันออก พยายามหลบหนีเช่นกัน แต่ทักษะการใช้อาวุธเบาของเขาด้อยกว่าอาจารย์ฉางฉินเล็กน้อย แม่มดผมขาวรวดเร็วมาก ก่อนที่เขาจะหนีได้ไกลกว่าสิบฟุต นางก็มาอยู่ข้างหลังเขาแล้ว ดาบของนางพุ่งเฉียดแทงหลังเขา
 เหลียนเฉิงหู่ปัดป้องการโจมตีหลายครั้ง แต่ดาบของแม่มดผมขาวกลับพุ่งเฉียดไปมาอย่างไม่แน่นอน เคลื่อนที่ไปข้างหน้าและข้างหลัง ราวกับกำลังเลี้ยวซ้ายและขวา เหลียนเฉิงหู่รับการโจมตีได้ราวสิบกว่าครั้ง ทันใดนั้นแม่มดผมขาวก็ร้องออกมาว่า "มา!" เสียงและดาบวาบหวิว หัวใจของเหลียนเฉิงหู่แข็งค้าง เขาไม่รู้ว่าดาบของนางกำลังพุ่งไปทางใด เขารู้สึกเจ็บที่หัวเข่า และล้มลงกับพื้น!
 แม่มดผมขาวคว้าเหลียนเฉิงหู่ กดจุดฝังเข็มอย่างไม่ใส่ใจ แล้วพูดกับอาจารย์ฮุ่ยหมิงว่า “ไปกันเถอะ!” อาจารย์ฮุ่ยหมิงถาม “ไปไหน?” แม่มดผมขาวตอบว่า “ข้าจะไปทุกที่ที่ท่านไป ท่านไม่กล้าแข่งกับข้าหรือ?” ตอนนั้นเองที่อาจารย์ฮุ่ยหมิงจึงตระหนักได้ว่าแม่มดผมขาวต้องการทดสอบทักษะความเบาของเขา
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงหัวเราะเบาๆ ในใจ: หลังจากห่างหายไปหลายปี พบกันในสถานที่แปลกหน้า เธอไม่ได้แม้แต่จะสนใจที่จะตามทัน แต่กลับเรียกร้องให้ประลองฝีมือความเบา แม่มดผมขาวกล่าวว่า "เอาเถอะ! ข้าแบกรับผู้ใหญ่ ส่วนเจ้าแบกรับเด็ก เจ้ากลัวจะแพ้ข้าหรือ?" อาจารย์ฮุ่ยหมิงยิ้มจางๆ ครุ่นคิดว่า "เมื่อหลายปีก่อน ข้ายังเก่งเรื่องความเบาไม่เท่าเจ้า วันนี้ผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน ทำไมเจ้าถึงพูดเกินจริงนัก?" ศิลปะการต่อสู้ของอาจารย์ฮุ่ยหมิงและแม่มดผมขาวมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน คือด้านบวก ด้านลบ
 ทั้งสองวิชาถูกสร้างขึ้นโดยอาจารย์ฮุ่ยหมิง เทียนตู และภรรยาของเขา จากการทะเลาะกัน เทียนตูกล่าวว่า "ถึงแม้แต่ละวิชาจะมีจุดแข็งของตัวเอง แต่เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว ด้านบวกย่อมเอาชนะด้านลบได้ นี่คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้" ดังนั้น อาจารย์ฮุ่ยหมิงจึงต้องการใช้การแข่งขันของแม่มดผมขาวเป็นบททดสอบเพื่อวัดฝีมือของตนเอง เมื่อถูกแม่มดผมขาวกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงยิ้มและกล่าวว่า "ตกลง" ร่างเหล่านั้นเคลื่อนไหวเร็วกว่าสายลม แม่มดผมขาวเดินตามหลังมาติดๆ ราวกับเงาสีขาวสองเงาที่ทอดยาวข้ามทุ่งหญ้า
 หลังจากวิ่งมาครึ่งวัน พวกเขาก็ค่อยๆ มาถึงขอบทุ่งหญ้า ถัดออกไปคือที่ราบสูงที่ก่อตัวขึ้นจากเทือกเขาเทียนซาน เนื่องจากอาจารย์ฮุ่ยหมิงเริ่มต้นก่อน และเด็กที่เขาอุ้มนั้นมีน้ำหนักน้อยกว่าผู้ใหญ่ที่แม่มดผมขาวอุ้มอยู่ เขาจึงก้าวเดินได้มากกว่าสิบก้าว แม่มดผมขาวหยุดกะทันหันและกล่าวว่า "ไม่ต้องแข่งกันหรอก ครั้งนี้เราเสมอกัน ท่านฝึกฝนมาอย่างขยันขันแข็งมาหลายปีแล้ว และความก้าวหน้าของท่านก็น่าทึ่ง ข้าอิจฉาท่านจริงๆ" อาจารย์ฮุ่ยหมิงพึมพำด้วยความละอายใจ ทั้งสองจึงหยุด เด็กน้อยปรบมือด้วยความดีใจและตะโกนว่า "อาจารย์ ท่านรู้จักเวทมนตร์อะไรบ้างหรือไม่ ข้ารู้สึกเหมือนกำลังบินอยู่บนเมฆบนหลังของท่าน"
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงยิ้มและกล่าวว่า "นี่คือชิงกง ไม่ใช่เวทมนตร์ ท่านจะรู้เองเมื่อโตขึ้น" เด็กน้อยกล่าวว่า "อาจารย์ ข้าก็อยากเรียนเช่นกัน" แม่มดผมขาวเหลือบมองเด็กน้อยแล้วถามว่า "นี่ศิษย์ใหม่ของท่านใช่ไหม" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงพยักหน้า แม่มดผมขาวกล่าวว่า "เด็กคนนี้ฉลาดพอๆ กับหยางหยุนชง แต่ดูเหมือนสติปัญญาของเขาจะไม่เท่าหยางหยุนชง" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "เขายังเด็ก ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าเขาเก่งหรือไม่ หรือเขาจะกลายเป็นผู้มีความสามารถพิเศษ" แม่มดผมขาวจับเหลียนเฉิงหู่ปล่อยเขา คลายเข็มฝังเข็ม แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า "ถึงเวลาสอบสวนเขาแล้ว!"
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ก่อนอื่น ถามเขาก่อนว่าเว่ยจงเซียนส่งคนไปกี่คน" เหลียนเฉิงหู่ตอบว่า "อาจารย์เว่ยตายแล้ว!" อาจารย์ฮุ่ยหมิงและแม่มดผมขาวตกตะลึง แม่มดผมขาวถามอย่างกังวล "เขาตายได้อย่างไร" เหลียนเฉิงหู่ตอบว่า "จักรพรรดิองค์ใหม่ประหารชีวิตเขาด้วยการฟันอย่างช้าๆ" อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ดี ข้าคิดว่าเขาตายเพราะชราภาพ ซึ่งทำให้เขาโล่งใจ" แม่มดผมขาวถามว่า "แล้วเค่อซื่อล่ะ" เหลียนเฉิงหูตอบว่า "นางก็ถูกประหารชีวิตเช่นกัน"
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงได้เห็นความลามกและการบงการรัฐบาลของเค่อซื่อ จึงแอบพอใจ อย่างไรก็ตาม แม่มดผมขาวรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยต่อเค่อผิงถิง "ที่จริงนางถูกเว่ยจงเซียนหลอกใช้ แค่ขับไล่นางออกจากวังก็พอแล้ว" เมื่อถูกถามถึงรายละเอียด เหลียนเฉิงหูเกรงว่าจะถูกแม่มดผมขาวทรมาน จึงเล่าทุกอย่างให้ฟัง โดยปกปิดเพียงความเกี่ยวข้องกับชาวแมนจูและเหตุผลในการเดินทางไปซินเจียง แม่มดผมขาวแทบไม่รู้เลยจากคำสารภาพของอิงซิ่วหยางว่าเหลียนเฉิงหูเป็นคนทรยศ หลังจากเขาพูดจบ นางก็ยิ้มและพูดว่า "สิ่งที่ท่านพูดไปมีอะไรผิดหรือ?" เหลียนเฉิงหูเหงื่อแตกพลั่กและพูดว่า "เปล่า!" แม่มดผมขาวเยาะเย้ย “เจ้าเป็นสายลับชาวแมนจูเรีย ทำไมไม่บอกข้า” ใบหน้าของเหลียนเฉิงหูซีดเผือด ลิ้นพันกัน พูดไม่ออก แม่มดผมขาวกล่าว “เจ้าทำความชั่วไว้มากมาย ข้าจะไม่ให้อภัยเจ้า” ดาบของนางแลบแวบหนึ่ง ผ่าเขาออกเป็นสองซีก
 แม่มดผมขาวหัวเราะอย่างอารมณ์ดีพลางกล่าวว่า "เยว่หมิงเคอ ไม่สิ ข้าลืมไปว่าท่านได้บวชเป็นพระแล้ว อาจารย์ฮุ่ยหมิง พวกเราจะจัดการแข่งขันดาบกันอีกดีไหม?"
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงหัวเราะและกล่าวว่า "ไม่ยุติธรรมเลย" แม่มดผมขาวถาม "ทำไมถึงไม่ยุติธรรมล่ะ" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงชักดาบมังกรพเนจรออกมา ฟาดฟันหินก้อนหนึ่งออกเป็นสองท่อนอย่างไม่ยี่หระ แม่มดผมขาวอิจฉาและกล่าวว่า "งั้นเจ้าก็ตีดาบได้เหมือนกันสินะ" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ที่จริงแล้ว เมื่อศิลปะการต่อสู้บรรลุถึงจุดสูงสุดแล้ว อาวุธทุกชนิดก็เหมือนกัน ข้าตีดาบสองเล่มอย่างพิถีพิถัน เพียงเพื่อส่งต่อให้ศิษย์ของข้าใช้ป้องกันตัว"
 แม่มดผมขาวดูเหมือนจะไม่เชื่อและกล่าวว่า "การใช้ดาบย่อมให้ประโยชน์แก่เจ้าเสมอ" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ทักษะของข้ายังไม่พัฒนาเต็มที่ และวิชาดาบของเราก็ไม่ต่างกันมากนัก ดังนั้นแน่นอนว่าคนที่ถือดาบได้เปรียบ" เขาหยุดครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มแล้วพูดว่า “ฝีมือดาบของเจ้าก็พอๆ กับข้าเลย ทำไมเจ้าไม่ลองใช้ดาบของข้าดูล่ะ แล้วจะเอาชนะข้าได้ภายในร้อยกระบวนท่าหรือ?” แม่มดผมขาวโกรธอยู่ลึกๆ และคิดในใจว่า “ถ้าข้าใช้ดาบเล่มนี้ได้ ทำไมข้าต้องถึงร้อยกระบวนท่าด้วย?” เธอหยิบดาบมังกรพเนจรขึ้นมาทันที ตั้งท่าอย่างไม่ลังเล แล้วตะโกนว่า “โจมตี!”
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "เจ้าไปก่อน" แม่มดผมขาวร้อง "ขอโทษที!" ดาบของเขาสั่นไหว เขาจึงแทงมันไปในแนวนอน อาจารย์ฮุ่ยหมิงลดดาบลงและชักออก หยุดยั้งการโจมตีของนาง แม่มดผมขาวเหวี่ยงดาบกลับ แต่อาจารย์ฮุ่ยหมิงไม่ปัดป้อง เขาจึงโจมตีกลับ ยึดตำแหน่งที่ว่างของนางไว้ การเคลื่อนไหวนี้สำคัญยิ่งต่อการป้องกันของศัตรู แม่มดผมขาวถูกบังคับให้ดึงดาบออกมาเพื่อต้านทาน อาจารย์ฮุ่ยหมิงพุ่งไปข้างหน้าหลายครั้ง แต่เมื่อดาบสัมผัสนาง เขาก็ถอยกลับ ปล่อยให้นางไร้พลัง แม้จะมีดาบอันล้ำค่าของนางอยู่ก็ตาม แม่มดผมขาวเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณนักสู้ คิดในใจว่า "ข้าจะโจมตีเจ้าตรงๆ แล้วดูว่าเจ้าจะหลบได้อย่างไร"
 การเคลื่อนไหวของนางเปลี่ยนไป วิถีดาบเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อาจารย์ฮุ่ยหมิงรวบรวมพลังเวทอย่างเงียบงัน นิ่งสงบ เมื่อดาบของนางมาถึงเขา เขาก็บิดมือ ดาบทั้งสองแนบชิดกันดุจแม่เหล็กดึงดูดเหล็ก เมื่อดาบของแม่มดผมขาวชี้ไปทางทิศตะวันออก อาจารย์ฮุ่ยหมิงก็ชี้ไปทางทิศตะวันตก เขาก็ชี้ไปทางทิศตะวันออกเช่นกัน ก่อนที่ดาบของนางจะครบร้อยกระบวนท่า แม่มดผมขาวก็เก็บดาบเข้าฝักทันที พร้อมกับพูดอย่างโกรธเคืองว่า "อีกยี่สิบปีมาสู้กันใหม่!" นางยื่นดาบมังกรพเนจรคืนให้อาจารย์ฮุ่ยหมิง กลับมารับดาบของตนเอง และบินหนีไปโดยไม่พูดอะไร อาจารย์ฮุ่ยหมิงถอนหายใจ "ทำไมเจ้ายังแข่งขันอยู่อีก" เขาอยากจะถามถึงจัวอี้หาง หวังจ้าวซี และเพื่อนเก่าคนอื่นๆ รวมถึงเรื่องราวในอดีตของนาง แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงพาเด็กหนุ่มกลับมายังเทียนซานและตั้งชื่อให้ว่า ชูจ้าวหนาน นอกจากจะสอนกังฟูให้เด็กหนุ่มด้วยตนเองแล้ว ท่านยังให้หยางหยุนชงสอนศิลปะการต่อสู้พื้นฐาน เช่น การสบตา การทรงตัว และการใช้ฝ่ามือให้เด็กหนุ่มด้วย หลายเดือนผ่านไป และตอนนี้ก็เข้าสู่ช่วงกลางฤดูหนาวแล้ว อากาศที่เทียนซานหนาวจัด เด็กทั้งสองจึงฝึกศิลปะการต่อสู้ข้างนอกทุกเช้าเพื่ออบอุ่นร่างกาย วันหนึ่ง ขณะที่อาจารย์ฮุ่ยหมิงกำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้องปฏิบัติธรรม ท่านก็ได้ยินเสียงเด็กสองคนอยู่ข้างนอก ราวกับกำลังคุยกับใครบางคน
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงเดินออกจากวัดไปพบหญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์ยืนอยู่ตรงกลาง อนุญาตให้เด็กทั้งสองใช้ฝ่ามือฟาดฟันเธอ เธอโยกตัวไปมา ดึงเด็กทั้งสองให้มาอยู่รอบตัว อาจารย์ฮุ่ยหมิงรู้สึกประหลาดใจ คิดว่า "การที่สามารถไปถึงเทียนซานในฤดูหนาวอันหนาวเหน็บได้นั้น ต้องเป็นนักสู้ที่เก่งกาจอย่างแท้จริง" การเคลื่อนไหวของนางนั้นชัดเจนและทรงพลัง และเขารู้สึกว่าเคยเห็นมาก่อน เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า "นี่เจ้าเป็นใคร ทำไมถึงรังแกเด็ก?" ชูจ้าวหนานกล่าว "อาจารย์ รีบไปทำเถอะ นางบอกว่าฝ่ามือเทียนซานของเราเป็นแค่ชื่อ"
 หญิงชราไม่พูดอะไร ทันใดนั้นก็ตบอาจารย์ฮุ่ยหมิงด้วยฝ่ามือ ฝ่ามือเบาบาง แต่พลังเต็มเปี่ยม อาจารย์ฮุ่ยหมิงใช้ฝ่ามือต่อต้าน หลังจากต่อสู้อยู่ครู่หนึ่ง เขารู้คำตอบในใจอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เอ่ยออกมาก่อน หลังจากต่อสู้ไปประมาณร้อยกระบวนท่า เขาก็ชนะฝ่ามือได้หนึ่งฝ่ามือ หญิงชราจึงวิ่งหนีไป อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "นี่เจ้าเดินทางมาเทียนซานเพื่อท้าข้าสู้ด้วยฝ่ามืองั้นหรือ?" หลังจากไล่ตามยอดเขาสองยอด หญิงชราก็หยุดกะทันหัน หันกลับมา ถือหน้ากากไว้ในมือ
 “หญิงชรา” คนนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากแม่มดผมขาว เธอได้หน้ากากมาอย่างใดอย่างหนึ่ง แปลงร่างเป็นหญิงชราหน้าตาอัปลักษณ์ อาจารย์ฮุ่ยหมิงถามอย่างหัวเสีย “ทำไมเจ้าถึงพูดเล่น” แม่มดผมขาวพูดด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง “หน้ากากนี้เข้ากับผมขาวของข้าได้อย่างลงตัวเลยใช่ไหม” เมื่อเห็นว่านางไม่ได้พูดเล่นเลย อาจารย์ฮุ่ยหมิงก็รู้สึกกังวลขึ้นมา คิดว่านางคงเสียใจมาก เขาจึงเงียบและตั้งใจฟัง
 ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่มดผมขาวถอนหายใจพลางถามว่า "จัวอี้หางเคยตามหาเจ้าหรือไม่" อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงรู้สึกประหลาดใจและถามว่า "จัวอี้หางเดินทางมาซินเจียงตั้งแต่เมื่อใด" แม่มดผมขาวตอบว่า "ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ยังไม่เคยพบ" อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ถ้าเขามา แน่นอนว่าเขาจะตามหาเจ้าก่อน" แม่มดผมขาวยิ้มเศร้าๆ แล้วพูดว่า "เขากำลังตามหาข้า" อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "เจ้ายังไม่เคยพบ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ เจ้าเป็นเทพเจ้าคู่หนึ่ง ทำไมพวกเจ้าไม่ไปรวมตัวกันที่ชายแดนอันแสนน่าสงสารล่ะ?" แม่มดผมขาวส่ายหน้าอีกครั้ง อาจารย์ฮุ่ยหมิงกำลังจะถามต่อ
 ทันใดนั้นแม่มดผมขาวก็พูดขึ้นว่า "ถ้าเขามาหาเจ้า ช่วยเกลี้ยกล่อมให้เขากลับไปเร็วๆ และไม่มาหาข้าอีก" อาจารย์ฮุ่ยหมิงตะโกน "ทำไม?" สีหน้าของแม่มดผมขาวเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน เธอถอนหายใจ “ข้าควรไปได้แล้ว!” อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าว “เดี๋ยวก่อน พวกนายทำอะไรกันอยู่” แม่มดผมขาวกล่าว “เทือกเขาเทียนซานอยู่ห่างกันเป็นพันไมล์ แล้วเจ้าก็ยึดยอดเขาทางเหนือไป เหลือข้าไว้กับยอดเขาทางใต้!” อาจารย์ฮุ่ยหมิงกล่าว “ถ้าจัวอี้หางมา ข้าจะบอกเขาให้ตามหาเจ้า” แม่มดผมขาวกล่าว “ทำไมต้องลำบากด้วย ข้าจะไม่มีวันได้พบเขาอีก!”
 พูดจบนางก็วิ่งลงจากภูเขาไป อาจารย์ฮุ่ยหมิงพยายามไล่ตามนางอย่างเปล่าประโยชน์ ถอนหายใจ “ความรักผูกมัดง่าย แต่แก้ยาก เราเคยรู้จักความอกหักมากี่ครั้งแล้ว” ทันใดนั้นใบหน้าของเขาก็แดงก่ำ เขาหวนคิดถึงเรื่องรักในอดีต จิตใจที่สงบนิ่งของเขาสับสนวุ่นวาย เขาจึงรีบกลับไปที่ห้องเพื่อทำสมาธิ
 ประมาณครึ่งเดือนต่อมา ยามพลบค่ำวันหนึ่ง พระจันทร์เสี้ยวเริ่มปรากฏขึ้น อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกำลังฝึกดาบอยู่บนยอดเขาเทียนซาน เมื่อเขาใช้ดาบอย่างแรง แสงดาบและแสงจันทร์ก็รวมเป็นหนึ่งเดียว ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังมาจากเชิงเขา อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงรีบวิ่งไปและได้ยินเสียงใครบางคนพึมพำว่า "ดาบวิเศษมาก!" อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงปัดหิมะและเถาวัลย์ออกไป ปรากฏว่าเห็นจัวอี้หางหน้าแดงก่ำด้วยความหนาว มือเท้าแข็งทื่อ นอนคลานอยู่บนกองหิมะ อาจารย์เซ็นฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ท่านทำงานหนักมาก!" จัวอี้หางลุกขึ้นยืน ลูบมือเท้าพลางยิ้ม "ข้าชินแล้ว ตอนมาที่นี่ใหม่ๆ มันยากกว่านี้อีก! แค่ไม่กี่วันที่ผ่านมาหนาวมาก ลมหายใจข้ากลายเป็นน้ำแข็ง เกือบคิดว่าขึ้นไปถึงยอดเขาไม่ได้แล้ว!"
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงรีบพาเขากลับไปที่วัดและสั่งให้หยางหยุนชงรินชาร้อนให้ หลังจากพักผ่อนแล้ว เขาก็สอบถามเกี่ยวกับการเดินทาง เขาได้ทราบว่าจัวอี้หางซึ่งไม่คุ้นเคยกับภูมิประเทศทางตะวันตกเฉียงเหนือ ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเดินทางจากซานซีไปยังซินเจียง หลังจากถึงซินเจียง เขาคลำทางผ่านเทือกเขาเทียนซานอันกว้างใหญ่ที่ทอดยาว 3,000 ไมล์ เคี้ยวหิมะเมื่อกระหายน้ำ และย่างแกะหิมะเมื่อหิว ใช้เวลาอีกหกเดือนจึงถึงที่หมาย โชคดีที่แม้จะต้องทนทุกข์ทรมานมามากมาย แต่ร่างกายของเขากลับแข็งแรงขึ้นอย่างน่าทึ่ง และทักษะการต่อสู้ของเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างมาก
 การได้พบกับเพื่อนที่ดีเช่นนี้เป็นความสุขอย่างแท้จริง จัวอี้หางพักอยู่ที่เทียนซานหลายวัน ระบายความคิดถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่พวกเขาแยกทางกัน น้ำตาเอ่อคลอเบ้าขณะเล่าถึงการจากไปอย่างเจ็บปวดของเจด รากษส หลังจากการต่อสู้ที่ภูเขาอู่ตัง เยว่หมิงเคอยิ้มและกล่าวว่า "เจด รากษส มาที่นี่เมื่อไม่กี่วันก่อน อ้อ ลืมบอกไป ทุกคนที่นี่เรียกเธอว่าแม่มดผมขาว ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอคือเจด รากษส ผู้เคยครองโลกศิลปะการต่อสู้"
 จัวอี้หางถอนหายใจ “ใช่ ผมของนางกลายเป็นสีขาวเพื่อข้า แต่ข้าหาน้ำยาวิเศษที่ฟื้นคืนความเยาว์วัยให้นางไม่ได้” อาจารย์ฮุ่ยหมิงเล่าถึงตำนานที่เล่าขานโดยชนเผ่าเร่ร่อนทางตอนเหนือและใต้ของเทือกเขาเทียนซาน ยิ้มและกล่าวว่า “อาจจะไม่มีน้ำยาวิเศษที่ฟื้นคืนความเยาว์วัยได้ แต่แน่นอนว่าต้องมีน้ำยาวิเศษที่สามารถเปลี่ยนผมหงอกให้กลับดำสนิทและคงความเยาว์วัยไว้ได้” จัวอี้หางถามอย่างกังวล “ข้าจะหาได้จากที่ไหน”
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงตอบว่า “ตามตำนานของชนเผ่าเร่ร่อนตามทุ่งหญ้า มีดอกไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่าดอกอุทุมพร มันจะบานเพียงหกสิบปีครั้ง และทุกครั้งที่บาน มันจะออกดอกสองดอก ดอกหนึ่งสีขาว อีกดอกสีแดง ขนาดเท่าชามใบใหญ่ ว่ากันว่ามันสามารถทำให้ผมหงอกดำสนิทและฟื้นคืนความเยาว์วัยได้ ข้าคิดว่ามันน่าจะเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่ากว่าดอกโพลีโกนัม มัลติฟลอรัม ข้าไม่เชื่อว่ามันจะฟื้นคืนความเยาว์วัยได้ แต่การทำให้ผมหงอกดำสนิทนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก”
 จัวอี้หางผิดหวังเมื่อได้ยินว่าดอกไม้นี้บานแค่ครั้งเดียวในรอบหกสิบปี และไม่มีใครรู้ว่ามันเติบโตที่ไหน เขายิ้มอย่างขมขื่นพลางพูดว่า "ถ้าดอกไม้นี้เพิ่งบาน อีกหกสิบปีข้างหน้า เธอคงมีอายุเกือบร้อยปีแล้วสินะ"
 อาจารย์ฮุ่ยหมิงเล่าถึงคำพูดและสีหน้าของแม่มดผมขาวในวันนั้น จัวอี้หางกล่าวว่า “ถ้านางไร้หัวใจเช่นนี้และไม่ต้องการพบข้า นางคงไม่บอกข้าว่านางอาศัยอยู่ที่ไหน” อาจารย์ฮุ่ยหมิงตอบว่า “ยอดเขาใต้หนาวกว่าที่นี่เสียอีก และเส้นทางขึ้นไปก็ผ่านป่าอันกว้างใหญ่ไร้ผู้คน ข้าเกรงว่ามันจะหาได้ยากกว่าที่นี่เสียอีก” จัวอี้หางตอบว่า “ถึงข้าจะแข็งตัวเป็นฟอสซิลและตายไปในภูเขาอันรกร้าง ข้าก็ยังจะไป”
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "งั้นก็รอถึงต้นฤดูร้อนเมื่อน้ำแข็งละลาย" จัวอี้หางกล่าวว่า "ข้ากังวลมาก จะรอถึงต้นฤดูร้อนได้อย่างไร" อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงยืนยันที่จะให้เขาพักต่ออีกเจ็ดวัน ระหว่างนั้นเขาได้ฝึกฝนทักษะภายในกับท่าน จัวอี้หางมีพื้นฐานอยู่แล้ว และด้วยคำแนะนำของอาจารย์เซนฮุ่ยหมิง ท่านจึงก้าวหน้าไปอย่างมาก จัวอี้หางถอนหายใจ "ลุงของข้าก็เหมือนกบในบ่อน้ำ ไม่รู้ถึงความกว้างใหญ่ของมหาสมุทร พวกเขาคิดว่าวิชายุทธ์ของตนไม่มีใครเทียบได้ แต่กลับด้อยกว่าท่านมาก"
 อาจารย์เซนฮุ่ยหมิงกล่าวว่า "ถึงแม้พวกเขาจะหยิ่งผยองอยู่บ้าง แต่พลังภายในและทักษะทางจิตใจของวิชายุทธ์อู่ตังก็เป็นที่ชื่นชมของวงการยุทธ์อย่างแท้จริง บางทีอาจเป็นเพราะตำราลับของพระโพธิธรรมผู้ก่อตั้งท่านสูญหายไป และบัดนี้ไม่มีใครล่วงรู้ถึงความลึกซึ้งของมัน" จัวอี้หางกล่าวด้วยอารมณ์ “ข้าอยากเป็นศิษย์ของท่านและฝึกดาบกับท่านจริงๆ” อาจารย์ฮุ่ยหมิงหัวเราะ “ท่านจัว ท่านล้อเล่นนะ เราเรียนรู้กันได้ ไม่เป็นไร แต่ท่านจะพูดถึงการสอนได้อย่างไร ที่จริงท่านมีอาจารย์ เพื่อน และคู่หูศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว แล้วจะไปหาท่านทำไม” จัวอี้หางเข้าใจความหมาย จึงยิ้มอย่างขมขื่น “ถ้านางได้พบข้า ข้าก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องการแต่งงาน ข้าเกรงว่าชาตินี้คงไม่มีหวังแล้ว”
 เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาเจ็ดวัน จัวอี้หางได้อำลาอาจารย์เซนฮุ่ยหมิงและออกเดินทางอีกครั้งสู่ยอดเขาใต้ หลังจากเดินป่าฝ่าป่าดงดิบมาเป็นเวลากว่าเดือน ทนทุกข์ทรมานจากลม น้ำค้างแข็ง ฝน และหิมะ ท่ามกลางความหวาดกลัวแมลง งู และสัตว์ป่า ในที่สุดท่านก็มาถึงยอดเขาใต้ ท่านมองเห็นยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะทะลักทะลวงเมฆ ธารน้ำแข็งห้อยหัวลง แร้งบินวน และแพะหิมะวิ่งข้ามภูมิประเทศ ความหนาวเย็นเหน็บหนาวเหน็บและความอ้างว้างนั้นน่าสะพรึงกลัว
 จัวอี้หางก้าวข้ามอุปสรรคทั้งปวงและปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ หลังจากเดินป่ามาสามวัน ในที่สุดท่านก็ถึงไหล่เขา โชคดีที่พลังภายในของท่านแข็งแกร่งขึ้นมาก หากไม่เช่นนั้น ท่านคงลำบาก ขณะกำลังปีนเขาในวันนั้น ลมหนาวก็พัดกระหน่ำอย่างกะทันหัน ดังเสียงกรอบแกรบของหญ้าและต้นกกในป่า และก้อนหิมะขนาดใหญ่ราวกับหินโม่กลิ้งไปบนภูเขา จัวอี้หางหยุดอย่างรีบร้อนและนั่งขัดสมาธิภายในกำแพงธรรมชาติที่สร้างขึ้นจากต้นไม้โบราณสูงตระหง่านหลายต้นเพื่อหลบลมและหิมะ
 หลังรับประทานอาหารเสร็จ พายุหิมะก็สงบลง จัวอี้หางกำลังจะลุกขึ้นเดินไปข้างหน้า ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงใสๆ ดังมาไม่ไกล เสียงแก่ชราดังขึ้นว่า "ท่านแน่ใจหรือว่าแม่มดผมขาวคือหยกยักษ์?" 
 จัวอี้หางตกใจ ได้ยินเพียงเสียงตอบกลับจากอีกคนว่า "ไม่มีอะไรผิดพลาดหรอก ถึงผมของเธอจะขาวซีด ใบหน้าซูบผอม แต่เธอก็ยังจำเธอได้ ยิ่งกว่านั้น ไม่มีใครในโลกนี้ที่สามารถใช้วิชากระบี่นี้ได้" จัวอี้หางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นคนสี่คนเดินออกมาจากพุ่มไม้ ห่างจากเขาไปสิบฟุต ดูเหมือนว่าพวกเขาก็กำลังหลบลมและหิมะถล่มเช่นเดียวกับเขา
 ชายทั้งสี่คนแต่งกายต่างกันไป คนหนึ่งเป็นพระลามะในชุดจีวรสีแดงเข้ม คนหนึ่งเป็นนักบวชเต๋าในชุดคลุมสีดำ คนหนึ่งเป็นพระรูปแปลกหน้าสวมรองเท้าป่านและมีกะโหลกหลายหัวพันรอบคอ และอีกคนเป็นชายชราวัยหกสิบกว่าๆ จัวอี้หางรู้สึกประหลาดใจอย่างมากและสงสัยว่า "ชายทั้งสี่คนนี้กำลังมาหาหยกยักษ์หรือ?"
 สายตาและหูของชายชราเฉียบคมเป็นพิเศษ จัวอี้หางเงยหน้าขึ้นมอง ได้ยินเสียงแผ่วเบาราวกับมีคนกำลังเขย่าหญ้าด้วยมือ เขารีบลุกขึ้นและตะโกนว่า "มีคนมา!" ทั้งสี่คนยืนเรียงแถวกันราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าเกรงขาม จัวอี้หางรู้ว่าเขาไม่อาจซ่อนตัวได้อีกต่อไป เขาเดินออกไปอย่างภาคภูมิใจ โค้งคำนับ แล้วถามว่า "พวกเจ้าจะขึ้นไปยอดเขาหนานเกากันไหม?"
                        ทั้งสี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเมื่อเห็นว่าไม่ใช่แม่มดผมขาว เขาถามว่า "เจ้าเป็นใคร? ทำไมเจ้าถึงไปยอดเขาใต้เพียงลำพังท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง?"
                        จัวอี้หางกำลังครุ่นคิดว่าควรจะบอกความจริงหรือไม่ แต่พระลามะชุดแดงกลับพูดว่า "ไม่ต้องถามหรอก เจ้าคงกำลังไปยอดเขาใต้เพื่อตามหาแม่มดผมขาวอยู่สินะ?" จัวอี้หางถาม "แล้วถ้าข้าไปล่ะ?"
                        พระลามะชุดแดงกล่าว "เจ้ากำลังหาเรื่องนางด้วยหรือ?" จัวอี้หางได้ยินว่าคนทั้งสี่นี้เป็นศัตรูของอวีลั่วซา จึงโกรธและเยาะเย้ย "ต่อให้มีอีกสิบคนอย่างข้า พวกเขาก็ไม่กล้าหาเรื่องนางหรอก"
                        ชายชราเปลี่ยนสีหน้าและตะโกนว่า "เจ้าเป็นใคร?" จัวอี้หางตอบอย่างภาคภูมิใจ "จัวอี้หาง ศิษย์สำนักอู่ตัง" ชายชราหัวเราะพลางกล่าวว่า “เจ้าคือประมุขแห่งสำนักอู่ตัง เจ้ายอมสละตำแหน่งประมุขอันดีของเจ้า แล้วมาตามหาแม่มดที่นี่ ฮึ่ม ฮึ่ม ข้าจะสั่งสอนเจ้า!” เขาคลายแส้นุ่มๆ ที่เอวออก แล้วฟาดไปตามลม แส้ส่งเสียงกรอบแกรบ เขาสะบัดมันอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับงูบินพันรอบเอวของจัวอี้หาง!
                        ปรากฏว่าบุคคลทั้งสี่นี้คือ อาจารย์ใหญ่ฉางฉิน, ฮั่วหยวนจง, อาจารย์เต๋าจัว และศิษย์อู๋โถวแห่งนิกายเทียนหลงทิเบต หลังจากสูญเสียอย่างหนักจากน้ำมือของแม่มดผมขาว อาจารย์ฉางฉินจึงเชิญศิษย์อู๋โถวเพื่อนรักมาช่วยเหลือ ฮั่วหยวนจงและอาจารย์เต๋าจัวเคยเป็นศัตรูกับมารดาผีดอกไม้แดง
                        หลังจากแก้แค้นนาง ทั้งสองพ่ายแพ้ต่อเถี่ยเฟยหลงและอวี้ลั่วซา และต้องถอยทัพไปทิเบตเพื่ออยู่อย่างสันโดษ ศิษย์อู๋โถวรู้จักพวกเขาเป็นอย่างดี จึงเชิญพวกเขามาด้วย
                        ฮั่วหยวนจงและเต๋าจื่อหยางเป็นรุ่นเดียวกัน รู้จักกันมาหลายสิบปีแล้ว จัวอี้หางเป็นประมุขคนปัจจุบันของนิกายอู่ตัง บุคคลสำคัญในวงการศิลปะการต่อสู้ ฮั่วหยวนจงเคยพูดคุยเกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้มาก่อน และเคยถูกหวงเย่และไป๋สือของเต๋ารังแก บัดนี้ เมื่อเห็นจัวอี้หางมาเพียงลำพัง
                        โดยเฉพาะเพื่อตามหาแม่มดผมขาว ฮัวหยวนจงจึงรับบทบาทเป็นผู้อาวุโสและขู่ว่าจะขับไล่จัวอี้หางลงจากภูเขา
                        จัวอี้หางไม่พอใจกับการแข่งขันกับอสูรหยก จึงชักดาบออกมา ไม่ยอมจำนน ฮั่วหยวนจงฟาดแส้อย่างดุเดือดดุจงูเหลือม การเคลื่อนไหวของเขาน่าตื่นตะลึง จัวอี้หางปลดปล่อยวิชาดาบอู่ตังอย่างคล่องแคล่วดุจมังกร ร่างที่แท้จริงไม่อาจคาดเดาได้
                        ฮั่วหยวนจงตกตะลึง เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าศิษย์อู่ตังรุ่นที่สองจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ อาจารย์ฉางฉินเห็นฮั่วหยวนจงเอาชนะจัวอี้หางไม่ได้ ก็รู้สึกผิดหวัง คิดว่า "ทำไมฮั่วรุ่นที่สองถึงไร้ความสามารถเช่นนี้"
                        ผู้เฒ่าอู๋โถวผู้ร้อนรนตะโกนว่า "เด็กคนนี้เป็นพวกเดียวกับแม่มดผมขาว ทำไมเราถึงต้องสุภาพกับเขาด้วย" เขาเหวี่ยงไม้เท้าและพุ่งไปข้างหน้า
                        ผู้เฒ่าอู๋โถวมีพลังอันลึกซึ้ง เสียงคทาของเขาดังก้องกังวานด้วยพลังอันทรงพลัง จู่ๆ จัวอี้หางก็ถูกบังคับให้ถอยกลับหลายครั้ง ท่ามกลางจังหวะนั้น มีคนหัวเราะเยาะเย้ย “ใครกันที่กล้าถือมีดหรือคทาอยู่ที่นี่”
                        จัวอี้หางร้องด้วยความดีใจ “พี่เหลียน พี่เหลียน!” เมื่อลืมตาขึ้นก็ตกตะลึงเมื่อเห็นหญิงชราผิวไก่และผมขาว ขณะเล่าเหตุการณ์ อาจารย์ฮุ่ยหมิงเล่าว่าแม่มดผมขาวเคยสวมหน้ากาก จัวอี้หางร้องออกมา แต่ก็ไม่กล้าพูดซ้ำ เขาคิดว่า “ต่อให้ผมของพี่เหลียนกลายเป็นสีขาว เธอก็คงไม่มีวันแก่และน่าเกลียดขนาดนี้!”
                        อาจารย์ฉางฉินตะโกนว่า "เจ้าเป็นใคร?" แม่มดผมขาวทะยานขึ้นไปในอากาศราวกับนกประหลาด พุ่งเข้าใส่ผู้อาวุโสอู่โถวโดยไม่พูดอะไร เธอฟาดฟันลงมาจากกลางอากาศด้วยกระบี่อันทรงพลัง "ธารน้ำแข็งกลับหัว"
                        ผู้อาวุโสอู่โถวเหวี่ยงไหล่ครึ่งหันหลัง ฟาดไม้เท้าไปด้านหลัง ดาบฟาดเข้าที่ไหล่ของเขาอย่างแรง อาจารย์ฉางฉินและจัวเต๋ารีบชักอาวุธออกมาโจมตี แม่มดผมขาวหัวเราะเยาะ "ฮั่วหยวนจง ผู้อาวุโสอู่โถว พวกเจ้าทั้งสองยังไม่เชื่อ และกำลังตามหาความตายอยู่ที่นี่ด้วยงั้นหรือ?"
                        ทันทีที่พูดจบ ฮั่วหยวนจงก็อุทานออกมาว่า "คนๆ นั้นก็คือแม่มดผมขาว!" จัวอี้หางที่สังเกตฝีมือดาบของนางก็รู้ได้ทันทีว่านางคือหยกยักษ์อย่างไม่ต้องสงสัย ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยคำใด แม่มดผมขาวก็ปล่อยดาบชุดใหญ่ออกมา สังหารศัตรูทั้งสี่อย่างโหดเหี้ยม!
               เมื่อจัวอี้หางได้ยินนางเอ่ยชื่อทั้งสอง เขาก็นึกขึ้นได้ทันทีว่าอาจารย์ของเขาเคยพูดถึงมิตรภาพกับพวกเขา เขารีบกล่าวว่า "พี่เหลียน ปล่อยพวกเขาไป!"
               แม่มดผมขาวไม่สนใจ ฟันดาบทีละเล่ม จัวอี้หางหงุดหงิดจนได้แต่โจมตีอาจารย์ฉางฉินอย่างสุดกำลัง ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด เสียงร้อง "โอ๊ย!" ดังขึ้นหลายครั้ง ขณะที่ฮั่วหยวนจงและจัวเต๋าถูกฟันด้วยดาบคนละเล่ม แม่มดผมขาวตะโกนว่า "ลงภูเขาไปกับข้า! เจ้าต้องการทิ้งร่องรอยไว้อีกสองรอยหรือ?"
               ฮั่วหยวนจงและจัวเต๋าไม่รู้ตัวเลยว่าวิชาดาบของแม่มดผมขาวนั้นทรงพลังยิ่งกว่าเดิมมาก ฮั่วหยวนจงและจัวเต๋าได้รับบาดเจ็บและหวาดกลัวอย่างที่สุด จึงรีบกระโดดออกจากวงล้อม กลิ้งตัว และไถลตัวลงจากเนินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ
               จัวอี้หางแอบดีใจพลางคิดว่า "งั้นนางก็ยอมฟังคำแนะนำของข้าแล้วสินะ" ศัตรูสี่คนหายไปสองในสี่คน เหลือเพียงผู้เฒ่าอู่โถวและอาจารย์ฉางฉินที่อ่อนล้ายิ่งกว่า หลังจากโจมตีอีกยี่สิบหรือสามสิบครั้ง
               เจด รากษสาก็ตะโกนว่า "เจ๋อ" แล้วฟาดฟันด้วยดาบของนางอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า ตัดศีรษะของผู้เฒ่าอู่โถวขาดเป็นชิ้นๆ เลือดไหลทะลักออกมาเปื้อนหิมะแดงฉาบ อาจารย์ฉางฉินกัดฟันและขว้างฉาบออกไป คว้าตัวจัวอี้หางและแม่มดผมขาวแยกกัน เมื่อฉาบถูกปล่อยลงจากภูเขาทันที
               จัวอี้หางฟาดฉาบออกไปด้วยดาบ แม่มดผมขาวแสยะเยาะเย้ย ใช้ปลายดาบดันฉาบออกเบาๆ แล้วถอดออกพลางตะโกนว่า "อาวุธของเจ้าไม่เหมาะกับข้า ข้าจะคืนให้เจ้า!" เธอฟันฉาบลง ฉาบทั้งสี่ด้านคมกริบ ส่งเสียงหึ่งๆ ประหลาดเมื่อลมพัด ฉิบหายไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าฟาด
               อาจารย์ฉางฉินเพิ่งกลิ้งมาถึงกลางภูเขา โดนฉาบบาดศีรษะและลำตัวขาดเป็นสองท่อนทันที ร่างของเขากลิ้งลงมาจากธารน้ำแข็ง!
               จัวอี้หางไม่กล้าแม้แต่จะมองลงไป หันกลับไปมองใบหน้าของแม่มดผมขาวที่เย็นชาไร้อารมณ์ จัวอี้หางไม่รู้ว่านางสวมหน้ากากอะไรอยู่ แต่กลับรู้สึกหนาวสั่นไปทั่วหัวใจ เขารวบรวมความกล้าตะโกนว่า "พี่เหลียน พี่เหลียน!"
               แม่มดผมขาวจ้องมองเขา ก่อนจะหันหลังเดินจากไปทันที จัวอี้หางวิ่งไล่ตามเธอไปพลางตะโกนอย่างบ้าคลั่งว่า "พี่เหลียน พี่เหลียน!"
               ว่ากันว่าทักษะการชิงกงของแม่มดผมขาวนั้นเหนือกว่าเขามาก หากนางวิ่งหนี จัวอี้หางคงตามไม่ทัน แต่นางจงใจลดความเร็วลง โดยรักษาระยะห่างไว้ประมาณ 20-30 ก้าวเสมอ เมื่อถึงยอดเขา เธอก็หยุดกะทันหันและหันกลับไปมอง

ก่อนหน้า                        > 🧌🤱🏻 <                          อ่านต่อ

มาโนช ทองแย้ม Royaume deCai Hangameishin ère HanTokawa / ቴሌማ ጥበቃ Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ? ตุลาคม 29, 2568 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
Labels: 🍄นิยาย, .แม่มดผมขาว, action movies 🤸 ดูหนัง ภาพยนตร์

28 ตุลาคม 2568

27.นวนิยาย 梁羽生 ผู้เขียน: เหลียง ยู่เซิง แม่มดผมขาว เดชนางพญาผมขาว พากย์ไทย The Bride with White Hair ซีรีส์จีน

 ดูหนัง เต็มเรื่อง 🎬 พากย์ไทย ปล้น-ล้าง- ฆ่า A Witness Out of the Blue
 search-googleปล้น ล้าง ฆ่า พ.ศ. 2562 ‧ อาชญากรรม/กระตุกขวัญ ‧ 1 ชม. 45 นาที ผลการค้นหา 
นักแสดง
กู่ เทียนเล่อ
ฌอน หว่อง
Jessica Hsuan
จอย ทิง
หลุยส์ เช็ง
แลร์รี ลาม
Cherry Ngan
ชาร์เมน ฮุย
ลิง แมน-ลัง
เรดเฮด
อัน จื้อเจี๋ย
Tony Ho
ถัน เหย้าเหวิน
บูลล์ ยู
ฟิลิป เคียง
Yip Sau-ching
แซม ลี
คลาร์ก ออ-ยึง
ดูเพิ่มเติม
 ( หลุยส์ โก ) นำการปล้น ด้วยอาวุธ ที่ร้านขายเครื่องประดับ สามเดือนต่อมา โฮเมอร์ ซุย (ดีป เอ็ง) หุ้นส่วนร่วมก่ออาชญากรรมของหว่อง ถูกพบเป็นศพในอพาร์ตเมนต์ และสารวัตรยิป เซาชิง (ฟิลิป เคง) สงสัยว่าหว่องเป็นผู้ฆาตกรรม พยานคนเดียวที่เห็นได้ชัดในคดีฆาตกรรมคือนกแก้วพูดได้ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุใน อพาร์ตเมนต์หว่องตั้งใจที่จะตามหาฆาตกรตัวจริงเพื่อล้างมลทินให้กับตัวเองและแก้แค้นคู่หูของเขา
  1. "พยานจากสีน้ำเงิน - รายได้มหาศาลจากบ็อกซ์ออฟฟิศ "
  1. "การฉายก่อนเทศกาล 前名活字 A WITNESS OUT OF THE BLUE 窽动福要" เก็บถาวรจากต้นฉบับเมื่อ 2020-03-28 . สืบค้นเมื่อ 2020-03-18 .
  1. "พยานจากความไม่รู้ - IFFR "    ^    ↑ 
  1. ^   
                        นวนิยาย 梁羽生 ผู้เขียน: เหลียง ยู่เซิง
                        ประเภท: วรรณกรรมสมัยใหม่และร่วมสมัย 
                        บทที่ 27: ชายหนุ่มผู้ไม่ยอมเปิดเผยชื่อ แสวงหาที่ลี้ภัย สารภาพความเคียดแค้น และการค้นหาอย่างสิ้นหวังของท่านชายน้อย
 ชายหนุ่มบาดเจ็บสาหัสและอ่อนล้า ตกจากหลังม้า ลุกขึ้นไม่ได้ เคอผิงถิงพยุงเขาขึ้นและถามว่า "เจ้าเป็นใคร?" ชายหนุ่มตอบว่า "เจ้านี่ช่างน่ารำคาญจริงๆ! ถ้าเจ้าอยากช่วยข้า เรียกเถี่ยเฟยหลงมา ถ้าไม่ช่วยก็ขอดาบของข้ามา!" เคอผิงถิงไม่รู้ที่มาของเขา เธออยากจะถามให้กระจ่างชัด แต่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเขาบาดเจ็บสาหัส เธอจึงรู้สึกสงสารเขา
 เสียงกระดิ่งม้าดังแว่วมานอกหมู่บ้าน ชายหนุ่มตะโกนว่า “สายเกินไปแล้ว เอาดาบของเจ้ามา!” เคอผิงถิงกล่าว “เจ้าต้องการมันไปทำไม?” ชายหนุ่มกล่าว “ข้าขอตายเสียดีกว่าตกไปอยู่ในเงื้อมมือของคนชั่ว!” เคอผิงถิงคิดในใจ “ชายหนุ่มคนนี้ตรงไปตรงมาและน่ารัก เขาขอตายเสียดีกว่าถูกทำให้ขายหน้า ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ใช่คนเลว” เธอกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “ตกลง ข้าจะช่วยเจ้า!” เสียงกีบม้าดังใกล้เข้ามา เคอผิงถิงอุ้มชายหนุ่มขึ้นมาวางลงบนกองหญ้าแห้งในทุ่งข้าวสาลีริมถนน เคอผิงถิงไม่เคยแตะต้องชายคนนี้ในชีวิตมาก่อน ชายหนุ่มตัวหนักมากจนกดหน้าอกเธอแน่นจนหายใจไม่ออก หลังจากซ่อนเขาในที่สุด พวกผู้ไล่ล่าก็มาถึงทางเข้าหมู่บ้านแล้ว เคอผิงถิงก็พิถีพิถันเช่นกัน เธอรีบถอดเสื้อคลุมออกและยัดมันลงในกองหญ้า เธอเช็ดมือบนดินเพื่อผสมเลือด
 ครู่ต่อมา เหล่าผู้ไล่ล่าก็มาถึง พวกเขาเป็นทหารม้าห้าคน ดูเหมือนจะมาทำธุระส่วนตัว หัวหน้าถามว่า "นี่หนูน้อย เห็นชายหนุ่มบาดเจ็บขี่ม้าผ่านมาทางนี้ไหม" เคอผิงถิงตอบว่า "ใช่! เขาวิ่งนำหน้าไปแล้ว!" เขาชี้ไปทางเถี่ยเจียจวง ม้าของชายหนุ่มได้รับบาดเจ็บจากลูกธนูหลายดอก เลือดไหลนองไปตามถนน เหล่าทหารม้ามองดูอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นมาว่า "นั่นเถี่ยเจียจวงข้างหน้าหรือเปล่า"
 เคอผิงถิงกล่าวว่า "ใช่แล้ว ชายหนุ่มได้เข้าไปในเถี่ยเจียจวงแล้ว"
 นักขี่ม้าทั้งห้าลงจากหลังม้าและถกเถียงกันครู่หนึ่ง คนหนึ่งกล่าวว่า "เถี่ยเฟยหลงมีนิสัยแปลกๆ เราบังคับเขาไม่ได้หรอก" อีกคนกล่าวว่า "พวกเราพี่น้องห้าคนเอาชนะเขาไม่ได้หรือ? ใช้มารยาทก่อนแล้วค่อยบังคับ เราจะเคาะประตูหมู่บ้านแล้วเรียกเขา" อีกคนส่ายหน้า แสดงความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรง ขณะที่คนเหล่านี้กำลังถกเถียงกัน เคอผิงถิงยืนอยู่ริมถนน ฟังอย่างตั้งใจ สายตาจับจ้องไปที่พื้น
 ทันใดนั้น ผู้ขับขี่ก็ดูเหมือนจะตระหนักถึงบางสิ่ง จึงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว พร้อมกับยิ้มอย่างเฉียบขาด “นี่ เธอเป็นใคร” เคอผิงถิงกล่าว “ฉันเป็นสาวชาวนา ออกมาเก็บหญ้าแต่เช้าตรู่” ชายคนนั้นถาม “เธอมาจากเถี่ยเจียจวงไม่ใช่เหรอ” เคอผิงถิงตอบว่า “ฉันมาจากหมู่บ้านใกล้ๆ” หลังจากมาถึงเถี่ยเจียจวง เคอผิงถิงก็ล้างเครื่องสำอางออกและเปลี่ยนเป็นชุดสาวชาวบ้าน บนใบหน้าอันงดงามของเธอเต็มไปด้วยคราบสกปรก ไม่มีใครคาดคิดว่าเมื่อไม่นานมานี้ เธองดงามยิ่งกว่าเจ้าหญิงเสียอีก
 แต่อัศวินผู้นี้ผู้มากประสบการณ์ ยืนมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางกล่าวว่า "เราเดินทางรอบโลกมาแล้ว และเกือบโดนเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้หลอก มาดูสิ—" เขาชี้แล้วพูดว่า "ดูสิ หน้าเธอเลอะ แต่เสื้อแจ็กเก็ตผ้าฝ้ายรัดรูปของเธอกลับแวววาว! แล้วเธอก็พูดได้ชัดเจนและคล่องแคล่ว เธอไม่ใช่สาวชาวนาเลยสักนิด!"
 เคอผิงถิงตกใจเมื่อได้ยินชายคนนั้นตะโกนว่า “บอกข้ามา เจ้าซ่อนเขาไว้ที่ไหน เขาเป็นโจรใจร้าย เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงได้ซ่อนเขาไว้ ยังอยากมีชีวิตอยู่อีกหรือ” เคอผิงถิงถาม “โจรอะไร ข้าไม่รู้” ชายคนนั้นตะโกนและก้าวออกมาเพื่อจับเคอผิงถิง ชายอีกคนพูดว่า “อย่าใจร้อน ถามนางว่านางเป็นใครในเถี่ยเฟยหลง?” ชายคนนั้นพูดว่า “ลูกสาวของเถี่ยเฟยหลงตายแล้ว เขาไม่รับลูกศิษย์หญิง ข้าคิดว่านางเป็นแก๊งโจร!” เขาเดินไม่หยุดและเอื้อมมือไปคว้าตัวเธอ!
 Ke Pingting หันหลังกลับและหลบได้ แล้วชายคนนั้นก็ตะโกนว่า "ว้าว เร็วมาก เคลื่อนไหวได้สวยงาม เธอเป็นนักขี่ที่ชำนาญจริงๆ!" การเคลื่อนไหวของ Ke Pingting ทำให้ผู้ขี่ทั้งห้าคนเคลื่อนไหว โดยรู้ว่าเธอไม่ใช่สาวชาวนาธรรมดาทั่วไป
 อัศวินผู้ต่อสู้กับเคอผิงถิงเป็นนักสู้ผู้แข็งแกร่ง ใช้เทคนิคฝ่ามือผีกัวเหนือ มือและเท้าแผ่กระจายด้วยสายลม อย่างไรก็ตาม เคอผิงถิงสืบทอดคำสอนที่แท้จริงของมารดาผีดอกไม้แดง ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยใช้ไม้ค้ำยันและฝ่ามือสองข้างเพื่อครอบครองโลกแห่งศิลปะการต่อสู้ ทักษะของเธอนั้นน่าทึ่งอย่างแท้จริง ผสมผสานทั้งความแข็งแกร่งและความนุ่มนวลเข้ากับพลังที่ซ่อนอยู่ซึ่งน่าเกรงขามอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าเคอผิงถิงจะยังไม่ถึงระดับมาตรฐาน แต่การปลดปล่อยฝ่ามือของเธอ หมุนวน หมุนวน และสับละเอียด ได้ครอบงำอัศวินผู้นี้ไปแล้ว
 นักรบขี่ม้าผู้หนึ่งซึ่งกำลังสังเกตการณ์การต่อสู้อยู่กล่าวว่า "เด็กสาวคนนี้ต้องเป็นโจรแน่! ไปกันเถอะ!" นักรบทั้งห้าคนนี้ล้วนเป็นนักรบภายใต้การบังคับบัญชาของเฉินฉีหยู ผู้ว่าการมณฑลส่านซี ซึ่งได้รับคำสั่งให้ติดตามตัวชายหนุ่ม อย่างไรก็ตาม ภูมิหลังของพวกเขาแตกต่างกันออกไป สามคนในนั้นเคยเป็นหัวหน้าโจรในมณฑลส่านซี ซึ่งเฉินฉีหยูเป็นผู้ชักชวน ส่วนอีกสองคนเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ของสถานีขนส่งตะวันออก ซึ่งถูกโอนย้ายไปยังกองทัพของผู้ว่าการมณฑลส่านซีเพื่อช่วยเหลือในการไล่ล่าโจร
 ชายที่ต่อสู้กับเคอผิงถิงเป็นหนึ่งในหัวหน้าโจรที่ถูกเกณฑ์มา เมื่อเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก สหายทั้งสองจึงชักอาวุธออกมาและกระโดดออกมา เหล่าข้ารับใช้ตงชางทั้งสองมองพวกเขาครู่หนึ่ง ก่อนจะหยุดนิ่งและมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ
 เคอปินถิงต่อสู้กับนักรบสามคนเพียงลำพัง แต่นางไม่กลัว นางไขว้ฝ่ามือ ชี้ไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ชี้ไปทางทิศใต้และทิศเหนือ การโจมตีของนางรุนแรงแต่ก็รุนแรงเช่นกัน นางฟันเข้าที่จุดฝังเข็ม นักรบทั้งสามต่อสู้อย่างหนักหน่วงและล้อมโจมตีนางอีกห้าสิบเจ็ดสิบกระบวนท่า แต่ก็ยังไม่มีผู้ชนะ
 แต่เคอผิงถิงก็ยังเป็นมือใหม่ หลังจากต่อสู้มาอย่างยาวนาน เธอก็อ่อนล้า ทักษะการใช้ฝ่ามือของเธอกลับกลายเป็นความโกลาหล การโจมตีของศัตรูยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น พวกเขาประสานการโจมตีด้วยดาบ แส้ และฝ่ามือ ก้าวไปข้างหน้า เสื้อผ้าของเคอผิงถิงเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ โคลนบนใบหน้าของเธอถูกชะล้างออกไปด้วยเหงื่อ
 ระหว่างการสู้รบอันดุเดือด เคอผิงถิงเสียสมาธิและถูกแส้ของศัตรูฟาดเข้าที่ไหล่ เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด “โอ๊ย!” ศัตรูที่โจมตีเธอหัวเราะและพูดว่า “โจรสาว ทำไมไม่ยอมแพ้ล่ะ? สารภาพมาเร็วๆ!” เคอผิงถิงตะโกน “พ่อ รีบมาเร็ว! มีคนรังแกลูกสาวเจ้า!” นักรบทั้งสามตกตะลึงและตะโกนว่า “เถี่ยเฟยหลงเป็นใครสำหรับเจ้า?” เคอผิงถิงพูดว่า “เขาเป็นพ่อของข้า แล้วไง?” ทั้งสามหัวเราะและพูดพร้อมกันว่า “เจ้ากำลังหลอกพวกเราและขู่พวกเราอยู่ ล้อเล่นน่า!” การปิดล้อมยิ่งตึงเครียด!
 ทันใดนั้น ก็มีเสียงดังกรอบแกรบในกองหญ้า เด็กชายที่ได้รับบาดเจ็บคลานออกมาตะโกนว่า "ไม่ใช่เรื่องของเธอ ฉันอยู่นี่ พาฉันออกไปแล้วปล่อยเธอไป"
 เรื่องนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจ นักรบทั้งสามตะโกน ทิ้งเค่อผิงถิงไว้ข้างหลัง แล้วรีบรุดไปจับเจิ้งเตี้ยน เค่อผิงถิงตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ทันใดนั้นก็มีคนตะโกนขึ้นมาว่า "ท่านไม่ใช่เจ้าสำนักหรือครับ? เฮ้ หลงเหลาเอ๋อร์ รอสักครู่ ลูกสาวของท่านหญิงเฟิงเซิง!"
 เจ้าหน้าที่ประจำสถานีตะวันออกสองคนนี้ ก่อนที่จะถูกย้ายไปยังที่อื่น เคยรับราชการในราชสำนักชั้นใน ในเวลานั้น เคอผิงถิง ดำรงตำแหน่งอันทรงเกียรติสูงสุดในวัง และตำแหน่งอันต่ำต้อยของพวกเขาก็หมายความว่าพวกเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะใกล้ชิดกับนาง ถึงกระนั้น พวกเขาก็เคยพบกันหลายครั้ง ครั้งแรกที่พบกัน พวกเขาไม่เคยสงสัยเลยว่าเคอผิงถิงเป็นหญิงสาวชาวบ้าน จนกระทั่งเหงื่อไหลอาบใบหน้าของเธอจนเปื้อนฝุ่น พวกเขาจึงจำเธอได้ พวกเขารีบร้องเรียก "เจ้าสำนัก!"
 เรื่องนี้ทำให้ชายสามคนที่กำลังต่อสู้กับเคอผิงถิงตกใจ พวกเขาทิ้งอาวุธและชะงักค้างด้วยความตกใจ ชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บก็ประหลาดใจอย่างมากเช่นกัน เขาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนขึ้นมาทันทีว่า "อะไรนะ? เธอเป็นลูกสาวของเคอ? ทำไมเธอถึงช่วยฉันไว้? ฉันไม่เห็นคุณค่าในความมีน้ำใจของเธอ พาฉันไป!"
 หัวใจของเคอผิงถิงปวดร้าว พลางครุ่นคิดว่า “วีรบุรุษแห่งเจียงหู่เกลียดแม่ข้าเสียจริง” เจ้าหน้าที่คลังแสงตะวันออกทั้งสองโค้งคำนับและกล่าวอย่างนอบน้อม “ท่านเจ้าสำนัก ชายผู้นี้เป็นคนทรยศต่อราชสำนัก เขาเป็นนักโทษที่เว่ยจงจูต้องการจับตัว โปรดส่งตัวเขามาให้เราและนำตัวกลับมา!” เคอผิงถิงดุ “ออกไป! ข้าจะกักขังเขาไว้ ถ้าท่านต้องการตัวเขา ก็บอกเว่ยจงเซียนให้มารับตัวเขาเอง!”
 ชายสามคนที่เคยต่อสู้กับเคอผิงถิงก่อนหน้านี้เริ่มสงบลงบ้าง ทุกคนคิดพร้อมกันว่า "แย่แล้ว! นางเป็นลูกสาวสุดที่รักของเคอ คราวนี้เราทำร้ายนาง ถ้าเราพูดความจริงในวัง เราจะถูกตัดสินประหารชีวิต ยังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี ฉะนั้นฆ่านางแล้วปิดปากนางซะ" นักรบที่ทำร้ายเคอผิงถิงด้วยแส้ลืมตาขึ้นและตะโกนขึ้นทันทีว่า "ไร้สาระ! นางไม่ใช่เจ้าสำนัก! มีคนหน้าตาเหมือนนางด้วย ถ้านางเป็นเจ้าสำนัก ทำไมนางต้องอยู่ไกลจากวังขนาดนี้ แล้วมาอยู่หมู่บ้านร้างคนเดียว" ทันทีที่พูดจบ เหล่าอันธพาลตงชางทั้งสองก็เข้าใจในทันที พวกเขาลังเล ไม่แน่ใจว่าจะช่วยเพื่อนฆ่านางหรือช่วยนาง ชายทั้งสามตะโกน ชูดาบและแส้ขึ้นอีกครั้ง แล้วพุ่งเข้าโจมตี
 ร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาตามทาง เถี่ยเฟยหลงพุ่งเข้าใส่ราวกับแสงวาบ เคราและคิ้วตั้งตรง ตะโกนอย่างเดือดดาลว่า "ใครกล้ารังแกลูกสาวข้า" เสียงและร่างของเขาดังก้องราวกับฟ้าร้อง ฝ่ามือดังราวกับสายฟ้า ชายทั้งสามพยายามขัดขืน แต่เถี่ยเฟยหลงกลับโจมตีทั้งซ้ายและขวา สะบัดฝ่ามือ เตะด้วยเท้าขวา และเตะสองครั้งจนศัตรูทั้งสามล้มลง ทหารยามโรงงานตะวันออกสองคนตะโกนอย่างกระวนกระวาย "วีรบุรุษเฒ่าเถี่ย นี่ไม่ใช่ธุระของพวกเรา!" เถี่ยเฟยหลงถาม "พวกมันไม่ได้โจมตีหรือ?" เคอผิงถิงกล่าวว่า "ไม่ ปล่อยพวกมันไป!" เถี่ยเฟยหลงตะโกน "นางเป็นลูกสาวของข้า ถ้าเจ้าต้องการพบเจ้าสำนัก ให้ไปหานางที่อื่น ถ้าข้าเจอเจ้าอีก ข้าจะหักขาเจ้า!" เถี่ยเฟยหลงไม่รู้ว่าพวกเขากำลังไล่ล่าอาชญากร และคิดว่ากำลังตามหาเคอผิงถิงอยู่
 อันธพาลโรงงานตะวันออกสองคนวิ่งหนีด้วยความตื่นตระหนก เอามือปิดหน้า เคอผิงถิงยิ้มจางๆ แล้วพูดว่า "พ่อ พวกเขาไม่ได้มาหาผมหรอก พวกเขามาตามล่าแขกหนุ่มคนนี้ต่างหาก" เถี่ยเฟยหลงเหลือบมองไปยังจุดที่เคอผิงถิงชี้ แล้วพูดว่า "ผมนึกว่าเขาบาดเจ็บจากคุณซะอีก เฮ้ คุณเป็นใครกัน คุณไม่ใช่เด็กโง่ที่เคยอยู่กับหวังจ้าวซีเหรอ" ชายหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บอยากจะพูดมานานแล้ว แต่ก็พูดไม่ออก พอเห็นเขาถาม เขาก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์แล้วพูดว่า "ใช่ คุณลุงความจำดี ผมชื่อไป๋หมิน และน้องสาวคนเล็กของผมเคยอาศัยอยู่ที่เป่าจวงของคุณ" เถี่ยเฟยหลงจำชื่อตัวเองไม่ได้ จึงโพล่งออกมาว่า "เด็กโง่" พอเห็นเขายอมรับด้วยรอยยิ้ม เขาก็อดหัวเราะไม่ได้ แล้วพูดว่า "ฉันแก่แล้ว ความจำก็ไม่ดี อย่าโกรธนะ เฮ้ บาดเจ็บได้ยังไง บอกฉันมา!"
 ไป๋หมินกล่าวว่า "พี่จ้าวซีขอให้ข้ามาเยี่ยมท่าน" เถี่ยเฟยหลงรู้สึกประหลาดใจ "เขากำลังช่วยเหลือราชากบฏและกำลังยุ่งอยู่กับกิจการทหาร แต่ท่านก็ยังห่วงใยชายชราอย่างข้าอยู่หรือ?" ไป๋หมินกล่าว "เขาไม่ได้ขอให้ข้ามาเพื่อท่านเพียงคนเดียว ท่านแค่อยากให้ข้าแวะมาเยี่ยมเท่านั้น เอ่อ เรื่องมันยาว..." เถี่ยเฟยหลงรู้สึกดีใจมากที่เห็นเขาพูดอย่างตรงไปตรงมา เคอผิงถิงกล่าวว่า "พ่อ ดูสิว่าเขาบาดเจ็บหนักแค่ไหน พาเขากลับบ้านไปพักผ่อนให้สบายก่อนที่เราจะเริ่มคุยกัน" เถี่ยเฟยหลงหัวเราะและกล่าวว่า "ข้าแก่และสับสน ท่านเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากกว่าข้าเสียอีก แต่ถึงแม้อาการบาดเจ็บของเขาจะดูร้ายแรง แต่มันก็ไม่ร้ายแรงอะไร เขาแค่ได้รับบาดเจ็บจากธนูและมีด ซึ่งทำลายเนื้อและกระดูกไปบ้าง ข้ารับรองว่าเขาจะหายดีภายในห้าวัน"
 ไป๋หมินมีสุขภาพแข็งแรงดีและสามารถเดินได้หลังจากพักฟื้นที่เถี่ยเจียจวงเป็นเวลาสามวัน เคอผิงถิงผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในวังและส่วนใหญ่มักพบปะผู้คนที่หน้าไหว้หลังหลอก รู้สึกยินดีกับความจริงใจและความซื่อสัตย์ของเขาเมื่อได้พบเขา และทั้งคู่ก็สนุกสนานกันมาก เถี่ยเฟยหลงหัวเราะเบาๆ ในใจพลางคิดว่า "จริงอย่างที่คนเราเชื่อมโยงกัน ผู้หญิงเอาแต่ใจอย่างผิงถิงคงตกหลุมรักผู้ชายโง่ๆ เข้าแล้ว"
 ไป๋หมินเล่าถึงอาการบาดเจ็บของเขา ปรากฏว่าหลังจากที่หลี่จื่อเฉิงถอยทัพไปยังเทือกเขาฉินหลิง เขาได้พักฟื้นมาหลายปีและมีกำลังพลเพิ่มขึ้นอย่างมาก กองกำลังกบฏที่เหลืออยู่ในส่านซีและซานซีก็เติบโตขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลี่จื่อเฉิงวางแผนที่จะกลับไปยังส่านซี จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปทางตะวันตกผ่านตงกวนเพื่อยึดครองโลก เนื่องจากหวังจ้าวซีเป็นบุตรชายของหวังเจียอิน อดีตหัวหน้าโจรในส่านซีตอนเหนือ เขาจึงมอบหมายภารกิจสำคัญในการประสานงานกับกองกำลังกบฏในส่านซีและส่านซี
 หวังจ้าวซีจึงส่งไป๋หมินไปแจ้งผู้นำสำคัญของกองกำลังกบฏในทั้งสองมณฑลให้มารวมตัวกัน ณ สถานที่ที่กำหนด ผู้ที่อยู่ที่ส่านซีได้รับการติดต่อแล้ว ส่วนผู้ที่อยู่ที่ซานซีมีกำหนดพบกันที่ภูเขาจงเตียวในอีกเจ็ดวันต่อมา ภูเขาจงเตียวอยู่ห่างจากหลงเหมิน ซึ่งเป็นที่พำนักของเถี่ยเฟยหลงไม่ถึง 300 ไมล์ หวังจ้าวซีสั่งให้ไป๋หมินทำภารกิจให้สำเร็จ แล้วจึงไปเยี่ยมเถี่ยเฟยหลงที่หลงเหมิน อย่างไรก็ตาม ขณะที่ไป๋หมินกำลังส่งสารอยู่นั้น นักรบภายใต้การบังคับบัญชาของเฉินฉีหยูก็สังเกตเห็นเขาและถูกไล่ล่า เขาได้รับบาดเจ็บก่อนจะถึงหลงเหมิน
 ไป๋หมินเสริมว่า "พี่จ้าวซีวางแผนจะมาถึงก่อนการประชุมสองสามวัน เขาขอให้ฉันรออยู่ที่นี่ เขาก็อยากมาที่นี่เป็นพิเศษเพื่อเชิญคุณกลับมาจากวัยเกษียณ" เถี่ยเฟยหลงยิ้มและพูดว่า "ฉันแก่แล้วไร้ประโยชน์ ในอนาคตลูกสาวของฉันสามารถช่วยคุณได้" ไป๋หมินกล่าว "เธอไม่ใช่ลูกสาวของเค่อเหรอ?" เถี่ยเฟยหลงไม่ตอบ แต่ถามเค่อผิงถิงว่า "พวกเขาต่อต้านศาลและไม่สามารถปรองดองกับเว่ยจงเซียนได้ คุณเต็มใจช่วยพวกเขาไหม?" เถี่ยผิงถิงกล่าว "ตราบใดที่พ่อของฉันบอกว่าช่วยได้ ฉันจะไปรับราชการทหารหลังจากที่ฉันฝึกฝนวิชายุทธแล้ว" ไป๋หมินเบิกตากว้าง ความคิดของเขาที่มีต่อเค่อผิงถิงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
 เถี่ยเฟยหลง นึกถึงความตั้งใจเดิมที่จะให้ลูกสาวแต่งงานกับหวังจ้าวซี ก็รู้สึกสะเทือนใจขึ้นมา เขาถามว่า "จ้าวซีกับคุณเมิ่งแต่งงานกันหรือยัง" ไป๋หมินตอบว่า "ฉันมีหลานชายอายุสองขวบแล้ว น้องเมิ่งตัวเล็กและเงียบขรึม แต่ลูกของเธอขาวอวบและขี้เล่นมาก ฮ่าฮ่า! น้องเมิ่งอยากเจอคุณจริงๆ ค่ะ" เถี่ยเฟยหลงกล่าว "ฉันก็อยากเจอพวกเขาเหมือนกัน" แต่สองวันก่อนวันงาน หวังจ้าวซียังไม่มาถึง ไป๋หมินก็รู้สึกกังวลอย่างมาก เถี่ยเฟยหลงครุ่นคิดอยู่นานและพูดว่า "ไปรับเขากันเถอะ ไป๋หมิน สบายดีไหม" ไป๋หมินตอบว่า "สบายดี" จากนั้นทั้งสามก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังภูเขาจงเตียวด้วยกัน
 ขณะที่เถี่ยเฟยหลงและคนอื่นๆ รีบรุดไปยังภูเขาจงเถียว ก็มีชายคนหนึ่งกำลังเดินอยู่เพียงลำพังบนภูเขาจงเถียว ชายผู้นี้คือจัวอี้หาง ผู้หลบหนีจากภูเขาอู่ตัง 
 "เธอจะยังอยากเจอฉันไหมนะ? เธอจะยังสนใจฉันอยู่ไหม?" คำถามนี้ผูกปมใหญ่ไว้ในใจเขา และปมนี้คงแก้ไม่ได้หากไม่ได้เจออวีลั่วชา ดังนั้น ไม่ว่าอวีลั่วชาจะเต็มใจเจอเขาหรือไม่ เขาก็ต้องตามหาเธอให้เจอไม่ว่าจะไกลแค่ไหน
 "ฉันจะหาเธอได้ที่ไหน" จัวอี้หางนึกถึงเถี่ยเฟยหลงเป็นอย่างแรก เขาคิดว่า: หยูลั่วชาเป็นลูกสาวบุญธรรมของเถี่ยเฟยหลง เถี่ยเฟยหลงน่าจะรู้เรื่องของเธอ บางทีหยูลั่วชาอาจจะอยู่ในบ้านของเขา
 เขาจึงออกเดินทางเพียงลำพัง ถือดาบไว้ในมือ ฝ่าสายลมยามเช้าและก้าวไปบนดวงจันทร์เสี้ยว ผ่านหุบเขาสามผาอันอันตราย จากหูเป่ยถึงเสฉวน จากเสฉวนถึงส่านซี และจากส่านซีถึงซานซี ตลอดหลายเดือน ฤดูกาลเปลี่ยนผันจากใบไม้ร่วงในฤดูใบไม้ร่วงสู่เกล็ดหิมะเย็นยะเยือกในฤดูหนาว
 วันนั้นเขามาถึงขอบเขาจงเถียว ซึ่งอยู่ห่างจากหลงเหมินที่เถี่ยเฟยหลงอาศัยอยู่ไม่ถึงสามร้อยไมล์ ท้องฟ้ามืดครึ้ม พลบค่ำกำลังตก และหิมะก็ตกหนักขึ้น จัวอี้หางคิดว่าเขาอาจจะได้เจอคนรักในอีกสองวัน แม้ลมเหนือจะพัดแรงและหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าผิว แต่หัวใจของเขากลับร้อนผ่าว เพื่อที่จะรีบเดินทาง เขาจึงพลาดที่พัก ก่อนที่เขาจะรู้ตัว มันก็มืดสนิทไปเสียแล้ว
 เส้นทางบนภูเขานั้นยากที่จะเดิน กลางคืนหนาวและมีหิมะปกคลุม จัวอี้หางมองไปรอบๆ พื้นที่กว้างใหญ่ แล้วฮัมเพลงเบาๆ ท่ามกลางสายลมหนาว: "เกล็ดหิมะไม่อาจทำให้หัวใจของเพื่อนเก่าเย็นชาลงได้ และความปรารถนาที่มีต่อกันที่ปลายโลกก็ยิ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก!" แม้จะพูดเช่นนั้น แต่เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้า หนาวเหน็บ และหิวโหยหลังจากเดินทางมาหลายวัน
 ริมภูเขามีวัดป่าแห่งหนึ่ง เป็นสถานที่ที่ชาวบ้านบูชาเทพเจ้าแห่งขุนเขา บางทีอาจเป็นฤดูหนาวที่ไม่มีใครจุดธูปบูชา วัดจึงดูรกร้างไร้ผู้คน นกป่าและค้างคาวได้สร้างรังในวัดเพื่อหลบหนาว พอได้ยินเสียงมนุษย์ก็บินหนีออกไป จัวอี้หางคิดในใจว่า “ข้าจะไปนอนกับนกและสัตว์ร้ายที่นี่”
 จัวอี้หางเข้าไปในวิหารป่า ดื่มน้ำเย็นและอาหารแห้งเล็กน้อย ก่อนจะยกผ้าคลุมขึ้น เมื่อเห็นว่าบริเวณด้านหลังรูปปั้นค่อนข้างสะอาด จึงนอนลงทั้งตัว เดิมทีตั้งใจจะงีบหลับ แต่ด้วยความเหนื่อยล้า เขาก็หลับไปทันทีที่ล้มตัวลงนอน
 ไม่รู้ว่าหลับไปนานแค่ไหน แต่ในฝันเห็นยักษ์หยกกำลังเดินเข้ามา เสียงโหยหวนดังยาวปลุกฉันให้ตื่น เสียงหัวเราะยังคงดังก้องอยู่ในหู แต่จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปราวกับเสียงร้องของนกฮูก น่าสะพรึงกลัวและสะเทือนใจ จัวอี้หางครุ่นคิดว่า "ข้าไม่ได้ฝันไปใช่ไหม? พี่สาวเหลียนอยู่ที่นี่จริงๆ หรือ? ไม่สิ ไม่ใช่นางแน่นอน! เสียงหัวเราะของนางไม่เคยเป็นแบบนี้ น่าสะพรึงกลัวเสียจริง!" ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้น เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้า มีคนเข้ามาในวัดแล้ว
 จัวอี้หางดึงมุมผ้าคลุมออกแล้วมองเข้าไป แทบจะกรีดร้องด้วยความกลัว ท่ามกลางแสงเย็นยะเยือกของหิมะที่สะสมอยู่ในลานวัด เขาเห็นร่างสองร่างหน้าซีดเผือด สามในสี่เป็นมนุษย์และเจ็ดในสี่เป็นผี กำลังหัวเราะอย่างน่าประหลาด ทั้งคู่มีผมรุงรัง สูงผอม และหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ!
 จัวอี้หางสงบลงและได้ยินหนึ่งในนั้นพูดว่า "พี่รอง เรามาขู่เขาและแสดงพลังของเราให้เขาเห็นกันเถอะ!" วัตถุทรงกลมสองชิ้นถูกหยิบออกมาจากกระเป๋าหนัง จัวอี้หางจ้องมองอย่างตั้งใจและพบว่าพวกมันมีสองหัว!
 คนที่กำลังพูดอยู่วางศีรษะลงบนแท่นบูชา จัวอี้หางมองไม่เห็นมันอีกต่อไป แต่ได้ยินเสียงหินเหล็กไฟกระทบพื้น และไม่นานนักก็มีแสงจ้าจากควันบุหรี่ เขาสงสัยว่าพวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่
 สักพักหนึ่ง เสียงม้าร้องดังมาจากนอกวิหาร ทันใดนั้นชายทั้งสองก็ลุกขึ้นยืนและตะโกนว่า "พี่หวัง ท่านช่างน่าเชื่อถือจริงๆ! ท่านมาถึงตรงเวลาจริงๆ! มีเพื่อนดีๆ รอท่านอยู่ที่นี่!"
 คนข้างนอกตอบกลับมาว่า "หัวหน้าเซิน หัวหน้าเซินคนที่สอง คุณมาเร็วจังเลยนะครับ มีใครนัดไว้กับใครอีกไหมครับ คุณไม่ตกลงให้เราคุยกันก่อนเหรอครับ" จัวอี้หางได้ยินเสียงนั้น ฟังดูคุ้นหูมาก ปรากฏว่าเป็นหวังจ้าวซี
 จัวอี้หางมีเพื่อนสนิทสองคนในชีวิต คือ เยว่หมิงเคอ และ หวังจ้าวซี ถึงแม้จะเดินคนละทาง แต่พวกเขาก็ผูกพันกันอย่างลึกซึ้ง ได้ยินเสียงของเขา เขารู้สึกดีใจอย่างล้นหลาม แต่แล้วก็สะดุ้งอีกครั้ง เขาคิดว่า "ท่านเทพ เทพองค์ที่สอง? เอ๊ะ ทั้งสองท่านนี้อาจจะเป็นเทพสององค์จากมณฑลส่านซีตอนเหนือ เทพต้าหยวน และ เทพอี้หยวน หรือเปล่านะ? ข้าเคยได้ยินเรื่องศิลปะการต่อสู้แปลกๆ และวิถีทางที่ไร้สาระของพวกท่านมาบ้าง แล้วทำไมหวังจ้าวซีถึงเชิญพวกท่านมาพบกันที่นี่ล่ะ?"
 หวางจ้าวซีเดินช้าๆ เข้าไปในประตูวัด แล้วจู่ๆ ก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ "นี่ตู้หวู่ นกฮูกราตรี และจางซี อินทรียิงฟ้าไม่ใช่เหรอ? พวกเจ้าทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ได้อย่างไร?"
 เทพเจ้าหยวนผู้ยิ่งใหญ่หัวเราะอย่างประหลาดและกล่าวว่า "พวกมันไม่เชื่อฟังคำสั่งของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งแปด ดังนั้น เราจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องฆ่าพวกมันเพื่อขู่ลิง!"
 หวางจ้าวซีกล่าวว่า "นี่คงไม่ใช่ความคิดของราชาองค์ที่แปดหรอก ราชาองค์ที่แปดและราชาน้อยจวงของเราเป็นพี่น้องกัน เขาจะฆ่าคนของเราได้อย่างไร"
 เสิ่นอี้หยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แจ่มใสว่า "จวงหวางน้อย! ฮึ่ม จวงหวางน้อยอะไรกัน? ตอนที่พวกเรากำลังบุกทะลวงเต๋า เขายังอยู่ในครรภ์มารดาเลย เขามีสิทธิ์อะไรมาบัญชาการเหล่าวีรบุรุษแห่งมณฑลซานซีและมณฑลส่านซี? กษัตริย์องค์ที่แปดยอมเป็นพี่น้องร่วมสาบาน แต่พวกเราจะไม่ยอมเด็ดขาด!"
 แปดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่คือจางเซียนจง และกษัตริย์น้อยแห่งการกบฏคือหลี่จื่อเฉิง ไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น จางเซียนจงได้นำกลุ่มโจร 36 คน รวมกว่า 200,000 คน บุกโจมตีซานซี พวกเขาพ่ายแพ้ต่อหงเฉิงโจวผู้ว่าการราชวงศ์หมิง กองกำลังที่เหลือหลบหนีไปยังมณฑลเหอหนานและเหอเป่ย แต่ถูกกองทัพราชวงศ์หมิงขัดขวางไว้ จากเหอหนานเข้าสู่มณฑลหูเป่ย และจากหูเป่ยเข้าสู่มณฑลเสฉวน ขณะเดียวกัน หลี่จื่อเฉิงก็จากมณฑลส่านซีมายังมณฑลเสฉวนเพื่อฝึกฝนกำลังพลในเทือกเขาฉินหลิง และทั้งสองก็กลายเป็นพี่น้องกัน อิทธิพลของจางเซียนจงในเสฉวนนั้นมาก
 หลี่จื่อเฉิงจึงเจรจาตกลงกับจางเซียนจง โดยยกเสฉวนให้จางเซียนจงเป็นฐานทัพ ขณะที่ตัวเขาเองก็รับหน้าที่ปกครองมณฑลส่านซี เดิมทีซานซีเป็นดินแดนของจางเซียนจง อย่างไรก็ตาม จางเซียนจง ซึ่งพอใจกับเสฉวน ให้เหตุผลว่า "มันเกินเอื้อมแล้ว ด้วย "ดินแดนแห่งความอุดมสมบูรณ์" ทำไมเขาถึงต้องการรักษาซานซีที่ยากจนไว้" ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตกลงด้วยวาจาให้หลี่จื่อเฉิงขยายกำลังพลในซานซี นี่คือวิธีที่หลี่จื่อเฉิงส่งหวังจ้าวซีไปเชื่อมโยงกับกองกำลังกบฏในมณฑลส่านซีและซานซี
 จู่ๆ พี่น้องตระกูลเสินก็ปฏิเสธที่จะยอมรับข้อตกลงนี้ เมื่อทราบถึงข้อตกลงระหว่างจางเซียนจงและหลี่จื่อเฉิง พวกเขาจึงเดินทางไปยังจางเซียนจง โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรละทิ้งดินแดนซานซี จางเซียนจงยอมทำตาม แต่รู้สึกอายเกินกว่าจะยกเลิกข้อตกลง จึงปล่อยพวกเขาไป พี่น้องตระกูลเสินได้ทราบว่าหวังจ้าวซีได้เรียกตัวผู้นำกบฏซานซีหลายคนมาประชุมกันที่ภูเขาจงเตียว สองวันก่อนการประชุม พวกเขาได้นัดพบกับหวังจ้าวซีเพื่อเจรจาต่อรอง หวังจ้าวซีทราบเรื่องของพวกเขาในซานซี จึงต้องการหารือเรื่องต่างๆ กับพวกเขาด้วย จึงตกลง
 โดยไม่คาดคิด เทพเจ้าทั้งสององค์นั้นโหดร้ายมากถึงขนาดที่พวกเขาได้สังหาร Du Wu และ Zhang Si ซึ่งเป็นผู้นำกบฏสองคนที่ยืนกรานที่จะยอมรับคำสั่งของกษัตริย์ Chuang และนำหัวของพวกเขามาขู่ Wang Zhaoxi
 หวังจ้าวซีระงับความโกรธและชวนพวกเขาพูดคุยกัน ซึ่งยิ่งตึงเครียดมากขึ้นไปอีก “เราควรร่วมมือกันทำงานเพื่อเป้าหมายเดียวกัน ไม่สำคัญว่าใครจะเป็นผู้นำ แต่ในเมื่อเราตกลงกันว่าจะทำงานแยกกัน เราจึงไม่ควรแย่งชิงอำนาจ การฆ่ากันยิ่งเข้ากันไม่ได้! ด้วยพฤติกรรมของคุณ ฉันไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเชิญวีรบุรุษทุกคนมาลงประชามติวันมะรืนนี้” เสิ่นต้าหยวนกลอกตาพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี “คุณยังอยากมีชีวิตอยู่ถึงวันมะรืนนี้อีกไหม”
 หวังจ้าวซีถามอย่างหัวเสีย “เจ้าต้องการอะไร” เสิ่นต้าหยวนตอบ “ไอ้สารเลว! พ่อของเจ้าไม่กล้าวิจารณ์พวกเราแม้แต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ ในเมื่อเจ้าไร้เกียรติเช่นนี้ พวกเราจะให้เจ้าไปกับไนท์อาวล์และชูตติ้งสกายอีเกิล แล้วไปพักผ่อนอย่างสงบสุข!” หวังจ้าวซีตะโกน “กล้าดียังไง!” เสิ่นต้าหยวนหัวเราะลั่น ตะโกนว่า “ทำไมข้าจะไม่กล้าล่ะ” กระโดดไปข้างหน้า เหวี่ยงแขน พุ่งทะยานไปข้างหน้า หวังจ้าวซีไม่ใช่นักสู้ธรรมดา เขาสะบัดข้อมือชักดาบออกจากฝัก เสิ่นต้าหยวนใช้ฝ่ามือฟาด แต่หวังจ้าวซีสวนกลับด้วยการฟัน
 เสิ่นต้าหยวนหัวเราะเบาๆ “ลูกพี่ เจ้ามีอะไรอีก? โชว์ให้ทุกคนเห็น!” เขาพุ่งทะยานไปข้างหน้า ฝ่ามือซ้ายขยี้พลังภายใน สะบัดด้ามดาบไปในแนวนอน ปล่อยให้ฝ่ามือผ่านออกไป เขาใช้ฝ่ามือขวาฟาดลงพื้น ฟาดเข้าที่แขน ฟาดเข้าที่หัวเข่าและหน้าท้อง นี่เป็นเทคนิคพิเศษจาก "หมัดจิ้งจอกป่า" ที่ผสานสามกระบวนท่าไว้ในหนึ่งเดียว เสิ่นต้าหยวนคิดในใจว่า ทักษะการต่อสู้ของหวังเจียหยินเทียบไม่ได้กับข้าเลย ลูกชายของเขาจะมีแรงต้านทานได้มากแค่ไหนกัน? เขาหนีไม่พ้นท่านี้หรอก
 แต่หวังจ้าวซีกลับเก่งกว่าอาจารย์เสียอีก เขาทิ้งดาบขวาลงสกัดศัตรู และใช้ตะขอเกี่ยวมือซ้ายคว้าข้อมือศัตรูไว้ เขาปล่อยสองกระบวนท่าพร้อมกัน หนึ่งกระบวนท่าโจมตีและหนึ่งกระบวนท่าป้องกัน สมบูรณ์แบบจนสามารถทำลายกระบวนท่าพิเศษของเสิ่นต้าหยวนได้!
 เสิ่นต้าหยวนสะดุ้งเล็กน้อย ไม่กล้าประมาทศัตรู เขาโบกมือใหญ่ราวกับพัดฝ่ามือ นิ้วซ้ายของเขาราวกับหอก เขาหันหลังกลับและกด “จุดเทียนถู” ไว้ด้านหลังศีรษะของหวังจ้าวซี หวังจ้าวซีรู้สึกถึงลมที่พัดผ่านศีรษะ เขาจึงก้มตัวลง ม้วนดาบลงพื้น โจมตีด้วยท่าไม้ตาย “หางเสือดำ” พุ่งตรงเข้าโจมตีร่างกายส่วนล่าง เสิ่นต้าหยวนตะโกนว่า “เยี่ยม!” หมุนตัวราวกับกังหันลม ต่อย ตบ และกดจุดฝังเข็ม ท่าไม้ตายของเขารุนแรงมากจนหวังจ้าวซีต้องหายใจไม่ออก
 ทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด ทำให้เหล่าค้างคาวในวิหารตกใจกลัวจนบินหนีไปส่งเสียงร้องแหลม ฝุ่นผงที่สะสมฟุ้งกระจายฟุ้งกระจายไปทั่ว ประกอบกับรูปลักษณ์อันแปลกประหลาดของพี่น้องตระกูลเทพ ภาพเหตุการณ์ยิ่งดูน่าขนลุกและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้นไปอีก
 จัวอี้หางจ้องมองครู่หนึ่ง ตระหนักได้ว่าแม้วิชาดาบของหวังจ้าวซีจะปราณีต แต่ก็ยังคงเน้นการป้องกันมากกว่าการโจมตี ฝ่ามือของต้าหยวนผู้ศักดิ์สิทธิ์นั้นแปลกประหลาด ราวกับไม่อาจเข้าถึงจุดใดได้ แต่กลับโจมตีอย่างฉับพลัน การเคลื่อนไหวของเขาคาดเดาไม่ได้ จัวอี้หางจึงไม่อาจเข้าใจเหตุผลได้
 การต่อสู้ดำเนินต่อไปครู่หนึ่ง การโจมตีของเสิ่นต้าหยวนทวีความรุนแรงขึ้น หวังจ้าวซีเข้าประชิดวง ดาบของเขาวาววับดุจสายรุ้งยาวปกป้องร่างกาย เสิ่นอี้หยวนร้องเรียก “พี่ชาย หยุดสู้กับเขาได้แล้ว ส่งเขาไป!” เสิ่นต้าหยวนตอบกลับ “เอาล่ะ โจมตีเขาที่หลังให้หนักๆ” พี่น้องทั้งสองมีทักษะการต่อสู้ที่คล้ายคลึงกัน และมักจะเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่ง คืนนี้ เนื่องจากหวังจ้าวซีเป็นรุ่นน้อง พวกเขาจึงส่งคนมาเพียงคนเดียว ทันใดนั้น แม้จะมีอำนาจเหนือกว่า เขาก็ไม่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้
 ทันทีที่เสิ่นอี้หยวนมาถึง หวังจ้าวซีก็ถูกโจมตีจากทั้งสองฝ่ายทันที เผชิญอันตรายจากทุกทิศทุกทาง หวังจ้าวซีพยายามยึดเกาะ ปิดกั้นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พยายามหลบหนี เสิ่นต้าหยวนหัวเราะและกล่าวว่า "ถ้าเทพแห่งขุนเขาในวิหารนี้ยังไม่ปรากฏตัวออกมาช่วย เจ้าจะหนีไม่พ้น!" เขาใช้ฝ่ามือโจมตี บีบให้หวังจ้าวซีต้องถอยร่นทีละก้าว ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปด้านหน้าบัลลังก์ศักดิ์สิทธิ์ เสิ่นอี้หยวนเหวี่ยงฝ่ามือตัดขาด ลมฝ่ามือพัดผ่าน ณ ที่ใด ม่านศักดิ์สิทธิ์ก็พวยพุ่งขึ้น ทันใดนั้นแสงสีเขียวก็พุ่งออกมา เสิ่นต้าหยวนไม่ทันตั้งตัว ถูกดาบฟาดเข้าที่ข้อเท้า ได้ยินเพียงเสียงหัวเราะของใครบางคนที่เปล่งออกมาว่า "เทพแห่งขุนเขามาแล้ว!"
 หวังจ้าวซีตะโกนว่า “นี่ พี่จัว ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่ด้วย” จัวอี้หางกล่าว “ไล่คนร้ายสองคนนี้ออกไปก่อน แล้วค่อยคุยกัน” เขาชักดาบออกมาและพุ่งตรงไปที่เสิ่นอี้หยวน หวังจ้าวซีก็หันกลับมาสู้อีกครั้ง การต่อสู้กับเสิ่นต้าหยวนนั้นยากที่จะคาดเดา
 เสิ่นอี้หยวนจำจัวอี้หางได้ จึงจับเขาเบาๆ เขาสะบัดแขนซ้ายทำท่าจะคว้าดาบ ฝ่ามือขวาพุ่งออกไป ฟาดเข้าที่หัวเข่าอย่างไม่ใส่ใจ จัวอี้หางหมุนตัวตามหลัง แต่ฝ่ามือของเสิ่นอี้หยวนกลับรวดเร็วจนพลาดเป้า ความเย็นยะเยือกแล่นเข้าครอบงำหัวใจ ท่ามกลางแสงสีเขียว เสิ่นอี้หางปลดปล่อยวิชาดาบ และโต้กลับอย่างรวดเร็ว เขาใช้ท่า "ขี่มังกร ล่อนกฟีนิกซ์" แขนเสื้อของเสิ่นอี้หยวนถูกฟันขาดเป็นชิ้นๆ โชคดีที่เขาหลบได้อย่างรวดเร็ว ไม่เช่นนั้น หมัดคงบาดข้อมือและทะลุช่องท้อง
 เสิ่นอี้หยวนเดือดดาล ข้อต่อต่างๆ ของเขาแตกออก ทันใดนั้นแขนของเขาก็ยาวขึ้นสองนิ้ว ฝ่ามือกลายเป็นนิ้ว เขากดจุดฉีเหมินลงบนซี่โครงซ้ายของจัวอี้หาง นี่คือศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ของพี่น้องตระกูลเสิ่น แปลกประหลาดและเหนือธรรมดา! ปกติแล้ว ความแตกต่างระหว่างปรมาจารย์กับศัตรูจะเป็นเพียงมิลลิเมตร และจัวอี้หางคงหนีไม่พ้นการโจมตีนี้ โชคดีที่เขารู้ถึงศิลปะการต่อสู้อันแปลกประหลาดของพี่น้องตระกูลเสิ่นขณะเฝ้าดูอยู่ข้างสนาม และเตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อการโจมตีดำเนินไป เขาไม่ได้ไล่ตาม ขณะที่เสิ่นอี้หยวนเริ่มเคลื่อนไหว เขากระโดดไปทางซ้าย และแทงดาบในแนวนอนเพื่อหยุดการโจมตี
 ตลอดปีที่ผ่านมา ทักษะศิลปะการต่อสู้ของจัวอี้หางพัฒนาขึ้นอย่างมาก ทักษะกระบี่โซ่อู่ตังเจ็ดสิบสองกระบวนท่าทำให้เขาทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ เขาสามารถขยับแขนและฝ่ามือได้ตามต้องการ โจมตีและป้องกันได้ตามต้องการ ดุจดังสายน้ำและเมฆา ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าด้วยความเบาสบายและว่องไว แม้แต่เสิ่นอี้หยวนผู้เปี่ยมด้วยทักษะศิลปะการต่อสู้อันเป็นเอกลักษณ์ ก็ยังต้องเสียเปรียบเขา
 ในขณะเดียวกัน เสิ่นต้าหยวนและหวังจ้าวซีก็กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด เสิ่นต้าหยวนมีพลังและทักษะที่เหนือกว่าหวังจ้าวซี ทว่าข้อเท้าของเขากลับถูกดาบของจัวอี้หางแทง ทำให้ความคล่องแคล่วและการปรับตัวของเขาลดลงอย่างมาก ส่งผลให้เขาทำได้เพียงเสมอกับหวังจ้าวซี และค่อยๆ เสียเปรียบ
 หลังจากแลกหมัดกันไปหลายร้อยครั้ง พี่น้องตระกูลเสิ่นก็ตระหนักได้ว่าคืนนี้ไม่มีทางสำเร็จ พวกเขาโบกมืออำลาและหันหลังกลับเพื่อพยายามหนี หวังจ้าวซีผู้ขุ่นเคืองต่อการกระทำผิดของพวกเขา ผู้ซึ่งบ่อนทำลายแผนการอันยิ่งใหญ่ของจ้าวจวง ปฏิเสธที่จะปล่อยพวกเขาไป เขาก้าวไปสองก้าว ปิดกั้นประตูวิหาร ดาบของเขายิ่งแทงแรงขึ้น เสิ่นต้าหยวนผู้ถูกขัดขวางด้วยความสามารถในการกระโดดที่จำกัด ไม่สามารถหลบหนีได้ บังคับให้เขาต้องต่อสู้อย่างไม่ลดละ สำหรับเสิ่นอี้หยวน สถานการณ์ของเขายิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดาบของจัวอี้หางฟาดฟันอย่างรุนแรง แสงดาบและเงาวับวาวหมุนวน กลืนกินเสิ่นอี้หยวนจนไม่อาจหนีรอดไปได้
 ขณะที่พี่น้องตระกูลเสินกำลังตื่นตระหนก ฝูงนกก็เริ่มส่งเสียงร้องดังลั่นอยู่นอกประตูวัด ตามมาด้วยเสียงอึกทึกครึกโครม ราวกับมีคนกลุ่มใหญ่ลงจากหลังม้าแล้ววิ่งขึ้นเนินเขา ตระกูลเสินต้าหยวนตะโกนอย่างโกรธจัดว่า "หวังจ้าวซี เจ้าหนุ่ม ทำไมเจ้าถึงผิดสัญญาและชวนคนมาวางแผนร้ายกับข้า" หวังจ้าวซีซึ่งเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนของพี่น้องตระกูลเสินก็ตกใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงตะโกนว่า "พวกเขาไม่ใช่คนที่เจ้าชวนมาหรือ? อย่าทำอะไร! ต้องเป็นทหารรัฐบาลแน่!"
 ประตูวิหารแตกกระจายเสียงดังสนั่น นักรบนับสิบนายบุกเข้ามา นำโดยเหลียนเฉิงหูและจินเฉียนเหยียน เหลียนเฉิงหูได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปของคลังแสงตะวันออก แทนที่มู่หรงฉง แต่เนื่องจากสถานการณ์ทางทหารเร่งด่วน เขาจึงถูกย้ายไปประจำแนวหน้าเพื่อบัญชาการ "กองทัพโจร" ส่วนจินเฉียนเหยียนเป็นหลานชายของจินตู้ยี่ หลังจากที่จินตู้ยี่ถูกเยว่หมิงเคอสังหาร เขาหวาดกลัวมารดาผีดอกไม้แดงและไม่กล้ากลับบ้าน เขาจึงตัดสินใจแปรพักตร์อย่างเป็นทางการและขึ้นเป็นผู้บัญชาการคลังแสงตะวันตก หลังจากมารดาผีดอกไม้แดงเสียชีวิต เขาก็ยิ่งไร้ยางอายมากขึ้นไปอีก คราวนี้เขาถูกย้ายไปช่วยเหลียนเฉิงหูด้วย เฉินฉีหยู ผู้ว่าการมณฑลส่านซีได้ทราบถึงกิจกรรมของหวังจ้าวซีในมณฑลซานซีและส่านซี จึงขอให้พวกเขาดำเนินการค้นหาและจับกุมด้วยตนเอง
 เดิมทีเหลียนเฉิงหูตั้งใจจะจับหวังจ้าวซีเพียงลำพัง แต่กลับประหลาดใจและยินดีที่ได้เห็นพี่น้องตระกูลเสินและจัวอี้หางอยู่ร่วมด้วย พี่น้องตระกูลเสินยังเป็นโจรชื่อดังในมณฑลส่านซีตอนเหนือ การพบพวกเขาถือเป็นโบนัสพิเศษในการตามล่าหวังจ้าวซีของเขา อย่างไรก็ตาม จัวอี้หางเป็นศิษย์เอกของนิกายอู่ตัง และแม้ว่าเหลียนเฉิงหูจะรู้ว่าเขาเป็นเพื่อนสนิทของหวังจ้าวซี แต่เขาก็ยังลังเลที่จะเป็นศัตรูกับนิกายอู่ตังที่ใหญ่กว่า
 หวังจัวและเทพทั้งสองเพิ่งหยุดต่อสู้กันเมื่อกองทัพรัฐบาลบุกเข้ามา เหลียนเฉิงหู่ตะโกนว่า "ท่านจัวเป็นเพื่อนที่ดี อย่าทำร้ายเขา จับโจรชั่วทั้งสามคนนั้น ท่านจัว ท่านควรถอนตัวออกจากสถานการณ์นี้โดยเร็วที่สุดและรีบหนีไป!" จัวอี้หางโกรธจัด เขาใช้กระบวนท่าที่เรียกว่า "ดาบวายุและสายฟ้า" แทงตรงและฟันในแนวนอนด้วยพลังและคมกริบ เหลียนเฉิงหู่ไม่ทันตั้งตัว นิ้วเกือบขาด เขาพูดอย่างโกรธจัดว่า "เจ้าจะต้องเสียใจถ้าไม่ฟังคำแนะนำดีๆ!" จินเฉียนเหยียนใช้ตะขอเกี่ยวคู่พันรอบคมดาบ ชักนำเหล่านักรบให้พุ่งเข้าใส่
 เสิ่นต้าหยวนตะโกน “พวกเราจะทำยังไงกันดี” หวังจ้าวซีตอบ “พวกเราร่วมมือกันแล้ว และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องช่วย!” เขาชูดาบขึ้นและเข้าปะทะจินเฉียนเหยียนก่อน พี่น้องเสิ่นหัวเราะอย่างประหลาด ก่อนจะโจมตีทันที เหวี่ยงนักเลงตงชางสองคนออกไปด้วยวิชาทุบหินอันทรงพลัง จากนั้นพวกเขาก็วิ่งออกไป แต่ไม่รู้ว่ายังมีนักรบฝีมือดีอีกจำนวนหนึ่งอยู่ท่ามกลางนักรบเหล่านั้น เมื่อเห็นการรุกคืบอันดุร้ายของพวกเขา พวกเขาก็รีบรุดเข้าสกัด ดาบและหอกปลิวว่อนราวกับผืนป่า มีดและหอกปลิวว่อน ล้อมรอบทั้งสี่คนไว้ทันที
 ศิลปะการต่อสู้ของเหลียนเฉิงหู่นั้นน่าเกรงขาม ตะขอคู่ของเขาหมุนวนดุจมังกรที่ดุร้ายราวกับงูหลาม หากไม่ใช่เพราะความก้าวหน้าทางศิลปะการต่อสู้อันมหาศาลของจัวอี้หาง เขาคงเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ถึงอย่างนั้น เขาก็ทำได้เพียงปัดป้อง ไม่สามารถตอบโต้ได้ โชคดีที่เหลียนเฉิงหู่มุ่งเป้าไปที่หวังจ้าวซี ไม่ใช่จัวอี้หาง ในการต่อสู้อันโกลาหล เขามักจะละทิ้งจัวอี้หางเพื่อโจมตีหวังจ้าวซี อย่างไรก็ตาม จัวอี้หางยังคงเกาะติดหวังจ้าวซีและร่วมต่อสู้เคียงข้าง แม้เหลียนเฉิงหูจะโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หวังจ้าวซีก็ยังคงไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ
 หวังและจัวต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต่อสู้กันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตั้งแต่เที่ยงคืนจนถึงรุ่งสาง แต่เมื่อเวลาผ่านไป บาดแผลของเสิ่นต้าหยวนก็ลุกลาม ทำให้เขากระโดดลำบาก และเริ่มแสดงอาการเหนื่อยล้า เหลียนเฉิงหู่เห็นดังนั้นก็อุทานอย่างยินดีว่า "จัดการไอ้วายร้ายนี่ก่อน!" เขายื่นขอเกี่ยวสองอันออกไป ทิ้งหวังจัวไว้แล้วไขว้กันเพื่อฉีกคอเสิ่นต้าหยวน เสิ่นต้าหยวนคำรามคำราม เหวี่ยงแขนขวาออกไป ทันใดนั้น เหลียนเฉิงหู่ก็ถูกโจมตีพิเศษเข้าที่ไหล่ หักสะบักออกเป็นสองท่อน อย่างไรก็ตาม เสิ่นต้าหยวนก็ถูกขอเกี่ยวสองอันเกี่ยวไว้เช่นกัน ฉีกเนื้อชิ้นใหญ่ขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หวังจ้าวซีตกใจ เหวี่ยงดาบพุ่งเข้าใส่ พุ่งทะยานไปข้างหน้า เพื่อช่วยเสิ่นต้าหยวนให้พ้นจากอันตราย!
 เสิ่นต้าหยวนบาดเจ็บจากดาบและมีด ยิ่งอ่อนล้าหนักกว่าเดิม เดิมทีเขาแข็งแกร่งที่สุดในสี่คน แต่ตอนนี้เขาต้องการการดูแลจากอีกสามคน ทำให้กองทัพรัฐบาลได้เปรียบและปิดล้อมเมืองได้แน่นหนายิ่งขึ้น
 ท่ามกลางการต่อสู้อันดุเดือด ในยามรุ่งอรุณ เสียงคำรามยาวดังมาจากที่ไกลๆ ดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นได้ยินเสียงทุ้มต่ำของมันอย่างชัดเจน หวังจ้าวซีและจัวอี้หางต่างดีใจ ตะโกนพร้อมกันว่า "ท่านผู้อาวุโสเถี่ย!" หวังจ้าวซีเสริมว่า "ท่านเสิน อย่าท้อแท้ ไท่เฟยหลงผู้ยิ่งใหญ่ที่โด่งดังไปทั่วภาคตะวันตกเฉียงเหนือกำลังมาถึงแล้ว พวกเราจะพ้นจากการปิดล้อมนี้แล้ว!" หวังจ้าวซีไม่รู้เลยว่าเทพทั้งสองมีอคติต่อไท่เฟยหลงและต้องสูญเสียอย่างหนักจากฝีมือของเขา
 เหลียนเฉิงหูได้ยินเสียงคำราม สีหน้าของเขาเปลี่ยนไป และเขาตะโกนว่า "ฆ่าพวกโจรตัวน้อยพวกนี้ให้เร็ว และร่วมมือกันจัดการกับโจรแก่นั่น!" เขาเหวี่ยงตะขอคู่และใช้การเคลื่อนไหวอันดุร้ายเป็นชุด!
 "ฝ่ามือทรายพิษลมมืด" ของจินเฉียนเหยียน และ "หมัดจิ้งจอกป่า" ของเทพทั้งสอง ล้วนเป็นศิลปะการต่อสู้อันชั่วร้าย ต่างต่อสู้ด้วยพิษด้วยพิษ ต่างฝ่ายต่างไม่ได้เหนือกว่า และบัดนี้กำลังกดดันเสิ่นอี้หยวน กองทัพรัฐบาลเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือด มุ่งเป้าไปที่หวังจัว เทพทั้งสอง และเทพอีกสี่องค์
 เสียงโหยหวนดังขึ้นใกล้เข้ามา เทพทั้งสองเป็นพี่น้องฝาแฝด มีความคิดเดียวกัน พลางคิดในใจว่า "เมื่อเกิดภัยพิบัติ หวังจ้าวซีจะต้องร่วมมือกับเราในการต่อต้านศัตรูอย่างแน่นอน หลังจากการปิดล้อมสิ้นสุดลง จิตใจของผู้คนก็ไม่อาจคาดเดาได้ หากเขาร่วมมือกับโจรเถี่ยเหล่าเพื่อจัดการกับพวกเรา พวกเราสองพี่น้องจะต้องตายโดยไม่มีที่ฝังศพ!"
 เทพทั้งสองต่างตัดสินผู้อื่นด้วยความใจร้ายของตนเอง ต่างสบตากัน และในยามที่สถานการณ์ตึงเครียด พวกเขาก็คว้าหลังมือขึ้นมาทันที เสิ่นอี้หยวนทำให้หวางจ้าวซีได้รับบาดเจ็บ และเสิ่นต้าหยวนทำให้จัวอี้หางได้รับบาดเจ็บ พวกเขาตะโกนว่า "ข้าขอช่วยเหลือเจ้า! จับพวกมันเร็วเข้า!"
 เรื่องไม่คาดคิดนี้เกิดขึ้น เหลียนเฉิงหูตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ตะโกนว่า "โอเค โอเค!" เสิ่นต้าหยวนก้าวไปข้างหน้าสองก้าว เข้าหาจินเฉียนเหยียน จินเฉียนเหยียนคิดว่าเทพทั้งสองก่อกบฏต่อหน้าขบวนทัพ ยอมขายเพื่อนเพื่อชื่อเสียงและโชคลาภ กลายเป็นคนของตัวเองไปแล้ว เขาจึงไม่ได้เตรียมตัวไว้เลย ทันใดนั้น เสิ่นต้าหยวนก็ตะโกนขึ้นมา เหยียดแขนออก จับไขมันที่คอของจินเฉียนเหยียน ยกขึ้นในแนวนอน ใช้เป็นอาวุธ ร่ายรำอย่างรวดเร็วราวกับพายุหมุน หัวเราะและพูดว่า "ข้าไม่อยากสู้กับใคร พี่ชาย รีบไป!" แล้วรีบวิ่งออกไป!
 การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที เหล่านักรบต่างหวาดกลัวผลที่ตามมา จึงพากันวิ่งหนีไปด้วยความตื่นตระหนก เมื่อเหลียนเฉิงหูตั้งสติได้และเข้าใจความจริง เทพทั้งสองก็ทะลวงผ่านประตูวิหารไปแล้ว เหลียนเฉิงหูโกรธจัดจึงชักตะขอสองอันออกมาเฉียงๆ เล็งไปที่หวังจัวและอีกสองคน หวังจัวที่ข่วนจนขยับตัวไม่ได้ เห็นตะขอทั้งสองกำลังใกล้เข้ามา ไม่อาจหลบได้ ในช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวัง จัวอี้หางเซเซเกือบล้มลง ชักดาบขึ้น ดูเหมือนจะฉับพลัน แต่ตะขอของเหลียนเฉิงหูกลับพลาดเป้า ดาบของจัวอี้หางที่ขยายและหดตัวอย่างต่อเนื่อง พุ่งเข้าใส่เหลียนเฉิงหูในทิศทางที่เขาไม่เคยคาดคิด เสียงพายุหมุน แทงทะลุแขนซ้ายของเหลียนเฉิงหู ทะลุผ่านกระดูก!
 เหลียนเฉิงหูกรีดร้องและถอยกลับไปสองสามก้าว แขนซ้ายของเขาทรุดลงทันทีด้วยความเจ็บปวด เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าวิชาดาบของจัวอี้หางจะงดงามได้ถึงเพียงนี้ และเขาก็รู้สึกท้อแท้ ปรากฏว่าวิชาดาบที่จัวอี้หางถูกบังคับให้ใช้ในช่วงเวลาสำคัญนี้เป็นหนึ่งในวิชาดาบที่พระโพธิธรรมทรงทิ้งไว้ เนื่องจากลักษณะที่ไม่สอดคล้องและไร้โครงสร้าง ผู้อาวุโสแห่งอู่ตังจึงไม่เคยคิดว่ามันจะนำไปใช้ในสนามรบได้ อย่างไรก็ตาม จัวอี้หางได้ฝึกฝนจนเชี่ยวชาญและกล้าลอง และเขาประหลาดใจที่มันได้ผลลัพธ์อันน่าทึ่ง ด้วยพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
 จัวอี้หางใช้ดาบฟันสำเร็จ ความกล้าหาญพุ่งทะยาน เขาใช้ดาบสั้นเพียงไม่กี่นัด เล็งไปทางตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ และสร้างความเสียหายแก่ทหารอีกหลายนายในทันที เหลียนเฉิงหู่ตกใจและเดือดดาล ปล่อยตะขอสองอัน ข้างซ้ายป้องกันหน้าอก ข้างขวาป้องกันศัตรู โจมตีอย่างระมัดระวัง แท้จริงแล้ว จัวอี้หางรู้เพียงท่าไม้ตายไม่กี่ท่า หลังจากนั้นไม่กี่ท่า เขาก็จำต้องล่าถอย แม้ว่าเหลียนเฉิงหู่จะบาดเจ็บ แต่ทักษะการต่อสู้ของเขายังคงสมบูรณ์ ยิ่งไปกว่านั้น หวังจัวและทหารอีกสองคนก็ได้รับบาดเจ็บเช่นกัน และมีจำนวนมากกว่า ด้วยท่าไม้ตายเพียงไม่กี่ท่า เขาก็ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ สถานการณ์กลับตึงเครียดอีกครั้ง
 เสียงผิวปากดังขึ้นนอกประตูอีกครั้ง จัวอี้หางดีใจมากและต่อสู้อย่างหนัก คาดว่าเถี่ยเฟยหลงจะมาถึงในเร็วๆ นี้ แต่จู่ๆ เสียงผิวปากก็หยุดลงและหายไป เหลียนเฉิงหู่นำทัพเข้าโจมตี ท่ามกลางการต่อสู้ จัวอี้หางถูกแทงเข้าที่เอวและสะโพก กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด หวังจ้าวซีตะโกนอย่างกระวนกระวายว่า "วีรบุรุษเฒ่าเถี่ย ทำไมเจ้ายังไม่มาอีก" เหลียนเฉิงหู่ใช้ตะขอทั้งสองเกี่ยวข้อมือของหวังจ้าวซี!
 เถี่ยเฟยหลง ชายผู้มากประสบการณ์คนหนึ่ง ได้ยินไป๋หมินว่าหวังจ้าวซีจะมาบ้านของเขาสองสามวันก่อนถึงงานรวมพลที่ภูเขาจงเถี่ยว แต่หวังจ้าวซีมาไม่ทัน เขาจึงรู้ว่ามีเรื่องต้องสะสาง เขาจึงพาไป๋หมินและเคอผิงถิงขี่ม้าสามตัวที่แข็งแรง พักระหว่างทางเล็กน้อย แล้วขับรถไปหนึ่งวันหนึ่งคืนจนถึงเชิงเขาจงเถี่ยว ทันใดนั้น พวกเขาก็เห็นม้ามากกว่าสิบตัวกำลังกินหญ้าอยู่บนเนินเขา ทั้งคู่นอนลงฟังเสียงการต่อสู้เบาๆ เขาพูดกับไป๋หมินว่า "หวังจ้าวซีคงถูกซุ่มโจมตี! เรามาถึงทันเวลาพอดี!" จากนั้นเขาก็เป่าปากยาวๆ หลายครั้งเพื่อส่งสัญญาณให้หวังจ้าวซี ทำให้เขากล้าที่จะยืนหยัดต่อไป
 ทั้งสามลงจากหลังม้าแล้วปีนขึ้นเนินเขา จนกระทั่งมาพบกับวิหารบนภูเขาอันรกร้าง เสียงต่อสู้ดังมาจากข้างใน ไป๋หมินพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ว่า "ถ้าจะสู้ก็หาที่ดีๆ สิ ทำไมเจ้าถึงสู้ในวิหารแทนที่จะสู้บนภูเขาอันกว้างใหญ่ นี่เจ้าพยายามขู่เทพเจ้าแห่งภูเขาหรือไง" เคอผิงถิงหัวเราะเบาๆ ไป๋หมินจึงเอ่ยขึ้นว่า "คุณเคอ ข้าพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า"
 ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่นั้น ทันใดนั้นก็เห็นคนสองคนวิ่งพรวดพราดออกมาจากวิหาร เถี่ยเฟยหลงตะโกนว่า "หยุด!" เขามองดูอย่างใกล้ชิดและพบว่าพวกเขาเป็นอสูรกายสองตัวจากตระกูลเสิน เถี่ยเฟยหลงแบกจินเฉียนเหยียน หลานชายของจินตู้ยีไว้บนบ่า เรื่องนี้ทำให้เถี่ยเฟยหลงตกใจ เขาจึงตะโกนว่า "หวังจ้าวซีอยู่ในนั้นหรือเปล่า?" เถี่ยเฟยหลงกล่าว "อะไรนะ หวังจ้าวซี? ข้าไม่รู้! พวกเราสองพี่น้องถูกซุ่มโจมตีขณะหลบหิมะในวิหารบนภูเขา พวกเราต่อสู้อย่างดุเดือดกับนักรบกว่าสิบคนภายใต้การนำของตงชางและเฉินชิวหยู และจับตัวชายคนนี้ได้ก่อนที่พวกเราจะหลบหนี เหลาเถี่ย พวกเราสองพี่น้องหมดแรงแล้ว ถ้าเจ้าต้องการใช้พวกเราเพื่อเอาเปรียบ ถึงเวลาแล้ว"
 เถี่ยเฟยหลงพูดอย่างโกรธจัดว่า "ไร้สาระ! ข้า เหลาเถี่ย เป็นคนแบบนี้ได้อย่างไร ใครอีกที่อยู่ในนั้น ทำไมกองทัพรัฐบาลไม่รีบออกไปจับกุมเจ้าล่ะ?" เสิ่นต้าหยวนยิ้มกริ่มพลางกล่าวว่า "เฒ่าเถี่ย เจ้าคิดว่าพวกเราสองคนพี่น้องเป็นคนธรรมดาหรือ? ถึงข้าจะบาดเจ็บ แต่ข้าก็ทำให้คนของพวกเขาบาดเจ็บไปมากกว่าสิบคน พวกเขากำลังช่วยคนบาดเจ็บและกำลังจะตาย แม้แต่จินเฉียนเหยียนก็ถูกพวกเราจับตัวไป เรากล้าดียังไงไล่ล่าเขา!" เถี่ยเฟยหลงเห็นว่าข้อเท้าของเขามีเลือดออกและเดินกะเผลก เขาจับจินเฉียนเหยียนได้จริงๆ เขาคิดว่าพี่ชายทั้งสองของเขาเก่งวิชายุทธ และสิ่งที่เขาพูดอาจเป็นเรื่องจริง ในเมื่อหวังจ้าวซีไม่อยู่ที่นั่น ทำไมข้าต้องมายุ่งกับทหารบาดเจ็บพวกนั้นด้วย หยุดสักครู่ เถี่ยเฟยหลงกล่าวว่า "เฒ่าเถี่ย ในเมื่อเจ้าไม่อยากใช้พวกเราเป็นบรรณาการ งั้นขอโทษด้วย เราต้องไป!" เถี่ยเฟยหลงกล่าว "ถ้าเจ้าอยากไปก็ไปเถอะ เจ้าจะบ่นทำไม?" พี่น้องเถี่ยวิ่งลงจากภูเขา เถี่ยเฟยหลงพูดขึ้นทันทีว่า "หยุด!"
               เสินต้าหยวนหันกลับมาแล้วพูดว่า "อะไรนะ? เปลี่ยนใจแล้วเหรอ?"
               เถี่ยเฟยหลงเอ่ย "จินเฉียนเหยียน อยู่กับข้า!" 
               เสินต้าหยวนเหวี่ยงจินเฉียนเหยียนอย่างแรง จินเฉียนเหยียนกรีดร้องกลางอากาศ ก่อนจะล้มลงกับมือของเถี่ยเฟยหลง เถี่ยเฟยหลงโน้มตัวลงมองกล่องเสียงของเขา พบว่าถูกฝ่ามือของเถี่ยเฟยหลงบดขยี้จนแหลกละเอียด
               เถี่ยเฟยหลงกล่าวว่า "เจ้าหมอนี่เป็นฆาตกรของเต๋าเจินกาน แถมยังฆ่าลูกสาวข้าอีกต่างหาก ความตายของเขาไม่น่าสงสารเลย! ปล่อยให้หมาป่าหิวโหยกินไปเถอะ!"
               เขายกแขนขึ้นโยนร่างของจินเฉียนเหยียนลงไปในหุบเขา ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่า "ทำไมเสิ่นต้าหยวนถึงอยากบดขยี้เขาจนตายก่อนจะมอบตัวให้ข้า"
               เถี่ยเฟยหลงเป็นเซียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งยมโลก และรู้กลอุบายของยมโลกทุกอย่าง ทันใดนั้นเขาก็ตื่นขึ้น: หรือนี่จะเป็นแผนการปิดปากเขา? มีอะไรที่เสิ่นต้าหยวนไม่อยากให้ข้ารู้?
               ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องของจัวอี้หางก็ดังมาจากวิหาร ตามมาด้วยเสียงของหวังจ้าวซีที่เรียกเถี่ยเฟยหลง เถี่ยเฟยหลงตะโกนว่า "โอ้ ไม่นะ ข้าติดกับดักของเสิ่นต้าหยวน!
               เขากำลังใช้กลยุทธ์ถ่วงเวลาฆ่าคนด้วยมีดยืมก่อนที่ข้าจะไปถึง และปล่อยให้กองทัพรัฐบาลฆ่าหวังจ้าวซี!"
               เถี่ยเฟยหลงมองเห็นแผนการร้ายและโกรธจัด เขาไม่มีเวลาไล่ล่าพี่น้องตระกูลเฉิน เขาคำรามคำรามดุจเสือ กระโดดขึ้นเนินเขา พุ่งเข้าใส่วิหาร เขาเห็นเหลียนเฉิงหู่ถือตะขอสองอันวาบแสง เขากำลังจะฆ่าหวังจ้าวซี!
               เถี่ยเฟยหลงลืมตาขึ้นและตะโกนเสียงดัง เขาสะบัดมือคว้านักรบที่กำลังเข้ามาหาแล้วเหวี่ยงใส่เหลียนเฉิงหู่ เหลียนเฉิงหู่หลบไปด้านข้าง แทงทะลุเนื้อตัวนักรบด้วยตะขอสองอัน หวังจ้าวซีฉวยโอกาสแล้วพุ่งออกไปพร้อมดาบ
               จั่วอี้หางที่กระฉับกระเฉงขึ้น โจมตีศัตรูสามนายด้วยดาบสามนัดรวด ก่อนจะพุ่งออกไปเช่นกัน เถี่ยเฟยหลงร้องเรียก "จั่วอี้หาง เจ้ามาด้วยหรือ" เหลียนเฉิงหู่เดินผ่านเถี่ยเฟยหลงไปราวกับพายุหมุน
               เถี่ยเฟยหลงตะโกนอีกครั้งและฟันด้วยฝ่ามือทั้งสองข้าง เถี่ยเฟยหลงป้องกันด้วยตะขอทั้งสองข้าง แขนซ้ายของเขาบาดเจ็บและอ่อนแรง พลังของเถี่ยเฟยหลงจึงสกัดไว้ได้ ตะขอซ้ายของเหลียนเฉิงหู่ถูกยกขึ้นกลางอากาศและแทงทะลุชายคา เขาไม่กล้าโต้กลับและพุ่งออกไป เถี่ยเฟยหลงวิ่งไล่ตาม
               เคอผิงถิงและไป๋หมินบังเอิญเข้ามา แต่เหลียนเฉิงหู่ใช้ตะขอเพียงอันเดียวสกัดกั้นไว้ ทำให้แส้ของไป๋หมินกระเด็นออกไป และดาบเพียงเล่มเดียวของเคอผิงถิงก็ถูกล็อกไว้ เขาสกัดกั้นทั้งคู่ไว้ ปิดกั้นเส้นทางของเถี่ยเฟยหลง เหลียนเฉิงหู่รีบวิ่งออกจากประตูวิหารและวิ่งหนีเอาชีวิตรอด
               ไป๋หมินร้องออกมา “อ๊ะ พี่หวัง ท่านบาดเจ็บ!” เขาคว้าดาบของนักรบแล้วฟันใส่ศัตรู เมื่อเห็นผู้นำกำลังวิ่งหนี เหล่านักรบก็ร้องตะโกนและวิ่งหนีไป เค่อผิงถิงกล่าวว่า “หยุดฟัน!” ไป๋หมินทำตามและหยุด ในพริบตา เหล่านักรบก็วิ่งหนีไปหมด
               เถี่ยเฟยหลงตรวจสอบบาดแผลของชายทั้งสองแล้วกล่าวว่า "รอยแผลเหล่านี้ถูกพี่น้องตระกูลเสิ่นข่วน!"
                        จัวอี้หางตอบว่า "ใช่เลย!" 
                        เถี่ยเฟยหลงอุทานอย่างโกรธจัด "สองคนนี้โหดเหี้ยมจริงๆ!"
                        หวังจ้าวซีกล่าว "พวกเขาไม่ยอมจำนนต่อกองกำลังรัฐบาล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความกล้าหาญ เพียงแต่พวกเขาทำตัวเลวร้าย หากพวกเขายังคงอยู่กับจางเซียนจง พวกเขาจะเป็นภัยคุกคามร้ายแรง"
                        จากนั้นเขาก็เล่าถึงการกระทำของพี่น้องตระกูลเสิ่น เถี่ยเฟยหลงกล่าวว่า "ข้าจะไปพบจางเซียนจงและให้เขาลงโทษโจรชั่วสองคนนี้"
                        โชคดีที่หวังและจัวไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่พวกเขาก็อ่อนเพลียหลังจากต่อสู้มาครึ่งคืน เถี่ยเฟยหลงประคบยาสีทองศักดิ์สิทธิ์ให้พวกเธอ และบอกให้พวกเธอทำสมาธิและฟื้นฟูความเหนื่อยล้า เคอผิงถิงและไป๋หมินแอบพูดถึงจัวอี้หาง
                        เคอผิงถิงถามว่า "นักปราชญ์หน้าซีดคนนี้คือจัวอี้หางหรือ?"
                        ไป๋หมินตอบว่า "ใช่ เจ้าไม่รู้จักหรือ? เขาเป็นเพื่อนที่ดีของข้า!"
                        เคอผิงถิงกล่าวว่า "หืม! เพื่อนที่ดีจริงๆ!"
                        ไป๋หมินโกรธจัดและถามเสียงดังว่า "เขาเป็นอะไรไป?"
                        เถี่ยเฟยหลงห้ามพวกเธอไว้ ส่งสัญญาณให้พวกเธอเงียบเสียง เคอผิงถิงกระซิบ "ถ้าเขาดีขนาดนั้น ทำไมเขาถึงทำให้พี่สาวเหลียนของข้าเสียใจ?"
                        ไป๋หมินตกตะลึงและถามว่า "พี่สาวเหลียนคนไหน?"
                        เคอผิงถิงกล่าวว่า "เป็นอวี้ลั่วชา!"
                        ไป๋หมินไม่ได้มีความรู้สึกไม่ดีต่ออวี้ลั่วชา แต่เธอก็ไม่ได้มีความรู้สึกดีๆ ต่อตัวเองเช่นกัน นางเอ่ยถาม “ปีศาจหญิงคนไหนจะเศร้า”
                        เคอผิงถิงทำหน้ามุ่ยพลางพูดว่า “เจ้าเป็นพวกนอกกฎหมาย อวี้ลั่วซาเกลียดความชั่วร้ายและชอบเอาแต่ใจตัวเอง แล้วนางจะเป็นปีศาจหญิงได้อย่างไร”
                        ไป๋หมินกล่าว “โอเค ข้าผิด นางไม่ใช่ปีศาจหญิง แต่การทำให้เธอเศร้าไม่ใช่เรื่องใหญ่!” เคอผิงถิงพูดอย่างหัวเสีย “เจ้าเด็กโง่ ข้าขอถามเจ้าหน่อยเถอะ ถ้าเจ้าทำให้ข้าเศร้า เจ้ายังจะถือว่าเป็นคนดีได้หรือไม่”
                        ไป๋หมินครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “เจ้าช่วยข้าไว้ เจ้าปฏิบัติกับข้าดีเหลือเกิน ถ้าฉันทำให้เจ้าเศร้า ข้าก็ขี้ขลาด!” เคอผิงถิงหัวเราะเบาๆ แล้วพูดว่า “โอเค เข้าใจแล้ว เจ้าไม่เข้าใจหรือ”
                        แม้เคอผิงถิงจะพูดเบาๆ แต่จัวอี้หางซึ่งนั่งนิ่งสงบนิ่งก็ได้ยินชัดเจน ใบหน้าของเขาแดงก่ำและซีดเผือด เขาเศร้าจนบรรยายไม่ถูก! ทันใดนั้นเขาก็กระโดดขึ้นทันทีโดยไม่รอให้อาการเหนื่อยล้าหายดี
                        ไป๋หมินตกใจ “พี่จัว ถ้าฉันทำให้คุณเค่อเสียใจ ฉันคงขี้ขลาดไปแล้ว ฉันไม่ได้หมายถึงคุณนะ อย่าโกรธฉันเลย!” จัวอี้หางโค้งคำนับให้เค่อผิงถิงแล้วพูดว่า “คุณหนู คุณทำถูกแล้วที่ตำหนิฉัน!” เสียงของเขาแหบพร่าราวกับสะอื้น เขาเดินไปหาเถี่ยเฟยหลง โค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง แล้วถามว่า “พี่เหลียนอยู่ไหน ทำไมเธอถึงไม่อยู่ที่นี่ เธอไม่กลับบ้านเหรอ?”
                        เถี่ยเฟยหลงพูดอย่างเย็นชา “นางเคยมาที่นี่” จัวอี้หางถามอย่างกังวล “แล้วตอนนี้ล่ะ” เถี่ยเฟยหลงกล่าว “นางหายไปอีกแล้ว!” จัวอี้หางถาม “นางไปไหน?” เถี่ยเฟยหลงส่ายหน้า “ข้าไม่รู้” จัวอี้หางพูดอย่างกังวล “เจ้าต้องรู้ หากเจ้าไม่รู้ ก็ไม่มีใครรู้ หากชาตินี้ข้าไม่ได้พบนาง ข้าคงตาค้างตายแน่!”
                        เถี่ยเฟยหลงเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆสีชมพูระยิบระยับ แสงแดดยามเช้าส่องประกายเจิดจ้า เคอผิงถิงเอ่ยอย่างขมขื่นว่า "นางอยู่ที่ขอบฟ้า"
                        จัวอี้หางกล่าวว่า "นางอยู่ที่ขอบฟ้า ข้าก็อยากไปที่นั่นเหมือนกัน!"
                        เถี่ยเฟยหลงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "ถึงนางจะไม่ได้อยู่ที่ขอบฟ้า แต่มันก็เกือบจะเหมือนกัน ข้าคิดว่านางอาจจะไปที่เทือกเขาเทียนซาน หากเจ้าต้องการพบนาง เจ้าก็ต้องเดินทางไกลออกไปนอกกำแพงเมืองจีน เจ้าในฐานะขุนนาง จะทนลมทะเลทรายอันหนาวเหน็บได้หรือไม่?" จัวอี้หางกล่าว "ลืมลมทะเลทรายอันหนาวเหน็บไปเสียเถอะ
                        ถึงแม้ว่าจะต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ข้าก็จะไป!" เถี่ยเฟยหลงกล่าว "เทือกเขาเทียนซานทอดยาวกว่า 3,000 ไมล์ เจ้าอาจหานางไม่พบ!" เคอผิงถิงขัดจังหวะ "และนางก็อาจมองไม่เห็นเจ้าเช่นกัน!"
                        หัวใจของจัวอี้หางเจ็บปวด น้ำตาไหลอาบแก้ม เขาพูดว่า "ถึงแม้นางจะไม่อยากเจอข้า ข้าก็ยังอยากเจอนาง แม้ข้าจะไม่ได้เจอนางอีก การได้อยู่ใกล้นางจะทำให้ข้าสบายใจ"
                         เถี่ยเฟยหลงเอ่ย "ในเมื่อเจ้าจริงใจเช่นนี้ ก็เชิญเลย!" เคอผิงถิงกล่าว "แต่ผมของนางขาวแล้ว นางไม่ใช่เหลียนหนี่ชางคนเดิมอีกต่อไปแล้ว เจ้าอาจจะผิดหวังหากได้พบนาง!"
                         จัวอี้หางกล่าว "อะไรนะ? ผมของนางขาว คงเป็นเพราะความเศร้าโศกเสียใจของข้า" เคอผิงถิงกล่าว "ดีแล้วที่เจ้ารู้" จัวอี้หางหัวใจสลาย อยากจะร้องไห้แต่ก็อดไม่ได้ เขาพูดอย่างเด็ดเดี่ยวว่า “อย่าพูดถึงผมขาวของนางเลย แม้ผิวนางจะหงอก ข้าก็ไม่มีวันเปลี่ยนใจ
                         แม้ทะเลจะเหือดแห้ง โขดหินพังทลาย หรือฟ้าดินดับสูญ ความรักนี้ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง สวรรค์และโลก เจ้าช่วยเป็นพยานในคำพูดของข้าได้หรือไม่”
                         เคอผิงถิงกล่าวว่า "เก็บคำพูดนี้ไว้ใช้เมื่อเจ้าเจอพี่เหลียน" เถี่ยเฟยหลงยิ้มและกล่าวว่า "ผิงถิง เลิกแกล้งเขาได้แล้ว เอาล่ะ ความจริงใจสามารถเคลื่อนภูเขาได้ หลังจากเจ้าหายจากอาการบาดเจ็บแล้ว เจ้าก็ไปได้แล้ว"
                         จัวอี้หางกล่าวว่า "อาการบาดเจ็บของข้าหายดีแล้ว" หวังจ้าวซีเสร็จสิ้นการฝึกภายใน กระโดดขึ้นและกล่าวว่า "พี่จัว ท่านจะไปเร็ว ๆ นี้หรือไม่?" จัวอี้หางกล่าวว่า "ใช่ ข้าจะไป!"
                         หวังจ้าวซีกล่าว "ถึงแม้ความรักระหว่างพ่อแม่ลูกจะสำคัญ แต่เราก็ควรคำนึงถึงกิจการของประเทศชาติและครอบครัวด้วย ข้าแนะนำให้ท่านกลับไปหากหานางไม่พบ" จัวอี้หางกล่าวว่า "เมื่อท่านอยู่ที่นี่ ข้าไม่ต้องกังวลเรื่องกิจการของประเทศชาติและครอบครัว หากข้าไม่พบนาง ข้าจะอยู่ที่เทียนซานตลอดไป เราจะไม่ได้พบกันอีก ข้าขอให้ท่านประสบความสำเร็จ
                         เมื่อข้าได้ยินจากท่าน ข้าจะไปเทียนซานเพื่ออวยพรให้ท่าน" เถี่ยเฟยหลงกล่าวว่า "ท่านก็เป็นวีรบุรุษในฮุยเจียงได้เช่นกัน ผู้คนที่นั่นเรียบง่ายและซื่อสัตย์ บางทีท่านอาจจะประสบความสำเร็จในสักวันหนึ่ง"
                         จัวอี้หางกล่าวว่า "การเป็นวีรบุรุษคือสิ่งที่คนรุ่นข้าควรทำ ข้าจะจดจำคำสั่งของท่านไว้" จากนั้นเขาก็กล่าวลาเถี่ยเฟยหลงและหวังจ้าวซี หวังจ้าวซีมองเขาลงจากภูเขา ส่ายหัว และเงียบอยู่นาน
                         หลังจากนั้น เขาจึงหารือเรื่องการรวมตัวของเหล่าวีรบุรุษบนภูเขาจงเถี่ยกับเถี่ยเฟยหลงและไป๋หมิน โดยไม่เอ่ยถึงจัวอี้หางอีกเลย

ก่อนหน้า                        > 🧌🤪 <                          อ่านต่อ

มาโนช ทองแย้ม Royaume deCai Hangameishin ère HanTokawa / ቴሌማ ጥበቃ Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ? ตุลาคม 28, 2568 ไม่มีความคิดเห็น:
ส่งอีเมลข้อมูลนี้BlogThis!แชร์ไปยัง Xแชร์ไปที่ Facebookแชร์ใน Pinterest
Labels: 🍄นิยาย, .แม่มดผมขาว, action movies 🤸 ดูหนัง ภาพยนตร์
บทความที่ใหม่กว่า บทความที่เก่ากว่า หน้าแรก
ดูเวอร์ชันสำหรับมือถือ
สมัครสมาชิก: ความคิดเห็น (Atom)

คลังบทความของบล็อก

  • ▼  2026 (148)
    • ▼  กุมภาพันธ์ (33)
      • ☸️ ← พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) บทที่ 1 - เรื่องราว...
      • 5 ← สามก๊ก (ฉบับย่อ) " ยังมิได้อ่านสามก๊ก อย่าพึ่ง...
      • 56/ มหาภารตะ ตอนที่ - การค้นหาบุตรชายของปันดู กีจก...
      • ปล้น-ล้าง- ฆ่า (2019) A Witness Out of the Blue พย...
      • Gamera ,The Giant Monster (1965) Gamera guardian o...
      • King Naresuan 6 (2015) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ ว...
      • โดราเอมอน เดอะมูฟวี่ 2024โนบิตะกับซิมโฟนีแห่งโลก
      • สารคดีพระเจ้าอโศกมหาราช Documentary bout Emperor A...
      • Shin Ultraman (2022) ชิน อุลตร้าแมน シン・ウルトラマン
      • บทที่ 32 Jizhou Taken, Yuan Shang มุ่งมั่นในการตัด...
      • Gamera Rebirth (2023) กาเมร่า รีเบิร์ธ
      • Scooby doo The Movie (2002) บริษัทป่วนผีไม่จำกัด ภ...
      • King Naresuan : 2 (2007) ตํานานสมเด็จพระนเรศวรมหาร...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
      • พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ อ...
    • ►  มกราคม (115)
  • ►  2025 (608)
    • ►  ธันวาคม (177)
    • ►  พฤศจิกายน (125)
    • ►  ตุลาคม (45)
    • ►  กันยายน (46)
    • ►  สิงหาคม (4)
    • ►  กรกฎาคม (21)
    • ►  มิถุนายน (31)
    • ►  พฤษภาคม (50)
    • ►  เมษายน (15)
    • ►  มีนาคม (2)
    • ►  กุมภาพันธ์ (41)
    • ►  มกราคม (51)
  • ►  2024 (503)
    • ►  ธันวาคม (36)
    • ►  พฤศจิกายน (28)
    • ►  ตุลาคม (157)
    • ►  กันยายน (147)
    • ►  สิงหาคม (102)
    • ►  กรกฎาคม (18)
    • ►  มีนาคม (5)
    • ►  มกราคม (10)

วีดีโอ : ภาพยนตร์ เต็มเรื่อง ภาค 1-6

วีดีโอ : ภาพยนตร์ เต็มเรื่อง ภาค 1-6

รายการบล็อกของ 🍊 ส้มหล่น

  • รีวิวหนัง ภาพยนต์ อนิเมชั่น
    สามก๊ก ขุนศึกเลือดมังกร 三國之見龍卸甲, Three Kingdoms: Resurrection of the Dragon - จูล่ง (หลิวเต๋อหัว) วีรบุรุษขุนศึกจากเมืองเสียงสาน ผู้ต่อสู้เพื่อบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองด้วยฝีมือ ความห้าวหาญ และคุณธรรม จนกลายเป็นจอมขุนพลผู้เกรียงไกร ...

จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

คัมภีร์ มหายาน พระสุตตันตปิฎก ประกาศ เลขาตำหนักเง็กเซียนฮ่องเต้ ประทับทรง 1. หนังสือ 🆙

คัมภีร์ มหายาน พระสุตตันตปิฎก ประกาศ เลขาตำหนักเง็กเซียนฮ่องเต้ ประทับทรง  1. หนังสือ 🆙
พระราชโองการ จาก พระเจ้าเง็กเซียนฮ่องเต้ แม้ว่าสำนวนลีลาการเขียน จะเป็น ภาษาชาวบ้าน แต่เนื้อหาสาระล้วนเป็นสัจธรรม เป็นคัมภีร์ อันวิเศษล้ำเลิศในการบำเพ็ญขัดเกลาอบรมจิตใจ เพื่อรู้แจ้ง ในธรรม และเป็นอุทาหรณ์เตือนสติ เตือนใจชาวโลกเป็น อย่างดี 2. ถ้าในหนังสือมีคำผิด ซึ่งเป็นความผิดพลาดของการ คัดลอก ผู้อ่านจงอย่าลบหลู่ดูแคลน 3. หนังสือเล่มนี้สำเร็จขึ้นได้ก็ด้วยความมานะ วิริยะ อุตสาหะของเหล่าทวยเทพ พรหมร่วมกับมนุษย์ เนื้อหาสาระล้วนเป็นการเปิดเผยความเร้นลับของขุมนรกอเวจี ถือเสมือน หนึ่งเป็นเสียงระฆังเตือนภัยให้แก่ชาวโลก ขอให้ทุกคนจง ทะนุถนอมรักษาไว้ให้จงดี 4. ผู้ใดมุ่งหวังอายุยืนยาว ลาภยศ หายจากโรคภัย ไข้เจ็บ ล้างบาป สร้างบุญกุศล ไถ่บาป ให้แก่บรรพบุรุษ ให้ พ้นจากอบายภูมิ สู่สุคติแดนสวรรค์ให้จุดธูปอธิษฐานว่าจะ พิมพ์แจกหนังสือนี้ ต่อหน้าพระพุทธรูป เทวรูปในศาลเจ้า เจ้าเตาไฟ (เตาแก๊ส) หรือ ที่กลางแจ้ง ย่อมจะได้สมหวังตาม ปรารถนา 5. หนังสือเล่มนี้ไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งหนใด จะมีสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์คอยพิทักษ์รักษา เมื่ออ่านเสร็จแล้วต้องวางไว้ในที่ สะอาดหรือสูงแจกต่อไปแก่ญาติมิตร ถ้าหากเจตนาทิ้งขว้าง หรือฉีกทําลาย เป็นบาปหนักต้องตกนรกหมกไหม้ ขอให้ทุกคนถึงสังวร พระราชโองการ เง็กเซียนฮ่องเต้ ประธานสำนักประทับ ทรง วันที่ 7 มกราคม 2537 บัดนี้พระราชโองการ จากพระเจ้าเง็กเซียนฮ่องเต้จวน จะถึงแล้ว ให้เจ้าพระภูมิท้องที่ไปคอยต้อนรับเหนือเมืองสิบลี้ เจ้าพระภูมิเขตไปคอยต้อนรับเหนือเมืองห้าลี้ ส่วนเทพที่เหลือ และสานุศิษย์ทุกคนให้ตั้งแถวคอยรับเสด็จ ด้วยความสงบ เทพมหาอํามาตย์สีประทับทรง อัญเชิญราช มนุษย์ชั่ว ตีแผ่ขุม เทพแลคน โองการ มีแฝง อเวจี น้อมรับ ประกาศทั่ว ทุกแห่งหน ที่มืดมน พระบัญชา บัดนี้ เราได้อัญเชิญพระราชโองการจากพระเจ้าเง็ก เซียนฮ่องเต้มาถึงแล้ว ให้ทุกคนและเทพ พรหมทุกองค์จง คุกเข่ารับพระราชโองการ

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม- กมฺมุนา วตฺตตีโลโก

อนันตริยกรรม หมายถึง กรรมหนักที่สุด (ครุกรรม) ฝ่ายบาปอกุศล ซึ่งให้ผลทันที มี คือ มาตุฆาต - ฆ่ามารดา ปิตุฆาต - ฆ่าบิดา อรหันตฆาต - ฆ่าพระอรหันต์ โลหิตุปบาท - ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงพระโลหิตห้อ ขึ้นไป สังฆเภท - ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน ทำลายสงฆ์ มาตุฆาต ปิตุฆาต อรหันตฆาต และโลหิตตุปบาท จัดเป็นสาธารณอนันตริยกรรม คือ เป็นอนันตริยกรรมที่ทั่วไปแก่บรรพชิตและคฤหัสถ์ทั้งหลาย หมายความว่า บรรพชิตก็ทำได้ คฤหัสถ์ก็ทำได้ในส่วนของโทษหนักเบา และลำดับการให้ผลก่อนหลัง ของอนันตริยกรรม เรียงลำดับจากแรงที่สุดลงไป กรรม ๑; กรรม- ๑ /กำ; กำ-มะ-/ {Sanskrit: กรฺมนฺ; Pali: กมฺม = การกระทำ; cf. ความหมายในภาษาTamil: และMalaysian: ว่า ผลร้ายของการกระทำ} [นาม] (๑) การกระทำที่ส่งผลร้ายมายังปัจจุบัน หรือซึ่งจะส่งผลร้ายต่อไปในอนาคต เช่น กรรมของฉันแท้ๆ. [นาม] (๒) บาป, เคราะห์, เช่น คนมีกรรม. [นาม] (๓) ความตาย ในคำว่า ถึงแก่กรรม. [นาม] (๔) การ, การกระทำ, การงาน, กิจ, เช่น พลีกรรม ต่างกรรมต่างวาระ, เป็นการดีก็ได้ ชั่วก็ได้ เช่น กุศลกรรม อกุศลกรรม. [นาม] (๕) พิธี เช่น แล้วหานายสมุนไปทำป่าผู้ที่จะเข้ากรรม. (ประพาสจันทบุรี), พระภิกษุอยู่กรรม. กรรม ๒; กรรม- ๒ /กำ; กำ-มะ-/ [นาม] (หัวข้อ: ไว) ผู้ถูกกระทำ เช่น กินข้าว ข้าว เป็นกรรมของกริยา กิน.

พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลกลืมไม่ได้ (1993) ภาพยนตร์ที่สร้างจากรื่องจริง

พระพุทธเจ้า มหาศาสดาโลกลืมไม่ได้ (1993)  ภาพยนตร์ที่สร้างจากรื่องจริง

พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอน

พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอน
คาถาบูชา “พระปางไสยาสน์” นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (สวด 3 จบ) ยัสสานุภาวะโต ยักขา เนวะ ทัสเสนติ ภิงสะนัง ยัมหิ เจวานุยุญชันโต รัตตินทิวะ มะตันทิโต สุขัง สุปะติ สุตโต จะ ปาปัง กิญจิ นะ ปัสสะติ เอวะมาทิคุณู เปตัง ปะริตตันตัมภะณามะเหฯ คติการสร้างพระพุทธรูปปางไสยาสน์หรือปางปรินิพพานนั้น เพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้รำลึกถึงการเสด็จปรินิพพานขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ขณะเดียวกันก็เพื่อเป็นอนุสติเตือนใจให้ดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท สังขารทั้งหลายเป็นสิ่งไม่เที่ยง แม้กระทั่งพระพุทธองค์ก็ยังเลี่ยงไม่พ้น การสร้างพระนอนส่วนใหญ่มักอยู่ในท่าตะแคงขวา ในท่านอนของราชสีห์ (สีหไสยา เป็นท่านอนที่ให้กำหนดจิตให้ตื่นในเวลาที่ต้องการ) หลับพระเนตร พระเศียรหันไปทางทิศเหนือ หนุนพระเขนย พระหัตถ์ขวารองพระเศียรไว้ พระหัตถ์ซ้ายทอดไปตามพระวรกายเบื้องซ้าย พระบาทซ้ายทับพระบาทขวาลักษณะตั้งซ้อนกัน

สังฆเภท 🧝🏾‍♀️ แปลว่า การทำสงฆ์ให้แตกกัน การทำลายสงฆ์ ความแตกกันแห่งสงฆ์

สังฆเภท หมายถึง การยุยง การขวนขวายให้สงฆ์แตกความสามัคคีกัน ไม่ปรองดองกันจนถึงกับแยกกันทำอุโบสถสังฆกรรม แม้จะมีการห้ามปรามตักเตือนจนสงฆ์ประชุมกันให้เลิกละการกระทำอย่างนั้นเสีย ก็ยังไม่ปฏิบัติตาม ยังฝืนทำเช่นนั้นอีก เช่นนี้ จัดเป็นสังฆเภท สังฆเภท จัดเป็นอนันตริยกรรมคือกรรมที่มีโทษหนักที่สุดเท่ากับโทษฆ่าบิดามารดา มีผลถึงห้ามสวรรค์ห้ามนิพพานทีเดียว ผู้ที่ทำลายสงฆ์ท่านมุ่งเอาเฉพาะภิกษุเท่านั้น คำว่า ทำลายสงฆ์ หมายเอาการทำให้สงฆ์แตกแยกกันเป็น ๒ ฝ่าย หรือมากกว่านั้น โดยที่สงฆ์ เหล่านั้นไม่ยอมทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม หรือสังฆกรรรมอย่างอื่นๆ ร่วมกัน เพราะเกิดความแตกแยก ความรังเกียจ หรือความอาฆาตพยาบาทจองเวรกัน อุกเขปนียกรรม คือ กรรมอันสงฆ์พึงทำแก่ภิกษุอันจะพึงยกเสีย หมายถึง วิธีการลงโทษที่สงฆ์กระทำแก่ภิกษุผู้ต้องอาบัติ แล้ว ไม่ยอมรับว่าเป็นอาบัติหรือไม่ยอมทำคืนอาบัติ หรือมีความเห็นชั่วร้าย (ทิฏฐิบาป) ไม่ยอมสละซึ่งเป็นทางเสียสีลสามัญญตา หรือ ทิฏฐิสามัญญตา โดยยกเธอเสียจากการสมโภคกับสงฆ์ คือ ไม่ให้ฉันร่วม ไม่ให้อยู่ร่วม ไม่ให้มีสิทธิ เสมอกับภิกษุทั้งหลาย หรืออีกนัยหนึ่งว่า ถูกตัดสิทธิแห่งภิกษุชั่วคราว

บุคคล 💃🏻 ผู้อาจทำสังฆเภทได้นั้น จะต้องเป็นภิกษุเท่านั้น และต้องมีคุณสมบัติ ๓ ประการ คือ

๑. เป็นปกตัตตะภิกษุ หมายถืง ผู้ เป็นพระภิกษุโดยปกติ ที่ประกอบด้วยสีลสามัญตา คือ มีศีลเสมอเป็นอันเดียวกันกับภิกษุทั้งหลายโดยปกติ คือ ไม่เป็นผู้ต้องอาบัติปาราชิก หรือถูกสงฆ์ลงอุกเขปนียกรรม ๒. เป็นสมานสังวาส คือ เป็นภิกษุผู้มีการอยู่กินร่วมเสมอกัน มีความพร้อมเพรียงกัน ทำสังฆกรรมร่วมกัน ทำอุโบสถกรรมร่วมกัน เป็นต้น กับภิกษุทั้งหลายในอาวาสนั้น ฯ ๓. อยู่ในสีมาร่วมกัน หมายถึง อยู่ในเขตกำหนดสงฆ์ที่สงฆ์ได้ตกลงไว้สำหรับภิกษุทั้งหลาย ภายในเขตกำหนดหนึ่งๆ ที่จะต้องทำสังฆกรรมหรือทำอุโบสถร่วมกัน ในวัดเดียวกันที่เป็นพัทธสีมา หรืออพัทธสีมาก็ตาม บุคคลผู้ไม่อาจทำสังฆเภท บุคคล ผู้ไม่อาจทำสังฆเภท คือ ทำลายสงฆ์ให้แตกแยกกันได้ แต่บุคคลเหล่านี้เป็นแต่เพียงสนับสนุน ส่งเสริม ยุยงให้สงฆ์แตกแยกกันให้ทำสังฆเภท มี ๖ ประเภท คือ ๑. ภิกษุณี ๒. นางสิกขมานา ๓. สามเณร ๔. สามเณรี ๕. อุบาสก ๖. อุบาสิกา

สาเหตุที่ทำให้สงฆ์แตกแยกกัน 🦑 มี ๒ ประการ คือ

๑. มีความเห็นปรารภพระธรรมวินัยต่างกัน จนเกิดเป็นวิวาทาธิกรณ์ขึ้น คือ เสียทิฏฐิสามัญญตา ๒. มีความประพฤติปฏิบัติไม่สม่ำเสมอกัน มีศีลไม่เสมอกัน ยิ่งหย่อนกว่ากันจนเป็นเหตุให้เกิดความรังเกียจขึ้น คือ เสียสีลสามัญญตา อาการ ที่สงฆ์จะแตกแยกกัน ในคัมภีร์บริวารท่านกล่าวไว้ว่าด้วย เหตุ ๕ ประการ คือ ๑. ด้วยกรรม ได้แก่ ทำสังฆกรรม ๒. ด้วยอุทเทส ได้แก่ การสวดพระปาฏิโมกข์ ๓. กล่าวด้วยโวหาร ได้แก่ตั้งญัตติ ๔. ด้วยอนุสาวนา ได้แก่ประกาศด้วยกรรมวาจา ๕. ด้วยการให้จับสลาก ได้แก่ให้ลงคะแนนชี้ขาด ความ แตกต่างแห่ง สังฆเภท สังฆราชี และสังฆสามัคคี สังฆเภท คือ ความแตกแยกแห่งสงฆ์ ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบัญญัติให้สงฆ์ทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อย่างอื่นภายในสีมาเดียวกัน พร้อมเพรียงกันด้วยสังฆสามัคคี แต่เมื่อไรก็ตามที่ภิกษุทั้งหลายแตกกันเป็น ก๊ก เป็นเหล่า เป็นพวก แยกกันทำอุโบสถกรรม แยกกันทำปวารณากรรม หรือแยกกันทำสังฆกรรม หรือกรรมน้อยใหญ่ภายในสีมาเดียวกัน ซึ่งการทำสังฆเภทนี้จะต้องประกอบไปด้วยภิกษุที่ครบองค์สงฆ์ คือ ประกอบด้วยภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปทั้งสองฝ่าย การกระทำเหล่านี้จัดเป็น สังฆเภท สังฆราชี คือ ความร้าวรานแห่งสงฆ์ เมื่อภิกษุสองฝ่าย ต่างมีจำนวนครบองค์สงฆ์ คือ ๔ รูปขึ้นไป มีความเห็นไม่ลงรอยกัน ประพฤติปฏิบัติไม่เสมอกัน แต่ยังไม่ถึงกับแยกกันทำอุโบสถกรรม ปวารณากรรม และสังฆกรรมน้อยใหญ่อื่นๆ คือถึงแม้จะแตกแยกร้าวรานทะเลาะเบาะแว้งกันแต่ยังคงทำสังฆกรรมร่วมกันภายใน สีมาเดียวกันเป็นปกติ จัดเป็นเพียง สังฆราชี
สังฆสามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ ความปรองดองกัน ไม่วิวาทกัน มีอุทเทส คือ ฟังปาติโมกข์ร่วมกัน มีวัตรปฏิบัติเสมอกัน มีการทำสังฆกรรมร่วมกันอย่างสามัคคี ย่อมอยู่ผาสุกและความพร้อมเพรียงกันแห่งสงฆ์ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งความตั้ง มั่น และความเจริญยั่งยืนแห่งพระศาสนา ซึ่งในบาลีโกสัมพีขันธกะ ได้แสดงสังฆสามัคคีไว้ ๒ ประการ คือ ๑. สงฆ์ไม่วินิจฉัยเรื่อง ไม่สาวเข้าไปหามูลเหตุ การทำสังฆสามัคคีอย่างนี้ทำให้เสียอรรถคือ เนื้อความ ได้แต่พยัญชนะไม่เป็นธรรม ๒. สงฆ์วินิจฉัยเรื่อง สาวเข้าไปหามูลเหตุ แล้วทำสังฆสามัคคี อย่างนี้ได้ทั้งอรรถได้ทั้งพยัญชนะ จัดว่าเป็นธรรมสงฆ์ ผู้พร้อมเพรียงกันนั้น อาจจะแตกแยกกันได้ง่าย เมื่อแตกแยกกันแล้วจะสามัคคีกันได้ยากมาก เพราะเหตุนั้นพระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนให้คำนึงถึงการแตกแยกกันให้มากๆ ไม่ควรเอาแต่ใจตนเอง ควรมุ่งความสามัคคีเป็นใหญ่ ไม่ดื้อรั้นด้วยอำนาจทิฏฐิมานะ การจะประพฤติปฏิบัตินั้น ให้มุ่งเอาความเจริญรุ่งเรืองความมั่นคงแห่งพระศาสนาและพระธรรมวินัยเป็นหลัก

Transformers ทรานฟอร์เมอร์

Transformers ทรานฟอร์เมอร์

Ju-On The Grudge เปิดตำนาน ผีดุ

Ju-On The Grudge  เปิดตำนาน ผีดุ

Mortal Kombat มอร์ทัล คอมแบท

Mortal Kombat  มอร์ทัล คอมแบท

กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์

หน้าเว็บ

  • พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร (妙法蓮華經) Sutta, 28 verses
  • พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน พุทธศาสนานิกายมหายานในเนปาลมีพระคัมภีร์พุทธศาสนาอยู่ 9 พระคัมภีร์คือ 1 ลิลิตวิสฺตร 2 อษฺฏสาหสฺริกา ปฺรชฺญาปารมิตา 3 คณฺฑวฺยูห สูตร 4 ทศภูมิก หรือ ทศภูมีศฺวร 5สมาธิราช หรือจนฺทฺรปฺรทีป สูตร 6 ลงฺกาวตาร สูตร 7สทฺธรฺมปุณฺฑรีก สูตร 8 ตถาคตคุหฺยก 9 สวฺรณปฺรภาส สูตร
  • เครื่อรางสัตว์นำโชค ไสยศาสตร์ ค่านิยมของมนุษย์ในสังคมปัจจุบัน
  • พระไตรปิฎก {จำนวนเล่ม} เล่ม ๑ - ๘ เป็น พระวินัยปิฎก
  • พระสูตร เล่ม ๑ พระสุตตันตปิฎก
  • ตามรอยเส้นทางสายไหม Following the Silk Road
  • โจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ซีซั่น 1 JoJo's Bizarre Adventure: The Animation ( Phantom Blood ) ( Battle Tendency )
  • Chocolate (2008) ช็อคโกแลต
  • Tron: Ares (2025) ทรอน แอรีส

รายงานการละเมิด

บริษัทนี้ดี จำกัด ธีม. ขับเคลื่อนโดย Blogger.

การเผยแผ่ธรรมะ สื่อ และ ความหมาย

การเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีวิธีการหลายวิธี ทั้งวิธีการพูด วิธีการทำตัวอย่างให้ดู วิธีการเขียน แต่ไม่ว่าจะเผยแผ่ด้วยวิธีการใดๆ การเผยแพร่หลักคำสอนทางพุทธศาสนาจะเป็นพระภิกษุสงฆ์ หรือ อุบาสก อุบาสิกา นักเผยแผ่ต้องมีพุทธวิธีในการสอนโดยเริ่มจากปรัชญาขั้นพื้นฐานอันได้แก่ กัลยาณมิตรและมีสติปัญญา ที่ ประกอบด้วยหลักของนักเผยแผ่กับผู้ฟังหรือผู้สอนกับผู้เรียน ที่มีความสัมพันธ์กันในฐานะเป็นกัลยาณมิตรเพราะในทางพระพุทธศาสนาถือว่า ผู้เผยแผ่กับผู้ฟัง หรือ ผู้สอนกับผู้เรียนนั้น ต้องประสานสัมพันธ์กัน มีความกรุณาต่อกัน ในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ สื่อออนไลน์บนโลกอินเตอร์เน็ต เช่น คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์เคลื่อนที่เข้ามามีอิทธิพลในการใช้ชีวิตประจำวันกับคนและสังคมโลก กล่าวได้ว่า เป็นเครื่องมือสำคัญในการเข้าถึงและเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้อย่างกว้างขวางภายใต้บริบทและแนวโน้มของประชากรโลกที่จะใช้ชีวิตในโลกออนไลน์ ดังนั้นควรเล็งเห็นถึงความสำคัญเรื่องการเผยแพร่หลักคำสอนพุทธศาสนาผ่านสื่อสารออนไลน์ต้องเป็นไปอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งไม่เป็นการบิดเบือนพระธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาตามพระไตรปิฎกเพื่อดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาสืบต่อไป