Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่ม- ๒๕.พระสุตตันตปิฎก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เล่ม- ๒๕.พระสุตตันตปิฎก แสดงบทความทั้งหมด

29 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๗/๗

         เมื่อมหาบุรุษนั้นตั้งใจเพื่อบริจาคโดยชอบอย่างนี้ วัตถุที่หวงแหนอันเป็นวัตถุที่ไม่มีวิญญาณหรือวัตถุที่มีวิญญาณอันใดเกิดขึ้น. การผูกใจในทาน ๔ คือ การไม่สะสมทานในกาลก่อน ๑ ความที่วัตถุหวงแหนมีน้อย ๑ ความพอใจยิ่ง ๑ ความคิดถึงความหมดสิ้น ๑ ในวัตถุนั้น. ในการติดตามทานเหล่านั้น ในกาลใด เมื่อไทยธรรมมีอยู่แก่พระมหาโพธิสัตว์ และเมื่อยาจกปรากฏ จิตในการให้ไม่แล่นไปไม่ก้าวไป. ด้วยเหตุนั้นควรแน่ใจในข้อนั้นได้ว่า เมื่อก่อนเรามิได้สะสมในการให้เป็นแน่ ดังนั้นในบัดนี้ ความใคร่ที่จะให้ของเราจึงไม่ตั้งอยู่ในใจ. 
         พระมหาโพธิสัตว์นั้นบริจาค มีมือสะอาด ยินดีในการเสียสละมีผู้ขอ ยินดีในการแจกทาน ย่อมให้ทานด้วยคิดว่า ต่อแต่นี้ไป เราจักมีใจยินดีในทานเป็นอย่างยิ่ง. เอาเถิด เราจักให้ทานตั้งแต่วันนี้ไป. 
         การผูกใจในทานข้อที่หนึ่ง เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไปด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง พระมหาสัตว์ เมื่อไทยธรรมมีน้อยและบกพร่อง ย่อมสำเหนียกว่า เมื่อก่อนเพราะเราไม่ชอบให้ บัดนี้เราจึงขาดแคลนปัจจัยอย่างนี้ เพราะฉะนั้น บัดนี้แม้เราจะเบียดเบียนตนด้วยไทยธรรมตามที่ได้นิดหน่อยก็ตาม เลวก็ตาม จะต้องให้ทานจนได้. เราจักบรรลุทานบารมีแม้ต่อไปจนถึงที่สุด. พระมหาสัตว์นั้นบริจาค มีฝ่ามือสะอาด ยินดีในการเสียสละ มีผู้ขอ ยินดีในการแจกจ่ายทาน ให้ทานตามมีตามได้. 
         การผูกใจในทานข้อที่ ๒ เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไปด้วยอาการอย่างนี้. 
         อนึ่ง พระมหาสัตว์ เมื่อจิตใคร่จะไม่ให้เกิดขึ้นเพราะเสียดายไทยธรรม ย่อมสำเหนียกว่า ดูก่อนสัตบุรุษ ท่านปรารถนาสัมมาสัมโพธิญาณอย่างสูงสุด ประเสริฐกว่าสิ่งทั้งปวงมิใช่หรือ. เพราะฉะนั้นท่านควรให้ไทยธรรมที่พอใจอย่างยิ่ง เพื่อสัมมาสัมโพธิญาณนั้นเท่านั้น. พระมหาสัตว์นั้นบริจาค มีมือสะอาด ยินดีในการเสียสละ มีผู้ขอ ยินดีในการแจกจ่ายทาน. 
         การผูกใจในทานข้อที่ ๓ ของพระมหาสัตว์เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไปด้วยอาการอย่างนี้. 
         อนึ่ง พระมหาสัตว์เมื่อให้ทาน ย่อมเห็นความสิ้นเปลืองของไทยธรรมในกาลใด. ย่อมสำเหนียกว่า สภาพของโภคะทั้งหลายเป็นอย่างนี้ คือมีความสิ้นไป เสื่อมไปเป็นธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเราไม่ทำทานเช่นนั้นมาก่อน. โภคะทั้งหลายจึงปรากฏความสิ้นไปอย่างนี้. เอาเถิด เราจะพึงให้ทานด้วยไทยธรรมตามที่ได้น้อยก็ตาม ไพบูลย์ก็ตาม. เราจักบรรลุถึงที่สุดแห่งทานบารมีต่อไป. พระมหาสัตว์นั้นบริจาค มีมือสะอาด ยินดีในการเสียสละ มีผู้ขอ ยินดีในการแจกจ่ายทาน ให้ทานด้วยของตามที่ได้. 
         การผูกใจในทานข้อที่ ๔ ของพระมหาสัตว์เป็นอันถูกขจัดไป ตัดขาดไปด้วยอาการอย่างนี้. 
         การพิจารณาตามสมควรแล้วปัดเป่าไป เป็นอุบายของความไม่มีประโยชน์ อันเป็นการผูกใจในทานบารมี ด้วยอาการอย่างนี้. 
         พึงเห็นแม้ในศีลบารมีเป็นต้น อย่างเดียวกับทานบารมี. 
         อีกอย่างหนึ่ง การมอบตนแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ของพระมหาสัตว์นั้นเป็นอุบายให้บารมีทั้งปวงสำเหนียกโดยชอบ. 
         จริงอยู่ พระมหาบุรุษมอบตนแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลายแล้วดำรงอยู่ เพียรพยายามเพื่อความบริบูรณ์แห่งโพธิสมภารในบารมีนั้นๆ เมื่อตัดอุปกรณ์อันทำให้ร่างกายเป็นสุข ทนได้ยากบ้าง ลำบากมีความยินดีได้ยากบ้าง ความพินาศร้ายแรงอันคร่าชีวิตไป น้อมนำเข้าไปในสัตว์และสังขารตั้งความปรารถนาว่า เราบริจาคอัตภาพนี้แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอการบริจาคนั้นจงเป็นผลในโลกนี้เถิด. นิมิตนั้นไม่หวั่น ไม่ไหว ไม่ถึงความเป็นอย่างอื่นแม้แต่น้อย เป็นผู้มีอธิษฐานมั่นคงในการทำกุศลโดยแท้. แม้การมอบตนอย่างนี้ก็เป็นอุบายให้บารมีเหล่านั้นสำเร็จได้. 
         อีกอย่างหนึ่งว่า โดยย่อ ผู้สะสมบุญญาภินิหารมีความเยื่อใยในตนจืดจาง มีความเยื่อใยในผู้อื่นเจริญ เป็นอุบายให้บารมีเหล่านั้นสำเร็จได้. 
         จริงอยู่ เพราะบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ความเยื่อใยในตนของพระมหาสัตว์ผู้กระทำมหาปณิธานไว้ ผู้ไม่ติดในธรรมทั้งปวงด้วยกำหนดรู้โดยความเป็นจริงย่อมถึงความสิ้นไป ความเหนื่อยหน่าย. ความเยื่อใยด้วยเมตตาและกรุณาในสัตว์เหล่านั้น ย่อมเจริญแก่พระมหาบุรุษผู้เห็นสรรพสัตว์ดุจบุตรที่น่ารักเปี่ยมด้วยมหากรุณา. 
         แต่นั้น พระมหาบุรุษได้ทำสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อโพธิสมภารมีมัจฉริยะเป็นต้น ให้ไกลแสนไกลกระทำการหยั่งลงในยาน ๓ เบื้องบน และความเจริญงอกงาม ด้วยการทำความสงเคราะห์แก่ชนโดยส่วนเดียวด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ ทาน ปิยวาจา อตฺถจริยา คือการประพฤติประโยชน์ และสมานัตตตาคือความมีตนเสมอต้นเสมอปลาย ตามไปด้วยอธิษฐานธรรม ๔. 
         จริงอยู่ มหากรุณาและมหาปัญญาของพระมหาสัตว์ทั้งหลายประดับด้วยทาน. ทานประดับด้วยปิยวาจา. ปิยวาจาประดับด้วยอัตถจริยา. อัตถจริยาประดับและสงเคราะห์เพราะเป็นผู้มีตนเสมอคือไม่ถือตัว. 
         เมื่อพระมหาสัตว์เหล่านั้นทำสัตว์แม้ทั้งปวง ไม่ให้มีเศษด้วยตนปฏิบัติในโพธิสมภาร ความสำเร็จย่อมมี เพราะความมีตนเสมอกัน เพราะมีสุขทุกข์เสมอในที่ทั้งปวง. การปฏิบัติด้วยการทำความสงเคราะห์ส่วนเดียวแก่ชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ เหล่านั้น อันเป็นการทำอธิษฐานธรรม ๔ ให้บริบูรณ์และเจริญยิ่งย่อมสำเร็จแก่พระมหาสัตว์ทั้งหลาย แม้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว. เพราะทานเป็นความบริบูรณ์และเจริญยิ่ง ด้วยจาคาธิษฐานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย. ปิยวาจาเป็นความบริบูรณ์และเจริญยิ่งด้วยสัจจาธิษฐาน. อัตถจริยาเป็นความบริบูรณ์และเจริญยิ่งด้วยปัญญาธิษฐาน. สมานัตตตาเป็นความบริบูรณ์และเจริญยิ่งด้วยอุปสมาธิษฐาน. 
         จริงอยู่ พระตถาคตเป็นผู้เสมอด้วยพระสาวก และพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงในการปรินิพพาน. ในการปรินิพพานนั้น ท่านเหล่านั้นเป็นอย่างเดียวกันโดยไม่ต่างกันเลย. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ความต่างกันแห่งวิมุติย่อมไม่มี. 
         อนึ่ง ในข้อนี้มีคาถาดังต่อไปนี้ :- 
                     พระศาสดาผู้มีสัจจะ มีจาคะ มีความสงบ 
               มีปัญญา ผู้อนุเคราะห์ ผู้สะสมบุญบารมีทั้งปวง 
               ไม่พึงยังประโยชน์ชื่อไรให้สำเร็จบ้าง. 
                     พระศาสดาผู้มีพระมหากรุณา แสวงหาคุณ 
               อันเป็นประโยชน์ ผู้วางเฉยและไม่คำนึงในสิ่ง 
               ทั้งปวง โอ พระชินเจ้า น่าอัศจรรย์. 
                     พระศาสดาผู้ทรงหน่ายในสรรพธรรม ทรง 
               วางเฉยในสัตว์ทั้งหลาย ทรงขวนขวายประโยชน์ 
               แก่สัตว์ทุกเมื่อ โอ พระชินเจ้า น่าอัศจรรย์.
                     พระศาสดาทรงขวนขวายไม่เกียจคร้าน 
               เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่สรรพสัตว์ ในกาล 
               ทั้งปวง โอ พระชินเจ้า น่าอัศจรรย์. 
         ให้สำเร็จประโยชน์โดยกาลไหน? 
         ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า โดยกำหนดอย่างต่ำสี่อสงไขยแสนมหากัป. โดยกำหนดอย่างกลาง แปดอสงไขยแสนมหากัป. ส่วนโดยกำหนดอย่างสูง สิบหกอสงไขยแสนมหากัป. ความต่างกันเหล่านี้พึงทราบด้วยอำนาจแห่งปัญญาธิกะ ศรัทธาธิกะและวิริยาธิกะตามลำดับ. 
         จริงอยู่ ศรัทธาอ่อน ปัญญากล้าย่อมมีแก่ผู้เป็นปัญญาธิกะทั้งหลาย ปัญญาปานกลางมีแก่ผู้เป็นศรัทธาธิกะทั้งหลาย, ปัญญาอ่อนย่อมมีแก่ผู้เป็นวีริยาธิกะทั้งหลาย. 
         อนึ่ง พึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณด้วยอานุภาพแห่งปัญญา. 
         ฝ่ายอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า นี้เป็นการแบ่งกาลของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายด้วยความแก่กล้า ปานกลางและอ่อนแห่งความเพียร. แต่โดยความไม่ต่างกัน โพธิสมภารทั้งหลายย่อมถึงความบริบูรณ์แห่งบารมีเหล่านั้น โดยความต่างแห่งกาลตามที่กล่าวแล้ว โดยความแก่กล้าปานกลางและอ่อนแห่งธรรมทั้งหลายอันบ่มบารมีให้แก่กล้าด้วยวิมุติ. เพราะเหตุนั้น ความต่างแห่งกาล ๓ เหล่านี้จึงควรแล้ว. 
         ด้วยอาการอย่างพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมมี ๓ ส่วนในขณะแห่งอภินิหารโดยความต่างกันแห่งอุคฆฏิตัญญู วิปัญจิตัญญูและเนยยะ. 
         ใน ๓ อย่างนั้น ผู้ที่ฟังคาถา ๔ บทต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อยังไม่จบคาถาบทที่ ๓ เป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุพระอรหัตด้วยอภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา เป็นอุคฆฏิตัญญู. หากพึงน้อมไปในสาวกโพธิญาณ. 
         บุคคลประเภทที่สองฟังคาถา ๔ บทต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อยังไม่จบคาถาบทที่ ๔ เป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุพระอรหัตด้วยอภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. หากพึงน้อมไปในสาวกโพธิญาณ.
         ส่วนบุคคลประเภทที่สามฟังคาถา ๔ บทต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจบคาถาแล้วเป็นผู้มีอุปนิสัยสามารถบรรลุพระอรหัตด้วยอภิญญา ๖. 
         พระโพธิสัตว์ ๓ จำพวกเหล่านี้เว้นความต่างแห่งกาละสะสมบุญญาภินิหาร และได้พยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายบำเพ็ญบารมีมาโดยลำดับ บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณตามกาลมีประเภทตามที่กล่าวแล้ว. 
         เมื่อประเภทแห่งกาลเหล่านั้นๆ ยังไม่บริบูรณ์ พระมหาสัตว์เหล่านั้นๆ แม้ให้มหาทานเช่นกับทานของพระเวสสันดรทุกๆ วัน แม้สะสมบารมีธรรมทั้งปวงมีศีลเป็นต้นตามสมควร แม้สละมหาบริจาค ๕ แม้ยังญาตัตถจริยา โลกัตถจริยา พุทธธัตถจริยา ให้ถึงที่สุดอย่างยิ่ง ก็จักเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในระหว่าง. ข้อนั้นไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้. 
         เพราะเหตุไร. เพราะญาณยังไม่แก่กล้า เพราะพุทธการกธรรมยังไม่สำเร็จ. 
         จริงอยู่ แม้พยายามด้วยอุตสาหะทั้งหมดในระหว่างนั้นก็ไม่สามารถบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสำเร็จด้วยกำหนดกาลตามที่กล่าวแล้วได้ ดุจข้าวกล้าสำเร็จตามที่กำหนดไว้เท่านั้น เพราะเหตุนั้นพึงทราบว่า ความบริบูรณ์แห่งบารมีย่อมสำเร็จด้วยกาลวิเศษตามที่กล่าวแล้ว. 
         อะไรเป็นอานิสงส์. 
         ท่านพรรณนาอานิสงส์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้สะสมบุญญาภินิหารไว้อย่างนี้ว่า :- 
                     นรชนทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยอวัยวะทั้งปวง 
               ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยาวนาน นับได้ร้อยโกฏิกัป 
               เป็นผู้เที่ยงต่อโพธิญาณ. ย่อมไม่เกิดในอเวจี และ 
               ในโลกันตรนรก. ไม่เกิดเป็นนิชฌามตัณหิกเปรต 
               ขุปปิปาสิกเปรตและกาลกัญชิกาเปรต. สัตว์เล็กๆ 
               แม้เข้าถึงทุคติก็ไม่มี. 
                     สัตว์เหล่านั้นเมื่อเกิดในมนุษยโลก ก็ไม่เกิด 
               เป็นคนตาบอด หูหนวกและเป็นใบ้. ไม่เป็นอุภโต- 
               พยัญชนกและบัณเฑาะก์ และก็ไม่ถึงความเป็นสตรี. 
               นรชนทั้งหลายยังไม่สำเร็จก็จะพ้นจากนรก มีโคจร 
               บริสุทธิ์ในที่ทั้งปวงเที่ยงต่อโพธิญาณ. เชื่อกรรม ผล 
               ของกรรม ไม่เสพมิจฉาทิฏฐิ. 
                     แม้อยู่ในสวรรค์ ก็ไม่เข้าถึงความเป็นผู้ไม่มี 
               ความรู้สึก ย่อมไม่มีเหตุในเทวโลกชั้นสุทธาวาส. 
               สัตบุรุษทั้งหลายน้อมไปในเนกขัมมะไม่เกี่ยวข้อง 
               ในภพน้อยภพใหญ่. ย่อมประพฤติโลกัตถจริยา. 
               บำเพ็ญบารมีทั้งปวง. 
         อนึ่ง ชนิดธรรมน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ๑๖ อย่าง โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์มีสติสัมชัญญะจุติจากเทพชั้นดุสิตแล้วหยั่งลงสู่ครรภ์มารดา. 
         อนึ่ง มีชนิดแห่งบุรพนิมิต ๓๒ อย่าง โดยนัยมีอาทิว่า ความหนาวปราศไป และความร้อนสงบ. 
         และโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนสารีบุตร เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ หมื่นโลกธาตุนี้ย่อมหวั่นไหว สั่นสะเทือน. 
         หรือว่า อานิสงส์แม้อื่นใดมีอาการที่ได้แสดงไว้ในชาดกและพุทธวงศ์เป็นต้นนั้นๆ มีอาทิอย่างนี้ว่า ความเป็นผู้ชำนาญในกรรมเป็นต้น เป็นความสำเร็จความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. ทั้งหมดนั้นเป็นอานิสงส์แห่งบารมีเหล่านั้น. 
         อนึ่ง พึงทราบว่าอานิสงส์มีคู่แห่งคุณธรรมมีอโลภะและอโทสะเป็นต้น มีประเภทตามที่ได้แสดงไว้แล้ว. 
         อีกอย่างหนึ่ง เพราะพระโพธิสัตว์เป็นเสมอบิดาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตั้งแต่สะสมอภินิหารเพื่อแสวงหาประโยชน์ เป็นผู้ควรทักษิณา น่าเคารพน่ายกย่องและเป็นบุญเขตอย่างยิ่งด้วยประกอบคุณวิเศษ. และโดยมาก พระโพธิสัตว์เป็นที่รักของมนุษย์ของอมนุษย์ ทวยเทพคุ้มครอง สัตว์ร้ายเป็นต้นครอบงำไม่ได้ เพราะมีสันดานอบรมด้วยเมตตากรุณา. 
         อนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดในหมู่สัตว์ใดๆ ย่อมครอบงำสัตว์อื่นในหมู่สัตว์นั้นๆ ด้วย วรรณ ยศ สุข พละ อธิปไตยอันยอดยิ่ง เพราะประกอบด้วยบุญวิเศษ. 
         เป็นผู้มีอาพาธน้อย มีโรคน้อย. ศรัทธาของพระโพธิสัตว์นั้นบริสุทธิ์ด้วยดี. ความเพียรบริสุทธิ์ด้วยดี. สติ สมาธิ ปัญญา บริสุทธิ์ด้วยดี. มีกิเลสเบาบาง มีความกระวนกระวายน้อย มีความเร่าร้อนน้อย. เป็นผู้ว่าง่ายเพราะมีกิเลสเบาบาง. เป็นผู้มีความเคารพ. อดทนสงบเสงี่ยม. อ่อนโยน ฉลาดในปฏิสันถาร. ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่ ไม่ตีเสมอ. ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่. ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา. ไม่กระด้าง ไม่ถือตัว. ไม่รุนแรง ไม่ประมาท. อดทนต่อความเดือดร้อนจากผู้อื่น ไม่ทำผู้อื่นให้เดือนร้อน. อันตรายมีภัยเป็นต้นที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดในตำบลที่ตนอาศัยอยู่ และที่เกิดแล้วย่อมสงบไป. ทุกข์มีประมาณยิ่งย่อมไม่เบียดเบียนดุจชนเป็นอันมากในอบายที่ทุกข์เกิด. ย่อมถึงความสังเวชโดยประมาณยิ่ง. 
         เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า คุณวิเศษเหล่านั้นมีความเป็นทักขิไณยบุคคลเสมอด้วยบิดาเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย เป็นอานิสงส์ที่พระมหาบุรุษได้ในภพนั้นๆ ตามสมควร. 
         อนึ่ง แม้คุณสมบัติเหล่านี้คือ อายุสัมปทา รูปสัมปทา กุสลสัมปทา อิสริยสัมปทา อาเทยฺยวจนตา คือพูดเชื่อได้ มหานุภาวตา พึงทราบว่า เป็นอานิสงส์แห่งบารมีทั้งหลายของมหาบุรุษ. 
         ในคุณวิเศษเหล่านั้น ชื่อว่า อายุสัมปทา ได้แก่ความมีอายุยืน ความตั้งอยู่นานในการเกิดนั้นๆ ยังกุสลสมาทานตามที่เริ่มไว้ในอายุสัมปทานั้นให้ถึงที่สุด และสะสมกุสลไว้มาก. 
         ชื่อว่า รูปสัมปทา ได้แก่ความมีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส เป็นผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส น่ายกย่องของสัตว์ทั้งหลายที่ถือรูปเป็นประมาณด้วยรูปสัมปทานั้น. 
         ชื่อว่า กุสลสัมปทา ได้แก่การเกิดในกุสลอันยิ่ง ควรเข้าไปหา ควรเข้าไปนั่งใกล้ แม้ผู้มัวเมามีมัวเมาด้วยชาติเป็นต้น ด้วยกุสลสัมปทา ทำชนเหล่านั้นให้หมดพยศด้วยเหตุนั้น. 
         ชื่อว่า อิสริยสัมปทา ได้แก่ความเป็นผู้มีสมบัติมาก มีศักดิ์ใหญ่ และมีบริวารมาก เป็นผู้สามารถสงเคราะห์ผู้ที่ควรสงเคราะห์ และข่มผู้ที่ควรข่มโดยธรรม ด้วยอิสริยสัมปทานั้น. 
         ชื่อว่า อาเทยฺยวจนตา ได้แก่ความเป็นผู้เชื่อได้ เชื่อถือได้ เป็นประมาณของสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความเชื่อถือนั้น คำสั่งของพระโพธิสัตว์นั้นกลับกลอกไม่ได้. 
         ชื่อว่า มหานุภาวตา ได้แก่เพราะมีอานุภาพมาก คนอื่นครอบงำไม่ได้. แต่ตนเองครอบงำคนอื่นได้โดยแท้ โดยธรรม โดยเสมอและโดยคุณตามเป็นจริงด้วยความเป็นผู้มีอานุภาพใหญ่นั้น. 
         พึงทราบว่า คุณวิเศษมีอายุสัมปทาเป็นต้นเหล่านี้ เป็นอานิสงส์แห่งบารมีทั้งหลายของพระมหาบุรุษ. และเป็นเหตุแห่งความเจริญของบุญสมภารหาประมาณมิได้ และเป็นเหตุแห่งการหยั่งลงและความเจริญงอกงามของสัตว์ทั้งหลายในญาณ ๓. 
         อะไรเป็นผล. 
         กล่าวโดยย่อ ความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผลของบารมีเหล่านั้น. 
         กล่าวโดยพิสดาร สิริธรรมกายอันงดงามทั่วไปตั้งขึ้นด้วยคุณหาประมาณมิได้ ไม่มีสิ้นสุดตั้งแต่สมบัติของรูปกายอันรุ่งเรืองด้วยหมู่คุณไม่น้อยมีอาทิ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีวาหนึ่งเป็นต้น อธิษฐานธรรม ทศพลพลญาณ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ พุทธธรรม ๑๘ หมวด. 
         อนึ่ง แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่สามารถจะสรรเสริญพระพุทธคุณทั้งหลายให้สิ้นสุดลงได้ด้วยกัปไม่น้อย. นี้เป็นผลของบารมีเหล่านั้น. 
         สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :- 
                     แม้พระพุทธเจ้าก็พึงสรรเสริญคุณของ 
               พระพุทธเจ้า หากกล่าวกะผู้อื่นแม้ตลอดกัป 
               กัปสิ้นไปในระหว่างเป็นเวลายาวนาน แต่ 
               พระคุณของพระตถาคตยังไม่สิ้นไป. 
         พึงทราบปกิณณกกถาในบารมีทั้งหลายในที่นี้ ด้วยประการฉะนี้. 
         แต่บทใดในบาลี ท่านแสดงบารมีแม้ทั้งหมดรวมกันโดยนัยมีอาทิว่า ทตฺวา ทาตพฺพกํ ทานํ ให้ทานที่ควรให้ดังนี้แล้วกล่าวคาถาสองคาถาสุดท้าย โดยนัยมีอาทิว่า โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา เห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัยดังนี้ข้างหน้า. 
         บทนั้น ท่านกล่าวเพื่อให้โอวาทแก่เวไนยสัตว์เพื่อบ่มวิมุติให้แก่กล้า ด้วยธรรมที่เป็นเมตตาภาวนาปรารภความเพียร ตามที่กล่าวแล้วด้วยอัปปมาทวิหารธรรม พุทธการกธรรมถึงความบริสุทธิ์ และการบ่มวิมุติของตนกล่าวคือสัมมาสัมโพธิญาณให้แก่กล้า. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอานิสงส์ในการปรารภความเพียรด้วยหัวข้อแสดงถึงโทษในฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ ด้วยบทนี้ว่า โกสชฺชํ ภยโต ทิสฺวา, วีริยารมฺภญฺจ เขมโต เห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียรโดยเป็นธรรมเกษม ดังนี้. ทรงชักชวนในการปรารภความเพียรด้วยบทนี้ว่า อารทฺธวีริยา โหถ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ปรารภความเพียรเถิด. 
         อนึ่ง เพราะทรงประกาศไว้โดยสังเขปว่า :- 
                     การไม่ทำบาปทั้งปวง ๑ การเข้าถึงกุศล ๑ 
               การทำจิตของตนให้ผ่องใส ๑ ทั้ง ๓ นี้เป็นคำสอน 
               ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         แต่โดยพิสดารทรงประกาศความสมบูรณ์ แม้ทุกอย่างอาศัยธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความเพียรชอบ โดยส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยพุทธพจน์ทั้งสิ้น. ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงชักชวนในการปรารภความเพียรแล้ว จึงตรัสว่า เอสา พุทฺธานุสาสนี นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         ในบทนั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้. 
         การปรารภความเพียรประกอบด้วยสัมมัปปธาน ด้วยยังอธิศีลสิกขาเป็นต้นให้สมบูรณ์ เพราะเห็นความเกียจคร้านโดยความเป็นภัยว่า ความเกียจคร้านเป็นตัวสร้างความพินาศทั้งปวง โดยเป็นรากแห่งความเศร้าหมองทั้งปวง และการปรารภความเพียรโดยความเป็นปฏิปักษ์ต่อความเกียจคร้านนั้น โดยให้ปลอดจากโยคะ ๔ โดยความเป็นธรรมเกษม. การชักชวนชอบในการปรารภความเพียรนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงปรารภความเพียรกันเถิด ดังนี้. นี้เป็นคำสอน คำพร่ำสอน โอวาทของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทั้งหลาย. 
         แม้ในคาถาที่เหลือก็พึงทราบความโดยนัยนี้แล. 
         แต่ความต่างกันมีดังนี้. 
         บทว่า วิวาทํ คือ พูดด้วยความโกรธ. อธิบายว่า เถียงกันด้วยวิวาทวัตถุ คือเหตุแห่งความวิวาท ๖ ประการ. 
         บทว่า อวิวาทํ คือ เมตตาวจีกรรม หรือเมตตาภาวนา อันเป็นปฏิปักษ์ต่อความวิวาทกัน. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อวิวาทํ คือ สาราณิยธรรม ๖ อย่างอันเป็นเหตุไม่วิวาทกัน. 
         บทว่า สมคฺคา คือ ไม่แบ่งพวก. อธิบายว่า ร่วมกันทางกายและใจ ไม่เว้นไม่แยกกัน. 
         บทว่า สขิลา คือ น่ารักอ่อนโยน. อธิบายว่า มีใจอ่อนโยนในกันและกัน. 
         ในบทว่า เอสา พุทฺธานุสาสนี นี้คือไม่อาศัยการวิวาทกันโดยประการทั้งปวง แล้วชักชวนให้อยู่ร่วมสามัคคีกันโดยบำเพ็ญสาราณิยธรรม ๖. 
         พึงประกอบบทว่า เอสา พุทฺธานํ อนุสิฏฺฐิ นี้เป็นคำพร่ำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         จริงอยู่ ชนทั้งหลายอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคี มีศีลและทิฏฐิเสมอกัน ไม่วิวาทกัน จักยังไตรสิกขาให้บริบูรณ์ได้โดยง่ายทีเดียว เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงทรงแสดงว่า การชักชวนให้อยู่ร่วมสามัคคีกันเป็นคำสอนของพระองค์ ดังนี้. 
         บทว่า ปมาทํ คือ ความประมาท ได้แก่การหลงลืมกุศลธรรมและการปล่อยจิตให้ตกอยู่ในอกุศลธรรม. 
         สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความประมาทเป็นไฉน. การปล่อย เพิ่มการปล่อยจิตลงในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือในกามคุณ ๕ ไม่ทำความเคารพ ไม่ทำความเพียรติดต่อ ไม่ทำความมั่นคง ประพฤติย่อหย่อน ทอดฉันทะ ทอดธุระ ไม่เสพ ไม่อบรม ไม่ทำให้มาก เพื่อความเจริญแห่งกุศลธรรมทั้งหลาย. ความประมาท ความมัวเมา ความเป็นผู้มัวเมาเห็นปานนี้เรียกว่า ปมาโท. 
         บทว่า อปฺปมาทํ คือ ความไม่ประมาท. 
         พึงทราบความไม่ประมาทนั้น โดยเป็นปฏิปักษ์ของความประมาท. เพราะโดยอรรถความไม่อยู่ปราศสติ ชื่อว่าความไม่ประมาท. 
         บทว่า สติยา อวิปฺปวาโส ความไม่อยู่ปราศจากสตินี้เป็นชื่อของสติที่เข้าไปตั้งมั่นแล้วเป็นนิจ. 
         แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า อรูปขันธ์ ๔ เป็นไปโดยตั้งสติสัมปชัญญะไว้ ชื่อว่าความไม่ประมาท. 
         ก็ชื่อว่าอัปปมาทภาวนา ไม่มีการภาวนาแยกออกจากกันเป็นหนึ่ง บุญกิริยา กุศลกิริยาทั้งหมด พึงทราบว่าเป็นอัปปมาทภาวนาทั้งนั้น. 
         แต่โดยความต่างกัน ศีลภาวนา สมาธิภาวนา ปัญญาภาวนา กุศลภาวนา อนวัชชภาวนาคือภาวนาอันไม่มีโทษ อัปปมาทภาวนาทั้งหมด ประสงค์เอาสรณคมน์และการสำรวมกายวาจาอันเข้าไปอาศัยวิวัฏฏะคือนิพพาน. 
         จริงอยู่ บทว่า อปฺปมาโท นี้แสดงถึงอรรถใหญ่. กำหนดอรรถใหญ่ตั้งอยู่. 
         พระธรรมกถึกนำพระพุทธพจน์อันเป็นไตรปิฎก แม้ทั้งสิ้นมากล่าวขยายอรรถแห่งบท อปฺปมาท ไม่ควรพูดว่า ออกนอกลู่นอกทาง. 
         เพราะเหตุไร? เพราะบทแห่ง อปฺปมาท กว้างขวางมาก. 
         เป็นความจริงดังนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรทมในคราวปรินิพพาน ในระหว่างต้นสาละคู่ ณ กรุงกุสินารา ทรงแสดงธรรมที่พระองค์ตรัสมา ๔๕ ปี ตั้งแต่อภิสัมโพธิกาล สงเคราะห์ด้วยบทเดียวเท่านั้น ได้ทรงประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ เธอทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด. 
         อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รอยเท้าสัตว์ทั้งหลายที่เที่ยวไปเหล่าใดเหล่าหนึ่ง. รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในเท้าช้าง. เท้าช้าง ท่านกล่าวว่าเลิศกว่าเท้าสัตว์ทั้งหลายเพราะเป็นเท้าใหญ่ฉันใด. 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทั้งหมดนั้นมีความไม่ประมาทเป็นมูล หยั่งลงสู่ความไม่ ประมาท. ความไม่ประมาท ท่านกล่าวว่าเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น. 
         พระศาสดา เมื่อทรงแสดงถึงอัปปมาทภาวนาถึงความเป็นยอด จึงตรัสว่า ภาเวถฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ พวกเธอจงเจริญมรรคมีองค์ ๘ เถิด. 
         บทนั้นมีความดังนี้. 
         พวกเธอจงเจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ สงเคราะห์เข้าในขันธ์ ๓ มีศีลขันธ์เป็นต้น มีสัมมาทิฏฐิเป็นบทนำ ด้วยสามารถแห่งองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้นนั่นแล. จงยังมรรคนั้นให้เกิดในสันดานของตน. พวกเธอไม่ตั้งอยู่เพียงมรรคที่เห็น จงเจริญโดยให้มรรค ๓ ข้างบนเกิดขึ้นด้วย. อัปปมาทภาวนาของพวกเธอจักถึงยอดด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า เอสา พุทฺธานุสาสนี นี้ คือความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย. 
         อนึ่ง การขวนขวายความไม่ประมาทนั้นแล้วอบรมอริยมรรค นี้เป็นคำสอนเป็นพระโอวาทของพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาคทั้งหลาย. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาจริยาปิฎก ด้วยธรรมเป็นยอดแห่งพระอรหัตด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า อิตฺถํ ในบทมีอาทิว่า อิตฺถํ สุทํ ได้แก่ โดยประการมีอาทิว่า กปฺเป จ สตสหสฺเส คือในแสนกัป. 
         บทว่า สุ ทํ เป็นเพียงนิบาต. 
         บทว่า ภควา ชื่อว่าภควา ด้วยเหตุมีความเป็นผู้มีโชคเป็นต้น. 
         บทว่า อตฺตโน ปุพฺพจริยํ บุรพจริยาของพระองค์ คือการบำเพ็ญทุกรกิริยาอันเป็นข้อปฏิบัติของพระองค์ ในชาติเป็นอกิตติบัณฑิตเป็นต้น ในกาลก่อน. 
         บทว่า สมฺภาวยมาโน คือ ทรงประกาศโดยชอบดุจชี้มะขามป้อมบนฝ่ามือฉะนั้น. 
         บทว่า พุทฺธาปทานิยํ นาม ชื่อว่าพุทธาปทาน เพราะแสดงถึงกรรมเก่าอันเป็นอธิกิจที่ทำได้ยากแต่ก่อนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         บทว่า ธมฺมปริยายํ คือ การแสดงธรรมหรือเหตุที่เป็นธรรม. 
         บทว่า อภาสิตฺถ คือ ได้กล่าวแล้ว. 
         อนึ่ง บทใดที่มิได้กล่าวไว้ในที่นี้ พึงทราบว่า บทนั้นไม่ได้กล่าวไว้ เพราะมีนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังและเพราะมีความง่ายแล้ว.
จบปกิณณกกถา
         บทสรุป         
                     พระศาสดามีพระจริตบริสุทธิ์ ทรงถึงฝั่ง 
               แห่งพุทธิจริยา ทรงฉลาดในสรรพจริยาทั้งหลาย 
               ทรงเป็นอาจารย์ของโลกอย่างยอดเยี่ยม ทรงบรรลุ 
               ความอัศจรรย์ทั้งปวงแห่งอัจฉริยธรรมทั้งหลาย 
               ทรงประกาศอานุภาพแห่งบุรพจริยาของพระองค์. 
                     พระศาสดาผู้เป็นที่พึ่ง ทรงแสดงจริยาปิฎก 
               และพระเถระผู้สังคายนาพระธรรม ได้สังคายนา 
               จริยาปิฎกเหมือนอย่างนั้น. 
                      เพื่อประกาศความแห่งจริยาปิฎกนั้น 
               ข้าพเจ้าจึงเริ่มพรรณนาความ อาศัยนัยแห่งอรรถ- 
               กถาเก่า. เลือกประกาศความอันยิ่งในจริยาปิฎก 
               นั้นตามสมควร โดยชื่อว่าปรมัตถทีปนี. 
                     การวินิจฉัยไม่ยุ่งยาก ถึงความสำเร็จโดย 
               ภาณวารแห่งบาลี ๒๘ บริบูรณ์. 
                     ขอให้ข้าพเจ้าผู้ปรับปรุงปรมัตถทีปนีนั้น 
               ได้บรรลุถึงบุญอันเป็นคำสอนของพระโลกนาถ 
               ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ขอสัตวโลกแม้ทั้งปวง 
               จงหยั่งลงเพื่อปฏิบัติศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์แล้ว 
               จงมีส่วนแห่งวิมุตติรสเถิด. 
                     ขอศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จง 
               ประดิษฐานอยู่ในโลกตลอดกาลนาน. ขอสัตว์ 
               แม้ทั้งปวง จงมีความเคารพในศาสนาของพระ 
               สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นนิจเถิด. 
                     แม้เทพผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอจงให้ 
               ฝนตกตามฤดูกาลโดยชอบ. เป็นผู้ยินดีในพระ 
               สัทธรรม จงปกครองโลกโดยธรรมเถิด ด้วย 
               ประการฉะนี้แล. 
         นิคมนกถาคือบทสรุปนี้ พระอาจารย์ธรรมปาละผู้อยู่ในพัทรดิตถวิหารได้แต่งไว้.
จบอรรถกถาจริยาปิฏก

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๖/๗

         พึงทราบการจำแนกลักษณะของพาหุสัจจะดังต่อไปนี้ :- 
         ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อริยสัจ ๔ อินทรีย์ ๒๒ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ สติปัฏฐาน ๔ และประเภทธรรมมีกุศลเป็นต้น. วิทยาการอันไม่โทษในโลก การพยากรณ์วิเศษอันประกอบด้วยวิธีนำประโยชน์สุขให้แก่สัตว์ทั้งหลาย. 
         พึงให้เกิดสุตมยปัญญาด้วยการหยั่งลงสู่สุตวิสัยทุกอย่างทุกประการด้วยปัญญาอันเป็นความฉลาดในอุบายเป็นเบื้องต้น ด้วยสติ ด้วยวิริยะ ด้วยการเรียนการฟัง การทรงจำ การสะสม การสอบถามด้วยดี แล้วให้ผู้อื่นตั้งอยู่ในปัญญานั้นด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง ปัญญาอันเป็นปฏิภาณที่จะทำให้สัตว์ทั้งหลายบรรลุถึงจุดหมายในสิ่งที่ควรทำ และเป็นผู้ฉลาดในความเจริญ ความเสื่อมและอุบาย พึงให้เป็นไปตามสมควรในปัญญานั้นๆ อาศัยความเป็นผู้แสวงหาประโยชน์. 
         อนึ่ง ผู้ที่ยังสัตว์ทั้งหลายให้ทนต่อความเพ่ง ด้วยการวิตกถึงอาการแห่งสภาวธรรมมีขันธ์เป็นต้น พึงให้เกิดจินตามยปัญญา. 
         อนึ่ง อันผู้ที่ยังโลกิยปัญญาให้เกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการกำหนดลักษณะของตนและสามัญญลักษณะของขันธ์เป็นต้น พึงให้สมบูรณ์ด้วยภาวนามยปัญญา อันเป็นส่วนเบื้องต้น. 
         จริงอยู่ นี้เป็นเพียงนามรูปย่อมเกิดขึ้นและดับไปด้วยปัจจัยทั้งหลายตามสมควร. 
         ในเรื่องนี้ไม่มีใครทำเองหรือให้ผู้อื่นทำ เป็นความไม่เที่ยงเพราะเป็นแล้วไม่เป็น เป็นทุกข์เพราะเกิดเสื่อมและบีบคั้น เป็นอนัตตาเพราะไม่อยู่ในอำนาจตน. 
         ด้วยเหตุนั้น มหาบุรุษกำหนดรู้ธรรมภายในและธรรมภายนอกไม่ให้เหลือ ละความข้องในธรรมนั้น และให้ผู้อื่นละความข้องในธรรมนั้นด้วยอำนาจแห่งกรุณาอย่างเดียวเท่านั้น. 
         พระพุทธคุณยังไม่มาถึงฝ่ามือเพียงใด ยังสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในญาณ ๓ ด้วยการหยั่งลงและการทำให้เจริญ ยังฌานวิโมกข์สมาธิและสมาบัติ อภิญญาอันเป็นโลกิยะให้ถึงความชำนาญ ย่อมบรรลุถึงที่สุดแห่งปัญญา. 
         ในโลกิยอภิญญานั้น ภาวนาปัญญาคือโลกิยอภิญญา ๕ พร้อมด้วยบริภัณฑ์ของญาณ ได้แก่กลุ่มคืออิทธิวิธญาณ ทิพพโสตธาตุญาณ เจโตปริยญาณ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพพจักขุญาณ ยถากัมมูปคญาณ อนาคตังสญาณ. 
         อนึ่ง ภาวนาปัญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ อันผู้ทำการสะสมญาณด้วยการเรียนการสอบถามในธรรมอันเป็นพื้นฐานมีขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ อริยสัจและปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น แล้วตั้งอยู่ในวิสุทธิ ๒ อันเป็นรากฐานเหล่านี้ คือศีลวิสุทธิ จิตตวิสุทธิ 
         แล้วพึงเจริญให้วิสุทธิ ๕ เหล่านี้อันเป็นร่างให้สมบูรณ์ ได้แก่ ทิฏฐิวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งทิฏฐิ ๑ กังขาวิตรณวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องพ้นความสงสัย ๑ มัคคามัคญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง ๑ ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นทางปฏิบัติ ๑ ญาณทัสสนวิสุทธิ คือความหมดจดแห่งญาณทัสสนะ ๑. 
         เพราะวิธีการให้สำเร็จ ภาวนาปัญญาเหล่านั้นท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วพร้อมกับจำแนกลักษณะในวิสุทธิมรรค โดยประการทั้งปวง โดยนัยมีอาทิว่า พระโยคีผู้เป็นอาทิกัมมิกะประสงค์จะทำการแสดงฤทธิ์ มีอาทิว่า แม้คนเดียวก็เป็นคนหลายคนได้ และโดยนัยมีอาทิ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ คือขันธ์. ฉะนั้นพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแล. ปัญญามาแล้วด้วยอำนาจแห่งสาวกโพธิสัตว์ ในภาวนาปัญญานั้นอย่างเดียว. 
         ในที่นี้ด้วยอำนาจแห่งพระมหาโพธิสัตว์ พึงกล่าวถึงภาวนาปัญญา ทำความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณาเป็นเบื้องแรก. 
         พึงตั้งวิปัสสนาไว้ในปฏิปทาญาณทัสนวิสุทธิเท่านั้น ยังไม่ถึงญาณทัสสนวิสุทธิ นี้เป็นความต่างกัน. 
         พึงทราบลำดับแห่งการปฏิบัติปัญญาบารมีในที่นี้ด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง เพราะพระมหาสัตว์ผู้บำเพ็ญบารมีเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ พึงเป็นผู้ประกอบความขวนขวายตลอดกาล เพื่อให้บารมีบริบูรณ์ด้วยบำเพ็ญเกี่ยวเนื่องกันไป. 
         ฉะนั้น ตลอดเวลาพระมหาสัตว์พิจารณาทุกๆ วันว่า วันนี้ เราจะสะสมบุญสมภารหรือญาณสมภารอะไรหนอ. หรือว่า เราจะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นอย่างไรดี พึงทำความอุตสาหะเพื่อประโยชน์แก่สัตว์. 
         พระโยคาวจรมีจิตไม่คำนึงถึงกายและชีวิต พึงสละวัตถุอันเป็นที่หวงแหนของตน เพื่อช่วยสัตว์แม้ทั้งปวง. กระทำกรรมอย่างไรอย่างหนึ่งด้วยกายหรือวาจา. พึงทำกรรมนั้นทั้งหมดด้วยใจน้อมไปในสัมโพธิญาณเท่านั้น. พึงมีจิตพ้นจากกามทั้งหลายทั้งที่ยิ่งและยอด. 
         พระโยคาวจรพึงเข้าไปตั้งความเป็นผู้ฉลาดในอุบายแล้วพึงปฏิบัติในบารมีทั้งปวงที่ควรกระทำ. 
         พึงปรารภความเพียรในประโยชน์ของสัตว์นั้นๆ พึงอดกลั้นสิ่งทั้งปวงมีสิ่งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาเป็นต้น. พึงไม่พูดผิดความจริง. พึงแผ่เมตตาและกรุณาแก่สัตว์ทั้งปวงโดยไม่เจาะจง. การเกิดขึ้นแห่งทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งจะพึงมีแก่สัตว์ทั้งหลาย พึงหวังการเกิดขึ้นแห่งทุกข์ทั้งปวงนั้นไว้ในตน. 
         อนึ่ง พึงอนุโมทนาบุญของสัตว์ทั้งปวง. พึงพิจารณาเนืองๆ ถึงความที่พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่มีอานุภาพมาก. กระทำกรรมใดๆ ด้วยกายหรือวาจา พึงทำกรรมนั้นทั้งหมดให้มีจิตน้อมไปเพื่อโพธิญาณเป็นเบื้องแรก. 
         ก็ด้วยอุบายนี้ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ประกอบความขวนขวายในทานเป็นต้นมีเรี่ยวแรง มีความเพียรมั่น เข้าไปสะสมบุญสมภารและญาณสมภารหาประมาณมิได้ทุกๆ วัน. 
         อีกอย่างหนึ่ง เพื่อให้สัตว์ได้บริโภคและเพื่อคุ้มครองสัตว์ จึงสละร่างกายและชีวิตของตน พึงแสวงหาและพึงนำสิ่งกำจัดทุกข์ มีความหิวกระหาย หนาวร้อน ลมและแดดเป็นต้น. ย่อมได้รับความสุขอันเกิดแต่การกำจัดทุกข์ตามที่กล่าวแล้วด้วยตน. 
         อนึ่ง ย่อมได้รับความสุขด้วยตนเพราะไม่มีความร้อนทางกายและใจในสวน ในปราสาท ในสระเป็นต้นและในแนวไพรอันน่ารื่นรมย์. 
         อนึ่ง ฟังมาว่า พระพุทธเจ้า พระอนุพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายและพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในเนกขัมมปฏิบัติย่อมเสวยสุขในฌานและสมาบัติเช่นนี้ อันเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันดังนี้ ทำความสุขทั้งหมดนั้นไปในสัตว์ทั้งหลายโดยไม่เจาะจง. นี้เป็นนัยของผู้ตั้งอยู่ในพื้นฐานอันไม่มั่นคง. 
         ส่วนผู้ตั้งอยู่ในพื้นฐานอันมั่นคงเมื่อน้อม ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณอันเกิดด้วยการบรรลุคุณวิเศษตามที่ตนเสวยแล้ว เข้าไปในสัตว์ทั้งหลายย่อมน้อมนำเข้าไป. 
         อนึ่ง พระโยคาวจรเห็นหมู่สัตว์จมอยู่ในสังสารทุกข์ใหญ่แลในอภิสังขารทุกข์ คือกิเลสอันเป็นนิมิตแห่งสังสารทุกข์นั้น. 
         แม้ในหมู่สัตว์นั้นเห็นสัตว์นรกเสวยเวทนาลำบาก กล้าหนัก เผ็ดร้อนอันเกิดจากการตัด ทำลาย ผ่า บด เผาไฟเป็นต้น.
         สัตว์เดียรัจฉานเสวยทุกข์หนักด้วยการโกรธกันและกัน ทำให้เดือดร้อนเบียดเบียนให้ลำบาก และอาศัยผู้อื่นเป็นต้น. 
         เปรตมีนิชฌามตัณหิกเปรตเป็นต้น ถูกความหิวกระหาย ลมและแดดเป็นต้นแผดเผาในร่างกายด้วยกลุ่มมาลัยไฟ ซูบซีดชูมือร้องขออาหาร มีน้ำลายที่เขาคายทิ้งเป็นต้น เสวยทุกข์ใหญ่. 
         สัตว์นรกเปรตเดียรัจฉาน ผู้ถึงความย่อยยับใหญ่หลวงมีการแสวงหาอาหารเป็นเหตุ เพราะถูกกรรมอันมีกำลังครอบงำ ด้วยการประกอบเหตุมีการตัดมือเป็นต้น ด้วยการให้เกิดโรคมีหิวกระหายเป็นต้น โดยทำให้เป็นผู้มีผิวพรรณทรามน่าเกลียดเป็นคนจนเป็นต้น เพราะการนำไปของผู้อื่น และเพราะอาศัยผู้อื่น และมนุษย์ผู้เสวยทุกข์หนักอันไม่มีเศษเหลือจากทุกข์ในอบาย. 
         และกามาวจรเทพผู้ถูกความเร่าร้อนอันมีราคะเป็นต้น แผดเผาเพราะมีจิตฟุ้งซ่านในการบริโภคของเป็นปกติและมีพิษ มีความเดือดร้อนไม่สงบดุจกองไฟสุมด้วยไม้แห้งมีเปลวไฟโพลงขึ้นด้วยแรงลม อาศัยผู้อื่นกำจัดความไม่สงบ. 
         และรูปาวจรเทพ อรูปาวจรเทพว่า เมื่อยังมีความเป็นไปอยู่ได้นาน เทพเหล่านั้นก็เหมือนนกที่โฉบสู่อากาศไกลด้วยความพยายามมาก และเหมือนลูกศรที่คนมีกำลังซัดไปตกในที่ไกล แต่ในที่สุดก็ตกเพราะมีความไม่เที่ยงในที่สุด จึงไม่ล่วงพ้นชาติชราและมรณะไปได้เลย ยังความสังเวชใหญ่หลวงให้ปรากฏ แล้วแผ่เมตตาและกรุณาไปยังสัตว์ทั้งหลายโดยไม่เจาะจง. 
         ผู้สะสมโพธิสมภารด้วยกาย วาจาและใจเป็นลำดับอย่างนี้ บารมีย่อมเต็มเปี่ยมฉันใด. ผู้ทำโดยความเคารพ ทำติดต่อ ประพฤติไม่ย่อหย่อน พึงยังความอุตสาหะให้เป็นไป พึงบำเพ็ญวีริยบารมีให้บริบูรณ์ ฉันนั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ความเพียรประกอบด้วยความขวนขวายต่อความเป็นพระพุทธเจ้า อันเป็นอจินไตยและเป็นที่ตั้งแห่งการสะสมคุณอันหาประมาณมิได้ ไพบูลย์โอฬารยิ่งนัก ปราศจากมลทิน ไม่มีข้อเปรียบ ไม่มีอุปกิเลส เป็นอานุภาพแห่งอจินไตยนั่นแล. ก็ชนเป็นอันมากสามารถแม้ฟังได้. ไม่ต้องพูดถึงปฏิบัติกันละ. 
         อนึ่ง อภินิหารจิตตุปบาท ๓. พุทธภูมิ ๔. สังคหวัตถุ ๔. ความมีกรุณาเป็นรสอย่างเอก. การทนต่อความเพ่งอันเป็นวิเสสปัจจัยด้วยการทำให้แจ้งในพุทธธรรม. การไม่เข้าไปเพียงลูบไล้ในพุทธธรรม. ความสำคัญในสัตว์ทั้งปวงว่าเป็นบุตรที่น่ารัก. ความไม่กระหายด้วยสังสารทุกข์. การบริจาคไทยธรรมทั้งปวง. ความมีใจยินดีด้วยการบริจาคนั้น. การอธิษฐานอธิศีลเป็นต้น. ความไม่หวั่นไหวในอธิษฐานนั้น. ปีติและปราโมทย์ในกุสลกิริยา. ความที่จิตน้อมไปในวิเวก. การประกอบฌานเนืองๆ. การไม่ติเตียนธรรมที่ไม่มีโทษ. แสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาด้วยอัธยาศัยเกื้อกูลแก่ผู้อื่น. ให้สัตว์ทั้งหลายตั้งอยู่ในระเบียบ. ความมั่นคงในการริเริ่ม. ความฉลาดและกล้า. ไม่มีข้อเสียหายในการกล่าวร้ายต่อผู้อื่น และทำความเสื่อมเสียแก่ผู้อื่น. ตั้งมั่นในสัจจะ. ชำนาญในสมาบัติ. มีกำลังในอภิญญา. รู้ลักษณะ ๓. สะสมบารมีในโลกุตรมรรค ด้วยการประกอบความเพียรในสติปัฏฐานเป็นต้น. ก้าวลงสู่โลกุตรธรรม ๙. 
         การปฏิบัติเพื่อโพธิสมภาร แม้ทั้งหมดมีอาทิอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งวิริยะ. 
         เพราะเหตุนั้น ตั้งแต่อภินิหารจนถึงมหาโพธิ พระโยคาวจรไม่สละทิ้ง ยังความเพียรให้สมบูรณ์ เหมือนความเพียรเป็นลำดับโดยเคารพอันนำคุณวิเศษมาให้ยิ่งๆ ขึ้นฉะนั้น. เมื่อความเพียรตามที่กล่าวแล้วสมบูรณ์ พึงทราบการปฏิบัติโดยนัยนี้ แม้ในขันติเป็นต้นว่า โพธิสมภารแม้ทั้งหมดมีขันติ สัจจะ อธิษฐาน ทาน ศีลเป็นต้น เป็นอันสมบูรณ์เพราะประพฤติอาศัยความเพียรนั้น.
         การทำความอนุเคราะห์ด้วยการบริจาคอุปกรณ์ความสุขแก่สัตว์ทั้งหลายโดยส่วนมาก ชื่อว่าปฏิบัติด้วยการให้. 
         เหตุทั้งหลายมีอาทิ การรักษาชีวิต สมบัติ ภรรยาและกล่าวคำไม่ให้แตกกันน่ารักเป็นประโยชน์ และไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยศีล. 
         การประพฤติประโยชน์หลายอย่างด้วยรับอามิสและให้ทานเป็นต้นของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยเนกขัมมะ. 
         ความเป็นผู้ฉลาดในอุบายทำประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิบัติด้วยปัญญา. 
         มีความอุตสาหะริเริ่มไม่ท้อถอยในการนั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยวิริยะ. 
         การไม่ล่อลวงทำอุปการะสมาทานและไม่พูดผิดจากความจริงเป็นต้นแก่สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยสัจจะ. 
         แม้ตกอยู่ในความพินาศก็มิได้หวั่นไหวในการทำอุปการะ ชื่อว่าปฏิบัติด้วยอธิษฐาน. 
         คิดถึงแต่ประโยชน์สุขของสัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่าปฏิบัติด้วยเมตตา. 
         ไม่คำนึงถึงความผิดปกติในความอุปการะความเสียหายของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าปฏิบัติด้วยอุเบกขา. 
         พระโยคาวจรปรารภสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้วเป็นผู้สะสมบุญสมภาร และญาณสมภารหาประมาณมิได้ เป็นที่รับรองเสมอของพระมหาโพธิสัตว์ผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์ พึงทราบว่าเป็นการปฏิบัติในบารมีเหล่านี้. 
         อะไรเป็นการจำแนก. 
         บารมี ๓๐ คือ บารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐. 
         บารมีเฉยๆ เป็นธรรมขาวเจือด้วยธรรมดำของพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญอภินิหารในบารมีเหล่านั้น ประกอบด้วยอัธยาศัยน้อมไปในการทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น. อุปบารมีเป็นธรรมขาวไม่เจือด้วยธรรมดำ. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปรมัตถบารมีเป็นธรรมไม่ดำไม่ขาว. หรือบารมีบำเพ็ญในกาลเริ่มต้น. อุปบารมีบำเพ็ญเต็มแล้วในภูมิของพระโพธิสัตว์. ปรมัตถบารมีบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวงในพุทธภูมิ. หรือบารมีเพราะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นในพุทธภูมิ. อุปบารมีเพราะทำประโยชน์เพื่อตน. ปรมัตถบารมีเพราะบำเพ็ญประโยชน์ด้วยการบรรลุพลธรรมและเวสารัชธรรม. 
         อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า การจำแนกบารมีเหล่านั้น ในตอนตั้งความปรารถนา การเริ่มบำเพ็ญและความสำเร็จ คือเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด. 
         อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การจำแนกบารมีเหล่านั้นโดยประเภทการสะสมบุญของผู้สงบโทสะตั้งอยู่ในกรุณา ผู้บรรลุ ภวสุข วิมุติสุขและบรมสุข. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า การจำแนกบารมีตามที่กล่าวแล้วจากการเกิดขึ้นของพระโพธิสัตว์ คือบารมี อุปบารมี ปรมัตถบารมีของท่านผู้มีความละอาย มีสติ มีการนับถือเป็นที่พึ่งพิง ของท่านผู้มีโลกุตตรธรรมเป็นใหญ่ของผู้หนักอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาของท่านผู้ข้ามไปได้แล้ว ของพระอนุพุทธ พระปัจเจกพุทธและพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. 
         อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การสะสมบารมีเป็นไปแล้วตั้งแต่การตั้งความปรารถนาทางใจ จนถึงตั้งความปรารถนาทางวาจาชื่อบารมี. การสะสมบารมีเป็นไปแล้วตั้งแต่ตั้งความปรารถนาทางวาจา จนถึงตั้งความปรารถนาทางกาย เป็นอุปบารมี. ตั้งแต่ตั้งความปรารถนาทางกายไปเป็นปรมัตถบารมี. แต่อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า การสะสมบารมีเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจการอนุโมทนาบุญของผู้อื่นเป็นบารมี. การสะสมบารมีเป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจการให้ผู้อื่นทำเป็นอุปบารมี. เป็นไปแล้ว ด้วยการทำเองเป็นปรมัตถบารมี. 
         อนึ่ง อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า บุญสมภาร ญาณสมภาร อันนำภวสุขมาให้เป็นบารมี. การนำนิพพานสุขมาให้แก่ตนเป็นอุปบารมี. การนำสุขทั้งสองอย่างนั้นมาให้เป็นปรมัตถบารมี. 
         อนึ่ง การบริจาคบุตรภรรยาและอุปกรณ์มีทรัพย์เป็นต้นเป็นทานบารมี. การบริจาคอวัยวะเป็นทานอุปบารมี. การบริจาคชีวิตของตนเป็นทานปรมัตถบารมี. 
                        อนึ่ง ศีลบารมี ๓ อย่างด้วยการไม่ก้าวล่วงเหตุแม้ทั้ง ๓ อย่างมีบุตรและภรรยาเป็นต้น. 
                        เนกขัมมบารมี ๓ อย่างด้วยการตัดอาลัยในวัตถุ ๓ อย่างเหล่านั้นแล้วออกบวช. 
                        ปัญญาบารมี ๓ อย่างด้วยการประมวลตัณหาในอุปกรณ์ อวัยวะ ชีวิตแล้วทำการตัดสินประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย. 
                        วิริยบารมี ๓ อย่างด้วยการพยายามบริจาคประเภทตามที่กล่าวแล้ว. 
                        ขันติบารมี ๓ อย่างอดทนต่อผู้ที่จะทำอันตรายแก่อุปกรณ์ อวัยวะและชีวิต. 
                        สัจจบารมี ๓ อย่างด้วยการไม่สละสัจจะเพราะเหตุอุปกรณ์ อวัยวะและชีวิต. 
         อธิษฐานบารมี ๓ อย่างด้วยการอธิษฐานไม่หวั่นไหว แม้ถึงคราวที่อุปกรณ์เป็นต้นพินาศไป โดยเห็นว่าบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ย่อมบริสุทธิ์ด้วยอำนาจอธิษฐานไม่กำเริบ. 
         เมตตาบารมี ๓ อย่างด้วยไม่ละเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย แม้ผู้เข้าไปทำลายอุปกรณ์เป็นต้น. 
         อุเบกขาบารมี ๓ อย่างด้วยได้ความที่ตนเป็นกลางในสัตว์และสังขารทั้งหลาย ทั้งที่มีอุปการะและทำความเสียหาย วัตถุ ๓ อย่างตามที่กล่าวแล้ว. 
         พึงทราบการจำแนกบารมีเหล่านั้นโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล. 
         พึงทราบวินิจฉัยในบทนี้ว่า อะไรเป็นการสงเคราะห์. 
         พึงทราบบารมี ๖ อย่างโดยสภาวะคือ ทาน ศีล ขันติ วีริยะ ฌานและปัญญา เหมือนบารมี ๓ อย่างโดยการจำแนก ๑๐ โดยความเป็นทานบารมีเป็นต้น. 
         จริงอยู่ ในบารมีเหล่านั้น เนกขัมมบารมีสงเคราะห์เข้าด้วยศีลบารมี ในเพราะการบรรพชาของเนกขัมมบารมีนั้น. 
         อนึ่ง สงเคราะห์เข้าด้วยฌานบารมีในเพราะความสงัดจากนิวรณ์. 
         สงเคราะห์ด้วยแม้ทั้ง ๖ ในเพราะความเป็นกุสลธรรม. สัจจบารมีเป็นเอกเทศของศีลบารมี ในเพราะเป็นฝ่ายแห่งวจีวิรัติสัจจะ. 
         อนึ่ง สงเคราะห์เข้าด้วยปัญญาบารมีในเพราะเป็นฝ่ายแห่งญาณสัจจะ. เมตตาบารมีสงเคราะห์เข้าด้วยฌานบารมีเท่านั้น. แม้อุเบกขาบารมีก็สงเคราะห์เข้าด้วยฌานบารมีและปัญญาบารมี. เป็นอันท่านสงเคราะห์อธิษฐานบารมี แม้ด้วยบารมีทั้งหมด. 
         บารมีทั้งหลายมี ๑๕ คู่ ของการสัมพันธ์กันแห่งคุณทั้งหลาย ๖ มีทานเป็นต้นเหล่านี้ เป็นอันให้สำเร็จเป็นคู่ๆ ได้ ๑๕ คู่เป็นต้น. เป็นอย่างไร.
         ความสำเร็จแห่งคู่คือทำและไม่ทำสิ่งเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์เพื่อผู้อื่นด้วยคู่ทานกับศีล. ความสำเร็จคู่อโลภะและอโทสะด้วยคู่คือทานกับขันติ. ความสำเร็จคู่จาคะและสุตะด้วยคู่คือทานกับวิริยะ. ความสำเร็จคู่การละกามและโทสะด้วยคู่คือทานกับฌาน. ความสำเร็จแห่งคู่คือยานและแอกของพระอริยะด้วยคู่คือทานกับปัญญา. ความสำเร็จทั้งสองอย่างคือความบริสุทธิ์แห่งปโยคะและอาสยะด้วยคู่ทั้งสองคือศีลและขันติ. ความสำเร็จภาวนาทั้งสองด้วยคู่ทั้งสองคือศีลกับวิริยะ.
         ความสำเร็จทั้งสองอย่างคือละความเป็นผู้ทุศีลและความหมกมุ่นด้วยคู่ทั้งสองคือศีลกับฌาน. ความสำเร็จทานทั้งสองด้วยคู่คือศีลกับปัญญา. ความสำเร็จคู่ทั้งสองคือความอดทนและความไม่มีเดชด้วยคู่คือขันติกับวิริยะ. ความสำเร็จคู่คือวิโรธคือความพิโรธและอนุโรธะคือความคล้อยตามด้วยคู่คือขันติกับฌาน. ความสำเร็จคู่ทั้งสองคือขันติและปฏิเวธของสุญญตาด้วยคู่คือขันติกับปัญญา. ความสำเร็จคู่ทั้งสองคือปัคคหะคือการประคองไว้และอวิกเขปะคือความไม่ฟุ้งซ่านด้วยคู่คือวิริยะกับฌาน. ความสำเร็จคู่คือสรณะด้วยคู่คือวิริยะกับปัญญา.
         ความสำเร็จหมวด ๒ คือยานด้วยคู่คือฌานกับปัญญา. ความสำเร็จ ๓ หมวดคือละโลภะโทสะและโมหะด้วย ๓ หมวดคือทานศีลและขันติ. ความสำเร็จ ๓ หมวดคือการให้สิ่งเป็นสาระคือสมบัติ ชีวิตและร่างกาย ด้วย ๓ หมวดคือทาน ศีลและวิริยะ. ความสำเร็จบุญกิริยาวัตถุ ๓ ด้วยหมวด ๓ คือทาน ศีลและฌาน. ความสำเร็จ ๓ หมวดคืออามิสทาน อภัยทานและธรรมทานด้วย ๓ หมวดคือ ทาน ศีลและปัญญา ด้วยประการฉะนี้แล. 
         พึงประกอบติกะและจตุกกะเป็นต้น ตามที่ปรากฏด้วยติกะและจตุกกะ แม้นอกนี้อย่างนี้. 
         อนึ่ง พึงทราบการสงเคราะห์ด้วยอธิษฐานธรรม ๔ แห่งบารมีเหล่านั้นแม้ ๖ อย่างด้วยประการฉะนี้. 
         จริงอยู่ อธิษฐานธรรม ๔ โดยรวมบารมีทั้งหมดไว้. คือสัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐาน อุปสมาธิษฐาน ปัญญาธิษฐาน. 
         ในอธิษฐานธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าอธิษฐาน เพราะเป็นเหตุตั้งมั่น. หรือเป็นที่ตั้งมั่น หรือเพียงตั้งมั่นเท่านั้น. ชื่อว่าสัจจาธิษฐาน เพราะสัจจะและอธิษฐาน. หรือเพราะเป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ หรือเพราะมีสัจจะเป็นอธิษฐาน. แม้ในอธิษฐานธรรมที่เหลือก็เหมือนอย่างนั้น. 
         ในอธิษฐานธรรมนั้นโดยไม่ต่างกัน 
         สัจจาธิษฐานเพราะกำหนดบารมีทั้งปวงสมควรแก่ปฏิญญาของพระมหาสัตว์ผู้อนุเคราะห์สรรพสัตว์ สะสมบุญญาภินิหารในโลกุตตรคุณ. 
         จาคาธิษฐาน เพราะสละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อสัจจะ. 
         อุปสมาธิษฐาน เพราะสงบจากสิ่งไม่เป็นคุณของบารมีทั้งปวง. 
         ปัญญาธิษฐาน เพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบายอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ด้วยอธิษฐานธรรมเหล่านั้น. 
         แต่โดยที่ต่างกัน 
         ทานเป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ แห่งกุศลธรรมทั้งหลาย เพราะปฏิญญาว่า เราจักให้ไม่ให้ยาจกผิดหวัง เพราะให้ไม่ผิดปฏิญญา เพราะอนุโมทนาไม่ผิดทาน เพราะสละสิ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อมัจฉริยะเป็นต้น เพราะสงบจากภัยคือโลภะ โทสะและโมหะในไทยธรรม ปฏิคคาหกทานและความสิ้นไปแห่งไทยธรรม เพราะให้ตามสมควรตามกาลและตามวิธี และเพราะปัญญายิ่ง. 
         อนึ่ง ศีลเป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ เพราะไม่ล่วงสังวรสมาทาน เพราะสละความทุศีล เพราะสงบจากทุจริต และเพราะปัญญายิ่ง.
         ขันติเป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐาน ๔ เพราะอดทนได้ตามปฏิญญา เพราะสละการกำหนดโทษของผู้อื่น เพราะสงบความโกรธและความหมกมุ่น และเพราะมีปัญญายิ่ง. 
         วิริยะเป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ เพราะทำเพื่อประโยชน์ผู้อื่นตามสมควรแก่ปฏิญญา เพราะสละความสละสลวย เพราะสงบจากอกุศล และเพราะมีปัญญายิ่ง. 
         ฌานเป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ เพราะคิดถึงประโยชน์ของโลกตามสมควรแก่ปฏิญญา เพราะสละนิวรณ์ เพราะสงบจิต และเพราะมีปัญญายิ่ง. 
         ปัญญาเป็นปทัฏฐานแห่งอธิษฐานธรรม ๔ เพราะฉลาดในอุบายทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นตามปฏิญญา เพราะสละการกระทำอันไม่เป็นอุบาย เพราะสงบความเร่าร้อนอันเกิดแต่โมหะ และเพราะได้ความเป็นพระสัพพัญญู. 
         ในอธิษฐานธรรมเหล่านั้น สัจจาธิษฐานด้วยการจัดตามปฏิญญาเพื่อสิ่งควรรู้. จาคาธิษฐานด้วยการสละวัตถุกามและกิเลสกาม. อุปสมาธิษฐานด้วยการสงบทุกข์อันเกิดแต่โทสะ. ปัญญาธิษฐานด้วยการตรัสรู้ตามและการรู้แจ้งแทงตลอด. 
         สัจจาธิษฐานมีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยสัจจะ ๓ อย่าง. จาคาธิษฐานมีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยจาคะ ๓ อย่าง. อุปสมาธิษฐานมีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยอุปสมะ ๓ อย่าง. ปัญญาธิษฐานมีข้าศึกคือโทสะ ๓ อย่าง กำหนดด้วยญาณ ๓ อย่าง. 
         จาคาธิษฐาน อุปสมาธิษฐานและปัญญาธิษฐาน กำหนดด้วยสัจจาธิษฐาน เพราะพูดไม่ผิดความจริง เพราะจัดตามปฏิญญา. สัจจาธิษฐาน อุปสมาธิษฐานและปัญญาธิษฐาน กำหนดด้วยจาคาธิษฐาน เพราะสละสิ่งเป็นปฏิปักษ์และเพราะผลแห่งการสละทั้งปวง. สัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐานและปัญญาธิษฐาน กำหนดด้วยอุปสมาธิษฐาน เพราะสงบจากความเร่าร้อนคือกิเลส เพราะสงบจากกามและเพราะสงบจากความเร่าร้อนคือกาม. สัจจาธิษฐาน จาคาธิษฐานและอุปสมาธิษฐาน กำหนดด้วยปัญญาธิษฐาน เพราะมีญาณถึงก่อน และเพราะหมุนไปตามญาณ. 
         บารมีแม้ทั้งหมดประกาศสัจจะ ทำจาคะให้ปรากฏ พอกพูนอุปสมะ มีปัญญาบริสุทธิ์อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. 
         จริงอยู่ สัจจะเป็นเหตุเกิดบารมีเหล่านั้น. 
         จาคะเป็นเหตุกำหนดบารมี. อุปสมะเป็นเหตุเจริญรอบ. ปัญญาเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์. อนึ่ง สัจจาธิษฐานมีในเบื้องต้น เพราะสัจจปฏิญญา. 
         จาคาธิษฐานมีในท่ามกลาง เพราะสละตนเพื่อประโยชน์ผู้อื่นของผู้ทำความตั้งใจแน่วแน่. อุปสมาธิษฐานมีในที่สุด เพราะความสงบทั้งปวงเป็นที่สุด ปัญญาธิษฐานมีในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด เพราะเมื่อสัจจะจาคะอุปสมะมี ปัญญาก็มี เพราะเมื่อสัจจะจาคะอุปสมะไม่มี ปัญญาก็ไม่มี และเพราะมีตามปฏิญญา. 
         ในอธิษฐานธรรมนั้น มหาบุรุษทั้งหลายเป็นคฤหัสถ์ ย่อมอนุเคราะห์สัตว์อื่นด้วยอามิสทาน โดยทำประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่นเนืองๆ โดยทำความเป็นผู้น่าเคารพ น่ารักและด้วยสัจจาธิษฐานและจาคาธิษฐาน. 
         อนึ่ง เป็นบรรพชิตย่อมอนุเคราะห์ผู้อื่นด้วยธรรมทาน โดยทำประโยชน์ตน ประโยชน์ผู้อื่น โดยทำความเป็นผู้น่าเคารพ น่ารัก และด้วยอุปสมาธิษฐานและปัญญาธิษฐาน. 
         ในภพที่สุดนั้น พระโพธิสัตว์บำเพ็ญอธิษฐานธรรม ๔ ให้บริบูรณ์. 
         อาจารย์บางคนกล่าวว่า เป็นความจริงพระโพธิสัตว์มีอธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์แล้วจะอุบัติในภพสุดท้าย. 
         ก็ในการอุบัติในภพสุดท้ายนั้น พระโพธิสัตว์มีสติสัมปชัญญะ โดยเริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน ในการหยั่งลงสู่พระครรภ์ การดำรงอยู่และการประสูติ เพื่อยังสัจจาธิษฐานให้บริบูรณ์ พอประสูติในบัดเดี๋ยวนั้น ทรงบ่ายพระพักตร์สู่ทิศเหนือ ย่างพระบาทไป ๗ ก้าว ทรงตรวจดูทิศทั้งปวงมีพระวาจามุ่งมั่นในสัจจะ ทรงบันลือสีหนาท ๓ ครั้งว่า อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส, เชฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส, เสฏฺโฐหมสฺมิ โลกสฺส เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก. เราเป็นผู้เจริญแห่งโลก. เราเป็นผู้ประเสริฐแห่งโลก. 
         พระโพธิสัตว์ผู้ฉลาดในการชี้แจงธรรม ๔ ประการ ผู้เห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตายและบรรพชิต ด้วยการเริ่มอุปสมาธิษฐาน เป็นความสงบของผู้เมาในความเป็นหนุ่ม ความไม่มีโรค ชีวิตและสมบัติทั้งหลาย. การสละไม่คำนึงถึงวงศ์พระญาติใหญ่ และจักรวรรดิราชสมบัติอันจะถึงเงื้อมพระหัตถ์ด้วยเริ่มจาคาธิษฐาน. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์แล้วในอภิสัมโพธิญาณในฐานะที่ ๒. เพราะในฐานะนั้นการตรัสรู้อริยสัจ ๔ โดยเริ่มด้วยสัจจาธิษฐานตามปฏิญญา แต่นั้นสัจจาธิษฐานจึงบริบูรณ์. การสละกิเลสและอุปกิเลสทั้งปวงโดยเริ่มด้วยจาคาธิษฐาน เพราะแต่นั้นจาคาธิษฐานจึงบริบูรณ์. การบรรลุถึงความสงบอย่างยิ่งโดยเริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน เพราะแต่นั้น อุปสมาธิษฐานจึงบริบูรณ์. การได้อนาวรณญาณโดยเริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน เพราะแต่นั้นปัญญาธิษฐานจึงบริบูรณ์. 
         ข้อนั้นยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะแม้อภิสัมโพธิญาณก็เป็นปรมัตถธรรม. 
         อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า อธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์ ครั้งทรงแสดงพระธรรมจักรในฐานะที่ ๓ เพราะในฐานะนั้นสัจจาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการแสดงอริยสัจ โดยอาการ ๑๒ ของท่านผู้เริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน. จาคาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการทำการบูชาใหญ่ ซึ่งพระสัทธรรมของท่านผู้เริ่มด้วยจาคาธิษฐาน. อุปสมาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสงบกิเลสเหล่าอื่นของผู้สงบด้วยตนเอง ผู้เริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน. ปัญญาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการกำหนดอัธยาศัยเป็นต้นของเวไนยสัตว์ ของผู้เริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน. 
         แม้ข้อนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์นัก เพราะพุทธกิจยังไม่จบ. 
         อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า อธิษฐานธรรม ๔ บริบูรณ์ในการปรินิพพานในฐานะที่ ๔. เพราะในฐานะนั้น สัจจาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสมบูรณ์แห่งปรมัตถสัจ เพราะปรินิพพานแล้ว. จาคาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสละอุปธิทั้งปวง. อุปสมาธิฐานบริบูรณ์ด้วยการสงบสังขารทั้งปวง. ปัญญาธิษฐานบริบูรณ์ด้วยการสำเร็จประโยชน์ด้วยปัญญา. 
         ในอธิษฐานธรรม ๔ นั้น 
         ความบริบูรณ์ด้วยสัจจาธิษฐานเป็นความเฉียบแหลมของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน ในอภิชาติอันเป็นเขตแห่งเมตตาโดยพิเศษ. ความบริบูรณ์ด้วยปัญญาธิษฐานเป็นความเฉียบแหลมของมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน ในอภิสัมโพธิญาณอันเป็นเขตแห่งกรุณาโดยพิเศษ. ความบริบูรณ์ด้วยจาคาธิษฐานเป็นความเฉียบแหลมของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยจาคาธิษฐาน เมื่อครั้งทรงแสดงพระธรรมจักรอันเป็นเขตแห่งมุทิตาโดยพิเศษ. ความบริบูรณ์ด้วยอุปสมาธิษฐานเป็นความเฉียบแหลมของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน ในการปรินิพพานอันเป็นเขตแห่งอุเบกขาโดยพิเศษ. พึงเห็นด้วยประการฉะนี้แล. 
         ในอธิษฐานธรรม ๔ นั้น 
         ศีล พึงทราบด้วยการอยู่ร่วมกัน ของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน. ความสะอาด พึงทราบด้วยกิจการของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยจาคาธิษฐาน. กำลัง พึงทราบในเวลามีอันตรายของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน. ปัญญา พึงทราบด้วยการสนทนาของพระมหาบุรุษผู้เริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน. 
         พึงทราบความบริสุทธิ์แห่งศีล อาชีวะ จิตและทิฏฐิ ด้วยอาการอย่างนี้. 
         อนึ่ง ไม่ถึงโทสาคติ เพราะหลอกลวงโดยเริ่มด้วยสัจจาธิษฐาน. ไม่ถึงโลภาคติ เพราะไม่เกี่ยวข้องโดยเริ่มด้วยจาคาธิษฐาน. ไม่ถึงภยาคติ เพราะไม่ผิดโดยเริ่มด้วยอุปสมาธิษฐาน. ไม่ถึงโมหาคติ เพราะตรัสรู้ตามความเป็นจริงโดยเริ่มด้วยปัญญาธิษฐาน. 
         อนึ่ง ไม่ประทุษร้ายอดกลั้นด้วยอธิษฐานธรรมข้อที่ ๑. ไม่โลภเสพด้วยข้อที่ ๒. ไม่กลัว เว้นด้วยข้อที่ ๓. ไม่หลง บรรเทาได้ด้วยข้อที่ ๔. การบรรลุเนกขัมมสุข ด้วยอธิษฐานธรรมข้อที่ ๑. การได้ปีติสุขเกิดแต่ความสงัด ความสงบ และสัมโพธิ ด้วยอธิษฐานธรรม นอกนั้นพึงทราบด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง การได้อุเบกขาสุขเกิดแต่วิเวก เกิดแต่ปีติสุข สมาธิเกิดแต่สุขทางกายอันเกิดแต่ปีติสุขและไม่มีปีติ และสติบริบูรณ์ ย่อมมีตามลำดับด้วยอธิษฐานธรรม ๔ เหล่านี้. 
         พึงทราบการประมวลบารมีทั้งหมดลงด้วยอธิษฐานธรรม ๔ อันเกี่ยวพันด้วยคุณไม่น้อยด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง พึงเห็นว่า การประมวลบารมีทั้งหมดลงแม้ด้วยกรุณาและปัญญา เหมือนการประมวลบารมีทั้งหมดลงด้วยอธิษฐานรรม ๔. เพราะโพธิสมภารแม้ทั้งหมด ท่านสงเคราะห์ด้วยกรุณาและปัญญา. คุณมีทานเป็นต้น กำหนดด้วยกรุณาและปัญญาเป็นมหาโพธิสมภาร มีความสำเร็จความเป็นพระพุทธเจ้าเป็นที่สุด. 
         พึงทราบการสงเคราะห์บารมีเหล่านี้อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล. 
         อะไรเป็นอุบายให้สำเร็จ? 
         คือการสะสมบุญญาทิสมภารแม้ทั้งสิ้น อุทิศสัมมาสัมโพธิญาณโดยไม่ทำให้บกพร่อง. การทำโดยความเคารพในสัมมาสัมโพธิญาณนั้น ด้วยความเอื้อเฟื้อและความนับถือมาก. การทำความเพียรติดต่อด้วยความพยายามเป็นลำดับไป. และความพยายามตลอดกาลนานเป็นต้น ในระหว่างด้วยการให้ถึงที่สุด. 
         ปริมาณกาลของอุบายให้สำเร็จนั้นจักมีแจ้งข้างหน้า. 
         การประกอบองค์ ๔ เป็นอุบายให้บารมีเหล่านั้นสำเร็จด้วยประการดังนี้. 
         อนึ่ง พระมหาสัตว์ผู้ปฏิบัติเพื่อตรัสรู้ ควรมอบตนแด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อสัมมาสัมโพธิญาณก่อนทีเดียวว่า ข้าพเจ้าขอมอบอัตภาพนี้แด่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. ควรสละก่อนแต่จะได้วัตถุที่หวงแหนนั้นๆ ในทานมุขว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันของใช้ประจำชีวิตซึ่งเกิดแก่ข้าพเจ้า สิ่งนั้นทั้งหมด เมื่อมีผู้ขอ ข้าพเจ้าจักให้. ข้าพเจ้าจักพึงบริโภคส่วนที่เหลือจากที่ให้แก่ยาจกเหล่านั้นเท่านั้น.

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๕/๗

         อนึ่ง พระมหาบุรุษเมื่อให้อามิสทานแก่สัตว์ทั้งหลาย ย่อมให้ทานข้าวด้วยตั้งใจว่า เราพึงยังสมบัติมีอายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณเป็นต้นและสมบัติคือผลเลิศน่ารื่นรมย์ให้สำเร็จแก่สัตว์ทั้งหลายด้วยทานนี้. 
         อนึ่ง ให้น้ำเพื่อระงับความกระหายคือกามกิเลสของสัตว์ทั้งหลาย. ให้ผ้าเพื่อให้ผิวพรรณงาม และเพื่อให้สำเร็จเครื่องประดับคือหิริโอตตัปปะ. ให้ยานเพื่อให้สำเร็จอิทธิวิธีคือการแสดงฤทธิได้ และนิพพานสุข. ให้ของหอมเพื่อให้สำเร็จความหอมคือศีล. ให้ดอกไม้และเครื่องลูบไล้เพื่อให้สำเร็จความงามด้วยพุทธคุณ. ให้อาสนะเพื่อให้สำเร็จอาสนะ ณ โพธิมณฑล. ให้ที่นอนเพื่อให้สำเร็จตถาคตไสยาคือนอนแบบพระตถาคต. ให้ที่พักเพื่อให้สำเร็จความเป็นสรณะ. ให้ประทีปเพื่อให้ได้ปัญจจักขุ. 
         ให้รูปเป็นทานเพื่อให้สำเร็จรัศมีออกจากกายวาหนึ่ง. ให้เสียงเป็นทานเพื่อให้สำเร็จเสียงดุจเสียงพรหม. ให้รสเป็นทานเพื่อเป็นที่รักของโลกทั้งปวง. ให้โผฏฐัพพะเป็นทานเพื่อความเป็นพุทธสุขุมาล คือความละเอียดอ่อนของพระพุทธเจ้า. 
         ให้เภสัชเป็นทานเพื่อความไม่แก่ไม่ตาย. ให้ความเป็นไทแก่ทาสทั้งหลายเพื่อปลดเปลื้องความเป็นทาสคือกิเลส. ให้ความยินดีในของเล่นที่ไม่มีโทษเป็นทานเพื่อความยินดีในพระสัทธรรม. ให้บุตรเป็นทานเพื่อนำสัตว์ทั้งหมดออกไปจากความเป็นบุตรของตนในชาติเป็นอริยะ. ให้ภรรยาเป็นทานเพื่อถึงความเป็นใหญ่แห่งโลกทั้งสิ้น. 
         ให้ทองแก้วมณี แก้วมุกดา แก้วประพาฬเป็นต้นเป็นทานเพื่อความสมบูรณ์ด้วยลักษณะงาม. ให้เครื่องประดับนานาชนิดเป็นทานเพื่อความสมบูรณ์แห่งอนุพยัญชนะ. ให้คลังสมบัติเป็นทานเพื่อบรรลุพระสัทธรรม. ให้ราชสมบัติเป็นทานเพื่อความเป็นพระธรรมราชา. ให้สวน สระ ป่า เป็นทานเพื่อความสมบูรณ์แห่งฌานเป็นต้น. 
         ให้เท้าเป็นทานเพื่อก้าวไปสู่รัศมีโพธิมณฑลด้วยเท้ามีรอยจักร. ให้มือเป็นทานเพื่อให้มือคือพระสัทธรรมแก่สัตว์ทั้งหลาย เพื่อถอนออกจากโอฆะ ๔. ให้หูและจมูกเป็นทานเพื่อได้อินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้น. ให้จักษุเป็นทานเพื่อได้สมันตจักขุ คือจักษุโดยรอบ. ให้เนื้อและเลือดเป็นทานด้วยหวังว่าจะนำประโยชน์สุขมาให้แก่สรรพสัตว์ตลอดกาลทั้งปวง ในการเห็น การฟัง การระลึกถึง การบำเรอเป็นต้น และกายของเราพึงเป็นกายอันโลกทั้งปวงพึงเข้าไปอาศัย. ให้อวัยวะสูงที่สุดเป็นทานด้วยหวังว่าเราจะพึงเป็นผู้สูงที่สุดในโลกทั้งปวง. 
         อนึ่ง มหาบุรุษเมื่อให้อย่างนี้ไม่ให้เพื่อแสวงหาผิด ไม่ให้เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ให้เพราะกลัว เพราะละอาย เพราะเคืองทักขิไณยบุคคล. เมื่อมีของประณีตไม่ให้ของเศร้าหมอง. ไม่ให้ด้วยการยกตน ด้วยการข่มผู้อื่น ด้วยหวังผล ด้วยเกลียดยาจก ด้วยไม่เคารพ. ที่แท้ให้ด้วยความเคารพ ให้ด้วยมือของตน ให้ตามกาล ทำความเคารพแล้วให้ ให้ด้วยไม่แบ่งออก. ให้มีใจยินดีใน ๓ กาล. ครั้นให้แล้วก็ไม่เดือดร้อนในภายหลัง ไม่ยกย่องและดูหมิ่นปฏิคาหก. เปล่งถ้อยคำน่ารัก รู้คำพูด ผู้เข้าไปขอให้พร้อมทั้งบริวาร. เพราะเมื่อให้ข้าวเป็นทานย่อมให้พร้อมด้วยผ้าเป็นต้นด้วยตั้งใจว่า เราจักทำสิ่งนั้นให้เป็นบริวารแล้วให้. 
         อนึ่ง เมื่อให้ผ้าเป็นทานย่อมให้พร้อมกับข้าวเป็นต้น ด้วยตั้งใจว่า เราจักทำผ้านั้นให้เป็นบริวารแล้วให้. 
         แม้ในการให้ยานเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน. 
         อนึ่ง มหาบุรุษเมื่อให้รูปเป็นทานกระทำแม้อารมณ์นอกนั้น ให้เป็นบริวารของรูปนั้นแล้วให้. 
         แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. 
         ได้รูปเป็นทานอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาดอกไม้และผ้าเป็นต้น มีสีเขียว เหลือง แดงและขาวเป็นต้น แล้วนั่งขัดสมาธิกำหนดรูปคิดว่า เราจักให้รูปเป็นทาน. รูปเป็นทาน เป็นของเราทำพร้อมวัตถุยังทานให้ตั้งอยู่ในทักขิไณยบุคคลเช่นนั้น. นี้ชื่อว่ารูปเป็นทาน. 
         พึงทราบการให้เสียงเป็นทานด้วยเสียงกลองเป็นต้น ในการให้เสียงเป็นทานนั้นไม่สามารถให้เสียงได้ดุจถอนเง่าและรากบัว และดุจวางกำดอกบัวเขียวลงบนมือ. แต่ทำให้พร้อมกับวัตถุแล้วให้ชื่อว่าให้เสียงเป็นทาน. 
         เพราะฉะนั้น ในกาลใดทำเองและใช้ให้ทำเพลงบูชาพระรัตนตรัยด้วยดนตรีอย่างใดอย่างหนึ่งมีกลองและตะโพนเป็นต้น ด้วยคิดว่าเราจักให้เสียงเป็นทาน. ตั้งไว้เองและให้ผู้อื่นตั้งกลองเป็นต้น ด้วยตั้งใจว่าเสียงเป็นทานของเรา. ให้ยาเสียงมีน้ำมันและน้ำผึ้งเป็นต้นแก่พระธรรมกถึกทั้งหลาย. ประกาศฟังธรรม. สวดสรภัญญะ. กล่าวธรรมกถา. ทำเองและให้ผู้อื่นทำอุปนิสินนกถาคือกถาของผู้เข้าไปนั่งใกล้ และอนุโมทนากถาคือกถาอนุโมทนา. ในกาลนั้นชื่อว่าให้เสียงเป็นทาน. 
         อนึ่ง มหาบุรุษได้วัตถุมีกลิ่นหอมน่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่ง มีกลิ่นหอมที่รากของต้นไม้มีกลิ่นเป็นต้น หรือกลิ่นไรๆ ที่อบแล้ว นั่งขัดสมาธิกำหนดกลิ่นคิดว่า เราจักให้กลิ่นเป็นทาน. กลิ่นเป็นทานของเราแล้วทำเองและให้ผู้อื่นทำการบูชาพระพุทธรัตนะเป็นต้น. มหาบุรุษบริจาควัตถุมีกลิ่นมีกฤษณาและจันทน์เป็นต้นเพื่อบูชากลิ่น. นี้ชื่อว่าให้กลิ่นเป็นทาน. 
         อนึ่ง มหาบุรุษได้วัตถุมีรสน่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่งมีรสที่รากเป็นต้น นั่งขัดสมาธิกำหนดรสคิดว่าเราจักให้รสเป็นทาน รสเป็นทานของเราแล้วให้แก่ทักขิไณยบุคคล. หรือสละข้าวเปลือกและโคเป็นต้นอันมีวัตถุเป็นรส. นี้ชื่อว่าให้รสเป็นทาน. 
         อนึ่ง ให้โผฏฐัพพะเป็นทานพึงทราบด้วยสามารถเตียงและตั่งเป็นต้น และด้วยสามารถเครื่องลาดและเครื่องคลุมเป็นต้น. 
         มหาบุรุษได้วัตถุเป็นโผฏฐัพพะไม่มีโทษน่ายินดี มีสัมผัสสบาย มีเตียงตั่งฟูกหมอนเป็นต้น หรือมีผ้านุ่งผ้าห่มเป็นต้น นั่งขัดสมาธิกำหนดโผฏฐัพพะคิดว่า เราจักให้โผฏฐัพพะเป็นทาน. โผฎฐัพพะเป็นทานของเราแล้วให้แก่ทักขิไณยบุคคล. ได้วัตถุเป็นโผฏฐัพพะตามที่กล่าวแล้วสละ. นี้ชื่อว่าให้โผฏฐัพพะเป็นทาน. 
         อนึ่ง พึงทราบธรรมทานด้วยสามารถแห่งชีวิตดื่มด่ำมีโอชะ เพราะประสงค์เอาธรรมารมณ์. 
         จริงอยู่ มหาบุรุษได้วัตถุน่ายินดีอย่างใดอย่างหนึ่งมีรสโอชาเป็นต้น แล้วนั่งขัดสมาธิคิดว่า เราจักให้ธรรมเป็นทาน. ธรรมเป็นทานของเราแล้วให้ของมีรสอร่อยมีเนยใสเนยข้นเป็นต้นเป็นทาน. 
         ให้ปานะ ๘ อย่างมีอัมพปานะเป็นต้น. มหาบุรุษนั่งขัดสมาธิคิดว่าจะให้ชีวิตเป็นทาน จึงให้สลากภัตรและปักขิกภัตรเป็นต้น. จัดหาหมอเยียวยาคนเจ็บป่วย ทำลายตาข่าย รื้อไซดักปลา เปิดกรงนก ให้ปล่อยสัตว์ที่ผูกไว้ด้วยเครื่องผูก ตีกลองป่าวประกาศมิให้ฆ่าสัตว์. ทำเองและให้ผู้อื่นทำกรรมอย่างอื่นและกรรมเห็นปานนี้เพื่อป้องกันชีวิตสัตว์ทั้งหลาย. นี้ชื่อว่าให้ธรรมเป็นทาน. 
         มหาบุรุษน้อมทานสัมปทาตามที่กล่าวแล้วนี้ทั้งหมด เพื่อประโยชน์สุขแก่โลกทั้งสิ้น. 
         อนึ่ง น้อมทานสัมปทาเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณของตน เพื่อวิมุติไม่กำเริบ เพื่อฉันทะ วิริยะ สมาธิ ปฏิภาณ ญาณ วิมุติไม่สิ้นไป. พระมหาสัตว์ปฏิบัติทานบารมีนี้พึงปรากฏอนิจจสัญญาในชีวิต. ในโภคะก็เหมือนกัน. 
         พึงมนสิการถึงความเป็นสาธารณะอย่างมากแก่สัตว์เหล่านั้น. 
         พึงให้ปรากฏมหากรุณาในสัตว์ทั้งหลายเนืองๆ สม่ำเสมอ. ถือเอาทรัพย์สินที่ควรถือเอาไปได้ นำสมบัติทั้งหมดและตนออกจากเรือนดุจออกจากบ้านที่ถูกไฟไหม้ไม่ให้มีอะไรเหลือ. ไม่ทำการแบ่งในที่ไหนๆ. โดยที่แท้เป็นผู้ไม่เพ่งเล็งสละหมดเลย. 
         นี้เป็นลำดับแห่งการปฏิบัติทานบารมี. 
         อนึ่ง พึงทราบลำดับแห่งการปฏิบัติศีลบารมีต่อไป. 
         มหาบุรุษผู้ประสงค์จะตกแต่งสัตว์ทั้งหลายด้วยเครื่องประดับ คือศีลของพระสัพพัญญู ควรชำระศีลของตนตั้งแต่ต้นก่อน. 
         อนึ่ง ศีลย่อมบริสุทธิ์โดยอาการ ๔ อย่าง คือโดยความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัย ๑ โดยการสมาทาน ๑ โดยไม่ก้าวล่วง ๑ และโดยทำให้เป็นปกติเมื่อมีการก้าวล่วง ๑. 
         จริงอยู่ บางคนมีตนเป็นใหญ่ เพราะอัธยาศัยบริสุทธิ์ เกลียดบาปยังหิริให้ปรากฏในภายใน แล้วมีสมาจารบริสุทธิ์ด้วยดี. 
         อนึ่ง บางคนเมื่อมีการสมาทาน ถือโลกเป็นใหญ่ สะดุ้งต่อบาปยังโอตตัปปะให้ปรากฏ เป็นผู้มีสมาจารบริสุทธิ์ด้วยดี. 
         ด้วยประการฉะนี้ คนหล่านั้นย่อมตั้งอยู่ในศีล เพราะไม่ล่วงแม้ทั้งสองอย่าง. ก็แต่ว่าบางคราว เพราะหลงลืมไปศีลก็จะพึงขาดไปเป็นต้น. กระทำศีลที่ขาดไปนั้นให้เป็นปกติโดยเร็ว ด้วยการอยู่กรรมเป็นต้น เพื่อความถึงพร้อมแห่งหิริโอตตัปปะตามที่กล่าวแล้วนั้น. 
         ศีลนี้มี ๒ อย่าง คือวาริตตศีล ๑ จาริตตศีล ๑. 
         ในศีล ๒ อย่างนั้น พึงทราบลำดับการปฏิบัติในวาริตตศีลของพระโพธิสัตว์ดังต่อไปนี้. 
         พึงเป็นผู้มีจิตเอ็นดูในสรรพสัตว์โดยที่แม้ฝันก็ไม่พึงเกิดความอาฆาต. ไม่พึงจับต้องของของคนอื่นดุจงู เพราะยินดีในการช่วยเหลือผู้อื่น. หากเป็นบรรพชิต เป็นผู้ประพฤติห่างไกลจากอพรหมจรรย์ ปราศจากเมถุนสังโยค ๗ อย่าง ไม่ต้องพูดถึงจากการล่วงภรรยาคนอื่นละ. 
         อนึ่ง หากว่าเป็นคฤหัสถ์ไม่ใช่บรรพชิต แม้จิตลามกก็มิให้เกิดขึ้นในภรรยาของผู้อื่นทุกเมื่อ. เมื่อพูดก็พูดคำพอประมาณเป็นคำจริงมีประโยชน์ น่ารักและกล่าวธรรมตามกาละ. ไม่โลภ ไม่พยาบาท ไม่เห็นวิปริต ประกอบด้วยกัมมัสสกตญาณ มีศรัทธามั่นคงในการปฏิบัติชอบ มีความรักมั่นคงในที่ทั้งปวง. 
         เมื่อมหาบุรุษงดเว้นจากอกุศลกรรมบถอันเป็นทางแห่งอบาย ๔ และวัฏฏทุกข์และจากอกุศลธรรม แล้วตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถอันเป็นทางแห่งสวรรค์และนิพพาน ความปรารถนาอันเข้าไปประกอบประโยชน์สุขแก่สัตว์ทั้งหลายตามปรารถนา เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยบริสุทธิ์ย่อมสำเร็จเร็วพลัน. บารมีย่อมบริบูรณ์. มหาบุรุษนี้เป็นอย่างนี้. 
         มหาบุรุษย่อมให้อภัยทานแก่สรรพสัตว์ด้วยไม่ประพฤติเบียดเบียน ยังเมตตาภาวนาให้สมบูรณ์โดยไม่ยาก ย่อมบรรลุอานิสงส์เมตตา ๑๑ ประการ มีอาพาธน้อย ไม่ป่วยเจ็บ มีอายุยืน มีสุขมากย่อมถึงลักษณะวิเศษและตัดวาสนาอันเป็นโทษได้. 
         อนึ่ง เพราะไม่ลักทรัพย์จึงได้โภคสมบัติอันไม่ทั่วไปด้วยโจรเป็นต้น. คนอื่นไม่รังเกียจ เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ น่าคบหามีใจไม่ข้องวิภวสมบัติ ชอบบริจาคและตัดวาสนาอันเป็นโลภะได้. 
         เพราะไม่ประพฤติผิดพรหมจรรย์จึงเป็นผู้ไม่โลเลมีกายใจสงบ เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจ ไม่เป็นที่รังเกียจของสัตว์ทั้งหลาย กิตติศัพท์อันงามของเขาย่อมฟุ้งไป ไม่มีจิตข้องในมาตุคามทั้งหลาย มีอัธยาศัยไม่โลภ มากไปด้วยเนกขัมมะ ย่อมได้ลักษณะวิเศษและตัดวาสนาอันเป็นโลภะได้. 
         เพราะไม่พูดเท็จจึงเป็นประมาณของสัตว์ทั้งหลาย เป็นที่เชื่อถือได้ไว้ใจได้ มีถ้อยคำควรถือได้. เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของทวยเทพ มีปากหอม รักษากายสมาจารวจีสมาจาร ย่อมได้ลักษณะวิเศษและตัดวาสนาอันเป็นกิเลสได้. 
         เพราะไม่พูดส่อเสียดจึงมีกายไม่แตกแยก มีบริวารไม่แตกแยก แม้ด้วยความพยายามของคนอื่น. มีเสียงไม่แตกแยกในพระสัทธรรม มีมิตรมั่นคง เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลายโดยส่วนเดียวดุจสะสมไว้ในระหว่างภพ มากด้วยความไม่เศร้าหมอง. 
         เพราะไม่พูดหยาบจึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจของสัตว์ทั้งหลาย มีปกติอยู่เป็นสุข พูดเพราะ น่ายกย่อง. เสียงของเขาประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมเกิดขึ้น. 
         เพราะไม่พูดเพ้อเจ้อจึงเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ น่าเคารพ น่ายกย่องของสัตว์ทั้งหลาย มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ พูดพอประมาณ มีศักดิ์และอานุภาพมาก ฉลาดในการแก้ปัญหาด้วยปฏิภาณฉับพลัน สามารถในการแก้ปัญหามากมายของสัตว์ทั้งหลาย หลายภาษาด้วยคำคำเดียวเท่านั้นในพุทธภูมิ. 
         เพราะเป็นผู้ไม่โลภ จึงมีลาภที่ต้องการ. ได้ความชอบใจในโภคะมากมาย. เป็นที่ยอมรับของกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น. ข้าศึกครอบงำไม่ได้ ไม่ถึงความเป็นผู้มีอินทรีย์พิกลพิการ และเป็นบุคคลหาผู้เปรียบมิได้. 
         เพราะไม่พยาบาทจึงเป็นผู้ดูน่ารัก เป็นที่ยกย่องของสัตว์ทั้งหลาย ให้สัตว์เลื่อมใสโดยไม่ยาก เพราะเป็นผู้พอใจยิ่งในประโยชน์ของผู้อื่น. 
         อนึ่ง เป็นผู้มีสภาวะไม่เศร้าหมอง อยู่ด้วยเมตตา. เป็นผู้มีศักดิ์มีอานุภาพมาก. 
         เพราะเป็นผู้ไม่เห็นผิดจึงย่อมได้สหายดี. แม้จะถึงตัดศีรษะก็ไม่ทำกรรมชั่ว. เป็นผู้ไม่เชื่อมงคลตื่นข่าวเพราะเห็นความที่สัตว์มีกรรมเป็นของตน. ศรัทธาของเราเป็นรากตั้งมั่นในพระสัทธรรม. เชื่อการตรัสรู้ของพระตถาคต ไม่ยินดีในลัทธิอื่น ดุจพระยาหงส์ไม่ยินดีในที่มีขยะฉะนั้น. 
         เป็นผู้ฉลาดในการกำหนดรู้ลักษณะ ๓ อย่างไร. และเป็นผู้ได้อนาวรณญาณในที่สุด. ยังไม่บรรลุโพธิญาณเพียงใด จะเป็นผู้เด่นในหมู่สัตว์นั้นๆ เพียงนั้นและถึงสมบัติมากมายก่ายกอง. 
         พึงยังการนับถืออย่างมากให้เกิดขึ้นว่า ชื่อว่าศีลนี้เป็นที่ตั้งแห่งสรรพสมบัติ เป็นแดนเกิดของพระพุทธคุณทั้งปวง เป็นเบื้องต้น เป็นจรณะ เป็นหน้า เป็นประมุขของพุทธการกธรรมทั้งปวงแล้ว พึงเป็นผู้ไม่ประมาทในการสำรวมกายวาจา ในการฝึกอินทรีย์ ในความบริสุทธิ์ของอาชีวะและในการบริโภคปัจจัยทั้งหลาย ด้วยกำลังแห่งสติสัมปชัญญะ กำหนดลาภสักการะและความสรรเสริญ ดุจศัตรูต่อหน้า ทำเป็นมิตรแล้วให้ศีล สมบูรณ์โดยเคารพตามนัยดังกล่าวแล้ว มีอาทิว่า กิกิว อณฺฑํ ดังนี้. 
         นี้เป็นลำดับของการปฏิบัติในวาริตตศีล. 
         ส่วนการปฏิบัติในจาริตตศีลพึงทราบอย่างนี้. 
         พระโพธิสัตว์กระทำอภิวาท ต้อนรับ อัญชลีกรรม สามีจิกรรมแก่กัลยาณมิตรผู้ดำรงอยู่ในฐานะครูตลอดเวลา. 
         อนึ่ง ทำการบำรุงกัลยาณมิตรเหล่านั้นตลอดเวลา ทำการช่วยเหลือคนไข้ทั้งหลาย ฟังบทสุภาษิตแล้วทำสาธุการ. พรรณาคุณของผู้มีคุณธรรม อดทนในการทำความเสียหายของคนอื่น. ระลึกถึงผู้ทำอุปการะ. อนุโมทนาบุญ. น้อมบุญของตนเพื่อสัมมาสัมโพธิญาณ. อยู่ในความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลายตลอดกาล. เมื่อมีโทษเห็นโดยความเป็นโทษแล้วแจ้งแก่สหธรรมิกเช่นนั้นตามความเป็นจริง. บำเพ็ญสัมมาปฏิบัติให้ยิ่งโดยชอบ.
         อนึ่ง เมื่อควรทำสิ่งเป็นประโยชน์อันสมควรของตนแก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้ขยัน ไม่เกียจคร้านถึงความเป็นสหาย. 
         อนึ่ง เมื่อทุกข์มีความเจ็บป่วยเป็นต้นเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้จัดการช่วยเหลือตามสมควร. 
         เมื่อสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในความเสื่อมมีความเสื่อมจากญาติและสมบัติเป็นต้น ก็ช่วยบรรเทาความเศร้าโศก เป็นผู้ตั้งอยู่ในสภาพที่จะช่วยเหลือ ข่มผู้ที่ควรข่มโดยถูกธรรม เพื่อให้พ้นจากอกุศลแล้วตั้งอยู่ในกุศล. ยกย่องผู้ที่ควรยกย่องโดยธรรม. 
         กรรมใดที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง กว้างขวางที่สุด มีอานุภาพเป็นอจินไตยอันนำประโยชน์สุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลายโดยส่วนเดียวอันพระมหาโพธิสัตว์แต่ก่อนได้ประพฤติแล้ว. โพธิสมภารของพระมหาโพธิสัตว์เหล่านั้นได้ถึงความแก่กล้าโดยชอบด้วยกรรมใด. ฟังกรรมเหล่านั้นแล้วไม่หวาดสะดุ้ง มหาบุรุษแม้เหล่านั้นก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน มีอัตภาพอบรมเพื่อความบริบูรณ์แห่งการศึกษาตามลำดับ ได้บรรลุถึงบารมีอย่างอุกฤษฏ์ในโพธิสมภารเพื่อถึงพร้อม ด้วยอานุภาพอันยอดเยี่ยมเช่นนั้น. 
         เพราะฉะนั้น แม้เราก็พึงปฏิบัติอย่างนั้นโดยชอบในสิกขามีศีลสิกขาเป็นต้น. ไม่สละความเพียรอันมีศรัทธาเป็นบุเรจาริกด้วยคิดว่า แม้เราก็จะบำเพ็ญสิกขาให้บริบูรณ์ตามลำดับด้วยการปฏิบัติ แล้วจักบรรลุตามถึงบทนั้นโดยส่วนเดียว ดังนี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำความบริบูรณ์ในศีลทั้งหลายโดยชอบ. 
         อนึ่ง มหาบุรุษเป็นผู้ปกปิดความดี เปิดเผยโทษ. มักน้อย สันโดษ สงัด ไม่คลุกคลี ทนต่อทุกข์ ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่หวั่นไหว ไม่ปากร้าย ไม่แส่หาเรื่อง มีอินทรีย์สงบ ใจสงบ ปราศจากมิจฉาชีพมีการหลอกลวงเป็นต้น ถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร เห็นภัย ในโทษแม้มีประมาณน้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบท ปรารภความเพียร มีตนมั่นคง ไม่คำนึงถึงกายและชีวิต. ไม่ยอมรับ ละ บรรเทาความเพ่งในกายและชีวิตแม้มีประมาณน้อย. ไม่ต้องพูดถึงมีประมาณมากละ. 
         ละ บรรเทาอุปกิเลสมีโกรธและผูกโกรธเป็นต้น อันเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้ทุศีลแม้ทั้งปวง. เป็นผู้ไม่ยินดีด้วยการบรรลุธรรมวิเศษอันมีประมาณน้อย. ไม่ท้อแท้ใจ พยายามเพื่อบรรลุธรรมวิเศษยิ่งๆ ขึ้นไป. 
         สมบัติตามที่ได้แล้วไม่มีส่วนแห่งความเสื่อมหรือความมั่นคง. 
         อนึ่ง มหาบุรุษเป็นผู้นำคนตาบอด บอกทางให้. ให้สัญญาด้วยนิ้วมือแก่คนหูหนวก. อนุเคราะห์ประโยชน์. คนใบ้ก็เหมือนกัน. ให้ตั่งให้ยานแก่คนพิการหรือนำไป. 
         คนไม่มีศรัทธาพยายามให้มีศรัทธา คนเกียจคร้านพยายามให้เกิดอุตสาหะ คนหลงลืมพยายามให้ได้สติ คนมีใจวุ่นวายพยายามให้ได้สมาธิ คนมีปัญญาทรามพยายามให้มีปัญญา. คนหมกมุ่นในกามฉันทะ พยายามบรรเทากามฉันทะ. คนหมกมุ่นในพยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะและวิจิกิจฉา พยายามให้บรรเทาวิจิกิจฉา. คนไม่ปกติมีกามวิตกเป็นต้น พยายามบรรเทามิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น. อาศัยความเป็นผู้รู้คุณที่ทำแล้วแก่สัตว์ผู้เป็นบุรพการี จึงพูดขึ้นก่อน พูดน่ารัก สงเคราะห์ นับถือ โดยทำการตอบแทนเช่นเดียวกันหรือยิ่งกว่า. 
         มหาบุรุษย่อมติดตามช่วยเหลือสหายในอันตรายทั้งหลาย. มหาบุรุษกำหนดรู้ตนและสภาพปกติของสหายเหล่านั้นๆ แล้ว อยู่รวมกับสหายเหมือนที่เคยอยู่ร่วมกันมา. 
         อนึ่ง ปฏิบัติในสหายเหมือนอย่างที่เคยปฏิบัติมา. ด้วยให้พ้นจากอกุศลแล้วให้ตั้งอยู่ในกุศล มิใช่ให้ตั้งอยู่โดยอย่างอื่น. เพราะการตามรักษาจิตของผู้อื่นของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ก็เพียงเพื่อความเจริญอย่างยิ่งเท่านั้น. เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่ควรเบียดเบียนสัตว์อื่น. ไม่ควรทะเลาะ. ไม่ควรให้ถึงความเป็นผู้เก้อเขิน เพราะอัธยาศัยนั้น. ไม่ควรให้เกิดความรังเกียจสัตว์อื่น. ควรทักท้วงในฐานะที่ควรข่ม. เมื่อเขาอยู่ต่ำกว่าไม่ควรวางตนในที่สูงกว่า. ไม่ควรคบในผู้อื่นจนหมดสิ้นก็หามิได้. ไม่ควรคบมากเกินไป. ไม่ควรคบพร่ำเพรื่อ. 
         แต่คบสัตว์ที่ควรคบตามสมควรแก่กาละเทศะ. ไม่ติเตียนคนที่รักหรือสรรเสริญคนที่ไม่รัก ต่อหน้าผู้อื่น. ไม่วิสาสะกับคนที่ไม่คุ้นเคย. ไม่ปฏิเสธการเชื้อเชิญที่เป็นธรรม. ไม่แสดงตัวมากไป. ไม่รับของมากเกินไป. ย่อมยินดีกับผู้ที่มีศรัทธาด้วยการกล่าวอานิสงส์ของศรัทธา. 
         อนึ่ง หากว่าพระโพธิสัตว์เป็นผู้ถึงกำลังปัญญา แสดงนรกเป็นต้น ตามสมควรด้วยกำลังอภิญญา ยังสัตว์ผู้ถึงความประมาทให้สังเวชแล้วยังสัตว์ผู้ไม่มีศรัทธาเป็นต้น ให้ตั้งอยู่ในศรัทธาเป็นต้น. ให้หยั่งลงในศาสนา ให้เจริญงอกงามในคุณสมบัติมีทานเป็นต้น. 
         สัตว์นี้เป็นผู้ประพฤติตามจารีตของมหาบุรุษ เป็นผู้หลั่งไหลบุญกุศลหาประมาณมิได้ ย่อมเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป พึงทราบด้วยประการฉะนี้. 
         อีกอย่างหนึ่ง ท่านตั้งคำถามไว้ว่า ศีลคืออะไร ศีลด้วยอรรถว่ากระไร แล้วกล่าวความพิสดารของศีลไว้ในวิสุทธิมรรคด้วยประการต่างๆ โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมมีเจตนาเป็นต้นของผู้งดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น หรือผู้บำเพ็ญวัตรปฏิบัติ ชื่อว่าศีล. กถาทั้งหมดนั้นควรนำมากล่าวในที่นี้. 
         ในวิสุทธิมรรคนั้น ศีลกถามาด้วยอำนาจแห่งสาวกโพธิสัตว์อย่างเดียว. 
         ในที่นี้ ท่านกล่าวถึงศีลกถา ทำความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณาเป็นส่วนเบื้องต้นด้วยอำนาจแห่งพระมหาโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้น นี้แหละเป็นความต่างกัน. 
         มหาบุรุษไม่น้อมไปเพื่อวิชชา ๓ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ สาวกโพธิญาณ ปัจเจกโพธิญาณ เหมือนศีลนี้ไม่น้อมไปเพื่อพ้นความเศร้าหมองในทุคติของตน ไม่น้อมไปเพื่อราชสมบัติ เพื่อจักรพรรดิสมบัติ เพื่อเทวสมบัติ เพื่อสักกสมบัติ เพื่อมารสมบัติ เพื่อพรหมสมบัติ แม้ในสุคติ. 
         ที่แท้ พระมหาโพธิสัตว์ย่อมน้อมไปเพื่อให้ถึงศีลาลังการอันยอดเยี่ยมของสัตว์ทั้งหลายด้วยความเป็นพระสัพพัญญูฉะนี้แล. 
         นี้คือลำดับแห่งการปฏิบัติศีลบารมี. 
         อนึ่ง เพราะการเกิดขึ้นแห่งกุศลจิตเป็นไปแล้วด้วยการออกจากกามและภพทั้งหลาย มีการเห็นโทษเป็นเบื้องต้น กำหนดด้วยความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณา ชื่อว่าเนกขัมมบารมี. 
         ฉะนั้น กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีการผูกพันด้วยสิ่งไม่เป็นประโยชน์มากมายลิ้มเลีย ความที่ฆราวาสไม่มีโอกาสหาความสุขในเนกขัมมะได้และความใคร่ ดุจลิ้มเลียหยาดน้ำผึ้งที่ติดอยู่บนคมมีด เพราะตั้งอยู่กับความเศร้าหมองทั้งสิ้น เพราะคับแค้นมากด้วยบุตรภรรยาเป็นต้น เพราะวุ่นวายด้วยการตั้งใจทำการงานหลายอย่างมีกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้น. 
         ได้เวลานิดหน่อยดุจการฟ้อนรำที่ต้องใช้แสงไฟ. ได้สัญญาวิปริตดุจเครื่องประดับของคนบ้า. เป็นการตอบแทนดุจปกปิดไว้ด้วยคูถ. ไม่อิ่มดุจดื่มน้ำที่นิ้วมืออันเปียกด้วยน้ำ. มีความไม่สบายดุจบริโภคอาหารในเวลาหิว. เป็นเหตุรวมความพินาศดุจเหยื่อที่เบ็ด. เป็นเหตุเกิดทุกข์ใน ๓ กาลดุจความร้อนของไฟ. มีการผูกเป็นเครื่องหมายดุจยางดักลิง. มีการปิดไว้ด้วยสิ่งไม่มีประโยชน์ดุจปิดด้วยเปรียง. เป็นที่ตั้งแห่งภัยดุจอยู่บ้านศัตรู. เป็นเหยื่อของกิเลสมารเป็นต้นดุจเลี้ยงศัตรู. มีทุกข์เกิดจากการปรวนแปรไปดุจสมบัติมหรสพ. มีการเผาภายในดุจไฟในโพรงไม้. มีโทษไม่น้อยดุจหญ้าปล้องห้อยลงไปในหลุมเก่า. เป็นเหตุแห่งความกระหายดุจดื่มน้ำเค็ม. การเสพของชนชั้นต่ำดุจสุราเมรัย. อุปมาด้วยโครงกระดูกเพราะมีความยินดีน้อย. 
         อนึ่ง เพราะเนกขัมมะเป็นเหตุของบรรพชา. ฉะนั้นจึงไม่ยกบรรพชาขึ้นมาก่อน. และเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติ พระมหาสัตว์ดำรงอยู่ในบรรพชา จึงไม่ยกบรรพชาของดาบสปริพาชกผู้เป็นกรรมวาที กิริยาวาที ขึ้นมากล่าว.
         ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอุบัติแล้ว ควรบวชในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่านั้น. 
         อนึ่ง ครั้นบวชแล้วอันผู้ตั้งอยู่ในศีลตามที่กล่าวแล้วควรสมาทานธุดงค์คุณ เพื่อความผ่องแผ้วแห่งศีลบารมีนั้นนั่นแล. 
         จริงอยู่ มหาบุรุษทั้งหลายสมาทานธุดงค์ธรรม แล้วบริหารธุดงค์ธรรมเหล่านั้นโดยชอบเป็นผู้มักน้อย สันโดษ มีสมาจารทั้งปวงบริสุทธิ์ด้วยคุณของผู้มีศีลอันหาโทษมิได้ เพราะเป็นผู้มีมลทินคือกิเลสบ้วนออกด้วยน้ำคือคุณธรรม มีความขัดเกลากิเลส สงัด ไม่คลุกคลี ปรารภความเพียร เลี้ยงง่าย คงที่เป็นต้น ตั้งอยู่ในอริยวงศ์ ๓ อันเป็นของเก่า เข้าถึงฌานอันมีประเภทเป็นอุปจารฌานและอัปนาฌานตามสมควรในอารมณ์ ๔๐ เพื่อบรรลุอริยวงศ์คือความเป็นผู้ยินดีในภาวนาที่ ๔ อยู่. 
         ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันมหาบุรุษนั้นบำเพ็ญเนกขัมมบารมีโดยชอบแล้ว. 
         อนึ่ง ในที่นี้พึงกล่าวกรรมฐานและวิธีภาวนาแห่งสมาธิภาวนา ๔๐ คือ กสิณ ๑๐ พร้อมด้วยธุดงค์ธรรม ๑๓ อสุภะ ๑๐ อนุสสติ ๑๐ พรหมวิหาร ๔ อรูปฌาน ๔ สัญญา ๑ ววัตถานะ คือการกำหนดธาตุ ๑ โดยพิสดาร. เพราะทั้งหมดนั้นท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรค โดยประการทั้งปวง ฉะนั้นพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้วในวิสุทธิมรรคนั้นแล. 
         จริงอยู่ ในวิสุทธิมรรคนั้นท่านกล่าวด้วยอำนาจแห่งสาวกโพธิสัตว์อย่างเดียว. ในที่นี้ควรกล่าวทำความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย คือกรุณาด้วยอำนาจแห่งพระมหาโพธิสัตว์ ความต่างกันมีด้วยประการฉะนี้. 
         พึงทราบลำดับแห่งเนกขัมมบารมีในที่นี้อย่างนี้แล. 
         อนึ่ง ปัญญาเป็นดุจแสงสว่าง ย่อมไม่ร่วมกับโมหะอันเป็นความมืด ฉะนั้นพระโพธิสัตว์ผู้หวังในปัญญาบารมีสมบูรณ์ จึงควรเว้นเหตุแห่งโมหะก่อน. 
         พึงทราบถึงเหตุแห่งโมหะเหล่านี้ดังต่อไปนี้ :- 
         ความริษยา ความเฉื่อยชา ความซบเซา ความเกียจคร้าน ความยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่ ความหลับง่าย การไม่ตั้งใจแน่วแน่ ความไม่สนใจในญาณ ถือตัวผิด การไม่สอบถาม การไม่บริหารร่างกายให้ดี จิตไม่ตั้งมั่น คบบุคคลปัญญาทราม ไม่เข้าไปใกล้คนมีปัญญา ดูหมิ่นตน ใคร่ครวญผิด ยึดถือวิปริต มั่นในกายมาก ไม่มีความสังเวชใจ นิวรณ์ ๕ ผู้เสพธรรมโดยย่อ ปัญญายังไม่เกิด ย่อมไม่เกิด ที่เกิดแล้วย่อมเสื่อม. ผู้เว้นเหตุแห่งความหลงเหล่านี้ พึงทำความเพียรในพาหุสัจจะและในฌานเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้.

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สโมธานกถา ๔/๗

         อนึ่ง พึงทราบการพิจารณาในการครองเรือนโดยนัยมีอาทิว่า 
         การครองเรือนคับแคบเป็นทางแห่งธุลีในกามทั้งหลายโดยนัยมีอาทิว่า กามทั้งหลายอุปมาด้วยโครงกระดูก และโดยนัยมีอาทิว่า แม้มารดาก็ทะเลาะกับบุตร. เบื้องต้นเห็นโทษในกามฉันทะเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า เหมือนอย่างบุรุษกู้หนี้ไปประกอบการงาน. 
         ในเนกขัมมบารมีด้วยการพิจารณาอานิสงส์ในบรรพชาเป็นต้นโดยนัยมีอาทิว่า 
         บรรพชาเป็นอัพโภกาส คือโอกาสดียิ่งโดยปริยายดังกล่าวแล้ว. 
         นี้เป็นสังเขปในที่นี้. 
         ส่วนความพิสดารพึงทราบในทุกขักขันธสูตรและอาสีวิโสปมสูตรเป็นต้น. 
         อนึ่ง พึงมนสิการถึงปัญญาคุณว่า 
         ธรรมทั้งหลายมีทานเป็นต้น เว้นจากปัญญาย่อมบริสุทธิ์ไม่ได้ ย่อมไม่มีความสามารถขวนขวายตามที่เป็นของตนได้ เหมือนอย่างสรีรยนต์เว้นชีวิตก็ย่อมไม่งาม. อนึ่งย่อมไม่สามารถปฏิบัติในกิริยาทั้งหลายของตนได้. และอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้นเว้นวิญญาณเสียแล้วก็ไม่พอที่จะทำกิจในวิสัยของตนได้. อินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธาเป็นต้นก็อย่างนั้น เว้นปัญญาเสียแล้วก็ไม่สามารถในการปฏิบัติกิจของตนได้ เพราะเหตุนั้น ปัญญาจึงเป็นใหญ่ในการปฏิบัติมีการบริจาคเป็นต้น. 
         จริงอยู่ พระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญาจักษุอันลืมแล้ว ให้แม้อวัยวะน้อยใหญ่ของตน เป็นผู้ไม่ยกตนไม่ข่มผู้อื่น. เป็นผู้เกิดโสมนัสแม้ใน ๓ กาล ปราศจากการกำหนดดุจต้นไม้ที่เป็นยา. 
         จริงอยู่ การบริจาคโดยประกอบด้วยความฉลาดในอุบายด้วยปัญญา ย่อมเข้าถึงความเป็นทานบารมี เพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น. เพราะว่าทานเป็นเช่นกับกำไรอันเป็นประโยชน์ของตน. 
         อนึ่ง ความบริสุทธิ์แห่งศีลโดยไม่ปราศจากความเศร้าหมองมีตัณหาเป็นต้น ย่อมเกิดไม่ได้เพราะไม่มีปัญญา. การอธิษฐานคุณแห่งความเป็นพระสัพพัญญูจักมีได้แต่ไหน. ผู้มีปัญญาเท่านั้นพิจารณาเห็นโทษในการครองเรือน ในกามคุณและในสงสาร และอานิสงส์ในการบรรพชา ในฌานสมาบัติและในนิพพานด้วยดี ครั้นบวชแล้วยังฌานสมาบัติให้เกิดมุ่งหน้าต่อนิพพาน และยังคนอื่นให้ตั้งอยู่ในฌานสมาบัตินั้น. 
         ไม่ยังความเพียรปราศจากปัญญาเพียงตั้งความปรารถนาไว้ให้สำเร็จได้เพราะเริ่มไม่ดี. การไม่เริ่มยังประเสริฐกว่าการเริ่มไม่ดี. การบรรลุยากอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความเพียรประกอบด้วยปัญญา ไม่ประเสริฐกว่าการปฏิบัติโดยอุบาย. 
         อนึ่ง ผู้มีปัญญาเท่านั้นเป็นผู้มีความอดกลั้นต่อความเสียหายของผู้อื่นเป็นต้น ผู้มีปัญญาทรามไม่เป็นผู้อดกลั้น. 
         ความเสียหายที่ผู้อื่นนำไปให้แก่ผู้ปราศจากปัญญา ย่อมเพิ่มพูนความเป็นปฏิปักษ์ของความอดทน. แต่ความเสียหายเหล่านั้นของผู้มีปัญญาย่อมเป็นไปเพื่อความมั่นคงแห่งขันตินั้นด้วยเพิ่มพูนความสมบูรณ์แห่งขันติ. 
         ผู้มีปัญญาเท่านั้นรู้สัจจะ ๓ อย่าง เหตุแห่งสัจจะเหล่านั้น และปฏิปักษ์ตามความเป็นจริงเป็นผู้ไม่กล่าวผิดแก่ผู้อื่น. 
         อนึ่ง ผู้อุปถัมภ์ตนด้วยกำลังปัญญาเป็นผู้ตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวในบารมีทั้งปวงด้วยการถึงพร้อมด้วยปัญญา. ผู้มีปัญญาเท่านั้น ไม่ทำการแบ่งแยกคนที่รัก คนกลางและคนที่เป็นศัตรู เป็นผู้ฉลาดในการนำประโยชน์เข้าไปในที่ทั้งปวง. 
         อนึ่ง เป็นผู้มีความเป็นกลางเพราะไม่มีความผิดปกติในการประสบโลกธรรมมีลาภ เสื่อมลาภเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งปัญญา. ปัญญาเท่านั้นเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์ของบารมีทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุนั้นควรพิจารณาคุณของปัญญา. 
         อีกอย่างหนึ่ง เว้นปัญญาเสียแล้วทัศนสมบัติย่อมมีไม่ได้ เว้นทิฏฐิสัมปทาโดยระหว่างศีลสัมปทาก็มีไม่ได้. ผู้ปราศจากศีลสัมปทาและทิฏฐิสัมปทา สมาธิสัมปทาก็มีไม่ได้. 
         อนึ่ง ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นไม่สามารถแม้เพียงประโยชน์ตนให้สำเร็จได้ ไม่ต้องพูดถึงประโยชน์ผู้อื่นอันถึงขั้นอุกฤษฎ์กันละ เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์ผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น ควรสอนตนว่า ท่านควรทำความเพียรในความเจริญด้วยปัญญาโดยเคารพ มิใช่หรือ. 
         จริงอยู่ พระมหาสัตว์ตั้งมั่นในอธิษฐานธรรม ๔ ด้วยบุญญานุภาพ อนุเคราะห์โลกด้วยสังคหวัตถุ ๔ ย่อมยังสัตว์ทั้งหลายให้หยั่งลงในมรรคอันเป็นการออกไป และยังอินทรีย์ของสัตว์เหล่านั้นให้เจริญงอกงาม. 
         อนึ่ง พึงกำหนดคุณของปัญญามีอาการไม่น้อยโดยนัยมีอาทิว่า ผู้มากด้วยการค้นคว้าในขันธ์อายตนะเป็นต้น ด้วยกำลังปัญญากำหนดรู้ความเป็นไปและการกลับตามความเป็นจริงแนะนำคุณมีทานเป็นต้น อันเป็นส่วนแห่งความรู้อย่างวิเศษเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในการศึกษาของพระโพธิสัตว์ แล้วพึงพอกพูนปัญญาบารมี. 
         อนึ่ง กรรมอันเป็นโลกิยะแม้ปรากฏอยู่ก็ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยความเพียรชั้นต่ำ. ผู้ปรารภความเพียรไม่คำนึงถึงความลำบาก จะบรรลุได้ไม่ยากเลย. 
         จริงอยู่ ผู้มีความเพียรต่ำไม่สามารถจะปรารภว่า เราจักยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจากห้วงใหญ่คือสงสาร. ผู้มีความเพียรปานกลางปรารภแล้วย่อมถึงที่สุดในระหว่าง. ส่วนผู้มีความเพียรอุกฤษฏ์ไม่เพ่งถึงความสุขของสัตว์ ย่อมบรรลุบารมีที่ปรารภไว้ เพราะเหตุนั้น พึงพิจารณาถึงวิริยสมบัติ 
         อีกอย่างหนึ่ง พึงพิจารณาถึงคุณของความเพียรโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า 
         การปรารภเพื่อถอนจากเปือกตมคือสงสารของตนของบุคคลใด การถึงที่สุดแห่งความปรารถนาในความเป็นผู้มีความเพียรย่อหย่อน แม้ของบุคคลนั้นไม่สามารถให้เกิดขึ้นได้. ไม่ต้องพูดถึงการสร้างอภินิหารเพื่อถอนโลกพร้อมกับเทวโลกกันละ. เพราะหมู่แห่งกิเลสเป็นเครื่องประทุษร้ายมีราคะเป็นต้น ห้ามได้ยากดุจคชสารตกมัน เพราะการสมาทานกรรมอันมีกิเลสเป็นเครื่องประทุษร้ายนั้นเป็นเหตุ เช่นกับเพชฌฆาตเงื้อดาบ เพราะทุคติอันเป็นนิมิตแห่งกรรมนั้นเปิดอยู่ตลอดกาล เพราะมิตรชั่วชักชวนในกรรมนั้นได้เตรียมไว้แล้วทุกเมื่อ และเพราะทำตามโอวาทของมิตรชั่วนั้น. 
         ในความมีสติของความเป็นปุถุชนคนพาล จึงควรออกจากสังสารทุกข์เองได้ เพราะเหตุนั้น มิจฉาวิตกย่อมอยู่ไกลด้วยอานุภาพของความเพียร และหากว่าสามารถบรรลุสัมโพธิญาณได้ด้วยความเพียรอาศัยตน. อะไรเล่าจะทำได้ยากในข้อนี้. 
         อนึ่ง ชื่อว่าขันตินี้เป็นอาวุธ ไม่เบียดเบียนคนดี ในเพราะสมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ เพราะกำจัดความโกรธอันเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณธรรมไม่มีส่วนเหลือ. เป็นเครื่องประดับของผู้สามารถครอบงำผู้อื่นได้. เป็นพลสัมปทาของสมณพราหมณ์. เป็นสายน้ำกำจัดไฟคือความโกรธ. เป็นเครื่องชี้ถึงความเกิดแห่งกิตติศัพท์อันดีงาม. เป็นมนต์และยาวิเศษระงับพิษคำพูดของคนชั่ว. เป็นปกติของผู้มีปัญญายอดเยี่ยมของผู้ตั้งอยู่ในสังวร. เป็นสาครเพราะอาศัยความลึกซึ้ง. เป็นฝั่งของมหาสาครคือโทสะ. เป็นบานประตูปิดประตูอบาย. เป็นบันไดขึ้นสู่เทวโลกและพรหมโลก. เป็นภูมิที่สถิตอยู่ของคุณทั้งปวง. เป็นความบริสุทธิ์กายวาจาและใจอย่างสูงสุด. 
         พึงมนสิการด้วยประการฉะนี้. 
         อีกอย่างหนึ่ง สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เดือดร้อนในโลกนี้ เพราะไม่มีขันติสมบัติ. และเพราะประกอบธรรมอันทำให้เดือดร้อนในโลกหน้า. หากว่า ทุกข์มีความเสียหายของผู้อื่นเป็นนิมิตเกิดขึ้น. อัตภาพอันเป็นเขตของทุกข์นั้น และกรรมอันเป็นพืชของทุกข์นั้นอันเราปรุงแต่งแล้ว. นั่นเป็นเหตุแห่งความเป็นหนี้ของทุกข์นั้น. 
         เมื่อไม่มีผู้ทำให้เสียหาย ขันติสัมปทาของเราจะเกิดได้อย่างไร. 
         แม้หากว่า บัดนี้ผู้นี้ไม่ทำให้เสียหาย. ผู้นั้นก็ได้ทำอุปการะแก่เรามาก่อน. 
         อีกอย่างหนึ่ง ผู้ไม่ทำให้เสียหายนั่นแหละเป็นผู้มีอุปการะ เพราะมีขันติเป็นนิมิต. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเช่นบุตรของเรา. ใครจักโกรธในความผิดที่บุตรทำได้. บุตรนี้ทำผิดแก่เราโดยมิใช่เพศของปีศาจที่โกรธอันใด เราควรแนะนำบุตรผู้มิใช่เพศที่เป็นความโกรธนั้น. ทุกข์นี้เกิดแก่เราด้วยความเสียหายใด แม้เราก็เป็นนิมิตของความเสียหายนั้น. ทำความเสียหายด้วยธรรมใดและทำในที่ใด ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งหมดก็ดับไปในขณะนั้นเอง บัดนี้ใครพึงทำความโกรธแก่ใคร และใครผิดแก่ใคร เพราะธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา. 
         พิจารณาดังนี้ควรเพิ่มพูนขันติสัมปทาด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง หากว่าความโกรธมีการทำความเสียหายต่อผู้อื่นเป็นนิมิต ด้วยการสะสมมาตลอดกาลของบุคคลนั้นพึงครอบงำจิตตั้งอยู่. บุคคลนั้นควรสำเหนียกว่าดังนี้ ชื่อว่าขันตินี้เป็นเหตุช่วยเหลือการปฏิบัติเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้ไม่ทำความเสียหายต่อผู้อื่น. ขันติเป็นปัจจัยแห่งศรัทธาโดยให้ทุกข์เกิดว่า ศรัทธาอาศัยทุกข์เป็นความเสียหายของเราและแห่งอนภิรติสัญญาคือกำหนดหมายความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง. ความปกติของอินทรีย์นี้คือการประกอบสม่ำเสมอในอารมณ์อันน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนาในอินทรีย์ปกตินั้น การประกอบสม่ำเสมอในอารมณ์อันไม่น่าปรารถนาไม่พึงมีแก่เรา ด้วยเหตุนั้น การประกอบสม่ำเสมอในอารมณ์ไม่น่าปรารถนานั้น จะพึงมีได้ในที่นี้แต่ไหน. 
         สัตว์ผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธมัวเมาด้วยความโกรธมีจิตฟุ้งซ่าน. 
         ในสัตว์ผู้ตกอยู่ในอำนาจของความโกรธนั้นจะได้อะไรด้วยการช่วยเหลือ. สัตว์เหล่านี้ทั้งหมด พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงคุ้มครองดุจบุตรเกิดแต่อกฉะนั้น. เพราะฉะนั้น เราไม่ควรทำใจโกรธในสัตว์นั้น. 
         เมื่อผู้ทำความผิดมีคุณ เราไม่ควรทำความโกรธในผู้มีคุณ. เมื่อไม่มีคุณควรแสดงความสงสารเป็นพิเศษ. ยศอันเป็นคุณของเราย่อมเสื่อมเพราะความโกรธ. สิ่งเป็นข้าศึกทั้งหลายมีผิวพรรณเศร้าหมองและการอยู่เป็นทุกข์เป็นต้น ย่อมมาถึงเราด้วยความโกรธ. 
         อนึ่ง ชื่อว่าความโกรธนี้กระทำสิ่งไม่เป็นประโยชน์ได้ทุกอย่าง ยังประโยชน์ทั้งปวงให้พินาศเป็นข้าศึกมีกำลัง. เมื่อมีขันติ ข้าศึกไรๆ ก็ไม่มี. ทุกข์มีความผิดเป็นนิมิตอันผู้ทำความผิดพึงได้รับต่อไป. 
         อนึ่ง เมื่อมีขันติ เราก็ไม่มีทุกข์. ข้าศึกติดตามเราผู้คิดและโกรธ. เมื่อเราครอบงำความโกรธด้วยขันติ ข้าศึกเป็นทาสของความโกรธนั้นก็จะถูกครอบงำโดยชอบ. การสละขันติคุณอันมีความโกรธเป็นนิมิตไม่สมควรแก่เรา. 
         เมื่อมีความโกรธอันเป็นข้าศึกทำลายคุณธรรม ธรรมมีศีลเป็นต้น จะพึงถึงความบริบูรณ์แก่เราได้อย่างไร. 
         เมื่อไม่มีธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น เราเป็นผู้มากด้วยอุปการะแก่สัตว์ทั้งหลาย จักถึงสมบัติสูงสุดสมควรแก่ปฏิญญาได้อย่างไร. เมื่อมีความอดทนสังขารทั้งหลายทั้งปวง ของผู้มีจิตตั้งมั่นเพราะไม่มีความฟุ้งซ่านในภายนอก ย่อมทนต่อการเพ่งโดยความเป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงย่อมทนการเพ่งโดยความเป็นอนัตตา และนิพพานย่อมทนต่อการเพ่งโดยความเป็น อสังขตะ อมตะ สันตะและปณีตะเป็นต้น และพุทธธรรมทั้งหลายย่อมปรากฏโดยเป็นอจินไตย และหาประมาณมิได้ ด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง แต่นั้นพึงทราบการพิจารณาขันติบารมีโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า 
         ผู้ตั้งอยู่ในขันติอันเหมาะสมย่อมควรแก่การเพ่ง เพราะเป็นผู้ไม่ตั้งมั่นอยู่ในอหังการมมังการว่า ความเป็นสิ่งธรรมดาเว้นจากการถือตัวถือตนเหล่านี้อย่างเดียว ย่อมเกิด ย่อมเสื่อม ด้วยปัจจัยทั้งหลายของตน. ย่อมไม่มาแต่ที่ไหนๆ. ย่อมไม่ไปในที่ไหนๆ . ทั้งไม่ตั้งอยู่ในที่ไหนๆ. ทั้งไม่มีความขวนขวายไรๆ ของใครๆ ในที่นี้ ดังนี้. พระโพธิสัตว์เป็นผู้เที่ยงต่อโพธิญาณ เป็นผู้ไม่กลับมาเป็นธรรมดา ดังนี้. 
         อนึ่ง พึงพิจารณาความถึงพร้อมแห่งสัจจบารมี โดยนัยมีอาทิว่า 
         เพราะเว้นสัจจะเสียแล้ว ศีลเป็นต้นก็มีไม่ได้. เพราะไม่มีการปฏิบัติอันสมควรแก่ปฏิญญา. เพราะรวมธรรมลามกทั้งปวง ในเพราะก้าวล่วงสัจจธรรม. เพราะผู้ไม่มีสัจจะเป็นคนเชื่อถือไม่ได้. เพราะนำถ้อยคำที่ไม่ควรยึดถือต่อไปมาพูด. เพราะผู้มีสัจจะสมบูรณ์เป็นผู้ตั้งมั่นในคุณธรรมทั้งปวง. เพราะเป็นผู้สามารถบำเพ็ญโพธิสมภารทั้งปวงให้บริสุทธิ์ได้. เพราะกระทำกิจแห่งโพธิสมภารทั้งปวงด้วยไม่ให้ผิดสภาวธรรม และเพราะสำเร็จในการปฏิบัติของพระโพธิสัตว์ ดังนี้. 
         อนึ่ง พึงพิจารณาคุณในอธิษฐานโดยนัยมีอาทิว่า 
         การสมาทานมั่นในทานเป็นต้น และการอธิษฐานไม่หวั่นไหวของคุณเหล่านั้น ในเพราะการประชุมธรรมเป็นปฏิปักษ์ต่อการสมาทานมั่นนั้น การสะสมบารมีมีทานบารมีเป็นต้น อันมีสัมโพธิญาณเป็นนิมิต เว้นความเป็นผู้มีปัญญาและความกล้าในอธิษฐานนั้นเสีย ย่อมมีไม่ได้ ดังนี้. 
         อนึ่ง พึงพิจารณาคุณของเมตตาโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า 
         อันผู้ตั้งลงในคุณเพียงประโยชน์ตน เว้นความเป็นผู้มีจิตมุ่งประโยชน์ในสัตว์ทั้งหลาย ไม่สามารถบรรลุสมบัติในโลกนี้และในโลกหน้าได้. ไม่ต้องพูดถึงผู้ใคร่ยังสรรพสัตว์ให้ตั้งอยู่ในนิพพานสมบัติกันละ.
         บัดนี้ หวังโลกิยสมบัติก็ควรแล้ว ภายหลังจึงค่อยหวังโลกุตรสมบัติแก่สรรพสัตว์. บัดนี้ เราไม่สามารถทำการนำเข้าไปซึ่งประโยชน์สุขแก่สัตว์เหล่าอื่นด้วยคุณเพียงอัธยาศัยได้ เมื่อไรจึงจักให้ประโยชน์นั้นสำเร็จด้วยความเพียรเล่า.
         บัดนี้ เราให้เจริญด้วยการนำประโยชน์สุขเข้าไปให้ ภายหลังสหายผู้จำแนกธรรมจักมีแก่เรา. เพราะฉะนั้น พึงเข้าไปตั้งความเป็นผู้มีอัธยาศัยบำเพ็ญประโยชน์ในสรรพสัตว์ พร้อมกับความวิเศษว่า สัตว์เหล่านี้เป็นบุญเขตอย่างยิ่ง เป็นบ่อเกิดแห่งกุศลอย่างเยี่ยม เป็นที่ตั้งแห่งความเคารพอย่างสูงของเรา เพราะเป็นเหตุให้สำเร็จความเจริญด้วยพุทธคุณทั้งปวง. 
         พึงเพิ่มพูนเมตตาในสรรพสัตว์ แม้โดยความอธิษฐานกรุณาอย่างแท้จริง. ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะกำจัดสิ่งไม่มีประโยชน์และทุกข์ของสัตว์เหล่านั้น มีกำลัง มีรากมั่นคง ย่อมเกิดแก่ผู้ยินดี นำประโยชน์สุขเข้าไปให้ในสัตว์ทั้งหลาย ด้วยใจที่ไม่มีขอบเขต. 
         อนึ่ง กรุณาเป็นเบื้องต้น เป็นจรณะ เป็นหลัก เป็นมูล เป็นหน้า เป็นประมุขของพุทธการกธรรมทั้งหลายทั้งปวง. 
         อนึ่ง พึงพิจารณาอุเบกขาบารมีโดยนัยมีอาทิอย่างนี้ว่า 
         ความเสียหายที่สัตว์ทั้งหลายทำเพราะไม่มีอุเบกขา พึงให้เกิดความพิการทางจิต เมื่อจิตพิการก็ไม่มีการสะสมบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. เมื่อจิตยังผูกพันอยู่ด้วยเมตตา เว้นอุเบกขาเสียแล้ว การสะสมบารมีก็มีไม่ได้. ผู้ไม่มีอุเบกขา ไม่สามารถจะน้อมบุญสมภารและประโยชน์เกื้อกูลอันเป็นผลของบุญสมภารนั้นเข้าไปในการสะสมทั้งหลายได้. เพราะไม่มีอุเบกขา ไม่ทำการจำแนกไทยธรรมและปฏิคาหก แล้วไม่สามารถบริจาคได้. อันผู้ปราศจากอุเบกขาไม่มนสิการถึงอันตรายแห่งปัจจัยเป็นเครื่องนำมาซึ่งชีวิตและชีวิต แล้วไม่สามารถทำศีลให้บริสุทธิ์ได้. 
         อนึ่ง ความสำเร็จแห่งการตั้งใจสมาทานโพธิสมภารทั้งปวงให้บริบูรณ์ ย่อมสำเร็จด้วยอานุภาพแห่งอุเบกขา 
         คือ โดยความไม่ยินดีและความยินดีพันหนึ่ง สำเร็จด้วยกำลังแห่งเนกขัมมะ ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา โดยเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งการพิจารณา โดยสำเร็จกิจแห่งการสะสมบารมีทั้งปวง โดยไม่ทำกิจการใหญ่ๆ ในเพราะไม่เพ่งถึงความเพียรที่เริ่มไว้มากแล้ว โดยความวางเฉย โดยมีความเพ่งถึงความอดกลั้น โดยไม่พูดผิดต่อสัตว์สังขาร ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา โดยความสำเร็จ ความตั้งใจอันไม่หวั่นไหวในธรรมที่สมาทานแล้ว ด้วยความวางเฉยต่อโลกธรรม โดยความสำเร็จแห่งเมตตาวิหารธรรม ด้วยการไม่ผูกใจในความเสียหายของผู้อื่นเป็นต้น. 
         การพิจารณาโทษและอานิสงส์ตามลำดับ ในการไม่บริจาคและการบริจาคเป็นต้นอย่างนี้ พึงเห็นว่า เป็นปัจจัยแห่งบารมีมีทานบารมีเป็นต้น. 
         อนึ่ง พึงทราบจรณธรรม ๑๕ และอภิญญา ๕ พร้อมด้วยธรรมเป็นบริวารดังต่อไปนี้. 
         ศีลสังวร ๑ การคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ๑ ความรู้จักประมาณในการบริโภค ๑ การประกอบความเพียรเนืองๆ ๑ สัทธรรม ๗ และฌาน ๔ ชื่อว่าจรณธรรม. 
         ในจรณธรรมเหล่านั้น ธุดงค์ ๑๓ และความมักน้อยเป็นต้นเป็นบริวารของธรรม ๔ มีศีลเป็นต้น. 
         ในสัทธรรมทั้งหลาย ความที่จิตน้อมไปในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล จาคะ การระลึกถึงเทวดา การเว้นบุคคลเศร้าหมอง การคบหาบุคคลผู้สนิท การพิจารณาธรรมอันน่าเลื่อมใส เป็นบริวารของศรัทธา. 
         ความที่จิตน้อมไปในการพิจารณาโทษของอกุสล ของอบาย การพิจารณาความอุปถัมภ์ของกุศลธรรม การเว้นบุคคลที่ปราศจากหิริโอตตัปปะ การคบบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะเป็นบริวารของหิริโอตตัปปะ. 
         ความเป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้าด้วยการสะสมมีการสอบถาม การประกอบความเพียรในเบื้องต้น การตั้งอยู่ในพระสัทธรรม และดำรงอยู่ในวิชาอันไม่มีโทษ ความที่จิตน้อมไปในการเว้นการฟังน้อยถึงความไกลจากกิเลส และเสพการฟังมาก เป็นบริวารของพาหุสัจจะ. 
         ความที่จิตน้อมไปในการพิจารณาเห็นภัยในอบาย พิจารณาเห็นทางดำเนิน พิจารณาถึงการบูชาธรรม พิจารณาถึงการบรรเทาถีนมิทธะ การเว้นบุคคลเกียจคร้าน การคบบุคคลปรารภความเพียรและความเพียรชอบ เป็นบริวารของวีริยะ. 
         ความที่จิตน้อมไปในการเว้นบุคคลผู้ขาดสติสัมปชัญญะ หลงๆ ลืมๆ และคนบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นเป็นบริวารของสติ. 
         ความที่จิตน้อมไปในสติให้ถึงความบริบูรณ์ด้วยอินทรีย์ ทำความเฉียบแหลมในเรื่องที่สอบถาม เว้นบุคคลปัญญาทราม คบบุคคลมีปัญญา และพิจารณาถึงข้อควรประพฤติอันเป็นญาณลึกซึ้ง เป็นบริวารของปัญญา. 
         หมวด ๔ แห่งคุณมีศีลเป็นต้น. บุพภาคภาวนาในอารมณ์ ๓๘, และการกระทำวสีมีอาวัชชนวสีเป็นต้น เป็นบริวารของฌานทั้ง ๔. 
         พึงเจาะจงกล่าวตามสมควรถึงความที่จรณะเป็นต้น เป็นปัจจัยแห่งการสะสมบารมีมีทานบารมีเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า 
         ชื่อว่าเป็นผู้สามารถในการให้อภัยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยความบริสุทธิ์แห่งการประกอบด้วยศีลเป็นต้น ในการให้อามิส ด้วยความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัย ในการให้ธรรมด้วยความบริสุทธิ์ทั้งสองอย่าง. 
         เราจะไม่เจาะจงกล่าวเพราะเกรงว่าจะพิสดารเกินไป. 
         แม้สมบัติจักรเป็นต้น ก็พึงทราบว่าเป็นปัจจัยแห่งทานเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้. 
         อะไรเป็นความเศร้าหมอง? 
         ความลูบคลำด้วยตัณหาเป็นต้น เป็นความเศร้าหมองแห่งบารมีทั้งหลาย โดยไม่ต่างกัน.
         แต่โดยความต่างกัน :- 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งทานบารมี เพราะกำหนดไทยธรรมและปฏิคาหก. 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งศีลบารมี เพราะกำหนดบุคคลและกาลเวลา. 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งเนกขัมมบารมี เพราะกำหนดความยินดีและความไม่ยินดีในการเข้าไประงับกิเลสนั้นในกามภพ. 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งปัญญาบารมี เพราะกำหนดว่า เรา ของเรา ดังนี้. 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งวีริยบารมี เพราะกำหนดด้วยความหดหู่และความฟุ้งซ่าน. 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งขันติบารมี เพราะกำหนดตนและผู้อื่น. 
         เป็นความเศร้าหมองแห่งสัจบารมี เพราะกำหนดด้วยมีการเห็นในสิ่งที่ไม่ได้เห็นเป็นต้น. 
         เป็นความเศร้าหมองของอธิษฐานบารมี เพราะกำหนดด้วยโทษและคุณ ในโพธิสมภารและฝ่ายตรงข้ามกับโพธิสมภาร. 
         เป็นความเศร้าหมองของเมตตาบารมี เพราะกำหนดด้วยประโยชน์และมิใช่ประโยชน์. 
         เป็นความเศร้าหมองของอุเบกขาบารมี เพราะกำหนดด้วยสิ่งน่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา. 
         พึงเห็นด้วยประการฉะนี้แล. 
         อะไรเป็นความผ่องแผ้ว? 
         พึงทราบว่า การไม่เข้าไปอาฆาตด้วยตัณหาเป็นต้น การปราศจากความกำหนดตามที่กล่าวแล้ว เป็นความผ่องแผ้วของบารมีเหล่านั้น. 
         เพราะบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ปราศจากการกำหนดไทยธรรมและปฏิคาหกเป็นต้น อันกิเลสทั้งหลายมีตัณหา มานะ ทิฏฐิ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มทะ ปมาทะเป็นต้น ใช่จะเข้าไปกระทบ ย่อมเป็นบารมีบริสุทธิ์ผุดผ่อง. 
         อะไรเป็นปฏิปักษ์? 
         ความเศร้าหมองแม้ทั้งหมด อกุสลธรรมแม้ทั้งหมดเป็นปฏิปักษ์ของบารมีเหล่านั้นโดยไม่ต่างกัน. 
         แต่โดยความต่างกัน พึงทราบว่า ความตระหนี่เป็นต้นที่กล่าวแล้วในตอนก่อนเป็นปฏิปักษ์ของบารมีเหล่านั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง ทานเป็นปฏิปักษ์แก่โลภะ โทสะและโมหะ เพราะประกอบด้วยคุณ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ในไทยธรรม, ปฏิคาหกและผลของทานทั้งหลาย. 
         ศีลเป็นปฏิปักษ์แก่โลภะเป็นต้น เพราะปราศจากความคดคือโทสะมีกายเป็นต้น. 
         เนกขัมมะเป็นปฏิปักษ์แก่หมวด ๓ แห่งโทสะ เพราะเว้นจากกามสุข การเข้าไปเบียดเบียนผู้อื่นและการทำตนให้ลำบาก. 
         ปัญญาเป็นปฏิปักษ์ของโลภะเป็นต้น เพราะทำความมืดมนแก่โลภะเป็นต้น และเพราะทำความไม่มืดมนแก่ญาณ. 
         วิริยะเป็นปฏิปักษ์แก่โลภเป็นต้น ด้วยไม่ย่อหย่อน ไม่ฟุ้งซ่านและปรารภเพื่อความรู้. 
         ขันติเป็นปฏิปักษ์แก่โลภเป็นต้น เพราะอดทนต่อความสูญของสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งไม่น่าปรารถนา. 
         สัจจะเป็นปฏิปักษ์แก่โลภเป็นต้น เพราะเป็นไปตามความเป็นจริง เมื่อผู้อื่นทำอุปการะและทำความเสียหาย. 
         อธิษฐานเป็นปฏิปักษ์แก่ความโลภเป็นต้น เพราะครอบงำโลกธรรม แล้วไม่หวั่นไหวในการสั่งสมบารมีตามที่สมาทานแล้ว. 
         เมตตาเป็นปฏิปักษ์แก่ความโลภเป็นต้น เพราะสงบจากนิวรณ์. 
         อุเบกขาเป็นปฏิปักษ์แก่ความโลภเป็นต้น เพราะกำจัดความคล้อยตามและความคับแค้นในสิ่งที่น่าปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา และเพราะเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ. 
         พึงเห็นด้วยประการฉะนี้. 
         อะไรเป็นข้อปฏิบัติ? 
         การทำความอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายโดยส่วนมากด้วยการสละเครื่องอุปกรณ์ความสุข ร่างกายและชีวิตด้วยการกำจัดภัย และการชี้แจงธรรมเป็นข้อปฏิบัติของทานบารมี. 
         ในทานบารมีนั้นมีทาน ๓ อย่าง โดยเป็นวัตถุที่ควรให้ คือ อามิสทาน ๑ อภัยทาน ๑ ธรรมทาน ๑. 
         ในทานเหล่านั้น วัตถุที่พระโพธิสัตว์ควรให้มี ๒ อย่าง คือ วัตถุภายใน ๑ วัตถุภายนอก ๑. 
         ใน ๒ อย่างนั้น วัตถุภายนอกมี ๑๐ อย่าง คือ ข้าว ๑ น้ำ ๑ ผ้า ๑ ยาน ๑ ดอกไม้ ๑ ของหอม ๑ เครื่องลูบไล้ ๑ ที่นอน ๑ ที่อาศัย ๑ ประทีป ๑. 
         บรรดาวัตถุมีข้าวเป็นต้น มีวัตถุหลายอย่าง โดยจำแนกของควรเคี้ยวและของควรบริโภคเป็นต้น. 
         อนึ่ง วัตถุ ๖ อย่าง คือรูปารมณ์จนถึงธรรมารมณ์. 
         อนึ่ง บรรดาวัตถุมีรูปารมณ์เป็นต้น วัตถุหลายอย่าง โดยการจำแนกเป็นสีเขียวเป็นต้น. 
         อนึ่ง วัตถุหลายอย่าง ด้วยเครื่องอุปกรณ์อันทำความปลาบปลื้มหลายชนิด มีแก้วมณี กนก เงิน มุกดา ประพาฬ นา ไร่ สวน ทาสหญิง ทาสชาย โค กระบือเป็นต้น. 
         ในวัตถุเหล่านั้น พระมหาบุรุษ เมื่อจะให้วัตถุภายนอกรู้ด้วยตนเองว่า จะให้วัตถุแก่ผู้มีความต้องการ. แม้เขาไม่ขอก็ให้ ไม่ต้องพูดถึงขอละ. มีของให้จึงให้. ไม่มีของให้ย่อมไม่ให้. ให้สิ่งที่ปรารถนา. เมื่อมีไทยธรรมย่อมไม่ให้สิ่งที่ไม่ปรารถนา. อาศัยอุปการะตอบย่อมให้. เมื่อไม่มีไทยธรรมย่อมแบ่งสิ่งที่ปรารถนาให้สมควรแก่การแจกจ่าย. 
         อนึ่ง ไม่ให้ศัตรายาพิษและของเมาเป็นต้น อันจะนำมาซึ่งความเบียดเบียนผู้อื่น. แม้ของเล่นอันประกอบด้วยความพินาศ และนำมาซึ่งความประมาท ก็ไม่ให้. 
         อนึ่ง ไม่ให้ของไม่เป็นที่สบาย มีน้ำดื่มและของบริโภคเป็นต้น หรือของที่เว้นจากการกำหนดแก่ผู้ขอที่เป็นไข้. แต่ให้ของเป็นที่สบายเท่านั้นอันสมควรแก่ประมาณ. 
         อนึ่ง คฤหัสถ์ขอก็ให้ของสมควรแก่คฤหัสถ์. บรรพชิตขอก็ให้ของสมควรแก่บรรพชิต. ให้ไม่ให้เกิดความเบียดเบียนแก่ใครๆ ในบรรดาบุคคลเหล่านี้ คือ มารดาบิดา ญาติสาโลหิต มิตรอำมาตย์ บุตรภรรยา ทาสและกรรมกร. 
         อนึ่ง รู้ไทยธรรมดีมาก ไม่ให้ของเศร้าหมอง. 
         อนึ่ง ไม่ให้อาศัยลาภสักการะความสรรเสริญ. ไม่ให้อาศัยการตอบแทน. ไม่ให้หวังผลเว้นแต่สัมมาสัมโพธิญาณ. ไม่ให้รังเกียจผู้ขอหรือไทยธรรม. 
         อนึ่ง ไม่ให้ทานทอดทิ้ง ยาจกผู้ไม่สำรวม แม้ผู้ด่าและผู้โกรธ. ที่แท้มีจิตเลื่อมใสให้อนุเคราะห์ด้วยความเคารพอย่างเดียว. ไม่ให้เพราะเชื่อมงคลตื่นข่าว. ให้เพราะเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมเท่านั้น. ไม่ให้โดยที่ทำยาจกให้เศร้าหมองด้วยการให้เข้าไปนั่งใกล้เป็นต้น. ให้ไม่ทำให้ยาจกเศร้าหมอง. 
         อนึ่ง ไม่ให้ประสงค์จะลวงหรือประสงค์จะทำลายผู้อื่น. ให้มีจิตไม่เศร้าหมองอย่างเดียว. ไม่ให้ทานใช้วาจาหยาบ หน้านิ่วคิ้วขมวด. ให้พูดน่ารัก พูดก่อน พูดพอประมาณ. โลภะมีมากในไทยธรรมใด เพราะความพอใจยิ่งก็ดี เพราะสะสมมานานก็ดี เพราะความอยากตามสภาพก็ดี. พระโพธิสัตว์รู้อยู่บรรเทาไทยธรรมนั้นโดยเร็ว แล้วแสวงหายาจกให้. 
         อนึ่ง ไทยวัตถุใดนิดหน่อย แม้ยาจกก็ปรากฏแล้ว แม้ไม่คิดถึงไทยวัตถุนั้น ก็ทำตนให้ลำบาก แล้วให้ยาจกนับถือเหมือนอกิตติบัณฑิต ฉะนั้น. 
         อนึ่ง มหาบุรุษ เมื่อบุตรภรรยา ทาสกรรมกร บุรุษของตน ไม่ร้องเรียกถึงความโทมนัสขอ ย่อมไม่ให้แก่ยาจกทั้งหลาย. แต่เมื่อชนเหล่านั้นร้องเรียกถึงความโสมนัสโดยชอบ จึงให้. 
         อนึ่ง เมื่อให้รู้อยู่ย่อมไม่ให้แก่ยักษ์ รากษส ปีศาจเป็นต้น หรือแก่มนุษย์ผู้ทำการงานหยาบช้า. 
         อนึ่ง แม้ราชสมบัติก็ไม่ให้แก่คนเช่นนั้น. ให้แก่ผู้ที่ไม่ปฏิบัติเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ เพื่อความพินาศแก่โลกผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม คุ้มครองโลกโดยธรรม. 
         พึงทราบการปฏิบัติในทานภายนอกด้วยประการฉะนี้. 
         ส่วนทานภายในพึงทราบโดยอาการ ๒ อย่าง. 
         อย่างไร? 
         เหมือนบุรุษคนใดคนหนึ่งสละตน เพราะเหตุอาหารและเครื่องปกปิดแก่ผู้อื่น. ย่อมถึงความเป็นผู้เชื่อฟัง ความเป็นทาสฉันใด. พระมหาบุรุษก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีจิตปราศจากอามิสเพราะเหตุสัมโพธิญาณ ปรารถนาประโยชน์สุขอันยอดเยี่ยมแก่สัตว์ทั้งหลาย ประสงค์จะบำเพ็ญทานบารมีของตน จึงสละตนเพื่อคนอื่น ย่อมถึงความเป็นผู้เชื่อฟัง ความเป็นผู้ต้องทำตามความประสงค์. ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อแท้ มอบอวัยวะน้อยใหญ่มีมือเท้าและนัยน์ตาเป็นต้นให้แก่ผู้ต้องการด้วยอวัยวะนั้นๆ. ไม่ข้องใจ ไม่ถึงความสยิ้วหน้า ในการมอบให้นั้น เหมือนในวัตถุภายนอก. 
         เป็นความจริงอย่างนั้น พระมหาบุรุษยังความปรารถนาของยาจกเหล่านั้นให้บริบูรณ์ ด้วยการบริโภคตามสบาย หรือด้วยความชำนาญของตน จึงสละวัตถุภายนอกด้วยอาการ ๒ อย่าง ด้วยหวังว่า เราให้ทานหมดสิ้นแล้วจักบรรลุสัมโพธิญาณด้วยการเสียสละอย่างนี้ดังนี้. 
         พึงทราบการปฏิบัติในวัตถุภายใน ด้วยประการฉะนี้. 
         ให้วัตถุภายในที่ให้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ยาจก โดยส่วนเดียวเท่านั้น. ใช่จะให้พวกนั้น. 
         อนึ่ง พระมหาบุรุษ เมื่อรู้ย่อมไม่ให้อัตภาพหรืออวัยวะน้อยใหญ่ของตนแก่มารหรือแก่เทวดาผู้เนื่องด้วยหมู่มาร ผู้ประสงค์จะเบียดเบียน ด้วยคิดว่า ความฉิบหายอย่าได้มีแก่มารเหล่านั้น. ย่อมไม่ให้แม้แต่ตุ๊กตาแป้ง เหมือนไม่ให้แก่เทวดาผู้เนื่องด้วยหมู่มาร ฉะนั้น. ไม่ให้แม้แก่คนบ้า. แต่คนพวกนั้นขอให้ตลอดไป เพราะการขอเช่นนั้นหาได้ยาก และเพราะการให้เช่นนั้นทำได้ยาก. 
         ส่วนอภัยทาน พึงทราบโดยความป้องกันจากภัยที่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย จากพระราชา โจร ไฟ น้ำ ศัตรู สัตว์ร้ายมีราชสีห์ เสือโคร่งเป็นต้น. 
         ส่วนธรรมทาน ได้แก่การแสดงธรรมไม่วิปริตแก่ผู้มีจิตไม่เศร้าหมอง. 
         การชี้แจงประโยชน์อันสมควร นำผู้ยังไม่เข้าถึงศาสนาให้เข้าถึง ผู้เข้าถึงแล้วให้เจริญงอกงาม ด้วยทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายิกและปรมัตถประโยชน์. 
         ในการแสดงธรรมนั้น พึงทราบนัยโดยสังเขปดังนี้ก่อน คือ ทานกถา ศีลกถา สัคคกถา โทษและความเศร้าหมองของกามและอานิสงส์ในการออกจากกาม. 
         ส่วนโดยพิสดาร พึงทราบประดิษฐานและการทำให้ผ่องแผ้วในธรรมนั้นๆ ตามสมควร ด้วยสามารถการประกาศคุณของธรรมเหล่านั้นแก่ผู้มีจิตน้อมไปแล้วในสาวกโพธิญาณ คือ การเข้าถึงสรณะ การสำรวมศีล ความคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความรู้จักประมาณในการบริโภค การประกอบความเพียรเนืองๆ สัทธรรม ๗ การประกอบสมถะ ด้วยการทำกรรมในอารมณ์ ๓๘ การประกอบวิปัสสนา ด้วยหัวข้อคือการยึดมั่นตามสมควรในการยึดมั่นวิปัสสนาในรูปกายเป็นต้น. 
         ปฏิปทาเพื่อความหมดจดอย่างนั้น การยึดถือความถูกต้อง วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ปฏิสัมภิทา ๔ สาวกโพธิญาณ. 
         อนึ่ง พึงทราบการประดิษฐาน การทำให้ผ่องแผ้วในญาณทั้งสอง ด้วยการประกาศความเป็นผู้มีอานุภาพมาก ของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น ในฐานะแม้ ๓ อย่าง โดยหัวข้อประกาศมิสภาวะ ลักษณะและรสเป็นต้นของบารมีมีทานบารมีเป็นต้น ตามสมควรแก่สัตว์ทั้งหลายผู้น้อมไปในปัจเจกโพธิญาณ และในสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         พระมหาบุรุษย่อมให้ธรรมทานแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้.