Translate

27 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๒. สุตโสมจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

        อรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
         พึงทราบวินิจฉัยในมหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า สุตโสโม มหีปติ คือ เป็นกษัตริย์พระนามว่าสุตโสมะ. 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ทรงอุบัติในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกรัพยะ ในกรุงอินทปัตถะแคว้นกุรุ. พระมารดาพระบิดาทรงขนานพระนามพระกุมารว่า สุตโสมะ เพราะปลื้มใจด้วยการฟัง และเพราะมีพระฉวีเปล่งปลั่งเสมอดุจพระจันทร์. 
         ครั้นพระกุมารสุตโสมทรงเจริญวัยสำเร็จศิลปะทุกแขนง พระมารดาพระบิดาทรงอภิเษกไว้ในราชสมบัติ. 
         บทว่า คหิโต โปริสาเทน ความว่า ถูกพระราชากรุงพาราณสีพระนามว่าโปริสาท เพราะเคี้ยวกินพวกมนุษย์ จับไปเพื่อทำพลีกรรมเทวดา. 
         พระเจ้าพาราณสีเว้นเนื้อแล้วก็ไม่เสวย คนทำอาหารเมื่อไม่ได้เนื้ออื่น ก็ทำเนื้อมนุษย์ให้เสวย ทรงติดในรส รับสั่งให้ฆ่ามนุษย์ แล้วเสวยเนื้อมนุษย์ จึงมีพระนามว่าโปริสาท. 
         พวกชาวพระนคร ชาวนิคม ชาวชนบทมีอำมาตย์ราชบริษัทเป็นหัวหน้า และกาฬหัตถีเสนาบดีของพระองค์ พากันไปทูลว่า ข้าแต่เทวะ หากพระองค์ยังทรงต้องการราชสมบัติอยู่ ขอได้ทรงเว้นจากการเสวยเนื้อมนุษย์เสียเถิด. 
         ตรัสว่า แม้เราสละราชสมบัติก็จะไม่เว้นการกินเนื้อมนุษย์ จึงถูกชนเหล่านั้นขับไล่ออกจากแว่นแคว้น เข้าป่าอาศัยอยู่ ณ โคนต้นไทรต้นหนึ่ง เพื่อรักษาแผลที่เท้าเพราะถูกตอตำ จึงทำการบวงสรวงเทวดาว่า ข้าพเจ้าจะเอาโลหิตที่ลำคอของกษัตริย์ ๑๐๑ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น กระทำพลีกรรม. 
         เมื่อแผลหายเป็นปกติ เพราะอดอาหารมา ๗ วัน สำคัญว่า เพราะอานุภาพของเทวดา เราจึงได้ความสวัสดี คิดว่าเราจักนำพระราชามาเพื่อพลีกรรมเทวดา จึงไปสมคบกับยักษ์ซึ่งเคยเป็นสหายกันในอดีตภพ ด้วยกำลังมนต์ที่ยักษ์นั้นให้ไว้ จึงมีกำลังเรี่ยวแรงว่องไวยิ่งนัก นำพระราชา ๑๐๐ มาได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น แขวนไว้ที่ต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของตน เตรียมทำพลีกรรม. 
         ลำดับนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นั้น ใช่ปรารถนาพลีกรรมนั้น คิดว่า เราจะหาอุบายห้ามพระยาโปริสาทนั้น จึงมาในรูปของนักบวช แสดงตนให้เห็น พระยาโปริสาทติดตามไป สิ้นทาง ๓ โยชน์ แล้วจึงแสดงรูปทิพย์ของตนให้ปรากฏ กล่าวว่า ท่านพูดเท็จ ท่านบนไว้ว่าจักนำพระราชาในสกลชมพูทวีปมาทำพลีกรรม. บัดนี้ ท่านนำพระราชากระจอกๆ มา. หากท่านไม่นำพระเจ้าสุตโสมผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปมา. เราไม่ต้องการพลีกรรมของท่าน. 
         พระยาโปริสาทดีใจว่า เราได้เห็นเทวดาของตนแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าแต่เทพเจ้า อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักนำสุตโสมมาในวันนี้แหละ. จึงรีบไปยังสวนสัตว์ซึ่งมีเนื้อและเสือเหลือง เมื่อยังไม่จัดการอารักขา จึงหยั่งลงสระโบกขรณียืนเอาใบบัวคลุมศีรษะ. 
         เมื่อพระยาโปริสาทไปภายในพระราชอุทยานนั้นแล ตอนใกล้รุ่งพวกราชบุรุษจัดการอารักขาสิ้น ๓ โยชน์โดยรอบ. พระมหาสัตว์เสด็จประทับบนคอคชสารที่ตกแต่งแล้ว เสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า แต่เช้าตรู่. 
         ในกาลนั้น นันทพราหมณ์จากเมืองตักกศิลา ถือเอาสตารหคาถา ๔ บท เดินทางไปประมาณ ๑๒๐ โยชน์ถึงพระนครนั้น เห็นพระราชาเสด็จออกทางประตูด้านตะวันออก จึงยกมือทูลว่า ขอพระมหาราชจงทรงพระเจริญ แล้วถวายพระพร. 
         พระราชาทรงไสช้างเข้าไปหาพราหมณ์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาแต่ไหน? ปรารถนาอะไร? ควรให้อะไรแก่ท่าน. 
         พราหมณ์ได้ยินว่าพระองค์เป็นผู้ปลื้มใจในการฟัง จึงทูลว่า ข้าพระองค์รับสตารหคาถา ๔ บทมาเพื่อแสดงถวายแด่พระองค์. 
         พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัย ตรัสว่า เราไปอุทยานอาบน้ำแล้วจะมาฟัง ท่านอย่าเบื่อเลย. แล้วมีรับสั่งว่า พวกท่านจงไปจัดที่อยู่ ณ เรือนหลังโน้น และอาหารเครื่องนุ่งห่มให้แก่พราหมณ์ แล้วเสด็จไปพระราชอุทยาน จัดอารักขาอย่างใหญ่โต ทรงเปลื้องเครื่องอาภรณ์อันโอฬาร ทรงแต่งพระมัสสุ ทรงฟอกพระวรกาย ทรงสรงสนาน ณ สระโบกขรณี แล้วเสด็จขึ้น ทรงประทับยืนนุ่งผ้าสาฎกชุ่มด้วยน้ำ. 
         ลำดับนั้น พวกเครื่องต้นนำของหอมดอกไม้และเครื่องประดับ เข้าไปถวายพระราชา. 
         พระยาโปริสาทคิดว่า ในเวลาแต่งพระองค์ พระราชาจักหนักเกินไป. เราจักจับพระราชาในตอนที่ยังเบา จึงแผดเสียงแกว่งพระขรรค์ ประกาศชื่อว่า เราโปริสาท แล้วโผล่ขึ้นจากน้ำ. 
         ควาญช้างเป็นต้นได้ยินเสียงของพระยาโปริสาทนั้น ก็ตกจากช้างเป็นต้น. หมู่ทหารที่ยืนอยู่ไกลก็หนีไปจากนั้น. ที่อยู่ใกล้ก็ทิ้งอาวุธของตนนอนหมอบ. 
         พระยาโปริสาทอุ้มพระราชาประทับนั่งที่คอ กระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไปต่อหน้า เหยียบกระพองช้างตกมันซึ่งแล่นไปข้างหน้า ให้ล้มลงดุจยอดเขาล้ม เหยียบหลังม้าแก้วซึ่งวิ่งเร็วให้ล้ม เหยียบงอนรถให้ล้มลง ดุจหมุนลูกข่าง ดุจขยี้ใบต้นไทรสีเขียว ไปสิ้นทาง ๓ โยชน์ด้วยความเร็วแพล็บเดียวเท่านั้น ไม่เห็นใครติดตาม จึงค่อยๆ ไป หยาดน้ำบนพระเกศาของพระเจ้าสุตโสมหล่นลงบนตน สำคัญว่า หยาดน้ำตา จึงกล่าวว่า นี่อะไรกัน แม้สุตโสมยังทรงกันแสงเศร้าโศกถึงความตายเลย. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราไม่ได้เศร้าโศกถึงความตายดอก. ร้องไห้ที่ไหนกัน. แต่ธรรมดาการถือความสัตย์ เพราะทำการผัดเพี้ยนเป็นข้อปฏิบัติของบัณฑิตทั้งหลาย. เราเศร้าโศกถึงว่า นั่นยังไม่สำเร็จต่างหาก. เราทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์ผู้รับสตารหคาถา ๔ บทมาจากตักกสิลา ที่พระทศพลพระนามว่ากัสสปะ ทรงแสดงไว้ แล้วผัดว่า เราอาบน้ำแล้วจักมาฟัง. ท่านรอจนกว่าเราจะมา แล้วไปพระราชอุทยาน และท่านไม่ให้ฟังคาถาเหล่านั้น จับเรามา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราถูกพระยาโปริสาทจับไปได้ ระลึกถึง 
               คำผัดเพี้ยนไว้กะพราหมณ์. พระยาโปริสาท 
               เอาเชือกร้อยฝ่ามือกษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำ 
               กษัตริย์เหล่านั้นให้ได้รับความลำบาก. นำเรา 
               ไปด้วย เพื่อต้องการทำพลีกรรม.
         ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมเณ สงฺครํ สรึ คือ ระลึกถึงคำปฏิญญาที่ตนทำไว้กะนันทพราหมณ์. 
         บทว่า อาวุณิตฺวา กรตฺตเล ร้อยฝ่ามือ คือพระยาโปริสาทเจาะฝ่ามือของกษัตริย์ ๑๐๑ ที่ไปในพระราชอุทยานเป็นต้นนั้นๆ แล้วนำมาด้วยกำลังของตน แล้วร้อยเชือกเพื่อแขวนไว้ที่ต้นไม้. 
         บทว่า เอเตสํ ปมิลาเปตฺวา ความว่า พระยาโปริสาทจับเป็นกษัตริย์ ๑๐๑ เหล่านั้นเอาพระบาทขึ้น พระเศียรลง ประหารพระเศียรด้วยส้นเท้า เอาเชือกร้อยที่ฝ่ามือด้วยการหมุน ให้ได้รับความลำบาก ให้ซูบซีด ให้เดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง ด้วยการแขวนไว้ที่ต้นไม้ และด้วยการตัดอาหารทุกชนิด. 
         บทว่า ยญฺญตฺเถ คือ เพื่อต้องการทำพลีกรรม ได้แก่ให้เกิดผลสำเร็จ. 
         บทว่า อุปนยี มมํ คือ นำเราไปด้วย. 
         พระยาโปริสาทนำพระมหาสัตว์ไปอย่างนั้น จึงถามว่า ท่านกลัวความตายหรือ. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราไม่กลัวตาย. แต่เราเศร้าโศกถึงว่า เราได้ผัดเพี้ยนพราหมณ์นั้นไว้ ยังไม่ได้ปลดเปลื้องเลย. หากท่านปล่อยเรา เราฟังธรรมนั้นและทำสักการะสัมมานะแก่พราหมณ์นั้น แล้วจักกลับมาอีก. 
         พระยาโปริสาทกล่าวว่า เราไม่เชื่อว่าเราปล่อยท่านไป แล้วท่านจักมาสู่เงื้อมมือเราอีก. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านกับเราเป็นสหายศึกษาในสำนักอาจารย์เดียวกัน ไม่เชื่อหรือว่า เราไม่พูดปด แม้เพราะเหตุของชีวิต. 
         เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสคาถานี้ว่า :- 
                     เราลูบคลำดาบและหอก โดยเพียงคำพูดนี้ 
               ของเราโดยแท้. ดูก่อนสหาย เราขอสาบานกับท่าน 
               ว่า เมื่อเราพ้นไปจากท่าน หมดหนี้แล้ว รักษาความ 
               สัตย์ จักกลับมาอีก. 
         โปริสาทคิดว่า สุตโสมนี้กล่าวว่าเราขอสาบาน ซึ่งกษัตริย์ไม่ควรทำ. แม้สุตโสมไปแล้วไม่กลับ ก็จักไม่พ้นจากมือเราไปได้ จึงปล่อยไป ด้วยกล่าวว่า:- 
                     ความผัดเพี้ยนใด อันท่านผู้ตั้งอยู่ในความ 
               เป็นอิสระในแคว้นของตน ได้ทำไว้กับพราหมณ์ 
               ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปฏิบัติความผัดเพี้ยนนั้นแล้ว 
               เป็นผู้รักษาความสัตย์ จงกลับมาอีก. 
         พระมหาสัตว์มีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เสด็จถึงพระนครนั้นเร็วพลันดุจพระจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น. แม้เสนาของพระองค์ก็คิดว่า พระเจ้าสุตโสมเป็นบัณฑิตจักทรมานพระยาโปริสาท แล้วรีบกลับมาดุจช้างตกมัน จึงพักอยู่นอกพระนคร เพราะเกรงครหาว่า ให้พระราชาแก่โปริสาท แล้วพากันกลับ ครั้นเห็นพระมหาสัตว์เสด็จมาแต่ไกล จึงลุกขึ้นต้อนรับถวายบังคม กระทำปฏิสันถารว่า ข้าแต่มหาราช โปริสาททำพระองค์ให้ลำบากบ้างหรือ. ตรัสว่า กรรมที่แม้พระมารดาพระบิดาของเราทำได้ยาก โปริสาทก็ได้ทำแล้ว. พระจันทร์ว่องไวถึงปานนั้นยังเชื่อเรา แล้วปล่อยเรา จึงตกแต่งพระราชาให้ประทับบนคอคชสารแวดล้อมเข้าพระนคร.
         ชาวพระนครทั้งหมดเห็นพระมหาสัตว์ แล้วต่างพากันยินดี. 
         แม้พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์สนพระทัยในธรรม จึงไม่เข้าเฝ้าพระมารดาพระบิดา เสด็จไปยังพระตำหนัก ตรัสเรียกหาพราหมณ์ ทรงกระทำสักการะสัมมานะใหญ่โตแก่พราหมณ์นั้น เพราะพระองค์ทรงหนักในธรรม พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะที่ต่ำ แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะฟังสตารหคาถา ที่ท่านนำมาเพื่อเรา. 
         พราหมณ์ในเวลาที่พระมหาสัตว์ทรงขอร้อง จึงเอาน้ำหอมพอกมือ แล้วนำคัมภีร์เป็นที่พอใจออกจากถุง จับด้วยมือทั้งสอง ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้โปรดฟังเถิด พระเจ้าข้า. 
         เมื่อจะอ่านคัมภีร์ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- 
                     ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม การสมาคมกับสัตบุรุษ 
               แม้คราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น 
               การสมาคมมากกับอสัตบุรุษ ย่อมรักษาไม่ได้ ควร 
               สมาคมกับสัตบุรุษเท่านั้น ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับ 
               อสัตบุรุษ รู้สัทธรรมของสัตบุรุษประเสริฐกว่า ไม่ลามก 
               เลย. 
                     ราชรถวิจิตรงดงามยังคร่ำคร่าได้ อนึ่ง แม้ร่าง 
               กายก็เข้าถึงความคร่ำคร่า แต่ธรรมของสัตบุรุษไม่ถึง 
               ความคร่ำคร่า สัตบุรุษแล ย่อมประกาศด้วยสัตบุรุษ 
                     ข้าแต่ราชา ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้าง 
               โน้นของมหาสมุทร เขาก็ว่าไกลกัน ธรรมของสัตบุรุษ 
               และธรรมของอสัตบุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าไกล 
               กว่านั้น. 
         พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้ว มีพระทัยยินดีว่า การมาของเรามีผล ทรงดำริว่า คาถาเหล่านี้ไม่ใช่สาวกกล่าว ไม่ใช่ฤๅษีกล่าว ไม่ใช่กวีกล่าว ไม่ใช่เทวดากล่าว แต่พระสัพพัญญูนั่นแลกล่าวไว้. จะมีค่าอย่างไรหนอ? ทรงดำริต่อไปว่า แม้เราจะทำจักรวาลทั้งสิ้นนี้จนถึงพรหมโลก ให้เต็มด้วยรตนะ ๗ ประการ แล้วให้ยังเป็นการทำอันไม่สมควร. แต่เราพอที่จะให้ราชสมบัติ ในแคว้นกุรุประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ในอินทปัตถนครประมาณ ๗ โยชน์แก่พราหมณ์นั้นได้. แต่พราหมณ์นั้นไม่มีส่วนที่จะครองราชสมบัติได้. 
         เป็นความจริง ความเป็นผู้มีอานุภาพน้อยปรากฏแก่พราหมณ์นั้น โดยมองดูลักษณะของอวัยวะ. เพราะฉะนั้น แม้ให้ราชสมบัติไป ก็ไม่ดำรงอยู่ได้ในพราหมณ์นี้ จึงตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ ท่านแสดงคาถาเหล่านี้แก่กษัตริย์ทั้งหลายเหล่าอื่น แล้วได้อะไร? ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ได้คาถาละร้อยๆ. ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า สตารหคาถา. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสแก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านอาจารย์ ท่านรับด้วยตนเองยังไม่รู้ค่าของสินค้าที่เที่ยวไป. 
                     ท่านพราหมณ์ คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐ 
               มิใช่มีค่า ๑๐๐. ท่านจงรีบรับทรัพย์ ๔,๐๐๐ ไปเถิด. 
         พระมหาสัตว์ทรงให้ทรัพย์ ๔,๐๐๐ และยานน้อยเป็นสุข ๑ คัน ส่งพราหมณ์นั้นไปด้วยสักการะและสัมมานะอันยิ่งใหญ่ ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วทูลว่า หม่อมฉันได้ให้ปฏิญญาไว้แก่โปริสาทว่า เราบูชาพระสัทธรรมรัตนะที่พราหมณ์นำมาแล้ว และทำสักการะและสัมมานะแก่พราหมณ์นั้นแล้วจะกลับมา จึงมาได้. สิ่งที่ควรทำควรปฏิบัติแก่พราหมณ์ในข้อนั้น ได้ทำเสร็จแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันจักไปหาโปริสาท. 
         พระมารดาพระบิดาทรงขอร้องว่า พ่อสุตโสม ลูกพูดอะไรอย่างนั้น. เราจะจับโจรด้วยทหาร ๔ เหล่า. อย่าไปหาโจรเลยลูก. หญิงฟ้อน ๑๖,๐๐๐ แม้บริวารชนที่เหลือต่างก็พากันร่ำไห้ว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ทำให้พวกหม่อมฉันไร้ที่พึ่ง แล้วจะเสด็จไปไหน. 
         ได้เกิดโกลาหลขึ้นอีกครั้งว่า ได้ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปหาโจรอีก. 
         พระมหาสัตว์ตรัสว่า ธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญาเป็นหลักปฏิบัติของสาธุสัตบุรุษทั้งหลาย. แม้โปริสาทนั้นก็ยังเชื่อเรา แล้วปล่อยออกมา เพราะฉะนั้น เราจักไปละ. ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วทรงสั่งสอนชนที่เหลือ นางสนมกำนัลในเป็นต้นมีน้ำตานองหน้า ร่ำไห้มีประการต่างๆ ตามส่งเสด็จออกจากพระนคร ทรงเอาไม้ขีดขวางทาง เพื่อให้ชนพากันกลับ ตรัสว่า ชนทั้งหลายอย่าล่วงเลยเส้นขีดของเรานี้ แล้ว ได้เสด็จไป. 
         มหาชนไม่อาจละเมิดพระดำรัสของพระมหาสัตว์ผู้ทรงเดชได้ จึงคร่ำครวญกันแสงไห้ด้วยเสียงดัง แล้วพากันกลับ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               อปุจฺฉิ มํ โปริสาโท ฯลฯ เอสา เม สจฺจปารมี 
         คำแปลปรากฏแล้วในบาลี แปลข้างต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า กึ ตฺวํ อิจฺฉสิ นิสชฺชํ คือ ท่านปรารถนาจะให้ปล่อยจากเงื้อมมือของเราไปนครของตนหรือ? ท่านกล่าวว่า การพูดคำสัตย์อันเราสะสมมานานแล้วในเมืองตักกศิลาเป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจักทำตามใจชอบของท่าน คือทำตามชอบใจของท่าน. 
         บทว่า ยทิ เม ตฺวํ ปุเนหิสิ คือ หากท่านจักกลับมาหาเราอีกโดยแน่นอน. 
         บทว่า ปญฺเห อาคมนํ มม คือ เรารับการมาของเราแก่โปริสาทนั้น แล้วทำสัญญาว่าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว. 
         บทว่า รชฺชํ นิยฺยาทยึ ตทา ความว่า ในกาลนั้น เราประสงค์จะไปหาโปริสาท จึงมอบราชสมบัติ ประมาณ ๓๐๐ โยชน์แก่พระมารดาพระบิดาว่า ขอพระองค์ทรงปกครองราชสมบัติของพระองค์เถิด. 
         เพราะเหตุไร เราจึงมอบราชสมบัติ? เพราะระลึกถึงธรรมสัตบุรุษ. 
         เพราะธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญา เป็นประเพณี เป็นวงศ์ตระกูลของพระมหาโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตบุรุษ คือเป็นคนดี. ฉะนั้น เราจึงระลึกถึงธรรมคือสัจจบารมีนั้น อันเป็นของเก่ามีมาก่อน อันพระชินะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงเสพแล้ว เมื่อจะตามรักษาความสัตย์ จึงให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาท. 
         บทว่า นตฺถิ เม สํสโย ตตฺถ ความว่า ในกาลไปหาโปริสาทนั้น เราไม่มีความสงสัยว่า โปริสาทนี้จักฆ่าเรา หรือไม่หนอ? เรารู้อยู่ว่า โปริสาทนั้นดุร้ายป่าเถื่อน เตรียมฆ่ากษัตริย์ ๑๐๐ กับเรา ทำพลีกรรมแก่เทวดา จักฆ่าท่าเดียว จึงตามรักษาสัจวาจาอย่างเดียว สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาทนั้น เพราะเรื่องเป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราจึงไม่มี. นี้เป็นสัจบารมี ถึงความเป็นปรมัตถบารมีของเรา ด้วยประการฉะนี้. 
         อนึ่ง เมื่อพระมหาสัตว์เข้าไปหาโปริสาท แล้วเห็นพระพักตร์ของพระมหาสัตว์นั้นมีสง่าดุจกลีบบัวแย้ม จึงคิดว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ไม่กลัวตาย จึงมา. นี้เป็นอานุภาพของอะไรหนอ? จึงสันนิษฐานว่า พระเจ้าสุตโสมนี้เป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายอย่างนี้ เห็นจะเป็นเพราะฟังธรรมนั้นกระมัง. แม้เราฟังธรรมนั้นแล้วก็จักเป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายเหมือนกัน จึงกล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถาที่ท่านไปพระนคร ของตนเพื่อจะฟัง. 
         พระโพธิสัตว์ทรงสดับดังนั้นทรงดำริว่า โปริสาทนี้มีธรรมลามก เราจักข่มให้ละอายเสียหน่อยหนึ่ง แล้วจึงจักกล่าว จึงตรัสว่า :- 
                     สัจจะย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีธรรม ผู้หยาบคาย 
               ผู้มีฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือดเป็นนิจ ธรรมจะมีได้แต่ 
               ไหน. ท่านจักฟังไปทำไม. 
         เมื่อโปริสาทเกิดความตั้งใจจะฟังด้วยดี จึงตรัสว่า :- 
                     ชนทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมรู้ดีและชั่ว 
               อนึ่ง ใจของเรายินดีในธรรม ก็เพราะฟังคาถาทั้ง 
               หลาย ดังนี้. 
         พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า โปริสาทนี้เกิดความสนใจใคร่จะฟังอย่างยิ่ง เอาเถิด เราจักกล่าวคาถาแก่เขา. จึงตรัสว่า สหาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟังให้ดี จงใส่ไว้ในใจ แล้วทรงสดุดีคาถาทั้งหลาย ทำนองเดียวกับที่นันทพราหมณ์กล่าวโดยเคารพ เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น. 
         เมื่อทวยเทพซ้องสาธุการ พระมหาสัตว์จึงทรงแสดงธรรมแก่โปริสาทว่า :- 
                     มหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น 
               การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษ 
               มาก ย่อมไม่รักษา ฯลฯ ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของ 
               อสัตบุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ไกลกว่านั้น. 
         เมื่อโปริสาทนั้นฟังคาถาทั้งหลาย เพราะพระมหาสัตว์ตรัสดีแล้ว และเพราะบุญญานุภาพของตน สกลกายจึงเต็มไปด้วยปีติมีองค์ ๕. 
         โปริสาทมีจิตอ่อนโยนในพระโพธิสัตว์กล่าวว่า สุตโสม ผู้สหายเราไม่เห็นเงินเป็นต้นที่เป็นของควรให้. เราจักให้พรอย่างหนึ่งๆ ในคาถาหนึ่งๆ มีสี่คาถา พรสี่ข้อ. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์รุกรานโปริสาทว่า ท่านไม่รู้ประโยชน์แม้ของตน จักให้พรแก่ผู้อื่นได้อย่างไร? 
         ครั้นโปริสาทขอร้องอีกว่า ท่านจงรับพรเถิด. 
         พระมหาสัตว์จึงขอพรข้อแรกว่า เราพึงเห็นโปริสาทไม่มีโรคตลอดกาลนาน. 
         โปริสาทดีใจว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ เมื่อเราประสงค์จะฆ่ากินเนื้อในบัดนี้ ยังปรารถนาชีวิตของเราผู้ทำความมหาพินาศอีก ไม่รู้ว่า ถูกลวงรับพร จึงได้ให้ไป. 
         จริงอยู่ พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์เป็นผู้ฉลาดในอุบาย ทรงขอชีวิตของพระองค์ โดยอ้างใคร่ขอให้โปริสาทมีชีวิตอยู่ตลอดกาลนาน. 
         ต่อไป จึงตรัสขอพรข้อที่ ๒ ว่า ขอท่านจงให้ชีวิตแก่กษัตริย์ทั้งหลายมากกว่า ๑๐๐. 
         ขอให้ปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นกลับแว่นแคว้นของตน เป็นพรข้อที่ ๓. 
         ขอให้โปริสาทเว้นจากการกินเนื้อมนุษย์ เป็นพรข้อที่ ๔. 
         โปริสาทให้พร ๓ ข้อ ประสงค์จะไม่ให้พรข้อที่ ๔ แม้กล่าวว่า ท่านจงขอพรข้ออื่นเถิด ก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแค่นได้ จึงได้ให้พรข้อที่ ๔ นั้นจนได้. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทำให้โปริสาทหมดพยศ จึงให้โปริสาทปล่อยพระราชาทั้งหลาย แล้วให้นอนลงบนพื้นดินค่อยๆ ดึงเชือกออก ดุจดึงเส้นด้ายออกจากหูของพวกเด็กๆ ให้โปริสาทนำหนังมาแผ่นหนึ่งถูกับหิน แล้วทรงทำสัจกิริยา ทาที่ฝ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้น. ความผาสุกก็ได้มีในขณะนั้นเอง. 
         พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๒-๓ วัน ทรงให้โปริสาทเยียวยากษัตริย์เหล่านั้นให้หายโรค แล้วให้ทำความสนิทสนมฉันมิตร มีความไม่ทำลายกันกับกษัตริย์เหล่านั้น แล้วทรงนำโปริสาทนั้นไปกรุงพาราณสี พร้อมด้วยกษัตริย์เหล่านั้น ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงประทานโอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรงส่งพระราชาเหล่านั้นไปยังนครของตนๆ ทรงแวดล้อมด้วยหมู่จาตุรงคเสนาของพระองค์ ซึ่งมาจากอินทปัตถนคร เสด็จกลับพระนครของพระองค์. 
         ชนชาวพระนครต่างยินดีเบิกบานห้อมล้อม เสด็จเข้าภายในพระนคร ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วเสด็จขึ้นสู่พื้นใหญ่. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงให้สร้างศาลาทาน ๖ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานทุกวัน ทรงบำเพ็ญศีลรักษาอุโบสถ เพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย. แม้พระราชาเหล่านั้น ก็ทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่สวรรค์. 
         พระยาโปริสาทในครั้งนั้น ได้เป็นพระองคุลิมาลเถระในครั้งนี้. 
         กาฬหัตถิอำมาตย์ คือพระสารีบุตรเถระ. 
         นันทพราหมณ์ คือพระอานนทเถระ. 
         รุกขเทวดา คือพระมหากัสสปเถระ. 
         พระราชาทั้งหลาย คือพุทธบริษัท. 
         พระมารดาพระบิดา คือตระกูลมหาราช. 
         พระเจ้าสุตโสมมหาราช คือพระโลกนาถ. 
         พึงเจาะจงกล่าว แม้บารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้น โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ ดุจในอรรถกถาอลีนสัตตุจริยา ด้วยประการฉะนี้.
                             จบอรรถกถาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
จบสัจบารมี

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๑. กัณหทีปายนจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
         พึงทราบวินิจฉัยในกัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า กณฺหทีปายโน อิสิ คือ ดาบสมีชื่อว่ากัณหทีปายนะ. 
         ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์ในกาลนั้นชื่อว่าทีปายนะ เข้าไปหาดาบสมัณฑัพยะผู้เป็นสหายของตนถูกเสียบหลาว ไม่ทอดทิ้งดาบสนั้นด้วยศีลคุณของเขา ได้ยืนพิงอยู่กับหลาวตลอด ๓ ยาม จึงได้ปรากฏชื่อว่ากัณหทีปายนะ เพราะร่างกายมีสีดำ ด้วยหยาดเลือดแห้งที่ไหลจากร่างกายของดาบสนั้นแล้วลงมาใส่. 
         บทว่า ปโรปญฺญาสวสฺสานิ คือ ยิ่งกว่า ๕๐ ปี. 
         บทว่า อนภิรโต จรึ อหํ คือ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี ในเสนาสนะสงัดและในธรรมอันเป็นอธิกุสล. 
         ครั้นบวชแล้ว พระมหาสัตว์ยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๗ วันเท่านั้น ต่อจากนั้นก็อยู่อย่างไม่ยินดี. 
         ก็เพราะเหตุไร พระมหาบุรุษในอัตภาพหลายแสนมีอัธยาศัยในเนกขัมมะยินดีอยู่พรหมจรรย์ แต่ในจริยานี้ไม่ยินดีพรหมจรรย์นั้น. เพราะความหวั่นไหวแห่งความเป็นปุถุชน. 
         ก็เพราะเหตุไร จึงไม่ครองเรือนใหม่เล่า. 
         เพราะครั้งแรกเห็นโทษในกามทั้งหลาย ด้วยมีอัธยาศัยในเนกขัมมะจึงบวช เมื่อเป็นดังนั้น พระมหาบุรุษจึงเกิดความไม่ยินดีด้วยมิได้ใส่ใจโดยแยบคาย. 
         พระมหาบุรุษ แม้เมื่อไม่สามารถบรรเทาความไม่ยินดีนั้นได้ จึงเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ละสมบัติใหญ่ออกจากเรือน ละสมบัติใด ก็กลับไปเพื่อสมบัตินั้นอีก. รังเกียจคำติเตียนนี้ว่า กัณหทีปายนะนี้บ้าน้ำลาย กลับกลอกจริงหนอ เพราะเกรงหิริโอตตัปปะของตนจะแตก. 
         อนึ่ง ชื่อว่าบุญในการบรรพชานี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว. และก็ดำรงอยู่มิได้. เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้ร้องไห้น้ำตานองหน้า ด้วยความทุกข์โทมนัส ก็ยังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สละพรหมจรรย์นั้น. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     กัณหทีปายนะนั้นออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว 
               ก็กลับมาอีก เขารังเกียจคำพูดนี้ว่า กัณหทีปายนะ 
               นี้บ้าน้ำลายกลับกลอกหนอ เราไม่ปรารถนาจะ 
               ประพฤติพรหมจรรย์เสียเลย. 
                     อนึ่ง ฐานะของสัตบุรุษอันผู้รู้สรรเสริญแล้ว 
               เราจะเป็นผู้ทำบุญอย่างนี้. 
         บทว่า น โกจิ เอตํ ชานาติ ความว่า ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ย่อมไม่รู้ใจที่ไม่ยินดีของเรานั้น คือใจที่ปราศจากความยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์. เพราะเหตุไร? เพราะเราไม่บอกแก่ใครๆ ว่า ความไม่ยินดีเป็นไปในใจของเรา ฉะนั้นใครๆ ที่เป็นมนุษย์จึงไม่รู้ใจนั้น. 
         บทว่า พฺรหฺมจารี คือ ชื่อพรหมจารี เพราะเป็นผู้ศึกษาเสมอด้วยการบรรพชาเป็นดาบส. 
         บทว่า มณฺฑพฺย คือ มีชื่อว่ามัณฑัพยะ. 
         บทว่า สหาโย คือ เป็นสหายที่รัก เพราะเป็นมิตรแท้ทั้งในเวลาเป็นคฤหัสถ์และเวลาเป็นบรรพชิต. 
         บทว่า มหาอิสิ คือ เป็นฤๅษีมีอานุภาพมาก. 
         บทว่า ปุพฺพกมฺมสมายุตฺโต สูลมาโรปนํ ลภิ ความว่า ประกอบด้วยบุรพกรรมของตนถูกเสียบด้วยหลาวทั้งเป็น. 
         ในบทนี้มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้. 
         ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าโกสัมพิกะ ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ. 
         ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในนิคมแห่งหนึ่ง. พราหมณ์กุมารได้มีสหายที่รักของเขาชื่อมัณฑัพยะ. 
         ต่อมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมทั้งสองเห็นโทษในกาม จึงบริจาคมหาทาน ละกาม เมื่อญาติมิตรบริวารชนร้องไห้คร่ำครวญ ได้ออกไปสร้างอาศรม ณ หิมวันตประเทศ แล้วบวชเลี้ยงชีพด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า ด้วยการเที่ยวขออยู่เกิน ๕๐ ปี. 
         ทั้งสองไม่สามารถข่มกามฉันทะได้. แม้เพียงฌานก็เกิดขึ้นไม่ได้. 
         สองดาบสเที่ยวจาริกไปยังชนบท เพื่อเสพอาหารมีรสเค็มและเปรี้ยว ถึงแคว้นกาสี. ณ แคว้นกาสีนั้น ในนิคมหนึ่ง สหายครั้งเป็นคฤหัสถ์ของทีปายนะ ชื่อว่ามัณฑัพยะอาศัยอยู่. ทั้งสองจึงเข้าไปหามัณฑัพยะนั้น. 
         มัณฑัพยะเห็นดาบสทั้งสองก็ดีใจสร้างบรรณศาลา บำรุงด้วยปัจจัย ๔.
         ดาบสทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้นได้ ๓-๔ ปี ก็ลามัณฑัพยะนั้นเที่ยวจาริก ไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เต็มไปด้วยไม้เต็งใกล้กรุงพาราณสี. ที่นั้นทีปายนะอยู่ตามความพอใจ แล้วไปหามัณฑัพยะสหายของตนในนิคมนั้นอีก. มัณฑัพยดาบสคงอยู่ ณ ที่นั้นเอง. 
         อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งกระทำโจรกรรมภายในเมืองลักทรัพย์หนี ถูกพวกเจ้าของเรือนและพวกมนุษย์ที่รักษานครติดตามออกไปทางท่อน้ำ รีบเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาของดาบสแล้วหนีไป. 
         พวกมนุษย์เห็นห่อทรัพย์จึงคุกคามว่า เจ้าชฎิลชั่วคนร้ายทำโจรกรรมในกลางคืน กลางวันเที่ยวไปโดยเพศของดาบส แล้วช่วยกันทุบตีพาดาบสนั้นไปแสดงแด่พระราชา. 
         พระราชามิได้ทรงสอบสวนมีพระบัญชาให้เสียบบนหลาว. พวกมนุษย์นำดาบสนั้นไปยังป่าช้า เสียบบนหลาวไม้ตะเคียน. หลาวมิได้เข้าไปในร่างกายของดาบส. แต่นั้นจึงนำหลาวไม้สะเดามา. แม้หลาวนั้นก็มิได้เข้า. จึงนำหลาวเหล็กมา. หลาวเหล็กก็ไม่เข้า. 
         ดาบสคิดว่า เป็นกรรมเก่าของเรากระมังหนอ. ดาบสระลึกชาติได้ ได้เห็นกรรมเก่าด้วยเหตุนั้น. 
         นัยว่า ดาบสนั้นในอัตภาพก่อนเป็นบุตรของนายช่าง ไปยังที่ที่บิดาถากไม้จับแมลงวันตัวหนึ่งจึงเอาเสี้ยนไม้ทองหลางเสียบดุจหลาว. บาปของเขาได้โอกาสที่นี้. ดาบสรู้ว่าไม่อาจพ้นจากบาปนี้ไปได้ จึงกล่าวกะพวกราชบุรุษว่า หากพวกท่านประสงค์จะเสียบเราที่หลาว. พวกท่านจงนำหลาวไม้ทองหลางมาเถิด. 
         พวกราชบุรุษได้ทำตามนั้นแล้วเสียบดาบสที่หลาว จัดอารักขาแล้วหนีไป. 
         ในกาลนั้น กัณหทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้เห็นสหายมานานแล้ว จึงมาหามัณฑัพยดาบส ฟังเรื่องราวนั้นแล้วจึงไปยังที่นั้นยืนอยู่ข้างหนึ่ง ถามว่า สหายท่านทำอะไร เมื่อดาบสบอกว่าเราไม่ได้ทำอะไร? 
         กัณหทีปายนะถามว่า ท่านสามารถรักษาความประทุษร้ายทางใจได้หรือไม่ได้. 
         มัณฑัพยดาบสตอบว่า เราไม่มีความประทุษร้ายทางใจต่อพวกราชบุรุษและพระราชาที่จับเรา. 
         กัณหทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขของเราแล้วนั่งพิงหลาวอยู่. 
         พวกบุรุษที่ดูแลกราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา. 
         พระราชาทรงดำริว่า เราไม่ได้สอบสวนทำลงไป จึงรีบเสด็จไป ณ ที่นั้นตรัสถามทีปายนดาบสว่า เพราะเหตุไร พระคุณท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่เล่า? 
         ดาบสทูลว่า อาตมภาพนั่งคอยรักษาดาบสนี้ มหาราช. 
         พระราชาตรัสถามว่า พระคุณท่านทราบความที่ดาบสนี้ทำแล้วหรือจึงได้ทำอย่างนี้? ทีปายนดาบสทูลถึงกรรมที่ไม่บริสุทธิ์. 
         ลำดับนั้น ทีปายนดาบสกล่าวคำมีอาทิว่า :- 
                     ธรรมดาพระราชาควรเป็นผู้ใคร่ครวญก่อนทำ 
               คฤหัสถ์เกียจคร้าน บริโภคกามไม่ดี. บรรพชิตไม่ 
               สำรวมก็ไม่ดี. พระราชาไม่ใคร่ครวญก่อนทำก็ไม่ดี. 
               บัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี. 
         แล้วแสดงธรรมแก่พระราชา. 
         พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยดาบสไม่ผิดจึงรับสั่งให้นำหลาวออก. พวกราชบุรุษดึงหลาวแต่ไม่สามารถนำออกได้. 
         มัณฑัพยะกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพได้รับโทษเห็นปานนี้ ก็เพราะโทษของกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อน. ใครๆ ก็ไม่อาจดึงหลาวออกจากร่างกายของอาตมภาพได้. หากพระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้ชีวิตแก่อาตมภาพ ก็ขอได้รับสั่งให้ทำหลาวนี้เสมอกับผิวหนังแล้วเอาเลื่อยตัดเถิด. 
         พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้น. หลาวได้อยู่ภายในนั่นเอง ไม่เกิดเดือดร้อนอย่างไร. 
         นัยว่า ในครั้งนั้น มัณฑัพยดาบสเอาเสี้ยนอย่างเล็กเสียบเข้าไปทางผิวหนังของแมลงวัน. เสี้ยนนั้นยังอยู่ในร่างของแมลงวันนั่นเอง. แมลงวันมิได้ตายด้วยเหตุนั้น แต่ตายด้วยสิ้นอายุของมันเอง เพราะฉะนั้น แม้มัณฑัพยดาบสนี้จึงยังไม่ตาย. 
         พระราชาทรงไหว้ดาบสแล้วทรงขอขมา ทรงให้ดาบสทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยานนั่นเอง ทรงบำรุง. 
         ตั้งแต่นั้น ดาบสนั้นจึงมีชื่อว่าอาณิมัณทัพยะ. 
         ดาบสนั้นอาศัยพระราชาอยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง. 
         ส่วนทีปายนดาบสชำระแผลของมัณฑัพยดาบสจนหายดีแล้ว จึงไปยังบรรณศาลาที่มัณฑัพยะผู้เป็นสหายของตนครั้งเป็นคฤหัสถ์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     สหายเพื่อนพรหมจรรย์ของเราชื่อว่ามัณฑัพยะ 
               เป็นฤๅษีมีอานุภาพมาก ประกอบด้วยบุรพกรรมถูก 
               เสียบด้วยหลาวทั้งปวง. เราพยาบาลมัณฑัพยดาบส 
               นั้นให้หายโรคแล้ว ได้อำลามาสู่บรรณศาลาอันเป็น 
               อาศรมของเราเอง. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อาปุจฺฉิตฺวาน คือ อำลามัณฑัพยดาบสผู้เป็นสหายของเรา. 
         บทว่า ยํ มยฺหํ สกมสิสมํ คือเข้าไปอยู่ยังบรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราเอง ซึ่งมัณฑัพยพราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์สร้างให้. 
         พวกพราหมณ์เห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปยังบรรณศาลา จึงบอกแก่สหาย. สหายนั้นฟังแล้วดีใจ จึงพร้อมด้วยบุตรภรรยาถือเอาของหอมดอกไม้และน้ำผึ้งเป็นต้นเป็นอันมากไปยังบรรณศาลา ไหว้ทีปายนดาบสล้างเท้าให้ดื่มน้ำ นั่งฟังเรื่องราวของอาณิมัณฑัพยดาบส. 
         ลำดับนั้น บุตรของมัณฑัพยะพราหมณ์ ชื่อว่ายัญญทัตตกุมาร เล่นลูกข่างอยู่ที่ท้ายที่จงกรม. 
         ณ ที่นั้น งูเห่าอาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง. ลูกข่างที่เด็กโยนลงไปบนพื้นได้ไปตกลงบนหัวของงูเห่าในปล่องจอมปลวก. เด็กไม่รู้จึงล้วงมือลงไปในปล่อง. งูโกรธเด็กจึงกัดเข้าที่มือ. เด็กล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังของพิษงู. 
         มารดาบิดารู้ว่า เด็กถูกงูกัดจึงอุ้มเด็กให้เข้าไปนอนลงแทบเท้าของดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณท่านได้โปรดใช้ยาหรือมนต์ทำบุตรของกระผมให้หายโรคเถิด. 
         ทีปายนดาบสกล่าวว่า เราไม่รู้จักยา เราไม่ใช่หมอ เราเป็นนักบวช. 
         มารดาบิดาของเด็กกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณท่านได้โปรดแผ่เมตตาในกุมารนี้แล้วทำสัจกิริยาเถิด. ดาบสกล่าวว่า ดีแล้ว เราจักทำสัจกิริยา จึงวางมือไว้บนศีรษะของยัญญทัตตะ ได้ทำสัจกิริยา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา ได้พาภรรยาและ 
               บุตรต่างถือสักการะสำหรับต้อนรับแขก รวม ๓ คนมา 
               หาเรา เรานั่งเจรจาปราศัยกับสหายและภรรยาของเขา 
               อยู่ในอาศรมของตน. 
                     เด็กโยนลูกข่างเล่นอยู่ ทำงูเห่าให้โกรธแล้ว 
               ทีนั้น เด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตามปล่องจอม 
               ปลวก ควานไปถูกเอาหัวงูเห่าเข้า พอมือไปถูกหัวของ 
               มัน งูก็โกรธอาศัยกำลังพิษ เคืองจนเหลือจะอดกลั้น 
               ได้กัดเด็กในทันที พร้อมกับถูกงูกัดเด็กล้มลงที่พื้นดิน 
               ด้วยกำลังพิษกล้า เหตุนั้น เราเป็นผู้ได้รับทุกข์ หรือเรา 
               มีความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบมารดาบิดาของเด็ก 
               นั้นผู้มีทุกข์เศร้าโศกให้สร่างแล้ว ได้ทำสัจกิริยาอัน 
               ประเสริฐสุด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อาคจฺฉุํ ปาหุนาคตํ คือ เข้าไปหาพร้อมด้วยสักการะต้อนรับแขก. 
         บทว่า วฏฺฏมนุกฺขิปํ คือ ขว้างลูกข่างที่มีชื่อว่าวัฏฏะ เพราะหยุดหมุนขณะขว้างลงไป. อธิบายว่า เล่นลูกข่าง. 
         บทว่า อาสีวิสมโกปยิ ความว่า เด็กขว้างลูกข่างไปบนพื้นดิน ลูกข่างเข้าไปในปล่องจอมปลวกกระทบหัวงูเห่าซึ่งอยู่ในจอมปลวกนั้นทำให้งูโกรธ. 
         บทว่า วฏฺฏคตํ มคฺคํ อเนฺวสนฺโต คือ ควานไปยังทางที่ลูกข่างนั้นไป. 
         บทว่า อาสีวิสสฺส หตฺเถน, อุตฺตมงฺคํ ปรามสิ คือ เด็กเอามือของตนซึ่งล้วงเข้าไปยังปล่องจอมปลวกถูกหัวงูเห่าเข้า. 
         บทว่า วิสพลสฺสิโต อาศัยกำลังพิษคืองูเกิดเพราะอาศัยกำลังพิษของตน. 
         บทว่า อฑํสิ ทารกํ ขเณ คือ งูได้กัดพราหมณ์กุมารนั้น ในขณะที่ลูบคลำนั่นเอง. 
         บทว่า สห ทฏฺโฐ คือ พร้อมกับถูกงูกัดนั่นเอง. 
         บทว่า อติวิเสน- คือ พิษร้าย. 
         บทว่า เตน ความว่า เราเป็นผู้ได้รับทุกข์ เพราะเด็กล้มลงบนพื้นดินด้วยกำลังพิษ. 
         บทว่า มม วา หสิ ตํ ทุกฺขํ เรามีความรักจึงเป็นทุกข์ คือทุกข์ของเด็กและของมารดาบิดานำมาไว้ที่เรา. นำมาด้วยความกรุณาของเราดุจในสรีระของเรา. 
         บทว่า ตฺยาหํ คือ เราปลอบมารดาบิดาของเด็กนั้นโดยนัยมีอาทิว่า อย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย. 
         บทว่า โสกสลฺลิเน- คือ มีลูกศรคือความโศก. 
         บทว่า อคฺคํ คือ แต่นั้น เราได้ทำสัจกิริยาอันประเสริฐสูงสุด. 
- ม. อาสิวิเสน. - ม. โลกสลฺลิเต. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงสัจจกิริยาโดยสรุป จึงตรัสคาถาว่า :- 
                     เราต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์ 
               มีจิตเลื่อมใสอยู่ ๗ วันเท่านั้น. ต่อแต่นั้นมา 
               การประพฤติของเราไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ. 
               เราไม่ปรารถนาจะประพฤติเสียเลย ด้วยความ 
               สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็กนี้เถิด พิษจง 
               ระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตาหเมว คือ ๗ วันตั้งแต่วันที่เราบวช. 
         บทว่า ปสนฺนจิตฺโต คือ มีจิตเลื่อมใสเพราะเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม. 
         บทว่า ปุญฺญตฺถิโก คือ ผู้ต้องการบุญ ได้แก่ผู้ประกอบแล้วด้วยความพอใจในธรรม. 
         บทว่า อถาปรํ ยํ จริตํ คือ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์ของเราเกิน ๗ วัน. 
         บทว่า อกามโกวาหิ คือ เราไม่ปรารถนาบรรพชาเสียเลย. 
         บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ด้วยความสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมี คือหากว่า ความที่เราผู้อยู่อย่างไม่ยินดีตลอด ๕๐ ปีเศษไม่มีใครรู้เป็นความสัตย์. ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด ขอยัญญทัตตกุมารจงได้คืนชีวิตเถิด. 
         ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษตกจากสรีระของยัญญทัตตะลงไปสู่แผ่นดิน. กุมารลืมตาแลดูมารดาบิดาแล้วลุกขึ้นเรียก แม่จ๋า พ่อจ๋า. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เด็กหวั่นไหวด้วย 
               กำลังพิษไม่รู้สึกตัวได้ฟื้นกายหายโรค ลุกขึ้นได้. 
         บทนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ 
         พร้อมกับการทำสัจจะของเรา แต่นั้นเด็กหวั่นไหวด้วยกำลังพิษในกาลก่อน ไม่รู้สึกตัวเพราะสลบ ได้ฟื้นขึ้นเพราะปราศจากพิษลุกขึ้นทันที. กุมารนั้นได้หายโรคเพราะไม่มีกำลังพิษ. 
         บัดนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงถึงความที่สัจกิริยาของพระองค์นั้น เป็นปรมัตถบารมี จึงกล่าวว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, เอสา เม สจฺจปารมี มีคำแปลดังได้แปลไว้แล้ว. 
         แต่มาในอรรถกถาชาดก ว่าด้วยสัจกิริยาของพระมหาสัตว์ พิษได้ตกจากเบื้องบนถันของกุมารแล้วไหลไป. ด้วยสัจกิริยาของบิดา พิษตกจากบนสะเอวของเด็ก. ด้วยสัจกิริยาของมารดาพิษตกจากร่างกายที่เหลือของเด็กแล้วไหลไป. 
         สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     บางครั้ง เราเห็นแขกมาเรือนก็ไม่ยินดีจะให้. 
               อนึ่ง สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูตร ก็ไม่รู้ความที่เรา 
               ไม่รัก เราไม่ปรารถนาจะให้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอ 
               ความสวัสดีจงมีแก่เจ้า พิษจงระงับ ขอยัญญทัตต 
               กุมารจงเป็นอยู่เถิด. 
                     ดูก่อนพ่อยัญญทัตตะ อสรพิษมีพิษร้ายออก 
               จากปล่องได้เห็นเจ้า วันนี้ความพิเศษไรๆ ไม่มีแก่ 
               เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษนั้น และในบิดา 
      ของเจ้า ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า 
               พิษจงระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่เถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือ ในเวลามาเรือนเพื่อต้องการอยู่.
         บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้เป็นพหูสูตก็ไม่รู้ความที่เราไม่รักนี้ว่า มัณฑัพยะพราหมณ์นี้ไม่ยินดีการให้ ไม่ยินดีเราดังนี้. ท่านแสดงว่า เพราะเราแลดูสมณพราหมณ์เหล่านั้นด้วยตาอันน่ารักเท่านั้น. 
         บทว่า เอเตน สจฺเจน ความว่า หากเราแม้ให้ก็ไม่เชื่อผล ให้เพราะความไม่ปรารถนาของตน. 
         อนึ่ง ชนเหล่าอื่นไม่รู้ความที่เราไม่ปรารถนา. 
         อธิบายว่า ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีเถิด. 
         บทว่า ปหูตเตโช คือ มีพิษร้ายแรง. บทว่า ปตรา คือ ปล่อง. 
         บทว่า อุทิจฺจ คือ โผล่ขึ้น. 
         อธิบายว่า ขึ้นจากปล่องจอมปลวก. 
         ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อยัญญทัตตะ ความพิเศษไรๆ ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษนั้นและในบิดาของเจ้า. อนึ่งเว้นความไม่เป็นที่รักนั้น วันนี้เราไม่เคยรู้จักความพิเศษไรๆ. หากข้อนี้เป็นความจริง ด้วยคำสัตย์นั้นขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้าเถิด ด้วยประการฉะนี้. 
         พระโพธิสัตว์เมื่อเด็กหายจากโรคแล้ว จึงให้บิดาของเด็กนั้นตั้งอยู่ในความเชื่อกรรมและผลของกรรมว่า ชื่อว่าผู้ให้ทานควรเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมแล้ว พึงให้ดังนี้ ตนเองบรรเทาความไม่ยินดี แล้วยังฌานและอภิญญา ให้เกิดครั้นสิ้นอายุก็ไปเกิดในพรหมโลก. 
         มัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. 
         ภริยาของมัณฑัพยะนั้น คือนางวิสาขา. 
         บุตร คือพระราหุลเถระ. 
         อาณิมัณฑัพยะ คือพระสารีบุตรเถระ. 
         กัณหทีปายนะ คือพระโลกนาถ. 
         ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงสัจบารมี และบารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้นซึ่งท่านยกขึ้นไว้ในบาลีโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีการบริจาคมหาโภคสมบัติจนหมดสิ้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๐. มัจฉราชจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐
         พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ยทา โหมิ, มจฺฉราชา มหาสเร ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่. 
         ความว่า ในอดีตกาล เราเกิดในกำเนิดปลายินดีอยู่ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการของปลาทั้งหลาย ในสระใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยเถาวัลย์อันเป็นสระโบกขรณี ใกล้พระเชตวันกรุงสาวัตถี แคว้นโกศล. 
         ครั้งนั้น เราเป็นพระยาปลาแวดล้อมด้วยหมู่ปลาอาศัยอยู่ ณ ที่นั้น. 
         บทว่า อุณฺเห คือ ฤดูร้อน. บทว่า สูริยสนฺตาเป คือ เพราะแสงอาทิตย์. 
         บทว่า สเร อุทกํ ขียถ คือ น้ำในสระนั้นแห้งขอด. 
         ในแคว้นนั้น ขณะนั้นฝนไม่ตกเลย. ข้าวกล้าเหี่ยวแห้ง. น้ำในบึงเป็นต้นแห้งขอด. ปลาและเต่าพากันเข้าไปอาศัยเปือกตม. แม้ในสระนั้นปลาทั้งหลายก็เข้าไปยังเปือกตม ซ่อนอยู่ในที่นั้นๆ. 
         บทว่า ตโต คือ ภายหลังจากน้ำแห้งนั้น. 
         บทว่า กุลลเสนกา คือ นกตะกรุมและเหยี่ยว. 
         บทว่า ภกฺขยนฺติ ทิวารตฺตึ, มจฺเฉ อุปนิสีทิย ความว่า กาและนกนอกนั้นเข้าไปแอบอยู่บนหลังเปือกตมนั้นๆ เอาจะงอยเช่นกับปลายหอกสั้นจิกกินปลา ซึ่งเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่เปือกตมทั้งๆ ที่ยังดิ้นอยู่. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นความพินาศของปลาทั้งหลาย เกิดสงสารคิดอยู่ว่า นอกจากเราไม่มีผู้อื่นที่สามารถจะปลดเปลื้องญาติทั้งหลายของเราให้พ้นจากทุกข์นี้ได้. เราจะปลดเปลื้องปลาเหล่านั้นจากทุกข์นี้ได้ด้วยอุบายอย่างไรหนอ จึงตัดสินใจว่า ถ้ากระไรเราพึงทำสัจกิริยาอาศัยสัจธรรมที่ท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่แต่ก่อน ประพฤติสะสมมาและที่มีอยู่ในตัวเรา ยังฝนให้ตกและสละชีวิตเป็นทานเพื่อหมู่ญาติของเรา. 
         ด้วยเหตุนั้น เป็นอันเราได้ยังมหาอุปการะให้เกิดแก่สัตว์โลกผู้อาศัยอาหารเลี้ยงชีพแม้ทั้งสิ้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในกาลนั้น เราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติ 
               ถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ 
               ด้วยอุบายอะไรหนอ เราคิดแล้วได้เห็นความสัตย์ 
               อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่าเป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ 
               เราตั้งอยู่ในความสัตย์แล้ว จะปลดเปลื้องความ 
               พินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของ 
               สัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยง 
               แท้ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้ แล้วได้ทำ 
               สัจกิริยา. 
         บทว่า สห ญาตีหิ ปีฬิโต คือเรากับพวกญาติของเราถูกบีบคั้นด้วยน้ำแห้งนั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สห เป็นเพียงนิบาต. 
         คือญาติทั้งหลายผู้มีทุกข์เป็นเหตุถูกบีบคั้นด้วยความพินาศนั้น เพราะมีมหากรุณา จึงคิดจะปลดเปลื้อง. อธิบายว่า หมู่ญาติได้รับทุกข์. 
         บทว่า ธมฺมตฺถํ คือ ประโยชน์ที่เป็นธรรม หรือมีอยู่ไม่ปราศจากธรรม ได้แก่อะไร? ได้แก่สัจจะ. 
         บทว่า อทฺทสปสฺสยํ คือ ได้เห็นที่พึ่งของเราและของญาติทั้งหลาย. 
         บทว่า อติกฺขยํ คือ ความมหาพินาศ. 
         บทว่า สทฺธมฺมํ คือ ระลึกถึงธรรม คือความไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งของสัตบุรุษ คือคนดีมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. 
         บทว่า ปรมตฺถํ วิจินฺตยํ คือ เราคิดถึงสัจจะอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่งนั้นอันมีสภาพไม่วิปริต. 
         บทว่า ยํ โลเก ธุวสสฺสตํ อันยั่งยืนเที่ยงแท้ในโลก คือการไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและสาวกของพระพุทธเจ้าตลอดกาลใด พึงทราบการเชื่อมความว่า เราได้คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์อันยั่งยืนเที่ยงแท้โดยความเป็นจริง ตลอดกาลทั้งปวงนั้น ได้กระทำสัจกิริยา. 
         บัดนี้ พระมหาสัตว์ซึ่งมีร่างเช่นกับสีปุ่มแก่นไม้อัญชัน ประสงค์จะรับเอาธรรมนั้นซึ่งมีอยู่ในตน แล้วประกอบคำพูดที่เป็นสัตย์ จึงคุ้ยเปือกตมสีดำออกเป็นสองข้าง ลืมตาทั้งสองแหงนมองอากาศ กล่าวคาถาว่า :- 
               ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมา 
               จนถึงบัดนี้ เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียน 
               สัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับลำบากเลย. ด้วย 
               สัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโต สรามิ อตฺตานํ ความว่า ตั้งแต่เราระลึก คือความระลึกตนอันได้แก่อัตภาพ. 
         บทว่า ยโต ปตฺโตสฺมิ วิญฺญุตํ คือ ตั้งแต่เรารู้ความที่วิญญูชนรู้แล้วในสิ่งอันควรทำนั้นๆ ชื่อว่ารู้ความที่วิญญูชนรู้แล้ว เพราะสามารถระลึกถึง กายกรรม วจีกรรม ของเราจากนี้ไปได้ด้วยการแหงนขึ้นไปในเบื้องบน ในระหว่างนี้แม้เกิดในที่จะต้องกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกัน เราก็ไม่เคยกินปลาแม้ประมาณเท่ารำข้าวสาร เราไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์ไรๆ แม้อื่น ไม่ต้องพูดถึงฆ่า. 
         บทว่า เอเตน สจฺจวชฺเชน ความว่า เรากล่าวถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ไรๆ อันใด หากการไม่เบียดเบียนนั้นเป็นความจริง ไม่วิปริต ด้วยสัจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกเถิด. 
         พระยาปลากล่าวว่า ขอเมฆจงปลดเปลื้องหมู่ญาติของเราจากทุกข์เถิด แล้วเรียกปัชชุนนเทวราชดุจบังคับคนรับใช้ของตนอีกว่า:- 
                     แน่ะปัชชุนนะ ท่านจงเปล่งสายฟ้าคำรามให้ 
               ฝนตก จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจง 
               ยังกาให้เดือดร้อน ด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูง 
               ปลาจากความโศก. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อภิตฺถนย ปชฺชุนฺน ความว่า เมฆ ท่านเรียกว่าปัชชุนนะ ก็พระยาปลานี้เรียกวัสสวลาหกเทวราช ที่ได้ชื่อด้วยอำนาจแห่งเมฆ. 
         บทนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ 
         ธรรมดาฝนไม่คำรามไม่เปล่งสายฟ้า แม้ให้ฝนตกก็ไม่งาม. เพราะฉะนั้น ท่านคำรามเปล่งสายฟ้าให้ฝนตกเถิด. 
         บทว่า นิธึ กากสฺส นาสย จงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป คือกาทั้งหลาย เอาจะงอยจิกปลาที่เข้าไปยังเปือกตมนำออกมากิน. เพราะฉะนั้น ปลาทั้งหลายภายในเปือกตม ท่านเรียกว่านิธิคือขุมทรัพย์ของกาเหล่านั้น. ท่านยังฝนให้ตกน้ำท่วมขุมทรัพย์ของฝูงกานั้น. 
         บทว่า กากํ โสกาย รนฺเธหิ ท่านจงยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก. 
         ความว่า ฝูงกาเมื่อไม่ได้ปลาในสระใหญ่นี้ซึ่งมีน้ำเต็มจักเศร้าโศก. ท่านยังเปือกตมนี้ให้เต็มยังฝูงกานั้นให้เดือดร้อนด้วยความโศก. ท่านจงยังฝนให้ตกเพื่อให้กาเศร้าโศก. 
         อธิบายว่า ท่านจงทำโดยอาการที่ฝูงกาถึงความเศร้าโศกอันมีลักษณะจ้องดูภายใน. 
         บทว่า มจฺเฉ โสกา ปโมจย จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความเศร้าโศก คือท่านจงปลดเปลื้องฝูงปลาทั้งหมดซึ่งเป็นญาติของเราให้พ้นจากความเศร้าโศก คือความตายนี้เถิด. 
         อาจารย์บางคนกล่าวไว้ในชาดก ว่า ท่านจงปลดเปลื้องข้าพเจ้าจากความเศร้าโศก. 
         จ อักษรในบทนั้นเป็นสัมบิณฑนัตถะ ความว่า ท่านจงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวง คือเราและญาติของเราให้พ้นจากความโศกคือความตายเถิด. 
         จริงอยู่ ปลาทั้งหลายมีความเศร้าโศกคือความตายอย่างใหญ่หลวงว่า พวกเราจะถึงความเป็นอาหารของศัตรูเพราะไม่มีน้ำ. 
         พึงทราบว่าความเศร้าโศกเกิดขึ้นด้วยความกรุณาของพระมหาสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยความกรุณา เพราะอาศัยความพินาศย่อยยับของปลาเหล่านั้น. 
         พระโพธิสัตว์เรียกปัชชุนนะเทพบุตร ดุจบังคับคนรับใช้ของตนให้ฝนห่าใหญ่ตกทั่วแคว้นโกศล. 
         ด้วยเดชแห่งศีลของพระมหาสัตว์ บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะแสดงอาการร้อนตลอดกาล ด้วยสัจกิริยานั่นแล. 
         ท้าวสักกะทรงรำพึงว่า อะไรหนอ? ครั้นทรงทราบเหตุนั้นแล้วจึงรับสั่งให้เรียกวัสสวลาหกเทวราชมามีเทวบัญชาว่า นี่แน่ะเจ้าพระยาปลาผู้เป็นมหาบุรุษปรารถนาให้ฝนตกเพราะความเศร้าโศก คือความตายของญาติทั้งหลาย. เจ้าจงทำเมฆให้เป็นกลุ่มเดียวกัน แล้วให้ฝนตกทั่วแคว้นโกศลเถิด. 
         วัสสวลาหกเทวราชรับเทวบัญชาแล้ว นุ่งวลาหกก้อนหนึ่ง ห่มก้อนหนึ่ง ขับเพลงขับสายฝน บ่ายหน้าไป มุ่งไปยังโลกทางด้านทิศตะวันออก. ทางด้านทิศตะวันออก ก้อนเมฆก้อนหนึ่งประมาณเท่าบริเวณลานได้ตั้งขึ้นร้อยชั้น พันชั้น คำรามเปล่งสายฟ้าไหลลงมาเหมือนหม้อน้ำที่คว่ำ หลั่งน้ำใหญ่ท่วมแคว้นโกศลทั้งสิ้น.
         ฝนตกอยู่ไม่ขาดสาย ครู่เดียวเท่านั้นสระใหญ่นั้นก็เต็ม. ปลาทั้งหลายก็พ้นจากมรณภัย. กาเป็นต้นได้หมดที่พึ่ง. 
         ไม่เฉพาะปลาอย่างเดียวเท่านั้น แม้มนุษย์ทั้งหลายก็ยังข้าวกล้าหลายอย่างให้งอกงาม แม้สัตว์ ๒ เท้าเป็นต้นทั้งหมดที่อาศัยฝนเลี้ยงชีวิตก็พ้นจากทุกข์กายและทุกข์ใจ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เมฆส่งเสียง 
               สนั่นครั่นครื้นยังฝนให้ตกครู่เดียวก็เต็มเปี่ยม 
               ทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม. ครั้นเราทำความเพียรอย่าง 
               สูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปาน 
               นี้แล้ว. อาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์จึงยังฝน 
               ให้ตกห่าใหญ่. ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี. 
               นี้เป็นสัจบารมีของเรา ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ขเณน อภิวสฺสถ คือ ไม่ชักช้าฝนก็ตกโดยขณะที่ทำสัจกิริยานั้นเอง. 
         บทว่า กตฺวา วีริยมุตฺตมํ ทำความเพียรอย่างสูงสุด คือเมื่อฝนไม่ตกเราก็ไม่เกียจคร้านมัวคิดว่าควรทำอะไร แล้วทำความเพียรอย่างสูงสุด ยังประโยชน์สุขให้สำเร็จแก่หมู่สัตว์ใหญ่โดยวิธีบำเพ็ญญาตัตถจริยา. 
         บทว่า สจฺจเตชพลสฺสิโต คือ อาศัยกำลังอานุภาพความสัตย์ของเรายังฝนห่าใหญ่ให้ตกในกาลนั้น. 
         เพราะเหตุการณ์เป็นอย่างนั้น ฉะนั้น พระธรรมราชาจึงทรงแสดงถึงความที่สัจบารมีของพระองค์ ไม่ทั่วไปแก่คนอื่นเมื่อครั้งเป็นพระยาปลาใหญ่ว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, เอสา เม สจฺจปารมี ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี. นี้เป็นสัจจบารมีของเรา. 
         พระมหาสัตว์มีใจเร่งเร้าด้วยมหากรุณาอย่างนี้ จึงได้ปลดเปลื้องมหาชนจากมรณทุกข์ด้วยยังฝนห่าใหญ่ให้ตกทั่วแว่นแคว้น เมื่อสิ้นอายุก็ไปตามยถากรรม. 
         ปัชชุนนเทวราชในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้. 
         ฝูงปลาคือพุทธบริษัท. 
         พระยาปลาคือพระโลกนาถ. 
         พึงเจาะจงกล่าวแม้บารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้นโดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การเกิดในกำเนิดปลา ในที่ที่จะกินสัตว์ที่มีชาติเสมอกับตนได้แล้วไม่กินสัตว์ไรๆ เช่นปลาแม้เพียงรำข้าวสาร. 
         การไม่กินก็ชั่งเถิดยังไม่เบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่ง. 
         การยังฝนให้ตกด้วยทำสัจจะอย่างนั้น. 
         เมื่อน้ำแห้งด้วยความกล้าไม่คำนึงถึงทุกข์ที่ตนได้รับด้วยการดำลงไปในเปือกตม เมื่อหมู่ญาติทนไม่ไหว จึงทำทุกข์นั้นไว้ในใจด้วยตน ช่วยเหลือโดยทุกวิธี และการปฏิบัติด้วยประการนั้น.
จบอรรถกถามัจฉราชจริยาที่ ๑๐

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๙. วัฏฏกโปตกจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

         อรรถกถาวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙
         พึงทราบวินิจฉัยในวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. 
         ในบทว่า มคเธ วฏฺฏโปตโก เป็นอาทิมีความสังเขปดังต่อไปนี้. 
         ในกาลเมื่อเราเกิดในกำเนิดนกคุ่มในอรัญญประเทศแห่งหนึ่ง ในแคว้นมคธ ทำลายเปลือกไข่ยังอ่อนเพราะออกไม่นาน ยังเป็นชิ้นเนื้อขนยังไม่ออกเป็นลูกนกคุ่มอยู่ในรังนั่นเอง. 
         บทว่า มุขตุณฺฑเกนาหริตฺวา ความว่า มารดาของเราเอาจะงอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเราตลอดกาล. 
         บทว่า ตสฺสา ผสฺเสน ชีวามิ เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดานั้น. 
         ความว่า เราเป็นอยู่คือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยการสัมผัสตัวของมารดาของเรานั้น ผู้สัมผัสเราตลอดกาลโดยชอบ เพื่อความอบอุ่นและเพื่ออบรม. 
         บทว่า นตฺถิ เม กายิกํ พลํ คือ กำลังอาศัยกายของเราไม่มี เพราะยังเล็กนัก. 
         บทว่า สํวจฺฉเร คือ ทุกๆ ปี. บทว่า คิมฺหสมเย คือ ในฤดูร้อน. 
         ไฟไหม้ป่า ในท้องที่นั้นด้วยไฟที่เกิดขึ้นเพราะการเสียดสีกันและกันของกิ่งไม้แห้ง ไฟไหม้ป่าด้วยเหตุนั้น. 
         บทว่า อุปคจฺฉติ อมฺหากํ คือ ไฟที่ได้ชื่อว่า ปาวก เพราะชำระพื้นที่อันเป็นที่อยู่ของเราให้สะอาด ด้วยทำที่ไม่สะอาดอันเป็นที่ตั้งของตนให้สะอาด. และทางไปชื่อว่า เป็นทางดำเพราะนำเชื้อไฟมาเป็นเถ้าไหม้ที่กอไม้ในป่าเข้ามาใกล้. 
         บทว่า สทฺทายนฺโต คือ ทำเสียงสนั่นอื้ออึง ในกาลนั้น เพราะเข้ามาใกล้อย่างนี้. 
         บทว่า ธมธมอิติ นี้ แสดงถึงเสียงดังสนั่นลั่นของไฟป่า. 
         บทว่า มหาสิขี ชื่อว่ามหาสิขี เพราะมีเปลวไฟใหญ่ ด้วยอำนาจของเชื้อไฟเช่นกับยอดเขา. ไฟไหม้ท้องที่ป่านั้นมาโดยลำดับ เข้ามาใกล้จวนจะถึงเรา. 
         บทว่า อคฺคิเวคภยา ความว่า มารดาบิดาของเรากลัวไฟที่ลุกลามมาโดยไว. 
         บทว่า ตสิตา คือ หวาดสะดุ้ง ด้วยเกิดหวาดสะดุ้งทางจิต และด้วยความหวาดเสียวทางกาย. 
         บทว่า มาตาปิตา คือ มารดาและบิดาทั้งหลาย. 
         บทว่า อตฺตานํ ปริโมจยุํ หนีเอาตัวรอด คือได้ทำความปลอดภัยให้แก่ตนด้วยไปในที่ที่ไฟไม่รบกวน. 
         จริงอยู่ ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ได้มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าตะกร้อลูกใหญ่. มารดาบิดาไม่สามารถจะพาลูกนกนั้นไปได้ ด้วยอุบายไรๆ และเพราะความรักตนครอบงำ จึงทิ้งความรักบุตรหนีไป. 
         บทว่า ปาเท ปกฺเข ปชหามิ คือ เราเตรียมจะไปบนแผ่นดิน และบนอากาศ จึงเหยียดเท้าทั้งสองและพยายามกางปีกทั้งสอง. 
         ปาฐะว่า ปฏิหามิ บ้าง. ความว่า เราพยายามเพื่อจะบินไปบนอากาศ. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปตึหามิ บ้าง. 
         บทนั้นมีความดังนี้ 
         เราพยายามเหยียดเท้าและกางปีก คือพยายามจะบินไป. เพราะเหตุไรจึงพยายามดังนั้น. เพราะกำลังกายของเราไม่มี. 
         บทว่า โสหํ อคติโก ตตฺถ เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั่นเอง. 
         ความว่า เราเป็นอย่างนั้น หนีไปไม่ได้เพราะความบกพร่องของเท้าและปีก หรือมารดาบิดาก็เอาเป็นที่พึ่งไม่ได้โดยหนีไปเสีย. เราอยู่ในป่าถูกไฟป่ารบกวน หรือในรังนั้น ในกาลนั้นจึงคิดโดยอาการที่จะพึงกล่าวในบัดนี้อย่างนี้. 
         อนึ่ง บทว่า อหํ บทที่สองพึงเห็นว่าเป็นเพียงนิบาต. 
         บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงอาการที่พระองค์ทรงคิด ในกาลนั้น จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า เยสาหํ ดังนี้. 
         ในบทนั้น มีความว่า 
         เมื่อก่อน เราสะดุ้งหวาดหวั่นพึงเข้าไปซ่อนตัวในระหว่างปีกของมารดาบิดา คือเรากลัวเพราะกลัวตายหวาดสะดุ้ง เพราะจิตสะดุ้งต่อมรณภัยนั้น หวั่นไหวเพราะร่างกายสั่น บัดนี้ถูกไฟป่ารบกวน สำคัญดุจหล่มน้ำจึงวิ่งเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา. มารดาบิดาของเราเหล่านั้นทิ้งเราไว้แต่ผู้เดียวหนีไปเสียแล้ว.
         บทว่า กถํ เม อชฺช กาตเว คือ วันนี้เราควรทำ ควรปฏิบัติอย่างไร? 
         พระมหาสัตว์มิได้หลงลืมสิ่งที่ควรทำ ยืนคิดอย่างนี้ว่า ในโลกนี้คุณของศีลยังมีอยู่ คุณของสัจจะยังมีอยู่. ธรรมดาพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีตบำเพ็ญบารมี นั่ง ณ พื้นโพธิมณฑล ตรัสรู้แล้ว ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติและวิมุตติญาณทัศนะ ประกอบด้วยสัจจะความเอ็นดูกรุณาและขันติ บำเพ็ญเมตตาในสรรพสัตว์ ยังมีอยู่. พระธรรมอันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว เป็นคุณอันประเสริฐโดยส่วนเดียว ยังมีอยู่. 
         อนึ่ง ความสัตย์อย่างนี้แม้ในเราก็ยังมีอยู่. สภาวธรรมอย่างหนึ่งยังมีอยู่ย่อมปรากฏ. เพราะฉะนั้น เราควรระลึกถึงพระพุทธเจ้าในอดีต และคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นแทงตลอดแล้ว ถือเอาสภาวธรรมอันเป็นสัจจะซึ่งมีอยู่ในตน แล้วทำสัจจกิริยา ให้ไฟกลับไป แล้วทำความสวัสดีแก่ตนเอง และแก่สัตว์ที่เหลือซึ่งอยู่ ณ ที่นี้ ในวันนี้. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     คุณของศีล ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า 
               ผู้ประกอบด้วยความสัตย์ เอ็นดูกรุณามีอยู่ในโลก. 
               ด้วยความสัตย์นั้น เราจักกระทำสัจจกิริยาอันสูงสุด. 
                     เราคำนึงถึงกำลังของพระธรรม ระลึกถึงพระ 
               พุทธเจ้า ผู้พิชิตมารอันมีอยู่ในก่อน ได้กระทำสัจจ- 
               กิริยา แสดงกำลังความสัตย์. 
         ในบทนั้นมีความว่า 
         พระมหาสัตว์ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งปรินิพพานแล้วในอดีต ปรารภสภาพของสัจจะอันมีอยู่ในตนแล้วกล่าวคาถาใด ได้ทำสัจจกิริยาในกาลนั้น. 
         เพื่อแสดงคาถานั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า :- 
               ปีกของเรามีอยู่ แต่บินไปไม่ได้ เท้าของเรามีอยู่ 
               แต่ยังเดินไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้ว 
               แน่ะไฟ จงกลับไปเถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ปกฺขา อปตนา ความว่า ปีกของเรามีอยู่แต่ยังบินไปไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะกระโดดไปทางอากาศด้วยปีกนั้นได้. 
         บทว่า สนฺติ ปาทา อวญฺจนา คือ แม้เท้าของเราก็มีอยู่ แต่ยังเดินไม่ได้ เพราะไม่สามารถจะก้าวไปด้วยเท้านั้นได้. 
         บทว่า มาตาปิตา จ นิกฺขนฺตา ความว่า แม้มารดาบิดาของเราที่ควรจะนำเราไปในที่อื่น ก็ออกไปเสียแล้ว เพราะกลัวตาย. 
         บทว่า ชาตเวท เป็นคำเรียกไฟ. เพราะว่า ไฟนั้นเกิดให้รู้ ปรากฏด้วยเปลวควันพลุ่งขึ้น. ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า ชาตเวทะ. 
         บทว่า ปฏิกฺกม คือ ขอร้องไฟว่า ท่านจงไปคือจงกลับไป. 
         พระมหาสัตว์ได้นอนทำสัจจกิริยาว่า หากความที่เรามีปีก ความที่เหยียดปีกบินไปในอากาศไม่ได้. ความที่เรามีเท้า ความที่เรายกเท้าเดินไปไม่ได้ และความที่มารดาบิดาทิ้งเราไว้ในรังแล้วหนีไป เป็นความสัตย์จริง. แน่ะไฟด้วยความสัตย์นี้ ขอท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี้. 
         พร้อมด้วยสัจจกิริยาของพระมหาสัตว์นั้น ไฟได้หลีกไปในที่ประมาณ ๑๖ กรีส. และเมื่อไฟหลีกไปก็มิได้ไหม้กลับเข้าป่าไป. ดับ ณ ที่นั้น ดุจคบเพลิงที่จุ่มลงไปในน้ำฉะนั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ 
               ใหญ่หลวง เว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้น 
               เหมือนจุ่มลงในน้ำ. 
         ก็สัจจกิริยาของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นเบื้องต้นของการงานรำลึกถึงพระพุทธคุณในสมัยนั้น ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, อสา เม สจฺจปารมี คือผู้เสมอด้วยสัจจะของเราไม่มี นี้เป็นบารมีของเรา. 
         สถานที่นั้นจึงเป็นปาฏิหาริย์ตั้งอยู่กัปหนึ่ง เพราะไม่ถูกไฟไหม้ในกัปนี้ทั้งสิ้น. 
         ด้วยเหตุนี้ พระมหาสัตว์ด้วยอำนาจสัจจกิริยา จึงทำความปลอดภัยให้แก่ตนและแก่สัตว์ทั้งหลายผู้อยู่ ณ ที่นั้น เมื่อสิ้นอายุก็ได้ไปตามยถากรรม. 
         มารดาบิดาในครั้งนั้นได้เป็นมารดาบิดาในครั้งนี้. 
         ส่วนพระยานกคุ่ม คือพระโลกนาถ. 
         แม้บารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น ก็พึงเจาะจงกล่าวตามสมควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง เมื่อไฟป่าลุกลามมาอย่างน่ากลัวอย่างนั้น พระโพธิสัตว์แม้อยู่ผู้เดียวในวัยนั้นก็ยังกลัว จึงระลึกถึงพระธรรมคุณมีสัจจะเป็นต้น และพระพุทธคุณ. 
         พึงประกาศอานุภาพมีการยังสัตว์ทั้งหลายแม้ที่อยู่ ณ ที่นั้น ให้ถึงความปลอดภัยด้วยสัจจกิริยา เพราะอาศัยอานุภาพของตนเท่านั้น.
จบอรรถกถาวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

        อรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
         พึงทราบวินิจฉัยในสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ตาปโส สจฺจสวฺหย ปณฺฑิตจริยา คือ ในกาลเมื่อเราเป็นดาบสชื่อว่าสัจจะ ที่เขาเรียกกันด้วย สจฺจ ศัพท์. 
         บทว่า สจฺเจน โลกํ ปาเลสึ คือ เรารักษาสัตวโลก หมู่สัตว์ในชมพูทวีปนั้นๆ จากบาปและจากความพินาศหลายๆ อย่างด้วยความไม่พูดเท็จของตน. 
         บทว่า สมคฺคํ ชนมกาสหํ ความว่า เราได้ทำให้มหาชนที่ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันในที่นั้นๆ ให้สามัคคีกัน ไม่วิวาทกัน บันเทิงกันด้วยแสดงถึงโทษในการทะเลาะกัน แล้วกล่าวถึงอานิสงส์ในความสามัคคี. 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์มหาศาลตระกูลหนึ่งในกรุงพาราณสี ชื่อว่าสัจจะ. 
         พระโพธิสัตว์ครั้นเจริญวัยได้ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ไม่ช้าก็สำเร็จศิลปะทุกอย่าง อาจารย์อนุญาต จึงกลับกรุงพาราณสี ไหว้มารดาบิดา มารดาบิดาชื่นชมยินดี เพื่อรักษาน้ำใจของมารดาบิดา จึงอยู่กับมารดาบิดาสิ้นวันเล็กน้อย. 
         ลำดับนั้น มารดาบิดาประสงค์จะหาภริยาที่สมควรให้ จึงมอบสมบัติทั้งหมดให้ แล้วเชื้อเชิญพระโพธิสัตว์นั้นให้อยู่ครองเรือน. 
         พระมหาสัตว์มีอัธยาศัยในการออกบวช ประสงค์จะเพิ่มพูนเนกขัมมบารมีของตน จึงกล่าวถึงโทษในการครองเรือนและอานิสงส์ในการบรรพชาโดยประการต่างๆ เมื่อมารดาบิดามีหน้าอาบด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ ได้ละกองสมบัติอันหาประมาณมิได้ ยศอันสูงส่งและวงศ์ใหญ่หมู่ใหญ่ ตัดความผูกพันทางเรือน ดุจช้างใหญ่ทำลายเครื่องผูกเหล็กฉะนั้น ออกแล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤๅษี เลี้ยงชีวิตด้วยรากไม้และผลาผลในป่า ไม่ช้าก็ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิด เพลิดเพลินกับฌานอยู่ด้วยวิหารสมาบัติ. 
         วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ตรวจดูโลกด้วยทิพยจักษุ ได้เห็นพวกมนุษย์โดยมากขวนขวายในอกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น ทะเลาะกันและกันมีกามเป็นตัวเหตุ. 
         ครั้นเห็นแล้วจึงคิดอย่างนี้ว่า การที่เห็นสัตว์เหล่านี้ขวนขวายในบาปและทะเลาะกัน แล้ววางเฉยเสีย ไม่เป็นการสมควรแก่เรา เพราะเราปฏิบัติสัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยหวังว่าจะขนสัตว์ทั้งหลาย ออกจากเปือกตมคือสงสาร แล้วให้ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน. เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้ผิดปฏิญญานั้น ถ้ากระไรเราพึงไปยังที่อยู่ของมนุษย์ ยังสัตว์เหล่านั้นให้งดเว้นจากบาป และให้การวิวาทของมนุษย์เหล่านั้นสงบ. 
         พระมหาสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว อันมหากรุณาเร่งเร้าหนักขึ้นจึงละสุขอันเกิดแต่สมาบัติที่มีอยู่ไปในที่นั้นๆ ด้วยฤทธิ์ แสดงธรรมอันเหมาะแก่จิตของคนเหล่านั้น แสดงถึงโทษในการผิดพ้องหมองใจกัน ที่จะได้รับในปัจจุบันและในภพหน้า ยังสัตว์ทั้งหลายผู้ทะเลาะกัน เถียงกัน วิวาทกันให้สามัคคีกัน ประกอบประโยชน์ให้แก่กันและกัน. ชี้แจงถึงความหยาบช้ามีอาการต่างๆ และโทษในบาป ให้สัตว์ทั้งหลายเว้นจากนั้นแล้วยังบางพวกให้ตั้งอยู่ในกุสลกรรมบถ ๑๐ บางพวกให้บวชแล้วให้ตั้งอยู่ในศีลสังวร ในการคุ้มครองอินทรีย์ ในสติสัมปชัญญะ ในการอยู่ในที่สงัดและในฌานและอภิญญาตามสมควร. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ปุนาปรํ ยทา โหมิ ฯลฯ สมคฺคํ ชนมกาสหํ 
         คำแปลปรากฏแล้ว ในบาลีแปลข้างต้น 
         แม้ในจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระมหาบุรุษโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพเหมือนอย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๗. กปิลราชจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

       อรรถกถากปิลราชจริยาที่ ๗         
         พึงทราบวินิจฉัยในกปิลราชจริยาที่ ๗ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ยทา อหํ กปิ อาสึ ความว่า ในกาลเมื่อเราเกิดในกำเนิดวานร อาศัยความเจริญได้เป็นพระยาวานรมีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีร่างกายใหญ่ประมาณเท่าลูกม้า. 
         บทว่า นทีกูเล ทรีสเย ความว่า เราอยู่ที่ซอกเขาแห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง. 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์มิได้ดูแลฝูง เที่ยวไปผู้เดียว. 
         ก็ ณ ท่ามกลางแม่น้ำนั้นมีเกาะอยู่เกาะหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยผลไม้มีขนุนและมะม่วงเป็นต้นหลายๆ อย่าง. 
         พระโพธิสัตว์เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลังเร็ว กระโดดจากฝั่งนี้ของแม่น้ำไปถึงแผ่นหินแผ่นหนึ่งซึ่งมีอยู่ในท่ามกลางเกาะและแม่น้ำ. กระโดดจากแผ่นหินนั้นไปถึงเกาะนั้น. พระยาวานรเคี้ยวกินผลาผลหลายๆ อย่าง ณ เกาะนั้น ตอนเย็นก็กลับโดยวิธีนั้นนั่นเองอยู่ในที่อยู่ของตน รุ่งขึ้นก็ทำอย่างนั้นอีก สำเร็จการอยู่โดยทำนองนี้. 
         ในกาลนั้นมีจระเข้ตัวหนึ่งพร้อมด้วยนางจระเข้อาศัยอยู่ใกล้แม่น้ำนั้น. นางจระเข้เมียของจระเข้นั้นเห็นพระโพธิสัตว์ไปๆ มาๆ อยู่เกิดแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจของพระโพธิสัตว์ จึงบอกกะจระเข้ผู้เป็นผัวว่า นายจ๋า ฉันแพ้ท้องอยากกินเนื้อหัวใจลิงนั้น. จระเข้กล่าวว่า ได้ซิเธอ. แล้วก็ไปด้วยหวังว่า จักจับพระยาลิงนั้นซึ่งกลับจากเกาะในตอนเย็น จึงอยู่บนหลังแผ่นหิน. 
         พระโพธิสัตว์เที่ยวหาอาหารตลอดวัน ในตอนเย็นได้ยืนบนเกาะนั่นเอง มองดูแผ่นหินคิดว่า หินแผ่นนี้ บัดนี้ปรากฏว่าสูงกว่าเดิม จะมีเหตุอะไรหนอ เพราะพระมหาสัตว์สังเกตปริมาณของน้ำและปริมาณของแผ่นหินไว้เป็นอย่างดี. 
         ด้วยเหตุนั้น พระโพธิสัตว์จึงดำริว่า วันนี้น้ำของแม่น้ำนี้ก็ยังไม่ลด. แต่ทำไมแผ่นหินนี้จึงปรากฏใหญ่มาก คงจะเป็นเจ้าจระเข้นอนหมายจะจับเรา ณ ที่นั้นเป็นแน่. 
         พระยาวานรคิดว่า เราจักทดลองจระเข้นั้นก่อน จึงยืนอยู่อย่างนั้น ทำเป็นพูดกับแผ่นหิน พูดว่า เฮ้ยเจ้าหิน ก็ไม่ได้รับคำตอบ พูดว่า เฮ้ยเจ้าหินอยู่ ๓ ครั้ง หินก็ไม่ให้คำตอบ. 
         พระโพธิสัตว์จึงพูดอีกว่า เฮ้ยเจ้าหิน ทำไมวันนี้ไม่ให้คำตอบแก่เราเล่า. 
         จระเข้คิดว่า หินนี้ในวันอื่นๆ คงให้คำตอบแก่พระยาวานรเป็นแน่. แต่วันนี้หินไม่ให้คำตอบเพราะเราครอบไว้. เอาเถิด เราจะให้คำตอบแก่พระยาวานร จึงพูดว่า ว่าอย่างไรพระยาวานร. 
         ถามว่า เจ้าเป็นใคร. ตอบว่า เราเป็นจระเข้. 
         ถามว่า เจ้ามานอนที่นี้เพื่ออะไร. ตอบว่า ต้องการหัวใจท่าน. 
         พระโพธิสัตว์คิดว่า เราไม่มีทางไปทางอื่น ทางไปของเราถูกปิดเสียแล้ว. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราถูกจระเข้เบียดเบียนไปไม่ได้ เรายืน 
               อยู่ ณ โอกาสใด โดดจากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น. 
               จระเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย แสดงความน่ากลัว 
               อยู่ ณ โอกาสนั้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีฬิโต สุํสุมาเรน ท่านทำความที่กล่าวด้วยกึ่งคาถาเท่านั้นให้ปรากฏด้วยคาถาว่า ยมฺโหกาเส ดังนี้. 
         บทว่า ยมฺโหกาเส คือ ยืนอยู่ท้องที่อันได้แก่หลังแผ่นหินซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแม่น้ำใด. 
         บทว่า โอรา คือ ฝั่งใน ได้แก่เกาะ. 
         บทว่า ปารํ คือ ฝั่งนอกแห่งแม่น้ำอันเป็นที่อยู่ของเราในครั้งนั้น. 
         บทว่า ปตามหํ คือ เรากระโดดไปถึง. 
         บทว่า ตตฺถจฺฉิ ความว่า จระเข้เป็นสัตว์ดุร้าย เป็นฆาตกร เป็นศัตรู แสดงความหยาบคายร้ายกาจเห็นแล้วน่ากลัว มันอยู่บนหลังแผ่นหินนั้น. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า เราไม่มีทางอื่นจะไป. วันนี้เราจะลวงจระเข้ เราจะเปลื้องจระเข้จากบาปใหญ่ด้วยอาการอย่างนี้, และเราก็จะได้ชีวิตด้วย.
         พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะจระเข้ว่า จระเข้สหาย เราจักโดดไปบนตัวท่าน. จระเข้กล่าวว่า พระยาวานร ท่านอย่ามัวชักช้าเชิญมาข้างนี้ซิ. 
         พระมหาสัตว์ได้กล่าวว่า เรากำลังมา. แต่ท่านจงอ้าปากของท่านไว้ แล้วจับเราตอนที่เรามาหาท่าน. ก็เมื่อจระเข้อ้าปากตาทั้งสองข้างก็หลับ. จระเข้นั้นมิได้กำหนดเหตุการณ์นั้นจึงอ้าปาก. ตาของจระเข้ก็หลับ. จระเข้อ้าปากนอนไม่ลืมตาเลย. 
         พระมหาสัตว์รู้ความเป็นจริงของจระเข้นั้น จึงกระโดดจากเกาะไปเหยียบหัวจระเข้ แล้วกระโดดจากนั้นไปยืนบนฝั่งโน้นดุจสายฟ้าแลบ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     จระเข้นั้นกล่าวกะเราว่าจงมา. แม้เราก็ 
               กล่าวกะจระเข้ว่าเราจะมา. เราโดดลงเหยียบ 
               หัวจระเข้นั้น แล้วโดดไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้น
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อสํสิ คือ ได้กล่าวแล้ว. 
         บทว่า อหมฺเปมิ คือ แม้เราก็กล่าวกะจระเข้นั้นว่า เราจะมา. 
         อนึ่ง เกาะนั้นน่ารื่นรมย์ ประดับด้วยแนวต้นไม้ผลมีมะม่วง หว้า ขนุนเป็นต้น และเหมาะที่จะเป็นที่อยู่. 
         แม้พระมหาสัตว์รักษาคำสัจ เพราะได้ให้ปฏิญญาไว้ว่าเราจะมา ก็ได้กระทำอย่างนั้นว่า เราจักมาแน่นอน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เรามิได้ทำตามคำของจระเข้ที่กล่าวหลอกลวงนั้น หามิได้. 
         เพราะรักษาคำสัจนี้ ได้สละชีวิตของตนทำแล้ว ฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               ผู้เสมอด้วยคำสัจของเราไม่มี. นี้เป็นสัจจบารมีของเรา. 
         จระเข้เห็นความอัศจรรย์ดังนั้นคิดว่า พระยาวานรนี้ทำอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงกล่าวว่า พระยาวานรผู้เจริญ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ อย่างในโลกนี้ย่อมครอบงำศัตรูได้. ธรรมทั้งหมดนั้นคงมีอยู่ในตัวของท่าน. 
                     ท่านพระยาวานร ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ 
               คือสัจจะ ธรรม ธิติ จาคะ มีอยู่แก่ผู้ใด เหมือน 
               อย่างท่าน ผู้นั้นย่อมล่วงพ้นศัตรูได้.
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส บุคคลไรๆ. 
         บทว่า เอเต คือ ท่านแสดงถึงข้อที่ควรกล่าวไว้ในบัดนี้. 
         บทว่า จตฺโร ธมฺมา คือ คุณธรรม ๔ ประการ. 
         บทว่า สจฺจํ คือ วจีสัจจะ. 
         ที่ท่านกล่าวว่า เราจักมาสำนักของเรา แล้วไม่โกหกมาจนได้ นี้เป็นวจีสัจจะของท่าน. 
         บทว่า ธมฺโม คือ วิจารณปัญญาได้แก่ปัญญาไตร่ตรอง ปัญญาที่เป็นไปว่า เมื่อเราทำอย่างนี้จักเป็นอย่างนี้ ชื่อว่าวิจารณปัญญาของท่าน. 
         บทว่า ธิติ ได้แก่ ความเพียรที่ไม่ขาด แม้ความเพียรนี้ก็มีแก่ท่าน. 
         บทว่า จาโค คือ การบริจาคตน ท่านสละตนมาหาเรา เราไม่สามารถจะจับท่านได้ นี้เป็นความผิดของเราเอง. 
         บทว่า ทิฏฺฐํ คือ ศัตรู. 
         บทว่า โส อติวตฺตติ ความว่า ธรรม ๔ อย่างเหล่านี้มีอยู่แก่บุคคลใดเหมือนอย่างมีแก่ท่าน ผู้นั้นย่อมก้าวล่วง คือครอบงำศัตรูของตนเหมือนท่านพ้นเราในวันนี้. 
         จระเข้สรรเสริญพระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้วได้ไปที่อยู่ของตน. 
         จระเข้ในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. 
         เมียจระเข้ คือนางจิญจมาณวิกา. 
         ส่วนพระยาวานร คือพระโลกนาถ. 
         แม้ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่งพึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ 
         การรู้ว่าจระเข้นอนบนแผ่นหินด้วยสังเกตประมาณของน้ำและของหิน ด้วยกำหนดเอาว่า บัดนี้ ปรากฏหินสูงเกินไป. 
         การตัดสินเนื้อความนั้นโดยอ้างว่าเคยพูดกับหิน. 
         การเปลื้องจระเข้ให้พ้นจากบาปใหญ่ เพราะรีบทำด้วยการเหยียบหัวจระเข้แล้วไปยืนอยู่ที่ฝั่งโน้นทันที. 
         การรักษาชีวิตของตน และการตามรักษาสัจจวาจา.
จบอรรถกถากปิลราชจริยาที่ ๗