Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จริยาปิฎก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จริยาปิฎก แสดงบทความทั้งหมด

27 ธันวาคม 2568

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สโมธานกถา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

สโมธานกถา สรุปการบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ
 [๓๖] การบำเพ็ญบารมีอันเป็นเครื่องบ่มพระโพธิญาณเหล่านี้ จัดเป็นบารมี ๑๐ อุปบารมี ๑๐ ปรมัตถบารมี ๑๐ คือการบำเพ็ญทานในภพที่ตถาคตเป็นพระเจ้าสิวิราชผู้ประเสริฐเป็นทานบารมี ในภพที่เราเป็น เวสสันดรและเป็นเวลามพราหมณ์ 
 
                        เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เรา เป็นอกิติดาบสอดอาหารนั้น เป็นทานอุปบารมี ในภพที่เราเป็น พระยาไก่ป่า สีลวนาคและพระยากระต่าย เป็นทานปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระยาวานร ช้างฉัททันต์ และช้างเลี้ยงมารดา
                        เป็นศีลบารมี พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณยิ่งใหญ่ตรัสไว้ดังนี้ การ รักษาศีลในภพที่เราเป็นจัมเปยยกนาคราช และภูริทัตตนาคราช เป็นศีลอุปบารมี ในภพที่เราเป็นสังขปาลบัณฑิต
                        เป็นศีลปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นยุธัญชยกุมาร มหาโควินทพราหมณ์ คนเลี้ยงช้าง อโยฆรราชโอรส ภัลลาติ สุวรรณสาม มฆเทวะและเนมิราช บารมี เหล่านี้เป็นอุปบารมี ในภพที่เราเป็นมโหสถผู้เป็นทรัพย์ของรัฐ กุลฑลตัณฑิละและนกกระทาบารมีเหล่านี้
                        เป็นปัญญาอุปบารมี ในภพ ที่เราเป็นวิธูรบัณฑิตและสุริยพราหมณ์มาตังคะ ผู้เป็นศิษย์เก่าของ อาจารย์บารมีทั้ง ๒ ครั้งนี้ เป็นปัญญาบารมี ในภพที่เราเป็นพระราชา ผู้มีศีล มีความเพียร เป็นผู้ก่อให้เกิดสัตตุภัสตชาดก บารมีนี้แล
                        เป็นปัญญาปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระราชาผู้มีความเพียร บากบั่น เป็นวิริยปรมัตถบารมี ในภพที่เราเป็นพระยาวานรผู้มีครุธรรม ๕ ประการ เป็นวิริยบารมี ในภพที่เราเป็นธรรมปาลกุมาร เป็น ขันติบารมี
                        ในภพที่เราเป็นธรรมิกเทพบุตร ทำสงครามกับอธรรมิก เทพบุตร เรียกว่าขันติอุปบารมี
                        ในภพที่เราเป็นขันติวาทีดาบส แสวงหาพุทธภูมิด้วยการบำเพ็ญขันติบารมี ได้ทำกรรมที่ทำได้ยาก เป็นอันมาก นี้เป็นขันติปรมัตถบารมี
                        ในภพที่เราเป็นสสบัณฑิต นกคุ่ม ซึ่งประกาศคุณสัจจะ ยังไฟให้ดับด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจจบารมี
                        ในภพที่เราเป็นปลาอยู่ในน้ำ ได้ทำสัจจะอย่างสูงยังฝนให้ตกใหญ่ นี้เป็นสัจจบารมีของเรา
                        ในภพที่เราเป็นสุปารบัณฑิตผู้เป็นนักปราชญ์ ยังเรือให้ข้ามสมุทรจนถึงฝั่ง เป็นกัณหทีปายนดาบส ระงับยาพิษ ได้ด้วยสัจจะ และเป็นวานรข้ามกระแสแม่น้ำคงคาได้ด้วยสัจจะ นี้เป็นสัจจอุปบารมีของเรา
                        ในภพที่เราเป็นสุตโสมราชา รักษาสัจจะ อย่างสูง ช่วยปล่อยกษัตริย์ ๑๐๑ นี้เป็นสัจจปรมัตถบารมี อะไรที่จะ เป็นความพอใจไปกว่าอธิษฐาน นี้เป็นอธิษฐานบารมี
                        ในภพที่เรา เป็นมาตังฏิล และช้างมาตังคะ นี้เป็นอธิษฐานอุปบารมี
                        ในภพ ที่เราเป็นมูคผักขกุมาร เป็นอธิษฐานปรมัตถบารมี
                        ในภพที่เป็น มหากัณหฤาษี และพระเจ้าโสธนะ และบารมีสองอย่าง คือในภพ ที่เราเป็นพระเจ้าพรหมทัตต์ และคัณฑิติณฑกะ ที่กล่าวแล้วเป็น เมตตาบารมี
                        ในภพที่เราเป็นโสณนันทบัณฑิตผู้ทำความรัก บารมี เหล่านั้นเป็นเมตตาอุปบารมี
                        ในภพที่เราเป็นพระเจ้าเอกราช เป็นบารมีไม่มีของผู้อื่นเหมือน นี้เป็นเมตตาปรมัตถบารมี
                        ในภพที่เราเป็นนกแขกเต้าสองครั้ง เป็นอุเบกขาบารมี
                        ในภพที่เรา เป็นโลมหังสบัณฑิต เป็นอุเบกขาปรมัตถบารมี 
                        บารมีของเรา ๑๐ ประการนี้ เป็นส่วนแห่งโพธิญาณอันเลิศ บารมียิ่งกว่า ๑๐ ไม่มี หย่อนกว่า ๑๐ ก็ไม่มี เราบำเพ็ญบารมีทุกอย่างไม่ยิ่งไม่หย่อน เป็น บารมี ๑๐ ประการฉะนี้แล.
 จบสโมธานกถา
 จบจริยาปิฎก

25 ธันวาคม 2568

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น

ยุธัญชยจริยาที่ ๑ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของยุธัญชยกุมาร
 [๒๑] ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรส (ของพระเจ้าสัพพทัตตราช) นามว่า ยุธัญชัย มีบริวารยศหาประมาณมิได้ สลดใจเพราะได้เห็นหยาดน้ำ ค้างอันเหือดแห้งเพราะแสงพระอาทิตย์ เราทำความเป็นอนิจจังนั้น
                        แลให้เป็นปุเรจาริก พอกพูนความสังเวช เราถวายบังคมพระมารดา และพระบิดาแล้ว ทูลขอบรรพชา มหาชนพร้อมทั้งชาวนิคมทั้งชาว จังหวัด ประนมอัญชลีอ้อนวอนเรา พระบิดาตรัสว่า วันนี้ เจ้าจง ปกครองแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาลเถิด ลูก
 
                        เมื่อมหาชนพร้อมทั้ง พระราชบิดา นางสนม ชาวนิคม และชาวแว่นแคว้น ร้องไห้ร่ำไร ควรสงสาร เราไม่ห่วงใยสละไปแล้วเราสละราชสมบัติในแผ่นดิน หมู่ญาติ บริวารชน และยศศักดิ์ทั้งสิ้นได้ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุ แห่งโพธิญาณ
                        เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะ เกลียดยศศักดิ์อันยิ่งใหญ่ก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รัก ของเรา ฉะนั้น เราจึงสละราชสมบัติ ฉะนี้แล.
 จบยุธัญชยจริยาที่ ๑
 โสมนัสสจริยาที่ ๒ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของโสมนัสสกุมาร
 [๒๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชบุตรสุดที่รัก เป็นที่ปรารถนา ของพระมารดาพระบิดาปรากฏนามว่าโสมนัส อยู่ในอินทปัตถนคร อันอุดม เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยคุณธรรม มีปฏิภาณอันเฉียบ แหลม เคารพนบนอบต่อบุคคลผู้เจริญมีหิริ และฉลาดในสังคหธรรม
                        ครั้งนั้น มีดาบสโกงผู้หนึ่ง เป็นที่โปรดปราน ของพระราชาพระองค์ นั้น ดาบสนั้นปลูกต้นผลไม้ ดอกไม้และผัก เก็บขายเลี้ยงชีวิต เราได้เห็นดาบสโกงนั้น เหมือนกองแกลบอันไม่มีข้าวสาร เหมือน ไม้เป็นโพลงข้างใน
                        เหมือนต้นกล้วยหาแก่นมิได้ ดาบสโกงผู้นี้ไม่ มีธรรมของสัตบุรุษ ปราศจากความเป็นสมณะ ละหิริและธรรมขาว เพราะเหตุแห่งการเลี้ยงชีวิตปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น เพราะโจรอัน เที่ยวอยู่ในดง
                        พระราชบิดาของเราเมื่อจะเสด็จไปปราบความกำเริบ นั้น ตรัสสั่งเราว่า
                        พ่ออย่าประมาทในชฎิลผู้มีความเพียรอันแรงกล้า นะ ลูก พ่อจะอนุวัตรตามความปรารถนา ด้วยว่าชฎิลนั้น เป็นผู้ ให้ความสำเร็จความปรารถนาทั้งปวงเราไปสู่ที่บำรุงชฎิลนั้นแล้ว ได้ กล่าวดังนี้ว่า
                        ดูกรคฤหบดี
                        ท่านสบายดีดอกหรือ หรือว่าท่านจะ ให้นำเอาอะไรมา เหตุนั้น ดาบสโกงนั้นอาศัยมานะจึงโกรธเราว่า เราจะให้พระราชาฆ่าท่านเสียในวันนี้ หรือจะให้ขับไล่เสียจากแว่น แคว้น
                        พระราชาทรงปราบปัจจันตชนบทสงบแล้ว ได้ตรัสถามชฎิล โกงว่า
                        พระผู้เป็นเจ้าสบายดีหรือสักการะสัมมานะยังเป็นไปแก่พระ ผู้เป็นเจ้าหรือชฎิลโกงนั้น กราบทูลแด่พระราชา เหมือนว่าพระราช กุมารให้ฉิบหายพระเจ้าแผ่นดินทรงสดับคำของชฎิลโกงนั้นทรงบังคับ ว่าจงตัดศีรษะเสียในที่นี้นั่นแหละ จงสับฟันบั่นออกเป็น ๔ ท่อน ทิ้งไว้ในท่ามกลางถนนให้คนเห็นว่า นั่นเป็นผลของคนเบียดเบียน ชฎิล พวกโจรฆาตก็ใจดุร้ายไม่มีกรุณาเหล่านั้น เพราะรับสั่งบังคับ
                        เมื่อรับนั่งอยู่บนตักของพระมารดา ก็ฉุดคร่านำเราไป เราได้กล่าว แก่เขาเหล่านั้น ซึ่งกำลังผูดมัดอย่างมั่นคงอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลาย จงพาเราไปเฝ้าพระราชาโดยเร็ว ราชกิจของเรามีอยู่ เขาเหล่านั้น เป็นคนลามกและเสพคนลามก พาเราไปเฝ้าพระราชา เราไปเฝ้า พระราชาแล้วทูลให้ทรงเข้าพระทัย
                        และนำมาสู่อำนาจของเราพระบิดาขมาเรา ณ ที่นั้นแล้ว ได้พระราชทานราชสมบัติอันใหญ่หลวง แก่เรา เรานั้นทำลายความมืดมัวเมาแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เราจะเกลียดราชสมบัติ อันใหญ่หลวงก็หามิได้จะเกลียดกามโภค สมบัติก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึง สละราชสมบัติเสีย ฉะนี้แล.
 จบโสมนัสสจริยาที่ ๒
 อโยฆรจริยาที่ ๓ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของอโยฆรกุมาร
 [๒๓] อีกเรื่องหนึ่งในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสีเจริญวัย ในเรือนเหล็ก มีนามชื่อว่าอโยฆระ พระบิดาตรัสว่าเจ้าได้ความทุกข์ ตั้งแต่เกิดมา เขาเลี้ยงไว้ในที่แคบลูกเอ๋ย วันนี้จงปกครองแผ่นดิน ทั้งสิ้น พร้อมทั้งแว่นแคว้น พร้อมทั้งชาวนิคมและบริวารชนนี้เถิด เราถวายบังคมจอมกษัตริย์แล้วประคองอัญชลี ได้ทูลดังนี้ว่า
                        บรรดา สัตว์ในแผ่นดินบางพวกต่ำช้า บางพวกอุกฤษฏ์ บางพวกปานกลาง สัตว์ทั้งหมดนั้นไม่มีอารักขา เจริญอยู่ในเรือนของตนพร้อมด้วยหมู่ ญาติ
                        การเลี้ยงดูข้าพระบาทในที่อันคับแคบนี้ไม่มีใครเหมือนในโลก ข้าพระบาทเติบโตอยู่ในเรือนเหล็ก เหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ ไม่มีรัศมี ข้าพระบาทประสูติจากพระครรภ์พระมารดาอันเต็มไปด้วย ซากศพเน่าแล้ว ยังถูกใส่ (ขัง) ไว้ในเรือนเหล็ก ซึ่งมีทุกข์ร้าย กว่านั้นอีก
                        ข้าพระบาทได้รับความทุกข์ร้ายอย่างยิ่งเช่นนี้แล้ว ถ้ายัง ยินดีในราชสมบัติ ก็จะเป็นผู้เลวทราม กว่าคนเลวทรามไปข้าพระบาท เป็นผู้เหนื่อยหน่ายในกาย ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ
                        ข้าพระบาท จะแสวงหาธรรมเครื่องดับ ซึ่งเป็นที่ที่มัจจุราชพึงย่ำยีข้าพระบาท ไม่ได้ เราคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อมหาชนร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ตัด เครื่องผูกเสียแล้วเข้าไปยังป่าใหญ่ เหมือนช้าง ฉะนั้น
                        เราจะเกลียด พระมารดาพระบิดาก็หาไม่ จะเกลียดยศศักดิ์อันใหญ่หลวงก็หามิ ได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงสละ ราชสมบัติ ฉะนี้แล.
 จบอโยฆรจริยาที่ ๓
 ภิงสจริยาที่ ๔ ว่าด้วยจริยาวัตรของภิงสพราหมณ์
 [๒๔] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราอยู่ในพระนครกาสีอันประเสริฐสุดน้อง หญิงชาย ๗ คน เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลเราเป็นพี่ใหญ่ของ น้องหญิงชายเหล่านั้นประกอบด้วยหิริและธรรมขาว เราเห็นภพ โดยความเป็นภัย จึงยินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะ พวกสหายร่วมใจ ของเรา ที่มารดาและบิดาส่งมาแล้วเชื้อเชิญเราด้วยกามทั้งหลายว่า
                        เชิญท่านดำรงศ์สกุลเถิด คำใดที่สหายเหล่านั้นกล่าวแล้วเป็นเครื่อง นำสุขมาให้ในธรรมของคฤหัสถ์ คำเหล่านั้นเป็นเหมือนคำหยาบ เสมอด้วยผาลอันร้อน ได้มีแก่เรา
                        ในกาลนั้น สหายเหล่านั้นได้ ถามเราผู้ห้ามอยู่ถึงความปรารถนาของเราว่า ท่านปรารถนาอะไรเล่า เพื่อน ถ้าท่านไม่บริโภคกาม เราผู้ใคร่ประโยชน์แก่ตนได้กล่าวแก่ สหายผู้แสวงหาประโยชน์เหล่านั้นว่า
                        เราไม่ปรารถนาความเป็น คฤหัสถ์ เรายินดีอย่างยิ่งในเนกขัมมะสหายเหล่านั้นฟังคำเราแล้ว ได้บอกแก่มารดาและบิดา
                        มารดาและบิดาได้กล่าวอย่างนี้ว่า
                        แม้ว่า เราทั้งสองจะบวช พ่อเรา มารดาบิดาทั้งสอง และน้องหญิงชาย ทั้ง ๗ ของเราสละทิ้งทรัพย์นับไม่ถ้วน เข้าไปยังป่าใหญ่ ฉะนี้แล.
 จบภิงสจริยา ๔
 โสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕ ว่าด้วยจริยาวัตรของโสณนันทบัณฑิต
 [๒๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเกิดในตระกูลมหาศาลอันประเสริฐสุด อยู่ในพระนครพรหมวัทธนะ ในกาลนั้น เราเห็นสัตว์โลกเป็นผู้ถูก ความมืดครอบงำ จิตของเราเบื่อหน่ายจากภพ เหมือนช้างถูกสับด้วย ขอสลดใจ ฉะนั้น เราเห็นความลามกต่างๆ อย่างนี้ จึงคิดอย่างนี้
                        ในกาลนั้นว่าเมื่อไร เราจึงจะออกไปจากเรือนแล้วเข้าป่าได้ แม้ใน กาลนั้น พวกญาติก็เชื้อเชิญเราด้วยกามโภคะทั้งหลาย เราได้บอก ความพอใจแม้แก่เขาเหล่านั้นว่า
                        อย่าเชื้อเชิญเราด้วยสิ่งเหล่านั้นเลย น้องชายของเราเป็นบัณฑิตชื่อว่านันทะ แม้เขาก็ศึกษาตามเราชอบใจ บรรพชา แม้ในกาลนั้น เราคือโสณบัณฑิต นันทบัณฑิต และมารดา บิดาทั้งสองของเราก็ละทิ้งโภคสมบัติทั้งหลายแล้วเข้าป่าใหญ่ ฉะนี้ แล.
 จบโสณนันทปัณฑิตจริยาที่ ๕
 มูคผักขจริยาที่ ๖ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของมูคผักขกุมาร
 [๒๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากาสี ชนทั้งหลายเรียกเราโดยชื่อว่ามูคผักขกุมารบ้าง เตมิยกุมารบ้าง ในกาลนั้น พระสนมนางในหมื่นหกพัน ไม่มีพระราชโอรส โดย วันคืนล่วงไปๆ เราบังเกิดผู้เดียว พระบิดารับสั่งให้ตั้งเศวตฉัตร ให้เลี้ยงดูเราผู้เป็นบุตรสุดที่รัก อันได้ด้วยยากเป็นอภิชาตบุตร ทรง ไว้ซึ่งความรุ่งเรือง บนที่นอน
                        ในกาลนั้น เรานอนอยู่บนที่นอนอัน อ่อนนุ่ม ตื่นขึ้นแล้วได้เห็นเศวตฉัตรอันเป็นเหตุให้เราไปสู่นรก ความสะดุ้งหวาดกลัวเกิดขึ้นแล้วแก่เรา พร้อมกับได้เห็นฉัตร เรา ถึงความวินิจฉัยว่า
                         เมื่อไรหนอ เราจึงจะเปลื้องธุลีนี้ได้ เทพธิดา ผู้เป็นสาโลหิตของเรามาก่อน ผู้ใคร่ประโยชน์ต่อเรา นางเห็นเราผู้ ประกอบไปด้วยทุกข์
                         จึงแนะนำให้เราประกอบในเหตุ ๓ ประการ ว่าท่านจงอย่าแสดงความเป็นบัณฑิต จงแสดงความเป็นคนโง่แก่ชน ทั้งปวง ชนทั้งหมดนั้นก็จะดูหมิ่นท่าน ประโยชน์จักมีแก่ท่านด้วย อาการอย่างนี้ เมื่อเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว เราได้กล่าวดังนี้ว่า
                        ดูก่อนนางเทพธิดา
                        ข้าพเจ้าจะทำตามคำที่ท่านกล่าวกะเราฉะนั้น ท่าน เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ เป็นผู้ใคร่ความเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า แม่ เทพธิดา
                        ครั้นเราได้ฟังคำของเทพธิดานั้นแล้ว เหมือนดังได้พบฝั่ง ในสาคร ร่าเริงดีใจ ได้อธิษฐานองค์ ๓ ประการ คือ เราเป็นคนใบ้ เป็นคนหูหนวก เป็นคนง่อยเปลี้ยเว้นจากคติ เราอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี
                        ครั้งนั้น เสนาบดีเป็นต้นตรวจดูมือเท้า ลิ้น และช่องหูของเราแล้ว เห็นความไม่บกพร่องของเรา ติเตียนว่าเป็น คนกาฬกิณี ทีนั้นชาวชนบท เสนาบดี และปุโรหิตทั้งปวงร่วมใจกัน ทั้งหมด พลอยดีใจการที่รับสั่งให้นำไปทิ้ง
                        เรานั้นได้ฟังความประสงค์ ของเสนาบดีเป็นต้นนั้นแล้ว ร่าเริงดีใจว่า เราประพฤติตบะมาเพื่อ ประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นจะสำเร็จแก่เรา ราชบุรุษทั้งหลายอาบน้ำ ให้เรา ไล้ทาด้วยของหอม สวมราชมงกุฏราชาภิเษกแล้ว มีฉัตรที่ บุคคลถือไว้ให้ทำประทักษิณพระนครดำรงเศวตฉัตรอยู่ ๗ วัน พอ ดวงอาทิตย์ขึ้นนายสารถีอุ้มเราขึ้นรถ เข้าไปยังป่า
                        นายสารถีหยุดรถ ไว้ ณ โอกาสหนึ่งปล่อยรถเทียมม้าพอพ้นมือ ก็ขุดหลุมเพื่อจะฝัง เราเสียในแผ่นดิน พระมหากษัตริย์ทรงคุกคามการอธิษฐาน ที่เรา อธิษฐานไว้ด้วยเหตุต่างๆ
                        แต่เราก็ไม่ทำลายการอธิษฐานนั้น เพราะ เหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง เราจะเกลียดพระมารดาพระบิดาก็หามิได้ เราจะเกลียดตนเองก็หามิได้
                        แต่พระสัญพัญญุตญาณ เป็นที่รักของ เรา เพราะฉะนั้นแหละ เราจึงอธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้ เรา อธิษฐานองค์ ๓ ประการนี้อยู่ ๑๖ ปี ผู้เสมอด้วยอธิษฐานของเรา ไม่มี นี่เป็นอธิษฐานบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบมูคผักขจริยาที่ ๖
 กปิลราชจริยาที่ ๗ ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาวานร
 [๒๗] ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาวานร อยู่ ณ ซอกเขาใกล้ฝั่งแม่น้ำ ในกาล นั้น เราถูกจระเข้เบียดเบียนไปไม่ได้ เรายืนอยู่ ณ โอกาสใด โดด จากฝั่งนี้ไปยังฝั่งโน้น จระเข้มันเป็นสัตว์ดุร้าย แสดงความน่ากลัว อยู่ ณ โอกาสนั้น จระเข้นั้นกล่าวกะเราว่า มาเถิด แม้เรากล่าวกะจระเข้ นั้นว่า จะมาเราโดดลงเหยียบศีรษะจระเข้นั้นแล้ว โดดไปยืนอยู่ที่ฝั่ง โน้น เรามิได้ทำตามคำของจระเข้ที่กล่าวหลอกลวงนั้นหามิได้ผู้เสมอ ด้วยคำสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบกปิลราชจริยาที่ ๗
สัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘ ว่าด้วยจริยาวัตรของสัจจดาบส
 [๒๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นดาบสปรากฏ นามว่าสัจจะ เรารักษา สัตว์โลกไว้ด้วยคำสัจ ได้ทำหมู่ชนให้สามัคคีกัน ฉะนี้แล.
 จบสัจจสวหยปัณฑิตจริยาที่ ๘
 วัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙ ว่าด้วยจริยาวัตรของลูกนกคุ่ม
[๒๙] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นลูกนกคุ่ม ขนยังไม่งอก ยังอ่อน เป็นดังชิ้นเนื้อ อยู่ในรัง ในมคธชนบท ในกาลนั้น มารดาเอาจะ งอยปากคาบเหยื่อมาเลี้ยงเรา เราเป็นอยู่ด้วยผัสสะของมารดา กำลัง กายของเรายังไม่มี ในฤดูร้อนทุกๆ ปี มีไฟป่าไหม้ลุกลามมา ไฟ ไหม้ป่าเป็นทางดำลุกลามมาใกล้เรา ไฟไหม้ป่าลุกลามใหญ่หลวง เสียงสนั่นอื้ออึง ไฟไหม้ลุกลามมาโดยลำดับ
                        เข้ามาใกล้จวนจะถึง เรา มารดาบิดาของเราสะดุ้งใจหวาดหวั่น เพราะกลัวไฟที่ไหม้มา โดยเร็ว จึงทิ้งเราไว้ในรังหนีเอาตัวรอดไปได้ เราเหยียดเท้า กางปีก ออกรู้ว่า กำลังกายของเราไม่มี เรานั้นไปไม่ได้อยู่ในรังนั่นเอง จึง คิดอย่างนี้
                        ในกาลนั้นว่า เมื่อก่อนเราสะดุ้งหวาดหวั่น พึงเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในระหว่างปีกของมารดาบิดา บัดนี้ มารดาบิดาทิ้งเราหนีไปเสีย แล้ว วันนี้ เราจะทำอย่างไรศีลคุณ ความสัตย์ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยความสัตย์เอ็นดูกรุณามีอยู่ในโลก ด้วยความสัตย์นั้น
                        เราจักกระทำ สัจจกิริยาอันสูงสุดเราคำนึงถึงกำลังพระธรรมระลึกถึง พระพุทธเจ้าผู้พิชิตมารอันมีในก่อน ได้กระทำสัจจกิริยา แสดงกำลัง ความสัตย์ว่า ปีกของเรามีอยู่ แต่ไม่มีขนเท้าของเรามีอยู่ แต่ยังเดิน ไม่ได้ มารดาบิดาก็พากันบินออกไปแล้วแน่ะไฟ จงกลับไป (จงดับเสีย)
                        พร้อมกับเมื่อเรากระทำสัจจกิริยา ไฟที่ลุกรุ่งโรจน์ ใหญ่หลวงเว้นไว้ ๑๖ กรีส ไฟดับ ณ ที่นั้นเหมือนจุ่มลงในน้ำ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบวัฏฏกโปตกจริยาที่ ๙
 มัจฉราชจริยาที่ ๑๐ ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาปลา
 [๓๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยาปลาอยู่ในสระใหญ่น้ำในสระ แห้งขอด เพราะแสงพระอาทิตย์ในฤดูร้อน ที่นั้นกา แร้ง นกกระสา นกตะกรุมและเหยี่ยว มาคอยจับปลากินทั้งกลางวันกลางคืน ใน กาลนั้น เราคิดอย่างนี้ว่า เรากับหมู่ญาติถูกบีบคั้น จะพึงเปลื้องหมู่ ญาติให้พ้นจากทุกข์ได้ด้วยอุบายอะไรหนอ
                        เราคิดแล้ว ได้เห็น ความสัตย์อันเป็นอรรถเป็นธรรมว่า เป็นที่พึ่งของหมู่ญาติได้ เราตั้ง อยู่ในความสัตย์แล้ว จะเปลื้องความพินาศใหญ่ของหมู่ญาตินั้นได้ เรานึกถึงธรรมของสัตบุรุษ คิดถึงการไม่เบียดเบียนสัตว์ อันยั่งยืน เที่ยงแท้ในโลก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งได้
                        แล้ว ได้กระทำสัจจ กิริยาว่า ตั้งแต่เราระลึกตนได้ ตั้งแต่เรารู้ความมาจนถึงบัดนี้ เรา ไม่รู้สึกว่าแกล้งเบียดเบียนสัตว์แม้ตัวหนึ่งให้ได้รับความลำบากเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเมฆจงยังฝนให้ตกห่าใหญ่ แน่ะเมฆ
                        ท่านจง เปล่งสายฟ้าคำรามให้ฝนตกจงทำขุมทรัพย์ของกาให้พินาศไป ท่านจง ยังกาให้เดือดร้อนด้วยความโศก จงปลดเปลื้องฝูงปลาจากความโศก พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา เมฆส่งเสียงสนั่นครั่นครื้น ยังฝนให้ตก
                        ครู่เดียว ก็เต็มเปี่ยมทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม ครั้นเราทำความเพียร อย่างสูงสุด อันเป็นความสัตย์อย่างประเสริฐเห็นปานนี้แล้ว อาศัย กำลังอานุภาพความสัตย์ จึงยังให้ฝนตกห่าใหญ่ผู้เสมอด้วยความ สัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเราฉะนี้แล.
 จบมัจฉราชจริยาที่ ๑๐
 กัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ ว่าด้วยจริยาวัตรของกัณหทีปายนะดาบส
 [๓๑] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นฤาษีชื่อว่ากัณหทีปายนะ เราไม่ยินดี ประพฤติพรหมจรรย์ ยิ่งกว่า ๕๐ ปี ใครๆ จะรู้ใจที่ไม่ยินดีประพฤติ พรหมจรรย์ของเรานั้นหามิได้ แม้เราก็ไม่บอกแก่ใครๆ ว่า ความ ไม่ยินดีมีในใจของเรา สหายเพื่อนพรหมจรรย์ของเรา ชื่อมัณฑัพยะ เป็นฤาษีมีอานุภาพมากประกอบด้วยบุรพกรรม (กรรมเก่าให้ผล) ถูกเสียบหลาวทั้งเป็น เราทำการพยาบาลมัณฑัพยะดาบสนั่นให้หาย โรคแล้วได้อำลามาสู่บรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราเอง
                        พราหมณ์ ผู้เป็นสหายของเรา ได้พาภริยาและบุตร ต่างถือสักการะสำหรับ ต้อนรับแขก รวมสามคนมาหาเรา เรานั่งเจรจาปราศรัยกับสหาย และภรรยาของเขาอยู่ในอาศรมของตน เด็กโยนลูกข่างเล่นอยู่ ทำ งูเห่าให้โกรธแล้ว
                        ทีนั้น เด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตามปล่อง จอมปลวก ควานไปถูกเอาศีรษะงูเข้าพอมือไปถูกศีรษะของมัน งูก็ โกรธ อาศัยกำลังพิษ เคืองจนเหลือจะอดกลั้นได้กัดเด็กทันที พร้อมกับถูกงูกัด เด็กล้มลงที่พื้นดิน ด้วยกำลังพิษกล้า
                        เหตุนั้น เราเป็นผู้ได้รับทุกข์หรือว่าเรามีความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบ มารดาบิดาของทารกนั้น ผู้มีทุกข์เศร้าโศก ให้สว่างแล้ว ได้ทำ สัจจกิริยาอันประเสริฐสุดก่อนว่า
                        เราผู้ต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์ มีจิตเลื่อมใส อยู่ ๗ วันเท่านั้น ต่อแต่นั้นมา การประพฤติของเรา ไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ เราไม่ปรารถนาจะประพฤติ เสียเลย
                        ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็ก นี้เถิด พิษจงระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่ พร้อมกับเมื่อเราทำสัจจกิริยา มาณพหวั่นไหวด้วยกำลังพิษได้ฟื้น กายหายโรค ลุกขึ้นได้ ผู้เสมอด้วยความสัตย์ของเราไม่มี นี้เป็น สัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบกัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
 สุตโสมจริยาที่ ๑๒ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสุตโสม
 [๓๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระนามว่าสุตโสม ถูกพระเจ้าโปริสาทจับไปได้ ระลึกถึงคำผัดเพี้ยนไว้กะพราหมณ์ พระยาโปริสาทเอาเชือกร้อยฝ่ามือกษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำกษัตริย์ เหล่านั้นให้ได้รับความลำบาก นำเราไปด้วยเพื่อต้องการทำพลีกรรม
                        พระยาโปริสาทได้ถามเราว่าท่านปรารถนาจะให้ปล่อยหรือ เราจักทำ ตามชอบใจของท่าน ถ้าท่านจะกลับมาสู่สำนักเรา
                        เรารับคำพระยา โปริสาทนั้นว่าจะกล่าวใย ถึงการมาของเรา แล้วเข้าไปยังพระนคร อันรื่นรมย์มอบราชสมบัติแล้วในกาลนั้น เพราะเราระลึกถึงธรรมของ สัตบุรุษ เป็นของเก่า อันพระพุทธเจ้า เป็นต้นเสพแล้วให้ทรัพย์ แก่พราหมณ์แล้ว จึงเข้าไปหาพระยาโปริสาท ในการมาในสำนัก พระยาโปริสาทนั้น เราไม่มีความสงสัยว่าจักฆ่าหรือไม่ เราตามรักษา สัจจวาจายอมสละชีวิตเข้าไปหาพระยาโปริสาท ผู้เสมอด้วยความ สัตย์ของเราไม่มี นี้เป็นสัจจบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบสุตโสมจริยาที่ ๑๒
 สุวรรณสามจริยาที่ ๑๓ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของสุวรรณสามดาบส
 [๓๓] ในกาลเมื่อเราเป็นดาบส อันท้าวสักกะเชื้อเชิญมาอยู่ในป่า เรากับ ราชสีห์แลเสือโคร่งในป่าใหญ่ ต่างน้อมเมตตาเข้าหากัน (เราเข้า ใกล้ราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ได้ด้วยเมตตา) เราแวดล้อมด้วย ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี กระบือ กวางดาวและหมู อยู่ในป่าใหญ่ สัตว์อะไรๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา แม้เรามิได้กลัวสัตว์ อะไรๆ เพราะเรากำลังเมตตาค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น ฉะนี้แล.
 จบสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
 เอกราชจริยาที่ ๑๔ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าเอกราช
 [๓๔] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระราชา ปรากฏพระนามว่าเอกราช ในกาลนั้น เราอธิษฐานศีลอันบริสุทธิ์ยิ่งปกครองแผ่นดินใหญ่ สมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการประพฤติโดยไม่มีเศษ สงเคราะห์ มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทใน ประโยชน์โลกนี้และโลกหน้า ด้วยอาการอย่างนี้
                        พระเจ้าโกศล พระนามว่าทัพพเสนะ ยกกองทัพมาชิงเอาพระนครเราได้ ทรงทำ ข้าราชการ ชาวนิคม พร้อมด้วยทหาร ชาวชนบทให้อยู่ในเงื้อม พระหัตถ์ทั้งหมดแล้ว ตรัสสั่งให้ฝังเราเสียในหลุม เราเห็นพระเจ้า ทัพพเสนะกับหมู่อำมาตย์ ชิงเอาราชสมบัติอันมั่งคั่งภายในพระนคร ของเรา เหมือนบุตรสุดที่รัก ฉะนั้น
                        ผู้เสมอด้วยเมตตาของเราไม่มี นี้เป็นเมตตาบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบเอกราชจริยาที่ ๑๔
 มหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕ ว่าด้วยจริยาวัตรของมหาโลมหังสบัณฑิต
 [๓๕] เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่กระดูกทำเป็นหมอนหนุน เด็กชาวบ้านพวกหนึ่ง พากันเข้าไปทำความหยาบช้าร้ายกาจนานัปการ อีกพวกหนึ่งร่าเริงดีใจ พากันนำเอาของหอม ดอกไม้ อาหาร และ เครื่องบรรณาการต่างๆ เป็นอันมากมาให้เรา พวกใดนำทุกข์มาให้ เราและพวกใดให้สุขแก่เรา เราเป็นผู้มีจิตเสมอแก่เขาทั้งหมดไม่มี ความเอ็นดู ไม่มีความโกรธ เราเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ ใน ยศและความเสื่อมยศ เป็นผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้งปวง นี้เป็นอุเบกขา บารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบมหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
 ๑. ยุธัญชยจริยา ๒. โสมนัสสจริยา ๓. อโยฆรจริยา ๔. ภิงสจริยา ๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา ๖. มูคผักขจริยา ๗. กปีลราชจริยา ๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา ๙. วัฏฏกโปตกจริยา ๑๐. มัจฉราชจริยา ๑๑. กัณหทีปายนจริยา ๑๒. สุตโสมจริยา ๑๓. สุวรรณสามจริยา ๑๔. เอกราชจริยา ๑๕. มหาโลมหังสจริยา
 เป็นอุเบกขาบารมีดังนี้
                        พระผู้มีพระภาคผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ตรัสแล้ว เราได้เสวยทุกข์ และสมบัติมากมายหลายอย่าง
 ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้
                        แล้ว จึงได้บรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด เราได้ให้ทานอันควร ให้ บำเพ็ญศีลโดยหาเศษมิได้ถึงเนกขัมมบารมี
แล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุดเราสอบถาม
บัณฑิตทั้งหลายทำความเพียรอย่าง อุกฤษฏ์อย่างถึง
                       ขันติบารมีแล้วจึงบรรลุโพธิญาณอันสูงสุด เรากระทำ อธิษฐานอย่างมั่น ตามรักษาสัจจวาจา ถึงเมตตาบารมี
แล้ว จึงบรรลุ สัมโพธิญาณอันสูงสุด เราเป็นผู้มีจิตเสมอใน
ลาภและความเสื่อม ลาภ ในยศและความเสื่อมยศ ในความ
                        นับถือและการดูหมิ่นทั้งปวง แล้ว จึงบรรลุสัมโพธิญาณอันสูงสุด ท่านทั้งหลายจงเห็นความ เกียจคร้านโดยความเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียร
         โดยเป็น ทางเกษมแล้วจงปรารภความเพียรเถิด นี้เป็น
          คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น
       ความวิวาทโดยความเป็น ภัย และเห็นความไม่วิวาท
โดยเป็นทางเกษมแล้วจงกล่าววาจาอ่อน หวานอันสมัครสมานกันเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย
          ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดยความเป็นภัย และ
        เห็นความไม่ประมาทโดยเป็นทางเกษม แล้วจงเจริญมรรค
                         อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายฯ ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเมื่อจะทรงยกย่องบุรพจรรยาของพระองค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อพุทธาปทานีย์ ด้วยประการฉะนี้แล. 
จบจริยาปิฎก

21 ธันวาคม 2568

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ -พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สีลวนาคจริยาที่ ๑ วรรคที่ ๒ การบำเพ็ญสีลบารมี

สีลวนาคจริยาที่ ๑ ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาช้างสีลวนาค
 [๑๑] ในกาลเมื่อเราเป็นกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าหิมพานต์ ในกาลนั้น ในพื้นแผ่นดินนี้ ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยศีลคุณของเรา พรานป่า พบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระราชา ผู้ใหญ่ ช้างมงคลอันสมควรเป็นพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่ อัน การจับช้าง
 
นั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตลุงและการขุดหลุมลวง ก็ ไม่ต้องในขณะที่จับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เอง พระเจ้าข้า ฝ่ายพระราชาได้ทรงฟังคำของพรานป่านั้นแล้วทรงดี พระทัย ทรงส่งไปซึ่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว ควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเหง้าบัวอยู่ในสระบัวหลวง
                         เพื่อต้องการเลี้ยงมารดาควาญช้างรู้ศีลคุณของเรา พิจารณาดูลักษณะ แล้วกล่าวว่า มานี่แน่ะลูกแล้วได้จับเข้าที่งวงของเรา
                         ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตามปรกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้น เสมอเหมือนกับกำลังของช้างหลายพัน ถ้าเราโกรธแก่ควาญช้าง เหล่านั้นผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเราเราพึงสามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้น ได้แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสา ตลุง
                        เราก็ไม่ทำจิตโกรธเคือง เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ ถ้าเขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัด เรา ก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลยเพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด ฉะนี้แล.
 จบสีลวนาคจริยาที่ ๑
 สังขพราหมณจริยาที่ ๒ ว่าด้วยจริยาวัตรของสังขพราหมณ์
 [๒] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพราหมณ์มีนามว่าสังขะ ต้องการจะข้าม มหาสมุทรไปอาศัยปัฏฏนคามอยู่ ในกาลนั้น เราได้เห็นพระปัจเจก พุทธเจ้าผู้รู้เอง ใครๆ ชนะไม่ได้ ซึ่งเดินสวนทางมาตามทางกันดาร บนภาคพื้นอันแข็ง ร้อนจัด ครั้นเราเห็นท่านเดินสวนทางมา จึงคิด เนื้อความนี้ว่า บุญเขตนี้มาถึงแก่เราผู้เป็นสัตว์ที่ต้องการบุญเปรียบ เหมือนบุรุษชาวนาเห็นนาอันเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ (เป็นที่น่ายินดีมาก) ไม่ ปลูกพืชลงในนานั้น เขาชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้องการด้วยข้าวเปลือกฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นเขตบุญอันประเสริฐ สุดแล้ว ถ้าไม่ทำบุญ (สักการะ) เราก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ต้องการบุญ เปรียบเหมือนอำมาตย์ต้องการจะให้ชนชาวเมืองของพระราชายินดี แต่ไม่ให้ทรัพย์และข้าวเปลือกแก่เขา ก็ย่อมเสื่อมจากความยินดี ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นผู้ต้องการบุญ เห็นทักขิเณยย บุคคลอันไพบูลย์แล้ว ถ้าไม่ให้ทานในทักขิเณยยบุคคลนั้นก็จัก เสื่อมจากบุญ ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้วจึงถอดรองเท้า ไหว้เท้าของ ท่านแล้ว ได้ถวายร่มและรองเท้า เพราะฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ละเอียด อ่อนเจริญสุขได้ร้อยเท่าพันทวี อนึ่ง เมื่อเราบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์ ได้ถวายแก่ท่านนั้น อย่างนี้แล.
 จบสังขพราหมณจริยาที่ ๒
 กุรุธรรมจริยาที่ ๓ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าธนญชัย
 [๓] อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อเราเป็นพระราชามีนามว่าธนญชัย อยู่ใน อินทปัตถบุรีอันอุดม ประกอบด้วยกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ในกาลนั้น พวกพราหมณ์ชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเรา ขอพระยาคช- สารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถี กะเราว่าชนบทฝนไม่ตกเลย เกิดทุพภิกขภัย อดอยากอาหารมาก
                        ขอพระองค์จงทรงพระราชทาน พระยาคชสารตัวประเสริฐมีสีกายเขียวชื่ออัญชนะเถิด เราคิดว่า การห้ามยาจกทั้งหลายที่มาถึงแล้ว ไม่สมควรแก่เราเลย กุศล สมาทานของเราอย่าทำลายเสียเลย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ เราได้รับงวงพระยาคชสาร วางลงบนมือพราหมณ์
                        แล้วจึงหลั่งน้ำใน เต้าทองลงบนมือได้ให้พระยาคชสารแก่พราหมณ์ เมื่อเราได้ให้ พระยาคชสารแล้ว พวกอำมาตย์ได้กล่าวดังนี้ว่า เหตุไรหนอพระองค์ จึงพระราชทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ อันประกอบด้วยธัญญลักษณ์ สมบูรณ์ด้วยมงคล ชนะในสงครามอันสูงสุด แก่ยาจก
                        เมื่อพระองค์ทรงพระราชทานคชสารแล้ว พระองค์จักเสวยราชสมบัติ ได้อย่างไร [เราได้ตอบว่า] แม้ราชสมบัติทั้งหมดเราก็พึงให้ ถึง สรีระของตน เราก็พึงให้ เพราะสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้ให้พระยาคชสาร ดังนี้แล.
 จบกุรุธรรมจริยาที่ ๓
 มหาสุทัสนจริยาที่ ๔ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระมหาสุทัสนจักรพรรดิ
 [๔] ในเมื่อเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่ามหาสุทัสนะ มีพลานุภาพมาก ได้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เสวยราชสมบัติในพระนคร กุสาวดี ในกาลนั้น เราได้สั่งให้ประกาศทุกๆ วัน วันละ ๓ ครั้งว่า ใครอยากปรารถนาอะไร เราจะให้ทรัพย์อะไรแก่ใคร ใครหิว ใคร กระหาย ใครต้องการดอกไม้ ใครต้องการเครื่องลูบไล้ ใครขาด แคลนผ้าสีต่างๆ ก็จงมาถือเอาไปนุ่งห่ม ใครต้องการร่มไปในหนทาง ก็จงมารับเอาไป ใครต้องการรองเท้าอันอ่อนงาม ก็จงมารับเอาไป เราให้ประกาศดังนี้ทั้งเวลาเย็น ทั้งเวลาเช้า ทุกวัน ทานนั้นมิใช่เรา ตกแต่งไว้ในที่ ๑๐ แห่ง หรือมิใช่ ๑๐๐ แห่งเราตกแต่งทรัพย์ไว้ สำหรับยาจกในที่หลายร้อยแห่ง วณิพกจะมาในเวลากลางวันก็ตาม หรือในเวลากลางคืนก็ตามก็ได้โภคะตามความปรารถนา พอเต็มมือ กลับไป เราได้ให้มหาทานเห็นปานนี้จนตราบเท่าสิ้นชีวิต เราได้ให้ ทรัพย์ที่น่าเกลียดก็หามิได้ และเราไม่มีการสั่งสมก็หามิได้ เปรียบ เหมือนคนไข้กระสับกระส่าย เพื่อจะพ้นจากโรค ต้องการให้หมอ พอใจด้วยทรัพย์จึงหายจากโรคได้ ฉันใด เราก็ฉันนั้น รู้อยู่ (ว่า ทาน บริจาคเป็นอุบายเครื่องเปลื้องตนและสัตว์โลกทั้งสิ้น ให้พ้นจากโลก คือสังขารทุกข์ทั้งสิ้นได้) จึงบำเพ็ญทานให้บริบูรณ์โดยไม่มีเศษเหลือ เพื่อยังใจที่บกพร่องให้เต็มเราจึงให้ทานแก่วณิพกเรามิได้อาลัย มิได้ หวังอะไร ได้ให้ทานเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
 จบมหาสุทัสนจริยาที่ ๔
 มหาโควินทจริยาที่ ๕ ว่าด้วยจริยาวัตรของโควินทพราหมณ์
 [๕] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพราหมณ์นามว่ามหาโควินท์เป็น ปุโรหิตของพระราชา ๗ พระองค์ อันนรชนและเทวดาบูชา ใน กาลนั้น เครื่องบรรณาการอันใดในราชอาณาจักรทั้ง ๗ ได้มีแล้วแก่ เรา เราได้ให้มหาทานร้อยล้านแสนโกฏิเปรียบด้วยสาครด้วย บรรณาการนั้น เราจะเกลียดทรัพย์และข้าวเปลือกก็หามิได้ และ เราจะไม่มีการสั่งสมก็หามิได้ แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของ เรา ฉะนั้น เราจึงให้ทานอย่างประเสริฐ ฉะนี้แล.
 จบมหาโควินทจริยาที่ ๕
 เนมิราชจริยา ที่ ๖ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าเนมิราช
 [๖] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นมหาราชาพระนามว่าเนมิเป็นบัณฑิต ต้องการกุศลอยู่ในพระนครมิถิลาอันอุดมในกาลนั้น เราได้สร้าง ศาลา ๔ แห่ง อันมีหน้ามุขหลังละสี่ๆ เรายังทานให้เป็นไปในศาลา นั้นแก่ เนื้อ นก และนรชนเป็นต้น ยังมหาทาน คือ เครื่อง นุ่งห่ม ที่นอน และโภชนะ คือ ข้าว และน้ำ ให้เป็นไปแล้วไม่ ขาดสาย เปรียบเหมือนเสวก เข้าไปหานายเพราะเหตุแห่งทรัพย์ ย่อมแสวงหานายที่พึงให้ยินดีได้ ด้วยกายกรรม วจีกรรม และ มโนกรรมฉันใด เราก็ฉันนั้น จักแสวงหาพระสัพพัญญุตญาณใน ภพทั้งปวง จึงยังสัตว์ทั้งหลายให้อิ่มหนำด้วยทาน แล้วปรารถนา โพธิญาณอันอุดม ฉะนี้แล. 
จบเนมิราชจริยาที่ ๖
จันทกุมารจริยาที่ ๗ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระจันทกุมาร
 [๗] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นโอรสของพระเจ้าเอกราชมีนามว่า จันทกุมาร อยู่ในพระนครปุบผวดี ในกาลนั้นเราพ้นจากการบูชายัญ แล้ว ออกไปจากที่บวงสรวงนั้นยังความสังเวชให้เกิดขึ้น แล้วยัง มหาทานให้เป็นไป เราไม่ให้ทานแก่ทักขิเณยยบุคคลแล้วย่อมไม่ ดื่มน้ำ ไม่เคี้ยวของเคี้ยว และไม่บริโภคโภชนะ ๕-๖ ราตรีบ้าง เปรียบเหมือนพ่อค้า รวบรวมสินค้าไว้แล้ว ในที่ใดจะมีลาภมาก (ได้กำไรมาก) ก็นำสินค้าไปในที่นั้น ฉันใดแม้อาหารของตนที่เรา ให้แล้วแก่คนอื่น มีกำลังมาก (มากมาย) ฉันนั้น (สิ่งของที่เราให้ผู้ อื่น มีกำลังมากกว่าสิ่งของที่ตนใช้เอง ฉันนั้น) เพราะฉะนั้น ทาน ที่เราให้ผู้อื่นจักเป็นส่วนร้อย เรารู้อำนาจประโยชน์นี้ จึงให้ทาน ในภพน้อยภพใหญ่ เราไม่ถอยกลับ (ไม่ท้อถอย) จากการให้ทาน เพื่อบรรลุสัมโพธิญาณ ฉะนี้แล.
 จบจันทกุมารจริยาที่ ๗
วปุตตจริยาที่ ๘ ว่าด้วยจริยาวัตรของธรรมเทพบุตร
[๑๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นเทพบุตรชื่อว่าธัมโม มีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก บริวารมากเป็นผู้อนุเคราะห์แก่โลกทั้งปวง เราชักชวนให้ มหาชนสมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ เที่ยวไปยังบ้านและนิคม มีมิตรสหาย มีบริวารชน ในกาลนั้น เทพบุตรลามก เป็นผู้ตระหนี่ แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แม้เทพบุตรนั้น ก็เที่ยวไปใน แผ่นดินนี้ มีมิตรสหาย มีบริวารชน เราทั้งสอง คือ ธรรมวาที เทพบุตรและอธรรมวาทีเทพบุตร เป็นข้าศึกแก่กัน เราทั้งสองนั่งรถ สวนทางกันมา ชนรถของกันและกันที่แอกรถ การทะเลาะวิวาทอัน น่าสะพรึงกลัวย่อมเป็นไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้ประกอบด้วยกัลยาณธรรม และบาปธรรม มหาสงครามปรากฏแล้ว เพื่อต้องการจะให้กันและ กันหลีกทาง ถ้าเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพบุตรนั้น ถ้าเราพึงทำลาย ตบะคุณเราพึงทำอธรรมเทพบุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจธุลีได้ แต่เพื่อจะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความปรารถนาแห่งใจเสียพร้อมทั้ง บริษัท ได้หลีกทางให้แก่อธรรมวาทีเทพบุตร พร้อมกับเมื่อเราหลีก จากทาง ทำการระงับจิตได้ แผ่นดินได้ให้ช่องแก่อธรรมเทพบุตร ในขณะนั้น ฉะนี้แล.
  จบธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
ชยทิสจริยาที่ ๙ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าชยทิส
 [๑๙] พระราชาทรงพระนามว่าชัยทิศ ทรงประกอบด้วยศีลคุณเสวยสมบัติ ในพระนครอันประเสริฐชื่อกัปปิลาเป็นนครอุดมในปัญจาลรัฐ เรา เป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น มีธรรมอันสดับแล้ว มีศีลงาม มีพระนามว่าอลีนสัตตกุมารมีคุณสงเคราะห์บริวารชนทุกเมื่อ
                        พระบิดาของเราเสด็จไปประพาศเนื้อ ได้ทรงพบพระยาโปริสาท พระยาโปริสาทนั้นได้จับพระบิดาของเราแล้วกล่าวว่า ท่านเป็นอาหาร ของเราอย่าดิ้นรน
                        พระบิดาของเราทรงสดับคำของพระยาโปริสาทนั้น ทรงกลัวสะดุ้งหวาดหวั่น พระองค์มีพระเพลาแข็งกระด้างเพราะทอด พระเนตรเห็นพระยาโปริสาท พระยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้วปล่อย ไปโดยบังคับให้กลับมาอีก
                        พระราชบิดา พระราชทานทรัพย์แก่ พราหมณ์ แล้วตรัสเรียกเรามาว่าพ่อลูกชาย จงปกครองราชสมบัติ อย่าประมาทปกครองนครนี้ พระยาโปริสาทบังคับเราให้เรากลับไป หาอีก เราถวายบังคมพระมารดาพระบิดาแล้ว ตกแต่งร่างกายสะพาย ธนูเหน็บ พระแสงขรรค์ ออกไปหาพระยาโปริสาท (เราคิดว่า)
                        พระยาโปริสาทเห็นมีมือถืออาวุธ บางทีจักสะดุ้งกลัว แต่เพราะ เมื่อเราทำความสะดุ้งกลัวแก่พระยาโปริสาท ศีลของเราจะเศร้าหมอง เพราะเรากลัวศีลจะขาดจึงไม่นำสิ่งที่น่าเกลียด (อาวุธ) เข้าไปใกล้ พระยาโปริสาทนั้น เรามีเมตตาจิต กล่าวคำเป็นประโยชน์ ได้กล่าว คำนี้ว่า
                        ท่านจงเอาแก่นไม้มาก่อไฟให้เป็นกองใหญ่ เราจะโดดเข้า ไฟท่านผู้เป็นพระปิตุจฉาทราบเวลาว่าเราสุกดีแล้วจงกินเถิด เราไม่ ได้รักษาชีวิตของเราเพราะเหตุแห่งพระบิดาผู้ทรงศีล เราได้ให้ พระยาโปริสาทผู้ฆ่าสัตว์เป็นปรกติทุกเมื่อนั้นบวชแล้ว ฉะนี้แล.
  จบชยทิสจริยาที่ ๙
สังขปาลจริยาที่ ๑๐ ว่าด้วยจริยาวัตรของสังขปาลนาคราช
 [๒๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาคชื่อสังขปาละมีฤทธิ์มาก มีเขี้ยวเป็นอาวุธ มีพิษแรงกล้า มีลิ้นสองแฉกเป็นใหญ่กว่านาคทั้ง หลาย เราอธิษฐานอุโบสถมีองค์ ๔ ประการว่า ผู้ใดมีกิจด้วยผิวหนัง ก็ดี เนื้อก็ดี เอ็นก็ดี กระดูกก็ดี ของเราผู้นั้นจงนำเอาอวัยวะที่เราให้ แล้วนี้ไปเถิด แล้วสำเร็จการอยู่ ณ สถานที่ใกล้ทางใหญ่สี่แยก อัน เกลื่อนกล่นด้วยหมู่ชนต่างๆ พวกบุตรของนายพรานเป็นคนดุร้าย หยาบช้าไม่มีกรุณา ได้เห็นเราแล้วมีมือถือไม้พลองตะบองสั้นกรูกัน เข้ามาหาเรา ณ ที่นั้น พวกบุตรนายพรานเอาหอกแทงเราที่จมูก ที่หาง ที่กระดูกสันหลัง แล้วเอาหวายร้อยหามเราไป ถ้าเราปรารถนา ก็พึงยังมหาปฐพีอันมีสมุทรสาครเป็นที่สุด พร้อมทั้งป่าทั้งภูเขา ให้ไหม้ด้วยลมจมูกในที่นั้นๆ แต่เราไม่โกรธเคืองพวกนายพรานแม้ จะแทงด้วยหลาว แม้จะทุบตีด้วยหอก นี้เป็นศีลบารมีของเรา ฉะนี้แล.
 จบสังขปาลจริยาที่ ๑๐
 รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
 ๑. สีลวจริยา ๒. ภูริทัตตจริยา ๓. จัมเปยยกจริยา ๔. จูฬโพธิจริยา ๕. มหิสจริยา ๖. รุรุมิคจริยา ๗. มาตังคจริยา ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา ๙. ชยทิสจริยา ๑๐. สังขปาลจริยา
 จริยาทั้งหมดนี้เป็นกำลังของศีล เป็นบริขารของศีล เราได้สละชีวิต ตามรักษาศีล เราผู้เป็นสังขปาลนาคราช ได้มอบชีวิตให้แก่คนใดคนหนึ่ง แม้ตลอดกาลทุกเมื่อเหตุนั้น จริยานั้นจึงเป็นศีลบารมี ฉะนี้แล.
 จบสีลบารมีนิทเทส
👆🏼อรรถกถา

20 ธันวาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐ วรรคที่ ๑ การบำเพ็ญทานบารมี

สสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐ ว่าด้วยจริยาวัตรของสสบัณฑิต
 [๑๐] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่ายเที่ยวอยู่ในป่า มีหญ้า ใบไม้ ผักและผลไม้เป็นภักษา เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น ใน กาลนั้น ลิง สุนัขจิ้งจอก ลูกนาค และเราเป็นสหายอยู่ร่วมกัน มาพบกันทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า
 
                         เราสั่งสอนสหายเหล่านั้นในกุศล- ธรรมและอกุศลธรรมว่าท่านทั้งหลาย จงเว้นบาปกรรมเสีย จงตั้งอยู่ ในกรรมอันงาม เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงบอก แก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ
                         ท่านทั้งหลายจงตระ- เตรียมทานทั้งหลายเพื่อให้แก่ทักขิไณยยบุคคล ครั้นให้ทานแก่ทักขิ ไณยยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่า สาธุ
                         แล้วได้ตระเตรียมทานต่างๆ ตามสติกำลัง แล้วแสวงหา ทักขิไณยยบุคคล เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณยยบุคคล ว่า ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยยบุคคล เราจักให้อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวสาร และเปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า
                        ถ้าทักขิไณยยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง เพื่อขอในสำนักของเรา เราพึง ให้ตนของตน ทักขิไณยยบุคคลจักไม่ไปเปล่า ท้าวสักกะทรงทราบ ความดำริของเราแล้ว แปลงเพศเป็นพราหมณ์เสด็จเข้ามายังสำนัก ของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยินดี
                        ได้กล่าวคำนี้ว่าท่านมาถึงในสำนักของเรา เพราะเหตุแห่งอาหาร เป็นการดีแล วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐที่ใครๆ ไม่เคยให้ แก่ท่าน ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่ควรแก่ ท่าน ท่านจงไปนำเอาไม้ต่างๆ มาก่อไฟขึ้น เราจักปิ้งตัวของเรา ท่านจักได้กินเนื้อที่สุก
                        พราหมณ์รับคำแล้ว มีใจร่าเริง นำเอาไม้ต่างๆ มาได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิงก่อไฟ โพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันทีเหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่ฉะนั้น เราสลัด ตัวอันมีธุลีแล้ว เข้าไปนั่งอยู่ข้างหนึ่งในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่ว แล้ว เป็นควันตลบอยู่
                        ในกาลนั้น เราโดดลงในท่ามกลางระหว่าง เปลวไฟ น้ำเย็นอันผู้ใดผู้หนึ่งดำลงแล้ว ย่อมระงับความกระวน กระวายและความร้อน ย่อมให้ความยินดีและปีติ ฉันใด
                        ในกาลเมื่อ เราเข้าไปยังไฟที่ลุกโพลง ก็ฉันนั้นเหมือนกันความกระวนกระวายทั้งปวง ย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้น โดยไม่เหลือ คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก และชิ้นเนื้อหทัย แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.
 จบสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐
รวมจริยาที่มีในวรรณนี้ คือ
 อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหา
สุทัสนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันท-
กุมารพระเจ้าสีวิราช เวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐ
ในกาลนั้น เป็นเรานี้เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทาน
บารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็น
ยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทาน
ของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเรา ฉะนี้แล.
จบการบำเพ็ญทานบารมีที่ ๑

19 ธันวาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ-จริยาปิฎก เวสสันตรจริยาที่ ๙ วรรคที่ ๑ การบำเพ็ญทานบารมี

เวสสันตรจริยาที่ ๙ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเวสสันดร
 [๙] นางกษัตริย์พระนามว่าผุสสดีพระชนนีของเรา พระนางเป็นมเหสี ของท้าวสักกะ ในชาติที่ล่วงมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นว่า พระนางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร ๑๐ ประการแก่เธอ นางผู้เจริญ จะปรารถนาพรอันใด พอท้าวสักกะตรัสอย่างนี้เท่านั้น พระเทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะ ดังนี้ว่า
 
                        หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ หรือพระองค์เกลียดหม่อมฉันเพราะเหตุใด จึงจะให้หม่อมฉัน เคลื่อนจากสถานอันรื่นรมย์เหมือนลมพัดให้ต้นไม้หวั่นไหว ฉะนั้น
                       เมื่อพระนางผุสสดีตรัสอย่างนี้ ท้าวสักกะนั้นได้ตรัสกะพระนางดังนี้ อีกว่า เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย และจะไม่เป็นที่รักของเราก็หามิได้ แต่อายุของเธอมีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เธอจักต้องจุติ เธอจงรับเอาพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุด ที่ฉันให้เถิด
                        พระนาง ผุสสดีนั้น มีพระทัยยินดี ร่าเริงเบิกบานพระทัย ทรงรับเอาพร ๑๐ ประการซึ่งเป็นพรอันท้าวสักกะพระราชทานทรงทำเราไว้ในภายใน
                        พระนางผุสสดีนั้น จุติจากดาวดึงส์นั้นแล้ว มาบังเกิดในตระกูล กษัตริย์ ได้สมาคมกับพระเจ้ากรุงสญชัย (เป็นมเหสีของพระเจ้า กรุงสญชัย) ในพระนครเชตุดร ในกาลเมื่อเราลงสู่พระครรภ์ของ พระนางผุสสดี พระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา พระมารดาของเรา เป็นผู้ยินดีในทานทุกเมื่อ
                        ทรงให้ทานแก่คนยากจน คนป่วยไข้ (กระสับกระส่าย) คนแก่ ยาจก คนเดินทาง สมณพราหมณ์คนสิ้น เนื้อประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย พระนางผุสสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำประทักษิณพระนคร พระนางก็ ประสูติเรา ณ ท่ามกลางถนนของพวกคนค้าขาย นามของเราจึงไม่ เนื่องข้างฝ่ายพระมารดา และไม่เกิดเนื่องข้างฝ่ายพระบิดา เพราะเรา เกิดที่ถนนของคนค้าขายนี้ ฉะนั้น
                        เราจึงมีชื่อว่าเวสสันดร ในกาล เมื่อเราเป็นทารกอายุ ๘ ปีแต่กำเนิด ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาท คิดเพื่อจะให้ทานว่า เราพึงให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและเลือด เราพึง ให้ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้ว พึงขอกะเรา เมื่อเราคิดถึงความ เป็นจริง จิตของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่
                        ในขณะนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ได้หวั่นไหว ในเดือนเต็มวันอุโบสถที่ ๑๕ ทุกกึ่งเดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไปยังศาลาเพื่อ จะให้ทานพราหมณ์ทั้งหลายชาวกาลิงครัฐ ได้มาหาเราได้ขอพระ ยาคชสารทรง อันประกอบด้วยมงคลหัตถีกะเราว่า
                        ชนบทฝนไม่ตก เกิดทุพภิกขภัย อดอยากมากมาย ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทาน พระยาคชสารตัวประเสริฐ เผือกผ่อง อันเป็นช้างมงคลอุดม พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกะเรา เราย่อมให้สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่ ใจของเรายินดีในทาน เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้าม (การไม่ให้) ไม่สมควรแก่เรา กุศลสมาทานของเราอย่า ทำลายเสีย เราจักให้คชสารตัวประเสริฐ
                        เราได้จับงวงพระยาคชสาร วางลงบนมือพราหมณ์แล้วจึงหลั่งน้ำเต้าทองลงบนมือ ได้ให้พระยาคชสารแก่พราหมณ์ เมื่อเราให้พระยามงคลคชสารอันอุดม เผือก ผ่อง อีก แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็ได้หวั่นไหว เพราะเราให้พระยาคชสารนั้น
                        ชาวพระนครสีพีพากัน โกรธเคือง มาประชุมกันแล้ว ขับไล่เราจากแว่นแคว้นของตนว่า จงไปยังภูเขาวงกต เมื่อชาวพระนครเหล่านั้นขับไล่ จิตของเราไม่ หวั่นไหว ไม่หดหู่ เราได้ขอพรอย่างหนึ่ง เพื่อจะยังมหาทานให้เป็น ไป เมื่อเราขอแล้ว ชาวพระนครสีพีทั้งหมด ได้ให้พรอย่างหนึ่ง แก่เรา เราจึงให้เอากลองคู่หนึ่งไปตีประกาศว่าเราจะให้มหาทาน
                        ครั้นเมื่อเราให้ทานอยู่ในโรงทานนั้น เสียงดังกึกก้องอึงมี่ย่อมเป็นไป ว่า ชาวพระนครสีพีขับไล่พระเวสสันดรนี้เพราะให้ทาน พระองค์ จะยังให้ทานอีกเล่า เราได้ให้ช้าง ม้า รถ ทาสี ทาส แม่โค ทรัพย์
                        ครั้นให้มหาทานแล้ว ก็ออกจากพระนครไปในกาลนั้น
                        ครั้นเราออก จากพระนครแล้ว กลับผินหน้ามาเหลียวดู แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัว และรถ แล้วยืนอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก ผู้เดียวไม่มีเพื่อนสอง ได้ กล่าวกะพระนางมัทรีเทวีดังนี้ว่า
                        ดูกรแม่มัทรี เธอจงอุ้มกัณหากุมารี เถิด เพราะเธอเป็นน้องคงเบากว่า พี่จะอุ้มพ่อชาลี เพราะเขาเป็นพี่ คงจะหนักพระนางมัทรีทรงอุ้มแม่กัณหาผู้อ่อนนุ่ม ดังดอกปทุมและ บัวขาว
                        เราได้อุ้มพ่อชาลีหน่อกษัตริย์ เปรียบดังแท่งทองคำชนทั้ง ๔ เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติเกิดในสกุลสูง ได้เสด็จดำเนินไปตามทางอัน ขรุขระและราบเรียบ ไปยังเขาวงกต มนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง เดิน ตามมาในหนทางก็ดี สวนทางมาก็ดี
                        เราทั้งหลายได้ไต่ถามเขาถึง หนทางว่า เขาวงกตอยู่ที่ไหน เขาเห็นเราทั้งหลาย ณ ที่นั้นแล้ว ได้ เปล่งเสียงอันประกอบด้วยกรุณาว่า กษัตริย์เหล่านี้คงจะต้องได้เสวย ทุกข์อย่างยิ่ง เพราะเขาวงกตยังไกล
                        ถ้าพระกุมารทั้งหลายเห็นต้นไม้ อันมีผลในป่าใหญ่ พระกุมารกุมารีก็จะทรงกรรแสง เพราะเหตุแห่ง ผลไม้เหล่านั้น ต้นไม้ทั้งหลายอันสูงใหญ่ไพศาล เห็นพระกุมาร กุมารีทรงกรรแสงก็โน้มยอดลงมาหาพระกุมารและพระกุมารีเอง
                        พระนางมัทรีผู้ทรงความงามทั่วสรรพางค์ ทรงเห็นความอัศจรรย์นี้ อันไม่เคยมีมา น่าขนลุกขนพอง จึงยังสาธุการให้เป็นไปว่า ความ อัศจรรย์อันไม่เคยมีในโลก บังเกิดขนชูชันหนอ หมู่ไม้น้อมยอดลง มาเอง ด้วยเดชแห่งพระเวสสันดร
                        เทวดาทั้งหลายได้ย่นทางให้ ด้วย ความเอ็นดูพระกุมารกุมารี ในวันที่เราออกจากพระนครสีพีนั้นเอง เราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตรัฐ ในกาลนั้น พระราชา (เจ้า) หกหมื่นองค์ อยู่ในพระนครมาตุละ ต่างก็ประนมกรอัญชลีพากันร้องไห้มาหา เรา เจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านี้อยู่ ณ ที่นั้น
                        ให้ โอรสของพระเจ้าเจตราชเหล่านั้นกลับที่ประตูนั้นแล้ว ได้ไปยังเขา วงกต ท้าวสักกะจอมเทวดา ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์ มาก แล้วรับสั่งให้ไปเนรมิตบรรณศาลาอย่างสวยงาม น่ารื่นรมย์ สำหรับเป็นอาศรม เราทั้ง ๔ คน มาถึงป่าใหญ่อันเงียบเสียงอื้ออึง ไม่เกลื่อนกล่นด้วยฝูงชนอยู่ในบรรณศาลานั้น ณ เชิงเขา
                        ในกาลนั้น เขา พระนางมัทรีเทวี พ่อชาลีและแม่กัณหาทั้งสอง บรรเทาความ เศร้าโศกของกันและกันอยู่ในอาศรม เรารักษาเด็กทั้งสองอยู่ใน อาศรม อันไม่ว่างเปล่า พระนางมัทรีนำผลไม้มาเลี้ยงคนทั้งสาม
                        เมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ ชูชกพราหมณ์เดินเข้ามาหาเรา ได้ขอบุตร ทั้งสองของเรา คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา เพราะได้เห็นยาจก เข้ามาหา ความร่าเริงเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น เราได้พาบุตรทั้งสอง มาให้แก่พราหมณ์
                        เมื่อเราสละบุตรทั้งสองของตนให้แก่ชูชก พราหมณ์ในกาลใด แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และ ป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรีผู้มีศีลมีจริยาวัตรอันงาม กะเรา อีก
                        เรามีความดำริแห่งใจอันเลื่อมใส จับพระหัตถ์พระนางมัทรี ยัง ฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น เมื่อเราให้ พระนางมัทรี หมู่เทวดาในอากาศเบิกบาน (พลอยยินดี)
                        แม้ใน กาลนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช และป่าหิมพานต์ ก็หวั่นไหว เรา สละพ่อชาลีแม่กัณหาชินาผู้ธิดา และพระนางมัทรีเทวีผู้มีจริยาวัตร อันงาม ไม่คิดถึงเลย เพราะเหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง
                        เราจะ เกลียดบุตรทั้งสองหามิได้ จะเกลียดพระนางมัทรีก็หามิได้ แต่ สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้นเราให้บุตรและภรรยาผู้เป็นที่ รัก อีกครั้งหนึ่ง
                        เมื่อพระมารดาและพระบิดาเสด็จมาพร้อมกัน ณ ป่าใหญ่ ทรงกรรแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร ตรัสถามถึงสุขทุกข์กัน อยู่ เราได้เข้าเฝ้าพระมารดาและพระบิดาทั้งสองผู้เป็นที่เคารพด้วย หิริและโอตตัปปะ
                        แม้ในกาลนั้น แผ่นดินเขาสิเนรุราช และป่า หิมพานต์ ก็หวั่นไหวอีกครั้งหนึ่งเรากับบรรดาพระญาติของเราออก จากป่าใหญ่ จักเข้าสู่พระนครเชตุดร อันเป็นนครน่ารื่นรมย์ แก้ว ๗ ประการตกลงแล้ว มหาเมฆยังฝนให้ตก (มหาเมฆยังฝนแก้ว ๗ ประการให้ตกลง)
                        แม้ในกาลนั้นแผ่นดิน เขาสิเนรุราชและป่า หิมพานต์ ก็หวั่นไหว แม้แผ่นดินนี้ไม่มีจิตใจไม่รู้สุขและทุกข์ ก็หวั่นไหวถึง ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทานของเรา ฉะนี้แล.
 จบเวสสันตรจริยาที่ ๙

18 ธันวาคม 2568

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวังสะ-จริยาปิฎก สีวีราชจริยาที่ ๘ วรรคที่ ๑ การบำเพ็ญทานบารมี

สีวีราชจริยาที่ ๘ ว่าด้วยพระจริยาวัตรของพระเจ้าสีวีราช
 [๘] ในกาลเมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสีวี อยู่ในพระนครอันมีนามว่า อริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า ทานที่ มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เราไม่ได้ให้แล้วไม่มี แม้ผู้ใดพึงขอ จักษุกะเรา
 
                        เราก็พึงให้ไม่หวั่นใจเลย ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่า ทวยเทพทรงทราบความดำริของเราแล้ว ประทับนั่งในเทพบริษัท ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่าพระเจ้าสีวีผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาท อันประเสริฐ
                        พระองค์ทรงดำริถึงทานต่างๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ ให้ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ ผิฉะนั้น เราจักทดลองพระองค์ดู
                        ท่านทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง
                        เพียงเรารู้น้ำใจของพระเจ้าสีรี เท่านั้น ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่น ศีรษะ หงอก หนังหย่อน กระสับกระส่าย เพราะชรา เข้าไปเฝ้าพระราชา
                        ในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้น ประคองพระพาหาเบื้องซ้ายขวา ประนมกรอัญชลีเหนือเศียรได้กล่าวคำนี้ว่า
                        ข้าแต่พระมหาราชาผู้ ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ
                        ข้าพระองค์จะขอกะพระองค์ เกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ ขจรไปในเทวดาและ มนุษย์หน่วยตาแม้ทั้งสองของข้าพระองค์บอดเสียแล้ว
                        ขอจงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด แม้พระองค์จักทรงยัง อัตภาพให้เป็นไปด้วยพระเนตรข้างหนึ่ง
                        เราได้ฟังคำของพราหมณ์ นั้นแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ ได้ กล่าวคำนี้ว่า
                        เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิต ของเราแล้ว มาขอนัยน์ตา โอ ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้ เราจักให้ทานอันประเสริฐ ซึ่ง เราไม่เคยให้ แก่ยาจก
                        มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้า อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาแม้ทั้งสองข้างออกให้แก่วณิพกนี้ เดี๋ยวนี้
                        หมอสิวิกะนั้นเราเตือนแล้ว เชื่อฟังคำของเรา ได้ควัก นัยน์ตาทั้งสองออกให้แก่ยาจกทันที เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณ นั้นเอง จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หามิได้ แม้ตนเราก็มิได้ เกลียดชัง แต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึง ได้ให้จักษุ ฉะนี้แล. 
จบสีวีราชจริยาที่ ๘