Translate

06 กุมภาพันธ์ 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ สุมนเถราปทานที่ ๙ (๖๙)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกมะลิ
 [๗๑] ในกาลนั้น เราเป็นนายมาลาการมีนามชื่อว่าสุมนะ ได้เห็นพระพุทธเจ้า
ผู้ปราศจากธุลี ทรงสมควรรับเครื่องบูชาของโลก จึงเอามือทั้งสองประคอง ดอกมะลิที่บานดีบูชาแด่พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ด้วยการบูชาดอกไม้นี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๓๑ แต่กัลปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วย ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัลปที่ ๒๖ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ผู้มีพระยศ มาก ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำแจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระสุมนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สุมนเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค . สุมนเถราปทาน (๖๙)
          ๖๙. อรรถกถาสุมนเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุมนเถระมีคำเริ่มต้นว่า สุมโน นาม นาเมน ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญโพธิสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งนายมาลาการ เจริญวัยแล้วเกิดศรัทธา มีใจเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเอากำดอกมะลิบูชาด้วยมือทั้งสอง ด้วยบุญกรรมนั้นท่านเสวยสมบัติทั้งสอง ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญด้วยบุตรและภรรยา ท่านปรากฏโดยชื่อว่าสุมนะ เลื่อมใสในพระศาสดาบวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านเป็นพระอรหันต์แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สุมโน นาม นาเมน ดังนี้. 
         ใจคือจิตของผู้ใดดี ผู้นั้นชื่อว่ามีใจดี ในกาลนั้นเราประกอบด้วยศรัทธาความเลื่อมใสและนับถือมาก ได้เป็นนายมาลาการโดยมีชื่อว่าสุมนะ. 
         บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน ความว่า ชื่อว่าสิขี มีเปลวไฟสว่าง เพราะเปลวไฟที่โพลงแล้วย่อมสว่าง. 
         สิขีนั้นคืออะไร? คือเปลวไฟ. ที่ชื่อว่าสิขี เพราะส่องแสงดุจเปลวไฟ เปลวไฟย่อมไหม้ใบไม้ หญ้า ไม้และฟางเป็นต้นฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้นี้ก็ฉันนั้น ย่อมโชติช่วงด้วยรัศมีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น ปรากฏในโลกสันนิวาสทั้งสิ้น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าได้นามบัญญัติ นามกรรม นามไธย เพราะอรรถว่าทำกิเลสทั้งปวงอันตกอยู่ในสันดานตนให้เหือดแห้ง กำจัดเผาให้ไหม้เสีย. 
         บทว่า สกลโลกสฺส พนฺธุญาตโก ได้แก่ เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลก. อธิบายว่า เราได้ยกดอกมะลิขึ้นบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งโลกพระนามว่าสิขี นั้น.
จบอรรถกถาสุมนเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ อัมพทายกเถราปทานที่ ๘ (๖๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายมะม่วงสุก
 [๗๐] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอโนมทัสสี ผู้ไม่มีอุปธิ ประทับนั่งอยู่ ณ
ระหว่างภูเขา ได้ทรงแผ่เมตตาไปในโลกอันมีสัตว์ หาประมาณมิได้ ใน กาลนั้น เราเป็นพระยาวานรอยู่ที่ภูเขาหิมวันต์อันสูงสุด ได้เห็นพระ พุทธเจ้าผู้มีพระคุณไม่ทรามผู้ยิ่งใหญ่ จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เวลานั้นต้นมะม่วงกำลังเผล็ดผล มีอยู่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ เราได้ไปเก็บ ผลมะม่วงสุกจากต้นนั้นมาถวายพร้อมด้วยน้ำผึ้ง พระพุทธเจ้ามหามุนี พระนามว่าอโนมทัสสี ทรงพยากรณ์เรานั้น ว่าด้วยการถวายน้ำผึ้ง และด้วย การถวายน้ำมะม่วงทั้งสองนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๕๗ กัลป
                ในกัลปทั้งหลายที่เหลือ จักท่องเที่ยวสับสนกันไป จักใช้กรรมอันลามก ให้สิ้นแล้ว เมื่อความเจริญแก่งอม จักมาจากทุคติมีวิบาตเป็นต้นแล้ว จักเผากิเลสให้ไหม้
                เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่
                ทรงฝึกแล้วด้วยการฝึกอันอุดม เราเป็นผู้ละความชนะและความแพ้แล้ว บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว 
                ในกัลปที่ ๗๗๐๐ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๔ พระองค์ ทุกพระองค์มีพระนามว่าอัมพัฏฐชัย มีพลมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระอัมพทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ อัมพทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. อัมพทายกเถราปทาน (๖๘)
         ๖๘. อรรถกถาอัมพทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระอัมพทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งวานร ได้เป็นพญาลิงอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์. 
         สมัยนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี ได้เสด็จไปป่าหิมพานต์เพื่ออนุเคราะห์แก่ท่าน. 
         ลำดับนั้น พญาลิงนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลมะม่วงมีรสอร่อยดี พร้อมน้ำผึ้งเล็กน้อย. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อท่านกำลังเฝ้าอยู่นั่นแล ได้เสวยสิ่งทั้งหมดนั้น แล้วตรัสอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. 
         ลำดับนั้น ท่านมีหทัยเพียบพร้อมด้วยโสมนัสดำรงอยู่จนตลอดอายุ เพราะมีปีติและโสมนัสนั้นนั่นเอง จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสุขไปๆ มาๆ ในเทวโลกนั้นและเสวยมนุษยสมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลอันสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุอภิญญา ๖ ท่านปรากฏตามนามแห่งบุญที่บำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า อัมพทายกเถระ ดังนี้. 
         ครั้นต่อมา ท่านได้เห็นพืชแห่งกุศลที่ตนบำเพ็ญมา เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อโนมทสฺสี ภควา ดังนี้. 
         บทว่า เมตฺตาย อผริ โลเก อปฺปมาเณ นิรูปธิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงมีเมตตา คือมีจิตประกอบด้วยเมตตา ทรงนำสัตว์โลกทั้งปวงคือสัตว์หาประมาณมิได้ ให้ปราศจากอุปธิกิเลสคือให้เว้นจากอุปธิกิเลส โดยนัยมีอาทิว่า ขอสัตว์ทั้งหลายจงมีความสุข แล้วแผ่คือแผ่ออกเจริญด้วยเมตตาคือเมตตาจิต. 
         บทว่า กปิ อหํ ตถา อาสึ ความว่า ในกาลนั้นคือในกาลที่พระองค์เสด็จมา เราได้เป็นพญาลิง.
จบอรรถกถาอัมพทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ วัตถทายกเถราปทานที่ ๗ (๖๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายผ้าผืนหนึ่ง
 [๖๙] ในกาลนั้นเราเกิดเป็นพระยาครุฑสุบรรณ เราได้เห็นพระพุทธเจ้า
ผู้ปราศจากธุลี เสด็จไปสู่ภูเขาคันธมาทน์ เราละเพศนกครุฑแล้วแปลงเป็นมาณพ เราถวายผ้าผืนหนึ่งแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่ พระพุทธเจ้าผู้ศาสดาอัครนายก ของโลกทรงรับผ้าผืนนั้นแล้ว ประทับยืนอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ด้วยการถวายผ้านี้และด้วยการตั้งจิตไว้ (ดี) ผู้นี้ละกำเนิดนกครุฑแล้ว จัก รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสี เชษฐบุรุษ ของโลก ผู้นราสภ ทรงสรรเสริญการถวายผ้าเป็นทานแล้ว บ่ายพระพักตร์ ทางทิศอุดรเสด็จไป ในภพที่เราเกิด เรามีผ้าสมบูรณ์ ผ้าเป็นหลังคา บังร่มอยู่ในอากาศ นี้เป็นผลแห่งการถวายผ้า ในกัลปที่ ๓๖
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ มีพระนามว่าอรุณสะ มีพลมาก เป็น ใหญ่กว่ามนุษย์ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระวัตถทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ วัตถทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. วัตถทายกเถราปทาน (๖๗)
         ๖๗. อรรถกถาวัตถทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระวัตถทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปกฺขิชาโต ตทา อาสึ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งสุบรรณ (ครุฑ) เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี กำลังเสด็จไปสู่ภูเขาคันธมาทน์ มีใจเลื่อมใส ละเพศสุบรรณ นิมิตเป็นเพสมาณพน้อย ถือเอาผ้าทิพย์มีค่ามาก บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้วตรัสอนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. 
         ท่านให้กาลล่วงไปด้วยโสมนัสนั่นเอง ดำรงอยู่จนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ ในเทวโลกนั้น เสวยบุญทั้งหลาย จากนั้นเสวยมนุษยสมบัติในมนุษย์ จากอัตภาพที่ตนเกิดนั้น ได้ผ้าและเครื่องอาภรณ์มีค่ามากในที่ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ แล้วอยู่ในที่ๆ ตนไปถึงแล้ว ด้วยเงาผ้าในภพที่ตนเกิดแล้วๆ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้บรรลุอภิญญา ๖ เป็นพระขีณาสพ. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปกฺขิชาโต ตทา อาสึ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺขิชาโต ความว่า ชื่อว่าปักขะ (ปีก) เพราะเป็นเครื่องแล่นไป คือบินไปแห่งนก. ชื่อว่าปักขี เพราะนกนั้นมีปีก. 
         อธิบายว่า เกิดคือบังเกิดในกำเนิดแห่งนก. 
         บทว่า สุปณฺโณ ความว่า ปีกของนกใดดี นกนั้นชื่อว่ามีปีกดี. 
         อธิบายว่า นกนั้นมีปีกอันรุ่งเรืองด้วยสีทองสำหรับรับลมเป็นภาระใหญ่. 
         บทว่า ครุฬาธิโป ความว่า ชื่อว่าครุฬะ (ครุฑ - สัตว์ผู้จับงู) เพราะกลืนกินซึ่งแผ่นหินอันหนักเพื่อต้องจับนาค, ชื่อว่า ครุฬาธิโป เพราะเป็นราชาธิบดีแห่งครุฑทั้งหลาย. เชื่อมความว่า เราได้เห็นท่านผู้ปราศจากธุลี คือพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
จบอรรถกถาวัตถทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ สุจินติตเถราปทานที่ ๖ (๖๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเนื้อดี
 [๖๘] เราเป็นผู้เที่ยวอยู่ที่ภูเขา ดังไกรสรราชสีห์ผู้เป็นอภิชาตสัตว์ เราฆ่า
หมู่เนื้อ เลี้ยงชีวิตอยู่ระหว่างภูเขา ก็พระผู้มีพระภาคพระนามว่าอัตถทัสสีสัพพัญญู ผู้ประเสริฐกว่าบรรดาคน พระองค์ทรงประสงค์จะถอนเราขึ้น จึงเสด็จมา ยังภูเขาสูง เราฆ่าเนื้อฟานแล้วนำมาเพื่อกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค เสด็จเข้ามาภิกษาจาร เราได้เลือกหยิบเอาเนื้อดีถวายแด่พระศาสดาพระ องค์นั้น ในกาลนั้น พระมหาวีรเจ้าจะทรงยังเราให้เย็น จึงทรงอนุโมทนา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราเข้าไปในระหว่างภูเขา ยังปีติให้เกิดขึ้นแล้ว ทำ กาละ ณ ที่นั้น ด้วยการถวายเนื้อนั้น และด้วยการตั้งจิตไว้ดี เรารื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๕๐๐ กัลป ในกัลปทั้งหลายที่เหลือ เราทำกุศล ด้วยการถวายเนื้อนั้น และด้วยการอนุสรณ์ถึงพระพุทธเจ้า
                ในกัลปที่ ๓๘ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์ พระนามว่าทีฆายุ
                ในกัลปที่ ๖๐๐๐ แต่กัลปนี้ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๒ พระองค์ พระนามว่าสรณะ คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระสุจินติตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สุจินติตเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. สุจินติตเถราปทาน (๖๖)
         ๖๖. อรรถกถาสุจินติตเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุจินติตเถระมีคำเริ่มต้นว่า คิริทุคฺคจโร อาสึ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี เกิดในตระกูลแห่งพราหมณ์ ณ หิมวันตประเทศ ฆ่าเนื้อและสุกรเป็นต้นเคี้ยวกินอยู่. 
         ในกาลนั้น พระโลกนาถเจ้าทรงสงเคราะห์สัตว์โลกและมีพระทัยเอ็นดูสัตว์จึงเสด็จไปสู่หิมวันต์. ในกาลนั้น นายพรานนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใส ได้ให้เนื้อล่ำอันอร่อย ที่เขานำมาเพื่อประโยชน์ให้พระองค์ทรงเสวย. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว เพื่อความอนุเคราะห์แก่เธอ. พระองค์ทรงเสวยเนื้อนั้นแล้วเสด็จหลีกไป. 
         ด้วยบุญกรรมนั้นนั่นเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นด้วยความโสมนัสนั่นแล ท่องเที่ยวไปในสุคติ เสวยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น เสวยจักรพรรดิสมบัติเป็นต้นในมนุษยโลก. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านถึงความแตกฉานในปฏิสัมภิทา ๔ และอภิญญา ๖ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คิริทุคฺคจโร อาสึ ดังนี้. 
         ชื่อว่าคิริ เพราะอรรถว่าเปล่งคือกระทำเสียง. 
         คิรินั้นคืออะไร? คือภูเขาอันล้วนแล้วแต่สิลาและฝุ่น.
         ทางที่บุคคลดำเนินไปด้วยยากคือลำบาก ชื่อว่าทุคคะ. ทางที่ไปยากลำบาก ชื่อว่าคิริทุคคะ ได้แก่ทางที่บุคคลดำเนินไปได้ยาก เราเป็นพรานผู้เที่ยวไป คือมีปกติเที่ยวไปในทางที่ผู้เปล่งเสียงดำเนินไปได้โดยยาก คือในระหว่างภูเขา. 
         บทว่า อภิชาโตวา เกสรี ความว่า เราเกิดคือบังเกิดโดยพิเศษยิ่ง เที่ยวไปในทางที่ผู้ดำเนินไปได้โดยยาก เหมือนไกรราชสีห์ฉะนั้น. 
         บทว่า ศิริทุคฺคํ ปวิสึ อหํ ความว่า ในกาลนั้น เราเกิดปีติโสมนัส เพราะการถวายเบื้องต้นแล้ว ได้เข้าไประหว่างภูเขา. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสุจินติตเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ ภิสทายกเถราปทานที่ ๕ (๖๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเหง้ามันและรากบัว
 [๖๗] พระผู้มีพระภาคมีพระนามชื่อว่าเวสสภู เป็นองค์ที่ ๓
แห่งพระผู้มีพระภาค ผู้เป็นฤาษีทั้งหลาย พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษเสด็จเข้าป่าชัฏแล้วประทับอยู่ เราได้ถือเอาเหง้ามันและรากบัวไปในสำนักพระพุทธเจ้า และเรามีจิตเลื่อม ใส ได้ถวายเหง้ามันและรากบัวนั้น แด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน ก็ทานที่เราถวายนั้น พระผู้มีพระภาคพระนามว่าเวสสภู ผู้มีพระปัญญาอัน ประเสริฐ ทรงลูบคลำด้วยพระหัตถ์ เราไม่รู้สึกว่าจะมีความสุขอันเสมอ ด้วยสุขนั้น ที่ไหนจะมีความสุขยิ่งไปกว่านั้น อัตภาพที่สุดย่อมเป็นไป แก่เรา เราถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดเครื่องผูกขาดดังช้างทำลายปลอก แล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัลปที่ ๓๑
                แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้ามันและราก บัว ในกัลปที่ ๑๓
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิรวม ๑๖ พระองค์ เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระภิสทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ภิสทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. ภิสทายกเถราปทาน (๖๕)
         ๖๕. อรรถกถาภิสทายกเถราปทาน 
         อปทานของท่านพระภิสทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า เวสฺสภู นาม นาเมน ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู บังเกิดในกำเนิดช้างในป่าหิมวันต์ อยู่อาศัย ณ ที่นั้น. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ทรงประสงค์วิเวก จึงเสด็จไปหิมวันตประเทศ. ช้างเชือกประเสริฐนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส ถือเหง้ามันถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าให้เสวย. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจุติจากกำเนิดช้างนั้นแล้ว เกิดในเทวโลกเสวยกามาวจรสมบัติ ๖ ชั้นในเทวโลกนั้น แล้วมาสู่ความเป็นมนุษย์ เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลหนึ่งซึ่งมีโภคะมาก เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยกำลังแห่งวาสนา ในกาลก่อนบวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านได้ปรากฏนามตามกุศลที่ตนบำเพ็ญไว้ในกาลก่อนว่า ภิสทายกเถระ ดังนี้. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เวสฺสภู นาม นาเมน ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺสภู ความว่า ชื่อว่าเวสสภู เพราะล่วงรู้ คือก้าวล่วงวิชชาของแพศย์. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเวสสภู เพราะก้าวล่วงคือครอบงำ แพศย์คือวาณิชกรรม กิเลสมีกามราคะเป็นต้น กรรมมีกุศลกรรมเป็นต้น หรือวัตถุกามและกิเลสกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระนามว่าเวสสภู. 
         บทว่า อิสีนํ ตติโย อหุ ความว่า ชื่อว่าอิสิ เพราะแสวงหาคือหากุศลธรรมทั้งหลาย. 
         อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเป็นฤษี หรือเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงมีพระนาม ๓ พระนาม เพราะเรียกกันว่า วิปสฺสี สิขี เวสฺสภู. 
         บทว่า กานนํ วนโมคฺคยฺหา ความว่า เข้าไปยึดเอาป่า กล่าวคือป่าใหญ่. 
         บทว่า ภิสมุฬาลํ ครฺหิตฺวา ความว่า ชื่อว่า ภิสํ เพราะเบียดเบียน คือทำความหิวของสัตว์ ๒ เท้าและสัตว์ ๔ เท้าให้พินาศ. 
         ภิส นั้นคืออะไร? ได้แก่เหง้ามัน, เหง้ามันและรากบัว ชื่อว่าภิสมุฬาละ ถือเอาเหง้ามันและรากบัวนั้น. 
         บทว่า กเรน จ ปรามฏฺโฐ ความว่า ทานที่เราให้แล้วนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภู ผู้มีปัญญาสูงสุดลูบคลำแล้วด้วยพระกรคือด้วยฝ่าพระหัตถ์ ได้เป็นอันพระองค์ทรงสัมผัสแล้ว. 
         บทว่า สุขาหํ นาภิชานามิ สมํ เตน กุโตตฺตรึ ความว่า เราไม่รู้สึกความสุขด้วยความสุขนั้น. อธิบายว่า สุขอื่นที่ยิ่งกว่าสุขนั้นจะมีแต่ที่ไหน. 
         คำที่เหลือมีอรรถที่พึงรู้ได้ง่ายตามกระแสแห่งนัยแล.
จบอรรถกถาภิสทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ ปรัปปสาทกเถราปทานที่ ๔ (๖๔)

ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญ
 [๖๖] ใครได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหา
คุณใหญ่ ทรงชนะผู้วิเศษ มีพระฉวีวรรณดังทองแล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ใครเห็นพระฌานของพระพุทธเจ้า (อัน) เปรียบเหมือนภูเขาหิมวันต์อัน ประมาณไม่ได้ ดังสาครอันข้ามได้ยาก แล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า ใครเห็น ศีลของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบเหมือนแผ่นดินอันประมาณมิได้ ดุจมาลัย ประดับศีรษะอันวิจิตร ฉะนั้น แล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า ใครเห็นพระญาณ ของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบดังอากาศอันไม่กำเริบ ดุจอากาศอันนับไม่ได้ ฉะนั้น แล้วจะไม่เลื่อมใสเล่า พราหมณ์ว่าโสนะ ได้สรรเสริญพระ พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ไม่ทรงแพ้อะไร ด้วยคาถา ๔ คาถานี้แล้ว ไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอด ๙๔ กัลป เราได้เสวยสมบัติ อันดีงามมิใช่น้อยในสุคติทั้งหลาย ในกัลปที่ ๙๔
                แต่กัลปนี้ เราสรรเสริญ พระพุทธเจ้าผู้นำของโลกแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ ในกัลปที่ ๑๔
                แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ผู้สูง ศักดิ์ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลมาก คุณสมบัติเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระปรัปปสาทกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ปรัปปสาทกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. ปรัปปสาทกเถราปทาน (๖๔)
         ๖๔. อรรถกถาปรัปปสาทกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระปรัปปสาทกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ถึงฝั่งแห่งไตรเพท ผู้ชำนาญเวยยากรณ์อันเป็นบทแห่งศาสตร์ทั้งหลายมีอิติหาสศาสตร์เป็นที่ ๕ เป็นผู้ชำนาญในมหาปุริสลักษณะอันเป็นศาสตร์แห่งโลกอันปรากฏโดยชื่อว่าเสลพราหณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เห็นพระองค์ทรงงดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีใจเลื่อมใส จึงประกาศชมเชยด้วยเหตุหลายอย่าง ด้วยอุปมาหลายอย่าง. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติชั้นกามาวจร ๖ ชั้นมีเป็นท้าวสักกะและเป็นมารเป็นต้นในเทวโลก เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลก บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ได้เป็นพระขีณาสพ. 
         เพราะการชมเชยพระพุทธเจ้า เป็นเหตุกระทำความเลื่อมใสแห่งจิตของสัตว์ทั้งปวง ท่านจึงปรากฏนามว่า ปรัปปสาทกเถระ ดังนี้. 
         วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสภํ ความว่า ผู้เป็นโคผู้ผู้ประเสริฐสุด ๔ คือ วสภะ, นิสภะ, วิสภะ, อาสภะ. 
         ใน ๔ ตัวนั้น โคผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวสภะ, ผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่านิสภะ, ผู้ประเสริฐกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวิสภะ, และผู้ประเสริฐกว่าโค ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิตัว ชื่อว่าอาสภะ. 
         พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีพระพุทธพจน์อันสดับแล้วมาก เมื่อจะกล่าวชมเชยท่านผู้ใดผู้หนึ่ง จึงกระทำการชมเชยด้วยปัญญาของตนๆ แต่ผู้สามารถจะชมเชยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวงย่อมไม่มี. เพราะพระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณไม่ได้. 
         สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า 
               แม้พระพุทธเจ้า พึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า 
         หากแม้สรรเสริญอยู่ กัปอื่นๆ พึงสิ้นไปในระหว่างอายุ 
         กาลนาน การสรรเสริญพระตถาคตหาสิ้นไปไม่. 
         พราหมณ์แม้นี้ เมื่อควรกล่าว อาสภํ ด้วยอำนาจการคล่องปากด้วยการเลื่อมใสโดยส่วนเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ดังนี้. 
         ชื่อว่า วระ เพราะอรรถว่าบุคคลพึงปรารถนา คือพึงอยากได้. 
         ชื่อว่า วีระ เพราะได้บำเพ็ญเพียรมาแสนกัปมิใช่น้อย. 
         ชื่อว่า มเหสี เพราะค้นหา คือแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่มีศีลขันธ์เป็นต้น. ซึ่งผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ คือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. 
         ชื่อว่า วิชิตาวี เพราะชำนะมารมีกิเลสมารและขันธมารเป็นต้นโดยพิเศษ. ซึ่งผู้ชำนะพิเศษคือพระสัมพุทธเจ้านั้น. 
         วรรณะของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง. สัตว์ชื่อไรเล่า เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทองนั้นย่อมไม่เลื่อมใสแล.
จบอรรถกถาปรัปปสาทกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ ปัจจาคมนิยเถราปทานที่ ๓ (๖๓)

ว่าด้วยผลแห่งการบูชาด้วยดอกสาหร่าย
 [๖๕] ในกาลนั้น เราเป็นนกจักรพรากอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสินธู เรามีสาหร่ายล้วนๆ
เป็นภักษาและสำรวมดีในสัตว์ทั้งหลาย เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก ธุลีเสด็จไปในอากาศ จึงเอาจะงอยปากคาบดอกสาหร่าย บูชาแด่พระผู้มี พระภาคพระนามว่าปัสสี ผู้ใดตั้งศรัทธาอันไม่หวั่นไหวไว้ด้วยดี ในพระ ตถาคตด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ การที่เราได้มาใน สำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเป็นการมาดีหนอ เราเป็นนกจักรพรากได้ ปลูกพืชไว้ดีแล้ว ในกัลปที่ ๙๑
                แต่กัลปนี้ เราบูชาพระผู้มีพระภาคด้วย ดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
                ในกัลปที่ ๑๗ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์ มีพลมาก ทรงพระนาม เดียวกันว่าสุจารุทัสสนะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระปัจจาคมนียเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ ปัจจาคมนียเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. ปัจจาคมนิยเถราปทาน (๖๓)
         ๖๓. อรรถกถาปัจจาคมนิยเถราปทาน
         อปทานของพระท่านปัจจาคมนิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า สินฺธุยา นทิยา ตีเร ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในกำเนิดแห่งนกจักรพราก ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุคงคา ไม่กินสัตว์มีชีวิต เพราะตนประกอบด้วยบุญสมภารในกาลก่อน กินแต่สาหร่ายเท่านั้นเที่ยวไป. 
         สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี เมื่อทรงกระทำอนุเคราะห์แก่สัตว์ ได้เสด็จไปในที่นั้น. 
         ขณะนั้น นกจักรพรากนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ารุ่งเรืองอยู่ มีใจเลื่อมใส เด็ดดอกสาหร่ายจากต้นสาหร่ายมาบูชา ด้วยความเลื่อมใสแห่งจิตนั้นเอง ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เกิดในเทวโลก เสวยสมบัติในฉกามาวจรสวรรค์ไปๆ มาๆ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในมนุษยโลก เสวยสมบัติมีจักรพรรดิสมบัติเป็นต้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้ว ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านปรากฏโดยนามแห่งบุญในกาลก่อนว่า ปัจจาคมนิยเถระ เพราะเหตุที่ตนเป็นนกจักรพราก เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไปในที่บางแห่งก็นำดอกไม้มาบูชา. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สินฺธุยา นทิยา ตีเร 
         ความว่า ชื่อว่า สินธุ เพราะกระทำเสียงว่า สิ ให้เคลื่อนไหวอยู่ ให้หวั่นไหวอยู่. ชื่อว่า นทิ เพราะกระทำเสียงให้บันลือไป. 
         บทว่า จกฺกวาโก อหํ ตทา ความว่า ชื่อว่าจักกวากะ เพราะแล่นไปคือไปในน้ำ บนบกหรือบินไปในอากาศ เร็วเหมือนนกจักรพรากไปได้เร็วฉะนั้น. 
         อธิบายว่า ในกาลนั้นคือในกาลที่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เราได้เป็นนกจักรพราก. 
         บทว่า สุทฺธเสวาลภกฺโขหํ ความว่า ข้าพระองค์เคี้ยวกินเฉพาะสาหร่ายที่บริสุทธิ์ เพราะไม่เจือด้วยอาหารอื่นอยู่. 
         บทว่า ปาเปสุ จ สุสญฺญโต ข้าพระองค์เป็นผู้สำรวมด้วยดี คือสำรวมศึกษาด้วยดีในการทำบาป ด้วยอำนาจวาสนาในกาลก่อน. 
         บทว่า อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นคือได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีธุลีคือไม่มีกิเลส เพราะเว้นจากราคะ โทสะ โมหะ. 
         บทว่า อจฺฉนฺตํ อนิลญฺชเส ความว่า ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เสด็จไปอยู่บนทางแห่งอากาศอันไม่มีร่องรอย. 
         อธิบายว่า ข้าพระองค์ได้ประคอง คือคาบเอาดอกสาหร่ายด้วยปากของข้าพระองค์ ได้ปลูกความยินดียิ่งต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี คือได้บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปัจจาคมนิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ อาโปปุปผิยเถราปทานที่ ๒ (๖๒)

ว่าด้วยผลแห่งการโปรยดอกไม้บูชา
 [๖๔] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิขี เสด็จออกจากวิหาร แล้วขึ้นที่จงกรม
ทรง ประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดงอมฤตบท ณ ที่จงกรมนั้น ข้าพระองค์รู้ (ได้ฟัง) พระสุรเสียงของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระนามว่าสิขี ผู้คงที่ แล้ว จับดอกไม้ต่างๆ โยนขึ้นไปในอากาศ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมสัตว์ เชษฐบุรุษของโลกผู้นราสภ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ผู้ละความชนะและ แพ้แล้ว ได้บรรลุถึงฐานะอันไม่ไหวหวั่น ในกัลปที่ ๓๑
                แต่กัลปนี้ ข้า พระองค์โปรดดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้
                ในกัลปที่ ๒๐ แต่กัลปนี้ ได้มีกษัตริย์ พระนามว่าสุเมธ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระอาโปปุปผิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ อาโปปุปผิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. อาโปปุปผิยเถราปทาน (๖๒)
         ๖๒. อรรถกถาอโวปุปผิยเถราปทาน๑-
- บาลี อาโปปุปผิยเถรปาทาน. 
         อปทานของท่านพระอโวปุปผิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า วิหารา อภินิกฺขมฺม ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ผู้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุเดียงสาแล้วเพียบพร้อมด้วยศรัทธา ฟังพระธรรมเกิดความเลื่อมใส ถือเอาดอกไม้ต่างๆ ด้วยมือทั้งสอง เกลี่ยไว้เบื้องบนพระพุทธเจ้า. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสวรรค์สมบัติและจักรพรรดิสมบัติ อันเขาบูชาในที่ทุกสถาน. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้วเลื่อมใสในพระศาสนา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ชื่อว่าอากาศ เพราะอรรถว่าว่างเปล่าคือโล่งแจ้งไปโดยรอบ. เพราะท่านได้โปรยดอกไม้บนอากาศนั้น ท่านจึงปรากฏนามว่า อโวปุปผิยเถระ ดังนี้. 
         ท่านบรรลุสันติบทอย่างนี้แล้วระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิหารา อภินิกฺขมฺม ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิหารา ความว่า ชื่อว่าวิหาร เพราะเป็นที่นำมาโดยพิเศษ คือเป็นที่นำมา ได้แก่ยังอัตภาพอันไม่ตกไปให้เป็นไปด้วยอิริยาบถ ๔ ในวิหารนั้น. ออกจากวิหารนั้นโดยพิเศษยิ่ง. 
         บทว่า อพฺภุฏฺฐาสิ จ จงฺกเม ความว่า ได้ยืน คือขึ้นไปในที่จงกรม เพื่อจะจงกรมโดยพิเศษ. 
         บทว่า จตุสจฺจํ ปกาเสนฺโต เชื่อมความว่า เมื่อกำลังจงกรมในที่จงกรมนั้นทรงประกาศสัจจะ ๔ กล่าวคือทุกขสัจจะ สมุทยสัจจะ นิโรธสัจจะและมรรคสัจจะ ทำให้ปรากฏ ได้แก่แสดง จำแนก กระทำให้ตื้นซึ่งอมตบทคือพระนิพพาน. 
         บทว่า สิขิสฺส คิรมญฺญาย พุทฺธเสฏฺฐสฺส ตาทิโน ความว่า รู้คือทราบคำที่พึงเปล่ง คือเสียงประกาศของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐคือผู้ประกอบด้วยคุณคือคงที่. 
         บทว่า นานาปุปฺผํ คเหตฺวา ความว่า ถือเอาดอกไม้หลายอย่างมีดอกบุนนาคอันประเสริฐเป็นต้น. 
         บทว่า อกาสมฺหิ สโมกิรึ ความว่า ข้าพเจ้าได้โปรยดอกไม้บูชาในอากาศ เหนือพระเศียรพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้จงกรมอยู่. 
         บทว่า เตน กมฺเมน ทฺวิปทินฺท ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมคือเป็นประธานแห่งสัตว์ ๒ เท้า คือเทวดาพรหมและมนุษย์ ข้าแต่พระองค์ผู้องอาจกว่านระ คือผู้ประเสริฐกว่านระ. 
         บทว่า ปตฺโตมฺหิ อจลํ ฐานํ ความว่า ข้าพระองค์บวชในสำนักพระองค์ บรรลุฐานะอันไม่หวั่นไหว คือพระนิพพาน. 
         บทว่า หิตฺวา ชยปราชยํ ความว่า ข้าพระองค์ละคือทิ้งชัยชนะ กล่าวคือทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ และความปราชัยกล่าวคือทุกข์ในอบาย ๔ บรรลุนิพพาน. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอโวปุปผิยเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สกจิตตนิยวรรคที่ ๗ สกจิตตนิยเถราปทานที่ ๑ (๖๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายสถูป
 [๖๓] เราได้เห็นป่าชัฏใหญ่สงัดเสียง ปราศจากอันตราย เป็นที่อยู่อาศัย
ของ พวกฤาษี ดังกับจะรับเครื่องบูชา เราจึงเอาไม้ไผ่มาทำเป็นสถูป แล้ว เกลี่ย (โปรย) ดอกไม้ต่างๆ ได้ไหว้พระสถูป ดุจถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ซึ่งยังทรงพระชนม์อยู่เฉพาะพระพักตร์ เราได้เป็นพระราชา สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในแว่นแคว้นปรารภด้วยกรรม ของตน นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ในกัลปที่ ๙๑
                แต่กัลปนี้ เราโปรยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา
                ในกัลปที่ ๘๐ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มียศอนันต์ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว
                พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระสกจิตตนิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สกจิตตนิยเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค. สกจิตตนิยเถราปทาน (๖๑)
สกจิตตนิยวรรคที่ ๗
         ๖๑. อรรถกถาสกจิตตนิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสกจิตตนิยเถระนี้มีคำเริ่มต้นว่า ปวนํ กานนํ ทิสฺวา ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเปนอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เกิดขึ้นในกาลเป็นที่สิ้นพระชนมายุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ยังไม่ทันได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อยังดำรงพระชนมายุอยู่. 
         ในกาลที่พระองค์ปรินิพพาน ได้บวชเป็นฤาษี อยู่ในหิมวันตประเทศ ถึงป่าแห่งหนึ่งอันวิเวกน่ารื่นรมย์ ก่อเจดีย์ทรายที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง ที่นั้นเอาใจใส่ดังในพระผู้มีพระภาคเจ้า และเอาใจใส่ดังพระธาตุของพระองค์ บูชาด้วยดอกไม้ในป่า เที่ยวนมัสการอยู่. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสวรรค์สมบัติอันเลิศ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งสองนั้น และจักรพรรดิสมบัติอันเลิศ. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เพียบพร้อมด้วยศรัทธาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชได้เป็นพระอรหันต์ผู้มีอภิญญา ๖. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปวนํ กานนํ ทิสฺวา ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวนํ ความว่า ชื่อว่าปวนะ เพราะอรรถว่าเป็นป่าโดยประการ ป่าแผ่กว้าง เป็นรกชัฏ. 
         ชื่อว่ากานนะ เพราะอรรถว่าเป็นดง เป็นป่าทึบ หนาแน่นไปด้วยสัตว์ร้ายเช่น สีหะ เสือโคร่ง ยักษ์ ผีเสื้อน้ำ ช้างดุ ม้าดุ ครุฑและงู หรือมากไปด้วยเสียงแห่งหมู่นก ไก่และนกดุเหว่า. 
         ชื่อว่ากานนะ ป่าใหญ่ กล่าวคือดงนั้น มีเสียงน้อย คือไม่มีเสียง เพราะเว้นจากเสียงมนุษย์. 
         บทว่า อนาวิลํ ได้แก่ ไม่ขุ่นมัว. อธิบายว่า ปราศจากอันตราย. 
         บทว่า อิสีนํ อนุจิณฺณํ ความว่า อันฤาษีทั้งหลายกล่าวคือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันตขีณาสพอบรมเนืองๆ คือซ่องเสพเสมอ. 
         บทว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคหํ ความว่า เครื่องบูชาและเครื่องสักการะ ท่านเรียกว่าอาหุนะ เครื่องบูชา. อธิบายว่า การต้อนรับเช่นเดียวกับเจ้าของบ้านฉะนั้น. 
         บทว่า ถูปํ กตฺวาน เวฬุนา ความว่า กระทำเจดีย์ด้วยชิ้นไม้ไผ่. 
         บทว่า นานาปุปฺผํ สโมกิรึ ความว่า เราเกลี่ยลง คือบูชาด้วยดอกไม้เป็นอันมากมีดอกจำปาเป็นต้น. 
         บทว่า สมฺมุขา วิย สมฺพุทฺธํ ความว่า เราได้ไหว้ คือกระทำการนอบน้อมซึ่งพระเจดีย์อันสร้างขึ้นคือให้เกิดขึ้น เสมือนเฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังทรงพระชนม์อยู่ โดยพิเศษยิ่ง. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสกจิตตนิยเถราปทาน

05 กุมภาพันธ์ 2569

☸️ ← พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) บทที่ 1 - เรื่องราวของพระภิกษุจักขุปาละ

พระธรรมบท (ฉบับภาพประกอบ) โดยเวน วีโกด้า ซาราดะ มหาเทโร | 1993 | 341,201 คำ | ISBN-10: 9810049382 | ISBN-13: 9789810049386 พุทธศาสนา เถรวาด  ซื้อหนังสือที่เกี่ยวข้องสรุป : นี่คือคำแปลภาษาอังกฤษของพระธรรมบท ซึ่งแสดงถึงหลักพื้นฐานของวิถีชีวิตแบบพุทธ พระธรรมบทนี้จะนำพาผู้อ่านไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและมีประโยชน์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า รวมทั้งนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายสูงสุดของชีวิต “สัมมาสัมภณะ” พระธรรมบทเป็นเล่มที่สองของขุททกนิกาย (คัมภีร์ย่อย) แห่งสุตตปิฎก (คัมภีร์พระสูตร) ​​ประกอบด้วย 423 โศลก ฉบับนี้มีภาพประกอบ เรื่องราวอธิบาย และอรรถกถาเพิ่มเติม แหล่งที่มา 1: motilalbanarsidass.com  แหล่งที่มา 2: archive.org

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป
 ความทุกข์จะตามติดผู้กระทำความชั่ว เหมือนกับล้อเกวียนที่ตามติดกีบของวัวลากเกวียน | ข้อความภาษาบาลี ภาพประกอบ และคำแปลภาษาอังกฤษของธรรมบท บทที่ 1:
        มโนปุพบังคามา ธัมมา มโนเสฎฐา มโนมายา |
  มานาซา เจ ปทุฏฐนา ภาสติ วา กะโรติ วา |
                 ทาโต นัน ทุคคามันเวติ จักคังวา วาฮาโต ปะดัน || 1 ||
                1. จิตนำหน้าความรู้ทั้งปวง จิตเป็นหัวหน้าของความรู้ทั้งปวง ความรู้ทั้งปวงล้วนเกิดจากจิต หากผู้ใดพูดหรือกระทำด้วยจิตที่เสื่อมทรามทุกข์ ก็จะ ตามมา ดังเช่นล้อรถที่ตามมาหลังจากกีบเท้าของวัว
                เรื่องราวของพระภิกษุจักขุปาละ
 ขณะประทับอยู่ที่ วัด เชตวันในเมืองสาวัตถีพระพุทธเจ้า ได้ตรัสพระ ธรรมบทนี้ โดยกล่าวถึงจักขุปาละ พระภิกษุตาบอดรูปหนึ่ง
ครั้งหนึ่ง พระจักขุปาละได้มาสักการะพระพุทธเจ้าที่วัดเชตวัน คืนหนึ่ง ขณะที่พระจักขุปาละกำลังนั่งสมาธิอยู่นั้น ได้เหยียบแมลงโดยไม่ได้ตั้งใจ เช้าวันรุ่งขึ้น พระภิกษุรูปอื่นๆ ที่มาเยี่ยมพระจักขุปาละได้พบแมลงที่ตายแล้ว พวกเขาคิดร้ายต่อพระจักขุปาละและรายงานเรื่องนี้ต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าทรงถามพวกเขาว่าได้เห็นพระจักขุปาละฆ่าแมลงเหล่านั้นหรือไม่ เมื่อพวกเขาตอบว่าไม่เห็น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “เช่นเดียวกับที่พวกเจ้าไม่เห็นท่านฆ่าสัตว์ ท่านก็ไม่ได้เห็นแมลงเหล่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่เช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากพระจักขุปาละได้บรรลุอรหัตผลแล้ว ท่านจึงไม่มีเจตนาที่จะฆ่า ดังนั้นท่านจึงบริสุทธิ์” เมื่อถูกถามว่าเหตุใดพระจักขุปาละจึงตาบอดทั้งที่เป็นอรหัตผล พระพุทธเจ้าจึงทรงเล่าเรื่องต่อไปนี้:
 ในชาติภพก่อนๆ จักขุปาละเคยเป็นแพทย์ ครั้งหนึ่งเขาจงใจทำให้คนไข้หญิงคนหนึ่งตาบอด หญิงคนนั้นสัญญาว่าจะยอมเป็นทาสของเขาพร้อมกับลูกๆ หากดวงตาของเธอหายเป็นปกติ ด้วยความกลัวว่าตนเองและลูกๆ จะต้องตกเป็นทาส เธอจึงโกหกแพทย์ บอกว่าดวงตาของเธอกำลังแย่ลง ทั้งที่ความจริงแล้วหายเป็นปกติแล้ว แพทย์รู้ว่าเธอกำลังหลอกลวง จึงแก้แค้นด้วยการให้ยาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งทำให้เธอตาบอดสนิท ผลจากความชั่วร้ายนี้ ทำให้แพทย์สูญเสียการมองเห็นหลายครั้งในชาติภพต่อๆ มา
                คำแปลอธิบาย (บทที่ 1)
ธัมมา มโนปุพบังคามา มโนเสฏฐา มโนมายา
            เจ พะทุตเตนะ มนะซา ภาสติ วา กะโรติ วา ทะโต ดอุก
 คัง นัง อันเวติ วาหะโต ปะทัง จักคัง อิวา.
                dhammā : ประสบการณ์; manopubbaṅgamā : ความคิดนำหน้า; manoseṭṭhā : ความคิดเด่นกว่า; ce : ดังนั้น ถ้า, paduṭṭhena : (ด้วย) เสื่อมเสีย; manasā : ความคิด; bhāsati : (ผู้) พูด; karoti vā : หรือกระทำ; tato : เนื่องจากสิ่งนั้น, dukkhaṃ [ dukkha ] : ความทุกข์; naṃ : บุคคลนั้น; anveti : ตามมา; vahato padaṃ [ pada ] : กีบสัตว์ลาก; cakkaṃ iva : เช่น ล้อเกวียน
 ทุกสิ่งที่เราประสบพบเจอล้วนเริ่มต้นด้วยความคิด คำพูดและการกระทำของเราล้วนเกิดจากความคิด หากเราพูดหรือกระทำด้วยความคิดชั่วร้าย สถานการณ์และประสบการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ย่อมเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าเราจะไปที่ไหน เราก็สร้างสถานการณ์ที่ไม่ดีขึ้นมาเพราะเราแบกรับความคิดที่ไม่ดีไว้ เราไม่สามารถสลัดความทุกข์นี้ทิ้งไปได้ตราบใดที่เรายังผูกพันอยู่กับความคิดชั่วร้ายของเรา นี่เปรียบเสมือนล้อเกวียนที่ตามหลังกีบเท้าของวัวที่เทียมเกวียนอยู่ ล้อเกวียนพร้อมกับน้ำหนักบรรทุกที่หนักอึ้งยังคงตามหลังวัวลากเกวียนไป สัตว์นั้นถูกผูกมัดอยู่กับน้ำหนักบรรทุกที่หนักอึ้งนี้และไม่สามารถสลัดทิ้งได้
                คำอธิบายและบทวิเคราะห์(ข้อ 1)
 สองบทแรกในธรรมบทเผยให้เห็นแนวคิดสำคัญในพระพุทธศาสนาในขณะที่ศาสนาส่วนใหญ่ยึดถือหลักคำสอนที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ โลกถูกสร้างขึ้นโดยสิ่งเหนือธรรมชาติที่เรียกว่า 'พระเจ้า' แต่พระพุทธศาสนาสอนว่าทุกสิ่งที่เราประสบพบเจอ (ทั้ง 'โลก' และ 'ตัวตน') ล้วนถูกสร้างขึ้นโดยความคิด หรือกระบวนการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสและความคิด สิ่งนี้ยังพิสูจน์ได้ว่าผู้เขียนเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเข้าใจผิดที่กล่าวว่าพระพุทธเจ้าทรงนิ่งเงียบเกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของโลก ในพระสูตรโรหิตสสสูตรแห่งอังคุตตรนิกายพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างชัดเจนว่า โลก จุดเริ่มต้นของโลก จุดจบของโลก และหนทางที่นำไปสู่จุดจบของโลก ล้วนอยู่ในกายนี้เองพร้อมกับการรับรู้และความคิดของมัน
 คำว่าmanoมักแปลว่า 'จิต' แต่พระพุทธเจ้าทรงมีมุมมองแบบปรากฏการณ์นิยมในข้อถกเถียงเรื่องจิตและสสารที่สร้างความสับสนให้กับนักปรัชญาตลอดประวัติศาสตร์ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธทวิภาวะ—'จิต' และ 'กาย' พระพุทธเจ้าทรงอธิบายในสัพพสูตรแห่งสัมยุตตนิกายว่า สิ่งที่เราสามารถพูดถึงได้นั้นล้วนเป็นเพียง 'ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส' รวมถึงความคิดหรือการรับรู้ในฐานะประสาทสัมผัสที่หก คำว่าnāmaและrūpaซึ่งมักแปลว่า 'จิต' และ 'กาย' ไม่ใช่ 'สิ่งที่มีอยู่' สองอย่างที่สัมพันธ์กัน แต่เป็นเพียงสองวิธีในการมอง 'กิจกรรม' เดียวที่เรียกว่า 'ประสบการณ์' Nāma (การตั้งชื่อ) คือ 'ประสบการณ์' ที่มองเห็นในเชิงอัตวิสัยในฐานะ 'กระบวนการทางจิตในการระบุวัตถุ' ( rūpa kāye adhivācana saṃpassa )
 รูป (ปรากฏการณ์) คือ 'ประสบการณ์' ที่มองเห็นได้อย่างเป็นกลางในฐานะ 'สิ่งที่มีอยู่' ซึ่งรับรู้และเข้าใจผ่านกระบวนการทางจิตของการระบุ ( นาม กาย ปฐิฆะ สัมปัสสะ ) มโนหมายถึง 'ความคิด' หรือกระบวนการทางจิตของการสร้างแนวคิด ซึ่งบูรณาการและสร้างความหมายจากประสาทสัมผัสต่างๆ ที่รับเข้ามา ประสบการณ์โดยรวมที่มีความหมายนี้คือธรรมะซึ่งมองได้ในเชิงอัตวิสัยในฐานะ 'การระบุสิ่งที่มีอยู่' ( นาม ) และในเชิงวัตถุวิสัยในฐานะ 'สิ่งที่ถูกระบุ' ( รูป ) ธรรมะซึ่งเป็น "ประสบการณ์โดยรวมที่มีความหมาย" นี้ โดยปกติแล้วจะถูกมองว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าพึงพอใจหรือไม่น่าพึงพอใจ ( โลกธรรม )
                พระเวราโกท สารทา มหาเถโร ผู้ประพันธ์คัมภีร์ธรรมปทา (ฉบับภาพประกอบ)เกิดที่ศรีลังกาในปี 1941 ท่านบวชเป็นพระภิกษุในปี 1953 ขณะอายุเพียง 12 ปี
 เขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยวิทยาดายาแห่งซีลอน (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศรีชัยวาร์เดเนปุระ ประเทศศรีลังกา) ในปี 1964 มีความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีสันสกฤตสิงหล และพุทธศาสนาดำรงตำแหน่งอธิการบดีของวิทยาลัยอินทุรุปัทวิลาตั้งแต่ปี 1965 ถึง 1967 และวิทยาลัยสุทธรมารามตั้งแต่ปี 1967 ถึง 1969
                พระสารทา มหาเถโร เริ่มภารกิจรับใช้พระพุทธศาสนาสากลและเผยแพร่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก โดยเดินทางจากศรีลังกาไปยังปีนัง ประเทศมาเลเซีย ในปี 1969 ที่นั่น ท่านดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของ โรงเรียน สอนภาษาบาลีวันอาทิตย์มหินทรามาจนถึงปี 1979
                ในปี 1979 ท่านได้เดินทางมายังสิงคโปร์และก่อตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมพุทธศาสนาสิงคโปร์ ปัจจุบันท่านยังคงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสของศูนย์แห่งนี้ นอกจากนี้ ท่านยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมพุทธศาสนาศรีลังกาในอเมริกา และปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของสมาคมดังกล่าว
                พระสารทา มหาเถโร เป็นผู้ก่อตั้งและประธานศูนย์พุทธศาสนาญี่ปุ่น-ศรีลังกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการของสมาคมดังกล่าว ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดชยันตีวิหาร เวราโกดา ประเทศศรีลังกา
                งานเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่โดดเด่นที่สุดของท่านพระสารทามหาเถโร คือการตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา หนังสือที่ท่านตีพิมพ์ประมาณหนึ่งล้านเล่มได้ถูกแจกจ่ายฟรีไปทั่วโลก จนถึงปัจจุบัน ท่านได้ตีพิมพ์หนังสือ 68 เล่ม โดย 6 เล่มเป็นผลงานที่ท่านเขียนเอง ได้แก่ ทำไมต้องกลัวความตาย?, พระวจนะของพระพุทธเจ้า, การภาวนาเมตตา , วิถีแห่งการภาวนาของพุทธศาสนา, พระพุทธศาสนาสำหรับผู้เริ่มต้น และ ชีวิตของพระพุทธเจ้าในภาพ เล่มสุดท้ายได้รับความนิยมมากที่สุด ผลงานชิ้นเอกของท่านคือ คลังแห่งสัจธรรม ซึ่งเป็นการแปลพระธรรมบทพร้อมด้วยภาพวาดพิเศษ 423 ภาพ ที่วาดขึ้น เพื่อแสดงแต่ละบททั้ง 423 บทในพระธรรมบท
                สามารถทำสำเนาทุกส่วนของหนังสือเล่มนี้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร  หนังสือเล่มนี้ห้ามจำหน่าย และมีไว้แจกฟรีเท่านั้น พิมพ์ครั้งแรก พฤศจิกายน 1993 จำนวน 10,000 เล่ม ISBN: 981–00–4938–2  ของขวัญอันศักดิ์สิทธิ์นี้มอบให้ด้วยความเอื้อเฟื้อจากมูลนิธิการศึกษาพระพุทธศาสนา ชั้น 3 และ 11 เลขที่ 55 ถนนหางโจวใต้ เขต 1 กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน

5 ← สามก๊ก (ฉบับย่อ) " ยังมิได้อ่านสามก๊ก อย่าพึ่งคิด การใหญ่ "

ตอนที่ 35 เผาทุ่งพกป้อง
                ฝ่ายเล่าเปียวคิดใช้ให้เล่าปี่ไปตีเมืองกังตั้ง หวังแก้แค้น ขงเบ้งคิดอ่านให้บ่ายเบี่ยงก่อน แลเล่าเปียวจะยกเมืองให้เล่าปี่ เล่าปี่ก็มิอาจรับ อยู่มาเล่ากี้ผู้บุตรเล่าเปียวเข้าขอคำปรึกษาขงเบ้ง เรื่องกลัวอันตรายจากชัวฮูหยินกับชัวมอขงเบ้งจึงแนะนำให้เล่ากี้ไปอยู่ ณ เมืองกังแฮ
 ฝ่ายโจโฉได้สุมาอี้เป็นที่ปรึกษาคิดกำเริบ หวังตีหัวเมืองชายทะเลสิ้น ส่งแฮหัวตุ้นกับทหารสิบหมื่นออกตี เล่าปี่ ณ เมืองซินเอี๋ย เล่าปี่กองกำลังน้อยกว่าขงเบ้งจึงให้ตั้ง ค่ายชุ่ม ณ ทุ่งพกป้องแลแฮหัวตุ้นประมาทมิฟังคำทัดทาน ของลิเตียน จึงถูกลอบวางเพลิงเสีย ทหารแฮหัวตุ้นวิ่งหนีแตก ตื่นเหยียบตายกันเป็นอลหม่านบ้างหนีไม่ทันตายในเพลิงเป็นอันมาก ด้วยสองข้างทางเต็มไปด้วยป่าแขมไฟจึงลามไปทั่ว กองทัพ ศพดาษดังขอนไม้ โลหิตแดงไปทั้งป่า ทหารสิบหมื่น ตายสิ้น แฮหัวตุ้นเสียทีดังนั้นจึงทิ้งทหารหนีกลับเมืองฮูโต๋ แล ฝีมือของขงเบ้งแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แต่นั้นมา เตียวหุย กวนอูกับนายทหารอื่นจึงเลื่อมใสขงเบ้งยิ่งนัก
ตอนที่ 36 โจโฉยาตราทัพลงใต้
                ฝ่ายเล่าเปียวป่วยหนักใกล้ตายเรียกเล่ากี้ เข้าพบแต่ถูกชัวมอห้ามไว้เล่ากี้มิรู้ทำอย่างไร จึงจำใจกลับไป เมืองกังแฮ อยู่มาเล่าเปียวโรคป่วยกำเริบจึงถึงแก่ความตาย จึงให้แต่งการศพตามประเพณี แล้วชัวมอก็ตั้งให้เล่าจ๋องเป็น เจ้าเมืองแทนบิดาต่อไป
                อยู่มาโจโฉกะเกณฑ์ทหารเข้าถึงห้าสิบหมื่น ยกลงใต้หวังตีแผ่นดินให้ราบคาบ เล่าจ๋องรู้ดังนั้นจึงตกใจ คิดอ่านยกเมืองเกงจิ๋วให้โจโฉ โจโฉแจ้งดังนั้นก็มีความยินดี
 ฝ่ายเล่าปี่รู้ว่าเล่าเปียวตายแล้วจึงร้องไห้ จนสลบ แล้วขงเบ้งคิดอ่านให้เล่าปี่ย้ายจากเมืองซินเอี๋ย ไป เมืองอ้วนเซีย เพื่อคิดอ่านป้องกันโจโฉแลเล่าปี่จึงชักชวน ราษฎรประชาราษฎร์ให้ติดตามไปด้วย ฝ่ายโจหยิน เคาทูยกทัพ เป็นกองหน้าเข้าเห็นเมืองซินเอี๋ยว่างอยู่จึงเข้าไปพัก ถูกกล ขงเบ้งให้จูล่งเข้าเผาเมือง ทหารโจหยินเหยียบหนีตายกัน อลหม่านหนีมาถึงริมฝั่งแม่น้ำ ถูกกวนอูชุ่มให้ทหารพังทำนบ น้ำไหลบ่าลงมา ทหารโจหยินจมน้ำตายเป็นอันมาก เตียวหุย เข้าสกัดไว้อีกทัพโจหยินแตกหนีมิมีใจจะรบจึงหนีมาเข้ารวมกับ โจโฉ
 โจโฉรู้ดังนั้นก็โกรรให้ซีซีไปเกลี้ยกล่อมเล่าปี่ ณ เมืองอ้วนเซีย เล่าปี่มิยอมโจโฉจึงยาตราทัพ ไปเมืองอ้วน เชียหวังล้างเล่าปี่ให้สิ้น แลขงเบ้งเห็นว่าถ้าตั้งอยู่ที่เมืองอ้วน เสียนั้นมิได้จึงโยกย้ายไปเมืองซงหยง ราษฎรแลอาณา ประชาราษฎร์ขอติดตามเล่าปี่ไปด้วย ชาวเมืองทั้งปวงก็ทิ้ง บ้านเมืองเสียอพยพร้องไห้ตามเล่าปี่ เสียงนั้นอื้ออึงไป แลเล่าปี่ ไปถึงเมืองซงหยงนั้นเข้าไม่ได้จึงไปยังเมืองกังเหลง
                ฝ่ายโจโฉติดตามมาถึงเมืองอ้วนเซียใกล้จะ ทันอยู่แล้ว ขงเบ้งจึงให้กวนอูไปขอทหารจากเล่ากี้ ณ เมืองกัง แฮ ให้จูล่งคุมครอบครัว ตัวเล่าปี่ เตียวหุยคุมทหารไปป้องกัน อยู่หลังทัพ แลเดินทางได้แต่วันละร้อยเส้น
ตอนที่ 37 จูล่งฝ่าทัพรับอาเต๊า
                ครั้นโจโฉยกทัพมาถึงเมืองซงหยง เล่าจ๋อง จึงออกมาคำนับ โจโฉจึงให้เล่าจ๋องไปอยู่เมืองเฉงจิ๋ว ให้ชัวมอเตียวอุ่นเป็นนายกองทัพเรือฝึกทหารทั้งปวง แล้วโจโฉจึงส่ง อิทึ่มไปฆ่าเล่าจ๋องกับชัวฮูหยินเสียระหว่างทาง ครั้นบำรุง ไพร่พลทหารเสร็จแล้วจึงยกกองทัพหลวงต่อไปยัง ณ เมือง กังเหลง ฝ่ายเล่าปี่เร่งเดินทางอยู่ ขงเบ้งจึงออกไปตามกวนอู ณ เมืองกังแฮอีกคน
 ครั้นประมาณสามยามเล่าปี่ได้ยินเสียงโห่ ร้องอื้ออึงมา เล่าปี่ก็ตกใจยกทหารสองพันเข้ารบด้วยโจโฉเป็น สามารถ เตียวหุยเห็นดังนั้นก็เข้าช่วยหักไปช่วยเล่าปี่ ทหารโจ โฉจึงรุกไล่ฆ่าฟันอาณาประชาราษฎร์หลบหนีวุ่นวาย การ โกลาหลยิ่งนัก ครอบครัวเล่าปี่ถูกทหารไล่มาก็พลัดพราก กระจายไปกับชาวบ้าน เล่าปี่กับเตียวหุยก็ช่วยต้านทานเป็น สามารถ แต่มิอาจสู้ได้เหลือทหารแต่ร้อยหนึ่ง แลครอบครัว ราษฎรบาดเจ็บล้มตายยิ่งนัก
 เล่าปี่กับเตียวหุยหลบหนีผ่านสะพานเตียง ปันเกี้ยวไป ตัวเตียวหุยก็วกกลับเข้ามายืนขี่ม้าถือทวนสกัด แต่ เพียงผู้เดียว ทหารโจโฉสำคัญเป็นเตียวหุยก็เกิดกลัวไม่กล้าเข้าใกล้ ฝ่ายจูล่งซึ่งเล่าปี่ให้คุมครอบครัวตัวอยู่นั้น ตะลุมบอน อยู่ในทัพโจโฉ ตีตลบกลับแล้วตีหักไปอีก ตามหาตัวอาเต๊าบุตร เล่าปี่แลกำฮูหยิน บิฮูหยินภรรยาเล่าปี่ก็มิพบ จนรุ่งสว่างจึงหัก เข้าไปควานหาอีก พบชาวบ้านต้องอาวุธบาดเจ็บเป็นอันมาก
 แลเสียงร้องไห้อื้ออึงคะนึงไป พบนางกำฮูหยิน จึงพาออกมา ถึงต้นสะพานแล้ววกกลับเข้าไปหาอีกเป็นหลายตลบ พบบิฮูหยินบาดเจ็บอุ้มอาเต๊าอยู่ จูล่งรีบเข้าไปแล้วชวนให้รีบหนี ฝ่ายนางบิฮูหยินรู้ว่าตัวบาดเจ็บจะเป็นตัวถ่วงจึงขั้นมิไป ฝากอาเต๊าให้จูล่ง แล้วตัวก็รีบกระโจนลงในบ่อที่อยู่ข้างๆตกลงไปตาย จูล่งเห็นดังนั้นจึงร้องไห้แลกลบปากบ่อเสียหวังมิให้ทหารโจโฉ พบแล้วถอดเกราะเอาอาเต๊าไว้ข้างใน รบฝ่าหนีทหารโจโฉออก มาแต่เพียงผู้เดียว ฝ่ายทหารโจโฉเข้าล้อมสกัดเป็นอันมาก จู ล่งก็รบฝ่าออกมารบพุ่งกันอลหม่านฆ่าทหารเอกแลทหารเลวโจโฉมากมาย โลหิตนั้นติดกายแลเกราะเป็นอันมาก จูล่งก็ขับ ม้ารีบหนีไปถึงสะพานเตียงปันเกี้ยว ตัวจูล่งแลม้าที่ขี่ก็อ่อนแรง ลง เตียวหุยจึงว่าเจ้ารีบขับม้าพาบุตรไปให้เล่าปี่เถิด จูล่งก็ขับฝ่าไป เตียวหุยเข้าสกัดแลเห็นสัปทนกั้นมาข้างหลังก็รู้ว่าโจโฉ ทัพหลวงมาถึงเอง จึงร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง ทหารโจโฉก็ กลัวมิกล้าเข้าใกล้ทั้งเกรงในกลขงเบ้ง แล้วเตียวหุยก็ให้ชัก กระดานสะพานเสียพาทหารกลับมาหาเล่าปี่ แลโจโฉสำคัญใน กลจึงให้ทำสะพานแล้วยกทหารตามไป
 ฝ่ายเล่าปี่เห็นผงคลีฟุ้งตลบอยู่ แลเสียงโห่ร้องอื้ออึงคนึง ก็สำคัญว่าโจโฉยกทัพมาถึงตัวแล้ว แลมิรู้จะ หนีไปทางใด พอดีกวนอู เล่ากี้ยกทหารข้ามเรือมาช่วยพอดีเข้า ช่วยสกัดรบพุ่งทหารโจโฉ เล่าปี่เห็นดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก ขงเบ้งจึงให้กวนอูไปอยู่เมืองแฮเค้า ตัวเล่าปี่ ขงเบ้งไปอยู่กับ เล่ากี้ ณ เมืองกังแฮ ฝ่ายโจโฉนึกสำคัญว่ากลขงเบ้งจึงมิอาจ ไล่ตีตามด้วยเกรงอยู่ แล้วไปอยู่ ณ เมืองเกงจิ๋ว สะสมพลทหาร ลือว่าได้ร้อยหมื่น
ตอนที่ 38 ขงเบ้งเจรจากับที่ปรึกษาซุนกวน
                ฝ่ายซุนกวนรู้ว่าโจโฉยกมาเป็นการเอิกเริก ยิ่งนัก จึงให้โลซกไปสืบราชการ ณ เมืองเกงจิ๋ว ครั้นโลซกมาถึงก็เข้าแวะเยี่ยมเล่าปี่ ขงเบ้ง จึงได้สนทนากัน ฝ่ายขงเบ้งคิด ยุให้โจโฉกับซุนกวนผิดใจกัน จึงลาเล่าปี่ไปเข้าพบซุนกวน ณ เมืองกังตั้ง
                ครั้นมาถึงเมืองกังตั๋งโลชกก็จัดหาที่อยู่ให้ ขงเบ้ง แล้วตัวโลซกเข้าพบซุนกวน พบที่ปรึกษาแลนายทหาร ทั้งปวงเกี่ยงกันเป็นสามารถด้วยฝ่ายหนึ่งให้เข้าอ่อนน้อมด้วย โจโฉ อีกฝ่ายให้เข้าสู้รบเป็นสามารถ ฝ่ายซุนกวนด้วยเป็นคน เรรวนมิรู้จะทำประการใดจึงนิ่งอยู่ พอดีโลซกว่าขงเบ้งมา ณ เมืองกังตั้ง ซุนกวนมีความยินดีจึงเชิญขงเบ้งเข้ามา
 ครั้นขงเบ้งเข้ามาพบที่ปรึกษาซุนกวน หลายคน จึงเข้าสนทนาอยู่ ฝ่ายเตียวเจียว ยีหวน โปเจ๋า ชีหอง ลกเจ๊ก เหยียมจุ้น เทียตก ผู้สนับสนุนให้ซุนกวนเข้าอ่อนน้อม ด้วยโจโฉ ปะทะคารมกับขงเบ้งเป็นอันมาก แลแต่ละคนมิสู้ปาก ขงเบ้งก็เลยนิ่งอยู่ ครั้นอุยกายพาขงเบ้งเข้าพบซุนกวน ขงเบ้งก็เข้ายุแหย่ซุนกวนให้สู้ด้วยโจโฉ ซุนกวนก็ยังเรรวนอยู่มิ รู้ทำประการใด ด้วยฝ่ายขุนนางเข้าด้วยเตียวเจียวให้เข้า อ่อนน้อมแก่โจโฉ แลฝ่ายทหารเข้าด้วยโลซกแลขงเบ้งให้รบ ด้วยโจโฉ จึงมิรู้ทำประการใด
ตอนที่ 39 ซุนกวนตัดสินใจรบด้วยโจโฉ
                ซุนกวนก็มีความวิตกนัก พอดีนางงอก๊ก ไถ่ผู้เป็นแม่น้าจึงว่า ตอนที่ผู้พี่เจ้าตายการข้างในให้ปรึกษา เตียวเจียว การข้างนอกให้ปรึกษาจิวยี่ ซุนกวนก็เพิ่งรำลึกถึงจิ วยี่ได้ก็มีความยินดีจึงเรียกจิวยี่เข้าไปพบเพื่อปรึกษา
 ฝ่ายจิวยี่เข้าพบขงเบ้งแลโลซก จิวยี่จึงว่า ให้อ่อนน้อมด้วยโจโฉ ฝ่ายขงเบ้งจึงเข้ายุแหย่จิวยี่ให้สู้รบ โดยอ้างว่าโจโฉมากังตั้งต้องการสองนางไปบำเรอ ชื่อว่า นาง เสียวเกี้ยว กับนางไต้เกี้ยว จิวยี่ได้ฟังดังนั้นก็โกรรด้วยว่านาง เสียวเกี้ยวเป็นภรรยาของตัวอยู่นั่นเอง แล้วเข้าพบซุนกวนเพื่อเสนอให้เข้าสู้โจโฉ ซุนกวนจึงตัดสินใจเด็ดขาดให้จิวยี่ถืออาญาสิทธิ์ทั้งปวงแล้วเข้ารบด้วยโจโฉ
                 ฝ่ายจิวยี่เห็นขงเบ้งหลักแหลมรู้น้ำใจคนจึง ว่านานไปจะเป็นศัตรูต้องรีบกำจัดเสีย ครั้นอยู่มาเล่าปี่รู้ข่าวว่า ซุนกวนตัดสินใจตีโจโฉจึงจัดแจงพลทหารสิ้นไปตั้งอยู่ ณ
                 เมืองแฮเค้า จิวยี่จึงแสร้งทำอุบายเชิญเล่าปี่มาปรึกษาราชการ ที่เมืองกังตั้งหวังลอบฆ่าเสีย เล่าปี่จึงพากวนอูมาด้วย ทหารจิ วยี่เห็นกวนอูจึงเกรงกลัวยิ่งนักมิอาจทำอันตรายเล่าปี่ได้ ฝ่าย ขงเบ้งรู้ว่าเล่าปี่มายังกังตั้งจึงเข้าพบแล้วว่า เดือนอ้ายแรมห้า ค่ำให้จูล่งมารับ ณ ริมฝั่งแม่น้ำ แล้วเล่าปี่ก็ลากลับไป ณ เมือง แฮเค้า
ตอนที่ 40 ขงเบ้งยืมเกาทัณฑ์
 ฝ่ายชัวมอ เตียวอุ่นจัดแจงฝึกทัพเรือให้ กล้าแข็ง ด้วยทหารโจโฉเป็นชาวเหนือไม่ชำนาญทางเรือ จิวยี่รู้ ดังนั้นก็คิดอุบายกำจัดชัวมอ เตียวอุ่นเสีย พอดีเจียวก้านข้าม มายัง ณ ถังตั้งหวังเกลี้ยกล่อมจิวยี่เข้าด้วยโจโฉ จิวยี่เห็นได้ที จึงทำทีเชิญเจียวก้านกินโต๊ะแล้วเผลอหลับไป ฝ่ายเจียวก้าน นอนไม่หลับลุกขึ้นมา พบจดหมายที่ชัวมอ เตียวอุ่นส่งมาให้จิว ยี่ที่จิวยี่ปลอมไว้ สำคัญว่าจริงก็รีบแอบนำจดหมายกลับมาให้ โจโฉ
 ฝ่ายโจโฉครั้นได้เปิดอ่านแล้ว มิรู้เท่าทันกล จิวยี่ จึงเรียกให้ชัวมอ เตียวอุ่นไปประหารเสีย จิวยี่แจ้งดังนั้นใน อุบายก็มีความยินดีสิ้นวิตก ฝ่ายขงเบ้งรู้เท่าทันกลจิวยี่ จิวยี่รู้ ดังนั้นก็มีความริษยาขงเบ้งเป็นอันมาก คิดอุบายหาขงเบ้งเข้า มาแล้วว่าให้ช่วยทำเกาทัณฑ์สิบหมื่นดอกในสิบวัน ขงเบ้งรู้ดัง นั้นก็แจ้งว่า จิวยี่ปราถนาจะหาความผิดใส่ตัวเสียจะได้ฆ่าเสีย จึงออกปากเพียงว่าจะได้ลูกเกาทัณฑ์ในสามวันเท่านั้น จิวยี่จึง นึกว่าขงเบ้งหลงในอุบายตัวเข้าแล้ว
 ฝ่ายขงเบ้งนิ่งเสียสองวันครั้นวันที่สามจึง ชวนโลซกลงเรือ แล้วพาเรือเล็กยี่สิบลำ ไปยังทัพโจโฉตอนดึก เรือแต่ละลำนั้นเต็มไปด้วยหุ่นฟางมัดสีดำเป็นอันมาก ขณะนั้น หมอกลงจัดฝ่ายโจโฉเห็นเรือแล่นเข้ามา ก็สำคัญว่าเป็นเรือข้าศึกก็ระดมยิงเกาทัณฑ์เข้าใส่เรือเป็นอันมาก มิเห็นว่าทหาร มากแลน้อย ครั้นลูกเกาทัณฑ์เต็มฝั่งขงเบ้งก็ให้กลับแคมรับอีกฝั่งนึง จนเรือแต่ละลำเต็มไปด้วยเกาทัณฑ์จึงยกกลับ ได้ เกาทัณฑ์ติดฟางมาเป็นอันมากนับได้เกินสิบหมื่น จิวยี่เห็นดัง นั้นก็ทอดใจใหญ่แล้วว่า ขงเบ้งมีสติปัญญาลึกซึ้งยิ่งนัก
                พอดีขงเบ้งเดินเข้ามา จิวยี่จึงว่าทัพโจโฉ ยกทัพมาขนาดนี้เห็นจะหักโหมเข้าไปก็จะขัดสน จึงว่าเรามีกลอุบายอยู่อันนึง ขงเบ้งจึงว่าให้เขียนกลอุบายลงฝ่ามือ ออกมาดูพร้อมกัน จิวยี่เห็นชอบ ครั้นเขียนเสร็จก็แบมืออกมาพบคำว่าเพลิงต้องกัน แล้วแต่ละคนก็หัวเราะ จิวยี่จึงว่าอย่าให้การนี้แพร่งพรายไป
ในส่วนของวีดีโอ : ขงหมิงกล่าวว่า “ถึงแม้ข้าจะไม่ได้มีพรสวรรค์ แต่ครั้งหนึ่งข้าได้พบกับบุคคลพิเศษผู้หนึ่งซึ่งได้ถ่ายทอดความลับของสำนักฉีเหมินตุนเจียให้แก่ข้า ทำให้ข้าสามารถเรียกลมและฝนได้ หากแม่ทัพใหญ่ต้องการลมตะวันออกเฉียงใต้ ท่านอาจสร้างแท่นบนภูเขาหนานผิง ตั้งชื่อว่าแท่นเจ็ดดาว สูงเก้าฟุต มีสามชั้น และมีทหารหนึ่งร้อยยี่สิบคนถือธงและป้ายล้อมรอบ ข้าจะประกอบพิธีกรรมบนแท่นเพื่อเรียกลมตะวันออกเฉียงใต้ที่แรงเป็นเวลาสามวันสามคืนเพื่อช่วยเหลือแม่ทัพใหญ่ในการรบ ท่านคิดอย่างไร?” โจวหยูกล่าวว่า “อย่าไปสนใจสามวันสามคืนเลย ลมแรงเพียงคืนเดียวก็เพียงพอที่จะทำสิ่งยิ่งใหญ่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เร่งด่วนและไม่สามารถล่าช้าได้” ขงหมิงกล่าวว่า “ในวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันเจียจื่อ เราจะประกอบพิธีเรียกลม และในวันที่ 22 ซึ่งเป็นวันปิงหยิน ลมจะสงบลง ท่านคิดอย่างไร?” เมื่อได้ยินเช่นนั้น โจวหยูดีใจมากและลุกขึ้นทันที จากนั้นเขาสั่งให้ทหารฝีมือดีห้าร้อยนายไปสร้างแท่นบูชาบนภูเขาหนานผิง และมอบหมายให้ทหารหนึ่งร้อยยี่สิบนายเฝ้าแท่นบูชาพร้อมธง รอคำสั่งต่อไป 
                 ในวันมงคลของเดือนเจียจื่อในเดือนที่สิบเอ็ด ขงหมิงอาบน้ำและอดอาหาร สวมชุดเต๋า เดินเท้าเปล่า ปล่อยผมลง แล้วไปยืนอยู่หน้าแท่นบูชา เขาได้สั่งลู่ซูว่า "จื่อจิง จงไปที่กองทัพเพื่อช่วยกงจินระดมพล หากคำอธิษฐานของข้าไม่เป็นจริง อย่าได้แปลกใจ" 
                 การจากไปของลู่ซูนั้นค่อนข้างเป็นปริศนาทีเดียว
                 ในฤดูใบไม้ผลิปีแรกของรัชสมัยหย่งเล่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในจือหลี่ ปักกิ่ง ซานตง และเหอหนาน 
                 ในช่วงฤดูร้อนของปีที่สองในรัชสมัยของจักรพรรดิหย่งเล่อ เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในซ่งเจียง เจียซิง ซูโจว และหูโจว 
                 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง มณฑลเจียงซีและมณฑลหูกวงประสบกับอุทกภัย
                 สี่ปีต่อมา เมืองฉางโจว ลู่โจว และอันฉิง ประสบกับภาวะขาดแคลนอาหาร 
                 ห้าปีต่อมา เกิดภาวะขาดแคลนอาหารในเมืองซุนเทียน เหอเจี้ยน เป่าติ้ง และเหอหนาน 
                 แม่น้ำสายนี้ไหลผ่านทะเลสาบต้าฉานและทะเลสาบมากู และมีเส้นรอบวงประมาณ 300-400 ลี้ ในช่วงฤดูร้อน น้ำในทะเลสาบจะไหลรวมกันเป็นผืนใหญ่ดุจมหาสมุทร คดเคี้ยวไปตามแม่น้ำและลำธารต่างๆ —“สุ่ยจิงจู้”—
                 ดินอาจเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม และความพยายามของมนุษย์อาจเพียงพอหรือไม่เพียงพอ
                 ความพยายามของมนุษย์ เมื่อทำอย่างเต็มที่แล้ว บางครั้งก็สามารถพลิกผันชะตากรรมได้ แล้วพลังของโลกจะยิ่งทำได้มากแค่ไหนกัน?
ตอนที่ 41 ขงเบ้งเรียกลมตะวันออก
 ฝ่ายจิวยี่วิตกอยู่ด้วยหาคนไปสอดแนม ฝ่ายโจโฉ อุยกายเห็นดังนั้นจึงอาสาทำทีเป็นเข้าด้วยโจโฉ จิวยี่ มีความยินดีนัก รุ่งเช้าจึงสั่งให้โบยอุยกายเสียทำทีให้เจ็บแค้น แล้วส่งงำเต๊กไปแต่งกลลวงโจโฉ โจโฉก็สำคัญเชื่อให้หาอุยกาย เข้ามา ครั้นยังคลางแคลงใจอยู่ จึงหาผู้อาสาไปสอดแนม ราชการที่เมืองกังตั๋ง ดูว่าเป็นจริงแลร้ายประการใด ฝ่ายเจียว ก้านเห็นดังนั้นจึงว่าตัวขออาสาไปสอดแนมอีกครั้ง ด้วยขอแก้ตัวซึ่งครั้งก่อนซึ่งทำการพลาดไป โจโฉก็ยินยอมให้ไป
                ครั้นเจียวก้านมาถึงจิวยี่ก็ทำทีเป็นโกรร แล้วให้ไปคุมไว้ ณ วัดเชิงเขา ฝ่ายเจียวก้านมีความทุกข์ มิเป็น อันกินอันนอน พบบังทองเจียวก้านจึงเข้าไปคำนับแล้วว่าท่าน นี้หรือคืออาจารย์ฮองซู มีความยินดีเป็นอันมากจึงเชิญไปพบ โจโฉ ณ ค่ายโดยหารู้ไม่ว่าต้องกลอุบายจิวยี่เสียแล้ว
 ครั้นเจียวก้านพาบังทองมายังค่าย โจโฉก็ มีความยินดีนักแล้วพาบังทองไปชมทัพเรือ บังทองเห็นดังนั้น จึงแสร้งแนะนำให้ผูกเรือติดกันเข้าไว้ด้วยโซ่ตรวนเพื่อไม่ให้ ทหารเมาคลื่นระส่ำระสาย ด้วยเรือธรรมดานั้นโคลงเคลงทหาร โจโฉไม่สันทัดจึงอาจเมาได้ง่าย โจโฉมิทันคิดก็มีความยินดีนัก แล้วให้เร่งทำการตามบังทองบอก แล้วบังทองก็ลวงโจโฉว่าจะ ไปเกลี้ยกล่อมคน ณ เมืองกังตั้งให้เข้าด้วยโจโฉ โจโฉมีความ ยินดีนักจึงให้ไป ฝ่ายเทียหยกจึงเข้าว่าให้เรือผูกติดกันฉะนี้หาก ข้าศึกใช้เพลิงเผาเสียก็จะมีอันตรายเป็นมั่นคง โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะแล้วว่าฤดูนี้เป็นเทศกาลแจ้งเห็นแต่จะมีลมว่าวแต่ ลมตะวันตกหากจิวยี่ใช้ เพลิงก็จะกลับเข้าไปเผาตัวเองเป็น มั่นคง
 ฝ่ายจิวยี่แลเห็นปลายรงพัดมาจากต้นลม ณ ค่ายโจโฉก็สะดุ้งใจ จึงคิดว่าการที่คิดไว้เห็นจะไม่เป็นผล ด้วยลืมฉุกคิดถึงเรื่องลมเสีย ว่าแล้วก็อาเจียนโลหิตสลบลง กับที่แล้วก็ป่วยอยู่ ฝ่ายขงเบ้งรู้ดังนั้นก็เข้าพบจิวยี่รู้ว่า ณ เดือนอ้ายแรมห้าค่ำจะเกิดลมสลาตัน จึงแสร้งว่าสามารถทำ พิธีเรียกลมสลาตันได้ จิวยี่รู้ดังนั้นมีความยินดีที่ป่วยอยู่ก็ คลายลง
 ครั้น ณ เดือนอ้ายแรมสามค่ำขงเบ้งก็ทำพิธี จิวยี่จึงให้อุยกาย จัดแจงกองทัพไว้ให้พร้อม รอลมมาจะยกทำการตีโจโฉทันที ถึงเวลาสองยามเศษได้ยินเสียงลมจากทิศอาคเนย์อื้ออึงมา จิ วยี่จึงมีความยินดีเห็นคงเบ้งมีสติปัญญาเป็นอันมากจึงส่ง ชี เซ่ง เตงฮองไปฆ่าเสีย ฝ่ายขงเบ้งพอเรียกลมเสร็จแล้วก็หลบ หนี ไปพบจูล่ง ณ ริมฝั่ง ฝ่ายซีเช่ง เตงฮองตามไปก็อาจสู้จูล่ง ได้ ครั้นขงเบ้งมาถึงก็ให้เล่าปี่ไปรอดักซุ่มตีทางหนีโจโฉ
ตอนที่ 42 โจโฉแตกทัพเรือ
 ฝ่ายโจโฉนั้นตั้งใจคอยฝั่งอุยกายอยู่ตลอดเวลา ครั้นถึงเวลาเห็นอุยกกายนำเรือเข้ามาใกล้ เทียหยกเห็น ผิดสังเกตจึงว่าแก่โจโฉ โจโฉเห็นชอบด้วยจึงให้บุนเพ่งไปห้ามเรือเสียก่อน อุยกายเห็นได้ทีดังนั้นก็สั่งเรือเร่งเข้าไปจุดไฟขึ้น ครั้นลมสลาตันพัดหนักกล้า ทหารโจโฉก็เข้าดับเพลิงมิทัน เรือที่ผูกติดกันแก้ไม่ได้ก็ถูกเพลิงวอดสิ้นเพลิงลามติดเป็นหลาย ตำบล ทหารโจโฉก็วิ่งวุ่นวายไปการนั้นโกลาหลนัก ขณะนั้นทัพ จิวยี่ จิวท่าย ชีเซ่ง เตงฮองมาถึงก็ตีหักเข้าไป ทหารจิวยี่เข้าไปถึงไหน เพลิงก็ลุกติดขึ้น แลทหารโจโฉหนีมิทันต้องอาวุธเจ็บ ปวดล้มตายเป็นอันมาก ที่หนีมิทันก็ตายในกองเพลิงบ้าง ตก น้ำตายบ้าง
                ฝ่ายโจโฉเห็นดังนั้นก็ตกใจขี่ม้าหลบหนีไป ทางตำบลฮัวหลิมพบลิบอง เล่งทองเข้าไล่ตีตามมา เตียวเลี้ยว กับซิหลงก็เข้าสู้เป็นสามารถมิได้แพ้ชนะกัน ซิหลงก็พาโจโฉหนีต่อ พบกำเหลงดักทางอยู่จึงหนีไปทางหับป๋า
 ครั้นหนีมาใกล้ตำบลฮัวหลิมพบจูล่งเข้า สกัดทางอยู่ เตียวคับ เตียวเลี้ยวก็เข้าช่วยป้องกันทางด้าน หลัง แลทหารโจโฉทิ้งม้าแลศัสตราวุธเป็นอันมากแล้วโจโฉก็สั่ง ให้รีบหนีไป ครั้นมาถึงตำบลโฮเลาก๊ก ก็ให้หยุดหุงอาหารอยู่ยัง มิทันสุกได้กิน เตียวหุยก็เข้าล้อมไว้ เคาทู เตียวเลี้ยว ซิหลง ก็ เข้าป้องกันเป็นสามารถแล้วรีบหนีไป ทหารที่หนีมานั้นก็อิดโรย ทั้งต้องอาวุธบาดเจ็บเป็นมากแลเห็นทางเข้าลำกุ้น ก็หลงในกลขงเบ้ง เข้าไปทางน้อยแลทางนั้นแคบเดินลำบากนักโจโฉก็ ให้เร่งให้เดินไป ครั้นพ้นซอกเขาโจโฉก็หัวเราะขึ้นแล้วว่า หาก ขงเบ้งให้คนมาซุ่มอยู่ตรงนี้เห็นตัวจะมิรอดแน่ครั้นขาดคำ ได้ยินเสียงประทัด กวนอูถือง้าวคุมสกัดทางไว้ โจโฉเห็น จวนตัวจะมิรอดทหารที่มาก็เหลือเพียงร้อยเศษ จึงวอนกวนอู ให้ปล่อยตัวให้พ้นภัย กวนอูนึกถึงครั้งสมัยที่โจโฉเลี้ยงดูตนนึก สงสารจึงหลีกทางให้โจโฉไป
                ฝ่ายโจโฉหนีมาพบโจหยิน คิดยกกลับฮูโต๋ ให้โจหยินอยู่รักษาเมืองลำกุ้น แฮหัวตุ้นรักษาเมืองชงหยง เตียวเลี้ยวรักษาเมืองหับป๋า แล้วโจโฉก็จัดแจงทหารยกกลับไปฮูโต๋ ฝ่ายจิวยี่ครั้นรบมีชัยจึงยกกองทัพไปตั้งอยู่ที่ตำบลลิมกั้ง หวังจะคิดอ่านไปตีเมืองลำกุ้น

ก่อนหน้า                          หน้าต่อไป