Translate

18 ธันวาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สีวีราชจริยาที่ ๘ วรรคที่ ๑ การบำเพ็ญทานบารมี

สีวีราชจริยาที่ ๘ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสีวีราช
 [๘] ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสีวี อยู่ในพระนครอันมีนามว่า อริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทานที่ มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอ จักษุกะเรา
 
                        เราก็พึงให้ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่า ทวยเทพทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพบริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าพระเจ้าสีวีผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาท อันประเสริฐ
                        พระองค์ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ ให้ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดู
                        ท่านทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง
                        เพียงเรารู้น้ำใจของพระเจ้าสีรี เท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะ หงอก หนังหย่อน กระสับกระส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชา
                        ในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้น ประคองพระพาหาเบื้องซ้ายขวา ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรได้กล่าวคำนี้ว่า
                        ข้าแต่พระมหาราชาผู้ ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ
                        ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์ เกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดาและ มนุษย์หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์บอดเสียแล้ว
                        ขอจงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยัง อัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง
                        เราได้ฟังคำของพราหมณ์ นั้นแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ ได้ กล่าวคำนี้ว่า
                        เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิต ของเราแล้ว มาขอนัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้ทานอันประเสริฐ ซึ่ง เราไม่เคยให้ แก่ยาจก
                        มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้า อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างออกให้แก่วณิพกนี้ เดี๋ยวนี้
                        หมอสิวิกะนั้นเราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควัก นัยน์ตาทั้งสองออกให้แก่ยาจกทันที เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณ นั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หามิได้ แม้ตนเราก็มิได้ เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึง ได้ให้จักษุ ฉะนี้แล. 
จบสีวีราชจริยาที่ ๘

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๗. จันทกุมารจริยา การบำเพ็ญทานบารมี

         อรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗
         พึงทราบวินิจฉัยในจันทกุมารจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า เอกราชสส อตรโช คือ เป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีพระนามว่าเอกราช. 
         บทว่า นคเร ปุปผวติยา ในพระนครบุปผวดี. 
         บทว่า จนทสวหโย คือ พึงเรียกชื่อด้วยศัพท์ว่า จนท. อธิบายว่า ชื่อจันทะ. 
         มีเรื่องเล่าว่า ในอดีตกาล กรุงพาราณสีนี้ได้มีชื่อว่าบุปผวดี. ณ เมืองบุปผวดีนั้น โอรสของพระราชาวสวัดดี พระนามว่าเอกราช ครองราชสมบัติ. 
         พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าเอกราชนั้น พระนามว่าโคตมี. 
         พระชนกชนนีขนานพระนามว่าจันทกุมาร. 
         เมื่อพระจันทกุมารทรงดำเนินได้ ก็เกิดพระโอรสอื่นอีกพระนามว่า สุริยกุมาร. เมื่อสุริยกุมารทรงดำเนินได้ ก็เกิดพระธิดาองค์หนึ่งพระนามว่าเสลา. พระโอรสและพระธิดาเหล่านั้นได้มีพระภาดาต่างพระมารดากันอีกสองพระองค์ คือภัทเสนะและสูร. 
         พระโพธิสัตว์เจริญวัยขึ้นโดยลำดับ ได้สำเร็จศิลปศาสตร์และวิชาปกครอง. พระราชบิดาได้อภิเษกสมรสพระราชธิดาจันทาแก่พระโพธิสัตว์ แล้วทรงตั้งให้เป็นอุปราช. พระโพธิสัตว์มีพระโอรสองค์หนึ่ง พระนามว่าวาสุละ. 
         พระราชามีปุโรหิตคนหนึ่งชื่อว่าขัณฑหาละ. ทรงแต่งตั้งขัณฑหาละให้เป็นผู้ตัดสินคดี. ขัณฑหาละเป็นคนเห็นแก่สินบน ได้สินบนแล้วก็ตัดสินผู้ที่ไม่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้เป็นเจ้าของให้ไม่เป็นเจ้าของ. 
         อยู่มาวันหนึ่ง บุรุษผู้หนึ่งถูกตัดสินให้แพ้ จึงร้องด่าว่าปุโรหิตในโรงวินิจฉัยคดี ครั้นเดินออกมาเห็นพระโพธิสัตว์กำลังเสด็จมาเฝ้าพระราชบิดา ก็หมอบลงแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ แล้วสะอื้นไห้ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขัณฑหาลปุโรหิตกินสินบนในโรงศาล แม้ข้าพระองค์ก็ถูกเขารับสินบน ยังตัดสินให้แพ้อีก. 
         พระโพธิสัตว์ทรงปลอบบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวไปเลย แล้วทรงนำไปยังโรงวินิจฉัย ได้ทรงตัดสินผู้ที่เป็นเจ้าของให้เป็นเจ้าของ. 
         มหาชนก็พากันส่งเสียงซ้องสาธุการ. 
         พระราชาทรงสดับข่าวว่าพระโพธิสัตว์วินิจฉัยคดียุติธรรม จึงตรัสเรียกพระโพธิสัตว์มาแล้วพระราชทานการวินิจฉัยแก่พระโพธิสัตว์ว่า ตั้งแต่นี้ไป เจ้าผู้เดียวจงวินิจฉัยคดีทั่วไป. 
         ผลประโยชน์ของขัณฑหาละก็ขาดลง. ตั้งแต่นั้นมา ขัณฑหาละก็ผูกอาฆาตในพระโพธิสัตว์คอยหาโอกาสจับผิดเรื่อยมา. 
         ส่วนพระเจ้าเอกราชมีพระสติปัญญาอ่อนเชื่อคนง่าย. 
         วันหนึ่งทรงสุบินไปว่าได้เห็นเทวโลก ประสงค์จะเสด็จไป ณ เทวโลกนั้น จึงตรัสกะปุโรหิตว่า ขอท่านจงบอกทางไปพรหมโลก. 
         ปุโรหิตทูลว่า ขอเดชะพระองค์ทรงให้ทานยิ่งบูชายัญด้วยสิ่งมีชีวิต อย่างละ ๔ๆ. ตรัสถามว่า ทานยิ่งเป็นอย่างไร ทูลว่า การบริจาคสัตว์สองเท้าสี่เท้าเพื่อบูชายัญ ทำให้เป็นอย่างละ ๔ๆ เหล่านี้คือ พระโอรส พระธิดา พระอัครมเหสี เศรษฐี ช้างมงคลและม้ามงคล บูชาด้วยเลือดในลำคอของสัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าทานยิ่ง. 
         พระราชาทรงยินยอม. 
         ด้วยประการฉะนี้ ขัณฑหาละคิดว่าจักบอกทางสวรรค์ แต่บอกทางนรก. 
         แม้พระราชาก็ทรงสำคัญว่า ขัณฑหาละนั้นเป็นบัณฑิต มีพระประสงค์จะปฏิบัติตามด้วย ทรงสำคัญว่าวิธีที่ขัณฑหาละบอกนั้นเป็นทางสวรรค์ จึงรับสั่งให้ขุดหลุมบูชายัญหลุมใหญ่ แล้วมีพระบัญชาว่า พวกท่านจงนำสัตว์สองเท้าสี่เท้าทั้งหมดตามที่ขัณฑหาละสั่ง ตั้งแต่พระราชกุมาร ๔ มีพระโพธิสัตว์เป็นต้นไปในที่ที่ประกอบพิธีบูชายัญ. สิ่งของเครื่องใช้ในการบูชายัญทั้งหมดเตรียมไว้พร้อมแล้ว. 
         มหาชนได้ฟังดังนั้นก็ระเบ็งเซ็งแซ่วุ่นวายกันยกใหญ่. 
         พระราชาทรงร้อนพระทัย แต่ถูกขัณฑหาละชักจูงก็ทรงบัญชาเหมือนอย่างนั้นอีก. 
         พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่า ขัณฑหาละไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินคดีจึงผูกอาฆาตเรา ปรารถนาจะให้เราตาย จะได้ทำความพินาศล่มจมให้เกิดแก่มหาชนอีก แม้พยายามเพื่อให้พระราชาทรงสำนึกผิดด้วยอุบายหลายอย่าง จากการเข้าพระทัยผิดนั้นก็ไม่สามารถทำให้กลับพระทัยได้. 
         มหาชนร่ำร้องอยู่เซ็งแซ่. พระโพธิสัตว์ทรงสงสารมาก. 
         เมื่อมหาชนร่ำร้องเซ็งแซ่อยู่นั้น พิธีกรรมทั้งหมดในหลุมบูชายัญก็สำเร็จลง. พวกราชบุรุษนำพระราชโอรสเข้าไปแล้วให้นั่งก้มคอลง. 
         ขัณฑหาละนำถาดทองคำเข้าไป ถือดาบยืนอยู่ด้วยคิดว่า จักตัดพระศอของพระโพธิสัตว์. 
         พระนางจันทาเทวีมเหสีของพระโอรสเห็นดังนั้น คิดว่าบัดนี้เราไม่มีที่พึ่งอื่นแล้ว เราจักทำความสวัสดีแก่พระสวามีด้วยกำลังความสัจของตน จึงประคองอัญชลีดำเนินไปในระหว่างชุมชน กระทำสัตยาธิษฐานว่า ทางสวรรค์ที่ขัณฑหาละบอกนี้เป็นกรรมชั่วโดยส่วนเดียว. ด้วยคำสัตย์ของข้าพเจ้านี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่พระสวามีของข้าพเจ้าเถิด.
         พระนางจันทาเทวีได้ตั้งสัตยาธิษฐานต่อไปอีกว่า :- 
                     ขอทวยเทพทั้งหลาย ทั้งมวลบรรดามีอยู่ 
               ในโลกนี้ จงมาเป็นที่พึ่ง ขอจงปกป้องข้าพเจ้า 
               ผู้ไร้ที่พึ่ง ขอให้ข้าพเจ้าได้อยู่กับสามีด้วยความ 
               สวัสดีเถิด. 
         ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับเสียงร่ำไห้ของพระนางจันทาเทวีนั้น ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมด จึงทรงฉวยค้อนเหล็กมีไฟโพลง ให้พระราชาหวาดสะดุ้ง แล้วมีเทวโองการให้ปลดปล่อยผู้ที่จะถูกฆ่าเพื่อบูชายัญทั้งหมด ท้าวสักกะก็ได้ทรงแสดงรูปทิพย์ของพระองค์ในครั้งนั้น ทรงกวัดแกว่งพระขรรค์เพชรรุ่งโรจน์สว่างไสว ประทับยืนอยู่บนอากาศ มีเทวดำรัสว่า 
         ดูก่อนพระราชาผู้ลามกใจร้าย กาฬกัณณี การไปสวรรค์ด้วยการทำปาณาติบาต ท่านเคยเห็นเมื่อไร. ท่านจงปล่อยพระจันทกุมารและชนทั้งหมดเหล่านี้จากเครื่องผูกมัด. หากท่านไม่ปล่อย เราจักผ่าศีรษะของท่านและของพราหมณ์ชั่วนี้เดี๋ยวนี้ตรงนี้ทีเดียว. 
         พระราชาและพราหมณ์เห็นความอัศจรรย์ดังนั้น ก็รีบให้ปล่อยสัตว์ทั้งหมดจากเครื่องผูกมัด. 
         ครั้งนั้น มหาชนต่างเอิกเกริกโกลาหลรีบถมหลุมบูชายัญ แล้วถือก้อนดินคนละก้อนปาขัณฑหาละจนถึงแก่ความตาย ณ ที่นั้นเอง แล้วเตรียมจะฆ่าพระราชาด้วย. 
         พระโพธิสัตว์ตรงเข้าสวมกอดพระบิดาไว้ก่อนไม่ให้ถูกฆ่าได้. 
         มหาชนพากันกล่าวด้วยความแค้นว่า เราจะไว้ชีวิตพระราชาลามกนั้น แต่จะไม่ให้เศวตฉัตร ไม่ให้อยู่ในพระนคร จะให้ไปอยู่นอกพระนคร แล้วช่วยกันปลดเปลื้องเครื่องยศของพระราชาออก ให้นุ่งผ้ากาสาวะ เอาผ้าเก่าย้อมขมิ้นโพกศีรษะทำเช่นคนจัณฑาล แล้วส่งไปอยู่บ้านคนจัณฑาล. 
         อนึ่ง ชนเหล่าใดบูชายัญด้วยการฆ่าสัตว์เองก็ดี ให้ผู้อื่นบูชายัญก็ดี พลอยยินดีก็ดี ชนเหล่านั้นทั้งหมดจะต้องตกนรก. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- 
               คนทั้งปวงตกนรก เพราะทำความชั่ว 
               คนได้ไปสวรรค์ เพราะไม่ทำความชั่ว. 
         ลำดับนั้น ราชบริษัท ชาวนคร ชาวชนบท แม้ทั้งหมดประชุมกัน อภิเษกพระโพธิสัตว์ไว้ในราชสมบัติ. พระโพธิสัตว์ทรงเสวยราชสมบัติโดยธรรม ทรงระลึกถึงความพินาศอันเกิดขึ้นแก่พระองค์และแก่มหาชน โดยเหตุอันไม่สมควร ทรงเกิดความสังเวช มีพระอุตสาหะในการบำเพ็ญบุญให้ยิ่งขึ้นไป ทรงบริจาคมหาทาน. ทรงรักษาศีล. ทรงสมาทานอุโบสถกรรม. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า :- 
                     ในกาลนั้น เราพ้นจากการบูชายัญแล้ว 
               ออกไปจากที่บวงสรวงนั้น ยังความสังเวชให้ 
               เกิดขึ้น แล้วบริจาคมหาทาน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยชนา มุตฺโต พ้นจากการบูชายัญ คือพ้นจากการถูกฆ่าโดยนัยดังกล่าวแล้วจากยัญพิธีที่ขัณฑหาละเตรียมไว้. 
         บทว่า นิกฺขนฺโต ยญฺญวาฏโต ออกจากที่บวงสรวง คือออกจากที่บูชายัญนั้นพร้อมกับมหาชนผู้เกิดความอุตสาหะเพื่อจะทำการอภิเษก. 
         บทว่า สํเวคํ ชนยิตฺวาน ยังความสังเวชให้เกิดคือให้เกิดความสังเวชเป็นอย่างยิ่งว่า การอาศัยอยู่ในโลกมีอันตรายมาก. 
         บทว่า มหาทานํ ปวตฺตยึ บริจาคมหาทาน คือสร้างโรงทาน ๖ แห่ง แล้วบริจาคมหาทาน เช่นกับทานของพระเวสสันดร ด้วยการบริจาคทรัพย์มาก. 
         ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่มหาทานนั้นเป็นไปแล้วตั้งแต่ได้รับอภิเษก. 
         บทว่า ทกฺขิเณยฺเย อทตฺวาน คือเราไม่บริจาคไทยธรรมในทักขิไณยบุคคลแล้ว. 
         บทว่า อปิ ฉปฺปญฺจ รตฺติโย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ทุกครั้งเราไม่บริโภคของดื่มของเคี้ยวและของบริโภค ๖ ราตรีบ้าง ๕ ราตรีบ้าง. 
         ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เจริญงอกงาม ทรงบริจาคมหาทานดุจฝนตกห่าใหญ่. พระโพธิสัตว์ทรงบริจาคทานมากมาย และประณีตทั้งนั้น มีข้าวและน้ำเป็นต้นในโรงทาน แก่ผู้ขอทั้งหลายตามความพอพระทัย ทุกๆ วัน ก็จริง ถึงดังนั้น หากพระองค์ยังไม่ทรงบริจาคทานแก่ผู้ขอทั้งหลาย ก็จะไม่เสวยพระกระยาหารที่เตรียมไว้สำหรับพระองค์ แม้พระกระยาหารนั้นจะสมควรแก่พระราชา. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงความนั้นว่า นาหํ ปิวามิ เราจะยังไม่บริโภค. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุในการบริจาคแก่ผู้ขอทั้งหลายอย่างนั้น จึงทรงนำข้อเปรียบเทียบด้วยนัยมีอาทิว่า ยถาปิ วาณิโช นาม เปรียบเหมือนพ่อค้า ดังนี้.
         อธิบายเนื้อความนั้นดังนี้ 
         เปรียบเหมือนพ่อค้าไปทำการค้า มีสินค้าน้อย แต่ขายได้มาก จึงสะสมสินค้าให้มากไว้เมื่อรู้เทศกาล ในเทศกาลใดจะได้กำไรมาก ก็นำสินค้านั้นไปขายในเทศกาลนั้น. 
         บทว่า สกภุตฺตาปิ คือ อาหารของตนก็ดี อาหารที่ตนบริโภคก็ดี. 
         ปาฐะว่า สกปริภุตฺตา บ้าง. 
         บทว่า ปเร คือ บุคคลผู้รับอื่น. 
         บทว่า สตภาโค ส่วนร้อย คือ ส่วนหลายร้อยจักมีต่อไป. 
         ท่านอธิบายไว้ว่า 
         เหมือนสินค้าที่พ่อค้าซื้อจะไม่ขายในที่นั้นทันที จะรอไว้ขายในเทศกาล จะได้มีกำไรมาก มีผลไพบูลย์ ฉันใด ของของตนก็ฉันนั้นตนเองยังไม่บริโภค ให้บุคคลผู้รับอื่นก่อน จักมีผลมาก จักมีส่วนหลายร้อย. เพราะฉะนั้น ตนเองไม่ควรบริโภค ควรให้ผู้อื่นก่อน ด้วยประการฉะนี้. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
         ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉาน พึงหวังทักษิณาร้อยเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้เป็นทุศีล หวังได้พันเท่า. 
         พึงทราบความพิสดารต่อไป. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแม้อย่างอื่นไว้อีกมีอาทิว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้ผลของการบริจาคทาน เหมือนอย่างที่เรารู้ คือไม่ให้ก่อนแล้วไม่พึงบริโภค. 
         อนึ่ง จิตมีความตระหนี่เป็นมลทินของสัตว์เหล่านั้น ย่อมไม่ควบคุมตั้งไว้. ก้อนข้าวก้อนหลัง คำข้าวคำหลัง พึงมีแก่สัตว์เหล่านั้น เมื่อยังไม่แบ่งจากก้อนข้าวคำข้าวนั้น ไม่ควรบริโภค. 
         บทว่า เอตมตฺถวสํ ญตฺวา เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ คือรู้อำนาจประโยชน์ รู้เหตุ กล่าวคือความที่ทานมีผลมาก และความที่ทานเป็นปัจจัยแห่งสัมมาสัมโพธิญาณ. 
         บทว่า น ปฏิกฺกมามิ ทานโต เราไม่ท้อถอยจากการให้ คือไม่ถอยกลับ ไม่หลีกเลี่ยงจากทานบารมีแม้แต่น้อย. 
         เพื่ออะไร. เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ. 
         อธิบายว่า เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ คือพระสัพพัญญุตญาณ. 
         ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อถูกมหาชนขับไล่พระบิดาไปอยู่บ้านคนจัณฑาล ได้ทรงประทานเสบียงอันควรให้ผ้านุ่งและผ้าห่ม. แม้พระบิดานั้นก็ไม่ได้เข้าพระนคร เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จไปนอกพระนครเพื่อทอดพระเนตรพระอุทยาน. 
         พระบิดาไม่ไหว้ ไม่ทำอัญชลีกรรมด้วยเห็นว่าเป็นบุตร แต่กล่าวว่า ขอให้ลูกจงมีอายุยืนนานเถิด. 
         แม้พระโพธิสัตว์ในวันที่เห็นพระบิดา ก็ทรงกระทำสัมมานะเป็นอย่างยิ่ง. พระโพธิสัตว์ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมอย่างนี้ เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่เทวโลกพร้อมด้วยบริษัท. 
         ขัณฑหาละในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. 
         พระนางโคตมีเทวี คือพระนางมหามายา. 
         พระนางจันทาราชธิดา คือพระมารดาพระราหุล. 
         พระวาสุละ คือพระราหุล. 
         พระนางเสลา คือพระนางอุบลวรรณา. 
         พระสูระ คือพระมหากัสสป. 
         พระภัททเสนะ คือพระมหาโมคคัลลานะ
         พระสุริยกุมาร คือพระสารีบุตร. 
         พระเจ้าจันทราช คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในที่นี้ก็ควรเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อนนั้นแล. 
         พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณานุภาพมีอาทิว่า 
         ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์แม้ทรงรู้ว่า ขัณฑหาละเป็นคนหยาบคายก็ทรงใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยคดีโดยธรรมโดยเสมอ แม้ทรงทราบวิธีบูชายัญอย่างนั้นของขัณฑหาละ เพื่อประสงค์จะปลงพระชนม์พระองค์ ก็มิได้มีจิตโกรธเคืองขัณฑหาละนั้น. แม้สามารถจะจับบริษัทของพระองค์ ซึ่งเป็นศัตรูของพระบิดา เมื่อพระบิดาประสงค์จะทำพระองค์ให้เป็นบุรุษสัตว์เลี้ยงแล้ว ปลงพระชนม์เสีย ก็มิได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการลงอาชญา ด้วยทรงดำริว่า การพิโรธด้วยกรรมหนักไม่สมควรแก่คนเช่นเรา. 
         เมื่อปุโรหิตถอดดาบออกจากฝักย่างเท้าเข้าไปเพื่อจะตัดศีรษะ เพราะพระองค์มีจิตแผ่เมตตาไปในพระบิดาของพระองค์เสมอกับในพระโอรส และสรรพสัตว์ทั้งหลาย. 
         เมื่อมหาชนฮือกันเข้าไปหมายจะปลงพระชนม์พระบิดา ตนเองเข้าสวมกอดพระบิดา ให้ชีวิตพระบิดานั้น. 
         แม้เมื่อทรงบริจาคมหาทานเช่นกับทานของพระเวสสันดร ทุกๆ วัน ก็มิได้ทรงอิ่มด้วยทาน. การให้ของที่ควรให้แก่พระชนกผู้ถูกมหาชนขับไล่ให้ไปอยู่ในบ้านคนจัณฑาลแล้วทรงเลี้ยงดู. การให้มหาชนตั้งอยู่ในการทำบุญ.
จบอรรถกถาจันทกุมารจริยาที่ ๗

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๖. เนมิราชจริยา การบำเพ็ญทานบารมี

         อรรถกถาเนมิราชจริยาที่ ๖
         พึงทราบวินิจฉัยในเนมิราชจริยาที่ ๖ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า มิถิลายํ ปุรุตฺตเม คือ ในนครอันอุดมแห่งกรุงวิเทหะชื่อว่ามิถิลา. 
         บทว่า เนมิ นาม มหาราชา คือ พระเนมิกุมารทรงอุบัติสืบต่อวงศ์กษัตริย์ดุจกงรถ จึงได้ชื่อว่าเนมิ. ชื่อว่าเป็นมหาราชา เพราะเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ เพราะใหญ่ด้วยคุณวิเศษมีทานและศีลเป็นต้นใหญ่ และเพราะประกอบด้วยราชานุภาพ. 
         บทว่า ปณฺฑิโต กุสลตฺถิโก เป็นบัณฑิตต้องการกุศล คือต้องการบุญเพื่อตนและเพื่อผู้อื่น. 
         ได้ยินว่า ในครั้งอดีต ในนครมิถิลา แคว้นวิเทหะ พระโพธิสัตว์ของเราได้เป็นพระราชาพระนามว่ามฆเทพ. พระองค์ทรงสนุกสนานตอนเป็นพระกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงได้รับตำแหน่งอุปราชอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ทรงครองราชสมบัติอยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี พระองค์ตรัสแก่ช่างกัลบกว่า เมื่อใดเจ้าเห็นผมหงอกบนศีรษะของเรา เมื่อนั้นเจ้าพึงบอกแก่เรา. 
         ครั้นต่อมา ช่างกัลบกเห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูล แล้วเอาแหนบทองคำถอนวางไว้บนพระหัตถ์ ทรงแลดูพระเกศาหงอก ทรงเกิดความสังเวชว่า เทวทูตปรากฏแก่เราแล้ว ทรงดำริว่า บัดนี้เราควรออกบวช จึงพระราชทานบ้านส่วย ๑๐๐,๐๐๐ แก่ช่างกัลบก แล้วตรัสเรียกพระเชษฐกุมารมาตรัสว่า :- 
                     ผมบนศีรษะของพ่อหงอก ความชรา 
               ปรากฏแล้ว เทวทูตปรากฏแล้ว ถึงเวลาที่ 
               พ่อจะบวชละ. 
         จึงมอบราชสมบัติให้ ผิว่าตนมีอายุ ๘๔,๐๐๐ ปี แม้เมื่อเป็นอย่างนั้นก็ยังสำคัญตนดุจยืนอยู่ใกล้ความตาย จึงสลดใจ ชอบที่จะบวช. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               พระทิศัมบดีพระนามว่ามฆเทพ ทอดพระเนตรเห็น 
               พระเกศาหงอกบนพระเศียร ได้ความสังเวช 
               พอพระทัยที่จะทรงผนวช. 
         พระราชาทรงประทานโอวาทแก่พระโอรสว่า ลูกควรประพฤติโดยทำนองนี้เหมือนอย่างที่พ่อปฏิบัติ ลูกอย่าได้เป็นคนสุดท้ายเลย แล้วเสด็จออกจากพระนครทรงผนวชเป็นภิกษุยังกาลเวลาให้น้อมล่วงไปด้วยฌานและสมาบัติตลอด ๘๔,๐๐๐ ปี เมื่อสิ้นพระชนม์ก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. 
         แม้พระโอรสของพระองค์ก็ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมตลอดหลายพันปี ได้ทรงผนวชโดยอุบายนั้นเหมือนกันแล้วก็ไปบังเกิดในพรหมโลก. 
         กษัตริย์ ๘๔,๐๐๐ หย่อนไปกว่าสองพระองค์อย่างนี้ คือโอรสของกษัตริย์องค์นั้นก็เหมือนกัน ขององค์นั้นก็เหมือนกัน ทรงเห็นพระเกศาหงอกบนพระเศียรแล้วก็ทรงผนวช. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ประดิษฐานอยู่บนพรหมโลกทรงรำพึงว่า กัลยาณธรรมที่เราได้ทำไว้ในมนุษยโลกยังเป็นไปอยู่หรือ หรือว่าไม่เป็นไปได้ ทรงเห็นว่าเป็นไปตลอดกาลเพียงเท่านี้ บัดนี้จักไม่เป็นไปต่อไป. 
         พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า แต่เราจักไม่ให้การสืบสายของเราขาดไป จึงทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาผู้มีกำเนิดในวงศ์ของพระองค์นั่นเอง ทรงบังเกิดสืบต่อวงศ์ของพระองค์ดุจกงรถ ฉะนั้น. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระโอรสได้พระนามว่าเนมิ เพราะทรงอุบัติสืบต่อวงศ์ตระกูลดุจกงรถ ฉะนั้น. 
         ในวันขนานพระนามของพระโอรสนั้น พระชนกตรัสเรียกพราหมณ์ผู้ชำนาญการพยากรณ์ลักษณะ ครั้นพราหมณ์ตรวจดูพระลักษณะแล้วก็พยากรณ์ถวายว่า ขอเดชะข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระกุมารนี้จะประคับประคองวงศ์ของพระองค์ พระกุมารนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ มีบุญมากกว่าพระชนก พระเจ้าปู่และพระเจ้าตา. 
         พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงทรงขนานพระนามพระโอรสนั้นว่าเนมิ เพราะอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว. พระโอรสนั้นตั้งแต่ยังเยาว์พระชนม์ ได้ทรงขวนขวายในศีลและอุโบสถกรรม. 
         ลำดับนั้น พระชนกของพระกุมาร ทอดพระเนตรเห็นพระเกศาหงอกโดยนัยก่อน จึงพระราชทานบ้านส่วยแก่ช่างกัลบก มอบราชสมบัติแก่พระโอรสแล้ว เสด็จออกจากพระนครทรงผนวช ยังฌานให้เกิดแล้วไปบังเกิดในพรหมโลก. 
         ฝ่ายพระเนมิราชทรงให้สร้างโรงทาน ๕ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง ทรงบริจาคมหาทาน. ทรงบริจาควันละ ๕๐๐,๐๐๐ โรงทานละ ๑๐๐,๐๐๐. ทรงรักษาศีล ๕. ทรงสมาทานอุโบสถกรรมในวันปักษ์. ทรงให้มหาชนยึดมั่นในบุญมีทานเป็นต้น. ทรงบอกทางสวรรค์ให้. ทรงคุกคามภัยในนรก. ทรงห้ามจากบาป. 
         มหาชนตั้งอยู่ในโอวาทของพระเนมิราชนั้น กระทำบุญมีทานเป็นต้น จุติจากมนุษยโลกแล้วก็ไปบังเกิดในเทวโลก. เทวโลกเต็มไปด้วยทวยเทพ นรกปรากฏดุจว่างเปล่า. 
         ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่อัธยาศัยในการให้ของพระองค์กว้างขวางและความที่ทานบารมีบริบูรณ์ไม่มีขาดเหลือ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า :- 
               ในครั้งนั้น เราสร้างศาลา ๔ แห่ง มี ๔ มุข 
               บริจาคทานแก่เนื้อ นก และคนเป็นต้น ณ ที่นั้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตทา คือ ในเวลาที่เป็นพระเนมิราชนั้น.
         บทว่า มาปยิตฺวาน คือ ให้สร้าง. 
         บทว่า จตุสฺสาลํ คือ โรงทานเชื่อมกันใน ๔ ทิศ. 
         บทว่า จตุมฺมุขํ คือ ประกอบด้วยประตู ๔ ประตูใน ๔ ทิศ เพราะไม่สามารถทำทาน ให้สิ้นสุดไปโดยประตูเดียวเท่านั้นได้และให้ไทยธรรมถึงที่สุดได้ เพราะโรงทานใหญ่มากและเพราะไทยธรรมและผู้ขอมาก จึงต้องให้สร้างประตูใหญ่ ๔ ประตูใน ๔ ทิศ แห่งโรงทาน. ณ โรงทานนั้นตั้งแต่ประตูถึงปลายประตูไทยธรรมตั้งอยู่เป็นกองใหญ่. ทานย่อมเป็นไปเริ่มตั้งแต่อรุณขึ้นจนถึงเวลาเข้าไปตามปกติ. แม้ในกาลนอกนี้ก็จุดประทีปไว้หลายร้อยดวง. ผู้ต้องการจะมาเมื่อใดก็ให้เมื่อนั้น. ทานนั้นมิได้ให้แก่คนยากจน คนเดินทาง วณิพกและยาจกเท่านั้น. 
         ที่จริงแล้ว มนุษย์ชาวชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้ทั้งหมดก็รับและบริโภคทานนั้นเช่นเดียวกับทานของพระมหาสุทัศนราช ด้วยสำเร็จแก่คนมั่งคั่ง และแม้มีสมบัติมาก เพราะสละไทยธรรมมากมายและประณีต. 
         จริงอยู่ พระมหาบุรุษกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เจริญงอกงาม แล้วบริจาคมหาทานในครั้งนั้น. ทรงบริจาคทานด้วยให้สำเร็จ แม้แก่สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายมีเนื้อและนกเป็นต้นนอกโรงทาน เช่นเดียวกับมนุษย์.
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บริจาคทาน ณ โรงทานนั้นแก่เนื้อ นกและคนเป็นต้น. 
         ไม่บริจาคเฉพาะแก่สัตว์เดียรัจฉานเท่านั้น แม้แก่เปรตทั้งหลายก็ทรงให้ส่วนบุญทุกๆ วัน. ทรงบริจาคทานในโรงทาน ๕ แห่ง เหมือนในโรงทานแห่งเดียว. 
         แต่ในบาลีกล่าวไว้ดุจแห่งเดียวว่า ในครั้งนั้น เราสร้างโรงทาน ๔ โรง มี ๔ มุข. 
         บทนั้น ท่านกล่าวหมายถึงโรงทานท่ามกลางพระนคร. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงถึงไทยธรรม ณ โรงทานนั้นโดยเอกเทศ จึงตรัสว่า :- 
               เครื่องนุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำและอาหาร. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉาทนํ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มหลายๆ อย่าง มีผ้าทำด้วยเปลือกไม้และผ้าเนื้อละเอียดเป็นต้น. 
         บทว่า สยนํ ได้แก่ ที่ควรนอนหลายอย่างมีเตียงและบัลลังก์เป็นต้น และพรมทำด้วยขนแกะ และเครื่องลาดที่ปักเป็นรูปสวยงามเป็นต้น. 
         อนึ่ง ในบทนี้แม้ที่นั่งก็พึงกล่าวว่า ท่านให้ด้วย สยนศัพท์นั่นเอง. 
         บทว่า อนนฺํ ปานญฺจ โภชนํ ได้แก่ ข้าวและน้ำมีรสเลิศต่างๆ ตามความชอบใจของสัตว์เหล่านั้นๆ และชนิดของอาหารต่างๆ ที่เหลือ. 
         บทว่า อพฺโพจฺฉินฺนํ กริตฺวาน กระทำไม่ให้ขาดสาย คือกระทำไม่ให้ขาดสาย ทั้งกลางวันและกลางคืนตั้งแต่เริ่มจนถึงสิ้นอายุ. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความที่ทานนั้นเป็นไปแล้วโดยความเป็นทานบารมี ปรารภสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อจะทรงแสดงถึงอัธยาศัยของพระองค์ที่เป็นไปแล้วในกาลนั้นด้วยข้ออุปมา จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ยถาปิ เสวโก เปรียบเหมือนเสวกดังนี้. 
         พระพุทธดำรัสนั้นมีความดังต่อไปนี้ 
         เปรียบเหมือนบุรุษผู้เป็นเสวกเข้าไปหานายของตนด้วยการคบหากันตามกาลอันควร เพราะเหตุแห่งทรัพย์ที่ควรได้ ย่อมแสวงหาความยินดีที่นายพึงให้ยินดีได้โดยอาการที่ให้ยินดีด้วยกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมฉันใด แม้เราผู้เป็นโพธิสัตว์ก็ฉันนั้น ประสงค์จะเสพความเป็นพระพุทธเจ้าอันยอดยิ่ง เป็นเจ้าโลกพร้อมทั้งเทวโลก เพื่อให้เป็นที่ยินดีแก่สัตวโลกนั้น จักแสวงหา ค้นหาพระสัพพัญญุตญาณอันได้ชื่อว่า โพธิช เพราะเกิดแต่อริยมรรคญาณ กล่าวคือโพธิ ด้วยอุบายต่างๆ ในที่ทั้งปวงข้างหน้า ในภพทั้งปวงคือในภพที่เกิดแล้วๆ เล่าๆ ทั้งปวง จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน ด้วยการบำเพ็ญทานบารมี. 
         เราปรารถนาโพธิญาณคือสัมมาสัมโพธิญาณอันอุดมนั้น จึงทำอย่างใดอย่างหนึ่งมีการบริจาคชีวิตเป็นต้น. 
         เพื่อแสดงถึงความกว้างขวางแห่งอัธยาศัยในการให้ไว้ในที่นี้ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงกำหนดเทศนาไว้ด้วยทานบารมีเท่านั้น. 
         แต่ในเทศนาชาดก ท่านชี้แจงถึงความบริบูรณ์แม้แห่งศีลบารมีเป็นต้นของพระโพธิสัตว์นั้น. 
         เป็นความจริงอย่างนั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ตกแต่งพระองค์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล แล้วทรงให้มหาชนตั้งอยู่ในศีลนั้น เทวดาผู้บังเกิดเพราะตั้งอยู่ในโอวาท จึงประชุมกัน ณ เทวสภาชื่อสุธรรมา พากันกล่าวสรรเสริญพระคุณของพระมหาบุรุษว่า น่าอัศจรรย์หนอ พวกเราได้รับสมบัตินี้เพราะอาศัยพระเนมิราชของพวกเรา. 
         เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้อุบัติ มนุษย์อัศจรรย์เห็นปานนี้ก็ยังทำพุทธกิจให้สำเร็จแก่มหาชน อุบัติขึ้นในโลก. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า :- 
                     น่าอัศจรรย์หนอ ได้มีผู้ฉลาดเกิดขึ้นในโลก 
               ได้เป็นพระราชาพระนามว่าเนมิราช เป็นบัณฑิต 
               มีความต้องการด้วยกุศล. 
         ทวยเทพทั้งปวงมีท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพเป็นต้นได้สดับดังนั้น ประสงค์จะเห็นพระโพธิสัตว์. 
         วันหนึ่ง เมื่อพระมหาบุรุษทรงรักษาอุโบสถ ประทับอยู่เบื้องบนปราสาทอันประเสริฐ ประทับนั่งขัดสมาธิในปัจฉิมยาม ทรงเกิดความปริวิตกขึ้นว่า ทานประเสริฐหรือพรหมจรรย์ประเสริฐ.
         พระโพธิสัตว์ไม่สามารถตัดสินความสงสัยของพระองค์ได้. 
         ในขณะนั้น ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวสักกะทรงรำพึงถึงเหตุนั้น ครั้นทรงเห็นพระโพธิสัตว์ทรงวิตกอยู่อย่างนั้นจึงทรงดำริว่า เอาเถิด เราจะตัดสินความวิตกของพระโพธิสัตว์นั้น จึงเสด็จมาประทับอยู่ข้างหน้า. 
         พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร? จึงทรงบอกว่า พระองค์เป็นเทวราชแล้วตรัสถามว่า มหาราช พระองค์ทรงดำริถึงอะไร? 
         พระโพธิสัตว์จึงตรัสบอกความนั้น. 
         ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงให้เห็นว่าพรหมจรรย์นั่นแหละประเสริฐที่สุด จึงตรัสว่า :- 
                     บุคคลเกิดในตระกูลกษัตริย์ ก็เพราะ 
               ประพฤติพรหมจรรย์ต่ำ บุคคลเกิดเป็นเทวดา 
               ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์ปานกลาง บุคคล 
               บริสุทธิ์ ก็เพราะประพฤติพรหมจรรย์สูงสุด. 
                     การเป็นพรหมมิใช่เป็นได้ง่ายๆ เพียง 
               วิงวอนขอให้เป็นผู้ที่จะเป็นพรหมได้นั้น ต้อง 
               ไม่มีเหย้าเรือน ต้องบำเพ็ญตบะ. 
         ในบทนั้นพึงทราบความดังนี้ 
         ความประพฤติเพียงเว้นจากเมถุนในลัทธิศาสนาเป็นอันมาก ชื่อว่าพรหมจรรย์ต่ำ. ด้วยพรหมจรรย์ต่ำนั้นย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์. ความประพฤติเพียงใกล้เคียงฌาน ชื่อว่าพรหมจรรย์ปานกลาง. ด้วยพรหมจรรย์ปานกลางนั้น ย่อมเกิดเป็นเทวดา. แต่การยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์สูงสุด. ด้วยพรหมจรรย์สูงสุดนั้นย่อมบังเกิดในพรหมโลก. 
         ชนภายนอกกล่าวพรหมโลกนั้นว่านิพพาน. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิสุชฺฌติ ย่อมบริสุทธิ์. 
         แต่ในพระศาสนา เมื่อภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ปรารถนาหมู่เทพอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าพรหมจรรย์ต่ำเพราะเจตนาในการประพฤติพรหมจรรย์ต่ำ. ด้วยพรหมจรรย์ต่ำนั้น ย่อมเกิดในเทวโลกตามที่ตนปรารถนา. การที่ผู้มีศีลบริสุทธิ์ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด ชื่อว่าพรหมจรรย์ปานกลาง. ด้วยพรหมจรรย์ปานกลางนั้นย่อมเกิดในพรหมโลก. ส่วนผู้มีศีลบริสุทธิ์เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าพรหมจรรย์สูงสุด. ย่อมบริสุทธิ์ด้วยพรหมจรรย์สูงสุดนั้น. 
         ด้วยประการฉะนี้ ท้าวสักกะจึงพรรณนาว่า มหาราช การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นั้นแหละมีผลมากกว่าทานร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. 
         บทว่า กายา คือ หมู่พรหม. 
         บทว่า ยาจโยเคน คือ ประกอบด้วยความวิงวอน. 
         บาลีว่า ยาชโยเคน ก็มี คือประกอบด้วยการบูชา. 
         อธิบายว่า ประกอบด้วยการให้. 
         บทว่า ตปสฺสิโน คือ บำเพ็ญตบะ. 
         ท้าวสักกะทรงแสดงถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์เท่านั้นว่ามีอานุภาพมากด้วยคาถานี้. 
         ก็และท้าวสักกะครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงให้โอวาทพระโพธิสัตว์ว่า มหาราช แม้พรหมจรรย์จะมีผลมากกว่าทานก็จริง ถึงดังนั้น พระมหาบุรุษก็ควรทำทั้งสองอย่างนั้นแล. จงเป็นผู้ไม่ประมาทในทานและพรหมจรรย์ทั้งสอง จงให้ทานและจงรักษาศีล แล้วเสด็จกลับเทวโลก. 
         ครั้งนั้น หมู่เทพทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่จอมเทพพระองค์เสด็จไปไหนมา? ท้าวสักกะตรัสว่า เราไปตัดสินความสงสัยของพระเจ้าเนมิราช ในกรุงมิถิลา. 
         เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงพรรณนาคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์โดยพิสดาร. ทวยเทพได้สดับดังนั้นจึงทูล ข้าแต่จอมเทพ พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายประสงค์จะเห็นพระเจ้าเนมิราช. พวกข้าพระพุทธเจ้าขอโอกาส ขอพระองค์ตรัสเรียกพระเจ้าเนมิราชเถิด. 
         ท้าวสักกะตรัสรับว่าตกลง แล้วตรัสเรียกมาตลีเทพบุตรมารับสั่งว่า ท่านจงไปทูลเชิญเนมิราชประทับเวชยันตปราสาทแล้วนำมา. มาตลีเทพบุตรรับเทวบัญชาแล้วนำรถไปรับพระมหาสัตว์ พระมหาสัตว์ทรงซักไซ้ไล่เลียง จึงทูลถึงฐานะของผู้มีบาปกรรมและผู้มีบุญกรรม นำไปสู่เทวโลกตามลำดับ. 
         แม้ทวยเทพทั้งหลายได้สดับว่า พระเจ้าเนมิราชเสด็จมาแล้วจึงถือของหอมและดอกไม้ทิพย์ไปต้อนรับตั้งแต่ซุ้มประตูจิตตกูฏ บูชาพระมหาสัตว์ด้วยของหอมทิพย์เป็นต้น แล้วนำไปสู่สุธรรมเทวสภา. 
         พระราชาเสด็จลงจากรถแล้วเสด็จเข้าไปยังเทวสภาประทับนั่งร่วมอาสนะกับท้าวสักกะ ท้าวสักกะต้อนรับด้วยกามทิพย์ ทรงปฏิเสธว่า ข้าแต่จอมเทพ ขออย่าทรงต้อนรับด้วยกามอุปมาด้วยผู้ยืมของเหล่านี้แก่ข้าพระองค์ แล้วทรงแสดงธรรมโดยอเนกปริยาย. 
         ทรงประทับอยู่ ๗ วัน โดยนัยจำนวนวันของมนุษย์ แล้วทูลว่า ข้าพเจ้าจะกลับมนุษยโลก. ข้าพเจ้าจักทำบุญมีทานเป็นต้น ณ มนุษยโลกนั้น. 
         ท้าวสักกะมีเทวบัญชากะมาตลีเทพบุตรว่า ท่านจงนำพระเจ้าเนมิราชไปยังกรุงมิถิลาเถิด. มาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระโพธิสัตว์ให้ทรงขึ้นสู่เวชยันตรถ แล้วพาไปส่งถึงกรุงมิถิลาทางทิศปราจีน. 
         มหาชนเห็นทิพยรถจึงได้ทำการต้อนรับพระราชา. 
         มาตลีเทพบุตรทูลเชิญพระมหาสัตว์ให้ลงข้างสีหบัญชร แล้วทูลลากลับไปยังเทวโลก. 
         แม้มหาชนก็พากันมาล้อมพระราชาทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ เทวโลกเป็นอย่างไรบ้าง พระเจ้าข้า. 
         พระราชาทรงพรรณนาถึงสมบัติในเทวโลก แล้วทรงแสดงธรรมว่า แม้พวกท่านก็จงทำบุญมีทานเป็นต้น พวกท่านจักเกิดในเทวโลกนั้นด้วยประการฉะนี้. 
         ครั้นต่อมา พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นพระเกศาหงอกตามนัยที่กล่าวแล้วในก่อน ทรงมอบราชสมบัติแก่พระโอรสทรงละกาม ทรงผนวช เจริญพรหมวิหาร ๔ แล้วเสด็จไปสู่พรหมโลก. 
         ท้าวสักกะในครั้งนั้นได้เป็นพระอนุรุทธเถระในครั้งนี้. 
         มาตลีเทพบุตรคือพระอานนท์. 
         พระราชา ๘๔,๐๐๐ คือพุทธบริษัท. 
         พระเจ้าเนมิราชคือพระโลกนาถ. 
         แม้ในเนมิราชจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงโพธิสมภารของพระเจ้าเนมิราชนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การละสมบัติในพรหมโลกแล้วบังเกิดในมนุษยโลก ด้วยพระมหากรุณาว่า เราจักติดตามกัลยาณวัตรที่พระองค์ปฏิบัติมาแล้วในก่อน. อัธยาศัยในทานอันกว้างขวาง. การปฏิบัติในทานเป็นต้นอันสมควรแก่อัธยาศัยนั้น. การให้มหาชนตั้งอยู่ในการปฏิบัตินั้น. ความที่ยศของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายแผ่ไปแล้ว. ความน่าพิศวงในการเข้าไปหาของท้าวสักกเทวราช. แม้ท้าวสักกะทรงต้อนรับสมบัติทิพย์ก็ไม่พอพระทัยสมบัติทิพย์นั้น แล้วกลับไปยังที่อยู่ของมนุษย์อีกเพื่อเพิ่มพูนบุญสมภาร. ความไม่ติดอยู่ในสมบัติทั้งปวงมีลาภสมบัติเป็นต้น.
จบอรรถกถาเนมิราชจริยาที่ ๖

17 ธันวาคม 2568

บทที่ 16 ลู่ปู้แสดงความสามารถด้านการยิง ธนู โจโฉพ่ายแพ้ที่แม่น้ำหยูสุ่ย นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 16 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
 “แผนการโจมตีหลิวเป่ย ของคุณคืออะไร ?” หยวน ซู่ ถาม หยาง ต้าเจียงตอบว่า “ถึงแม้หลิวเป่ยซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ซีปี่จะสามารถจับได้ง่าย แต่ลู่ปู้ก็ประจำการอย่างแข็งแกร่งอยู่ที่เมืองใหญ่ใกล้เคียง และฉันคิดว่าเขาจะช่วยหลิวเป่ยหากเป็นเพราะความแค้นที่เขามีต่อคุณที่ไม่ยอมมอบทองคำ เสบียง ข้าว และม้าตามที่คุณสัญญาไว้ ก่อนอื่นคุณควรส่ง ของขวัญให้ ลู่ปู้เพื่อเอาใจเขาและทำให้เขาสงบสติอารมณ์ในขณะที่คุณจัดการกับหลิวเป่ยหลังจากนั้นค่อยไปคุยกับลู่ ปู้ก็ได้”
 จากนั้น ฮั่นหยินได้ส่งข้าวฟ่างจำนวนมากพร้อมจดหมายไปให้ของขวัญนี้ทำให้ลู่ปู้ พอใจ มาก และเขาก็ปฏิบัติต่อผู้ส่งสารด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างยิ่ง เมื่อมั่นใจว่าจะไม่มีปัญหาจากทางนั้นหยวนซูจึงตำหนิผู้นำกองทัพที่ยกไปรบที่ซีผี
                        เมื่อหลิวเป่ยได้ยินเรื่องเหล่านี้ เขาก็เรียกเหล่าข้าราชบริพารมาปรึกษาหารือจางเฟย สนับสนุนให้ทำ สงครามโดยทันที ส่วนซุนเฉียนกล่าวว่าทรัพยากรของพวกเขามีน้อยเกินไป พวกเขาต้องแสดงจุดยืนต่อลู่ปู้และขอความช่วยเหลือ
 “คุณคิดว่าหมอนั่นจะทำอะไรเหรอ?” จางเฟย พูด อย่างเย้ยหยัน
 หลิวเป่ยตัดสินใจเห็นชอบกับ ข้อเสนอของ ซุนเฉียนและเขียนไว้ดังนี้:
 “ข้าพเจ้าขอเรียนให้ท่านทราบว่า ข้าพเจ้ามาที่นี่ตามคำสั่งของท่าน และได้รับความสงบสุขอันกว้างใหญ่ไพศาลดุจดั่งสวรรค์ อันเป็นผลจากความเมตตาของท่าน บัดนี้หยวนซู่ผู้ซึ่งถูกครอบงำด้วยความปรารถนาแก้แค้น กำลังส่งกองกำลังเข้าโจมตีที่นี่ และความพินาศกำลังจะเกิดขึ้นหากท่านไม่เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือ ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าท่านจะส่งกองทัพมาปกป้องเมืองนี้โดยเร็ว และความสุขของพวกเราจะมากมายจนไม่อาจบรรยายได้”
 เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ปู้จึงเรียกเฉินกง เข้ามา และกล่าวว่า “ข้าเพิ่งได้รับของขวัญจากหยวนซู่และจดหมายฉบับหนึ่ง ซึ่งมีเจตนาที่จะห้ามปรามไม่ให้ข้าช่วยเหลือหลิวเป่ยบัดนี้มีจดหมายจากเขามาขอความช่วยเหลือ ดูเหมือนว่าซวนเต๋อที่อยู่ตรงนั้นจะไม่สามารถทำร้ายข้าได้ แต่ถ้าหยวนซู่เอาชนะหลิวเป่ยได้อำนาจทางทิศเหนือก็จะเข้ามาใกล้มากขึ้น และข้าจะไม่สามารถต้านทานการโจมตีของผู้นำมากมายเหล่านั้นได้ และจะนอนไม่หลับอย่างสบายใจ ข้าจะช่วยเหลือหลิวเป่ยนั่นเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับข้า”
                        กองกำลังที่ส่งไปปราบปรามซีปี่ได้มุ่งหน้าไปยังที่นั่นอย่างรวดเร็วที่สุด และในไม่ช้าดินแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ก็เต็มไปด้วยธงที่โบกสะบัดในเวลากลางวันและแสงไฟจากกองไฟเฝ้าระวังในเวลากลางคืน ขณะที่เสียงกลองดังก้องไปทั่วทุกหนแห่ง
 ทหารจำนวนน้อยที่หลิวเป่ยบัญชาการอยู่ถูกนำตัวออกไปนอกเมืองและจัดเตรียมเพื่อแสดงความกล้าหาญ แต่ข่าวดีสำหรับเขาคือลู่ปู้มาถึงแล้วและอยู่ใกล้มาก เขาตั้งค่ายอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เพียงหนึ่งลี้ เมื่อจี่หลิงแม่ทัพของหยวนซู่ได้ยินข่าวการมาถึงของลู่ปู้ จึงเขียนจดหมายตำหนิลู่ปู้เรื่องการทรยศลู่ปู้ยิ้มเมื่ออ่านจดหมายเหล่านั้น
                        “ข้ารู้วิธีทำให้ทั้งสองคนรักข้า” เขากล่าว ดังนั้นเขาจึงส่งคำเชิญไปยังผู้นำทั้งสองให้มาร่วมงานเลี้ยงหลิวเป่ยตั้งใจจะรับคำเชิญและไป แต่พี่น้องของเขาห้ามปรามไว้ โดยกล่าวว่า “ในใจของเขามีความทรยศอยู่”
                        “ฉันปฏิบัติต่อเขาดีเกินไป เขาจึงไม่กล้าทำร้ายฉัน” ซวนเต๋อกล่าว
                        เขาจึงขึ้นม้าและควบออกไป โดยมีพี่น้องสองคนตามไป พวกเขามาถึงค่ายพักแรม เจ้าบ้านกล่าวว่า “ตอนนี้ฉันได้ช่วยพวกคุณให้พ้นจากอันตรายแล้ว ฉันหวังว่าพวกคุณจะไม่ลืมเรื่องนี้เมื่อพวกคุณเผชิญกับความยากลำบากของตัวเอง”
                        ซวนเต๋อขอบคุณเขาอย่างสุดซึ้งและได้รับเชิญให้นั่งลง สองพี่น้องจึงไปประจำที่ประจำของตนในฐานะยามรักษาการณ์ แต่เมื่อมีการประกาศชื่อจี่หลิงซวนเต๋อก็เกิดความกลัวขึ้นมาทันทีและลุกขึ้นเดินจากไป
                        เจ้าภาพกล่าวว่า “ท่านทั้งสองได้รับเชิญมาเพื่อจุดประสงค์เฉพาะคือการสนทนา อย่าเข้าใจผิดนะครับ”
                        ซวนเต๋อซึ่งไม่รู้เจตนาของเขาเลยรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก ในไม่ช้าแขกอีกคนก็เข้ามา เมื่อเห็นซวนเต๋ออยู่ในเต็นท์และนั่งในที่นั่งอันทรงเกียรติ เขาก็งุนงง ลังเล และพยายามจะถอยหนี แต่เหล่าข้าราชบริพารห้ามไว้ และลู่ปู้ก็เดินเข้ามาจับตัวเขาและดึงเขาเข้าไปในเต็นท์ราวกับว่าเขาเป็นเด็ก
                        เขาถามว่า “เจ้าต้องการฆ่าข้าหรือ?”
                        “ไม่เลย” ลู่ปู้ตอบ
                        “แล้วเจ้าจะไปฆ่าพวกหูยาวงั้นหรือ?”
                        “ไม่ ไม่ใช่แบบนั้น”
                        “แล้วมันหมายความว่าอย่างไร?”
                        “ ข้ากับ ซวนเต๋อเป็นพี่น้องกัน ตอนนี้ท่านแม่ทัพกำลังปิดล้อมเขาอยู่ ข้าจึงมาช่วยเหลือ”
                        “ถ้าอย่างนั้นก็ฆ่าฉันสิ” จีหลิงกล่าว
                        “การทำแบบนั้นไม่มีประโยชน์อะไรเลย ตลอดชีวิตผมไม่ชอบการต่อสู้และการทะเลาะวิวาท แต่ชอบการสร้างสันติภาพ และตอนนี้ผมต้องการยุติข้อพิพาทระหว่างพวกคุณสองคน”
 “ผมขอถามได้ไหมครับว่าคุณมีแนวคิดอย่างไรในการทำเช่นนั้น?”
 “ฉันมีหนทาง และเป็นหนทางที่สวรรค์ทรงรับรองด้วย”
 จากนั้นเขาก็ลากจี่หลิงเข้าไปในเต็นท์และพาไปหาหลิวเป่ยชายทั้งสองเผชิญหน้ากันด้วยความหวาดระแวง แต่เจ้าภาพก็เข้ามาขวางระหว่างพวกเขา และพวกเขาก็นั่งลง โดยหลิวเป่ย นั่ง อยู่ทางด้านขวามือของเจ้าภาพ งานเลี้ยงเริ่มต้นขึ้น หลังจากเสิร์ฟอาหารไปหลายจานโดยแทบไม่มีเสียงใดๆลู่ปู้ก็พูดขึ้นว่า “ข้าหวังว่าท่านทั้งสองจะฟังข้าและยุติความขัดแย้งของพวกท่านเสีย” หลิวเป่ยไม่ตอบ แต่จี่หลิงกล่าวว่า “ข้าได้นำกองทัพสิบกองพลมาตามคำสั่งโดยตรงของเจ้านายเพื่อจับตัวหลิวเป่ยข้าจะยุติความขัดแย้งได้อย่างไร ข้าต้องต่อสู้”
                        “อะไรกัน!” จางเฟยอุทานพลางชักดาบ “พวกเรามีจำนวนน้อยนิด แต่พวกเจ้าก็เหมือนเด็ก ๆ คนหนึ่ง พวกเจ้าจะเทียบอะไรได้กับพวกกบฏโพเหลืองเป็น ล้านคน ? พวกเจ้ากล้าทำร้ายพี่น้องของเราหรือ!”
                        กวนอูเร่งเร้าให้เขาเงียบ “เรารอดูก่อนว่าแม่ทัพลู่จะพูดอะไร หลังจากนั้นค่อยไปที่เต็นท์แล้วสู้กัน”
                        “ข้าขอร้องให้พวกท่านทั้งสองมาตกลงกันได้ ข้าไม่อาจปล่อยให้พวกท่านทะเลาะกันได้” ลู่ปู้กล่าว
 ขณะนั้น ด้านหนึ่งจี่หลิงไม่พอใจและโกรธจัด อีกด้านหนึ่งจางเฟยก็กระหายอยากต่อสู้ และทั้งสองฝ่ายหลักก็ไม่ยอมแสดงท่าทีเห็นด้วย จากนั้นเจ้าภาพก็หันไปหาคนรับใช้แล้วพูดว่า “นำหอกของข้ามา!” พวกเขาก็นำมา และเขาก็นั่งลงพร้อมกับกำอาวุธที่งดงามแต่ทรงประสิทธิภาพไว้ในมือขวา แขกทั้งสองรู้สึกไม่สบายใจและหน้าซีดเผือดลู่ปู้กล่าวต่อว่า “ข้าพยายามเกลี้ยกล่อมให้พวกท่านสงบศึก เพราะนั่นคือพระบัญชาของพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด มันจะต้องได้รับการพิสูจน์”
 จากนั้นเขาจึงสั่งให้คนรับใช้เอาหอกออกไปตั้งไว้ข้างนอกประตู แล้วพูดกับแขกทั้งสองว่า “ประตูนั้นอยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยห้าสิบก้าว ถ้าข้าสามารถยิงธนูเข้าที่กิ่งกลางของหัวหอกได้ พวกเจ้าทั้งสองจะต้องถอนทัพ ถ้าข้าพลาด พวกเจ้าก็ไปเตรียมตัวรบได้เลย ข้าจะบังคับให้พวกเจ้าปฏิบัติตามที่ข้าพูด” จี่หลิงคิดในใจว่า “เป้าเล็กนิดเดียว ระยะแค่นั้น! ใครจะยิงโดน?” เขาจึงตอบตกลง โดยคิดว่าหลังจากที่เจ้าบ้านยิงพลาดเป้าแล้ว เขาก็ยังมีแรงสู้ให้สนุกอีกเยอะ แน่นอนว่าหลิวเป่ยก็ยินดีเช่นกัน
 พวกเขาทั้งหมดนั่งลงอีกครั้งและมีการเสิร์ฟไวน์ เมื่อดื่มไวน์หมดแล้ว เจ้าภาพก็เรียกหาธนูและลูกศรซวนเต๋อภาวนาในใจว่าเขาจะยิงได้แม่นยำ ลู่ปู้พับแขนเสื้อขึ้น ค่อยๆ ใส่ลูกธนูเข้ากับสายธนู แล้วดึงคันธนูจนสุด เสียงอุทานเบาๆ หลุดออกมาจากปากเขาเมื่อคันธนูโค้งงอราวกับพระจันทร์เต็มดวงที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า “ต๊อก!” เสียงสายธนูดังขึ้น ลูกธนูพุ่งออกไปราวกับดาวตก และมันก็ปักเข้าที่ปลายแหลมของหอกอย่างจัง เสียงโห่ร้องแสดงความยินดีดังมาจากทุกทิศทุกทาง
โอ ลู่ เป็นนักธนูผู้เก่งกาจ
                         และลูกธนูที่เขายิงออกไปนั้นพุ่งตรงไปยัง
                         เป้าหมาย การยิงเข้าเป้าช่วยเพื่อนของเขาไว้ได้
                 ในวันนั้นที่ประตูค่าย โฮ่ว อี้นักธนูในสมัยโบราณ ยิง
   โค่นดวงอาทิตย์ที่เยาะเย้ยลงมาได้
               และลิงที่ส่งเสียงร้องเพื่อทำให้หยาง โยวจี้ 
      หวาดกลัว ก็ถูกเขาฆ่าตายไปทีละตัว
               แต่เราขับขานเรื่องราวของลู่ ปู้ผู้ง้างคันธนู
     และลูกธนูขนนกที่พุ่งทะยานออกไป
                      เพราะผู้คนมากมายสามารถถอดเกราะของตนได้
เมื่อเขายิงเข้าเป้าอย่างแม่นยำ
                        ลู่ปู้หัวเราะเสียงดังด้วยความพอใจกับผลการยิงธนูของเขา เขาปล่อยธนูลงแล้วจับมือแขกทั้งหมดพลางกล่าวว่า “นี่คือคำสั่งจากสวรรค์อย่างแท้จริง! และบัดนี้พวกเจ้าจงหยุดการต่อสู้เสีย!”
                        เขาสั่งให้ทหารรับใช้รินไวน์ใส่แก้วใหญ่ๆ และทุกคนก็ดื่มหลิวเป่ยรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ส่วนแขกคนอื่นๆ นั่งเงียบๆ พยักหน้า สักพักเขาก็พูดว่า “ข้าไม่อาจขัดคำสั่งท่านแม่ทัพได้ แต่ขอให้ข้าได้ไปก่อนเถิด เจ้านายของข้าจะว่าอย่างไร และท่านจะเชื่อข้าหรือไม่”
                        ลู่ปู้กล่าวว่า “ฉันจะเขียนจดหมายยืนยันเรื่องนี้”
                        หลังจากดื่มไวน์ไปอีกสองสามรอบจี่หลิงก็ขอจดหมายฉบับนั้นแล้วก็จากไป เมื่อสองพี่น้องจากไปแล้วลู่ปู้ก็ย้ำกับหลิวเป่ย อีกครั้ง ว่าเขาเป็นหนี้บุญคุณลู่ปู้ที่ช่วยชีวิตเขาไว้
                        ในเวลาไม่นานทหารก็จากไป ต่อไปนี้จะไม่กล่าวถึงการที่ตัวละครสองตัวในละครเรื่องนี้กลับเข้าเมืองของตนเอง เมื่อจี่หลิงกลับไปถึงหวยหนานและเล่าเรื่องวีรกรรมการยิงธนูและการเจรจาสันติภาพที่ตามมา พร้อมทั้งยื่นจดหมายให้เจ้านายของเขา เจ้านายของเขาก็โกรธมาก
                        “เขาชดเชยค่าข้าวทั้งหมดของฉันด้วยการแสดงละครเล็กๆ น้อยๆ นี้!” เขาร้อง “เขาช่วยชีวิตหลิวเป่ยไว้ได้ แต่ฉันจะยกทัพใหญ่ไปจัดการเขาเอง และจะจับลู่ปู้ไปด้วย”
 “ระวังให้ดี ท่านลอร์ด” จีหลิง กล่าว “เขาใจกล้าและแข็งแกร่งกว่าคนส่วนใหญ่ และมีอาณาเขตกว้างขวาง เขากับหลิวเป่ยรวมกันเป็นพันธมิตรที่ทรงพลัง ยากที่จะทำลายได้ แต่ยังมีอีกทางเลือกหนึ่ง ข้าได้รู้มาว่าภรรยาของเขา นางหยานมีลูกสาวที่อายุใกล้จะแต่งงานแล้ว และเนื่องจากท่านมีลูกชาย ท่านสามารถจัดการเรื่องการแต่งงานกับลู่ปู้ได้ หากลูกสาวของเขาแต่งงานกับลูกชายของท่าน เขาจะสังหารศัตรูของท่านอย่างแน่นอน นี่คือแผนการที่ไม่มีอะไรมาแยกความสัมพันธ์ได้”
 แผนการนี้ถูกใจหยวนซู่เขาจึงเริ่มดำเนินการในทันที เขาส่งของขวัญไปโดยผ่านทางฮั่นหยินผู้ที่จะเป็นผู้หารือเรื่องนี้ เมื่อฮั่นได้พบกับลู่ปู้เขาก็พูดถึงความเคารพอย่างสูงที่เจ้านายของเขามีต่อเขา และความปรารถนาที่จะสร้างพันธมิตรที่ยั่งยืนระหว่างสองตระกูลด้วยการแต่งงาน พันธมิตรเช่นเดียวกับที่เคยมีระหว่างรัฐฉินและรัฐจิน
 ลู่ปู้เห็นด้วยกับแผนการนี้ แต่ก็เข้าไปปรึกษาภรรยาของตนก่อนลู่ปู้มีภรรยาสองคนและภรรยาน้อยอีกหนึ่งคน เขาแต่งงานกับหญิงสาวจากตระกูลเหยียนเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายก่อน จากนั้นจึงรับเตียวฉานมาเป็นภรรยาน้อย และขณะที่เขาอาศัยอยู่ที่ซีปี่เขาก็ได้แต่งงานกับภรรยาคนที่สอง ซึ่งเป็นธิดาของเฉาเปาแต่เธอเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยโดยไม่มีบุตร ส่วนภรรยาน้อยของเขาก็ไม่มีบุตรเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงมีบุตรเพียงคนเดียวคือธิดาคนนี้ซึ่งเขารักและเอ็นดูมาก
                        เมื่อเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้ ภรรยาของเขาก็กล่าวว่า “ราชวงศ์หยวนปกครองดินแดนส่วนนั้นมานานหลายปีแล้ว พวกเขามีกองทัพใหญ่และมั่งคั่งมาก วันหนึ่งคนจากราชวงศ์หยวนจะได้ขึ้นเป็นจักรพรรดิ และลูกสาวของเราอาจหวังได้เป็นจักรพรรดินี แต่เขามีลูกชายกี่คนกัน?”
                        “มีแค่ชิ้นนี้ชิ้นเดียว”
                        “ถ้าเช่นนั้น เราก็ควรรับข้อเสนอนั้น แม้ว่าลูกสาวของเราจะไม่ได้เป็นจักรพรรดินี แต่แคว้นซู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเศร้าอะไร”
 ลู่ปู้ตัดสินใจตอบรับและปฏิบัติต่อผู้ส่งสารด้วยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างยิ่ง หานหยินจึงกลับไปพร้อมกับคำตอบที่น่าพอใจ จากนั้นของขวัญแต่งงานก็ถูกเตรียมไว้ให้หานหยินนำไปมอบให้ครอบครัวเจ้าสาว ของขวัญได้รับการต้อนรับอย่างดี และมีการจัดงานเลี้ยงและการเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานตลอดเวลา
 วันหนึ่งเฉินกงไปเยี่ยมผู้ส่งสารที่ที่พักของเขา และเมื่อได้ทักทายและแสดงความเคารพตามธรรมเนียมแล้ว ทั้งสองก็เริ่มสนทนากัน เมื่อคนรับใช้ถูกไล่ออกไปจนพ้นระยะได้ยินเฉินกงก็กล่าวว่า “ใครเป็นคนคิดแผนการนี้ขึ้นมา ที่จะให้หยวนซู่และลู่ปู้มีความสัมพันธ์กันผ่านการแต่งงาน เพื่อให้หลิวเป่ยต้องตกต่ำ?”
                        ฮันหยินรู้สึกหวาดกลัวมาก “ผมขอร้องอย่าให้มันแพร่ระบาดออกไปต่างประเทศเลย” เขากล่าว
                        “แน่นอนว่าผมจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับ แต่ถ้าหากเกิดความล่าช้า คนอื่นก็จะรู้เรื่องนี้ และนั่นหมายถึงความล้มเหลว”
                        “ควรทำอย่างไรดีที่สุด?”
                        “ข้าจะไปพบลู่ปู้และขอให้เขาส่งหญิงสาวมาโดยทันที เพื่อให้การแต่งงานเสร็จสิ้นโดยเร็ว”
                        “หากเป็นเช่นนั้น นายของข้าพเจ้าคงจะให้ความเคารพท่านเป็นอย่างสูง”
                        หลังจากนั้นเฉินกงก็ขอตัวไปเข้าพบลู่ปู้
                        “ข้าได้ยินมาว่าลูกสาวของท่านกำลังจะแต่งงานกับลูกชายของหยวนซู่ นั่นเป็นเรื่องดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่”
                        “เรื่องนั้นยังไม่ได้พิจารณา”
                        “มีกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตายตัวเกี่ยวกับระยะเวลาระหว่างการส่งของขวัญและการสมรส คือ จักรพรรดิหนึ่งปี ขุนนางครึ่งปี ข้าราชการระดับสูงสามเดือน และสามัญชนหนึ่งเดือน”
                        ลู่ปู้ตอบว่า “ส่วนหยวนกงลู่นั้นสวรรค์ได้มอบอัญมณีจักรพรรดิให้เขาแล้วหนึ่งเม็ด และเขาย่อมจะได้รับเกียรติยศนั้นในสักวันหนึ่งอย่างแน่นอน ดังนั้น ข้าจึงคิดว่ากฎของจักรพรรดิน่าจะใช้ได้”
                        “ไม่ มันจะไม่เกิดขึ้น”
                        "แล้วพวกขุนนางปกครองหรือ?"
                        “ไม่ค่ะ และก็ไม่ใช่แบบนั้นด้วย”
                        “ของเจ้าหน้าที่ระดับสูง?”
                        “ไม่ถึงขนาดนั้นด้วยซ้ำ”
                        ลู่ปู้หัวเราะ “ถ้าอย่างนั้นหมายความว่าฉันต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของคนธรรมดางั้นหรือ?”
                        “นั่นก็ไม่ใช่เหมือนกัน”
                        “แล้วคุณหมายความว่ายังไง?”
 “ท่ามกลางความวุ่นวายในปัจจุบัน เมื่อมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือดระหว่างขุนนาง ท่านไม่เห็นหรือว่าคนอื่นๆ จะอิจฉาริษยาการแต่งงานของท่านกับตระกูลหยวนมากเพียงใด? สมมติว่าท่านเลื่อนการเลือกวันแต่งงานออกไป เมื่อถึงเช้าวันแต่งงานที่เหมาะสม ขบวนแห่แต่งงานอาจถูกซุ่มโจมตีระหว่างทาง และเจ้าสาวอาจถูกลักพาตัวไป แล้วจะทำอย่างไรได้? ความเห็นของข้าคือท่านน่าจะปฏิเสธไปเสียดีกว่า แต่ในเมื่อท่านตกลงแล้ว ก็จงดำเนินการตามแผนทันที ก่อนที่เหล่าขุนนางจะรู้เรื่อง และส่งหญิงสาวไปยังโชวชุน โดยไม่ชักช้า ท่านสามารถเช่าที่พักที่นั่นจนกว่าจะเลือกวันแต่งงานได้ และโอกาสที่จะล้มเหลวนั้นแทบไม่มีเลย”
                        “สิ่งที่คุณพูดนั้นตรงประเด็นมาก” ลู่ปู้ตอบ
 เขาเข้าไปในห้องส่วนตัวเพื่อพบภรรยาและบอกเธอว่าว่าที่เจ้าสาวจะออกเดินทางทันที และให้เตรียมเครื่องนุ่งห่มให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนเขาก็เลือกม้าที่ดีหลายตัวและเตรียมรถม้าสำหรับงานแต่งงานไว้ ขบวนแห่ประกอบด้วยฮั่นหยินและนายทหารสองนาย ขบวนเคลื่อนออกจากเมืองไปพร้อมกับเสียงดนตรี
                        ในเวลานั้นเฉินกุ้ยบิดาของเฉินเติ้งกำลังรออย่างสงบจนกระทั่งค่ำคืนมาเยือน เมื่อได้ยินเสียงดนตรีดังขึ้น เขาจึงสอบถามถึงโอกาส และเหล่าคนรับใช้ก็ได้บอกเขา
                        “แสดงว่าพวกเขากำลังพัฒนาอุปกรณ์ ‘ญาติแยกจากกันไม่ได้’ อยู่สินะ” เขากล่าว “ ซวนเต๋อตกอยู่ในอันตราย”
 ด้วยเหตุนี้ แม้จะมีอาการเจ็บป่วยหลายอย่าง เขาก็ยังไปเยี่ยมลู่ปู้
 “ท่านผู้สูงศักดิ์ อะไรทำให้ท่านมาที่นี่?” ลู่ปู้ถาม
                        “ผมได้ยินข่าวว่าท่านเสียชีวิตแล้ว ผมจึงมาเพื่อไว้อาลัย” ชายชรากล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ
                        “ใครพูดอย่างนั้น?” เจ้าของบ้านอุทาน
 “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ท่านเคยได้รับของขวัญล้ำค่าจากราชวงศ์หยวนเพื่อแลก กับการสังหาร หลิวเป่ยแต่ท่านรอดมาได้ด้วยการหยั่งเชิงอย่างชาญฉลาดด้วยหอกของท่าน บัดนี้พวกเขากลับมาขอแต่งงานกับท่านโดยหวังจะเอาลูกสาวของท่านไปเป็นหลักประกัน การเคลื่อนไหวครั้งต่อไปจะเป็นการโจมตีซีปี่และเมื่อซีปี่ล่มสลายแล้วท่านจะอยู่ที่ไหน? ไม่ว่าในอนาคตพวกเขาจะขออะไร ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำ คน หรืออะไรก็ตาม และท่านยอมตามใจ นั่นจะนำพาจุดจบของท่านมาสู่ความเป็นจริง และทำให้ท่านถูกเกลียดชังไปทั่ว หากท่านปฏิเสธ ท่านก็เท่ากับทรยศต่อหน้าที่ของญาติ และนั่นจะเป็นข้ออ้างในการโจมตีท่านอย่างเปิดเผย นอกจากนี้หยวนซูยังตั้งใจจะเรียกตัวเองว่าจักรพรรดิ ซึ่งนั่นจะเป็นการกบฏ และท่านจะเป็นคนในตระกูลกบฏ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจที่จักรวรรดิไม่อาจยอมรับได้”
                        ลู่ปู้รู้สึกไม่สบายใจอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น “ข้าถูกหลอก!” เขาร้องออกมา
                        ดังนั้นเขาจึงรีบส่งจางเหลียวไปรับขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวกลับเมือง เมื่อพวกเขากลับมาถึง เขาก็จับฮั่นหยินเข้าคุก และส่งจดหมายตอบกลับไปยังหยวนซูอย่างห้วนๆ ว่าชุดแต่งงานของหญิงสาวยังไม่พร้อม และเธอจะแต่งงานไม่ได้จนกว่าชุดแต่งงานจะพร้อม
                        ฮั่นหยินถูกส่งตัวกลับไปยังเมืองหลวงลู่ปู้กำลังลังเลว่าจะทำอย่างไรต่อไป จนกระทั่งได้ยินว่าหลิวเป่ยกำลังเกณฑ์ทหารและซื้อม้าโดยไม่มีเหตุผลชัดเจน
 “เขาแค่ทำหน้าที่ของเขา ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจ” ลู่ปู้กล่าว
 จากนั้นเจ้าหน้าที่สองคนก็มาบอกว่า “ตามคำสั่งของท่าน พวกเราได้เดินทางไปยังมณฑลซานตงเพื่อซื้อม้า พวกเราได้มาสามร้อยตัว แต่ระหว่างทางกลับ ที่ชายแดนเป่ยซานมีโจรมาขโมยไปครึ่งหนึ่ง พวกเราได้ยินมาว่าโจรตัวจริงคือจางเฟยและพรรคพวก ซึ่งปลอมตัวเป็นโจร”
                        ลู่ปู้โกรธมากและเริ่มเตรียมยกทัพไปโจมตีซีปี่เมื่อหลิวเป่ยได้ยินว่ามีภัยคุกคามจากการโจมตี เขาก็นำทัพออกไปต่อต้าน และกองทัพทั้งสองก็ตั้งแถวรบหลิวเป่ยขี่ม้าไปข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “พี่ใหญ่ ทำไมท่านถึงยกทัพมาต่อต้านข้า?”
                        ลู่ปู้เริ่มด่าทอเขาว่า “กระสุนของข้าที่ประตูค่ายช่วยชีวิตเจ้าจากอันตรายร้ายแรง แล้วทำไมเจ้าถึงขโมยม้าของข้าไป?”
                        “ข้าต้องการม้า และข้าได้ส่งคนไปซื้อมาแล้ว ข้าควรจะกล้าเอาม้าของท่านไปหรือไม่?” หลิวเป่ยกล่าว
                        “เจ้าขโมยเงินหนึ่งร้อยห้าสิบโดยใช้จางเฟย ผู้เป็นพี่ชายของเจ้าเป็นเครื่องมือ เจ้าเพียงแค่ใช้มือของคนอื่นเท่านั้น”
                        จากนั้นจางเฟยก็ขี่ม้าออกไปโดยวางหอกลงพลางกล่าวว่า “ใช่ ข้าขโมยม้าชั้นดีของท่านมาแล้ว ท่านคาดหวังอะไรอีกเล่า?”
                        ลู่ปู้ตอบว่า “เจ้าโจรตาโต! เจ้าดูหมิ่นข้าอยู่เสมอ”
                        “ใช่ ฉันเอาม้าของคุณไป แล้วคุณก็โกรธ คุณไม่พูดอะไรเลยตอนที่คุณขโมยเมืองของพี่ชายฉัน”
 ลู่ปู้ควบม้าเข้าโจมตี และจางเฟยก็รุกคืบเช่นกัน การต่อสู้ที่ดุเดือดเริ่มขึ้น นักรบทั้งสองต่อสู้กันเป็นร้อยยกโดยไม่มีใครได้เปรียบอย่างเด็ดขาด จากนั้นหลิวเป่ยเกรงว่าน้องชายจะประสบอุบัติเหตุ จึงรีบตีฆ้องเป็นสัญญาณถอยทัพ และนำทัพเข้าเมือง จากนั้น ลู่ปู้ก็ล้อมเมือง  หลิวเป่ยเรียกพี่ชายมาและตำหนิว่าเป็นต้นเหตุของความโชคร้ายทั้งหมดนี้
                        “ม้าอยู่ที่ไหน?” เขากล่าว
                        “ในวัดและศาลบางแห่ง” จางเฟยตอบ
                        มีการส่งคนไปเจรจาอย่างนุ่มนวลและเสนอว่าจะคืนม้าที่ถูกขโมยไปหากการสู้รบยุติลงลู่ปู้ดูเหมือนจะเห็นด้วย แต่เฉินกง คัดค้าน “เจ้าจะต้องประสบกับความเดือดร้อนในไม่ช้า หากเจ้าไม่กำจัด หลิวเป่ยผู้นี้”
                        ภายใต้อิทธิพลของเขา คำขอเจรจาสันติภาพถูกปฏิเสธ และการโจมตีเมืองก็ทวีความรุนแรงขึ้น
                        หลิวเป่ยเรียกหมี่จูและซุนเฉียนมาขอคำแนะนำ
                        คนหลังกล่าวว่า “คนที่โจโฉเกลียดชังที่สุดคือลู่ปู้ฉะนั้นจงละทิ้งเมืองนี้ไปลี้ภัยกับโจโฉเถิดเพื่อที่เราจะได้ยืมคนจากเขาไปปราบลู่ปู้”
                        “ถ้าเราพยายามหนี ใครจะเป็นผู้นำกองหน้า?”
                        จางเฟยกล่าวว่า “ผมจะพยายามอย่างเต็มที่”
 ดังนั้นเขาจึงนำทางกวนอูเป็นกองหลัง และตรงกลางคือหลิวเป่ยพร้อมกับส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรบ ขบวนทัพเริ่มเคลื่อนพลออกไปทางประตูทิศเหนือ พวกเขาเผชิญกับการต่อต้านบ้าง แต่ทหารก็ถูกขับไล่ไป และกองกำลังที่ปิดล้อมก็ผ่านไปได้โดยไม่มีปัญหาจางเหลียวไล่ตาม แต่ถูกกองหลังสกัดไว้ ดูเหมือนว่าลู่ปู้จะไม่รู้สึกไม่พอใจกับการหลบหนี เพราะเขาไม่ได้พยายามขัดขวางเป็นการส่วนตัว เขาเข้าเมืองอย่างเป็นทางการ จัดการเรื่องภายในเมือง และแต่งตั้งผู้ว่าราชการ
 หลิวเป่ยเดินทางมาถึงซู่ตูและตั้งค่ายอยู่นอกเมือง จากนั้นจึงส่งซุนเฉียนไปพบโจโฉเพื่อเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้เขามาอยู่ที่นี่โจโฉมีท่าทีเป็นมิตรมากและกล่าวว่า “หลิวเป่ยเป็นเหมือนน้องชายของข้า” และเชิญเขาเข้าไปในเมือง หลังจากทิ้งพี่น้องไว้ที่ค่ายหลิวเป่ยพร้อมกับซุนเฉียนและหมี่จูก็เดินทางไปหาโจโฉซึ่งให้การต้อนรับเขาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง เรื่องราวการทรยศของลู่ปู้ก็ถูกเล่าอีกครั้ง
                        “เขาไม่มีสำนึกในความถูกต้อง” เฉาเฉา กล่าว “น้องชายของฉัน เราสองคนจะร่วมกันโจมตีเขา”
                        ซวนเต๋อรู้สึกขอบคุณมาก จากนั้นก็มีการจัดงานเลี้ยง และกว่าผู้มาเยือนจะเดินทางกลับไปยังค่ายของตนก็เป็นเวลาค่ำแล้ว
                        จากนั้น ซุนหยูจึงเข้าพบอาจารย์ของเขาและกล่าวว่า “ถ้าท่านไม่ระวังตัวหลิวเป่ยจะทำลายท่าน ท่านควรทำลายเขาเสีย เขาช่างเป็นวีรบุรุษเหลือเกิน”
                        เฉาเฉาไม่ได้ตอบอะไร และที่ปรึกษาของเขาก็ออกไป ต่อมากัวเจียก็มาถึงเฉาเฉาจึงกล่าวว่า “ข้าได้รับคำแนะนำให้สังหารหลิวเป่ยแผนการนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
 “แผนการที่เลวร้าย” กัวเจีย กล่าว “ท่านเป็นวีรบุรุษของประชาชน ผู้ให้คำมั่นว่าจะปลดปล่อยประชาชนจากการกดขี่ และมีเพียงความจริงและความถูกต้องเท่านั้นที่จะทำให้ท่านได้รับการสนับสนุนจากผู้มีจิตใจสูงส่ง สิ่งที่ท่านกลัวที่สุดคือพวกเขาจะไม่มาช่วยเหลือ ตอนนี้หลิวเป่ยมีชื่อเสียง เขามาขอความช่วยเหลือและคุ้มครองจากท่าน การประหารชีวิตเขาจะทำให้คนดีทุกคนห่างเหินและทำให้ที่ปรึกษาที่มีความสามารถทุกคนหวาดกลัว เมื่อเจออุปสรรคเช่นนี้แล้วท่านจะหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากท่านได้จากที่ไหน การกำจัดอันตรายที่เกิดจากคนเพียงคนเดียวและทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียงในสายตาของคนทั้งโลกนั้นเป็นวิธีการทำลายล้างอย่างแน่นอน เงื่อนไขเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ”
                        “สิ่งที่คุณพูดตรงกับสิ่งที่ผมคิดทุกประการ” โจโฉ กล่าว ด้วยความพอใจอย่างยิ่ง
                        ขั้นตอนต่อไปของเขาคือการยื่นเรื่องต่อจักรพรรดิเพื่อขอให้แต่งตั้งหลิวเป่ยเป็นผู้ว่าการมณฑลหยู
                        เฉิงหยู กล่าว อีกครั้งว่า “ หลิวเป่ยจะต้องก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดอย่างแน่นอน เขาจะไม่มีวันอยู่ในตำแหน่งผู้ใต้บังคับบัญชา คุณควรจะกำจัดเขาเสีย”
                        “ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะใช้ประโยชน์จากคนดี ๆ ผมจะไม่สูญเสียความเคารพนับถือจากทั่วโลกเพียงเพราะการกำจัดคน ๆ เดียว ผมและ กัวเฟิงเซียวเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้”
                        ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปฏิเสธการชักชวนทั้งหมดให้ร่วมมือต่อต้านหลิวเป่ยแต่กลับส่งทหารและเสบียงอาหารจำนวนมากไปให้ และปล่อยให้เขาเดินทางไปยังมณฑลหยูโดยมีภารกิจคือยกทัพไปยังเมืองซีปี่ยึดครองเมืองนั้น เรียกทหารเก่าของเขากลับมารวมตัวกัน และโจมตีลู่ปู้
 เมื่อหลิวเป่ยเดินทางถึงมณฑลหยูเขาได้ส่งคนไปแจ้งข่าวแก่โจโฉซึ่งเตรียมยกทัพไปปราบลู่ปู้แต่ในขณะนั้นเอง ข่าวร้ายก็มาถึงว่าจางจี้ผู้ซึ่งไปโจมตี หนาน หยาง ถูกลูกธนู ยิงบาดเจ็บและเสียชีวิต หลานชายของเขา จางซิ่วจึงขึ้นบัญชาการกองทัพต่อ โดยมีเจียซูเป็นที่ปรึกษาทางยุทธศาสตร์ ได้เข้าร่วมกับหลิวเปียวและตั้งค่ายอยู่ที่ว่านพวกเขามีเจตนาที่จะโจมตีเมืองหลวงและจับตัวจักรพรรดิ
                        โจโฉตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากใจ เขาอยากจะโจมตีกลุ่มนี้ แต่ก็เกรงว่าลู่ปู้จะโจมตีเมืองหลวงหากเขาปล่อยไว้เช่นนั้น ดังนั้นเขาจึงขอคำแนะนำจากหยู
                        “ ลู่ปู้ไม่มีแนวคิดเรื่องนโยบายเลย เขาถูกชักจูงไปในทางที่ผิดด้วยผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ที่เข้ามาตรงหน้า สิ่งที่คุณต้องทำก็แค่เลื่อนตำแหน่งให้เขา มอบตำแหน่งพิเศษให้เขา และบอกให้เขาไปคืนดีกับซวนเต๋อแล้วเขาจะทำตาม”
 “ดี” เฉาเฉา กล่าว และเขาก็ปฏิบัติตามคำแนะนำนั้น โดยส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งข่าวอย่างเป็นทางการพร้อมจดหมายขอร้องให้สงบศึก ขณะที่เขาก็เตรียมการรับมือกับภัยอันตรายอื่น เมื่อพร้อมแล้ว เขาก็ยกทัพออกไปสามกองพล โดยมีเซี่ยโหวตุนเป็นผู้นำกองหน้า พวกเขาไปยังแม่น้ำโย่วสุ่ยและตั้งค่ายอยู่ที่นั่น
                        เจียซูประสบความสำเร็จในการโน้มน้าวให้จางซิว เชื่อ ว่าการต่อต้านนั้นไร้ประโยชน์
                        เขากล่าวว่า “คุณควรยอมจำนนเสีย เพราะกองทัพของเขามีขนาดใหญ่เกินกว่าที่คุณจะต่อต้านได้”
                        เมื่อเห็นความจริงข้อนี้ ซี๋หลิวจึงส่งที่ปรึกษาไปเสนอให้ยอมจำนนโจโฉพอใจกับผู้ส่งสารเป็นอย่างมาก ชื่นชมในไหวพริบและการโต้ตอบที่คล่องแคล่ว และพยายามชักชวนให้เขามาเป็นผู้รับใช้ตน
                        “ก่อนหน้านี้ฉันอยู่กับหลี่จือและถูกตัดสินว่ามีความผิดร่วมกับเขา ตอนนี้ฉันอยู่กับจางซิวซึ่งรับฟังคำแนะนำของฉัน และฉันไม่อยากทิ้งเขาไป” เจียซูกล่าว
 เขาจากไป และในวันรุ่งขึ้นก็พาเจ้านายของเขาเข้าเฝ้าโจโฉโจโฉใจดีมาก จากนั้นเขาก็เข้าเมืองว่านโดยกองทัพส่วนใหญ่ตั้งค่ายอยู่นอกเมือง ซึ่งแนวรบขยายออกไปประมาณสิบลี้ มีการจัดงานเลี้ยงใหญ่ทุกวัน และโจโฉก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีเสมอ วันหนึ่ง เมื่อโจโฉกลับมายังห้องพักด้วยอารมณ์ร่าเริงผิดปกติ เขาถามเหล่าข้าราชบริพารว่ามีหญิงสาวนักร้องอยู่ในเมืองหรือไม่ บุตรชายของพี่ชายได้ยินคำถามจึงกล่าวว่า “เมื่อคืนนี้ข้าแอบมองผ่านฉากกั้นห้องหนึ่ง เห็นหญิงสาวสวยคนหนึ่งอยู่ในลานบ้าน พวกเขาบอกว่านางเป็นภรรยาของ ลุงของ จางซิวนางสวยมาก”
                         เมื่อได้ยินคำบรรยายถึงความงามของหญิง สาว โจโฉก็เกิดความลุ่มหลง จึงสั่งให้หลานชายไปตามนางมาพบ หลานชายจึงไปตามนางมาพร้อมกับทหารคุ้มกัน และในไม่ช้าหญิงสาวก็มาปรากฏตัวต่อหน้าเขา
                        นางนั้นงดงามยิ่งนัก และโจโฉจึงถามชื่อของนาง นางตอบว่า “ เลดี้โจวข้าเป็นนางกำนัลของท่าน เคยเป็นภรรยาของจางจี้ข้าเกิดในตระกูลโจว”
                        “คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
                        “ดิฉันรู้จักท่านรัฐมนตรีจากชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว ดิฉันรู้สึกยินดีที่ได้พบท่านและได้รับอนุญาตให้โค้งคำนับต่อหน้าท่าน” เธอกล่าว
                        “ข้าอนุญาตให้จางซิวเข้าจำนนก็เพราะเห็นแก่เจ้า มิเช่นนั้นข้าคงฆ่าเขาและตัดหัวตัดหัวเขาไปแล้ว” เฉาเฉา กล่าว
                        “ที่จริงแล้ว ฉันเป็นหนี้ชีวิตคุณอย่างแท้จริง ฉันรู้สึกขอบคุณมาก” เธอกล่าว
                        “การได้พบคุณคือความสุขดั่งอยู่ในสรวงสวรรค์ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากให้คุณทำมากกว่านั้น คือให้คุณอยู่ที่นี่และไปกับฉันที่เมืองหลวง ที่นั่นฉันจะดูแลคุณอย่างดี คุณว่าไงล่ะ?”
                        เธอทำได้เพียงขอบคุณเขา
                        “แต่จางซิวคงจะสงสัยมากที่ฉันหายไปนาน และพวกคนนินทาคงจะเริ่มพูดถึงเรื่องนี้กัน” เธอกล่าว
                        “ถ้าคุณต้องการ คุณสามารถออกจากเมืองได้พรุ่งนี้”
 นางทำตามนั้น แต่แทนที่จะเดินทางไปยังเมืองหลวงทันที นางกลับพักอยู่กับเขาในเต็นท์ ซึ่งเตียนเว่ยได้รับแต่งตั้งให้เป็นองครักษ์พิเศษดูแลห้องพักของนางโจโฉเป็นเพียงคนเดียวที่นางได้พบ และเขาก็ใช้เวลาไปกับการเกี้ยวพาราสีกับหญิงสาวอย่างเกียรติคร้าน ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างมีความสุข แต่ คนของ จางซิวเล่าเรื่องที่ผิดพลาดให้เขาฟัง และเขาก็โกรธที่ครอบครัวต้องอับอาย เขาจึงระบายความในใจให้เจียซู ฟัง ซึ่งเจียซูกล่าวว่า “เก็บเรื่องนี้เป็นความลับ รอจนกว่าเขาจะกลับมาทำธุรกิจอีกครั้ง แล้วค่อย…”
                        มีการวางแผนกันอย่างลับๆ
                        ไม่นานหลังจากนั้นจางซิวก็เข้าไปใน เต็นท์ของ โจโฉเพื่อบอกว่า เนื่องจากทหารของเขาจำนวนมากกำลังหนีทัพ จึงควรตั้งค่ายพวกเขาไว้ตรงกลาง และเมื่อได้รับอนุญาต ทหารในกองบัญชาการเดิมของเขาก็ถูกย้ายเข้ามาและตั้งค่ายไว้ในสี่ค่าย
 แต่เตียนเว่ยองครักษ์พิเศษประจำ เต็นท์ของ โจโฉเป็นชายที่น่าเกรงขาม ทั้งกล้าหาญและแข็งแกร่ง ยากที่จะรู้ว่าจะโจมตีเขาอย่างไร ดังนั้นจึงปรึกษากับนายทหารหูจูเอ๋อร์ชายผู้มีพละกำลังและความคล่องแคล่วมหาศาล เขาสามารถแบกน้ำหนักได้ถึงหกร้อยปอนด์และเดินทางได้เจ็ดร้อยลี้ในหนึ่งวัน เขาเสนอแผนการว่า “สิ่งที่น่ากลัวเกี่ยวกับเตียนเว่ยคือหอกคู่ของเขา แต่จงล่อให้เขามางานเลี้ยงและทำให้เขาเมามายก่อนส่งเขากลับไป ข้าจะแทรกซึมเข้าไปในเต็นท์ของเขาและขโมยอาวุธของเขาไป จากนั้นก็ไม่ต้องกลัวเขาอีกต่อไป”
 ดังนั้นจึงมีการเตรียมอาวุธที่จำเป็นและออกคำสั่งในค่ายต่างๆ เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ก็ได้เชิญเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายมา และเลี้ยงเหล้าจนเมามายอย่างหนักก่อนที่จะจากไป และตามที่ได้ตกลงกันไว้ นายทหารก็ปะปนไปกับผู้คุ้มกันและนำอาวุธของตนหนีไป  คืนนั้น ขณะที่โจโฉกำลังรับประทานอาหารเย็นอยู่กับนางสนม เขาได้ยินเสียงคนและเสียงม้าร้อง จึงส่งคนออกไปถามว่าหมายความว่าอย่างไร พวกเขาบอกว่าเป็นหน่วยลาดตระเวนกลางคืน เขาจึงพอใจ
                        ใกล้ถึงช่วงเฝ้ายามรอบที่สองของคืนนั้น ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังเต็นท์ของเขาอีกครั้ง และมีรายงานว่าเกวียนบรรทุกอาหารสัตว์คันหนึ่งกำลังลุกไหม้
                        “หนึ่งในคนงานทำประกายไฟตก ไม่มีอะไรต้องตกใจ” เขากล่าว
                        แต่ไม่นานนักไฟก็ลุกลามไปทุกทิศทุกทางและกลายเป็นเรื่องน่าตกใจ เขาจึงเรียกเตียนเว่ยแต่เตียนเว่ยซึ่งปกติแล้วตื่นตัวอยู่เสมอ กลับนอนลงเพราะเมาสุรา
 อย่างไรก็ตาม เสียงฆ้องและเสียงกลองที่ดังปะปนกับความฝันปลุกเขาให้ตื่นขึ้น เขาจึงลุกขึ้นยืน หอกคู่ใจของเขาหายไปแล้ว ศัตรูอยู่ใกล้ เขาคว้าดาบของทหารราบอย่างรีบร้อนและวิ่งออกไป ที่ประตูเขาเห็นกลุ่มทหารหอกกำลังบุกเข้ามาเตียนเว่ยพุ่งเข้าใส่พวกเขาฟันไปรอบๆ ตัว และมีคนล้มลงใต้คมดาบของเขามากกว่ายี่สิบคน คนอื่นๆ ถอยกลับ แต่หอกยังคงปักอยู่รอบตัวเขาเหมือนต้นกกริมฝั่งแม่น้ำ เนื่องจากไม่มีเกราะป้องกัน เขาจึงได้รับบาดเจ็บหลายแห่งในไม่ช้า เขาต่อสู้อย่างสุดกำลังจนกระทั่งดาบของเขาหักและใช้การไม่ได้อีกต่อไป เขาโยนดาบทิ้งแล้วคว้าตัวทหารสองสามคนมาใช้ร่างของพวกเขาเป็นอาวุธ ล้มศัตรูไปครึ่งโหล คนอื่นๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้ แต่พวกเขายิงธนูใส่เขา ธนูตกลงมาอย่างหนาแน่นราวกับฝน แต่เขาก็ยังคงรักษาประตูไว้ได้จากการโจมตีของผู้บุกรุก
 อย่างไรก็ตาม พวกกบฏได้บุกเข้ามาทางด้านหลังของค่าย และหนึ่งในนั้นได้แทงหอกเข้าที่ด้านหลังของเขา ทำให้เขาร้องเสียงดังและล้มลง เลือดไหลทะลักออกมาจากบาดแผลอย่างมากมายและเขาก็เสียชีวิต แม้หลังจากที่เขาตายไปแล้ว ก็ไม่มีใครกล้าเข้ามาทางประตูหลักอีกเลย
 โจโฉได้มอบหมายให้เตียนเว่ยเฝ้าประตูหลักไว้ แล้วจึงรีบหนีออกทางประตูหลัง หลานชายของเขาได้เดินเท้าตามไปด้วย จากนั้นโจโฉก็ถูกลูกธนูยิงเข้าที่แขน และลูกธนูอีกสามดอกยิงโดนม้าของเขา แต่โชคดีที่ม้าตัวนั้นเป็นม้าพันธุ์ดีจากเมืองเถาวัลย์มีพละกำลังมาก และถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บ มันก็ยังพานายของมันไปถึงแม่น้ำโย่วสุ่ยได้
 ณ ที่นั้นเอง เหล่าผู้ไล่ล่าบางส่วนก็เข้ามาใกล้ และหลานชายของเขาก็ถูกโจมตีจนบาดเจ็บสาหัสเฉาเฉาจึงรีบวิ่งข้ามแม่น้ำไปยังอีกฝั่งหนึ่ง แต่ลูกธนูพุ่งเข้าตาของม้าของเขา ทำให้เขาล้มลง บุตรชายคนโตของ ฉาวเฉาลงจากม้าและมอบม้าให้แก่บิดาของเขา ซึ่งก็ควบม้าต่อไป บุตรชายของเขาถูกฆ่าตาย แต่ตัวเขาเองหนีรอดไปได้ ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้พบกับเหล่าขุนศึกหลายคนที่รวบรวมทหารไว้ได้จำนวนหนึ่ง
 ทหารของเซี่ยโหวตุนฉวยโอกาสปล้นสะดมประชาชนอู๋จินนำคนของตนเข้าโจมตีและสังหารพวกนั้นไปเป็นจำนวนมาก จึงสามารถปกป้องและปราบปรางประชาชนได้ เมื่อพวกโจรพบกับโจโฉบนถนน พวกเขาก็คุกเข่าลงร้องโหยหวนและกล่าวว่าอู๋จินก่อกบฏและโจมตีพวกเขาโจโฉประหลาดใจและเมื่อพบกับเซี่ยโหวตุนจึงออกคำสั่งให้โจมตีอู๋จิน
                        เมื่อหยูจินเห็นเจ้านายและกองทัพใหญ่กำลังเข้ามาใกล้ เขาก็หยุดการโจมตีทันทีและสั่งให้ทหารตั้งค่ายซุนหยูถามเขาว่าทำไม
                        “ ทหาร มณฑลจิงกล่าวว่าท่านทรยศ ทำไมท่านไม่ชี้แจงในเมื่อเสนาบดีมาถึงแล้ว ทำไมต้องตั้งค่ายก่อน” เขากล่าว
                        เขาตอบว่า “ศัตรูกำลังรุกคืบเข้ามาจากด้านหลังและอยู่ใกล้มากแล้ว จำเป็นต้องเตรียมการป้องกัน มิฉะนั้นเราจะต้านทานพวกเขาไม่ได้ การอธิบายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การป้องกันสำคัญมาก”
 ไม่นานหลังจากตั้งค่ายเสร็จจางซิวก็ยกพลขึ้นบกสองกองพลหยูจินเองก็ขี่ม้าออกไปเผชิญหน้ากับพวกเขาจางซิวถอยทัพ ผู้นำอีกคนเห็นหยูจินรุกคืบอย่างอุกอาจจึงเข้าโจมตีด้วย ทำให้จางซิวพ่ายแพ้ พวกเขาไล่ตามเขาไปไกลมากจนกองกำลังของเขาเกือบถูกทำลายหมด ในที่สุดเขาก็หนีไปยังหลิวเปียวพร้อมกับกองกำลังที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย  กองทัพของโจโฉ จัดระเบียบใหม่และเหล่าแม่ทัพก็รวมพล จากนั้น หยูจินก็เข้าพบเจ้านายของเขาและเล่าถึงพฤติกรรมของ ทหาร จากมณฑลจิงการปล้นสะดม และเหตุผลที่เขาโจมตีพวกเขา
                        “ทำไมคุณไม่บอกฉันก่อนที่คุณจะตั้งค่ายล่ะ?”
                        หยูจินเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
 เฉาเฉากล่าวว่า“เมื่อผู้นำคิดถึงการรักษาความสงบเรียบร้อยและเสริมสร้างการป้องกันเป็นอันดับแรกในยามคับขัน โดยไม่สนใจคำกล่าวร้าย แต่แบกรับภาระอย่างกล้าหาญ และเมื่อเขาสามารถพลิกสถานการณ์จากความพ่ายแพ้เป็นชัยชนะได้ แม้แต่ในบรรดาผู้นำโบราณ ใครเล่าจะเหนือกว่าเขาได้?”  เขาให้รางวัลแก่หยูจินด้วยเครื่องถ้วยชามและตำแหน่งมาร์ควิส แต่ตำหนิเซี่ยโหวตุนเรื่องความไร้ระเบียบวินัย
 มีการจัดพิธีกรรมบูชายัญเพื่อเป็นเกียรติแก่นักรบผู้ล่วงลับเตียนเว่ยโจโฉเองเป็นผู้นำในการร่ำไห้และแสดงความเคารพอย่างเหมาะสม จากนั้นหันไปทางเหล่าข้าราชบริพารและกล่าวว่า “ข้าสูญเสียบุตรชายคนโตไปแล้ว แต่ความโศกเศร้าของข้าไม่ได้หนักหนาเท่ากับการสูญเสียเตียนเว่ยข้าร่ำไห้เพื่อเขา”  ทุกคนต่างเสียใจกับการจากไปของกัปตันท่านนี้ จากนั้นก็มีคำสั่งให้กลับ แต่ในที่นี้จะไม่มีการกล่าวถึงการเดินทัพไปยังเมืองหลวง
 เมื่อหวังเจ๋อ เดินทางมาถึง มณฑลซู่พร้อมกับพระราชโองการเขาได้รับการต้อนรับจากลู่ปู้ซึ่งนำเขาเข้าไปในที่พำนักและมีการอ่านพระราชโองการนั้น พระราชโองการนั้นพระราชทานบรรดาศักดิ์ " แม่ทัพใหญ่แห่งตะวันออก " และมีตราประทับพิเศษแนบมาด้วย นอกจากนี้ยังมีการมอบจดหมายส่วนตัวให้ด้วย โดยผู้ส่งสารได้บรรยายรายละเอียดถึงความชื่นชมอย่างสูงที่เสนาบดีมีต่อลู่ปู้  ต่อมามีข่าวว่าทูตจากหยวนซู่ได้เดินทางมาถึง เมื่อได้รับการแนะนำตัวแล้ว ทูตก็กล่าวว่า แผนการประกาศตนเป็นจักรพรรดิของ หยวนซู่กำลังคืบหน้าไปได้ด้วยดี เขาสร้างพระราชวังเสร็จแล้ว และจะรีบเลือกจักรพรรดินีและสนม และจะเดินทางมายังหวยหนานในไม่ช้า
                        “พวกกบฏไปไกลขนาดนั้นเลยเหรอ?” ลู่ปู้ ร้องออกมา ด้วยความโกรธ
                        เขาสั่งประหารผู้ส่งสารและ จับ ฮั่นหยินใส่กรงขัง เขาเขียนจดหมายขอบคุณและส่งไปยังเมืองหลวง พร้อมกันนั้นก็ส่งฮั่นหยินผู้ส่งสารผู้โชคร้ายที่จัดการเรื่องการแต่งงานไปพร้อมกันด้วย นอกจากนี้เขายังตอบจดหมายส่วนตัวของโจโฉ ที่ขอให้ยืนยันการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการของเขา
                        “เมื่อได้ยินข่าวการหย่าร้างที่ล้มเหลวโจโฉ ก็พอใจ และสั่งประหาร ฮั่นหยินที่ตลาด
                        อย่างไรก็ตามเฉินเติ้งได้ส่งคำตักเตือนลับไปยังโจโฉโดยกล่าวร้ายลู่ปู้ว่าเป็นคนโหดร้าย โง่เขลา และใจง่าย พร้อมทั้งแนะนำให้กำจัดเขา
                        “ข้ารู้จักลู่ปู้ดีทีเดียว” เฉาเฉา กล่าว “เขาเป็นหมาป่าใจโหดเหี้ยม คงยากที่จะเลี้ยงดูเขาได้ในระยะยาว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าและพ่อของเจ้า ข้าคงไม่รู้เรื่องราวทั้งหมดนี้ และเจ้าต้องช่วยข้ากำจัดเขาเสีย”
                        คำตอบคือ “สิ่งใดก็ตามที่รัฐมนตรีประสงค์จะทำ ผมจะให้ความช่วยเหลือ”
 เพื่อเป็นการตอบแทนโจโฉจึงมอบข้าวให้แก่บิดาและตำแหน่งเจ้าเมืองให้แก่บุตรชาย จากนั้นบุตรชายก็กล่าวลา ขณะที่กำลังกล่าวอำลาโจโฉจับมือเขาพลางกล่าวว่า “ข้าจะพึ่งพาเจ้าในกิจการทางตะวันออก”  เฉินเติ้งพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นเขาก็กลับไปหาลู่ปู้ซึ่งถามเขาว่าสบายดีไหมเฉินเติ้งเล่าเรื่องของขวัญที่มอบให้พ่อให้ฟัง ซึ่งทำให้ลู่ปู้ไม่
                        “เจ้าไม่ได้ขออะไรจากมณฑลซู่เพื่อข้า แต่เจ้ากลับได้อะไรบางอย่างไปเพื่อตัวเอง พ่อของเจ้าแนะนำให้ข้าช่วยโจโฉโดยการยกเลิกการแต่งงาน และตอนนี้ข้าไม่ได้อะไรเลยตามที่ขอไป ในขณะที่เจ้าและพ่อของเจ้าได้ทุกอย่าง ข้าตกเป็นเหยื่อของพ่อของเจ้า”
                        เขาขู่เฉินเติ้งด้วยดาบของเขา
                        เฉินเติ้งหัวเราะแล้วพูดว่า “โอ้ ท่านช่างโง่เขลาเหลือเกิน ท่านนายพล!”
                        “ฉัน! โง่จริงเหรอ!?” ลู่ปู้เดือดดาล
 “เมื่อข้าได้พบกับโจโฉข้าได้กล่าวว่า การเลี้ยงดูท่านนั้นก็เหมือนกับการให้อาหารเสือ เสือต้องได้รับอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญ มิฉะนั้นมันจะกินคน แต่โจโฉหัวเราะและตอบว่า ‘ไม่ใช่อย่างนั้น ต้องปฏิบัติต่อขุนนางเหมือนเหยี่ยว อย่าให้อาหารมันจนกว่าจิ้งจอกและกระต่ายจะอิ่มเสียก่อน เมื่อหิว นกก็มีประโยชน์ เมื่ออิ่มแล้วมันก็จะบินหนีไป’ ข้าถามว่าเหยื่อคือใคร เขาตอบว่า ‘ หยวนซู่ซุนเซ่อหยวนเส้าหลิวเปียวหลิวจางและจางลู่เหล่านี้คือจิ้งจอกและกระต่าย’”
                        ลู่ปู้โยนดาบทิ้งแล้วหัวเราะ “ใช่ เขาเข้าใจฉัน”
                        แต่ในช่วงเวลานั้นเอง ข่าวการรุกคืบของหยวนซู่เข้าสู่มณฑลซู่ก็มาถึง ซึ่งทำให้ลู่ปู้ หวาด กลัว