Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ผี แสดงบทความทั้งหมด

14 ธันวาคม 2568

จิต วิญญาณ Spirituality 📽 The Devil on Trial (2023) พิพากษาปีศาจ

      Tweet 
     การศึกษาพบว่ามีปรากฏการณ์อย่างหนึ่งเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อระหว่างหลับตื้นกับหลับลึก เป็นการสั่นไหวอย่างเร็วของลูกตา เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) บางคนจึงแบ่งการหลับออกเป็น 2 ชนิด คือ REM Sleep และ Non-REM Sleep ช่วงเวลาที่คนเราฝันบ่อยที่สุด ก็คือช่วงระหว่างหลับตื้นและหลับลึก หรือ REM Sleep นี่เอง และ 80-90% จะจำความฝันนั้นได้
   บางคนที่คิดว่าตนไม่เคยฝัน ก็เพราะความฝันของบางคนเป็นเรื่องเบาบาง สมองจึงไม่ค่อยยอมบันทึกไว้ให้เปลืองเนื้อที่ ถ้าฝันแล้วตื่นขึ้นทันที ก็ยังพอจะจำได้ แต่ถ้านานไปก็จะลืมหมด จนบางคนคิดว่าไม่ได้ฝัน
 จากการศึกษาพบว่าคนส่วนมากมักจำความฝันไม่ค่อยได้หรือจำได้ก็ไม่นาน ตกๆ หล่นๆ ไม่ปะติดปะต่อ ที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราวเห็น จะมีแต่ในนิยายหรือแต่งเติมเอาเองทั้งนั้น นักประสาทสรีรศาสตร์กล่าวว่าการบันทึกความจำอะไรก็ตาม เกิดขึ้นได้จากการจับตัวกันของเซลล์สมอง ความฝันทั่วไป เซลล์สมองจับกันไม่แน่น ไม่นานก็คลายหลุด เราก็ลืมความฝันนั้น แต่ถ้าเป็นความฝันที่ประทับใจหรือตื่นเต้นน่ากลัว เซลล์สมองจะจับกันแน่น ทำให้จดจำอยู่ได้นาน ความฝันที่เกิดขึ้นในช่วงแรกๆ ของการหลับ มักจะถูกลืมบ่อยกว่าความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อใกล้ตื่นหรือฝันจนตื่น และคนที่หลับสนิทจะฝันน้อย หรือจำความฝันได้น้อย หรือไม่รู้สึกว่าฝันเลย แต่ถ้าหลับๆ ตื่นๆ มักจะจำความฝันได้มาก
 ความฝันแม้จะเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดกับทุกคน แต่สำหรับผู้ที่กินยานอนหลับจนหลับสนิท จะไม่ฝันเพราะระยะต่างๆ จะผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเข้าสู่ระยะหลับลึก แต่พอยาหมดฤทธิ์ใกล้ตื่น อาจจะฝันได้ และส่วนมากเป็นฝันร้ายเสียด้วย  มีการถกเถียงกันมานานว่าจริงๆ แล้วความฝันของคนเรามีสีสันหรือเป็นภาพขาวดำกันแน่ กล่าวกันว่าความฝันโดยทั่วไปมักเป็นคล้ายหนังขาวดำ ภาพในฝันก็มักมัวซัวไม่ชัดเจน ถ้ามีสีก็มักเป็นสีเข้ม เช่น แดงเข้มหรือน้ำเงินเข้ม นอกจากฝันว่าไฟไหม้เท่านั้น จึงจะเห็นแสงสว่างจ้า
       ผลงานวิจัยจาก University of Dundee ประเทศสก็อตแลนด์ พบว่าผู้ใหญ่วัย 55 ปีขึ้นไปที่เติบโตมาในยุคหนังขาวดำ มีแนวโน้มเห็นภาพฝันเป็นสีขาวดำ ขณะที่คนอายุต่ำกว่า 25 ปีที่คุ้นตากับทีวีสีมักฝันเห็นเป็นสีสัน
       ส่วนใหญ่ความฝันจะอยู่ในรูปของการเห็น รองลงมาจะเป็นรูปของการได้ยิน การสัมผัส และความเจ็บปวด ที่พบน้อยมากคือ ฝันในรูปของ การได้ลิ้มชิมรส และการได้กลิ่น
 ความฝันอาจจะเพิ่มขึ้นเมื่อมีเหตุการณ์แปลกๆ ใหม่ๆ เกิดขึ้นกับตนเองหรือสิ่งแวดล้อม หญิงตั้งครรภ์ในระยะแรกๆ อาจจะฝันบ่อยและฝันแปลกๆ จนบางครั้งการฝันที่เพิ่มขึ้นมากก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยว่า หญิงนั้นเริ่มตั้งครรภ์ได้ ทั้งๆ ที่ประจำเดือนยังไม่ขาด อาการเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ โดยเฉพาะที่ทำให้ต้องตื่นกลางดึกบ่อยๆ มักทำให้ฝันบ่อยหรือจำความฝันได้มากขึ้น และมักจะเป็นฝันร้าย ความอัดอั้นทางกายบางอย่างก็ทำให้ฝันได้ เช่น ฝันเปียก หรือฝันว่าได้ร่วมเพศ บางคนฝันว่าไปห้องน้ำเพื่อถ่ายปัสสาวะ เมื่อตื่นขึ้นมาก็มักจะพบว่ากำลังปวดปัสสาวะอยู่ หรืออาจถ่ายรดที่นอนไปแล้วก็ได้
  ความคิดเห็นเกี่ยวกับสาเหตุของการฝันมีหลากหลาย นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า ความฝันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เราฝันเพื่อปลดปล่อยความกลัดกลุ้ม หรือความเครียด คนเราเมื่อมีปัญหารุมเร้าแก้ไม่ตกจนเกิดอาการนอนหลับไม่สนิท ถ้าได้ฝันเสียบ้างจะรู้สึกผ่อนคลายลงได้ บางคนก็บอกว่า ความฝันเป็นเพียงวิธีที่จิตของเราใช้ปลดปล่อยเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้งในแต่ละวัน
      บางคนก็ว่าความฝันเป็นเพียงคำพูดที่ปราศจากความหมายของจิตใจ แต่ก็มีหลายคนที่เชื่อว่า ความฝันคือข่าวสารที่ส่งมาจากจิตใต้สำนึก เพื่อกระตุ้นให้เรา สนใจ พิจารณา เรื่องต่าง ๆ บางครั้งมันจะเปิดเผยความขัดแย้งที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน
       Sigmund Freud บิดาแห่งจิตวิเคราะห์ กล่าวไว้ว่า ความฝันที่เราไม่เข้าใจ ก็เปรียบได้กับจดหมายที่ยังไม่ได้เปิดอ่าน ซึ่งก็หมายถึงข่าวสารที่มาจาก จิตใต้สำนึก ที่เราไม่มีโอกาสได้รับนั่นเอง
      นักจิตวิเคราะห์บางกลุ่มจึงให้ความสำคัญกับการแปลความหมายของความฝันอย่างมาก และเชื่อว่าจิตใต้สำนึกจะส่งสิ่งเตือนใจมาให้เราอย่างต่อเนื่อง ในรูปของความฝันที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จึงจำเป็นต้องให้ความสนใจกับความฝันของตนเองบ้าง เผื่อจะรู้จักและเข้าใจตัวเองดีขึ้น ไปจนถึงแก้ปัญหาต่างๆ ที่ค้างคาอยู่ได้ Source : ผู้จัดการออนไลน์ - เอมอร คชเสนี
 ทุกวันนี้ นักวิทยาศาสตร์ทางจิตรู้แล้วว่า จิตกับกาย มีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน อย่างลึกซึ้ง และเป็น จิตที่คุมกาย (mind over matter) นักวิทยาศาสตร์ทางจิต รู้เช่นเดียวกันว่า มนุษย์เราทุกคนมีพลังจิต มีการตระหนักรู้จาก ความตั้งใจ มีอารมณ์ และเมื่อลักษณะจิตดังกล่าว รวมกับความตั้งใจ ที่จะทำสิ่งที่มีความหมายดีงาม หรือทำให้เราอยู่รอด
   ในสังคมที่เปลี่ยนไป เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงตัวของเราเองตามไปด้วยได้  นักวิจัยได้ทดลองให้ชายหญิงกับเด็กวัยรุ่นดูหนังโป๊และหนังเศร้าสุดขีด ปรากฏว่า ทุกคนสามารถควบคุมระดับจิต และพฤติกรรมทางกายได้เป็นอย่างดี แม้ว่าเด็กวัยรุ่นอาจจะควบคุมยากไปบ้างเล็กน้อย (Beauregard and O"Leary : Introduction in Spiritual Brain, 2007) ซึ่งแสดงว่า มนุษย์สามารถควบคุม พฤติกรรมทางกายด้วยการยืดหยุ่นทางจิต และจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา เพราะมนุษย์เท่านั้นที่สามารถมีวิวัฒนาการสู่จิตวิญญาณ (spirituality) ได้ 
 มนุษย์มีการยืดหยุ่นทางจิต (resiliency) ได้สูง เพราะว่าได้ผ่านพ้นความเป็น สัตว์ไปแล้ว การปรับตัวเองทางกายภาพไม่ได้อยู่ที่ ชีววิวัฒนาการทางกายภาพ แต่เป็นเรื่องวิวัฒนาการของจิตสู่จิตวิญญาณ (spirituality) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ช้า ละเอียด มาทีหลังชีววิวัฒนาการทางกายภาพ และมีแต่ในมนุษย์เท่านั้น ซึ่งจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนเหมือนที่ศาสนาบอกว่า มนุษย์ทุกคน  เร็วหรือช้า  จะต้องมีวิวัฒนาการทางจิตวิญญาณที่ไล่สูงขึ้นไปจนถึงนิพพาน
 นักวิชาการทั้งฝ่ายจิตและฝ่ายกาย ทั้งนักจิตวิทยา และนักเทววิทยา หรือนักศาสนศาสตร์กับนักวิทยาศาสตร์ หรือนักฟิสิกส์ ต่างรู้ว่าจิตกับกาย (mind and body) แยกจากกันไม่ได้ แต่ความรู้หรือความเข้าใจเช่นนั้น ไม่ค่อยมีใครตอบให้กระจ่างชัดได้ ยิ่งนักประสาทวิทยาศาสตร์ส่วนมากแล้วแทบไม่ต้อง
พูดถึง  พวกเขาแทบจะไม่ยอมรับอะไรที่เป็นเรื่องของจิตแท้ๆ เลย เพราะเชื่อว่าจิตไม่มีจริง หรือถึงมีก็เป็นส่วนของกาย (epiphenomenon) ที่ทำงานอย่างซับซ้อน หรือ พูดง่ายๆ ว่า จิตเป็นผลของการจัดองค์กรตนเองของสมอง โดยเฉพาะในระยะหลัง เมื่อมีการค้นพบสารเคมีหลายชนิด ที่ทำหน้าที่
เหมือนกับว่าเป็นตัวการที่สัมพันธ์กับเรื่องของจิต (neurocorrelates of the consciousness or NCCs) ทั้งๆ ที่ไม่มีข้อพิสูจน์ของการเป็นเหตุที่ก่อผลเลย ซึ่งจะได้กล่าวถึงต่อไป ในขณะที่หนังสือที่ดีมากๆ ในเรื่องนี้ เรื่องสำคัญของการพึ่งพาอาศัยหรือเป็นเหตุปัจจัยกัน ที่เขียนโดยนักจิตวิทยาอัจฉริยะ คาร์ล กุสตาฟ จุง กับนักควอนตัมฟิสิกส์รางวัลโนเบล วูล์ฟกัง พอลี่ (Carl Gustav Jung and Wolfgang Pauli : Interpretation of Nature and Psyche, 1954) กลับไม่มีคนสนใจเท่าที่ควร และเรื่องนี้สมควรจะนำมาพูดกัน หนังสือเล่มนี้เดิมทีเขียนเป็นภาษาเยอรมัน แต่มีคนแปล เป็น
 ภาษาอังกฤษ ในหนังสือ วูลฟ์กัง พอลี่ จะพูดเสมอๆ ว่า เขาเชื่อว่าเรื่องของ จิตกับกายนั้น มีกระบวนการแห่งความรู้ที่ชัดแจ้งว่า ทั้งสองมีจุดกำเนิดหรือที่มาจากแหล่งเดียวกัน ก่อนที่จะแยกเป็น จิตกับกายดังที่ผู้เขียนได้เขียนถึงมาตลอด คาร์ล จุง ก็พูดเช่นนั้น โดยบอกว่ามิติที่มาก่อนการแยกตัวออกเป็นจิตกับกาย 
  จุงเรียกว่า "อูนัส แมนดัส" (unus mandus) - และจากอูนัส แมนดัส รูปแบบ (archetype) ของจิตไร้สำนึกโบราณของสัตว์โลกที่เรารับรู้ก็จะแสดงปรากฏการณ์ของจิตใจและร่างกายออกมา พูดง่ายๆ คือ เป็นรูปแบบของจิตโบราณของจักรวาลที่ไม่สามารถจะเปลี่ยนตัวเองเป็นจิตสำนึกได้ (ต้องมีสมองของสัตว์โลกเป็นผู้บริหาร) แต่เป็นจิตโบราณที่เป็นรูปแบบร่วมของจิตและกาย ซึ่งจุงเชื่อว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้จิตกับกายมีความติดต่อเชื่อมโยงกัน
และจะว่าไปแล้ว วูลฟ์กัง พอลี่ ก็คิดเช่นนั้นว่า คงจะต้องมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นความจริงแท้ที่ติดต่อเชื่อมโยงกัน ซึ่งทำให้องค์กรอัตวิสัย (subjective) และวัตถุวิสัย (objective) ของจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน (ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นเสมือนจิตไร้สำนึกที่ไม่ได้บริหารที่สมอง แต่บริหารโดยจักรวาลเช่นเดียวกับ
องค์กรซ่อนตัวเองของเดวิด โบห์ม (implicate order)) ซึ่งพอลี่ก็คิดว่ามันจะต้องมีการแตกแยกกันของอูนัส แมนดัส ที่ถือว่าเป็นจิตไร้สำนึกพื้นฐาน (psychophysical symmetry) ที่ทำให้จิตโบราณ (archetype) หนึ่ง กับกฎทางฟิสิกส์ (physical law) อีกหนึ่งมีขึ้นมา และพอลี่คิดว่า
 น่าจะมีกฎธรรมชาติของจักรวาลอีกกฎหนึ่งคอยควบคุมการโผล่ปรากฏของจุดกำเนิดของจิตและกายอีก
 อย่างไรก็ตาม สมมติฐานของ วูล์ฟกัง พอลี่ นี้เป็นเรื่องที่นักฟิสิกส์คลาสสิคยอมรับกันไม่ได้ พอลี่เลยไม่ขยายความต่อความสำคัญที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้น ตอกย้ำสิ่งที่ผู้เขียนได้พูดมาตลอดว่า แทนที่จิตจะเกิดขึ้นจากการทำงานที่ซับซ้อนของกายหรือสมอง ตามที่นักประสาทวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อกัน จริงๆ แล้ว ทั้ง
สององค์กรหรือทั้งจิตและกายน่าจะโผล่ปรากฏออกมาจากความจริงแท้แหล่งเดียวกันของจิตโบราณ หรืออาร์คีไทป์ของจุง ว่าไปแล้ว เบเนดิค เดอ สปิโนซ่า เคยสันนิษฐานว่าจะต้องมีพื้นฐานของความจริงอยู่หนึ่งเดียวที่เขาเรียกว่า "คอสซา ซูอิ" (causa sui) ซึ่งให้ปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงของโลกแห่ง จิต 
 และกาย ต่อมา เดวิด โบหม์ นักควอนตัมฟิสิกส์อัจฉริยะ และ อูยีน วิกเนอร์ กับ เบอร์นาร์ด เอสปาร์ยัต นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ต่างกรรมต่างวาระ ต่างก็ให้ทรรศนะเป็นอย่างเดียวกัน เดวิด โบห์ม เป็นนักฟิสิกส์ที่มองทุกอย่างในจักรวาลในทางปรัชญา ดังนั้น เขาจึงมองความจริงทางโลกว่าเป็นภาพลวงตาของสิ่ง
ที่ ในความเป็นจริง ที่อยู่ลึกลงไป จะเป็นอีกอย่าง ภาพลักษณ์ทางโลกล้วนเป็นสิ่งที่คลี่ขยายออกมาเป็นองค์กรที่เปิดเผย (explicate order) เพื่อให้เรารับรู้ (perception) โลกเป็นวัตถุหรือเป็นปรากฏการณ์เพื่อการดำรงอยู่ของเราในโลกที่มีสามมิติ (บวกที่ว่าง-เวลาอีกหนึ่งรวมเป็นสี่มิติ) ที่คลี่ขยายออก
มาจาก องค์กรที่ซ่อนเร้นตัวเอง (implicate order) ซึ่งน่าจะตรงกับอาร์คีไทป์ของ คาร์ล จุง ซึ่งการคลี่ขยายออกไป และการม้วนตัวกลับเข้ามา (unfold and enfold) จะเป็นไปอย่างต่อเนื่องโดยมีจิตเป็นส่วนร่วมและกำหนดทุกวันนี้ นักฟิสิกส์หลายคนคิดว่าโลกและจักรวาลมีที่มาจากความคิดหรือ
จินตนาการ (ที่มีความเป็นไปได้อย่างมีเหตุมีผล) คล้ายๆ กับโลกแห่งคณิตศาสตร์ ของพลาโต (mathematic world of Plato) ที่ประกอบด้วยความจริงหลายระดับที่ซับซ้อนอย่างที่สุด อย่างเช่นที่ จอร์จ เอลลิส คิดว่ามีอยู่สี่ระดับ คือ หนึ่ง โลกแห่งสสารวัตถุและพลังงาน สอง โลกแห่งจิต
 สาม โลกแห่งชีวิต และสี่ โลกแห่งคณิตศาสตร์ ซึ่งแต่ละระดับมีความซับซ้อน และต่างเป็นเอกราชต่อกัน คือต่างก็ใช้อธิบายการเกิดขึ้นของแต่ละอย่างไม่ได้ทั้งหมด เช่น คณิตศาสตร์อย่างเดียวไม่สามารถอธิบายการเกิดขึ้นของสสารวัตถุได้ ชีวิตไม่อาจอธิบายการเกิดของจิตได้ ฯลฯ
 ดังนั้น ทั้งหมดจะต้องมีตัวเชื่อม (George F.R. Ellis : Progress in scientific and Spiritual Understanding in Spiritual Information, 2005) ซึ่งเอลลิสคิดว่า คือ ข้อมูล แต่ผู้เขียนไม่เห็นว่า ตัวอย่างหรือระดับทั้งสี่นั้นมีความจำเป็นเลย ข้อเสนอของ จอร์จ เอลลิส จึงเหมือนกับว่า
เป็นการถอยหลังเข้าคลอง โดยไปติดที่ความซับซ้อน หากเราคิดโดยมองเรื่องของจิตไปสู่ความสุดละเอียดที่เป็นปฐมภูมิจริงๆ เช่น เป็นจิตหนึ่งหรือเป็นความว่าง (สุญญตา) ที่ให้ "ธรรมธาตุ" อันเป็นที่มาของ สรรพสิ่งสรรพปรากฏการณ์ของจักรวาลในพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเรื่องของมิติแห่งอาร์คีไทป์ รวมเรื่องของกาย เรื่อง
ของจิต และเรื่องของ โลกแห่งจินตนาการบริสุทธิ์ (pure idea) แห่งคณิตศาสตร์ ของพุทธศาสนาและของไพธากอรัส ซึ่งเป็นที่มาของโลกแห่งคณิตศาสตร์ของพลาโต (ไพธากอรัสนั้นอยู่ในรุ่นราวคราวเดียวหรือก่อนพระพุทธเจ้าเล็กน้อย เป็นมังสวิรัติและเชื่อในการเคลื่อนย้ายของวิญญาณหลังตาย เคยท่องเที่ยวไกลถึง
อียิปต์ เอเชียใกล้ถึงบาบิโลนและอัฟกัน จึงเป็นไปได้ว่าเขาได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมพระเวทจากทางตะวันออก) เรื่องของสารเคมีที่สมองอันเป็นตัวการที่สัมพันธ์กับจิต ที่นักประสาทวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าเป็นตัว "จิต" (consciousness) หรือเป็นนายหน้าของจิต ที่วิทยาศาสตร์เฝ้าหามานาน (NCCs) เท่าที่รู้ สารเคมี
ที่สัมพันธ์กับการทำงานของกาย-จิตหลายชนิด จะทำงานพร้อมๆ กันจากเซลล์สมองส่วนหน้าเป็นพัลส์ (pulse) ที่ออกมาเป็นชุดติดต่อกันโดยมีประจุไฟฟ้าของแต่ละชุดราวๆ เศษหนึ่งส่วนสิบของโวลต์เป็นเวลาประมาณ 0.5-1.0 มิลลิวินาที (Christof Koch : The Quest for Consciousness, 2004)
   การค้นพบของ คริสตอฟ คอช ทำให้นักประสาทวิทยาศาสตร์หลายคนดีใจ เพราะทำให้พวกนักวิทยาศาสตร์ กายภาพทั้งหลาย เข้าไปใกล้เรื่องของจิตที่พวกเขาแบ่งรับแบ่งสู้มาตลอด แต่การค้นพบว่าเซลล์สมองเป็นสิ่งจำเป็นเฉพาะการทำงานของปรากฏการณ์ทางจิตนั้น ไม่ได้แปลว่าสิ่งอื่นของเซลล์ประสาทไม่มีหรือ
ไม่สำคัญ ในการก่อปรากฏการณ์ทางจิต นอกจากนี้ การค้นพบดังกล่าวว่าสารเคมีที่สมองส่วนหน้าคือสิ่งจำเป็นเฉพาะของการผลิตปรากฏการณ์ทางจิต ก็ไม่พบ ในสัตว์อื่นๆ หรือพืชที่เราก็รู้ว่ามีจิตแต่ไม่มีสมองได้อย่างไร? ที่สำคัญคือ ในคนนอนหลับแล้วฝัน หรือในคนที่สลบไป ซึ่งก็ยังคงมี ปรากฏการณ์ทางจิต เช่นเดียวกัน หรือคนที่อยู่ท่ามกลางเสียงอึกระทึกครึกโครม
ตลอดเวลา เช่น ที่สนามบิน แต่เรากลับสามารถได้ยืนเสียงเรียกชื่อของเรา ในความละเอียดอ่อนเช่นนี้ เราไม่สามารถจะหาสารเคมีหรือตัวการสำคัญที่ว่า (NCCs) ได้ แล้วเราจะตอบว่าอย่างไร? ที่สำคัญที่สุด เรารู้ว่าปรากฏการณ์ทางจิตเกิดขึ้นเร็วมากและเกิดทับซ้อนกันอย่างรวดเร็วจนเกินคำว่าทันที
ทันใด เรียกว่าไม่มีทางที่จะกำหนดหรือวัดได้ การวัดได้เป็นหนึ่งในพันของวินาทีเป็นเวลาที่ช้ามากเหลือเกินจากคำว่าทันทีทันใด ประสบการณ์ทับซ้อนกันอย่างทันทีทันใดนั้นรับรู้ได้แต่เฉพาะกับบุคคลที่หนึ่ง (first person experience) เราจะทำให้เป็นเรื่องของบุคคลที่สามไม่ได้ ตอนหลัง คริสตอฟ คอช จึงได้หัน
ไปสนใจเรื่องของจิตในเชิงจิตวิทยาและศาสนา โดยเฉพาะพุทธศาสนา ตามอย่างนักประสาทวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง และเคยเป็นนักวิทยาศาสตร์สายตรง เช่นเดียวกับนักประสาทวิทยาศาสตร์ส่วนมาก ที่คิดว่าจิตเป็นผลผลิตของสมอง ฟรานซิสโก วาเรล่า ที่เพิ่งตายไป กับ อันโตนิโย ดามาสิโอ และคนอื่นๆ ที่หันไป
สนใจพุทธศาสนาอย่างมากและเคยพบกับองค์ดาไลลามะด้วย แม้ว่าการวิจัยทางประสาทชีววิทยาหรือประสาทวิทยาศาสตร์จะทำให้เราเข้าใจสมอง อวัยวะหนึ่งเดียวที่ให้ประสบการณ์ทางจิตแก่เรา แต่วิทยาศาสตร์ก็ไม่สามารถตอบว่าจิตคืออะไร? ทั้งๆ ที่เราได้ใช้เงินและเวลาถึงร้อยกว่าปีในการวิจัยและค้นคว้าเรื่องของจิต
อย่างจริงจังมาตลอด เพราะจิตไม่ใช่สิ่งที่เราจะหาพบได้โดยกล้องจุลทรรศน์ หรือในหลอดทดลอง หรือโดยการสร้างภาพเหมือนจริงโดยเอ็มอาร์ไอ หรือเครื่องสแกนต่างๆ พูดง่ายๆ จิตไม่ใช่เรื่องของกายหรือวิทยาศาสตร์กายภาพ เพราะจิตเป็นประสบการณ์ตรงที่รู้ได้ด้วยตัวเอง เป็นประสบการณ์ของบุคคลที่หนึ่งอย่าง ที่พุทธศาสนาบอกไว้จริงๆ
โดย ประสาน ต่างใจ แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ สนับสนุนโดย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คอลัมน์ จิตวิวัฒน์ มติชนรายวัน วันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10906

      ประสบการณ์ทางศาสนามาจากพระเจ้าหรือเป็นเพียงการทำงานสุ่มของเซลล์ประสาทในสมองเท่านั้น? มาริโอ โบเรการ์ด นักประสาทวิทยา ได้ใช้ผลการวิจัยของตนเองร่วมกับแม่ชีคาร์เมไลท์ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ทางจิตวิญญาณที่เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างแท้จริงสามารถบันทึกไว้ได้ เขาเสนอหลักฐาน
      อันน่าเชื่อว่าประสบการณ์ทางศาสนามีต้นกำเนิดมาจากสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุ โดยสร้างเหตุผลที่น่าเชื่อสำหรับสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนไม่เต็มใจที่จะพิจารณา นั่นคือ พระเจ้าเป็นผู้สร้างประสบการณ์ทางจิตวิญญาณของเรา ไม่ใช่สมอง Beauregard และ O'Leary สำรวจความพยายามล่าสุดในการค้นหา
      "ยีนของพระเจ้า" ในตัวเราบางคน และอ้างว่าสมองของเรา "ถูกสร้างมา" สำหรับศาสนาโดยเฉพาะ แม้แต่กรณีแปลกๆ ของนักประสาทวิทยาคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าประดิษฐ์
      "หมวกพระเจ้า" ที่ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งสามารถสร้างประสบการณ์ลึกลับให้กับผู้ที่สวมใส่ได้ ผู้เขียนโต้แย้งว่าความพยายามเหล่านี้เป็นความเข้าใจผิดและมีใจที่คับแคบ เนื่องจากความพยายามเหล่านี้ลดประสบการณ์ทางจิตวิญญาณให้เป็นเพียงปรากฏการณ์ทางวัตถุ
   นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากละเลยหลักฐานที่ชัดเจนที่ท้าทายอคติทางวัตถุนิยมของตน โดยยึดติด กับมุมมองที่จำกัดที่ว่าประสบการณ์ของเราอธิบายได้ด้วยสาเหตุทางวัตถุเท่านั้น โดยมีความเชื่อมั่น อย่างแน่วแน่ว่าโลกทางกายภาพเท่านั้นคือความจริงแต่ลัทธิวัตถุนิยมทางวิทยาศาสตร์นั้นยังขาดความ สามารถ
   ในการอธิบายเรื่องราวที่ไม่อาจปฏิเสธได้เกี่ยวกับเรื่องของจิตใจเหนือสสาร เรื่องของ สัญชาตญาณ ความมุ่งมั่น การกระโดดของศรัทธา เรื่องของ "ผลของยาหลอก" ในทางการแพทย์ เรื่องของประสบการณ์ใกล้ตายบนโต๊ะผ่าตัด เรื่องของลางสังหรณ์ทางจิตถึงคนที่รักที่กำลัง อยู่ในภาวะวิกฤติ รวมไปถึงความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเป็นครั้งคราวและประสบการณ์ลึกลับ
   ในการทำสมาธิหรือการสวดมนต์ วิทยาศาสตร์แบบดั้งเดิมอธิบายสิ่งเหล่านี้และเหตุการณ์อื่นๆ ว่าเป็น ความเข้าใจผิดหรือความเข้าใจผิด แต่ด้วยการสำรวจงานวิจัยทางประสาทวิทยาล่าสุดเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์เช่นนี้ สมองฝ่ายจิตวิญญาณจึงค้นหาแหล่งที่มาที่แท้จริงของปรากฏการณ์เหล่านี้ นี่เป็น ทฤษฎีของ Dean Hamer ที่ว่าจิตวิญญาณเป็นของทางพันธุกรรมและได้ระบุยีนที่มีแนวโน้มหนึ่ง คือ SLC18A2 หรือที่เรียกว่าVMAT2 สมมติฐาน คือ อัลลีลหนึ่งตัว (หรือบางตัว) ของยีนช่วยทำให้ ผู้คน "มีจิตวิญญาณ" ในขณะที่อัลลีลอื่น (หรือบางตัว) ไม่ช่วย สมมติฐานนี้ยังเป็นประเด็นโต้แย้ง อย่างมาก เนื่องจากบางคนไม่มีจิตวิญญาณ
   ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีอัลลีล "ทางจิตวิญญาณ"สำหรับยีนนั้น มีแนวคิดแยกกันเกี่ยวกับ " โมดูลตรวจจับพระเจ้า" ในสมอง เราทราบว่ามี "โมดูล"ทางพันธุกรรม ในสมองสำหรับงานเฉพาะ โมดูลหนึ่งคือ "โมดูลตรวจจับการโกง"ซึ่งมีการบันทึกไว้เป็นอย่างดี มีการ เสนอว่ามีโมดูลอื่นที่เชื่อมโยงความสามารถในการตรวจจับการสื่อสารโดยพระเจ้า: พระเจ้าจะมีจิตใจได้อย่างไรหากพระองค์ไม่มีสมองที่เป็นวัตถุ พระเจ้าจะคิดอะไรได้อย่างไร
คำถามที่เกี่ยวข้อง คริสเตียนและศาสนาคริสต์ ตอบโดย  เควิน เรเยส  23 มิ.ย. 2564 อิสยาห์ 55:9 -
   "เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด ทางของเราก็สูงกว่า ทางของเจ้าฉันนั้น และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น" ฉันไม่คิดว่าพระเจ้าต้องการ สมองในการคิด ฉันต้องการสมองเพราะฉันเป็นสิ่งมีชีวิต พระเจ้าไม่ใช่ เพราะพระเจ้าเป็นผู้สร้างสิ่งมีชีวิต ของฉัน ฉันเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์ของพระเจ้า เช่นเดียวกับคุณ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าไม่ได้ ถูกจำกัดด้วยการสร้างสรรค์ของพระองค์
 เนื่องจากพระองค์ดำรงอยู่ภายนอกสิ่งที่พระองค์สร้าง ดังนั้น พระเจ้าจึงไม่ต้องการสมองที่เป็นวัตถุเพื่อที่จะคิด หรืออวัยวะที่เป็นวัตถุใดๆ ก็ตาม ฉันต้องการสสารทาง กายภาพ (เนื้อเทา) เพื่อที่จะเข้าใจสสารรอบตัวเรา เนื่องจากพระเจ้าเป็นผู้รอบรู้ทุกสิ่งและทรงเห็นทุกสิ่ง ผ่านมุมมองของความเป็นนิรันดร์ พระองค์จึงสามารถสะท้อนสิ่งที่คอมพิวเตอร์ซูเปอร์ทำได้เพียงแต่ ฝันเท่านั้น ฉันรู้ว่าฉันไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ด้วยสมองอันเล็กจิ๋วของฉัน ฉันจะต้องไม่ถูกผูกมัดกับร่างกาย เพื่อจะสะท้อนสิ่งที่เป็นดาราศาสตร์ได้ นั่นทำให้ฉันเกิดคำถามว่า ความคิดที่ไม่มีร่างกายคืออะไร มันเป็นเพียงสิ่งที่ล่องลอยอยู่ที่ไหนสักแห่งหรือไม่ แม้ว่าฉันจะรู้สึกอยากตอบว่าใช่ แต่ฉันไม่เชื่อเช่นนั้น เพราะความคิดทุกอย่างต้องผูกติดกับความคิดของสิ่งมีชีวิต แม้ว่าสิ่งมีชีวิตนั้นจะไม่มีร่างกายก็ตาม (เหมือนกับความฝันทุกความฝันที่มีคนฝัน)
 ดังนั้นฉันคิดว่าคำตอบอาจเป็นว่าพระเจ้าสามารถคิดได้ เพราะพระองค์เป็นสิ่งมีชีวิต หากคุณเป็นสิ่งมีชีวิต คุณก็คิดได้ หากคุณไม่ใช่สิ่งมีชีวิต คุณก็ไม่สามารถ คิดได้ หากคุณเป็นสิ่งมีชีวิต คุณก็จะมีจิตใจ มันทำให้คุณสงสัยเกี่ยวกับความสามารถของจิตสำนึก ถ้า ฉันซึ่งเป็นวัตถุที่อ่อนแอ มีจิตใจที่มาจากสมองที่มีความสามารถในการจดจำ ความจำได้ ถึง 2.5 ล้าน กิกะไบต์ ลองนึกดูว่าสิ่งที่ไม่มีตัวตน เห็นทุกสิ่ง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จะจัดการได้ดีกว่านั้นมากเพียงใด พูด ง่ายๆ ก็คือ พระเจ้าสามารถคิดได้เพราะพระองค์มีอยู่ เพราะพระองค์มีอยู่ ฉันจึงมีตัวตน ถ้าไม่มีพระองค์ ฉันก็จะไม่มีทางเป็นได้ ดังนั้น ฉันก็จะคิดไม่ได้ เพราะฉันต้องมีตัวตนจึงจะคิดได้ ความเชื่อมโยงระหว่าง สิ่งมีชีวิตและความคิดจะเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา 
★  6.7  ปีที่ฉาย : 2023 ความยาว : 1 ชั่วโมง  21 นาที  คุณภาพ : HD เสียง :  พากย์ไทย
   เรื่องย่อ - The Devil on Trial (2023) พิพากษาปีศาจ ภาพยนตร์สารคดีสยองขวัญของ Netflix ปี 2023 ที่เจาะลึกคดีของ Arne Cheyenne Johnson ในระหว่างการพิจารณาคดี ทนายความของจอห์นสันพยายามใช้ "การครอบครองของปีศาจ" เป็นข้อแก้ต่าง แต่ผู้พิพากษาที่เป็นประธาน โรเบิร์ต คัลลาฮาน ปฏิเสธข้อโต้แย้งนั้น เรื่องราวเกี่ยวกับการพิจารณาคดีของอาร์เน่ ไชแอนน์ จอห์นสันวัย 19 ปีใช้การจำลองเหตุการณ์และโฮมวิดีโอเพื่อสืบสวนการครอบครองเด็กหนุ่มและการฆาตกรรมอันโหดร้ายที่ตามมาภาพยนต์เรื่องนี้จะมีบทสรุปอย่างไรสามารถติดตามได้แล้ววันนี้
สมองแห่งจิตวิญญาณ: กรณีศึกษาของนักประสาทวิทยาเกี่ยวกับการดำรงอยู่ของ จิตวิญญาณ

ผู้เขี
  • มาริโอ โบเรการ์ด
  • เดนิส โอ. ลีรี 
  •  > หนังสือทั้งหมด >  ลัทธิลึกลับและศาสนา สมองแห่งจิตวิญญาณ:   กรณีศึกษาของนักประสาทวิทยาเกี่ยวกับ การดำรงอยู่ของจิตวิญญาณ ทำไมทุกคนถึงมียีนของพระเจ้า?

    08 สิงหาคม 2568

    📽 ดูหนัง ▲ จับ มือ ผี Talk To Me 2023

    คำว่า “ผี” หมายถึง สิ่งที่มนุษย์เชื่อว่าเป็นสภาพลึกลับ มองไม่เห็นตัว แต่อาจจะปรากฏเหมือนมีตัวตนได้ อาจให้คุณหรือโทษได้ มีทั้งดีและร้าย เช่น ผีปู่ย่าตายาย ผีเรือน ผีห่า, เรียกคนที่ตายไปแล้ว
              ผี เป็นปรากฏการณ์เกี่ยวกับความเชื่ออย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับวิถีชีวิตของมนุษย์ทุกกลุ่มทุกเชื้อชาติมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นทั้งเรื่องเร้นลับและสิ่งเหนือธรรมชาติ ทั้งนี้อาจสืบเนื่องจากความเชื่อที่ว่าจิตวิญญาณที่อยู่ในสิ่งมีชีวิต เมื่อตายไปวิญญาณเหล่านั้นยังคงอยู่และสิงสถิตอยู่ตามภพภูมิต่าง ๆ ทั้งนี้ผีตามความเชื่อนั้นมีทั้งอาจให้คุณหรือโทษได้ และมีทั้งดีและร้าย โดยผีดีมักเชื่อกันว่าให้ความคุ้มครอง และอาจได้รับการยกย่องขึ้นเป็นเทวดา ได้ ส่วนผีบางประเภทอาจจะดีหรือร้ายก็ได้   
               จากความเชื่อเรื่องผีในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย มีทั้งความเชื่อเรื่องผีที่เหมือนกัน และแตกต่างกัน รวมถึงการเรียกชื่อของผีบางชนิดเป็นผีพวกเดียวกัน แต่อาจเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามภาษาท้องถิ่นด้วย ดังนั้นวันนี้จึงขอนำเสนอตัวอย่างของชื่อผีชนิดต่าง ๆ เช่น  
                ๑. ผีกองกอย เป็นผีป่าชนิดหนึ่ง เชื่อกันว่ามีขาเดียว ไม่มีสะบ้าหัวเข่า เวลาเดินต้องโขยกเขยกไป เรียกกันว่า “ผีเขย่งเก็งกอย/ผีเก็งกอย” ชอบออกมาดูดเลือดที่หัวแม่เท้าของคนที่นอนหลับพักแรมในป่า
    รูปภาพ ; buddhamagi phi-krasue
                ๒. ผีกระสือ เป็นผีชนิดหนึ่งชอบกินอาจมและมักเข้ามาอาศัยร่างคนอื่น ผู้ที่ถูกผีสิงจะไม่กล้าสบตากับคนอื่น ๆ จะออกหากินในยามค่ำคืน โดยถอดร่างกายลอยไปเฉพาะตับไตไส้พุง 
    (1/2) ดูหนัง แสงกระสือ
    (2/2) ดูหนัง แสงกระสือ
                ๓. ผีกระหัง เป็นผีชนิดหนึ่งที่เข้าสิงในตัวผู้ชาย เล่าว่าเกิดจากคนที่มีวิชาอาคมแก่กล้า กลายเป็นกระหัง เป็นจำพวกเดียวกับกระสือชอบกินของโสโครก มีปีกและหาง 
                ๔. ผีโขมด เป็นผีป่าชนิดหนึ่ง มักปรากฏเป็นดวงไฟในยามค่ำคืน เมื่อเข้าใกล้จะหายไป บ้างก็ว่าเป็นผีป่าดุร้าย ปรากฏรูปร่างได้ต่างๆ หลอกหลอนคนเดินป่า
               ๕. ผีครูหมอ จัดเป็นผีบรรพบุรุษ บางทีก็เรียกว่า ผีครูหมอตายาย เป็นเชื้อสายที่บุคคลในตระกูลนับถือ ครูหมอคือผู้เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ลูกหลานและศิษย์ได้สืบทอด ผู้สืบทอดจะต้องเซ่นไหว้เพื่อรำลึกถึงตามโอกาส เช่น ครูหมอโนรา หนังตะลุง กาหลอ ครูหมอเหล็ก ลิเกป่า หมอตำแย เป็นต้น
               ๖. ผีชิน เป็นชื่อผีชนิดหนึ่งเชื่อกันในภาคใต้ทั่วไป ชิน หรือ ยิน (Jin) เป็นคำอาหรับ เป็นผีเจ้าที่และผีบรรพบุรุษที่สิงสถิตตามภพภูมิต่างๆ มักมีรูปร่างเป็นดวงไฟ
               ๗. ผีทะเล เป็นประเภทผีน้ำใช้เรียกชื่อรวมๆ ของวิญญาณที่สิงอยู่ตามทะเล มหาสมุทร อาจปรากฏร่างหลอกหลอนในรูปแบบต่าง ๆ ได้ เช่น ผีชิน ผีพราย เป็นต้น
               ๘. ผีนางตานี เป็นผีที่สิงสู่ในต้นกล้วยตานี (ทางภาษาถิ่นใต้เรียกว่า กล้วยพองลา หรือกล้วยพังลา) เล่ากันว่ามักเป็นหญิงสาวสวยงาม เลี้ยงไว้คุ้มครองตัวและบ้านเรือนทรัพย์สมบัติ  
               ๙. ผีปอบ ผีชนิดหนึ่งเชื่อกันว่าสิงอยู่ในตัวคน กินตับไตไส้พุงจนหมดแล้วออกไป คนนั้นก็ตาย
               ๑๐. ผีเปรต เป็นผีประเภทหนึ่งจำพวกผีบรรพบุรุษ ที่ต้องมาเสวยกรรมทุกข์ทรมานในภพภูมิต่างๆ ต้องอดอยาก ผอมโซ ปากเท่ารูเข็ม ตัวสูง คอยาว ส่งเสียงร้องกรี๊ด ๆ เรียกว่า เปรตมาขอส่วนบุญ
              นอกจากนี้ขอเสนอสำนวนและคำที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “ผี” เช่น
              - ผีเข้าผีออก (สำนวน) หมายถึง เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ไม่คงที่ 
              - ผีซ้ำด้ำพลอย (สำนวน) หมายถึง เคราะห์เดิมร้ายหนักอยู่แล้ว ยังมีเคราะห์อื่นซ้ำเข้ามา ทำให้เคราะห์หนักยิ่งขึ้น เช่น เขาตกงานแล้วขโมยยังขึ้นบ้านเอาข้าวของไปหมดอีก ผีซ้ำด้ำพลอยจริง ๆ
              - ผีเรือนไม่ดี ผีป่าก็พลอย (สำนวน) หมายถึง คนในบ้านเป็นใจช่วยให้คนนอกบ้านเข้ามาทำความเสียหายได้
              - ผีไม่มีศาล (สำนวน) หมายถึง ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง  
              - ผีตากผ้าอ้อม (คำนาม) หมายถึง แสงแดดที่สะท้อนกลับมาสว่างในเวลาจวนพลบในบางคราว
       “การสิงร่าง” คือการที่มีวิญญาณเข้าครอบงำร่างชั่วคราว โดยที่เจ้าของร่างยังคงรู้สึกตัวอยู่ แต่ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ หากว่าเจ้าของร่างเป็นคนจิตอ่อน หรือไม่ได้รับการช่วยเหลือ ก็อาจจะถูกวิญญาณนั้นกลืนกิน และยึดร่างไปในที่สุด เมื่อร่างเดิมใช้การไม่ได้แล้ว วิญญาณร้ายก็อาจจะออกจากร่างไปหาร่างใหม่เข้าสิงสู่ โดยที่ร่างเก่าได้ตายไปแล้ว
       “การสวมร่าง” คือการที่วิญญาณเจ้าของร่างเดิมได้ออกไปแล้ว ได้เสียชีวิตไปแล้ว และวิญญาณดวงใหม่เข้ามาสวมร่างแทนที่ อาจเป็นแค่ชั่วคราว หรือตลอดจนสิ้นอายุขัย ซึ่งมีปรากฏให้เห็นอยู่เหมือนกันว่า ร่างที่ถูกสวมจะค่อยๆ เน่าเสีย หรือเกิดการต่อต้านวิญญาณที่เข้ามาสวมร่างในที่สุด
    “การเกาะร่าง” คือการที่วิญญาณเจ้ากรรมนายเวรเข้ามาเกาะอยู่กับตัวคนๆ นั้น โดยที่อาจจะทำเรื่องดี หรือเรื่องร้ายให้แก่ชีวิตคนๆ นั้นก็ได้ อาจมาในรูปแบบเทพ เทวดาปกปักษ์รักษา หรือแม้กระทั่งวิญญาณที่หวังจะจองเวรคนๆ นั้นจากอดีตชาติ หรือในชาตินี้ก็ตาม ยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือที่เราเห็นผีขี่คอในหนัง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ นั่นเอง
       “การรวมร่าง” คือการที่เปิดให้วิญญาณ หรือองค์เทพต่างๆ ใช้ร่างกายคนผู้นั้น เพื่อสื่อสารกับคนเป็น หรือเพื่อกระทำการใดๆ ก็ตามที่คนๆ นั้นไม่สามารถทำได้ ร่างกายจึงเป็นเหมือนภาชนะใส่ของ ยกตัวอย่างเช่น พวกร่างทรงต่างๆ
       “การควบคุมวิญญาณ” คือการที่ถูกมนต์สะกดบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่อยากทำ อย่างเช่นพวกตุ๊กตาวูดู ที่คนเล่นมนต์ดำใช้มันเพื่อบังคับให้คนๆ นั้นทำอะไรตามที่คนทำพิธีต้องการ หรือแม้กระทั่งการทำร้ายคนๆ นั้นก็สามารถทำได้ ผ่านการควบคุมจากพิธีกรรม จะเรียกได้ว่าเป็นการไล่ให้วิญญาณของเจ้าของเดิมออกไป หรือการฆ่าให้ตายนั่นเอง
       “การเกิดก่อนตาย” คือการเข้ามาเกิดแทนที่ทารกที่กำลังจะลืมตาดูโลก โดยที่ทารกนั้นอาจจะเสียชีวิตไปก่อนหน้า แล้ววิญญาณเร่ร่อนก็อาศัยจังหวะนั้นเข้าสวมร่างแล้วเกิดมาเป็นทารกแทน ตามความเชื่อโบราณนั้น เวลาตกฟากจะมีการทำพิธีกรรมเพื่อมิให้สัมภเวสีมาขัดขวางการเกิดของทารก ไม่แน่..ลูกที่คุณเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิด อาจไม่ใช่ลูกของคุณจริงๆ ก็เป็นได้
    ดูหนังออนไลน์ไม่ได้ ลองกดตัวเล่นอื่น

    เพื่อนกลุ่มหนึ่งติดใจกับความตื่นเต้นครั้งใหม่ในการใช้มือดองเพื่อเรียกวิญญาณออกมา “จับ มือ ผี” จนกระทั่งหนึ่งในนั้นไปไกลเกินไปและปลดปล่อยพลังเหนือธรรมชาติที่น่าสะพรึงกลัวออกมา โคลตามหาดัคเค็ตต์น้องชายของเขาในงานปาร์ตี้ที่คนแน่นบ้าน เมื่อโคลติดตาม Duckett และพยายามที่จะพาเขากลับบ้าน Duckett ก็ตัดพี่น้องของเขาก่อนที่จะจบเรื่องทั้งหมดด้วยการทำให้ตัวเองบาดเจ็บที่หน้า “Talk to Me” มีอา วัย 17 ปีกำลังรับมือกับวันครบรอบปีที่สองที่เรีย แม่ของเธอเสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด รวมถึงความสัมพันธ์อันห่างไกลของเธอกับแม็กซ์ เธอได้พบกับจิงโจ้ที่เสียชีวิตขณะขับรถตอนกลางคืน แต่เธอไม่สามารถช่วยชีวิตมันไว้ได้ มีอา สหายที่สนิทที่สุดของเธอ ไรลีย์ น้องชายหยกที่ไม่มีวันสิ้นสุดหลบหนีไปยังหนึ่งในกลุ่มพบปะมากมายที่ได้รับการอำนวยความสะดวกโดยเฮย์ลีย์และจอสส์ ซึ่งความหลงใหลหลักคือมือที่ถูกตัดขาดและเก็บรักษาไว้ของจุดเริ่มต้นที่แปลกประหลาด
                   ต่อไปมาดู ศาสตร์แห่งการสิงสู่ ที่จะพูดถึงอาการ ‘ผีเข้า’ ที่มีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่ว่าวิญญาณที่เข้าร่างเป็นวิญญาณประเภทใด..
    1. วิญญาณดี จะซึมผ่านกลางกระหม่อม ความชาเสียวหนืดๆ เหมือนสว่านเจาะเข้าไปในสมอง ซึมซ่านไปทั่วตัว กรณีนี้ร่างกายจะยินยอมให้วิญญาณเข้ามา อยู่ร่วมกันชั่วครู่ วิญญาณดีบางตัวจะส่งอำนาจจิตส่องมาเป็นลำแสง กระแสพลังดั่งแสงไฟพวยพุ่งมาจากดินแดนไกลโพ้น วิ่งเป็นทางยาวเข้าคลุมร่างนั้น คล้ายโทรจิต หรือพลังทิพย์บังคับจิต และร่างให้ทำตามคำสั่ง ผู้ถูกเข้าครองร่าง จะมีอากาคล้ายครึ่งหลับครึ่งตื่น ร่างกายไม่สามารถกระดุกกระดิกได้ ไม่สามารถสั่งการตนเองได้ จะพูดตามสิ่งที่วิญญาณนั้นสั่งมาโดยไม่ต้องคิด วิญญาณบีบบังคับเข้าร่าง จะบีบจนร่างรู้สึกปวดศีรษะ หน้ามืด หมดสติ วิญญาณจะแทรกซึมเข้ามาในช่วงเวลานั้น
    2. วิญญาณไม่ดี เวลาเข้าร่างจะเกาะที่ท้ายทอยตอนท้ายของสมอง ที่เรียกว่าต่อมเมดุลล่า ทำหน้าที่เหมือนกาฝากค่อยๆ ซึม และฝั่งรากงอกเข้าไปในกายเนื้อเรา แรกๆ จะมีอาการหนักท้ายทอยก่อน เมื่อซึมได้ที่ ก็จะกำเริบขึ้นมาอาละวาด จะรู้สึกว่ามีลมเย็นๆ มาปะทะที่หลัง ขนลุกเกรียว หนาวๆ ร้อนๆ และหนักท้ายทอย
       วิญญาณบางตัวจะกระแทกเข้าบีบหัวใจให้หยุดเต้นไปชั่วขณะหนึ่ง ช่วงแว่บเดียวนั้น วิญญาณจะแทรกผ่านเข้าไปทันที หัวใจจะรู้สึกเสียวปวด วิญญาณไม่ดีอาจซึมขึ้นมาทางมือ จะมีอาการชาแบบเหน็บกินมือ เลื่อนขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วลามจนชาไปทั้งตัว สุดท้ายก็เข้าควบคุมจนร่างหมดสติ ส่วนวิญญาณชั้นต่ำมักซึมผ่านทางเท้าขึ้นมา แล้วค่อยๆ ชาเหมือนเหน็บกินเรื่อยๆ ไป ชาทั้งตัวจนหมดสติ ให้เข้าสวมร่างในที่สุด
       วิญญาณบางชนิดมาแบบแฝงเป็นเงาตามตัว วิญญาณจะอยู่ในลักษณะร่างไปไหนก็ตามติดไปทุกที่ด้วย บางครั้งเกาะหลังไปเหมือนเงาตามตัว ส่วนมากจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรมาทวงหนี้ รอจังหวะให้เจ้าของร่างจิตตก อ่อนแอ หรือมีเรื่องมากระทบใจ กลุ้มใจจนดวงแตก ช่วงนั้นวิญญาณจะเข้าสิงร่าง ถึงไม่เข้าสิงก็จะทำลายดวงให้ทำสิ่งใดก็ไม่สำเร็จ หน้าตาหมองคล้ำ มีแต่ความฉิบหาย
                   วิญญาณที่กล้าแกร่งจะเข้าเบียดเบียนร่าง ด้วยพลังจิตที่แรงกล้า จะแผ่คลุมกระแทกวิญญาณเจ้าของร่างให้ไปอยู่ข้างๆ กายเนื้อทันทีขณะเข้าร่าง เจ้าตัวจะเห็นดวงไฟกระแทกผ่านหน้าผาก แล้วจึงหมดสติไป วิญญาณใหม่จะเข้าอาศัยร่างนั้น พูดหรือทำงานต่อไป เมื่อหมดธุระแล้วจะถอยจากไป หรือคืนร่างให้เจ้าของเดิม
                   การเข้าร่างแบบชั่วคราวของวิญญาณเร่ร่อน ไม่เพียงต้องการควบคุมเจ้าของร่าง ต้องการยืมร่างเพื่อใช้งาน มันยังต้องการพลังงานจากร่างนั้นๆ มันจะตระเวนสูบพลังงานจากร่างชั่วคราวที่ไม่ใช่เป้าหมาย โดยเลือกเหยื่อที่มีจิตอ่อน กำลังจิตตก หรือมีปัญหาทางจิตใจ ‘นั่นเพราะความอ่อนแอของจิตคืออาหารอันโอชะของวิญญาณ..’
                   กระบวนการทั้งหมด ก็เพื่อเข้าสิงร่างที่มันเล็งไว้อย่างถาวร ตามตำราบอกว่า วิญญาณอาจเลือกจากความแข็งแรงของร่างกาย ความสมบูรณ์ของร่าง อายุ หรือบางที เจ้าของร่างนั้น และวิญญาณอาจเคยเกี่ยวข้องผูกพันกันมา เช่นเคยฆ่า ทำร้าย บุกรุก หรือแย่งชิงสิ่งใดสิ่งหนึ่งของกันและกันมาแต่อดีตชาติ
    สาเหตุโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกัน ที่มา : ↘️ https://www.petcharavejhospital.com/en/Article/article_detail/Autoimmune-Encephalitis-Symptoms-Similar-to-Possessed-by-Ghost
       โรคสมองอักเสบจากภาวะแพ้ภูมิต้านทานต่อตัวรับเอ็นเอ็มดีเอ (Anti-NMDAR Encephalitis) เป็นหนึ่งในชนิดของโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกัน (Autoimmune Encephalitis) คือ โรคที่เนื้อสมอง หรือเยื่อหุ้มสมองมีการอักเสบ  โดยร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานบางส่วนผิดปกติ จนเกิดการทำลายของสมอง ผู้ป่วยมักจะมีลักษณะอาการคล้ายโดนผีเข้าสิง เหมือนกับผู้ป่วยจิตเวช หากไม่ทำการรักษาให้ทันท่วงทีอาจเป็นอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
       โรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกันเอ็นเอ็มดีเอ เกิดจากการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายโดยเนื้องอก และจะมีตัวรับเอ็นเอ็มดีเอที่อยู่บนเซลล์ในเนื้องอก เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายตรวจเจอเนื้องอกจึงสร้างแอนติบอดีขึ้นมาทำลาย แต่โปรตีนชนิดตัวรับเอ็นเอ็มดีเอจะอยู่ที่บริเวณเซลล์สมอง แอนติบอดีจึงไปจับกับตัวรับเอ็นเอ็มดีเอในสมอง และทำลายเซลล์สมอง  โดยเนื้องอกนั้นมักจะเกิดที่รังไข่ ปอด เต้านม และอัณฑะ และสามารถพบผู้ป่วยโรคนี้ได้จากภาวการณ์อักเสบภายหลังการติดเชื้อสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส
                   อาการโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกัน
                   ในระยะแรกจะมีอาการคล้ายโรคไข้หวัด ได้แก่
       มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามร่างกาย
    ในระยะต่อมาจะมีอาการทางประสาท ไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวให้เป็นปกติ ได้แก่ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย หูแว่ว เห็นภาพหลอน มีนิสัยก้าวร้าว หรือเซื่องซึมผิดปกติ มีอาการชักเกร็ง เคี้ยวปาก แลบลิ้น มือและเท้าขยับไปมา อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น หรือต่ำลงผิดปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำผิดปกติ อัตราการเต้นของหัวใจสูงผิดปกติ
                   ในระยะต่อมาจะมีอาการรุนแรงมากขึ้น ความรู้สึกตัวลดลง ไม่ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น ซึมลง สูญเสียการรับรู้สิ่งรอบข้างเป็นระยะเวลานาน หรืออาการโคม่า (Coma) เสียชีวิตในที่สุด
                   การวินิจฉัยโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกัน
       ขั้นต้นแพทย์จะซักประวัติผู้ป่วย และตรวจร่างกาย ได้แก่ ตรวจภาพถ่ายรังสี MRI เพื่อหาความผิดปกติบริเวณสมองส่วนหน้า ตรวจน้ำไขสันหลัง เพื่อดูการอักเสบของสมองจากภาพถ่ายรังสี MRI ตรวจหาแอนติบอดีต่อตัวรับเอ็นเอ็มดีเอจากน้ำไขสันหลัง และในเลือด รวมทั้งการวินิจฉัยแยกโรคที่มีอาการใกล้เคียงกัน เช่น โรคสมองอักเสบจากเชื้อไวรัส โรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท ปวดศีรษะ
                   การรักษาโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกัน
       การใช้ยาลดการอักเสบของสมอง แพทย์จะให้ยาสเตียรอยด์ขนาดสูงทางหลอดเลือดของผู้ป่วย การเปลี่ยนถ่ายพลาสมา หรือการให้ยาอิมมูโนโกลบูลินทางหลอดเลือด (intravenous immunoglobulin; IVIg)  ผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาได้ไม่ดี หรือไม่มีการตอบสนองต่อการรักษา แพทย์เพิ่มการให้ยาปรับภูมิคุ้มกัน การผ่าตัดเนื้องอก การบำบัดฟื้นฟู ทั้งทางด้านร่างกาย และการพัฒนาสติปัญญา หากผู้ป่วยมีอาการที่ดีขึ้น แพทย์จะพิจารณายากดภูมิ และยาปรับภูมิ เพื่อป้องกันโรคกำเริบขึ้นมา
                   ผู้ป่วยโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกันสามารถพบได้ทุกเพศ และทุกช่วงวัย แต่มักจะพบในเพศหญิงอายุน้อย และในวัยเจริญพันธุ์  ทั้งนี้ไม่ใช่มนุษย์เพียงเท่านั้น มีการค้นพบว่าหมีขั้วโลกที่มีชื่อว่า Knut ใน Berlin Zoological Garden ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองอักเสบจากภูมิคุ้มกันเอ็นเอ็มดีเอ หลังจากที่เสียชีวิตไปแล้ว ประมาณ 4 ปี พบโรคนี้ครั้งแรกในสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์เป็นครั้งแรก

    16 กรกฎาคม 2568

    กระจกส่องกรรม 业力之镜 กระจกที่เทพเจ้าใช้ตรวจสอบความดีความชั่วของผู้คนในโลก

     ผู้คนมักเต็มไปด้วยความกลัวและความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับโลกหลังความตาย พวกเขาอยากรู้ว่าผู้คนจะไปที่ไหนหลังความตาย และการพิพากษานรกมีอยู่จริงหรือไม่
     ในหนังสือ “การกลับใจในนรกเก้าภพเพื่อขจัดภัยพิบัติ ณ มหาศาลาธรรมอันสงบของพระผู้ทรงฤทธานุภาพ” ได้กล่าวถึงชื่อของนรกทั้ง 37 ชนิดอย่างละเอียด นอกจากนรกทั้ง 36 ขุมทางทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศใต้ และทิศเหนือแล้ว ยังมีนรกที่อยู่ตรงกลางอีกด้วย ภายในนรกมีกระจกแขวนไว้เพื่อส่องประกายให้คนบาป และ “ความแตกต่างที่ซ่อนอยู่หรือหายไปจะปรากฏให้เห็นในกระจก” กระจกที่กล่าวถึงในที่นี้คือ “กระจกแห่งกรรม”
    ▲ รูปภาพ3 年前 知乎用户xCXnDx
     ซึ่งต่อมาผู้คนได้พัฒนาเป็น "กระจกบาป" เป็นกระจกที่มีอยู่ในยมโลก ใน " พิธีกรรมสิบกษัตริย์แห่งยมโลก " ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าพระราชวังที่ห้าจากสิบแห่งในยมโลกนั้นมีองค์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เหยาหลิงเจิ้นจุน (หรือ ยมโลก ) เป็นผู้ครองราชย์ และพระราชวังแห่งนี้มี "กระจกกรรม" ผู้ที่ล่วงลับจะกลับชาติมาเกิดใหม่ที่นี่เพื่อรับโทษหลังจาก "วันที่เจ็ดที่ห้า" "กระจกกรรม" แสดงให้เห็นถึงกรรมดีและกรรมชั่วในอดีตของพวกเขา และพวกเขาจะได้รับผลกรรมตามสนอง
             สิบกษัตริย์แห่งยมโลก หมายถึง กษัตริย์แห่งนรกทั้งสิบองค์ ผู้ซึ่งมีหน้าที่ตัดสินวิญญาณที่ตายไปแล้วในยมโลก กษัตริย์เหล่านี้ ได้แก่:
             พระราชวังแรก: กษัตริย์ฉินกวง : นามสกุลของเขาคือเจียง และพระองค์ประสูติในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พระองค์ทรงดูแลชีวิตและความตายของมนุษย์ในโลกมนุษย์ และทรงดูแลความโชคร้ายและโชคดีในโลกใต้พิภพ
             ห้องโถงที่สอง พระเจ้าฉู่เจียง : นามสกุลของพระองค์คือ หลี่ วันเกิดของพระองค์ตรงกับวันที่ 1 มีนาคม พระองค์ทรงดูแลมหานรกของเหล่าสรรพสัตว์ และทรงสร้างนรกย่อยอีก 16 นรก เพื่อจัดการกับคนบาปที่ทำร้ายผู้อื่น ข่มขืน ลักทรัพย์ และฆ่า
             จักรพรรดิซ่งในห้องโถงที่สาม : นามสกุลของเขาคือ หยู วันเกิดของเขาคือวันที่แปดของเดือนจันทรคติที่สอง เขาเป็นผู้รับผิดชอบนรกเชือกดำ และได้สร้างนรกย่อยอีกสิบหกแห่งเพื่อจัดการกับอาชญากรที่ไม่เชื่อฟังผู้อาวุโสและยุยงปลุกปั่นให้ฟ้องร้อง
             หวัง หัวหน้าแพทย์ประจำห้องที่สี่ : นามสกุลของเขาคือลู่ วันเกิดของเขาคือวันที่ 18 กุมภาพันธ์ เขาเป็นผู้รับผิดชอบมหานรก และได้จัดตั้งนรกย่อยอีก 16 แห่งเพื่อจัดการกับคนบาปที่ไม่ยอมจ่ายภาษีและค่าเช่า และฉ้อโกงในการทำธุรกรรม
             ราชาแห่งนรกในหอที่ห้า : นามสกุลของเขาคือเป่า วันเกิดของเขาตรงกับวันที่แปดของเดือนจันทรคติแรก เขาเคยอาศัยอยู่ในหอที่หนึ่ง แต่ด้วยความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่เสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม เขาจึงปล่อยตัวผู้ที่เสียชีวิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าและแก้แค้นให้กับพวกเขา ดังนั้นเขาจึงถูกลดตำแหน่งลงมายังหอนี้ และรับผิดชอบดูแลมหานรกกรีดร้องและสิบหกนรกเล็กแห่งการลงทัณฑ์หัวใจ เขามีหน้าที่สืบสวนหาความผิดบาปที่เกิดขึ้น
             พระราชวังชั้นที่หก พระเจ้าเปียนเฉิง : นามสกุลของพระองค์คือปี้ วันเกิดตรงกับวันที่แปดของเดือนจันทรคติที่สาม พระองค์ทรงดูแลมหานรกกรีดร้องและนครแห่งความตายอันไม่ชอบธรรม พระองค์ยังมีเรือนจำขนาดเล็กอีก 16 แห่งสำหรับคุมขังผู้ที่ไม่เชื่อฟังและไร้คุณธรรม
             กษัตริย์องค์ที่เจ็ดแห่งภูเขาไท่ : นามสกุลของเขาคือตง วันเกิดของเขาคือวันที่ 27 มีนาคม เขาเป็นผู้ควบคุมนรกร้อนทรมาน หรือที่รู้จักกันในชื่อนรกบดเนื้อเป็นซอส นอกจากนี้ยังมีนรกขนาดเล็กอีก 16 นรกที่ใช้สำหรับการรวบรวมศพ การปรุงยา และการแยกผู้คนและญาติพี่น้อง
             กษัตริย์แห่งวังชั้นที่แปด : นามสกุลของเขาคือหวง และวันเกิดของเขาตรงกับวันที่ 1 เมษายน เขาเป็นผู้ควบคุมมหานรกร้อนระอุและนรกเดือดดาล หรือที่รู้จักกันในชื่อนรกหม้ออัดแรงดัน และมีนรกเล็กๆ อยู่ 16 นรก
             พระราชาเก้าพระราชวัง : 具体信息不详。
             สิบกษัตริย์จักรวารติน : 具体信息不详。
             นรกแต่ละแห่งมีหน้าที่รับผิดชอบในนรกที่แตกต่างกัน และมีหน้าที่ตัดสินและลงโทษผู้ตาย กระจกกรรม ซึ่งควบคุมโดยยมราชาในห้องโถงที่ห้า ถูกใช้เพื่อเปิดเผยกรรมดีและกรรมชั่วของผู้ตาย และเพื่อกำหนดผลกรรมในยมโลก ระบบของยมโลกทั้งสิบนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของคนโบราณเกี่ยวกับชีวิตและความตาย ความดีและความชั่ว และการกลับชาติมาเกิด รวมถึงจินตนาการและการจัดการชีวิตหลังความตายอย่างเป็นระบบ
    ตามคำกล่าวของเฉียนหยง " Lüyuan Conghua " ในราชวงศ์ชิง: วันที่ 24 สิงหาคม ปีที่ 13 แห่งรัชสมัยจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิง บัณฑิตแซ่เฉินจากโหลวเหมินถูกจับกุมและสอบสวนโดยโลกใต้ดินในข้อหาอาชญากรรมที่ก่อขึ้นในสามชาติภพ ในโลกแห่งโลกใต้ดินเขาได้เผชิญหน้ากับนางสนมของตน คนหนึ่งกล่าวว่าเป็นฝ่ายหญิงที่ริเริ่ม ในขณะที่อีกคนกล่าวว่าเป็นการล่อลวง ทั้งสองฝ่ายต่างยืนกรานในความคิดเห็นของตนเอง และสถานการณ์ก็ถึงทางตัน ในท้ายที่สุด เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากสั่งให้ผีใช้ "กระจกปีศาจ" เพื่อเปิดเผยความจริง ผลปรากฏว่าแท้จริงแล้วเป็นฝ่ายหญิงที่ริเริ่มโยนตัวเองเข้าไปในอ้อมแขนของเขา และคำพิพากษาก็ขึ้นอยู่กับเรื่องนี้
             เมื่อผู้ตายไปลงนรกเพื่อรับการพิพากษา ก็เหมือนกับคนที่ทำชั่วแล้วไปสถานีตำรวจ เพราะกลัวการลงโทษอันโหดร้าย พวกเขาจึงโกงและโกหกบ้าง หวังจะลดความผิดหรือแม้กระทั่งล้างมลทินให้ตัวเอง ณ เวลานี้
             ตราบใดที่พวกเขามองกระจกกรรม บาปทั้งหมดในชีวิตของพวกเขาก็จะสะท้อนออกมา และบาปของพวกเขาในการฆ่า การลักขโมย การนอกใจ และการโกหกก็จะเปิดเผยออกมาอย่างเปิดเผย โดยไม่มีการปิดบังใดๆ
             ดังสุภาษิตที่ว่า ใจรู้ดี และละอายใจจนพูดไม่ออก ด้วยวิธีนี้ พวกเขาจึงหนีไม่พ้น แม้อยากจะหนีก็ตาม
             ในต้นฉบับ ได้มีการอ้างอิง "หลู่หยวนฉงฮวา" เป็นหลักฐานของตำนานกระจกเงาแห่งยมโลก โดยบันทึกเรื่องราวของนักปราชญ์นามเฉิน ซึ่งถูกยมโลกจับกุมและสอบสวนในข้อหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในสามชาติที่แล้ว สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบันทึกของผู้เขียนเกี่ยวกับประเพณีสังคมและตำนานพื้นบ้านในยุคนั้น รวมถึงคำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ
             แต่กระจกกรรมสามารถสะท้อนสิ่งต่างๆ ได้เพียงผิวเผินเท่านั้น และไม่สามารถเจาะลึกถึงระดับจิตวิทยาได้
             กระจกแห่งกรรมสะท้อนความดีและความชั่วของการกระทำ ส่วนเรื่องละเอียดอ่อนและคลุมเครือในโลกนี้ มีอารมณ์เท็จมากมายนับไม่ถ้วน ขึ้นๆ ลงๆ ของมันไม่อาจคาดเดาได้ มันลึกซึ้งและลึกลับ ไร้ร่องรอยให้เห็น บ่อยครั้งที่พวกมันดูเหมือนยูนิคอร์นและฟีนิกซ์ แต่แท้จริงแล้วพวกมันอยู่ในแดนภูตผี ซ่อนเร้นและมองไม่เห็น กระจกแห่งกรรมไม่อาจสะท้อนสิ่งเหล่านี้ได้
             นั่นหมายความว่ากระจกกรรมสะท้อนได้เพียงความดีและความชั่วของสิ่งต่างๆ เท่านั้น แต่ความรู้สึกนับพันในหัวใจและอารมณ์ที่แท้จริงขณะกระทำการต่างๆ ไม่สามารถสะท้อนผ่านกระจกกรรมได้ ดังนั้น นอกจากกระจกกรรมแล้ว แนวคิดเรื่อง "กระจกหัวใจ" ก็ยังถูกกล่าวถึงด้วย หน้าที่ของกระจกทั้งสองนี้แบ่งออกได้เป็นสองส่วน คือ "กระจกกรรม" ใช้ระบุ " คนชั่วตัวจริง " และ "กระจกหัวใจ" ใช้แยกแยะ "คนหน้าซื่อใจคด"
             แม้ว่าจะไม่มีคำกล่าวเช่นนี้ในหมู่ผู้บุกเบิก แต่โดยเนื้อแท้แล้ว คำว่า " กระจกเงาแห่งหัวใจ " แท้จริงแล้วเป็นการขยายความหมายของ "กระจกเงาแห่งกรรม" สิ่งที่เรียกว่า "กระจกเงาแห่งหัวใจ" ในที่นี้ แม้จะใช้เพื่อสังเกตจิตใจของมนุษย์โดยเฉพาะ แต่ก็ยังคงจัดอยู่ในประเภท "กระจกเงาแห่งกรรม"
             วายร้ายที่แท้จริงคือคนที่ประพฤติตัวไม่คงเส้นคงวา พูดอย่างหนึ่งต่อหน้าและอีกอย่างลับหลัง ลักษณะเฉพาะของวายร้ายที่แท้จริงมีดังนี้:
             คำพูดและการกระทำที่ไม่สอดคล้องกัน : สิ่งที่พวกเขาพูดกับคุณตรงหน้าไม่สอดคล้องกับการกระทำของพวกเขาลับหลังเลย และพวกเขายังมีแนวโน้มที่จะพูดสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับคุณต่อหน้าคนอื่นอีกด้วย
             เห็นแก่ตัว : เมื่อพูดถึงผลประโยชน์ พวกเขาจะพิจารณาแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น และจะไม่คิดถึงคุณ
             อิจฉามาก : พวกเขาไม่สามารถทนให้คนอื่นดีกว่าตัวเองได้ และจะใช้วิธีการน่ารังเกียจเพื่อกดขี่คุณ
             กระทำอย่างโหดร้าย : เมื่อคุณแตะต้องผลประโยชน์ของพวกเขาแล้ว พวกเขาจะตอบโต้คุณอย่างไม่ปรานี
             มีความยืดหยุ่นและฉลาด : พวกเขามีจิตใจที่ยืดหยุ่นและฉลาดในการจัดการเรื่องต่างๆ บางครั้งอาจดีกว่าสุภาพบุรุษด้วยซ้ำ
             แม้ว่าคนร้ายตัวจริงจะเลวร้าย แต่พวกเขาไม่ได้เลวร้ายโดยเจตนา แต่เพราะพวกเขาไม่เข้าใจเหตุผลและไม่ได้มีส่วนร่วมในการสมคบคิดหรือวางแผน พวกเขาชั่วร้ายอย่างเปิดเผยและซื่อสัตย์ ต่างจากคนหน้าซื่อใจคดที่วางแผนร้ายลับหลัง ดังนั้น แม้ว่าคนร้ายตัวจริงจะน่ารังเกียจ แต่พวกเขาก็ระบุตัวตนได้ค่อนข้างง่ายและไม่ต้องใช้พลังงานมากในการป้องกัน
             ผู้ร้ายตัวจริงคือผู้ที่กระทำการอย่างตรงไปตรงมาและไม่ปิดบัง พวกเขาไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัวและความโลภเมื่อเผชิญกับผลประโยชน์ และมักจะไม่ปกปิดเจตนาที่แท้จริงของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
             ผู้ร้ายตัวจริงไม่เก่งในการปลอมตัว และการกระทำและแรงจูงใจของพวกเขาก็มักจะชัดเจน
             พวกเขาอาจดูเหมือนเป็นคนพูดตรงไปตรงมา แต่บ่อยครั้งที่เป็นคนพูดตรงไปตรงมานั้นเป็นเพราะพวกเขาไม่ใส่ใจที่จะเปิดเผยความเห็นแก่ตัวของตัวเอง
             ผู้ร้ายตัวจริงอาจถือได้ว่า "มีตัวตนจริง" ในระดับหนึ่ง เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ซ่อนธรรมชาติผู้ร้ายของตนเอาไว้
             บางคนอาจมองว่าพวกเขา "น่ารัก" ในบางสถานการณ์ เพราะพฤติกรรมของพวกเขาแม้จะผิดศีลธรรม แต่ก็ไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีศีลธรรมแต่อย่างใด
             ในข้อความต้นฉบับ ผู้ร้ายที่แท้จริงนั้นตรงกันข้ามกับคนหน้าซื่อใจคด กระจกแห่งกรรมถูกนำมาใช้เพื่อระบุตัวผู้ร้ายที่แท้จริง ซึ่งหมายความว่าพฤติกรรมของผู้ร้ายที่แท้จริงนั้นสังเกตและตัดสินได้โดยตรงง่ายกว่า ผู้ร้ายที่แท้จริงอาจทำร้ายผู้อื่นโดยตรงมากกว่า แต่รูปแบบพฤติกรรมของพวกเขามักจะระบุและจัดการได้ง่ายกว่า
             กระจกหัวใจ หมายถึง กระจกพิเศษที่ใช้สำหรับตรวจสอบจิตใจของผู้คน จัดอยู่ในประเภท "กระจกกรรม" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระจกหัวใจสามารถเปิดเผยโลกภายในของผู้คน รวมถึงความรู้สึกอันละเอียดอ่อน การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในความแท้จริงของอารมณ์ และบาปและเจตนาที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจ กระจกไม่เพียงแต่สะท้อนพฤติกรรมที่ดีและชั่วของผู้คนเท่านั้น แต่ยังมองทะลุความซับซ้อนและความลับในใจของผู้คน เช่น ทัศนคติที่ชั่วร้ายดื้อรั้น อคติและแปลกประหลาด และจิตใจที่มืดมน กระจกหัวใจถูกอธิบายไว้ใน "บันทึกจากกระท่อมเยว่เว่ย" ว่าเป็นเครื่องมือที่มองทะลุจิตใจของผู้คน เจ้าหน้าที่กระจกมีหน้าที่สังเกต บันทึก และรายงานต่อเทพเจ้าตงเยว่ทุกสามเดือน เพื่อกำหนดบาปและพรของผู้คน
             นอกจากนี้ "Let's Listen to It" ยังได้แนะนำหลักการอย่างละเอียดเกี่ยวกับวิธีที่ "กระจกกรรม" เปิดเผยความจริง เมื่อบุคคลทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนั้นจะถูกทิ้งไว้ในหัวใจของเขา และ "กระจกกรรม" จะใช้สิ่งนี้เพื่อฉายภาพนั้น แต่หากบุคคลทำสิ่งใดโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาหรือเธอจะไม่รู้ตัว และไม่มีรอยเช่นนั้นในหัวใจของเขาหรือเธอ ดังนั้นจะมองไม่เห็นอะไรเลยแม้ว่าจะใช้ "กระจกกรรม" เพื่อสะท้อนสิ่งนั้นก็ตาม
             ดังนั้น การตัดสินของยมโลกคือการแยกแยะความดีจากความชั่วด้วย “เจตนา” และ “เจตนา” แม้ว่านี่จะเป็นความเข้าใจของผู้เขียนเอง เกี่ยวกับ หลักการฉายภาพของ “กระจกกรรม” แต่ก็สะท้อนถึงความเข้าใจของผู้คนเกี่ยวกับ “กระจกกรรม” ในขณะนั้นด้วยเช่นกัน
             ดังสุภาษิตที่ว่า "มีพระเจ้าอยู่เหนือหัวคุณ" ในความมืดมิดย่อมมีกระจกแห่งกรรม ไม่ว่าจะทำดีหรือทำชั่ว คุณก็ไม่อาจต้านทานกระจกแห่งกรรมได้ อย่ามีจิตใจที่ต่ำช้า คนเราอาจถูกหลอกได้ แต่พระเจ้าไม่อาจถูกหลอกได้
             หลักการฉายภาพ หมายถึงปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่บุคคลหนึ่งนำเอาลักษณะนิสัย อารมณ์ หรือความคิดของตนเองไปเชื่อมโยงกับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ในต้นฉบับ หลักการฉายภาพของ "กระจกกรรม" หมายความว่า เทพเจ้าสามารถมองเห็นความดีและความชั่วที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจของผู้คนผ่านกระจกนี้ กล่าวคือ เจตนาและพฤติกรรมภายในของมนุษย์จะถูกฉายลงบนกระจกนี้ ทำให้เทพเจ้าสามารถแยกแยะความดีและความชั่วในตัวมนุษย์ได้
        โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลักการฉายภาพ (Projection Principle) เป็นกลไกป้องกันทางจิตวิทยาที่เมื่อเผชิญกับความขัดแย้งภายในหรือลักษณะนิสัยที่ยอมรับไม่ได้ บุคคลจะถ่ายทอดลักษณะนิสัยหรืออารมณ์เหล่านี้ไปยังผู้อื่นเพื่อบรรเทาความทุกข์ภายใน ตัวอย่างเช่น บุคคลที่ไม่พอใจในตนเองอาจคิดว่าผู้อื่นก็ไม่พอใจในตัวเขาเช่นกัน หรือฉายความกลัวและความวิตกกังวลภายในออกสู่โลกภายนอก โดยเชื่อว่าผู้อื่นเป็นศัตรูกับเขา
             ในสาขาจิตวิทยาที่กว้างขึ้น หลักการฉายภาพถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายความเข้าใจผิดและอคติในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ผู้คนมักตีความผู้อื่นโดยอิงจากสภาวะภายในของตนเอง และการฉายภาพทางจิตวิทยานี้อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้อื่น และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น การตระหนักถึงปรากฏการณ์การฉายภาพนี้จะช่วยให้บุคคลเข้าใจตนเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการรู้จักตนเอง