Translate

16 กันยายน 2568

ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร 藥師琉璃光如來本願功德經

 พระพุทธเจ้าแห่งการแพทย์ ลาพิส ลาซูลี แสงแห่งพระสูตรคำปฏิญาณดั้งเดิมและพระสูตรบุญของตถาคต
藥師琉璃光如來本願功德經
藥師琉璃光如來、日8月光菩薩及十二神將(13世紀,樱池院
               ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร
               อาจารย์แพทย์ลาพิสลาซูลีแสงตถาคต พระโพธิสัตว์สุริยันและแสงจันทร์และขุนพลทั้งสิบสอง (ศตวรรษที่ 13, ซากุราชิหยวน
               ภาพพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า พร้อมด้วยพระสุรยประภาโพธิสัตว์ พระจันทรประภาโพธิสัตว์ และพญายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตน
               (ภาพวาดในศตวรรษที่ 13
玄奘(左右)เสวียนจั้ง (ทั้งซ้ายและขวา)
               ภาพลายเส้นพระถังซำจั๋งผู้แปลพระไตรปิฎกมหายานและพระสูตรบทนี้ ขณะเดินทางไปอาราธนาพระไตรปิฎกยังประเทศอินเดีย และภาพปฏิมารูปเหมือนของพระอาจารย์
               *** พระสูตรมหายานแปลไทย จาก www..mahaparamita.com สงวนลิขสิทธิ์ในการแก้ไข ดัดแปลง จำหน่าย
               *** 大乘佛經泰語譯本,取自 www..mahaparamita.com。保留所有權利,包括編輯、修改和銷售。
藥師琉璃光如來本願功德經
               如是我聞:一時薄伽梵,遊化諸國,至廣嚴城,住樂音樹下。與大比丘眾八千人俱,菩薩摩訶薩三萬六千,及國王、大臣,婆羅門、居士,天龍八部,人非人等,無量大眾,恭敬圍繞,而為說法。
               爾時、曼殊室利法王子,承佛威神,從座而起,偏袒一肩,右膝著地,向薄伽梵,曲躬合掌。白言:「世尊!惟願演說如是相類諸佛名號,及本大願殊勝功德,令諸聞者業障銷除,為欲利樂像法轉時諸有情故」。
ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร
               พระเสวียนจ้างมหาเถระ(ถังซำจั๋ง) ตรีปิฎกธราจารย์ชาวจีนในสมัยราชวงศ์ถัง ประเทศจีน แปลจากสันสกฤตพากย์สู่จีนพากย์ ปี ๑๑๙๓
               พระวิศวภัทร เซี่ยเกี๊ยก (沙門聖傑) แห่งวัดเทพพุทธาราม (仙佛寺) แปลจากจีนพากย์สู่ไทยพากย์ เมื่อพระพุทธายุกาลล่วงแล้ว ๒๕๔๑ ปี
   ดั่งที่ข้าพเจ้าได้สดับมา สมัยหนึ่งองค์สมเด็จพระภควันต์ ทรงจาริกไปยังเมืองนครต่างๆ จนถึงมหานครไวศาลี แล้วประทับอยู่ภายใต้ร่มเงาพฤกษา " พร้อมด้วยมหาภิกษุ ๘,๐๐๐ รูป พระโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๓๖,๐๐๐ องค์ และกษัตริย์ มหาเสวกามาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต เทวดา นาค สัตว์ในคติ ๘ มนุษย์และอมนุษย์ทั้งปวง อันเป็นมหาชนที่นับจำนวนมิได้ ต่างห้อมล้อมอยู่ด้วยเคารพ เพื่อสดับการประทานพระธรรมเทศนา
   ในสมัยนั้น พระมัญชุศรีธรรมราชกุมาร ได้อาศัยพระพุทธานุภาพแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้าเฉวียงบ่าลงข้างหนึ่งและคุกชานุเบื้องขวาลงกับพื้นดิน เฉพาะด้านพระภควันต์ ประณมกรแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ขอพระองค์ประทานพระเทศนาถึงลักษณาการแห่ง พระนาม และกุศลแห่งพระมหามูลปณิธานอันวิเศษของพระพุทธเจ้าทั้งปวง ที่จักยังให้ผู้สดับ
               * ตามศัพท์ ว่าต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เมื่อลมพัด ทำให้ใบกระทบกันมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงดนตรี
               * พระนามพระมหาโพธิสัตว์ผู้เลิศในทางปัญญาญาณ และเป็นคุรุ(ปัญญา)แห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง
               * ผ้าเฉวียงบ่าขวา การนำผ้าลดลงจากบ่าขวา เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดแบบหนึ่ง
                爾時、世尊讚曼殊室利童子言:「善哉!善哉!曼殊室利!汝以大悲,勸請我說諸佛名號,本願功德,為拔業障所纏有情,利益安樂像法轉時諸有情故。汝今諦聽!極善思惟!當為汝說」。
               曼殊室利言:「唯然,願說!我等樂聞!」
               佛告曼殊師利:「東方去此,過十殑伽沙等佛土,有世界名淨琉璃,佛號藥師琉璃光如來、應、正等覺,明行圓滿、善逝、世間解、無上士、調御丈夫、天人師、佛、薄伽梵。」
              「曼殊室利!彼世尊藥師琉璃光如來本行菩薩道時,發十二大願,令諸有情,所求皆得」。
               ทั้งปวงมีกรรมวิบากปลาสนาการสิ้นไป เพื่อยังสุขประโยชน์แก่สรรพชีวิต ในสมัยที่พระสัทธรรมเสื่อมถอยด้วยเถิด พระพุทธเจ้าข้า
   ครั้งนั้น พระโลกนาถเจ้า จึงตรัสสรรเสริญพระมัญชุศรีกุมารภูตะว่า สาธุ สาธุ มัญชุศรี ด้วยเธออาศัยมหากรุณาเป็นเหตุ จึงอาราธนาตถาคตให้แสดงพระนามและกุศลแห่งปณิธาน ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพื่อถอดถอนกรรมวิบากที่ร้อยรัดหมู่สัตว์ ยังประโยชน์ผาสุกแก่หมู่ สัตว์ในสมัยที่พระสัทธรรมเสื่อมถอย เธอพึงได้สดับแลกระทำโยนิโสมนสิการโดยดีเถิด ตถาคตจะกล่าวแก่เธอ
               พระมัญชุศรีกราบทูลว่า ขอพระองค์ตรัสเถิด เหล่าข้าพระองค์ยินดีจักได้สดับฟังยิ่งแล้ว พระพุทธเจ้าข้า
   พระพุทธองค์ ตรัสแก่พระมัญชุศรีว่า นับแต่โลกธาตุแห่งนี้ไปเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรต่างๆไปจำนวนเท่ากับเม็ดทรายแห่งคงคานที ๑๐ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ศุทธิไวฑูรย์ มีพระพุทธโลกนาถเจ้าพระนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา เป็นผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น ผู้ไกลจากกิเลสและควรบูชา ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ผู้สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะ ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้รู้แจ้งโลก ผู้ยอดเยี่ยมหาผู้อื่นเสมอมิได้ ผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ผู้เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ตื่นแล้วและเป็นที่พึ่งแห่งโลก
               * “ เปรียบเม็ดทราย ๑ เม็ด คือโลกธาตุที่มีพระพุทธเจ้าประทับอยู่ภายใน ๑ แห่ง เม็ดทรายในคงคานที ๑๐ แห่ง จึงหมายความว่าต้องคำนวณเม็ดทราย ในแม่น้ำคงคา ๑ แห่ง แล้วคูณ ๑๐ จึงจะทราบระยะห่างระหว่างสหาโลกธาตุแห่งนี้ กับศุทธิไวฑูรย์โลกธาตุ
               「第一大願:願我來世,得阿耨多羅三藐三菩提時,自身光明熾然照耀無量無數無邊世界,以三十二大丈夫相,八十隨形莊嚴其身;令一切有情如我無異」。
              「第二大願:願我來世得菩提時,身如琉璃,內外明徹,淨無瑕穢;光明廣大,功德巍巍,身善安住,燄網莊嚴過於日月;幽冥眾生,悉蒙開曉,隨意所趣,作諸事業」。
              「第三大願:願我來世得菩提時,以無量無邊智慧方便,令諸有情皆得無盡所受用物,莫令眾生,有所乏少」。
               ดูก่อนมัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น เมื่อคราที่บำเพ็ญมูลจริยาในโพธิสัตวมรรคอยู่นั้น ได้ประกาศพระมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ ๑๒ ประการ ดังนี้...
   มหาปณิธานประการที่ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว กายแห่งเราจักรุ่งเรื่องโชตนาการสว่างไสว ฉายฉานรัศมีไปยังสรรพโลกธาตุจำนวนประมาณมิได้ นับอสงไขย ไร้ซึ่งขอบเขต พร้อมด้วยทวัตติงสมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการและอสีตยานุพยัญชนลักษณะ ๘๐ ประการที่เป็นอลังการแห่งกายนั้น จักยังสรรพชีวิตทั้งปวงให้เสมอเหมือนดั่งเรามิแตกต่าง
   “ปณิธานอันยิ่งใหญ่ข้อที่ ๒ ข้าพเจ้าปรารถนาว่า เมื่อข้าพเจ้าบรรลุพระโพธิสัตว์ในภพหน้าแล้ว ร่างกายของข้าพเจ้าจะบริสุทธิ์ผ่องใสดุจแก้ว ใสสะอาดทั้งภายในและภายนอก ปราศจากมลทิน แสงสว่างของข้าพเจ้าจะไพศาล บุญกุศลของข้าพเจ้าจะมาก กายของข้าพเจ้าจะตั้งมั่นดี ตาข่ายเปลวเพลิงของข้าพเจ้าจะสง่างามยิ่งกว่าพระอาทิตย์และพระจันทร์ สรรพสัตว์ทั้งหลายในโลกมืดจะบรรลุธรรม สามารถทำสิ่งที่ปรารถนาได้”
               “ปณิธานอันยิ่งใหญ่ข้อที่สาม: ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่าเมื่อข้าพเจ้าบรรลุโพธิในชาติหน้า ข้าพเจ้าจะใช้ปัญญาอันไม่มีที่สิ้นสุดและวิธีการอันสะดวกของข้าพเจ้า เพื่อทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายได้รับสิ่งที่มีให้เพลิดเพลินอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และจะไม่ปล่อยให้สรรพสัตว์ใดขาดสิ่งใดเลย”
               * รัตนชาติ ชนิดหนึ่ง มีสีน้ำเงินใส บ้างก็เรียก ไพฑูรย์
              「第四大願:願我來世得菩提時,若諸有情行邪道者,悉令安住菩提道中;若行聲聞獨覺乘者,皆以大乘而安立之」。
              「第五大願:願我來世得菩提時,若有無量無邊有情,於我法中修行梵行,一切皆令得不缺戒、具三聚戒;設有毀犯,聞我名已還得清淨,不墮惡趣!」
              「第六大願:願我來世得菩提時,若諸有情,其身下劣,諸根不具,醜陋、頑愚、盲、聾、瘖、啞、攣躄、背僂、白癩、顛狂、種種病苦;聞我名已,一切皆得端正黠慧,諸根完具,無諸疾苦」。
              「第七大願:願我來世得菩提時,若諸有情眾病逼切,無救無歸,無醫無藥,無親無家,貧窮多苦;我之名號一經其耳,眾病悉除,身心安樂,家屬資具悉皆豐足,乃至證得無上菩提」。
   มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งหลายผู้ดำเนินมิจฉามรรคจริยา” จักได้ตั้งมั่นในพระโพธิมรรคทั้งหมด หากผู้ดำเนินตามสาวกยาก ปัจเจกยาน ก็จักได้ดำรงมั่นในมหายานทั้งสิ้น
   มหาปณิธานประการที่ ๕ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้วได้ หากมีสรรพชีวิตที่หาประมาณจำนวนมิได้และไร้ซึ่งขอบเขต ผู้ดำรงในธรรมแห่งเรา ประพฤติพรหมจรรย์ อันจริยาทั้งปวงนั้นจักมิต้องล่วงละเมิด จักสมบูรณ์ในตรีวิธานิศีล" แม้นว่าได้ล่วงละเมิด เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วจักกลับสู่วิศุทธิภาวะ มิตกสู่อบายภูมิ
   มหาปณิธานประการที่ ๖ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งปวง มีร่างกายต่ำต้อยเลวทราม อินทรีย์ต่างๆ บกพร่อง อัปลักษณ์ โง่เขลา เนตรบอด โสตหนวก โอษฐ์ใบ้ นิ้วมือเท้างอหงิก หลังค่อมโก่งงอ เป็นโรคกุษรุ้ง สติวิปลาสมิ สมประดี อีกทั้งมีโรคาพาธนานารุมเร้าเสียดแทงอยู่ เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว สรรพสิ่งทั้งปวงจักบรรลุถึงความสิริลักษณ์งดงาม มากด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด อินทรีย์ทั้งปวงจักสมบูรณ์พร้อม และไร้โรคภัย
               * หนทางแห่งความชั่ว หนทางแห่งความเสื่อม หนทางที่นำไปสู่อบาย หนทางที่ไม่ถูกต้อง
               * คือศีล ๓ ประเภท มี ๑)สำวรศีล ศีลคือการสำรวมระวัง ๒) กุศล ธรุม สำคราหก ศีล ศีลที่ประพฤติเพื่อสงเคราะห์แก่กุศลธรรม ๓) สตฺตฺวารถ กริยา ศีล ศีลที่ประพฤติเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย
               “ โรคเรื้อน
              「第八大願:願我來世得菩提時,若有女人為女百惡之所逼惱,極生厭離,願捨女身;聞我名已,一切皆得轉女成男,具丈夫相,乃至證得無上菩提」。
              「第九大願:願我來世得菩提時,令諸有情出魔罥網,解脫一切外道纏縛;若墮種種惡見稠林,皆當引攝置於正見,漸令修習諸菩薩行,速證無上正等菩提!」。
   มหาปณิธานประการที่ ๗ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตทั้งปวงเป็นผู้ถูกโรคาพาธเสียดแทงอยู่ ไร้ผู้อนุเคราะห์ ไร้ผู้ชี้แนะ ปราศจากการรักษา ปราศจากโอสถ ไร้ญาติมิตร ไร้ที่พักพิง มีความอัตคัตยากจนได้รับทุกข์ทรมานเป็นที่ยิ่ง ผิว่า นามแห่งเราจักไปให้สดับยังโสตเพียงครั้ง สรรพโรคาทุกข์ทั้งปวงจะมลายสิ้น กายแลจิตผาสุก ครอบครัวพงษ์ษาจักมั่งคั่งด้วยทรัพย์ศฤงคาร ตราบไปจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ์
   มหาปณิธานประการที่ ๘ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากมีสตรีได้รับทุกขเวทนาของความเป็นหญิงนับร้อยประการ บังเกิดความเบื่อหน่ายเป็นที่สุด ปรารถนาจักสละทิ้งซึ่งกายแห่งสตรี เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว สรรพสิ่งทั้งปวงจักแปรเปลี่ยนจากสตรีสู่บุรุษ สมบูรณ์ในบุรุษลักษณะที่องอาจ ตราบไปจนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิ
   มหาปณิธานประการที่ ๙ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว เราจักยังให้บรรดาสรรพชีวิตได้ออกจากมารชาละ ๑๑ หลุดพ้นจากการผูกมัดทั้งปวงของพาหิรมาร หากตกสู่ป่าชัฏแห่งอบายทิฐิ จักชักนำให้ตั้งอยู่บนสัมมาทิฐิ ค่อยๆ บำเพ็ญเพียรโพธิสัตวมรรคทั้งปวง จนได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิอย่างรวดเร็ว
               * ความหมายคือ หากผู้ที่เป็นทุกข์ได้มีโอกาสสดับพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า เพียงครั้งเดียว ก็จักได้รับอานิสงค์ตามมหาปณิธานประการนี้
               ** ความหมายคือ อานิสงค์แห่งการได้สดับพระพุทธนามนี้ จะส่งผลแก่บุคคลนั้นไปตลอดนานแสนนาน จนกระทั่งบุคคลนั้นได้บรรลุพระโพธิญาณ
               ** มารชาละ คือ ข่ายแหของมารที่คอยจับสรรพสัตว์ให้มัวเมา ลุ่มหลงให้ติดอยู่ในห้วงวัฏฏสงสารจนมิอาจหลุดเป็นอิสระได้
          ** ประโยคนี้เปรียบเทียบ อบายทิฐิ คือความเห็นชั่ว หรือมิจฉาทิฐิ คือความเห็นผิด ว่าประดุจป่าไม้ที่รกคลิ้ม มากด้วยอันตรายจากสัตว์ร้าย(คือภัยแห่ง วัฏฏสงสาร คือโลกธรรม ความโศกเศร้า พลัดพราก ฯลฯ) ไร้แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ (คือแสงแห่งปัญญา)สาดส่องมาถึง จึงทำให้มืดมน ยังให้สรรพสัตว์หลงทาง (ลุ่มหลง โง่เขลา) มิอาจหลุดจากป่าไม้(แห่งการเวียนว่ายตายเกิดและอวิชชา)ได้
              「第十大願:願我來世得菩提時,若諸有情王法所加,縛錄鞭撻,繫閉牢獄,或當刑戮,及餘無量災難凌辱,悲愁煎逼,身心受苦;若聞我名,以我福德威神力故,皆得解脫一切憂苦!」
              「第十一大願:願我來世得菩提時,若諸有情饑渴所惱,為求食故造諸惡業;得聞我名,專念受持,我當先以上妙飲食飽足其身,後以法味畢竟安樂而建立之」。
              「第十二大願:願我來世得菩提時,若諸有情貧無衣服,蚊虻寒熱,晝夜逼惱;若聞我名,專念受持,如其所好即得種種上妙衣服,亦得一切寶莊嚴具,華鬘、塗香,鼓樂眾伎,隨心所翫,皆令滿足」。
              「曼殊室利!是為彼世尊藥師琉璃光如來、應、正等覺行菩薩道時,所發十二微妙上願」。
   มหาปณิธานประการที่ ๑๐ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากบรรดาสรรพชีวิตต้องราชอาญา ถูกตราตรึงพันธนา กักขังจองจำ ฤาต้องอาญาประหารชีวิตและถูกภยันตรายประการอื่นๆจำนวนประมาณมิได้เบียดเบียน ให้โทมนัสเวทนาอย่าง ที่สุด กายแลใจได้รับทุกข์ทรมาน หากได้สดับนามแห่งเราแล้วไซร้ ด้วยเหตุแห่งเดชบุญญาธิการของเรา จักยังให้หลุดพ้นจากทุกข์ทรมานทั้งปวง
   มหาปณิธานประการที่ ๑๑ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากเหล่าสรรพชีวิตทรมานด้วยหิวกระหาย เหตุที่ต้องการอาหารจึงกระทำความชั่วทั้งปวง เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วน้อมรับปฏิบัติด้วยความตั้งมั่น เราจักยังกายนั้นให้อิ่มเอมในอาหารและเครื่องดื่มอันประณีต ๑ ก่อนในคราแรกแล้วจึงยังให้ตั้งอยู่ในธรรมรสอันเป็นบรมสุขใน ภายหลัง ๑๓
   มหาปณิธานประการที่ ๑๒ เมื่อกาลที่เรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพชีวิตยากไร้ ปราศจากอาภรณ์ ได้รับทุกข์จากแมลง ยุง และความหนาวร้อนตลอดทิวาราตรี เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้วน้อมรับปฏิบัติตั้งมั่นด้วยดีแล้วไซร้ ย่อมจักได้รับวัตถาภรณ์แพรพรรณชั้นเลิศนานาประการ รัตนมณีที่อลังการทั้งปวง มาลา เครื่องทาหอม เครื่องดนตรีทั้งมวล จักสำเร็จดั่งมโนจินต์อย่างบริบูรณ์
               ๑ ตามศัพท์ อันประณีต อาจแปลว่า อันเป็นทิพย์ก็ได้
             「復次、曼殊室利!彼世尊藥師琉璃光如來行菩薩道時,所發大願,及彼佛土功德莊嚴,我若一劫、若一劫餘,說不能盡。然彼佛土,一向清淨,無有女人,亦無惡趣,及苦音聲;琉璃為地,金繩界道,城、闕、宮、閣,軒、窗、羅網,皆七寶成;亦如西方極樂世界,功德莊嚴,等無差別。於其國中,有二菩薩摩訶薩:一名日光遍照,二名月光遍照。是彼無量無數菩薩眾之上首,次補佛處,悉能持彼世尊藥師琉璃光如來正法寶藏。是故曼殊室利!諸有信心善男子、善女人,應當願生彼佛世界」。
              爾時、世尊,復告曼殊室利童子言:「曼殊室利!有諸眾生,不識善惡,惟懷貪吝,不知布施及施果報,愚癡無智,闕於信根,多聚
               ดูก่อนมัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้เป็นพระอรหันต์และพระสัมมาสัมพุทธะพระองค์นั้น เมื่อสมัยที่ทรงบำเพ็ญโพธิสัตวมรรค ได้กระทำสัจจกิริยาประกาศมหาปณิธานอันประเสริฐไว้ ๑๒ ประการ ดังนี้แล
   มัญชุศรี อันมหาปณิธานที่พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ได้ทรงประกาศไว้ เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญโพธิสัตวมรรคและคุณาลังการแห่งพุทธเกษตรที่นั้น หากตถาคตจะกล่าวแสดงจนสิ้นกัลป์หนึ่ง หรือจนสิ้นกัลป์อื่นๆก็มิอาจกล่าวได้สิ้นเลย ก็พุทธ เกษตรแห่งนั้นวิมลใสหมดจดยิ่งนัก ปราศจากสตรีเพศ ทั้งปราศจากอบายภูมิ และเสียงแห่งความทุกข์ มีรัตนไวฑูรย์เป็นพื้นปฐพี สายทองก็ระย้าอยู่ทั่วโลกธาตุ อันธานี ปราสาท มณเฑียร หอ ราชรถ ช่องบัญชร ชาลมาลาล้วนสำเร็จด้วยสัปตรัตนะมีคุณาลังการ ประดุจ สุขาวดีโลกธาตุเบื้องประจิมทิศมิต่างกันเลย ก็ในโลกธาตุนั้นแล มีโพธิสัตว์มหาสัตว์ ๒ องค์ คือ สุรยประภา ๑ จันทรประภา ๑ เป็นผู้นำคณะโพธิสัตว์จำนวนอนันตะและอสงไขย” ซึ่งล้วนแต่เป็นเอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์ ๑๗ ล้วนสามารถธำรงพระสัทธรรมปิฎกอันวิเศษของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตได้
               ในเวลานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับเด็กมัญชุศรีอีกว่า “มัญชุศรี! สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมากที่ไม่รู้จักความดีและความชั่วแต่มีความโลภและตระหนี่ ไม่รู้จักการให้และอานิสงส์ของการให้ ไม่รู้ความโง่เขลา ส่วนรากแห่งศรัทธานั้นก็มีมาก
               ** ในข้อนี้ มีนัยยะถึงความเสมอภาค มิได้แบ่งแยกว่าเป็นหญิง หรือเป็นชาย มิได้เป็นข้อความเหยียดหยามเพศหญิงประการใด อัญมณี ๗ ชนิด มี ทอง เงิน ไพฑูรย์ ผลึก บุษราคัม มรกต ทับทิม
               ** อนันตะ คือประมาณกะเกณฑ์ไม่ได้ อสงไขย คือ สังขยาชนิดหนึ่ง คือจำนวนนับที่แสดงให้รู้ว่ามากมายมหาศาลนับไม่ได้ นับไม่ได้ถ้วน
               ** คือ พระมหาโพธิสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับการเกิด เพื่อสั่งสมบารมีอีกชาติเดียว ก็จักได้สำเร็จพระพุทธภูมิในทันที เช่น พระเมตไตรยโพธิสัตว์เป็นต้น
               財寶,勤加守護。見乞者來,其心不喜,設不獲已而行施時,如割身肉,深生痛惜。
               復有無量慳貪有情,積集資財,於其自身尚不受用,何況能與父母、妻子、奴婢作使,及來乞者?彼諸有情,從此命終生餓鬼界,或傍生趣。由昔人間曾得暫聞藥師琉璃光如來名故,今在惡趣,暫得憶念彼如來名,即於念時從彼處沒,還生人中;得宿命念,畏惡趣苦,不樂欲樂,好行惠施,讚歎施者,一切所有悉無貪惜,漸次尚能以頭目手足血肉身分施來求者,況餘財物?」
   ครั้งนั้น พระศากยมุนีโลกนาถเจ้า ทรงมีพุทธบรรหารต่อพระมัญชุศรีกุมารภูตะว่า ดูก่อนมัญชุศรี มีเหล่าสรรพสัตว์ที่มิเชื่อถือในสิ่งกุศลและอกุศลในจิตมีแต่ความละโมบโลภมาก มิรู้จักการบริจาคทานและผลแห่งทาน โมหะลุ่มหลงไร้สติปัญญา มีอินทรีย์คือศรัทธาที่บกพร่อง สั่งสมธนสารสมบัติไว้มากมาย ทั้งปกป้องหวงแหนไว้ เมื่อคราได้ผู้ขอในจิตก็มิยินดี แม้นตนมิยอมรับและบริจาคทานแล้วยังดุจว่าตนได้ถูกชำแหละมังสาออกไป มีความตระหนี่ถี่เหนียวยิ่งนัก
   อีกยังมีหมู่สัตว์ที่ละโมบมิสิ้นสุด สั่งสมทรัพย์ศฤงคารไว้มากมาย จนแม้นสำหรับตนเองก็มิอาจนำมาใช้ได้ แล้วจักประสาใดกับการให้บิดามารดา ภริยาบุตร ทาสทาสีแห่งตนและผู้ขออื่นๆอีกเล่า หมู่สัตว์เหล่านั้น เมื่อชีพสังขารแตกดับจากชาตินี้แล้วย่อมไปกำเนิดยังโลกแห่ง เปรต ฤา เดรัจฉานภูมิ เหตุที่เมื่อคราเป็นมนุษย์ หากเคยสดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแม้เพียงชั่วขณะ เมื่อขณะที่อยู่ในอบายภูมิ จะระลึกจดจำพระนามของพระตถาคตเจ้านั้นได้อีกครั้ง ก็เมื่อคราที่ระลึกถึงอยู่นั้นแลย่อมจักได้พ้นจากที่แห่งนั้นทันที แล้วหวนมากำเนิดยังมนุษยภูมิ เป็นผู้มีปุพเพนิวาสานุสติญาณ ๑๘ หวั่นเกรงทุกข์แห่งอบายภูมิยิ่งนัก มิยินดีในกามสุข จักเป็นผู้เผื่อแผ่บริจาคทานด้วยความอ่อนน้อม สดุดีโมทนาแก่ผู้บริจาคทานอื่น สรรพสิ่งบรรดามีทั้งปวงจักมิตระหนี่หวงแหน จนค่อยๆ สามารถนำศีรเศียร นัยเนตร หัตถา บาทา โลหิต มังสาในกายตนแบ่งออกเป็นทานแก่ผู้ขอได้ แล้วจักประสาใดกับทรัพย์อื่นอีกเล่า
   ** ญาณระลึกชาติหนหลังได้, หนึ่งในอภิญญา ๖ ของพระพุทธศาสนา มี ๑) อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ ๒) ทิพยจักษุ ตาทิพย์ ๓) ทิพยโสต หูทิพย์ ๔)เจโตปริย ญาณ ญาณที่กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ๕) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ การระลึกชาติได้ และ ๖)อาสวักขยญาณ ญาณที่ทำให้สิ้นอาสวะ (ข้อ ๖ นี้มีเฉพาะพระ อริยบุคคลในพระพุทธศาสนา) ห้าข้อแรกเป็นโลกียอภิญญา ข้อท้ายเป็นโลกุตตระ
              「復次、曼殊室利!若諸有情,雖於如來受諸學處,而破尸羅;有雖不破尸羅而破軌則;有於尸羅、軌則,雖則不壞,然毀正見;有雖不毀正見而棄多聞,於佛所說契經深義不能解了;有雖多聞而增上慢,由增上慢覆蔽心故,自是非他,嫌謗正法,為魔伴黨。如是愚人,自行邪見,復令無量俱胝有情,墮大險坑。
               此諸有情,應於地獄、傍生、鬼趣流轉無窮。若得聞此藥師琉璃光如來名號,便捨惡行,修諸善法,不墮惡趣;設有不能捨諸惡行、修行善法,墮惡趣者,以彼如來本願威力令其現前,暫聞名號,從彼命終還生人趣,得正見精進,善調意樂,便能捨家趣於非家,如來法中,受持學處無有毀犯,正見多聞,解甚深義,離增上慢,不謗正法,不為魔伴,漸次修行諸菩薩行,速得圓滿」。
   ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์ทั้งหลาย แม้ได้สมาทานสิกขาบททั้งปวงจากพระตถาคตเจ้า แล้วได้ละเมิดศีล ฤามิได้ละเมิดศีล แต่ล่วงข้อบัญญัติสำคัญ อันศีลและบัญญัตินั้นแล แม้มิได้ล่วงก็ดีแต่กลับเสื่อมจากสัมมาทิฐิ ฤาแม้มิได้เสื่อมจากสัมมาทิฐิแต่ยังเป็นผู้ละเลยการสดับ ในบรรดาอรรถะที่ลึกซึ้งของพระพุทธวจนะ พระสูตรคัมภีร์ก็มิอาจเข้าใจ ฤาหากเป็นผู้พหูสูตคือเป็นผู้สดับมากก็ยิ่งด้วยมานะ ด้วยเหตุที่มานะปิดกั้นจิตไว้ ตนจึงเป็นผู้ทำลายพระสัทธรรมเองหาใช่ผู้อื่นไม่ เพราะมีมารเป็นสหาย อันโมหบุรุษนี้แล เพราะตนเองดำเนินในมิจฉาทิฐิ แล้วยังให้หมู่สัตว์อื่นจำนวนอนันตโกฏิ หาประมาณมิได้ ได้ตกสู่หลุมมหาภัยด้วย
   ก็หมู่สัตว์ทั้งหลายนี้ สมควรเวียนว่ายในห้วงนรก เดรัจฉาน เปรตมิสิ้นสุด หากได้สดับพระนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้านี้ จักยังให้ละทิ้งจริยาชั่วนั้นได้ แล้วบำเพ็ญกุศลธรรมทั้งปวง มิต้องตกสู่อบายภูมิ หากมีผู้มิอาจละทิ้งจริยาที่หยาบช้าต่างๆ แล้วมาบำเพ็ญ กุศลธรรมได้ย่อมตกสู่อบายภูมิ แต่ด้วยพลานุภาพแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น จักมาสำแดงยังเบื้องหน้าผู้นั้นยังให้ได้สดับพระนามเพียงชั่วครู่ เมื่อสิ้นอายุขัยในภูมินั้นแล้ว จึงกลับมากำเนิดในมนุษยภูมิอีก จักเป็นผู้มีสัมมาทิฐิ วิริยแกล้วกล้า มีจิตใจเกษมศานติ อ่อนโยน แม้นสามารถสละเรือนเป็นผู้ไม่ข้องด้วยเรือน ดำรงในธรรมแห่งตถาคต
               * คือ ความถือตัวว่ามีความรู้แล้วเหยียดหยาม วิพากษ์วิจารณ์ใส่ใคล้ผู้อื่น
               ** ในกรณีนี้หมายถึงมิตรชั่ว ยกยอกันและกันเป็นมานะปิดกั้นตนเอง ให้ร้ายผู้อื่น ฯลฯ เป็นต้น * โกฏิ จำนวนนับ เท่ากับ สิบล้าน
               * มีความหมายคือ นิรยภูมิ อุปมาเป็นดั่งหลุมบ่อ ที่อันตรายจะปืนขึ้นมาได้ยาก ในประการนี้แสดงให้เห็นว่าผู้เป็นพหูสูตร แต่มากด้วยมานะ ไม่ยอมฟังคำสอนอื่นใด และจะสั่งสอนผู้อื่นให้หลงผิดตาม
               * ความหมายคือ การออกบวช ไม่ข้องด้วยกามคุณ ตามวิสัยของผู้ครองเรือน
              「復次、曼殊室利!若諸有情慳貪、嫉妒,自讚毀他,當墮三惡趣中,無量千歲受諸劇苦!受劇苦已,從彼命終,來生人間,作牛、馬、駝、驢,恆被鞭撻,饑渴逼惱,又常負重隨路而行。或得為人,生居下賤,作人奴婢,受他驅役,恆不自在。若昔人中曾聞世尊藥師琉璃光如來名號,由此善因,今復憶念,至心歸依。以佛神力,眾苦解脫,諸根聰利,智慧多聞,恆求勝法,常遇善友,永斷魔罥,破無明殼,竭煩惱河,解脫一切生老病死憂愁苦惱」。
             「復次、曼殊利室!若諸有情好喜乖離,更相鬥訟,惱亂自他,以身語意,造作增長種種惡業,展轉常為不饒益事,互相謀害。告召山林樹塚等神;殺諸眾生,取其血肉祭祀藥叉、羅剎婆等;書怨人名,作其形像,以惡咒術而咒詛之;厭魅蠱道,咒起屍鬼,令斷彼命,及壞其身。是諸有情,若得聞此藥師琉璃光如來名號,彼諸惡事
   จักสมาทานและดำรงสิกขาบทอย่างมิด่างพร้อย เป็นผู้มีสัมมาทิฐิ พหูสูต รู้แจ้งจำแนกคัมภีรอรรถที่ลึกซึ้ง ห่างไกลจากอติมานะ มิทำลายพระสัทธรรม มิสมาคมมารเป็นสหาย แล้วจึงค่อยประพฤติโพธิสัตวจริยาต่างๆ จนสำเร็จบริบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว
   ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์ทั้งหลายผู้มัจฉริยะตระหนี่และโลภมาก อิจฉาและริษยา สรรเสริญตนเองกล่าวร้ายผู้อื่น พึงตกสู่อบายภูมิสาม” รับโทษทัณฑ์ทรมานนับหลายพันปีหาประมาณมิได้ เมื่อรับโทษนั้นและสิ้นชีพจากภูมินั้นแล้ว จึงมากำเนิดยังโลกมนุษย์ เป็นโค ม้า อูฐ ลา ถูกโบยตีด้วยแส้เป็นเนืองนิจ ทุกข์ทรมานเพราะหิวกระหายต้องบรรทุกสิ่งของหนักตามหนทางอยู่สม่ำเสมอ ผิว่าได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเกิดในครอบครัวยากจน เป็นทาสทาสี ถูกผู้อื่นหยามเหยียด มิได้รับอิสรภาพ หากในสมัยที่เป็นมนุษย์นั้น ได้เคยสดับพระนามพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ ด้วยกุศลเหตุประการนี้ จักยังให้ระลึกถึงพระองค์ได้อีก แล้วน้อมมาเป็นสรณะด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจ อาศัยพระพุทธานุภาพนั้นแล ยังให้หลุดพ้นจากสรรพทุกข์ทั้งมวล มีพีชะเป็นผู้เฉลียวฉลาด มากด้วยปัญญาญาณและพหูสูต ใฝ่มุ่งวิชยธรรมอันประเสริฐอยู่เป็นนิจ ประสบกัลยาณมิตรอยู่เสมอ ตัดบ่วงแห่งมารให้ขาดสิ้น ทำลายเปลือกแห่งอวิชชา ยังกิเลสสาครให้เหือดแห้งแล้วหลุดพ้นจากทุกขเวทนา ความโศกาดูรแห่งชาติ ชรา โรคาและมรณะทั้งปวง
               * ๒๔ มี นรกภูมิ เปรตภูมิ เดรัจฉานภูมิ
               悉不能害,一切展轉皆起慈心,利益安樂,無損惱意及嫌恨心,各各歡悅,於自所受生於喜足,不相侵凌互為饒益」。
              「復次、曼殊室利!若有四眾:苾芻、苾芻尼、鄔波索迦、鄔波斯迦,及餘淨信善男子、善女人等,有能受持八分齋戒,或經一年、或復三月受持學處,以此善根,願生西方極樂世界無量壽佛所聽聞正法而未定者,若聞世尊藥師琉璃光如來名號,臨命終時,有八大菩薩,其名曰:文殊師利菩薩,觀世音菩薩,得大勢菩薩,無盡意菩薩,寶檀華菩薩,藥王菩薩,藥上菩薩,彌勒菩薩。是八大菩薩乘空而來,示其道路,即於彼界種種雜色眾寶華中,自然化生」。
   ดูก่อนมัญชุศรี หากหมู่สัตว์นิยมวิวาทะต้องพิพากษาในชั้นศาล ยังให้ตนเองและผู้อื่นเป็นทุกข์หาความสงบมิได้ ด้วยเพราะกาย วาจาและใจที่กระทำอกุศลกรรมนานายิ่งขึ้นไม่รู้หยุด ยิ่งกระทำสิ่งมิยังประโยชน์มากขึ้น ทำร้ายแก่กัน เรียกภูติแห่งวนาวาส สิงขร สุสานมาสังหาร สรรพสัตว์ต่างๆ ใช้โลหิตและมังสานั้นสังเวยยักษ์ รากษส ขีดเขียนชื่อและทำรูปรอยศัตรู ใช้อาคมชั่วร้ายและไสยเวทย์อาถรรพ์ ใช้คาถาเรียกภูติผีจากซากศพ เพื่อปหารชีวิตฤาทำลาย ร่างกายผู้อื่น หมู่สัตว์ทั้งหลายนี้ หากได้สดับพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าแล้วไซร้ สิ่งอกุศลที่กระทำทั้งปวงนั้นจักมิอาจบันดาลโทษภัย ต่างจะยิ่งเกิดมีเมตตาจิต ก่อเกิดคุณประโยชน์และผาสุก มิเกิดจิตอาฆาตและพยาบาท ต่างจักยินดีพอใจในสิ่งที่เกิดแต่ตนเองอย่างทั่วพร้อม มิข่มเหงแก่กัน แต่ร่วมกันยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น
   ๒๕ ดูก่อนมัญชุศรี หากบริษัท ๔ มีภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และกุลบุตร กุลธิดาต่างๆ ที่มีศรัทธาจิต สามารถสมาทานแลธำรงไว้ซึ่งอุโบสถศีล ๕ เป็นเวลา ๑ ปี ฤาสมาทานธำรง สิกขาบทอยู่เป็นเพลา ๓ เดือน ด้วยจักอาศัยกุศลมูลนี้ ไปอุบัติยังสุขาวดีโลกธาตุเบื้องประจิมทิศ แห่งพระอมิตายุสพุทธะ” เมื่อได้สดับพระธรรมแล้วยังมิตั้งมั่น หากได้สดับยลยินพระนาม พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ เมื่อกาลมรณะมาถึงจักมีมหาโพธิสัตว์ ๘ องค์ นามว่า มัญชุศรีโพธิสัตว์๑ อวโลกิเตศวรโพธิสัตว์๑ มหาสถามปราปตโพธิสัตว์๑ อักษยมติ โพธิสัตว์๑ ทานรัตนศรีโพธิสัตว์๑ ไภษัชยราชโพธิสัตว์๑ ไภษัชยสมุทคตโพธิสัตว์๑
               ** ศีล ๘ ข้อ มี ๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒)เว้นจากการลักทรัพย์ ๓)เว้นจากการเสพกาม ๔) เว้นจากการพูดเท็จ ๕)เว้นจากการดื่มน้ำเมา ๖)เว้นจากการทัด ทรงดอกไม้และลูบไล้ด้วยของหอม ๗)เว้นจากการนั่งนอนในที่นั่งนอนสูงใหญ่ ๘)เว้นจากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
               ** แปลว่าพระพุทธเจ้าผู้มีอายุยืนยาวไม่มีประมาณ พระนามหนึ่งของพระอมิตาภะพุทธเจ้า
              「或有因此,生於天上,雖生天上,而本善根,亦未窮盡,不復更生諸餘惡趣。天上壽盡,還生人間,或為輪王,統攝四洲,威德自在,安立無量百千有情於十善道;或生剎帝利、婆羅門、居士大家,多饒財寶,倉庫盈溢,形相端嚴,眷屬具足,聰明智慧,勇健威猛,如大力士。若是女人,得聞世尊藥師琉璃光如來名號,至心受持,於後不復更受女身」。
              「復次、曼殊室利!彼藥師琉璃光如來得菩提時,由本願力,觀諸有情,遇眾病苦瘦攣、乾消、黃熱等病;或被厭魅、蠱毒所中;或復短命,或時橫死;欲令是等病苦消除所求願滿」。
               เมตไตรยโพธิสัตว์ ๑ อันโพธิสัตว์ทั้ง ๘ นี้จะดำเนินมาแต่นภากาศ แล้วนำทางผู้นั้นไปอุบัติยัง ท่ามกลางรัตนมาลีหลากสีในโลกธาตุแห่งนั้น” แล้วกำเนิดโดยอุปปาติกวิธี”
 ๙ ฤาด้วยเหตุนี้ จักยังให้กำเนิดบนเทวโลก แม้นได้กำเนิดยังเทวโลกก็ตาม กุศลมูลนี้ก็ยังมิ สูญสิ้น มิต้องไปกำเนิดยังอบายภูมิอื่นๆ เมื่ออายุขัยบนเทวโลกสิ้นแล้ว จักหวนกลับมากำเนิด ยังโลกมนุษย์ บ้างเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ปกครองไปทั่วจตุรทวีป "°มีอิสรานุภาพไพศาล ยังให้ หมู่สัตว์จำนวน อนันต์ร้อยพันได้ตั้งอยู่ในทศกุศลมรรค” บ้างถือกำเนิดเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ บัณฑิตผู้มากด้วยรัตนสมบัติ จักมีโกศาคารที่เต็มเปี่ยม มีรูปลักษณ์สง่างาม บริวารพงษา บริบูรณ์ มีปัญญาญาณเฉลียวฉลาด วีรภาพหาญกล้า ดุจมหาพลเทพ หากสตรีได้สดับพระนาม ของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แล้วน้อมรับยึดถือด้วยความเป็นที่สุดแห่ง ใจแล้วไซร้ ภายหลังจักมิต้องมีกายแห่งสตรีอีก
               ดูก่อนมัญชุศรี เมื่อสมัยที่พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าพระองค์นั้นทรงบรรลุ พระอภิสัมโพธิญาณแล้ว ด้วยกำลังของมูลปณิธานเมื่อกาลก่อน ยังให้พิจารณาในหมู่สัตว์ทั้ง ปวง
               มีนัยยะว่าจะได้ไปอุบัติยังสุขาวดีโลกธาตุ และศุทธิไวฑูรย์ได้ตามปรารถนา เพราะโลกธาตุทั้ง ๒ แห่งนี้มีคุณาลังการเหมือนกันทุกประการ
               ** เกิดแบบผุดขึ้น ได้แก่กำเนิดพรหม เทวดาและสัตว์นรกเป็นต้น ซึ่งเกิดผุดขึ้นแบบทันใด ก็ใหญ่ โต เป็นวิญญูชนทันที มิต้องเป็นทารกแล้วเจริญเติบโต อย่างกำเนิดแบบอื่น เมื่อสิ้นอายุขัยก็หายวับไปไม่ทิ้งซากไว้
               lor เหตุนี้ คือเหตุแห่งการภาวนาพระนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า หากมีศรัทธาหรือมีกุศลปัจจัยไม่เพียงพอให้ไปกำเนิดยังพุทธเกษตร ก็จักไม่ตก อบายภูมิ และไปกำเนิดบนเทวโลกแทน
           ** ทวีปทั้ง ๔ ทางคติพุทธศาสนา มี ๑) ชมพูทวีป อยู่ทางทิศใต้ของเขาสุเมรุ ๒) ปูรววิเทหทวีป อยู่ทางทิศตะวันออกของเขาสุเมรุ ๓)อมรโคยานทวีป อยู่ ทางตะวันตกของเขาสุเมรุ ๔) อุตตรกุรุทวีป อยู่ทางทิศเหนือของเขาสุเมรุ หรือคือดินแดนที่แผ่กว้างออกไปจรดแผ่นดิน แผ่นน้ำทั้งสี่ทิศ
           * ความดี ๑๐ อย่าง แบ่งเป็น ความดีทางกาย ๓ มี ๑)เว้นจากการฆ่าสัตว์ ๒)เว้นจากการลักทรัพย์ ๓)เว้นจากการผิดในกาม ความดีทางวาจา ๔ มี ๑) เว้นจากการพูดเท็จ ๒)เว้นจากการพูดคำหยาบ ๓)เว้นจากการพูดส่อเสียด ๔)เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อโปรยเสียซึ่งประโยชน์ และความดีทางใจ ๓ มี ๑)เว้น จากการโลภของผู้อื่น ๒)เว้นจากการพยาบาท ๓)เว้นจากการเห็นผิด
             「時彼世尊,入三摩地,名曰除滅一切眾生苦惱。既入定已,於肉髻中出大光明,光中演說,大陀羅尼曰:『
              那謨薄伽筏帝,裨殺社窶嚕,薛琉璃缽剌婆喝囉闍也,怛陀揭多耶,阿羅訶帝,三藐三勃陀耶。怛姪阤:唵,鞞殺逝,鞞殺逝,鞞殺社,三沒揭帝娑訶』」。
              爾時、光中說此咒已,大地震動,放大光明,一切眾生病苦皆除,受安隱樂。
             「曼殊室利!若見男子、女人有病苦者,應當一心,為彼病人,常清淨澡漱,或食、或藥、或無蟲水、咒一百八遍,與彼服食,所有
        แล้วทรงประจักษ์ในความทุกข์ทรมานต่างๆ จากโรคาพาธมี ความซูบผอมซีดเซียว นิ้วมือเท้างอหงิก ไข้เหลือง” บ้างต้องคุณไสยอาถรรพ์ร้าย บ้างมีอายุสั้น บ้างมรณะก่อนเวลาอันควร จึงมีพุทธประสงค์จักยังให้โรคาพาธต่างๆสิ้นไป ยังปณิธานทั้งปวงได้สมมโนรถ
               ครั้นแล้ว พระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้นจึงทรงเจริญสมาธินามว่า สรวสัตวทุกข ภินทนา แลเมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว พระพุทธอุษณีษ์ ๕ ได้บังเกิดมหารัศมีโอภาสสว่างไสว ในระหว่างรัศมีนั้นแลได้ตรัสมหาธารณีว่า...
               นโม ภควเต ไภษชย คุรุ ไวฑูรย ปรภา ราชาย ตถาคตาย อรุหเต สมยก สมพุทธาย ตทยถา โอม ไภษชเย ไภษชเย ไภษชย สมุทคเต สวาหา
               เมื่อเพลาที่ตรัสมนตรานี้หว่างรัศมีอันโอภาสแล้ว มหาปฐพีดลก็กัมปนาทสั่นไหว บังเกิดเป็นมหารัศมีรุ่งเรืองไปทั่ว บรรดาโรคาพาธของหมู่สัตว์ทั้งปวงได้สูญสิ้น ได้รับความผาสุก สวัสดีโดยทั่วกัน
               *" โรคติดต่อร้ายแรงชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัส มียุงเป็นพาหะ ผู้ป่วยมักมีอาการเวียนและปวดศีรษะ คลื่นเหียน อาเจียน และปวดหลัง ไข้ขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว ชีพจรเต้นช้าลง ผิวและตาเหลือง อาจมีอันตรายถึงแก่ชีวิตภายใน ๖-๗ วัน
               * ตามศัพท์คือ อกาลมรณะ คือ ตายโหง, ตายร้าย
               ** คือ สมาธิที่ทำลายความทุกข์ของสรรพสัตว์
        ** หรือ อุณหิสในบาลี หมายถึงกรอบหน้าพระพักตร์, ก้อนพระมังสะหน้าพระเศียร ซึ่งเป็นอาการหนึ่งในอาการ ๓๒ ของพระพุทธเจ้า โดยมากทำเป็นเปลวเพลิง แสดงถึงพระปัญญาอันรุ่งโรจน์ ประติมากรรมฝ่ายมหายาน บางแห่งทำเป็นก้อนพระมังสะงอกขึ้นมาเหนือพระนลาตขึ้นไปเล็กน้อย
               病苦悉皆消滅。若有所求,志心念誦,皆得如是無病延年;命終之後,生彼世界,得不退轉,乃至菩提。
               是故曼殊室利!若有男子、女人,於彼藥師琉璃光如來,至心殷重,恭敬供養者,常持此咒,勿令廢忘」。
              「復次、曼殊室利!若有淨信男子女人,得聞藥師琉璃光如來應正等覺所有名號,聞已誦持。晨嚼齒木,澡漱清淨,以諸香花,燒香、塗香,作眾伎樂,供養形象。於此經典,若自書,若教人書,一心受持,聽聞其義。於彼法師,應修供養:一切所有資身之具,悉皆施與,勿令乏少。如是便蒙諸佛護念,所求願滿,乃至菩提」。
 ดูก่อนมัญชุศรี หากพบชาย หญิงผู้มีทุกข์จากโรค พึงมีจิตแน่วแน่ให้ผู้ป่วยไข้นั้นชำระ ร่างกายให้สะอาดอยู่เป็นนิจ นำอาหาร โอสถ หรือน้ำที่ปราศจากสิ่งสกปรก เสกด้วยคาถานี้ ๑๐๘ จบ พร้อมกับอาภรณ์และอาหารนั้น บรรดาทุกข์แห่งโรคก็จักดับสิ้นไป หากปรารถนาสิ่ง ใด แล้วภาวนาสาธยายด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ย่อมบรรลุได้ตามประสงค์ทุก ประการ จักเป็นผู้ไร้โรคาพาธเบียดเบียน อายุสิริวัฒนา เมื่อสิ้นอายุขัยแล้วในภายหลัง จักไป อุบัติยังศุทธิไวฑูรย์พุทธเกษตรแห่งนั้น มิเสื่อมถอยย้อนกลับตราบจนถึงพระโพธิญาณ
 ด้วยเหตุนี้ มัญชุศรี หากมีชาย หญิงผู้ถวายสักการะและนอบน้อมพระไภษัชยคุรุไวฑูรย ประภาตถาคตพระองค์นั้น ด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ก็พึงยึดมั่นในธารณีนี้ อย่าให้ลืม เลือนเสียหายเถิด
 ดูก่อนมัญชุศรี หากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ๖ เมื่อได้สดับพระนามต่างๆ ของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธะ เมื่อสดับแล้วก็ยึด มั่นภาวนา ยามอรุณรุ่งพึงขบเคี้ยวทนตกาษฐ์ ชำระกายาให้สะอาด แล้วนำมวลบุปผชาติมี กลิ่นหอม ร่ำสุคนธ์ (ประพรม)น้ำหอม บรรเลงมวลสังคีต เพื่อสักการะต่อพระพุทธปฏิมา อัน พระธรรมสูตรปกรณ์นี้ หากตนเองได้ขีดเขียน หากสอนผู้อื่นให้ขีดเขียน ได้น้อมรับปฏิบัติด้วย เอกจิต เมื่อสดับฟังอรรถะแห่งพระสูตรนี้แล้ว ได้ถวายกัปปิยภัณฑ์อันจำเป็นสำหรับกาย เป็น ทานต่อพระธรรมาจารย์ผู้สั่งสอนธรรมนั้นมิให้ขาดแคลนแล้วไซร้ เช่นนี้ จักยังให้พระพุทธเจ้า ทั้งปวงตามระลึกดูแล ยังปณิธานทั้งปวงให้สมบูรณ์พร้อม ตราบจนถึงพระโพธิญาณ
               คือ ผู้ศรัทธาด้วยปัญญา พิจารณารู้ถึงคุณประโยชน์อย่างมิสงสัยเคลือบแคลง มิเป็นผู้มีศรัทธาไม่บริสุทธิ์ เพราะอวิชชา ลุ่มหลงงมงาย
               คือ ไม้ใช้เคี้ยวเพื่อทำความสะอาดฟัน
               爾時、曼殊室利童子白佛言:「世尊!我當誓於像法轉時,以種種方便,令諸淨信善男子、善女人等,得聞世尊藥師琉璃光如來名號,乃至睡中亦以佛名覺悟其耳。
               世尊!若於此經受持讀誦。或復為他演說開示;若自書、若教人書;恭敬尊重,以種種華香、塗香、末香、燒香、花鬘、瓔珞、幡蓋、伎樂,而為供養;以五色綵,作囊盛之;掃灑淨處,敷設高座,而用安處。爾時、四大天王與其眷屬,及餘無量百千天眾,皆詣其所,供養守護。
               世尊!若此經寶流行之處,有能受持,以彼世尊藥師琉璃光如來本願功德,及聞名號,當知是處無復橫死;亦復不為諸惡鬼神奪其精氣,設已奪者,還得如故,身心安樂」。
 สมัยนั้น พระมัญชุศรีกุมารภูตะทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ข้าพระองค์ ขอปฏิญานว่าเมื่อกาลที่พระสัทธรรมเสื่อมถอยนั้น ข้าพระองค์จักใช้อุปายโกศลนานาประการ เพื่อยังให้กุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ได้สดับยลยินพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชย คุรุไวฑูรยประภาตถาคต แม้นในยามนิทราก็จักรู้สึกว่าได้ยินพระพุทธนาม
 ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า หากปฏิบัติยึดถือ อ่านท่องสาธยายในพระธรรมสูตรนี้ ๆ ประกาศสั่งสอนแก่บุคคลอื่น หากได้จารึกด้วยตนเอง ฤาสอนให้ผู้อื่นจารึก มีการเคารพนอบน้อมอย่างที่สุด บูชาด้วยมาลีที่มีกลิ่นหอม น้ำหอม ผงหอม ร่ำสุคนธ์ พวงมาลา สายสร้อยเกยู ธวัชฉัตรธง เครื่องดุริยางค์ดนตรีนานาชนิด ใช้ผ้าเบญจรงค์บรรจุพระสูตรนี้แล้วประดิษฐานไว้ยังที่บริสุทธิ์ บนอาสนะที่ยกสูงแล้วไซร้ ในเพลานั้น จตุเทวราชพร้อมเทวบริษัทและเทวนิกรอื่นจำนวน อนันตะร้อยพันจักมายังสถานที่แห่งนั้น เพื่อถวายสักการะและอารักขา
 ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า หากพระสูตรที่มีค่าดุจรัตนะนี้ได้แผ่กำจายไปยังสถานใด แล้วสามารถน้อมปฏิบัติตามความดีงามในมูลปณิธาน และได้สดับพระนามของพระโลกนาถเจ้า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตแล้วไซร้ พึงทราบเถิดว่าสถานแห่งนั้นจะไม่มีการมรณะก่อน เวลาอันควรอีกต่อไป แล จักไม่มีปีศาจร้ายทั้งปวงที่ฉุดคร่าดวงวิญญานนั้นอีก ผู้ที่ถูกฉุดคร่าไปแล้วย่อมหวนกลับคืนมาได้ดังเหตุนี้ กายแลใจจึงสุขศานติ
              佛告曼殊室利:「如是!如是!如汝所說。曼殊室利!若有淨信善男子、善女人等,欲供養彼世尊藥師琉璃光如來者,應先造立彼佛形像,敷清淨座而安處之。散種種花,燒種種香,以種種幢幡莊嚴其處。七日七夜,受八分齋戒,食清淨食,澡浴香潔,著清淨衣,應生無垢濁心,無怒害心,於一切有情起利益安樂,慈、悲、喜、捨平等之心,鼓樂歌讚,右遶佛像。復應念彼如來本願功德,讀誦此經,思惟其義,演說開示。隨所樂求,一切皆遂:求長壽,得長壽,求富饒,得富饒,求官位得官位,求男女得男女」。
             「若復有人,忽得惡夢,見諸惡相;或怪鳥來集;或於住處百怪出現。此人若以眾妙資具,恭敬供養彼世尊藥師琉璃光如來者,惡夢、惡相諸不吉祥,皆悉隱沒,不能為患。或有水、火、刀、毒、懸險、惡象、師子、虎、狼、熊、羆、毒蛇、惡蠍、蜈蚣、蚰蜒、蚊、虻等佈;若能至心憶念彼佛,恭敬供養,一切怖畏皆得解脫。若他國侵擾,盜賊反亂,憶念恭敬彼如來者,亦皆解脫」。
 ครั้งนั้น พระพุทธองค์รับสั่งกับพระมัญชุศรีว่า เป็นเช่นนั้นๆ ดังที่เธอได้กล่าว มัญชุศรี หากมีกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ปรารถนาจักถวายสักการะพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น พึงสร้างรูปปฏิมาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นขึ้นก่อน จัดเตรียมสถานที่บริสุทธิ์เพื่อประดิษฐานแล้วโปรยบุปผชาตินานาพรรณ ร่ำสุคันธชาตินานาชนิด ประดับสถานอลังการด้วยธงฉัตรนานาประการ เป็นเพลา ๗ ทิวาแลราตรีให้สมาทานอุโบสถศีล บริโภคอาหารบริสุทธิ์ ๔ ชำระกายให้หอม(เพราะความ)สะอาด สวมใส่อาภรณ์ที่ ใหม่และสะอาด พึงเกิดจิตมิเคลือบย้อมแปดเปื้อน ๓๙ จิตมิอาฆาตพยาบาท เกิดจิตที่ยังประโยชน์ต่อหมู่สัตว์ทั้งปวง จิตเมตตา กรุณา มุฑิตา อุเบกขาเสมอกัน แล้วบรรเลงดนตรี สรรเสริญ เวียนประทักษิณรอบพุทธปฏิมา พึงระลึกถึงความดีงามแห่งมูลปณิธานของพระ ตถาคตเจ้าพระองค์นั้นแล้วสังวัธยายพระสูตรนี้ โดยตรึกตรองอรรถะแห่งพระสูตรแล้วประกาศสั่งสอน เมื่อปรารถนาสิ่งใด ย่อมสมปรารถนาทุกประการ หากต้องการอายุยืนยาว ย่อมได้อายุยืนยาว ต้องการความมั่งคั่ง ย่อมได้ความมั่งคั่ง ต้องการบรรดาศักดิ์ ย่อมได้ บรรดาศักดิ์ ต้องการชายหญิง ย่อมได้ชายหญิงสมตามมโนจินต์
               หมายถึง อาหารที่ไม่มีเลือดเนื้อสรรพสัตว์อื่นเจือปน, อาหารเจ
               คือ จิตศรัทธาแท้จริง ไม่เคลือบย้อมด้วยความสงสัย,จิตอกุศล
「復次、曼殊室利!若有淨信善男子、善女人等,乃至盡形不事餘天,唯當一心,歸佛法僧,受持禁戒:若五戒、十戒,菩薩四百戒、苾芻二百五十戒,苾芻尼五百戒。於所受中或有毀犯,怖墮惡趣,若能專念彼佛名號,恭敬供養者,必定不受三惡趣生。
               或有女人,臨當產時,受於極苦;若能志心稱名禮讚,恭敬供養彼如來者,眾苦皆除。所生之子,身分具足,形色端正,見者歡喜,利根聰明,安隱少病,無有非人,奪其精氣」。
 หากมีผู้นิทราแล้วนิมิตร้าย ได้พบลักษณะชั่วร้ายทั้งปวง บ้างมีวิหคประหลาดมา ประชุมรวมกลุ่มกัน บ้างเกิดอาเภทแปลกประหลาดในเคหสถาน บุคคลนี้หากนำบรรดาเครื่อง สักการะชั้นเลิศ มาน้อมถวายพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นแล้ว ไซร้ สุบินร้ายและทุรลักษณ์อัปมงคลทั้งปวง จักมิปรากฏ มิอาจให้โทษภัย บ้างมีความหวั่นกลัว (ภัยจาก)อุทก อัคคี ศาตราวุธ โอสถพิษ ภัยประหลาด คชสารดุ สิงห์ พยัคฆ์ สุนัขป่า หมี อสรพิษ แมลงป่อง ตะขาบ แมงคาเรือง ยุง แมลงและเหลือบ หากสามารถน้อมระลึกถึง และถวายสักการะต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ ก็จักหลุดพ้น จากสรรพอันตรายได้ หากมีประเทศอื่นมารุกราน กรรโชกแย่งชิง เมื่อได้น้อมระลึกและถวายความเคารพต่อพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วไซร้ ก็จักหลุดพ้นได้เช่นกัน
 ดูก่อนมัญชุศรี หากกุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ ตลอดชีวิตมิได้ข้องเกี่ยวกับเทพ เจ้าอื่นใด มีเอกจิตเป็นหนึ่งต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รับสมาทานศีลสังวร อันมีศีล ๕ ศีล ๑๐ โพธิสัตวศีล ๔๐๐ ภิกษุศีล ๒๕๐ “ภิกษุณีศีล ๕๐๐ หากได้ละเมิดศีลเหล่านั้น แล้ว หวั่นเกรงจักตกสู่อบายภูมิ หากสามารถตั้งจิตระลึกถึงพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วถวายความเคารพสักการะแล้วไซร้ ย่อมมิต้องอุบัติยังอบายภูมิทั้ง ๓ อย่างแน่นอน
 ฤามีอิสตรีผู้ใกล้คลอด ได้รับทุกขเวทนาเป็นที่สุด หากสามารถสรรเสริญพระนาม ถวายความเคารพแลสักการะพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้นด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจแล้วไซร้ สรรพทุกข์ทั้งปวงจักมลายสิ้น บุตรที่ถือกำเนิดจะมีองคาพยพบริบูรณ์ รูปลักษณ์สง่างาม เป็นที่ยินดีแก่ผู้ได้ประสบ เฉลียวฉลาด เป็นสุขและมีโรคน้อย ปราศจากอมนุษย์ใดมาช่วงชิงดวงวิญญาณ ไปได้
               ๔๐ สัตว์ชนิดหนึ่งมีขา ๑๕ คู่ ตัวยาวประมาณ ๑ นิ้ว
               ภิกษุศีลของมหายานมี ๒๕๐ ข้อ จำแนกเป็นปาราชิก ๔ สังฆาทิเสส ๑๓ อนิตย ๒ นิสสัคคีย์ปาจิตตีย์ ๓๐ ปาจิตตีย์ ๙๐ (เถรวาทมี ๙๒) ปาฏิเทศนีย์ ๔ เสขิยะ ๑๐๐ (เถรวาทมี ๗๕) และอธิกรณ์สมถะ ๗
              爾時、世尊告阿難言:「如我稱揚彼世尊藥師琉璃光如來所有功德,此是諸佛甚深行處,難可解了,汝為信不?」
               阿難白言:「大德世尊!我於如來所說契經不生疑惑,所以者何?一切如來身語意業無不清淨。世尊!此日月輪可令墮落,妙高山王可使傾動,諸佛所言無有異也」。
              「世尊!有諸眾生,信根不具,聞說諸佛甚深行處,作是思惟:云何但念藥師琉璃光如來一佛名號,便獲爾所功德勝利?由此不信,還生誹謗。彼於長夜失大利樂,墮諸惡趣,流轉無窮!」
               佛告阿難:「是諸有情若聞世尊藥師琉璃光如來名號,至心受持,不生疑惑,墮惡趣者無有是處」。
 พระโลกนาถเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า ครั้นนั้น ดั่งที่ตถาคตได้พรรณนาถึงพระ คุณธรรมบารมีของพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น อันเป็นจริยา วัตรที่คัมภีรภาพแยบคายของพระพุทธเจ้าทั้งปวงที่เข้าใจได้ยากอยู่เช่นนี้ เธอมีความศรัทธา เชื่อมั่นหรือไม่
 พระอานนท์เถรเจ้าทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า ข้าพระองค์มิบังเกิดวิจิกิจฉาต่อพระ ธรรมคัมภีร์ทั้งปวงที่พระตถาคตเจ้าตรัสแสดงแล้ว ข้อนั้นเพราะเหตุดังฤๅ เพราะกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมของพระตถาคตทั้งปวงบริสุทธิ์ ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า อันดวงสุริยันและ จันทราอาจยังให้ตกลงได้ สุเมรุคิรีราชอาจยังให้พลิกคว่ำ แต่พระวจนะแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง มิอาจเปลี่ยนแปลง
 ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า มีบรรดาสรรพสัตว์ที่อินทรีย์คือศรัทธาไม่สมบูรณ์ เมื่อได้สดับ จริยาวัตรที่คัมภีรภาพของพระพุทธเจ้าทั้งปวงแล้ว ย่อมจักมีมนสิการเช่นนี้ว่า “เพียงได้ระลึก ถึงพระพุทธนามของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าพระองค์เดียว จักได้รับกุศลานิสงค์วิเศษปานฉะนี้ เลยหรือกระไร” ด้วยเหตุแห่งการไม่ศรัทธานี้ ยังให้เกิดการว่าร้าย บุคคลนี้ในยามค่ำคืนย่อม พลาดสูญประโยชน์สุขมหาศาล แล้วตกสู่อบายภูมิทั้งปวง เวียนว่ายอยู่มิจบสิ้น
               ** ประโยคนี้เปรียบได้ว่า สังสารวัฏนี้ คือยามค่ำคืนที่มืดมิด จะมีก็แต่แสงสว่างแห่งดวงจันทร์ คือพระพุทธธรรมที่ส่องแสงนำทาง
              「阿難!此是諸佛甚深所行,難可信解;汝今能受,當知皆是如來威力。
               阿難!一切聲聞、獨覺,及未登地諸菩薩等,皆悉不能如實信解,唯除一生所繫菩薩。
               阿難!人身難得;於三寶中,信敬尊重,亦難可得聞世尊藥師琉璃光如來名號,復難於是」。
              「阿難!彼藥師琉璃光如來,無量菩薩行,無量善巧方便,無量廣大願;我若一劫,若一劫餘而廣說者,劫可速盡,彼佛行願,善巧方便無有盡也!」
               พระพุทธองค์รับสั่งต่อพระอานนท์ว่า หมู่สัตว์ทั้งหลายหากสดับยลยินพระนามของ พระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต แล้วน้อมรับปฏิบัติด้วยความเป็นที่สุดแห่งใจ โดยมิเกิดวิจิกิจฉาเคลือบแคลง แล้วยังตกสู่อบายภูมิอีกย่อมเป็นไปมิได้ในสถานนี้
               ดูก่อนอานนท์ นี้คือพระจริยาวัตรที่คัมภีรภาพแยบคายของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อันหยั่งใจเชื่อได้ยาก การที่เธอสามารถน้อมรับได้นี้ พึงทราบเถิดว่าล้วนคือพลานุภาพแห่งพระตถาคตเจ้าบันดาลให้เป็นไป
               อานนท์ บรรดาสาวกปัจเจกโพธิ และโพธิสัตว์ทั้งหลายผู้ยังมิบรรลุถึงโพธิสัตวภูมิ ล้วนมิสามารถศรัทธาได้อย่างแท้จริง เว้นแต่เอกชาติปฏิพันธ์โพธิสัตว์เท่านั้น(ที่จักศรัทธา ได้อย่างแท้จริง)
               อานนท์ เป็นการยากที่จะมีกายแห่งมนุษย์ และมีศรัทธามั่นในพระรัตนตรัย แต่การได้สดับพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตนั้นเป็นเรื่องที่ยากยิ่งกว่า
 อานนท์ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ทรงบำเพ็ญโพธิสัตวจริยา จำนวนประมาณมิได้ ทรงใช้อุปายโกศลที่ชาญฉลาดจำนวนประมาณมิได้(ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์) ทรงมีมหาปณิธานที่ไพบูลย์จำนวนประมาณมิได้ หากตถาคตจักกล่าววิภาษาให้กว้างขวางออกไปเป็นเวลา ๑ กัลป์ หรือแม้ในกัลป์อื่นๆ ด้วยแล้วไซร้ กัลป์นั้นแลจะสิ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่ทว่าพระจริยาปณิธาน และพระอุปายโกศลของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นจักพรรณนาได้มิรู้หมดสิ้นเลย
               爾時、眾中,有一菩薩摩訶薩,名曰救脫,即從座起,偏袒一肩,右膝著地,曲躬合掌而白佛言:「大德世尊!像法轉時,有諸眾生為種種患之所困厄,長病贏瘦,不能飲食,喉脣乾燥,見諸方暗,死相現前,父母、親屬、朋友、知識啼泣圍繞;然彼自身臥在本處,見琰魔使,引其神識至於琰魔法王之前。然諸有情,有俱生神,隨其所作若罪若福,皆具書之,盡持授與琰魔法王。
               爾時、彼王推問其人,計算所作,隨其罪福而處斷之。時彼病人,親屬、知識,若能為彼歸依世尊藥師琉璃光如來,請諸眾僧,轉讀此經,然七層之燈,懸五色續命神旛,或有是處彼識得還,如在夢中明了自見。或經七日,或二十一日,或三十五日,或四十九日,彼識還時,如從夢覺,皆自憶知善不善業所得果報;由自證見業果報故,乃至命難,亦不造作諸惡之業。是故淨信善男子善女人等,皆應受持藥師琉璃光如來名號,隨力所能,恭敬供養」。
 สมัยครั้งนั้นแล ณ ท่ามกลางมหาชน ยังมีพระโพธิสัตว์มหาสัตว์พระองค์หนึ่งนามว่า อนุเคราะห์วิมุตติ ได้ลุกขึ้นจากอาสนะ ลดผ้าลงข้างหนึ่ง คุกชานุเบื้องขวาลงกับพื้นดิน ประณมกร แล้วทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า เมื่อกาลที่พระสัทธรรมเสื่อมถอย จักมีสรรพสัตว์ได้รับทุกข์ทรมานนานัปการ มากด้วยโรคซูบผอมอ่อนแอ มิสามารถดื่มกิน อาหารได้ ลำคอแห้งเหือด มองไปทิศใดให้พบแต่ความมืดมิด อันเป็นมรณลักษณะที่มาปรากฏยังเบื้องหน้า บิดามารดา ญาติพงษา มิตรสหาย กัลยาณมิตรต่างร่ำไห้อยู่รอบกาย ในสถานที่ กายแห่งตนนอนอยู่นั้นแล จักพบยมฑูตนำพาวิญญาณไปยังเบื้องหน้าพญายมราชผู้ทรงธรรม อันหมู่สัตว์ทั้งปวง ผู้มีวิญญาณเกิดขึ้นแล้ว จักกระทำสิ่งใดมิว่าบาปหรือคุณนั้นล้วนถูกบันทึกไว้โดยพญายมราชผู้ทรงธรรมทั้งสิ้น ๔๓
 ครั้นแล้ว ยมธรรมราชาจักตรัสถามผู้นั้นแล้วคำนวณผลแห่งบาปและบุญตามที่กระทำ มาแล้วจึงตัดสินตามนั้น ในเพลานั้น หากญาติและกัลยาณมิตรของผู้ป่วย สามารถน้อมพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเป็นสรณะแทนผู้ป่วยไข้นั้น โดยอาราธนาหมู่สงฆ์ มาสังวัธยายพระสูตรนี้ จุดประทีป ๗ ชั้น แขวนธงต่ออายุขัย ๕ สีแล้วไซร้ วิญญาณผู้นั้นอาจกลับมาอีกก็เป็นได้ ประดุจผู้ที่นิทราฝันไปแล้วได้สติรู้แจ้งด้วยตนเอง อาจผ่านไป ๗ วาร หรือ
            ความหมายคือ พญายมราช เป็นผู้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง ตัดสินชี้ขาดบุญและบาปด้วยความยุติธรรม ในรูปเคารพของมหายานบางแห่งจะถือกงล้อพระธรรมจักรไว้ในมือ หมายถึงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งธรรม (ความถูกต้อง) เป็นผู้ปกป้องพระศาสนา อีกชื่อว่า ธรรมราชา
               爾時、阿難問救脫菩薩曰:「善男子!應云何恭敬供養彼世尊藥師琉璃光如來?續命旛燈復云何造」?
               救脫菩薩言:「大德!若有病人,欲脫病苦,當為其人,七日七夜受持八分齋戒。應以飲食及餘資具,隨力所辦,供養苾芻僧。晝夜六時,禮拜行道,供養彼世尊藥師琉璃光如來。讀誦此經四十九遍,然四十九燈;造彼如來形像七軀,一一像前各置七燈,一一燈量大如車輪,乃至四十九日光明不絕。造五色綵旛,長四十九褶手,應放雜類眾生至四十九,可得過度危厄之難,不為諸橫惡鬼所持」。
 ๒๑ วาร หรือ ๓๕ วาร หรือ ๔๙ วาร เมื่อคราที่วิญญาณหวนกลับมา ก็ดุจตื่นจากความฝัน ตนเองย่อมเข้าใจในวิบากผลแห่งกุศลกรรมและอกุศลกรรมที่จักได้รับด้วยเหตุที่ตนเองได้ ประจักษ์มาแล้ว แม้นมีภัยถึงแก่ชีวาวาตย์ ก็จักมิกระทำอกุศลทั้งปวง ด้วยเหตุนี้ กุลบุตร กุลธิดาผู้มีศรัทธาบริสุทธิ์ จึงควรน้อมรับยึดมั่นในพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า แล ถวายความเคารพสักการะตามกำลังสามารถเถิด
 สมัยนั้น พระอานนท์เถรเจ้าได้กล่าวปุจฉาพระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนกุลบุตร พึงน้อมถวายความเคารพสักการะพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต พระองค์นั้นด้วยประการเช่นไรหนอ ธงต่ออายุขัยแลดวงประทีปนั้น แล จักประดิษฐ์ขึ้นโดยวิธีใดเล่า
 ๔๔ พระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์จึงกล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า หากมีผู้ป่วยไข้ปรารถนาพ้นจากโรคาทุกข์นั้น พึงให้ผู้นั้นสมาทานและรักษาอุโบสถศีลเป็นเวลา ๗ ทิวาราตรี พึงนำเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งอื่นๆ สุดแต่กำลังสามารถ ถวายต่อภิกษุสงฆ์ ทั้งทิวาราตรี 5 เพลา จงได้กระทำนมัสการเจริญมรรค ถวายสักการะต่อพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น สังวัธยายอ่านท่องพระธรรมสูตรนี้ ๔๙ จบ จุดประทีป ๔๙ ดวง สร้างรูปปฏิมาของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้นขึ้น ๗ พระรูป เบื้องหน้าของพระรูปหนึ่งๆ นั้น จงตั้งประทีป ๗ ดวง ประทีปดวงหนึ่งๆนั้นให้มีขนาดใหญ่เท่ากงล้อ (จุดถวาย)เป็นเวลา ๔๙ วันมิให้ดับแสงลง สร้างธงเบญจรงค์ยาว ๔๙ คืบฝ่ามือ และปลดปล่อยสรรพสัตว์ต่างๆตลอด ๔๙ วาร จึงจักผ่านพ้นทุร- วิบัติภัย ยังให้ปีศาจร้ายทั้งปวงมิอาจกระทำการ
               ** แบ่งเป็นช่วงเวลากลางวัน ๓ ช่วงคือ ๑) ยามตะวันขึ้น ๒) ยามเที่ยงวัน ๓)ยามตะวันตกดิน และกลางคืน ๓ ช่วง คือ ๑) ราตรียามแรก(ฟ้ามืด) ๒)ยามเที่ยงคืน ๓)ยามหลังเที่ยงคืน
              「復次、阿難!若剎帝利、灌頂王等,災難起時,所謂:人眾疾疫難,他國侵逼難,自界叛逆難,星宿變怪難,日月薄蝕難,非時風雨難,過時不雨難。彼剎帝利灌頂王等,爾時應於一切有情起慈悲心,赦諸繫閉。依前所說供養之法,供養彼世尊藥師琉璃光如來。
               由此善根及彼如來本願力故,令其國界即得安隱,風雨順時,穀稼成熟,一切有情無病歡樂。
               於其國中,無有暴惡藥叉等神惱有情者,一切惡相皆即隱沒;而剎帝利灌頂王等壽命色力,無病自在,皆得增益」。
              「阿難!若帝后、妃主,儲君、王子,大臣、輔相,中宮、綵女,百官、黎庶,為病所苦,及餘厄難;亦應造立五色神旛,然燈續明,放諸生命,散雜色花,燒眾名香;病得除愈,眾難解脫」。
 พระคุณเจ้าอานนท์ หากกษัตริย์ผู้อภิเษกเป็นราชาแห่งแคว้นนั้น เมื่อเพลาที่เกิดภัยพิบัติอันมีภัยจากโรคระบาด ภัยจากประเทศอื่นรุกราน ภัยจากคนภายในเป็นกบฏ ภัยจากนักษัตรประหลาดไป ภัยจากสุริยจันทรคลาส ภัยจากลมฝนมิถูกฤดู ภัยจากฝนมิตกต้องตามกาล อันกษัตริย์ผู้อภิเษกเป็นราชานั้น ในกาลนั้นพึงบังเกิดจิตเมตตากรุณาต่อหมู่สัตว์ทั้งปวง อภัยโทษผู้ถูกคุมขังแล้วดำเนินตามสักการวิธีที่กล่าวแล้วเบื้องต้น เพื่อถวายสักการะต่อพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้นเถิด
 ด้วยเหตุแห่งกุศลมูลนี้ และด้วยกำลังแห่งมูลปณิธานของพระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น จักยังให้แว่นแคว้นแห่งนั้นได้บรรลุถึงความผาสุก ลมและฝนต้องตามฤดูกาล พืชพรรณธัญญาหารและการกสิกรรมให้ผลสมบูรณ์ หมู่สัตว์ทั้งปวงจักไร้โรคภัย เกษมโสมนัสถ้วนหน้า
 ในประเทศนั้น จักปราศจากยักษ์ร้ายและเทวดาใจบาปผู้ก่อเวรให้หมู่สัตว์ อกุศลลักษณะทั้งปวงจักมลายหาย อีกกษัตริย์ผู้อภิเษกเป็นราชาแห่งแคว้นนั้นจักจำเริญด้วยอายุ วรรณะ พละ เป็นผู้มีสุขะเพราะไร้โรคา จักได้บรรลุถึงประโยชน์วัฒนายิ่งเช่นนี้แล
 พระคุณเจ้าอานนท์ หากมเหสี สนม รัชทายาท ราชบุตร มหาอำมาตย์ ขุนนาง นางใน ข้าราชการ ราษฎรทั้งปวงที่เป็นทุกข์จากโรคและภัยอื่นๆ ก็พึงสร้างธงเบญจรงค์ จุดดวงประทีปมิให้ดับ ปลดปล่อยสรรพชีวิต โปรยมวลมาลีหลากพรรณ ร่ำสุคันธชาติชั้นเลิศ โรคาพาธจึงถูกกำจัดหมดไป และล่วงพ้นภยันตรายทั้งปวง
               爾時,阿難問救脫菩薩言:「善男子!云何已盡之命而可增益」?
               救脫菩薩言:「大德!汝豈不聞如來說有九橫死耶?是故勸造續命旛燈,修諸福德,以修福故,盡其壽命不經苦患」。
               救脫菩薩言:「若諸有情,得病雖輕,然無醫藥及看病者,設復遇醫,授以非藥,實不應死而便橫死。
               又信世間邪魔、外道妖孽之師妄說禍福,便生恐動,心不自正,卜問覓禍,殺種種眾生,解奏神明,呼諸魍魎,請乞福祐,欲冀延年,終不能得。愚癡迷惑,信邪倒見,遂令橫死入於地獄,無有出期,是名初橫。
               ในเพลานั้น พระอานนท์ ปุจฉาพระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนกุลบุตร จักกระทำเช่นไรหนอ ให้อายุขัยที่หมดสิ้นแล้วได้ยืนยาวต่อไป
               พระอนุเคราะห์วิมุตติโพธิสัตว์ว่า พระคุณเจ้า ท่านมิเคยได้สดับพระตถาคตเจ้าตรัสถึง อกาลมรณะ ๙ ประการดอกหรือ ด้วยเหตุนี้จึงบังควรสร้างธงและประทีปแห่งความมีอายุวัฒนา บำเพ็ญกุศลทั้งปวง ด้วยเหตุที่บำเพ็ญกุศล จักยังให้เมื่อวายชนม์มิต้องทุกข์มรมาน
               พระอานนท์ว่า อกาลมรณะทั้ง ๙ ประการเป็นเช่นไรหนอ
               พระโพธิสัตว์ว่า หากหมู่สัตว์เป็นโรคแม้น้อยนิด แต่ไร้แพทย์ผู้รักษา ปราศจากโอสถและผู้พยาบาล แม้ได้พบแพทย์ แต่ได้รับโอสถที่ผิด ที่แท้ยังมิพึงสิ้นชีพแต่กลับต้องมรณะก่อนเวลาอันควร
               อีกประการยังมีผู้เลื่อมใสพาหิรมิจฉามาร ๔๕ ของโลก เมื่อได้ฟังคำลวงหลอกของครูผี เวทย์มนตร์ที่ทำนายโชคดีฤาร้ายแล้ว จึงยิ่งทวีความหวาดกลัว จิตมิอาจตั้งมั่นเป็นสัมมาอยู่ได้ เมื่อทำนายว่ามีเคราะห์ภัย จึงประหารชีวิตสัตว์อื่นๆ เพื่อสังเวยต่อเทพเจ้า แล้วเรียกเชิญภูติผี ปีศาจให้มอบวาสนาคุ้มครอง และความมีอายุยืนยาวที่สุดแล้วก็มิอาจได้ตามนั้น เพราะความ
               ** หมายถึง กลุ่มบุคคลที่อยู่นอกธรรมดีงามของพระศาสนา หรือเรียก “พาหิร หรือ นอกรีต” ซึ่งกระทำสิ่งที่ปราศจากธรรมอันดีงาม มีความหลงผิด จึงเรียก “มิจฉา” และชักนำให้ผู้อื่นหลงผิดตามไปด้วย จึงเรียกว่า “มาร”
               二者、橫被王法之所誅戮。三者、畋獵嬉戲,耽淫嗜酒,放逸無度,橫為非人奪其精氣。四者、橫為火焚。五者、橫為水溺。六者、橫為種種惡獸所噉。七者、橫墮山崖。八者、橫為毒藥、厭禱、咒詛、起屍鬼等之所中害。九者、饑渴所困,不得飲食而便橫死。
               是為如來略說橫死,有此九種,其餘復有無量諸橫,難可具說!
              「復次、阿難!彼琰魔王主領世間名籍之記,若諸有情,不孝五逆,破辱三寶,壞君臣法,毀於性戒,琰魔法王隨罪輕重,考而罰之。是故我今勸諸有情,然燈造旛,放生修福,令度苦厄,不遭眾難」。
               โง่เขลาลุ่มหลง มีมิจฉาศรัทธาและวิปลาสทิฐิ “๖ เป็นต้น เมื่อ(บุคคลนี้)ได้มรณะก่อนเวลาอันควรแล้วจักเข้าสู่นรกภูมิ ไร้ซึ่งกำหนดกาลหลุดพ้นออกมา นี้แลชื่อว่า อกาลมรณะประการ
แรก
               ประการที่ ๒ มรณะด้วยต้องราชอาญาประหารชีวิต
               ประการที่ ๓ ผู้ล่าสัตว์ มัวเมาในกามและสุรา ประมาทมิอาจฉุดช่วยได้ จึงต้องมรณะ เพราะอมนุษย์มาฉุดคร่าดวงวิญญาณ
               ประการที่ ๔ มรณะด้วยเพลิงเผาผลาญ
               ประการที่ ๕ มรณะด้วยจมชลชาติ
               ประการที่ ๖ มรณะด้วยสัตว์ร้ายต่างๆ กัดกิน
               ประการที่ ๗ มรณะด้วยพลัดตกจากภูผา
               ประการที่ ๘ มรณะด้วยต้องโอสถพิษ ยาเบื่อ เวทย์มนตร์และภัยจากการปลุกภูติผี
               ประการที่ ๙ ผู้หิวกระหายด้วยเพราะอดอยาก มิได้ดื่มกินอาหารจนมรณะ
               為如來略說橫死,有此九種,其餘復有無量諸橫,難可具說! นี้คือการมรณะก่อนเวลาอันควร ที่พระตถาคตเจ้าทรงแสดงไว้โดยสังเขป ๙ ประการ ซึ่งยังมีมรณะประเภทต่างๆอีกหาจำนวนมิได้ อันจะกล่าวให้ครบถ้วนได้ยาก
               ** มิจฉาศรัทธา คือ การเชื่อถือในสิ่งผิด ที่ไม่เป็นประโยชน์มีแต่โทษสถานเดียวไม่เป็นเหตุปัจจัยสู่การพ้นทุกข์ วิปลาสทิฐิ คือ ความเห็นที่ผลิกผัน เห็นผิดเป็นชอบ เห็นชอบเป็นผิด เช่นการลุ่มหลงงมงาย การทำร้ายสัตว์อื่น(บาป) เพื่อตนเองได้รับพร(บุญ) เช่นการฆ่าสัตว์เพื่อบูชาเทพเจ้าและบรรพบุรุษ เป็นต้น
               คือ น้ำ
               ** ในข้อนี้มีความหมาย ๒ นัยยะ คือ ๑) ผู้ที่ต้องมรณะด้วยการถูกผู้อื่นกระทำ และ ๒) ผู้ที่ปลุกภูติผีเป็นผู้มรณะเสียเอง
              爾時、眾中有十二藥叉大將,俱在會坐,所謂:宮毘羅大將,伐折羅大將,迷企羅大將,安底羅大將,頞你羅大將,珊底羅大將,因達羅大將,波夷羅大將,摩虎羅大將,真達羅大將,招杜羅大將,毘羯魔大將:此十二藥叉大將,一一各有七千藥叉,以為眷屬。
               同時舉聲白佛言:「世尊!我等今者蒙佛威力,得聞世尊藥師琉璃光如來名號,不復更有惡趣之怖。我等相率,皆同一心,乃至盡形歸佛法僧,
 ข้าแต่พระคุณเจ้าอานนท์ ก็พญายมราชาธิบดีผู้บันทึกรายชื่อของสัตว์โลก หากมีหมู่สัตว์ที่ทรยศ อกตัญญู ก่ออนันตริยกรรม “๙ ให้ร้ายดูหมิ่นพระรัตนตรัย ละเมิดกฎหมายของผู้ปกครอง ทำลายศีลาจาร พญายมผู้เป็นเจ้าแห่งธรรมจักพิจารณากรรมที่หนักเบา แล้วตัดสิน โทษทัณฑ์ตามนั้น เหตุนี้เราจึงขอให้หมู่สัตว์ทั้งปวง จุดประทีป ประดิษฐ์ธงทิว ปลดปล่อยชีวิตสัตว์อื่นเพื่อบำเพ็ญกุศล จึงจักล่วงพ้นทุกข์ภัย และมิต้องประสบกับเคราะห์กรรมทั้งปวง
               มหาเสนาบดี๑ อนิละมหาเสนาบดี๑ ศัณฑิละมหาเสนาบดี๑ อินทระมหาเสนาบดี๑ ปัญชระ
               มหาเสนาบดี ๑ มโหรคะมหาเสนาบดี๑ กินนระมหาเสนาบดี๑ จตุระมหาเสนาบดี๑ วิกราละมหาเสนาบดี๑๕ ซึ่งมหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตนนี้ ล้วนมียักษบริวารตนละ ๗,๐๐๐ ตน ๕๑
               (มหายักษ์เสนาบดี)ได้กราบทูลสมเด็จพระพุทธองค์พร้อมกันว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า เหล่าข้าพระองค์ทั้งผอง บัดนี้เพราะได้พระพุทธเดชานุภาพปกป้อง ยังให้ได้สดับพระนามแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต จึงมิต้องหวั่นเกรงอบายภูมิอีกต่อไป ปวงข้า
           ** กรรมอันร้ายแรงที่สุดของพระพุทธศาสนา ๕ อย่างคือ ๑) ปิตุฆาต ฆ่าพ่อ ๒)มาตุฆาต ฆ่าแม่ ๓)อรหันตฆาต ฆ่าพระอรหันต์ ๔) สังฆเภท ทำลายสงฆ์ ให้แตกกัน ๕)โลหิตุปบาท การทำร้ายพระพุทธเจ้าจนห้อพระโลหิตขึ้นไป และยังมีกรรมอีก ๕ ประการที่ร้ายแรงเทียบเท่าอนันตริยกรรม คือ ๑) ประทุษร้ายหญิงที่เป็นพระอรหันต์ ๒)ฆ่าพระโพธิสัตว์ที่ดำรงอยู่ในนิตยภูมิ(คือผู้ไม่เสื่อมถอยจากพระโพธิญาณ) ๓)ฆ่าพระเสขะบุคคล(พระอริยะบุคคล อื่นๆ ที่ยังไม่บรรลุอรหันตผล) ๔) ลักของสงฆ์ ๕)ทำลายพระสถูป
          ** มหายักษ์ ๑๒ ตนนี้ มีคือนักษัตรทั้ง ๑๒ ของมนุษย์โดยมีนัยยะว่า สรรพสัตว์ทั้งปวงล้วนถูกมหายักษ์ทั้ง ๑๒ นี้ หรือคือวัฏฏสงสารที่วนเวียนอยู่ไม่ จบสิ้น ประดุจนักษัตรจักราศี ที่กลืนกินอายุขัยให้น้อยลงอยู่ตลอดเวลา หากได้พ้นจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวงแล้ว จึงจักพ้นจากการกลืนกินของพญายักษ์เหล่านี้ รูปเคารพของมหายานจะสร้างเป็นรูปพญายักษ์ดุดัน บนศีรษะหรือเท้าจะมีรูปสัตว์ประจำนักษัตรทั้ง ๑๒ ไว้ตนละชนิดเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้ทราบ บางแห่งจะสร้างเป็นร่างมนุษย์ ๑๒ คนแต่มีศีรษะเป็นนักษัตรทั้ง ๑๒ แตกต่างกันไป
               ** มหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ มียักษบริวารตนละ ๗,๐๐๐ นั้นหมายถึงพระธรรมของพระพุทธเจ้าที่คอยช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ ประการ (ธรรมขันธ์) เพราะเมื่อนำ ๑๒ คูณ ๗,๐๐๐ จะได้ ๘๗,๐๐๐ พอดี ๒๓
               誓當荷負一切有情,為作義利,饒益安樂。隨於何等村城圍邑,空閑林中,若有流布此經,或復受持藥師琉璃光如來名號恭敬供養者,我等眷屬衛護是人,皆使解脫一切苦難,諸有願求悉令滿足。或有疾厄求度脫者,亦應讀誦此經,以五色縷,結我名字,得如願已,然後解結」。
               爾時、世尊讚諸藥叉大將言:「善哉!善哉!大藥叉將!汝等念報世尊藥師琉璃光如來恩德者,常應如是利益安樂一切有情」。
               爾時、阿難白佛言:「世尊!當何名此法門?我等云何奉持?」佛告阿難:此法門名說藥師琉璃光如來本願功德;亦名說十二神將饒益有情結願神咒;亦名拔除一切業障;應如是持」!
               พระองค์ล้วนมีเอกจิตเสมือนกันว่า ตราบนี้ไปจนสิ้นชีพสังขารจักมั่นในพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆเจ้าเป็นที่พึ่ง
 ขอประกาศปณิธานว่าจักแบกรับหมู่สัตว์ทั้งปวง จักกระทำคุณธรรมความดีอันเป็นประโยชน์และความผาสุกสวัสดี(แก่หมู่สัตว์ทั้งปวง) หากสถานแห่งใด ในสถานคามนิคม ชนบท ราชธานี ในที่โล่งเปล่าฤาวนาสนฑ์ หากมีพระธรรมสูตรนี้แผ่ไปถึง มีผู้น้อมรับยึดถือพระนามของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้าและน้อมบูชาด้วยความเคารพแล้วไซร้ ข้าพระองค์พร้อมบริวารจักตามอารักขาผู้นั้น ให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งปวง ความปรารถนาต่างๆ จักบริบูรณ์พร้อม หากผู้มีโรคภัยต้องการให้ช่วยเหลือแล้วไซร้ พึงสังวัธยายพระสูตรนี้ แล้วนำด้ายเบญจรงค์มาผูกเป็นปมอักษรชื่อพวกข้าพระองค์ เมื่อได้สมปณิธานแล้วจึงค่อยคลายปมนั้นออก
               ครั้งนั้น สมเด็จพระโลกนาถเจ้าได้ตรัสสรรเสริญ มหายักษ์เสนาบดีทั้งหลายว่า สาธุ สาธุ มหายักษ์เสนาบดี เธอทั้งหลายเป็นผู้รู้สำนึกจักตอบแทน พระมหากรุณาธิคุณแห่งพระโลกนาถเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต จึงสมควรยังหิตประโยชน์ สุขศานติแก่หมู่สัตว์ทั้งหลายโดยเนืองนิจเช่นนี้เถิด
               เมื่อนั้น พระอานนท์ได้กราบทูลพระพุทธองค์ว่า ข้าแต่พระโลกนาถเจ้า อันพระธรรมกถานี้จักมีนามว่ากระไร หมู่ข้าพระองค์จักยึดถือเช่นไร พระพุทธเจ้าข้า
            ** มีนัยยะคือ ถ้าผู้ใดปฏิบัติบูชาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ก็จักรอดพ้นภยันตรายจากดวงชะตาและจักรราศี เพราะพญายักษ์ให้การปกป้องคุ้มครอง ดังนั้น ชาวพุทธมหายาน จึงนิยมภาวนาพระนามและธารณีของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า ในพิธีสืบอายุและงานมงคลต่างๆ ا
               時薄伽梵,說是語已,諸菩薩摩訶薩,及大聲聞,國王、大臣、婆羅門、居士、天龍、藥叉、健達縛、阿素洛、揭路荼、緊捺洛、莫呼洛伽、人、非人等一切大眾,聞佛所說,皆大歡喜,信受奉行。
 มีพระพุทธดำรัสว่า ธรรมกถานี้มีนามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธาน สูตร์” แลอีกนาม คือ ทวาทศมหายักษสัตตวารถกริยาปณิธานศักดามนต์“ แล อีกนามคือปหารสรววิปากกรรมสมุทเฉท์ พึงยึดถือเช่นนี้ ก็โดยอภิสมัยครั้งนั้น เมื่อสมเด็จพระภควันต์ตรัสพระพุทธพจน์นี้จบลง บรรดาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ และมหาสาวก ราชาธิราช มหาอำมาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต เทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสุร ครุฑ กินนร มโหราค มนุษย์และอมนุษย์ทุกหมู่เหล่า ที่ได้สดับยลยินพระพุทโธวาทนี้ ล้วนพากันบังเกิดมหาโสมนัสร่าเริงยินดี แล้วมีศรัทธาน้อมรับใส่เกล้ากระหม่อม เพื่อปฏิบัติสืบไป...
จบ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตปูรวปณิธานสูตร
               ** คือ พระสูตรที่ว่าด้วยกุศลแห่งมูลปณิธานของพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตเจ้า
               ** คือ การกล่าวถึงธารณีมนตร์ของมหายักษ์เสนาบดีทั้ง ๑๒ ตนที่ร่วมมีปณิธานจักยังประโยชน์แก่สรรพชีวิต
               ** คือ การถอดถอนทำลายซึ่งวิบากกรรมทั้งปวง(ชื่อพระสูตรทั้ง ๓ นี้ได้แปลตามอักษรจีน

15 กันยายน 2568

Oshi no Ko: The Final Act (2025) เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ บทสุดท้าย

   เรื่องราวของ โกโร่ อามามิยะ นายแพทย์หนุ่มที่กลับมาเกิดใหม่เป็น “อความารีน” หรือ “อควา” ลูกของ “ไอ โฮชิโนะ” นักร้องสาวไอดอล แห่งวง "B-Komachi" ที่เขาชื่นชอบระดับยกให้เป็นโอชิ เขาและน้องสาว รูบี้ ซึ่งชาติที่แล้วเธอเองก็คือ ซารินะ เทนโดจิ คนไข้ในการดูแลของนายแพทย์โกโร่ที่เธอเองก็เป็นแฟนคลับของไอเช่นกัน สองพี่น้อง อควากับรูบี้ ได้ใช้ชีวิตกับโอชิของตัวเองได้เพียงไม่นาน ไอก็ถูกแฟนคลับคลั่งตามมาแทงเสียชีวิต และทำให้อควาปฏิญาณว่าจะตามล่าหาคนที่วางแผนให้ได้
   สำหรับแฟนคลับของ อาชูริน ห้ามพลาด “Oshi no Ko -The Final Act” เด็ดขาด!! เพราะหลังจาก EP01 ที่เราได้ดู อาชูริน กันเต็ม ๆ แต่หลังจากนั้นก็โผล่มาแว๊บ ๆ เท่านั้น ทว่า ใน “เกิดใหม่เป็นลูกโอชิบทสุดท้าย” เราจะได้ดูอาชูรินกันแบบจัดหนัก ดูกันให้ฟินไปเลย!!
   ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ อย่าง นางิสะ ไซโตะ (รับบท รูบี้), นาโนกะ ฮาระ (รับบท อาริมะ คานะ) และ อาโนะ (รับบท เมม-โจะ) ที่สวมบทบาทเป็น 3 เมมเบอร์วง B-Komachi ยุคใหม่ ก็ถือเป็นสีสันของหนังที่ขาดไม่ได้ 2 ฉากการแสดงใหญ่บนเวทีของ B-Komachi รุ่นใหม่ ถือเป็นไฮไลต์ที่ห้ามพลาด โดยเฉพาะฉากการเชียร์แท่งไฟของเหล่าแฟนคลับในคอนเสิร์ต ที่น่าตื่นตาตื่นใจสุด ๆ น่าเสียดายที่บทของ นาโนกะ, อาโนะ และอีกหนึ่งนักแสดงคุณภาพ มิซูกิ คายาชิมะ จะมีน้อยไปหน่อย 
   เพลง SHINING SONG ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความประทับใจ เพราะเราจะได้ฟังเสียงและดูการแสดงของอดีต 2 ไอดอล อาโนะ ที่เคยเป็นไอดอลวง You’ll Melt More! และ นางิสะ ไซโตะ เคยเป็นไอดอลวง =LOVE
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
   หลังจากเหตุการณ์พลิกผันในตอนจบของซีรีส์ นำไปสู่การเผชิญหน้าอันแสนเจ็บปวด Oshi no Ko -The Final Act พาเราก้าวเข้าสู่องก์สุดท้ายของเรื่องราวการล้างแค้นที่เดิมพันด้วยชีวิต และความจริงอันน่าสะพรึงกลัว อควอและรูบี้ ฝาแฝดผู้แบกรับอดีตอันขมขื่นของไอดอลผู้เป็นแม่ “ไอ” ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังโศกนาฏกรรมทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่ใครอื่น แต่กลับเป็นบุคคลที่พวกเขาคาดไม่ถึง และใกล้ชิดกว่าที่คิด
   ขณะที่ อควอ มุ่งมั่นในการตามล่าหาความจริง รูบี้เองก็ต้องเผชิญกับการเติบโตในเส้นทางไอดอลที่เต็มไปด้วยความท้าทาย และความกดดัน ความฝันที่จะเปล่งประกายบนเวทีกลับกลายเป็นบททดสอบอันหนักหน่วง เมื่ออดีตตามหลอกหลอน และความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องฝาแฝดก็ถูกท้าทายด้วยความลับ และความเข้าใจผิด การแสดงอารมณ์ของนักแสดงในภาคนี้ ทำได้อย่างลึกซึ้งและสมจริง จนผู้ชมสามารถสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด ความสับสน และความหวังที่ริบหรี่ของพวกเขา
   ฉากไคลแม็กซ์ที่เป็นการเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่าง อควอมารีน กับ ฆาตกร เต็มไปด้วยความตึงเครียด ความโกรธแค้น และความเสียใจ การเปิดเผยความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์ในอดีต ทำให้เราสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดได้ แต่สุดท้ายแล้ว แม้ตอนจบจะดีกว่าในมังงะ ทว่า ก็ยังคงหนีไม่พ้นคำว่า “ตกม้าตาย” อยู่ดี... สามารถติดตามต่อได้ที่ :

   ขณะที่ ไคโตะ ซากุราอิ กับบทพระเอก “อความารีน” ที่การแสดงหนังเรื่องนี้ต้องใช้พลังมากเป็นพิเศษ เพราะเน้นไปที่การไล่ล่าและล้างแค้น พูดง่าย ๆ ว่าทุกฉาก อควา มาเต็มมาเข้มตลอด ไม่มีให้พักเลย และหนุ่มไคโตะก็ทำได้ยอดเยี่ยม 
   สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านมังงะ ไม่เคยดูอนิเมะ ไม่เคยดูซีรีส์ไลฟ์แอ็คชั่นของ “Oshi no Ko : เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ” หรือดูไม่จบยกมือยอมแพ้ไปก่อน ไม่ต้องกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น คุณสามารถดูหนังเรื่องนี้เข้าใจได้ตั้งแต่ต้นยันจบ เพราะหนังเล่าเรื่องตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงอวสาน แม้จะไม่สมบูรณ์ครบถ้วน แต่เข้าใจแน่นอน ส่วนคนที่ดูมาหมดแล้ว แต่ซื้อตั๋วเข้าไปดูหนัง เพราะอยากดูตอนจบที่ไม่เหมือนมังงะ และกังวลว่าหนังจะน่าเบื่อ เพราะทุกอย่างดูมาหมดแล้ว ก็ขอให้สบายใจ เนื่องจากหนังมีการใส่ฉากที่เราไม่เคยเห็นในซีรีส์ไลฟ์แอ็คชั่นมาก่อน เพิ่มเข้ามาอยู่พอสมควรเลย
   “Oshi no Ko -The Final Act : เกิดใหม่เป็นลูกโอชิบทสุดท้าย” เรื่องราวของ “โกโร่ อามามิยะ” นายแพทย์หนุ่มที่กลับชาติมาเกิดใหม่เป็น “อความารีน” ลูกของ “โฮชิโนะ ไอ” ไอดอลสาวตัวท็อปแห่งวง “B-Komachi” ที่เขาชื่นชอบระดับยกให้เป็นคามิโอชิ เขาและน้องสาว “รูบี้” ที่ชาติก่อนเธอเองก็คือ “ซารินะ เทนโดจิ” คนไข้ในการดูแลของนายแพทย์โกโร่ ที่เป็นแฟนคลับของไอเช่นกัน 2 พี่น้อง “อควา-รูบี้” ได้ใช้ชีวิตกับโอชิของตัวเองเพียงไม่นาน ไอก็ถูกแฟนคลับคลั่งตามมาแทงเสียชีวิต ทำให้ อควา ปฏิญาณตนว่า จะตามล่าหาคนที่วางแผนทำให้ไอตาย มาลงโทษให้จงได้
   ตอนที่มีข่าวว่า “เกิดใหม่เป็นลูกโอชิ” จะกลายเป็นไลฟ์แอ็คชั่น แฟน ๆ ก็ตื่นเต้นกันสุด ๆ ลุ้นว่าจะแคสต์ใครมาเล่น แม้จะขัดใจบางคน แต่สุดท้ายการแคสต์ครั้งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ถูกต้องและเกือบสมบูรณ์แบบ โดยเฉพาะ “อาสึกะ ไซโตะ” หรือ “อาชูริน” อดีตเมมเบอร์ตัวท็อปของวงไอดอลดังญี่ปุ่น Nogizaka 46 ที่รับบทตัวละครสุดสำคัญของเรื่อง “โฮชิโนะ ไอ” ตอนแรกบางคนอาจรู้สึกว่า พลังดาเมจของอาชูรินยังไม่เทียบเท่าไอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป จนมาถึงบทสุดท้ายของ Oshi no Ko กับภาพยนตร์ตอนอวสาน “Oshi no Ko -The Final Act : เกิดใหม่เป็นลูกโอชิบทสุดท้าย” ที่เราจะรีวิวกันในครั้งนี้ ภาพจำถึงไอของทุกคน ก็กลายเป็นภาพของ อาชูริน ไปโดยไม่รู้ตัว และอาสึกะซังยังสามารถคว้ารางวัล Newcomer of the Year จาก Japan Academy Film Prize ครั้งที่ 48 จากหนังเรื่องนี้มาครองได้อีกด้วย

12 สิงหาคม 2568

พ่อมดและแม่มด มนต์ดำ ศาสตร์เวทมนตร์ (Magic)

ที่มา : บทความ : โดย https://amorerana.com/articles/detail/Magic#google_vignette
          “Magic” หรือเวทมนตร์ เป็นศาสตร์วิธีการควบคุมธรรมชาติของโลก รวมทั้งเหตุการณ์ วัตถุ และปรากฏการณ์ทางกายภาพอื่นๆ ผ่านวิธีการที่ลึกลับเหนือธรรมชาติ ด้วยพิธีกรรมที่ซับซ้อน และใช้เวลาอันยาวนาน ความแข็งแกร่งของเวทมนตร์ของแม่มด มักได้รับมาจากการทำสมาธิ การสร้างมโนภาพ และความเข้มข้นของจินตนาการ ในขณะที่แหล่งพลังงานของแม่มด  มักมาจากสามแหล่งใหญ่ๆ คือ
               1.อำนาจส่วนบุคคล เป็นอำนาจที่อยู่ภายในร่างกายของมนุษย์ทุกคน ที่ได้รับมาจากการฝึกฝนอย่างยาวนานด้วยตัวเอง
               2.อำนาจของโลก เป็นอำนาจที่อยู่ภายในดาวเคราะห์ และวัตถุต่างๆที่มีอยู่ในธรรมชาติ ได้แก่ หิน ต้นไม้ ลม ไฟ น้ำ คริสทัล น้ำมัน และกลิ่น เป็นต้น
               3.พลังอำนาจของพระเจ้า เป็นอำนาจทางจิตวิญญาณที่ต้องติดต่อผ่านช่องทางพิเศษ ด้วยการสร้างสัมพันธ์กับเทพธิดา หรือพระเจ้า ในขณะที่แม่มดดำ มักทำการติดต่อเพื่อขออำนาจจากพระเจ้าแห่งความมืด
 ตลอดประวัติศาสตร์ แม่มดต่างต้องเผชิญหน้ากับการกดขี่ข่มเหง เพราะความเข้าใจผิดต่างๆ เกี่ยวกับการใช้คาถาที่ดูลึกลับ แต่อย่างไรก็ตาม คาถาของแม่มดนั้น ไม่จำเป็นที่จะต้องชั่วร้าย หรือสร้างความเสียหายให้เกิดอันตรายกับผู้อื่นเสมอไป ที่สำคัญ ข้อกล่าวหาที่มักยกมาอ้างว่า เวทมนตร์ของแม่มดเป็นอันตราย มักเป็นเรื่องที่เลื่อนลอยไร้สาระ แถมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน คนส่วนใหญ่หวาดกลัวแม่มดอย่างไร้เหตุผล รวมเข้ากับความวิตกจากเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ที่บังเอิญเกิดขึ้นในสังคม ณ ช่วงเวลานั้น เท่านั้น
จุดกำเนิดของเวทมนตร์ (Magic) “เวทมนตร์” เป็นคำที่เกิดขึ้นมาจากลัทธิลึกลับใน “hoi mystikoi” ที่เกิดขึ้นในสมัยกรีก-โรมัน ผู้ที่ได้เข้าร่วมพิธีกรรมทั่วไป และพิธีกรรมลับ ที่ถูกเรียกว่า "TA mystika" ประเพณีปรัชญาโบราณ ของพิทาโกรัส และเพลโต สามารถเข้าถึง รวมไปถึงพิจารณาความลึกลับของธรรมชาติ เพราะเชื่อกันว่า “ความจริง” เป็นสิ่งที่มากเกินกว่าความเข้าใจ การรับรู้ และปัญญาของมนุษย์ ดังนั้น เวทมนตร์ จึงได้ถูกนำมาใช้ในการอธิบายเรื่องราวต่างๆที่ยังครุมเครือไม่ชัดเจน หรือวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถทำการพิสูจน์ อธิบายได้ นั่นเอง 
               เวทมนต์(Magic) เป็นคำเรียก ที่มีความหมายโดยรวมของเวทมนต์คาถา ไสยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เป็นพลังอำนาจบางอย่างที่ถือครองโดยมนุษย์ ดลบันดานให้เกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเหล่าต่างๆขึ้นมา ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้เวทมนตร์ กลายเป็นสิ่งที่สิ่งลี้ลับที่อยู่เหนือความเข้าใจของผู้คน ในยุคสมัยที่วิทยาศตร์ยังอ่อนแอ เวทมนตร์จึงมีอำนาจที่แรงกล้าเหนือความเชื่อ ทรงพลัง และน่าเกรงขามราวกับภัยพิบัติธรรมชาติ ไม่มีการบันทึกเอาไว้ว่าเวทมนต์ถือกำเนิดมาได้อย่างไร แต่เชื่อกันว่ามันกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน พร้อมๆกับมนุษย์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ มนุษย์ที่ยังโง่เขลาเบาปัญญา เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าภัยพิบัติจากธรรมชาติ ล้วนแล้วเกิดขึ้นจากอารมณ์โกรธเกรี้ยวของธรรมชาติ ที่เปลี่ยนแปลงเหมือนกับอารมณ์ของมนุษย์
               ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแม่น้ำไหลเชี่ยวอย่างรุนแรงเข้าทำลายที่อยู่อาศัยของเผ่า ชาวเผ่าเหล่านี้ก็จะใช้ตัวเองเป็นที่ตั้ง โดยเข้าใจไปเองว่าแม่น้ำคงจะโมโหหิว จึงได้มีการโยนเสบียงอาหารลงไปในแม่น้ำ เพื่อช่วยบรรเทาความหิว ลดความโกรธของแม่น้ำให้น้อยลง หรือทำการร่วมกันกู่ร้องในขณะที่เกิดสุริยุปราคาเพราะเชื่อว่าจะ เสียงกู่ร้องดังๆ สามารถช่วยขับไล่ความมืดมิดออกไปจากดวงอาทิตย์ได้  เป็นต้น
   ความเชื่อเหล่านี้ กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของ “พิธีกรรม” ในช่วงแรกๆทุกคนในเผ่าจะมาร่วมทำพิธีกรรมร่วมกัน แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆเข้า สังคมมีความเจริญมากขึ้น ภาระหน้าที่ของทุกคนในสังคมเองก็มีมากขึ้นตามไปด้วย ทำให้หน้าที่ในการทำพิธีกรรมตกไปอยู่กับคนเพียงคนเดียว ทำให้ “นักเวทมนตร์” ถือกำเนิดขึ้นมาในที่สุด นักเวทมนตร์ มักถูกคัดเลือกจากคนที่เฉลียวฉลาด ไหวพริบดี มีอายุมากที่สุดของกลุ่ม หรือในบางครั้ง อาจจะเป็นตำแหน่งการสืบทอดจากบรรพบุรุษจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ตำแหน่งของนักเวทย์ แม้แต่หัวหน้าเผ่าที่เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด ก็ยังต้องให้ความเคารพยำเกรง และมาขอคำปรึกษาก่อนการออกล่าสัตว์ หรือการออกรบ
   นักเวทมนต์ในยุคแรกๆ มักใช้เวทมนต์ในด้านดี และมีประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นนักเวทมนต์ขาว นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เป็นหมอ คอยรักษาลูกเผ่าด้วยความรู้ด้านยาสมุนไพรต่างๆที่ได้รับการถ่ายทอดมากจากนักเวทมนต์รุ่นก่อนๆ หรือการเยียวยาความเจ็บป่วย บาดแผล ด้วยเวทมนต์โดยการทำพิธีกรรมอัญเชิญวิญญาณฝ่ายดี และเหล่าเทวดามาช่วยในการรักษา รวมไปถึงปกป้องคุ้มครองเหล่านักรบที่กำลังจะเดินทางไปสู่สนามรบ เป็นต้น
   เมื่อเวลาผ่านไป เวทมนตร์บางคนที่ความโลภเข้าครอบงำ ได้เริ่มมีการนำเวทมนต์ไปใช้ในด้านมืด ด้วยการจ้างวานโดยมีผลประโยชน์ต่างๆตอบแทน เพื่อให้นักเวทย์ประกอบพิธีกรรม อันมุ่งร้ายหมายทำลายชีวิตผู้อื่นเพื่อผลประโยชน์ต่างๆ เช่น ถ้าอยากครอบครองภรรยาของผู้อื่น วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือทำให้หล่อนเป็นหญิงม่ายเสียก่อน เป็นต้น ทำให้เหล่านักเวทมนต์ดำ เริ่มเห็นช่องทางในการได้มาซึ่งผลประโยชน์ ชื่อเสียง และของกำนัล จนทำให้เส้นทางในการใช้เวทมนตร์ตกลงสู่เส้นทางเสื่อมในที่สุด
   เดิมที่เวทมนต์นั้นเกิดขึ้นจากการยืมพลังจากวิญญาณฝ่ายดี หรือเหล่าวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในธรรมชาติเพื่อช่วยเหลือผู้คน แต่เมื่อต้องการทำร้ายผู้คน นักเวทมนต์ดำจึงได้หันไปนับถือปีศาจ เพื่อให้สามารถยืมพลังจากเหล่าวิญญาณที่ชั่วร้ายกร้าวราว กระหายเลือด ที่จะทำร้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีอำนาจมากขึ้น นักเวทมนต์ดำหลายคนที่ลุ่มหลงในอำนาจ จึงได้ทำการตั้งตัวเองขึ้นเสมือนตุลาการของเผ่า พร้อมกับออกกฎเหล็กต่างๆ เพื่อให้คนในเผ่าเชื่อฟังอย่างเคร่งครัด  แน่นอนว่าทุกคนย่อมต้องก้มหน้าก้มตาทำตาม เพราะเกรงกลัวพลังอำนาจเวทมนต์ที่ยิ่งใหญ่ ที่สามารถควบคุมธรรมชาติได้ กฎต่างๆที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยนักเวทมนต์เหล่านี้ถูกเรียกว่า “ตาบู” มีความหมายว่า “ต้องห้าม ด้วยเหตุผลอันศักดิ์สิทธิ์” หลังจากนั้น นักเวทมนตร์ดำ และเวทมตร์ขาว จึงได้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน อีกทั้งสองฝ่ายยังมักกระทบกระทั่งกันบ่อยๆ เนื่องจากความเชื่อในการใช้เวทมนตร์ที่แตกต่างกันแบบสุดขั้วนั่นเอง
   ในความเป็นจริงแล้ว เวทมนตร์ โดยทั่วไปถือว่าเป็นรูปแบบของประเพณีย่อยภายในศาสนาที่มีขนาดใหญ่ แต่ไม่ได้รับการยอมรับมากนัก เพราะศาสนาส่วนใหญ่มองว่าเป็นสิ่งที่ด้อยกว่าการสั่งสอนจากนักบวช อย่างไรก็ตาม คงปฎิเสธไม่ได้ว่า หลายครั้งที่เวทมนตร์ปรากฏขึ้น ความลึกลับ และปาฏิหาริย์ต่างๆ ล้วนแล้วแต่ช่วยเรียกความเลื่อมใสให้กับผู้คนที่สนใจในศาสนาอย่างมาก เช่น การพยากรณ์ เป็นต้น นอกจากนี้ การ “สวดภาวนา”  “สวดมนตร์” หรือพิธีกรรมต่างๆของศาสนา โดยมีเป้าหมายเพื่อขอพรให้พระเจ้า เทวดา หรือพลังเหนือธรรมชาติใดๆ เข้ามาแทรกแซงกฏธรรมชาติ รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆของมนุษย์เอง ก็สามารถกล่าวได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้เวทมนตร์เช่นกัน
   เวทมนตร์ เป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากเวทมนตร์ได้นำเสนอความสะดวกสบายให้กับผู้คน เช่น เสนอให้ขายวิญญาณส่วนหนึ่ง แลกกับเสน่ห์ที่ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความหลงใหล ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อชีวิตทางสังคม เป็นต้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ เวทมนตร์ สามารถจูงใจ เข้าถึงคนธรรมดาได้เป็นอย่างดี และสามารถพบการใช้เวทมนตร์ได้ในเกือบทุกชนชั้นสังคมแบบดั้งเดิม ผลงานศิลปะในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากมาย แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมต่างๆ ที่ล้วนเกี่ยวข้องกับเวทมนตร์ เพื่อช่วยเรียกความมั่นใจว่าการออกล่าสัตว์จะประสบความสำเร็จ และยังมีพิธีกรรมทางศาสนา ที่ผู้เข้าร่วมสวมเครื่องแต่งกายเป็นสัตว์ แล้วร่วมกันร้องเพลงเต้นรำ หรือเหล่า “ชาแมน” ที่ทำหน้าที่เป็นร่างทรงสื่อกลางในการติดต่อกับวิญญาณ ผ่านการดำดิ่งลงไปสู่ห้วงความฝัน ก็อาจเป็นหนึ่งในรูปแบบของการใช้เวทมนตร์ ที่เก่าแก่ที่สุดของโลกเช่นกัน
               แม่มดในสมัยโบราณ Sumeria และ Babylonia เชื่อว่า โลกนี้เต็มไปด้วย “จิตวิญญาณ” และส่วนใหญ่ไม่เป็นมิตรระหว่างกัน มนุษย์แต่ละคนจึงควรมีจิตวิญญาณของตัวเอง เพื่อที่จะช่วยปกป้องตัวเองจากปีศาจ และศัตรู การต่อสู้ปกป้องตัวเองนั้น สามารถทำได้ก็ต่อเมื่อใช้เวทมนตร์ เครื่องราง และนักไล่ผี เท่านั้น
   ความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนตร์ของชาวตะวันตก ส่วนใหญ่เริ่มต้นมาจากนิทานปรัมปราโบราณ ของชาวอียิปต์ ฮีบรู กรีก และโรมัน แม่มดของอียิปต์ เป็นต้นแบบในการใช้สติปัญญา ความรู้ เวทมนตร์ และสัญลักษณ์ต่างๆ ในการบิดเบือนพลังของจักรวาล เพื่อวัตถุประสงค์ของตัวเอง หรือผู้ที่ร้องขอ เฉพาะ ชาวกรีก ที่มีรูปแบบการใช้เวทมนตร์เฉพาะตัว ที่ใกล้เคียงกับหลักการทางศาสนา เป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “Theurgy”  ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเวทมนตร์มหัศจรรย์ มักอ้างว่าเป็นผู้มีความรู้ และมีอำนาจ สามารถช่วยให้ลูกค้ารอดพ้นอันตรายจากศัตรู ด้วยการประกอบพิธีกรรม หรือการใช้สัญลักษณ์บางอย่างที่ เรียกว่า "Mageia"
   อย่างไรก็ตาม มีคนจำนวนไม่น้อยที่แย้งว่า รากฐานที่แท้จริงของเวทมนตร์ มาจากชนเผ่าเซลติกส์ ที่มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมากในช่วง 700 ปี ก่อคริสตกาลที่อาศัยอยู่ในตอนเหนือของทวีปยุโรป โดยเฉพาะในเกาะอังกฤษ เชื่อกันว่าแท้จริงแล้ว ชาวเซลติกส์ เป็นลูกหลานของชาวอินโดยุโรป นอกจากในเรื่องของเวทมนตร์แล้ว ขาวเซลติกส์ ยังเป็นศิลปินที่มีพรสวรรค์ นักดนตรี นักเล่านิทาน ช่างเหล็ก เกษตรกรผู้เชี่ยวชาญการเพาะปลูก และเป็นนักรบผู้ดุดัน ที่สร้างความสะพรึงกลัวให้กับจักรวรรดิโรมันอย่างมาก
               ชาวเซลติกส์ ยังเป็นคนที่มีความลึกซึ้งทางด้านจิตวิญญาณ พวกเขาเคารพบูชาทั้งพระเจ้า และเทพธิดา ศาสนาของพวกเข้าจะเน้นไปที่การบูชาหลายๆด้าน พร้อมกับเชื่อใน “ผู้สร้างสรรอันศักดิ์สิทธิ์” พวกเขาเชื่อว่าเมื่อความตายมาเยือน พวกเขาจะได้ไปพักผ่อนที่ “Summerland” เพื่อรอการเกิดใหม่อีกครั้ง
               ก่อนคริสตกาลประมาณ 350 ปี นักบวชชั้นสูงของชาวเซลติกส์ถูกเรียกว่า “Druids” และได้มีการพัฒนากลายมาเป็นพระสงฆ์ของศาสนาเซลติกส์ในภายหลัง โดยยังคงความเชื่อในความรักที่มีต่อผืนดิน และเคารพในผืนป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นโอ๊คที่ถือว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
               หลังจากที่ได้มีการผสมผสานความเชื่อที่หลากหลายเข้าด้วยกันของชาวอียิปต์โบราณ ชาวกรีก โรมัน และเซลติกส์ ทำให้เกิดแนวทางการปฎิบัติต่างๆ ขึ้นมา เช่น การปรุงยา การใช้ขี้ผึ้งในการร่ายคาถา การแสดงมายากล เป็นต้น จนกระทั่งกลายมาเป็นต้นแบบของ “เวทมนตร์” ในยุคกลางในที่สุด
               เวทมนตร์  มักเป็นอำนาจที่มีอิทธิพลต่อร่างกาย จิตใจ หรือทรัพย์สิน ผู้ที่ใช้เวทมนตร์ที่อันตราย มักจะถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคระบาดในสัตว์เลี้ยง ทำให้พืชผลเกิดความเสียหาย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งเหล่านี้อาจจะเพียงเกิดขึ้นจากความบังเอิญ หรือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติเท่านั้น
   เมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไปจนคริสต์ศาสนาถือกำเนิดขึ้นมา ศิลปินมากมาย ทำการวาดภาพสวรรค์ และนรกขึ้น เพื่อให้คนทั่วไปเห็นว่าเทพเจ้า และเหล่าเทวดานั้นอาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ ที่สะอาด สวยงาม และสว่างเจิดจ้าท่ามกลางท้องฟ้า อย่างมีความสุขตลอดกาล ในขณะที่ศัตรูของเหล่าทวยเทพ หรือปีศาจ อาศัยอยู่ใต้พื้นโลกที่เต็มไปด้วยความสกปรก มืดมิด อบอวลด้วยกลิ่นสาบรุนแรง และน่าสะพรึงกลัว ทำให้ไม่น่าแปลกใจนักที่คนส่วนใหญ่ย่อมเลือกที่จะหันไปนับถือพระเจ้า โดยหวังว่าสักวันหนึ่งตนเองจะได้ไปอยู่ในสรวงสวรรค์ และรับความสุขชั่วนิรันดร์
   หลังจากที่คริสต์ศาสนามีบทบาทมากขึ้น นักเวทมนต์ที่เคยเป็นผู้นำจิตวิญญาณตามชุมชนต่างๆ จึงถูกมองว่าเป็นหอกข้างแคร่ วิธีการกำจัดเสี้ยนหนามเหล่านี้ ที่ดีที่สุดก็คือ การยัดข้อหาให้นักเวทมนต์กลายเป็นพวกนอกรีต นอกศาสนา และเป็นสาวกของซาตาน เพื่อที่จะได้มีความชอบธรรมในการสั่งกำจัดทิ้งเสีย ด้วยการอ้างว่า คริสตจักรได้รับหน้าที่สำคัญในการต่อสู้กับเหล่าปีศาจ และกองทัพลับของเหล่าแม่มดที่เป็นสาวกของซาตาน  จนนำมาสู่เหตุการณ์นองเลือดผู้บริสุทธิ์อย่างยาวนานกว่า 300 ปี
               หลายคนถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มด เพียงเพราะเก็บแมวจรจัดมาเลี้ยง โดยหวังว่าพวกมันจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว แต่นักล่าแม่มดกลับไม่คิดเช่นนั้น พวกเขามองว่าสัตว์เหล่านั้นเป็นสาวกของซาตาน ที่ถูกมอบหน้าที่มาเป็นผู้ช่วย ที่ปรึกษาของแม่มด และเป็นผู้รับส่งสารจากซาตาน
   เพื่อหลีกเลี่ยงจากการถูกกำจัดทิ้งราวกับขยะชิ้นหนึ่ง นักเวทมนต์หลายคนได้ผันตัวเองกลายเป็นนักบวชในศาสนาคริสต์ พร้อมกับใช้พลังเวทมนต์เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ส่วนนักเวทมนต์ที่เหลือได้หันหน้าเข้าสู่เส้นทางของเวทมนต์ดำ และแสร้งทำเป็นว่ามีอำนาจสั่งการเหล่าปีศาจให้อยู่ในอำนาจได้ เพื่อเป็นการสร้างอำนาจ และเกียรติยศให้กับตนเอง ในขณะเดียวกันคริสตจักรก็ได้จัดตั้งหน่วยไล่ล่า รวมไปถึงศาลพิจารณาคดีลงทัณฑ์แม่มดขึ้นมาอย่างเป็นทางการ จนทำให้เกิดยุคแห่งการล่าแม่มดที่เต็มไปด้วยการจำกุม คุมขัง ทรมาน เนรเทศ และประหารทิ้งอย่างเหี้ยมโหดโหดเกินบรรยาย
   ถึงแม้เหล่าพ่อมด แม่มด จะถูกปราบปรามอย่างหนักจากทางคริสตจักร การศึกษาด้านไสยศาสตร์ เวทมนตร์ต่างๆ ก็ยังสามารถฟื้นตัวกลับมาได้ในช่วง ค.ศ. 15-17 ถึงแม้การศึกษาเหล่านี้ หได้เริ่มถูกระงับไป ในยุคแห่งความเฟื่องฟูของวิทยาศาสตร์ในศตวรรษที่ 17 อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 18 ได้มีการพยายามฟื้นฟูไสยเวทย์กลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 19 โดยนาซีเยอรมัน ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ความสนใจในเวทมนตร์คาถาของคนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 ได้มีการพัฒนาศาสตร์เวทมนตร์ที่ชื่อว่า “Thelema” ขึ้นมา โดยมีระบบการฝึกฝนอบรมทั้งทางด้าน “ร่างกาย” และ “จิตวิญญาณ”
   เวทมนต์หรือคาถาของแม่มด มักจะถูกบันทึกเอาไว้ในหนังสือ โดยใช้ภาษาลาตินยุคกลาง หรือเยอรมันเก่า ส่วนเนื้อหาภายในมักเป็นสูตร และส่วนประกอบในการประกอบพิธีกรรม แต่มักที่จะเป็นการจดบันทึกที่คลุมเครือ ไม่มีการบอกวิธีการที่ชัดเจน ถ้าหากแม่มดคนใดต้องการที่จะเรียนรู้จากหนังสือเหล่านั้น ก็ต้องทำการทดลอง ลองผิด ลองถูกด้วยตัวเองเท่านั้น แต่การเรียนรู้เวทย์มนต์โดยส่วนใหญ่ มักเป็นการถ่ายทอดความรู้แบบปากเปล่า โดยเริ่มเรียนได้ตั้งแต่วัยสาวเป็นต้นไป  ตามศาสตร์ของแม่มดขาว และแม่มดดำ ที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้
เวทมนต์ของแม่มดขาว
               เวทมนตร์ขาว มีหลักการเรียนรู้แบบ “เส้นทางด้านขวา” เน้นไปที่การยกระดับจิตวิญญาณ การปฎิบัติที่เข้มงวด ที่มีข้อกำหนดทางศีลธรรม และเคารพบูชาเทพเจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ ในลักษณะที่เหมือนกับศาสนาแขนงหนึ่ง
               โดยส่วนใหญ่การเรียนรู้เวทมนต์ของแม่มดขาวนั้น มักเกิดขึ้นจากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง จากความใกล้ชิดกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ พลังธรรมชาติ การเรียนรู้จากคัมภีร์โบราณทางศาสนา หรือเกิดขึ้นจากการถ่ายทอดวิชาความรู้จากแม่มดขาวที่เป็นอาจารย์ มีแม่มดขาวจำนวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ยอมเปิดรับลูกศิษย์เพื่อถ่ายทอดวิชาให้
               แม่มดขาวใช้พลังที่ได้รับมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เช่น ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บคนป่วย หรือคาถาที่ช่วยป้องกันความอาฆาตพยาบาทจากสิ่งลึกลับ เป็นต้น แม่มดขาวจะไม่มีการบีบบังคับวิญญาณของคนตายให้ไปทำสิ่งที่ชั่วช้า หรือใช้พลังที่เหนือธรรมชาติในการทำร้ายผู้คน ถ้าหากจำเป็นที่จะต้องใช้พลังเหนือธรรมชาติ ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเพราะต้องเผชิญหน้ากับมนตราที่ชั่วร้ายของแม่มดดำ
   เวทมนตร์ของแม่มดขาว มักเกี่ยวข้องกับธรรมชาติ โดยการหยิบยืมพลังอำนาจของพระเจ้า และเทพธิดามาใช้ ความแข็งแกร่งและการฝึกฝนเวทมนตร์ของแม่มดขาวจะขึ้นอยู่กับดวงจันทร์ ยิ่งพระจันทร์เต็มดวงสีสันสดใส และมีสีเข้มแม่มดขาวจะมีอำนาจมากที่สุด ในการร่ายเวทมนตร์เชิงบวกเพื่อช่วยขจัดปัดเป่าพลังงานเชิงลบให้หายไป เช่น ความเจ็บป่วย ขับไล่แมลงร้ายที่ทำลายพืชผลทางการเกษตร  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับไร่นา คาถาป้องกันภัยอันตราย เป็นต้น  ส่วนประกอบสำคัญในการร่ายคาถาของแม่มดขาว คือ สมุนไพรต่างๆที่มีคุณสมบัติพิเศษในเชิงบวก โดยเฉพาะ “ใบกระวาน” (Bay Leaf) ที่มีพลังเชิงบวกบรรจุอยู่เป็นจำนวนมาก
เวทมนต์ของแม่มดดำ
               เวทมนตร์ดำ มักมีความเกี่ยวข้องกับซาตาน อย่างลึกซึ้ง หลักการปฎิบัติจึงมักเป็น “เส้นทางด้านซ้าย” เป็นความเชื่อที่คาดหวังความก้าวหน้า และแสวงหาความสำเร็จของเป้าหมายส่วนตัวโดยไม่เลือกวิธีการ จึงไม่น่าแปลกใจนักที่แม่มดดำสามารถทำร้ายคนอื่นๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายความยิ่งใหญ่ของตัวเองได้โดยไม่เลือกวิธีการ
   แม่มดดำมีลักษณะการเรียนรู้เวทมนต์คาถาที่ตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับแม่มดขาว เนื่องจากแม่มดดำส่วนใหญ่ยินดีที่อ้าแขนรับลูกศิษย์จำนวนมากๆ เนื่องจากการเพิ่มปริมาณสาวกผู้นับถือซาตาน เพราะมันเป็นหนึ่งในภารกิจที่สำคัญของแม่มดดำ บรรดาลูกศิษย์ของแม่มดดำเหล่านี้ เมื่อยินดีพร้อมใจตบเท้าเข้ารีตปีศาจ ก็จะได้รับสิ่งตอบแทนในทันที คือ รูปร่าง หน้าตา ที่มีเสน่ห์ต่อเพศตรงกันข้าม และอายุที่ยืนยาวมากขึ้น แม่มดดำบางคนมีอายุที่ยืนยาวนานหลายร้อยปีเลยทีเดียว แต่ความสวยงามของรูปร่างหน้าตาจะคงอยู่เพียงชั่วคราวเท่านั้น หลังจากนั้นไม่นานจะเปลี่ยนกลายเป็นความน่าเกลียดน่าสะพรึงกลัว นอกจากนี้ข้อแลกเปลี่ยนที่ต้องเสียไปเพื่อให้ได้รูปร่างหน้าตาที่งดงามคือ สูญสิ้นความสามารถในการมีบุตรสืบสกุล ในสมัยนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากทีเดียว นอกจากนี้ เมื่อเสียชีวิตไปแล้ว วิญญาณจะไม่มีทางได้พบกับความสงบสุข เนื่องจากซาตานจะมารับวิญญาณของแม่มดดำเหล่านั้นไป ในบางครั้งซาตานอาจส่งดวงวิญญาณเหล่านั้นให้กลับมาเกิดใหม่ในร่างของคางคก งูพิษ ไส้เดือน เพื่อคอยทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของแม่มดคนอื่นๆต่อไปอีกนั่นเอง
   แม่มดดำจะเริ่มต้นจากการเรียนรู้เวทมนต์จากการ ทำเสน่ห์ ร่ายคำสาปให้พืชเหี่ยวเฉา และการมองเห็นอนาคต เมื่อผ่านขั้นพื้นฐานเหล่านี้ แม่มดฝึกหัด ก็จะเริ่มเข้าสู่ขั้นลอยตัวในอากาศ การเหาะเหินโดยไม่ต้องใช้ไม้กวาด การแปลงร่างเป็นสัตว์ประเภทต่างๆ แม่มดดำยังสามารถเสกให้สัตว์ต่างๆสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ และเริ่มต้นฝึกคาถาขั้นสูงเพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจ เมื่อแม่มดทำการฝึกจนสำเร็จวิชาเหล่านั้นจนหมดสิ้นแล้ว ก็หมายความว่าพวกเธอพร้อมที่จะออกไปทำการตั้งสำนักเพื่อรับแม่มดฝึกหัดมาเป็นลูกศิษย์ได้แล้ว
กฏในการใช้เวทมนตร์ของเหล่าแม่มด
   โดยพื้นฐาน เวทมนตร์ของเหล่าแม่มดที่มุ่งเน้นไปในการ “จัดการ ควบคุม และครอบครอง” บุคคลอื่นเป็นสิ่งต้องห้าม ด้วยแนวคิด “กฏสามเท่า” ที่ระบุว่า พลังงานที่แม่มดได้สร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานเชิงบวก หรือเชิงลบ ในท้ายที่สุดจะถูกส่งกลับมายังบุคคลที่สร้างขึ้นเป็นจำนวนสามเท่า กฏที่มีความเสี่ยงดังกล่าว เป็นบทลงโทษ หรือรางวัลให้กับผู้ที่ประกอบพิธีกรรม อีกทั้งยังเป็นความลับสำคัญ ที่ช่วยทำให้แม่มดได้มาซึ่งพลังอำนาจอีกด้วย
การประกอบพิธีกรรมของแม่มด
   โดยทั่วไปแล้ว แม่มด มักนิยมประกอบพิธีกรรมเพียงลำพัง ด้วยการนั่งอยู่ภายในวงกลมเวทมนตร์ แล้วทำการตั้งจิตภาวนาถึง “ผู้พิทักษ์” แห่งธาตุทั้ง 4 และทิศทั้ง 4 อันได้แก่ อากาศ ในทิศตะวันตก ไฟ ในทิศใต้ น้ำ ในทิศตะวันออก และโลก ในทิศเหนือ ที่ทุกสิ่งล้วนมีความเกี่ยวข้องระหว่างกัน นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงคุณลักษณะต่างๆของมนุษย์อันเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างที่ห้า ที่เรียกว่า “วิญญาณ” หรือ “ธาตุอากาศ” พร้อมกับจุดธูปปักเอาไว้ทั้งห้าจุดของดาวแฉก หรืออาจจะมีวัตถุประกอบพิธีอื่นๆรวมอยู่ด้วย          พิธีกรรมของแม่มด มักนำเครื่องมือที่มีมนต์ขลังเข้าร่วมในพิธีกรรม อาทิเช่น ไม้กวาด หม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ จอกเครื่องดื่ม กำยาน หนังสือแห่งเงา แทนบูชา กริชสองคม เทียน คริสทัล สัญลักษณ์ดาวห้าแฉก และน้ำมัน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แม่มดในแต่ละกลุ่มมักมีประเพณีที่ไม่เหมือนกัน  บ้างอาจจะมีกำหนดวันที่เฉพาะเจาะจงในการทำพิธี การอาบน้ำชำระร่างกายก่อนเข้าสู่วงกลม การสวมเสื้อคลุมที่ปกปิดตัวตนทั้งหมด หรือการเปลือยกายจนหมด เป็นต้น เพื่อเพิ่มความขลังให้กับพิธีกรรมมากยิ่งขึ้น
การร่ายเวทมนต์คาถาของเหล่าแม่มด
               “Spells” หรือ “คาถา” เป็นพิธีกรรมที่สามารถส่งมอบสิ่งที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคคลอื่น โดยเป็นได้ทั้ง “ประโยชน์” หรือ “อันตราย” ภาพของแม่มดที่บ่นพึมพำในขณะที่กำลังใช้เวทมนตร์อาจเป็นสิ่งที่คุ้นตาของคนส่วนใหญ่จากภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเหล่าแม่มด แต่คาถาที่ดีที่สุด มักจะทำโดยพิธีกรรมที่มีความลึกลับซับซ้อนมากกว่านั้นหลายเท่า
               การร่ายคาถาของแม่มด สามารถทำได้ด้วยการใช้เสียงเบาๆ คล้ายกับกำลังพร่ำบ่น อาจจะพูดออกมาเป็นคำ ร้องออกมาเป็นเพลง กล่าวเป็นบทกวี หรือเขียนออกมาเป็นสูตรต่างๆ ที่อาจจะทำโดยแม่มดเพียงคนเดียว หรือแม่มดทั้งกลุ่มที่มีเป้าหมายไปยังเหยื่อคนเดียวกัน โดยคาถาของแม่มดจะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
               1.คาถาที่ทำตามกันมาจนกระทั่งกลายเป็นประเพณี แม่มด มีความเชื่อว่าความเปลี่ยนแปลงของจักรวาลจากรุ่นหนึ่ง ไปยังอีกรุ่นหนึ่งนั้นเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นคาถาที่เกิดขึ้น ที่ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณก็ย่อมที่จะสามารถใช้ได้มาจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบันเช่นเดียวกัน ถือเป็นแนวคิดในการร่ายคาถาที่ได้รับความนิยมนำมาใช้อย่างแพร่หลายในหมู่บรรดาเหล่าแม่มด
               2.คาถาที่เป็นความสามารถส่วนตัว เป็นเวทมนต์คาถาเฉพาะตัวที่เกิดขึ้นจากการคิดค้นของแม่มดคนนั้น และต้องเป็นแม่มดที่มีความเก่งกาจเฉพาะตัวอย่างมาก เนื่องจากการร่ายเวทมนตร์นั้น ไม่สามารถผิดพลาดได้แม้แต่ตัวอักษรเดียว
   แม่มด ต้องพยายามเรียนรู้คาถาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำมาใช้ร่วมกับพิธีกรรมของตนเอง ขอบเขตของคาถาและอิทธิฤทธิ์ค่อนข้างกว้างขวาง ครอบคลุมไปตั้งแต่การเสกให้เหยื่อเคราะห์ร้ายมีหูดขึ้นบนตัว เปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ไปจนกระทั่งถึงการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์กษัตริย์ได้เลยทีเดียว แต่เนื่องจากคาถาที่มีมากมาย ทำให้แม่มดไม่สามารถจดจำบทร่ายเวทมนต์ทั้งหมดได้ จึงต้องทำการจดเอาไว้เป็นตำราเวทมนตร์ส่วนตัว โดยนิยมเขียนด้วยภาษาเก่าๆ อาทิเช่น สันสกฤต ทิวโทนิค หรือรูน เป็นต้น และมีข้อบังคับว่าจะต้องทำการเขียน หรือคัดลอกด้วยมือของตัวเองเท่านั้น
   อย่างไรก็ตาม คาถา มีมากมายหลายชนิด มีทั้งชนิดที่ต้องการสูตรอย่างเฉพาะเจาะจง หรือต้องใช้วัตถุดิบต่างๆ เพื่อช่วยในการร่ายคาถา เช่น รูปภาพ เส้นผม เศษเสื้อผ้าของเป้าหมาย เป็นต้น ในบางคาถา จำเป็นจะต้องทำการร่ายพร้อมๆกันหลายคน เพื่อเป็นการรวบรวมพลังให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่เจาะจงมากยิ่งขึ้น ความซับซ้อนของการร่ายคาถาเหล่านี้ที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้หลายครั้งเกิดความล้มเหลวในการประกอบพิธีกรรม
คาถาของแม่มดดำ
          ลักษณะของคาถาที่แม่มดดำใช้ มักจะเป็นพลังงานเชิงลบ ที่เรียกกันว่า “การสาปแช่ง” หรือ “ความลุ่มหลง” ด้วยการยืมพลังเหนือธรรมชาติจากแหล่งอำนาจมืดต่างๆ คาถาของแม่มดดำ มักนิยมบริกรรมในช่วงพระจันทร์ข้างแรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พลังงานเชิงลบ มีพลังอันแก่กล้านั่นเอง ทุกครั้งที่มีการร่ายเวทมนต์คาถาของแม่มด คำสวดภาวนา หรือที่เรียกกันติดปากว่า “การท่องมนต์ตรา” หากผู้ประกอบพิธีกรรมเป็นแม่มดดำ มีเนื้อหามักเกี่ยวข้องกับ “เฮเคต” เทวีแห่งดวงจันทร์ของชาวกรีกโบราณ ที่0ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มารดาของแม่มดพ่อมดในยุคกลาง” ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการร่ายเวทมนต์และต้องการความช่วยเหลือ แม่มดก็จะทำการร่ายคาถา เพื่อปลุกเจตภูตของเฮเคต ขึ้นว่าโดยมีใจความดังต่อไปนี้
                 “ตื่นขึ้นมาอเวจี โลกีย์วิสัย และสวรรค์! เทวีแห่งหนทาง ผู้ส่องแสงสว่าง ผู้สัญจรในยามราตรี มิตรสหายแห่งความมืด ท่านผู้โปรดปรานเสียงโหยหวน ผู้อยู่ท่ามกลางความมืดและสุสาน ท่านผู้ปรารถนาเลือด และความโหดร้ายทุกรูปแบบ โปรดช่วยข้าด้วย!”
                 นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าถ้าหากแม่มดดำ ต้องการใช้มนต์ดำกับเหยื่อมักมีวิธีการ รวมไปถึงพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับลักษณะของเวทมนต์ดำที่ใช้ อาทิ เช่น

               1.ยาพิษ แม่มดดำ มักปรุงยาพิษ โดยการนำสมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นพิษมาทำการเคี่ยวเพื่อทำยาพิษในการสังหารเหยื่อ นิยมใช้หม้อปรุงยาที่มีขนาดใหญ่มาช่วยในการทำพิธีกรรมดังกล่าว
               2.พิธีกรรมฝังรูปฝังรอย เป็นการสังหารเหยื่อให้ตายอย่างทุกข์ทรมาน โดยการนำเอาขี้ผึ้งมาปั้นให้เป็นรูปของเหยื่อ จากนั้นนำเอาเศษเสื้อผ้าจริงๆของเหยื่อมาตกแต่ง แล้วนำหุ่นขี้ผึ้งไปเผาทิ้งท่ามกลางเปลวไฟ หรือในบางครั้งก็จะใช้เข็มแทงรูปปั้นแทนตัวนั้นไปเรื่อยๆ ผู้ที่ถูกสาปแช่งก็จะเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก และเมื่อแม่มดทำการปักเข็มบนหุ่นขี้ผึ้งครบทั้ง 13 เล่ม เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายก็จะสิ้นใจตาย
               3.คำสาปแช่ง เป็นพลังเหนือธรรมชาติ จากการใช้วาจาคาถา สัญลักษณ์ หรือสิ่งของต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอันตราย เจ็บป่วย หรือแม้แต่ความตายต่อเป้าหมาย คำสาปแช่งอาจส่งผลในทันที หรือค่อยๆส่งผลอย่างช้าๆ หลายครั้งที่ผลของคำสาปนั้นไม่เพียงแต่ส่งผลร้ายต่อเป้าหมาย แต่ยังส่งผลกระทบรวมไปถึงครอบครัว สัตว์เลี้ยง และพืชผลในการครอบครองของเขาด้วยเช่นกัน
   มีการบันทึกการไต่สวนแม่มด ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้คำสาปแช่งทำร้ายคนอื่น พ่อมดนาม มาทิอัส เพอเกอร์ (Mathias Perger) ชาวเยอรมัน ใน ค.ศ. 1645 สารภาพว่า ได้ใช้คำสาปเพื่อทำลายไร่น่าใกล้เคียง เป็นคำสาปแช่งที่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการประกอบพิธีกรรม แต่ก็ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ว่าอุปกรณ์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง แม่มดทั่วโลก มักนิยมใช้อุปกรณ์ช่วยเพื่อให้การสาปแช่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น ส่วนใหญ่นิยมใช้หุ่นที่ทำจากขี้ผึ้ง ดินเหนียว ผ้า ไม้ บางครั้งมีการทาสี แต่งตัวให้กับตุ๊กตาเหล่านี้ จนแลดูคล้ายกับเหยื่อให้มากที่สุด แม่มดเชื่อว่า ยิ่งหุ่นเหมือนตัวจริงมากเท่าไหร่ โอกาสสำเร็จก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  หลายครั้งอาจมีการนำภาพตัวแทนของเหยื่อมาใช้แทนตุ๊กตา เมื่อวัตถุแทนตัวเหล่านี้ ถูกทำลาย เหยื่อเคราะห์ร้ายก็จะตายตามไปด้วย หนึ่งในคำสาปที่คนส่วนใหญ่ในโลกต่างรู้จักกันดี คือ คำสาป “วูดู” ของแม่มดดำในทวีปแอฟริกา ที่นิยมใช้ตุ๊กตาวูดู เข้ามาช่วยในการสาปแช่งนั่นเอง
               นอกจากนี้ ยังมีวิธีการสาปแช่งอื่นๆที่น่าสนใจ อาทิเช่น การสาปแช่งเหยื่อ ด้วยการฝั่งอินทรียวัตถุที่สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อพวกมันเริ่มย่อยสลายๆ เป้าหมายก็จะค่อยๆล้มป่วยตายไปด้วย หรือการใช้เชือกที่บริกรรมเวทมนต์ลงไปในขณะที่การผูกปมเพื่อให้ผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายหลงเสน่ห์ เป็นต้น
               4.ชุบชีวิตซากศพ เชื่อกันว่าแม่มดใช้เวทมนตร์ฆ่า แล้วกินหัวใจของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายจนหมด มักนำฟางมายัดเข้าไปภายในหน้าอกแทนหัวใจ แล้วปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ถ้าหากมองจากเพียงภายนอกแล้ว ศพเหล่านี้ก็จะดูเหมือนกับคนทั่วๆไป แต่จะปราศจากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความรัก และความรู้สึกนึกคิดต่างๆ ตลอดกาล
               5.พิธีกรรมฝังฟางข้าว แม่มดที่ทำพิธีกรรมนี้จะเดินทางไปยังโบสถ์ ด้วยการเดินถอยหลัง พอถึงจุดหมายก็จะทำการร่ายคาถา จากนั้นก็จะนำฟางข้าวมัดเข้ากับหุ่นปั้นแทนตัวของเหยื่อแล้วฝังในพื้นดิน ถ้าหากเคราะห์ดี ดินที่ฝังเอาไว้ชื้น ฟางข้าวและหุ่นก็เปื่อยสลายไปอย่างรวดเร็ว คนที่ถูกสาปแช่งก็จะตายอย่างรวดเร็วตามไปด้วย แต่ถ้าหากโชคร้ายดินในบริเวณที่ฝังหุ่นนั้นแห้งแล้ง ยิ่งการย่อยสลายของหุ่นปั้นและฟางข้าวช้ามากเพียงใด คนที่ถูกสาปแช่งก็จะยิ่งตายอย่างช้าๆ ด้วยความทรมานมากขึ้นเท่านั้น
                6.เหาะเหินเดินอากาศ จากคำสารภาพของเหล่าแม่มด ที่ได้รับการบันทึกเอาไว้หลังถูกสอบสวน พบว่าเวทมนตร์ และของวิเศษที่ช่วยทำให้บินขึ้นไปบนท้องฟ้า ไม่ได้อยู่ที่พาหนะอย่าง “ไม้กวาด” อย่างที่มักเข้าใจกัน แต่ความลับกลับเป็นน้ำมันที่ใช้ทาตัวก่อนบินต่างหาก สูตรของน้ำมันนี้ ได้มาจากซาตาน ที่มีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกให้เหล่าแม่มด ได้บินมาร่วมชุมนุมกันในวันซับบาธ
               7.การแปลงกาย เชื่อกันว่าแม่มดสามารถแปลงกายได้มากมายหลายอย่าง เช่น สุนัข คางคก งูพิษ หมาป่ากินคน กวาง แมลง และสัตว์ร้ายอีกมากมายหลายชนิด แต่มักเป็นสัตว์ที่มีความปราดเปรียวว่องไว แม่มดในยุโรปยุคกลางส่วนใหญ่จะนิยมแปลงเป็นกระต่าย เพื่อใช้ในการแอบสืบความเคลื่อนไหวของเหยื่อเคราะห์ร้ายมาประกอบพิธีกรรมคุณไสยอย่างไม่ผิดสังเกต ส่วนโอกาสสำเร็จในการแปลงกาย ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของแม่มดแต่ละคน
   มีเรื่องเล่าถึงการแปลงกายของแม่มดว่า แม่มดชราคนหนึ่งถูกผู้ปกครองตำบลสงสัยว่าเป็นแม่มด ทุกครั้งที่เกือบจับตัวหญิงชราได้อย่างคาหนังคาเขา ก็มักจะเห็นกระต่ายวิ่งหนีไปอีกทางหนึ่งเสมอ แม่มดรายนี้ไปจนมุมด้วยหลักฐาน เมื่อผู้ปกครองตำบลสังเกตว่าต้นโอ๊คของเขาถูกใครบางคนเขย่ากิ่งของมันเพื่อเก็บลูกโอ๊คในตอนกลางคืน เมื่อมองขึ้นไปก็พบกระต่ายตัวหนึ่งกระโดดไปมาอยู่บนกิ่งต้นโอ๊ค เขาจึงรีบตรงไปที่บ้านของหญิงชราทันทีพร้อมกับเคาะเรียกอยู่นานมาก กว่าที่เจ้าของบ้านจะออกมาเปิดประตูให้ด้วยสภาพเหงื่อโทรม และร่างกายเต็มไปด้วยฝุ่นดิน เมื่อมีหลักฐานมัดตัว แม่มดชราจึงถูกจับตัวไปเผาทั้งเป็น
               8.เสกคาถาบันดาลให้ผู้ว่าจ้างสัมฤทธิ์ผลตามต้องการ เช่น รับจ้างเสกคาถาให้พืชผลเจริญงอกงาม ทำให้วัวมีนมมากขึ้น แม่ไก่สามารถออกไข่ได้เป็นจำนวนมากๆ เป็นต้น แต่ราคาว่าจ้างเพื่อให้ความต้องการของตัวเองสัมฤทธิ์ผล ต้องจ่ายค่าตอบแทนด้วยวิญญาณส่วนหนึ่งของผู้ว่าจ้างมาทำการแลกเปลี่ยน ยิ่งคนๆนั้นมีความโลภ และใช้บริการแม่มดมากเท่าไหร่ กว่าจะรู้ตัว วิญญาณแทบทั้งหมดของตัวเองก็อยู่ในการครอบครองของแม่มด และถูกส่งต่อให้ซาตานครอบครองในที่สุด
               10.สาปแช่งโดยใช้อักษรรูน อักษรรูน เป็นอักษรโบราณรุ่นแรกของโลก ที่ชาวสแกนดิเนเวียและเยอรมันนำมาใช้ เชื่อกันว่าอักษรูนมีพลังอำนาจในตัว เนื่องจากจอมเทพโอดินแห่งสแกนดิเนเวียเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้น แม่มดมักใช้อักษรรูน เขียนเป็นคำสาปลงในเศษกระดาษแล้วส่งให้ถึงมือเหยื่อ เศษกระดาษชิ้นนี้ จะไม่มีทางสามารถถูกทำลายได้ด้วยวิธีใดๆก็ตาม
               มีทางเดียวที่จะรอดพ้นได้คือ จะต้องสืบหาให้ได้ว่าใครเป็นผู้ว่าจ้างแม่มดให้ทำขึ้น แล้วแอบสอดกระดาษกลับคืนไปในเสื้อผ้าของคนผู้นั้น เพียงเท่านี้คำสาปร้ายก็จะย้อนกลับคืนไปส่งผลยังตัวเจ้าของแทน
               11.เพิ่มจำนวนเงิน แม่มดดำ มักนำเศษธนบัตรจำนวน 12 ชิ้น ใส่ลงไปในกล่อง พร้อมกับโรยใบโหระพาลงไประหว่างเศษธนบัตรเหล่านั้น จากนั้นจะนำเชือกสีเขียวมาผูกกล่องเป็นจำนวนทั้งสิ้น 31 ครั้ง ก่อนนำไปฝังในดินลึกเจ็ดนิ้ว เชื่อกันว่าเมื่อขุดกล่องใบขึ้นมาในอีก 1 ปี ให้หลัง ธนบัตรภายในกล่องจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ
               12.การพยากรณ์ แม่มดดำมักทำการพยากรณ์เรื่องราวในอนาคต ด้วยการใช้เครื่องในของสัตว์ โดยเฉพาะตับ ลำไส้ ปอด และอวัยวะสำคัญอื่นๆ โดยเลือกสัตว์ที่มีความบริสุทธิ์ พร้อมกับใช้การฆ่าด้วยพิธีกรรมที่มีความพิเศษ
คาถาของแม่มดขาว
          คาถาที่แม่มดขาวนำมาใช้ มักเป็นคาถาเชิงบวก เป็นพลังงานแสงสว่าง ในลักษณะของการให้ “พร” ที่เป็นประโยชน์ต่อคนอื่นๆ พิธีกรรมส่วนใหญ่จึงมีความเรียบง่าย ใช้เพียงเทียนหนึ่งเล่มเป็นส่วนประกอบภายในวงกลมพิธีกรรมเท่านั้น ส่วนการบริกรรมคาถาของแม่มดขาว อาศัยการเกื้อหนุนของธรรมชาติ มักจะนิยมทำในช่วงพระจันทร์ข้างขึ้น ที่พระจันทร์สดใสเต็มดวง เต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์ที่เป็นบวก ที่ช่วยทำให้แม่มดขาวบรรลุเป้าหมายของพิธีกรรมได้เป็นอย่างดีที่สุด สำหรับเวทมนตร์ที่สามารถพบได้บ่อยๆ ของแม่มดขาว มีดังต่อไปนี้
               1.การพยากรณ์ การพยากรณ์ของแม่มดขาว เป็นการสืบหาข้อมูลเชิงตีความจากลางบอกเหตุต่างๆ ไม่ว่าทั้งจากธรรมชาติ หรือสิ่งอื่นๆ โดยส่วนใหญ่แล้วการพยากรณ์มักจะเกิดขึ้นในรูปแบบของพิธีกรรมเป็นหลัก วิธีการพยากรณ์ของแม่มดขาว มีอยู่หลายรูปแบบ ที่ได้รับความนิยมที่สุด ได้แก่
   ลูกแก้วพยากรณ์ : แม่มดขาวนิยมใช้ลูกแก้วคริสทัลใสขนาดใหญ่ จากครรภ์มารดาของโลก และต้องเป็นคริสทัลที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับโลก จึงจะสามารถซึมซับทุกสรรพสิ่งไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เอาไว้ในตัวเอง  เมื่อทำการเพ่งจิตเข้าไป ภายในคริสทัลจะเกิดรูปเงาขึ้น เพื่อช่วยในการทำนายอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้น เชื่อกันว่าคริสทัลชิ้นแรกของโลกที่ถูกแม่มดนำมาใช้ในการพยากรณ์อนาคตนั้น เป็นหินคริสทัลทรงกลมใส ที่มาจากภูเขาแอลป์ คริสทัลดังกล่าว ปราศจากรอยเมฆหมอกและเส้นใยรอยแตกแยกของหิน รอยตำหนิของคริสทัลเหล่านี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คำพยากรณ์คลาดเคลื่อน ไม่ชัดเจน คริสทัลที่ดีที่สุดคือ คริสทัลที่ผ่านฝีมือการขัดแต่งของพวกโนมในแถบอัลไพน์
   แม่มดที่ต้องการทำการพยากรณ์ด้วยคริสทัล ต้องฝึกฝนลดกิเลสตัณหาความริษยา ความโลภ ของตัวเอง เพราะสิ่งเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่ต้องห้าม หากสามารถทำได้สำเร็จ แม่มดจะสามารถมองเห็นอนาคตของผู้รับคำทำนายได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยภาพคำทำนายที่เห็นในคริสทัลมักจะมาในรูปแบบของสีต่างๆ เช่น สีแดง สีส้ม หมายถึงความทุกข์ ความพินาศ สีน้ำเงิน สีเขียว หมายถึงการต่อสู้ช่วงชิง เป็นต้น นอกจากนี้เงาที่เคลื่อนไหวไปมาภายในคริสทัล ก็ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่นำมาใช้ในการทำนายอนาคตอีกด้วย
               ไก่พยากรณ์ : เป็นวิธีการทำนาย โดยการนำเอาเชือกมาผูกคอไก่ขาว ผ่อนปลายให้ยาวพอประมาณ แล้วนำไปผูกกับหลัก แล้วนำไม้ไปขีดบนพื้นให้เป็นวงกลม โดยเขียนตัวอักษรกำกับรอบวง จากนั้นนำเอาเม็ดข้าวสาลีหนึ่งเม็ดไปวางเอาไว้บนตัวอักษรเหล่านั้น พร้อมกับร่ายคาถากำกับ เมื่อแม่มดถามในสิ่งที่อยากรู้ ไก่ก็จะเดินไปจิกเม็ดข้าวบนตัวอักษร เป็นการบอกใบ้ในสิ่งที่แม่มดต้องการคำตอบนั่นเอง
               วิญญาณพยากรณ์ : เป็นการปลุกผู้วายชนม์ หรืออาจจะใช้การเข้าทรงเพื่อถามสิ่งที่ต้องการกับวิญญาณแทน แม่มดที่ต้องการใช้เวทมนต์นี้ จะต้องทำการฝึกขับไล่อารมณ์หยาบให้หมดไป เพื่อให้วิญญาณที่ต้องการสามารถผ่านเข้ามาในร่างได้ พิธีกรรมนี้ต้องทำในสถานที่อันเงียบสงัด โดยการพร่ำเรียกชื่อของวิญญาณที่ต้องการไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการตอบรับ ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของนิมิต เสียงแทรกเข้ามาในจิต ควัน หรือการสื่อสารอื่นๆไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ที่พลิ้วไหวทั้งๆที่ไม่มีลม หรือปรากฏกายในรูปแบบของสัตว์ต่างๆ เป็นต้น ความแม่นยำของการทำนายก็จะขึ้นอยู่กับระดับการติดต่อสื่อสารระหว่างแม่มด กับวิญญาณพยากรณ์ว่ารู้เรื่องที่ต้องการถามมากน้อยเพียงใด
               กระดูก และก้อนกรวดพยากรณ์ : แม่มด หยิบก้อนกรวด หรือกระดูกชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาหนึ่งกำมือ แล้วโยนลงไปในวงกลม จำนวน และลักษณะการวางตัวของวัตถุที่ใช้ในการพยากรณ์เหล่านี้ ช่วยให้แม่มดสามารถตีความหมายของคำพยากรณ์เกี่ยวกับอนาคตได้เป็นอย่างดี
               Geomancy: เป็นวิธีการทำนาย ด้วยการกำเอาดิน ทราย หรือโคลน โยนลงบนพื้น จากนั้น แม่มด จะทำนายพยากรณ์สิ่งต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งที่ปรากฏบนพื้นดิน
               Numerology: เป็นความเชื่อในเรื่องของความสัมพันธ์ของตัวเลย วัตถุทางกายภาพ และสิ่งมีชีวิต ที่อาจจะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละวัฒนธรรม การพยากรณ์นั้นจะใช้การสรุปตีความจากตัวเลข หรือตัวอักษร เป็นหลัก
               Rhabdomancy: เป็นการทำนายทิศทาง โดยใช้ไม้กายสิทธิ์ ชี้นำให้เดินทางไปในทิศทางที่ถูกต้อง และยังสามารถใช้ในการค้นหาแร่ใต้ดิน แร่โลหะ หรือแหล่งน้ำ ได้อีกด้วย
               Runecasting: เป็นการทำนายดวงชะตา โดยใช้ตัวอักษรรูนแบบดั้งเดิม
               Taromancy: การทำนายอนาคต หรือสถานการณ์ปัจจุบันด้วยไพ่ทาโร่ต์ ที่ประกอบด้วยไพ่จำนวน 21 ใบ รวมถึงไพ่ “คนโง่” (The Fool)  ผ่านการแนะนำของจิตวิญญาณ และจิตใต้สำนึก ไพ่แต่ละใบจะมีความหมายที่หลากหลายเชิงสัญลักษณ์ ส่วนแม่มด จะเป็นผู้ตีความหมายออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
               การพยากรณ์ความฝัน : เป็นการตีความหมายของความฝัน เพื่อทำนายอนาคต เป็นวิธีได้รับความนิยมอย่างมากในกรีก และโรมัน
               การพยากรณ์จากชื่อ : เป็นการทำนายจากชื่อของบุคคล ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายของยุคกลาง โดยใช้หลักปฎิบัติในการทำนายตามการกำหนดค่าตัวเลข และตัวอักษร
               ร่างทรง : เป็นพิธีกรรมการตอบคำถาม ด้วยการใช้บอร์ดไม้ที่มีการแกะสลักตัวอักษร และสัญลักษณ์อื่นๆ พร้อมกับเครื่องมือชี้ข้อความที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ คล้ายกับการเล่นผีถ้วยแก้วของประเทศไทย
ดูรูปภาพ : ข้อมูล ; พระอัคนี เทพแห่งไฟ ผู้เป็นสื่อกลางระหว่างมนุษย์กับสวรรค์
               การทำนายจากเปลวไฟ : เป็นหนึ่งในศิลปะการทำนายของเหล่าแม่มด ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน แม่มดจะทำการเผาวัตถุต่างๆ อาทิเช่น พืช ฟาง เกลือ กระดูก หรือเปลือกเต่า เป็นต้น จากนั้นจะทำการตีความหมายจากควัน เปลวไฟ หรือรอยแตกที่เกิดขึ้นกับกระดูก เปลือกเต่า
               นอกจากการพยากรณ์เหล่านี้แล้ว ยังมีการทำนายในรูปแบบอื่นๆที่น่าสนใจ อาทิเช่น การหยิบของแบบสุ่ม ทำนายข้อความจากหนังสือศักดิ์สิทธิ์ การดูลายมือ เป็นต้น โดยเชื่อว่า สิ่งที่ปรากฏขึ้นเหล่านี้ เป็นการเปิดเผยอนาคตด้วยฝีมือของพระเจ้า หรือพลังอำนาจบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์
               2.คาถาสะกดผูกมัด แม่มดขาวนำคาถานี้มาใช้ เพื่อป้องกัน หลีกเลี่ยงอันตราย หรือทำให้คนที่มีจิตมุ่งร้ายเกิดความลังเล เข่น ฆาตกรที่กำลังจะก่อคดี ผู้ร้ายข่มขืนเกิดเปลี่ยนใจ ก่อนลงมือทำ เป็นต้น อีกทั้งยังช่วยหยุดการแพร่กระจายของการนินทาระหว่างกันในสังคมให้ลดน้อยลง
               3.คาถาโชคอุดมสมบูรณ์ คาถานี้ เป็นการขอพรจากอำนาจเหนือธรรมชาติ ให้ผู้รับประสบโชคดี เดินทางปลอดภัย และห่างไกลจากโชคร้าย
               4.คาถาสะกดแอปเปิล เป็นคาถาที่ช่วยในการขจัดปัญหา หรือนิสัยที่ไม่ดี แม่มดขาวจะทำการบริกรรมคาถาใส่ผลแอปเปิล แล้วทำการผ่าแอปเปิลออกเป็นสองเสี่ยง ครึ่งหนึ่งจะถูกแทนด้วยนิสัยที่ไม่ดี หรือปัญหาต่างๆ จากนั้นแม่มดขาวจะกล่าวเนรเทศพวกมันออกมาดังๆ แล้วนำอีกครึ่งมาประกบกัน พันรอบด้วยริบบิ้นแล้วทำไปฝังดิน เมื่อแอปเปิลทั้งผลเสื่อมสลายไปตามวันเวลาที่ผ่านไป ปัญหาเหล่านั้นก็จะหายไปด้วย
               5.คาถามิตรภาพสัมพันธ์ เป็นคาถาที่ช่วยทำให้มั่นใจว่า มิตรภาพระหว่างเพื่อนสองคนจะยั่งยืนยาวนาน แม่มดขาวจะทำการเย็บถุงใบเล็กๆขึ้นมา และให้เพื่อนทั้งสองมอบให้แก่กัน เพื่อช่วยในการรักษามิตรภาพของพวกเขาเอาไว้
               6.มหาเสน่ห์ แม่มดขาวจะมอบถุงใบเล็กๆ ที่ใส่สะระแหน่ โรสแมรี่ และโหระพา ให้ผู้ที่ต้องการไปเก็บเอาไว้ในลิ้นชัก ใต้หมอน หรือพกติดตัว และจะต้องทำการพรมถุงด้วยน้ำมันมะกรูดเจ็ดหยด เป็นประจำทุกเจ็ดวัน เพื่อจะช่วยดึงดูดความรัก และเติมเต็มความปรารถนา
               7.ฝันหวาน ด้วยอุปกรณ์ที่ถูกเรียกว่า “หมอนวิเศษ” ที่มีส่วนประกอบของดอกกุหลาบสีแดง กลีบดอกสายน้ำผึ้ง  รากโอริส ผงออลสไปซี่ และปอยผมของตัวเจ้าตัว ใส่รวมกันเอาไว้ในกระเป๋าใบเล็กที่ชุบด้วยน้ำมันต้นสน เมื่อนำไปวางเอาไว้ใต้หมอน ก็จะช่วยให้คนนั้นหลับฝันหวานตามชื่อของคาถาได้สมใจ
               8.ขับไล่พลังงานเชิงลบ แม่มดขาว สามารถใช้เวทมนตร์เพื่อช่วยขับไล่พลังงานเชิงลบ ที่เป็นอันตรายต่อผู้คนได้ ด้วยการทำความสะอาดร่างกาย และล้างจิตใจ ผ่านแสงเทียนสีขาวที่เป็นตัวแทนของพลังงานเชิงบวก พร้อมกับกล่าวคาถา ดังต่อไปนี้

            “แม่ธรณี ไฟ ลม น้ำ และจิตวิญญาณ ฉันขอให้ช่วยรักษา และปลดปล่อยร่างกายให้พ้นจากพลังเชิงลบทั้งหมด” หลังจากนั้น แม่มดจะทำการนั่งรักษาจิตใจเป็นเวลา 15 นาที

               9.สะกดฝันร้าย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดฝันร้าย ความคิดเชิงลบ และการรุกรานของความชั่วร้าย แม่มดขาวจะทำการรวบรวมใบไม้สีแดง สามใบ จากต้นไม้ พืช หรือพุ่มไม้ จากนั้นนำพวกมันมาวางรวมกันเป็นรูปสามเหลี่ยมบนพื้นที่เรียบ ตรงกลางของสามเหลี่ยมใบไม้ ตั้งแท่งเทียนที่ถูกจุดให้สว่างไสว แล้วทำการพรมน้ำมันดอกเบญจมาศลงบนใบไม้แต่ละใบ 2-3 หยด พร้อมกับกล่าวคำบริกรรมคาถาว่า

            “ใบไม้สีแดง ของขวัญจากแผ่นดิน ก่อกำเนิดจนตาย และความตายที่กำลังจะเกิด ขอให้ความชั่วร้ายทั้งหมดจงไกลออกไป จากกลางวันสู่กลางคืน และจากกลางคืน สู่กลางวัน..”
            จากนั้นแม่มดขาวจะดับเทียน ห่อใบไม้ด้วยผ้าสีขาว หรือใส่เอาไว้ภายในกระเป๋า แล้วนำไปวางเอาไว้ใกล้เตียงบริเวณศีรษะ ภายในระยะสามฟุต เชื่อว่าจะช่วยหยุดฝันร้าย และความคิดเชิงลบต่างๆ

               10.โหราศาสตร์ หลักการพยากรณ์ ด้วยการมองหาความสัมพันธ์ของดวงดาวที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในความตีความบุคลิกภาพ กิจกรรมต่างๆ หรือเรื่องอื่นๆของมนุษย์
ดูรูปภาพ : ข้อมูล ; สมุนไพรทางการแพทย์
               12.สมุนไพรทางการแพทย์ แม่มดขาวจะได้รับการถ่ายทอดสูตรยาสมุนไพร ที่ช่วยในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์ อาจกล่าวได้ว่าความรู้เหล่านี้ เป็นพื้นฐานทางการแพทย์พื้นบ้าน ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานย้อนกลับไปได้จนกระทั่งถึงจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ขอลมนุษย์เลยทีเดียว การใช้สารสกัดจากพืช รวมไปถึงวัตถุดิบต่างๆ เช่น ขี้ผึ้ง เชื้อรา เกลือแร่ เปลือกหอย และชิ้นส่วนของสัตว์บางชนิด เป็นสิ่งที่ได้รับการพิสูจน์ ยอมรับจากวงการแพทย์สมัยใหม่ว่า พืชหลายชนิด สามารถทำการสังเคราะห์สารต่างๆ อาทิเช่น ฟีนอล และแทนนิน ที่มีประโยชน์อย่างมากในการบำรุงสุขภาพ ป้องกันโรคภัย รวมไปถึงการล้างพิษ กำจัดของเสีย กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการฟื้นฟูตัวเอง และต่อต้านจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นอันตราย แม่มดมักนำสมุนไพรมาใช้ในลักษณะการทา รับประทาน และสูดดม
               13.ตาทิพย์ ความสามารถในการมองเห็น หรือได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุ สถานที่ เหตุการณ์ ด้วยวิธีต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากวิธีการปกติของมนุษย์ แม่มดนิยมจะใช้ “ตาที่สาม” หรือ “การมองระยะไกล” เป็นรูปแบบหนึ่งของการรับรู้ทางประสาทสัมผัสพิเศษ (ESP) หรือเวทมนตร์ โดยตาทิพย์ สามารถแบ่งออกได้เป็น การรับรู้เรื่องราวในอนาคต การรับรู้เรื่องราวในอดีต และการสื่อสารกับคนตาย