Translate

09 ธันวาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก สิทธัตถพุทธวงศ์ที่ ๑๖ ว่าด้วยพระประวัติพระสิทธัตถพุทธเจ้า

สิทธัตถพุทธวงศ์ที่ ๑๖ ว่าด้วยพระประวัติพระสิทธัตถพุทธเจ้า
 [๑๗] สมัยต่อมาจากพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวง เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น แม้พระองค์ทรงบรรลุสัมโพธิญาณแล้ว ก็ทรงช่วยหมู่มนุษย์ พร้อม ด้วยเทวดาให้ข้ามพ้นวัฏฏสงสาร ทรงยังฝนคือธรรมให้ตก ดับความ ร้อนให้แก่โลกพร้อมด้วยเทวโลก แม้พระองค์ผู้มีเดชไม่มีเทียบเคียง ก็ตรัสพระธรรมเทศนาให้สัตว์ได้ตรัสรู้ธรรม ๓ ครั้ง
 
                        ธรรมาภิสมัย ครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้น ทรงตีกลองอมฤตเภรีที่ภีมรัฐ
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ สัตว์เก้าสิบโกฏิ ในคราวเมื่อพระพุทธเจ้าผู้อุดมกว่านรชนพระองค์ นั้นทรงแสดงธรรมที่เวภารบรรพต
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่ สัตว์เก้าสิบโกฏิ พระสิทธัตถบรมศาสดาทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ๓ ครั้ง สถานที่ ที่พระภิกษุผู้ปราศจากมลทิน มาประชุมกัน ๓ แห่ง แห่งที่ ๑ พระภิกษุร้อยโกฏิ แห่งที่ ๒ เก้าสิบโกฏิ และแห่งที่ ๓ แปดสิบโกฏิ
                        สมัยนั้น เราเป็นดาบสชื่อว่ามงคล มีเดชอันรุ่งเรืองยากที่ผู้อื่นจะข่มได้ ประกอบด้วยกำลังแห่งอภิญญา เราได้นำเอาผลหว้ามาถวายแด่ พระสิทธัตถสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงรับแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า
                        จงดูชฎิลดาบสผู้มีตบะรุ่งเรืองนี้ ในกัปที่ ๙๔ แก่กัปนี้ ดาบสนี้จัก ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ................. ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใส อย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้น
                        พระนครชื่อว่าเวภาระ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอุเทน เป็น พระชนกของพระสิทธัตถบรมศาสดา พระนางสุผัสสา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่หมื่นปี
                        ทรงมีปราสาทอัน ประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อโกกาสะ อุปละ และโกกนุทะ ทรงมี พระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่นแปดพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าสุมนา พระราชโอรสพระนามว่าอนูปมะ
                        พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยวอทอง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๑๐ เดือนเต็ม พระสิทธัตถมหาวีรเจ้าผู้เป็น นายกของโลก อุดมกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว
                        ทรง ประกาศพระธรรมจักรที่มฤคทายวัน ทรงมีพระสัมพลเถระและพระ สุมิตตเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าเรวตะ เป็นพระพุทธ อุปัฏฐาก พระสีวลาเถรีและพระสุรามาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา
                        ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่ากรรณิการ์ สุปปิยอุบาสกและ สัมพุทธอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก รัมมาอุบาสิกาและสุรัมมา อุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น สูง ๖๐ ศอก พระองค์งามเปล่งปลั่งดั่งทองคำล้ำค่า รุ่งเรืองไปในหมื่นโลกธาตุ
                        พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ ทรงพระคุณไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีบุคคล เปรียบเทียบถึง ทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระองค์ทรงแสดง พระรัศมีอันไพบูลย์ ทรงยังพระสาวกทั้งหลายให้บานสะพรั่ง ทรงเยื้องกรายงดงามด้วยสมาบัติอันประเสริฐ แล้วเสด็จนิพพาน พร้อมด้วยพระสาวก
                        พระสิทธัตถพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีประเสริฐเสด็จ นิพพาน ณ อโนมาราม พระสถูปอันประเสริฐของพระองค์ สูง ๔ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ที่อโนมาราม ฉะนี้แล. 
จบสิทธัตถพุทธวงศ์ที่ ๑๖

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๕. ธรรมทัสสีพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๕
         เมื่อพระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว อันตรกัปก็ล่วงไปแล้ว เมื่อสัตว์ทั้งหลายที่มีอายุนับไม่ได้ลดลงโดยลำดับจนมีอายุได้แสนปี พระศาสดาพระนามว่าธัมมทัสสี ผู้ทำความสว่างแก่โลก ทำการกำจัดมลทินมีโลภะเป็นต้น เป็นนายกเอกของโลก อุบัติขึ้นในโลก. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุนันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสรณะ ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้งปวง ณ กรุงสรณะ ถ้วนกำหนดทศมาส พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ สรณะราชอุทยาน เหมือนจันทร์เพ็ญโคจรลอดช่องเมฆ ในฤดูฝน. 
         เมื่อพระมหาบุรุษ พอประสูติจากพระครรภ์พระชนนีเท่านั้น โวหารการว่ากล่าวที่ไม่ชอบธรรม ในศาสตร์และคัมภีร์อันกล่าวด้วยเรื่องอธิกรณ์ (การตัดสินคดี) ก็เสื่อมหายไปเองแล ดำรงอยู่แต่การว่ากล่าวที่ชอบธรรมเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น ในวันเฉลิมพระนามของพระองค์ พระชนกชนนีจึงเฉลิมพระนามว่าธัมมทัสสี. 
         พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่แปดพันปี นัยว่าทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่าอรชะ วิรชะและสุทัสสนะ มีพระสนมนารีสองแสนสองหมื่นนางมีพระนางวิจิโกฬิเทวีเป็นประมุข. 
         เมื่อพระโอรสพระนามว่าปุญญวัฒนะ ของพระนางวิจิโกฬิเทวี สมภพ พระมหาบุรุษนั้นทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง เหมือนเทพกุมาร เสวยสมบัติเหมือนเทพสมบัติ ทรงลุกขึ้นในยามกลาง ประทับบนที่สิริไสยาสน์ ทรงเห็นอาการอันวิการของเหล่าสนมที่หลับไหล ก็เกิดสังเวช เกิดจิตคิดออกมหาภิเนษกรมณ์. 
         ในลำดับเกิดจิตนั่นแล สุทัสสนปราสาทของพระองค์ก็ลอยขึ้นสู่นภากาศ อันจตุรงคเสนาแวดล้อมแล้ว ลอยไปเหมือนดวงอาทิตย์และเหมือนเทพวิมาน แล้วก็ลงตั้งอยู่ใกล้โพธิพฤกษ์ชื่อต้นรัตตกุรวกะ มะกล่ำทอง. 
         ได้ยินว่า พระมหาบุรุษทรงรับผ้ากาสายะที่ท้าวมหาพรหมน้อมถวาย ทรงผนวชแล้ว เสด็จลงจากปราสาท ประทับยืนอยู่ไม่ไกล. ปราสาทก็ลอยไปทางอากาศอีก ทำโพธิพฤกษ์ไว้ข้างในแล้วตั้งลงที่แผ่นดิน. 
         แม้นางสนมนารีพร้อมทั้งบริวารก็ลงจากปราสาท เดินไปชั่วครึ่งคาวุต ก็หยุด ณ ที่นั้น เว้นนางสนมนารี ปริจาริกาและหญิงรับใช้ของนางสนมเหล่านั้น มนุษย์ทุกคนก็บวชตามเสด็จ ภิกษุทั้งหลายก็มีจำนวนถึงแสนโกฏิ. 
         ลำดับนั้น พระธัมมทัสสีโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญความเพียร ๗ วัน เสวยข้าวมธุปายาสที่พระนางวิจิโกฬิเทวีถวาย ทรงพักกลางวัน ณ ป่าพุทรา เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อสิริวัฒนะถวาย แล้วเสด็จไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อพิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๓ ศอก. 
         ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิพฤกษ์นั้น ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา แล้วทรงยับยั้งอยู่ใกล้ๆ โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาท้าวมหาพรหม แล้วทรงทราบว่า ภิกษุแสนโกฏิที่บวชกับพระองค์เป็นผู้สามารถแทงตลอดพระสัทธรรมได้ ก็เสด็จหนทาง ๑๘ โยชน์ วันเดียวเท่านั้นก็ถึงอิสิปตนะ อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อิสิปตนะนั้น. 
         ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า 
         ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ก็กำจัดความมืดมนอนธการแล้ว 
         เจิดจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก. 
               ในกาลที่พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชที่ 
         ไม่มีผู้เทียบได้พระองค์นั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร 
         อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมนฺธการํ ความว่า ได้แก่ อนธการคือโมหะ ที่ชื่อว่าตมะ. 
         ครั้งพระราชาพระนามว่าสัญชัย ในนครชื่อตคระ ทรงเห็นโทษในกามและคุณอันเกษมในเนกขัมมะ จึงทรงผนวชเป็นฤษี คนเก้าหมื่นโกฏิบวชตามเสด็จ ชนเหล่านั้นได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ หมดทุกคน. 
         ครั้งนั้น พระธัมมทัสสีศาสดาทรงเห็นอุปนิสสัยสมบัติของชนเหล่านั้น จึงเสด็จไปทางอากาศ ถึงอาศรมบทของสัญชัยดาบสแล้ว ทรงยืนอยู่ในอากาศ ทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัยของดาบสเหล่านั้น ทรงยังธรรมจักษุให้เกิดขึ้น. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัญชัยฤษี 
               อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ. 
         ครั้งท้าวสักกะจอมทวยเทพ ประสงค์จะฟังธรรมของพระทศพล จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ครั้งท้าวสักกะพร้อมทั้งบริษัทเข้าเฝ้า พระผู้เป็นนายก 
               พิเศษ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ. 
         ส่วนครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้าทรงบวชพระปทุมกุมารและพระปุสสเทวกุมาร พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดา พร้อมทั้งบริวารในกรุงสรณะ ทรงทำสุทธิปวารณาท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิซึ่งบวชภายในพรรษานั้น นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         ต่อมาอีก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ภิกษุร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒ 
         ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศคุณานิสงส์แห่งธุดงค์ ๑๓ ณ พระสุทัสสนาราม ทรงสถาปนาพระมหาสาวกชื่อหาริตะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุแปดสิบโกฏิ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระธัมมทัสสี ผู้เป็นเทพแห่งเทพ แม้พระองค์นั้น 
         ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มี 
         จิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง. 
               ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้าเข้าจำพรรษา ณ กรุง 
         สรณะ ภิกษุสาวกแสนโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้ง 
         ที่ ๑. 
               ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมาสู่ 
         มนุษย์โลก ภิกษุสาวกร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต 
         ครั้งที่ ๒. 
               ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศธุดงคคุณ 
         ภิกษุสาวกแปดสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นท้าวสักกเทวราช อันทวยเทพในเทวโลกทั้งสองแวดล้อมแล้ว เสด็จมาบูชาพระตถาคต ด้วยของทิพย์มีของหอมและดอกไม้เป็นต้นและด้วยทิพยดนตรี พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  ครั้งนั้น เราเป็นท้าวสักกปุรินททะ ได้บูชาด้วย 
            ของหอม ดอกไม้ และดนตรีทิพย์. 
                  พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม 
            กลางเทวดา ทรงพยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป 
            ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
                  พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อ 
            หน้าของท่านผู้นี้. 
                  เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส 
            จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ 
            ให้บริบูรณ์. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อสรณะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสรณะ พระชนนีพระนามว่าพระนางสุนันทา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระปทุมะและพระปุสสเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าสุเนตตะ๑- คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมาและพระสัจจนามา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าพิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุแสนปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางวิจิโกฬิเทวี พระโอรสพระนามว่าพระปุญญวัฒนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท. 
๑- บาลีเป็น ลุทัตตะ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระธัมมทัสสีศาสดา ทรงมีพระนคร ชื่อว่าสรณะ 
         พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสรณะ พระชนนีพระนามว่า 
         พระนางสุนันทา. 
               พระธัมมทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระ 
         ปทุมะและพระปุสสเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระ 
         สุเนตตะ. 
               พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมาและพระสัจจนามา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า 
         ต้นพิมพิชาละ. 
               พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ 
         พระองค์นั้น สูง ๘๐ ศอก ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพระเดชในหมื่น 
         โลกธาตุ. 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น งดงามเหมือนต้นพญาสาล 
         พฤกษ์ที่ออกดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในนภากาศ 
         เหมือนดวงอาทิตย์เที่ยงวัน. 
               พระผู้มีพระจักษุดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระชนมายุ 
         ของพระผู้มีพระเดชที่ไม่มีใครเทียบพระองค์นั้น ก็เท่านั้น. 
               พระองค์ทั้งพระสาวก แสดงพระรัศมีทำพระศาสนา 
         ให้ไร้มลทินแล้ว ก็ปรินิพพานเหมือนดวงจันทร์เคลื่อนจาก 
         ท้องนภากาศ.
         แก้อรรถ         
         ต้นมะกล่ำทอง ชื่อว่าต้นพิมพิชาละ ในพระคาถานั้น. 
         บทว่า ทสสหสฺสิมฺหิ ธาตุยา ก็คือ ทสสหสฺสิยา โลกธาตุยา ในหมื่นโลกธาตุ. 
         บทว่า วิชฺชูว ก็คือ วิชฺชุลตา วิย เหมือนสายฟ้า. 
         บทว่า อุปโสภถ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นงดงามเหมือนสายฟ้าและเหมือนดวงอาทิตย์งามเวลาเที่ยงวันฉะนั้น. 
         บทว่า สมกํ ความว่า พระชนมายุของพระองค์ก็เท่าๆ กับนรสัตว์ทั้งปวง. 
         บทว่า จวิ แปลว่า เคลื่อนแล้ว. 
         บทว่า จนฺโทว ความว่า เหมือนดวงจันทร์เคลื่อนจากท้องฟ้า. 
         ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าธัมมทัสสี ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารเกสาราม กรุงสาลวดี. 
         คำที่เหลือในคาถาทุกแห่งชัดแล้วทั้งนั้นแล.
 จบพรรณนาวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก ธรรมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๕ ว่าด้วยพระประวัติพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า

ธรรมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๕ ว่าด้วยพระประวัติพระธรรมทัสสีพุทธเจ้า
 [๑๖] ในมัณฑกัปนั้นแล มีพระพุทธเจ้าผู้มียศมากพระนามว่าธรรมทัสสี ทรงกำจัดความมืดตื้อแล้ว ทรงรุ่งเรืองอย่างยิ่ง ในโลกพร้อมทั้งเทว โลก แม้ในความที่พระองค์ผู้มีเดชไม่มีเทียบนั้นทรงประกาศ พระธรรมจักร
        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ในคราว เมื่อพระพุทธธรรมทัสสีทรงแนะนำสญชัยฤาษี 
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ ในคราวเมื่อท้าวสักกะพร้อมด้วยบริษัท เสด็จเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปด สิบโกฏิ
 
                        แม้พระบรมศาสดาพระองค์นั้น ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุ ขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน ผู้มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เมื่อ พระพุทธธรรมทัสสีทรงจำพรรษา ณ สมณนคร พระภิกษุขีณาสพ มาประชุมกันพันโกฏิ ครั้งที่ ๒ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลก มายังมนุษยโลก แม้ครั้งนั้น พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันร้อยโกฏิ ครั้งที่ ๓ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประกาศธุดงคคุณ
                        ครั้งนั้นพระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแปดสิบโกฏิ สมัยนั้น เราเป็นท้าวปุรินททสักกเทวราช ได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยของหอม มาลาและ ดนตรีทิพย์ แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์ ก็ ทรงพยากรณ์เราในกาลนั้นว่า ในพันร้อยแปดกัป ผู้นี้จักได้เป็น พระพุทธเจ้า ...... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์
                        แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใสอย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญ บารมี ๑๐ ประการยิ่งขึ้นไป พระนครชื่อว่าสรณะ พระบรมกษัตริย์พระนามว่าสรณะ เป็นพระชนกของพระธรรมทัสสีศาสดา พระนางสุนันทา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคาร สถานอยู่แปดพันปี
                        ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อว่า อรชะ วิรชะ และสุทัสนะ มีพระสนมนารีกำนัลในสี่หมื่น ล้วน ประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิจิโกลี พระราชโอรส พระนามว่าปุญญวัฑฒนะ
                        พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึง เสด็จออกผนวชด้วยปราสาท ได้ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๗ วัน พระธรรม ทัสสีนราสภมหาวีรเจ้า ผู้สูงสุดกว่านรชน อันพรหมทูลอาราธนา แล้ว
                        ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มฤคทายวัน พระองค์มีพระปทุม เถระและพระปุสสเทวเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่า สุทัตตะ เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระเขมาเถรีและพระสัจจนามาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าติมพชาละ (มะพลับ) สุภัททอุบาสกและกฏิสสหอุบาสก เป็นอัครอุปัฏฐาก สาฬิสาอุบาสิกาและกฬิสสาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                        แม้ พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนพระองค์นั้นสูง ๘๐ ศอก ทรงมี พระเดชรุ่งเรืองอย่างยิ่ง แผ่ไปในหมื่นธาตุ พระองค์งามสง่า ดัง พญารังมีดอกบาน เหมือนสายฟ้าในอากาศ ดุจพระอาทิตย์ในเวลา เที่ยง ฉะนั้น
                        แม้พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุ มีพระเดชไม่มีเทียบเคียง ทรงดำรงพระชนมชีพอยู่สม่ำเสมออยู่ในโลกแสนปี ทรงแสดง พระรัศมีสว่างไสว ทำพระศาสนาให้ปราศจากมลทิน เสด็จนิพพาน พร้อมกับพระสาวก ดังพระจันทร์ลับไปในท้องฟ้า ฉะนั้น พระธรรม ทัสสีมหาวีรเจ้าเสด็จนิพพาน ณ เกสาราม พระสถูปอันประเสริฐ ของพระองค์ สูง ๓ โยชน์ ฉะนี้แล.
 จบธรรมทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๕

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๔. อัตถทัสสีพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๔         
         เมื่อพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว พระศาสนาของพระองค์ก็อันตรธานแล้วเสื่อมไป เมื่อมนุษย์ทั้งหลายมีอายุนับประมาณมิได้เจริญแล้วก็เสื่อมลงโดยลำดับ จนมีอายุแสนปี พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เห็นอรรถอย่างยิ่ง ก็อุบัติขึ้นในโลก. 
         พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุทัสสนเทวี อัครมเหสีในราชสกุลของพระเจ้าสาคระ กรุงโสภณะ ที่งามอย่างยิ่ง อยู่ในพระครรภ์ ๑๐ เดือน ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ สุจินธนราชอุทยาน. 
         พอพระมหาบุรุษประสูติจากพระครรภ์พระชนนี เจ้าของทรัพย์ทั้งหลายก็พากันได้ขุมทรัพย์ใหญ่ที่ฝังกันไว้นาน สืบๆ ตระกูลกันมา เพราะเหตุนั้น ในวันรับพระนามของพระองค์ พระชนกชนนีจึงเฉลิมพระนามว่าอัตถทัสสี. 
         พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี. ทรงมีปราสาท ๓ หลังที่มีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง ชื่ออมรคิรี สุรคิรีและคิริวาหนะ มีพระสนมนารีสามหมื่นสามพันนางมีพระนางวิสาขาเทวีเป็นประมุข. 
         เมื่อพระโอรสพระนามว่าเสลกุมาร ของพระนางวิสาขาเทวี ทรงสมภพ พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ขึ้นทรงพญาม้าชื่อสุทัสสนะ เสด็จออกมหาอภิเนษกรมณ์ทรงผนวช มนุษย์เก้าโกฏิก็บวชตามเสด็จ. 
         พระมหาบุรุษอันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่มหาชนนำมาเป็นเครื่องสังเวยนางนาคชื่อว่าสุจินธรา นางนาคที่มีเรือนร่างทุกส่วนอันมหาชนเห็นอยู่ ถวายพร้อมด้วยถาดทอง ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สวนสาละรุ่น ที่ประดับด้วยต้นไม้รุ่น ๑๐ ต้น เวลาเย็นทรงรับหญ้าคา ๘ กำที่พญานาคชื่อมหารุจิ ผู้ชอบใจธรรมถวาย แล้วเสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อจัมปกะ ต้นจำปา ทรงลาดสันถัตหญ้าคากว้างยาว ๕๓ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประพฤติมา. 
         ทรงยับยั้งอยู่ ณ ที่ใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ วัน ทรงรับอาราธนาแสดงธรรมของท้าวมหาพรหม ทรงเห็นภิกษุใหม่เก้าโกฏิที่บวชกับพระองค์ เป็นผู้สามารถแทงตลอดอริยธรรมได้ เสด็จไปทางอากาศลงที่อโนมราชอุทยาน ใกล้อโนมนคร อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ ที่นั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. 
         ต่อมาอีก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำโลกเสด็จจาริกไปในเทวโลก ทรงแสดงธรรมโปรดในที่นั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. 
         ก็ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสี เสด็จเข้าไปยังกรุงโสภณะ เหมือนพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงแสดงธรรมโปรด ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า 
         ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ก็ทรงกำจัดความมืดใหญ่ บรรลุ 
         พระโพธิญาณอันอุดม. 
               พระองค์อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้วก็ทรง 
         ประกาศพระธรรมจักร ทรงยังหมื่นโลกธาตุ พร้อมทั้ง 
         เทวโลกให้อิ่มด้วยอมฤตธรรม. 
               พระโลกนาถแม้พระองค์นั้น ก็ทรงมีอภิสมัย ๓ 
         ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. 
               ครั้งพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า เสด็จจาริกไปใน 
         เทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. 
               ต่อมา ครั้งพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมในสำนัก 
         พระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว ความว่า ในกัปนั้นนั่นเอง แต่ในที่นี้ วรกัปท่านประสงค์เอาว่ามัณฑกัป ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลัง ในการพรรณนาวงศ์ของพระปทุมุตตรพุทธเจ้าว่า ในกัปใดบังเกิดพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์ กัปนั้นชื่อว่าวรกัป เพราะฉะนั้นในที่นี้ วรกัป ท่านจึงประสงค์เอาว่า มัณฑกัป. 
         บทว่า นิหนฺตฺวาน แปลว่า กำจัดแล้ว หรือปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. 
         บทว่า สนฺโต แปลว่า มีอยู่. 
         บทว่า อมเตน ได้แก่ ด้วยดื่มอมฤตธรรมคือการบรรลุมรรคผล. 
         บทว่า ตปฺปยิ แปลว่า ให้อิ่มแล้ว. อธิบายว่าให้อิ่มหนำสำราญ. 
         บทว่า ทสสหสฺสี ก็คือ ทสสหสฺสิโลกธาตุํ. 
         บทว่า เทวจาริกํ ความว่า จาริกไปในเทวโลก เพื่อแนะนำเทวดาทั้งหลาย 
         ได้ยินว่า ในสุจันทกนคร พระสันตราชโอรสและอุปสันตะบุตรปุโรหิต ไม่เห็นสาระในไตรเพทและลัทธิสมัยอื่นทุกอย่าง จึงวางคนที่รอบรู้และแกล้วกล้าไว้ ๔ คนที่ประตูทั้ง ๔ ของพระนคร โดยสั่งว่า พวกท่านเห็นหรือได้ยินสมณะหรือพราหมณ์ที่เป็นบัณฑิตผู้ใด พวกท่านจงมาบอกเรา. 
         สมัยนั้น พระโลกนาถอัตถทัสสีเสด็จถึงสุจันทกนคร. ลำดับนั้น พวกบุรุษที่คนเหล่านั้นบอกแล้ว ก็พากันไปแจ้งการเสด็จมาในที่นั้นของพระทศพลแก่สองท่านนั้น. 
         แต่นั้นพระสันตราชโอรสและอุปสันตะบุตรปุโรหิต ฟังข่าวการเสด็จมาของพระตถาคต ก็มีใจร่าเริง มีบริวารพันหนึ่งไปรับเสด็จพระทศพลผู้ไม่มีผู้เสมอ ถวายบังคมแล้วนิมนต์ ถวายมหาทานที่ไม่มีใครเทียม แด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. 
         วันที่ ๗ ก็ฟังธรรมกถาพร้อมด้วยผู้คนชาวนครทั้งสิ้น เขาว่า วันนั้น บุรุษเก้าหมื่นแปดพันพากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชาแล้วบรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางบริษัทนั้น. นั้นเป็นสันนิบาต ครั้งที่ ๑. 
         ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรมแก่พระเสลเถระ โอรสของพระองค์ ทรงยังบุรุษแปดหมื่นแปดพันให้เลื่อมใสแล้ว ให้บวชด้วยเอหิภิกขุภาวะให้เขาบรรลุพระอรหัตแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. ต่อมาอีก เมื่อทรงแสดงธรรมแก่เทวดาและมนุษย์วันมาฆบูรณมี ในมหามงคลสมาคม ทรงยังสัตว์เจ็ดหมื่นแปดพันให้บรรลุพระอรหัต ทรงยก ปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ พระองค์ 
         นั้น ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน 
         มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง. 
            พระสาวกเก้าหมื่นแปดพันประชุมกันเป็นสันนิบาต 
         ครั้งที่ ๑ 
            พระสาวกแปดหมื่นแปดพันประชุมกันเป็นสันนิบาต 
         ครั้งที่ ๒. 
            พระสาวกขีณาสพ ผู้หลุดพ้นเพราะไม่ยึดมั่น ผู้ไร้ 
         มลทิน ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่เจ็ดหมื่นเจ็ดพันประชุมกันเป็น 
         สันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราอันโลกสมมติว่าเป็นพราหมณ์มหาศาล ชื่อสุสิมะ ในนครจัมปกะ พระโพธิสัตว์นั้นสละสมบัติทุกอย่างแก่คนจน คนอนาถา คนกำพร้า คนเดินทางไกลเป็นต้น ไปใกล้ป่าหิมพานต์ บวชเป็นดาบส ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว เป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก แสดงความไม่มีโทษและความมีโทษ แห่งกุศลธรรมและ อกุศลธรรมทั้งหลายแก่มหาชน รอคอยการอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า. 
         สมัยต่อมา เมื่อพระอัตถทัสสีพุทธเจ้าผู้นำโลกทรงอุบัติในโลกแล้ว ทรงยังฝนคืออมฤตธรรมให้ตกลงในท่ามกลางบริษัท ๘ ณ กรุงสุทัสสนมหานคร. 
         พระโพธิสัตว์ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็ไปสู่โลกสวรรค์แล้วนำเอาดอกไม้ทิพย์มีมณฑารพ ปทุม ปาริฉัตตกะเป็นต้นมาจากเทวโลก เมื่อจะสำแดงอานุภาพของตนจึงปรากฏตัว ยังฝนดอกไม้ให้ตกลงในทิศทั้ง ๔ เหมือนมหาเมฆตกใน ๔ ทวีป แล้วสร้างสิ่งที่สำเร็จด้วยดอกไม้มีที่บูชา เสาระเนียด ข่ายทองที่สำเร็จด้วยดอกไม้เป็นต้น เป็นมณฑปดอกไม้โดยรอบ บูชาพระทศพลด้วยฉัตรดอกมณฑารพ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นชฎิลมีตบะสูง โดยชื่อว่าสุสีมะ 
         อันแผ่นดินคือโลกสมมติว่า เป็นผู้ประเสริฐ 
               เรานำดอกไม้ทิพย์ คือมณฑารพ ปทุม ปาริฉัตตกะ 
         จากเทวโลก บูชาพระสัมพุทธเจ้า 
               พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า มหามุนีพระองค์นั้นทรง 
         พยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป ท่านผู้นี้จักเป็นพระ 
         พุทธเจ้า 
               พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้า 
         ของท่านผู้นี้ 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์ ก็ร่าเริง สลดใจ จึง 
         อธิษฐานข้อวัตรยิ่งขึ้นไปเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้บริบูรณ์.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชฏิโล ได้แก่ ชื่อว่าชฎิล เพราะมีชฎา มุ่นมวยผม. 
         บทว่า มหิยา เสฏฺฐสมฺมโต ความว่า อันโลกแม้ทั้งสิ้นสมมติยกย่องอย่างนี้ว่า เป็นผู้ประเสริฐสุด สูงสุด เลิศ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสสีพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าโสภณะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสาคระ พระชนนีพระนามว่าพระนางสุทัสสนา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสันตะและพระอุปสันตะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอภยะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระธัมมาและพระสุธัมมา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าจัมปกะ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระรัศมีแห่งพระสรีระแผ่ไปโดยรอบ ประมาณโยชน์หนึ่งทุกเวลา พระชนมายุแสนปี. พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางวิสาขา พระโอรสพระนามว่าเสละ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้า. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระอัตถทัสสีศาสดา ทรงมีพระนครชื่อว่าโสภณะ 
         พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสาคระ พระชนนีพระนามว่า 
         พระนางสุทัสสนา 
               พระอัตถทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระ 
         สันตะและพระอุปสันตะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระ 
         อภยะ. 
               พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระธัมมาและพระสุธัมมา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า 
         จัมปกะ. 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เสมอด้วยพระพุทธเจ้า 
         ผู้ไม่มีผู้เสมอ สูง ๘๐ ศอก งามเหมือนพญาสาลพฤกษ์ 
         เต็มบริบูรณ์เหมือนพระจันทร์. 
               พระรัศมีตามปกติของพระองค์ มีหลายร้อยโกฏิ 
         แผ่ไปโยชน์หนึ่ง สิบทิศทั้งเบื้องสูงเบื้องต่ำทุกเมื่อ. 
               พระพุทธเจ้าเป็นผู้องอาจในนรชน เป็นมุนียอด 
         แห่งสรรพสัตว์ ผู้มีพระจักษุพระองค์นั้นทรงดำรงอยู่ใน 
         โลกแสนปี. 
               พระอัตถทัสสีพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ทรงแสดง 
         พระรัศมีที่ไม่มีอะไรเทียบ เจิดจ้าไปในโลกทั้งเทวโลก 
         ก็ทรงถึงความเป็นผู้ไม่เที่ยงแท้ ดับขันธปรินิพพาน 
         เพราะสิ้นอุปาทาน เหมือนดวงไฟดับเพราะสิ้นเชื้อฉะนั้น.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬุราชาว ปูริโต ความว่า เหมือนดวงจันทร์ราชาแห่งดวงดาว บริบูรณ์ไร้มลทินทั่วมณฑลในฤดูสารท. 
         บทว่า ปากติกา ความว่า เกิดขึ้นตามปกติ ไม่ใช่ตามอธิษฐาน เมื่อใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์ เมื่อนั้นก็ทรงแผ่พระรัศมีไปในจักรวาลแม้หลายแสนโกฏิ. 
         บทว่า รํสี แปลว่า พระรัศมีทั้งหลาย. 
         บทว่า อุปาทานสงฺขยา ได้แก่ เพราะสิ้นอุปาทาน. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเสด็จดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะสิ้นอุปาทาน ๔ เหมือนไฟดับเพราะสิ้นเชื้อ พระธาตุทั้งหลายของพระองค์เรี่ยรายไปด้วยพระอธิษฐาน. 
         คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระอัตถทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก อัตถทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๔ ว่าด้วยพระประวัติพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า

อัตถทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๔ ว่าด้วยพระประวัติพระอัตถทัสสีพุทธเจ้า
 [๑๕] ในมัณฑกัปนั้นแล มีพระพุทธเจ้าผู้มียศมากนามว่าอัตถทัสสี ทรง กำจัดความมืดใหญ่ออกแล้ว ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด พรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ทรงยังหมื่นโลก ธาตุพร้อมทั้งเทวโลก ให้ดื่มน้ำอมฤตธรรมจนอิ่มหนำสำราญ แม้ พระองค์ผู้เป็นนาถะของโลกนั้น ก็ทรงมีการแสดงธรรมให้สัตว์ได้ ตรัสรู้ ๓ ครั้ง
 
             ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ในกาล เมื่อพระพุทธอัตถทัสสีเสด็จจาริกไปในเทวโลก
             ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ทวยเทพแสนโกฏิอีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าทรง แสดงธรรมในสำนักพระพุทธบิดา
             ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่ สัตว์แสนโกฏิ
                        และพระบรมศาสดาพระองค์นั้น ก็ทรงมีการประชุม พระภิกษุขีณาสพ ผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับ ผู้คงที่ ผู้หลุดพ้น เพราะไม่ถือมั่น ผู้แสวงหาประโยชน์ใหญ่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุ ขีณาสพมาประชุมกันเก้าหมื่นแปดพัน ครั้งที่ ๒ พระภิกษุขีณาสพ มาประชุมกันแปดหมื่นแปดพัน ครั้งที่ ๓ พระภิกษุขีณาสพมาประชุม กันเจ็ดหมื่นแปดพัน
                        สมัยนั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะอันรุ่งเรือง มีนาม ชื่อว่าสุสิมะ ประชาชนยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐสุดในแผ่นดิน เรา นำดอกมณฑารพ ดอกประทุม ดอกปาริชาตอันเป็นทิพย์ จากเทวโลก มาบูชาพระสัมพุทธเจ้า
                        แม้พระพุทธอัตถทัสสีมหามุนีพระองค์นั้นก็ ทรงพยากรณ์เราว่า ในพันแปดร้อยกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าใน โลก ................. ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น เราได้ฟังพระพุทธ พยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็มีใจยินดีโสมนัส ได้อธิษฐานวัตรในการ บำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้น
                        พระนครชื่อว่าโสภณะ พระบรม กษัตริย์พระนามว่าสาคระ เป็นพระชนกของพระอัตถทัสสีศาสดา พระนางสุทัสนา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถาน อยู่หมื่นปี
                        ทรงมีปราสาทอันประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่ออมรคิ สุรคิ และคิริพาหนะ ทรงมีพระสนมนารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิสาขาพระราชโอรสพระนามว่าเสละ
                        พระพิชิตมารทรงเห็นนิมิต ๔ ประการจึงเสด็จ ออกผนวชด้วยอัสวราชยาน ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระนราสภอัตถทัสสีมหาวีรเจ้า ผู้มีพระยศใหญ่ อันพรหมทูลอาราธนา แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อโนมอุทยาน
                        ทรงมีพระสันต์เถระและพระอุปสันตเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าอภัย เป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระธรรมาเถรีและสุธรรมาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าจำปา นกุลอุบาสกและ นิสภอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก มกิลาอุบาสิกาและสุนันทาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                        พระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีผู้เสมอเหมือนพระองค์นั้น สูง ๘๐ ศอก ทรงสง่างามดังพญารัง เหมือนพระจันทร์เต็มดวง มี พระรัศมีอันประเสริฐหลายร้อยเป็นปกติ แผ่ไปโยชน์หนึ่ง ทั้งเบื้องบนเบื้องต่ำ ทั้งทิศน้อยทิศใหญ่ทุกเมื่อ
                        แม้พระพุทธมุนีผู้ ประเสริฐกว่านรชน สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ ผู้มีจักษุ พระองค์นั้น ทรงดำรงอยู่ในโลกแสนปี
                        แม้พระองค์ทรงแสดงพระรัศมีอันไม่มี สิ่งอื่นเทียมทันให้สว่างไสว ไพโรจน์ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกแล้ว ก็เสด็จนิพพานดับไป ดังไฟสิ้นเชื้อ ฉะนั้น พระอัตถทัสสีชินเจ้า ผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อโนมาราม พระธาตุเรี่ยรายแผ่กว้าง ไปในประเทศนั้นๆ ฉะนี้แล.
 จบอัตถทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๔

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๓. ปิยทัสสีพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระปิยทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๓         
         ต่อมาจากสมัยของพระสุชาตพุทธเจ้า ในกัปหนึ่ง ในที่สุดแห่งหนึ่งพันแปดร้อยกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าบังเกิด ๓ พระองค์ คือ พระปิยทัสสี พระอัตถทัสสี พระธัมมทัสสี. 
         ใน ๓ พระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีทรงบำเพ็ญบารมีแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็ถือปฏิสนธิใน พระครรภ์ของพระนางจันทาเทวี ผู้มีพระพักตร์เสมือนดวงจันทร์ อัครมเหสีของพระเจ้าสุทัตตะ กรุงสุธัญญวดี ถ้วนกำหนดทศมาสก็ประสูติออกจากพระครรภ์ของพระชนนี ณ วรุณราชอุทยาน. 
         ในวันเฉลิมพระนามของพระองค์ พระชนกชนนีทรงเฉลิมพระนามว่าปิยทัสสี เพราะเห็นปาฏิหาริย์วิเศษอันเป็นที่รักของโลก พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เก้าพันปี นัยว่าทรงมีปราสาท ๓ หลังชื่อว่าสุนิมมละ วิมละและคิริพรหา ปรากฏพระสนมนารีสามหมื่นสามพันนางมีพระนางวิมลามหาเทวีเป็นประมุข. 
         เมื่อพระโอรสพระนามว่ากัญจนเวฬะ ของพระนางวิมลาเทวีประสูติแล้ว พระมหาบุรุษนั้นทรงเห็นนิมิต ๔ แล้วเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า ทรงผนวชแล้ว บุรุษโกฏิหนึ่งบวชตามเสด็จ. 
         พระมหาบุรุษอันชนโกฏิหนึ่งนั้นแวดล้อมแล้ว พระองค์นั้นทรงบำเพ็ญเพียร ๖ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสที่ธิดาของวสภพราหมณ์ บ้านวรุณพราหมณ์ ถวายแล้วทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน ทรงรับหญ้า ๘ กำที่สุชาตะอาชีวกถวายแล้ว เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อว่ากกุธะ ต้นกุ่ม ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๓ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิ แทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ เป็นต้นแล้ว 
         ทรงยับยั้ง ณโคนโพธิพฤกษ์นั้นนั่นแหละ ๗ สัปดาห์ ทรงทราบว่า ผู้ที่บวชกับพระองค์สามารถแทงตลอดอริยธรรม จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นทางอากาศ ลงที่อุสภวดีราชอุทยาน ใกล้กรุงอุสภวดี อันภิกษุโกฏิหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร. 
         ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๑ 
         ต่อมาอีก ราชาแห่งเทพพระนามว่าสุทัสสนะ ประทับอยู่ ณ สุทัสสนบรรพต ไม่ไกลกรุงอุสภวดี ท้าวเธอเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ก็พวกมนุษย์ทั่วชมพูทวีปนำเครื่องสังเวยมีค่านับแสนมาเซ่นสรวงท้าวเธอ. ท้าวสุทัสสนเทวราชนั้นประทับบนอาสนะเดียวกันกับพระราชาแห่งมนุษย์ ทรงรับเครื่องสังเวย. 
         ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีทรงพระดำริว่าจำเราจักบรรเทามิจฉาทิฏฐิของท้าวสุทัสสนเทวราชนั้นเสีย. 
         เมื่อท้าวสุทัสสนเทวราชนั้นเสด็จไปยังสมาคมยักษ์ จึงเสด็จเข้าไปยังภพของท้าวเธอ ขึ้นสู่ที่สิริไสยาสน์ ประทับนั่งเปล่งพระฉัพพรรณรังสีเหมือนดวงอาทิตย์ในฤดูสารทเปล่งแสงเหนือยุคนธรบรรพต. เทวดาที่เป็นบริวารรับใช้ของท้าวเธอ ก็บูชาพระทศพลด้วยดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นต้น ยืนแวดล้อม. 
         ฝ่ายท้าวสุทัสสนเทวราชกลับจากยักขสมาคมเห็นฉัพพรรณรังสีแล่นออกจากภพของตนก็คิดว่า ในวันอื่นๆ ไม่เคยเห็นภพของเรา จำเริญรุ่งเรืองด้วยแสงรัศมีมากมายเช่นนี้ ใครหนอเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เข้าไปในที่นี้ ตรวจดูก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งรุ่งโรจน์ด้วยแสงพระฉัพพรรณรังสีดังดวงอาทิตย์ในฤดูสารทเหนือยอดอุทัยคิรี คิดว่าสมณะโล้นผู้นี้อันชนใกล้ชิดบริวารของเราแวดล้อมแล้วนั่งเหนือที่นอนอันดี ก็ถูกความโกรธครอบงำใจ คิดว่า เอาเถิด จำเราจักสำแดงกำลังของเราแก่สมณะโล้นนั้น แล้วก็ทำภูเขานั้นทั้งลูกลุกเป็นเปลวไฟอันเดียว ตรวจดูว่าสมณะโล้นคงเป็นเถ้าเพราะเปลวไฟแล้ว แต่ก็เห็นพระทศพลมีพระวรกายถูกแสงรังสีมากมาย แล่นท่วมไป มีพระพักตร์ผ่องวรรณะงาม มีพระฉวีสดใสรุ่งโรจน์อยู่ ก็คิดว่า สมณะผู้นี้ทนไฟไหม้ได้ เอาเถิด จำเราจักรุกรานสมณะผู้นี้ด้วยกระแสน้ำหลากแล้วฆ่าเสีย จึงปล่อยกระแสน้ำหลากอันลึกล้ำตรงไปยังวิมาน. 
         แต่นั้น น้ำก็ไม่เปียกเพียงขนผ้าแห่งจีวร หรือเพียงพระโลมาในพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งประทับนั่งในวิมานนั้น อันเต็มด้วยกระแสน้ำหลาก. แต่นั้น ท้าวสุทัสสนเทวราชรู้ว่า ด้วยกระแสน้ำหลากนี้ สมณะหายใจไม่ออก ก็จักตาย จึงเสกมนต์พ่นอัดน้ำแล้วตรวจดูก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอันบริษัทของตนแวดล้อม รุ่งโรจน์ด้วยแสงแลบแห่งเปลวรังสีต่างชนิด ดุจดวงรัชนีกรในฤดูสารท ส่งแสงลอดหลืบเมฆสีเขียวคราม ทนการลบหลู่ตนไม่ได้ก็คิดว่า จำเราจักฆ่าสมณะนั้นเสียเถิด แล้วก็บันดาลฝนอาวุธ ๙ ชนิดให้ตกลง ด้วยความโกรธ. 
         ลำดับนั้น ด้วยอานุภาพของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น อาวุธทุกอย่างก็กลายเป็นพวงดอกไม้หอมนานาชนิดงามน่าดู อย่างยิ่ง หล่นลงแทบเบื้องบาทของพระทศพล.
ทรงทรมานท้าวสุทัสสนเทวราช
         แต่นั้น ท้าวสุทัสสนเทวราชเห็นความอัศจรรย์นั้นก็ยิ่งมีใจโกรธขึ้ง จึงเอามือทั้งสองจับพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า หมายจะฉุดคร่าออกไปจากภพของตน ก็เหวี่ยงเลยมหาสมุทรไปถึงจักรวาลบรรพต ตรวจดูว่าสมณะยังเป็นอยู่หรือตายไปแล้ว ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ายังคงประทับนั่งอยู่เหนืออาสนะนั้นนั่นแหละ ก็คิดว่า โอ สมณะนี้มีอานุภาพมาก เราไม่สามารถจะฉุดคร่าสมณะผู้นี้ออกไปจากที่นี้ได้ หากว่าใครรู้เรื่องเรา เราก็จักอัปยศหาน้อยไม่ จำเราจักปล่อยสมณะนั้นไปเสีย ตราบเท่าที่ใครยังไม่เห็นสมณะผู้นี้. 
         ลำดับนั้น พระทศพลทรงทราบความประพฤติทางจิตของท้าวสุทัสสนเทวราชนั้น ก็ทรงอธิษฐานอย่างที่พวกเทวดาและมนุษย์ทุกคนเห็นท้าวเธออยู่. 
         ในวันนั้นนั่นเอง พระราชา ๑๐๑ พระองค์ทั่วชมพูทวีปก็พากันมาประชุมเพื่อถวายเครื่องสังเวยแด่ท้าวสุทัสสนเทวราชนั้น. 
         พระราชาแห่งมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นทรงเห็นท้าวสุทัสสนเทวราชประทับนั่งจับพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็มีจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเทวราชของพวกเราบำเรอพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสี จอมมุนี โอ! ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายน่าอัศจรรย์ โอ! พระพุทธคุณทั้งหลายวิเศษจริงๆ ก็พากันนอบน้อม ยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียรเกล้าหมดทุกคน ณ สันนิบาตนั้น.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีทรงทำท้าวสุทัสสนเทวราชนั้นให้เป็นประมุข ทรงแสดงธรรมโปรด. 
         ครั้งนั้น เทวดาและมนุษย์เก้าหมื่นโกฏิบรรลุพระอรหัต นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒.
ทรงทรมานพญาช้างชื่อว่าโทณมุขะ
         ครั้งเมื่อศัตรูของพระพุทธเจ้า ในกุมุทนครซึ่งมีขนาด ๙ โยชน์ ชื่อพระโสณเถระ เหมือนพระเทวทัต ปรึกษากับพระมหาปทุมราชกุมารให้ปลงพระชนม์พระชนกของพระราชกุมารนั้น แม้พยายามต่างๆ เพื่อปลงพระชนม์ของพระปิยทัสสีพุทธเจ้า ก็ไม่อาจปลงพระชนม์ได้ ท่านจึงเรียกควาญพญาช้างชื่อโทณมุขะ ประเล้าประโลมเขา บอกความว่า เมื่อใด พระสมณะปิยทัสสีผู้นี้เข้าไปบิณฑบาตยังนครนี้ เมื่อนั้น ท่านจงปล่อยพญาช้างชื่อโทณมุข ให้ฆ่าพระสมณะปิยทัสสีเสีย. 
         ครั้งนั้น นายควาญช้างนั้นเป็นราชวัลลภ ไม่ทันพิจารณาถึงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ รู้แต่ว่า สมณะผู้นี้จะพึงทำเราให้หลุดพ้นจากตำแหน่งแน่ จึงรับคำ. 
         วันรุ่งขึ้นก็กำหนดเวลาที่พระทศพลเสด็จเข้าไปยังพระนครเข้าไปหาพญาช้างโทณมุข ซึ่งมีหน้าผากเหมือนหม้อข้าวเหนือตระพองที่เกิดดีแล้ว มีลำงวงยาวเสมือนธนู มีหูอ่อนกว้างใหญ่ ตาเหลืองดังน้ำผึ้ง ที่นั่งบนตัวดี ตะโพกหนาทึบกลมกลึง ระหว่างเข่าเก็บของลับไว้ งางามเหมือนงอนไถ ขนหางสวย โคนหางน่ายำเกรง สมบูรณ์ด้วยลักษณะครบทุกอย่าง งามน่าดูเสมือนเมฆสีเขียวคราม ไปยังถิ่นที่ราชสีห์ชอบเยื้องกรายเหมือนก้อนเมฆเดินได้ มีกำลังเท่า ๗ ช้างสารตกมัน ๗ ครั้ง มีพิษทั่วตัว เหมือนมัจจุมารที่มีเรือนร่างทำให้เมามันมึนยิ่งขึ้น ปรนด้วยวิธีพิเศษเช่นคำข้าวคลุกกำยานหยอดยาตา รมควัน ฉาบทาเป็นต้น แล้วก็ส่งไปเพื่อต้องการปลงพระชนม์พระมุนีผู้ประเสริฐ ผู้ป้องกันชนที่เป็นอริได้ เหมือนช้างเอราวัณป้องกันช้างข้าศึกฉะนั้น. 
         ลำดับนั้น พญาช้างโทณมุขนั้นเป็นช้างพลายตัวดี พอหลุดไปเท่านั้น ก็ฆ่าช้าง ควาย ม้า ชาย หญิง มีเนื้อตัวพร้อมทั้งงาและงวงเปรอะไปด้วยเลือดของผู้ที่ถูกฆ่า มีตาที่คลุมด้วยข่ายแห่งความตาย หักทะลายเกวียน บานประตู ประตูเรือนยอด เสาระเนียดเป็นต้น อันฝูงกา สุนัข และแร้งเป็นต้นติดตามไป ตัดอวัยวะของควาย คน ม้าและช้างพลายเป็นต้น กินเหมือนยักษ์กินคน เห็นพระทศพลอันหมู่ศิษย์แวดล้อม กำลังเสด็จมาแต่ไกล มีกำลังเร็วเสมือนครุฑในอากาศ มุ่งไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเร็ว. 
         ครั้งนั้น พวกชนชาวเมืองมีใจเปี่ยมแปร้ไปด้วยความเร่าร้อนเพราะภัย ก็เข้าไปยังซากกองกำแพงแห่งปราสาท เห็นพระยาช้างวิ่งแล่นมุ่งหน้าตรงพระตถาคต ก็ส่งเสียงร้อง ฮ้า! ฮ้า! ส่วนอุบาสกบางพวกเริ่มห้ามกันพญาช้างนั้น ด้วยวิธีการต่างๆ. 
         ลำดับนั้น คือพระพุทธนาคพระองค์นั้นทรงแลดูพญาช้างซึ่งกำลังมา มีพระหฤทัยเยือกเย็นด้วยพระกรุณาแผ่ไป ก็ทรงแผ่ พระเมตตาไปยังพญาช้างนั้น. 
         แต่นั้น พญาช้างเชือกนั้นก็มีสันดานประจำใจอันพระเมตตาที่ทรงแผ่ไปทำให้อ่อนโยนสำนึกรู้โทษและความผิดของตน ไม่อาจยืนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ด้วยความละอาย จึงหมอบจบเศียรเกล้าลงแทบเบื้องพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดุจแทรกเข้าไปในแผ่นปฐพี. 
         พญาช้างเชือกนั้นหมอบลงอย่างนั้นแล้ว เรือนร่างเสมือนกลุ่มหมอก ก็เจิดจ้า เหมือนก้อนเมฆสีเขียวครามเข้าไปใกล้ยอดภูเขาทองที่ฉาบด้วยแสงสนธยา. 
         ครั้งนั้น พวกชนชาวเมืองเห็นพญาช้างหมอบจบเศียรเกล้าลงแทบเบื้องบาทของพระจอมมุนี ก็มีใจเปี่ยมด้วยปิติอย่างยิ่ง ก็พากันส่งเสียงโห่ร้องสาธุการกึกก้องดังเสียงราชสีห์ บูชาพระองค์มีประการต่างๆ ด้วยดอกไม้หอม มาลัย จันทน์จุรณหอมและเครื่องประดับเป็นต้น โยนแผ่นผ้าไปโดยรอบ เทพเภรีก็บรรลือลั่นในท้องนภากาศ. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูพญาช้างพลาย ซึ่งหมอบจบเศียรเกล้าแทบเบื้องพระบาท ดั่งยอดเขาที่อาบสีดำ ก็ทรง ลูบกระพองพญาช้างด้วยฝ่าพระหัตถ์ อันประดับด้วยขอช้าง ธง สังข์และจักร จึงทรงพร่ำสอนพญาช้างนั้นด้วยพระธรรมเทศนาที่เกื้อกูลแก่ความประพฤติทางจิตของพญาช้างนั้นว่า 
               ดูก่อนพญาช้าง เจ้าจงฟังคำของเราที่พร่ำสอน 
         และจงเสพคำพร่ำสอนของเรานั้น ซึ่งประกอบด้วย 
         ประโยชน์เกื้อกูล จงกำจัดความยินดีในการฆ่า ความ 
         มีจิตร้ายของเจ้าเสีย จงเป็นช้างที่น่ารัก ผู้สงบ. 
               ดูก่อนพญาช้าง ผู้ใดเบียดเบียนสัตว์มีชีวิต ด้วย 
         โลภะและโทสะ หรือด้วยโมหะ ผู้นั้นชื่อว่าผู้ฆ่าสัตว์มี 
         ชีวิต ย่อมเสวยทุกข์อันร้ายกาจในนรกตลอดกาลนาน. 
               ดูก่อนพญาช้าง เจ้าอย่าได้ทำกรรมเห็นปานนั้น 
         ด้วยความประมาท หรือแม้ด้วยความเมาอีกนะ เพราะ 
         ผู้ทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วงไป ย่อมประสบทุกข์แสน 
         สาหัสในนรกตลอดกัป. 
               ผู้เบียดเบียนครั้นเสวยทุกข์อันร้ายกาจในนรกแล้ว 
         ผิว่าไปสู่มนุษยโลก ก็ยิ่งเป็นผู้มีอายุสั้น มีรูปร่างแปลก 
         ประหลาด ยังมีส่วนพิเศษแห่งทุกข์. 
               ดูก่อนกุญชร พญาช้างผู้เบาปัญญา เจ้ารู้ว่าชีวิต 
         เป็นที่รักอย่างยิ่งของเจ้าฉันใด ในมหาชนชีวิตแม้ของ 
         ผู้อื่นก็เป็นที่รักฉันนั้น แล้วพึงงดเว้นปาณาติบาตอย่าง 
         เด็ดขาด.
               ถ้าเจ้ารู้จักโทษที่ไม่เว้นการเบียดเบียน และคุณที่ 
         เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว จงเว้นขาดปาณาติบาตเสีย 
         ก็ปรารถนาสุขในสวรรค์ในโลกหน้าได้. 
               ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตฝึกตนดีแล้ว ย่อมเป็น 
         ที่รักที่ชอบใจในโลกนี้ เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป 
         พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมกล่าวว่า เขาก็อยู่ยั้งในสวรรค์. 
               ใครๆ ในโลก ย่อมไม่ปรารถนาให้ทุกข์มาถึง 
         ผู้เกิดมาแล้วทุกๆ คน ย่อมแสวงสุขกันทั้งนั้น ดูก่อน 
         พญาช้างผู้ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้น เจ้าจงละการเบียด 
         เบียนเสีย เจริญแต่เมตตาและกรุณาในเวลาอันสมควร 
         เถิด. 
         ลำดับนั้น พญาช้างอันพระทศพลทรงพร่ำสอนอย่างนี้ก็ได้สำนึก เป็นผู้ที่ทรงฝึกปรือแล้วอย่างยิ่ง ถึงพร้อมด้วยวินัยแลจรรยา ก็ได้เป็นเหมือนศิษย์ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีพระองค์นั้นทรงทรมานพญาช้างโทณมุข เหมือนพระศาสดาของเราทรงทรมานช้างธนปาลแล้ว จึงทรงแสดงธรรมโปรดในสมาคมแห่งมหาชนนั้น. 
         ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ต่อจากสมัยของพระสุชาตพุทธเจ้าก็มีพระสยัมภู 
         พุทธเจ้า พระนามว่าปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ผู้นำโลก 
         อันเข้าเฝ้าได้ยาก เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ. 
               พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น มีบริวารยศอัน 
         ประมาณมิได้ รุ่งโรจน์ดุจดวงอาทิตย์ ทรงกำจัดความ 
         มืดทุกอย่าง ประกาศพระธรรมจักร. 
               พระพุทธเจ้าผู้มีพระเดช ที่ชั่งไม่ได้แม้พระองค์ 
         นั้น ก็ทรงมีอภิสมัย ๓ ครั้ง อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ 
         สัตว์แสนโกฏิ. 
               ท้าวสุทัสสนเทวราชทรงชอบใจมิจฉาทิฏฐิ พระ- 
         ศาสดาเมื่อทรงบรรเทาทิฏฐิของท้าวเทวราชพระองค์ 
         นั้นแล้ว ก็ทรงแสดงธรรมโปรด. 
               ครั้งนั้น การประชุมของชนนับไม่ได้ เป็นมหา 
         สันนิบาต อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ. 
               ครั้งพระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกคน ทรงแนะนำ 
         พญาช้างชื่อโทณมุขะ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์ 
         แปดหมื่นโกฏิ 
         ในสุมังคลนคร มีสหายสองคนคือพระราชโอรสพระนามว่าปาลิตะ บุตรปุโรหิตชื่อว่าสัพพทัสสิกุมาร. สองสหายนั้น เมื่อพระปิยทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จจาริกอยู่ สดับข่าวว่า เสด็จถึงพระนครของพระองค์มีบริวารแสนโกฏิ ก็ออกไปรับเสด็จ สดับฟังธรรมของพระองค์แล้วก็ถวายมหาทาน ๗ วัน. 
         ในวันที่ ๗ จบอนุโมทนาภัตทานของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับบริวารแสนโกฏิบวชแล้วบรรลุพระอรหัต. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุสาวกเหล่านั้น นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         สมัยต่อมา สัตว์เก้าหมื่นโกฏิบรรลุพระอรหัตในสมาคมของท้าวสุทัสสนเทวราช พระศาสดาอันภิกษุสาวกเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
         ต่อมาอีก ในสมัยทรงแนะนำพญาช้างโทณมุข สัตว์แปดหมื่นโกฏิบวชแล้วบรรลุพระอรหัต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุสาวกเหล่านั้น นี้เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระปิยทัสสีพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ก็ทรงมี 
         สันนิบาตประชุมพระสาวก ๓ ครั้ง พระสาวกแสน 
         โกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑ 
               พระมุนีสาวกเก้าหมื่นโกฏิ ประชุมพร้อมกันเป็น 
         สันนิบาตครั้งที่ ๒ พระสาวกแปดหมื่นโกฏิประชุมกัน 
         เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓ 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นมาณพพราหมณ์ชื่อกัสสปะ เรียนจบไตรเพท ครบ ๕ ทั้งอิติหาสศาสตร์ ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ให้สร้างสังฆาราม ที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง ด้วยการบริจาคทรัพย์แสนโกฏิ ตั้งอยู่ในสรณะและศีล ๕. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัปนับแต่กัปนี้ จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลก พระนามว่าโคตมะ 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นมาณพพราหมณ์ ชื่อว่ากัสสปะ 
         คงแก่เรียน ทรงมนต์ จบไตรเพท. 
               เราฟังธรรมของพระปิยทัสสีพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
         แล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ให้สร้างสังฆารามด้วยทรัพย์ 
         แสนโกฏิ. 
               เราถวายอารามแด่พระองค์แล้วก็ร่าเริง สลดใจ 
         ยึดสรณะและศีล ๕ ไว้มั่น. 
               พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่ามกลาง 
         สงฆ์ ก็ทรงพยากรณ์เราว่า เมื่อล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป ท่าน 
         ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
               พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้า 
         ของท่านผู้นี้. 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส 
         จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ 
         ให้บริบูรณ์.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรเณ ปญฺจสีเล จ ความว่า สรณะ ๓ และศีล ๕. 
         บทว่า อฏฺฐารเส กปฺปสเต ความว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัปนับแต่ภัทรกัปนี้. 
         ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าปิยทัสสีพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าสุธัญญะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระนามว่าพระนางสุจันทาเทวี. คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระปาลิตะและพระสัพพทัสสี พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระโสภิตะ. คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสุชาดาและพระธัมมทินนา โพธิพฤกษ์ชื่อต้นกกุธะ ต้นกุ่ม พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางวิมลา พระโอรสพระนามว่าพระกัญจนาเวฬะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระปิยทัสสีศาสดา ทรงมีพระนคร ชื่อว่าสุธัญญะ 
         พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทัตตะ พระชนนีพระนามว่า 
         พระนางจันทา. 
               พระปิยทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระปาลิตะ 
         และพระสัพพทัสสี พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระโสภิตะ. 
               พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสุชาดาและพระธัมมทินนา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่าต้น 
         กกุธะ. 
               พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น มีพระบริวารยศหา 
         ประมาณมิได้ มีพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สูง ๘๐ 
         ศอก ปรากฎชัดเหมือนต้นพญาสาละ. 
               พระรัศมีของพระปิยทัสสีพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ 
         ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่พระองค์นั้นเป็นเช่นใด รัศมีของดวงไฟ 
         ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ หาเป็นเช่นนั้นไม่. 
               พระผู้มีพระจักษุ ดำรงอยู่ในโลกเก้าหมื่นปี พระ 
         ชนมายุของพระผู้เป็นเทพแห่งเทพพระองค์นั้น ก็มีเพียง 
         เท่านั้น. 
               พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้เสมอ 
         พระองค์นั้นก็ดี คู่พระอัครสาวกผู้ไม่มีผู้เทียบได้เหล่านั้น 
         ก็ดี ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่าแน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลราชาว ความว่า เห็นได้ชัดเหมือนพญาสาลพฤกษ์ ที่มีลำต้นเกลากลมออกดอกบานสะพรั่งทั่วทั้งต้น ดูน่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง. 
         บทว่า ยุคานิปิ ตานิ ได้แก่ คู่มีคู่พระอัครสาวกเป็นต้น. 
         คาถาที่เหลือทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระปิยทัสสีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก ปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓ ว่าด้วยพระประวัติพระปิยทัสสีพุทธเจ้า

ปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓ ว่าด้วยพระประวัติพระปิยทัสสีพุทธเจ้า
 [๑๔] สมัยต่อมาจากพระพุทธเจ้า พระนามว่าสุชาต พระสยัมภู พระนาม ว่าปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก ยากที่จะเทียมทันหา ผู้เสมอเหมือน มิได้ มียศมาก แม้พระพุทธเจ้าผู้ทรงยศนับมิได้พระองค์นั้น ทรง รุ่งเรืองดังพระอาทิตย์ ทรงกำจัดความมืดทั้งปวงแล้ว ทรงประกาศ พระธรรมจักร แม้พระองค์ก็ทรงสั่งสอนให้สัตว์ได้ตรัสรู้ธรรม ๓ ครั้ง
 
 ครั้งที่ ๑ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ ท้าวสุทัสนเทวราชมากราบทูลถึงมิจฉาทิฏฐิ เมื่อพระศาสดาจะทรงบรรเทาทิฏฐิของ ท้าวเทวราชนั้น ทรงแสดงธรรม ครั้งนั้น มหาชนมาประชุมสันนิบาต กันมากมาย
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าพันโกฏิ ในคราว ที่พระศาสดาผู้เป็นสารถีฝึกนรชน ทรงปราบช้างโทนมุข
                        ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ 
                        แม้พระปิยทัสสีพุทธเจ้า พระองค์นั้น ก็มีการประชุมพระภิกษุขีณาสพ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุมกันแสนโกฏิ ครั้งที่ ๒ ต่อแต่นั้น พระ- ภิกษุขีณาสพมาประชุมกันเก้าสิบโกฏิ ครั้งที่ ๓ พระภิกษุขีณาสพ มาประชุมกันแปดสิบโกฏิ
                        สมัยนั้น เราเป็นมาณพชื่อว่า กัสสปะ เป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท เราได้ฟังธรรมของพระองค์ แล้ว เกิดความเลื่อมใส ได้บริจาคทรัพย์แสนโกฏิสร้างสังฆาราม ถวาย
                        ครั้นถวายอารามแก่พระองค์แล้ว มีใจยินดีโสมนัส ได้สมาทาน สรณะและเบญจศีลกระทำให้มั่น แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ก็ ประทับนั่งท่ามกลางสงฆ์ ทรงพยากรณ์เราว่า ในพันแปดร้อยกัป ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก .......... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้น
                        เราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ก็ยังจิตให้เลื่อมใส อย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้น
                        พระนครชื่อว่าสุธัญญะ พระบรมกษัตริย์ พระนามว่าสุทัตตะ เป็น พระชนกของพระปิยทัสสีศาสดา พระนางสุจันทา เป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เก้าพันปี
                        ทรงมีปราสาทอัน ประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุนิมมิละ วิมละ และคิริคุหา ทรงมีพระ- สนมนารีกำนัลในสามหมื่นสามพันนาง ล้วนประดับประดาสวยงาม พระมเหสีพระนามว่าวิมลา พระราชโอรสพระนามว่ากัญจนาเวฬะ
                        พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วยราชรถทรง ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๖ เดือนเต็ม พระปิยทัสสีมหามุนีมหาวีรเจ้า อันพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อุสภอุทยานอันรื่นรมย์ใจ
                        ทรงมีพระปาลิตเถระและพระสรรพทัสสีเถระ เป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่าโสภิตะ เป็นพุทธอุปัฏฐาก พระสุชาตาเถรีและพระธรรมทินนาเถรี เป็นพระอัครสาวิกา ไม้โพธิ พฤกษ์ของพระองค์เรียกชื่อว่าต้นกุ่ม
                        สันทกอุบาสกและธรรมิก อุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก วิสาขาอุบาสิกาและธรรมทินนาอุบาสิกา เป็นอัครอุปัฏฐายิกา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยศนับมิได้พระองค์นั้น ทรงมี พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ สูง ๘๐ ศอก ปรากฏดัง พญารัง
                         รัศมีของพระบรมศาสดาซึ่งหาผู้เสมอมิได้พระองค์นั้น แสงไฟ รัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ ไม่เปรียบปานเลย แม้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ทรงดำรงอยู่ในโลกเก้าหมื่นปี เท่ากับอายุของมนุษย์ทั้งหลาย
                         แม้พระพุทธเจ้าซึ่งหาผู้เสมอเหมือน มิได้พระองค์นั้น แม้คู่พระอัครสาวกซึ่งไม่มีผู้เทียบเคียงเหล่านั้น หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระปิยทัสสีมุนี ผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อัสสัตถาราม พระสถูปของพระองค์ สูง ๓ โยชน์ ประดิษฐาน ณ อัสสัตถารามนั้น ฉะนี้แล.
 จบปิยทัสสีพุทธวงศ์ที่ ๑๓