Translate

04 มกราคม 2569

หน้าต่างที่ [๒] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค

         ในกาลนั้น พระทศพลพระนามว่าทีปังกร มีพระขีณาสพสี่แสนห้อมล้อมแล้ว เสด็จจาริกไปถึงรัมมนคร๑- เสด็จประทับอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร. 
         ๑- บางแห่งเป็นรัมมกนคร 
 ชนชาวรัมมนครได้ทราบข่าวว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้เป็นใหญ่กว่าสมณะ ทรงบรรลุอภิสัมโพธิญาณอันยิ่งยอด ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกไปโดยลำดับ เสด็จถึงรัมมนครของพวกเราแล้ว เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร ต่างพากันถือเภสัชมีเนยใสและเนยข้นเป็นต้น และผ้าเครื่องนุ่งห่ม ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ก็พากันหลั่งไหลไปจนถึงที่พระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ประทับ เข้าเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง สดับพระธรรมเทศนา ทูลนิมนต์เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น แล้วพากันลุกจากอาสนะหลีกไป. 
         ในวันรุ่งขึ้น ชนเหล่านั้นต่างพากันตระเตรียมมหาทาน ประดับพระนครตกแต่งหนทางที่จะเสด็จมาแห่งพระทศพล ในที่มีน้ำขังก็เอาดินถม ทำพื้นที่ดินให้ราบเรียบ โรยทรายอันมีสีดังแผ่นเงิน โปรยข้าวตอกและดอกไม้ เอาผ้าย้อมสีต่างๆ ยกเป็นธงชายและธงแผ่นผ้า ตั้งต้นกล้วยและแถวหม้อน้ำเต็ม. 
         ในกาลนั้น สุเมธดาบสเหาะจากอาศรมของตนขึ้นสู่อากาศ แล้วเหาะไปทางส่วนเบื้องบนของคนเหล่านั้น เห็นพวกเขาร่าเริง ยินดีกัน จึงคิดว่ามีเหตุอะไรหนอ จึงลงจากอากาศยืนอยู่ ณ ข้างหนึ่ง ถามคนทั้งหลายว่า ท่านผู้เจริญ พวกท่านพากันประดับประดาหนทางอันไม่สม่ำเสมอในที่นี้ เพื่อใครกัน. 
         เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า 
               ในเขตแดนอันเป็นปัจจันตประเทศ พวกมนุษย์มีใจ 
         ยินดี นิมนต์พระตถาคต แล้วชำระแผ้วถางหนทางสำหรับ 
         เสด็จดำเนินมาของพระองค์ สมัยนั้น เราออกไปจากอาศรม 
         ของตน สะบัดผ้าเปลือกไม้ (ให้เรียบร้อย) แล้ว ทีนั้นก็เหาะ 
         ไปในอัมพร 
               เราได้เห็นชนเกิดความยินดี ต่างร่าเริง ดีใจปราโมทย์ 
         จึงลงจากท้องฟ้า ไต่ถามคนทั้งหลายทันทีว่า มหาชนเกิด 
         ความดีใจ ต่างยินดีร่าเริงปราโมทย์ พวกเขาชำระแผ้วถาง 
         ถนนหนทางเพื่อใครกัน. 
         มนุษย์ทั้งหลายจึงเรียนว่า ท่านสุเมธผู้เจริญ ท่านไม่ทราบหรือ พระทศพลสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร บรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จจาริกมาถึงนครของพวกเรา เสด็จประทับอาศัยอยู่ในสุทัสสนมหาวิหาร พวกเราทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นมา จึงพากันตกแต่งทางเสด็จมาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าพระองค์นั้น. 
         ลำดับนั้น สุเมธดาบสจึงคิดว่า แม้เพียงคำประกาศว่า พุทโธ ก็หาได้ยากในโลก จะป่วยกล่าวไปใยถึงการอุบัติขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า แม้เราก็ควรจะร่วมกับคนเหล่านี้ตกแต่งทางเพื่อพระทศพลด้วย. ท่านจึงกล่าวกะคนเหล่านั้นว่า ท่านผู้เจริญ ถ้าท่านทั้งหลายตกแต่งทางนี้เพื่อพระพุทธเจ้าไซร้ ขอท่านจงให้โอกาสแห่งหนึ่งแก่เราบ้าง แม้เราก็จักตกแต่งทางพร้อมกับพวกท่าน. 
         คนเหล่านั้นรับปากว่า ดีแล้ว ต่างรู้กันอยู่ว่า สุเมธดาบสมีฤทธิ์ จึงกำหนดเอาโอกาสที่น้ำขังให้ไปด้วยคำว่า ท่านจงตกแต่งที่นี้. 
         สุเมธดาบสถือเอาปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์แล้วคิดว่า เราสามารถจะตกแต่งโอกาสนี้ด้วยฤทธิ์ได้ โอกาสคือที่ว่างซึ่งเราตกแต่งด้วยฤทธิ์อย่างนี้ จะไม่ทำเราให้ดีใจนัก วันนี้ เราควรกระทำการขวนขวายด้วยกาย จึงขนดินมาถมลงในสถานที่นั้น. 
 เมื่อสถานที่นั้นของสุเมธดาบสยังตกแต่งไม่เสร็จเลย พระทีปังกรทศพลห้อมล้อมด้วยพระขีณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีอานุภาพมากสี่แสน เมื่อเหล่าเทวดาบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ทิพย์เป็นต้น บรรเลงดนตรีทิพย์ ขับสังคีตทิพย์ เมื่อเหล่ามนุษย์บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น และดนตรีอันเป็นของมนุษย์ พระองค์ได้เสด็จดำเนินตามทางที่ตกแต่งประดับประดานั้น ด้วยพุทธลีลาอันหาอุปมามิได้ ประดุจราชสีห์เยื้องกรายบนมโนศิลาฉะนั้น. 
 สุเมธดาบสลืมตาทั้งสองขึ้นมองดูพระวรกายของพระทศพลผู้เสด็จดำเนินมาตามทางที่ตกแต่งไว้ ซึ่งถึงความงามด้วยพระรูปโฉมอันประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ สวยงามด้วยพระอนุยัญชนะ ๘๐ แวดวงด้วยพระรัศมีด้านละวา เปล่งพระพุทธรัศมีอันหนาทึบมีพรรณ ๖ ประการเป็นวงๆ และเป็นคู่ๆ เหมือนสายฟ้าแลบมีประการต่างๆ ในพื้นท้องฟ้าซึ่งมีสีดังแก้วมณีฉะนั้น จึงคิดว่า วันนี้ เราควรบริจาคชีวิตเพื่อพระทศพล พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่าทรงเหยียบเปือกตม แต่จงทรงเหยียบบนหลังเราเสด็จไปพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสนองค์ เหมือนกับเหยียบสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น ข้อนั้นจักเป็นประโยชน์เกื้อกูลและสุขแก่เราตลอดกาลนาน ครั้นคิดแล้วจึงสยายผม แล้วเอาหนังเสือ ชฎามณฑลและผ้าเปลือกไม้ปูลาดลงบนเปือกตมอันมีสีดำ แล้วนอนลงบนหลังเปือกตม ประหนึ่งว่าสะพานแผ่นแก้วมณีฉะนั้น.
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               พวกมนุษย์เหล่านั้นถูกเราถามแล้ว ต่างยืนยันว่า 
         พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมเป็นพระชินะ โลกนายกพระนาม 
         ว่าทีปังกร เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก คนทั้งหลายชำระแผ้ว 
         ถางถนนหนทาง เพื่อพระพุทธเจ้านั้น. 
               ทันใดนั้น ปีติเกิดขึ้นแก่เราเพราะได้ฟังคำว่า พุทโธ 
         เรากล่าวว่า พุทโธ พุทโธ อยู่ ก็ได้เสวยโสมนัส. เรายืนอยู่ 
         ในที่นั้นยินดีแล้ว กลับสลดใจคิดว่า เราจักปลูกพืชลงไว้ 
         ในที่นี้ ขณะอย่าได้ล่วงเลยไปเสียเปล่า (แล้วกล่าวว่า) ถ้า 
         ท่านทั้งหลายชำระแผ้วถางทางเพื่อพระพุทธเจ้า ก็จงให้ 
         โอกาสที่ว่างแห่งหนึ่งแก่เรา แม้เราก็จะชำระแผ้วถางถนน 
         หนทาง ทีนั้น คนเหล่านั้นได้ให้ที่ว่างแก่เรา เพื่อชำระแผ้ว 
         ถางหนทาง. 
               เวลานั้นเราคิดอยู่ว่า พุทโธ พุทโธ พลางแผ้วถางหน 
         ทาง. เมื่อที่ว่างของเรายังแผ้วถางไม่เสร็จ พระชินเจ้ามหามุนี 
         ทีปังกรพร้อมกับพระขีณาสพสี่แสน ผู้ได้อภิญญา ๖ ผู้คงที่ 
         ปราศจากมลทิน ได้เสด็จดำเนินทางมา การต้อนรับก็มีขึ้น 
         กลองมากมายก็บรรเลงขึ้น เหล่าคนและเทวดาต่างร่าเริง 
         พากันประกาศสาธุการ เหล่าเทวดาเห็นพวกมนุษย์ แม้พวก 
         มนุษย์ก็เห็นเหล่าเทวดา แม้ทั้งสองพวกนั้น ต่างก็ประคอง 
         อัญชลี เดินตามพระตถาคต. 
               แม้ทั้งสองพวกนั้น คือพวกเทวดาบรรเลงดนตรีทิพย์ 
         พวกมนุษย์บรรเลงดนตรีของมนุษย์ เดินตามพระตถาคต. 
         เหล่าเทวดาที่เหาะมาทางอากาศ ก็โปรยปรายดอกมณฑารพ 
         ดอกปทุม และดอกปาริฉัตรอันเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ. เหล่า 
         เทวดาที่เหาะมาทางอากาศ โปรยผงจันทน์ และของหอม 
         อย่างดีล้วนเป็นทิพย์ไปทั่วทุกทิศ. 
               เหล่าคนผู้อยู่บนพื้นดินต่างก็ชูดอกจำปา ดอกช้างน้าว 
         ดอกกระทุ่ม ดอกกากะทิง ดอกบุนนาค ดอกการะเกดไปทั่ว 
         ทุกทิศ 
               เราสยายผมออกแล้วลาดผ้าเปลือกไม้คากรองและหนัง 
         เสือบนเปือกตมนั้นแล้ว นอนคว่ำลงด้วยความปรารถนาว่า 
               พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวกทั้งหลาย จงทรงเหยียบ 
         เราเสด็จไป อย่าทรงเหยียบที่เปือกตมเลย ข้อนั้นจักเป็นไป 
         เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ดังนี้.
 สุเมธดาบสนั้นนอนบนหลังเปือกตมนั้นแล ลืมตาทั้งสองขึ้นอีก เห็นพระพุทธสิริของพระทีปังกรทศพล จึงคิดว่า ถ้าเราพึงต้องการ ก็พึงเผากิเลสทั้งปวงเป็นสังฆนวกะเข้าไปสู่รัมมนครได้ แต่เราไม่มีกิจด้วยการเผากิเลส ด้วยเพศที่ใครไม่รู้จักแล้วบรรลุพระนิพพาน ถ้ากระไรเราพึงเป็นดังพระทศพลทีปังกร บรรลุพระอภิสัมโพธิญาณอย่างสูงยิ่งแล้วขึ้นสู่ธรรมนาวาให้มหาชนข้ามสงสารสาครได้แล้ว จึงปรินิพพานภายหลัง ข้อนี้สมควรแก่เรา. 
         ต่อจากนั้นจึงประมวลธรรม ๘ ประการ กระทำความปรารถนาอย่างยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า แล้วจึงนอนลง. 
         เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               เมื่อเรานอนบนแผ่นดิน ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า วันนี้ 
         เราเมื่อปรารถนาอยู่ ก็จะพึงเผากิเลสของเราได้. 
               จะมีประโยชน์อะไรแก่เราเล่าด้วยการทำให้แจ้งธรรม 
         ในที่นี้ ด้วยเพศที่ใครๆ ไม่รู้จัก เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ 
         จักเป็นพระพุทธเจ้าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. 
               จะมีประโยชน์อะไรแก่เราด้วยลูกผู้ชายผู้มีรูปร่างแข็งแรง 
         ข้ามฝั่งไปผู้เดียว เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว จักให้ 
         มนุษย์พร้อมทั้งเทวดา ข้ามฝั่งไปด้วย. 
               ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้ ที่เรากระทำแล้วด้วยความ 
         เป็นลูกผู้ชายผู้ยอดเยี่ยม เราบรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว 
         จักให้เหล่าชนมากมายข้ามฝั่งไปด้วย. 
               เราตัดกระแสคือสงสาร ทำลายภพทั้งสามแล้วขึ้นสู่ 
         ธรรมนาวา จักให้มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาข้ามไปด้วย ดังนี้. 
         ก็เพราะเหตุที่เมื่อบุคคลปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้า 
               ความปรารถนาที่ยิ่งใหญ่จะสำเร็จได้ เพราะประชุมธรรม 
               ๘ ประการไว้ได้ คือความเป็นมนุษย์ ๑ ความถึงพร้อมด้วย 
               เพศ ๑ เหตุ ๑ การได้เห็นพระศาสดา ๑ การได้บรรพชา ๑ 
               ความสมบูรณ์ด้วยคุณ ๑ การกระทำอันยิ่งใหญ่ ๑ ความเป็น 
               ผู้มีฉันทะ ๑. 
         จริงอยู่ เมื่อบุคคลดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์เท่านั้น แล้วประกาศความ [ปรารถนา] เป็นพระพุทธเจ้า ความปรารถนาย่อมสำเร็จ ความปรารถนาของนาค ครุฑ เทวดาหรือท้าวสักกะ หาสำเร็จไม่. 
         แม้ในอัตภาพมนุษย์ เมื่อเขาดำรงอยู่ในเพศบุรุษเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ ความปรารถนาของหญิงหรือของบัณเฑาะก์ กะเทยและอุภโตพยัญชนก หาสำเร็จไม่. 
         แม้สำหรับบุรุษ เมื่อเขาสมบูรณ์ด้วยเหตุ ที่จะบรรลุพระอรหัตในอัตภาพนั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ นอกนี้หาสำเร็จไม่. 
         แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยเหตุ เมื่อปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ยังดำรงพระชนม์อยู่เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อเขาปรารถนาในที่ใกล้พระเจดีย์หรือที่โคนต้นโพธิ์ ก็หาสำเร็จไม่. 
         แม้สำหรับผู้ปรารถนาในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้ดำรงอยู่ในเพศบรรพชาเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้ดำรงอยู่ใน เพศคฤหัสถ์ หาสำเร็จไม่.
         แม้สำหรับผู้บวชแล้ว เมื่อได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ เท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับผู้เว้นจากคุณสมบัตินี้ หาสำเร็จไม่. 
         แม้ผู้ที่สมบูรณ์แล้วด้วยคุณก็ตาม ผู้ใดได้บริจาคชีวิตของตนแก่พระพุทธเจ้า สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่นี้นั้นเท่านั้น ความปรารถนาจึงจะสำเร็จ สำหรับคนนอกนี้ หาสำเร็จไม่. 
         แม้สำหรับผู้ที่สมบูรณ์ด้วยการกระทำอันยิ่งใหญ่ ความปรารถนาย่อมจะสำเร็จแก่ผู้มีฉันทะ อุตสาหะ ความพยายามและการแสวงหาอันยิ่งใหญ่ เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันกระทำความเป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น คนนอกนี้หาสำเร็จไม่. 
         ในข้อที่ฉันทะจะต้องยิ่งใหญ่นั้น มีข้อความอุปมาดังต่อไปนี้ :- 
 ก็ถ้าจะพึงเป็นอย่างนี้ว่า ผู้ใดสามารถที่จะใช้กำลังแขนของตนข้ามห้องจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งเป็นน้ำผืนเดียวกันหมด จนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่าผู้ใดจะสามารถกวาดห้องจักรวาลทั้งสิ้นซึ่งปกคลุมด้วยกอไผ่แล้วเหยียบย่ำไปด้วยเท้าจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, หรือว่าผู้ใดสามารถเอาหอกปักห้องจักรวาลทั้งสิ้น แล้วเอาเท้าเหยียบห้องจักรวาลซึ่งเต็มด้วยใบหอกติดๆ กันจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, ก็หรือว่า ผู้ใดสามารถเอาเท้าทั้งสองเหยียบห้องจักรวาลทั้งสิ้น ซึ่งเต็มด้วยถ่านเพลิงอันปราศจากเปลวจนถึงฝั่งได้ ผู้นั้นย่อมบรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าได้, 
 ผู้ใดไม่สำคัญเหตุเหล่านั้นแม้สักเหตุเดียวว่าเป็นของที่ตนทำได้ยาก แต่เป็นผู้ที่ประกอบด้วยฉันทะ อุตสาหะ วายามะและการแสวงหาอันยิ่งใหญ่ อย่างนี้ว่า เราจักข้ามแม้สิ่งนี้หรือไปจนถึงฝั่งให้ได้ ความปรารถนาของผู้นั้นเท่านั้นย่อมสำเร็จ คนนอกนี้หาสำเร็จไม่. เพราะฉะนั้น สุเมธดาบสได้ประชุมธรรม ๘ ประการนี้ไว้ได้หมด จึงกระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้าแล้วจึงนอนลง. 
 ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทีปังกรเสด็จมาแล้ว ทรงยืนที่เบื้องศีรษะของสุเมธดาบส ทรงลืมพระเนตรทั้งสองอันสมบูรณ์ด้วยประสาทมีวรรณะ ๕ ประการ ประหนึ่งว่าเปิดสีหบัญชรแก้วมณี ทรงเห็นสุเมธดาบสนอนอยู่เหนือหลังเปือกตม จึงทรงดำริว่า ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของดาบสนี้จะสำเร็จหรือไม่หนอ จึงทรงส่งอนาคตังสญาณใคร่ครวญอยู่ ทรงทราบว่า ล่วงสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทั้งที่ทรงประทับยืนอยู่นั่นแหละ ทรงพยากรณ์ในท่ามกลางบริษัทว่า ท่านทั้งหลายเห็นดาบสผู้มีตบะสูงผู้นี้ซึ่งนอนอยู่บนหลังเปือกตมหรือไม่. 
         ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นแล้วพระเจ้าข้า. 
         พระองค์จึงตรัสว่า 
 ดาบสนี้กระทำความปรารถนาอันยิ่งใหญ่เพื่อความเป็นพระพุทธเจ้า จึงได้นอนอยู่ ความปรารถนาของดาบสนี้จักสำเร็จ ด้วยว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัปแต่กัปนี้ไป ดาบสนี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม, ก็ในอัตภาพนั้น พระนครนามว่ากบิลพัสดุ์จักเป็นที่อยู่อาศัยของเขา พระเทวีพระนามว่ามายาจักเป็นพระมารดา พระราชาพระนามว่าสุทโธทนะจักเป็นพระบิดา พระเถระนามว่าอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวก พระเถระนามว่าโกลิตะจักเป็นทุติยสาวก พระเถระนามว่าอานนท์จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก พระเถรีนามว่าเขมาจักเป็นอัครสาวิกา พระเถรีนามว่าอุบลวรรณาจักเป็นทุติยสาวิกา ดาบสนี้มีญาณแก่กล้าแล้วจักออกมหาภิเนษกรมณ์ ตั้งความเพียรใหญ่ รับข้าวปายาสที่ควงไม้นิโครธแล้ว บริโภคที่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราแล้วขึ้นสู่โพธิมัณฑ์ จักตรัสรู้พร้อมเฉพาะที่โคนต้นอัสสัตถพฤกษ์. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ควร 
         รับเครื่องบูชา ทรงยืน ณ เบื้องศีรษะ ได้ตรัสคำนี้กะเราว่า 
               พวกท่านจงดูดาบสผู้เป็นชฎิลผู้นี้ ซึ่งมีตบะสูง เขาจัก 
         ได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก ในกัปที่นับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ไป. 
               เขาจักเป็นพระตถาคต จักออกจากนครชื่อกบิลพัสดุ์ อัน 
         น่ารื่นรมย์ เริ่มตั้งความเพียรกระทำทุกกรกิริยา. 
               พระตถาคตจะนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ ประคองข้าว 
         ปายาสไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ ที่นั้น. 
               พระชินเจ้านั้นเสวยข้าวปายาสที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา แล้ว 
         เสด็จไปยังควงไม้โพธิ์ ตามทางที่เขาตกแต่งไว้ดีแล้ว. 
               ลำดับนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่มิมีใครยิ่งกว่า 
         ทรงกระทำประทักษิณโพธิมัณฑ์แล้ว จักตรัสรู้ที่ควงไม้อัสสัตถ 
         พฤกษ์.
               พระมารดาผู้เป็นชนนีของท่านผู้นี้ จักมีนามว่ามายา 
         พระบิดาจักมีนามว่าสุทโธทนะ ท่านผู้นี้จักมีนามว่าโคดม. 
               พระโกลิตะและพระอุปติสสะจักเป็นพระอัครสาวกผู้หา 
         อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น พระอุปัฏฐาก 
         นามว่าอานนท์ จักอุปัฏฐากพระชินเจ้านั้น. 
               พระเขมาและพระอุบลวรรณา จักเป็นอัครสาวิกาผู้หา 
         อาสวะมิได้ ปราศจากราคะแล้ว มีจิตสงบตั้งมั่น. ต้นไม้ที่ตรัสรู้ 
         ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เรียกกันว่าต้นอัสสัตถพฤกษ์ ดังนี้. 
 สุเมธดาบสได้ฟังดังนั้น ได้มีความโสมนัสว่า นัยว่า ความปรารถนาของเราจักสำเร็จ. มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระทศพลทีปังกรแล้ว ต่างพากันร่าเริงยินดีว่า นัยว่าสุเมธดาบสเป็นพืชแห่งพระพุทธเจ้า เป็นหน่อแห่งพระพุทธเจ้า และพวกเขาได้มีความคิดอย่างนี้ว่า ธรรมดาว่ามนุษย์เมื่อจะข้ามแม่น้ำ เมื่อไม่อาจข้ามตามท่าตรงได้ ย่อมข้ามโดยท่าข้างใต้ฉันใด แม้เราทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ได้มรรคและผลในศาสนาของพระทศพลทีปังกร ก็พึงสามารถทำให้แจ้งมรรคและผลต่อหน้าท่าน ในกาลที่ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ดังนี้แล้วพากันตั้งความปรารถนาไว้. 
 ฝ่ายพระทศพลทีปังกรสรรเสริญพระโพธิสัตว์แล้ว บูชาด้วยดอกไม้ ๘ กำมือ ทรงกระทำประทักษิณแล้วเสด็จหลีกไป. พระขีณาสพนับได้สี่แสนแม้เหล่านั้น ก็บูชาพระโพธิสัตว์ด้วยของหอมและดอกไม้ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ส่วนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็บูชาอย่างนั้นเหมือนกัน ไหว้แล้วพากันหลีกไป. 
 ในเวลาที่คนทั้งปวงหลีกไปแล้ว พระโพธิสัตว์จึงลุกขึ้นจากที่นอนแล้วคิดว่า เราจักเลือกเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย จึงนั่งขัดสมาธิบนยอดกองดอกไม้. เมื่อพระโพธิสัตว์นั่งอย่างนี้แล้ว เทวดาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลทั้งสิ้นให้สาธุการแล้วกล่าวกันว่า ท่านสุเมธดาบสผู้เป็นเจ้า ในกาลที่พระโพธิสัตว์ครั้งเก่าก่อนนั่งขัดสมาธิด้วยคิดว่าจักเฟ้นหาบารมีทั้งหลาย ชื่อว่าบุรพนิมิตอันใดย่อมปรากฏ แม้บุรพนิมิตเหล่านั้นทั้งหมดก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย พวกเราก็รู้ข้อนั้นว่า นิมิตเหล่านี้ปรากฏแก่ผู้ใด ผู้นั้นจะเป็นพระพุทธเจ้าโดยแน่แท้ ท่านจงประคองความเพียรของตนไว้ให้มั่นคงเถิด แล้วกล่าวสรรเสริญพระโพธิสัตว์ด้วยคำสรรเสริญนานัปการ. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               คนและเทวดาได้ฟังพระดำรัสนี้ของพระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีผู้ 
         เสมอ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ต่างยินดีว่า นัยว่าดาบสนี้เป็นพืช 
         ของพระพุทธเจ้า. 
               เสียงโห่ร้องดังลั่นไป มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาในหมื่นโลก- 
         ธาตุ ต่างปรบมือหัวเราะเริงร่า ประคองอัญชลีนมัสการอยู่. 
               ถ้าพวกเราจักพลาดศาสนาของพระโลกนาถพระองค์นี้ไซร้ 
         ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน. 
               มนุษย์ทั้งหลายเมื่อข้ามน้ำ พลาดท่าที่ตั้งอยู่เฉพาะหน้า 
         ก็จะยึดท่าข้างใต้ข้ามแม่น้ำใหญ่ได้ ฉันใด. 
               พวกเราแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น ถ้าพ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้ 
         ก็จักอยู่เฉพาะหน้าท่านผู้นี้ ในอนาคตกาลอันยาวนาน. 
               พระทีปังกรผู้รู้แจ้งโลกผู้ควรรับเครื่องบูชา ทรงระบุกรรม 
         ของเราแล้ว จึงทรงยกพระบาทเบื้องขวาเสด็จไป. 
               พระชินบุตรทั้งหมดที่มีอยู่ในที่นั้น ได้กระทำประทักษิณ 
         เรา คน นาค คนธรรพ์ต่างก็กราบไหว้แล้วหลีกไป. 
               เมื่อพระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์เสด็จล่วงทัศนวิสัย 
         ของเราแล้ว เรามีจิตร่าเริงยินดี ลุกขึ้นจากอาสนะในขณะนั้น.
               ครั้งนั้น เรามีความสุขด้วยความสุข มีความปราโมทย์ 
         ด้วยความปราโมทย์ ท่วมท้นด้วยความปีติ นั่งขัดสมาธิอยู่. 
               ครั้งนั้น เรานั่งขัดสมาธิแล้วคิดอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ 
         ชำนาญในฌาน บรรลุถึงอภิญญาบารมีแล้ว. 
               ในหมื่นโลกธาตุ พระฤาษีผู้จะเสมอเหมือนเราย่อมไม่มี 
         เราเป็นผู้ไม่มีใครเสมอเหมือนในธรรมคือฤทธิ์ จึงได้ความสุข 
         เช่นนี้. 
               ในการนั่งขัดสมาธิของเรา เทวดาและมนุษย์ผู้อยู่ในหมื่น 
         โลกธาตุ เปล่งเสียงบันลือลั่นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า 
         แน่แท้. 
               นิมิตใด จักปรากฏในการนั่งขัดสมาธิของพระโพธิสัตว์ 
         ทั้งหลายในกาลก่อน นิมิตเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้. 
               ความหนาวก็เหือดหาย ความร้อนก็ระงับ นิมิตเหล่านั้น 
         ก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               หมื่นโลกธาตุปราศจากเสียง ไม่มีความยุ่งเหยิง นิมิต 
         เหล่านั้นปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               พายุใหญ่ก็ไม่พัด น้ำก็ไม่ไหล นิมิตเหล่านั้นปรากฏแล้ว 
         ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ดอกไม้ที่เกิดบนบกและที่เกิดในน้ำ ทั้งหมดต่างบานใน 
         ทันใดนั้น ดอกไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็บานแล้วในวันนี้ ท่าน 
         จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               เครือเถาหรือต้นไม้ที่ทรงผลในขณะนั้น เครือเถาและ 
         ต้นไม้ทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ออกผลในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ 
         พุทธเจ้าแน่แท้. 
               รัตนะทั้งหลายที่อยู่ในอากาศและที่อยู่ในภาคพื้นดินต่าง 
         ส่องแสงโชติช่วงอยู่ในทันใดนั้น รัตนะแม้เหล่านั้นต่างส่องแสง 
         อยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ดนตรีทั้งของมนุษย์ และของทิพย์บรรเลงอยู่ในขณะนั้น 
         ดนตรีทั้งสองชนิดแม้นั้นก็ขับขานในวันนี้ ท่านจักให้เป็นพระ 
         พุทธเจ้าแน่แท้.
               ท้องฟ้ามีดอกไม้งดงาม ย่อมตกเป็นฝนในทันใด ท้องฟ้า 
         แม้เหล่านั้นก็ตกลงเป็นฝนในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า 
         แน่แท้. 
               มหาสมุทรก็ม้วนตัว หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว ทั้งสองอย่าง 
         แม้นั้นก็มีเสียงลั่นในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ไฟแม้ในนรก ในหมื่นโลกธาตุก็ดับในขณะนั้น ไฟแม้ 
         นั้นก็ดับแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               พระอาทิตย์ปราศจากมลทิน สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏใน 
         ขณะนั้น แม้สิ่งเหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ 
         พุทธเจ้าแน่แท้. 
               น้ำพุ่งขึ้นจากแผ่นดินในทันทีทันใด โดยที่ฝนมิได้ตกเลย 
         แม้น้ำก็พุ่งขึ้นแล้วจากแผ่นดินในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธ 
         เจ้าแน่แท้. 
               หมู่ดาวนักขัตฤกษ์ก็สว่างไสวในมณฑลท้องฟ้า พระจันทร์ 
         ก็ประกอบด้วยวิสาขฤกษ์ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               สัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรง ที่อาศัยอยู่ในซอกเขา ก็ออก 
         จากที่อยู่ของตน ๆ สัตว์แม้เหล่านั้นก็ทิ้งที่อยู่อาศัยในวันนี้ 
         ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ความไม่ยินดีย่อมไม่มีแก่สัตว์ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย 
         ต่างมีความยินดีด้วยกันในขณะนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นต่างก็ยินดี 
         ด้วยกันในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               โรคทั้งหลายสงบลงในขณะนั้น และความหิวก็พินาศไป 
         แม้ทั้งสองอย่างนั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธ 
         เจ้าแน่แท้. 
               คราวนั้น ราคะก็เบาบาง โทสะ โมหะก็พินาศไป ราคะ 
         โทสะ โมหะทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปราศจากไปแล้ว ท่านจักได้ 
         เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้.
               ในกาลนั้น ภัยก็ไม่มี แม้ในวันนี้ความไม่มีภัยนั้นก็ 
         ปรากฏแล้ว พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระ 
         พุทธเจ้าแน่แท้. 
               ธุลีย่อมไม่ฟุ้งขึ้นเบื้องบน แม้ในวันนี้ ข้อนั้นก็ปรากฏแล้ว 
         พวกเรารู้ได้ด้วยนิมิตนั้นว่า ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               กลิ่นที่ไม่น่าปรารถนาก็ถอยห่างไป กลิ่นทิพย์ก็ฟุ้งตลบ 
         อยู่ กลิ่นแม้นั้นก็ฟุ้งตลบอยู่ในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้า 
         แน่แท้. 
               เทวดาทั้งปวงยกเว้นพวกอรูปพรหมย่อมปรากฏ เทวดา 
         ทั้งปวงแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระ 
         พุทธเจ้าแน่แท้. 
               ชื่อว่านรกมีเพียงใด นรกทั้งหมดย่อมปรากฏในขณะนั้น 
         นรกทั้งหมดแม้เหล่านั้นก็ปรากฏแล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็น 
         พระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ในคราวนั้น ฝาผนัง บานประตูและแผ่นหิน ไม่มีเครื่อง 
         กีดขวางได้ แม้สิ่งเหล่านั้นก็กลายเป็นที่ว่างไปในวันนี้ ท่านจัก 
         ได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ในขณะนั้น ไม่มีการจุติและอุปบัติ แม้ข้อนั้นก็ปรากฏ 
         แล้วในวันนี้ ท่านจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ท่านจงประคองความเพียรไว้ให้มั่น อย่าหวนกลับ จง 
         ก้าวหน้าไป แม้เราทั้งหลายก็ย่อมรู้แจ้งข้อนี้ว่า ท่านจักได้ 
         เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
 พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระทีปังกรทศพล และเทวดาในหมื่นจักรวาล เกิดความอุตสาหะยิ่งกว่าประมาณ จึงคิดว่า ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เปล่า ถ้อยคำของพระพุทธเจ้าไม่เป็นอย่างอื่น เหมือนอย่างว่า ก้อนดินที่ขว้างไปในอากาศจะต้องตกแน่นอน สัตว์เกิดแล้วจะต้องตาย เมื่อราตรีสิ้นไป พระอาทิตย์ก็ต้องขึ้น ราชสีห์ออกจากที่อยู่ก็จะต้องบันลือสีหนาท หญิงมีครรภ์แก่ก็จะต้องคลอดเป็นของมีแน่นอนฉันใด ธรรมดาพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นของแน่นอนไม่เปล่า. เราจักได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               เราฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้า และของเทวดาในหมื่น 
         จักรวาลทั้งสองฝ่ายแล้ว มีความร่าเริงยินดีปราโมทย์ จึงคิด 
         อย่างนี้ในเวลานั้นว่า 
               พระชินพุทธเจ้าทั้งหลายมีพระดำรัสไม่เป็นสอง มีพระ 
         ดำรัสไม่เปล่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง 
         เราจะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่แท้. 
               ก้อนดินที่ขว้างไปในท้องฟ้า ย่อมตกลงในแผ่นดิน 
         แน่นอนฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย 
         ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมแน่นอนและเที่ยงตรง. พระพุทธเจ้า 
         ทั้งหลายไม่มีพระดำรัสอันไม่เป็นจริง เราจะได้เป็นพระพุทธ 
         เจ้าแน่แท้.
               ความตายของสัตว์ทั้งมวลเป็นของแน่นอนและเที่ยง 
         ตรงแม้ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย 
         เป็นของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน. 
               เมื่อถึงเวลาสิ้นราตรี พระอาทิตย์ก็ขึ้นแน่นอน ฉันใด 
         พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลายก็เป็นของ 
         แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน. 
               ราชสีห์ลุกขึ้นจากที่นอน จะต้องบันลือสีหนาทแน่นอน 
         ฉันใด พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็น 
         ของแน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน. 
               หญิงทั้งหลายผู้มีครรภ์จะต้องคลอดแน่นอน ฉันใด 
         พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทั้งหลาย ก็เป็นของ 
         แน่นอนและเที่ยงตรง ฉันนั้นเหมือนกัน.

หน้าต่างที่ [๑] อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค

๑. พุทธาปทาน
วิสุทธชนวิลาสินี
                      อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
         ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น         
         คาถาเริ่มต้นพระคัมภีร์
               ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หาบุคคล 
         เปรียบปานมิได้ ผู้เสด็จขึ้นสู่สาครคือไญยธรรม ผู้ข้ามสาคร 
         คือสงสารได้แล้ว ด้วยเศียรเกล้า. 
               ขอไหว้พระธรรมอันยอดเยี่ยมสงบละเอียดลึกซึ้ง เห็น 
         ได้แสนยาก อันกระทำภพน้อยและภพใหญ่ให้บริสุทธิ์ ซึ่ง 
         พระสัมพุทธเจ้าบูชาแล้ว ด้วยเศียรเกล้า. 
               ขอไหว้พระสงฆ์ผู้ปราศจากทุกข์ ไม่มีเครื่องข้องคือ 
         กิเลส ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลผู้สูงสุด มีอินทรีย์สงบ ผู้ปราศ 
         จากอาสวะ ด้วยเศียรเกล้า. 
               ด้วยการนอบน้อมพระรัตนตรัยอันวิเศษซึ่งข้าพเจ้า 
         ได้ตั้งใจกระทำโดยพิเศษนั้น ข้าพเจ้าอันพระเถระทั้งหลาย 
         ผู้เป็นปราชญ์ยิ่งกว่าปราชญ์ ผู้รู้อาคมคือพระปริยัติ ผู้เป็น 
         วิญญูชนมียศใหญ่ ได้ขอร้องด้วยการเอื้อเฟื้อแล้วๆ เล่าๆ 
         เป็นพิเศษว่า ท่านขอรับ ท่านควรแต่งอรรถกถาอปทาน ว่า 
         ด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมาในกาลก่อน. 
               เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักแสดงอรรถสังวรรณนาอัน 
         งดงามแห่งอปทาน ว่าด้วยเรื่องราวที่เคยประพฤติมาในกาล 
         ก่อน ซึ่งแสดงข้อแนะนำอันพิเศษในพระไตรปิฎกที่ยังเหลือ 
         อยู่ตามนัยแห่งพระบาลีทีเดียว โดยกล่าวถึงด้วยวิธีนี้ว่า เรื่อง 
         ราวอันดีเยี่ยมนี้ใครกล่าว กล่าวไว้ที่ไหน เมื่อไรและเพื่ออะไร. 
               เพราะฉะนั้น เพื่อความเป็นผู้ฉลาดในนิทานทั้งหลาย 
         ข้าพเจ้าจะกล่าววิธีนั้นๆ อันแปลกจากกันตามที่เกิดก่อนหลัง 
         จะเป็นเครื่องทำให้การเล่าเรียนและทรงจำได้ง่ายขึ้น. 
               ในชั้นเดิม เรื่องราวนั้นท่านรจนาไว้ในภาษาสิงหล 
         และในอรรถกถาของเก่า ย่อมไม่ให้สำเร็จประโยชน์ตามที่ 
         สาธุชนต้องการ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจักอาศัยนัยตามอรรถกถา 
         ของเก่านั้น เว้นข้อความที่คลาดเคลื่อนเสีย ประกาศแต่เนื้อ 
         ความที่พิเศษออกไป จักกระทำการพรรณนาเนื้อความที่ 
         แปลกและดีที่สุดแล.
นิทานกถา
 ก็เพราะเหตุที่ได้ปฏิญาณไว้ว่า "เรื่องราวอันดีเยี่ยมนี้ ใครกล่าว กล่าวไว้ที่ไหนและกล่าวไว้เมื่อไร " และว่า "ข้าพเจ้าจักทำการพรรรนาเนื้อความ" ดังนี้ การพรรณนาเนื้อความแห่งอปทานนี้นั้น เมื่อข้าพเจ้าแสดงนิทานทั้งสามนี้ คือทูเรนิทาน (นิทานในกาลไกล) อวิทูเรนิทาน (นิทานในกาลไม่ไกล) สันติเกนิทาน (นิทานในกาลใกล้) พรรณนาอยู่ จักทำให้เข้าใจได้แจ่มแจ้งดี เพราะผู้ฟังอปทานนั้น เข้าใจแจ่มแจ้งมาแต่เริ่มต้น เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงจักแสดงนิทานเหล่านั้น แล้วจึงจะพรรณนาอปทานนั้นต่อไป. 
 บรรดานิทานนั้น เบื้องต้นพึงทราบปริเฉทคือการกำหนดขั้นตอนของนิทานเหล่านั้นเสียก่อน. ก็กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่พระมหาสัตว์กระทำอภินิหาร ณ เบื้องบาทมูลแห่งพระพุทธทีปังกรจนถึงจุติจากอัตภาพพระเวสสันดรบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จัดเป็นทูเรนิทาน. กถามรรคที่เล่าเรื่องตั้งแต่จุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต จนถึงบรรลุพระสัพพัญญุตญาณที่ควงไม้โพธิ์ จัดเป็นอวิทูเรนิทาน. ส่วนสันติเกนิทานจะหาได้ในที่นั้นๆ แห่งพระองค์เมื่อประทับอยู่ในที่นั้นๆ แล.
ทูเรนิทานกถา
         ในนิทานเหล่านั้น ที่ชื่อว่าทูเรนิทานมีดังต่อไปนี้ 
 เล่ากันมาว่า ในที่สุดสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัปนับแต่ภัทรกัปนี้ไป ได้มีนครหนึ่งนามว่า อมรวดี ในนครนั้น มีพราหมณ์ชื่อสุเมธ อาศัยอยู่ เขามีกำเนิดมาดีจากทั้งสองฝ่ายคือฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา มีครรภ์อันบริสุทธิ์นับได้เจ็ดชั่วตระกูล ใครๆ จะคัดค้านดูถูกเกี่ยวกับเรื่องชาติมิได้ มีรูปสวยน่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วยผิวพรรณอันงามยิ่ง เขาไม่กระทำการงานอย่างอื่นเลย ศึกษาแต่ศิลปะของพราหมณ์เท่านั้น. 
 มารดาบิดาของเขาได้ถึงแก่กรรมเสียตั้งแต่เขายังรุ่นหนุ่ม ต่อมาอำมาตย์ผู้จัดการผลประโยชน์ของเขานำเอาบัญชีทรัพย์สินมา เปิดห้องอันเต็มด้วยทอง เงิน แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น แล้วบอกให้ทราบถึงทรัพย์ตลอดเจ็ดชั่วตระกูลว่า ข้าแต่กุมาร ทรัพย์สินเท่านี้เป็นของมารดา เท่านี้เป็นของบิดา เท่านี้เป็นของปู่ตาและทวด แล้วเรียนว่า ขอท่านจงครอบครองทรัพย์สินมีประมาณเท่านี้เถิด. 
         สุเมธบัณฑิตคิดว่า บิดาและปู่เป็นต้นของเราสะสมทรัพย์นี้ไว้แล้ว เมื่อไปสู่ปรโลกจะถือเอาแม้ทรัพย์กหาปณะหนึ่งไปด้วยก็หามิได้ แต่เราควรจะทำเหตุที่จะถือเอาทรัพย์ไปให้ได้ ครั้นคิดแล้วเขาจึงกราบทูลแด่พระราชา ให้ตีกลองป่าวร้องไปในพระนคร ให้ทานแก่มหาชน แล้วบวชเป็นดาบส. 
         ก็เพื่อที่จะให้เนื้อความนี้แจ่มแจ้ง ควรจะกล่าวสุเมธกถาไว้ ณ ที่นี้ด้วย. 
         แต่สุเมธกถานี้นั้นมีมาแล้วในพุทธวงศ์โดยสิ้นเชิงก็จริง ถึงกระนั้นก็ไม่ค่อยจะปรากฏชัดแจ้งนัก เพราะมีมาโดยเป็นคาถาประพันธ์ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักกล่าวสุเมธกถานั้น พร้อมทั้งคำที่แสดงคาถาประพันธ์ไว้ในระหว่างๆ ด้วย.
สุเมธกถา
         ก็ในที่สุดแห่งสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรอีกแสนกัป ได้มีพระนครได้นามว่า อมรวดี และอีกนามหนึ่งว่า อมร อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ ประการซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ในพุทธวงศ์ว่า 
         ในสี่อสงไขยยิ่งด้วยกำไรแสนกัป มีพระนครหนึ่งนามว่า อมร 
         เป็นเมืองสวยงามน่าดู น่ารื่นรมย์ใจ สมบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ 
         อึกทึกไปด้วยเสียง ๑๐ ประการ. 
 บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสหิ สทฺเทหิ อวิวิตฺตํ ความว่า ได้เป็นเมืองอึกทึกด้วยเสียงทั้ง ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ เสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงกลอง เสียงตะโพน เสียงพิณ เสียงขับร้อง เสียงสังข์ เสียงสัมตาล (ดนตรีชนิดหนึ่งทำด้วยไม้) และเสียงที่ ๑๐ ว่า เชิญกิน เชิญดื่ม เชิญขบเคี้ยว. ก็ท่านถือเอาเพียงเอกเทศของเสียง ๑๐ ประการนั้นเท่านั้น แล้วกล่าวคาถานี้ไว้ในพุทธวงศ์ว่า 
               กึกก้องด้วยเสียงช้าง เสียงม้า เสียงกลอง เสียงสังข์ 
         เสียงรถ และเสียงเชิญด้วยข้าวและน้ำว่า เชิญกิน เชิญดื่ม. 
         แล้วจึงกล่าวต่อไปว่า 
               พระนครอันสมบูรณ์ด้วยองค์ประกอบทุกประการ 
         เพียบพร้อมด้วยกิจการทั้งปวง สมบูรณ์ด้วยรัตนะทั้ง ๗ 
         ขวักไขว่ไปด้วยเหล่าชนนานาชาติ มั่งคั่งประหนึ่งเทพนคร 
         เป็นที่อยู่อาศัยของคนมีบุญ. 
               ในนครอมรวดี มีพราหมณ์นามว่า สุเมธ มีสมบัติ 
         สะสมไว้หลายโกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากหลาย เป็นผู้ 
         คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ได้ เรียนจบไตรเพท ถึงความสำเร็จ 
         ในลักขณศาสตร์ อิติหาสศาสตร์ และธรรมเนียมพราหมณ์ 
         ของตน. 
 อยู่มาวันหนึ่ง สุเมธบัณฑิตนั้นอยู่ในที่ลับ ณ พื้นปราสาทชั้นบนอันประเสริฐ นั่งขัดสมาธิคิดอยู่อย่างนี้ว่า ดูก่อนบัณฑิต ธรรมดาว่าการถือปฏิสนธิในภพใหม่เป็นทุกข์ การแตกทำลายแห่งสรีระในที่ที่เกิดแล้วๆ ก็เป็นทุกข์เหมือนกัน อันตัวเราย่อมมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บไข้ ความตายเป็นธรรมดา เราผู้เป็นอย่างนี้ควรแสวงหาอมตมหานิพพานอันไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่มีทุกข์ มีความสุข เยือกเย็น เป็นทางสายเดียวที่พ้นจากภพ มีปกตินำไปสู่พระนิพพาน จะพึงมีแน่นอน.
         เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               ตอนนั้น เราอยู่ในที่สงบนั่งคิดอย่างนี้ว่า การเกิดในภพ 
         ใหม่ และการแตกทำลายของสรีระเป็นทุกข์. เรานั้นมีความเกิด 
         ความแก่ ความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จักแสวงหาพระนิพพาน อัน 
         ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม. 
               ไฉนหนอ เราพึงไม่เยื่อใย ไร้ความต้องการ ละทิ้งร่างกาย 
         เน่าซึ่งเต็มด้วยซากศพนานาชนิดนี้เสีย แล้วไปเสีย ทางนั้นมีอยู่ 
         และจักมี ทางนั้นไม่อาจเป็นเหตุหามิได้ เราจักแสวงหาทางนั้น 
         เพื่อหลุดพ้นจากภพให้ได้. 
 ต่อแต่นั้น ก็คิดให้ยิ่งขึ้นไปอีกอย่างนี้ว่า เหมือนอย่างว่า ชื่อว่าสุข เป็นปฏิปักษ์ต่อทุกข์ ย่อมมีอยู่ในโลกฉันใด เมื่อภพมีอยู่ แม้สิ่งที่ปราศจากภพอันเป็นปฏิปักษ์ต่อภพนั้น ก็พึงมีฉันนั้น และเมื่อความร้อนมีอยู่ แม้ความเย็นอันเป็นเครื่องสงบความร้อนนั้น ก็ย่อมมีอยู่ฉันใด แม้พระนิพพานอันเป็นเครื่องสงบระงับไฟคือราคะเป็นต้น ก็พึงมีฉันนั้น แม้ธรรมอันงดงาม ไม่มีโทษ เป็นปฏิปักษ์ต่อธรรมอันเป็นบาปลามก ก็ย่อมมีอยู่ฉันใด เมื่อความเกิดอันลามกมีอยู่ แม้พระนิพพานกล่าวคือการไม่เกิด เพราะความเกิดทั้งปวงหมดสิ้นไป ก็พึงมีฉันนั้น. 
         เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               เมื่อทุกข์มีอยู่ แม้ชื่อว่าสุขก็ย่อมมีฉันใด เมื่อภพมีอยู่ 
         แม้ความไม่มีภพ ก็พึงปรารถนาได้ฉันนั้น. 
               เมื่อความร้อนมีอยู่ ความเย็นอีกอย่าง ก็ต้องมีฉันใด 
         เมื่อไฟสามกองมีอยู่ แม้ความดับเย็น ก็พึงปรารถนาได้ 
         ฉันนั้น. 
               เมื่อความชั่วมีอยู่ ความดีงาม ก็ต้องมีฉันใด เมื่อความ 
         เกิดมีอยู่ แม้ความไม่เกิด ก็พึงปรารถนาได้ฉันนั้น. 
         ท่านคิดข้ออื่นต่อไปอีกว่า 
 บุรุษผู้ตกลงไปในหลุมคูถ เห็นสระใหญ่ดาดาษด้วยดอกปทุม ๕ สีแต่ไกล ควรแสวงหา (ทางไป) สระนั้นว่า เราจะไปยังสระใหญ่นั้นทางไหนหนอ การไม่แสวงหาสระนั้น หาเป็นโทษผิดของสระไม่ เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด เมื่อสระน้ำคือพระอมตมหานิพพานอันเป็นเครื่องชำระมลทินคือกิเลส มีอยู่ การไม่แสวงหาสระน้ำคืออมตมหานิพพานนั้น หาได้เป็นโทษผิดของสระน้ำคืออมตมหานิพพานไม่ เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันนั้นเหมือนกัน. 
 อนึ่ง บุรุษถูกพวกโจรล้อม เมื่อทางหนีมีอยู่ ถ้าเขาไม่หนีไป ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของทางไม่ แต่เป็นโทษผิดของบุรุษนั้นเท่านั้นฉันใด บุรุษผู้ถูกกิเลสทั้งหลายห่อหุ้มยึดไว้ เมื่อทางอันเยือกเย็นเป็นที่ไปสู่พระนิพพานมีอยู่ แต่ไม่แสวงหาทาง หาเป็นโทษผิดของทางไม่ แต่ เป็นโทษผิดของบุรุษเท่านั้น ฉันนั้นเหมือนกัน. 
 อนึ่ง บุรุษผู้ถูกพยาธิเบียดเบียน เมื่อหมอผู้เยียวยาพยาธิมีอยู่ ถ้าไม่หาหมอให้เยียวยาพยาธินั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของหมอไม่ แต่เป็นโทษผิดของบุรุษเท่านั้นฉันใด ผู้ใดถูกพยาธิคือกิเลสเบียดเบียน ไม่แสวงหาอาจารย์ผู้ฉลาดในทางเป็นที่เข้าไปสงบกิเลสซึ่งมีอยู่ ข้อนั้นเป็นโทษผิดของผู้นั้นเท่านั้น หาเป็นโทษผิดของอาจารย์ผู้ทำกิเลสให้พินาศไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน. 
         เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
               บุรุษผู้ตกอยู่ในหลุมคูถ เห็นสระมีน้ำเต็มเปี่ยม ไม่ไปหา 
         สระนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของสระไม่ ฉันใด เมื่อสระคือ 
         อมตะสำหรับเป็นเครื่องชำระมลทินคือกิเลสมีอยู่ เขาไม่ไปหา 
         สระนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของสระคืออมตะไม่ ฉันนั้น. 
               คนเมื่อถูกศัตรูรุมล้อม เมื่อทางหนีไปมีอยู่ ก็ไม่หนีไป 
         ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของทางไม่ ฉันใด คนที่ถูกกิเลสกลุ้มรุม 
         เมื่อทางปลอดภัยมีอยู่ ไม่ไปหาทางนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษ 
         ผิดของทางที่ปลอดภัยนั้นไม่ ฉันนั้น. 
               คนผู้เจ็บป่วย เมื่อหมอรักษาโรคมีอยู่ ไม่ยอมให้หมอ 
         รักษาความเจ็บป่วยนั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของหมอนั้นไม่ 
         ฉันใด คนผู้ได้รับทุกข์ถูกความเจ็บป่วย คือกิเลสเบียดเบียน 
         แล้วไม่ไปหาอาจารย์นั้น ข้อนั้นหาเป็นโทษผิดของอาจารย์ผู้ 
         แนะนำไม่ ฉันนั้นเหมือนกัน. 
         ท่านยังคิดข้ออื่นต่อไปอีกว่า 
               คนผู้ชอบแต่งตัว พึงทิ้งซากศพที่คล้องคออยู่แล้วไป 
         สบายฉันใด แม้เราก็พึงทิ้งร่างกายเปื่อยเน่านี้เสีย ไม่มีอาลัย 
         ห่วงใยเข้าไปยังนครคือนิพพาน ฉันนั้น. 
               อนึ่ง ชายหญิงทั้งหลายถ่ายอุจจาระและปัสสาวะรดบน 
         พื้นอันสกปรก ย่อมไม่เก็บอุจจาระหรือปัสสาวะนั้นใส่พกหรือ 
         เอาชายผ้าห่อไป ต่างรังเกียจ ไม่มีความอาลัยเลยกลับทิ้งไป 
         เสียฉันใด แม้เราก็เป็นผู้ไม่มีความอาลัย ควรละทิ้งร่างกายอัน 
         เปื่อยเน่า เข้าไปยังนครคือพระอมตนิพพาน ฉันนั้น. 
         อนึ่ง ธรรมดานายเรือไม่มีความอาลัยทิ้งเรือลำเก่าคร่ำคร่าไปฉันใด แม้เราก็ละทิ้งร่างกายนี้อันมีของไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลทั้ง ๙ แห่ง ไม่มีความห่วงใย เข้าไปยังนิพพานบุรีฉันนั้น. 
         อนึ่ง บุคคลพกพาเอารัตนะต่างๆ เดินทางไปกับพวกโจร เพราะกลัวรัตนะของตนจะฉิบหาย จึงทิ้งพวกโจรนั้นเสีย แล้วเดินทางที่ปลอดภัยฉันใด กรัชกายแม้นี้ก็เป็นเสมือนโจรปล้นรัตนะฉันนั้น. 
         ถ้าเราจักกระทำความอยากไว้ในกรัชกายนี้ ธรรมรัตนะคืออริยมรรคกุศลของเราจักพินาศไป เพราะฉะนั้น เราละทิ้งกายนี้อันเสมือนกับโจรแล้วเข้าไปยังนครคือพระอมตมหานิพพาน จึงจะควร. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
               บุรุษปลดเปลื้องซากศพที่น่าเกลียด ซึ่งผูกไว้ที่คอออก 
         เสียแล้วไป มีความสุขอยู่อย่างเสรีโดยลำพังตนเองได้ ฉันใด 
         คนก็ควรละทิ้งร่างกายเน่าที่มากมูลด้วยซากศพนานาชนิด 
         ไม่มีอาลัย ไม่มีความต้องการไปเสีย ฉันนั้น.
               ชายหญิงทั้งหลายถ่ายกรีสลงในที่ถ่ายอุจจาระ เป็นผู้ 
         ไม่อาลัย ไม่ต้องการไปเสีย ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน 
         จะละทิ้งร่างกายนี้ อันเต็มด้วยซากศพนานาชนิด แล้วไป 
         เสียเหมือนคนถ่ายอุจจาระแล้วละทิ้งส้วมไป ฉันนั้น. 
               เจ้าของละทิ้งเรือเก่าคร่ำคร่าผุพัง น้ำรั่วเข้าไปได้ ไม่มี 
         ความอาลัย ไม่มีความต้องการไปเสีย ฉันใด เราก็ฉันนั้น 
         เหมือนกัน จักละทิ้งร่างกายนี้ ซึ่งมีช่องเก้าช่องหลั่งไหลออก 
         เป็นนิจไปเสีย เหมือนเจ้าของทิ้งเรือเก่าไปฉะนั้น. 
               บุรุษเดินไปกับพวกโจร ถือห่อของไปด้วย เห็นภัยที่จะ 
         เกิดจากการตัดห่อของ จึงทิ้งพวกโจรไป แม้ฉันใด กายนี้ก็ 
         ฉันนั้นเหมือนกัน เสมือนมหาโจร เราจักละทิ้งกายนี้ไปเสีย 
         เพราะกลัวแต่การตัดกุศลให้ขาด. 
 สุเมธบัณฑิตคิดเนื้อความอันประกอบด้วยเนกขัมมะนี้ด้วยอุปมาชนิดต่างๆ อย่างนี้แล้ว สละกองโภคทรัพย์นับไม่ถ้วนในเรือนของตนแก่เหล่าชนมีคนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น ตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วในหนหลัง ให้มหาทาน ละวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย แล้วออกจากอมรนครคนเดียวเท่านั้น อาศัยภูเขาชื่อธรรมิกะในป่าหิมพานต์ สร้างอาศรม สร้างบรรณศาลาและที่จงกรมใกล้อาศรมนั้น เพื่อจะละโทษคือนิวรณ์ ๕ และเพื่อจะนำมาซึ่งพละกล่าวคืออภิญญาอันประกอบด้วยคุณอันเป็นเหตุ ๘ ประการซึ่งท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า เมื่อจิตตั้งมั่นแล้วอย่างนี้ดังนี้ จึงละทิ้งผ้าสาฎกที่ประกอบด้วยโทษ ๙ ประการไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ที่ประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการบวชเป็นฤาษี. 
 ท่านบวชอย่างนี้แล้ว ละทิ้งบรรณศาลานั้นอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปยังโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เลิกละธัญญวิกัติ ข้าวชนิดต่างๆ ทุกชนิด หันมาบริโภคผลไม้ป่า เริ่มตั้งความเพียรด้วยอำนาจการนั่ง การยืนและการจงกรม ภายใน ๗ วันนั่นเองก็ได้สมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ท่านได้บรรลุอภิญญาพละตามที่ปรารถนาด้วยประการอย่างนี้. 
      เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า 
         เราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ให้ทรัพย์หลายร้อยโกฏิแก่คนยากจน 
   อนาถา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์. ในที่ไม่ไกลป่าหิมพานต์มีภูเขา 
   ชื่อธรรมิกะ เราสร้างอาศรมอย่างดีไว้ สร้างบรรณศาลาอย่างดีไว้ 
   ทั้งยังสร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใกล้อาศรมนั้น 
   เราได้อภิญญาพละอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการ. 
         เราเลิกใช้ผ้าสาฎกอันประกอบด้วยโทษ ๙ ประการ หันมา 
   นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้ อันประกอบด้วยคุณ ๑๒ ประการ. เราละทิ้ง 
   บรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ เข้าไปสู่โคนไม้ 
   อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูก 
   โดยสิ้นเชิง หันมาบริโภคผลไม้ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็น 
   อเนกประการ เราเริ่มตั้งความเพียรในที่นั่งที่ยืนและที่จงกรม ใน 
   อาศรมบทนั้น ภายใน ๗ วัน เราก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้. 
         ก็ด้วยบาลีว่า อสฺสโม สุกโต มยฺหํ ปณฺณสาลา สุมาปิตา นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าวถึงอาศรม บรรณศาลาและที่จงกรม ไว้ราวกะว่า สุเมธบัณฑิตสร้างด้วยมือของตนเอง แต่ในคาถานี้ มีเนื้อความดังต่อไปนี้ :- 
         ท้าวสักกะทรงเห็นพระมหาสัตว์ว่าเข้าป่าหิมพานต์แล้ว วันนี้จักเข้าไปถึงธรรมิกบรรพต จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาสั่งว่า นี่แน่ะพ่อ สุเมธบัณฑิตออกไปด้วยคิดว่าจักบวช เธอจงเนรมิตที่อยู่ให้แก่สุเมธบัณฑิตนั้น. 
         วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นรับพระดำรัสของท้าวสักกะนั้นแล้ว จึงเนรมิตอาศรมอันน่ารื่นรมย์ บรรณศาลาอันสนิทดีและที่จงกรมอันรื่นรมย์ใจ. 
         แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาอาศรมบทนั้นอันสำเร็จด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ในครั้งนั้น จึงตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร ที่ภูเขาธรรมิกบรรพตนั้น. 
         อาศรมเราได้สร้างไว้ดีแล้ว บรรณศาลาเราได้สร้างไว้ 
   อย่างดี เราได้สร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการไว้ใกล้ 
   อาศรมนั้นด้วย.
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกโต มยฺหํ แปลว่า เราสร้างอาศรมไว้ดีแล้ว. 
         บทว่า ปณฺณสาลา สุมาปิตา ความว่า แม้ศาลามุงด้วยใบไม้ เราก็ได้สร้างไว้อย่างดี. 
         บทว่า ปญฺจโทสวิวชฺชิตํ ความว่า ชื่อว่าโทษของที่จงกรมมี ๕ อย่าง เหล่านี้คือแข็งและขรุขระ ๑ มีต้นไม้ภายใน ๑ ปกคลุมด้วยรกชัฏ ๑ แคบเกินไป ๑ กว้างเกินไป ๑. 
         จริงอยู่ เมื่อพระโยคีจงกรมบนที่จงกรม มีพื้นดินแข็งและขรุขระ เท้าทั้งสองจะเจ็บปวดเกิดการพองขึ้น จิตไม่ได้ความแน่วแน่ กัมมัฏฐานจะวิบัติ แต่กัมมัฏฐานจะถึงพร้อม ก็เพราะได้อาศัยการอยู่ผาสุกในพื้นที่อ่อนนุ่มและเรียบ เพราะฉะนั้น พึงทราบว่า พื้นที่แข็งและขรุขระเป็นโทษประการที่ ๑. 
         เมื่อมีต้นไม้อยู่ภายใน หรือท่ามกลาง หรือที่สุดของที่จงกรม เมื่ออาศัยความประมาทเดินจงกรม หน้าผากหรือศีรษะย่อมกระทบ เพราะฉะนั้น ที่จงกรมมีต้นไม้อยู่ภายใน จึงเป็นโทษประการที่ ๒. 
         พระโยคีเมื่อจงกรมอยู่ในที่จงกรมอันปกคลุมด้วยชัฏหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น ในเวลามืดค่ำก็จะเหยียบงูเป็นต้นตาย หรือถูกงูเป็นต้นนั้นกัดได้รับทุกขเวทนา เพราะฉะนั้น ที่จงกรมอันปกคลุมด้วยชัฏ (รกรุงรัง) จึงเป็นโทษประการที่ ๓. 
         เมื่อพระโยคีจงกรมอยู่ในที่จงกรมแคบเกินไป โดยความกว้างประมาณศอกหนึ่งหรือครึ่งศอก เล็บบ้าง นิ้วบ้าง จะสะดุดขอบจงกรม เข้าแล้วจะแตก เพราะฉะนั้น ที่จงกรมแคบเกินไป จึงเป็นโทษประการที่ ๔. 
         เมื่อพระโยคีจงกรมอยู่ในที่จงกรมกว้างเกินไป จิตย่อมพล่าน ไม่ได้ความแน่วแน่ เพราะฉะนั้น ความที่จงกรมกว้างเกินไป จึงเป็นโทษประการที่ ๕. 
         ก็ที่อนุจงกรม ส่วนกว้างประมาณศอกหนึ่งในด้านทั้งสอง ประมาณด้านละหนึ่งศอก. ที่จงกรมส่วนยาว ประมาณ ๖๐ ศอก พื้นอ่อนนุ่มเกลี่ยทรายไว้เรียบ ย่อมควร เหมือนที่จงกรมของพระมหามหินทเถระผู้ทำชาวเกาะให้เลื่อมใสในเจติยคีรีวิหารที่จงกรมของท่านได้เป็นเช่นนั้น. 
         เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราได้สร้างที่จงกรมอันเว้นจากโทษ ๕ ประการ ไว้ใกล้อาศรมนั้น. 
         บทว่า อฏฺฐคุณสมุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสมณสุข ๘ ประการ. 
         ชื่อว่าสมณสุข ๘ ประการ เหล่านี้คือ ไม่มีการหวงแหนทรัพย์และข้าวเปลือก ๑ แสวงหาบิณฑบาตที่ไม่มีโทษ ๑ บริโภคบิณฑบาตที่เย็น ๑ ไม่มีกิเลสอันเป็นเหตุบีบคั้นชาวรัฐ ในเมื่อราชสกุลบีบคั้นชาวรัฐถือเอาทรัพย์ที่มีค่า หรือดีบุกและกหาปณะเป็นต้น ๑ ปราศจากความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในเครื่องอุปกรณ์ทั้งหลาย ๑ ไม่กลัวโจรปล้น ๑ ไม่ต้องคลุกคลีกับพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ๑ ไม่ถูกขัดขวางในทิศทั้งสี่ ๑. 
         ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ผู้อยู่ในอาศรมนั้นสามารถได้รับความสุขทั้ง ๘ ประการนี้ เราจึงสร้างอาศรมนั้นอันประกอบด้วยคุณ ๘ ประการนี้. 
         บทว่า อภิญฺญาพลมาหรึ ความว่า ภายหลังเมื่อเราอยู่ในอาศรมนั้นกระทำกสิณบริกรรม แล้วเริ่มวิปัสสนาโดยความเป็นของไม่เที่ยงและโดยความเป็นทุกข์ เพื่อต้องการให้อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้น แล้วจึงได้วิปัสสนาพละอันทรงเรี่ยวแรง. อธิบายว่า เราอยู่ในอาศรมนั้น สามารถนำเอาพละนั้นมาได้ด้วยประการใด เราได้สร้างอาศรมนั้นให้สมควรแก่วิปัสสนาพละ เพื่อต้องการอภิญญาด้วยประการนั้น. 
         ในคำว่า สาฏกํ ปชหึ ตตฺถ นวโทสมุปาคตํ นี้ มีคำที่จะกล่าวไปโดยลำดับดังต่อไปนี้ :- 
         ได้ยินว่า ในกาลนั้น เมื่อวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตอาศรมที่ประกอบด้วยกระท่อมที่เร้น และที่จงกรมเป็นต้น ดารดาษด้วยไม้ดอกและไม้ผลน่ารื่นรมย์ มีบ่อน้ำมีรสอร่อย ปราศจากเนื้อร้ายและนกที่มีเสียงร้องน่าสะพรึงกลัว ควรแก่ความสงบสงัด จัดพนักพิงไว้ในที่สุดทั้งสองด้านแห่งที่จงกรมอันตกแต่งแล้ว เนรมิตศิลามีสีดังถั่วเขียว มีพื้นเรียบ ไว้ในท่ามกลางที่จงกรม เพื่อจะได้นั่ง. 
         สำหรับภายในของบรรณศาลา ได้เนรมิตสิ่งของทุกอย่างที่จะเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่บรรพชิตอย่างนี้คือบริขารดาบสมีชฎาทรงกลม ผ้าเปลือกไม้ ไม้สามง่าม และคนโทน้ำเป็นต้น ที่ปะรำมีหม้อน้ำ สังข์ตักน้ำดื่มและขันตักน้ำดื่ม ที่โรงไฟมีกระเบื้องรองถ่านและฟืนเป็นต้น ที่ฝาบรรณศาลาได้เขียนอักษรไว้ว่า ใครๆ มีประสงค์จะบวช จงถือเอาบริขารเหล่านี้แล้วบวชเถิด เสร็จแล้วกลับไปยังเทวโลก. 
         สุเมธบัณฑิตตรวจที่อันผาสุกอันสมควรแก่การอยู่อาศัยของตนตามแนวซอกเขา ณ เชิงเขาหิมพานต์ ได้เห็นอาศรมอันน่ารื่นรมย์ซึ่งท้าวสักกะประทาน อันวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ ณ ที่แม่น้ำไหลกลับ จึงไปยังท้ายที่จงกรม มิได้เห็นรอยเท้า จึงคิดว่าบรรพชิตทั้งหลายแสวงหาภิกษาหารในหมู่บ้านใกล้ เหน็ดเหนื่อยมาแล้ว จักเข้าไปบรรณศาลาแล้ว นั่งอยู่เป็นแน่แท้ จึงรออยู่หน่อยหนึ่งแล้วคิดว่า ชักช้าเหลือเกิน เราอยากจะรู้นัก จึงเปิดประตูบรรณศาลาเข้าไปข้างในแล้วมองดูรอบๆ ได้อ่านอักษรที่ฝาหนังแผ่นใหญ่ แล้วคิดว่า กัปปิยบริขารเหล่านี้เป็นของเรา เราจักถือเอากัปปิยบริขารเหล่านี้บวช จึงเปลื้องคู่ผ้าสาฎกที่ตนนุ่งห่มทิ้ง 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราละทิ้งผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเข้าไปอย่างนี้แล้วเปลื้องผ้าสาฎกไว้ในบรรณศาลานั้น. 
         ด้วยบทว่า นวโทสมุปาคตํ นี้ ท่านแสดงว่า เราเมื่อจะละทิ้งผ้าสาฎก เพราะได้เห็นโทษ ๙ ประการ จึงได้ละทิ้งไปเสีย. 
         จริงอยู่ สำหรับผู้บวชเป็นดาบส โทษ ๙ ประการย่อมปรากฏในผ้าสาฎก คือความเป็นของมีค่ามาก เป็นโทษอันหนึ่ง, เกิดขึ้นเพราะเกี่ยวเนื่องกับคนอื่น เป็นโทษอันหนึ่ง, เศร้าหมองเร็วเพราะการใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะว่าผ้าสาฎกเศร้าหมองแล้วจะต้องซักต้องย้อม. การที่เก่าไปเพราะการใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, จริงอยู่ สำหรับผ้าที่เก่าแล้วจะต้องทำการชุนหรือทำการปะผ้า. แสวงหาใหม่กว่าจะได้ก็แสนยาก เป็นโทษอันหนึ่ง, ไม่เหมาะสมแก่การบวชเป็นดาบส เป็นโทษอันหนึ่ง, เป็นของทั่วไปแก่ศัตรู เป็นโทษอันหนึ่ง, เพราะว่าจะต้องคุ้มครองไว้โดยประการที่ศัตรูจะถือเอาไปไม่ได้. การอยู่ในฐานะเป็นเครื่องประดับของผู้ใช้สอย เป็นโทษอันหนึ่ง, เป็นความมักมากในของใช้ประจำตัวสำหรับผู้ถือเที่ยวไป เป็นโทษอันหนึ่ง.
         บทว่า วากจีรํ นิวาเสสึ ความว่า ดูก่อนสารีบุตร ในครั้งนั้น เราเห็นโทษ ๙ ประการเหล่านี้ จึงละทิ้งผ้าสาฎกแล้วนุ่งห่มผ้าเปลือกไม้คือถือเอาผ้าเปลือกไม้ซึ่งเอาหญ้ามุงกระต่ายมาทำให้เป็นชิ้นๆ แล้วถักทำขึ้น เพื่อต้องการใช้เป็นผ้านุ่งและผ้าห่ม. 
         บทว่า ทฺวาทสคุณมุปาคตํ แปลว่า ประกอบด้วยอานิสงส์ ๑๒ ประการ. 
         จริงอยู่ ผ้าเปลือกไม้มีอานิสงส์ ๑๒ ประการ คือข้อว่ามีราคาถูก ดี สมควร นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑ ก่อน 
         ข้อว่าสามารถทำด้วยมือของตนเองได้ นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๒ 
         ข้อที่ว่าจะค่อยๆ สกปรกเพราะการใช้สอย แม้เมื่อจะซักก็ไม่เนิ่นช้าเสียเวลา นี้เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๓ 
         แม้เมื่อเก่าก็ไม่มีการจะต้องเย็บ เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๔ 
         เมื่อแสวงหาใหม่ก็กระทำได้ง่าย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๕ 
         เหมาะสมแก่การบวชเป็นดาบส เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๖ 
         พวกศัตรูไม่ต้องการใช้สอย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๗ 
         ไม่อยู่ในฐานะเป็นเครื่องประดับสำหรับผู้ใช้สอย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๘ 
         ในเวลาครองเป็นของเบา เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๙ 
         ความเป็นผู้มักน้อยในปัจจัยคือจีวร เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๐ 
         การเกิดขึ้นแห่งผ้าเปลือกไม้เป็นของชอบธรรมและไม่มีโทษ เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๑ 
         เมื่อผ้าเปลือกไม้หายไปก็ไม่เสียดาย เป็นอานิสงส์ข้อที่ ๑๒. 
         ในบทว่า อฏฺฐโทสสมากิณฺณํ ปชหึ ปณฺณสาลกํ นี้มีคำถามสอดเข้ามาว่า เราละทิ้งอย่างไร? 
         ตอบว่า ได้ยินว่า สุเมธบัณฑิตนั้นเปลื้องคู่ผ้าสาฎกอย่างดีออก แล้วถือเอาผ้าเปลือกไม้สีแดงเช่นกับพวงดอกอโนชา ซึ่งคล้องอยู่ที่ราวจีวรเอามานุ่ง แล้วห่มผ้าเปลือกไม้อีกผืนหนึ่ง ซึ่งมีสีดุจสีทอง ทับลงบนผ้าเปลือกไม้ที่นุ่งนั้น แล้วกระทำหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ เช่นกับสัณฐานดอกบุนนาคให้เป็นผ้าเฉวียงบ่า สวมชฎากลมแล้วสอดปิ่นไม้แก่นเข้ากับมวยผม เพื่อกระทำให้แน่น วางคนโทน้ำซึ่งมีสีดังแก้วประพาฬไว้ในสาแหรก เช่นกับข่ายแก้วมุกดา ถือหาบซึ่งโค้งในที่สามแห่ง แล้วคล้องคนโทน้ำไว้ที่ปลายหาบข้างหนึ่ง คล้องขอกระเช้าและไม้สามง่ามเป็นต้นที่ปลายหาบข้างหนึ่ง แล้วเอาหาบซึ่งบรรจุบริขารดาบสวางลงบนบ่า มือขวาถือไม้เท้าออกจากบรรณศาลา เดินจงกรมกลับไปกลับมาในที่จงกรมใหญ่ประมาณ ๖๐ ศอก. 
         แลดูเพศของตนแล้วคิดว่า มโนรถของเราถึงที่สุดแล้ว การบรรพชาของเรางดงามหนอ ชื่อว่าการบรรพชานี้อันท่านผู้เป็นวีรบุรุษทั้งหลายทั้งปวงมีพระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญชมเชยแล้ว เครื่องผูกมัดของคฤหัสถ์เราละได้แล้ว เราเป็นผู้ออกเนกขัมมะแล้ว การบรรพชาอันยอดเยี่ยม เราได้แล้ว เราจักกระทำสมณธรรม เราจักได้สุขในมรรคและผล ดังนี้แล้วเกิดความอุตสาหะ วางหาบดาบสบริขารลงแล้วนั่งบนแผ่นศิลามีสีดังถั่วเขียวในท่ามกลางที่จงกรม ประหนึ่งดังรูปปั้นทองคำฉะนั้น. 
         ได้ยับยั้งอยู่ตลอดส่วนของวัน ในเวลาเย็นจึงเข้าบรรณศาลา นอนบนเสื่อที่ถักด้วยแขนงไม้ข้างเตียงหวาย ให้ตัวได้รับอากาศอันสดชื่นแล้วตื่นขึ้นตอนใกล้รุ่ง คำนึงถึงการมาของตนว่า 
         เราเห็นโทษในการครองเรือนจึงสละโภคทรัพย์นับไม่ถ้วน และยศอันหาที่สุดมิได้ เข้าป่าบวชแสวงหาเนกขัมมะ จำเดิมแต่บัดนี้ไป เราจะประพฤติด้วยความประมาทย่อมไม่ควร ด้วยว่าแมลงวันคือมิจฉาวิตกย่อมกัดกินผู้ที่ละความสงัดเที่ยวไป เราพอกพูนความสงัดในบัดนี้ จึงจะควร เพราะเราเห็นการครองเรือนโดยความเป็นของมีแต่กังวล จึงออกบวช. 
         ก็บรรณศาลานี้น่าพอใจ พื้นที่ก็ทำการปรับไว้ดี มีสีดังผลมะตูมสุก ฝาผนังขาวมีสีดังเงิน หลังคามุงด้วยใบไม้มีสีดังเท้านกพิราบ เตียงหวายมีสีดังเครื่องปูลาดอันตระการตา สถานที่อยู่เป็นที่อยู่ได้อย่างผาสุก ความพร้อมมูลแห่งเรือนของเรา เสมือนว่าจะยิ่งไปกว่าบรรณศาลานี้ ไม่ปรากฏให้เห็น จึงเมื่อจะค้นหาโทษของบรรณศาลา ก็ได้เห็นโทษ ๘ ประการ. 
         จริงอยู่ ในการใช้สอยบรรณศาลามีโทษ ๘ ประการ คือการแสวงหาด้วยการรวบรวมทัพพสัมภาระกระทำด้วยการเริ่มอย่างใหญ่หลวง เป็นโทษข้อที่ ๑.
         การจะต้องซ่อมแซมอยู่เป็นนิตย์ เพราะเมื่อหญ้า ใบไม้และดินเหนียวร่วงหล่นลงจะต้องเอาสิ่งเหล่านั้นมาวางไว้ ณ ที่เดิมแล้วๆ เล่าๆ เป็นโทษข้อที่ ๒. 
         ธรรมดาเสนาสนะจะต้องถึงแก่ท่านผู้แก่กว่า เมื่อเราถูกปลุกให้ลุกขึ้นในคราวที่มิใช่เวลา ความแน่วแน่ของจิตก็จะมีไม่ได้ เพราะเหตุนั้น การที่ถูกปลุกให้ลุกขึ้นจึงเป็นโทษข้อที่ ๓. 
         การกระทำร่างกายให้อ่อนแอ โดยกำจัดความหนาวและความร้อนเป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๔. 
         ผู้เข้าไปสู่เรือนอาจทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งได้ เพราะเหตุนั้น การปกปิดข้อครหาได้ เป็นโทษข้อที่ ๕. 
         การทำความหวงแหนว่า "เป็นของเรา" เป็นโทษข้อที่ ๖. 
         ธรรมดามีเรือนแสดงว่าต้องมีคู่ เป็นโทษข้อที่ ๗. 
         การเป็นของสาธารณ์ทั่วไปแก่คนมาก เพราะเป็นของสาธารณ์สำหรับสัตว์มีเล็น เรือดและตุ๊กแกเป็นต้น เป็นโทษข้อที่ ๘. 
         พระมหาสัตว์เห็นโทษ ๘ ประการนี้ จึงละทิ้งบรรณศาลาเสียด้วยประการฉะนี้. เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า เราละทิ้งบรรณศาลาอันเกลื่อนกล่นด้วยโทษ ๘ ประการ ดังนี้. 
         บทว่า อุปาคมึ รุกฺขมูลํ คุเณ ทสหุปาคตํ ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า เราห้ามที่มุงบัง เข้าหาโคนไม้อันประกอบด้วยคุณ ๑๐ ประการ. 
         ในการอยู่โคนไม้นั้นมีคุณ ๑๐ ประการนี้ คือมีความริเริ่มน้อย เป็นคุณข้อที่ ๑ เพราะเพียงแต่เข้าไปเท่านั้นก็อยู่ที่นั้นได้. 
         การปฏิบัติรักษาน้อย เป็นคุณข้อที่ ๒ เพราะโคนไม้นั้นจะกวาดหรือไม่กวาดก็ตาม ก็ใช้สอยได้สบายเหมือนกัน. 
         การที่ไม่ต้องถูกปลุกให้ลุกขึ้น เป็นคุณข้อที่ ๓. 
         ไม่ปกปิดข้อครหา เมื่อจะทำชั่วที่โคนไม้นั้นย่อมละอายใจ เพราะเหตุนั้น การปกปิดข้อครหาไม่ได้ เป็นคุณข้อที่ ๔. 
         ไม่ทำร่างกายให้อึดอัด เหมือนกับอยู่กลางแจ้ง เพราะเหตุนั้น การที่ร่างกายไม่อึดอัด เป็นคุณข้อที่ ๕. 
         ไม่มีการต้องทำความหวงแหนไว้ เป็นคุณข้อที่ ๖. 
         ห้ามความอาลัยว่าเป็นบ้านเรือนเสียได้ เป็นคุณข้อที่ ๗. 
         ไม่มีการไล่ไปด้วยคำว่า เราจักปัดกวาดเช็ดถูที่นั้น พวกท่านจงออกไป เหมือนดังในบ้านเรือนอันทั่วไปแก่คนจำนวนมาก เป็นคุณข้อที่ ๘. 
         ผู้อยู่ก็มีความปีติอิ่มเอิบใจ เป็นคุณข้อที่ ๙. 
         การไม่มีความห่วงใย เพราะเสนาสนะคือโคนไม้หาได้ง่ายในที่ที่ผ่านไป เป็นคุณข้อที่ ๑๐. 
         พระมหาสัตว์เห็นคุณ ๑๐ ประการเหล่านี้จึงกล่าวว่า เราเข้าหาโคนไม้ ดังนี้. 
         พระมหาสัตว์กำหนดเหตุมีประมาณเท่านี้เหล่านี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้นจึงเข้าไปภิกขาจารยังหมู่บ้าน. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในหมู่บ้านที่ท่านไปถึงได้ถวายภิกษาด้วยความอุตสาหะใหญ่. 
         ท่านทำภัตกิจเสร็จแล้วมายังอาศรม นั่งลงแล้วคิดว่า เรามิได้บวชด้วยหวังใจว่าจะได้อาหาร ธรรมดาอาหารอันละเอียดนี้ย่อมเพิ่มพูนความเมาเพราะมานะ และความเมาในความเป็นบุรุษ และที่สุดทุกข์อันมีอาหารเป็นมูล ย่อมมีไม่ได้ ถ้ากระไร เราพึงเลิกละอาหารที่เกิดจากข้าวที่เขาหว่านและปลูก บริโภคผลไม้ที่หล่นเอง. 
         จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์ก็ได้กระทำตามนั้น พากเพียรพยายามอยู่ ในภายในสัปดาห์เดียวเท่านั้น ก็ทำสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้บังเกิดได้. 
      เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า 
            เราเลิกละข้าวที่หว่านที่ปลูกโดยเด็ดขาด มาบริโภคผลไม้ 
      ที่หล่นเอง ที่สมบูรณ์ด้วยคุณเป็นอันมาก เราเริ่มตั้งความเพียร 
      ในการนั่ง การยืนและการเดินจงกรมอย่างนั้น ในภายในสัปดาห์ 
      หนึ่ง ก็ได้บรรลุอภิญญาพละ ดังนี้. 
         เมื่อสุเมธดาบสบรรลุอภิญญาพละอย่างนี้แล้ว ให้เวลาล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากสมาบัติ. พระศาสดาพระนามว่าทีปังกร ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก. ในการถือปฏิสนธิ การประสูติ การตรัสรู้และการประกาศพระธรรมจักรของพระศาสดาพระองค์นั้น หมื่นโลกธาตุแม้ทั้งสิ้นสะเทือนเลื่อนลั่นหวั่นไหวร้องลั่น. บุพนิมิต ๓๒ ประการปรากฏขึ้นแล้ว. สุเมธดาบสยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในสมาบัติ ไม่ได้ยินเสียงนั้นและไม่ได้เห็นบุพนิมิตเหล่านั้นด้วย. 
      เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า 
         เมื่อเราบรรลุถึงความสำเร็จเป็นผู้เชี่ยวชาญในพระศาสนา 
         อย่างนี้ พระชินเจ้าผู้เป็นโลกนายก ทรงพระนามว่าทีปังกร 
         เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เมื่อพระองค์เสด็จอุบัติ ประสูติ ตรัสรู้และ 
         แสดงพระธรรมเทศนา เราเอิบอิ่มอยู่ด้วยความยินดีในฌาน 
         มิได้เห็นนิมิตทั้ง ๔ ประการแล.

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค ๑.พุทธาปทาน

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
 พุทธวรรคที่ ๑ พุทธาปทานที่ ๑
                         ว่าด้วยเหตุให้สำเร็จเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า
               ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ เป็นพระสัพพัญญูผู้ประเสริฐ ได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะว่า ชนเหล่าใด สร้างสมกุศลสมภารในพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ยังไม่ได้โมกขธรรมใน ศาสนาของพระชินเจ้า ชนเหล่านั้นเป็นนักปราชญ์โดยมุข คือ การ ตรัสรู้นั้นแล
                แม้มีอัธยาศัย มีกำลังมาก มีปัญญาแก่กล้า ย่อมได้บรรลุ ความเป็นพระสัพพัญญูด้วยเหตุแห่งปัญญา แม้เราเป็นธรรมราชาผู้สมบูรณ์ ด้วยบารมี ๓๐ ทัศ ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ นับไม่ถ้วน
                นมัสการพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยสงฆ์ด้วย นิ้วทั้ง ๑๐ แล้วกราบไหว้สัมโพธิญาณของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด ทั้งหลายด้วยเศียรเกล้า
                รัตนะทั้งที่มีในอากาศและอยู่ที่พื้นดิน ในพุทธเขต มีประมาณเท่าใด เราจักนำรัตนะทั้งหมดนั้นมาด้วยใจ ณ พื้นที่เป็น รูปิยะนั้น เราได้นิรมิตปราสาทหลายชั้น อันสำเร็จด้วยรัตนะ สูง ตระหง่านจรดฟ้า มีเสาอันวิจิตร ได้สัดส่วน จัดไว้ดี ควรค่ามาก
                มี คันทวยทำด้วยทองคำ ประดับด้วยนกกระเรียนและฉัตร พื้นชั้นแรกเป็น แก้วไพฑูรย์ งามปราศจากมลทิน ไม่มีฝ้า เกลื่อนกลาดด้วยดอกบัวหลวง มีพื้นทองคำอย่างดี พื้นบางชั้นมีสีดังแก้วประพาฬ เป็นกิ่งน่ารื่นเริง บาง ชั้นแดงงาม บางชั้นเปล่งรัศมี ดังสีแมลงค่อมทอง บางชั้นสว่างทั่วทิศ
                ในปราสาทนั้น มีศาลาสี่หน้ามุข มีประตูหน้าต่างจัดไว้เรียบร้อย มีชุกชี และหลุมตาข่ายสี่แห่ง มีพวงมาลัยหอมน่ารื่นรมย์ใจห้อยอยู่
                ยอดปราสาทนั้นประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ มีสีเขียว เหลือง แดง ขาว ดำล้วน ประกอบด้วยยอดเรือนชั้นเยี่ยม มีสระประทุมชูดอกบานสะพรั่ง งามด้วยฝูงเนื้อและนก บางชั้นดาดาษด้วยดาวนักษัตร ประดับด้วยรูป ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
                ปกคลุมด้วยพวงดอกไม้ทอง ดาดาษด้วยตาข่าย ทองน่ารื่นรมย์ ห้อยย้อยด้วยกระดิ่งทอง เปล่งเสียงด้วยกำลังลม ปราสาทนั้นวิจิตรด้วยธงสีต่างๆ คือ ธงสีชมพู สีแดง สีเหลือง สีเขียว และสีทอง ปักไว้เป็นระเบียบ แผ่นกระดานต่างๆ มากหลายร้อย 
                ทำ ด้วยเงิน ทำด้วยแก้วมณี ทับทิม ทำด้วยแก้วมรกต วิจิตรด้วยที่นอน ต่างๆ ลาดด้วยผ้าเมืองกาสีละเอียดอ่อน เราปูลาดเครื่องลาดต่างๆ ด้วยผ้ากัมพล ผ้าทุกุลพัสตร์ ผ้าเมืองจีน ผ้าเมืองแขก และผ้าห่มเหลือง ทุกแห่ง ด้วยใจ ที่พื้นนั้นๆ ประดับด้วยยอดแก้ว
                คนหลายร้อยยืน ถือประทีปแก้วมณีอันส่งแสงเรืองอยู่ เสาระเนียด เสาซุ้มประตู ทำด้วย ทองชมพูนุท ไม้แก่นและเงินบ้าง มีที่ต่อหลายแห่ง จัดไว้เรียบดี วิจิตร ด้วยบานประตูและกลอน ย่อมยังปราสาทให้งาม
                สองข้างปราสาทนั้น มีกระถางน้ำเต็มเปี่ยมหลายกระถาง ปลูกบัวหลวงและอุบลไว้เต็ม เรา นิรมิตพระพุทธเจ้าในอดีต ผู้เป็นนายกของโลกทุกพระองค์ พร้อมด้วย พระสงฆ์สาวก ด้วยวรรณและรูปตามปกติ
                พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ พร้อมด้วยพระสาวกเข้าไปทางประตูนั้น หมู่พระอริยเจ้านั่งบนตั่งอันทำ ด้วยทองคำล้วนๆ พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมในโลก มีอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี เป็นอดีตก็ดี ปัจจุบันก็ดี ทุกพระองค์ได้ขึ้นปราสาทของเรา พระสยัมภู
                ปัจเจกพุทธเจ้าหลายร้อย ผู้ไม่พ่ายแพ้ ทั้งในอดีตและปัจจุบันได้ขึ้น ปราสาทของเราทั้งหมด ต้นกัลปพฤกษ์ทั้งเป็นของทิพย์และของมนุษย์ มีมาก เรานำเอาผ้าทุกอย่างจากต้นกัลปพฤกษ์นั้น มาทำไตรจีวรถวายให้ ท่านเหล่านั้นครอง
                ของเคี้ยว ของฉัน ของลิ้ม น้ำและข้าวมีสมบูรณ์ เราใส่อาหารเต็มบาตรงามทำด้วยมณีแล้วถวายพระอริยเจ้าทั้งผองครองผ้า ทิพย์ ครองจีวรเนื้อเกลี้ยงอิ่มหนำสำราญด้วยน้ำตาลกรวด น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยรสหวานฉ่ำและด้วยข้าวปายาส
                หมู่อริยเจ้าเหล่านี้เข้าห้องแก้ว สำเร็จสีหไสยาบนที่นอนอันควรค่ามาก ดังไกรสรีนอนในถ้ำที่อยู่ รู้สึกตัว ลุกขึ้นนั่งคู้บัลลังก์บนที่นอน เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยความยินดีในฌานอัน เป็นโคจรของพุทธเจ้าทุกพระองค์
                บางพวกแสดงธรรม บางพวกเข้าฌาน ด้วยฤทธิ์ บางพวกเข้าอัปปนาฌาน และบางพวกอบรมอภิญญาวสี บาง พวกแผลงฤทธิ์ คนเดียวเป็นได้หลายร้อยหลายพัน
                แม้พระพุทธเจ้าก็ถาม ปัญหาอันเป็นอารมณ์ คือ วิสัยของพระสัพพัญญูกะพระพุทธเจ้า ท่าน เหล่านั้น ย่อมตรัสรู้เหตุอันละเอียดลึกซึ้งด้วยพระปัญญา พระสาวกทูล ถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสถามพระสาวก ท่านเหล่านั้นถามกัน และกัน และพยากรณ์กันและกัน
                พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกต่างเป็นศิษย์ ท่านเหล่านั้นรื่นรมย์อยู่ด้วยความยินดีอย่างนี้ อภิรมย์อยู่ในปราสาทของเรา ฉัตรและฉัตรซ้อน มีรัศมีดังไม้ไผ่แก้วตั้งไว้ ทุกๆ องค์ทรงไว้ซึ่งฉัตรอันห้อยย้อยด้วยตาข่ายทอง ขจิตด้วยตาข่ายเงิน วงรอบด้วยตาข่ายมุกดา บนเศียรมีเพดานผ้า แวววาวด้วยดาวทอง งดงาม
                ดาดาษด้วยพวงมาลัยทุกๆ องค์ ทรงไว้รอบๆ ฉัตรดาดาษด้วยพวงมาลัย งามด้วยพวงดอกไม้หอม เกลื่อนด้วยพวงผ้า ประดับด้วยพวงแก้ว เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้ งดงามยิ่งนัก รมด้วยของหอมน่าพอใจ ทำด้วย ของหอมยาวห้านิ้ว
                มุงด้วยเครื่องมุงทอง ในสี่ทิศแห่งปราสาท มีสระ อันดาดาษด้วยปทุมและอุบล หอมตลบด้วยเกสรดอกปทุม ปรากฏ ดังสีทองคำ โดยรอบปราสาท มีต้นไม้ทุกชนิด ดอกบานสะพรั่ง และ ดอกไม้หล่นลงเอง เรี่ยรายอยู่ยังปราสาท
                ใกล้ๆ ปราสาทนั้นมีฝูงนกยูง รำแพนหาง ฝูงหงส์ทิพย์ส่งเสียง ฝูงนกการวิกขับขาน หมู่นกร้องอยู่ โดยรอบปราสาท เสียงกลองเภรีทุกอย่างจงเป็นไป เสียงพิณทุกชนิดจง ดีด เสียงสังคีตทุกอย่างจงขับขาน โดยรอบปราสาท ขอบัลลังก์ทองใหญ่ สมบูรณ์ด้วยรัศมี ไม่มีช่องประดับด้วยแก้ว จงตั้งอยู่ ในกำหนดพุทธเขต และในหมื่นจักรวาล
                ขอต้นไม้ประจำทวีปจงรุ่งเรือง เป็นไม้สว่างไสว เช่นเดียวกัน สืบต่อกันไปตั้งหมื่นต้น หญิงเต้นรำ หญิงขับร้อง จงเต้นรำ ขับร้อง หมู่นางอัปสรผู้มีอวัยวะต่างๆ กัน จงปรากฏ (ฟ้อน) อยู่โดย รอบปราสาท เราให้ชักธงทุกชนิดมีห้าสีงามวิจิตรขึ้นอยู่บนยอดไม้ ยอด ภูเขา และบนยอดสิเนรุ
                หมู่ชน ฝูงนาค คนธรรพ์ และเทวดาทุกท่าน นั้น จงมาประนมหัตถ์นมัสการเรา แวดล้อมปราสาทอยู่ กุศลกรรมอย่าง ใดอย่างหนึ่ง เป็นกิริยาที่เราพึงทำด้วยกาย วาจา และใจ กุศลกรรมนั้นเรา ทำแล้วไปในไตรทศ สัตว์เหล่าใดมีสัญญา และสัตว์เหล่าใดไม่มีสัญญา มีอยู่
                ขอสัตว์ทั้งหมดนั้นจงเป็นผู้มีส่วนแห่งผลบุญ ที่เราทำแล้ว สัตว์ เหล่าใดทราบบุญที่เราทำแล้ว เราให้ผลบุญแก่สัตว์เหล่านั้น
                บรรดาสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่าใดไม่รู้ ขอทวยเทพจงไปบอกแก่สัตว์เหล่านั้น ปวง สัตว์ในโลกผู้อาศัยอาหารเป็นอยู่ทุกจำพวก ขอจงได้อาหารอันพึงใจ ด้วย ใจของเรา เรามีใจเลื่อมใสในทานที่เราให้แล้วด้วยใจอันผ่องใส เราบูชา พระสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์แล้ว
                บูชาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะกุศลกรรมที่เราทำดีแล้วนั้น และเพราะความปรารถนาแห่งใจ เราละ กายมนุษย์แล้ว ได้ไปยังดาวดึงส์พิภพ เราย่อมรู้ทั่วความเป็นเทวดาและ มนุษย์ในสองภพ ย่อมไม่รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งความปรารถนาด้วยใจ
                เราเป็นใหญ่กว่าเทวดา เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยรูปลักษณะ ไม่มีใครเสมอเราด้วยปัญญา โภชนะต่างๆ อย่างประเสริฐ และรัตนะ มากมาย ผ้าต่างชนิด ย่อมจากฟ้ามาหาเราพลัน เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า อาหารทิพย์ย่อมมาหาเราเอง
                เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและ ในป่า รัตนะทุกอย่างย่อมมาหาเรา
                เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ของหอมทุกชนิดย่อมมาหาเราเอง
                เราชี้มือไปในที่ใด คือที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ยวดยานทุกอย่างย่อมมาหาเรา
                เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ดอกไม้ทุกชนิดย่อมมาหาเรา
                เราชี้มือไปใน ที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า เครื่องประดับ ย่อมมาหาเรา
                เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า ปวงนางกัญญาย่อมมาหาเรา
                เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่ แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ในน้ำและในป่า น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ย่อมมาหาเรา
                เราชี้มือไปในที่ใด คือ ที่แผ่นดิน ภูเขา บนอากาศ ใน น้ำและในป่า ของเคี้ยวทุกอย่างย่อมมาหาเรา
 เราได้ให้ทานอันประเสริฐ นั้นในคนไม่มีทรัพย์ คนเดินทางไกล ยาจก และคนเดินทางเปลี่ยว เพื่อต้องการบรรลุสัมโพธิญาณอันประเสริฐ เรายังภูเขาหินให้บันลืออยู่ ยังเขาอันแน่นหนาให้กระหึ่มอยู่ ยังมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ร่าเริง อยู่ จะเป็นพระพุทธเจ้าในโลก ทิศ ๑๐ มีอยู่ในโลก ที่สุดไม่มีแก่บุคคล ผู้ไปอยู่ ก็ในทิศาภาคนั้น พุทธเขตนับไม่ได้ รัศมีของเราปรากฏเปล่ง ออกเป็นคู่ๆ ข่าย (หมู่,คู่) รัศมีมีอยู่ในระหว่างนี้ เราเป็นผู้มีแสง สว่างมาก ปวงชนในโลกธาตุประมาณเท่านี้จงเห็นเรา จงมีใจยินดีทั้ง หมดเทียว จงประพฤติตามเราทั้งหมด เราตีกลองอมฤต มีเสียงบันลือ ไพเราะสละสลวย ปวงชนในระหว่างนี้ จงได้ยินเสียงอันไพเราะของเรา เมื่อฝนคือธรรมเทศนาตกลง ปวงชนจงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ
 บรรดาชน เหล่านั้น สัตว์ผู้เกิดสุดท้ายภายหลัง จงเป็นพระโสดาบัน เราให้ทานที่ ควรให้แล้ว บำเพ็ญศีลโดยไม่เหลือ ถึงที่สุดเนกขัมมบารมีแล้ว พึงได้ บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เราเรียนถามบัณฑิตแล้ว ทำความเพียรอย่าง สูงสุด ถึงที่สุดขันติบารมีแล้ว พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เรา กระทำอธิษฐานจิตมั่นคงแล้ว บำเพ็ญสัจจบารมีถึงที่สุด เมตตาบารมีแล้ว พึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม เราเป็นผู้มีใจเสมอในอารมณ์ทั้งปวง คือ ในลาภ ความเสื่อมลาภ สุข ทุกข์ สรรเสริญ และนินทา พึง ได้บรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม
 ท่านทั้งหลายเห็นความเกียจคร้านโดยเป็น ภัย และเห็นความเพียรโดยความเกษมแล้ว จงปรารภความเพียร นี้เป็น อนุศาสนีของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็นความวิวาทโดยเป็นภัย และ เห็นความไม่วิวาทโดยเกษมแล้ว จงสมัครสมานกัน กล่าววาจาอ่อนหวาน แก่กัน นี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า ท่านทั้งหลายเห็นความประมาท โดยเป็นภัย และเห็นความไม่ประมาทโดยเกษมแล้ว จงอบรมอัฏฐังคิกมรรค
                นี้เป็นอนุศาสนีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย มาประชุมกันอยู่มาก ทุกประการ
                ท่านทั้งหลายจงกราบไหว้นมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้
                พระพุทธเจ้า (และ) ธรรมของพระพุทธเจ้า ใครๆ ไม่อาจคิดได้ เมื่อบุคคลเลื่อมใสใน พระพุทธเจ้าและพระธรรม อันใครๆ ไม่อาจคิดได้ ย่อมมีผลอันใครๆ คิดไม่ได้.
                ทราบว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคจะทรงให้ท่านพระอานนท์รู้พระพุทธจิตของพระองค์ จึง ได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อพุทธาปนิยะ ด้วยประการฉะนี้.
พุทธาปทานจบบริบูรณ์.
เนื้อความในอรรถกถา มีทั้งหมด  ๑๑ หน้าต่าง   [๑]  [๒]  [๓]  [๔]  [๕]  [๖]  [๗]  [๘]  [๙]  [๑๐]   [๑๑] 

03 มกราคม 2569

อัธยายที่ 27 นิคมปริวรฺต สปฺตวึศะ ชื่อนิคมปริวรรต (ว่าด้วยตอนอวสาน) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

ตอนอวสาน
      ครั้งนั้นแล ตถาคตอยู่ในที่ซึ่งมีเทวบุตรอยู่ เทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาสหมื่นแปดพัน มีหัวหน้าคือ มเหศวร นันทะ สุนันทะ จันทนะ มหิตะ ศานตะ และประศานตะวินีเตศวระ ซึ่งประชุมร่วมกันในการที่ตถาคตหมุนธรรมจักร เพื่อประกาศธรรมบรรยายอันไม่ได้มีมาแล้ว ในที่นั้น พระผู้มีภคะ ตรัสเรียกเทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาสมีมเหศวรเทวบุตรเป็นหัวหน้ามาว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายธรรมบรรยายสูตรนี้นั้นมีชื่อว่า ลลิตวิสตร เป็นการเล่นสนุกสำราญของโพธิสัตว์อย่างกว้างขวางมาก เข้าไปสู่ความแช่มช้อยในพุทธวิษัย(เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระพุทธ) ควรนำเข้ามาในตน ตถาคตได้พูดไว้แล้ว
      ท่านทั้งหลายจงเรียน จงจำ และจงบอกซึ่งธรรมบรรยายนั้นเถิด เมื่อทำได้ดังนั้นแล้วจะเป็นผู้มีจักษุในธรรม เป็นผู้รู้กว้างขวางและบุทคลผู้ที่เป็นโพธิสัตวยานีกะ(ผู้บำเพ็ญบารมิตาของโพธิสัตว์เพื่อเป็นพระพุทธในอนาคต) ได้ฟังธรรมบรรยายนี้แล้วจะได้ความเพียรมั่นคงขึ้น และสัตว์ทั้งหลายผู้ได้อธิมุกติ(ความหลุดพ้น) อย่างกว้างขวางในอนุตตรสัมยักสัมโพธิ ก็จะเกิดกำลังแห่งฝนคือธรรมอย่างใหญ่หลวง
  
และจะข่มฝ่ายตรงข้ามคือมารได้ และจะไม่ได้ซึ่งการหยั่งลงสู่คำท้าทายของฝ่ายอื่น การที่ท่านทั้งหลายเชิญให้แสดงธรรมคือธรรมบรรยายนั้นจะเป็นมหากุศล จะเป็นประโยชน์ใหญ่ยิ่ง จะมีผลมาก จะมีอานิสงส์มาก
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะกระทำประคองอัญชลี(ยกมือไหว้) ซึ่งธรรมบรรยายคือลลิตวิสตรนี้ เขาผู้นั้นจะได้ธรรมอย่างอุกฤต(ยอดเยี่ยม) 8 อย่าง ธรรมอย่างอุกฤต 8 อย่างนั้นเป็นไฉน? นั่นคือ เขาจะได้รูปร่างอย่างอุกฤต จะได้กำลังอย่างอุกฤต จะได้บริวารอย่างอุกฤต จะได้ประติภาน(ความไหวพริบ เฉียบแหลม)อย่างอุกฤต จะได้ไนษกรมย์(การออกบวช)อย่างอุกฤต จะได้จิตบริศุทธอย่างอุกฤต จะได้บทสมาธิอย่างอุกฤต จะได้แสงสว่างคือปรัชญาอย่างอุกฤต นี้คือธรรมอย่างอุกฤต 8 อย่าง
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ใครก็ตาม จัดธรรมาสน์ให้แก่ผู้อยากจะพูดธรรมบรรยายคือลลิตวิสตรนี้ และผู้พูดธรรม เขาผู้นั้นจะได้อาสนะ(ตำแหน่ง) 8 อย่างซึ่งน่าปรารถนา ในอาสนะพร้อมด้วยการจัด อาสนะ 8 อย่างเป็นไฉน? นั่นคือได้อาสนะเป็นเศรษฐี ได้อาสนะเป็นคฤหบดี ได้อาสนะเป็นจักรพรรดิ์ ได้อาสนะเป็นเทพโลกบาล ได้อาสนะเป็นองค์ศักร ได้อาสนะเป็นเทพวศวรรตี ได้อาสนะเป็นพรหม ได้บรรลังก์เป็นโพธิสัตว์ถึงความประเสริฐเลิศที่ควงต้นโพธิ กำจัดมารผู้เป็นข้าศึกโดยเฉพาะหน้าหรือโดยเรียงราย และได้อาสนะเป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้ว หลังจากนั้นจะหมุนธรรมจักรอันสุงสุด ซึ่งน่าปรารถนา นี้คือได้อาสนะตำแหน่ง 8 อย่างซึ่งน่าปรารถนา
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะให้สาธุการแก่ผู้พูดธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้ เขาผู้นั้น จะเป็นผู้มีความบริศุทธ วาก 8 ประการ ความบริศุทธวาจา 8 ประการเป็นไฉน? นั่นคือสำหรับผู้พูดอย่างไรทำอย่างนั้น ย่อมได้ความบริศุทธวากกรรมเป็นไปตามความสัตย์ สำหรับผู้มีวาจาควรเชื่อถือ ย่อมบริศุทธด้วยการหักล้างประชุมชนได้ สำหรับผู้มีวจนะควรยึดถือ ย่อมบริศุทธด้วยมีความมั่นคง สำหรับผู้มีวจนะสุภาพอ่อนหวาน ย่อมบริศุทธด้วยการสงเคราะห์สัตว์ผู้หยาบคาย สำหรับผู้มีเสียงเหมือนเสียงนกการเวก ย่อมบริศุทธด้วยทำให้กายและจิตตื่นเต้น
      สำหรับผู้มีวาจาพูดคำสาธุการนั้น ย่อมบริศุทธวาจาด้วยการไม่ถูกสัตว์ทั้งปวงรังควาน สำหรับผู้มีเสียงเหมือนพรหม ย่อมบริศุทธด้วยลบล้างเสียงทั้งปวง สำหรับผู้มีเสียงคำรณกึกก้องเหมือนเสียงราชสีห์ ย่อมบริศุทธด้วยไม่ถูกคำท้าทายของฝ่ายอื่นทั้งปวงหักล้างได้ สำหรับผู้มีเสียงเหมือนเสียงพระพุทธ ย่อมบริศุทธด้วยยังอินทรีย์ของสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี นี้คือได้ความบริศุทธวากกรรม 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะทำการเขียนลงในสมุด ซึ่งธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้ แล้วสักการะ เคารพ นับถือ บูชา พูดสรรเสริญพรรณนาธรรมบรรยายทั้ง 4 ทิศ ด้วยจิตไม่ตระหนี่หวงแหน และเปล่งเสียงสรรเสริญพรรณนาว่าท่านทั้งหลายจงมา จงทรงจำ จงอ่าน จงคิด จงท่องสาธยายซึ่งธรรมบรรยายที่เขียนไว้นี้ เขาผู้นั้นได้ขุมทรัพย์ใหญ่ 8 ประการ ขุมทรัพย์ใหญ่ 8 ประการเป็นไฉน? นั่นได้แก่ ได้ขุมทรัพย์คือสมฤติด้วยการไม่หลงลืม ได้ขุมทรัพย์คือมติด้วยการแบ่งแยกความรู้ ได้ขุมทรัพย์คือคติด้วยความรักในคติแห่งประโยชน์ในสูตรทั้งปวง ได้ขุมทรัพย์คือธารณี(ความทรงจำ)ด้วยการทรงจำคำที่ได้ยินมาทั้งหมด ได้ขุมทรัพย์คือประติภาน(ไหวพริบ)ด้วยการสนทนาปราศรัยสุภาษิตของสัตว์ทั้งปวง ได้ขุมทรัพย์คือธรรม ด้วยการสังเกตุกำหนดสัทธรรม ได้ขุมทรัพย์คือโพธิจิต(จิตมีความรู้) ด้วยการกำหนดประวัติวงศ์พระรัตนตรัย และได้ขุมทรัพย์คือการประติบัทด้วยการได้ความอดทนในอนุตปัตติกธรรม(ธรรมที่เกิดขึ้นตามลำดับ) นี้คือได้ขุมทรัพย์ 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะยังธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้กระทำให้แพร่หลายแล้วทรงจำไว้ เขาผู้นั้น จะเต็มไปด้วยสัมภาระ 8 ประการ สัมภาระ 8 ประการเป็นไฉน ? นั่นคือ ได้แก่จะเต็มไปด้วยทานสัมภาระด้วยจิตไม่ตระหนี่ จะเต็มไปด้วยศีลสัมภาระเพราะเต็มไปด้วยความตั้งใจในความดีทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยศรุตสัมภาระ(สัมภาระคือการสดับฟัง)เพราะความยกย่องปรัชญาอันไม่ติดขัด  จะเต็มไปด้วยศมถสัมภาระ เพราะบ่ายหน้าสู่สมาบัติอันเกิดจากสมาธิทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยวิทรรศนาสัมภาระเพราะเต็มไปด้วยเต็มไปด้วยวิทยาในวิทยา 3 จะเต็มไปด้วยบุณยสัมภาระ เพราะมีเครื่องประดับอันบริศุทธแห่งพุทธเกษตร คือลักษณะและอวัยวะส่วนย่อย  จะเต็มไปด้วยชญานสัมภาระ เพราะความยินดีตามความหลุดพ้นของสัตว์ทั้งปวง  จะเต็มไปด้วยมหากุรณาสัมภาระ เพราะความไม่ลำบากในการบ่ม(อบรม)สัตว์ทั้งหลาย นี้คือเต็มไปด้วยสัมภาระ 8ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย และผู้ใดก็ตาม จะประกาศธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้แก่ผู้อื่นโดยพิสดารว่า สัตว์ทั้งหลายคิดอย่างนี้ มีถ้อยคำอย่างนี้แล้ว พึงได้ธรรมทั้งหลายอย่างนี้ๆ เขาผู้นั้น จะได้ความมีบุณยมากโดยกุศลมูลนั้น 8 ประการ ความมีบุณยมากโดยกุศลมูล 8 ประการนั้นเป็นไฉน? นั่นคือ เป็นพระราชาจักรพรรดิ์  นี้คือความมีบุณยมากข้อต้น จะครองความเป็นใหญ่ในต่ำแหน่งเทพชั้นมหาราชทั้ง 4 นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 2 จะเป็นองค์ศักรเป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 3 จะเป็นเทวบุตรชั้นสุยาม นี้คือความมีบุณยมากข้อที่4 จะเป็นเทวบุตรดุษิตนี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 5 จะเป็นเทวบุตรชั้นสุนิรมิตะ  นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 6 จะเป้นเทพราชชั้นวศวตี นี้คือความมีบุณยมากข้อที่7 จะเป็นมหาพรหมชั้นพรหม นี้คือความมีบุณยมากข้อที่ 8 และในที่สุดจะเป็นตถาคตอรหันตสัมยักสัมพุทธ ละอกุศลธรรมทั้งปวง ประกอบด้วยกุศลธรรมทั้งปวง จะได้ความมีบุณยมาก 8 อย่างเหล่านี้
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ผู้ใดก็ตาม จะเงียโศรตลงฟังธรรมบรรยายลลิตวิสตรซึ่งเขากำลังกล่าวนี้ เขาผู้นั้น จะได้ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ เป็นไฉน? นั่นคือ ได้แก่จะได้ไมตรี เพราะกำจัดโทษทั้งปวง จะได้กรุณาเพราะละวิหิงสาทั้งปวง จะได้มุทิตาเพราะคร่าออกซึ่งอรติ(ความไม่ยินดี)ทั้งปวง จะได้อุเบกษาเพราะความสุภาพเรียบร้อยและสละประติฆะ(ความหงุดหงิดใจ) จะได้ธยานทั้ง 4 เพราะความเป็นไปในอำนาจรูปธาตุทั้งปวง จะได้อารูปยสมาบัติ เพราะความเป็นไปในอำนาจจิต จะได้อภิชญา 5 เพราะความไปถึงพุทธเกษตรอื่นๆ จะได้ข่าวรากเง่าการติดต่อวาสนาทั้งปวง  เพราะได้ศูรังคมสมาธิ(สมาธิถึงความกล้าหาญหรือสมาธิแก่กล้า) นี้คือได้ความเป็นผู้มีจิตปราศจากมลทิน 8 ประการ
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ธรรมบรรยายลลิตวิสตรนี้  จะแพร่หลายไปในคราม ในนคร ในนิคม ในชนปท  ในชนปทประเทศ  ในที่จงกรมหรือในทีอยู่ใดๆภัยทั้งหลายจะไม่มีในที่นั้น 8 ประการ เว้นแต่ผลของกรรมเก่า การไม่มีภัย 8 ประการ เป็นไฉน? นั่นคือ ได้แก่ไม่มีภัยแต่พระราชากำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่โจรกำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่สัตว์ร้ายกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่ข้าวยากหมากแพงแห้งแล้งกำเริบ ไม่มีภัยเกิดแต่การทะเลาะวิวาทรบซึ่งกันและกันกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่เทวดากำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่นาคกำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่ยักษ์กำเริบ  ไม่มีภัยเกิดแต่อุปัททวะทั้งปวงกำเริบ  ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย นี่คือไม่มีภัย 8 ประการ(เว้นแต่ผลแห่งกรรมเก่า)
      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ถ้าตถาคตอยู่ได้ตลอดกัลป นั่งอยู่ทั้งกลางคืน กลางวันพูดพรรณนาธรรมบรรยายนี้อย่างย่อๆ โดยถือเอาท่านทั้งหลายผู้ใดผู้หนึ่งเป็นประมาณ การพรรณนาธรรมบรรยายนี้ไม่พึงสิ้นสุด ประติภานของตถาคตก้ไม่พึงสิ้นไปและอีกประการหนึ่ง      ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ศีล สมาธิ ปรัชญา วิมุกติชญาน ทรรศนะของตถาคต ไม่มีประมาณ ไม่สิ้นสุด ฉันใด       ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลายบุทคลผู้ซึ่งจะเรียน จะจำ จะบอก จะเขียน จะให้เขาเขียน จะไม่สิ้นสุด จะเป็นไปฉันนั้น และจะประกาศโดยพิสดารในท่ามกลางประชุมชนว่า  สัตว์ผู้กล่าวถ้อยคำนี้พึงได้ซึ่งธรรมอันใหญ่หลวงอย่างนี้ด้วยจิตนี้ แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไม่สิ้นสุดบุณยเลย
      ลำดับนั้นแล พระผู้มีภคะ ตรัสเรียกพระหมากาศยปผู้มีอายุ พระอานนท์ผู้มีอายุ และพระไมเตรยะผู้เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์ว่า        ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ตถาคตจะให้ จะมอบให้ซึ่งอนุตตรสัมยักสัมโพธิอันยกขึ้นแล้วตั้งหมื่นแสนโกฏิกัลปนับไม่ถ้วนไม่ถ้วนไว้ในมือท่านทั้งหลาย ด้วยการมอบให้จริงๆและท่านทั้งหลายจงจดจำธรรมบรรยายนี้ไว้ด้วยตนเอง และจงประกาศโดยพิสดาร
                พระผู้มีภคะ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ได้ตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ในเวลานั้น  เพื่อทรงมอบธรรมบรรยายนี้โดยประมาณมากกว่า
                1 สัตว์ทั้งหลายเหล่าใด ที่ตถาคตเห็นแล้วด้วยพุทธจักษุ ถ้ามีใครบูชาสัตว์เหล่านั้นตลอดกัลปเหมือนเทียมด้วยทรายในแม่น้ำคงคา สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นพึงเป็นพระอรหันต์เทียมเท่าสาริบุตร ฯ
                2 ส่วนผู้ใดมีความยินดี พึงกระทำการบูชาแก่พระปรัตเยกพุทธเจ้าตลอดวันตลอดคืน ด้วยพวงมาลัย และด้วยสิ่งอื่นๆเช่นนั้นมีประการหลายอย่าง เพราะฉะนั้น เขาผู้นี้ชื่อว่าเป็นผู้ทำบุณย จะต้องวิศษ ฯ
                3 สัตว์ทั้งปวง ถ้ามีชัยด้วยศรัทธา ต้องมีใครบูชาสัตว์เหล่านั้นในโลกนี้ด้วยดอกไม้ เครื่องหอม และเครื่องลูบไล้ ติดต่อกันไปยิ่งกว่านั้นหลายกัลป ด้วยความไม่ประมาท ฯ
                4 และผู้ใดพึงกระทำการกราบไหว้อย่างเดียวแก่ตถาคตผู้เดียวและมีจิตเสื่อมใส พึงพูดว่า นโม' รฺหเต(ขอความนอบน้อมของข้าพเจ้าจงมีแด่พระอรหันต์) เพราะฉะนั้น การกระทำนี้ เป็นบุณยประเสริฐสุดของผู้นั้น ฯ
                5 ถ้าสัตว์ทั้งปวง พึงเป็นพระพุทธไซร้ เขาพึงบูชาสัตว์เหล่านั้นเหมือนก่อนๆด้วยดอกไม้สวรรค์และดอกไม้ของมนุษย์อันประเสริฐ โดยประการเป็นอันมาก ตลอดหลายกัลปฯ
                6 และผู้ใด พึงกล่าวพระสูตรนี้ตลอดวัน ตลอดคืน จนถึงละพระสัทธรรมในเวลาตาย และละชีวิตในกายของตน เพราะฉะนั้น ผู้นั้นย่อมประเสริฐด้วยบุณยนี้ ฯ
                7 ผู้ใดเกิดมีจิตรู้ขึ้นแล้วอย่างมั่นคง ปรารถนาจะบูชาพระพุทธ ผู้เป็นวินายก พระปรัตเยกพุทธ และพระศราวก ผู้นั้นชื่อว่าทรงไว้ซึ่งพระสูตรอันประเสริฐนี้ทุกเมื่อ ฯ
                8 ผู้ใดมีใจขึ้นไปจดจ่อต่อพระตถาคตทั้งปวง ผู้นี้เป็นพระราชามีใจขึ้นไปจดจ่อต่อพระธรรมทั้งปวงที่ตถาคตกล่าวไว้ดีแล้ว ตถาคตประทับอยู่แล้วในเรือนของผู้นั้นทุกเมือ ซึ่งเป็นเรือนที่มีพระสูตรเลิศนี้ประดิษฐานอยู่แล้ว ฯ
                9 และผู้ใด ให้พระสูตรนี้แก่ผู้อื่น กล่าวเพียงบทเดียวตลอดโกฏิกัลป พยัญชนะไม่คลาดเคลื่อน และแม้เนื้อความก็ไม่คลาดเคลื่อน ผู้นั้นจะได้รับแสงสว่างอันงามหาที่สุดมิได้ ฯ
                10 สัตว์นั้นจะสูงยิ่งกว่าผู้นำคนทั้งหลาย ไม่มีใครเหมือน และผู้ใดแลฟังธรรมนี้แล้วปฏิบัติ ผู้นั้นไม่พึงเสื่อมสิ้น เช่นเดียวกับสมุทร ฯ ดังนี้ ฯ
      พระผู้มีภคะ ดีพระทัยได้ตรัสพระสูตรนี้แล้ว เทวบุตรชั้นศุทธาวาสทั้งหลาย เหล่านั้นมีมเหศวรเทวบุตรเป็นหัวหน้า และพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาสัตว์ทั้งปวง มีพระไม่เตรยเป็นหัวหน้า และพระมหาศรวกทั้งปวงมีพระมหากาศยปเป็นหัวหน้า และโลกพร้อมทั้งเทวดา มนุษย์ อสูร คนธรรพ์ ได้ชื่นชมภาษิตของพระผู้มีภคะ ดังนี้ ฯ
                อัธยายที่ 27 ชื่อนิคมปริวรรต (ว่าด้วยตอนอวสาน) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แล ฯ
มหายานสูตร ซึ่งเป็นสูตรเลิศรุ่งเรือง ชื่อศรีลลิตวิสตร
 จบบริบูรณ์แล้ว
              เย  ธรฺม  เหตุปฺรภวา เหตุอํ  เตษำ ตถาคโต หฺยวทตฺ |
เตษำ  จ โย  นิโรโธ เอวํ วาที มหาศฺรมณะ  ||    
                ธรรมทั้งหลาย  มีเหตุเป็นแดนเกิด  พระตถาคตนี่แหละได้ตรัสเหตุแห่งธรรมทั้งหลายนั้น และตรัสธรรมซึ่งเป็นความดับเหตุเป็นแดนเกิดนั้นด้วย   พระมหาศรมณะมีลัทธิอย่างนี้ ฯ
ขอบุญกุศลทั้งปวงจงบังเกิดแก่ท่านผู้แปลพร้อมวงศาคณาญาติ