Translate

19 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ ราหุลเถราปทานที่ ๖ (๑๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเครื่องลาด
 [๑๘] เราได้ถวายเครื่องลาดในปราสาท ๗ ชั้น แด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า ปทุมุตระ
วีดีโอ
เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ พระมหามุนีผู้เป็นจอมแห่งชนเป็น นระผู้ประเสริฐ อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าพระ คันธกุฎี พระศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ทรงยัง พระคันธกุฎีให้รุ่งเรือง ประทับยืนในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า
                ที่นอนนี้ผู้ใดให้โชติช่วงแล้ว ดังกระจกเงาอันขัดดีแล้ว เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ปราสาททองอันงดงาม หรือ ปราสาทแก้วไพฑูรย์เป็นที่รักแห่งใจจักบังเกิดแก่ผู้นั้น ผู้นั้นจักเป็นจอม เทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๖๔ ครั้ง
                ในกัลปที่ ๒๑ จักได้เป็นกษัตริย์ พระนามว่าวิมล จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงครอบครองแผ่นดินมีสมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต พระนครชื่อเรณุวดีสร้างด้วยแผ่นอิฐ โดยยาว ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจตุรัส ปราสาทชื่อสุทัสนะ อันวิสสุกรรมเทพบุตร นิรมิตให้ ประกอบด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ
                วิทยาธรมีเสียงสิบอย่างต่างๆ กัน มาเกลื่อนกล่นอยู่ เหมือน จักเป็นนครชื่อสุทัสนะของเหล่าเทวดา รัศมีแห่งนครนั้น เปล่งปลั่งดัง เมื่อพระอาทิตย์อุทัย นครนั้นจักรุ่งเรืองจ้าโดยรอบ ๘ โยชน์อยู่เป็นนิจ
 ในแสนกัลป พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพ ในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักได้เป็นพระราชโอรสของพระผู้มี พระภาคพระนามว่าโคดม ถ้าจะพึงอยู่ครองเรือนผู้นั้นพึงได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ แต่ข้อที่เขาจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะ มีได้ เขาจักออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีวัตรอันงาม จักได้เป็นพระ อรหันต์มีนามชื่อว่าราหุล พระมหามุนีทรงพยากรณ์เราว่า มีปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีล เหมือนนกต้อยติวิดรักษาไข่ ดังจามรีรักษาขนหาง เรา รู้ทั่วถึงธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในศาสนา เรากำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระราหุลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยการฉะนี้แล.

 จบ ราหุลเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๖. ราหุลเถราปทาน (๑๖)
         ๑๖. อรรถกถาราหุลเถราปทาน
         อปทานของท่านพระราหุลเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
       ท่านผู้มีอายุแม้นี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสนัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาอยู่ในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในฐานะอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ใคร่ต่อการศึกษา เมื่อปรารถนาตำแหน่งนั้นด้วยตนเอง บำเพ็ญบุญอันยิ่งมีการชำระเสนาสนะทำให้สว่างไสวเป็นต้น แล้วได้ตั้งปรารถนาไว้. ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสอง. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ เพราะอาศัยพระโพธิสัตว์ของเรา จึงบังเกิดในพระครรภ์ของพระนางยโสธราเทวี ได้นามว่าราหุลกุมาร ทรงเจริญด้วยขัตติยบริวารเป็นอันมาก. 
         วิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในขันธกะนั่นเอง. 
         ท่านบรรพชาแล้วได้รับพระโอวาทด้วยดี ด้วยสุตตบทเป็นอันมากในสำนักพระศาสดา มีญาณแก่กล้า เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต. ก็ท่านเป็นพระอรหัต พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผลจึงได้ภาษิตคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ว่า 
               ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์ 
         ด้วยคุณสมบัติทั้ง ๒ ประการคือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิปัตติสมบัติ ๑ 
         เพราะเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรม 
         ทั้งหลาย. 
               อนึ่ง เพราะอาสวะของเราสิ้นไป และภพใหม่ไม่มีต่อไป 
         เราเป็นพระอรหันต์เป็นพระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็น 
         ผู้เห็นอมตธรรม. 
               สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษ 
         ในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมไว้ ถูกหลังคาคือตัณหาปกปิด 
         ไว้ ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูก คือความประมาท เหมือนปลา 
         ในปากลอบฉะนั้น. 
               เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว 
         ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล้ว. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภเยเนว สมฺปนฺโน ความว่า ผู้สมบูรณ์ คือประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งสอง คือชาติสมบัติ ๑ ปฏิปัตติสมบัติ ๑. 
         บทว่า ราหุลภทฺโทติ มํ วิทู ความว่า เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลายรู้จักเราว่า ราหุลภัททะ. 
         จริงอยู่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงทราบว่า พระราหุลนั้นประสูติแล้ว ทรงยึดเอาถ้อยคำที่พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ราหุ (เครื่องผูก) เกิดแล้ว เครื่องผูกพันเกิดแล้ว จึงยึดเอาพระนามว่าราหุลดังนี้. ในข้อนั้น พระองค์ทรงยึดเอาปริยายที่พระบิดาตรัสแล้วแต่ต้นนั่นเอง จึงตรัสว่า ราหุลภทฺโทติ มํ วิทู ดังนี้. 
         บทว่า ภทฺโท เป็นคำกล่าวสรรเสริญนั่นเอง. 
         ในกาลต่อมา พระศาสดาทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศ โดยภาวะเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาว่า ภิกษุทั้งหลาย ราหุลนี้เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุสาวกของเราผู้ใคร่ต่อการศึกษา. 
         ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส ประกาศถึงปุพพจริยาปทาน จึงตรัสว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้เป็นอาทิ. 
         บทว่า สตฺตภูมิมฺหิ ปาสาเท ความว่า ชื่อว่าปาสาทะ เพราะยังความเลื่อมใสคือยังความโสมนัสให้เกิด. ภูมิทั้ง ๗ ตั้งอยู่ในชั้นสูงๆ ในปราสาทใด ปราสาทนี้นั้นชื่อว่าสัตตภูมิ ปราสาท ๗ ชั้น. 
         บทว่า อาทาสํ สนฺถรึ อหํ ความว่า เราได้ทำพื้นแว่นให้สำเร็จแล้วได้ลาดถวาย. 
         อธิบายว่า ได้ลาดบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐของโลกผู้คงที่.
         บทว่า ขีณาสวสหสฺเสหิ ความว่า เกลื่อนกล่น คือแวดล้อมไปด้วยพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์. 
         ชื่อว่า ทฺวิปทินฺโท เป็นจอมแห่งสัตว์สองเท้า คือเป็นจอม เป็นเจ้าแห่งสัตว์สองเท้า เป็นผู้องอาจกว่านระ เป็นมหามุนี เข้าไปหาคือเข้าไปยังพระคันธกุฎี พร้อมด้วยสัตว์สองเท้าเหล่านั้น. 
         บทว่า วิโรเจนฺโต คนฺธกุฏี ความว่า พระศาสดาผู้ประเสริฐ ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพทั้งหลาย ชื่อว่า เทวเทโว, ผู้องอาจกว่านระทั้งหลายชื่อว่า นราสโภ ยังพระคันธกุฎีนั้นให้สว่างไสว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสภาษิตพยากรณ์คาถาเหล่านี้. 
         บทว่า เยนายํ โชติตา เสยฺยา ความว่า ที่นอนกล่าวคือปราสาทนี้ อันอุบาสกใดให้โชติช่วงแล้ว คือสว่างไสวรุ่งเรืองแล้ว. เราได้ลาดด้วยดีคือทำให้เสมอ เหมือนคันฉ่องทำพื้นให้ใสดุจกระจก อันสำเร็จด้วยสัมฤทธิ์และโลหะฉะนั้น. 
         อธิบายว่า เราจักยกย่องอุบาสกนั้น คือจักกระทำให้ปรากฏ. 
         คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า อฏฺฐานเมตํ ยํ ตาทิ ความว่า เป็นผู้คงที่ด้วยเหตุใด คือชื่อว่าเป็นผู้คงที่เพราะเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ได้ประสบคือถึงความยินดี คือไม่เกียจคร้านในเรือนคือในการครองเรือน. 
         อธิบายว่า แต่เหตุที่เขาจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่จะมีได้ คือไม่เป็นเหตุ. 
         บทว่า นิกฺขมิตฺวา อคารสฺมา ความว่า เขาจักออกจากการอยู่ครองเรือน สละการครองเรือนนั้นเหมือนสละใบหญ้า ออกบวชเป็นผู้มีวัตรดีศึกษาดีงาม. 
         บทว่า ราหุโล นาม นาเมน ความว่า ชื่อว่าราหุล เพราะเป็นพระนามที่พระสิทธัตถะ พระราชบิดาตรัสว่า ราหุล (เครื่องผูก) เกิดแล้ว เครื่องผูกเกิดแล้ว เพราะสดับข่าวว่า พระกุมารประสูติแล้วที่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งไป. 
         พึงเห็นว่าพระองค์ตรัสว่า ราหุล (เครื่องผูก) เกิดแล้ว โดยประสงค์ว่า พระกุมารนี้เกิดมาเหมือนทำอันตรายต่อบรรพชา คือการออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่เป็นต้นของเรา เหมือนราหูจอมอสูรตั้งขึ้นเคลื่อนไป เพราะกระทำแสงสว่างแห่งวิมานแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ให้หม่นหมองฉะนั้น. 
         บทว่า อรหา โส ภวิสฺสติ ความว่า ท่านคือผู้เช่นนั้น ผู้สมบูรณ์ด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัย ประกอบการขวนขวายในวิปัสสนาจักเป็นพระอรหันตขีณาสพ. 
         บทว่า กิกีว อณฺฑํ รกฺเขยฺย ความว่า พึงเป็นผู้ไม่ประมาทรักษาศีล เหมือนนกต้อยตีวิดรักษาฟองไข่คือพืชฉะนั้น. 
         บทว่า จามรี วิย วาลธึ ความว่า พึงสละแม้ชีวิต ไม่ทำลายศีลรักษาไว้ เหมือนจามรีรักษาขนหาง ไม่ดึงขนหาง คือเมื่อขนหางติดคล้องในท่อนไม้ก็ไม่ดึงมา เพราะกลัวขาดยอมตาย. 
         ปัญญาท่านเรียก นิปกะ ในบทว่า นิปโก สีลสมฺปนฺโน นี้. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องรักษาตนนั้น ชื่อว่านิปกะ จักเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เพราะรักษาไว้ไม่ขาด ไม่ทำลายเป็นต้น. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว วันหนึ่งนั่งในที่อันสงัดกล่าวคำมีอาทิว่า เรารักษาพระมหามุนีอย่างนี้ด้วยสามารถแห่งโสมนัส. 
         คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาราหุลเถราปทาน

ไม่มีความคิดเห็น: