Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #ลิลิตวิสฺตร แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ #ลิลิตวิสฺตร แสดงบทความทั้งหมด

03 มกราคม 2569

อัธยายที่ 27 นิคมปริวรฺต สปฺตวึศะ ชื่อนิคมปริวรรต (ว่าด้วยตอนอวสาน) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

ตอนอวสาน
      ครั้งนั้นแล ตถาคตอยู่ในที่ซึ่งมีเทวบุตรอยู่ เทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาสหมื่นแปดพัน มีหัวหน้าคือ มเหศวร นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ศานตะ และประศานตะวินีเตศวระ ซึ่งประชุมร่วมกันในการที่ตถาคตหมุนธรรมจักร เพื่อประกาศธรรมบรรยายอันไม่ได้มีมาแล้ว ในที่นั้น พระผู้มีภคะ ตรัสเรียกเทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาสมีมเหศวรเทวบุตรเป็นหัวหน้ามาว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายธรรมบรรยายสูตรนี้นั้นมีชื่อว่า ลลิตวิสตร เป็นการเล่นสนุกสำราญของโพธิสัตว์อย่างกว้างขวางมาก เข้าไปสู่ความแช่มช้อยในพุทธวิษัย(เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธ) ควรนำเข้ามาในตน ตถาคตได้พูดไว้แล้ว
      ท่านทั้งหลายจงเรียน จงจำ และจงบอกซึ่งธรรมบรรยายนั้นเถิด เมื่อทำได้ดังนั้นแล้วจะเป็นผู้มีจักษุในธรรม เป็นผู้รู้กว้างขวางและบุทคลผู้ที่เป็นโพธิสัตวยานีกะ(ผู้บำเพ็ญบารมิตาของโพธิสัตว์เพื่อเป็นพระพุทธในอนาคต) ได้ฟังธรรมบรรยายนี้แล้วจะได้ความเพียรมั่นคงขึ้น และสัตว์ทั้งหลายผู้ได้อธิมุกติ(ความหลุดพ้น) อย่างกว้างขวางในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ก็จะเกิดกำลังแห่งฝนคือธรรมอย่างใหญ่หลวง
  
และจะข่มฝ่ายตรงข้ามคือมารได้ และจะไม่ได้ซึ่งการหยั่งลงสู่คำท้าทายของฝ่ายอื่น การที่ท่านทั้งหลายเชิญให้แสดงธรรมคือธรรมบรรยายนั้นจะเป็นมหากุศล จะเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่ง จะมีผลมาก จะมีอานิสงส์มาก
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะกระทำประคองอัญชลี(ยกมือไหว้) ซึ่งธรรมบรรยายคือลลิตวิสตรนี้ เขาผู้นั้นจะได้ธรรมอย่างอุกฤต(ยอดเยี่ยม) 8 อย่าง ธรรมอย่างอุกฤต 8 อย่างนั้นเป็นไฉน? นั่นคือ เขาจะได้รูปร่างอย่างอุกฤต จะได้กำลังอย่างอุกฤต จะได้บริวารอย่างอุกฤต จะได้ประติภาน(ความไหวพริบ เฉียบแหลม)อย่างอุกฤต จะได้ไนษกรมย์(การออกบวช)อย่างอุกฤต จะได้จิตบริศุทธอย่างอุกฤต จะได้บทสมาธิอย่างอุกฤต จะได้แสงสว่างคือปรัชญาอย่างอุกฤต นี้คือธรรมอย่างอุกฤต 8 อย่าง
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ใครก็ตาม จัดธรรมาสน์ให้แก่ผู้อยากจะพูดธรรมบรรยายคือลลิตวิสตรนี้ และผู้พูดธรรม เขาผู้นั้นจะได้อาสนะ(ตำแหน่ง) 8 อย่างซึ่งน่าปรารถนา ในอาสนะพร้อมด้วยการจัด อาสนะ 8 อย่างเป็นไฉน? นั่นคือได้อาสนะเป็นเศรษฐี ได้อาสนะเป็นคฤหบดี ได้อาสนะเป็นจักรพรรดิ์ ได้อาสนะเป็นเทพโลกบาล ได้อาสนะเป็นองค์ศักร ได้อาสนะเป็นเทพวศวรรตี ได้อาสนะเป็นพรหม ได้บรรลังก์เป็นโพธิสัตว์ถึงความประเสริฐเลิศที่ควงต้นโพธิ กำจัดมารผู้เป็นข้าศึกโดยเฉพาะหน้าหรือโดยเรียงราย และได้อาสนะเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้ว หลังจากนั้นจะหมุนธรรมจักรอันสุงสุด ซึ่งน่าปรารถนา นี้คือได้อาสนะตำแหน่ง 8 อย่างซึ่งน่าปรารถนา
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะให้สาธุการแก่ผู้พูดธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้ เขาผู้นั้น จะเป็นผู้มีความบริศุทธ วาก 8 ประการ ความบริศุทธวาจา 8 ประการเป็นไฉน? นั่นคือสำหรับผู้พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ย่อมได้ความบริศุทธวากกรรมเป็นไปตามความสัตย์ สำหรับผู้มีวาจาควรเชื่อถือ ย่อมบริศุทธด้วยการหักล้างประชุมชนได้ สำหรับผู้มีวจนะควรยึดถือ ย่อมบริศุทธด้วยมีความมั่นคง สำหรับผู้มีวจนะสุภาพอ่อนหวาน ย่อมบริศุทธด้วยการสงเคราะห์สัตว์ผู้หยาบคาย สำหรับผู้มีเสียงเหมือนเสียงนกการเวก ย่อมบริศุทธด้วยทำให้กายและจิตตื่นเต้น
      สำหรับผู้มีวาจาพูดคำสาธุการนั้น ย่อมบริศุทธวาจาด้วยการไม่ถูกสัตว์ทั้งปวงรังควาน สำหรับผู้มีเสียงเหมือนพรหม ย่อมบริศุทธด้วยลบล้างเสียงทั้งปวง สำหรับผู้มีเสียงคำรณกึกก้องเหมือนเสียงราชสีห์ ย่อมบริศุทธด้วยไม่ถูกคำท้าทายของฝ่ายอื่นทั้งปวงหักล้างได้ สำหรับผู้มีเสียงเหมือนเสียงพระพุทธ ย่อมบริศุทธด้วยยังอินทรีย์ของสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี นี้คือได้ความบริศุทธวากกรรม 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะทำการเขียนลงในสมุด ซึ่งธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้ แล้วสักการะ เคารพ นับถือ บูชา พูดสรรเสริญพรรณนาธรรมบรรยายทั้ง 4 ทิศ ด้วยจิตไม่ตระหนี่หวงแหน และเปล่งเสียงสรรเสริญพรรณนาว่าท่านทั้งหลายจงมา จงทรงจำ จงอ่าน จงคิด จงท่องสาธยายซึ่งธรรมบรรยายที่เขียนไว้นี้ เขาผู้นั้นได้ขุมทรัพย์ใหญ่ 8 ประการ ขุมทรัพย์ใหญ่ 8 ประการเป็นไฉน? นั่นได้แก่ ได้ขุมทรัพย์คือสมฤติด้วยการไม่หลงลืม ได้ขุมทรัพย์คือมติด้วยการแบ่งแยกความรู้ ได้ขุมทรัพย์คือคติด้วยความรักในคติแห่งประโยชน์ในสูตรทั้งปวง ได้ขุมทรัพย์คือธารณี(ความทรงจำ)ด้วยการทรงจำคำที่ได้ยินมาทั้งหมด ได้ขุมทรัพย์คือประติภาน(ไหวพริบ)ด้วยการสนทนาปราศรัยสุภาษิตของสัตว์ทั้งปวง ได้ขุมทรัพย์คือธรรม ด้วยการสังเกตุกำหนดสัทธรรม ได้ขุมทรัพย์คือโพธิจิต(จิตมีความรู้) ด้วยการกำหนดประวัติวงศ์พระรัตนตรัย และได้ขุมทรัพย์คือการประติบัทด้วยการได้ความอดทนในอนุตปัตติกธรรม(ธรรมที่เกิดขึ้นตามลำดับ) นี้คือได้ขุมทรัพย์ 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะยังธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้กระทำให้แพร่หลายแล้วทรงจำไว้ เขาผู้นั้น จะเต็มไปด้วยสัมภาระ 8 ประการ สัมภาระ 8 ประการเป็นไฉน ? นั่นคือ ได้แก่จะเต็มไปด้วยทานสัมภาระด้วยจิตไม่ตระหนี่ จะเต็มไปด้วยศีลสัมภาระเพราะเต็มไปด้วยความตั้งใจในความดีทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยศรุตสัมภาระ(สัมภาระคือการสดับฟัง)เพราะความยกย่องปรัชญาอันไม่ติดขัด  จะเต็มไปด้วยศมถสัมภาระ เพราะบ่ายหน้าสู่สมาบัติอันเกิดจากสมาธิทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยวิทรรศนาสัมภาระเพราะเต็มไปด้วยเต็มไปด้วยวิทยาในวิทยา 3 จะเต็มไปด้วยบุณยสัมภาระ เพราะมีเครื่องประดับอันบริศุทธแห่งพุทธเกษตร คือลักษณะและอวัยวะส่วนย่อย  จะเต็มไปด้วยชญานสัมภาระ เพราะความยินดีตามความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยมหากุรณาสัมภาระ เพราะความไม่ลำบากในการบ่ม(อบรม)สัตว์ทั้งหลาย นี้คือเต็มไปด้วยสัมภาระ 8ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย และผู้ใดก็ตาม จะประกาศธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้แก่ผู้อื่นโดยพิสดารว่า สัตว์ทั้งหลายคิดอย่างนี้ มีถ้อยคำอย่างนี้แล้ว พึงได้ธรรมทั้งหลายอย่างนี้ๆ เขาผู้นั้น จะได้ความมีบุณยมากโดยกุศลมูลนั้น 8 ประการ ความมีบุณยมากโดยกุศลมูล 8 ประการนั้นเป็นไฉน? นั่นคือ เป็นพระราชาจักรพรรดิ์  นี้คือความมีบุณยมากข้อต้น จะครองความเป็นใหญ่ในต่ำแหน่งเทพชั้นมหาราชทั้ง 4 นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 2 จะเป็นองค์ศักรเป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 3 จะเป็นเทวบุตรชั้นสุยาม นี้คือความมีบุณยมากข้อที่4 จะเป็นเทวบุตรดุษิตนี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 5 จะเป็นเทวบุตรชั้นสุนิรมิตะ  นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 6 จะเป้นเทพราชชั้นวศวตี นี้คือความมีบุณยมากข้อที่7 จะเป็นมหาพรหมชั้นพรหม นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 8 และในที่สุดจะเป็นตถาคตอรหันตสัมยักสัมพุทธ ละอกุศลธรรมทั้งปวง ประกอบด้วยกุศลธรรมทั้งปวง จะได้ความมีบุณยมาก 8 อย่างเหล่านี้
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะเงียโศรตลงฟังธรรมบรรยายลลิตวิสตรซึ่งเขากำลังกล่าวนี้ เขาผู้นั้น จะได้ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ เป็นไฉน? นั่นคือ ได้แก่จะได้ไมตรี เพราะกำจัดโทษทั้งปวง จะได้กรุณาเพราะละวิหิงสาทั้งปวง จะได้มุทิตาเพราะคร่าออกซึ่งอรติ(ความไม่ยินดี)ทั้งปวง จะได้อุเบกษาเพราะความสุภาพเรียบร้อยและสละประติฆะ(ความหงุดหงิดใจ) จะได้ธยานทั้ง 4 เพราะความเป็นไปในอำนาจรูปธาตุทั้งปวง จะได้อารูปยสมาบัติ เพราะความเป็นไปในอำนาจจิต จะได้อภิชญา 5 เพราะความไปถึงพุทธเกษตรอื่นๆ จะได้ข่าวรากเง่าการติดต่อวาสนาทั้งปวง  เพราะได้ศูรังคมสมาธิ(สมาธิถึงความกล้าหาญหรือสมาธิแก่กล้า) นี้คือได้ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้  จะแพร่หลายไปในคราม ในนคร ในนิคม ในชนปท  ในชนปทประเทศ  ในที่จงกรมหรือในทีอยู่ใดๆภัยทั้งหลายจะไม่มีในที่นั้น 8 ประการ เว้นแต่ผลของกรรมเก่า การไม่มีภัย 8 ประการ เป็นไฉน? นั่นคือ ได้แก่ไม่มีภัยแต่พระราชากำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่โจรกำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่สัตว์ร้ายกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่ข้าวยากหมากแพงแห้งแล้งกำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่การทะเลาะวิวาทรบซึ่งกันและกันกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่เทวดากำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่นาคกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่ยักษ์กำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่อุปัททวะทั้งปวงกำเริบ  ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย นี่คือไม่มีภัย 8 ประการ(เว้นแต่ผลแห่งกรรมเก่า)
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ถ้าตถาคตอยู่ได้ตลอดกัลป นั่งอยู่ทั้งกลางคืน กลางวันพูดพรรณนาธรรมบรรยายนี้อย่างย่อๆ โดยถือเอาท่านทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งเป็นประมาณ การพรรณนาธรรมบรรยายนี้ไม่พึงสิ้นสุด ประติภานของตถาคตก้ไม่พึงสิ้นไปและอีกประการหนึ่ง      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ศีล สมาธิ ปรัชญา วิมุกติชญาน ทรรศนะของตถาคต ไม่มีประมาณ ไม่สิ้นสุด ฉันใด       ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายบุทคลผู้ซึ่งจะเรียน จะจำ จะบอก จะเขียน จะให้เขาเขียน จะไม่สิ้นสุด จะเป็นไปฉันนั้น และจะประกาศโดยพิสดารในท่ามกลางประชุมชนว่า  สัตว์ผู้กล่าวถ้อยคำนี้พึงได้ซึ่งธรรมอันใหญ่หลวงอย่างนี้ด้วยจิตนี้ แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไม่สิ้นสุดบุณยเลย
      ลำดับนั้นแล พระผู้มีภคะ ตรัสเรียกพระหมากาศยปผู้มีอายุ พระอานนท์ผู้มีอายุ และพระไมเตรยะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า        ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ตถาคตจะให้ จะมอบให้ซึ่งอนุตตรสัมยักสัมโพธิอันยกขึ้นแล้วตั้งหมื่นแสนโกฏิกัลปนับไม่ถ้วนไม่ถ้วนไว้ในมือท่านทั้งหลาย ด้วยการมอบให้จริงๆและท่านทั้งหลายจงจดจำธรรมบรรยายนี้ไว้ด้วยตนเอง และจงประกาศโดยพิสดาร
                พระผู้มีภคะ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้น  เพื่อทรงมอบธรรมบรรยายนี้โดยประมาณมากกว่า
                1 สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ตถาคตเห็นแล้วด้วยพุทธจักษุ ถ้ามีใครบูชาสัตว์เหล่านั้นตลอดกัลปเหมือนเทียมด้วยทรายในแม่น้ำคงคา สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นพึงเป็นพระอรหันต์เทียมเท่าสาริบุตร ฯ
                2 ส่วนผู้ใดมีความยินดี พึงกระทำการบูชาแก่พระปรัตเยกพุทธเจ้าตลอดวันตลอดคืน ด้วยพวงมาลัย และด้วยสิ่งอื่นๆเช่นนั้นมีประการหลายอย่าง เพราะฉะนั้น เขาผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำบุณย จะต้องวิศษ ฯ
                3 สัตว์ทั้งปวง ถ้ามีชัยด้วยศรัทธา ต้องมีใครบูชาสัตว์เหล่านั้นในโลกนี้ด้วยดอกไม้ เครื่องหอม และเครื่องลูบไล้ ติดต่อกันไปยิ่งกว่านั้นหลายกัลป ด้วยความไม่ประมาท ฯ
                4 และผู้ใดพึงกระทำการกราบไหว้อย่างเดียวแก่ตถาคตผู้เดียวและมีจิตเสื่อมใส พึงพูดว่า นโม' รฺหเต(ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระอรหันต์) เพราะฉะนั้น การกระทำนี้ เป็นบุณยประเสริฐสุดของผู้นั้น ฯ
                5 ถ้าสัตว์ทั้งปวง พึงเป็นพระพุทธไซร้ เขาพึงบูชาสัตว์เหล่านั้นเหมือนก่อนๆด้วยดอกไม้สวรรค์และดอกไม้ของมนุษย์อันประเสริฐ โดยประการเป็นอันมาก ตลอดหลายกัลปฯ
                6 และผู้ใด พึงกล่าวพระสูตรนี้ตลอดวัน ตลอดคืน จนถึงละพระสัทธรรมในเวลาตาย และละชีวิตในกายของตน เพราะฉะนั้น ผู้นั้นย่อมประเสริฐด้วยบุณยนี้ ฯ
                7 ผู้ใดเกิดมีจิตรู้ขึ้นแล้วอย่างมั่นคง ปรารถนาจะบูชาพระพุทธ ผู้เป็นวินายก พระปรัตเยกพุทธ และพระศราวก ผู้นั้นชื่อว่าทรงไว้ซึ่งพระสูตรอันประเสริฐนี้ทุกเมื่อ ฯ
                8 ผู้ใดมีใจขึ้นไปจดจ่อต่อพระตถาคตทั้งปวง ผู้นี้เป็นพระราชามีใจขึ้นไปจดจ่อต่อพระธรรมทั้งปวงที่ตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว ตถาคตประทับอยู่แล้วในเรือนของผู้นั้นทุกเมือ ซึ่งเป็นเรือนที่มีพระสูตรเลิศนี้ประดิษฐานอยู่แล้ว ฯ
                9 และผู้ใด ให้พระสูตรนี้แก่ผู้อื่น กล่าวเพียงบทเดียวตลอดโกฏิกัลป พยัญชนะไม่คลาดเคลื่อน และแม้เนื้อความก็ไม่คลาดเคลื่อน ผู้นั้นจะได้รับแสงสว่างอันงามหาที่สุดมิได้ ฯ
                10 สัตว์นั้นจะสูงยิ่งกว่าผู้นำคนทั้งหลาย ไม่มีใครเหมือน และผู้ใดแลฟังธรรมนี้แล้วปฏิบัติ ผู้นั้นไม่พึงเสื่อมสิ้น เช่นเดียวกับสมุทร ฯ ดังนี้ ฯ
      พระผู้มีภคะ ดีพระทัยได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลาย เหล่านั้นมีมเหศวรเทวบุตรเป็นหัวหน้า และพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทั้งปวง มีพระไม่เตรยเป็นหัวหน้า และพระมหาศรวกทั้งปวงมีพระมหากาศยปเป็นหัวหน้า และโลกพร้อมทั้งเทวดา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ ได้ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีภคะ ดังนี้ ฯ
                อัธยายที่ 27 ชื่อนิคมปริวรรต (ว่าด้วยตอนอวสาน) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ
มหายานสูตร ซึ่งเป็นสูตรเลิศรุ่งเรือง ชื่อศรีลลิตวิสตร
 จบบริบูรณ์แล้ว
              เย  ธรฺม  เหตุปฺรภวา เหตุอํ  เตษำ ตถาคโต หฺยวทตฺ |
เตษำ  จ โย  นิโรโธ เอวํ วาที มหาศฺรมณะ  ||    
                ธรรมทั้งหลาย  มีเหตุเป็นแดนเกิด  พระตถาคตนี่แหละได้ตรัสเหตุแห่งธรรมทั้งหลายนั้น และตรัสธรรมซึ่งเป็นความดับเหตุเป็นแดนเกิดนั้นด้วย   พระมหาศรมณะมีลัทธิอย่างนี้ ฯ
ขอบุญกุศลทั้งปวงจงบังเกิดแก่ท่านผู้แปลพร้อมวงศาคณาญาติ

อัธยายที่ 26 ธร์มจกฺรปฺรวรฺตนปริวรฺตะ ษฑฺวึศะ ชื่อธรรมจักรประวรรตนปริวรรต (ว่าด้วยการหมุนจักรคือธรรม) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

หมุนธรรมจักร
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้ทำกิจเสร็จแล้ว ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ตัดขาดเครื่องผูกพันทั้งปวงแล้ว  ถอนเกลศทั้งปวงแล้ว ดับมลทินคือเกลศแล้ว กำจัดมารผู้เป็นข้าศึกแล้ว เข้าไปสู่นัยแห่งธรรมของพระพุทธทั้งปวงแล้ว เป็นสรรวัชญเห็นทุกสิ่งทุกอย่าง ประกอบด้วยทศพล(กำลัง10) ถึงไวศารัทยะ(*1)4อย่าง เต็มเปี่ยมไปด้วยอาเวณิกธรรมของพระพุทธเจ้า 18ประการ ประกอบด้วยจักษุ 5 ดวง(*2)มองเห็นโลกทั่วถ้วนด้วยพุทธจักษุอันไม่มีอะไรขัดขวาง คิดอย่างนี้ว่า ตถาคตนี้ควรเทศนาธรรมครั้งแรกก่อนอื่นทั้งหมดแก่ใคร  สัตว์ไหน มีความบริศุทธ มีอาการดีแนะนำง่ายสอนให้รู้ง่ายขัดให้สะอาดง่าย มีราคะ โทษะ โมหะ เบาบาง ไม่เดารู้ ซึ่งไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ทำให้ธรรมเสื่อม?
  
ตถาคตควรเทศนาธรรมครั้งแรกก่อนอื่นทั้งหมดแก่เขาผู้นั้น ซึ่งสามารถรู้ธรรมที่ตถาคตแสดงแล้ว และเขาไม่เบียดเบียนเรา ?
                *1 ไวศารัทยะ คือ ธรรมที่ทำให้แกล้วกล้า อาจหาญ มี 4 อย่าง คือ 1 ประติชญาว่าเป็นสัมยักสัมพุทธตรัสรู้  2 ประติชญาว่าสังเกลศธรรมทำอันตรายแก่นิรวาณ  3 ประติชญาผู้ประติปัทไนรฺยาณิกี (ธรรมเป็นเครื่องนำออก) จะไม่ห่างไกลยิรวาณ  4 ประติชญาว่าตนมีประหาณชญานรู้ความสิ้นอาศรวะทั้ง 4 อย่างนี้ไม่มีใครทักท้วงได้
                *2 จักษุ 5 คือ 1มำสจักษุ ดวงตาธรรมดา  2 ทิพยจักษุ ตาทิพย์  3 ปรัชญาจักษุ ตาปรัชญา  4 พุทธจักษุ ตาพุทธ  5 สมันตจักษุ ตารอบตัว
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า รุทรกะ รามปุตระ นั่นแหละมีความบริศุทธ มีอาการดี สอนให้รู้ง่าย ขัดให้สะอาดง่าย มีราคะ โทษะ โมหะ เบาบาง ไม่เดารู้รุทรกะ รามปุตระนั้นเสื่อมจากธรรม เพราะไม่ได้สดับ เขาแสดงธรรมโดยไนวสํชญา ส๊ชญายตนพร้อมด้วยข้อปฏิบัติแก่ศราวกทั้งหลาย เดี๋ยวนี้เขาอยู่ที่ไหน ? แล้วรู้ว่า เขาตายมาได้ 7 วัน ในวันนี้แล้ว แม้เทวดาทั้งหลายมาหมอบที่บาทตถาคตบอกว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะนั่นใช่แล้ว ข้าแต่พระสุคต นั้นใช่แล้ว รุทรกะ รามปุตระ ตายมาได้ 7 วัน ในวันนี้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า ความเสื่อมใหญ่มีแก่ รุทรกะ รามปุตระเสียแล้ว ซึ่งเขาไม่ได้ฟังธรรมอันประณีตเป็นอย่างดีแล้วมาตายเสีย ถ้าเขาได้ฟังธรรมนี้แล้วเขาจะตรัสรู้ และเราจะแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่ใคร?
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้อีกว่า สัตว์อื่นใดมีความบริศุทธ แนะนำง่าย(ข้อความเหมือนนัยก่อน และตลอดถึงไม่เบียดเบียนธรรมเทศนา ดูกรภิกษุทั้งหลายลำดับนั้นตถาคตคิดอย่างนี้ว่า อาราฑะ กาลาปะ นั่นแหละมีความบริศุทธ ฯลฯ ตลอดถึงไม่เบียดเบียนธรรมเทศนาของเรา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดต่อไปว่า เดี๋ยวนี้เขาอยู่ที่ไหน ? เมื่อคิดต่อไปก็รู้ว่าเขาตายมาได้ 3 วันแล้ว แม้เทวดาชั้นศุทธาวาสก็ได้บอกเนื้อความนั้นแก่ตถาคตว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ นั่นใช่แล้ว ข้าแต่พระสุคต นั่นใช่แล้วอาราฑะ กาลาปะ ตายมาได้ 3 วันในวันนี้แล้ว ลำดับนั้นตถาคตคิดอย่างนี้ว่าความเสื่อมใหญ่มีแก่ อาราฑะ กาลาปะ เสียแล้ว ซึ่งเขาไม่ได้ฟังธรรมอันประณีตเป็นอย่างดีแล้วมาตายเสีย
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้อีกว่า สัตว์อื่นใดเล่ามีความบริศุทธ มีอาการดี ฯลฯ ตลอดถึงไม่เบียดเบียนธรรมเทศนาของเรา
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า ภัทรวรรคียทั้งห้าเหล่านั้นแล มีความบริศุทธ มีอาการดี สอนให้รู้ง่าย ขัดให้สะอาดง่าย มีราคะ โทษะ โมหะ เบาบางไม่เดารู้ ภัทรวรรคียเหล่านั้นจะเสื่อมจากธรรมเพราะไม่ได้สดับ เมื่อเราประพฤติทุษกรจรรยา เขาเหล่านั้นก็ได้อยู่ใกล้ชิด เขาเหล่านั้นจะตรัสรู้ธรรมที่เราแสดงแล้ว และเขาจะไม่เบียดเบียนเราในที่นี้
                ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า อย่ากระนั้นเลย เราควรแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่ภัทรวรรคียทั้งห้า
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้อีกว่า เดี๋ยวนี้ภัทรวรรคียทั้งห้าอยู่ที่ไหน? ครั้นแล้ว ตถาคตมองดูโลกทั่วถ้วนด้วยพุทธจักษุ เห็นแล้ว คือเห็นภัทรวรรคียทั้งห้าอยู่ที่ฤษิปตนะมฤคทาวะในนครพาราณสี ครั้นเห็นแล้ว ตถาคตคิดอย่างนี้ว่า อย่ากระนั้นเลยเราพึงแสดงธรรมครั้งแรกก่อนใครทั้งหมดแก่ภัทรวรรคียทั้งห้า เพราะว่าภัทรวรรคียทั้งห้านั้น จะตรัสรู้ธรรมของเราที่เราแสดงครั้งแรกก่อนใครทั้งหมดนั่นเพราะเหตุไร? เพราะว่าภัทรวรรคียทั้งห้าเป็นผู้มีประวัติ(คือประพฤติธรรมมาแล้ว) เป็นนักศึกษามารอบคอบดีแล้ว มีธรรมขาวสะอาด  บ่ายหน้าเฉพาะทางแห่งโมกษซึ่งเป็นความปลดเปลื้องจากเครื่องผูกพัน
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดอย่างนี้แล้วจึงลุกขึ้นจากโพธิมณฑลยังโลกธาตุ คือเทวโลกและมนุษยโลกให้สะเทือนไปทั่ว ประพฤติจรรยา (บำเพ็ญพุทธกิจ) ในแคว้นมคธทั้งหลายโดยลำดับ ก้าวไปสู่ที่จาริกในชนปทกาศีทั้งหลาย และในครั้งนั้นอาชีวกคนหนึ่งมาจากระหว่างคยากับโพธิมณฑลได้เห็นตถาคตแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้เดินเข้ามายังที่ตถาคตอยู่อีก และยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาชีวกทำการทักทายปราศรัยต่างๆกับตถาคต แล้วพูดอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้มีอายุ อินทรีย์ทั้งหลายของพระองค์ผ่องใสนัก ผิวพรรณของพระองค์บ่ริศทธหมดจดและเหลืองอร่าม ศารทกาล(*)มีสีเหลืองสว่างไสวเหลืองอร่าม นั่นฉันใด
      อินทรีย์ทั้งหลายของพระโคดมผู้มีภคะก็ฉันนั้นบริศุทธ มุขมณฑล(ใบหน้า) ก็บริศุทธ หมดจด สีเหลืองอร่ามที่ติดอยู่ที่ขั้วของผลตาลสุกซึ่งหลุดจากงวงรอบๆบริศุทธ หมดจด นั่นฉันใด อินทรีย์ของพระโคดมผู้มีภคะก็ฉันนั้น บริศุทธ มุขมณฑลก็บริศุทธ หมดจด ทองชมพูนทตักออกจากเบ้าช่างผู้ฉลาดทำเป็นรูปพรรณดีแล้ว ห่อด้วยผ้าสักหลาดเหลือง มีวรรณะบริศุทธหมดจดเหลืองอร่าม สุกใสอย่างยิ่ง นั่นฉันใด
                อินทรีย์ทั้งหลายของพระโคดมผู้มีภคะก็ฉันนั้น ผ่องใสนัก ผิวพรรณบริศุทธ มุขมณฑลหมดจด พระโคดมผู้มีอายุ พระองค์ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักไหน?
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นอาชีวกพูดอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงตอบอาชีวกนั้นด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
                *ศารทกาล คือ ฤดูใบไม้ร่วง คำว่า ศารแปลว่าเหลือง ศารทแปลว่าให้สีเหลือง ในฤดูนั้นดูอะไรเหลืองไปหมด ใบไม้ที่จะร่วงก็สีเหลือง ร่วงบนแผ่นดินก็ทำให้พื้นที่สีเหลือง
      1 อาจารย์ใดๆของตถาคตไม่มีเลย ไม่มีใครจะหมือนตถาคต ตถาคตผู้เดียวเป็นผู้ตรัสรู้ เป็นความเย็น ปราศจากอาศรวะ(ทุกข์ โทษ)ฯ
                อาชีวกนั้นพูดว่า  ข้าแต่พระโคดม พระองค์อย่างประติชญาตนว่าเป็นอรหันต์เลย
                ตถาคตตอบว่า
      2 ตถาคตนี่แหละเป็นอรหัต์ในโลก ตถาคตเป็นศาสดาไม่มีใครยิ่งกว่า ไม่มีบุทคลจะเปรียบตถาคตได้ทั้งในเทวดา อสูร คนธรรพ์ ฯ
                อาชีวกนั้นพูดว่า  ข้าแต่พระโคดม พระองค์อย่าปรติชญาตนว่าเป็นชิน(ผู้ชนะ)เลย
                ตถาคตตอบว่า
      3 พึงทราบเถิดว่า ผู้เช่นตถาคตเป็นชิน ซึ่งถึงความสิ้นแห่งอาศรวะ ธรรมที่เป็นบาปทั้งหลาย ตถาคตชนะแล้ว เพราะฉะนั้น ดูกรอุปคะ(*) ตถาคตที่แหละเป็นชินแล้ว ฯ
                * ในมหาวัคค์แห่งไตรปิฎกฝ่ายบาลีเป็นอุปก
      4 ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลายแล้วจะไปพาราณสี จะกระทำแสงสว่างไม่มีอันใดเที่ยแก่โลกมืด ฯ
      5 ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลาย แล้วจะไปพาราณสี จะตีกลองใหญ่ คือ อมฤตะแก่โลกที่มีเสียงเลวๆ ฯ
      6 ตถาคตไปบุรีของชาวกาศีทั้งหลายแล้วจะไปพาราณสี จะหมุนจักรคือธรรม ซึ่งไม่มีใครให้หมุนในโลก ฯ
                อาชีวกนั้นพูดว่า ตามใจเถิด พระโคดม แล้วเดินบ่ายหน้าไปทางใต้ ส่วนตถาคตเดินบ่ายหน้าไปทางเหนือ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายนาคราชชื่อสุทรรศน์ที่คยาได้เชิญ(ต้อนรับ)ด้วยที่พักและภักตาหาร ต่อแต่นั้น ตถาคตได้ไปยังชนปทโรหิตวัสตุ จากนั้นได้ไปยังชนปทอุรุวิลวากัลปะ จากนั้นได้ไปยังชนปทอณาละ จากนั้นได้ไปบุรีสารถิ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสถานที่ทั้งปวงเหล่านี้ พวกคฤหบดีทั้งหลายได้นิมนต์ตถาคตด้วยภักตาหารและที่พัก ตถาคตได้เข้าไปถึงริมฝั่งแม่น้ำคงคา
                ก็ในสมัยนั้นแล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม่น้ำคงคามหานทีมีน้ำเต็มเปี่ยมไหลไปได้ระดับกับริมตลิ่ง
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตได้เข้าไปหาชาวเรือ เพื่อข้ามฟาก ชาวเรือคนนั้นพูดว่า ข้าแต่พระโคดม ท่านจงให้ค่าโดยสาร ตถาคตบอกเขาว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ค่าโดยสารของตถาคตไม่มี แล้วได้ไปยังฟากโน้นโดยทางอากาศลำดับนั้น ชาวเรือคนนั้นเห็นอาการนั้นแล้ว เกิดความกระวนกระวายใจเป็นอย่างยิ่งว่าพระองค์เป็นทักษิณียบุทคล(ผู้ควรเคารพ) ขนาดนี้แล้วเรายังไม่ให้ข้ามฟาก เขาพูดว่า แย่จริง แล้วไม่รู้สึกตัวล้มลงที่แผ่นดิน ภายหลังจากนั้นชาวเรือได้ทูลเล่าเหตุการณ์นั้นแก่พระราชาพิมพิสารว่า ท่านสวามีโคตมะผู้เป็นศรมณะ เมื่อข้าพเจ้าขอค่าโดยสารบอกว่าไม่มีค่าโดยสาร ครั้นแล้วข้ามไปฟากโน้นโดยทางอากาศ พระราชาพิมพิสารผู้เป็นใหญ่กว่าเขานั้น ได้ฟังคำนั้นแล้วทรงยกเว้นค่าโดยสารแก่บรรพชิตทั้งปวง
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตประพฤติจรรยาในชนปทโดยลำดับแล้วก้าวไปสู่สถานที่ซึ่งมหานครพาราณสีตั้งอยู่ ครั้นแล้วพักอยู่ที่วิหารกาลี(*1) ทรงบาตรจีวร เข้าไปยังมหานครพาราณสี เพื่อบิณฑบาต เมื่อเที่ยวบิณฑบาตในมหานครนั้นทำภักตกิจเสร็จแล้ว ภายหลังกลับจากบิณฑบาตเพื่อภักตาหารแล้ว ได้ไปยังที่ซึ่งกษิตนะมฤคทาวะและภัทรวรรคียทั้งห้าอยู่ ฝ่ายภัทรวรรคียทั้งห้าได้เห็นตถาคตมาแต่ไกลทีเดียว และครั้นได้เห็นแล้วก็พูดนัดหมายกันว่า นั่นพระศรมณะโคดมผู้มีอายุองค์นั้นเสด็จมา คลายความเพียร มักมาก คลาดจากความเพี่ยรเสียแล้ว  พระองค์ไม่สามารถทำให้ปรากฏซึ่งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ ซึ่งเป็นอุตตริมนุษยธรรมด้วยการประพฤติทุษกรจรรยาอันประพฤติมาในครั้งก่อนๆนั้นได้
      บัดนี้พระองค์นำมาซึ่งอาหารของคนหิวประกอบสุขัลลิกาโยค(*2)อยู่แล้ว มิใช่หรือ พระองค์เป็นผู้ไม่ควรเสียแล้ว เป็นผู้คลายความเพียร เป็นผู้มักมาก ใครๆไม่ควรลุกไปต้อนรับพระองค์ ไม่ควรอยู่ใกล้ชิดพระองค์ ไม่ควรรับบาตร จีวร ไม่ควรให้อาสนะ ไม่ควรให้น้ำดื่มน้ำใช้ ไม่ควรตั้งที่รองพระบาท ปล่องให้อาสนะอยู่ว่างๆแต่ควรพูดว่า ข้าแต่พระโคดมผู้มีอายุ อาสนะทั้งหลายเหล่านี้มีว่างอยู่ ถ้าต้องการก็เชิญนั่ง ส่วนอัชญานเกาณฑินยะผู้มีอายุ ข่มจิตไว้แล้ว และไม่เอ่ยวาจา 
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเข้าไปยังที่ซึ่งภัทรวรรคียทั้งห้าอยู่ด้วยประการใดๆ ภัทรวรรคียทั้งห้านั้นไม่ยินดีในอาสนะของตนๆต่างใคร่จะลุกขึ้นด้วยประการนั้นๆ นั่นเหมือนนกมีปีกถูกขังอยู่ในกรง ภายใต้กรงนกนั้นสุมไฟไว้ นกนั้นร้อนด้วยไฟ ใคร่จะบินสูงให้พ้นไฟโดยเร็ว และอยากจะไปเสียให้พ้น ตถาคตข้าไปยังที่อยู่ของภัทรวรรคียทั้งห้าด้วยประการใดๆ ภัทรวรรคียทั้งห้าไม่ยินดีในอาสนะของตน ต่างใคร่จะลุกขึ้นด้วยประการนั้นๆ ก็เช่นเดียวกัน นั่นเพราะเหตุใด? นั่นเพราะ สัตว์(คน)บางตนนั้น มีอยู่ในหมู่สัตว์ ซึ่งเห็นตถาคตแล้วไม่ยอมลุกขึ้นจากอาสนะ และตถาคตเข้าไปหาภัทรวรรคียทั้งห้าด้วยประการใดๆ
      ภัทรวรรคียทั้งห้าทนไม่ได้ต่อสง่าราศีและเดชของตถาคต กระสับกระส่ายจากอาสนะทุกคนต่างทำลายกิริยา อาการลุกขึ้นจากอาสนะ บ้างก็ไปต้อนรับ บ้างก็ลุกขึ้นไปรับบาตรและจีวร บ้างก็น้อมอาสนะเข้าไปถวาย บ้างก็ตั้งที่รองพระบาท บ้างก็ประติบัทรับใช้ด้วยน้ำล้างพระบาท และได้พูดอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระโคดมผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอต้อนรับพระองค์ ข้าแต่พระโคดมผู้มีอายุ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอต้อนรับพระองค์ ขอพระองค์ประทับนั่งบนอาสนะซึ่งได้จัดไว้นี้  
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั่งลงแล้ว บนอาสนะที่จัดไว้แล้วนั่นแหละ แม้ภัทรวรรคียทั้งห้านั้น ก็ได้พูดจาปราศรัยด้วยถ้อยคำบันเทิงใจ จับใจต่างๆกับตถาคต แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง และภัทรวรรคียทั้งห้านั้น ครั้นนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้พูดคำนี้กับตถาคตว่า ข้าแต่พระโคดมผู้มีอายุ อินทรีย์ทั้งหลายของพระองค์ผ่องใสผิวพรรณบริศุทธ ดั่งนี้แล กล่าวเหมือนนัยก่อนทั้งหมด ข้าแต่พระโคดมผู้มีอายุ อลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษซึ่งเป็นอุตตริมนุษยธรรมอย่างใดๆ ซึ่งพระองค์ทำให้ปรากฏแล้วนั้น มีไหม?  
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อภัทรวรรคียทั้งห้าพูดอย่างนี้แล้ว ตถาคตจึงพูดอย่างนี้กับภัทรวรรคียทั้งห้าว่า 
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าเรียกตถาคตด้วยวาทะ(ถ้อยคำ)ว่า "ผู้มีอายุ(อายุษฺมน)" วาทะว่า "ผู้มีอายุ(อายุษฺมน)" นี้ ขออย่ามีแก่เธอทั้งหลาย เพื่อประโยชน์ เพื่ออุปการะเกื้อกูล เพื่อความสุข ตลอดกาลนาน 
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย อมฤต และทางไปสู่อมฤต ตถาคตได้ทำให้ปรากฏแล้ว 
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเป็นพุทธแล้ว เป็นสรรวัชญ เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นความเย็น ไม่มีอาศววะแล้ว เป็นผู้มีอำนาจในธรรมทั้งปวง 
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตแสดงธรรมเธอทั้งหลายจงไป จงฟัง จงประติบัท โดยเร็ว จงเงี่ยโศรตะลง ตถาคตจะพูด จะสั่งสอน ตถาคตพูดอย่างไร สั่งสอนอย่างไร แม้เธอทั้งหลายเห็นแล้ว ซึ่งเจโตวิมุกติ(*3) และ ปรัชญาวิมุกติ(*4) แห่งอาศรวะทั้งหลาย แล้วทำให้ปรากฏในธรรมทั้งหลาย เข้าถึงที่แล้วจะรู้ว่า ชาติของเราสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว ไม่มีอะไรอื่นยิ่งกว่านี้ เราทั้งหลายรู้ภพ ดังนี้ 
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายคิดอย่างนี้มิใช่หรือว่า ศรมณะโคดมผู้มีอายุนี้แล ย่อมมา เป็นผู้คลายความเพียร มักมาก คลาดจากความเพียรเสียแล้ว ดังนี้ (กล่าวเหมือนนัยก่อน) ถ้าต้องการก็เชิญนั่ง ครั้นตถาคตพูดกับภัทรวรรคียทั้งห้านั้นว่า เอหิ ภิกฺษว(ท่านจงเป็นภิกษุมา) เครื่องหมายเดียรถีย์(นักบวชนอกพุทธศาสนา) ธงของเดียรถีย์อย่างใดๆทั้งหมดนั้น หายไปในขณะนั้นนั่นเทียว ปรากฏเป็นไตรจีวรและบาตร และผมก็ถูกตัดไปในกษณะนั้น นั่นเหมือนกับอิริยาบถของภิกษุบวชมาแล้วตั้งร้อยพรรษา มีความสำรวมแล้ว นั่นแหละเป็นบรรพชา นั่นแหละเป็นภิกษุภาพ(ความเป็นภิกษุ ซึ่งอุปสมบท(บวช) แล้วของภัทรวรรคียทั้งห้านั้น
                *1 ฉบับของ Lefmann เป็นกาลฺปํ แปลว่า วิหารชื่อกาลปะ ฉบับของราเชทร ลาล มิตร เป็นกาลมฺ กาลฺยมฺ แปลว่า วิหารพระกาลและพระกาลี
                *2 สุขัลลิกาโยค ประกอบด้วยความชุ่มชื่นในความสุข
                *3 เจโตวิมุกติ หลุดพ้อนอาศรวะด้วยจิต
                *4 ปรัชญาวิมุกติ หลุดพ้นอาศรวะด้วยปรัชญา
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในเวลานั้นภิกษุภัทรวรรคียทั้งห้าหมอบลงแทบบาทของตถาคต ทูลแสดงโทษ(รับผิด)แล้ว ยังให้เกิดขึ้นซึ่งความหมายรู้ว่าเป็นศาสดา ความรัก ความเลื่อมใสและความเคารพในสำนักของตถาคต และภิกษุภัทรวรรคียทั้งห้านั้น เกิดความเคารพแล้วกระทำการโสรจสรงตถาคตในสระใหญ่อย่างวิจิตรเป็นอันมาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตขึ้นจากอาบน้ำแล้วมีความคิดอย่างนี้ว่า พระตถาคตอรหันตสัมยักสัมพุทธองค์ก่อนๆ ประทับนั่ง หมุนจักรคือธรรมในที่ไหนแล ? ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตอรหันตองค์ก่อนๆ หมุนจักรคือธรรมในประเทศปฐพี ครั้งนั้นในประเทศปฐพีนั้นได้มีอาสนะจำนวนพันล้วนแล้วด้วยแก้ว 7 ประการ ปรากฏขึ้นแล้ว
                ครั้งนั้น ตถาคตกระทำประทักษิณอาสนะ 3 อาสนะ ด้วยความเคารพ พระตถาคตองค์ก่อนๆแล้วนั่งคู้บรรลังก์(ขัดสมาธิเพชร) บนอาสนะที่ 4ปราศจากความกลัวเหมือนราชสีห์ แม้ภิกษุทั้ง 5 ก็น้อมศีรษะอภิวาทบาทตถาคตแล้วนั่งเบื้องหน้าตถาคต
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในเวลานั้นตถาคตเปล่งอออกซึ่งรัศมีเช่นนั้นจากกาย ซึ่งทำให้โลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลกแผ่ไปด้วยแสงสว่างได้มีแล้วด้วยรัศมีนั้นและผู้มีบาปชั้นโลกันตนรก มีความมืดมิดด้วยอนธการแผ่ไปยังผู้มีบาป ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ทั้ง 2 นี้ มีฤทธิ์มากถึงเพียงนี้ มีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ มีอำนาจมากถึงเพียงนี้ ก็ยังไม่ทำให้โลกันตนรกนั้นสว่างด้วยแสงสว่าง ให้มีวรรณะด้วยวรรณะ ให้มีเดชด้วยเดช ไม่ส่องแสง ไม่ทำให้สว่างได้ในที่ใด สัตว์ซึ่งเกิดขึ้นในที่นั้น ย่อมมองไม่เห็นแม้แต่แขนของตนเองที่เหยียดออกไป ณ สถานที่นั้น
      กษณะนั้นแสงสว่างจัดมากได้ปรากฏขึ้นแล้วในโลกด้วยรัศมี(ของพระพุทธ) นั้น สัตว์ซึ่งเกิดขึ้นในที่นั้นได้รับแสงสว่างนั้นแผ่ไป ต่างก็เห็นซึ่งกันและกัน จำซึ่งกันและกันได้ พูดกันอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ แม้สัตว์อื่นทั้งหลายแหล่เกิดขึ้นในที่นี้แล้ว ท่านผู้เจริญ แม้สัตว์อื่นทั้งหลายเกิดขึ้นในที่นี้แล้ว และโลกธาตุคือเทวโลกและมนุษยโลก มีวิการ 6 อย่าง มีมหานิรมิต 18 อย่าง ได้แก่ 
                สั่น สั่นทั่ว สั่นพร้อม 
                ไหว ไหวทั่ว ไหวพร้อม 
                กระเทือน กระเทือนทั่ว กระเทือนพร้อม 
                ปั่นป่วน ปั่นป่วนทั่ว ปั่นป่วนพร้อม 
                ดัง ดังทั่ว ดังพร้อม 
                คำรณ คำรณทั่ว คำรณพร้อม 
                ยุบตอนสุด พองตอนกลาง ยุบตอนกลางพองตอนสุด 
                ยุบทิศตะวันออก พองทิศตะวันตก 
                ยุบทิศตะวันตก พองทิศตะวันออก  
                ยุบทิศใต้ พองทิศเหนือ 
                ยุบทิศเหนือ พองทิศใต้ 
      ในเวลานั้นได้ยินแต่เสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี เสียงแสดงความรัก เสียงแสดงความเลื่อมใส เสียงแสดงความเอาใจใส่ เสียงแสดงความสุข  เสียงแสดงความตื่นเต้น เสียงสรรเสริญไม่มีที่เปรียบ เสียงไม่สาดเสียเทเสีย เสียงไม่ระคายหู เสียงไม่ทำให้สะดุ้งกลัว การเบียดเบียนกันก็ดี ความสะดุ้งตกใจก็ดี ความกลัวก็ดี ความครั้นคร้ามก็ดี ไม่มีแก่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งในขณะนั้นเลยรัศมีของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็ดี รัศมีของอินทร์พรหมและโลกบาลทั้งหลายก็ดี ไม่ปรากฏในกษณะนั้นอีกเลย สัตว์ที่เกิดในนรกเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน
      ยมโลกทั้งปวงได้ปราศจากทุกข์ในกษณะนั้น ต่างก็เพียบพร้อมด้วยความสุขถันทั่วหน้า ความกำหนัด ความเกลียด ความหลง ความริษยา ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นกัน ความเมา ความโกรธ ความพยาบาท ความเดือดเนื้อร้อนใจ มิได้เบียดเบียนสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งเลย ในกษณะนั้น สัตว์ทั้งปวงมีจิตไมตรี รักใคร่ มีจิตมุ่งประโยชน์ต่อกัน เข้าใจอยู่แต่ว่าเป็นบิดา มารดาของกันและกัน และครั้นแล้ว เปล่งคำเป็นบทประพันธ์เหล่านี้จากกลุ่มรัศมีว่า
      7 ผู้ใดนั้น จุติจากที่อยู่สวรรค์ชั้นดุษิต หยั่งลงสู่ครรค์มารดา และประสูติที่ป่าลุมพินี องค์อินทร์ประคับประคอง ฯ
      8 ผู้ใด มีการเกิดอย่างองอาจเหมือนราชสีห์ ย่างเท้าก้าวไปได้ 7 ก้าว ไม่หลงงมงาย และเปล่งเสียงเหมือนเสียงพรหมว่าเราประเสริฐสุดในโลก ฯ
      9 สละทวีปทั้ง 4 บรรพชาแล้ว เพราะเหตุจะทำประโยชน์เกื้อกูล(อุปการะ) แก่สัตว์ทั้งปวง ประพฤติตบะอันยากที่จะทำได้เข้าไปสู่ง้วนดินนี้ ฯ
      10 ผจญมารพร้อมทั้งเสนามาร ถึงความตรัสรู้เพื่อประโยชน์ เกื้อกูลแก่โลก มาถึงมหานครพาราณสี หมุนจักรคือธรรม ฯ
      11 ผู้ใด อันเทวดาพร้อมด้วยพรหมมีความประสงค์ว่า ขอพระองค์จงหมุนจักรคือความสงบ และพระมุนีรับนิมนต์แล้ว เกิดความกรุณาขึ้นในโลก ฯ
      12 ผู้นี้นั้น มีประติชญามั่นคง เสด็จเข้าไปยังป่ามฤคทาวะในมหานครพาราณสี พระองค์ผู้เจริญ หมุนจักรสูงสุดซึ่งไม่เคยมีแล้ว ฯ
      13 ผู้ใดใคร่ฟังธรรม ผู้ใดร่วมด้วยพระชินตั้งหมื่นกัลป ผู้นั้นจงรีบมาเร็วๆเพื่อฟังธรรม ฯ
      14 (การได้กษณะ 4 คือ) ความเป็นมนุษย์อันยากที่จะได้ การบังเกิดของพระพุทธ ศรัทธาซึ่งหาได้ยากที่สุด การฟังธรรมอันประเสริฐและการเว้นจากอกษณะ 8 ซึ่งยากที่จะได้ ฯ
      15 กษณะทั้งปวง คือ การบังเกิดพระพุทธ การมีศรัทธา และการฟังธรรมอันประเสริฐ ท่านก็ได้แล้วในวันนี้ ท่านทั้งหลายจงเว้นความประมาททั้งหมด ฯ
      16 ผู้ใด บางคราวมีอาการไม่ฟังธรรมตั้งหมื่นกัลป ผู้นั้นก็ขอให้มาร่วมกันในวันนี้ ท่านทั้งหลายจงเว้นความประมาททั้งหมด ฯ
      17 และท่านทั้งหลายจงเตือนหมู่เทวดาทั้งหลาย มีเทวดาที่อยู่ภาคพื้นเป็นต้นจนถึงพรหมเป็นที่สุด ทั้งหมดให้มาโดยเร็ว พระนายกจะหมุนจักรคืออมฤตแล้ว ฯ
      18 กษณะนั้น เทวดาทั้งปวงนั้นได้รับคำตักเตือนแล้ว ด้วยการโฆษณาของเทวดาอย่างใหญ่หลวง ละความมั่งคั่งของเทวดา มาอยู่ข้างๆพระพุทธ ฯ
      กระนี้แล  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาที่อยู่ภาคพื้นทั้งหลายยืนอยู่แล้วในภูมิประเทศ สักแต่ว่าเป็นมณฑลใหญ่ของตถาคตเพื่อให้หมุนจักรคือธรรมในฤษิปตนะมฤคทาวะในมหานครพาราณสี ซึ่งเป็นภูมิประเทศงาม น่าดู ไพบูลย์กว้างขวาง ทั้งยาวและกว้าง 700 โยชน์ และเบื้องบน เทวดาทั้งหลายตกแต่งด้วยฉัตร ธงชัย ธงปตาก และเพดาน พื้นฟ้าก็ได้รับการตกแต่งแล้ว เทวบุตรที่อยู่ในชั้นกามาพจร และรูปปาพจร ก็น้อมถวายพระแท่น 84 แสนแก่ตถาคต ทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์โปรดนั่งบนพระแท่นนี้ หมุนจักรคือธรรม เพื่อถือเป็นการอนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น โพธิสัตว์จำนวนหลายโกฏิ ประกอบด้วยประณิธาน(ความตั้งใจ) ในครั้งก่อนๆได้มาแล้วจากทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก  ทิศเหนือ จากเบื้องบน เบื้องล่าง รอบทิศ หมอบลงแทบบาทตถาคต ทูลเชิญเพื่อให้หมุนจักรคือธรรมและผู้ใดในโลกธาตุนี้ คือ เทวโลกและมนุษยโลก เป็นองค์ศักร พรหม หรือเทพโลกบาล หรือ เทวบุตรอื่นๆนอกจากนี้ที่เป็นใหญ่เป็นโต แม้ทั้งหมดนั้นได้ซบศีรษะลงแทบบาทตถาคต ทูลเชิญตถาคตเพื่อให้หมุนจักรคือธรรมว่า
      ข้าแต่พระผู้มีภคะขอพระองค์โปรดหมุนจักรคือธรรม
      ข้าแต่พระสุคต ขอพระองค์โปรดหมุนจักรคือธรรม เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนมาก เพื่อความสุขแก่ชนมากเพื่ออนุเคราะห์ แก่โลก เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนมาก เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าแต่พระผู้มีภคะ ขอพระองค์โปรดบูชาธรรมยัชญ ขอพระองค์โปรดโปรยฝนคือธรรมอันใหญ่ยิ่ง ขอพระองค์โปรดยกธงคือธรรมอันใหญ่ยิ่ง โปรดเป่าสังข์คือธรรมอันใหญ่ยิ่ง โปรดตีกลองคือธรรมอันใหญ่ยิ่ง
                ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      19 จากที่นี้  เทวโลก พรหม เป็นอันมาก เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่และเทพโลกบาลเข้าไปเผ้าพระชินตามลำดับ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์โปรดระลึกถึงประติชญาซึ่งพระองค์ได้ตรัสไว้ พระองค์เป็นผู้เจริญที่สุด ประเสริฐที่สุด จะกระทำความสิ้นทุกข์ให้แก่หมู่สัตว์ ฯ
      20 ข้าแต่พระมุนี มารพร้อมทั้งเสนามาร พระองค์ประทับอยู่ที่พระยาพุ่มไม้ (ต้นโพธิ) ได้กำจัดแล้ว ต้นโพธิอันประเสริฐเป็นไม้ที่พระองค์อาศัยตรัสรู้เป็นไม้ที่มีความสงบเป็นอย่างดี พุ่มไม้คือเกลศ พระองค์โค่นลงแล้ว ความตั้งใจซึ่งพระองค์คิดมาตั้งร้อยกัลป ก็ได้สมบูรณ์แล้วโดยหาเศษมิได้ขอพระองค์โปรดมองดูประชุมชนซึ่งไม่มีผู้นำ แล้วพระองค์โปรดหมุนจักรอันประเสริฐ ฯ
      21 เนื้อที่แสนเกษตร(แสนทุ่งนา) สว่างไสว ด้วยรัศมีของพระสุคต ศราวกของพระพุทธตั้งหลายร้อยเข้าไปเฝ้าด้วยกำลังฤทธิ์ ทำการบูชาพระสุคตเป็นกลุ่มใหญ่ สรรเสริญพระตถาคตด้วยคุณที่เป็นจริง ทูลเชิญให้มีความกรุณาว่า ฯ
      22 ข้าแต่พระองค์ผู้มีความกรุณาเป็นปึกแผ่น ผู้มีปรัชญาดังสายฟ้า ผู้เห็นแจ้ง ผู้เสมอด้วยลม พระองค์คำรณลั่นมาตั้งพันกัลปแล้ว โลกทั้งปวง เขาทูลเชิญว่า ขอให้พระองค์เอาน้ำฝนคืออัษฏางคิกมรรค (มรรคประกอบด้วยองค์ 8 ) ดับความกระหายของโลก ขอพระองค์โปรดเพิ่มพูนข้าวกล้าที่เป็นทรัพย์คือ พละ อินทรีย์ ธยาน และวิโมกษ ฯ
      23 พระองค์ทรงศึกษาในศูนยตัตวะ(*) มาหลายพันกัลปเป็นอย่างดี ดำรงอยู่แล้ว พระองค์นำมาซึ่งธรรมแลยา พระองค์รู้ความประพฤติของสัตว์ทั้งหลาย ประชุมชนเหล่านี้ถูกพยาธิตั้งร้อยอย่างคือหมู่เกลศทั้งหลายเข้าไปเบียดเบียน ข้าแต่พระชินผู้เป็นนายแพทย์ ขอพระองค์โปรดปลดเปลื้อง จงหมุนจักรคือธรรมอันประเสริฐ ฯ
                * ศูนยตัตวะ ปรัชญาที่ว่าด้วยความศูนย หรือ ความศูนยซึ่งเป็นความจริงอันถ่องแท้
      24 คลังในบารมี(*) นี้ พระองค์เพิ่มพูนแล้วเป็นเวลานาน พระองค์ไม่มีใครเสมอ ไม่ไหวหวั่น ก้าวหน้า ทรงสะสมทรัพย์คือธรรม ขอพระองค์โปรดเห็นว่า หมู่สัตว์ทั้งปวงนี้ไม่มีที่พึ่ง ยากจน ไม่มีผู้นำ ข้าแต่พระผู้นำพิเศษ พระองค์ทรงประพฤติในอารยทรัพย์ 7 ประการ ขอได้โปรดหมุนจักรเถิดพะยะค่ะ ฯ
                * บารมี 6 คือ 1ทาน  2 ศีล  3 กษานติ  4 วีรยะ 5 ธยาน  6 ปรัชญา
      25 ทรัพย์ ธานยะ เงิน ทอง และผ้างามๆ ดอกไม้อย่างดี เครื่องลูบทา เครื่องเผาเอาควัน ผงจันทน์หอม  พระราชวังอันประเสริฐ นักสนมนางใน ราชสมบัติ พระโอรสที่น่ารัก พระองค์เสียสละได้โดยความยินดีช้าแต่พระชิน พระองค์แสวงหาปรัชญาพร้อมทั้งความตรัสรู้ ขอพระองค์โปรดหมุนจักรอันประเสริฐ ฯ
      26 และพระองค์รักษาศีลไม่ขาดวิ่นไม่มัวหมอง ตั้งร้อยกัลป พระองค์เจริญกษานต(ความอดทน) วีรยะ(ความเพียร) ไม่ละลาย ไม่ต้องตกแต่งทุกเมื่อ ข้าแต่พระมุนีผู้มีธยานอันประเสริฐ มีอภิชญา มีวิปัศยนา มีปรัชญา มีอุเบกษา มีมโนรถสมูบรณ์แล้ว ปราศจากความป่วยไข้ขอพระองค์โปรดหมุนจักรประเสริฐ ฯ
      ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทั้งหลายชื่อว่าเป็นผู้หมุนจักรคือธรรมทั้งจิตตุบาท(ความคิดเกิดขึ้นในใจ)ในเวลานั้น จักร(ล้อเกวียนหรือล้อรถ) ประดับด้วยรัตนะทั้งปวง งามด้วยรัตนะทั้งปวง ตกแต่งด้วยขบวนเครื่องประดับเป็นรัตนะต่างๆมีกำพันหนึ่ง มีซี่พันหนึ่ง มีดุม มีกง มีพวงมาลัย มีข่ายทอง มีข่ายลูกพรวน เดือยมีกลิ่นหอม มีหม้อบรรจุน้ำเต็ม มีลายสวัสดิกะประกอบด้วยลักษณะเวียนขวางามด้วยผ้าทิพย์ย้อมด้วยสีต่างๆมีดอกไม้เครื่องหอมพวงมาลัยทิพย์ชโลมด้วยเครื่องลูบทา ประกอบด้วยอาการประเสริฐทั้งปวง
      ตถาคตผู้หมุนจักรคือธรรมทรงนำมาแล้วด้วยประณิธาน(ความตั้งใจ) แต่เดิมๆซึ่งชำระใจของโพธิสัตว์ให้สะอาด ควรแก่การบูชาของตถาคต ตถาคตทุกพระองค์ทรงนำมาแล้ว เป็นที่อาศัยของพระพุทธทั้งปวงไม่ลบเลือน พระตถาคตองค์ก่อนๆผู้เป็นอรหันตสัมยักสัมพุทธแสวงหาแล้ว เคยให้หมุนแล้ว และได้น้อมนำเอาจักร คือธรรมให้แล้ว และครั้นน้อมนำมาให้แล้วได้ประณมกระพุ่มมือพูดกับตถาคตด้วยคำเป็นบทประพันธ์ว่า
      27 เมื่อครั้งพระพุทธทีปังกร พยากรณ์สัตว์บริศุทธว่า เธอผู้เป็นนรสีห์เหมือนราชสีห์ จะได้เป็นพุทธ และในครั้งนั้น พระองค์ตั้งใจนี้ไว้อย่างนี้ เมื่อบรรลุความตรัสรู้แล้ว ก็ควรให้ผู้อื่นเขาเรียนธรรมฯ
      28 สัตว์ดีเลิศจากทิศทั้ง 10มาในที่นี้ ไม่สามารถจะนับได้ทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้ยังตระกูลศากยให้ยินดี พระองค์จงสอนในเรื่องจักรคือธรรมสัตว์ทั้งหลายเรียกมาแล้ว กระทำประณมกระพุ่มมือหมอบอยู่แทบบาท ฯ
      29 วิมานใด ที่เทวดาทั้งหลายทำแล้วที่ควงต้นโพธิหรือว่า วิมานใดที่พระชินทั้งปวงผู้ชนะตนได้ทำแล้ว วิมานทั้งปวงนั้นตั้งอยู่ในจักรคือ ธรรมของพระองค์พระองค์จะตรัสตลอดกัลปบริบูรณ์ ก็ไม่รู้จักสิ้น ฯ
      30 อากาศในเทวโลก และมนุษยโลก แผ่ไปถึงหมู่เทวดาทั้งหลายและพื้นดิน แผ่ไปถึง อสูร กินนร และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่ได้ยินเสียงกระแอมไอหรือขากเศลษม์ในกษณะนั้น ทั้งหมดมีใจเลื่อมใส จ้องมองพระชิน ฯ
      กระนี้แล  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตรับเชิญด้วยภาวะนิ่งในประถมยามแห่งราตรียังถ้อยคำให้เกิดความจับใจในมัชฌิมยามแห่งราตรี ได้เรียกภัทรวรรคียทั้งห้ามาในปัจฉิมยามแห่งราตรีว่า
      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การหยั่งลงถึงที่สุด(จุดหมายปลายทาง) ของบรรพชิตมี 2  อย่างนี้ คือ 
      กาเมษุ กามสุขลฺลิกา ความชุ่มอยู่ด้วยความสุขทางกามในกามทั้งหลายเป็นเครื่องเสพติด (โยคะ) ต่ำช้า(หีน) เป็นของชาวบ้าน(คฺรามยฺ) เป็นของชนสามานย์(ปารฺถคฺชนิก) ไม่เป็นอลมารยะ(*1)ประกอบด้วยสิ่งมิใช่ประโยชน์(อนรฺถ)ไม่เป็นไปเพื่อพรหมจรรย์ในอนาคต ไม่เป็นไปเพื่อความเหนื่อยหน่าย ไม่เป็นไปเพื่อวิราคะ(ปราศจากความกำหนัด) ไม่เป็นไปเพื่อนิโรธ(ความดับสนิท) ไม่เป็นเพื่ออภิชญา(ความรู้ยิ่ง)ไม่เป็นไปเพื่อสัมโพธิ (ความตรัสรู้) ไม่เป็นไปเพื่อนิรวาณ และอาตมกายกลมถานุโยค การประกอบเนืองๆในการทรมานกายของตน นี้เป็นประติปทา(แนวทางประติบัท) ไม่ใช่ทางสายกลาง เป็นทุกข์ ประกอบด้วยสิ่งมิใช่ประโยชน์ เป็นทุกข์ในปรัตยุบัน และมีผลเป็นทุกข์ในอนาคต ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบรรพชิตไม่เข้าถึงที่สุด 2 อย่างนี้แล้ว ตถาคตแสดงธรรมเป็นประติปทาทางสายกลางแท้เทียว นั่นคือ
                        สัมยัคทฤษฏิ(เห็นชอบ) 
                        สัมยักสํกัลปะ(ดำริชอบ) 
                        สัมยัควาก(เจรจาชอบ) 
                        สัมยักกรรมานตะ(ทำการงานชอบ) 
                        สัมยัคาชีวะ(เลี้ยชีวิตชอบ) 
                        สัมยัควายายามะ(พยายามชอบ) 
                        สัมยักสมฤติ(ตั้งสมฤติชอบ) 
                        สัมยักสมาธิ(มีสมาธิชอบ) 
       ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อารยสัตย์ทั้งหลายเหล่านี้มี 4 อย่าง อารยสัตย์ 4 อย่างคืออะไรบ้าง? คือทุขะ(ทุกข์) ทุขสมุทยะ(เหตุเป็นแดนเกิดทุกข์) ทุขนิโรธ (ความดับทุกข์) ทุขนิโรธคามินีประติปัต(ข้อประติบัทอันถึงความดับทุกข์) ในทั้ง 4 อย่างนี้
                        ทุขะ เป็นอย่างไร 
                        ชาติ(ความเกิด) ก็เป็นทุกข์ 
                        ชรา(ความแก่) ก็เป็นทุกข์
                        พยาธิ(ความป่วยไข้) ก็เป็นทุกข์ 
                        มรณะ(ความตาย)ก็เป็นทุกข์ 
                        อปฺริยสัมประโยค(ประสบสิ่งที่ไม่รัก) 
                        ปฺริยวิประโยค(พรากจากสิ่งที่รัก) ก็เป็นทุกข์ อยากได้สิ่งใดแสวงหาไม่ได้ นั่นก็เป็นทุกข์
                โดยย่อแล้วอุปาทานสกันธทั้ง 5 เป็นทุกข์ นี่ตถาคตเรียกว่าทุข ในทั้ง 4 อย่างนั้น
                ทุขสมุทยะเป็นอย่างไร ตฤษณานี้ 
                เปานรรภวิกี(*2) (ประกอบด้วยการเกิดในภพใหม่) 
                นันทิราคสหคตา(ประกอบด้วยความยินดีและความกำหนัด)
                ตัตระตัดราภินันทินี (มีความยินดีในอารมณ์นั้นๆ)
                นี่ตถาคตเรียกว่า ทุขสมุทยะ ในทั้ง 4 อย่างนั้น
      ทุกขนิโรธ เป็นอย่างไร? ความปราศจากราคะโดยไม่เหลือคือความดับสนิทซึ่งตฤษณาอันประกอบด้วยการเกิดในภพใหม่นี้ ตฤษณานี้ประกอบด้วยความยินดีและความกำหนัด มีความยินดีในอารมณ์นั้นๆ ทำให้สิ่งอื่นๆ เกิดขึ้นยังจะต้องกลับมาอีก นี่ตถาคตเรียกว่าทุขนิโรธ ในทั้ง 4 อย่างนั้น
      ทุขนิโรธคามินีประติปัต เป็นอย่างไร อารยมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ นั่นคือ สัมยัคทฤษฏิ จึงถึงสัมยักสมาธิ นี่ตถาคตเรียกว่า  ทุขนิโรธคามินีประติปัต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี่คือ อารยสัตย์ 4 เพราะฉะนั้น
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า นี่คือ ทุขะชญานก็เกิดขึ้น จักษุก็เกิดขึ้น 
                วิทยาก็เกิดขึ้น ภูริ(ปรัชญาหนาแน่น)ก็เกิดขึ้น 
                เมธา(ปรัชญาเฉลียวฉลาด)ก็เกิดขึ้น 
                ปรัชญา(ความรอบรู้)ก็เกิดขึ้น
                อาโลกะ(แสงสว่าง) ก็ปรากฏขึ้น เพราะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะกระทำมากในธรรมทั้งหลายที่ตถาคตยังไม่เคยได้ยิน
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่านี่คือ ทุขสมุทยะ ชญานก็เกิดขึ้น จักษุก็เกิดขึ้น   วิทยาก็เกิดขึ้น   ภูริก็เกิดขึ้น   เมธาก็เกิดขึ้น   ปรัชญาก็เกิดขึ้น   อโลกะก็ปรากฏขึ้น   เพราะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะกระทำมากในธรรมทั้งหลายที่ตถาคตยังไม่เคยได้ยิน
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า นี่คือ ทุขนิโรธ ฯลฯ อาโลกะก็ปรากฏขึ้น เพราะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ฯลฯ
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะนี้ ตนควรรู้ ฯลฯ อาโลกะก็ปรากฏขึ้น ฯลฯ
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะสมุทยะนี้ ตนพึงละ ฯลฯ อาโลกะก็ปรากฏขึ้น ฯลฯ
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะนิโรธนี้ ตนถึงทำให้ปรากฏ ฯลฯ อาโลกะก็เกิดขึ้น ฯลฯ
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะนิโรธคามินีประติปัตนี้ ตนพึงเจริญให้มีขึ้น ฯลฯ
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะนี้ตนรู้แล้ว ฯลฯ
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะสมุทยะนี้ ตนละได้แล้ว
                        ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะนิโรธนี้ ตนทำให้ปรากฏแล้ว
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อรู้ว่า ทุขะนิโรธคามินีประติปัต ตนได้เจริญให้มีขึ้นแล้ว ชญานก็เกิดขึ้น จักษุก็เกิดขึ้น วิทยาก็เกิดขึ้น ภูริก็เกิดขึ้น เมธาก็เกิดขึ้น ปรัชญาก็เกิดขึ้น อาโลกะก็ปรากฏขึ้น เพราะพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพราะกระทำมากในธรรมทั้งหลายที่ตถาคตยังไม่เคยได้ยิน
                *1 อลมารฺยะ คือ ชญานของพระอารยะที่รู้ว่าพอแล้ว เต็มที่แล้ว
                *2 เปานรรภวิกี แปลอีกนัยหนึ่งว่า ประกอบด้วยความมีซ้ำคือมีแล้วอยากมีอีกไม่สิ้นสุด
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชญานทรรศนะ(การเห็นด้วยชญาน) ในอารยสัตย์ทั้ง 4 นี้เวียน 3 รอบ มี 12 อาการอย่างนี้ เกิดขั้นแล้วแก่ตถาคตผู้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตยังไม่ประติชญา(ให้คำมั่นสัญญา) ว่า ตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้ว ตราบใด ชญานทรรศนะยังไม่เกิดข้นแก่ตถาคต  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อใดชญานทรรศนะในอารยสัตย์ทั้ง 4 นี้ เวียน 3 รอบ มี 12 อาการอย่างนี้  เกิดขึ้นแก่ตถาคต และเจโตวิมุกติของตถาคตไม่กำเริบ(ไม่เปลี่ยนแปลง) และ ปรัชญาวิมุกติตถาคตทำให้ปรากฏแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อนั้น ตถาคตจึงประติชญาได้ว่าตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้ว ตราบนั้นชญานทรรศนะ เกิดขึ้นแล้วแก่ตถาคต ชาติ (ความเกิด)ของตถาคตสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ตถาคตได้อยู่แล้ว (คือได้ประพฤติเสร็จแล้ว) กิจที่ควรทำตถาคตได้ทำแล้ว ตถาคตไม่ต้องจากภพหนึ่งไปสู่ภพแล้ว
                ไในที่นี้ มีคำกล่าวไว้ว่า
      31 พระศากยมุนี องค์สวยัมภู ตรัสเรียกเกาณฑินยะ ด้วยพระวาจาดังว่าเสียพรหมเสียงกินนรอันดังขึ้นตั้งพันส่วน ซึ่งได้อบรมมาดีแล้วในความสัตย์ทุกเมื่อตั้งหลายโกฏิกัลปตรัสว่า ฯ
      32 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน เป็นทุกข์ เป็นอนาตมะ เป็นศูนย เป็นสวภาพของคนเขลา ปราศจากความพยายามเหมือนหญ้ายอดด้วน ในที่นี้ไม่มีอาตมะ ไม่มีคน ไม่มีชีวะ ฯ
      33 ธรรมทั้งปวงเหล่านี้ มีได้เพราะอาศัยเหตุเหมือนความสว่างในอากาศเห็นได้ไกลยิ่ง ไม่มีผู้ทำ และไม่มีผู้ถูกทำ ไม่มีการทำ ไม่มีสิ่งถูกทำ ไม่มีความชั่วหรือความดี ฯ
      34 จริงอยู่ ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยสกันธ ดั่งว่านี้เหมือนความเจริญงอกงามของตฤษณา(*) เกิดขึ้นเพราะน้ำ การเห็นแจ้งโดยความเสมอกันในธรรม ย่อมมีด้วยมรรค ความดับสนิทโดยธรรมเป็นเครื่องสิ้นไป ย่อมมีด้วยการหมดสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง ฯ
                * ท่านใจศัพท์ว่า ตฤษณ แต่น่าจะเป็นตฤณ ซึ่งเปลว่าหญ้า คือหญ้าเจริญงอกงามเพราะน้ำ
      35 อวิทยา ย่อมมีเพราะไม่พิจารณาถี่ถ้วนอันเกิดจากการกำหนดด้วยความดำริหรือความมุ่งหมาย และไม่มีอะไรเป็นมูลเหตุของอวิทยานั้นเลย อวิทยายังให้ความเป็นเหตุแห่งสังสการ และไม่มีการก้าวเลยไป วิชญานเกิดขึ้นเพราะอาศัยการก้าวหน้าของสังสการฯ
      36 นามคือวิชญาน และรูป เกิดขึ้นแล้ว อินทรีย์ 6ย่อมเกิดขึ้นในนามและรูป อินทรีย์รับอารมณ์ เรียกว่าสปรรศะและเวทนา 3 ย่อมเป็นไปตามสปรรศะ ฯ
      37 เวทนาใดๆ ท่านเรียกว่าเป็นไปกับด้วยตฤษณากองทุกข์ทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะตฤษณา ความเป็นไปในภพทั้งปวงมีเพราะอุปาทานจริงอยู่ ชาติ(ความเกิด) ย่อมตั้งขึ้นแก่เขา เพราะภพเป็นปรัตยัย ฯ
      38 ทุกข์คือชรา พยาธิ ซึ่งบังเกิดขึ้นหายอย่างในกรงคือภพนี้(โลกนี้) ย่อมมีเพราะชาติ (ความเกิด เป็นเหตุ ดังนั้นสภาพทั้งปวงนี้แหละย่อมมีเพราะปรัตยัยของโลก ไม่มีตน และไม่มีบุทคลผู้ดำเนินการใดๆ ฯ
      39 ท่านกล่าวว่าบ่อเกิดไม่มีในกัลป (กัลปเจริญ)และไม่มีในวิกัลป (กัลปเสื่อม) ใดๆอนึ่งที่ใด พิจารณาถี่ถ้วน อวิทยาไม่ว่าชนิดใด ย่อมไม่มีในที่นั้น นิโรธ (ความดับสนิท) มีในที่ใดที่นั้นย่อมมีเพราะความไม่มีอวิทยา องค์แห่งภพทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว ความสิ้นคือ นิโรธ(ความดับสนิท) ฯ
      40 นี่แหละ ตถาคตตรัสรุ้แล้วโดยปรัตยัย เพราะฉะนั้นพระสวยัมภูย่อมพยากรณ์โดยตนเองได้ ตถาคตมิได้กล่าวว่า สกันธ อายตนะและธาตุ เป็นพุทธ พุทธในโลกนี้ ก็มิได้มีเพราะการหยั่งรู้เหตุอย่างอื่น(นอกจากสกันธ อายตนะและธาตุ)
      41 และภาคพื้นในโลกนี้ ก็ไม่เป็นบุณยสถานอันใหญ่ยิ่งของผู้เดินทางในความศูนย(ว่างเปล่า) เป็นลักทธิในการประกอบธรรมเช่นนี้ ในโลกนี้ผู้ใดเคยประพฤติเพื่อเป็นพุทธมาแล้ว เป็นสัตว์บริศุทธยิ่ง ผู้นั้นสามารถ เพื่อรู้ธรรมนี้ได้ ฯ
      42 จักรคือธรรมมี 12 อาการอย่างนี้แล ตถาคตให้หมุนแล้วและเกาฑินยะได้รู้แล้ว รัตนะ 3 ครบแล้ว
      43 รัตนตรัยนั้นคือ พุทธะ ธรรมะ สังฆะ เสืยงดังต่อๆกันไปกระทั่งถึงบุรีเป็นที่อยู่ของพรหม ฯ
      44 จักรปราศจากธุลี เพราะโลกนาถผู้เผยแผ่ให้หมุนแล้ว รัตนะทั้งหลาย 3 หายากที่สุดในโลก เกิดขึ้นแล้ว ฯ
      45 ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้ง 5 มีเกาฑินยะเป็นประถม มีแล้ว เทวดา60 โกฏิ ตถาคตได้ชำระธรรมจักษุ(ดวงตาเห็นธรรม) ให้สะอาดแล้ว ฯ
      46 และเทวดารูปพรหมอื่นๆอีก 80 โกฏิ ตถาคตก็ได้ชำระจักษุของเทวดาเหล่านั้นให้สะอาดแล้ว ในการหมุนจักรคือธรรม ฯ
      47 มนุษย์ทั้งหลายแปดหมื่นสี่พัน มาประชุมกันแล้ว ตถาคตชำระจักษุของมนุษย์เหล่านั้นให้พ้นจากการฝ้าฟางทั้งปวง ฯ
      48 ในกษณะนั้น เสียงกล่าวถึงพระพุทธดังไปในทิศทั้ง 10 ไม่มีที่สุด เป็นเสียงไพเราะจับใจ ได้ยินในอากาศชัดเจน เสียงนั้นว่า พระฤษีศากยมีกำลัง10(ทศพล) เสด็จไปยังฤษิปตนะในมหานครพาราณสี หมุนจักรสูงสุดคือธรรม ไม่ใช่อย่างอื่น ฯ
      49 พระพุทธตั้งร้อยในทิศทั้ง 10 บางพวกทรงนิ่งหมด พระโพธิสัตว์ผู้รับใช้ทั้งปวงของพระพุทธเหล่านั้น ถามพระชินว่า พระทศพลทั้งหลายได้ยินเสียงแล้วงดธรรมกถาเพราะเหตุใด ดังจะขอโอกาศ ขอพระองค์โปรดบอกโดยเร็ว เพราะเหตุไร องค์พระทศพลทั้งหลายจึงนิ่งเงียบ ฯ
      50 พระทศพลทั้งหลายตรัสว่า โพธิ ตถาคตนำมาแล้วด้วยกำลังความเพียรตั้งร้อยภพในครั้งก่อนๆ โพธิสัตว์หลายแสนพากันหัวหน้าสู่โพธิซึ่งมีความรุ่งเรืองสูง เป็นสวัสดิมงคล ตถาคตผู้ทำประโยชน์นั้นได้บรรลุแล้ว จักรตถาคตให้เป็นไปแล้วโดยหมุน 3รอบ เพราะฉะนั้น พระทศพลทั้งหลายจึงนิ่งเงียบ ฯ
      51 พระโพธิสัตว์ร้อยโกฏิได้ยินคำนี้ขอพระทศพลทั้งหลายแล้วทำให้กำลังแห่งไมตรีเกิดขึ้น ได้มุ่งต่อโพธิอันประเสริฐเป็นแดนเกษม ทูลว่าข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์ทั้งหลายศึกษาความตั้งขึ้นแห่งกำลังความเพียร นั้นแล้ว จะเป็นผผุ้ให้จักษุในธรรม(ดวงตาเห็นธรรม อันเป็นโลกุตตมในโลกโดยเร็ว ดั่งนี้ ฯ
      ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ พระนามไมเตรยะ ได้ทูลคำนี้กับพระผู้มีภคะว่าข้าแต่พระผู้มีภคะ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทั้งหลายประชุมกันแล้วในโลกธาตุทั้ง 10 ทิศ ใคร่ฟังการตั้งใจกระทำพิเศษซึ่งการหมุนจักรคือธรรมของพระผู้มีภคะอย่างใกล้ชิด ดังจะขอโอกาศ ข้าแต่พระผู้มีภคะ เพราะฉะนั้น ขอพระตถาคตอรหันตสัมยักสัมพุทธโปรดแสดงว่า จักรคือธรรม พระตถาคตให้หมุน แล้วโดยรูปอย่างไร?  พระผู้มีภคะตรัสว่า ดูกรไมเตรยะ 
                จักรคือธรรมลึกซึ้ง เพราะจะต้องได้รับการจับใจความ 
                จักรคือธรรมนั้นจึงเห็นยาก เพราะปราศจากทวยะธรรม(*)
                * ทวยะธรรม คือลัทธิคู่ถือว่าโลกก็จริง ธรรมก็จริง หรือที่มาของโลกก็จริง อาตมันหรือนิรวาณก็จริงลัทธินี้ภาษาปรัชญาตะวันออกเรียกว่า ไทวตวาท (Dualism) คือลัทธิถือทั้ง 2 อย่างเป็นความจริง ส่วนพุทธศาสนานั้นเป็อทฺวตวาท(Monism) คือความจริงมีอย่างเดียว คือ นิรวาณนอกนั้นไม่จริง
                จักรคือธรรมนั้นรู้ยาก เพราะไม่คิดสิ่งที่คิด 
                จักรคือธรรมนั้นคิดยาก เพราะชญานกับวิชญานเกี่ยวข้องเท่าๆกัน 
                จักรคือธรรมนั้นไม่ขุ่นมัว เพราะได้วิโมกษไม่มีอะไรขัดขวาง 
                จักรคือธรรมนั้น สุขุม เพราะปราศจากการเปรียบเทียบอย่างหาที่เปรียบมิได้ 
                จักรคือธรรมนั้น เป็นสาระเพราะได้ชญานเปรียบเหมือนเพชร 
                จักรคือธรรมนั้นไม่แตกร้าว เพราะมีพร้อมทั้งเบื้องต้นและที่สุด 
                จักรคือธรรมนั้นไม่เนิ่นช้า เพราะปราศจากการปรารภความเนิ่นช้าทั้งปวง
                จักรคือธรรมนั้นไม่ประเทือน เพราะมั่นคงที่สุด
                จักรคือธรรมนั้นไปได้ทุกแห่ง เพราะมีสภาพเหมือนอากาศ
                ดูกรไมเตรยะ  ก็จักรคือธรรมนั้นแลเป็นสภาพปรกติแห่งธรรมทั้งปวง 
                เป็นจักรปราศจากการเปรียบเทียบ
                เป็นจักรประกอบด้วยไม่มีความอุบัติ และไม่มีนิโรธ 
                เป็นจักรไม่มีที่อยู่  
                เป็นจักรแผ่ไปโดยนัยแห่งธรรมไม่มีกำหนด ไม่มีเปลี่ยนแปลง 
                เป็นจักรศูนยตา(ความศูนย) 
                เป็นจักรไม่มีนิรมิต(เครื่องหมาย)
                เป็นจักรไม่มีที่ตั้ง 
                เป็นจักรไม่เป็นอภิสังสการ (ไม่ปรุงแต่ง) 
                เป็นจักรโดดเดี่ยว
                เป็นจักรปราศจากราคะ
                เป็นจักรปราศจากโทษะ
                เป็นจักรที่ตถาคตตรัสรู้แล้ว
                เป็นจักรต่างกันโดยธรรมธาตุ
                เป็นจักรที่ทำให้สัตว์ตั้งโกฏิกระเทือน
                เป็นจักรไม่ติดไม่ขัดขวาง
                เป็นจักรพ้นจากทฤษฏีที่สุดสองอย่างโดยหยั่งลงสู่การบรรลุโดยตรง
                เป็นจักรธรรมธาตุสายกลางหาที่สุดมิได้ไม่กำเริบ
                เป็นจักรเคารพเชื่อฟังกิจการของพระพุทธโดยไม่ต้องคำนึง 
                เป็นจักรไม่เดินหน้าและถอยหลัง 
                เป็นจักรที่จะต้องบรรลุถึงครั้งสุดท้าย
                เป็นจักรไม่มีทางเข้าและทางออก
                เป็นจักรไม่มีคำพูด
                เป็นจักรเหมือนจักรปรกติธรรมดา
                เป็นจักรหยั่งลงสู่ความสม่ำเสมอในธรรมทั้งปวงในวิษัย(เรื่อง)เดียวกัน
                เป็นจักรตั้งมั่นในวินัยของสัตว์ไม่มีกษณะและเวียนขึ้นเบื้องบนไปโดยเฉพาะ 
                เป็นจักรแล่นเข้าไปสู่นัยแห่งประมัตถ์(เนื้อความสูงสุด) ที่จัดเข้าอยู่ในอัทวยะวาทะ(*)
                * อัทวยะวาทะ คือ ลัทธิถือไม่มีสอง เห็นว่าความจริงมีอย่างเดียวไม่ใช่มีสอง ปฏิเสธสมมติทั้งหมดนิรวาณอย่างเดียวจริง นอกนั้นเป็นเรื่องสมมติไม่จริง คำนี้ตามภาษาปรัชญาตะวันออกเรียกว่า อไทฺวตวาท
                เป็นจักรหยั่งลงสู่ธรรมธาตุ
                จักรคือธรรมนั้นอยู่เหนือการพิสูจน์ 
                จักรคือธรรมนั้นอยู่เหนือการประมาณ(พิสูจน์)ทั้งหมด
                จักรคือธรรมกนั้นไม่มีจำนวนล่วงพ้นจำนวนทั้งหมด
                จักรคือธรรมนั้นเป็นอจินตัย(คิดไม่ถึง) พ้นแนวทางที่จะคิด 
                จักรคือธรรมนิ้น ชั่งไม่ได้ ปราศจากการชั่ง 
                จักรคือธรรมนั้นไม่มีคำพูด พ้นคลองแห่งเสียงร้องเสียงกึกก้องและคำพูดทั้งปวง พิสูจน์ไม่ได้อนุมานไม่ได้(*3) อุปมาณไม่ได้(*4) ไม่มีการขาดศูนยเหมือนอากาศ ไม่ใช่ศาศวตะ(*5) หยั่งลงสู่การอาศัยซึ่งกันและกันไม่มีการขัดขวางมีความสงบ สงบระงับที่สุด เป็นความจริงถ่องแท้ เป็นภาวะแห่งตถา(ความจริง) วิตถา (ความไม่จริง) นันยถา (ไม่ใช่สิ่งอื่น) อนันยถา(ไม่ใช่สิ่งอื่นหามิได้) ข่มมารให้พ่ายแพ้ ล่วงพ้นพวกเดียรถีย์(*6)ทั้งหลาย ข้ามพ้นจากวิษัยแห่งโลก
                เป็นจักรที่พระอารยบุทคลผู้รู้ในพุทธวิษัยตรัสรู้แล้ว 
                เป็นจักรที่ประปรัตเยกพุทธทั้งหลายถือเอาแล้ว 
                เป็นจักรที่พระโพธิสัตว์ทั้งหลายสรรเสริญแล้ว 
                เป็นจักรที่พระพุทธทั้งปวงไม่ผิดแปลกกับพระตถาคตทั้งปวง
                *3 อนุมาน รู้โดยอาศัยเหตุผล
                *4 อุปมาน รู้โดยอาศัยการเปรียบเทียบความคล้ายคลึงกัน
                *5 ศาศวตะ คือ เห็นว่าโลกเที่ยง
                *6 พวกเดียรถีย์ คือ ผู้ตั้งลัทธิอื่นนอกจากพุทธศาสนา
                ดูกรไมเตรยะ จักรคือธรรมมีลักษณะอย่างนี้ ผู้ที่หมุนเรียกว่าตถาคต (ผุ้มาหรือไปอย่างเดียวกันตามคติพุทธประเพณี)
                เรียกว่า สัมยักสัมพุทธ 
                เรียกว่า สวยัมภู 
                เรียกว่า ธรรมสวามี 
                เรียกว่า นายก(ผู้รู้นัย) 
                เรียกว่า วินายก(ผู้นำพิเศษ)  
                เรียกว่า ปริณายก  
                เรียกว่า สารถวาหะ(หัวหน้าพวกพ่อค้า)  
                เรียกว่า สรรพธรรมวศวรรตี(ผู้เป็นไปในอำนาจธรรมทั้งปวง)  
                เรียกว่า ธรรมเมศวร(ผู้เป็นใหญ่ในธรรม) 
                เรียกว่า ธรรมจักรประวรรติ(ผุ้หมุนจักรคือธรรม)
                เรียกว่า ธรรมทานปติ (เจ้าแห่งผู้ประทานธรรม)
                เรียกว่า ยัชญสวามี (ผู้เป็นเจ้าแห่งยัชญ)
                เรียกว่า สุยัษฏยัชญ (ผู้บูชายัชญเป็นอย่างดี)
                เรียกว่า สิทธิพรต (ผู้มีพรตสำเร็จ)
                เรียกว่า บูรณาภิปรายะ (ผู้สมบูรณ์ตามความตั้งใจ)
                เรียกว่า เทศิกะ (ผู้เทศน์)
                เรียกว่า อาศวาสกะ (ผู้ปลอบ)
                เรียกว่า เขมังกระ (ผู้ทำความปลอดภัย)
                เรียกว่า ศูระ (ผู้กล้า)
                เรียกว่า รัณญชนหะ (ผู้เลิกสงคราม)
                เรียกว่า วิชิตสังครามะ (ผู้ชนะสงคราม)
                เรียกว่า อุจฉริตธวชะปตาก (ผู้ยกธงชัยธงปตาก
                เรียกว่า อาโลกะกระ (ผู้ทำแสงสว่าง)
                เรียกว่า ประภังกระ (ผู้ทำรัศมี)
                เรียกว่า ตโมนุทะ (ผู้กำจัดมือ)
                เรียกว่า อุลกาธารี (ผู้ถือคบเพลิง)
                เรียกว่า มหาไวทยะราชา (ผู้เป็นนายแพทย์ใหญ่)
                เรียกว่า ภูตจิกิตสกะ (ผู้รักษาโรคของผู้มีชีวิต)
                เรียกว่า มหาศัลยหรรตา (ผู้ถอนหอกใหญ่)
                เรียกว่า วิติมิรชญานทรรศนะ (ผู้มีชญานทรรศนะไม่มืดมัว)
                เรียกว่า สมันตทรรศี (ผู้เห็นรอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตวิโลกิตะ (ผู้เหลียวแลรอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตจักษุ ผู้มีตารอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตประภะ (ผู้มีรัศมีรอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตาโลก (ผู้มีแสงสว่างรอบด้าน)
                เรียกว่า สมัตมุข (ผู้มีหน้ารอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตประภากระ (ผู้ทำรัศมีรอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตจันทระ (ผู้มีดวงจันทร์รอบด้าน)
                เรียกว่า สมันตปราสาทิกะ (ผู้มีกิริยาท่าทางงามรอบด้าน)
                เรียกว่า อประดิษฐานายูหานิรยูหา (ผู้ไม่มีประตูเข้าประตูออก)
                เรียกว่า ธรณีสมะ (ผู้เสมอด้วยแผ่นดิน) เพราะถึงความไม่ฟูขึ้นและไม่ฟุบลง
                เรียกว่า ไศเลนทระสมะ (ผู้เสมอด้วยภูเขาหิน) เพราะไม่กระเทือนไหวหวั่น
                เรียกว่า สรรพโลกศรี (ผู้เป็นสิริมงคลของโลกทั้งปวง) เพราะประกอบด้วยคุณแก่โลกทั้งปวง
                เรียกว่า อนวโลกิตมูรธะ (ยอดแห่งผู้ไม่เหลียวแลคือเสียสละ) เพราะถอนตนออกจากโลกแล้ว
                เรียกว่า สมุทรกัลปะ (กำหนดด้วยมหาสมุทร) เพราะลึกและหยั่งไม่ถึง
                เรียกว่า ธรรมรัตนากร (ผู้เป็นเหมืองรัตนะคือธรรม) เพราะเต็มไปด้วยรัตนะคือ ธรรมเป็นฝ่ายตรัสรู้ทั้งปวง
                เรียกว่า วายุสมะ (ผู้เสมอด้วยลม) เพราะไม่อยู่เป็นที่
                เรียกว่า อสังคพุทธิ (ผู้มีความรู้ไม่ติดไม่ข้อง) เพราะจิตไม่ติดและพ้นแล้วจากเครื่องผูกพัน
                เรียกว่า อไววรรติกธรรม (ผู้มีธรรมไม่เปลี่ยนแปลง) เพราะรู้ความไม่ไหวหวั่นแห่งธรรมทั้งปวง
                เรียกว่า เดชะสมะ (ผู้เสมอด้วยไฟ) เพราะปรากฏว่าเผาเกลศทั้งปวงด้วยการละความเข้าใจผิดทั้งหมดอัน  ยากจะเข้าถึง 
                เรียกว่า อัปสมะ (สดใส) เพราะมีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายและจิตไม่มีมลทินลอยบาปไปแล้ว
                เรียกว่า อากาศสมะ (ผู้เสมอด้วยอากาศ) เพราะมีชญานไม่ติด มีชญานเที่ยวไปในอารมณ์ ไม่มีสิ้นสุดเห็นเป็นธรรมธาตุกลางๆ
                เรียกว่า อนาวรณชญาน วิโมกษวิหารี (ผู้อยู่ในวิโมกษคือความหลุดพ้นมีชญานไม่ถูกขัดขวาง) เพราะละเสียแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องขัดขวางต่างๆ
                เรียกว่า สรรพธรรมธาตุประสฤตกายะ (ผู้มีกายผูกพันอยู่กับธรรมธาตุทั้งปวง) เพราะสิ่งที่ผ่านคลองจักษุเป็นสิ่งเสมอด้วยอากาศ 
                เรียกว่า อุตมสัตวะ (สัตว์ผู้สูงสุด ) เพราะไม่มัวหมองด้วยอารมณ์ของโลกทั้งปวง
                เรียกว่า อสังคสัตวะ (สัตว์ผู้ไม่ติด)
                เรียกว่า อปรมาณพุทธิ (ผู้มีความรู้พิสูจน์ไม่ได้) 
                เรียกว่า โลโกตตระธรรมเทศิกะ (ผู้แสดงธรรมที่พ้นโลก)
                เรียกว่า โลกาจารยะ (ผู้เป็นอาจารย์ของโลก)
                เรียกว่า โลกไวทยะ (นายแพทย์ของโลก)
                เรียกว่า โลกาภยุทคตะ (ผู้อยู่เหนือโลก )
                เรียกว่า โลกาธรรมานุปลิปตา (ผู้ไม่ถูกโลกธรรมทำให้เปรอะเปื้อน)
                เรียกว่า โลกนาถะ (ผู้เป็นที่พึ่งของโลก)
                เรียกว่า โลกเชษฐะ(ผู้เจริญที่สุดในโลก)
                เรียกว่า โลกเศรษฐะ (ผู้ประเสริฐที่สุดในโลก
                เรียกว่า โลเกศวระ (ผู้ใหญ่ยิ่งในโลก)
                เรียกว่า โลกมหิตะ (ผู้ที่โลกเขาบูชา)
                เรียกว่า โลกปรายณะ (ผู้เป็นที่ยึดเหนี่ยวของโลก)
                เรียกว่า โลกปารัรงคตะ (ผู้ถึงฝั่งโลก)
                เรียกว่า โลกประทีปะ (ผู้เป็นประทีปของโลก)
                เรียกว่า โลโกตตระ (ผู้สูงสุดของโลก)
                เรียกว่า โลกคุรุ (ผู้คุรุของโลก)
                เรียกว่า โลการถกระ(ผู้ทำประโยชน์ให้แก่โลก)
                เรียกว่า โลกานุวรรตกะ (ผู้คล้อยตามโลก)
                เรียกว่า โลกวิทิต (รู้แจ้งโลก)
                เรียกว่า โลกาธิปเตยปราปตะ (ผู้ถึงความเป็นอธิปไตยของโลก)
                เรียกว่า มหาทักษิณียะ (ผู้ควรแก่ทักษิณาใหญ่ยิ่ง)
                เรียกว่า ปูชารหะ (ผู้ควรแก่การบูชา)
                เรียกว่า มหาปุณยเกษตระ (ผู้เป็นเนื้อนาบุณยใหญ่ยิ่ง)
                เรียกว่า มหาสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์ใหญ่ยิ่ง)
                เรียกว่า อครสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์สุงส่ง)
                เรียกว่า วรสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ)
                เรียกว่า ประวรสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐยิ่ง)
                เรียกว่า อตตมะสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์สูงสุด)
                เรียกว่า อนุตตระสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์ไม่มีใครสูงกว่า)
                เรียกว่า อสมะสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์ไม่มีใครเสมอ)
                เรียกว่า อสทฤศะสัตวะ (ผู้เป็นสัตว์ไม่มีใครเหมือน)
                เรียกว่า สตตะสมาหิตะ (ผู้ตั้งมั่นตลอดไป)
                เรียกว่า สรรพธรรมสมตาวิหารี(ผู้เป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอในธรรมทั้งปวง)
                เรียกว่า มารคปราปตะ (ผู้บรรลุมรรค) 
                เรียกว่า มารคทรรศกะ (ผู้ชี้มรรค) 
                เรียกว่า มารคเทศิกะ (ผู้แสดงมรรค) 
                เรียกว่า สุประติษฐิตมารคะ (ผู้ตั้งอยู่ในมรรคเป็นอย่างดี) 
                เรียกว่า มารวิษยะสมะติกรานตะ (ผู้ล่วงพ้นวิษัยของมาร) 
                เรียกว่า มารมัณฑละวิธวังสะกระ (ผู้ทำการทำลายมณฑลของมาร) 
                เรียกว่า อชรามระศีติภาวะ (ผู้มีความเย็นเพราะไม่มีแก่และตาย) 
                เรียกว่า วิคตะตโมน์ธะการะ (ผู้ปราศจากความมืดอนธการ) 
                เรียกว่า วิคตะกัณฏกะ (ผู้ปราศจากขวากหนาม) 
                เรียกว่า วิคตะกางกษะ (ผู้ปราศจากความสงสัย) 
                เรียกว่า วิคตะเกลศะ (ผู้ปราศจากเกลศ) 
                เรียกว่า วินีตะสังศยะ (ผู้นำความสงสัยออกแล้ว) 
                เรียกว่า วิมติสมุทธะฏิตะ (ผู้ถอนความสงสัย)
                เรียกว่า วิรักตะ (ผู้ปราศจากการย้อม)
                เรียกว่า วิมุกตะ(ผู้หลุดพ้น)
                เรียกว่า วิศุทธะ (ผู้บริศุทธ) 
                เรียกว่า วีตราคะ (ผู้ปราศจากราคะ) 
                เรียกว่า วิตโทษะ (ผู้ปราศจากโทษะ) 
                เรียกว่า วีตโมหะ (ผู้ปราศจากโมหะ) 
                เรียกว่า กษีณาศรวะ (ผู้สิ้นอาศรวะแล้ว) 
                เรียกว่า นิเกลศ (ผู้สิ้นเกลศแล้ว) 
                เรียกว่า วศีภูตะ (ผู้มีอำนาจ) 
                เรียกว่า สุวิมุกตจิตตะ (ผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว) 
                เรียกว่า สุวิมุกตปรัชญา (ผู้มีปรัชญาเป็นเครื่องหลุดพ้นอย่างดี)
                เรียกว่า อาชาเนย (ผู้รู้ฉับไว) 
                เรียกว่า อปหฤตภาระ (ผู้นำภาระออกไปแล้ว) 
                เรียกว่า อนุปราปตะสวการถะ (ผู้บรรลุประโยชน์ของตน) 
                เรียกว่า ปริกษีณภวสังโยชนะ (ผู้ภาวะสังโยชน์คือเกลศเครื่องทำให้ติดอยู่ในภพสิ้นแล้ว) 
                เรียกว่า สมตาชญานวิมุกตะ (ผู้มีชญานและวิมุกติเท่ากัน) 
                เรียกว่า สรรพเจโตวาศิปรมปารมิตปราปตะ (ผู้บรรลุบารมิตาอย่างยอดอันเป็นอำนาจทางจิตทั้งปวง) 
                เรียกว่า ทานปราคะ (ผู้ถึงฝั่งแห่งการให้ทาน) 
                เรียกว่า ศีลาภยุทคตะ (ผู้มีศีลชั้นสูง)  
                เรียกว่า กษานติปารคะ (ผู้ถึงฝั่งแห่งกษานติ 
                เรียกว่า วีรยาภยุทฺคตะ(ผู้มีความเพียรสูง)
                เรียกว่า ธยานภิชญาปราปตะ (ผู้บรรลุธยานและอภิชญา)
                เรียกว่า ปรัชญาปารังคตะ (ผู้ถึงฝั่งแห่งปรัชญา)
                เรียกว่า สิทธประณิธาน (ผู้สำเร็จตามความตั้งใจ)
                เรียกว่า มหาไมตระวิหารี (ผู้อยู่อย่างมีมหาไมตรี)
                เรียกว่า มหากรุณาวิหารี (ผู้อยู่อย่างมีมหากรุณา)
                เรียกว่า มหามุทิตาวิหารี (ผู้อยู่อย่างมีมหามุทิตา)
                เรียกว่า มโหเปกษาวิหารี (ผู้อยู่อย่างมีมหาอุเบกษา)
                เรียกว่า สัตวะสังครหะประยุกตะ (ผู้ประกอบในการช่วยเหลือสัตว์ทั้งหลาย)
                เรียกว่า อนาวรณะประติสังวิตปราปตะ (ผู้บรรลุความระลึกได้อันไม่มีอะไรขัดขวาง)
                เรียกว่า ประติสรณะภูติ (ผู้เกิดเป็นที่พึ่ง)
                เรียกว่า มหาปุณยะ (ผู้มีบุณยมาก)
                เรียกว่า มหาชญานี (ผู้มีชญานมาก)
                เรียกว่า สมฤติ มติ คติ พุทธิ สัมปันนะ (ผู้ถึงพร้อมด้วย สมฤติ มติ คติ และพุทธิคือความรู้)
                เรียกว่า ผู้บรรลุแสงสว่าง คือสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ ศมถะ และวิทรรศนา
                เรียกว่า อุตตีรณะสังสารารณวะ (ผู้ข้ามมหาสมุทรคือสังสาร)
                เรียกว่า ปารคะ (ผู้ถึงฝั่ง)
                เรียกว่า สถลคตะ (ผู้ขึ้นบกได้แล้ว)
                เรียกว่า เกษมปราปตะ (ผู้บรรลุความเกษมคือปลอดภัย)
                เรียกว่า อภยะปราปตะ (ผู้บรรลุความไม่มีภัย)
                เรียกว่า มรทิตะเกลศะกัณฏกะ (ผู้ขยี้หนามคือเกลศ)
                เรียกว่า ปุรุษ (ชาย)
                เรียกว่า มหาปุรุษ (ชายใหญ่)
                เรียกว่า ปุรุษสิงหะ (ชายชาติราชสีห์)
                เรียกว่า วิคตะภยะโลมะหรษณะ (ผู้ปราศจากความกลัวและขนพองสยองเกล้า)
                เรียกว่า นาคะ (ผู้ประเสริฐ)
                เรียกว่า นิรมละ (ผู้ปราศจากมลทิน)
                เรียกว่า ตริมละมละประหีณะ (ผู้ละมลทินคือมลทินทั้ง3)
                เรียกว่า เวทกะ (ผู้รู้)
                เรียกว่า ไตรวิทยานุปราปตะ (ผู้บรรลุวิชา3)
                เรียกว่า จตุโรโฆตตีรณะ (ผู้ข้ามโอฆะทั้ง4)
                เรียกว่า ปารคะ (ผู้ถึงฝั่ง)
                เรียกว่า กษัตริยะ (ชายชาตินักรบ)
                เรียกว่า พราหมณะ (ผู้ลอยบาป)
                เรียกว่า เอกรัตนะฉัตรธารี (ผู้ถือฉัตรแก้วเอก)
                เรียกว่า วิหิตปารธรรม (ผู้ลอยธรรมที่มีฝั่งคือเกลศ)
                เรียกว่า ภิกษุ (ผู้เห็นภัยในสังสาร)
                เรียกว่า ภินนาวิทยาณฑโกศะ (ผู้ทำลายฝักไข่แห่งอวิทยา)
                เรียกว่า ศรมณะ (ผู้สงบ)
                เรียกว่า อรรถสังคะปถะสมติกรานตะ (ผู้ล่วงพ้นทางที่ติดอยู่ในความต้องการ)
                เรียกว่า โศรตริยะ (ผู้จบไตรเพท)
                เรียกว่า นิสฤตเกลศะ (ผู้ออกจากเกลศ)
                เรียกว่า พลวาน (ผู้มีกำลัง)
                เรียกว่า ทศพลธารี (ผู้ทรงกำลัง10)
                เรียกว่า ภควาน (ผู้มีภคะ)
                เรียกว่า ภาวิตะ (ผู้ทำให้มรรคเกิดขึ้น)
                เรียกว่า ราชาติราช (ผู้เป็นพระราชาเหนือราชาอื่นๆ)
                เรียกว่า ธรรมราช(ผู้เป็นใหญ่ในธรรม)
                เรียกว่า วรประวระธรรมจักรประวรรติ (ผู้หมุนจักรคือธรรมอันประเสริฐดียิ่ง)
                เรียกว่า อโกปยธรรมเทศกะ (ผู้แสดงธรรมอันไม่กำเริบ)
                เรียกว่า สรรพัชญะชญานาภิเษกะ(ผู้อภิเษกด้วยชญานสรรวัชญ)
                เรียกว่า ผู้มีผ้าโพกส่องแสงปราศจากมลทินคือมหาชญานอันไม่ข้องติด
                เรียกว่า ผู้ประกอบด้วยรัตนะคือโพชฌงค์7
                เรียกว่า สรรพธรรมวิเศษปราปตะ (ผู้บรรลุธรรมวิเศษทั้งปวง)
                เรียกว่า โพธิสัตวะมหาสัตวะปุตรปริวาระ(ผู้บุตรคือพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์แวดล้อมแล้ว)
                เรียกว่า สุวินีตะวินยะ (ผู้แนะนำวินัยเป็นอย่างดี)
                เรียกว่า สุวยากฤตโพธิสัตวะ (ผู้พยากรณ์พระโพธิสัตว์เป็นอย่างดี)
                เรียกว่า ไวศรวณะสทฤศะ (ผู้เหมือนไวศรวณ์)
                เรียกว่า สัปตารยธนะวิศราณิตโภคะ (ผู้มีอริยทรัพย์7หลั่งไหลมาสู่คลัง)
                เรียกว่า ตยักตยตยาคะ (ผู้เสียสละสิ่งที่ควรสละ)
                เรียกว่า ผู้ประกอบด้วยสุขสมบัติทั้งปวง
                เรียกว่า ผู้ตัดความปรารถนา
                เรียกว่า สรรพโลกหิตสุขานุปาลกะ (ผู้รักษาประโยชน์และความสุขของโลกทั้งปวง)
                เรียกว่า อินทรสมะ (ผู้เสมอด้วยองค์อินทร์)
                เรียกว่า ชญานพละวัชรธารี (ผู้ถือวัชราวุธคือกำลังชญาน)
                เรียกว่า สมันตเนตระ (ผู้มีพระเนตรรอบด้าน)
                เรียกว่า สรรพธรรมานาวรณชญานทรรศี (ผู้มีชญานทรรศนะไม่มีอะไรขัดขวางในธรรมทั้งปวง)
                เรียกว่า สมันตชญานวิกุรวณะ (ผู้กระทำพิเศษซึ่งชญานรอบด้าน)
                เรียกว่า วิปุลธรรมนาฏกะทรรศนะประวิษฏะ (ผู้เข้าไปดูละคอนคือธรรมอันไพบูลย์)
                เรียกว่า จันทรสมะ (ผู้เสมอด้วยดวงจันทร์)
                เรียกว่า ผู้เห็นว่าโลกทั้งปวงไม่มีความอิ่ม
                เรียกว่า สมันตวิปุลวิศุทธประภะ (ผู้มีรัศมีไพบูลย์บริศุทธรอบด้าน)
                เรียกว่า ปรีติปราโมทยกรประภะ (ผู้มีรัศมีกระทำให้เกิดปรีติปราโททย์)
                เรียกว่า สรรพสัตวาภิมุขทรรศนาภาสะ (ผู้มีแสงสว่างส่องตรงไปยังสรรพสัตว์)
                เรียกว่า ผู้ถึงแสงสว่างอันเป็นภาชนะที่รองรับจิตของโลกทั้งปวง
                เรียกว่า มหาวยูหะ (ผู้มีวิมานใหญ่)
                เรียกว่า ผู้มีหมู่ดาวคือพระไศกษะ(*7)และพระอไศกษะ(*8) แวดล้อม
               *7 พระไศกษะ คือ พระอริยบุทคล 7 จำพวก ได้แก่ พระโสดามรรค พระโสดาผล พาะสกิทาคามรรค พระสกิทาคาผล พระอนาคามิมรรค พระอนาคามิผล พระอรหัตมรรค
               *8 พระอไศกษะ คือ พระอรหัตผล
                เรียกว่า ผู้เสมอด้วยมณฑลแห่งดวงอาทิตย์
                เรียกว่า ผู้กำจัดความมืดคือโมหะ
                เรียกว่า มหาเกตุราช (ผู้เป็นดาวเกตุดวงใหญ่)
                เรียกว่า ผู้มีรัศมีหาประมาณมิได้ไม่สิ้นสุด 
                เรียกว่า มหาวภาสสันทรรศกะ (ผู้แสดงแสงสว่างมาก)
                เรียกว่า ผู้ไม่งมงายแสดงโด้ตอบปรัศนาทั้งปวง
                เรียกว่า ผู้กระทำการจำกัดความมืดใหญ่คืออวิทยา
                เรียกว่า ผู้มีปัญญาไม่มีกำหนดด้วยการแลดูด้วยแสงสว่างคือชญานอันใหญ่ยิ่ง
                เรียกว่า ผู้มีอินทรีย์เปล่งรัศมีสม่ำเสมอไปยังโลกด้วยมหาไมตรี ความเอ็นดู ความกรุณา
                เรียกว่า ผู้มีมณฑลแห่งปรัชญาบารมิตา ลึก ยากที่จะเข้าถึง ยากที่จะมองเห็น
                เรียกว่า พรหมสมะ (ผู้เสมอด้วยพรหม)
                เรียกว่า ประศานเตรยาปถะ (ผู้มีอิริยาบถสงบระงับ)
                เรียกว่า ผู้ประกอบด้วยคุณพิเศษแห่งจรรยาความประพฤติในทางของพระอารยะทั้งปวง
                เรียกว่า ปรมรูปธารี (ผู้ทรงรูปอย่างดีเลิศ)
                เรียกว่า อเสจนกะทรรศนะ (ผู้เห็นสิ่งที่ไม่ไหล)
                เรียกว่า ศานเตนทรียะ (ผู้มีอินทรีย์สงบระงับ)
                เรียกว่า ศมถสัมภาระปริปูรณะ (ผู้บริบูรณ์ด้วยสัมภาระคือความสงบ)
                เรียกว่า อุตตมศมถปราปตะ(ผู้บรรลุความสงบสูงสุด)
                เรียกว่า ปรมทมศมถปราปตะ (ผู้บรรลุการทรมานอินทรีย์และความสงบเป็นอย่างยิ่ง)
                เรียกว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยสัมภาระคือศมถะ และวิทรรศนา 
                เรียกว่า ผู้ปกครองอินทรียน์ชนะอินทรีย์แล้ว เหมือนช้างฝึกไว้ดีแล้ว เหมือนสระมีน้ำไม่ขุ่นเป็นน้ำใส 
                เรียกว่า ผู้ละได้เป็นอย่างดี ซึ่งเครื่องขัดขวางพร้อมทั้งเกลศและวาสนา
                เรียกว่า ผู้ประกอบด้วยบุรุษลักษณะ 32 
                เรียกว่า บรมบุรุษ (ชาติยอดเยี่ยม)
                เรียกว่า ผู้มีร่างกายงามวิจิตรมีอนุพยัญชนะ (อวัยวะส่วนย่อย) 80 เป็นบริวาร
                เรียกว่า บุรุษรษภะ (ชายเลิศ)
                เรียกว่า ผู้ประด้วยกำลัง 10
                เรียกว่า ผู้บรรลุไวศารัทยะ (ธรรมที่ทำให้แกล้วกล้าอาจหาญ) 4 อย่าง เป็นสารถีฝึกหัดคน ไม่มีใครยิ่งกว่า เรียกว่าองค์ศาสดา
                เรียกว่า ผู้บริบูรณ์ด้วยเวณิกธรรมของพระพุทธเจ้า 18 อย่าง 
                เรียกว่า ผู้มีการงานทางกาย วาจา ใจ ไม่มีที่ติ
                เรียกว่า ผู้อยู่โดยความศูนยเพราะมีมณฑลแห่งชญานทรรศนะได้รับการชำระให้สะอาดดีแล้ว โดยเข้าถึงความประเสริฐแห่งอาการทั้งปวง
                เรียกว่า ผู้อยู่โดยไม่มีนิรมิตเครื่องหมาย เพราะตรัสรู้ความสม่ำเสมอในประตีตยสมุตปาทะ
                เรียกว่า ผู้อยู่โดยไม่มีที่ตั้งเพราะแทงทะลุนัยปรมารถสัตยะ(ความจริงที่มีความหมายสูงสุด)
                เรียกว่า ผู้มีการไม่ตกแต่งคือไม่ปรับปรุงอารมณ์  เพราะไม่ถูกฉาบทาด้วยการดำเนินการทั้งปวง
                เรียกว่า ภูตวาที (พูดตามที่ปรากฏ) เพราะยังเคารพในสังขารทั้งปวง 
                เรียกว่า อวิตถ อนันยถาวาที คือเป็นคำพูดไม่คลาดเคลื่อน ไม่พูดไปอย่างอื่น เพราะมีชญานไม่กำเริบในสัตว์ทั้งโกฏิเป็นอารมณ์เรียกว่าผู้ได้รับอรัณยธรรม(ธรรมสำหรับอยู่ในป่า)เป็นอย่างดี เพราะมีอารมณ์แห่งธรรมธาตุ คือความจริงอันถ่องแท้ไม่มีลักษณะอย่างไรเช่นเดียวกับลักษณะของอากาศ 
                เรียกว่า ผู้มีการเห็นและการฟังไม่เป็นการโมฆะ เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในธรรมทั้งปวงซึ่งมีความเสมอด้วยการเล่นกล พยับแดด ความฝัน และแสงเงาดวงจันทร์ในน้ำ
                เรียกว่า ผู้ก้าวไปสู่บทอันไม่เป็นโมฆะ เพราะเป็นผู้ยังเหตุบรรลุนิรวาณให้เกิดขึ้น 
                เรียกว่า ยกความลำบากคือพ้นความลำบากเพราะองอาจแล้วกล้าในวินัยของสัตว์ 
                เรียกว่า ผู้หยุดการเดินเพราะตัดขาดอวิทยา ภวตันหาแล้ว
                เรียกว่า ผู้ชนะข้าศึกคือเกลศมาร เพราะทรงแสดงเป็นอย่างดีซึ่งข้อปฏิบัติอันจะนำสัตว์ออกจากโลก
                เรียกว่า ผู้ข้ามพ้นจากหล่มคือกาม เพราะไม่เปรอะเปื้อนด้วยความประพฤติอันเป็นวิษัยของมารทั้งปวง 
                เรียกว่า ผู้ลดลงซึ่งธงคือมานะ (ความถือตัว) เพราะล่วงพ้นกามธาตุ 
                เรียกว่า ผู้ชักขึ้นซึ่งธงคือปรัชญา เพราะล่วงพ้นรูปธาตุ 
                เรียกว่า ผู้ล่วงพ้นวิษยของโลกทั้งปวง เพราะล่วงอารูปยธาตุ (ธาตุที่ไม่มีรูปหรือเรียกว่าอรูปธาตุ) 
                เรียกว่า มหาทรุมะ (สมทุมพุ่มใหญ่) เพราะมีมีชญานในธรรมกายเป็นเรือนร่าง
                เรียกว่า เป็นผู้มีสภาพเหมือนดอก มะเดื่อ เพราะสมบูรณ์ด้วยผล(มีผลดอก) คือวิมุกติมีดอกคือชญานรัตนะมีคุณหาที่สุดมิได้บานแล้ว
                เรียกว่า ผู้เสมอด้วยรัตนะคือจินดามณีอันเป็นราชาแห่งแก้วมณีอันเป็นราชาแห่งแก้วมณี เพราะเห็นความปรากฏแห่งธรรมอันยากที่จะเห็นได้   
                เรียกว่า มีพระบาทตั้งอยู่ดีแล้ว เพราะมีความตั้งใจในนิรวาณสมบูรณ์ดีแล้วตามนัย
                เรียกว่า ผู้มีพระบาทประดับด้วยจักรซึ่งมีกำ(ซี่จักร)พันหนึ่งเวียนขวาเป็นรูปสวัสติกะงามเพราะสมาทานการบริจาค ศีล ประพฤติตบะ พรหมจรรย์มั่นคงไม่ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน
                เรียกว่า ผู้มีซ่นพระบาทยาว เพราะรักษาเลี้ยงดูมารดา บิดา ศรมณะพราหมณ์ครู และผู้ตั้งอยู่ในธรรมซึ่งเป็นทักษิณียบุทคล และเสียสละให้แก่ผู้ถึงศรณะ(ผู้นับถือพระรัตนะตรัยเป็นที่พึ่ง ทั้งหลาย
                เรียกว่า ผู้มีนิ้วยาว เพราะงดเว้นปาณาติบาตตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า ผู้มีพระบาทลาดขึ้นเป็นอันมาก เพราะงดเว้นจากปาณาติบาตและให้ผู้อื่นงดเว้นด้วยตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า ผู้มีพระหัตถ์และพระบาทมีรูปตาข่าย เพราะเข้าไปประติบัทบำรุงมารดา บิดา ศรมณะ พราหมณ์ ครู ทักษิณียบุทคลด้วยการอาบน้ำให้ทาแป้งชโลมเนย ชโลมน้ำมัน นวดเฟ้นร่างกายด้วยมือตนเองตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า ผู้มีฝ่าพระบาทสูง เพราะศึกษาดีแล้ว ซึ่งความฉลาดในการสงเคราะห์สัตว์ทั้งหลายด้วยข่ายคือสังครหวัสตุได้แก่ ทาน(การให้ บริยวัทยตา (ความเป็นผู้เจรจาน่ารัก) อรรถกริยา(ทำประโยชน์)สมานารถตา(ความเป็นผุ้มีประโยชน์สม่ำเสมอ)ตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีขุมขนเวียนขวาปลายชี้บน เพราะตถาคตหยั่งลงสู่รากเหง้า แห่งกุศลมูลสูงยิ่งและประเสริฐกว่า ตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีขาท่อนล่างเหมือนขาเนื้อทราย เพราะกระทำประทักษิน เจดีย์ของมารดา บิดา ศรมณะ พราหมณ์ ครู พระตถาคตผู้เป็นทักษิณียบุทคล ฟังธรรม ทำความเคารพ  ประกอบธรรมเทศนาด้วยขนลุกขนพอง และยังสัตว์อื่นให้ขนลุกขนพองตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีองคชาตซ่อนอยู่ในฝัก เพราะฉลาดในการกระทำความดีมาตลอดกาลนาน ฟังธรรม เรียนธรรม จำธรรม บอกธรรม สิ้นสงสัยขยายออกไปถึงบทธรรมที่มีเนื้อความอันจะให้ผู้อื่นรู้ และเพราะกระทำความดีด้วยการให้สรณาคมแก่สัตว์ทั้งหลาย ผู้บ่ายหน้าต่อชรา พยาธิ มรณะ และ รู้เคารพเทศนา
                เรียกว่า  ผู้มีแขนยาว เพราะอนุเคราะห์พรหมจรรย์แก่ศรมณะพราหมณ์ทั้งหลาย และแก่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลายอื่นๆ นอกจากศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ให้การตกแต่งทั้งปวง ให้กำลังแก่ชีเปลือย ไม่ไปสมสู่กับภรรยาผู้อื่นประกาศสรรเสริญคุณของพรหมจรรย์ รักษาหรี อปัตราปย (ความละอายความเกรงกลัว)สมาทานมั่นคงตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีมณฑลเหมือนปริมณฑลของต้นไทร เพราะ ระวังมือระวังเท้าประกอบด้วยการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่มีไมตรีตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีผิวอ่อนสดละเอียด เพราะรู้ประมาณในการบริโภคอาหาร เพราะบริโภคอาหารน้อย ระวังมาก อุดหนุนให้ยารักษาผู้ป่วยเจ็บ ประติสังสการณเจดีย์ที่ทรุดโทรมของคนต่ำต้อย คนที่เขาดูถูกไม่นับถือ คนอนาถา คนหยิ่งกระด้าง ตถาคตตั้งสถูป และให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลายผู้มีความกลัวตลอดกาลนาน  
                เรียกว่า  ผู้มีผิวดังสีทอง เพราะอาบน้ำให้มารดา บิดา  ศรมณะ พราหมณ์ ครู ทักษิณียบุทคลทั้งหลายด้วยการทาแป้ง ชโลมเนย ชโลมน้ำมัน เมื่อตัวเย็นให้น้ำอุ่น เมื่อตัวอุ่นให้น้ำเย็น  ให้ร่มเงา ให้ได้รับความสุขตามฤดูกาล ให้ผ้าเนื้ออ่อนสัมผัสอ่อนนุ่มเหมือนสำลีปูที่นอนลาดที่นั่งให้ ประพรมเจดีย์ของพระตถาคตด้วนน้ำมันหอมและให้ผ้าเนื้อละเอียดทำเป็นธงชัย ธงปตากให้เป็นสมบัติ ตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีขนขุมละเส้น เพราะไม่ประทุษร้ายต่อสัตว์ทั้งปวงประกอบด้วยการเจริญไมตรี ให้สัตว์อื่นสมาทานในกษานติและเสารัตย(ความอดทนและความเสงี่ยมเจียมตัว) ไม่จองเวร ไม่ผูกพยาบาท ประกาศสรรเสริญแต่คุณงามความดี และโปรยปรายดอกไม้ทองที่สุกบริศุทธเหมือนทองและผงทอง และให้แผ่นผ้ามีสีเหมือนสีทองประดับด้วยธงปตากและธงชัย และให้ภาชนะทองผ้าทองแก่เจดีย์ของตถาคต และรูปจำลองตถาคต(พระพุทธรูป) ตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีเนื้อนูน 7 แห่งเพราะเข้าหาบัณฑิตไต่ถามอะไรเป็นกุศลอกุศล  ไต่ถามสิ่งที่ควรเสพไม่ควรเสพมีโทษและไม่มีโทษและธรรมชั้นเลว ชั้นกลาง ชั้นประณีต พิจารณาเทียบทานเนื้อความ ไม่มีความงมงาย  ประกอบด้วยการรื้อขนรังตั้กแตน ใยแมงมุม บ่อหลุม สิ่งสกปรกหญ้าต่างๆ กระเบื้องถ้วยกะลาแตกที่เจดีย์ของพระตถาคตตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีกายกึ่งท่านบนเหมือนกึ่งท่อนบนของราชสีห์ เพราะนับถือมารดา บิดา พี่ชายผู้เจริญกว่า ใหญ่กว่ากระทำความเคารพด้วยการเข้าไปหาศรมณะ พราหมณ์ คนกำพร้าอนาถาเป็นต้น ให้ข้าวน้ำ อาสนะ ผ้า ที่อาศัย ประทีป เครื่องเลี้ยงชีพ เครื่องแต่งตัวตามความต้องการ  ให้บ่อน้ำ สระน้ำ น้ำเย็น เครื่องใช้สอยของมหาชนอย่างบริบูรณ์ตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีไห้ปลาร้าเต็ม เพราะให้การอภิวาทด้วยการนอบน้อมและกราบไหว้ และให้อภัยแก่ มารดา บิดา ศรมณะ พราหมณ์ ครู ทิกษิณียบุทคลบริจาคทานแก่ผู้ทุพลภาพผู้ไม่มีที่พึ่งยกย่องทานเป็นสิ่งสร้างสรรค์มั่นคงตลอดกาลนาน  
                เรียกว่า  ผู้มีลำตัวกลมดี เพราะเทียบทานโทษของตน เห็นโทษคือความผิดพลาดอันให้ท่าแก่ผู้อื่น เว้นยกเลิกการปรึกษาหารือวิวาทมูล(มูลเหตุแห่งการวิวาท) อันเป็นการทำลายผู้อื่น มีวจีกรรมและกายกรรมรักษาความลับไว้เป็นอย่างดีตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีคางเหมือนคางราชสีห์ เพราะก่อนอื่น บำราบสัตว์ผู้ใคร่วิวาทกับ มารดา บิดา ศรมณะ พราหมณ์ ครู และผู้ใคร่จะวิวาทกับผู้อยากจะลุกไปต้อนรับ อภิวาทกราบไหว้มารดา บิดา เป็นต้นนั้นด้วยความกล้าหาญคงแก่เรียนในศาสตร์ (ตำรา) ทั้งปวง ยกย่องทรงจำศาสนาของตถาคตอันมีกำลังให้สัตว์ตั้งอยู่ในทางกุศลธรรมอันเป็นไป โดยชอบของพระราชามหาอำมาตย์ ผู้ประพฤติชอบ อนุโลมตามธรรมวินัยของตนให้สมาทานกุศลจรรยาทั้งปวงตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีฟัน 40 ซี่เท่าๆกัน เพราะบริจาคพัสดุทั้งปวงแก่ผู้ขอซึ่งเข้าไปตั้งชื่อให้ด้วยความรักตามความประสงค์   และบริจาคทานเต็มความประสงค์แก่เขาทั้งปวง โดยไม่มีมานะการถือตัว  ไม่กระทำทุจริต และไม่ฟุ้งซ่าน ยกขึ้นซึ่งการสมาทานอย่างมั่นคงตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีฟันขาวสะอาดดี เพราะเว้นจากคำส่อเสียดไม่ถือเอาคำปรึกษาที่จะทำให้แตกกัน และประกอบการประกาศสรรเสริญคุณแห่งความระงับคำส่อเสียดสงครามและสรรเสริญคุณแห่งสามัคคี ด้วยจิตมีอำนาจยิ่งของผู้มีความพร้อมเพรียงกัน ยินดีในความสงบ ความสามัคคี ตลอดกาลนาน 
               เรียกว่า  ผู้มีฟันซึ่ชิดกันเพราะเว้นฝ่ายดำ(ทุจริต)สะสมกุศลฝ่ายขาว เว้นกรรมดำ ผลของกรรมดำ สรรเสริญกรรมขาว ผลของกรรมขาว ให้น้ำนม อาหาร ผ้าขาวโบกปูนขาวที่เจดีย์บรรจุธาตุของ พระตถาคตทั้งหลาย ให้อาหารผสมน้ำนม ให้ดอกมะลิ มะลิวัน พวงอุบะดอกไม้ พวงมาลัยดอกไม้เป็นดอกไม้สีขาว ตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีปลายลิ้นรู้รสไว้ เพราะเว้นจากการหัวเราะเยาะและความหยิ่งจองหอง กระทำให้มีความยินดี รักษาคำพูดเปล่งคำพูดที่ทำให้ยินดีไม่ค้นหางช่องอื่นๆแห่งความผิดพลาดของผู้อื่น ให้ถือเอาจิตเสมอในสัตว์ทั้งปวง เทศนาธรรมเสมอกันในประโยคเสมอกัน สมาทานและบริจาคมั่นคงตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า ผู้มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงพรหม เพราะไม่ให้ทุกข์ ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ให้ยารักษาไข้แก่ผู้อยู่ในฐานะเป็นไข้ต่างๆ และไม่ลำบากในการให้รสทั้งปวงแก่ผู้ต้องการรสทั้งปวงตลอดกาลนาน 
                เรียกว่า  ผู้มีตาสีเขียวเข้มเพราะเว้นจากกล่าวคำไม่จริง คำหยาบคาย คำกระด้าง คำโอ้อวด คำที่ให้ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น คำสาบแช่งผู้อื่น คำที่กระเทือนต่อความรักและความรักจับใจของผู้อื่น มีวาจาชอบ ใช้วาจาชอบ ประกอบด้วยเมตตากรุณา มุทิตา กระทำให้เกิดความปราโมทย์ น่ารัก อ่อนหวานสุภาพจับใจ  ทำให้อินทรีย์ทั้งปวงได้รับความสุขตลอดกาลนาน
                เรียกว่า ผู้มีขนตาเหมือนตาโค เพราะใช้ตามองตรงไปยังสัตว์ทั้งหลาย เหมือน มารดา บิดา มองลูกคนเดียว มองดูยาจก(ขอทาน) ด้วยไม่ตรีกรุณาก่อนอื่น ไม่ทำทุจริต มองดูอย่างไม่กระพริบตา ซึ่งเจดีย์บรรจุธาตุของ พระตถาคต ด้วยอินทรีย์ผ่องใส  ยังผู้อื่นให้สมาทานการเห็นตถาคตผู้เป็นสัตว์ยอดเยี่ยม ตนเองก็สมาทานอย่างมั่นคงตลอดกาลนาน  
                เรียกว่า ผู้มีลิ้นแผ่ออกได้มากเพราะเว้นจากจิตทราม บริบูรณ์ด้วยการหลุดพ้นอย่างใหญ่โตกว้างขวาง ยังสัตว์ให้สมาทานความพอใจในธรรมอันสุงสุด เว้นจากการสยิ้วหน้า มีหน้ายิ้มแย้ม บ่ายหน้าเข้าไปหากัลยาณมิตรทั้งปวง  สะสมกุศลทั้งปวงก่อนอื่น ไม่เปลี่ยนแปลงตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีศีรษะแลดูเหมือนโพกผ้าหรือสวมมงกุฎ  เพราะเว้นจากโทษของวาจาทั้งปวง ประกาศสรรเสริญคุณผู้กล่าวธรรมของพระศราวก และของพระปรัตเยกพุทธทั้งปวงหาประมาณมิได้ เขียน อ่าน ท่อง สอนให้ผู้อื่นีรู้ซึ่งพระสูตรของพระตถาคต มีความฉลาดให้สัตว์อื่นถึงความแตกฉานในบทความหมายแห่งธรรมเหล่านั้นตลอดกาลนาน
                เรียกว่า  ผู้มีขนอ่อนที่หว่างคิ้วเกิดดีแล้ว เวียนขวารุ่งเรืองสว่างด้วยสีบริศุทธ เพราะน้อมศีรษะลงแทบฝ่าเท้าของมารดา บิดา ศรมณะ พราหมณ์ ครู ทิกษิณียบุทคลทั้งหลาย สยายผม่ของท่านเหล่านั้นพรมศีรษะด้วยน้ำมันหอม ให้ผงเครื่องหอมพวงมาลัยดอกไม้เครื่องประดับหัวแก่ยาจกทั้งปวงตลอดกาลนาน(*9)
                *9 ลักษณะและกรรมสริกขกะ คือการได้ลักษณะอันสมกับกรรมที่ทำกาในครั้งก่อนในคัมภีร์ไตรปิฎกฝ่ายหีนยานมีกล่าวไว้ในลักขณสุตร ทีฆนิกาย ปาฏิกวัคคและฎีกาชื่อ ลีนัตถปกาสินี กับชินาลงฺการ
                เรียกว่า ผู้ถึงกำลังมาก เพราะบูชายัชญทั้งปวงโดยไม่รั่วไหลแล้วให้ผู้อื่นบูชาด้วย พร่ำสอนกัลยาณมิตรทั้งปวงด้วยการกล่าวธรรมที่ยกขึ้น ไปมาสู่ทิศและลำบากในการอาศัยความเป็นทูต(สื่อข่าว)กล่าวธรรมของพระพุทธ พระโพธิสัตว์ พระปรัตเยกพุทธ พระอารยศราวกกำจัดความมืดมนอนธการของมารดา บิดา ครู ทักษิณียบุทคลทั้งปวงเข้าถึงอาการทั้งหมดด้วยการตามไฟน้ำมัน ไฟน้ำมันเนย คบเพลิง เทียนและประทีป น้ำมันหอม เข้าไปหารูปจำลองพระตถาคต (พระพุทธรูป) ด้วยความเลื่อมใส ยกแก้วที่มีแสงสว่างขึ้นแล้วประดับห้องพระ (ไว้พระพุทธรูป)มุ่งหน้าจะให้ผู้อื่นมีจิตตรัสรู้ มีกุศลสัมภาระอันพิเศษตลอดกาลนาน เรียกว่ามหานารายณ์ เพราะเข้าถึงกำลังของมหานารายณ์ 
                เรียกว่า  ขญี้ผู้อื่นทั้งหมด เพราะเข้าถึงกำลังย่ำยีมารตั้งร้อยโกฏิ 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังตถาคต 10 ประการ  เพราะเข้าถึงกำลังตถาคต 10 ประการ 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังสถานชญาน (รู้ว่าอะไรควร) เพราะเว้นหีนยานอันเป็นยานใช้ในท้องถิ่นคือกุศลที่เป็นสถานาสถานยาน(รู้ว่าอะไรควรไม่ควร) ประกอบด้วยกำลังอันอิ่มหนำซึ่งเข้าถึงการยกย่องคุณแห่งมหายาน 
                เรียกว่า ผู้เข้าถึงเหตุวิปากชญาน (รู้เหตุและผลของเหตุ) อันยึดกรรมทั้งปวงที่เป็นอดีต อนาคต และปรัตยุบัน เพราะเข้าถึงกำลังแห่งชญานโดยเหตุโดยผล ซึ่งยืดกรรมที่เป็นอดีต อนาคต และปรัตยุบัน 
                เรียกว่า ผู้เข้าถึงกำลังชญานที่รู้ว่าความเพียรแห่งอินทรีย์ของสัตว์ทั้งปวงนั้นไม่มีประมาณ 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งชญาน  เพราะเข้าไปสู่ธาตุหลายอย่างและโลกธาตุต่างๆ เพราะถึงกำลังแห่งชญานที่เข้าไปสู่ธาตุหลายอย่างและโลกธาตุต่างๆ 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งชญานที่เป็นอเนกาธิมุกติ(ความพ้นหลายอย่าง) นานาธิมุกติ (พ้นต่างๆ) และสรรพนิรวเศษาธิมุกติ(พ้นทุกอย่างไม่มีเหลือ)เพราะเข้าถึงกำลังแห่งชญานที่เป็นอเนกาธิมุกติ นานามุกติและนิรวเศษาธิมุกติ 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งชญานอันดำเนินไปสู่ทางให้ถึงคุณธรรมทั้งปวง เพราะเข้าถึงกำลังแห่งชญานอันดำเนินไปสู่ทางให้ถึงคุณธรรมทั้งปวง 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งชญานอันกำหนดที่ตั้งการสิ้นสังเกลศด้วยธยานวิโมกษ สมาธิและสมาบัติทั้งปวง 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งชญานอันไม่ขัดข้องด้วยการระลึกถึงสถานที่ที่เคยอยู่มาแล้ว(ชาติก่อน)หลายอย่างหลายประการ 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งทิพยจักษุชญานเป็นเครื่องเห็นรูปทั้งปวงโดยไม่เหลือโดยไม่มีอะไรกั้น 
                เรียกว่า  ผู้เข้าถึงกำลังแห่งอาศรวักษยชญานโดยไม่เหลือซึ่งสืบต่อวาสนาแต่ครั้งก่อน 
                เรียกว่า  ผู้บรรลุไวศารัทยะ(ความองอาจแกล้วกล้า)ไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกครอบงำประติชญาในข้อที่ประติชญาตนว่าเป็นสัมพุทธตรัสรู้สรรพธรรมไม่มีเหลือ เพราะทรงบรรลุไวศารัทยะไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกครอบงำประติชญาในข้อที่ประติชญาตนว่าเป็นสัมพุทธตรัสรู้สรรพธรรมไม่มีเหลือ 
                เรียกว่า  บรรลุไวศารัทยะไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกทำลายประติชญาในข้อที่ประติชญาว่า อันตรายิกธรรมคือธรรมที่ประกอบด้วยสังเกลศทั้งปวงเป็นธรรมทำอันตรายแก่นิรวาณ เพราะทรงบรรลุไวศารัทยะ ไม่มีใคร ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกทำลายประติชญาในข้อที่ประติชญาว่า อัตรายิกธรรมคือธรรมที่ประกอบด้วยสังเกลศทั้งปวงเป็นธรรมทำอันตรายแก่นิรวาณ 
                เรียกว่า  บรรลุไวศารัทยะไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกประท้วงประติชญาในข้อที่ประติชญาว่า  ผู้ประติบัทธรรมอันเป็นเครื่องบรรลุไนรยาณิกี(ธรรมที่เป็นเครื่องนำออกจากสงสาร)จะไม่ห่างไกลนิรวาณ เพราะทรงบรรลุไวศารัทยะ ไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกประท้วงประติชญาในข้อที่ประติชญาว่า ผู้ประติบัทธรรมอันเป็นเครื่องบรรลุไนรฺยาณิกี  จะไม่ห่างไกลนิรวาณ
                เรียกว่า  บรรลุไวศารัทยะ ไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกจะเปลี่ยนแปลงประติชญา ในข้อที่ประติชญาตนว่ามีประหาณชญานคือชญานรู้ความสิ้นอาศรวะทั้งปวง เพราะทรงบรรลุไวศารัทยะ ไม่มีใครในโลกพร้อมทั้งเทวโลกจะเปลี่ยนแปลงประติชญาในข้อที่ประติชญาตนว่ามีประหาณชญาน  คือชญานรู้ความสิ้นอาศรวะทั้งปวง 
                เรียกว่า  ผู้แสดงธรรมมีบทไม่พลั้งพลาด เพราะทรงแสดงธรรมมีบทไม่พลั้งพลาด
                เรียกว่า  ผู้ตรัสรู้ตามซึ่งธรรมอันไม่มีเสียงไม่มีคำพูด เพราะตรัสรู้ตามซึ่งธรรมอันไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด 
                เรียกว่า  นิรันดร เพราะมีความเป็นนิรันดร 
                เรียกว่า  ผู้สามารถอาศัยอยู่ในเสียงสัตว์ทั้งปวงและในกังวาลเสียงธรรมของพระพุทธผู้หาประมาณมิได้  เพราะทรงสามารถอาศัยอยู่ในเสียงสัตว์ทั้งปวงและในกังวาลเสียงธรรมของพระพุทธผู้หาประมาณมิได้ 
                เรียกว่า  ผู้มีสมฤติไม่หลงลืม เพราะทรงมีสมฤติไม่หลงลืม
                เรียกว่า  ผู้ปราศจากนานาสํชญา (ความเข้าใจไปตามแง่ต่างๆ) เพราะปราศจากความเข้าใจในความเป็นภาวะต่างๆ(คือไม่มีนานาตฺวสํชญา)
                เรียกว่า  ผู้ตั้งมั่นเป็นอันดีในความแน่วแน่ใตในจิตสมาธิทั้งปวง เพราะตั้งมั่นเป็นอันดีในความแน่วแน่ในสมาธิของจิตทั้งปวง  
                เรียกว่า  ผู้เห็นนัยนับไม่ถ้วน เพราะเห็นนัยนับไม่ถ้วน
                เรียกว่า  ผู้ไม่เสื่อมฉันทะในสมาธิที่ปรุงแต่งฉันทะ  เพราะไม่เสื่อมฉันทะในสมาธิที่ปรุงแต่งฉันทะ 
                เรียกว่า  ผู้ไม่เสื่อมวีรยะในสมาธิที่ปรุงแต่งวีรยะ  เพราะไม่ตัดขาดไม่เสื่อมวีรยะในสมาธิที่ปรุงแต่งวีรยะ
                เรียกว่า  ผู้ไม่เสื่อมสมฤติ  เพราะมีสมฤติไม่เสื่อม
                เรียกว่า  ผู้ไม่เสื่อมปรัชญา  เพราะมีปรัชญาไม่เสื่อม
                เรียกว่า  ผู้ไม่เสื่อมวิมุกติ  เพราะมีวิมุกติไม่เสื่อม
                เรียกว่า  ผู้ไม่เสื่อมวิมุกติชญานทรรศนะ  เพราะมีวิมุกติชญานทรรศนะไม่เสื่อม
                เรียกว่า  ผู้มี กายกรรม วากกรรม มนัสกรรมทั้งปวงมีชญานนำหน้าเป็นไปกับด้วยชญาน ประกอบด้วยชญาน 
                เรียกว่า  ผู้ประกอบด้วยชญานทรรศนะอันไม่ขัดข้องด้วยการติดอยู่ในทางกันดารทั้ง 3  เพราะประกอบด้วยชญานทรรศนะอันไม่ขัดข้องด้วยการติดอยู่ในกันดาร ของตนเองในอดีต อนาคต และปรัตยุบัน 
                เรียกว่า  ผู้ได้วิโมกษอันไม่มีอะไรขัดข้อง เพราะได้วิโมกษอันไม่มีอะไรขัดขวาง 
                เรียกว่า  ผู้ดำรงความตั้งมั่นในความฉลาดรู้ประวัติของสัตว์ทั้งปวง เพราะดำรงความตั้งมั่นในความฉลาดรู้ประวัติของสัตว์ทั้งปวง
                เรียกว่า  ผู้ฉลาดเทศนาธรรมตามควรแก่ปรัตยัย  เพราะความฉลาดเทศนาธรรมตามควรแก่ปรัตยัย 
                เรียกว่า  ผู้บรรลุบารมิตายอดเยี่ยมอันเป็นมณฑลแห่งองค์ประเสริฐกว่าสิ่งทั้งปวง เพราะบรรลุบารมิตายอดเยี่ยมอันเป็นมณฑลแห่งองค์ประเสริฐกว่าสิ่งทั้งปวง
                เรียกว่า  ผู้เป็นเสียงของเทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร กินนร มโหรคะ(งูใหญ่) เพราะบรรลุความฉลาดพิจารณาเสียงร้องและเสียงโต้ตอบของเขาเหล่านั้น 
                เรียกว่า  ผู้เปล่งเสียงก้องกังวาลเหมือนเสียงพรหม 
                เรียกว่า ผู้มีเสียงร้องเหมือนเสียงนกการเวกร้อง
                เรียกว่า  ผู้มีเสียงร้องเหมือนเสียงบรรเลงกลองเรียกว่าผู้มีเสียงบันลือกึกก้องทั่วพื้นดิน
                เรียกว่า  ผู้มีเสียงคำรณกึกก้องเหมือนเสียงมหาสมุทรเสียงพระยาช้าง เสียงเมฆซึ่งคำรณ
                เรียกว่า  ผู้มีเสียงดังลั่นเหมือนเสียงราชสีห์เสีงโคตัวผู้ซึ่งคำรณ
                เรียกว่า  ผู้มีเสียงอันคล้อยตามเสียงร้องของสัตว์ทั้งปวง เป็นที่ยินดีของสัตว์ทั้งปวง
                เรียกว่า  ผู้มีเสียงเป็นที่โปรดปรานของหมู่ประชุมชนทั้งปวง อันไม่ติดขัดและไม่ขัดขวาง
                เรียกว่า  ผู้มีเสียงเรียกร้องเสียงทั้งปวง  เพราะเป็นเสียงเอก 
                เรียกว่า  เป็นผู้ที่พรหมและองค์อินทร์บูชาแล้ว 
                เรียกว่า  เป็นผู้ที่องค์อินทร์ซึ่งเป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายสักการะแล้ว 
                เรียกว่า  เป็นผู้ที่พระยานาคนมัสการแล้ว
                เรียกว่า  ผู้มีพระพักตร์ที่ไวศรวณะมองดูแล้ว 
                เรียกว่า  ผู้ที่พระยาคนธรรพ์ประโคมแล้ว
                เรียกว่า  ผู้มีพระยารากษสจ้องมองอินทรีย์อันผ่องใสโดยไม่กระพริบตา
                เรียกว่า  ผู้มีพระยาอสูรนอบน้อมยิ่งแล้ว 
                เรียกว่า  ผู้ที่พระยาครุฑเพ่งดูโดยไม่มีวิหิงสา(ไม่เบียดเบียน)
                เรียกว่า  ผู้ที่พระยากินนรสรรเสริญแล้ว
                เรียกว่า  ผู้ที่พระยางูใหญ่มองดูด้วยความปรารถนาดี
                เรียกว่า  ผู้ที่จอมมนุษย์(พระเจ้าแผ่นดิน)บูชาแล้ว
                เรียกว่า  ผ้ที่เดือน(ดวงจันทร์)มารับใช้แล้ว
                เรียกว่า  ผู้ทำให้โพธิสัตว์ทั้งปวงเป็นผู้สมาทานอาจหาญดีใจแล้ว
                เรียกว่า  ผู้แสดงธรรมโดยไม่เห็นแก่อามิษ(เครื่องกัณฑ์)
                เรียกว่า  ผู้แสดงธรรมชำนาญในบทไม่ติดขัดด้วยพยัญชนะ
                เรียกว่า  ผู้แสดงธรรมไม่เกินเวลา 
                ดูกรไมเตรยะ เพราะฉะนั้น การหมุนจักรคือธรรมนี้ เป็นเพียงอวตาร(หยั่งลง) แห่งการชี้แจงถึงคำสรรเสริญคุณตถาคตเล็กน้อยซึ่งตถาคตได้แสดงแต่พอเป็นสังเขป ดูกรไมเตรยะ เมื่อจะแสดงโดยพิสดารก็ต้องกินเวลาตั้งกัลป หรือกว่ากัลป ที่สุดแห่งการแสดงนั้นไม่มีเลย
      ครั้งนั้นแล พระผู้มีภคะ ได้ตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้นว่า
      52 จักรคือธรรม (ธรรมจักร) ลึก เห็นยาก สุขุม อันตถาคตหมุนแล้วในที่ซึ่งมารและพวกเดียรถีย์อื่นๆหยั่งไม่ถึง ฯ
      53 จักรคือธรรม ซึ่งตถาคตหมุนแล้ว ไม่อยู่เป็นที่ ไม่มีปปัญจธรรม(ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า) ไม่มีความอุบัติ ไม่มีแดนเกิด โดดเดี่ยว มีปรกติศูนย ฯ
      54 จักรไม่มีการเข้ามา ไม่มีการออกไป ไม่มีเครื่องหมาย ไม่มีลักษณะ เป็นการแสดงสมตาธรรม (ธรรมคือความเสมอกัน) พระพุทธทรงตรัสไว้แล้ว ฯ
      55 จักรนั้น เหมือนเล่นกล เหมือนพยับแดด เหมือนความฝัน เป็นที่หมายรู้ว่าเหมือนเงาดวงจันทร์ในน้ำ พระโลกนาถหมุนแล้ว ฯ
      56 หยั่งลงสูประตีตยธรรม(ธรรมที่เข้าไปถึงซ้ำแล้ว) ไม่มีความขาดศูนย ไม่มีความเที่ยง ตัดทฤษฏิทั้งปวง เรียกว่าธรรมจักร(จักรคือธรรม) ฯ
      57 เทียบเท่าอากาศ ไม่เปลี่ยนแปลง มีรัศมีแผ่ซ่าน ไม่มีที่สุด แสดงเหนือกว่าสิ่งทั้งปวง เรียกว่า ธรรมจักรในที่นี้ ฯ
      58 อยู่เหนืออัสติ (ความเห็นว่ามี) และนัสติ (ความเห็นว่าไม่มี) เว้นจากอาตมยะ(ความเป็นตน)ไนราตมยะ (ความไม่เป็นตน) แสดงถึง(*)ชาติโดยปรกติ เรียกว่าธรรมจักรในที่นี้ ฯ
                *ชาติในที่นี้ คือ สามานยธรรม ความมีสภาพเหมือนกัน เช่นความเป็นคน ความเป็นสัตว์ มีภาวะเที่ยง แต่ไม่อยู่ประจำที่
      59 มีที่สุด และไม่มีที่สุด ในความถ่องแท้ โดยความถ่องแท้ แสดงถึงอทวยะธรรม(*)เรียกว่าธรรมจักร ฯ
                * อทวยะธรรม คืออทฺวตวาท
      60 จักษุ โศรตะ ฆราณ ชิหวา กาย และจิต (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ศูนยโดยสภาพ และอาตมัน(ตัวตน)ก็ศูนย หมดสิ้นเรี่ยวแรงความพยายาม ฯ
      61 จักรเช่นนี้ คือธรรมจักรอันหมุนแล้ว ผู้ใดยังสัตว์ทั้งหลายที่ไม่รู้ ให้รู้ เพราะฉะนั้น ผู้นั้นจึงเรียกว่าพุทธฯ
      62 ธรรมจักรนี้ เป็นสภาพแห่งลักษณะธรรม ตถาคตตรัสรู้แล้วด้วยตนเอง ว่างจากผู้อื่นแนะนำ ตถาคตเป็นสวยัมภู(ผู้เป็นเอง)และเป็นผู้มีจักษุ ฯ
      63 ตถาคตบรรลุความเป็นผู้มีอำนาจในธรรมทั้งปวง จึงเรียกว่าธรรมสวามี(ผู้เป็นเจ้าแห่งธรรม) รู้สิ่งที่ควรและไม่ควรในธรรมทั้งหลายและดังนั้นจึงเรียกว่านายกะ(ผู้รู้นัย)ฯ
      64 ตถาคตแนะนำเวไนยะชนทั้งหลายหาประมาณมิได้ ยังเวไนยะชนทั้งหลายให้ถึงบารมิตาด้วยการแนะนำพิเศษ ดังนั้น เขาจึงเรียกตถาคตว่าวินายกะ(ผู้แนะนำพิเศษ)ฯ
      65 จริงอยู่ สัตว์เหล่าใดศูนยสิ้นหนทางแล้ว ตถาคตย่อมแสดงหนทางอันสูงสุดแก่สัตว์เหล่านั้น นำเขาถึงฝั่งตรงข้ามนี้ เพราะฉะนั้น ตถาคตจึงเป็นวินายกะ(ผู้นำพิเศษ)ฯ
      66 ตถาคตสงเคราะห์ประชุมชนด้วยชญานอันเป็นสังครหวัสตุให้เขาข้ามพ้นจากป่าทึบคือสังสาร เพราะฉะนั้น ตถาคตจึงเป็นสารถวาหะ(หัวหน้าพวกพ่อค้า) ฯ
      67 พระชิน ยังอำนาจให้เป็นไปในสรรพธรรม เพราะฉะนั้นจึงเป็นธรรมิศวระ(ผู้เป็นใหญ่ในธรรม) ยังธรรมจักรให้หมุน เขาจึงเรียกตถาคตว่าธรรมราชา ฯ
      68 ตถาคตเป็นเจ้าแห่งการให้ทานธรรม เป็นศาสดา(ผู้สั่งสอน) เป็นผู้ยังการบูชายัชญให้สำเร็จความประสงค์โดยสมบูรณ์ ตถาคตจึงเป็นสิทธิมงคล (มีความสวัสดิมงคลสำเร็จแล้ว ฯ
      69 ตถาคตเป็นผู้ปลอบ เป็นผู้เห็นความปลอดภัย เป็นผู้กล้า เป็นผู้เลิกมหาสงคราม เป็นผู้ข้ามพ้นสงครามทั้งปวง เป็นผู้พ้นแล้ว เป็นผู้ปลดเปลื้องประชาชนทั้งหลาย ฯ
      70 เป็นแสงสว่าง เป็นผู้กระทำแสงสว่างด้วยปรัชญาชญาน ให้แก่โลก เป็นผู้ถือคบเพลิงทำลายความมืดคืออัชญาน (ความไม่รู้) เป็นผู้มีแสงสว่างมาก ฯ
      71 ตถาคตเป็นนายแพทย์ใหญ่ เป็นผู้รู้มาก เป็นผู้วางยารักษาโรค คือเกลศใหญ่ เป็นผู้ถอนหอกคือเกลศของสัตว์ทั้งหลายผู้ถูกหอกคือเกลศแทงแล้ว ไม่มีผู้ใดยิ่งกว่า ฯ
      72 ถึงพร้อมด้วยลักษณะดีทั้งปวง งามด้วยอวัยวะส่วนย่อยทั้งปวง มีพระกายอันเจริญแล้วทุกด้านแต่ก็ต้องคล้อยตามกายหยาบ ฯ
      73 เป็นผู้มีกำลังด้วยกำลัง 10 ประการ เป็นผู้คงแก่เรียนด้วยไวศารัทยะ(ความแกล้วกล้าอาจหาญ) ถึงความยอดเยี่ยมด้วยด้วยอาเวณิกะธรรม 18 ประการเป็นมหามุนี ฯ
      74 ตถาคตนั้นแสดงออกโดยสังเขป ในการหมุนจักรคือธรรม(ธรรมจักรประวรรตนะ) การพรรณนาคุณของตถาคตโดยย่อนี้ ตถาคตได้ ประกาศแล้ว ฯ
      75 จริงอยู่ พุทธชญาน(ชญานของพระพุทธ) ไม่มีสิ้นสุดเสมอด้วยอากาศอันกว้างขวาง จะพรรณนากันจนสิ้นกัลปก็ยังไม่สิ้นพุทธคุณ ฯ ดังนี้แล ฯ
                อัธยายที่ 26 ชื่อธรรมจักรประวรรตนปริวรรต(ว่าด้วยการหมุนจักรคือธรรม) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ