Translate

04 พฤศจิกายน 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๘. หรีตกิทายกเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการถวายลูกสมอ
 [๒๘] เรากำลังนำผลสมอ ผลมะขามป้อม ผลมะม่วง ผลหว้า สมอพิเภก กระเบา ผลรกฟ้า มะตูมมาด้วยตนเอง เราได้เห็นพระมหามุนีผู้มี ปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นนักปราชญ์ ถูกอาพาธเบียดเบียน เสด็จเดินทางไกล ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา จึงได้เอาผลสมอถวายแด่ พระสยัมภู ก็พอเราทำเภสัชเสร็จแล้ว พยาธิหายไปในทันใดนั้น เอง พระพุทธเจ้าผู้มีความกระวนกระวายอันละได้แล้ว ได้ทรงทำ อนุโมทนาว่า ก็ด้วยการถวายเภสัชอันเป็นเครื่องระงับพยาธินี้ ท่านเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือจะเกิดในชาติอื่น จงเป็นผู้ถึง ความสุขในที่ทุกแห่ง และท่านอย่าถึงความป่วยไข้ ครั้นพระสยัมภู พุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร เป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้ว ได้ เสด็จเหาะขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพญาหงส์ในอัมพร ฉะนั้น เพราะเราได้ถวายสมอแด่พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ความป่วยไข้จึงมิได้เกิดแก่เราเลยจนถึงชาตินี้ นี้เป็นความเกิดครั้ง หลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว โดย ลำดับพระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ ถวายเภสัชในกาลนั้น ด้วยการถวายเภสัชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเภสัชทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระหรีตกิทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ หรีตกิทายกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๘. หรีตกิทายกเถราปทาน
         อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.  ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
         จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         -----------------------------------------------------         
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๘. 
หรีตกิทายกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๗. อัมพาฏกทายกเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะกอก
 [๒๗] เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ในป่าใหญ่ จึง ได้เอาผลมะกอกมาถวายแด่พระสยัมภูในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระอัมพาฏกทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ อัมพาฏกทายกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๗. อัมพาฏกทายกเถราปทาน
         อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน. ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
         จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         -----------------------------------------------------         
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน

               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๗. 
อัมพาฏกทายกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๖. กลัมพทายกเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการถวายมันอ้อน
 [๒๖] พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโรมสะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา เราเลื่อมใส ได้ถวายมันอ้อนแด่พระองค์ด้วยมือทั้งสองของตนในกัปที่ ๙๔ แต่ กัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายมันอ้อน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระกลัมพทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ กลัมพทายกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๖. กลัมพทายกเถราปทาน
         อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.  ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
         จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         -----------------------------------------------------         
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๖. 
กลัมพทายกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการถวายท่อนอ้อย
 [๒๕] เราเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ในพระนครพันธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศ จากธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัสได้ถือเอาท่อน อ้อยมาถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระนามว่าวิปัสสี ผู้ แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายอ้อยใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายอ้อยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการถวายท่อนอ้อย เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระอุจฉุขัณฑิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๕. อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน
         อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.   ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
         จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         -----------------------------------------------------         
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๕. 
อุจฉุขัณฑิกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการสดุดีพระพุทธองค์
 [๒๔] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรืองเหมือนต้น กรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงประทีป ไพโรจน์ดุจทองคำ เราวาง คณโฑน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรอง ธมกรก ทำหนังเสือเฉวียงบ่า แล้วก็ สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัด ความมืดมิด ซึ่งอากูลไปด้วยข่ายคือ โมหะ ทรงแสดงแสงสว่าง คือ พระญาณ แล้วเสด็จข้ามไป พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นแล้ว สิ่งที่ ยอดเยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณเป็นประมาณ เครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี ด้วยพระญาณนั้น โลกจึงขนาน นามพระองค์ว่าสัพพัญญู สัพพัญญู ข้าพระองค์ขอถวายบังคม พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงทราบธรรมทั้งปวง ไม่มีอาสวะ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วย การสดุดีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดีพระญาณ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... 
  
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระญาณัตถวิกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ญาณัตถวิกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๔. ญาณัตถวิกเถราปทาน
อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.  ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
-----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน

               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๔. 
ญาณัตถวิกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๓. ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งความเลื่อมใสในปาฏิหาริย์
 [๒๓] ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้สมควรรับเครื่องบูชาพระนามว่าปทุมุตระ ได้เสด็จเข้าไปยังพระนคร พร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ผู้มีอินทรีย์อันสำรวม แล้ว แสนรูป ขณะนั้น ได้มีเสียงสนั่นก้องไพเราะรับเสด็จ พระพุทธเจ้าผู้สงบระงับ คงที่ ซึ่งกำลังเสด็จเข้าพระนครโดยทางรถ ด้วยพุทธานุภาพ พิณที่ไม่ถูกทำเพลง ไม่ถูกเคาะ ก็บรรเลงขึ้นได้เอง ในเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าบุรี เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุด พระนามว่าปทุมุตระ ผู้เป็นพระมหามุนี และเห็นปาฏิหาริย์แล้ว ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในปาฏิหาริย์นั้น โอ พระพุทธเจ้า โอ พระ พระธรรม โอ สมบัติแห่งพระศาสดาของเรา ดนตรีถึงไร้เจตนาก็ ยังบรรเลงได้เองเทียว ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้สัญญาใดใน กาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง สัญญาในพระพุทธเจ้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
  
                        พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้วดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระปาฏิหิรสัญญกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๓. ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน
อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.  ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
-----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน

               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๓. 
ปาฏิหิรสัญญกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๒. เอกสังขิยเถราปทาน

ว่าด้วยผลแห่งการเป่าสังข์เป็นพุทธบูชา
  
 [๒๒] ได้มีการสมโภชไม้มหาโพธิ์ ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่า วิปัสสี มหาชนมาประชุมกันบูชาไม้มหาโพธิ์อันอุดม ไม้มหาโพธิ์ที่ควรบูชา เช่นนี้ ของพระศาสดาพระองค์ใด พระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็น ผู้เว้นจากความเศร้าโศกใหญ่มีปัญญา เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุด
 ครั้งนั้น เราถือเอาสังข์มาบำรุงโพธิพฤกษ์ เราเป่าสังข์ตลอด วันยังค่ำ ไหว้ไม้มหาโพธิ์อันอุดมแล้ว กรรมที่เราได้ทำในเวลาก่อน จะตายส่งให้เราไปเทวโลก ซากศพของเราตกไปแล้ว เรารื่นรมย์อยู่ ในเทวโลก ดนตรีหกหมื่นยินดี ร่าเริง บันเทิง บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้เป็นผลของพุทธบูชา ในกัปที่ ๗๑ เราได้เป็นพระราชาพระนาม ว่า สุทัสสนะ เป็นใหญ่อยู่ในชมพูทวีป มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็น ขอบเขต ครั้งนั้น ดนตรี ๘๐๐ แวดล้อมเราตลอดเวลา เราย่อม เสวยกรรมของตน นี้เป็นผลของการบำรุง เราเข้าถึงกำเนิดใด คือ เทวดาหรือมนุษย์ แม้เรายังอยู่ในครรภ์ของมารดา กลองก็ประโคม อยู่ตลอดเวลา เพราะอุปัฏฐากพระสัมพุทธเจ้า เราได้เสวยสมบัติ แล้ว เป็นผู้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เป็นบทอันเกษมไม่มีมลทิน ไม่ตาย ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรม นั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระเอกสังขิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ เอกสังขิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๒. เอกสังขิยเถราปทาน
อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.  ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
-----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๒. 
เอกสังขิยเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๔. เอกวิหาริวรรค เอกวิหาริยเถราปทานที่ ๑

ว่าด้วยผลแห่งการอยู่ป่าแต่ผู้เดียว
  
 [๒๑] ในภัททกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะโดยพระโคตรเป็น เผ่าพรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ไม่มีธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ไม่มีเครื่อง ยึดหน่วง
 มีพระทัยเสมอด้วยอากาศ มากด้วยสุญญตสมาธิ คงที่ ยินดีในอนิมิตตสมาธิ ประทับอยู่แล้ว พระองค์ผู้มีพระทัยรังเกียจ ไม่มีตัณหาเครื่องฉาบทา ไม่เกี่ยวข้องในกุศล ในคณะ ประกอบด้วย พระกรุณาใหญ่ เป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาดในอุบายเครื่องแนะนำ ทรงขวนขวายในกิจของผู้อื่น ทรงแนะนำในหนทางอันยังสัตว์ให้ถึง นิพพาน ซึ่งเป็นเหตุทำเปือกตมคือคติให้แห้ง ในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก ประทับนั่งแสดงอมตธรรมอันเป็นความแช่มชื่นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องห้ามชราและมรณะ ในท่ามกลางบริษัทใหญ่ ยังสัตว์ ให้ข้ามโลก พระวาจาไพเราะเหมือนนกการะเวก เป็นนาถะของโลก มีพระสุรเสียงก้องประหนึ่งเสียงพรหม ผู้เสด็จมาด้วยประการนั้น ถอนพระองค์ขึ้นจากมหันตทุกข์ ในเมื่อโลกปราศจากผู้แนะนำ ทรง แสดงธรรมที่ปราศจากธุลี นำสัตว์ออกจากโลก เราได้เห็นแล้ว ได้ฟังธรรมของพระองค์ จึงออกบวชเป็นบรรพชิตครั้นเราบวชแล้ว ในกาลนั้น คิดถึงคำสอนของพระชินเจ้าถูกความเกี่ยวข้องบีบคั้น จึงได้อยู่เสียในป่าที่น่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียวเท่านั้น การที่เรามีกายหลีก ออกมาได้ เป็นเหตุแห่งการหลีกออกแห่งใจของเราผู้เห็นภัยใน ความเกี่ยวข้อง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้วดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระเอกวิหาริยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ เอกวิหาริยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
๑. เอกวิหาริยเถราปทาน
         อรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔         
         แม้ในวรรคที่ ๔๔ อปทานทั้งหมดก็ปรากฏชัดแล้วเหมือนกัน.   ความต่างแห่งบุญและความต่างแห่งผลอย่างเดียวเท่านั้น เป็นความแปลกกัน.
จบอรรถกถาเอกวิหาริวรรคที่ ๔๔
-----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
               ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๕. วิเภทกิวรรค
               ๑. วิเภทกพีชิยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค ๑. 
เอกวิหาริยเถราปทาน จบ.

03 พฤศจิกายน 2568

คำแปลบทโศลกสรรเสริญธรรมบาล ๒๔ พระองค์ ในพระมหากรุณาธิคุณของพระโพธิสัตว์สวรรค์ทั้งปวง

  
พระวิศวภัทร เชี่ยเกียก (釋聖傑) ...แปล (พ.ศ.๒๕๕๒)
 ที่ประชุมแห่งพระตถาคตเจ้าประกอบไปด้วยเทพยดาทั้งหลาย ที่สถิตอยู่ทั่วทั้งตรีสหัสมหาโลกธาตุ เทพเหล่านั้นล้วนปฏิญาณว่าจะช่วยเหลือมนุษย์ให้ได้รับแต่สิ่งดีงาม อันมณฑลพิธีที่จัดตั้งขึ้นนี้ ก็ยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ ฤทธานุภาพของธรรมบาลทั้งหลายเป็นมหาอภิญญา บำราบมารที่เห็นผิดให้เห็นชอบ ได้เสด็จไปทั่วสวรรค์และโลกมนุษย์เพื่อเผยแผ่ธรรม ขอให้เทพทั้งหลายโปรดคุ้มครองมณฑลพิธีนี้ด้วยเทอญ
               ๑. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าวกุศลบดีจอมเทพ ผู้ยิ่งด้วยคุณธรรมบารมีท่านได้สั่งสมกุศลมาแล้ว ๘๐ ชาติ หากสรรพสัตว์มีความปรารถนาที่ดีงาม ก็จะช่วยให้สัมฤทธิ์ผล จนถึงช่วยเกื้อหนุนให้สำเร็จพระโพธิญาน
               ๒. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านมหาสุรัสวตี เทวีแห่งความรู้อันวิเศษ ๗๐ กว่าชาติมาแล้ว ท่านได้สั่งสมบารมีเอาไว้ ได้เกื้อหนุนให้สรรพสัตว์บำเพ็ญกุศลกรรม หักล้างคำกล่าวที่เห็นผิดของมารและเดียรถีร์
               ๓. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าวมหาพรหม ผู้มีปณิธานลึกซึ้งยิ่งใหญ่ ท่านเคยเกิดเป็นมหาอำมาตย์และพระราชาได้สนทนาธรรมกับพระเถระผู้ทรงคุณด้วยความเคารพได้ฟังธรรมเพียงคำเดียวก็บรรลุจิตเดิมแท้
               ๔. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าวสักกะเทวราช ผู้มีบริวารเป็นเทพบุตรจำนวน หนึ่งแสนเทพธิดา หนึ่งแสน ตามเสด็จไปทุกที่ รัตนมาลา และสร้อยสังวาลย์ ผุดขึ้นจากพื้นทุกที่ ที่เสด็จผ่าน ธง ฉัตรรัตนะ ก็แวดล้อม เทวาธิราชพระองค์นี้
               ๕. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าวธตรัฐ จอมคนธรรพ์ แห่งทิศตะวันออกพระองค์ทรงสั่งสมบุญสมภาร ในนาบุญมาหลายชาติ ทรงมีฤทธานุภาพที่ไร้สิ่งกั้นขวาง ขอจงเมตตากรุณาปกป้องมนุษย์ทั้งปวง
               ๖. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าววิรุฬหก จอมกุมภัณฑ์ แห่งทิศใต้ผู้คุ้มครองโลกและราษฎรให้ผาสุกให้อิทธิฤทธิ์ช่วยเหลือการเผยแผ่ธรรม บันดาลให้พุทธศาสนารุ่งเรือง และกำจัดหมู่มาร
               ๗. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าววิรูปักษ์ จอมนาคา แห่งทิศตะวันตกในหัตถ์ทรงดวงแก้วมณี มีพลานุภาพมาก ทรงช่วยเหลือพระพุทธเจ้าประกาศธรรม โลกธาตุทั้ง ๑๐ ทิศ ต่างสำนึกในพระคุณ
               ๘. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าวกุเวร จอมยักษ์ แห่งทิศเหนือ ผู้ประคองรัตนสถูปในรัตนสถูปยังมี พุทธปฏิมา หากมนุษย์มีจิตต่อพระผู้กรุณาองค์นี้ เคราะห์กรรมจะสูญสิ้น ได้รับความสุขและบุญญา
               ๙. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านคุหยปติวัชระ ผู้มีปณิธานและจริยาที่ลึกซึ้งสำแดงอิทธิฤทธิ์ เพื่อปกป้องพุทธธรรมผู้ภาวนาถึงพระพุทธองค์ ผู้ยึดมั่นในธรรมและผู้ทำความดี พระองค์จะช่วยให้บรรลุธรรมโดยเร็ว
               ๑๐. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านมหายักษ์เสนาบดี ปัญจิกา ผู้แกล้วกล้าผู้มีกำลังมาก สามารถสั่นคลอนเขาสุเมรุได้ ท้าวเธอช่วยพระพุทธองค์ สอนผู้เห็นผิดให้เห็นชอบ ด้วยอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ
               ๑๑. ขอน้อมอัญเชิญ พระเวทะ ผู้มีวรกายงามวิเศษท่านบำเพ็ญธรรม บันดาลฤทธานุภาพด้วยกรุณาที่ยิ่งใหญ่ เพื่อปกป้องพระศาสนา ช่วยให้พระธรรมคำสอนรุ่งเรือง ชายหญิงทั้งหลาย ขอนอบน้อมเป็นที่พึ่ง
               ๑๒. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านปฐวีเทพ ผู้มีเมตตากรุณาอย่างที่สุดได้ช่วยเหลือและปกป้องพระพุทธองค์ตลอดเวลา ได้ก่อกำเนิดสรรพสิ่ง เพื่อมวลมนุษย์ และยังประโยชน์แก่โลก ไม่มีประมาณ
               ๑๓. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านโพธิทรุม เทพแห่งต้นโพธิที่ตรัสรู้ ท่านได้ถือรัตนมณี และบุปผชาติถวายพระพุทธองค์ เมื่อสงสัยข้อธรรม จึงทูลถามพระพุทธองค์ ทำให้รู้แจ้ง เมื่อบรรลุธรรมแล้ว จึงประกาศว่า จะช่วยสรรพสัตว์ให้บรรลุโพธิญาณ
               ๑๔. ขอน้อมอัญเชิญ พระนางหาริตี มหายักษิณี บัดนี้ เธอมีจริยาวัตรและปณิธานเสมือนพระอวโลกิเตศวร ได้นำพาสรรพสัตว์ให้ตั้งอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง พร้อมกับนำพายักษ์บริวารให้เลื่อมใสพระพุทธองค์
               ๑๕. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านอาริตินาม ท่านได้สักการะพระพุทธองค์ยึดมั่นในธรรมจึงเกิดปัญญารู้แจ้ง ได้บำเพ็ญศีล บริจาคทานและบรรลุอภิญญา ได้สั่งสมบารมีธรรม จนบรรลุธรรมมาแล้วหลายชาติ และได้เลื่อมใสใน พุทธธรรม
               ๑๖. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านท้าวมเหศวร ผู้น่าเกรงขามมี 5 แขน และประทับปกปักอยู่เบื้องหน้าพระพุทธองค์ ทรงถือขวาน กงจักร และพระขรรค์ เพื่อกำจัดมารชั่วร้ายทั้งปวง
               ๑๗. ขอน้อมอัญเชิญ พระมาริจีเทพกัญญา พระแม่แห่งแสงสว่างเมื่อหมู่สัตว์มีภัย เพียงสรรเสริญพระนาม ท่านจะรับรู้ทันที แล้วปรากฏกายบนนภากาศ ด้วยฤทธานุภาพ ช่วยเหลือให้หลุดพ้นจากความตาย แล้วศรัทธาในพุทธธรรม
               ๑๘. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านสุริยเทพ ผู้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ปรากฏกายเป็นดวงอาทิตย์ ทั้งบนฟากฟ้าและเมืองมนุษย์ ทำให้เกิดอากาศหนาว ร้อน อบอุ่นและปกติ ทำให้เกิดฤดูหนาวและฤดูฝน ที่ราบรื่น
               ๑๙. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านจันทราเทพ ผู้ทรงคุณธรรมที่บริสุทธิ์ บางครั้งก็ปรากฏเต็มดวง บางครั้งก็เพียงเสี้ยว เมื่อหมู่เมฆผ่านพ้นจึงส่องสว่างใส มหาสมุทรทั้ง ๔ กับภูเขา และแม่น้ำใหญ่น้อย ล้วนได้รับแสงสว่าง
               ๒๐. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านประธานแห่งหมู่ดาว ที่รายระยับในจักรภพทั้งที่ปรากฏให้เห็น และซ่อนเร้นอยู่ ในทิศทั้ง ๔ ได้สาดแสงสว่างอยู่ทุกค่ำคืน อันพระคุณนี้ ไม่มีขอบเขตประมาณ
               ๒๑. ขอน้อมอัญเชิญ จอมเทพแห่งดาวดึงส์ ຕຕ องค์ ท่านได้บริจาคมหาทานหลายชาติส่งผลให้เกิดเป็นเทวดาผู้ใหญ่ ที่มีบุญญาธิการกว่าเทวดาทั้งปวง มีปณิธานจะแบ่งบุญกุศลให้หมู่เทวดาและจะช่วยเหลือ มนุษย์ทั้งปวง
               ๒๒. ขอน้อมอัญเชิญ พญายมราช ผู้เที่ยงธรรมเมื่อเห็นเรื่องชั่วช้าก็มีเมตตา ให้อภัย เมื่อท่านเห็นเรื่องดีงามก็โมทนา ประทานพร ได้บรรลุธรรมมาแล้ว ตั้งแต่สมัยพระสมันตภัทรพุทธเจ้า ในอดีต
               ๒๓. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านสาครนาคราช ผู้ดูแลสายน้ำทั้งปวงเมื่อเกลียวคลื่นเปิดออก จึงพบวิมานแก้วผลึก กระแสคลื่นซัดสาดยังเกาะพ้งไล้ของหมู่เซียน ขอบุญญาธิการหลั่งไหลสู่มวลมนุษย์ ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ
               ๒๔. ขอน้อมอัญเชิญ ท่านกินนรราชา ผู้เป็นนิรมาณกายของพระอวโลกิเตศวรท่านปกป้องดูแลพระศาสนาไปทั่ว ๑๐ ทิศ ในหัตถ์ทรงพระแสงขวาน คุ้มครองโลกธาตุ ทำให้หมู่มารและเดียรถีร์ต่างแพ้พ่าย
                        เหล่าเทพยดา ผู้เป็นอริยเจ้า ทรงไว้ซึ่งเมตตาการุญยิ่งใหญ่ ได้ยังประโยชน์สุขแก่สรรพสัตว์ ไม่มีประมาณ ข้าพเจ้าทั้งหลายได้จัดมณฑลพิธีนี้ เพื่อสรรเสริญบูชา ขอให้ปวงอริยเทพทั้งหลาย โปรดประทานพรอันเป็นมงคลเถิด....

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค โสวัณณโกนตริกเถราปทานที่ ๑๐

ว่าด้วยผลแห่งการถวายกะโหลกน้ำเต้า
  
 [๒๐] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้อบรมใจ ฝึกพระองค์แล้ว มีพระทัยตั้งมั่น เสด็จดำเนินอยู่ในทางใหญ่ ทรงข้ามโอฆะได้แล้วทรงยินดีในการ สงบระงบจิต ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีใน ฌาน เป็นมุนี เข้าสมาบัติ สำรวมอินทรีย์ จึงเอากะโหลกน้ำเต้า
 ตักน้ำเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ล้างพระบาทของพระ พุทธเจ้าแล้วถวายน้ำเต้า และพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ได้ทรงบังคับว่า ท่านจงเอากะโหลกน้ำเต้านี้ ตักน้ำมาวางไว้ที่ ใกล้ๆ เท้าของเรา เรารับสนองพระพุทธดำรัสว่า สาธุ แล้วเอา กะโหลกน้ำเต้ามาวางไว้ใกล้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เพราะความ เคารพต่อพระศาสดา พระศาสดาผู้ทรงความเพียรใหญ่ เมื่อจะทรง ยังจิตของเราให้ดับสนิท ได้ทรงอนุโมทนาว่า ด้วยการถวายน้ำเต้านี้ ขอความดำริของท่านจงสำเร็จ ในกัปที่ ๑๕ แต่กัปนี้ เรารื่นรมย์ อยู่ในเทวโลก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๓ ครั้ง จะเป็น กลางวันหรือกลางคืนก็ตาม เมื่อเราเดินหรือยืนอยู่ คนทั้งหลายถือ ถ้วยทองยืนอยู่ข้างหน้าเรา เราได้ถ้วยทองเพราะการถวายน้ำเต้า แด่พระพุทธเจ้า สักการะที่ทำไว้ในท่านผู้คงที่ทั้งหลาย ถึงจะน้อย ก็ย่อมเป็นของไพบูลย์ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายน้ำเต้าใน กาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งน้ำเต้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระโสวัณณโกนตริกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ โสวัณณโกนตริกเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
      ๑. สกิงสัมมัชชกเถราปทาน ๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน
      ๒. เอกทุสสทายกเถราปทาน ๗. เอกธัมมสวนิยเถราปทาน
      ๓. เอกาสนทายกเถราปทาน ๘. สุจินติตเถราปทาน
      ๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน ๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน
      ๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน ๑๐. โสวัณณโกนตริกเถราปทาน
      และในวรรคนี้ บัณฑิตคำนวณคาถาได้ ๑๗๒ คาถา.
จบสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค โสณณกิงกณิยเถราปทานที่ ๙

ว่าด้วยผลแห่งการถวายกะดึงทอง
  
 [๑๙] เราได้ออกบวชเป็นบรรพชิตด้วยศรัทธา เรานุ่งห่มผ้าเปลือกไม้กรอง เห็นกรรมคือตบะ ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ พระนามว่าอัตถทัสสีเสด็จอุบัติขึ้นช่วยมหาชน ให้ข้าม ก็เราสิ้นกำลังเพราะพยาธิอย่างหนัก เรานึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด
 ก่อพระสถูปอันอุดมที่หาดทราย ครั้นแล้ว เป็นผู้มี จิตยินดี มีใจโสมนัส เรี่ยรายดอกกะดึงทองโดยพลัน เราบำเรอ พระสถูปของพระพุทธเจ้า พระนามว่าอัตถทัสสีผู้คงที่ ด้วยใจอัน เลื่อมใสนั้น ปานดังบำเรอพระพุทธเจ้าเฉพาะพระพักตร์ เราไป สู่เทวโลกแล้ว ได้ความสุขอันไพบูลย์ ในเทวโลกนั้น เรามี ผิวพรรณปานทองคำ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เทพนารีของเรามี ประมาณ ๘๐ โกฏิ ประดับประดาสวยงาม บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ นี้ เป็นผลแห่งพุทธบูชา ดนตรี ๖ หมื่น คือ กลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ มโหระทึก บรรเลงอย่างไพเราะในเทวโลกนั้น ช้าง กุญชรตระกูลมาตังคะแตกมัน ๓ ครั้ง อายุ ๖๐ ปี ๘,๔๐๐ เชือก ประดับสวยงามคลุมด้วยตาข่ายทอง ทำการบำรุงเรา ความเป็นผู้ บกพร่องในพลกายและที่อยู่ ไม่มีแก่เรา เราเสวยผลของดอก กะดึงทองได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๘ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๗๑ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในมหาปฐพี ๑๐๑ ครั้ง บัดนี้ เราได้บรรลุอมตบทอันลึกซึ้ง ยากที่จะเห็นได้ สังโยชน์หมด สิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่กัปนี้ เราได้เอา ดอกไม้บูชาใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้วดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโสณณกิงกณิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ โสณณกิงกณิยเถราปทาน
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน
         อรรถกถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓         
         อปทานของพระเถระทั้งหมดในวรรคที่ ๔๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.   ความต่างกันแห่งชื่อของพระเถระทั้งหลายและความต่างกันแห่งบุญของพระเถระทั้งหลายเท่านั้นเป็นความแปลกกัน.
จบอรรถถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
 -----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค
               ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
               ๑. เอกวิหาริยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
 ๙. โสณณกิงกณิยเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค สุจินติตเถราปทานที่ ๘

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวใหม่
  
 [๑๘] ครั้งนั้น เราเป็นชาวนาอยู่ในพระนครหงสวดี เลี้ยงชีพด้วยกสิกรรม เลี้ยงดูเด็กๆ ก็ด้วยกสิกรรมนั้น ครั้งนั้น นาของเราสมบูรณ์ดี ข้าวของเราออกรวงแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าวแก่ดีแล้ว เราคิดอย่างนี้ ในกาลนั้นว่า เป็นการไม่เหมาะไม่สมควรแก่เราผู้รู้คุณน้อยใหญ่ ที่เราไม่ถวายทานในสงฆ์แล้ว พึงบริโภคส่วนอันเลิศด้วยตน พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในโลก
 มีพระลักษณะอัน ประเสริฐ ๓๒ ประการ และพระสงฆ์ผู้มีตนอันอบรมแล้ว เป็น นาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นจะยิ่งไปกว่า เราจักถวายทาน คือ ข้าวกล้าใหม่ในพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์นั้นเสียก่อน ครั้นคิดเช่นนี้ แล้ว เราเป็นผู้ร่าเริง มีใจประกอบด้วยปีติ นำเอาข้าวเปลือก มาจากนา เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ถวายบังคมพระบาท พระศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระมุนี ข้าวกล้าสมบูรณ์ ทั้งพระองค์ก็กำลังประทับอยู่ ณ ที่นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญาจักษุ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณารับเถิด
 พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตระ ผู้รู้แจ้งโลกสมควรรับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ตรัสพระดำรัสนี้ว่า บุรุษบุคคลผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้ คือสงฆ์ เป็นผู้ตรง มีปัญญา ศีล และมีจิตมั่นคง บุญย่อมเป็นอันสั่งสมแล้ว ในเมื่อมนุษย์ผู้เพ่งบุญบูชากระทำอยู่ ทานที่ให้ในสงฆ์ย่อมมีผลมาก และควรให้ทานในสงฆ์นั้น ข้าวกล้า ของท่านนี้ก็เช่นเดียวกัน ควรให้ในสงฆ์ ท่านจงอุทิศแด่สงฆ์ นำเอาภิกษุทั้งหลายไปสู่เรือนของตนแล้วจงถวายสิ่งที่มีอยู่ในเรือน ซึ่งท่านได้ตกแต่งแล้วเพื่อภิกษุสงฆ์เถิด เราอุทิศแด่สงฆ์ นำภิกษุ ทั้งหลายไปในเรือน ได้ถวายสิ่งที่เราได้ตกแต่งไว้ในเรือนแด่ภิกษุ สงฆ์ เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว จึงไปยังดาวดึงสพิภพ วิมานทองงามผุดผ่องสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ บุญกรรมได้สร้างไว้อย่างงามแล้วเพื่อ เรา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น.
 จบ ภาณวารที่ ๑๙
 ภพของเรา เกลื่อนกล่นระคนไปด้วยเทพนารี เรากิน ดื่ม ในภพนั้น อยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทศ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓,๐๐๐ ครั้ง และได้เสวยราชสมบัติในเทวโลกอีก ๕๐๐ ครั้ง ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราช โดย คณนานับมิได้ เราท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ ได้ทรัพย์นับไม่ได้ เราไม่มีความบกพร่องในโภคสมบัติเลย นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ยานช้าง ยานม้า วอ และคานหาม เราได้ทุกสิ่ง นี้เป็นผลแห่ง ข้าวใหม่ ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอันเลิศใหม่ เราได้ทุก อย่าง นี้เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ผ้าไหม ผ้ากัมพล ผ้าเปลือกไม้ ผ้า ฝ้าย เราได้ทุกอย่าง
 นี้ เป็นผลแห่งข้าวใหม่ หมู่ทาสี หมู่ทาส และนารี ที่ประดับประดาอย่างสวยงาม เราได้ทุกจำพวก นี้เป็นผล แห่งข้าวใหม่ หนาวหรือร้อน ไม่เบียดเบียนเรา เราไม่มีความ เร่าร้อน อนึ่ง ทุกข์ทางใจไม่มีในหทัยของเรา เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญ บริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ คำเช่นนี้ เราได้ทุกประการ นี้ เป็นผลแห่งข้าวใหม่ บัดนี้ ชาตินี้เป็นชาติหลังสุด ภพสุดท้าย กำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ไทยธรรมของเรา ก็ทำเราให้ยินดีอยู่ทุกเมื่อ เราได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้ประเสริฐสุด ย่อมเสวยอานิสงส์ ๘ ประการ อันสมควรแก่กรรมของเรา คือเราเป็นผู้มีผิวพรรณผุดผ่อง ๑ มียศ ๑ มีโภคทรัพย์มากมายใครๆ ลักไม่ได้ ๑ มีภักษามากทุก เมื่อ ๑ มีบริษัทไม่ร้าวรานกันทุกเมื่อ ๑ สัตว์ที่อาศัยแผ่นดินล้วน ยำเกรงเรา ๑ เราได้ไทยธรรมก่อน
 จะในท่ามกลางสงฆ์ หรือเฉพาะ พระพักตร์ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดก็ตาม พวกทายกเลยองค์ อื่นๆ เสียหมด ถวายแก่เราเท่านั้น ๑ เราได้เสวยอานิสงส์เหล่านี้ เพราะได้ถวายข้าวใหม่ในหมู่สงฆ์ผู้อุดมก่อนนี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ถวายทานใด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งข้าวใหม่ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ สุจินติตเถราปทาน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค เอกธัมมสวนิยเถราปทานที่ ๗

ว่าด้วยผลแห่งการฟังธรรมครั้งเดียว
  
 [๑๗] พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวงประกาศ สัจจะ ๔ ทรงยังชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นดีแล้ว สมัยนั้น เราเป็น ชฎิลมีตบะใหญ่ สลัดผ้าคากรองเปลือกไม้ เหาะไปในอัมพร ในกาลนั้น เราไม่สามารถจะเหาะไปได้เหนือพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุด
 เราเหาะไปไม่ได้ เหมือนนกเข้าไปใกล้ภูเขาแล้วไปไม่ได้ ฉะนั้น เราบังหวนเป็นไอน้ำลอยอยู่ในอัมพรเช่นนี้ ด้วยคิดว่า เหตุเครื่องทำให้อิริยาบถกำเริบเช่นนี้ มิได้เคยมีแก่เรา เอาละ เราจักค้นหาเหตุนั้น บางทีเราจักพึงได้ผล เราลงจากอากาศ ก็ได้ สดับพระสุรเสียงของพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสถึงว่าสังขาร ไม่เที่ยง ด้วยพระสุรเสียงที่น่ายินดี น่าฟัง กลมกล่อม ขณะนั้นเราได้เรียนเอาอนิจจลักษณะนั่นแหละ ครั้นเรียนอนิจจ- ลักษณะได้แล้ว ก็ไปสู่อาศรมของตน เราอยู่ในอาศรมนั้นแหละ ตราบเท่าสิ้นอายุ ตายไปแล้ว
                        เมื่อกาลที่สุดกำลังเป็นไป เราระลึก ถึงการฟังพระสัทธรรม เพราะกรรมที่เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว 
                        ได้ไปสู่ดาวดึงสพิภพ รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓ หมื่นกัป ได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๑ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศ ราชอันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้
                        เราเสวยบุญของตน ถึงความสุข ในภพน้อยภพใหญ่ เราท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ก็ยังระลึก ได้ถึงสัญญานั้น บทอันไม่เคลื่อน คือ นิพพาน เราหาได้แทงตลอด ด้วยธรรมอันหนึ่งไม่
                        สมณะผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว นั่งในเรือน บิดา เมื่อจะแสดงธรรมกถา ท่านได้ยกอนิจจลักษณะขึ้นมาใน ธรรมกถานั้น พร้อมกับที่ได้ฟังคาถาว่า
                        สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นความสุข ดังนี้เราจึงนึกถึง สัญญาขึ้นได้ทุกอย่าง
                         เรานั่ง ณ อาสนะเดียว บรรลุอรหัตแล้ว เราได้บรรลุอรหัตโดยเกิดได้ ๗ ปี พระพุทธเจ้าทรงให้เราอุปสมบท แล้ว นี้เป็นผลแห่งการฟังธรรม ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ เราได้ ฟังธรรมใด ในกาลนั้น ด้วยการฟังธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ก็เป็นผลแห่งการฟังธรรม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                         พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                         ทราบว่า ท่านพระเอกธัมมสวนิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ เอกธัมมสวนิยเถราปทาน.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ฆฏมัณฑทายกเถราปทานที่ ๖

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเปรียง
  
 [๑๖] พระผู้มีพระภาคผู้มีเหตุอันทรงดำริดีแล้ว เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน เสด็จเข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอันเกิดแต่ลม เบียดเบียน เราเห็นแล้ว จึงทำจิตให้เลื่อมใสนำเอาขี้ตะกอนเปรียง เข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำกุศลกรรมและได้บูชาพระพุทธเจ้า เนืองๆ
 แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสีนี้ มหาสมุทรทั้ง ๔ และพื้นปฐพี ที่น่ากลัวซึ่งจะประมาณมิได้นับไม่ถ้วนนี้ ย่อมสำเร็จเป็นเปรียงขึ้น ได้สำหรับเรา น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริของเรา เกิดขึ้น ต้นไม้ที่งอกขึ้นแต่แผ่นดินในทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิดเป็นต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช สมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง ได้ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับไม่ถ้วนในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...
                        พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                        ทราบว่า ท่านพระฆฏมัณฑทายกเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน
         อรรถกถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓         
         อปทานของพระเถระทั้งหมดในวรรคที่ ๔๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.  ความต่างกันแห่งชื่อของพระเถระทั้งหลายและความต่างกันแห่งบุญของพระเถระทั้งหลายเท่านั้นเป็นความแปลกกัน.
 จบอรรถถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
-----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค
               ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
               ๑. เอกวิหาริยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
 ๖. ฆฏมัณฑทายกเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค โกรัณฑปุปผิยเถราปทานที่ ๕

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกหงอนไก่
  
 [๑๕] เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงานในป่า เลี้ยงชีพ ด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของโลก พระนามว่าติสสะ ผู้มีพระปัญญา จักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์ ก็เรา ได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดาพระนามว่าติสสะ
 ที่พระองค์ ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริงมีจิตยินดียังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึงเด็ด มาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด เพราะกรรมที่ เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์ แล้ว ไปสู่ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ เป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มี รัศมีเป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ เราได้ทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการบูชารอยพระพุทธบาท เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระโกรัณฑปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน
         อรรถกถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
         อปทานของพระเถระทั้งหมดในวรรคที่ ๔๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.  ความต่างกันแห่งชื่อของพระเถระทั้งหลายและความต่างกันแห่งบุญของพระเถระทั้งหลายเท่านั้นเป็นความแปลกกัน.
จบอรรถถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
-----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค
               ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน
               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
               ๑. เอกวิหาริยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค 
๕. โกรัณฑปุปผิยเถราปทาน จบ.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อปทาน ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทานที่ ๔

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกกระทุ่ม ๗ ดอก
  
  [๑๔] มีภูเขาชื่อกทัมพะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อาศัยอยู่ที่ข้างภูเขานั้น เราเห็นดอกกระทุ่มจึงประนมมือแล้ว หยิบเอามา ๗ ดอก ได้เรี่ยรายลงด้วยจิตอันเปี่ยม เพราะกรรมที่ เราได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และเพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์ แล้ว ได้ไปยังดาวดึงสพิภพ ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้กระทำ กรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ... พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสัตตกทัมพปุปผิยเถระได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบ สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน.
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค
๔. สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน
         อรรถกถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
         อปทานของพระเถระทั้งหมดในวรรคที่ ๔๓ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. ความต่างกันแห่งชื่อของพระเถระทั้งหลายและความต่างกันแห่งบุญของพระเถระทั้งหลายเท่านั้นเป็นความแปลกกัน.
จบอรรถถาสกิงสัมมัชชกวรรคที่ ๔๓
 -----------------------------------------------------
               อรรถกถาที่มีมาก่อนหน้านี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ เถราปทาน ๔๒. ภัททาลิวรรค
               ๕. นาคปัลลวกเถราปทาน

               อรรถกถาที่มีถัดจากนี้ :-
         อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๔. เอกวิหาริวรรค
               ๑. เอกวิหาริยเถราปทาน
.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ ๔๓. สกิงสัมมัชชกวรรค ๔.
 สัตตกทัมพปุปผิยเถราปทาน จบ.