Translate

05 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๖. โสภิตพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระโสภิตพุทธเจ้าที่ ๖         
         ภายหลังสมัยของ พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อพระศาสนาของพระองค์อันตรธานแล้ว พระโพธิสัตว์พระนามว่าโสภิตะ ทรงบำเพ็ญบารมีมาสี่อสงไขยกำไรแสนกัป ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ทรงดำรงอยู่ตลอดอายุในที่นั้นแล้ว อันทวยเทพอ้อนวอนแล้วก็จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุธัมมาเทวี ในราชสกุลของพระเจ้าสุธัมมราช ในสุธัมมนคร. 
         พระโพธิสัตว์นั้นถ้วนกำหนดทศมาส ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี ณ สุธัมมราชอุทยาน เหมือนดวงจันทร์ลอดออกจากหลืบเมฆ. ปาฏิหาริย์ในการปฏิสนธิและประสูติของพระองค์มีประการดังกล่าวมาก่อนแล้ว. 
         พระโพธิสัตว์นั้นครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี เมื่อพระโอรสพระนามว่าสีหกุมาร ทรงถือกำเนิดในพระครรภ์ของพระนางมขิลาทวี๑- พระอัครมเหสียอดสนมนาฏเจ็ดหมื่นนางแล้ว. 
๑- บาลีเป็น มกิลา. 
         ทรงเห็นนิมิต ๔ เกิดสลดพระหฤทัย ทรงผนวชในปราสาทนั่นเอง ทรงเจริญอานาปานัสสติสมาธิในปราสาทนั้นนั่นแหละ ทรงได้ฌาน ๔ ทรงบำเพ็ญเพียรในปราสาทนั้น ๗ วัน. 
         ต่อนั้น เสวยข้าวมธุปายาสรสอร่อยอย่างยิ่ง พระนางมขิลามหาเทวีถวายแล้ว ทรงเกิดจิตคิดจะออกอภิเนษกรมณ์ว่า ขอปราสาทที่ประดับตกแต่งแล้วนี้ จงไปทางอากาศ ต่อหน้ามหาชนที่กำลังดูอยู่แล้ว ทำโพธิพฤกษ์ไว้ตรงกลาง แล้วลงเหนือแผ่นดิน และสตรีเหล่านี้ เมื่อเรานั่ง ณ โคนโพธิพฤกษ์ ไม่ต้องมีคนบอก จงลงจากปราสาทกันเองเถิด พร้อมกับเกิดจิตดังนั้น ปราสาทก็เหาะจากพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสุธัมมราช ขึ้นสู่อากาศเฉกเช่นอัญชันบรรพตสีเขียวคราม ปราสาทนั้น มีพื้นปราสาทประดับด้วยพวงดอกไม้ส่งกลิ่นหอมอบอวล เหมือนประดับประดาทั่วพื้นอัมพรรุ่งโรจน์ดั่งดวงทินกร กลุ่มที่กระทำความงามเสมือนธารน้ำทอง และดั่งดวงรัชนีกรในฤดูสารท มีข่ายขึงกระดิ่งงามวิจิตรนานาชนิดห้อยย้อย เมื่อต้องลมก็ส่งเสียงไพเราะน่ารักน่าใคร่ ดั่งดนตรีเครื่อง ๕ ที่ผู้ชำนาญบรรเลง. 
         ด้วยเสียงไพเราะได้ยินมาแต่ไกล เสียงไพเราะนั้นก็หยั่งลงสู่โสตของสัตว์ทั้งหลาย ประหนึ่งถูกประเล้าประโลมทางอากาศ อันไม่ไกลชายวนะอันงามของต้นไม้ ไม่ต่ำนักไม่สูงนัก ในหมู่มนุษย์ที่ยืนเจรจาปราศรัยกันอยู่ในบ้านเรือน ทาง ๓ แพร่ง ๔ แพร่ง และในถนนเป็นต้น ประหนึ่งดึงดูดสายตาชนด้วยสีที่แล่นเรืองรองรุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่างๆ คือกิ่งอันงามของต้นไม้ และประหนึ่งโฆษณาปุญญานุภาพก็ดำเนินไปตลอดพื้นคัคนานต์. 
         แม้เหล่าสนมนาฎนารี ณ ที่นั้นก็ขับกล่อมประสานเสียงด้วยเสียงอันไพเราะแห่งดนตรีอย่างดีมีองค์ ๕ เขาว่าแม้กองทัพ ๔ เหล่าของพระองค์ ก็งดงามด้วยอาภรณ์คือดอกไม้หอมและผ้ามีสีสรรต่างๆ ร่วงรุ้งรุ่งโรจน์เกิดจากประกายเครื่องอลังการและอาภรณ์ประดับกาย ไปแวดล้อมปราสาททางภาคพื้นนภากาศ ดุจกองทัพทวยเทพ ดุจแผ่นธรณีที่งามน่าดูอย่างยิ่ง.
         แต่นั้น ปราสาทก็ไปทำต้นโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนาคะ ซึ่งสูง ๘๘ ศอกลำต้นตรงอวบกลม ประดับด้วยดอกใบอ่อนตูมไว้ตรงกลาง แล้วลงตั้งที่พื้นดิน. ส่วนเหล่าสนมนาฏนารี ใครๆ มิได้บอก ก็ลงจากปราสาทนั้นหลีกไป. 
         เขาว่า แม้พระโสภิตมหาบุรุษผู้งามด้วยคุณสมบัติเป็นอันมากทำมหาชนเป็นบริวารอย่างเดียว ทรงยังวิชชา ๓ ให้เกิดในยามทั้ง ๓ แห่งราตรี. 
         ส่วนกองกำลังแห่งมาร ก็ไปตามทางที่ไป โดยกำลังธรรมดาของพระมหาบุรุษนั้นนั่นเอง. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าโสภิตะทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ก็ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ทรงยับยั้ง ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับการอาราธนาธรรมของท้าวมหาพรหม. 
         ทรงตรวจดูด้วยพุทธจักษุว่าจะทรงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ก็ทรงเห็นอสมกุมารและสุเนตตกุมาร พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดาของพระองค์ว่า กุมารทั้งสองพระองค์นี้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสสัย สามารถแทงตลอดธรรมอันละเอียดลุ่มลึกได้ เอาเถิด เราจะแสดงธรรมแก่กุมารทั้งสองนี้แล้ว เสด็จมาทางอากาศ ลง ณ สุธัมมราชอุทยาน โปรดให้พนักงานเฝ้าพระราชอุทยานเรียกพระกุมารทั้งสองพระองค์มาแล้ว อันพระกุมารพร้อมทั้งบริวารแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรท่ามกลางมหาชน. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
               ต่อจากสมัยของพระเรวตพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า 
         พระนามว่า โสภิตะ ผู้นำโลก ผู้ตั้งมั่น จิตสงบ ไม่มีผู้ 
         เสมอ ไม่มีผู้เปรียบ. 
               พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงกลับพระทัย 
         ในพระนิเวศน์ของพระองค์แล้ว ทรงบรรลุพระโพธิญาณ 
         สิ้นเชิง ประกาศพระธรรมจักรแล้ว. 
               บริษัทหมู่หนึ่ง ในระหว่างนี้ คือเบื้องล่างตั้งแต่ 
         อเวจีนรก เบื้องบนตั้งแต่ภวัคคพรหม ก็ได้มีในการ 
         แสดงธรรม. 
               พระสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักร ณ 
         ท่ามกลางบริษัทนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ กล่าวไม่ได้ด้วย 
         จำนวนผู้ตรัสรู้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกเคหมฺหิ ได้แก่ ในนิเวศน์ของตนนั่นเอง. 
         อธิบายว่า ณ พื้นภายในปราสาทนั่นแล. 
         บทว่า มานสํ วินิวตฺตยิ ได้แก่ กลับใจ. 
         อธิบายว่า อยู่ในนิเวศน์ของพระองค์ เปลี่ยนจิตจากความเป็นปุถุชนภายใน ๗ วันเท่านั้น แล้วทรงบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า เหฏฺฐา แปลว่า เบื้องต่ำ. 
         บทว่า ภวคฺคา ได้แก่ แต่อกนิษฐภพ. 
         บทว่า ตาย ปริสาย ได้แก่ ท่ามกลางบริษัทนั้น. 
         บทว่า คณนาย น วตฺตพฺโพ ความว่า เกินที่จะนับจำนวนได้. 
         บทว่า ปฐมาภิสมโย ได้แก่ ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑. 
         บทว่า อหุ ความว่า บริษัทนับจำนวนไม่ได้. ปาฐะว่า ปฐเม อภิสฺมึสุเยว ดังนี้ก็มี. 
         ความว่า ชนเหล่าใดตรัสรู้ในการแสดงธรรมของพระโสภิตพุทธเจ้านั้น ชนเหล่านั้นอันใครๆ กล่าวไม่ได้ด้วยการนับจำนวน. 
         สมัยต่อมา พระโสภิตพุทธเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนต้นจิตตปาฏลี ใกล้ประตูกรุงสุทัสสนะ ประทับนั่งทรงแสดงอภิธรรม เหนือพื้นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ณ โคนต้นปาริฉัตรในภพดาวดึงส์ อันเป็นภพที่สำเร็จด้วยนพรัตน์และทอง. จบเทศนา เทวดาเก้าหมื่นโกฏิตรัสรู้ธรรม นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  เมื่อพระโสภิตพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ต่อจากอภิสมัย 
            ครั้งที่ ๑ นั้น ณ ที่ประชุมเทวดาทั้งหลาย อภิสมัยครั้งที่ ๒ 
            ก็ได้มีแก่เทวดาเก้าหมื่นโกฏิ. 
         สมัยต่อมา พระราชกุมารพระนามว่าชัยเสนะ ในกรุงสุทัสสนะ ทรงสร้างวิหารประมาณโยชน์หนึ่ง ทรงสร้างพระอาราม ทรงเว้นไว้ระยะต้นไม้ดีเช่นต้นอโศก ต้นสน จำปา กะถินพิมาน บุนนาค พิกุลหอม มะม่วง ขนุน อาสนศาลา มะลิวัน มะม่วงหอม พุดเป็นต้น ทรงมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำอนุโมทนาทาน ทรงสรรเสริญการบริจาคทานแล้วทรงแสดงธรรม. 
         ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่หมู่สัตว์แสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนี้ จึงตรัสว่า 
                  ต่อมาอีก เจ้าราชบุตรพระนามว่าชัยเสนะ ทรง 
            สร้างพระอาราม มอบถวายพระพุทธเจ้าครั้งนั้น. 
                  พระผู้มีพระจักษุ เมื่อทรงสรรเสริญการบริจาค 
            ทาน ก็ทรงแสดงธรรมโปรดเจ้าราชบุตรนั้น ครั้งนั้น 
            อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์พันโกฏิ. 
         พระราชาพระนามว่าอุคคตะ ก็สร้างพระวิหารชื่อว่าสุนันทะ ในกรุงสุนันทะ ถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ในทานนั้น พระอรหันต์ร้อยโกฏิซึ่งบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาประชุมกัน. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าโสภิตะทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางพระอรหันต์เหล่านั้น นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         คณะธรรมในเมขลนคร สร้างมหาวิหารที่น่ารื่นรมย์อย่างดี ชื่อว่าธัมมคณาราม ถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานอีก แล้วได้ถวายทานพร้อมด้วยบริขารทุกอย่าง. ในสมาคมนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในสันนิบาตการประชุมพระอรหันต์เก้าหมื่นโกฏิ ซึ่งบวชโดยเอหิภิกขุภาวะ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
         ส่วนสมัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำพรรษาในภพของท้าวสหัสนัยน์ อันหมู่เทพแวดล้อมแล้ว เสด็จลงจากเทวโลก ในดิถีปวารณาพรรษา ทรงปวารณาพร้อมด้วยพระอรหันต์แปดสิบโกฏิ ในสันนิบาตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  พระโสภิตพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีสันนิบาต 
            ๓ ครั้ง ประชุมพระอรหันต์ขีณาสพผู้ไร้มลทินมีจิตสงบ คงที่. 
                  พระราชาพระองค์นั้นพระนามว่าอุคคตะ ถวายทาน 
            แด่พระผู้เป็นยอดแห่งนรชน ในกาลนั้น พระอรหันต์ร้อยโกฏิ 
            มาประชุมกัน (ครั้งที่ ๑). 
                  ต่อมาอีก หมู่ชนชาวเมืองถวายทานแด่พระผู้เป็นยอด 
            แห่งนรชน ครั้งนั้น พระอรหันต์เก้าสิบโกฏิประชุมกันเป็น 
            ครั้งที่ ๒. 
                  ครั้งพระชินพุทธเจ้า จำพรรษา ณ เทวโลก เสด็จลง 
            พระอรหันต์แปดสิบโกฏิประชุมกันเป็นครั้งที่ ๓.
         เล่ากันว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพราหมณ์ชื่อว่าสุชาตะ เกิดดีทั้งสองฝ่าย ในกรุงรัมมวดี ฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าโสภิตะแล้วตั้งอยู่ในสรณะ ถวายมหาทานตลอดไตรมาสแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. 
         แม้พระโสภิตพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์สุชาตพราหมณ์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
               สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ชื่อว่า สุชาตะ ใน 
         ครั้งนั้น ได้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสาวกให้ 
         อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ. 
               พระโสภิตพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้น ทรง 
         พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้ จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่ 
         หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป. 
               พระตถาคตตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้า 
         ของท่านผู้นี้. 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ร่าเริง สลด 
         ใจ ได้ทำความเพียรอย่างแรงกล้า เพื่อให้ประโยชน์ 
         นั้นเกิดขึ้น.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเมวตฺถมนุปตฺติยา ได้แก่ เพื่อให้เกิดความเป็นพระพุทธเจ้านั้น. 
         อธิบายว่า ก็ครั้นฟังพระดำรัสของพระโสภิตพุทธเจ้าพระองค์นั้นว่า ในอนาคตกาล ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ดังนี้แล้วจึงปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่ผิด. 
         บทว่า อุคฺคํ ได้แก่ แรงกล้า. บทว่า ธิตึ ได้แก่ ความเพียร. 
         บทว่า อกาสหํ ตัดบทว่า อกาสึ อหํ แปลว่า ข้าพเจ้าได้ทำแล้ว. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าโสภิตะพระองค์นั้นมีพระนครชื่อว่าสุธัมมะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุธัมมะ พระชนนีพระนามว่าพระนางสุธัมมา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสุเนตตะและพระอสมะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าอโนมะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระนกุลาและพระสุชาดา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ. พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่ามกิลา พระโอรสพระนามว่าสีหกุมาร. พระสนมนาฏนารีสามหมื่นเจ็ดพันนาง ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี ทรงออกอภิเนษกรมณ์โดยเสด็จไปพร้อมกับปราสาท. อุปัฏฐากพระนามว่า พระเจ้าชัยเสนะ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระโสภิตพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระนคร 
         ชื่อว่าสุธัมมะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุธัมมะ พระชนนี 
         พระนามว่าพระนางสุธัมมา. 
               พระโสภิตพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระอัครสาวก 
         ชื่อว่าพระอสมะและพระสุเนตตะ มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า 
         พระอโนมะ. 
               มีพระอัครสาวิกาชื่อว่าพระนกุลาและพระสุชาดา. 
         พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อตรัสรู้ก็ตรัสรู้ ณ โคนโพธิ 
         พฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ. 
               พระมหามุนี สูง ๕๘ ศอก ส่งรัศมีสว่างไปทุกทิศ 
         ดังดวงอาทิตย์อุทัย. 
               ป่าใหญ่มีดอกไม้บานสะพรั่ง อบอวลด้วยกลิ่นหอม 
         นานา ฉันใด. ปาพจน์ของพระโสภิตพุทธเจ้า ก็อบอวลด้วย 
         กลิ่น คือศีลฉันนั้นเหมือนกัน. 
               ขึ้นชื่อว่ามหาสมุทร อันใครๆ ไม่อิ่มได้ด้วยการเห็น 
         ฉันใด ปาพจน์ของพระโสภิตพุทธเจ้าอันใครๆ ก็ไม่อิ่มด้วย 
         การฟังฉันนั้นเหมือนกัน. 
               ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระโสภิตะพุทธ 
         เจ้าพระองค์นั้น เมื่อทรงมีพระชนม์ยืนอย่างนั้น จึงทรงยัง 
         หมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร. 
               พระองค์ทั้งพระสาวก ประทานโอวาทานุศาสน์แก่ 
         ชนที่เหลือแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน เหมือนดวงไฟไหม้ 
         แล้วก็ดับฉะนั้น. 
               พระพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มีผู้เสมอ 
         พระองค์นั้นด้วย เหล่าพระสาวกผู้ถึงกำลังเหล่านั้นด้วย 
         ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตรํสีว แปลว่า เหมือนดวงอาทิตย์. ความว่า ส่องแสงสว่างไปทุกทิศ. 
         บทว่า ปวนํ แปลว่า ป่าใหญ่. 
         บทว่า ธูปิตํ ได้แก่ อบ ทำให้มีกลิ่น. 
         บทว่า อตปฺปิโย ได้แก่ ไม่ทำความอิ่มหรือไม่เกิดความอิ่ม. 
         บทว่า ตาวเท แปลว่า ในกาลนั้น. ความว่า ในกาลเพียงนั้น. 
         บทว่า ตาเรสิ แปลว่า ให้ข้าม. 
         บทว่า โอวาทํ ความว่า การสอนครั้งเดียว ชื่อว่าโอวาท. 
         บทว่า อนุสิฏฺฐึ ความว่า การกล่าวบ่อยๆ ชื่อว่า อนุสิฏฐิ [อนุศาสน์]. 
         บทว่า เสสเก ชเน ได้แก่ แก่ชนที่เหลือ ซึ่งยังไม่บรรลุการแทงตลอดสัจจะ. 
         บทว่า หุตาสโนว ตาเปตฺวา แปลว่า เหมือนไฟไหม้แล้ว. 
         อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. 
         ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน เพราะสิ้นอุปาทาน. 
         ในคาถาที่เหลือในที่ทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระโสภิตพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก โสภิตพุทธวงศ์ที่ ๖ ว่าด้วยพระประวัติพระโสภิตพุทธเจ้า

โสภิตพุทธวงศ์ที่ ๖ ว่าด้วยพระประวัติพระโสภิตพุทธเจ้า
  
 [๗] สมัยต่อมาจากพระเรวตพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิต เป็นนายกของโลก ทรงมีพระทัยมั่นคงสงบระงับไม่มีใครเสมอ ไม่มีบุคคลเปรียบ พระองค์ทรงกลับพระทัย (ไม่พอพระทัย) ใน พระราชวังของพระองค์ ทรงบรรลุโพธิญาณ ประกาศพระธรรมจักร อย่างเดียว ในระหว่างเบื้องบนตลอดถึงอเวจีนรก และเบื้องต่ำ ตลอดถึงภวัคคพรหมนี้ เป็นบริษัทเดียวกัน
                        ในการทรงแสดงธรรม พระสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมจักรแก่บริษัทนั้น โดยจะนับ ผู้ได้ตรัสรู้ธรรมครั้งแรกพึงกล่าวไม่ได้ เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อทรง แสดงธรรมในสมาคมของมนุษย์และเทวดา
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาเก้าหมื่นโกฏิ ในกาลนั้น พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าชยเสนะ รับสั่งให้สร้างพระอารามอีกแห่งหนึ่ง มอบ ถวายในพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุทรงแสดงธรรมประกาศการบูชาของบรมกษัตริย์
                        ครั้งนั้นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ มนุษย์และเทวดาพันโกฏิ พระโสภิตบรมศาสดา ทรงมีการประชุม พระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับคงที่ ๓ ครั้ง
                        พระราชาพระนามว่าอุคคตะ ทรงถวายทานในพระพุทธเจ้า ในทาน ครั้งนั้น พระอรหันต์มาประชุมกันประมาณร้อยโกฏิ มีหมู่คณะมา ถวายทานในพระพุทธเจ้าอีก
                        ครั้งนั้น พระอรหันต์มาประชุมกันครั้ง ที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ ในกาลเมื่อพระพิชิตมาร ทรงจำพรรษาในเทวโลก แล้วเสด็จลง พระอรหันต์มาประชุมกันครั้งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ
                        สมัย นั้น เราเป็นพราหมณ์นามว่าสุชาติ เราได้ถวายข้าวและน้ำให้พระพุทธเจ้าเสวยพร้อมทั้งพระสาวกจนเพียงพอ แม้พระพุทธเจ้าพระนามว่าโสภิตผู้เป็นนายกของโลกพระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า
                        ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้า ....... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเราได้ฟัง พระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว มีใจยินดีปราโมทย์แล้วได้กระทำ ความเพียรอย่างยอดเยี่ยม เพื่อบรรลุประโยชน์นั้น
                        พระนครชื่อว่า สุธรรม พระมหากษัตริย์พระนามว่าสุธรรมเป็นพระชนกของพระโสภิตบรมศาสดา พระชนนีพระนามว่าสุธรรมา พระองค์ทรง ครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี
                        ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อกุมุท นฬินี ปทุม มีพระสนมนารีกำนัล ในสี่หมื่นสามพันนางล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่ามกิลา พระราชโอรสมีพระนามว่าสีหะ
                        พระองค์ทรงเห็น นิมิต ๔ ประการ เสด็จออกผนวชพร้อมทั้งปราสาท พระองค์ผู้เป็น บุรุษอุดม ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระโสภิตมหาวีรเจ้าผู้เป็น นายกของโลก อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว
                        ทรงประกาศพระธรรม จักร ณ พระอุทธยานสุธรรมาอันสวยงาม ทรงมีพระอสมเถระและ พระสุเนตตเถระเป็นอัครสาวก เพราะเถระชื่อว่าอโนมะเป็นพุทธ อุปัฏฐาก พระนกุลาเถรีและพระสุชาตาเถรี เป็นพระอักครสาวิกา
                        และพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เมื่อตรัสรู้ก็ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้กากะทิง รัมมะอุบาสกและสุเนตตอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นกุลาอุบาสิกา และจิตตาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                        พระมหามุนีพระองค์สูง ๕๘ ศอก ทรงเปล่งพระรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ดุจพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น
                        คำสั่งสอนของพระองค์หอมตลบไปด้วยกลิ่นศีล เปรียบ เหมือนป่าไม้ที่ดอกบาน หอมตลบไปด้วยกลิ่นต่างๆ ฉะนั้น
                        คำสั่งสอนของพระองค์ไม่มีใครอิ่มด้วยการฟัง ดังสมุทรสาครไม่มี ใครอิ่มด้วยการเห็น ฉะนั้น
                        ในขณะนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุอยู่เท่านั้น ทรงช่วยในหมู่ชนข้ามพ้น วัฏสงสารได้เป็นอันมาก
                        พระองค์ทรงประทานพระโอวาทและการ พร่ำสอน ทรงสั่งสอนหมู่ชนที่เหลือให้เผากิเลสดังเปลวไฟไหม้เชื้อ แล้ว เสด็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ เหมือน และพระสาวกผู้บรรลุพลธรรมทั้งหลาย หายไปหมดสิ้น แล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ
                        พระสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระนามว่าโสภิต เสด็จนิพพาน ณ สีหาราม พระธาตุของพระองค์แผ่กว้างไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล. 
จบโสภิตพุทธวงศ์ที่ ๖

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๕. เรวตพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระเรวตพุทธเจ้าที่ ๕         
         ต่อมา ภายหลังสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะ เมื่อศาสนาของพระองค์อันตรธานไปแล้ว พวกมนุษย์ที่มีอายุเก้าหมื่นปี ก็ลดลงโดยลำดับจนมีอายุสิบปี แล้วก็เพิ่มขึ้นโดยลำดับจนมีอายุหนึ่งอสงไขย แล้วก็ลดลงอีกจนมีอายุหกหมื่นปี. 
         สมัยนั้น พระศาสดาพระนามว่าเรวตะ เสด็จอุบัติขึ้น แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต ซึ่งเป็นภพที่รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะเป็นอันมาก จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิตนั้นแล้ว ก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางวิปุลา ผู้ไพบูลย์ด้วยคุณราศรีอันงดงามและน่าจับใจ ซึ่งเป็นจุดรวมดวงตาของชนทั้งปวง เรืองรองด้วยความงาม ซึ่งเกิดจากดวงหน้าและดวงใจอันมีสิริน่ารักดุจดอกบัวบานตระการตา อัครมเหสีในราชสกุลของพระเจ้าวิปุลราช ผู้ไพบูลย์ด้วยความมั่งคั่งทุกอย่าง อันเกลื่อนด้วยเหตุเกิดแห่งสิริสมบัติ ทรงถูกห้อมล้อมด้วยราชบริพารอันงดงามประมาณมิได้ ประดับกายด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงในกรุงสุธัญญวดี ซึ่งมีทรัพย์และข้าวเปลือกพร้อมสรรพ ถ้วนกำหนดทศมาสก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี ดุจพญาหงส์ทองบินออกจาก จิตรกูฏบรรพต. 
         ปาฏิหาริย์ทั้งหลายในการปฏิสนธิและประสูติของพระองค์ ก็มีนัยดังกล่าวมาแล้วแต่ก่อน. 
         พระองค์มีปราสาท ๓ หลัง ชื่อสุทัสสนะ รตนัคฆิและอาเวฬะ. สตรีจำนวนสามหมื่นสามพันนาง มีพระนางสุทัสสนาเทวีเป็นประธานก็ปรากฏ. 
         พระเรวตราชกุมารนั้นอันเหล่ายุวนารีผู้กล้าหาญแวดล้อมแล้ว ทรงครองฆราวาสวิสัยเสวยสุขอยู่หกพันปี เหมือนเทพกุมาร. 
         เมื่อพระโอรสพระนามว่าวรุณะ ของพระนางสุทัสสนาเทวีประสูติ พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ แล้วทรงเครื่องนุ่งห่มอย่างดีเบาๆ มีสีสรรต่างๆ ทรงสวมกุณฑลมณีมุกดาหาร ทรงทองพาหุรัดมงกุฏและกำไลพระกรอย่างดี ทรงประดับด้วยของหอมและดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง เป็นกลุ่มที่ทำความงามอย่างยิ่ง เหมือนดวงจันทร์ในฤดูสารท อันจตุรงคินีเสนาทัพใหญ่แวดล้อมแล้วประหนึ่งดวงจันทร์อันหมู่ดาราแวดล้อม ประหนึ่งท้าวสหัสนัยน์อันหมู่เทพชั้นไตรทศแวดล้อมแล้ว และประหนึ่งท้าวหาริตมหาพรหมอันหมู่พรหมแวดล้อมแล้ว เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า ทรงเปลื้องเครื่องสรรพาภรณ์ ประทานไว้ในมือพนักงานเรือนคลังหลวง ทรงตัดพระเกศาและมงกุฏของพระองค์ ด้วยมีดที่ลับคมกริบเฉกเช่นกลีบดอกบัวเกิดในน้ำที่ไร้มลทินและไม่วิกล แล้วทรงโยนขึ้นไปในอากาศ. 
         ท้าวสักกเทวราชก็ทรงเอาผอบทองรองรับพระเกศาและมงกุฏนั้นไว้ ทรงนำไปยังภพดาวดึงส์ ทรงสร้างพระเจดีย์สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ ประการไว้เหนือยอดขุนเขาสิเนรุ. 
         ฝ่ายพระมหาบุรุษทรงครองผ้ากาสายะ ที่เทวดาถวายแล้วทรงผนวช. บุรุษโกฏิหนึ่งก็บวชตามเสด็จพระองค์. 
         พระมหาบุรุษนั้นอันบุรุษเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่ ๗ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่ธิดาเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อว่าสาธุเทวี ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาละวัน ตอนเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่อาชีวกผู้หนึ่งถวายแล้ว เสด็จเข้าไปที่ต้นนาคะ (กากะทิง) อันประเสริฐที่น่าชื่นชม ทรงทำประทักษิณโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนาคะ ทรงลาดสันถัตหญ้า กว้าง ๕๓ ศอก แล้วประทับนั่งอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลังมาร ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า 
               อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  ต่อจากสมัยของพระสุมนพุทธเจ้า พระชินพุทธเจ้า 
            พระนามว่า เรวตะ ผู้นำโลก ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมือน 
            ไม่มีผู้วัด ทรงเป็นผู้สูงสุด ดังนี้. 
         ได้ยินว่า พระเรวตศาสดาทรงยับยั้ง ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์นั่นแล ๗ สัปดาห์ ทรงรับคำอาราธนาของท้าวมหาพรหม เพื่อทรงแสดงธรรม ทรงใคร่ครวญว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเห็นภิกษุโกฏิหนึ่งที่บวชกับพระองค์ และเทวดากับมนุษย์อื่นเป็นอันมากเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย จึงเสด็จไปทางอากาศ เสด็จลงที่พระวิหารวรุณาราม อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่ลุ่มลึกละเอียด มีปริวัฏ ๓ ซึ่งผู้อื่นประกาศไม่ได้ ทรงยังภิกษุโกฏิหนึ่งให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต ผู้ที่ตั้งอยู่ในมรรคผล ๓ กำหนดจำนวนไม่ถ้วน. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               แม้พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันมหาพรหม 
         อาราธนาแล้ว ทรงประกาศธรรมซึ่งกำหนดขันธ์ธาตุ 
         อันเป็นเหตุไม่เป็นไปในภพน้อยภพใหญ่.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธธาตุววตฺถานํ ได้แก่ ทำการจำแนกขันธ์ ๕ ธาตุ ๑๘ โดยกำหนดนามรูปเป็นต้น. กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม โดยสภาวลักษณะและสามัญลักษณะเป็นต้น ชื่อว่ากำหนดขันธ์และธาตุ. 
         อนึ่งพึงทราบการกำหนดขันธ์และธาตุ แม้โดยอนิจจานุปัสสนาเป็นอาทิ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า รูปเปรียบเหมือนก้อนฟองน้ำ เพราะไม่ทนต่อการย่ำยี และเพราะต้องขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นต้น เวทนาเปรียบเหมือนฟองน้ำเพราะรื่นรมย์อยู่ชั่วขณะ สัญญาเปรียบเหมือนพยับแดดเพราะความย่อยยับไป สังขารทั้งหลายเปรียบเหมือนต้นกล้วย เพราะไม่มีแก่น วิญญาณเปรียบเหมือนนักเล่นกล เพราะลวง. 
         ในคำนี้ว่า อปฺปวตตํ ภวาภเว ความว่า ความเจริญชื่อว่าภวะ ความเสื่อมชื่อว่าอภวะ. 
         พึงทราบความแห่งภวะและอภวะ โดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ว่า สัสสตทิฏฐิชื่อว่าภวะ อุจเฉททิฏฐิชื่อว่าอภวะ, ภพน้อยชื่อว่าภวะ ภพใหญ่ชื่อว่าอภวะ, กามภพชื่อว่าภวะ รูปภพและอรูปภพชื่อว่าอภวะ. 
         อธิบายว่า ทรงประกาศธรรมอันเป็นเหตุไม่เป็นไปแห่งภวะและอภวะเหล่านั้น. 
         อีกนัยหนึ่ง อุปปัตตินิมิตในภพทั้งสามมีกามภพเป็นต้น ชื่อว่าภวะ เพราะเป็นเครื่องเป็นเครื่องมีอุปปัตติภพ ชื่อว่าอภวะ. 
         อธิบายว่า ทรงแสดงธรรมอันทำการละความยินดีในภวะและอภวะทั้งสอง คือไม่เป็นไป. 
         ก็พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงมีอภิสมัย ๓ เหมือนกัน. แต่อภิสมัยครั้งที่ ๑ ของพระองค์ เหลือที่จะนับจำนวนของผู้ตรัสรู้ได้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ในการแสดงธรรมของพระองค์ ก็มีอภิสมัย ๓ ครั้ง. 
         แต่อภิสมัยครั้งที่ ๑ กล่าวด้วยการนับจำนวนผู้ตรัสรู้ไม่ได้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตีณิ ก็คือ ๓. ท่านทำเป็นลิงควิปลาส. อภิสมัยครั้งที่ ๑ นี้ได้มีแล้ว. 
         สมัยต่อมา ได้มีพระราชาพระนามว่าอรินทมะ ผู้ทรงชนะข้าศึกในอุตตรนคร ซึ่งเป็นนครฝ่ายเหนือ. ได้ยินว่า พระเจ้าอรินทมะพระองค์นั้นทรงทราบข่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงนครของพระองค์ ทรงมีชนสามโกฏิห้อมล้อมเสด็จออกไปรับเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า นิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น ทรงถวายมหาทาน ๗ วันแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทรงทำการบูชาด้วยประทีป กว้างสามคาวุต เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมมีนัยอันวิจิตร เหมาะแก่พระหฤทัยของพระเจ้าอรินทมะนั้น. ในที่ประชุมนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์พันโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  ครั้งใด พระเรวตมุนีทรงแนะนำพระเจ้าอรินทมะ 
            ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่เทวดาและมนุษย์พันโกฏิ. 
         นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         สมัยต่อมา พระเรวตศาสดาทรงอาศัยอุตตรนิคมประทับอยู่ ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่ ๗ วัน. 
         ได้ยินว่า ครั้งนั้น มนุษย์ชาวอุตตรนิคมนำเอาข้าวต้มข้าวสวย ของขบฉัน เภสัชและน้ำปานะเป็นต้น ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์แล้วพากันถามว่า ท่านเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ไหน. ภิกษุทั้งหลายก็บอกแก่มนุษย์เหล่านั้นว่า ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ. 
         เมื่อล่วงไป ๗ วัน พวกเขาก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพุทธสิริของพระองค์หาที่เปรียบมิได้ เหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูสารท จึงทูลถามคุณานิสงส์ของนิโรธสมาบัติ. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคุณานิสงส์ของนิโรธสมาบัติแก่มนุษย์เหล่านั้น ครั้งนั้นเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิ ก็ตั้งอยู่ในพระอรหัต. นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓ 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ในวันที่ ๗ พระนราสภทรงออกจากที่เร้นแล้ว 
         ทรงแนะนำเทวดาและมนุษย์ร้อยโกฏิในผลสูงสุด ดังนี้. 
         ในสุธัญญวดีนคร พระอรหันต์ที่บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาจำนวนนับไม่ถ้วน ได้มีสันนิบาตครั้งที่ ๑ ในมหาปาติโมกขุทเทศครั้งที่ ๑. 
         ในเมขลนคร พระอรหันต์ที่บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชานับได้แสนโกฏิ ก็ได้มีสันนิบาตครั้งที่ ๒. พระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเรวตะ ชื่อว่าวรุณะ ผู้อนุวัตรตามพระธรรมจักรเป็นยอดของภิกษุผู้มีปัญญาทั้งหลาย เกิดอาพาธ. 
         ในครั้งนั้น พระเรวตพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมอันแสดงถึงไตรลักษณ์แก่มหาชนที่ประชุมกันเพื่อต้องการถามภิกษุไข้ ทรงยังบุรุษแสนโกฏิให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาแล้วให้ตั้งอยู่ในพระอรหัต ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในสันนิบาตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
               พระเรวตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี 
         สันนิบาตประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน หลุดพ้นดี 
         แล้ว ผู้คงที่ ๓ ครั้ง. 
               ผู้ที่ประชุมกันครั้งที่ ๑ เกินที่จะนับจำนวนได้ 
         ในการประชุมครั้งที่ ๒ นับจำนวนผู้ประชุมได้แสน 
         โกฏิ. 
               ครั้งที่พระวรุณะอัครสาวก ผู้ไม่มีผู้เสมอด้วย 
         ปัญญา ผู้อนุวัตรพระธรรมจักรตามพระเรวตพุทธเจ้า 
         พระองค์นั้น เกิดอาพาธหนักต้องสงสัยในชีวิต. 
               ครั้งนั้น เหล่าพระมุนีผู้เป็นพระอรหันต์จำนวน 
         แสนโกฏิเข้าไปหา เพื่อถามถึงอาพาธของท่าน เป็น 
         การประชุมครั้งที่ ๓.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกานุวตฺตโก ได้แก่ ผู้อนุวัตรตามพระธรรมจักร. 
         ในคำว่า ปตฺโต ชีวิตสํสยํ นี้ ความสงสัยในชีวิต ชื่อว่าชีวิตสังสยะ. ถึงความสงสัยในชีวิตอย่างนี้ว่า พระเถระถึงความสิ้นชีวิตหรือ หรือยังไม่ถึงความสิ้นชีวิต. 
         อธิบายว่า ถึงความสงสัยในชีวิตว่า เพราะภาวะที่อาพาธรุนแรงพระเถระจะมรณภาพ หรือไม่มรณภาพ. 
         บทว่า เย ตทา อุปคตา มุนี เมื่อเป็นทีฆะ ดังนี้ ก็หมายความถึงภิกษุทั้งหลาย เมื่อเป็นรัสสะ พร้อมทั้งนิคคหิต [มุนี] ก็หมายความถึงพระวรุณะอัครสาวก. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่าอติเทวะ ในรัมมวดีนคร ถึงฝั่งในพราหมณธรรม เห็นพระเรวตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฟังธรรมกถาของพระองค์แล้วตั้งอยู่ในสรณะ กล่าวสดุดีพระทศพลด้วยคาถาพันโศลก บูชาด้วยผ้าห่มมีค่าเรือนพัน. 
         แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในที่สุดสองอสงไขยกำไรแสนกัป นับแต่กัปนี้ไป. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  สมัยนั้น เราเป็นพราหมณ์ ชื่อว่า อติเทวะ เข้า 
            ไปเฝ้าพระเรวตพุทธเจ้า ถึงพระองค์เป็นสรณะ. 
                  เราสรรเสริญศีล สมาธิและพระปัญญาคุณอันสูง 
            สุดของพระองค์ตามกำลัง ได้ถวายผ้าอุตตราสงค์. 
                  แม้พระเรวตพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้นก็ทรง 
            พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่หา 
            ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป. 
                  เราตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่าน 
            ผู้นี้. 
         พึงกล่าว ๑๗ คาถาให้พิศดาร 
                  เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส 
            จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีให้ 
            บริบูรณ์. 
                  แม้ครั้งนั้น เราระลึกถึงพุทธธรรมนั้นแล้วก็เพิ่ม 
            พูน จักนำพุทธธรรมที่เราปรารถนานักหนามาให้ได้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรณํ ตสฺส คญฺฉหํ ตัดบทว่า ตํ สรณํ อคญฺฉึ อหํ แปลว่า ข้าพระองค์ขอถึงพระองค์เป็นสรณะ, ฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. 
         บทว่า ปญฺญาคุณํ ได้แก่ สมบัติคือปัญญา. 
         บทว่า อนุตฺตมํ ได้แก่ ประเสริฐสุด. 
         ปาฐะว่า ปญฺญาวิมุตฺติคุณมุตฺตมํ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นก็ง่ายเหมือนกัน. 
         บทว่า โถมยิตฺวา แปลว่า ชมเชยแล้ว สรรเสริญแล้ว. 
         บทว่า ยถาถามํ แปลว่า ตามกำลัง. 
         บทว่า อุตฺตรียํ แปลว่า ผ้าอุตตราสงค์. 
         บทว่า อทาสหํ ตัดบทว่า อทาสึ อหํ. 
         บทว่า พุทฺธธมฺมํ ได้แก่ ธรรมที่ทำความเป็นพระพุทธเจ้า. อธิบายว่า บารมีธรรม. 
         บทว่า สริตฺวา แปลว่า ตามระลึกถึง. 
         บทว่า อนุพฺรูหยึ ได้แก่ ทำให้เจริญยิ่งแล้ว. 
         บทว่า อาหริสฺสามิ แปลว่า จักนำมา. 
         บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ ความเป็นพระพุทธเจ้านั้น. 
         บทว่า ยํ มยฺหํ อภิปตฺถิตํ ความว่า เราจักนำความเป็นพระพุทธเจ้าที่เราปรารถนานักหนามาให้ได้. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเรวตพระองค์นั้น ทรงมีพระนครชื่อว่าสุธัญญวดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าวิปุลราช พระชนนีพระนามว่าพระนางวิปุลา คู่พระอัครสาวกชื่อพระวรุณะและพระพรหมเทวะ. พุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระสัมภวะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระภัททาและพระสุภัททา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุหกหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางสุทัสสนา พระโอรสพระนามว่าวรุณะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า. 
               ครั้งนั้น เปลวพระรัศมีแล่นออกจากพระวรกาย 
         ของพระองค์ยอดเยี่ยม แผ่ไปโยชน์หนึ่งเป็นนิตย์ ทั้ง 
         กลางวันทั้งกลางคืน. 
               พระมหาวีระชินพุทธเจ้า พระองค์นั้น ทรง 
         อนุเคราะห์สรรพสัตว์ ทรงอธิษฐานว่า ธาตุทั้งหลาย 
         ของเราทั้งหมด จงเฉลี่ยให้ทั่วถึงกัน. 
               พระเรวตพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันมนุษย์และ 
         เทวดาทั้งหลายบูชาแล้ว ดับขันธปรินิพพาน ณ พระ- 
         ราชอุทยานมหานาควัน แห่งพระนครอันยิ่งใหญ่แล. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระเรวตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ 
         นครชื่อว่าสุธัญญวดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าวิปุลราช 
         พระชนนีพระนามว่าพระนางวิปุลา. 
               พระอัครสาวก ชื่อว่าพระวรุณะและพระพรหมเทวะ 
         พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระสัมภวะ.
               พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระภัททาและพระสุภัททา 
         พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอพระองค์นั้น ตรัสรู้ ณ โคนโพธิ 
         พฤกษ์ ชื่อต้นนาคะ. 
               อัครอุปัฏฐากชื่อว่าปทุมะและกุญชระ อัคร 
         อุปัฏฐายิกาชื่อว่าปาลาและอุปปาลา.๑- 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ทรงสูง ๘๐ 
         ศอก ทรงส่งพระรัศมีไปทุกทิศเหมือนดวงอาทิตย์อุทัย. 
               เปลวพระรัศมีบังเกิดในพระสรีระ ของพระองค์ 
         ยอดเยี่ยม แผ่ไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางคืนกลางวัน. 
               ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุหกหมื่นปี พระพุทธเจ้า 
         พระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์เพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชน 
         เป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร. 
               พระเรวตพุทธเจ้าทรงแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า 
         ทรงประกาศอมตธรรมในโลก หมดเชื้อก็ดับขันธปรินิพพาน 
         เหมือนไฟสิ้นเชื้อก็ดับไปฉะนั้น. 
               พระวรกายดังรัตนะนั้นด้วย พระธรรมไม่มีธรรมอื่น 
         เทียบได้นั้นด้วย ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง 
         ก็ว่างเปล่า แน่แท้. 
๑- ม. ชื่อว่า สิริมาและยสวตี
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาเสติ ได้แก่ ส่องสว่าง. 
         บทว่า อุคคโต แปลว่า ขึ้นไปแล้ว. 
         บทว่า ปภามาลา ได้แก่ ขอบเขตพระรัศมี. 
         บทว่า ยถคฺคิ ได้แก่ เหมือนกับไฟ. บทว่า อุปาทานสงฺขยา แปลว่า สิ้นเชื้อ. 
         บทว่า โส จ กาโย รตนนิโภ ได้แก่ พระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีวรรณะเพียงดังทองนั้นด้วย. 
         ปาฐะว่า ตญฺจ กายํ รตนนิภํ ดังนี้ก็มี ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส. ปาฐะนั้นความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. 
         คาถาที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระเรวตพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก เรวตพุทธวงศ์ที่ ๕ ว่าด้วยประวัติพระเรวตพุทธเจ้า

เรวตพุทธวงศ์ที่ ๕ ว่าด้วยประวัติพระเรวตพุทธเจ้า
  
 [๖] สมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้าพระนามว่า สุมนะ พระพิชิตมารพระนาม ว่าเรวตะ เป็นนายกของโลก มีพระคุณสูงสุดไม่มีใครเปรียบเทียบ เสมอ แม้พระองค์อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ก็ทรงประกาศธรรม กำหนดด้วยขันธ์และธาตุที่ใครๆ ยังมิได้ประกาศ ในภพน้อยใหญ่
                        ในกาลที่พระองค์ทรงแสดงธรรม ธรรมาภิสมัยมี ๓ ครั้ง ธรรมาภิ สมัยครั้งที่ ๑ จะพึงกล่าวโดยคำนวณไม่ได้ ในกาลเมื่อพระเรวต มหามุนี ทรงสั่งสอนแนะนำพระเจ้าอรินทมหาราช ธรรมาภิสมัยครั้ง ที่ ๒ ได้มีแก่มนุษย์และเทวดาพันโกฏิ พระนราสภเสด็จออกจาก ที่เร้น ๗ วัน
                        ทรงสั่งสอนแนะนำมนุษย์และเทวดาในผลชั้นสูง ร้อยโกฏิ พระเรวตบรมศาสดา ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง
                        ครั้งที่ ๑ พระภิกษุที่มา ประชุมกันล่วงทางที่จะนับได้
                        ครั้งที่ ๒ พระภิกษุที่มาประชุมกัน แสนโกฏิ ในกาลเมื่อพระองค์ผู้ไม่มีใครเสมอด้วยพระปัญญา ทรง ประกาศธรรมจักรแล้ว ทรงประชวรจวนจะเสด็จนิพพาน
                        ครั้งนั้น พระภิกษุผู้ขีณาสพที่มาเฝ้าพระมหามุนี เพื่อทูลถามอาการประชวร ประชุมกันเป็นครั้งที่ ๓ แสนโกฏิ
                        สมัยนั้นเราเป็นพราหมณ์นามว่า อติเทพ ได้เข้าไปเฝ้าพระเรวตพุทธเจ้าแล้ว ถึงพระองค์เป็นสรณะ ได้ชมเชยศีล สมาธิและพระปัญญาคุณอันยอดเยี่ยมของพระองค์ แล้วได้ทูลถวายจีวรแก่พระองค์ตามกำลัง
                        แม้พระเรวตพุทธเจ้าผู้เป็น นายกของโลก พระองค์นั้น ก็ทรงพยากรณ์เราว่า ผู้นี้จักได้เป็น พระพุทธเจ้าในโลก ................ ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส อย่างยิ่ง
                        เราอธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ยิ่งขึ้น แม้ ครั้งนั้น เราระลึกถึงพระพุทธการกธรรมนั้น แล้วตามเพิ่มพูนว่า เราจักนำมาซึ่งธรรมนั้นอันเป็นธรรมที่เราปรารถนายิ่ง
                        พระนครชื่อว่า สุธัญญกะ พระมหากษัตริย์พระนามว่าวิปุละ เป็นพระชนกของ พระเรวตบรมศาสดา พระนางวิปุลาเป็นพระชนนี พระองค์ทรง ครอบครองอคารสถานอยู่ ๖,๐๐๐ ปี
                        ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุทัสนะ รัตนัคฆิ และอาเวฬะ ตกแต่งสวยงาม เกิดเพราะบุญกรรม ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามโกฏิสามแสนนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสุทัสนา พระโอรสพระนามว่าวรุณ
                        พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยรถอันเป็นราชยานที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียร อยู่ ๗ เดือนเต็ม พระเรวตมหาวีรชินเจ้าผู้เป็นนายกของโลก อัน พรหมทูลอาราธนาแล้ว
                        ทรงประกาศธรรมจักร ประทับอยู่ ณ วรุ- ณาราม พระองค์ทรงมีพระวรุณเถระและพระพรหมเทวเถระเป็น พระอัครสาวก พระเถระชื่อสัมภวะเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระภัททาเถรี พระสุภัททาเถรีเป็นพระอัครสาวิกา
                        แม้พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอ เหมือนพระองค์นั้น ก็ได้ตรัสรู้ที่ควงไม้กากะทิง วรุณอุบาสกและ สรภอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก นางปาลาอุบาสิกาและนางอุปปาลา อุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                        พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีพระองค์สูง ๘๐ ศอก ทรงเปล่งปลั่งพระรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ ดังพระอาทิตย์ อุทัย ฉะนั้น พระรัศมีอันเป็นระเบียบสว่างไสว ที่เกิดในพระพุทธสรีระแผ่ไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ ทั้งกลางวันและกลางคืน
                        ในขณะ นั้น มนุษย์มีอายุหกหมื่นปี พระองค์ทรงดำรงพระชนมายุเท่านั้น ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้เป็นอันมาก ทรงแสดงกำลัง พระพุทธเจ้าแล้ว ประกาศอมตธรรมในโลก ไม่ทรงมีอุปาทานเสด็จ นิพพาน เพราะสิ้นความถือมั่นว่าเป็นผู้เลิศ ทรงมีพระวรกายมีรัศมี ดังแก้ว
                        พระธรรมก็ไม่มีอะไรเหมือน หายไปหมดทุกอย่าง สังขาร ทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระเรวตพุทธเจ้าผู้ทรงยศ มีพระปัญญามาก เสด็จนิพพานแล้ว พระธาตุของพระองค์แผ่ไปกว้างขวางในประเทศ นั้นๆ ฉะนี้แล.
 จบเรวตพุทธวงศ์ที่ ๕

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๔. สุมนพุทธวงศ์

พรรณนาวงศ์พระสุมนพุทธเจ้าที่ ๔
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จดับขันธปรินิพพานทำหมื่นโลกธาตุให้มืดลงพร้อมกัน ด้วยเหตุอย่างเดียวอย่างนี้แล้ว ต่อมาจากสมัยของพระองค์ เมื่อมนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอายุเก้าหมื่นปี แล้วก็ลดลงโดยลำดับจนเกิดมามีอายุเพียงสิบปี แล้วเพิ่มขึ้นอีกจนมีอายุถึงอสงไขยปี แล้วลดลงอีกจนมีอายุเก้าหมื่นปี. 
         พระโพธิสัตว์พระนามว่าสุมนะ ทรงบำเพ็ญบารมี บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสิริมาเทวี ในราชสกุลของพระเจ้าสุทัตตะ ณ เมขลนคร. 
         เรื่องปาฏิหาริย์มีนัยที่เคยกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. 
         พระโพธิสัตว์นั้นเจริญวัยมาโดยลำดับ อันเหล่าสตรีฝ่ายนาฏกะ [ฟ้อน, ขับ, บรรเลง] จำนวนหกหมื่นสามแสนนางบำเรออยู่ ณ ปราสาท ๓ หลัง๑- ชื่อสิริวัฒนะ โสมวัฒนะและอิทธิวัฒนะ อันเหล่ายุวนารีผู้กล้าหาญปรนนิบัติอยู่ เสวยสุขตามวิสัย เสมือนสุขทิพย์ ประหนึ่งเทพกุมาร ทรงให้กำเนิดพระโอรสที่ไม่มีผู้เปรียบ พระนามว่าอนูปมะ แก่พระนางวฏังสิกาเทวี. 
๑- ตามบาลีว่า ชื่อจันทะ สุจันทะและวฏังสะ 
         ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวชแล้ว ส่วนชนสามสิบโกฏิก็บวชตามเสด็จพระโพธิสัตว์ ซึ่งทรงผนวชอยู่. 
         พระองค์อันชนสามสิบโกฏินั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๑๐ เดือน ณ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ เสวยข้าวมธุปายาสอันมีโอชะทิพย์ที่เทวดาใส่ที่นางอนุปมา ธิดาของอโนมเศรษฐีในอโนมนิคม ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาละวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำที่อนุปมาชีวกถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อนาคะ ต้นกากะทิง ทรงทำประทักษิณต้นนาคะโพธิ์นั้น ทรงเอาหญ้า ๘ กำปูเป็นสันถัตหญ้ากว้าง ๓๐ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิเหนือสันถัตหญ้านั้น. 
         ต่อนั้น ก็ทรงกำจัดกองกำลังมาร แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเปล่งอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯ เป ฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ถัดสมัยของพระมงคลพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า 
         พระนามว่าสุมนะ ทรงเป็นผู้นำโลก ไม่มีผู้เสมอด้วย 
         ธรรมทั้งปวง สูงสุดแห่งสัตว์ทั้งปวง.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มงฺคลสฺส อปเรน ความว่า ต่อมาภายหลังสมัยของพระผู้มีพระภาคมงคลพุทธเจ้า. 
         บทว่า สพฺพธมฺเมหิ อสโม ได้แก่ ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมือน ด้วยธรรมคือศีล สมาธิ ปัญญา แม้ทุกอย่าง. 
         ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคสุมนพุทธเจ้าทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ทรงรับคำทูลอาราธนาของพรหมเพื่อแสดงธรรม ทรงใคร่ครวญว่าจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงเห็นว่า ชนที่บวชกับพระองค์สามสิบโกฏิ พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดาของพระองค์ พระนามว่าสรณกุมาร และบุตรปุโรหิตชื่อว่าภาวิตัตตมาณพ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ทรงพระดำริว่าจะทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นก่อน. 
         จึงเสด็จโดยทางนภากาศ ลงที่พระราชอุทยานเมขละ ทรงส่งพนักงานเฝ้าพระราชอุทยานไปเรียกสรณกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์และภาวิตัตตมาณพ บุตรปุโรหิต แล้วทรงยังสัตว์แสนโกฏิอย่างนี้ คือบริวารของคนเหล่านั้นสามสิบเจ็ดโกฏิ ชนที่บวชกับพระองค์สามสิบโกฏิ และเทวดาและมนุษย์อื่นๆ มากโกฏิ ให้ดื่มอมฤตธรรมด้วยทรงประกาศพระธรรมจักร. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ครั้งนั้น พระองค์ทรงลั่นอมตเภรี คือ คำสั่ง 
         สอนของพระชินเจ้ามีองค์ ๙ อันประกอบด้วยสังข์ 
         คือธรรม ณ นครเมขละ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมตเภรึ ได้แก่ เภรีเพื่อบรรลุอมตะ เพื่อบรรลุพระนิพพาน. 
         บทว่า อาหนิ ได้แก่ ประโคม. อธิบายว่า แสดงธรรม. 
         ชื่อว่า อมตเภรี นี้นั้นก็คือพุทธวจนะมีองค์ ๙ มีอมตะเป็นที่สุด ด้วยเหตุนั้นนั่นแลจึงตรัสว่า คือคำสั่งสอนของพระชินเจ้า อันประกอบด้วยสังข์คือธรรม ในคำนั้น. 
         บทว่า ธมฺมสงฺขสมายุตฺตํ ได้แก่ อันประกอบพร้อมด้วยสังข์อันประเสริฐ คือกถาว่าด้วยสัจธรรม ๔. 
         พระสุมนพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว เมื่อทรงปฏิบัติปฏิปทาอันสมควรแก่ปฏิญญา ก็ได้ทรงสร้างอมตนครอันประเสริฐมีศีลเป็นปราการอันไพบูลย์ มีสมาธิเป็นคูล้อม มีวิปัสสนาญาณเป็นทวาร มีสติสัมปชัญญะเป็นบานประตู ประดับด้วยมณฑปคือสมาบัติเป็นต้น เกลื่อนกล่นด้วยชน เป็นฝักฝ่ายแห่งโพธิญาณ เพื่อป้องกันรัตนะคือกุศล อันเหล่าโจรคือกิเลสทั้งหลายคอยปล้นสดมภ์ เพื่อประโยชน์แก่การเปลื้องมหาชนให้พ้นเครื่องพันธนาการคือภพ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระศาสดาพระองค์นั้น ทรงชนะกิเลสทั้งหลาย 
               แล้ว ทรงบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุด ทรงสร้าง 
               นคร ชื่อสัทธัมมปุระ อันประเสริฐสูงสุด.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิชฺชินิตฺวา ได้แก่ ชนะได้เด็ดขาด. อธิบายว่า ทรงกำจัดกิเลสมารและเทวบุตรมาร. 
         บทว่า โส ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะพระองค์นั้น. 
         ปาฐะว่า วิชินิตฺวา กิเลเสหิ ดังนี้ก็มี. 
         หิอักษรเป็นนิบาต ใช้ในอรรถเพียงบทบูรณ์. 
         บทว่า ปตฺวา แปลว่า บรรลุแล้ว. ปาฐะว่า ปตฺโต ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า นครํ ได้แก่ นครคือพระนิพพาน. 
         บทว่า สทฺธมฺมปุรวรุตฺตมํ ได้แก่ สูงสุด ประเสริฐสุด เป็นประธาน บรรดานครอันประเสริฐทั้งหลาย กล่าวคือสัทธรรมนคร. 
         อีกนัยหนึ่ง บรรดานครอันประเสริฐที่สำเร็จด้วยสัทธรรม นิพพานนครสูงสุด จึงชื่อว่าสัทธัมมปุรวรุตตมะนคร สูงสุดในบรรดาสัทธรรมนครอันประเสริฐ ในอรรถวิกัปต้น พึงเห็นคำว่า นคร ว่าเป็นไวพจน์ของพระนิพพานนั้นเท่านั้น. 
         พระนิพพานเป็นที่ตั้งแห่งพระอริยบุคคลทั้งหลายที่เป็นพระเสกขะและอเสกขะ ผู้แทงตลอดสภาวธรรมแล้ว ท่านเรียกว่านคร เพราะอรรถว่าเป็นโคจรและเป็นที่อยู่ ก็ในสัทธรรมนครอันประเสริฐนั้น พระศาสดาพระองค์นั้นทรงสร้างถนนใหญ่ที่สำเร็จด้วยสติปัฏฐาน อันไม่ขาด ไม่คด แต่ตรง ทั้งหนาทั้งกว้างไว้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระองค์ทรงสร้างถนนใหญ่ อันไม่ขาดไม่คด แต่ตรง 
               ที่หนาและกว้าง คือสติปัฏฐานอันประเสริฐสูงสุด.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรนฺตรํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่ขาด เพราะกุศลชวนจิตสัญจรไปไม่ว่างเว้น. 
         บทว่า อกุฏิลํ ได้แก่ ชื่อว่าไม่คด เพราะเว้นจากโทษที่ทำให้คด. 
         บทว่า อุชุํ ได้แก่ ชื่อว่าตรง เพราะไม่คด คำนี้เป็นคำแสดงความของบทต้น. 
         บทว่า วิปุลวิตฺถตํ ได้แก่ ชื่อว่าหนาและกว้าง เพราะยาวและกว้าง ความที่สติปัฏฐานหนาและกว้าง พึงเห็นได้โดยสติปัฏฐานที่เป็นโลกิยและโลกุตระ. 
         บทว่า มหาวีถึ ได้แก่ หนทางใหญ่. 
         บทว่า สติปฏฺฐานวรุตฺตมํ ความว่า สติปัฏฐานนั้นด้วย สูงสุดในธรรมอันประเสริฐด้วย เหตุนั้นจึงชื่อว่าสติปัฏฐานสูงสุดในธรรมอันประเสริฐ. 
         อีกนัยหนึ่ง ถนนสูงสุด ที่สำเร็จด้วยสติปัฏฐานอันประเสริฐ. 
         บัดนี้ ทรงปูแผ่รัตนะมีค่ามากเหล่านี้ คือ สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ สมาบัติ ๘ ลงบนตลาดธรรมทั้งสองข้าง ณ ถนนสติปัฏฐานนั้นแห่งนิพพานมหานครนั้น. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระองค์ทรงปูแผ่สามัญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ 
               อภิญญา ๖ สมาบัติ ๘ ณ ถนนนั้น. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอุบายเครื่องยึดถือเอาซึ่งรัตนะเหล่านั้นว่า 
         ก็กุลบุตรเหล่าใดไม่ประมาท มีสติ เป็นบัณฑิต ประกอบพร้อมด้วยหิริโอตตัปปะและวิริยะเป็นต้น กุลบุตรเหล่านั้นย่อมยึดไว้ได้ซึ่งสินค้าคือรัตนะเหล่านี้ ดังนี้ 
         จึงตรัสว่า 
               กุลบุตรเหล่าใดไม่ประมาท ไม่มีตะปูเครื่องตรึงใจไว้ 
               ประกอบด้วยหิริและวิริยะ กุลบุตรเหล่านั้นๆ ย่อมยึด 
               ไว้ได้ซึ่งคุณธรรมอันประเสริฐเหล่านี้ตามสบาย.
         แก้อรรถ         
         ในคาถานั้น ศัพท์ว่า เย เป็นอุเทศที่แสดงความไม่แน่นอน. 
         บทว่า อปฺปมตฺตา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยความไม่ประมาท ซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อความประมาท อันมีลักษณะคือความไม่ปราศจากสติ. 
         บทว่า อขิลา ได้แก่ ปราศจากตะปูตรึงใจ ๕ ประการ. 
         บทว่า หิริวีริเยหุปาคตา ความว่า ชื่อว่าหิริ เพราะละอายแต่ทุจริตมีกายทุจริตเป็นต้น คำนี้เป็นชื่อของความละอาย. ความเป็นแห่งผู้กล้าหาญ ชื่อว่าวีริยะ. วีริยะนั้นมีลักษณะเป็นความขมักเขม้น ภัพพบุคคลทั้งหลายเข้าถึงแล้ว ประกอบพร้อมแล้วด้วยหิริและวีริยะเหล่านั้น. 
         บทว่า เต นี้ เป็นอุเทศที่แสดงความแน่นอนแห่งอุเทศที่แสดงความไม่แน่นอน ในบทก่อน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เต ความว่า กุลบุตรเหล่านั้นย่อมยึดไว้ได้ ย่อมได้ ย่อมประสบรัตนะวิเศษคือคุณดังกล่าวแล้ว ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะทรงทำความรู้แจ้งทางใจแล้ว ทรงลั่นธรรมเภรีทรงสร้างธรรมนครไว้หมด จึงทรงยังสัตว์แสนโกฏิให้ตรัสรู้ก่อน โดยนัยนี้ 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระศาสดาทรงยกมหาชนขึ้น ด้วยการประกอบ 
               นั้นอย่างนี้ จึงทรงยังสัตว์แสนโกฏิ ให้ตรัสรู้ก่อน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธรนฺโต ได้แก่ ทรงยกขึ้นจากสาครคือสังสารวัฏ ด้วยนาวาคืออริยมรรค. 
         บทว่า โกฏิสตสหสฺสิโย แปลว่า แสนโกฏิ. ทรงแสดงถ้อยคำ โดยปริยายที่แปลกออกไป. 
         ก็สมัยใด พระสุมนพุทธเจ้าผู้นำโลกทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ข่มความมัวเมาและมานะของเดียรถีย์ ณ โคนต้นมะม่วง กรุงสุนันทวดี ทรงยังสัตว์พันโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม. 
         สมัยนี้ เป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยใด พระมหาวีระ ทรงโอวาทหมู่เดียรถีย์ 
         สมัยนั้น การตรัสรู้ธรรม ได้แก่ สัตว์พันโกฏิ ในการ 
         แสดงธรรมครั้งที่ ๒.
          แก้อรรถ
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติตฺถิเย คเณ ได้แก่ คณะที่เป็นเดียรถีย์ หรือคณะของเดียรถีย์ทั้งหลาย. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ติตฺถิเย อภิมทฺทนฺโต พุทฺโธ ธมฺมมเทสยิ พระพุทธเจ้าเมื่อทรงข่มพวกเดียรถีย์ก็ได้ทรงแสดงธรรม. 
         ก็สมัยใด เทวดาและมนุษย์ในหมื่นจักรวาลประชุมกันในจักรวาลนี้ ตั้งเรื่องนิโรธขึ้นว่า ท่านเข้านิโรธกันอย่างไร ถึงพร้อมด้วยนิโรธอย่างไร ออกจากนิโรธอย่างไร. 
         เทวดาในเทวโลกฝ่ายกามาวจร ๖ ชั้น พรหมในพรหมโลก พร้อมด้วยมนุษย์ทั้งหลาย ไม่อาจวินิจฉัยในการเข้า การอยู่และการออกจากสมาบัติ เป็นต้นอย่างนี้ได้ จึงได้แบ่งกันเป็นสองพวกสองฝ่าย. 
         ต่อนั้น จึงพร้อมด้วยพระเจ้าอรินทมะผู้เป็นนรบดี พากันเข้าไปเฝ้าพระสุมนทศพล ผู้เป็นนาถะของโลกทั้งปวง ในเวลาเย็น. พระเจ้าอรินทมะ ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว จึงทูลถามนิโรธปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         แต่นั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตอบนิโรธปัญหาแล้ว ธรรมาภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ. 
         สมัยนี้เป็นธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยใด เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พร้อมเพรียง 
         กันมีใจอันเดียวกัน ก็ทูลถามนิโรธปัญหา แลข้อสงสัย 
         ทางใจ. 
               แม้สมัยนั้น ในการแสดงธรรม ในการแสดง 
         นิโรธปัญหา ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์ 
         เก้าหมื่นโกฏิ. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะทรงมีสาวกสันนิบาต ๓ ครั้ง ใน ๓ ครั้งนั้น สาวกสันนิบาตครั้งที่ ๑ พระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระอรหันต์พันโกฏิ ผู้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ทรงอาศัยนครเมขละ จำพรรษาแล้วก็ทรงปวารณาด้วยปวารณาครั้งแรก นี้เป็นสาวกสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         สมัยต่อมา พระมุนีผู้ประเสริฐดังดวงอาทิตย์ ประทับนั่งเหนือภูเขาทอง ประมาณโยชน์หนึ่ง ซึ่งบังเกิดด้วยกำลังกุศลของพระเจ้าอรินทมะ ไม่ไกลสังกัสสนคร เหมือนดวงทินกรส่องรัศมีอันงามในยามฤดูสารทเหนือขุนเขายุคนธร ทรงฝึกบุรุษเก้าหมื่นโกฏิซึ่งห้อมล้อมพระเจ้าอรินทมะ ตามเสด็จมา ทรงให้เขาบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาหมดทุกคน. 
         เหล่าภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตในวันนั้นนั่นแลแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ในสันนิบาตอันประกอบด้วยองค์ ๔ นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
         สมัยใด ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปเพื่อเฝ้าพระสุคต. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะอันพระอรหันต์แปดหมื่นโกฏิแวดล้อมแล้ว ก็ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี 
         สันนิบาตประชุมพระขีณาสพ ผู้ไร้มลทินมีจิตสงบ 
         ตั้งมั่น ๓ ครั้ง. 
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าจำพรรษาแล้ว 
         เมื่อท่านประกาศวันปวารณาแล้ว พระตถาคต ก็ทรง 
         ปวารณาพรรษาพร้อมกับภิกษุแสนโกฏิ. 
               ในสันนิบาตต่อจาก สันนิบาตครั้งที่ ๑ นั้น ณ 
         ภูเขาทองไร้มลทิน ภิกษุเก้าหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็น 
         สันนิบาตครั้งที่ ๒. 
               ครั้งท้าวสักกเทวราช เข้าเฝ้าเยี่ยมพระพุทธเจ้า 
         เทวดาและมนุษย์แปดหมื่นโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิ- 
         บาตครั้งที่ ๓.
         แก้อรรถ         
         พึงเห็นลิงควิปลาสในคำว่า อภิฆุฏฺเฐ ปวารเณ ในคาถานั้น ความว่า อภิฆุฏฺฐาย ปวารณาย เมื่อท่านประกาศปวารณาแล้ว. 
         บทว่า ตโตปรํ ได้แก่ ในสมัยต่อจากสันนิบาตครั้งที่ ๑ นั้น. 
         บทว่า กญฺจนปพฺพเต ได้แก่ ณ ภูเขาที่สำเร็จด้วยทอง. 
         บทว่า พุทฺธทสฺสนุปาคมิ ได้แก่ เข้าไปเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้า. 
         เล่ากันว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพญานาค ชื่อว่าอตุละ มีฤทธานุภาพมาก. 
         ท่านได้ยินว่า พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลก อันหมู่ญาติห้อมล้อมแล้วออกจากภพของตน บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะซึ่งมีภิกษุแสนโกฏิเป็นบริวาร ด้วยดนตรีทิพย์ ถวายมหาทาน ถวายคู่ผ้ารูปละคู่ แล้วตั้งอยู่ในสรณะ. 
         พระศาสดาพระองค์นั้นทรงพยากรณ์พญานาคนั้นว่าจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  สมัยนั้น เราเป็นพระยานาค ชื่อว่า อตุละ มี 
            ฤทธิ์มาก สั่งสมกุศลไว้มาก. 
                  ครั้งนั้น เราพร้อมด้วยเหล่าญาตินาค ก็ออกจาก 
            พิภพนาค บำเรอพระชินพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระสงฆ์ 
            ด้วยดนตรีทิพย์. 
                  เลี้ยงดูภิกษุแสนโกฏิให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ 
            ถวายคู่ผ้ารูปละคู่ แล้วถึงพระองค์เป็นสรณะ. 
                  พระสุมนพุทธเจ้า ผู้นำโลกพระองค์นั้น ก็ทรง 
            พยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าในกัปที่ 
            ประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป. 
                  พระตถาคต จักเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์จัก 
            ตั้งความเพียร ฯลฯ พวกเราจักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้. 
         พึงกล่าว ๑๘ คาถา ให้พิศดารเหมือนในวงศ์ของพระโกณฑัญญพุทธเจ้า. 
                  เราฟังพระดำรัสของพระสุมนพุทธเจ้าพระองค์ 
            นั้นแล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป 
            เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าสุมนะพระองค์นั้นทรงมีพระนคร ชื่อว่าเมขละ มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทัตตะ มีพระชนนีพระนามว่าพระนางสิริมาเทวี มีคู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสรณะ พระภาวิตัตตะ มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอุเทนะ มีคู่พระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระโสณา พระอุปโสณา มีโพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นนาคะ (กากะทิง) มีพระสรีระสูงเก้าสิบศอก มีพระชนมายุเก้าหมื่นปี มีพระมเหสีพระนามว่าพระนางวฏังสิกาเทวี มีพระโอรสพระนามว่าอนูปมะ ทรงออกอภิเนษกรมณ์ ด้วยยานคือพระยาช้าง. มีอุปัฏฐากชื่ออังคราชา ประทับ ณ พระวิหารชื่ออังคาราม. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
               พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ มีพระ 
         นครชื่อว่าเมขละ มีพระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทัตตะ 
         มีพระชนนีพระนามว่าพระนางสิริมา. 
               พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี ทรงมี 
         ปราสาทงามสุด ๓ หลัง ชื่อ จันทะ สุจันทะ และวฏังสะ. 
               ทรงมีพระสนมนารีแต่งกายงาม สามล้านหกแสน 
         นาง มีพระมเหสีพระนามว่าพระนางวฏังสิกา มีพระโอรส 
         พระนามว่า อนูปมะ. 
               พระชินพุทธเจ้าทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษ 
         กรมณ์ด้วยยานคือพระยาช้าง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ 
         เดือน. 
               พระมหาวีระสุมนะผู้นำโลก ผู้สงบ อันท้าวมหา 
         พรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุง 
         เมขละราชธานี. 
               พระสุมนพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีอัคร 
         สาวกชื่อพระสรณะและพระภาวิตัตตะ มีพระพุทธอุปัฏฐาก 
         ชื่อว่าพระอุเทนะ. 
               ทรงมีอัครสาวิกา ชื่อว่าพระโสณา พระอุปโสณา 
         พระพุทธเจ้า ผู้มีพระยศหาประมาณมิได้ พระองค์นั้น 
         ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ชื่อต้นนาคะ (กากะทิง). 
               ทรงมีอัครอุปฐาก ชื่อว่าวรุณะและสรณะ มีอัคร 
         อุปัฏฐายิกา ชื่อจาลาและอุปจาลา. 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น โดยส่วนสูง ทรงสูง 
         เก้าสิบศอก งามเหมือนรูปบูชาที่ทำด้วยทอง หมื่น- 
         โลกธาตุก็เจิดจ้า. 
               ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ 
         ทรงมีพระชนม์ยืนอย่างนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอัน 
         มากให้ข้ามโอฆสงสาร. 
               พระสัมพุทธเจ้า ทรงยังหมู่ชนที่ควรข้ามให้ข้าม 
         โอฆสงสาร ยังหมู่ชนที่ควรตรัสรู้ให้ตรัสรู้ เสด็จดับ 
         ขันธปรินิพพาน เหมือนเดือนดับ. 
               พระภิกษุขีณาสพเหล่านั้น และพระพุทธเจ้าผู้ 
         ไม่มีผู้เสมอเหมือนพระองค์นั้น ท่านเหล่านั้นมียศยิ่ง 
         ใหญ่ สำแดงรัศมีที่ไม่มีอะไรเปรียบแล้วก็ปรินิพพาน. 
               พระญาณที่ไม่มีอะไรวัดได้นั้น และรัตนะที่ 
         ไม่มีอะไรชั่งได้นั้น ทั้งนั้นก็อันตรธานไปหมดสิ้น 
         สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่า แน่แท้. 
               พระสุมนพุทธเจ้า ผู้ทรงพระยศ ก็เสด็จดับขันธ- 
         ปรินิพพาน ณ พระวิหารอังคาราม พระชินสถูปของ 
         พระองค์ ณ อังคารามนั้น สูงถึงสี่โยชน์.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กญฺจนคฺฆิยสงฺกาโส ได้แก่ มีพระรูปพระโฉมงามเหมือนรูปบูชาทำด้วยทองอันวิจิตรด้วยรัตนะหลากชนิด. 
         บทว่า ทสสหสฺสี วิโรจติ ความว่า ทั้งหมื่นโลกธาตุก็เจิดจ้าด้วยรัศมีของพระองค์. 
         บทว่า ตารณีเย แปลว่า ยังหมู่ชนผู้ที่ควรให้ข้ามคือผู้ควรข้าม. อธิบายว่า พุทธเวไนยทั้งปวง. 
         บทว่า อุฬุราชาว แปลว่า เหมือนดวงจันทร์. 
         บทว่า อตฺถมิ แปลว่า ดับ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อตฺถํ คโต ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้. 
         บทว่า อสาทิโส ก็คือ อสทิโส ผู้ไม่มีผู้เสมือน. 
         บทว่า มหายสา ได้แก่ ผู้มีเกียรติมาก และมีบริวารมาก. 
         บทว่า ตญฺจ ญาณํ ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณนั้น. 
         บทว่า อตุลิยํ ได้แก่ วัดไม่ได้ ไม่มีอะไรเสมือน. 
         คำที่เหลือในที่ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสุมนพุทธเจ้า