Translate

18 สิงหาคม 2567

อรรถกถา บทภาชนีย์ มาติกา มาติกาวิภังค์ ตติยปาราชิกสิกขาบท [ว่าด้วย มนุสสวิคคหะ] ปาราชิกกัณฑ์ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์

      [อธิบายมาติกาในบทภาชนีย์]    
   ท่านพระอุบาลีเถระ ครั้นจำแนกสิกขาบทที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุเทศไว้แล้วตามลำดับบทอย่างนี้ บัดนี้ เมื่อจะตั้งมาติกาแสดงมนุสสวิคคหปาราชิกโดยพิสดารไว้ โดยนัยมีอาทิว่า สามํ อธิฏฺฐาย ดังนี้อีก เพื่อให้ภิกษุทั้งหลายถือเอานัยโดยอาการทุกอย่าง และเพื่อป้องกันโอกาสของปาปบุคคลทั้งหลายในอนาคต เพราะเหตุว่า มนุสสวิคคหปาราชิก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงในบทภาชนีย์ในหนหลัง โดยสังเขปเท่านั้น ไม่ได้ทรงยกอาบัติขึ้น ปรับแล้ววางแบบแผนไว้โดยพิสดาร และภิกษุทั้งหลายไม่สามารถจะถือเอานัยไว้โดยอาการทั้งปวง ในเนื้อความที่ทรงแสดงไว้โดยสังเขปทั้งแม้ปาปบุคคลทั้งหลายในอนาคต ก็มีโอกาส จึงกล่าวคำว่า สามนฺติ สยํ หนติ ดังนี้เป็นต้น.
               ในคำเหล่านั้น มีถ้อยคำสำหรับวินิจฉัยพร้อมด้วยการพรรณนาบทที่ยังไม่ง่าย ดังต่อไปนี้ :-
               บทว่า กาเยนความว่า ด้วยมือ เท้ากำมือหรือเข่า หรือด้วยอวัยวะน้อยใหญ่อย่างใดอย่างหนึ่ง
               บทว่า นิสฺสคฺคิเยน ความว่า ด้วยเครื่องประหารมีลูกศรและหอกเป็นต้น ที่พ้นจากกายหรือจากของที่เนื่องด้วยกาย ด้วยลำดับแห่งคำเพียงเท่านี้ ประโยคทั้ง ๒ คือ สาหัตถิกประโยคและนิสสัคคิยประโยคเป็นอันท่านกล่าวแล้ว. ในประโยคทั้ง ๒ นั้น แต่ละประโยคมี ๒ อย่าง        โดยจำแนกเป็นประโยคเจาะจงและไม่เจาะจง.
                บรรดาประโยคเจาะจง และไม่เจาะจงนั้น พึงทราบวินิจฉัยในประโยคเจาะจง ดังต่อไปนี้ :-
                ภิกษุประหารเจาะจงผู้ใด ด้วยการตายของผู้นั้นนั่นแล ภิกษุนั้นย่อมถูกกรรมผูกพัน. ในประโยคที่ไม่เจาะจงอย่างนี้ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งจงตาย ดังนี้ ด้วยการตายของผู้ใดผู้หนึ่ง เพราะการประหารเป็นปัจจัย ภิกษุย่อมถูกกรรมผูกพัน. ทั้ง ๒ ประโยคผู้ถูกประหารจะตายในขณะพอถูกประหารหรือจะตายในภายหลังด้วยโรคนั้นก็ตามที ภิกษุย่อมถูกกรรมผูกพันในขณะที่ผู้ตายถูก
ประหารนั่นเอง.
                แต่เมื่อภิกษุให้ประหารด้วยความประสงค์เพื่อการตาย เมื่อผู้ถูกประหารไม่ตายด้วยการประหารนั้น จึงให้การประหารด้วยจิตดวงอื่นต่อไป ถ้าผู้ถูกประหารตายด้วยการประหารครั้งแรก แม้ในภายหลัง ภิกษุถูกกรรมผูกพันในเวลาประหารครั้งแรกเท่านั้น ถ้าตายด้วยการประหารครั้งที่ ๒ ไม่มี
ปาณาติบาต.
                แม้เมื่อผู้ถูกประหารตายด้วยการประหารทั้ง ๒ ครั้ง ภิกษุก็ถูกกรรมผูกพันแท้ ด้วยการประหารครั้งแรกนั่นเอง, เมื่อไม่ตายด้วยการประหารทั้ง ๒ คราวก็ไม่มีปาณาติบาตเหมือนกัน. ในการที่คนแม้มากให้การประหารแก่บุคคลผู้เดียว ก็นัยนี้ ถึงในการที่คนมากคนให้การประหารแม้นั้น ผู้ถูกประหาร ตายด้วยการประหารของผู้ใด กรรมพันธ์ ย่อมมีแก่ผู้นั้นเท่านั้น ฉะนี้แล.
 [ภิกษุฆ่าพ่อแม่เป็นต้นเป็นอนันตริยกรรมและปาราชิก]
                อนึ่ง ในอธิการแห่งตติยปาราชิกนี้ เพื่อความฉลาดในกรรมและอาบัติ พึงทราบแม้หมวด ๔ ว่าด้วยเรื่องแพะ.
               จริงอยู่ ภิกษุรูปใดสำรวจดูแพะซึ่งนอนอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ด้วยคิดในใจว่า เราจักมาฆ่าในเวลากลางคืน. และมารดาหรือบิดาของภิกษุนั้นหรือพระอรหันต์ห่มผ้ากาสาวะสีเหลือง แล้วนอนอยู่ในโอกาสที่แพะนอน. เธอมาเวลากลางคืน ทำในใจว่าเราจะฆ่าแพะให้ตายดังนี้ จึงฆ่ามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ตาย. เพราะมีเจตนาอยู่ว่า เราจะฆ่าวัตถุนี้ให้ตาย เธอจึงเป็นผู้ฆ่าด้วย ถูกต้องอนันตริยกรรมด้วย ต้องปาราชิกด้วย.
             มีคนอาคันตุกะอื่นบางคนนอนอยู่. เธอทำในใจว่า เราจะฆ่าแพะให้ตาย จึงฆ่าคนอาคันตุกะนั้นตาย จัดเป็นฆาตกรด้วย
              ต้องปาราชิกด้วย แต่ไม่ถูกต้องอนันตริยกรรม.
              มียักษ์หรือเปรตนอนอยู่. เธอนั้นทำในใจว่า เราจะฆ่าแพะให้ตาย จึงฆ่ายักษ์หรือเปรตนั้นตาย, เป็นเฉพาะฆาตกร ไม่ถูกต้องอนันตริยกรรมและไม่ต้องปาราชิก แต่เป็นถุลลัจจัย. ไม่มีใครๆ อื่นนอนอยู่ มีแต่แพะเท่านั้น.
              เธอฆ่าแพะตัวนั้นตาย เป็นฆาตกรด้วย ต้องปาจิตตีย์ด้วย. ภิกษุใดทำในใจว่า เราจะฆ่ามารดาบิดาและพระอรหันต์ คนใดคนหนึ่งให้ตาย ดังนี้แล้ว ก็ฆ่าบรรดาท่านเหล่านั้นนั่นแหละ คนใดคนหนึ่งให้ตาย ภิกษุนั้นเป็นฆาตกรด้วย ถูกต้อง
อนันตริยกรรมด้วย ต้องปาราชิกด้วย.
              เธอทำในใจว่า เราจักฆ่ามารดาบิดาและพระอรหันต์เหล่านั้นนั่นแหละ คนใดคนหนึ่งให้ตาย แล้วก็ฆ่าอาคันตุกะคนอื่นตาย หรือฆ่ายักษ์เปรตหรือแพะตาย. ผู้ศึกษาพึงทราบ (อาบัติคือปาราชิก ถุลลัจจัยและปาจิตตีย์) โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั่นแล. แต่ในวิสัยแห่งการฆ่าสัตว์มีอาคันตุกะเป็นต้นนี้ เจตนาย่อมเป็นของทารุณแล.
[ภิกษุฆ่าพ่อแม่เป็นต้นในกองฟางไม่ต้องปาราชิก]
             ในวิสัยแห่งตติยปาราชิกนี้ ผู้ศึกษาควรทราบเรื่องทั้งหลายแม้เหล่าอื่นมีกองฟางเป็นต้น.
             จริงอยู่ ภิกษุใดทำในใจว่า เราจักเช็ดดาบหรือที่เปื้อนเลือด แล้วสอดเข้าไปในกองฟาง ฆ่ามารดาก็ดี บิดาก็ดี พระอรหันต์ก็ดี คนอาคันตุกะก็ดี ยักษ์ก็ดี เปรตก็ดี สัตว์ดิรัจฉานก็ดี ซึ่งนอนอยู่ในกองฟางนั้นตาย ภิกษุนั้น ด้วยอำนาจแห่งโวหาร เรียกว่าฆาตกรได้ แต่เพราะไม่มีวธกเจตนา เธอจึงไม่ถูกต้องกรรม ทั้งไม่ต้องอาบัติ.
            ส่วนภิกษุใด เมื่อกำลังสอด (ดาบหรือหอกนั้น) เข้าไปด้วยอาการอย่างนั้น กำหนดได้ว่าสัมผัสกับร่างกาย ก็สอดเข้าไปฆ่าให้ตายด้วยคิดว่า ชะรอยจะมีสัตว์อยู่ภายในจงตายเสียเถอะ. กรรมพันธ์ (ข้อผูกพันทางกรรม) และอาบัติของเธอนั้น พึงทราบโดยสมควรแก่เรื่องเหล่านั้น. เมื่อภิกษุสอด (ดาบหรือหอกนั้น) เข้าไปเพื่อเก็บไว้ในกองฟางนั้นก็ดี โยนเข้าไปที่พุ่มไม้ในป่าเป็นต้นก็ดี ก็นัยนี้.
[ภิกษุฆ่าพ่อในสนามรบเป็นทั้งปาราชิกและปิตุฆาต]
           ภิกษุใดคิดว่า เราจะฆ่าโจรให้ตาย แล้วก็ฆ่าบิดาซึ่งกำลังเดินไปด้วยเพศเหมือนโจรตาย ภิกษุนั้นย่อมถูกต้องอนันตริยกรรมด้วย เป็นปาราชิกด้วย.
           ส่วนภิกษุใดเห็นนักรบคนอื่นและบิดาซึ่งกำลังทำงาน (การรบ) อยู่ในเสนาฝ่ายข้าศึก จึงยิงลูกศรไปเฉพาะตัวนักรบ ด้วยคิดในใจว่า ลูกศรแทงนักรบคนนั้นแล้วจักแทงบิดาของเรา. ภิกษุรูปนั้นย่อมชื่อว่าเป็นปิติฆาตก์ (ผู้ฆ่าบิดา) ในเมื่อลูกศรพุ่งไปตามความประสงค์. เธอคิดอยู่ในใจว่า เมื่อนักรบถูกลูกศรแทงแล้ว บิดาของเราก็จักหนีไป ดังนี้แล้วจึงยิงลูกศรไป ลูกศรไม่พุ่งไปตามความประสงค์ กลับทำให้บิดาตาย เธอรูปนั้น ท่านเรียก ปิตุฆาตก์ (ผู้ฆ่าบิดา) ด้วยอำนาจแห่งโวหาร แต่ไม่เป็นอนันตริยกรรม ด้วยประการฉะนี้แล.
                 บทว่า อธิฏฺฐหิตฺวา ได้แก่ ยืนอยู่ในที่ใกล้. 
                 บทว่า อาณาเปติ ได้แก่ ภิกษุผู้สั่ง สั่งเจาะตัวหรือไม่เจาะตัว.
                 บรรดาการสั่งเจาะตัวไม่เจาะตัวนั้น ครั้นหมู่เสนาฝ่ายข้าศึก ปรากฏขึ้นเฉพาะแล้ว เมื่อภิกษุผู้สั่งสั่งไม่เจาะตัวเลยว่า เธอจงแทงอย่างนี้ จงประหารอย่างนี้ จงฆ่าอย่างนี้ เป็นปาณาติบาตแก่เธอทั้ง ๒ รูป มีประมาณเท่าจำนวนข้าศึกที่ภิกษุผู้รับสั่งฆ่า.
                 บรรดาภิกษุผู้สั่งและผู้รับสั่งนั้นถ้าภิกษุผู้สั่งมีมารดาและบิดาอยู่ด้วย, เธอผู้สั่งย่อมต้องอนันตริยกรรมด้วย, ถ้ามีพระอรหันต์อยู่ด้วย เธอแม้ทั้ง ๒ รูปย่อมต้องอนันตริยกรรมด้วย.
                ถ้าภิกษุผู้รับสั่งเท่านั้นมีมารดาและบิดาอยู่ (ในสนามรบ) ภิกษุผู้รับสั่งเท่านั้นแล ย่อมต้องอนันตริยกรรม. แต่เมื่อภิกษุผู้สั่งสั่งเจาะตัวว่า เธอจงแทง จงประหารจงฆ่านักรบคนนั้น ผู้สูง ต่ำ มีเสื้อสีแดง มีเสื้อสีเขียวซึ่งนั่งอยู่บนคอช้าง (หรือ) นั่งอยู่ตรงกลาง (หลังช้าง),
                ถ้าภิกษุผู้รับสั่งนั้นฆ่านักรบคนนั้นนั่นเอง, เป็นปาณาติบาตแม้ด้วยกันทั้ง ๒ รูป, และในเรื่องแห่งอนันตริยกรรม ย่อมต้องอนันตริยกรรมด้วยกันทั้ง ๒ รูป. ถ้าภิกษุผู้รับสั่งฆ่าคนอื่นตาย ปาณาติบาตย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สั่ง.
                อาณัตติกประโยคย่อมเป็นอันท่านกล่าวไว้แล้ว ด้วยคำว่า อธิฏฺฐหิตฺวา อาณาเปติ เป็นต้น นั่น.
               [ฐานะ ๕ และ ๖ พร้อมทั้งอรรถาธิบาย]
               ในอาณัตติกประโยคนั้น :-
                                   ผู้พิจารณาที่ฉลาด พึงสอบสวน
                         ฐานะ ๕ ประการ คือ วัตถุ กาล โอกาส
                         อาวุธ และอิริยาบถ แล้วพึงทรงไว้ซึ่ง
                         อรรถคดี.               อีกนัยหนึ่ง :-
                                   เหตุทำให้การสั่งแน่นอน (สำเร็จได้)
                         มี ๖ อย่างนี้ คือ วัตถุ กาล โอกาส อาวุธ
                         อิริยาบถ และกิริยาพิเศษ.
               บรรดาฐานะมีวัตถุเป็นต้นนั้น ฐานะว่า วัตถุ ได้แก่ สัตว์ที่จะพึงถูกฆ่าให้ตาย.
               ฐานะว่า กาล ได้แก่ กาลมีกาลเช้าและเย็นเป็นต้น และกาลมีวัยเป็นหนุ่มสาวมีเรี่ยวแรงและมีความเพียรเป็นต้น.
               ฐานะว่า โอกาส ได้แก่ สถานที่มีอาทิอย่างนี้ คือ บ้าน ป่า ประตูเรือน ท่ามกลางเรือน ถนน รถ หรือทาง ๓ แพร่ง.
               ฐานะว่า อาวุธ ได้แก่ อาวุธมีอาทิอย่างนี้ คือ ดาบ ลูกศร หรือหอก.
               ฐานะว่า อิริยาบถ ได้แก่ อิริยาบถมีอาทิอย่างนี้     คือ         การเดินหรือนั่ง ของผู้ที่จะพึงถูกฆ่าให้ตาย.
               ฐานะว่า กิริยาพิเศษ ได้แก่ กิริยาที่ทำมีอาทิอย่างนี้ คือ แทง ตัด ทำลาย ถลกหนังศีรษะทำให้เกลี้ยงเหมือนสังข์
               [อธิบายวัตถุที่จะพึงถูกฆ่า]
               ก็ถ้าหากว่า ภิกษุผู้รับสั่งทำให้วัตถุพลาดไป ไพล่ไปฆ่าคนอื่นจากบุคคลที่ผู้สั่ง สั่งให้ฆ่า, หรือถูกสั่งว่า ท่านจงประหารข้างหน้าฆ่าให้ตาย ไพล่ไปประหารข้างหลัง หรือข้างๆ หรือที่อวัยวะแห่งใดแห่งหนึ่งให้ตายไป, ข้อผูกพันทางกรรมย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้สั่ง ข้อผูกพันทางกรรมย่อมมีแก่ภิกษุผู้รับสั่งเท่านั้น.              อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุผู้รับสั่งไม่ทำวัตถุให้พลาดไป ฆ่าผู้นั้นตายตามที่สั่งไว้. ข้อผูกพันทางกรรมย่อมมีแก่เธอทั้ง ๒ รูป คือแก่ผู้สั่งในขณะที่สั่ง ผู้รับสั่งในขณะที่ประหาร.
               ก็ในเรื่องวัตถุนี้ ความแปลกกันแห่งกรรมและความแปลกกันแห่งอาบัติ ย่อมมี เพราะความแปลกกันแห่งวัตถุ. บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมาย ในวัตถุอย่างนี้ก่อน.
               [อธิบายกาลที่สั่งให้ทำการฆ่า]
               ส่วนในกาล มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ภิกษุรูปใดได้รับคำสั่งว่า ท่านจงฆ่าให้ตายในเวลาเช้า ไม่กำหนดว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้, ภิกษุผู้รับสั่งนั้นฆ่าเขาตายเวลาเช้า ในกาลใดกาลหนึ่งความผิดที่หมายย่อมไม่มี. ส่วนภิกษุรูปใดได้รับสั่งว่า ท่านจงฆ่าให้ตายในเวลาเช้าวันนี้, ภิกษุผู้รับสั่งนั้นฆ่าเขาตายในเวลาเที่ยงวัน หรือเวลาเย็น หรือเวลาเช้าพรุ่งนี้, ย่อมผิดที่หมาย. สำหรับภิกษุผู้สั่งไม่มีความผูกพันทางกรรม. แม้ในเมื่อภิกษุพยายามจะฆ่าให้ตายในเวลาเช้า แต่กลายเป็นเที่ยงวันไป ก็มีนัยเหมือนกัน.
               บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมาย ในประเภทแห่งกาลทั้งปวงโดยนัยนี้.
               [อธิบายโอกาสที่สั่งให้ทำการฆ่า]
               แม้ในโอกาส มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ภิกษุรูปใดถูกสั่งว่า ท่านจงฆ่าบุคคลนั่น ผู้ยืนอยู่ในบ้านให้ตาย, แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้นฆ่าบุคคลนั้นตายในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมไม่ผิดที่หมาย.
               ส่วนภิกษุรูปใดถูกสั่งกำหนดไว้ว่า จงฆ่าให้ตายในบ้านเท่านั้น แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้นฆ่าเขาตายในป่า.
               อนึ่ง เธอถูกสั่งว่า จงฆ่าให้ตายในป่า แต่เธอฆ่าเขาตายในบ้าน, ถูกสั่งว่า จงฆ่าให้ตายที่ประตูภายในบ้าน ฆ่าเขาตายตรงท่ามกลางเรือน, ย่อมผิดที่หมาย.
               บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมายในความต่างกันแห่งโอกาสทั้งปวง โดยนัยนี้.
               [อธิบายอาวุธที่เป็นเครื่องมือใช้ให้ฆ่า]
               แม้ในอาวุธ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ภิกษุรูปใดถูกสั่งว่า ท่านจงเอาอาวุธฆ่าให้ตาย ไม่ได้กำหนดไว้ว่า ดาบหรือลูกศร, ภิกษุผู้รับสั่งนั้นเอาอาวุธชนิดใดชนิดหนึ่งฆ่าให้ตาย ย่อมไม่ผิดที่หมาย. ส่วนภิกษุรูปใดถูกสั่งว่าจงใช้ดาบฆ่า แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้นใช้ลูกศรฆ่า, หรือถูกสั่งว่าจงใช้ดาบเล่มนี้ฆ่า ผู้รับสั่งใช้ดาบเล่มอื่นฆ่า หรือถูกสั่งว่า จงเอาคม ดาบเล่มเดียวนี้เท่านั้นฆ่า แต่ภิกษุผู้รับสั่งใช้คมดาบนอกนี้หรือใช้ฝ่ามือ หรือใช้จะงอยปาก หรือใช้ด้ามกระบี่ฆ่า, ย่อมผิดที่หมาย.
              บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมายในความแตกต่างกันแห่งอาวุธทั้งปวง โดยนัยนี้.
               [อธิบายอิริยาบถที่สั่งให้ทำการฆ่า]
              ส่วนในอิริยาบถ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
              ภิกษุรูปใดถูกสั่งว่า ท่านจงฆ่าบุคคลผู้นั่นซึ่งกำลังเดินให้ตาย, แต่แม้ถ้าภิกษุผู้รับสั่งนั้น ฆ่าบุคคลผู้กำลังเดินไปตาย ย่อมไม่ผิดที่หมาย. เมื่อภิกษุผู้สั่ง สั่งว่าท่านจงฆ่าบุคคลผู้กำลังเดินอยู่เท่านั้นให้ตาย แต่ถ้าภิกษุผู้รับสั่งฆ่าบุคคลผู้นั่งอยู่ตาย หรือภิกษุผู้สั่งสั่งว่า ท่านจงฆ่าบุคคลผู้นั่งอยู่เท่านั้นให้ตาย แต่ภิกษุผู้รับสั่งฆ่าบุคคลผู้กำลังเดินไปตาย ย่อมผิดที่หมาย.
      บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมาย ในความต่างแห่งอิริยาบถทั้งปวง โดยนัยนี้.
               [อธิบายกิริยาพิเศษที่สั่งให้ทำการฆ่า]
       แม้ในกิริยาพิเศษ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
       ภิกษุรูปใดถูกสั่งว่า ท่านจงแทงให้ตาย ภิกษุผู้รับสั่งนั้นแทงให้ตาย ย่อมไม่ผิดที่หมาย. ส่วนภิกษุรูปใดถูกสั่งว่าจงแทงให้ตาย, แต่ภิกษุผู้รับสั่งนั้นตัด (ฟัน) ให้ตายเทียว ย่อมผิดที่หมาย.              บัณฑิตพึงทราบความถูกที่หมายและผิดที่หมาย ในความต่างกันแห่งกิริยาพิเศษทั้งปวง โดยนัยนี้.
        ส่วนภิกษุรูปใดสั่งไม่กำหนดด้วยอำนาจเพศว่า ท่านจงฆ่าคนผู้ที่สูง ต่ำ ดำ ขาว ผอม อ้วน ให้ตาย, และภิกษุผู้รับสั่งฆ่าคนใดคนหนึ่งเช่นนั้นตายย่อมไม่ผิดที่หมายเป็นปาราชิกด้วยกันทั้ง ๒ รูป. แต่ถ้าภิกษุผู้สั่งนั้นสั่งหมายเอาตนเอง, และภิกษุผู้รับสั่งฆ่าภิกษุผู้สั่งนั่นเองตายด้วยคิดว่าท่านผู้สั่งนี้แหละเป็นเช่นนี้, สำหรับภิกษุผู้สั่ง เป็นทุกกฏ, ภิกษุผู้ฆ่าเป็นปาราชิก. 
                ภิกษุผู้สั่งสั่งหมายเอาตนเอง ภิกษุผู้รับสั่งนอกนี้ฆ่าคนอื่นเช่นนั้นตาย; ภิกษุผู้สั่งย่อมพ้น (จากอาบัติ) เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้ฆ่าเท่านั้น.
               ถามว่า เพราะเหตุไร?
               แก้ว่า เพราะไม่ได้กำหนดโอกาสไว้.
               แต่ถ้าภิกษุผู้สั่ง แม้เมื่อสั่งหมายเอาตนเองก็กำหนดโอกาสไว้ว่า ท่านจงฆ่าบุคคลชื่อเห็นปานนี้ ซึ่งนั่งอยู่บนอาสนะพระเถระ หรือบนอาสนะพระมัชฌิมะ ในที่พักกลางคืน หรือที่พักกลางวัน ชื่อโน้นให้ตาย แต่ในโอกาสนั้นมีภิกษุรูปอื่นนั่งแทนอยู่ ถ้าภิกษุผู้รับสั่งฆ่าภิกษุผู้ที่มานั่งอยู่นั้นตาย, ภิกษุผู้ฆ่าย่อมไม่พ้น (จากอาบัติ) แน่, ภิกษุผู้สั่งก็ไม่พ้น.
                ถามว่า เพราะเหตุไร?
                แก้ว่า เพราะได้กำหนดโอกาสไว้.   แต่ถ้าภิกษุผู้รับสั่งฆ่าเขาตาย เว้นจากโอกาสที่กำหนดไว้ ภิกษุผู้สั่งย่อมพ้น (จากอาบัติ).
               นัยดังอธิบายมานี้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวไว้เป็นหลักฐานดี ในมหาอรรถกถา เพราะฉะนั้น ความไม่เอื้อเฟื้อในนัยบัณฑิตจึงไม่ควรทำ ฉะนี้แล.
            อาณัตติกปโยคกถา ด้วยอำนาจมาติกาว่าอธิฏฐาย จบ
            [กถาว่าด้วยการสั่งทูต]
               บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยใน ๔ วาระมีว่า ภิกฺขุ ภิกฺขํ อาณาเปติ เป็นต้นที่พระอุบาลีเถระกล่าวไว้ เพื่อแสดงไขบทมาติกาว่า ทูเตน นี้.
               ข้อว่า โส ตํมญฺญมาโน ความว่า ภิกษุรูปใดอันภิกษุผู้สั่งบอกว่าบุคคลชื่อนี้,ภิกษุผู้รับสั่งรูปนั้นเข้าใจว่าบุคคลนั้นแน่จึงปลงบุคคลนั้นนั่นเองเสียจากชีวิตเป็นปาราชิกด้วยกันทั้ง ๒ รูป.
               ข้อว่า ตํมญฺญมาโนอญฺญํ ความว่า ภิกษุผู้รับสั่งเข้าใจบุคคลที่ภิกษุผู้สั่งสั่งให้ปลงเสียจากชีวิต แต่ไพล่ไปปลงบุคคลอื่นเช่นนั้นจากชีวิตเสีย, ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมไม่เป็นอาบัติ.  
              ข้อว่า อญฺญํมญฺญมาโน ตํ ความว่า ภิกษุรูปใดอันภิกษุผู้สั่งสั่งไว้แล้ว, เธอเห็นบุคคลผู้เป็นสหายที่มีกำลังของภิกษุผู้สั่งนั้นซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ จึงคิดว่า บุคคลผู้นี้ย่อมขู่ด้วยกำลังของภิกษุผู้สั่งนี้, เราจะปลงบุคคลนี้จากชีวิตเสียก่อน เมื่อจะประหาร เข้าใจว่าเป็นบุคคลที่สั่งให้ฆ่านอกนี้แน่นอน ซึ่งเปลี่ยนกันมายืนอยู่ในที่นั้นแทนว่า เป็นสหาย จึงได้ปลงเสียจากชีวิต; เป็นปาราชิกด้วยกันทั้ง ๒ รูป
               ข้อว่า อญฺญํมญฺญมาโนอญฺญํ  ความว่า ภิกษุผู้รับสั่งคิดโดยนัยก่อนนั่นแหละว่า เราจะปลงบุคคลผู้เป็นสหายคนนี้ของภิกษุผู้สั่งนั้นจากชีวิตเสียก่อน แล้วก็ปลงบุคคลผู้เป็นสหายนั่นแลจากชีวิต เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้รับสั่งนั้นเท่านั้น
               [อาณัตติกาประโยคเรื่องสั่งทูตต่อ]
               ในคำเป็นต้นว่า อิตฺถนฺนามสฺส ปาวท ในนิเทสวารแห่งบทว่า ด้วยการนำคำสั่งสืบๆ กันมาแห่งทูต มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               พึงเห็นว่า อาจารย์รูปหนึ่ง อันเตวาสิก ๓ รูปมีชื่อว่า พุทธรักขิต ธรรมรักขิตและสังฆรักขิต.               บรรดาบทเหล่านั้น 
               คำว่า ภิกฺขุ ภิกฺขํ อาณาเปติ ความว่า อาจารย์มีความประสงค์จะให้ฆ่าบุคคลบางคน จึงบอกเนื้อความนั้น แล้วสั่งพระพุทธรักขิต.
               สองบทว่า อิตฺถนฺนามสฺส ปาวท ความว่า (อาจารย์สั่งว่า) ดูก่อนพุทธรักขิต คุณจงไปบอกเนื้อความนั่นแก่พระธรรมรักขิต.
               ข้อว่า อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามสฺส ปาวทตุ   ความว่า แม้พระธรรมรักขิตก็บอกแก่พระสังฆรักขิต (ต่อไป).
               ข้อว่า อิตฺถนฺนาโม อิตฺถนฺนามํ ชีวิตา โวโรเปตุ  ความว่า พระธรรมรักขิตถูกท่านสั่งไว้อย่างนั้นแล้ว ก็สั่งท่านพระสังฆรักขิต (ต่อไป) ว่า จงปลงบุคคลชื่อนี้เสียจากชีวิต, เพราะว่าบรรดาเราทั้ง ๒ ตัวท่านเป็นคนผู้มีชาติกล้าหาญสามารถในกรรมนี้.
               ข้อว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส  ความว่า เป็นอาบัติทุกกฏแก่อาจารย์ผู้สั่งอยู่อย่างนั้นก่อน.
               ข้อว่า โส อิตรสฺส อาโรเจติ  ความว่า พระพุทธรักขิตบอกพระธรรมรักขิต พระธรรมรักขิตบอกพระสังฆรักขิตว่า อาจารย์ของพวกเราสั่งอย่างนี้ว่า 
               ได้ยินว่า คุณจงปลงบุคคลชื่อนี้เสียจากชีวิต, 
               ได้ยินว่า บรรดาเราทั้ง ๒ ตัวท่านเป็นบุรุษผู้กล้าหาญ เป็นทุกกฏแม้แก่เธอเหล่านั้น ด้วยการบอกต่อกันไปอย่างนั้นเป็นปัจจัย.
               สองบทว่า วธโก ปฏฺคฺคณหาติ  ความว่า พระสังฆรักขิตรับว่า ดีละ ผมจักปลง.
               ข้อว่า มูลฏฺฐสฺส อาปตฺติ ถุลฺลจฺจยสฺส  มีความว่า ครั้นเมื่อคำสั่งนั้น พอพระสังฆรักขิตรับแล้ว เป็นถุลลัจจัยแก่อาจารย์, แต่มหาชนอันอาจารย์นั้นชักนำในความชั่วแล้วแล.
               สองบทว่า โส ตํ   ความว่า ถ้าภิกษุนั้น คือพระสังฆรักขิตปลงบุคคลนั้นเสียจากชีวิตไซร้ เป็นปาราชิกทั้งหมดคือทั้ง ๔ คน และไม่ใช่เพียง ๔ คนอย่างเดียว เมื่อทำไม่ให้ลักลั่น สั่งตามลำดับโดยอุบายนี้ สมณะตั้งร้อย หรือสมณะตั้งพันก็ตาม เป็นปาราชิกด้วยกันทั้งหมด.
               ในนิเทศแห่งบทวิสักกิยทูต มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ข้อว่า โสอญฺญํ อาณาเปติ  ความว่า ภิกษุนั้นคือพระพุทธรักขิตที่อาจารย์สั่งไว้ไม่พบพระธรรมรักขิต หรือเป็นผู้ไม่อยากบอก จึงเข้าไปหาพระสังฆรักขิตทีเดียว แล้วทำให้ลักลั่น สั่งว่า อาจารย์ของเราสั่งไว้อย่างนี้ว่า 
              ได้ยินว่า คุณจงปลงบุคคลชื่อนี้เสียจากชีวิต. 
             จริงอยู่ ภิกษุนี้ ท่านเรียกว่า วิสักกิยทูต เพราะทำให้ลักลั่นนั่นเอง.
             ข้อว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส คือ เป็นทุกกฏแก่พระพุทธรักขิต เพราะสั่งก่อน.
             ข้อว่า ปฏิคฺคณฺหาติ อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส นั้น พึงทราบว่า เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมทีเดียว ในเมื่อพระสังฆรักขิตรับ. เมื่อเป็นอย่างนั้น อาบัติในเพราะรับ ไม่พึงมี, แต่แม้ในการรับชักสื่อ และพอใจในการตาย ก็ยังเป็นอาบัติ, อย่างไร จะไม่พึงเป็นอาบัติ เพราะรับฆ่าเล่า? เพราะเหตุนั้น ทุกกฏมีแก่ภิกษุผู้รับนั่นเอง ด้วยเหตุนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่ตรัสคำว่า มูลฏฺฐสฺส ในนัยนี้.
           และแม้ในนัยก่อน ก็พึงทราบทุกกฏนี้แก่ภิกษุผู้รับเหมือนกัน. แต่เพราะไม่มีโอกาส จึงไม่ตรัสทุกกฏนี้ไว้. เพราะฉะนั้น ภิกษุใดๆ รับ เป็นอาบัติแก่ภิกษุนั้นๆ เพราะมีการรับนั้นเป็นปัจจัยแท้, นี้เป็นความชอบใจของเราทั้งหลายในเรื่องนี้แล. เหมือนอย่างว่า ในมนุสสวิคคหะนี้ฉันใด แม้ในอทินนาทาน ก็ฉันนั้นแล.
            ก็ถ้าพระสังฆรักขิตนั้นปลงบุคคลนั้นจากชีวิตได้ไซร้ เป็นปาราชิกทั้ง ๒ รูป คือพระพุทธรักขิตผู้สั่งและพระสังฆรักขิตผู้ฆ่า, ไม่เป็นอาบัติปาราชิกแก่พระอาจารย์เป็นต้นเดิม เพราะการสั่งลักลั่น, ไม่เป็นอาบัติโดยประการทั้งปวงแก่พระธรรมรักขิต เพราะไม่รู้. ส่วนพระพุทธรักขิตทำความสวัสดีแก่ ภิกษุทั้ง ๒ รูป แล้วพินาศด้วยตนเองฉะนี้แล.
               ในนิเทศแห่งคตปัจจาคตทูต มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ข้อว่า โส คนฺตฺวา ปุน ปจฺจาคจฺฉติ ความว่า ภิกษุผู้รับสั่งนั้นไปสู่ที่ใกล้แห่งบุคคลซึ่งตนจะพึงปลงเสียจากชีวิตนั้น เมื่อไม่อาจปลงบุคคลนั้นจากชีวิต เพราะเขามีการอารักขาจัดไว้ดีแล้วจึงกลับมา.
               ข้อว่า ยทา สกฺโกสิ ตทา ตํ   มีความว่า ภิกษุผู้สั่งนั้นสั่งใหม่ว่า ต้องฆ่าในวันนี้ทีเดียวหรือ จึงเป็นอันฆ่า? ไปเถิด ท่านอาจเมื่อใด จงปลงเขาเสียจากชีวิต เมื่อนั้น.
               สองบทว่า อาปตฺติ ทุกฺกฏสฺส  มีความว่า เพราะสั่งอีกอย่างนั้น ย่อมเป็นทุกกฏเหมือนกัน. ก็ถ้าบุคคลนั้นเป็นผู้จะพึงถูกปลงจากชีวิตแน่นอนไซร้ เจตนาที่ยังอรรถให้สำเร็จ ย่อมเป็นเช่นกับผลที่เกิดในลำดับแห่งมรรค เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้สั่งนี้จึงเป็นปาราชิกในขณะสั่งทีเดียว.
               ถ้าแม้ภิกษุผู้ฆ่าจะฆ่าบุคคลนั้นได้โดยล่วงไป ๖๐ ปีไซร้, และภิกษุผู้สั่งจะทำกาลกิริยาหรือสึกเสียในระหว่างนั้น             จักเป็นผู้ไม่ใช่สมณะทำกาลกิริยาหรือสึกแท้.
               ถ้าผู้สั่งหมายเอามารดาบิดาหรือพระอรหันต์ สั่งอย่างนั้นในเวลาเป็นคฤหัสถ์แล้วจึงบวช, คนผู้รับสั่งฆ่าบุคคลนั้นได้ ในเมื่อผู้สั่งนั้นบวชแล้ว, ผู้สั่งย่อมเป็นผู้ฆ่ามารดา ฆ่าบิดา ฆ่าพระอรหันต์แต่ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ทีเดียว เพราะเหตุนั้น บรรพชา อุปสมบทของเขา ย่อมไม่ขึ้นเลย.
           ถ้าแม้บุคคลที่จะพึงถูกฆ่า ในขณะสั่งยังเป็นปุถุชนอยู่ แต่เป็นพระอรหันต์ในเวลาที่ถูกผู้รับสั่งฆ่า, อีกอย่างหนึ่ง บุคคลที่จะพึงถูกฆ่านั้นได้การประหารจากผู้รับสั่งแล้วอาศัยศรัทธามีทุกข์เป็นมูล เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต แล้วทำกาลกิริยาไป เพราะอาพาธนั้นนั่นเอง, ผู้สั่งย่อมเป็นผู้ฆ่าพระอรหันต์ในขณะสั่งนั่นเอง ส่วนผู้ฆ่าย่อมเป็นปาราชิก ในขณะทำความพยายามในที่ทั้งปวงทีเดียวแล.
               ก็ในบรรดาวาระทั้ง ๓ ที่พระอุบาลีเถระกล่าวไว้ เพื่อแสดงความถูกที่หมายและผิดที่หมาย ในบทมาติกาที่ตรัสด้วยอำนาจทูตทั้งหมดนี้นั้น บัดนี้พึงทราบวินิจฉัยในปฐมวารก่อน. 
               ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมพูดคำนั้นเบาๆ หรือเพราะภิกษุผู้รับสั่งนั้นเป็นคนหูหนวก จึงประกาศให้ได้ยินคำสั่งนี้ว่า เธอจงอย่าฆ่า, ไม่ได้; เพราะเหตุนั้น ภิกษุผู้ต้นเดิมจึงไม่พ้น. ในทุติยวาร พ้นได้ เพราะท่านประกาศให้ได้ยิน. ส่วนในตติยวาร แม้ทั้ง ๒ รูปก็พ้นได้ เพราะภิกษุที่เป็นต้นเดิมนั้นประกาศให้ (ภิกษุผู้รับสั่ง) ได้ยิน และเพราะภิกษุผู้รับ่สั่งนอกนี้ก็รับคำว่า ดีละ แล้วงดเว้นเสีย ฉะนี้แล. ทูตกถา จบ               
               เรื่องที่ไม่ลับ สำคัญว่าที่ลับ    
               ในอรโห รโหสัญญินิเทศเป็นต้นมีวินิจฉัยดังนี้ :-
               บทว่า อรโห ได้แก่ ต่อหน้า. บทว่า รโห ได้แก่ ลับหลัง.
               บรรดาชน ๒ คน (คือผู้มีความสำคัญต่อหน้าว่าลับหลัง และผู้มีความสำคัญลับหลังว่าต่อหน้านั้น) ภิกษุใด เมื่อภิกษุผู้มีเวรกันมาพร้อมกับภิกษุทั้งหลาย แล้วนั่งอยู่ข้างหน้านั่นเอง ในเวลาอุปัฏฐาก ไม่ทราบข้อที่เธอมา เพราะโทษคือความมืด พอใจความตายของภิกษุผู้มีเวรกันนั้น จึงพูดจาถ้อยคำเช่นนี้ขึ้นว่า เจ้าพระคุณ ขอให้ภิกษุมีชื่ออย่างนี้ถูกฆ่า, ทำไมพวกโจร จึงไม่ฆ่ามันเสีย, งูจึงไม่กัดมันเสีย, ใครๆ จึงไม่เอาศัสตราหรือยาพิษมาวางมันเสีย. ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้มีความสำคัญต่อหน้าว่าลับหลังพูดจา.
               อธิบายว่า ผู้มีความสำคัญในที่ต่อหน้านั้นว่าลับหลัง.
               ฝ่ายภิกษุใดเห็นภิกษุผู้มีเวรกันนั้นนั่งอยู่ข้างหน้า เป็นผู้มีความสำคัญว่า เธอยังนั่งอยู่ที่นี้เอง พูดจาขึ้นตามนัยก่อนนั่นแล ในเมื่อเธอแม้ไปพร้อมกับภิกษุทั้งหลายผู้ทำอุปัฏฐากแล้ว กลับไป, ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้มีความสำคัญลับหลังว่าต่อหน้าพูดจา.
              บุคคลผู้มีความสำคัญในต่อหน้าว่าต่อหน้า และบุคคลผู้มีความสำคัญในลับหลังว่าลับหลัง ผู้ศึกษาพึงทราบโดยอุบายนี้แล. และพึงทราบว่า เป็นทุกกฏทุกๆ คำพูดแก่ภิกษุเหล่านั้นแม้ทั้ง ๔ รูป.
               [อธิบายการพรรณนาความตายด้วยกาย]  บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในนิเทศแห่งมาติกา ๕ มีพรรณนาด้วยกายเป็นต้นที่ท่านพระอุบาลีกล่าวไว้ เพื่อแสดงวิภาคแห่งการพรรณนาความตาย.
               ข้อว่า กาเยน วิการํ ทสฺเสติ มีความว่า เขาจะรู้ได้ว่า เนื้อความนี้อันบุคคลนี้กล่าวว่า ผู้ใดใช้ศัสตราฆ่าตัวตาย หรือเคี้ยวกินยาพิษตาย หรือเอาเชือกผูกคอตาย หรือกระโดดบ่อเป็นต้น ตาย, ได้ยินว่า ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ จะได้ยศ หรือจะไปสวรรค์ ดังนี้ด้วยประการใด, ภิกษุแสดงด้วยประการนั้นด้วยอวัยวะทั้งหลายมีหัวแม่มือเป็นต้น.
               ข้อว่า วาจาย ภณติ ความว่า ภิกษุลั่นวาจา กล่าวเนื้อความนั้นนั่นแล. วาระที่ ๓ เป็นอันกล่าวแล้ว ด้วยอำนาจแห่งวาระทั้ง ๒. ทุกๆ วาระปรับเป็นทุกกฏทุกๆ ประโยคแห่งการพรรณนา, เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้พรรณนา ในเพราะทุกข์เกิดขึ้นแก่เขา, เมื่อบุคคลที่ตนเจาะจงทำการพรรณนาตายไป เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้พรรณนาในขณะที่พรรณนาทีเดียว. ผู้นั้นย่อมไม่รู้ข้อความนั้น, ผู้อื่นรู้แล้วคิดว่า เราได้อุบายเป็นเหตุเกิดความสุขแล้วหนอ ดังนี้ ตายไปเพราะการพรรณนานั้น ไม่เป็นอาบัติ. เมื่อภิกษุเจาะจงทำการพรรณนาแก่คน ๒ คน รู้คนเดียวแล้วตายไป เป็นปาราชิก, ทั้ง ๒ คนตายเป็นปาราชิกด้วย เป็นกองอกุศลด้วย. ในบุคคลมากหลาย ก็นัยนี้,
               ภิกษุเที่ยวพรรณนาความตายไม่เจาะจง บุคคลใดๆ รู้การพรรณนานั้น แล้วตายไป, บุคคลนั้นๆ ทั้งหมดเป็นอันภิกษุรูปนั้น ฆ่าแล้ว.
               [อธิบายพรรณนาความตายด้วยทูตและหนังสือ]
               ในการพรรณนาด้วยทูต มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               เป็นทุกกฏเมื่อภิกษุเพียงแต่บอกข่าวว่า ท่านจงไปสู่เรือนหรือบ้านชื่อโน้น แล้วพรรณนาคุณความตายแก่บุคคลมีชื่ออย่างนี้นั่นแล. ทูตอันตนส่งไปเพื่อประโยชน์แก่บุคคลใด เพราะทุกข์เกิดแก่บุคคลนั้น เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้เป็นต้นเดิม, เพราะเขาตายเป็นปาราชิก.
               ทูตคิดว่า บัดนี้เรารู้ทางสวรรค์นี้แล้ว ไม่บอกแก่บุคคลนั้น บอกแก่ญาติหรือสายโลหิตของตน, เมื่อเขาตาย เป็นผิดสังเกต, ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมรอดตัวไป. ทูตคิดอย่างนั้นแล ทำกิจที่กล่าวไว้ในการพรรณนาเสียเองตายไป, ผิดที่หมายเหมือนกัน.
               แต่เมื่อภิกษุบอกข่าวไม่เจาะจง เป็นปาณาติบาตประมาณเท่าจำนวนมนุษย์ที่ตายไป ด้วยการพรรณนาของทูต.
               ถ้ามารดาและบิดาตายไป เป็นอนันตริยกรรมด้วย.
               ในเลขาสังวรรณนา มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ข้อว่า เลขํ ฉินฺทติ มีความว่า ภิกษุเขียนหนังสือลง (จารึกอักษรลง) ที่ใบไม้หรือที่ใบลานว่า ผู้ใดใช้ศัสตราฆ่าตัวตาย หรือกระโดดเหวตาย หรือตายด้วยอุบายอย่างอื่นมีการกระโดดเข้าไฟและกระโดดน้ำเป็นต้น, ผู้นั้นจะได้สิ่งนี้ หรือว่า ฯลฯ เป็นความชอบของผู้นั้น.
               แม้ในการเขียนหนังสือที่ไม่เจาะจงนี้ บัณฑิตก็พึงทราบว่า เป็นทุกกฏ ถุลลัจจัยและปาราชิก โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล.
               แม้เมื่อภิกษุเขียนหนังสือเจาะจง ตนเขียนเจาะจงบุคคลใด เพราะผู้นั้นนั่นแลตาย เป็นปาราชิก.
               เมื่อเขียนหนังสือเจาะจงบุคคลหลายคนเป็นปาณาติบาต มีประมาณเท่าจำนวนคนที่ตายไป, เพราะมารดาและบิดาตาย เป็นอนันตริยกรรม. แม้ในหนังสือที่เขียนไม่เจาะจง ก็นัยนี้แล.
               ภิกษุ เมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้นว่า คนสัตว์เป็นอันมากจะตาย จึงเผาใบลานนั้นเสีย หรือทำโดยประการที่อักษรทั้งหลายจะไม่ปรากฏ ย่อมพ้นได้. 
               ถ้าใบลานนั้นเป็นของคนอื่น, ภิกษุจะเขียนหนังสือเจาะจงก็ตาม หรือเขียนไว้ไม่เจาะจงก็ตาม หรือเขียนไว้ไม่เจาะจงก็ตาม วางไว้ในที่ๆ ตนถือเอามา ย่อมพ้น.
               ถ้าใบลานนั้นย่อมเป็นของที่เขาซื้อมาด้วยมูลค่า, เธอให้ใบลานแก่เจ้าของใบลานแล้ว ให้มูลค่าแก่เหล่าชนผู้ที่ตนรับเอามูลค่าจากมือแล้ว ย่อมพ้นได้.
               ถ้าภิกษุมากรูปด้วยกันเป็นผู้มีอัธยาศัยร่วมกันว่า พวกเราจักเขียนพรรณนาคุณความตาย ดังนี้,
               รูปหนึ่งขึ้นต้นตาลแล้ว ตัดใบตาล, รูปหนึ่งนำมา, รูปหนึ่งทำให้เป็นใบลาน, อีกรูปหนึ่งเขียน. อีกรูปหนึ่ง ถ้าเป็นการเขียนด้วยเหล็กจาร ก็เอาเขม่าทา; ครั้นทาเขม่าแล้ว จัดใบลานนั้นเข้าเป็นผูก, เธอทั้งหมดเทียวเอาไปวางไว้ที่สภา หรือที่ร้านตลาด หรือในสถานที่ๆ ประชาชนเป็นอันมากผู้แตกตื่นเพื่อดูหนังสือประชุมกัน. ประชาชนอ่านหนังสือนั้นแล้ว ถ้าตายไปคนเดียวไซร้ เป็นปาราชิกแก่ภิกษุทั้งหมด. ถ้าตายไปมากคนไซร้ ก็มีนัยเช่นเดียวกันกับที่กล่าวแล้วนั่นแล.
         แต่เมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้น ถ้าภิกษุเหล่านั้นเอาใบลานนั้นเก็บไว้ในหีบ, และมีผู้อื่นพบเห็นใบลานนั้นแล้ว นำออกมาแสดงแก่ชนเป็นอันมากอีก, เธอทั้งหมดนั้นจะไม่รอดตัวเลย. หีบจงยกไว้ ถ้าแม้นพวกเธอเหวี่ยงใบลานนั้นลงไป หรือล้างในแม่น้ำหรือทะเลเสีย หั่นเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ หรือใส่ไฟเผาเสีย ก็ยังไม่รอดตัวตราบเท่าที่ตัวหนังสือยังปรากฏอยู่ในใบลาน แม้ที่ยังเชื่อมต่อกันได้ซึ่งล้างไม่ดี หรือเผาไม่ดี. แต่เมื่อกระทำโดยประการที่อักษรทั้งหลายจะไม่ปรากฏเลย จึงรอดตัวไปได้แล.
               [อธิบายขุดหลุมพรางให้คนตกตาย]
               บัดนี้จะวินิจฉัยในนิเทศแห่งมาติกามีหลุมพรางเป็นต้น ที่ท่านพระอุบาลีกล่าวไว้ เพื่อแสดงวิภาคแห่งถาวรประโยค.
               ข้อว่า มนุสฺสํ อุทฺทิสฺส โอปาตํ ขนติ  ความว่า ภิกษุขุดหลุมเจาะจงคนบางคนด้วยตั้งใจว่า ผู้มีชื่อนี้จะตกไปตาย ในที่ๆ ผู้นั้นเที่ยวไปแต่ลำพัง. ก่อนอื่น ถ้าแม้ขุดชาตปฐพี เป็นทุกกฏทุกๆ ประโยคแก่ภิกษุผู้ขุด เพราะเป็นประโยคแห่งปาณาติบาต, เป็นถุลลัจจัย เพราะก่อให้เกิดทุกข์แก่คนที่ตนเจาะจงขุดไว้, เป็นปาราชิก เพราะเขาตาย. เมื่อผู้อื่นแม้ตกไปตาย ไม่เป็นอาบัติ.
             ถ้าขุดไว้ไม่เจาะจงด้วยคิดว่า ผู้ใดใครผู้หนึ่งจักตาย เป็นปาณาติบาตเท่าจำนวนสัตว์ที่ตกไปตาย เป็นอนันตริยกรรมในเพราะวัตถุแห่งอนันตริยกรรม เป็นถุลลัจจัยและปาจิตตีย์ ในเพราะวัตถุแห่งถุลลัจจัยและปาจิตตีย์.
             ถามว่า เจตนาในการขุดหลุมนั้นมีมาก เป็นปาราชิกด้วยเจตนาไหน?
             แก้ว่า ท่านกล่าวไว้ในมหาอรรถกถาก่อนว่า เมื่อภิกษุขุดหลุมทั้งโดยส่วนลึกทั้งโดยส่วนยาวและกว้างได้ประมาณ (ขนาด) แล้วถากเซาะกองไว้ ใช้ปุ้งกี๋สำหรับใส่ฝุ่นโกยขึ้น เจตนาที่ยังอรรถให้สำเร็จซึ่งเป็นเหตุให้ตั้งขึ้น เป็นเช่นเดียวกันกับผลในลำดับแห่งมรรค. ถ้าแม้นว่าโดยล่วงไปถึงร้อยปีจะมีสัตว์ตกลงตายแน่นอน เป็น       ปาราชิกด้วยเจตนาซึ่งเป็นเหตุให้ตั้งขึ้นนั่นเอง.
               ส่วนในมหาปัจจรีและในสังเขปอรรถกถา ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อภิกษุใช้จอบประหาร (ฟัน) แม้ครั้งเดียว ด้วยคิดว่า บุคคลจักตกที่หลุมนี้ตาย ดังนี้ ถ้ามีใครๆ พลาดตกลงไปที่หลุมนั้นตาย เป็นปาราชิกเหมือนกัน.
               ส่วนพวกพระเถระผู้ชำนาญในพระสูตรยังยึดเอาเจตนาซึ่งเป็นเหตุให้ตั้งขึ้น (เป็นหลัก).
               ภิกษุรูปหนึ่งขุดหลุมพรางแล้วสั่งภิกษุรูปอื่นว่า จงนำคนชื่อโน้นมาแล้ว ผลักให้ตกตายในหลุมพรางนี้. ภิกษุอื่นนั้นยังผู้นั้นให้ตกตาย เป็นปาราชิกทั้ง ๒ รูป, ยังผู้อื่นให้ตกตาย ตัวเองตกไปตาย คนอื่นตกไปตายตามธรรมดาของตน, ในทุกกรณีมีการผิดที่หมาย ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมรอดตัวไป.
               แม้ในหลุมพรางที่ภิกษุขุดไว้ด้วยคิดว่า ภิกษุชื่อโน้นจักนำคนชื่อโน้นมาให้ (ตก) ตายในหลุมพรางนี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
                ภิกษุขุดไว้ด้วยคิดว่า คนทั้งหลายผู้อยากจะตายจักตายในหลุมพรางนี้, เป็นปาราชิก เพราะคนคนเดียวตาย, เป็นกองอกุศล เพราะคนมากคนตาย, เป็นอนันตริยกรรม เพราะมารดาและบิดาตาย, เป็นถุลลัจจัยและปาจิตตีย์ ในเพราะวัตถุแห่งถุลลัจจัยและปาจิตตีย์.
                ภิกษุขุดไว้ด้วยคิดว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีความประสงค์จะฆ่าเขาให้ตาย จักผลักชนเหล่านั้นให้ตกตายในหลุมพรางนี้ ดังนี้. พวกเขาผลักให้ตกตายในหลุมพรางนั้น, เมื่อตายคนเดียว เป็นปาราชิก, เมื่อมากคนตาย เป็นกองอกุศล, เป็นอนันตริยกรรมเป็นต้น ในเพราะวัตถุแห่งอนันตริยกรรมเป็นต้น. และแม้พระอรหันต์ทั้งหลาย ก็ถึงความสงเคราะห์เข้าในนัยหลังนี้ด้วย.
           แต่นัยแรก กิริยาที่พระอรหันต์เหล่านั้นจะตกไปเพราะความเป็นผู้ใคร่จะตาย ย่อมไม่มี. เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์ทั้งหลาย ท่านจึงไม่สงเคราะห์เข้าด้วย. แม้ในนัยทั้งสอง เมื่อบุคคลตกไปตายตามธรรมดาของตน ย่อมมีการผิดที่หมาย.
           ภิกษุคิดว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งจักผลักคนผู้มีเวรของตนให้ตกตายในหลุมพรางนี้ แล้วขุดไว้, และเหล่าชนผู้มีเวรกันก็ผลักคนมีเวรให้ตกตายในหลุมพรางนั้น, เมื่อถูกฆ่าตายคนเดียว เป็นปาราชิก, เมื่อถูกฆ่าตายมากคนเป็นกองอกุศล
           เมื่อมารดาหรือบิดา หรือพระอรหันต์ ถูกเหล่าชนผู้มีเวรนำมาฆ่าให้ตายในหลุมพรางนั้น เป็นอนันตริยกรรม,     เมื่อมารดาเป็นต้นเหล่านั้นตายตามธรรมดาของตน ย่อมผิดสังเกต.
           ส่วนภิกษุรูปใดขุดไว้มิได้เจาะจง แม้โดยประการทั้งปวงเลยว่าชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ผู้อยากจะตายก็ดี ไม่อยากจะตายก็ดี ผู้ประสงค์จะฆ่าเขาก็ดี ไม่ประสงค์จะฆ่าก็ดี จักตกไปตาย หรือถูกผลักให้ตกไปตายในหลุมพรางนี้, ภิกษุนั้นย่อมถูกต้องกรรม และย่อมต้องอาบัติตามสมควร เพราะความตายของบุคคลผู้ที่ตายไปนั้นๆ.
           ถ้าสตรีมีครรภ์ตกไปตายทั้งกรม เป็นปาณาติบาต ๒ กระทง. เฉพาะสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์เท่านั้นพินาศไป เป็นปาณาติบาตกระทงเดียว. สัตว์เกิดในครรภ์ไม่พินาศ แต่มารดาตาย เป็นปาณาติบาตกระทงเดียวเหมือนกัน.
          คนถูกพวกโจรไล่ติดตาม ตกไปตาย, เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้ขุดหลุมพรางเช่นกัน. พวกโจรตกลงไปตายในหลุมพรางนั้น เป็นปาราชิกเหมือนกัน. พวกโจรนำผู้ตกไปในหลุมพรางนั้นออกไปภายนอก แล้วฆ่าให้ตาย, เป็นปาราชิกเหมือนกัน.
          ถามว่า เพราะเหตุไร? แก้ว่า เพราะเขาถูกพวกโจรจับได้ ก็เพราะประโยคที่ตกไปในหลุมพราง.
          ผู้ที่ตกหลุมพรางออกมาจากหลุมพรางได้แล้วตายไปด้วยความเจ็บไข้นั้นนั่นแล เป็นปาราชิกเหมือนกัน. ครั้นล่วงเลยมาหลายปีแล้ว จึงตายเพราะความเจ็บไข้นั้นนั่นเอง ซึ่งกำเริบขึ้นอีก เป็นปาราชิกเหมือนกัน. โรคชนิดอื่นเกิดแทรกขึ้นแก่บุคคลผู้ป่วยไข้ ด้วยโรคที่เกิดขึ้น เพราะมีการตกไปในหลุมพรางนั้นเป็นปัจจัยนั่นแล, แต่โรคที่เกิดขึ้นเพราะหลุมพราง เป็นของมีกำลังกว่า, แม้เมื่อผู้นั้นตายเพราะโรคที่เกิดขึ้นนั้น ภิกษุขุดหลุมพราง ย่อมไม่พ้น.
               ถ้าโรคที่เกิดขึ้นภายหลังเป็นของมีกำลังไซร้, เมื่อผู้นั้นตายเพราะโรคที่เกิดขึ้นภายหลัง เธอรอดตัว. เมื่อผู้นั้นตายด้วยโรคทั้ง ๒ ชนิด ไม่พ้น. มนุษย์ผู้ผุดเกิดในหลุมพราง ครั้นเกิดแล้ว ไม่สามารถจะขึ้นได้  ก็ตายไป, เป็นปาราชิกเหมือนกัน.
               [มติพระเถระสองรูปในการขุดหลุมพราง]               
               พระอุปติสสเถระกล่าวว่า เมื่อยักษ์เป็นต้น ตกไปตายในหลุมพรางที่ภิกษุขุดไว้เจาะจงมนุษย์ ไม่เป็นอาบัติ. ในมนุษย์เป็นต้นแม้ตายอยู่ในหลุมพรางที่ภิกษุขุดไว้เจาะจงยักษ์เป็นต้น ก็นัยนั่นแล. แต่เป็นทุกกฏทีเดียวแก่ภิกษุผู้ขุดเจาะจงยักษ์เป็นต้น เพราะการขุดบ้าง เพราะก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ยักษ์เป็นต้นเหล่านั้นบ้าง, เพราะ (ยักษ์เป็นต้น) ตายเป็นถุลลัจจัยหรือปาจิตตีย์ตามอำนาจแห่งวัตถุทีเดียว.
               สัตว์ตกลงในหลุมพรางที่ภิกษุขุดไว้มิได้เจาะจงโดยรูปยักษ์ หรือรูปเปรตตายไป โดยรูปสัตว์ดิรัจฉาน, ก็รูปที่ตกไป ย่อมเป็นประมาณ เพราะฉะนั้น จึงเป็นถุลลัจจัย.
               พระปุสสเทวเถระกล่าวว่า รูปที่ตายเป็นประมาณ 
เพราะฉะนั้น จึงเป็นปาจิตตีย์. แม้ในสัตว์ตกไปด้วยรูปสัตว์ดิรัจฉานแล้วตายด้วยรูปยักษ์และรูปเปรต ก็นัยนั่นเหมือนกัน.
               ภิกษุผู้ขุดหลุมพรางขายหรือให้เปล่าซึ่งหลุมพรางแก่ภิกษุอื่น, ภิกษุนั้นแลยังต้องอาบัติ และมีข้อผูกพันทางกรรม เพราะมีผู้ตกตายเป็นปัจจัย. ผู้ที่ได้หลุมพรางไป ไม่มีโทษแล.
               ภิกษุผู้ได้ไปแล้วคิดว่า หลุมอย่างนี้ สัตว์ผู้ตกไปยังอาจขึ้นได้ จักไม่พินาศ จักทรงตัวขึ้นได้ง่าย จึงทำหลุมพรางนั้นให้ลึกลงไป หรือให้ตื้นขึ้น ให้ยาวออกไป หรือให้สั้นเข้า ให้กว้างออกไป หรือให้แคบเข้า ต้องอาบัติ และมีข้อผูกพันทางกรรมด้วยกันแม้ทั้ง ๒ รูป.
               เมื่อเกิดวิปฏิสารขึ้นว่า คนสัตว์จะตายกันมาก จึงกลบหลุมพรางให้เต็มด้วยดิน. ถ้าสัตว์ไรๆ ยังตกไปในดินตายได้, แม้กลบให้เต็มแล้ว ก็ไม่พ้น. เมื่อฝนตกมีโคลน, แม้เมื่อสัตว์ไรๆ ติดตายในโคลนนั้น, ต้นไม้ล้มก็ดี ลมพัดก็ดี น้ำฝนตกก็ดี พัดพาคนไปหรือพวกขุดแผ่นดินเพื่อเหง้ามัน ขุดเป็นหลุมบ่อไว้ในที่นั้น, ถ้าสัตว์ไรๆ ติดหรือตกไปตายในหลุมนั้น ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมยังไม่พ้น.
               แต่ในโอกาสนั้น ภิกษุให้ทำบึงหรือสระบัวใหญ่ให้ประดิษฐานเจดีย์ ปลูกต้นโพธิหรือให้สร้างวัด หรือให้ทำทางเกวียนแล้วจึงพ้นได้.
               แม้ในกาลใด ต้นไม้เป็นต้นในหลุมพรางอันถูกกลบเต็มทำให้แน่นแล้วรากต่อรากเกี่ยวพันกัน, เกิดชาตปฐพี แม้ในกาลนั้นก็พ้นได้. ถ้าแม้นแม่น้ำหลากมาลบล้างหลุมพรางเสีย, แม้อย่างนั้นจึงพ้นได้แล.
               กถาว่าด้วยหลุมพรางเท่านี้ก่อน.
               [ว่าด้วยการดักบ่วงของภิกษุ]
  ก็พึงทราบวินิจฉัยแม้ในบ่วงเป็นต้น อันอนุโลมแก่หลุมพรางนั่นดังต่อไปนี้ :-
           ภิกษุรูปใดดักบ่วงไวัก่อนด้วยคิดว่า สัตว์ทั้งหลายจักติดในบ่วงนี้ตาย เมื่อบ่วงพอพ้นไปจากมือ พึงทราบว่าเป็นปาราชิก อนันตริยกรรม ถุลลัจจัยและปาจิตตีย์แก่ภิกษุรูปนั้นแน่นอน ด้วยอำนาจสัตว์ที่ติด (บ่วง).
               ในบ่วงที่ภิกษุทำเจาะจงไว้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               บ่วงที่ภิกษุดักเจาะจงสัตว์ตัวใดไว้ เพราะสัตว์เหล่าอื่นจากสัตว์ตัวนั้นมาติด ไม่เป็นอาบัติ. แม้เมื่อภิกษุจำหน่ายบ่วงไปด้วยมูลค่าหรือให้เปล่าก็ตาม ข้อผูกพันทางกรรมย่อมมีแก่ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมเช่นกัน. ถ้าภิกษุผู้ได้บ่วงไป ดักบ่วงเคลื่อนที่ได้ไว้ หรือเห็นพวกสัตว์เดินไปข้างๆ จึงทำรั้วกั้นไว้ ต้อนสัตว์ให้เข้าไปตรงหน้า หรือจัดคันบ่วงไว้ให้แข็งแรง หรือผูกเชือกบ่วงไว้ให้มั่นขึ้น หรือตอกหลักไว้ให้มั่นคง เธอทั้ง ๒ รูปไม่พ้น.
               ถ้าเมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้น เธอจึงรูดบ่วงให้หลุดออกแล้ว ไปเสีย. คนเหล่าอื่นพบเห็นบ่วงที่รูดออกแล้วนั้น เอาไว้อีก, สัตว์ทั้งหลายที่ติด (บ่วง) แล้วๆ ตายไป ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมไม่พ้นไปได้.
               แต่ถ้าคันบ่วงอันเธอผู้เป็นต้นเดิมนั้นไม่ได้ทำไว้เอง, แต่วางไว้ในที่ๆ ตนรับมา ย่อมพ้น. เธอตัดไม้คันบ่วงซึ่งเกิดอยู่ในสถานที่นั้นเสีย ย่อมพ้น. แต่แม้เมื่อเธอเก็บรักษาไม้คันบ่วงที่ตนทำเองไว้ ย่อมไม่พ้น.
               จริงอยู่ ถ้าภิกษุรูปอื่นถือเอาไม้คันบ่วงนั้นไปดักบ่วงไว้อีกไซร้, เมื่อสัตว์ทั้งหลายตายไป เพราะมีการดักบ่วงนั้นเป็นปัจจัย ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมย่อมไม่พ้น. ถ้าเธอเผาคันบ่วงนั้น ทำให้เป็นดุ้นไฟแล้วทิ้งเสีย, แม้เมื่อสัตว์ทั้งหลายได้การประหารด้วยดุ้นไฟนั้นตายไปย่อมไม่พ้น. แต่เผาหรือทำให้เสียหายไปโดยประการทั้งปวง ย่อมพ้น.
               เธอวางแม้เชือกบ่วงที่คนเหล่าอื่นฟั่นเสร็จแล้วในที่ๆ ตนรับมา ย่อมพ้น. เธอได้เชือกมาแล้ว คลี่เกลียวที่เขาฟั่นไว้ออกเสียเอง (หรือ) ทำเชือกที่ตนได้ปอมาแล้วฟั่นไว้ ให้เป็นชิ้นน้อยและชิ้นใหญ่ ย่อมพ้น. แต่แม้เมื่อเธอเก็บรักษาเชือกที่ตนเองนำปอมาจากป่าฟั่นไว้ย่อมไม่พ้น, แต่เผาหรือทำให้เสียหายไปโดยประการทั้งปวง ย่อมพ้น.
               [ว่าด้วยการใช้ฟ้าถล่มดักสัตว์ของภิกษุ]               
               ภิกษุเมื่อจัดแจงฟ้าถล่ม วางเตียงฟ้าถล่มไว้บนเท้าทั้ง ๔ ยกหินขึ้น เป็นทุกกฏทุกๆ ประโยค. เมื่อทำการตระเตรียมทุกอย่างแล้ว พอฟ้าถล่มพ้นไปจากมือ พึงทราบว่าเป็นปาราชิกเป็นต้น ตามสมควรแก่ประโยคที่ทำ เจาะจงและไม่เจาะจง ด้วยอำนาจแห่งพวกสัตว์ที่จะพึงถูกทับแน่นอน. แม้เมื่อภิกษุจำหน่ายฟ้าถล่มด้วยมูลค่าหรือให้เปล่าก็ตาม ข้อผูกพันทางกรรมย่อมมีแก่ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมทีเดียว.
               ถ้าภิกษุผู้ได้ฟ้าถล่มไป ยกฟ้าถล่มที่ตกขึ้นไว้ หรือยกหินแก้ก้อนอื่นขึ้นทำให้มีน้ำหนักกว่า หรือเห็นพวกสัตว์เดินไปข้างๆ ทำรั้วกั้นไว้ต้อนสัตว์ให้เข้าไปที่ฟ้าถล่ม; เธอทั้ง ๒ รูปย่อมไม่พ้น. ถ้าเมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้น เธอจึงทำฟ้าถล่มให้ตกแล้ว ไปเสีย, ภิกษุรูปอื่นพบเห็นฟ้าถล่มที่ตกแล้วนั้น ก็ตั้งดักไว้อีก, ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมไม่พ้น. ภิกษุวางก้อนหินไว้ในที่ๆ ตนรับมา และวางขาฟ้าถล่มไว้ในที่ๆ ตนรับมา หรือเผา โดยนัยดังกล่าวไว้แล้วในคันบ่วงย่อมพ้น.
           แม้เมื่อภิกษุปักหลาว พอทำการตระเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว พ้นจากมือ พึงทราบว่า เป็นปาราชิกเป็นต้น โดยสมควรแก่ประโยคที่ทำเจาะจง ด้วยอำนาจแห่งพวกสัตว์ที่จะตกไปตามบนคมหลาวแน่นอน.
           แม้เมื่อภิกษุจำหน่ายหลาวด้วยมูลค่าหรือให้เปล่าก็ตาม ข้อผูกพันทางกรรมย่อมมีแก่ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมเช่นกัน. ถ้าภิกษุผู้ได้หลาวไปแต่งหลาวให้คมกริบด้วยคิดว่า สัตว์ทั้งหลายจักตายด้วยการประหารครั้งเดียวเท่านั้น หรือแต่งหลาวให้ทื่อเข้าด้วยคิดว่า สัตว์ทั้งหลายจักตายเป็นทุกข์ หรือกำหนดว่าหลาวสูงไปปักให้ต่ำลง หรือกำหนดว่า หลาวต่ำไป ปักให้สูงขึ้นอีก หรือดัดที่คดให้ตรง หรือดัดที่ตรงเกินไปให้โค้งนิดหน่อย เธอทั้ง ๒ รูปไม่พ้น.
               ก็ถ้าเธอเห็นว่า ไว้ในที่ไม่เหมาะ แล้วเอาไปปักไว้ในที่อื่น ถ้าหลาวนั้นย่อมเป็นของที่เธอแสวงหามาทำไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อต้องการฆ่าให้ตาย ภิกษุผู้เป็นต้นเดิม ไม่พ้น. แต่เมื่อมิได้แสวงหาได้ของที่เขาทำไว้แล้วนั่นแล ยกขึ้นไว้, ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมย่อมพ้น. เมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้น เธอวางหลาวไว้ในที่ๆตนรับมาหรือเผาเสีย โดยนัยดังกล่าวไว้แล้วในคันบ่วง ย่อมพ้น.
               [ลอบวางศัสตราไว้ในวัตถุสำหรับพิง]              
               ในคำว่า อปสฺเสเน สตฺถํ วา นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
             ชื่อว่า ที่พิง ได้แก่ เตียงหรือตั่ง หรือกระดานสำหรับพิงที่ใช้เป็นนิจ หรือเสาสำหรับพิงของภิกษุผู้นั่งพักอยู่ในที่พักกลางวัน หรือต้นไม้ซึ่งเกิดอยู่ในที่นั้น หรือต้นไม้สำหรับยึดเหนี่ยว ของภิกษุผู้ยืนพิงอยู่ในที่จงกรมหรือกระดานสำหรับยึดเหนี่ยววัตถุมีเตียงเป็นต้นนั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่าที่พิง เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งการพิง (เป็นที่ตั้งแห่งการมองไม่เห็น).
             ภิกษุทำเหมือนอย่างคนแทงหรือฟันบุคคลที่ไม่เห็น วางบรรดาศัสตราชนิดหนึ่งมีมีด ขวาน หอก เหล็กแหลมและหนามเป็นต้นไว้ในที่สำหรับพิงนั้น เป็นทุกกฏ. เมื่อผู้หมดความสงสัยนั่งหรือนอน หรือพิงอยู่ในสถานที่ใช้ประจำ เป็นถุลลัจจัย เพราะก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นซึ่งมีความถูกต้องศัสตราเป็นปัจจัย, เป็นปาราชิกในเพราะเขาตาย.
                ถ้าภิกษุผู้มีเวรของเธอนั้นแม้รูปอื่นเที่ยวจาริกไปในวิหาร พบเห็นศัสตรานั้นแล้ว ยินดีอยู่ว่า ชะรอยศัสตรานี้เป็นของที่เธอรูปนี้วางไว้ เพื่อเป็นเครื่องสังหาร, ดีละ จงตายให้สนิทเถิด เดินไปเป็นทุกกฏ.
                 แต่ถ้าภิกษุผู้มีเวรแม้รูปนั้นคิดว่า เมื่อเธอทำศัสตรานั้นไว้อย่างนั้นแล้ว จักเป็นอันเธอทำไว้ดีแล้ว จึงทำกรรมบางอย่างด้วยการทำศัสตราให้คมกริบเป็นต้น, เป็นปาราชิกแม้แก่เธอผู้มีเวรรูปนั้น,
               แต่ถ้าภิกษุผู้มีเวรเห็นว่า เธอรูปนั้นวางศัสตราไว้ในที่ไม่เหมาะ จึงยกขึ้นมาวางไว้ในที่อื่น, เมื่อเธอทำแล้ววางไว้ เพื่อประโยชน์นั้นๆ เอง ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมย่อมไม่พ้น. ภิกษุได้ศัสตราแล้ววางไว้ตามปกติเดิม ย่อมพ้น. ภิกษุนำศัสตรานั้นออกไปเสีย แล้วจึงเอาศัสตราอย่างอื่นที่คมกว่ามาวางไว้แทน ภิกษุเป็นต้นเดิมย่อมไม่พ้นเหมือนกัน.
               [ลอบวางยาพิษแทรกไว้ในเภสัช]               
               แม้ในการทายาพิษไว้ มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               เป็นทุกกฏ เพราะเขายินดีความตาย จนกระทั่งถึงนัยนี้เหมือนกัน.
             ก็ถ้าภิกษุแม้รูปนั้นกำหนดไว้ว่า ก้อนยาพิษเล็กไป จึงทำให้เขื่องขึ้น หรือกำหนดได้ว่า ก้อนยาพิษเขื่องไป หรือเขื่องเกินไปจึงทำให้เล็กลง หรือบางไปจึงทำให้หนา หรือหนาไปจึงทำให้บางลง แล้วลนให้ร้อนด้วยไฟ ทำให้แล่นไปข้างล่างหรือข้างบน; เป็นปาราชิกแม้แก่ภิกษุรูปนั้น.เธอเห็นว่า ก้อนยาพิษนี้วางไว้ในที่ไม่เหมาะ จึงถากไสให้บางทุกส่วนทีเดียว แล้วเช็ดถู (ให้เกลี้ยง) เอาวางไว้ในที่อื่น. เมื่อภิกษุปรุงเภสัชด้วยตนเอง แล้วแทรกยาพิษเข้าด้วย ภิกษุผู้เป็นต้นเดิมย่อมไม่พ้น เมื่อตนเองไม่ได้ทำย่อมพ้น.
              แต่ถ้าภิกษุรูปนั้นเห็นว่า ยาพิษนี้มีน้อยเกินไป จึงนำเอายาพิษแม้อื่นมาเติมใส่ไว้, เป็นปาราชิกแก่ภิกษุเจ้าของยาพิษซึ่งเป็นเหตุให้เขาตาย. ถ้าเขาตายไปเพราะยาพิษซึ่งเป็นของภิกษุแม้ทั้ง ๒ รูป ก็เป็นปาราชิกแก่เธอแม้ทั้ง ๒ รูป.
               ภิกษุเห็นว่า ยาพิษนี้หมดฤทธิ์กล้าแล้ว     จึงนำยาพิษนั้นออกเสีย แล้ววางยาพิษของตนเองไว้แทน เป็นปาราชิกแก่ภิกษุนั้นเท่านั้น, ภิกษุผู้เป็นต้นเดิม รอดตัวไป.
               [ลอบวางอาวุธไว้ใต้เตียงหรือตั่ง]               
         สองบทว่า ทิพฺพลํ วา กโรติ ความว่า ภิกษุตัดเตียงและตั่งภายใต้แม่แคร่ หรือตัดหวายและเชือกที่เขาร้อยไว้ ทำให้เหลือไว้นิดหน่อยเท่านั้น จึงสอดอาวุธไว้ภายใต้, เธอตัดส่วนอื่นแม้แห่งวัตถุ มีกระดานสำหรับพิงเป็นต้น ซึ่งมีต้นไม้และกระดานสำหรับยึดเหนี่ยวในที่จงกรมเป็นที่สุดออก แล้วเอาอาวุธสอดไว้ภายใต้ ด้วยหวังว่า คนจักตกตายที่อาวุธนี้.
  ภิกษุนำเตียงตั่งหรือกระดานสำหรับพิงมาวางไว้ใกล้บ่อเป็นต้นโดยประการที่คนพอนั่งหรือพิงที่เตียงเป็นต้นนั้นก็จะตกลงไป, หรือทำสะพานสำหรับเดินไปมาบนบ่อเป็นต้นให้ชำรุดไว้, เมื่อภิกษุทำอยู่อย่างนั้น เป็นทุกกฏ เพราะทำ, เป็นถุลลัจจัย เพราะก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่คนนอกนี้, เป็นปาราชิก ในเพราะเขาตาย.
         ภิกษุนำเอาภิกษุด้วยกันไปแล้วพักไว้บนริมปากบ่อเป็นต้น ด้วยคิดว่า เธอเห็นแล้วสะทกสะท้าน เพราะกลัว จักตกตาย ดังนี้ เป็นทุกกฏ. เธอตกไปอย่างนั้นจริงๆ เป็นถุลลัจจัย เพราะก่อทุกข์ให้เกิดขึ้น, เป็นปาราชิก ในเพราะเขาตาย.     ตนเองผลักภิกษุรูปนั้นให้ตกไป, ใช้ผู้อื่นให้ผลักตกไป, ผู้อื่นมิได้สั่งเลย ผลักให้ตกไปตามธรรมดาของตน, อมนุษย์ผลักให้ตกลงไป, ตกไปเพราะถูกลมพัด, ตกไปตามธรรมดาของตน;  เป็นปาราชิก ในเพราะผู้นั้นตายทุกกรณี.
              เพราะเหตุไร? เพราะผู้ตายอยู่ใกล้ริมปากบ่อเป็นต้น ด้วยประโยคของภิกษุผู้เป็นต้นเดิมนั้น.
               [ว่าด้วยการลอบวางดาบไว้]  
            การวาง (ดาบเป็นต้น) ไว้ในที่ใกล้ ชื่อว่า การลอบวาง.
      ในการลอบวางนั้น มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               ภิกษุใดพรรณนาคุณแห่งความตาย โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้ใดตายด้วยดาบนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ก็ดี, พูดว่า ผู้ต้องการตายจงตายด้วยดาบนี้ก็ดี, พูดว่า ผู้ต้องการตายจงให้เขาฆ่าด้วยดาบนี้ก็ดี แล้วลอบวางดาบไว้, เป็นทุกกฏแก่ภิกษุรูปนั้น ในการลอบวางไว้. บุคคลผู้อยากจะตาย จะใช้ดาบนั้นประหารตนเองก็ตาม ผู้มีความประสงค์จะใช้ให้คนอื่นฆ่า จงเอาดาบนั้นประหารคนอื่นก็ตาม, แม้ด้วยการประหารทั้ง ๒ วิธีเป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้ลอบวาง เพราะก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่บุคคลอื่น, เป็นปาราชิก ในเพราะเขาตาย.
             เมื่อภิกษุวางไว้ไม่เจาะจงเป็นกองอกุศล ในเพราะคนสัตว์เป็นอันมากตาย, เป็นปาราชิกเป็นต้น ในเพราะวัตถุแห่งปาราชิกเป็นต้น.   ภิกษุนั้น เมื่อเกิดความเดือดร้อนขึ้นจึงเก็บดาบไว้ในที่ๆ ตนรับมา ย่อมพ้น.
               ดาบเป็นของที่เธอรับซื้อมา เธอคืนดาบให้แก่เจ้าของดาบให้มูลค่าแก่เหล่าชนผู้ที่ตนรับเอามูลค่ามาจากมือของเขาแล้ว ย่อมพ้น.
               ถ้าภิกษุเอาแท่งโลหะ ผาลไถหรือจอบไปให้ช่างทำเป็นดาบไซร้, ถือเอาภัณฑะใดมาให้ทำดาบ ครั้นทำกลับให้เป็นภัณฑะนั้นอย่างเดิม แล้วจึงจะพ้น. ถ้าภิกษุยังดาบที่เอาจอบมาให้ช่างทำ ให้เสียหายไปแล้วทำให้เป็นผาลไซร้ แม้เมื่อสัตว์มากหลายได้ การประหารด้วยผาลตายไป ภิกษุนั้นย่อมไม่พ้นจากปาณาติบาต.
               แต่ถ้าเธอให้หลอมโลหะขึ้นมาแล้วให้ช่างทำเป็นดาบ เพื่อการลอบวางนั่นเอง,         เมื่อดาบที่เธอเอาปลายเหล็กครูดถูแล้วทำให้แหลกละเอียดกระจัดกระจายไป เธอจึงจะพ้น.
              แม้ถ้าเป็นดาบที่ภิกษุมากรูปร่วมอัธยาศัยกันทำไว้ เป็นเหมือนใบลานที่เขียนพรรณนา (คุณความตาย) ไว้ฉะนั้น, วินิจฉัยถึงข้อถูกพันทางกรรมพึงทราบโดยนัยดังที่กล่าวแล้วในใบลานนั่นแล.  ในหอกและฉมวกก็นัยนี้. ในหลาวและไม้ค้อนมีวินิจฉัยเช่นกับที่กล่าวแล้วในไม้คันบ่วง. ในหินก็อย่างนั้น. ในศัสตราก็มีวินิจฉัยเหมือนดาบนั่นเอง.
               [ว่าด้วยลอบวางยาพิษไว้เป็นต้น]               
               บทว่า วิสํ วา ความว่า เมื่อภิกษุลอบวางยาพิษไว้
               พึงทราบว่าเป็นปาราชิกเป็นต้น ในวัตถุแห่งปาราชิกเป็นต้น โดยควรแก่การเจาะจงและไม่เจาะจง ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ. ในยาพิษที่ภิกษุซื้อมาเก็บไว้ เธอทำให้เป็นปกติเดิมโดยนัยก่อนแล้ว จึงจะพ้น. เมื่อภิกษุผสมยาพิษเข้ากับเภสัชเสียเอง เธอทำไม่ให้เป็นยาพิษแล้วจึงจะพ้นได้.
               ในเชือกมีวินิจฉัยเช่นกับด้วยเชือกบ่วงนั่นแหละ.
               ในเภสัช วินิจฉัยดังนี้ :-
               ภิกษุใด เมื่อภิกษุผู้มีเวรเกิดเป็นไข้เชื่อมหรือโรคมีส่วนเป็นพิษขึ้น มีความประสงค์จะให้ตายเรียกว่า วัตถุมีเนยใสเป็นต้นเป็นที่สบาย ดังนี้ จึงถวายเภสัชแม้อันเป็นที่ไม่สบาย หรือเหง้าบัวรากไม้และผลไม้ชนิดอื่นบางอย่าง, พึงทราบว่าเป็นทุกกฏแก่ภิกษุนั้น ในเพราะถวายเภสัชอย่างนั้น, เป็นถุลลัจจัยและปาราชิก ในเพราะก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้อื่นและในเพราะเขาตาย, เป็นอนันตริยกรรม ในวัตถุแห่งอนันตริยกรรม.
              [การนำรูปและเสียงเป็นต้นเข้าไป]               
      ในการนำรูปเข้าไป มีวินิจฉัยดังนี้ :-
        บทว่า อุปสํหรติ ความว่า ภิกษุพักคนอื่นผู้มีรูปไม่น่าพอใจไว้ในที่ใกล้ๆ บุคคลนั้นหรือเธอแปลงเพศเป็นยักษ์และเปรตเป็นต้นด้วยตนเองแล้วยืนอยู่ พอเมื่อนำรูปเข้าไป เป็นทุกกฏแก่ภิกษุนั้น, เป็นถุลลัจจัย ในการก่อภัยให้เกิดขึ้นแก่คนอื่น เพราะเห็นรูปนั้น, เป็นปาราชิก ในเพราะเขาตาย.       แต่ถ้ารูปนั้นเอง ย่อมเป็นที่ชอบใจของคนบางคนไซร้, และเขาย่อมซูบผอมตาย เพราะไม่ได้ (รูปนั้น), ย่อมผิดสังเกต.
               แม้ในรูปซึ่งเป็นที่ชอบใจ ก็มีนัยเหมือนกันนี้.
               ก็บรรดารูปซึ่งเป็นที่ชอบใจเหล่านั้นว่าโดยพิเศษ รูปบุรุษย่อมเป็นที่ชอบใจของเหล่าสตรี และรูปสตรีย่อมเป็นที่ชอบใจของเหล่าบุรุษ. ภิกษุตกแต่งรูปนั้นแล้วก็นำเข้าไป คือทำเพียงให้เขาเห็นเท่านั้น,
              แต่ไม่ยอมให้แม้เพื่อจะดูนานๆ. คนนอกนี้ย่อมซูบผอมตายเพราะไม่ได้ (รูปนั้น) ภิกษุเป็นปาราชิก, ถ้าเขาตกใจตาย ย่อมผิดสังเกต.
              แต่ถ้าภิกษุไม่พิจารณาเลยว่า เขาจักตกใจตายหรือจักซูบผอมตาย เพราะไม่ได้ นำเข้าไปด้วยคิดอย่างเดียวว่า เขาเห็นแล้วจักตาย ดังนี้, เมื่อเขาตกใจตาย หรือซูบผอมตาย เป็นปาราชิกเหมือนกัน.
               แม้กิจทั้งหลายมีการนำเสียงเข้าไปเป็นต้น ก็พึงทราบโดยอุบายนี้ นั่นแล.
               จริงอยู่ ในเสียงเป็นต้นนี้ (มีความแปลกกัน) อย่างเดียว คือ (อารมณ์ภายนอก) มีเสียงของอมนุษย์เป็นต้น พึงทราบว่า เป็นเหตุให้เกิดความสะดุ้ง เป็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ, เสียงสตรีและเสียงของนักฟ้อนที่ไพเราะเป็นต้น
              พึงทราบว่า ทำความชื่นจิตให้ เป็นเสียงที่ชอบใจ, กลิ่นแห่งรากไม้เป็นต้นของต้นไม้ที่มีพิษในป่าหิมพานต์และกลิ่นแห่งซากศพ พึงทราบว่า เป็นกลิ่นที่ไม่ชอบใจ, กลิ่นอันเกิดแต่รากไม้มีกฤษณาและกำยานเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นกลิ่นที่ชอบใจ. รสอันเกิดแต่รากไม้ที่ปฏิกูลเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นรสที่ไม่ชอบใจ, รสอันเกิดแต่รากไม้ที่ไม่ปฏิกูลเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นรสที่ชอบใจ, ความสัมผัสยาพิษและสัมผัสหมามุ้ยใหญ่เป็นต้น พึงทราบว่า เป็นโผฏฐัพพะที่ไม่ชอบใจ, ความสัมผัสผ้าที่ทอในเมืองจีน ขนปีกหงส์และนุ่นสำลีเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นโผฏฐัพพะที่ชอบใจ.
               [การนำธรรมารมณ์เข้าไป]
ในการนำธรรมเข้าไป มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               เทศนาธรรม พึงทราบว่าธรรม. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมารมณ์แล อันต่างกันด้วยความวิบัติในนรก และสมบัติในสวรรค์  ด้วยอำนาจแห่งเทศนา (ก็พึงทราบว่า ธรรม).
              บทว่า เนรยิกสฺส ได้แก่ กล่าวกถาพรรณนาเรื่องนรกมีเครื่องจองจำ ๕ อย่าง และเครื่องกรรมกรณ์เป็นต้นแก่สัตว์ผู้เสียสังวร ทำบาปไว้ซึ่งควรเกิดในนรก. ถ้าเขาฟังนิรยกถานั้นตกใจตาย เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้กล่าว.
               แต่ถ้าแม้เขาฟังแล้ว ตายไปตามธรรมดาของตน ไม่เป็นอาบัติ.       ภิกษุแสดงนิรยกถาด้วยตั้งใจว่า ผู้นี้ได้ฟังนิรยกถานี้แล้ว จักไม่ทำกรรมเห็นปานนี้ จักงด จักเว้น. บุคคลนอกนี้ฟังนิรยกถานั้นตกใจตาย ไม่เป็นอาบัติ.
               บทว่า สคฺคกถํ ได้แก่ กล่าวกถาพรรณนาสมบัติแห่งของมีวิญญาณมีเทพนาฏกาเป็นต้น และแห่งของไม่มีวิญญาณมีสวนนันทวันเป็นต้น. บุคคลนอกนี้ได้ฟังสัคคกถานั้นน้อมใจไปในสวรรค์ต้องการได้สมบัตินั้นเร็วๆ ยังทุกข์ให้เกิดขึ้น ด้วยใช้ศัสตราประหาร กินยาพิษ อดอาหาร และกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะเป็นต้น, เป็นถุลลัจจัยแก่ภิกษุผู้กล่าว, เขาตายไป เป็นปาราชิกแก่ภิกษุผู้กล่าว. แต่ถ้าแม้เขาฟังแล้ว ตั้งอยู่ตลอดอายุแล้วจึงตายตามธรรมดาของตน ไม่เป็นอาบัติ.
               ภิกษุกล่าวด้วยตั้งใจว่า ผู้นี้ได้ฟังสัคคกถานี้แล้วจักทำบุญ. บุคคลนอกนี้ฟังสัคคกถานั้นแล้ว กลั้นใจทำกาลกิริยา ไม่เป็นอาบัติ (แก่ผู้กล่าว).
               ในการบอก มีวินิจฉัยดังนี้ :-
              สองบทว่า ปุฏฺโฐ ภณติ มีความว่า ภิกษุถูกเขาถามอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ บุคคลตายอย่างไร จึงจะได้ทรัพย์หรือจะเกิดขึ้นในสวรรค์? ดังนี้ จึงบอก.
       ในการพร่ำสอน มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               บทว่า อปฏฺโฐ ได้แก่ ไม่ถูกเขาถามอย่างนั้น บอกเสียเองนั่นแล.
               สังเกตกรรมและนิมิตกรรม พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ในอทินนาทานกถา.

บทภาชนีย์ ตติยปาราชิกสิกขาบท [ว่าด้วย มนุสสวิคคหะ] ปาราชิกกัณฑ์ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์

มาติกา    
      
[๑๘๗] ทำเอง ยืนอยู่ใกล้     สั่งทูต สั่งทูตต่อ 
              ทูตไม่สามารถ                       ทูตไปแล้วกลับมา 
              ที่ไม่ลับ สำคัญว่าที่ลับ           ที่ลับ สำคัญว่าที่ไม่ลับ 
              ที่ไม่ลับ สำคัญว่าที่ไม่ลับ       ที่ลับ สำคัญว่าที่ลับ 
              พรรณนาด้วยกาย                 พรรณนาด้วยวาจา 
              พรรณนาด้วยกายและวาจา   พรรณนาด้วยทูต 
              พรรณนาด้วยหนังสือ             หลุมพราง วัตถุที่พิง 
              การลอบวาง เภสัช                 การนำรูปเข้าไป 
              การนำเสียงเข้าไป                 การนำกลิ่นเข้าไป 
              การนำรสเข้าไป                     การนำโผฏฐัพพะเข้าไป 
              การนำธรรมารมณ์เข้าไป       กิริยาที่บอก การแนะนำ 
              การนัดหมาย                         การทำนิมิต. 
มาติกาวิภังค์
สาหัตถิกประโยคทำเอง
[๑๘๘]   คำว่า ทำเอง คือฆ่าเองด้วยกาย ด้วยเครื่องประหารที่เนื่องด้วยกายหรือด้วยเครื่องที่ประหารซัดไปยืนอยู่ใกล้
             คำว่า ยืนอยู่ใกล้ คือยืนสั่งอยู่ ณ ที่ใกล้ว่า จงยิงอย่างนี้                จงประหารอย่างนี้ จงฆ่าอย่างนี้.
อาณัตติกประโยค สั่งทูต
[๑๘๙]  ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ 
             ภิกษุผู้รับคำสั่งเข้าใจว่าบุคคลนั้นแน่ จึงปลงชีวิตบุคคลนั้น ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป
            ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ 
            ภิกษุผู้รับคำสั่ง เข้าใจว่าบุคคลนั้นแน่ แต่ปลงชีวิตบุคคลอื่น 
            ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ฆ่า ต้องอาบัติปาราชิก
            ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ 
            ภิกษุผู้รับคำสั่ง เข้าใจว่าบุคคลอื่น แต่ปลงชีวิตบุคคลชื่อนั้น ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป
            ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ 
            ภิกษุผู้รับคำสั่ง เข้าใจว่าบุคคลอื่น และปลงชีวิตบุคคลอื่น 
            ภิกษุผู้สั่งไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ฆ่า ต้องอาบัติปาราชิก.
สั่งทูตต่อ
[๑๙๐] ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงบอกแก่ภิกษุชื่อนี้ว่า ภิกษุชื่อนี้จงไปบอกแก่ภิกษุชื่อนี้ว่าภิกษุชื่อนี้จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้
 ต้องอาบัติทุกกฏ
           ภิกษุผู้รับคำสั่ง บอกแก่ภิกษุนอกนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
           ภิกษุผู้ฆ่ารับคำ ภิกษุผู้สั่งเดิม ต้องอาบัติถุลลัจจัย
           ภิกษุผู้ฆ่า ปลงชีวิตบุคคลนั้นสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิกทุกรูป
           ภิกษุสั่งภิกษุว่า ท่านจงบอกแก่ภิกษุชื่อนี้ว่า ภิกษุชื่อนี้จงไปบอกแก่ภิกษุชื่อนี้ว่า ภิกษุชื่อนี้จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ 
           ภิกษุผู้รับคำสั่ง สั่งภิกษุรูปอื่นต่อ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้มารับคำ ต้องอาบัติทุกกฏ
           ภิกษุผู้ฆ่า ปลงชีวิตบุคคลนั้นสำเร็จ ภิกษุผู้สั่งเดิมไม่ต้องอาบัติ 
           ภิกษุผู้รับคำสั่ง และภิกษุผู้ฆ่า ต้องอาบัติปาราชิก.
ทูตไม่สามารถ
[๑๙๑] ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
           ภิกษุผู้รับคำสั่งไปแล้วกลับมาบอกอีกว่า ผมไม่สามารถปลงชีวิตเขาได้ ภิกษุผู้สั่ง สั่งใหม่ว่า ท่านสามารถเมื่อใดจงปลงชีวิตเขาเสียเมื่อนั้น ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับคำสั่งปลงชีวิตบุคคลนั้นสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป.
ทูตไปแล้วกลับมา
[๑๙๒] ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ครั้นภิกษุนั้นสั่งภิกษุนั้นแล้ว มีความร้อนใจ แต่พูดไม่ให้ได้ยินว่า อย่าฆ่า ภิกษุผู้รับคำสั่งปลงชีวิตบุคคลนั้นสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป
           ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ครั้นภิกษุนั้นสั่งภิกษุนั้นแล้ว มีความร้อนใจ พูดให้ได้ยินว่า อย่าฆ่าเลย ภิกษุผู้รับคำสั่งกลับพูดว่า ท่านสั่งผมแล้วจึงปลงชีวิตบุคคลชื่อนั้นเสีย  ภิกษุผู้สั่งเดิม ไม่ต้องอาบัติ   ภิกษุผู้ฆ่า ต้องอาบัติปาราชิก
           ภิกษุสั่งภิกษุว่า จงปลงชีวิตบุคคลชื่อนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ครั้นภิกษุนั้น สั่งภิกษุนั้นแล้ว มีความร้อนใจ พูดให้ได้ยินว่า อย่าฆ่าเลย ภิกษุผู้รับคำสั่ง รับคำว่าดีแล้ว งดเสียไม่ต้องอาบัติทั้ง ๒ รูป
ที่ไม่ลับ สำคัญว่าที่ลับ
[๑๙๓] ที่ไม่ลับ ภิกษุสำคัญว่าที่ลับ พูดขึ้นว่าทำอย่างไรหนอ บุคคลชื่อนี้พึงถูกฆ่า ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
ที่ลับ สำคัญว่าที่ไม่ลับ            ที่ลับ ภิกษุสำคัญว่าที่ไม่ลับ พูดขึ้นว่า ทำอย่างไรหนอ บุคคลชื่อนี้พึงถูกฆ่า ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
ที่ไม่ลับ สำคัญว่าที่ไม่ลับ        ที่ไม่ลับ ภิกษุสำคัญว่าที่ไม่ลับ พูดขึ้นว่าทำอย่างไรหนอ บุคคลชื่อนี้ พึงถูกฆ่า ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
ที่ลับ สำคัญว่าที่ลับ                ที่ลับ ภิกษุสำคัญว่าที่ลับ พูดขึ้นว่า ทำอย่างไรหนอ บุคคลชื่อนี้พึงถูกฆ่า ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ
พรรณนาด้วยกาย
[๑๙๔] ที่ชื่อว่า พรรณนาด้วยกาย ได้แก่ภิกษุทำกายวิการว่า ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะการพรรณนานั้น ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่าเราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุผู้พรรณนา ต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุผู้พรรณนา ต้องอาบัติปาราชิก
พรรณนาด้วยวาจา
           ที่ชื่อว่า พรรณนาด้วยวาจา ได้แก่ ภิกษุกล่าวด้วยวาจาว่า ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะการพรรณนานั้น ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่าเราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุผู้พรรณนาต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุผู้พรรณนา ต้องอาบัติปาราชิก
พรรณนาด้วยกายและวาจา
       ที่ชื่อว่า พรรณนาด้วยกายและวาจา อธิบายว่าภิกษุทำวิการด้วยกายก็ดี กล่าวด้วยวาจาก็ดีว่าผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะการพรรณนา นั้น ผู้ใดผู้หนึ่งคิดว่า เราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุผู้พรรณนาต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุผู้พรรณนา ต้องอาบัติปาราชิก.
พรรณนาด้วยทูต
[๑๙๕] ที่ชื่อว่า พรรณนาด้วยทูต ได้แก่ภิกษุสั่งทูตไปว่า ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ผู้ใดผู้หนึ่งผู้ได้ทราบคำบอกของทูตแล้วคิดว่า เราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุผู้พรรณนา ต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุพรรณนา ต้องอาบัติปาราชิก
พรรณนาด้วยหนังสือ
            ที่ชื่อว่า พรรณนาด้วยหนังสือ ได้แก่ภิกษุเขียนหนังสือไว้ว่า ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ทุกๆ ตัวอักษร ผู้ใดผู้หนึ่งเห็นหนังสือแล้วคิดว่า เราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุผู้เขียน ต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุผู้เขียนต้องอาบัติปาราชิกฯ
หลุมพราง
[๑๙๖] ที่ชื่อว่า หลุมพราง ได้แก่ภิกษุขุดหลุมพรางเจาะจงมนุษย์ไว้ว่าเขาจักตกตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งตกลงไปแล้วได้รับทุกขเวทนา ภิกษุผู้ขุด ต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุผู้ขุดต้องอาบัติปาราชิก
           ภิกษุขุดหลุมพรางไว้มิได้เจาะจงว่า ผู้ใดผู้หนึ่งจักตกตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ มนุษย์ตกลงไปในหลุมพรางนั้น ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อเขาตกลงไปแล้วได้รับทุกขเวทนา ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
           ยักษ์ก็ดี เปรตก็ดี สัตว์ดิรัจฉานแปลงเพศเป็นมนุษย์ก็ดี ตกลงไปในหลุมพรางนั้น ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อมันตกลงไปแล้วได้รับความทุกขเวทนา ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ มันตาย ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย สัตว์ดิรัจฉานตกลงไปในหลุมพรางนั้น ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อมันตกลงไปแล้วได้รับทุกขเวทนา ภิกษุต้องอาบัติทุกกฏ มันตาย ภิกษุต้องอาบัติปาจิตตีย์.
วัตถุที่พิง
[๑๙๗] ที่ชื่อว่า วัตถุที่พิง ได้แก่ภิกษุวางศัสตราไว้ในที่สำหรับพิงก็ดี ทายาพิษไว้ก็ดี ทำให้ชำรุดก็ดี วางไว้ริมบ่อ เหวหรือที่ชันด้วยหมายใจว่า บุคคลจักตกตายด้วยวิธีนี้ ดังนี้ก็ดี ต้องอาบัติทุกกฏ เขาได้รับทุกขเวทนา เพราะต้องศัสตรา ถูกยาพิษ หรือตกลงไป ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
การลอบวาง
[๑๙๘] ที่ชื่อว่า การลอบวาง ได้แก่ภิกษุวางดาบ หอก ฉมวก หลาว ไม้ค้อน หิน มีด ยาพิษ หรือเชือกไว้ใกล้ๆ ด้วยตั้งใจว่า บุคคลจักตายด้วยของสิ่งนี้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาคิดว่า เราจักตายด้วยของสิ่งนั้น แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
เภสัช
[๑๙๙] ที่ชื่อว่า เภสัช ได้แก่ภิกษุให้เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง
 หรือน้ำอ้อย ด้วยตั้งใจว่า เขาลิ้มเภสัชนี้แล้วจักตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อเขาลิ้มเภสัชนั้นแล้ว ได้รับทุกขเวทนา ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
การนำรูปเข้าไป
[๒๐๐] ที่ชื่อว่า การนำรูปเข้าไป ได้แก่ภิกษุนำรูปซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจ น่ากลัว น่าหวาดเสียวเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาเห็นรูปนี้แล้วจักตกใจตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เข้าเห็นรูปนั้นแล้วตกใจ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุนำรูปซึ่งเป็นที่ชอบใจ น่ารัก น่าจับใจเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาเห็นรูปนี้แล้ว จักซูบผอมตาย เพราะหาไม่ได้ ดังนี้  ต้องอาบัติทุกกฏ เขาเห็นรูปนั้นแล้ว ซูปผอม เพราะหาไม่ได้ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
การนำเสียงเข้าไป
         ที่ชื่อว่า การนำเสียงเข้าไป ได้แก่ภิกษุนำเสียงซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจ น่ากลัว น่าหวาดเสียวเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาได้ยินเสียงนี้แล้ว จักตกใจตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาได้ยินเสียงนั้นแล้วตกใจ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
         ภิกษุนำเสียงซึ่งเป็นที่ชอบใจ น่ารัก น่าจับใจเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาได้ยินเสียงนี้แล้ว จักซูบผอมตาย เพราะหาไม่ได้ ดังนี้   ต้องอาบัติทุกกฏ เขาได้ยินเสียงนั้นแล้วซูบผอมเพราะหาไม่ได้ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
การนำกลิ่นเข้าไป
         ที่ชื่อว่า การนำกลิ่นเข้าไป ได้แก่ภิกษุนำกลิ่นซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจ น่าเกลียด น่าปฏิกูลเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาสูดกลิ่นนี้แล้ว จักตาย เพราะเกลียด เพราะปฏิกูล ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อเขาสูดกลิ่นนั้นแล้ว ได้รับทุกขเวทนา เพราะเกลียด เพราะปฏิกูล ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก ภิกษุนำกลิ่นซึ่งเป็นที่ชูใจเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาสูดกลิ่นนี้แล้วจะซูบผอมตาย เพราะหาไม่ได้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาสูบกลิ่นนั้นแล้วซูบผอมเพราะหาไม่ได้ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตายภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
การนำรสเข้าไป
     ที่ชื่อว่า การนำรสเข้าไป ได้แก่ภิกษุนำรสซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจ น่าเกลียด น่าปฏิกูลเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาลิ้มรสนี้แล้วจักตาย เพราะเกลียด เพราะปฏิกูล ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อเขาลิ้มรสนั้นแล้วได้รับทุกขเวทนา เพราะเกลียดเพราะปฏิกูล ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
     ภิกษุนำรสซึ่งเป็นที่ชอบใจเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เขาลิ้มรสนี้แล้วจะซูบผอม เพราะหาไม่ได้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาลิ้มรสนั้นแล้วซูบผอม เพราะหาไม่ได้อีกแล้ว ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
การนำโผฏฐัพพะเข้าไป
     ที่ชื่อว่า การนำโผฏฐัพพะเข้าไป ได้แก่ภิกษุนำโผฏฐัพพะ ซึ่งไม่เป็นที่พอใจ มีสัมผัสไม่สบายและกระด้างเข้าไปด้วยตั้งใจว่า เขาถูกต้องสิ่งนี้เข้าแล้วจักตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เมื่อเขาถูกต้องสิ่งนั้นเข้า ได้รับทุกขเวทนา ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
    ภิกษุนำโผฏฐัพพะซึ่งเป็นที่ชอบใจ มีสัมผัสสบาย และอ่อนนุ่มเข้าไปด้วยตั้งใจว่า เขาถูกสิ่งนี้แล้ว จักซูบผอมตาย เพราะหาไม่ได้ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาถูกต้องสิ่งนั้นเข้าแล้วซูบผอม เพราะหาไม่ได้ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
การนำธรรมารมณ์เข้าไป
    ที่ชื่อว่า การนำธรรมารมณ์เข้าไป ได้แก่ภิกษุแสดงเรื่องนรกแก่คนผู้ควรเกิดในนรกด้วยตั้งใจว่า เขาฟังเรื่องนรกนี้แล้ว จักตกใจตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาฟังเรื่องนรกนั้นแล้วตกใจ ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
    ภิกษุแสดงเรื่องสวรรค์แก่คนผู้ทำความดีด้วยตั้งใจว่า เขาฟังเรื่องสวรรค์นี้แล้ว จักน้อมใจตาย ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เขาฟังเรื่องสวรรค์นั้นแล้วคิดว่าเราจักน้อมใจตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
กิริยาที่บอก
[๒๐๑] ที่ชื่อว่า กิริยาที่บอก ได้แก่ภิกษุถูกเขาถาม แล้วบอกว่าจงตายอย่างนี้ ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะการบอกนั้น เขาคิดว่าเราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก
การแนะนำ
           ที่ชื่อว่า การแนะนำ ได้แก่ภิกษุอันเขาไม่ได้ถาม แต่แนะนำว่า จงตายอย่างนี้ ผู้ใดตายอย่างนี้ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์ ได้ยศ หรือไปสวรรค์ ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ เพราะการแนะนำนั้นเขาคิดว่าเราจักตาย แล้วยังทุกขเวทนาให้เกิด ภิกษุต้องอาบัติถุลลัจจัย เขาตาย ภิกษุต้องอาบัติปาราชิก.
การนัดหมาย
[๒๐๒] ที่ชื่อว่า การนัดหมาย ได้แก่ภิกษุทำการนัดหมายว่า จงปลงชีวิตเขาเสียตามคำนัดหมายนั้น ในเวลาเช้าหรือในเวลาเย็น ในเวลากลางคืนหรือกลางวัน ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏเพราะการนัดหมายนั้น ภิกษุผู้รับคำสั่งปลงชีวิตเขาสำเร็จ ต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ปลงชีวิตเขาได้ก่อนหรือหลังคำนัดหมายนั้น ภิกษุผู้สั่งเดิม ไม่ต้องอาบัติ ภิกษุผู้ฆ่า ต้องอาบัติปาราชิก
การทำนิมิต
          ที่ชื่อว่า การทำนิมิต ได้แก่ภิกษุทำนิมิตว่า ผมจักขยิบตา ยักคิ้ว หรือผงกศีรษะ ท่านจงปลงชีวิตเขาตามนิมิตนั้น ดังนี้ ต้องอาบัติทุกกฏ ภิกษุผู้รับสั่ง ปลงชีวิตเขาสำเร็จตามนิมิตนั้นต้องอาบัติปาราชิกทั้ง ๒ รูป ปลงชีวิตเขาก่อนหรือหลังนิมิตนั้น ภิกษุผู้สั่งเดิม ไม่ต้องอาบัติภิกษุผู้ฆ่า ต้องอาบัติปาราชิก.
อนาปัตติวาร
               [๒๐๓] ภิกษุไม่จงใจ ๑ ภิกษุไม่รู้ ๑ ภิกษุไม่ประสงค์จะให้ตาย ๑ ภิกษุวิกลจริต ๑ ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน ๑ ภิกษุกระสับกระส่ายเพราะเวทนา ๑ 
               ภิกษุอาทิกัมมิกะ ๑ เหล่านี้ ไม่ต้อง อาบัติ ดังนี้แล.
ปฐมภาณวาร ในมนุสสวิคคหปาราชิก จบ

อรรถกถา อนุบัญญัติ สิกขาบทวิภังค์ ตติยปาราชิกสิกขาบท [ว่าด้วย มนุสสวิคคหะ] ปาราชิกกัณฑ์ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์

อนุบัญญัติ เรื่องพระฉัพพัคคีย์ และสิกขาบทวิภังค์   
 
 [ภิกษุฉัพพัคคีย์พรรณนาคุณแห่งความตาย]   
 ครั้งเมื่อตติยปาราชิก อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ทำให้มั่นด้วยอำนาจแห่งความขาดมูล ด้วยประการฉะนี้แล้ว  เรื่องพรรณนา คุณแห่งความตายแม้อื่นอีกก็ได้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์แก่อนุบัญญัติ. เมื่อแสดงความเกิดขึ้นแห่งเรื่องนั้น ท่านพระอุบาลีเถระจึงกล่าวว่า เอวญฺจิทํ ภควตา เป็นอาทิ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิพทฺธจิตฺตา   มีความว่า ผู้มีจิตรักใคร่ด้วยฉันทราคะ.   อธิบายว่า เป็นผู้มีความรักมาก คือมีความเพ่งเล็ง.
               สองบทว่า มรณวณฺณํ สํวณฺเณม มีความว่า เราจะชี้โทษในความเป็นอยู่ แล้วพรรณนาคุณ คือแสดงอานิสงส์แห่งความตาย.
               ในบทว่า กตกลฺยาโณ เป็นอาทิ มีเนื้อความเฉพาะบทดังต่อไปนี้ :-
               กรรมอันงาม คือสะอาดอันท่านทำแล้ว เพราะเหตุนั้น         ท่านย่อมเป็นผู้ชื่อว่า มีกรรมงามอันทำแล้วแล.
               อนึ่ง กุศลคือกรรมอันหาโทษมิได้ อันท่านทำแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านชื่อว่าผู้มีกุศลอันทำแล้ว. ความเป็นผู้ขลาดกล่าวคือความกลัวอันใดย่อมเกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย ในเมื่อมรณกาลมาถึงเข้า, เครื่องต้านทานคือกรรมเครื่องป้องกันจากความเป็นผู้ขลาดนั้นอันท่านทำแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านชื่อว่าผู้มีเครื่องต้านทานจากความเป็นผู้ขลาดอันกระทำแล้ว.
       กรรมที่เป็นบาป คือลามกอันท่านมิได้ทำแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านชื่อว่าผู้ไม่ได้ทำบาป. กรรมของผู้ละโมบ คือกรรมทารุณ ได้แก่กรรมเครื่องเป็นผู้ทุศีลอันท่านมิได้ทำไว้ เพราะเหตุนั้นท่านชื่อว่าผู้มิได้ทำกรรมของผู้ละโมบ. กรรมหยาบช้า คือกรรมเลวทรามเป็นที่หนาขึ้นแห่งกิเลสมีโลภะเป็นต้นอันท่านมิได้ทำไว้ เพราะเหตุนั้น ท่านชื่อว่า ผู้มิได้ทำกรรมที่หยาบช้า.
        คำว่า ท่านมีกรรมงามได้ทำแล้ว เป็นต้นนี้ เราทั้งหลายย่อมกล่าว เพราะเหตุไร? เพราะกรรมงามแม้ทุกประการอันท่านทำแล้ว กรรมอันเป็นบาปแม้ทุกประการอันท่านมิได้ทำแล้วเพราะเหตุนั้น เราทั้งหลายจึงกล่าวกะท่านว่าจะประโยชน์อะไรของท่าน ด้วยชีวิตอันชื่อว่าเลวทรามคือต่ำช้าเพราะถูกโรคครอบงำ อันชื่อว่าเป็นทุกข์     เพราะมากไปด้วยทุกข์นี้,     ความตายของท่านประเสริญกว่าความเป็นอยู่.
              เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ความตายของท่าน ดีกว่าความเป็นอยู่. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ท่านเป็นผู้ทำกาละแล้วคือมีกาละอันทำแล้ว.
               อธิบายว่า ทำกาลกิริยา คือตายแล้วจากโลกนี้ ต่อจากตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ และท่านเข้าถึงแล้วอย่างนั้น จักเอิบอิ่มพรั่งพร้อมด้วยกามคุณ ๕ คือส่วนแห่งวัตถุกาม ๕ มีรูปเป็นที่น่าชอบใจเป็นต้นอันเป็นทิพย์ซึ่งเกิดขึ้นในเทวโลกนั้น ยังอัตภาพให้เที่ยวไป.
               อธิบายว่า จักเป็นผู้ประกอบพร้อม คือถึงความพรั่งพร้อม (ด้วยกามคุณ ๕ คือส่วนแห่งวัตถุกาม ๕ อันเป็นทิพย์ซึ่ง
เกิดขึ้นในเทวโลกนั้น) จักเที่ยวไปข้างนี้และข้างนี้ คือจักอยู่ หรือจักอภิรมย์
               บทว่า อสปฺปายานิ ความว่า โภชนาหารเหล่าใดยังตนให้ถึงความสิ้นไปแห่งชีวิตอย่างเร็วพลัน โภชนาหารเหล่านั้นจัดว่าไม่เกื้อกูล คือไม่ทำความเจริญให้.
[อธิบายสัญจิจจศัพท์]
                 ศัพท์ว่า สญฺจิจฺจ นี้ เป็นศัพท์หนุนสัญจิจจบท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วในมาติกาว่า สญฺจิจฺจ มนุสฺสวิคฺคหํ ศัพท์ว่า สํ 
                 ในบทว่า สญฺจิจฺจ นั้นเป็นอุปสรรค. 
                 คำว่า สญฺจิจฺจ นี้ เป็นคำบ่งถึงบุพกาลกิริยา รวมกับ สํ อุปสรรคนั้น.
                 ใจความแห่งบทว่า สญฺจิจฺจ นั้นว่า จงใจ คือแกล้ง. ก็ภิกษุใดแกล้งปลง, ภิกษุนั้นเป็นผู้รู้อยู่ คือรู้พร้อมอยู่, และการปลงนั้นของภิกษุนั้น เป็นความแกล้ง คือฝ่าฝืนละเมิด.     เพราะเหตุนั้น เพื่อจะไม่ทำความเอื้อเฟื้อในพยัญชนะ แสดงแต่ใจความเท่านั้น ท่านพระอุบาลีเถระจึงกล่าวบทภาชนะแห่งบทว่า สญฺจิจฺจ นั้น อย่างนี้ว่า รู้อยู่ รู้พร้อมอยู่ แกล้งคือฝ่าฝืนละเมิด.
                  บรรดาบทเหล่านั้น    บทว่า ชานนฺโต คือ รู้อยู่ว่า สัตว์มีปราณ.
                  บทว่า สญฺชานนฺโต   คือ รู้พร้อมอยู่ว่า เราจะปลงเสียจากชีวิต. 
                  อธิบายว่า รู้อยู่พร้อมกับอาการที่รู้ว่า สัตว์มีปราณนั้นนั่นเอง.
                  บทว่า เจจฺจ ความว่า จงใจ คือ ปักใจ ด้วยอำนาจเจตนาจะฆ่า
                  บทว่า อภิวิตริตฺวา ความว่า ส่งจิตที่หมดความระแวงสงสัยไปย่ำยีด้วยอำนาจความพยาบาท.
                 ด้วยบทว่า วีติกฺกโม มีคำอธิบายที่ท่านกล่าวไว้ว่า ความล่วงละเมิดแห่งจิตหรือบุคคลซึ่งเป็นไปแล้วอย่างนั้น นี้เป็นความอธิบายสุดยอดแห่งสัญจิจจศัพท์.
               [อธิบายปฐมจิตของมนุษย์ผู้เริ่มลงสู่ครรภ์]
               บัดนี้ ท่านพระอุบาลีเถระกล่าวคำเป็นต้นว่า ชื่อว่ากายมนุษย์ เพื่อจะแสดงอัตภาพของมนุษย์ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน
                คำว่า ปลงกายมนุษย์เสียจากความเป็นอยู่ นี้ตั้งแต่แรก.
                บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า (ปฐมจิต) อันใด (เกิดขึ้นแล้ว) ในท้องแห่งมารดา ท่านพระอุบาลีเถระกล่าว เพื่อแสดงอัตภาพอันละเอียดที่สุดด้วยอำนาจ    แห่งเหล่าสัตว์ผู้นอนในครรภ์. ปฏิสนธิจิต ชื่อจิตดวงแรก.
               บทว่า ผุดขึ้น ได้แก่เกิด.
               คำว่า วิญญาณดวงแรก มีปรากฏ นี้เป็นคำไขของ                      คำว่า จิตดวงแรกที่ผุดขึ้น นั้นนั่นแหละ.
               บรรดาคำเหล่านี้ ด้วยคำว่า จิตดวงแรก (ที่ผุดขึ้น) ในท้องมารดา นั่นแหละ เป็นอันท่านแสดงปฏิสนธิของสัตว์ผู้มีขันธ์ ๕ แม้ทั้งสิ้น.
               เพราะเหตุนั้น กายมนุษย์อันเป็นทีแรกที่สุดนี้คือ จิตดวงแรกนั้น ๑ อรูปขันธ์ ๓ ที่เกี่ยวเกาะด้วยจิตนั้น ๑ กลลรูปที่เกิดพร้อมกับจิตนั้น ๑
               บรรดาอรูปขันธ์ และกลลรูปแห่งจิตดวงแรกนั้น รูป ๓๐ ถ้วนด้วยอำนาจแห่งกาย ๑๐ วัตถุ ๑๐ และภาวะ ๑๐ แห่งสตรีและบุรุษรูป ๒๐ ด้วยอำนาจแห่งกาย ๑๐ และวัตถุ ๑๐ แห่งพวกกะเทย ชื่อว่ากลลรูป. 
               บรรดาสตรี บุรุษและกะเทยนั้น กลลรูปของสตรีและบุรุษ มีขนาดเท่าหยาดน้ำมันงาที่ช้อนขึ้นด้วยปลายข้างหนึ่ง แห่งขนแกะแรกเกิด เป็นของใสกระจ่าง.
               จริงอยู่ ในอรรถกถาท่านกล่าวคำนี้ว่า
                         หยาดน้ำมันงา หรือสัปปิใส ไม่ขุ่น
                         มัว ฉันใด, รูปมีส่วนเปรียบด้วยสี ฉันนั้น
                         เรียกว่ากลลรูป.
               อัตภาพของสัตว์มีอายุ ๑๒๐ ปีตามปกติ ที่ถึงความเติบโตโดยลำดับในระหว่างนี้ คือตั้งต้นแต่เป็นวัตถุเล็กนิดอย่างนั้น จนถึงเวลาตาย นี้ ชื่อว่ากายมนุษย์.
               สองบทว่า ปลงเสียจากชีวิต ความว่า พึงพรากเสียจากชีวิตด้วยการนาบและรีด หรือด้วยการวางยา ในกาลที่ยังเป็นกลละก็ดี หรือด้วยความพยายามที่เหมาะแก่รูปนั้นๆ ในกาลถัดจากเป็นกลละนั้นไปก็ดี. ก็ขึ้นชื่อว่าปลงเสียจากชีวิต โดยความก็คือการเข้าไปตัดอินทรีย์ คือชีวิตเสียนั่นเอง.
             เพราะฉะนั้น ในวาระจำแนกบทแห่งสองบทว่า ปลงเสียจากชีวิต นั้น ท่าน (พระอุบาลี) จึงกล่าวว่า เข้าไปตัด คือเข้าไปบั่นอินทรีย์ คือชีวิตเสีย
             (ไขความว่า!) ทำความสืบต่อให้ขาดสาย. เมื่อเข้าไปตัด และเข้าไปบั่นความสืบต่อเชื้อสาย แห่งอินทรีย์คือชีวิตเสีย ท่านกล่าวว่า ย่อมเข้าไปตัด เข้าไปบั่นอินทรีย์ คือชีวิตเสีย ในบทภาชนะนั้น.
              เนื้อความนี้นั้น ท่านแสดงด้วยบทว่า ทำความสืบต่อให้ขาดสาย.
              บทว่า ให้ขาดสาย คือพรากเสีย.
              ในบทว่า อินทรีย์ คือชีวิตนั้น อินทรีย์คือชีวิตมี ๒ อย่าง    คือรูปชีวิตินทรีย์ ๑ อรูปชีวิตินทรีย์ ๑.
              ใน ๒ อย่างนั้น ในอรูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีความพยายาม ใครๆ ไม่สามารถปลงอรูปชีวิตินทรีย์นั้นได้. แต่ในรูปชีวิตินทรีย์ มี, บุคคลอาจปลงได้ ก็เมื่อปลงรูปชีวิตินทรีย์นั้น ชื่อว่าปลงอรูปชีวิตินทรีย์ด้วย.
               จริงอยู่ อรูปชีวิตินทรีย์นั้นย่อมดับพร้อมกับรูปชีวิตินทรีย์นั้นนั่นเอง เพราะมีพฤติการณ์เนื่องด้วยรูปชีวิตินทรีย์นั้น.
               ถามว่า ก็เมื่อปลงชีวิตินทรีย์นั้นย่อมปลงที่เป็นอดีต หรือเป็นอนาคต หรือปัจจุบัน?
               ตอบว่า ไม่ใช่อดีต ไม่ใช่อนาคต.
               ก็ในชีวิตินทรีย์ ๒ ประการนั้น ประการหนึ่งดับไปแล้ว ประการหนึ่งยังไม่เกิดขึ้น. เพราะฉะนั้น ชื่อว่าไม่มีทั้ง ๒ ประการ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่มี, ความพยายามจึงไม่มี เพราะความพยายามไม่มี จึงไม่อาจปลงได้ แม้ ประการหนึ่ง. จริงอยู่ แม้คำนี้ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรก็ได้กล่าวไว้ว่า๑-
               สัตว์เป็นอยู่แล้ว ในขณะจิตที่เป็นอดีต ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่ ไม่ใช่จักเป็นอยู่, จักเป็นอยู่ ในขณะจิตที่เป็นอนาคต ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่กำลังเป็นอยู่, กำลังเป็นอยู่ ในขณะจิตที่เป็นปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่จักเป็นอยู่ เพราะฉะนั้น ชีวิตย่อมเป็นอยู่ในขณะจิตใด ความพยายามเป็นของสมควรในขณะจิตนั้น; เพราะเหตุนั้น บุคคลชื่อว่าย่อมปลงชีวิตินทรีย์ที่เป็นปัจจุบัน. ๑- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๔๙/หน้า ๔๘.
 [ชีวิตินทรีย์ปัจจุบันมี ๓ ขณะ]
                 ก็ขึ้นชื่อว่า ชีวิตินทรีย์ที่เป็นปัจจุบันนี้ มี ๓ อย่าง คือขณปัจจุบัน ๑ สันตติปัจจุบัน ๑ อัทธาปัจจุบัน ๑.      ใน ๓ อย่างนั้น ปัจจุบันที่พร้อมเพรียงด้วยความเกิด ความเสื่อมและความสลาย ชื่อขณปัจจุบัน, ใครๆ ไม่สามารถจะปลงขณะปัจจุบันนั้นได้. 
                 เพราะเหตุไร? เพราะเหตุว่า ดับไปเองทีเดียว.
               (ขณะจิต) ชั่ว ๗-๘ ชวนวาระที่เป็นไปด้วยอำนาจสภาคสันตติแล้วดับไป ชื่อสันตติปัจจุบัน.            เมื่อบุคคลมาจากที่ร้อน เข้าสู่ห้องน้อยแล้วนั่ง อันธการยังมีเพียงใด หรือว่าเมื่อบุคคลมาจากที่เย็น นั่งในห้องน้อย ฤดูที่มีอยู่ก่อนยังไม่ระงับไปด้วยความปรากฏแห่งฤดูที่เป็นวิสภาคกันเพียงใด, ในระหว่างนี้ ท่านเรียกว่าสันตติปัจจุบันเพียงนั้น.
               ส่วนตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงจุติ นี้ชื่อว่าอัทธาปัจจุบัน.
               บุคคลอาจปลงหมวดสองแห่งชีวิตินทรีย์ที่เป็นสันตติปัจจุบัน และอัทธาปัจจุบันนั้นได้บ้าง. 
               ถามว่า อาจปลง ได้อย่างไร?
               แก้ว่า จริงอยู่ เมื่อบุคคลทำความพยายามในหมวด ๒ แห่งสันตติปัจจุบัน และอัทธาปัจจุบันนั้น, หมวดแห่งรูป ๑๐ ประการซึ่งกำหนดด้วยชีวิตได้ความพยายามแล้วเมื่อดับ ย่อมเป็นปัจจัยแห่งสันดานที่ทุรพลมีกำลังเสื่อมสิ้นไปแล้ว, ต่อจากนั้น สันตติปัจจุบันหรืออัทธาปัจจุบัน ยังไม่ทันถึงกาลที่กำหนดไว้ ย่อมดับไปในระหว่างเทียว ด้วยประการใด, บุคคลอาจปลงแม้ซึ่งหมวดสองแห่งชีวิตินทรีย์ที่เป็นสันตติปัจจุบันและอัทธาปัจจุบันนั้นได้บ้าง ด้วยประการนั้น.
                เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบสันนิษฐานว่า คำว่า ทำความสืบต่อให้ขาดสาย นี้ ท่านกล่าวหมายเอาหมวดสองปัจจุบันนั่นเอง.
               ก็แล เพื่อประกาศเนื้อความนี้ ควรทราบปาณะ, ควรทราบปาณาติบาต, ควรทราบปาณาติปาตี, ควรทราบประโยคแห่งปาณาติบาต.
               บรรดาปาณะเป็นต้นเหล่านั้น ที่ชื่อว่าปาณะ โดยโวหารได้แก่สัตว์, โดยปรมัตถ์ ได้แก่ชีวิตินทรีย์. 
               จริงอยู่ บุคคลผู้ยังชีวิตินทรีย์ให้ตกล่วงไป ท่านกล่าวว่า ยังสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป. ชีวิตินทรีย์นั้นมีประการดังกล่าวแล้วนั้นแล.
               ปาณาติบาตินั้น คือบุคคลยังประโยคอันเข้าไปตัดเสียซึ่งชีวิตินทรีย์ ให้ตั้งขึ้นด้วยเจตนาใด เจตนานั้นชื่อว่าวธกเจตนา ท่านเรียกว่าปาณาติบาต (เจตนาธรรมเป็นเหตุล้างผลาญชีวิตสัตว์มีปราณ). บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยเจตนาดังกล่าวแล้ว พึงเห็นว่า ผู้ล้างผลาญสัตว์มีปราณ.
[ประโยคแห่งการฆ่า ๖ อย่าง]
               ที่ชื่อว่า ประโยคแห่งปาณาติบาตนั้น 
ได้แก่ ประโยคแห่งปาณาติบาต ๖ อย่าง คือ สาหัตถิกประโยค ๑ อาณัตติกประโยค ๑ นิสสัคคิยประโยค ๑ ถาวรประโยค ๑ วิชชามยประโยค ๑ อิทธิมยประโยค ๑.       บรรดาประโยคเหล่านั้น การประหารด้วยกาย หรือ
                 ของที่เนื่องด้วยกาย แห่งบุคคลผู้ฆ่าให้ตายเอง 
                 ชื่อว่าสาหัตถิกประโยค. การสั่งบังคับว่า ท่านจงแทงหรือประหารให้ตาย ด้วยวิธีอย่างนี้ ของบุคคลผู้ใช้คนอื่น ชื่อว่าอาณัติติกประโยค.
                 การซัดเครื่องประหารมีลูกศร หอกยนต์และหินเป็นต้นไปด้วยกาย หรือของที่เนื่องด้วยกาย แห่งบุคคลผู้มุ่งหมายจะฆ่าบุคคลซึ่งอยู่ในที่ไกล 
               ชื่อว่านิสสัคคิยประโยค.        การขุดหลุมพรางวางกระดานหก วาง (เครื่องประหาร)    ไว้ใกล้ และการจัดยา (พิษ) แห่งบุคคลผู้มุ่งหมายจะฆ่าด้วยเครื่องมืออันไม่เคลื่อนที่ ชื่อว่าถาวรประโยค.
               ประโยคแม้ทั้ง ๔ นั้นจักมีแจ้งโดยพิสดารในอรรถกถาแห่งบาลีข้างหน้านั่นแล. ส่วนวิชชามยประโยคและอิทธิมยประโยคไม่ได้มาในบาลี.
               พึงทราบประโยคทั้ง ๒ นั้นอย่างนี้.
               ก็โดยสังเขป การร่ายมนต์เพื่อจะให้เขาตาย ชื่อว่าวิชชามยประโยค.   แต่ในอรรถกถาทั้งหลาย ท่านแสดงวิชชามยประโยคไว้อย่างนี้ว่า วิชชามยประโยคเป็นไฉน?  
               พวกหมออาถรรพณ์ ย่อมประกอบอาถรรพณ์ เมื่อเมืองถูกล้อมหรือเมื่อสงครามเข้าประชิดกันย่อมก่อความจัญไร ความอุบาทว์ โรค ความไข้ ให้เกิดขึ้นในพวกปัจจามิตรผู้เป็นข้าศึก ย่อมทำให้เป็นโรคจุกเสียด ให้เป็นโรคป่วง เพื่อจะป้องกัน, พวกหมออาถรรพณ์ย่อมประกอบอาถรรพณ์อย่างนี้ พวกทรงวิชาคุณ ร่ายเวทแล้ว เมื่อเมืองถูกล้อมหรือ ฯลฯ ย่อมทำให้เป็นโรคป่วง ดังนี้แล้ว กล่าวเรื่องเป็นอันมากของคนทั้งหลายที่ถูกพวกหมออาถรรพณ์ และพวกทรงวิชาคุณฆ่าเสีย จะมีประโยชน์อะไรด้วยเรื่องเหล่านั้น.
               ก็ลักษณะในวิชชามยประโยคนี้ มีดังนี้ :-
               คือการร่ายมนต์เพื่อจะให้เขาตาย ชื่อว่าวิชชามยประโยค.   การประกอบฤทธิ์อันเกิดแต่ผลแห่งกรรม ชื่อว่าอิทธิมยประโยค.
               จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่าฤทธิ์อันเกิดแต่ผลแห่งกรรมนี้มีมากอย่างเป็นต้นว่า ฤทธิ์นาคของพวกนาค ฤทธิ์สุบรรณของพวกสุบรรณ ฤทธิ์ยักษ์ของพวกยักษ์ เทวฤทธิ์ของพวกเทพ ราชฤทธิ์ของพวกพระราชา. บรรดาฤทธิ์นาคเป็นต้นนั้น พึงทราบฤทธิ์นาคของพวกนาค ซึ่งมีพิษในขณะเห็น ขบกัดและถูกต้อง ขณะทำการเบียดเบียนสัตว์อื่น เพราะเห็น ขบกัดถูกต้อง พึงทราบฤทธิ์สุบรรณของพวกสุบรรณ ในการฉุดนาคยาวประมาณ ๑๓๒ วาขึ้นจากมหาสมุทร.
               ส่วนพวกยักษ์เมื่อมาไม่ปรากฏ เมื่อประหารก็ไม่ปรากฏ, แต่สัตว์ที่พวกยักษ์เหล่านั้นประหารแล้วย่อมตายในที่นั้นนั่นเอง, พึงทราบฤทธิ์ยักษ์ของพวกยักษ์เหล่านั้น ในเพราะเหตุนั้น พึงทราบเทวฤทธิ์ในเพราะความตายของพวกกุมภัณฑ์ ที่ท้าวเวสสุวรรณมองดูด้วยนัยนาวุธ ในกาลก่อน แต่กาลเป็นพระโสดาบัน และในเพราะฤทธานุภาพของตนๆ แห่งพวกเทวดาเหล่าอื่น. พึงทราบราชฤทธิ์ ในเพราะความเหาะไปได้ ในอากาศเป็นต้นของพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมทั้งบริษัท ในเพราะความแผ่พระราชอำนาจไปเป็นต้น ในที่โยชน์หนึ่ง ทั้งเบื้องต่ำและเบื้องบนของพระเจ้าอโศก และในเพราะ
                 การฆ่าเสียซึ่งกุฎุมพีชื่อว่าจูฬสุมนะด้วยการตอกเขี้ยว  แห่งจอมนระชาวสิงหลพระนามว่าปิตุราช ดังนี้แล.
                 ส่วนพระอาจารย์บางพวกแสดงพระสูตรทั้งหลายเป็นต้นว่า   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องอื่นยังมีอยู่อีก สมณะหรือพราหมณ์ ผู้มีฤทธิ์ ถึงความเป็นผู้มีความชำนาญแห่งจิต ย่อมเป็นผู้เพ่งเล็งทารกที่อยู่ในท้องของหญิงอื่นด้วยใจอันลามกว่า ทำไฉนหนอ หญิงคนนี้ไม่พึงคลอดทารกที่อยู่ในท้องนั้นโดยความสวัสดี
                ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ก็เป็นการเบียดเบียนสัตว์ที่อยู่ในครรภ์ ดังนี้ แล้วกล่าวถึงกรรม คือการเบียดเบียนสัตว์อื่น แม้ด้วยภาวนามยฤทธิ์, และปรารถนาความพินาศไปแห่งฤทธิ์ พร้อมกับการเบียดเบียนสัตว์อื่นเหมือนการแตกแห่งหม้อน้ำ ที่เขาโยนขึ้นไปบนเรือนที่ถูกไฟไหม้ ฉะนั้น.
                คำที่กล่าวมานั้นเป็นแต่เพียงความปรารถนาของเกจิอาจารย์เหล่านั้นเท่านั้น.
               เพราะเหตุไร?   เพราะไม่สมด้วย กุสลัตติกะ เวทนัตติกะ วิตักกัตติกะและปริตตัตติกะ.
               ข้อนี้อย่างไร?
               ก็ชื่อว่าภาวนามยฤทธิ์นี้ในกุสลัตติกะ เป็นทั้งกุศลด้วย เป็นทั้งอัพยากฤตด้วย ปาณาติบาตเป็นอกุศล. ในเวทนัตติกะ สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขะ ปาณาติบาตสัมปยุตด้วยทุกข์. ในวิตักกัตติกะ เป็นอวิตักกอวิจาระ ปาณาติบาตเป็นสวิตักกสวิจาระ. ในปริตตัตติกะ เป็นมหัคคตะ ปาณาติบาตเป็นปริตตะ.
               [อธิบายวัตถุที่เป็นเครื่องประหาร]
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย นี้ดังต่อไปนี้ :-  เครื่องประหารใดย่อมนำเสีย เหตุนั้น เครื่องประหารนั้นชื่อว่า สิ่งนำเสีย.
               ถามว่า นำเสียซึ่งอะไร? ตอบว่า นำเสียซึ่งชีวิต.
               อีกอย่างหนึ่ง เครื่องประหารใดอันบุคคลพึงนำไป เหตุนั้น        เครื่องประหารนั้น ชื่อว่าสิ่งอันบุคคลพึงนำไป.
               อธิบายว่า เครื่องประหารอันบุคคลพึงจัดเตรียมไว้ ศัสตรานั้นด้วย เป็นสิ่งนำเสียด้วย. เหตุนั้น ชื่อศัสตราอันนำเสีย.
               บทว่า อสฺส ได้แก่ กายของมนุษย์.
               บทว่า ปริเยเสยฺย มีความว่า พึงทำโดยประการที่ตนจะได้.
               อธิบายว่า พึงจัดเตรียมไว้.
               ด้วยคำว่า สตฺถหารกํ สตฺถหารกํ วาสฺส ปริเยเสยฺย นี้ 
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงถาวรประโยค. เมื่อจะถือเอาเนื้อความแม้โดยประการอื่นจากนี้แล้ว ภิกษุจะพึงเป็นปาราชิกด้วยเหตุสักว่า ศัสตราอันตนแสวงหามาแล้วเท่านั้น. 
               อันที่จริง ข้อนั้นไม่ถูก แต่ในพระบาลี ท่านพระอุบาลีเถระไม่เอื้อเฟื้อพยัญชนะทั้งปวง เพื่อจะแสดงเฉพาะศัสตราที่สงเคราะห์เข้าในถาวรประโยค 
               ในคำว่า สตฺถหารกํ นี้เท่านั้น จึงกล่าวไว้ในบทภาชนะว่า อสึ วา ฯเปฯ รชฺชํ วา ดังนี้ บรรดาเครื่องประหารเหล่านั้น เครื่องประหารที่มีคมชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งนอกจากที่กล่าวแล้ว พึงทราบว่าเป็นศัสตรา.
               และพึงทราบว่า สงเคราะห์ไม้ค้อน ก้อนหิน ยาพิษและเชือกเข้าเป็นศัสตราด้วย เพราะเป็นเครื่องผลาญชีวิตให้พินาศ.
               พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า มรณวณฺณํ วา นี้ ดังต่อไปนี้ :-  ภิกษุแม้แสดงโทษในความเป็นอยู่ โดยนัยมีคำว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยความเป็นอยู่อันชั่วช้าลามกเช่นนี้ ของท่านผู้ไม่ได้เพื่อบริโภคโภชนะอันดี ดังนี้เป็นต้น แม้กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความตาย โดยนัยมีคำว่า อุบาสก ท่านแลเป็นผู้ทำกรรมงามไว้แล้ว ฯลฯ บาปท่านไม่ได้ทำเลย ความตายของท่านดีกว่า ความเป็นอยู่ ท่านทำกาละจากอัตภาพนี้แล้ว ฯลฯ จักยังตนให้เที่ยวไป คือจักมีนางอัปสรแวดล้อม ถึงความสุขอยู่ในสวนนันทวัน ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่าพรรณนาคุณแห่งความตายทีเดียว.
               ฉะนั้น ท่านพระอุบาลีเถระจึงกล่าวบทภาชนะแยกออกเป็น ๒ ส่วนว่า ชี้โทษในความเป็นอยู่ ๑ สรรเสริญคุณในความตาย ๑. คำว่า มรณาย วา สมาทเปยฺย มีความว่า พึงแนะนำให้ฉวยเอาอุบาย เพื่อประโยชน์แก่ความตาย. ส่วนคำว่า ท่านจงตกบ่อตายหรือว่าจงตกเหวตาย เป็นต้น
               แม้ที่พระอุบาลีเถระมิได้กล่าวไว้ ในคำมีอาทิว่า สตฺถํ วา อาหร ดังนี้ทั้งหมด ก็พึงทราบว่า ท่านกล่าวไว้แล้วโดยใจความนั่นเอง เพราะเป็นคำซึ่งมีนัยดังกล่าวแล้วข้างหน้า.      จริงอยู่ ใครๆ 
               ก็ไม่สามารถกล่าวคำชักชวนทุกอย่างโดยสิ้นเชิงได้.
               บทว่า อิติ จิตฺตมโน มีความว่า เธอมีจิตอย่างนี้ มีใจอย่างนี้. อธิบายว่า เธอมีจิตหมายความตาย มีใจหมายความตายดังกล่าวแล้วในคำนี้ว่า ความตายของท่านดีกว่าความเป็นอยู่ ก็เพราะในบทว่า จิตฺตมโน นี้ มนศัพท์ ท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดงใจความแห่งจิตตศัพท์ แต่จิตและใจ แม้ทั้ง ๒ นี้ โดยใจความก็เป็นอันเดียวกันนั่นเอง เพราะฉะนั้น เพื่อแสดงความไม่ต่างกัน โดยใจความแห่งจิตและใจนั้น ท่านพระอุบาลีเถระจึงกล่าวไว้ว่า ธรรมชาติอันใดเป็นจิต ธรรมชาติอันนั้นก็คือใจ,
               ธรรมชาติอันใดเป็นใจ ธรรมชาติอันนั้นก็คือจิต.
               ส่วนเนื้อความยังไม่ได้กล่าวก่อน แม้เพราะถอนอิติศัพท์ออกเสีย.
               อิติศัพท์ พึงชักมาด้วยอำนาจเป็นเจ้าหน้าที่ในบทว่า จิตฺตสงฺกปฺโป นี้.
               จริงอยู่ บทว่า จิตฺตสงฺกปฺโป นี้ แม้ไม่ได้ตรัสอย่างนี้ว่า อิติจิตฺตสงฺกปฺโป ก็พึงทราบว่า เป็นอันตรัสแล้วโดยความเป็นเจ้าหน้าที่นั่นเอง.
               จริงอย่างนั้น เมื่อท่านจะแสดงเฉพาะเนื้อความนั้น แห่งบทว่า จิตฺตสงฺกปฺโป นั้น จึงกล่าวว่าคำว่า มรณสญฺญี (มีความหมายในอันตาย) เป็นอาทิ.    แต่คำว่า สงฺกปฺโป นี้ ในบทว่า จิตฺตสงฺกปฺโป นั้น มิได้เป็นชื่อของวิตก อันที่แท้ คำนั่นเป็นคำเรียกกรรมเพียงการจัดแจง และการจัดแจงนั้นย่อมถึงความสงเคราะห์ด้วยความหมาย ความจงใจ และความประสงค์ในอรรถนี้ เพราะเหตุนั้น ผู้ศึกษาพึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า ชื่อว่าผู้มีจิตตสังกัปปะ เพราะอรรถวิเคราะห์ว่า เธอมีความจัดแจงแปลก คือมีประการต่างๆ.
               จริงอย่างนั้น แม้บทภาชนะแห่งบทว่า จิตฺตสงฺกปฺโป นั้น ท่านพระอุบาลีเถระก็กล่าวด้วยอำนาจแห่งความหมาย ความจงใจและความประสงค์.
               แต่ในอธิการนี้ วิตก พึงทราบว่า เป็นความประสงค์.
               สองบทว่า อุจฺจาวเจหิ อากาเรหิ 
                มีความว่า ด้วยอุบายทั้งหลายที่ใหญ่และใหญ่โดยลำดับ.
               บรรดาการพรรณนาคุณความตายและการชักชวนในความตายเหล่านั้น ในการพรรณนาคุณความตายก่อน อวจาการตา พึงทราบด้วยอำนาจการชี้โทษในความเป็นอยู่ อุจฺจาการตา พึงทราบด้วยอำนาจการสรรเสริญคุณแห่งความตาย.
               ส่วนในการชักชวน อุจฺจาการตา พึงทราบด้วยอำนาจการชักชวนในความตาย เพราะเหตุทั้งหลาย มีกำมือและปรบเข่าเป็นต้น อวจาการตา พึงทราบด้วยอำนาจการใส่ยาพิษเข้าในเล็บมือ ของบุคคลผู้บริโภคร่วมกัน แล้วชักชวนในความตายเป็นต้น.
               ในคำว่า โสพฺเภ วา นรเก วา ปปาเต วา นี้มีวินิจฉัยดังนี้ :-
               บ่อที่ลึกซึ่งมีตลิ่งชันโดยรอบ ชื่อว่าโสพภะ. 
               ที่ชื่อว่านรก ได้แก่ ซอกใหญ่ที่เกิดเองโดยแท้ ในเมื่อพื้นดินแตกระแหงในที่นั้นๆ อันเป็นที่ซึ่งช้างตกไปบ้าง พวกโจรแอบซ่อนอยู่บ้าง.
               ที่ชื่อว่าปปาตะ ได้แก่ ประเทศที่ขาดแหว่งข้างเดียว ในระหว่างภูเขาหรือในระหว่างบนบก.
               สองบทว่า ปุริเม อุปาทาย ความว่า ทรงเทียบเคียงบุคคลผู้เสพเมถุนธรรมและผู้ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ แล้วต้องอาบัติปาราชิก.
               คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วแล เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในก่อน          และเพราะมีเนื้อความตื้นฉะนี้แล.

17 สิงหาคม 2567

อนุบัญญัติสิกขาบทวิภังค์ ตติยปาราชิกสิกขาบท [ว่าด้วย มนุสสวิคคหะ] ปาราชิกกัณฑ์ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์

เรื่องพระฉัพพัคคีย์   
[๑๘๐] ก็โดยสมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งเป็นไข้ ภริยาของเขาเป็นคนสวย น่าเอ็นดู น่าชม พวกพระฉัพพัคคีย์มีจิตปฏิพัทธ์ในหญิงนั้นจึงดำริขึ้นว่า ถ้าอุบาสกสามียังมีชีวิตอยู่ พวก เราจักไม่ได้นาง ผิฉะนั้น พวกเราจักพรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกนั้น ครั้นดำริฉะนี้แล้ว จึงเข้าไปหา อุบาสกนั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ดูกรอุบาสก ท่านเป็นผู้ทำความดีไว้แล้ว ทำกุศลไว้แล้ว ทำความต้านทานต่อความขลาดไว้แล้ว มิได้ทำบาป มิได้ทำความชั่ว มิได้ทำความเสียหาย ทำแต่ ความดี ไม่ได้ทำบาป จะประโยชน์อะไรแก่ท่านด้วยชีวิตอันแสนลำบากยากแค้นนี้ ท่านตาย เสียดีกว่าเป็นอยู่ ตายจากโลกนี้แล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ท่านจักเข้าถึงสุคติโลก สวรรค์ จักได้รับบำเรอเพรียบพร้อมอิ่มเอิบด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ ในสุคติโลกสวรรค์นั้น
 ครั้งนั้น อุบาสกนั้นเห็นจริงว่า ท่านพูดจริง เพราะเราทำความดีไว้แล้ว ทำกุศลไว้แล้ว ทำความต้านทานต่อความขลาดไว้แล้ว มิได้ทำบาป มิได้ทำความชั่ว มิได้ทำความเสียหาย เราทำแต่ความดี เรามิได้ทำความชั่ว จะประโยชน์อะไรแก่เรา ด้วยชีวิตอันแสนลำบากยากแค้นนี้ เราตายเสียดีกว่าเป็นอยู่ ตายจากโลกนี้ แล้วเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราจักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์จักได้รับบำเรอเพรียบพร้อมอิ่มเอิบด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ ในสุคติโลกสวรรค์นั้น ดังนี้แล้ว เขาจึงประทานโภชนะที่แสลง เคี้ยวขาทนียะที่แสลงลิ้มสายนียะที่แสลง และดื่มปานะที่แสลง เมื่อเป็นเช่นนั้น ความป่วยหนักก็เกิดขึ้น เขาถึงแก่กรรมเพราะป่วยไข้นั้นเอง
 ภริยาของเขาจึงเพ่งโทษว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ แท้จริงพระสมณะเหล่านี้ ยังปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์กล่าวคำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรมติเตียนว่าความเป็นสมณะย่อมไม่มีแก่ พระสมณะเหล่านี้ ความเป็นพราหมณ์ ของพระสมณะเหล่านี้ หามีไม่ ความเป็นสมณะ ความ เป็นพราหมณ์ของสมณะเหล่านี้ พินาศแล้ว ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ ของพระสมณะ เหล่านี้ จะมีแต่ไหน และโพนทะนาว่า พระสมณะเหล่านี้ ปราศจากความเป็นสมณะ ปราศจาก ความเป็นพราหมณ์เสียแล้ว เพราะสมณะเหล่านี้ ได้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่สามีของเรา สามีของเราถูกพระสมณะเหล่านี้ทำให้ตายแล้ว
 แม้คนเหล่าอื่นก็เพ่งโทษว่า พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ละอาย ทุศีล พูดเท็จ แท้จริง พระสมณะเหล่านี้ ยังปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ประพฤติธรรมประพฤติสงบ ประพฤติพรหมจรรย์ กล่าวคำสัตย์ มีศีล มีกัลยาณธรรม ติเตียนว่า ความเป็นสมณะ ความเป็น พราหมณ์ของสมณะเหล่านี้หามีไม่ ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ ของพระสมณะเหล่านี้ พินาศแล้ว ความเป็นสมณะ ความเป็นพราหมณ์ ของพระสมณะเหล่านี้ จะมีแต่ไหน และโพนทะนาว่า พระสมณะเหล่านี้ ปราศจากความเป็นสมณะ ปราศจากความเป็นพราหมณ์เสียแล้ว เพราะพระสมณะเหล่านี้ พรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกๆ ถูกพระสมณะเหล่า นี้ทำให้ตายแล้ว ดังนี้ ภิกษุทั้งหลาย ได้ยินคนเหล่านั้นเพ่งโทษติเตียนโพนทะนาอยู่ จำพวกที่มีความมักน้อย สันโดษ มีความละอาย มีความรังเกียจ เป็นผู้ใคร่ต่อสิกขา ต่างก็เพ่งโทษติเตียนโพนทะนาว่า ไฉนพระฉัพพัคคีย์ จึงได้พรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกเล่า แล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระ ผู้มีพระภาค 
ประชุมสงฆ์ทรงบัญญัติอนุบัญญัติ
 ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์ ในเพราะเหตุเป็นเค้ามูลนั้น ในเพราะเหตุแรกเกิดนั้น แล้วทรงสอบถามพระฉัพพัคคีย์เหล่านั้นว่า
               ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข่าวว่า พวกเธอพรรณนาคุณแห่งความตายแก่อุบาสกจริงหรือ?
               พระฉัพพัคคีย์ทูลรับว่า จริง ข้าพระพุทธเจ้า. 
               พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทรงติเตียนว่า
 ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เหมาะ ไม่สม ไม่ควร ไม่ใช่กิจของสมณะ ใช้ไม่ได้ ไม่ควรทำ ไฉนพวกเธอจึงได้พรรณนา คุณแห่งความตายแก่อุบาสกเล่า ดูกรโมฆบุรุษทั้งหลาย การกระทำของพวกเธอนั่น ไม่เป็นไปเพื่อ ความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส หรือเพื่อความเลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว โดย ที่แท้ การกระทำของพวกเธอนั่น เป็นไปเพื่อความไม่เลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสและเพื่อความเป็นอย่างอื่นของคนบางพวกที่เลื่อมใสแล้ว 
               ครั้นพระผู้มีพระภาคทรงติเตียนพระฉัพพัคคีย์ เหล่านั้นโดยอเนกปริยายแล้ว ตรัสโทษแห่งความเป็นคนเลี้ยงยาก ความเป็นคนบำรุงยาก ความ เป็นคนมักมาก ความเป็นคนไม่สันโดษ ความคลุกคลี ความเกียจคร้าน ตรัสคุณแห่งความเป็น คนเลี้ยงง่าย ความเป็นคนบำรุงง่าย ความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการที่น่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยอเนกปริยาย ทรงแสดงธรรมีกถาที่ สมควรแก่เรื่องนั้น ที่เหมาะสมแก่เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า
              ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล เราจักบัญญัติสิกขาบทแก่ภิกษุทั้งหลาย อาศัยอำนาจ ประโยชน์ ๑๐ ประการ คือเพื่อความรับว่าดีแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อความสำราญแห่งสงฆ์ ๑ เพื่อข่มบุคคล ผู้เก้อยาก ๑ เพื่ออยู่สำราญแห่งภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ๑ เพื่อป้องกันอาสวะอันจะบังเกิดในปัจจุบัน ๑ เพื่อกำจัดอาสวะอันจักบังเกิดในอนาคต ๑ เพื่อความเลื่อมใสของชุมชนที่ยังไม่เลื่อมใส ๑ เพื่อความ เลื่อมใสยิ่งของชุมชนที่เลื่อมใสแล้ว ๑ เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม ๑ เพื่อถือตามพระวินัย ๑ 
                ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็แลพวกเธอพึงยกสิกขาบทนี้ขึ้นแสดงอย่างนี้ ว่าดังนี้;- 
อนุบัญญัติ 
 ๓. อนึ่ง ภิกษุใดจงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิต หรือแสวงหาศัสตราอันจะ ปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย หรือชักชวนเพื่ออันตาย ด้วยคำว่า แน่ะนายผู้เป็นชาย จะประโยชน์อะไรแก่ท่าน ด้วยชีวิตอันแสนลำบาก ยากแค้นนี้ ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่ดังนี้ เธอมีจิตอย่างนี้ มีใจอย่างนี้ มีความหมาย หลายอย่าง อย่างนี้ พรรณนาคุณในความตายก็ดี ชักชวนเพื่ออันตายก็ดี โดยหลายนัย แม้ภิกษุนี้ก็เป็นปาราชิกหาสังวาสมิได้. เรื่องพระฉัพพัคคีย์ จบ. 
สิกขาบทวิภังค์ 
[๑๘๑] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่าผู้ใด คือ ผู้เช่นใด มีการงานอย่างใด มีชาติอย่างใด มีชื่ออย่างใด มีโคตรอย่างใด มีปกติอย่างใด มีธรรมเครื่องอยู่อย่างใด มีอารมณ์อย่างใด เป็นเถระก็ตาม เป็นนวกะก็ตาม เป็นมัชฌิมะก็ตาม
               นี้พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   อนึ่ง ... ใด บทว่า ภิกษุ  ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ขอ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าประพฤติภิกขาจริยวัตร ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ทรงผืนผ้าที่ถูกทำลายแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ โดยสมญา ชื่อว่า ภิกษุ โดยปฏิญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นเอหิภิกษุ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อุปสมบทแล้วด้วยไตรสรณคมน์ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้เจริญ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า มีสารธรรม ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นพระอเสขะ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า เป็นผู้อันสงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ บรรดาผู้ที่ชื่อว่าภิกษุเหล่านั้น ภิกษุนี้ใด ที่สงฆ์พร้อมเพรียงกันให้อุปสมบทแล้วด้วยญัตติจตุตถกรรม อันไม่กำเริบ ควรแก่ฐานะ ภิกษุนี้ พระผู้มีพระภาคทรงประสงค์ว่า ภิกษุ ในอรรถนี้ 
             บทว่า จงใจ    ความว่า ภิกษุใดรู้อยู่ รู้ดีอยู่ พรากกายมนุษย์จากชีวิต การกระทำของ ภิกษุนั้น เป็นความตั้งใจ พยายาม ละเมิด 
             ที่ชื่อว่า กายมนุษย์ ได้แก่จิตแรกเกิดขึ้น คือ ปฐมวิญญาณปรากฏขึ้นในท้องแห่งมารดา ตราบเท่าถึงกาลเป็นที่ตาย อัตภาพในระหว่างนี้ ชื่อว่า กายมนุษย์ 
             บทว่า พรากจากชีวิต  ความว่า ตัดทอน บั่นรอน ซึ่งอินทรีย์ คือชีวิต ทำความสืบต่อ ให้กำเริบ 
             บทว่า หรือแสวงหาศัสตราอันจะปลิดชีวิตให้แก่กายมนุษย์นั้น ได้แก่ ดาบ หอก ฉมวก หลาว ค้อน หิน มีด ยาพิษ หรือเชือก. 
[๑๘๒]              บทว่า หรือพรรณนาคุณแห่งความตาย ได้แก่แสดงโทษในความเป็นอยู่ พรรณนาคุณในความตาย. 
[๑๘๓]              บทว่า หรือชักชวนเพื่ออันตาย คือชักชวนว่า จงนำมีดมา จงกินยาพิษ หรือจงแขวนคอตายด้วยเชือก. 
[๑๘๔]              บทว่า แน่ะนายผู้เป็นชาย นี้เป็นคำสำหรับเรียก คือคำทักทาย 
                       คำว่า จะประโยชน์อะไรแก่ท่าน ด้วยชีวิตอันแสนลำบากยากแค้นนี้ ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่ ดังนี้ นั้น อธิบายว่า ชีวิตที่ชื่อว่ายากแค้น คือเทียบชีวิตของคนมั่งคั่ง ชีวิตของคนเข็ญใจ ก็ชื่อว่ายากแค้น เทียบชีวิตของคนมีทรัพย์ ชีวิตของคนไร้ทรัพย์ ก็ชื่อว่ายาก แค้น เทียบชีวิตของเหล่าเทพเจ้า ชีวิตของพวกมนุษย์ ก็ชื่อว่ายากแค้น ชีวิตของคนมีมือขาด มีเท้าขาด มีทั้งมือทั้งเท้าขาด มีหูขาด มีจมูกขาด มีทั้งหูทั้งจมูกขาด ชื่อว่าชีวิตอันแสนลำบาก จะประโยชน์อะไรด้วยชีวิตอันแสนลำบากและยากแค้นเช่นนี้  ท่านตายเสียดีกว่าเป็นอยู่ ดังนี้ 
                  บทว่า มีจิตอย่างนี้ มีใจอย่างนี้  ความว่า ธรรมชาติอันใดเป็นจิต ธรรมชาติอันนั้น ชื่อว่าใจ ธรรมชาติอันใดเป็นใจ ธรรมชาติอันนั้นชื่อว่าจิต 
                  บทว่า มีความมุ่งหมายหลายอย่าง อย่างนี้ คือมีความหมายในอันตาย มีความ จงใจในอันตาย มีความประสงค์ในอันตาย 
                  บทว่า โดยหลายนัย คือ โดยอาการมากมาย 
                  บทว่า พรรณนาคุณในความตายก็ดี ได้แก่แสดงโทษในความเป็นอยู่ พรรณนาคุณ ในความตายว่า ท่านตายจากโลกนี้แล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ จักได้รับบำเรอเพรียบพร้อมอิ่มเอิบด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ ในสุคติโลกสวรรค์นั้น. 
[๑๘๕]        บทว่า ชักชวนเพื่ออันตายก็ดี คือชักชวนว่า จงนำมีดมา จงกินยาพิษ จงแขวนคอตายด้วยเชือก หรือจงโจนลงในบ่อ ในเหว หรือในที่ชัน ฯ 
[๑๘๖]        คำว่า แม้ภิกษุนี้ พระผู้มีพระภาคตรัสเทียบเคียงภิกษุ ๒ รูปแรก คำว่า เป็นปาราชิก มีอธิบายว่า ศิลาหนาแตกสองเสี่ยงแล้วเป็นของกลับต่อให้ติดสนิทอีกไม่ได้แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน จงใจพรากกายมนุษย์จากชีวิตแล้ว ย่อมไม่เป็น สมณะ ไม่เป็นเชื้อสายพระศากยบุตร เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เป็นปาราชิก 
                    บทว่า หาสังวาสมิได้ ความว่า ที่ชื่อว่าสังวาสนั้น ได้แก่กรรมที่พึงทำร่วมกัน อุเทศ ที่พึงสวด
                    ร่วมกัน ความเป็นผู้มีสิกขาเสมอกัน นั่นชื่อว่าสังวาส สังวาสนั้น   ไม่มีกับภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า หาสังวาสมิได้.