Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธวรรค๑. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พุทธวรรค๑. แสดงบทความทั้งหมด

17 มกราคม 2569

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑๒. อานันทเถราปทาน (๑๐)

         ๑๐. พรรณนาอานันทเถราปทาน
         คำมีอาทิว่า อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระอานนทเถระ
       แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้า
องค์ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดเป็นน้องชายต่างมารดากับพระศาสดา ในนครหังสวดี เขาได้มีชื่อว่าสุมนะ. 
         ก็พระบิดาของสุมนะนั้นเป็นพระราชาพระนามว่านันทะ. พระเจ้านันทราชนั้น เมื่อสุมนกุมารผู้เป็นโอรสของพระองค์เจริญวัยแล้ว จึงได้ประทานโภคนครให้ในที่ประมาณ ๒๐ โยชน์ จากนครหังสวดีไป. สุมนกุมารนั้นมาเฝ้าพระศาสดาและพระบิดาในบางครั้งบางคราว. 
         ครั้งนั้น พระราชาทรงบำรุงพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสนโดยเคารพด้วยพระองค์เอง ไม่ยอมให้คนอื่นบำรุง. 
         สมัยนั้น ปัจจันตชนบทกำเริบขึ้น พระกุมารไม่กราบทูลพระราชาถึงความที่ปัจจันตชนบทกำเริบ เสด็จไประงับเสียเอง. 
         พระราชาได้สดับดังนั้นดีพระทัยตรัสว่า นี่แน่ะพ่อ พ่อจะให้พรเจ้า เจ้าจงรับเอา. 
         พระกุมารกราบทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาเพื่อจะบำรุงพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ กระทำชีวิตไม่ให้เป็นหมัน. พระราชาตรัสว่า ข้อนั้นเจ้าไม่อาจได้ จงบอกอย่างอื่นเถิด. 
         พระกุมารกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาว่ากษัตริย์ทั้งหลายไม่มีพระดำรัสเป็นสอง ขอพระองค์จงประทานการบำรุงพระศาสดานั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ต้องการอย่างอื่น. ถ้าพระศาสดาทรงอนุญาต ก็เป็นอันทรงประทานเถิดพระเจ้าข้า. 
         พระกุมารนั้นจึงเสด็จไปยังพระวิหารด้วยทรงหวังว่า จักหยั่งรู้น้ำพระทัยของพระศาสดา. 
         ก็สมัยนั้น พระศาสดากำลังเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี. พระกุมารเสด็จเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ โยมมาเพื่อจะเฝ้าพระศาสดา ขอท่านทั้งหลายจงแสดงพระศาสดาแก่โยมด้วยเถิด. ภิกษุทั้งหลายทูลว่า พระเถระชื่อว่าสุมนะเป็นพระอุปัฏฐากของพระศาสดา พระองค์จงเสด็จไปยังสำนักของพระเถระนั้น. พระกุมารจึงเสด็จไปยังสำนักของพระเถระแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสดา. 
         ลำดับนั้น พระเถระ เมื่อพระกุมารทรงเห็นอยู่นั่นเอง ได้ดำดินเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชบุตรเสด็จมาเพื่อจะขอเฝ้าพระองค์. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ถ้าอย่างนั้นเธอจงปูลาดอาสนะไว้ข้างนอก. พระเถระถือเอาพุทธอาสน์อีกที่หนึ่ง แล้วดำลงในภายในพระคันธกุฎี เมื่อพระกุมารนั้นทรงเห็นอยู่ ก็ปรากฏขึ้น ณ ที่บริเวณภายนอก แล้วปูลาดอาสนะในบริเวณพระคันธกุฎี. 
         พระกุมารเห็นดังนั้น จึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า ภิกษุนี้ยิ่งใหญ่หนอ. 
         ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระคันธกุฎี ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้. พระราชบุตรถวายบังคมพระศาสดา ทรงทำปฏิสันถารแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระนี้เห็นจะเป็นที่โปรดปรานในพระศาสนาของพระองค์. 
         พระศาสดาตรัสว่า ถวายพระพร พระกุมารเธอเป็นที่โปรดปราน. พระราชบุตรทูลถามว่า พระเถระนี้เป็นที่โปรดปราน เพราะกระทำกรรมอะไร พระเจ้าข้า. 
         พระศาสดาตรัสว่า เพราะทำบุญมีให้ทานเป็นต้น. 
         พระราชบุตรนั้นทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้กระหม่อมฉันก็ใคร่จะเป็นที่โปรดปรานในศาสนาของพระพุทธเจ้าในอนาคต เหมือนพระเถระนี้ แล้วถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ณ ที่กองค่ายพัก ตลอด ๗ วัน. 
         ในวันที่ ๗ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กระหม่อมฉันได้พรสำหรับปรนนิบัติพระองค์ ๓ เดือนจากสำนักพระราชบิดา ขอพระองค์จงรับนิมนต์การอยู่จำพรรษาเพื่อหม่อมฉันตลอด ๓ เดือน ทรงทราบว่าพระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว จึงพาพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งบริวารไป แล้วให้สร้างวิหารทั้งหลายอันเหมาะสมที่จะเป็นที่อยู่ของพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ ไว้ในที่ระยะหนึ่งโยชน์ๆ แล้วนิมนต์ให้ประทับอยู่ในวิหารนั้นๆ แล้วนิมนต์ให้เสด็จเข้าไปประทับยังวิหารที่สร้างด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ในอุทยานชื่อว่าโสภณะ ซึ่งซื้อไว้ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง ณ ที่ใกล้สถานที่ประทับของพระองค์ แล้วหลั่งน้ำให้ตกลงด้วยพระดำรัสว่า 
               ข้าแต่พระมหามุนี อุทยานชื่อว่าโสภณะนี้ กระหม่อมฉัน 
         ซื้อไว้ด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง แล้วให้สร้างด้วยทรัพย์อีกแสนหนึ่ง 
         ขอพระองค์ได้โปรดรับไว้เถิด. 
         ในวันใกล้วันเข้าพรรษา พระราชบุตรได้ยังมหาทานให้เป็นไปแด่พระศาสดา แล้วทรงชักชวนโอรส พระชายาและเหล่าอำมาตย์ ในการให้ทาน และการกระทำกิจการว่า ท่านทั้งหลายพึงให้ทานโดยวิหารนี้ ส่วนพระองค์เองประทับอยู่ที่ใกล้ๆ กับสถานที่อยู่ของพระสุมนเถระ ทรง บำรุงพระศาสดาตลอดไตรมาส ณ สถานที่ประทับอยู่ของพระองค์ ด้วยประการอย่างนี้. 
         ก็เมื่อจวนจะใกล้วันปวารณา จึงเสด็จเข้าไปยังหมู่บ้านยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ ทรงวางไตรจีวรไว้แทบบาทมูลของพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ ทรงนมัสการแล้วได้ทรงกระทำความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุญที่กระหม่อมฉันทำเริ่มมาตั้งแต่กองค่ายนั้น จะกระทำเพื่อประโยชน์แก่สักกสมบัติเป็นต้นก็หามิได้ โดยที่แท้ กระหม่อมฉันพึงเป็นอุปัฏฐากที่โปรดปรานของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคต เหมือนพระสุมนเถระนี้.
         พระศาสดาทรงเห็นว่าความปรารถนานั้นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์แล้วเสด็จหลีกไป. 
         ในพุทธุปบาทกาลนั้น เขาทำบุญอยู่ถึงแสนปี แม้ต่อจากพุทธุปบาทกาลนั้นไป ก็ได้สั่งสมบุญกรรมไว้เหลือหลายในภพนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ครั้นในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป จึงมาเกิดในเรือนของผู้มีสกุล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ได้เอาผ้าอุตราสงค์มาทำการบูชาเพื่อจะรับบาตรของพระเถระรูปหนึ่งผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่. 
         เขากลับไปเกิดในสวรรค์อีก จุติจากสวรรค์แล้วมาเป็นพระเจ้าพาราณสี ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ จึงนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นให้ฉัน เสร็จแล้วให้สร้างบรรณศาลา ๘ หลังไว้ในอุทยานอันเป็นมงคลของพระองค์ แล้วมอบถวายตั่งอันสำเร็จด้วยรัตนะทั้งหมด กับเชิงรองอันเป็นแก้วมณี ๘ สำรับ เพื่อให้เป็นที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วทำการอุปัฏฐากอยู่ถึงหมื่นปี. การกระทำดังนี้ได้ปรากฏแล้ว. 
         เขาก่อสร้างบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้นๆ ถึงแสนกัป ได้บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต พร้อมกับพระโพธิสัตว์ของพวกเราทั้งหลาย จุติจากภพดุสิตนั้นแล้วมาบังเกิดในพระราชมณเฑียรของพระเจ้าอมิโตทนศากยะ ได้นามว่าอานนท์ เพราะเกิดมาทำพวกพระญาติให้ยินดี. 
         อานนท์นั้นเจริญวัยขึ้นโดยลำดับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประเสริฐ แล้วเสด็จไปยังนครกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เสร็จแล้วเสด็จออกจากนครกบิลพัสดุ์นั้น จึงออกไปพร้อมกับเจ้าภัททิยะเป็นต้นผู้เสด็จออกบวชเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น แล้วบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ฟังธรรมกถาในสำนักของท่านพระปุณณมันตานีบุตร จึงดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. 
         ก็สมัยนั้น ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่มีอุปัฏฐากประจำเป็นเวลา ๒๐ พรรษา. บางคราวท่านพระนาคสมาละถือบาตรจีวรเที่ยวไป. บางคราวพระนาคิตะ, บางคราวพระอุปวาณะ, บางคราวพระสุนักขัตตะ, บางคราวพระจุนทะสมณุทเทส, บางคราวพระสาคิตะ, บางคราวพระเมฆิยะ ท่านเหล่านั้น โดยมากพระศาสดาไม่ทรงโปรด. 
         อยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับนั่งอยู่บนบวรพุทธอาสน์อันเขาปูลาดไว้ในบริเวณพระคันธกุฎี ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า 
         ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราเป็นคนแก่แล้ว. ภิกษุบางพวก เมื่อเรากล่าวว่าจะไปทางนี้ กลับไปทางอื่น บางพวกวางบาตรจีวรของเราไว้ที่พื้น พวกท่านจงเลือกภิกษุสักรูปหนึ่งให้เป็นอุปัฏฐากประจำตัวเรา. 
         ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้นเกิดธรรมสังเวช. 
         ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกขึ้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักบำรุงพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามท่านเสีย. โดยอุบายนี้ พระมหาสาวกทั้งปวงมีพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้น ยกเว้นท่านพระอานนท์ ต่างลุกขึ้นกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากๆ แม้พระมหาสาวกเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงห้ามเสีย. 
         ส่วนพระอานนท์คงนั่งนิ่งอยู่. 
         ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านผู้มีอายุ แม้ตัวท่านก็จงทูลขอตำแหน่งอุปัฏฐากพระศาสดาเถิด. พระอานนท์กล่าวว่า ขึ้นชื่อว่าการอุปัฏฐากที่ได้มาด้วยการขอ จะเป็นเช่นไร ถ้าทรงชอบพระทัย พระศาสดาก็จักตรัสบอกเอง. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนอื่นๆ ไม่ต้องให้กำลังใจอานนท์ เธอรู้ตัวเองแล้วจักอุปัฏฐากเราเอง. 
         ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงพากันกล่าวว่า ลุกขึ้นเถิด อาวุโสอานนท์ ท่านจงขอตำแหน่งอุปัฏฐากกะพระศาสดาเถิด. 
         พระเถระลุกขึ้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่ทรงได้แก่ข้าพระองค์ ๑ จักไม่ทรงประทานบิณฑบาตอันประณีต ๑ จักไม่ประทานให้อยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน ๑ จักไม่ทรงพาไปยังที่นิมนต์ ๑ เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         การปฏิเสธ ๔ ข้อนี้ เพื่อจะปลดเปลื้องการติเตียนที่ว่า เมื่อได้คุณประโยชน์มีประมาณเท่านี้ การอุปัฏฐากพระศาสดาจะหนักหนาอะไร. 
         (พระอานนท์กราบทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจักเสด็จไปยังที่นิมนต์ที่ข้าพระองค์ได้รับไว้ ๑ ข้าพระองค์จะได้นำบุคคลผู้มาแล้วๆ จากประเทศอื่นเข้าเฝ้าในทันทีทันใด ๑ เมื่อใด ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ขอให้ได้เข้าเฝ้าถามพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ เมื่อนั้น ๑ ถ้าพระองค์จักทรงพยากรณ์ธรรมที่ทรงแสดงในที่ลับหลังแก่ข้าพระองค์อีก ๑ เมื่อเป็นอย่างนี้ ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า.
         การขอ ๔ ข้อนี้ เพื่อจะปลดเปลื้องคำติเตียนที่ว่า แม้เรื่องเท่านี้ พระเถระก็ไม่ได้การอนุเคราะห์ในสำนักพระศาสดา และเพื่อจะทำธรรมภัณฑาคาริก ขุนคลังธรรมให้บริบูรณ์ 
         รวมความว่า พระเถระได้พร ๘ ประการนี้ จึงจะเป็นอุปัฏฐากประจำ. 
         พระเถระได้บรรลุผลแห่งบารมีทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญมาแสนกัป ก็เพื่อต้องการฐานันดรนั้นเท่านั้น. 
         ตั้งแต่วันที่ได้ตำแหน่งอุปัฏฐาก พระเถระได้อุปัฏฐากพระทศพลด้วยกิจมีอาทิอย่างนี้ คือถวายน้ำสรง ๒ ครั้ง ถวายไม้ชำระพระทนต์ ๓ ครั้ง บริกรรมพระหัตถ์และพระบาท บริกรรมพระปฤษฎางค์ และกวาดบริเวณพระคันธกุฎี เป็นผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสำนักตลอดภาคกลางวัน ด้วยหวังใจว่า เวลาชื่อนี้ พระศาสดาควรได้สิ่งชื่อนี้ เราควรทำกรรมชื่อนี้. 
         ส่วนในภาคกลางคืน ได้ถือเอาประทีปด้ามดวงใหญ่ เดินไปรอบๆ บริเวณพระคันธกุฎี ๙ ครั้ง เพื่อจะได้ถวายคำตอบในเมื่อพระศาสดาตรัสเรียก และเพื่อบรรเทาความง่วงเหงาหาวนอน. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้าในพระเชตวัน ตรัสสรรเสริญพระอานนทเถระโดยอเนกปริยาย แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นพหูสูต มีสติ มีคติ มีธิติและเป็นอุปัฏฐาก. 
         พระเถระนี้อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะในฐานะ ๕ ฐานะด้วยประการอย่างนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการ เป็นผู้รักษาคลังธรรมของพระศาสดา ทั้งที่ยังเป็นพระเสขะอยู่ทีเดียว. 
         เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว อันภิกษุทั้งหลายให้อาจหาญขึ้น และอันเทวดาให้สังเวชสลดใจโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง คิดว่า ก็บัดนี้ พรุ่งนี้แล้วหนอจะทำสังคายนาพระธรรม ก็ข้อที่เรายังเป็นพระเสขะมีกรณียะที่จะพึงทำ จะไปยังที่ประชุมเพื่อสังคายนาพระธรรมกับพระเถระผู้เป็นอเสขะ ไม่สมควรเลย จึงเกิดความอุตสาหะ เริ่มตั้งวิปัสสนา กระทำวิปัสสนากรรมอยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ไม่ได้ความเพียรอันสม่ำเสมอในการจงกรม แต่นั้นจึงเข้าไปยังวิหารแล้วนั่งบนที่นอน มีความประสงค์จะนอนจึงเอนกายลง. ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน, และเท้าพอพ้นจากพื้น ในระหว่างนี้ จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายโดยไม่ถือมั่น ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖. 
         พระเถระประกอบด้วยคุณมีอภิญญา ๖ เป็นต้นอย่างนี้ บรรลุตำแหน่งเอตทัคคะโดยคุณมีความเป็นอุปัฏฐากเป็นต้น ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อารามทฺวารา นิกฺขมฺม ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารามทฺวารา ความว่า พระมหามุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จออกจากประตูพระวิหาร แล้วประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้เรียบร้อย ที่เขาทำไว้ท่ามกลางมณฑป ใกล้ประตูด้านนอก เพื่อจะทรงแสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งปวง. 
         บทว่า วสฺสนฺโต อมตํ วุฏฺฐึ ความว่า หลั่งฝนคือธรรมด้วยสายธารแห่งมหาอมตะคือพระธรรมเทศนา. 
         บทว่า นิพฺพาเปสิ มหาชนํ ความว่า ทรงทำไฟคือกิเลสอันอยู่ในจิตสันดานของมหาชนให้ดับ คือให้สงบระงับ. 
         อธิบายว่า ทรงยังมหาชนให้ถึงความสงบคือความเย็น ด้วยการดื่มน้ำอมฤตคือพระนิพพาน. 
         เมื่อจะแสดงบริวารสมบัติจึงกล่าวว่า สตสหสฺสํ เต ธีรา ดังนี้. 
         อธิบายว่า นักปราชญ์เหล่านั้นเป็นพระขีณาสพประมาณหนึ่งแสน ประกอบด้วยอภิญญา ๖ คือส่วนแห่งญาณมีอิทธิวิธญาณเป็นต้น ชื่อว่ามีฤทธิ์ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ทั้งหลาย อันสามารถไปในหลายแสนจักรวาลได้โดยทันที พากันแวดล้อมพระสัมพุทธเจ้าคือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระพระองค์นั้น ประดุจเงาไม่ไปปราศในที่ไหนๆ. อธิบายว่า แวดล้อมฟังธรรมอยู่. 
         บทว่า หตฺถิกฺขนฺธคโต อาสึ ความว่า ในกาลนั้น คือในสมัยแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า เราได้นั่งอยู่บนหลังช้าง. 
         บทว่า เสตจฺฉตฺตํ วรุตฺตมํ ความว่า เรานั่งบนหลังช้างกั้นเศวตฉัตรชั้นสูงที่พึงต้องการไว้เหนือกระหม่อมของเรา. 
         บทว่า สุจารุรูปํ ทิสฺวาน ความว่า ความปลื้มใจคือความยินดี ได้แก่ความโสมนัสเกิดขึ้นแก่เรา เพราะได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีพระรูปงดงามเป็นที่จับใจ กำลังทรงแสดงธรรมอยู่. 
         บทว่า โอรุยฺห หตฺถิกฺขนฺธมฺหา ความว่า เราเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นประทับนั่ง จึงลงจากหลังช้างแล้วเข้าไปเฝ้า คือไปสู่ที่ใกล้พระนราสภ คือพระผู้ประเสริฐแห่งนระ. 
         บทว่า รตนมยฉตฺตํ เม เชื่อมความว่า เรากั้นฉัตรของเราอันประดับด้วยรัตนะ เหนือพระเศียรแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. 
         บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺญาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระนั้นทรงเป็นใหญ่ในระหว่างฤาษีทั้งหลาย ทรงทราบความดำริอันเกิดขึ้นด้วยความเลื่อมใสของเรา. 
         บทว่า ตํ กตํ ฐปยิตฺวาน ความว่า พระองค์ทรงหยุดพระธรรมกถาที่พระองค์กำลังทรงแสดงอยู่นั้น แล้วได้ภาษิตคือตรัสคาถาเหล่านี้ เพื่อต้องการพยากรณ์เรา. 
         หากจะมีคำถามว่า ทรงพยากรณ์อย่างไร? 
         จึงตรัสคำมีอาทิว่า โย โส ดังนี้. 
         ในคำนั้น เชื่อมความว่า พระราชกุมารนั้นใดทรงกั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการอันเป็นทอง เหนือกระหม่อมของเราตถาคต. 
         บทว่า ตมหํ กิตฺตยิสฺสามิ ความว่า เราจักประกาศคือจักกระทำพระราชกุมารนั้นให้ปรากฏ. 
         บทว่า สุโณถ มม ภาสโต ความว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง คือจงเงี่ยโสตลงมนสิการคำของเราผู้จะกล่าวอยู่. 
         บทว่า อิโต คนฺตฺวา อยํ โปโส ความว่า พระราชกุมารนี้จุติจากมนุษยโลกนี้ จักไปยังภพดุสิตแล้วอยู่ คือจักอยู่ในภพดุสิตนั้น. 
         ในคำนั้นเชื่อมเนื้อความว่า อันนางอัปสรทั้งหลายกระทำไว้ในเบื้องหน้าคือแวดล้อม จักเสวยสมบัติอยู่ในภพดุสิต. 
         บทว่า จตุตฺตึสกฺขตฺตุํ เชื่อมความว่า จุติจากภพดุสิตแล้วบังเกิดขึ้นในภพดาวดึงส์ จักเป็นจอมเทวดาครองเทวราชสมบัติอยู่ ๓๔ ครั้ง. 
         บทว่า พลาธิโป อฏฺฐสตํ ความว่า จุติจากภพดาวดึงส์มาบังเกิดในมนุษยโลก จักเป็นใหญ่ในกองทัพ คือเป็นใหญ่เป็นประธานในกองทัพอันประกอบด้วยองค์ ๔ จักเป็นเจ้าประเทศราช ๑๐๘ ชาติ จักอยู่ครองพสุธาคือปฐพีอันประเสริฐด้วยรัตนะมิใช่น้อย คือจักอยู่ในแผ่นดิน. 
         บทว่า อฏฺฐปญฺญาสกฺขตฺตุํ ความว่า จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ชาติ. จักครองความเป็นเจ้าประเทศราชอันกว้างใหญ่คือนับไม่ถ้วน ในแผ่นดินคือในแผ่นดินชมพูทวีปทั้งสิ้น. 
         บทว่า สกฺยานํ กุลเกตุสฺส ความว่า จักได้เป็นญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็นธงชัยแห่งสักยราชสกุล. 
         บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร. 
         บทว่า นิปโก ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา กล่าวคือปัญญารู้รอบคอบ. เป็นผู้เฉลียวฉลาด ในพาหุสัจจะคือความเป็นพหูสูต ได้แก่ในการทรงจำพระไตรปิฎก. 
         เชื่อมความว่า จักเป็นผู้มีความประพฤติในการถ่อมตน คือเป็นผู้ไม่ดูหมิ่นผู้อื่น เป็นผู้ไม่แข็งกระด้าง คือเว้นจากความกระด้างมีความคะนองทางกายเป็นต้น จักเป็นผู้ชำนาญบาลีทั้งปวง คือจักเป็นผู้มีปกติทรงจำพระไตรปิฎกทั้งสิ้นได้. 
         บทว่า ปธานปหิตตฺโต โส ความว่า พระอานนทเถระนั้นเป็นผู้มีจิตส่งไปเพื่อกระทำความเพียร. 
         บทว่า อุปสนฺโต นิรูปธิ ความว่า เป็นผู้เว้นอุปธิคือ ราคะ โทสะและโมหะ. เป็นผู้สงบ คือเป็นผู้มีกายและจิตสงบ เพราะละเหล่ากิเลสที่จะพึงละด้วยโสดาปัตติมรรค. 
         บทว่า สนฺติ อารญฺญกา ความว่า มีในอรัญ คือเกิดในป่าใหญ่. 
         บทว่า สฏฺฐิหายนา ความว่า ในเวลามีอายุ ๖๐ ปี มีกำลังเสื่อมไป. 
         บทว่า ติธา ปภินฺนา ความว่า ตกมัน ๓ แห่ง กล่าวคือที่ตาหูและอัณฑะ. 
         บทว่า มาตงฺคา แปลว่า เกิดในตระกูลช้างชื่อมาตังคะ. 
         บทว่า อีสาทนฺตา แปลว่า มีงาเหมือนงอนรถ. เป็นช้างทรงคือเป็นราชพาหนะ. 
         ช้างตัวประเสริฐได้แก่พญาช้าง กล่าวคือช้างกุญชรมีปรากฏอยู่ฉันใด บัณฑิตกล่าวคือพระขีณาสพ ได้แก่พระอรหันตนาคผู้มีฤทธิ์นับด้วยแสน ย่อมมีอยู่ฉันนั้น. พระอรหันตนาคทั้งหมดนั้น ของพญาช้างตัวประเสริฐคือพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า น โหนฺติ ปณิธิมฺหิ เต ความว่า บัณฑิตเหล่านั้นย่อมไม่เป็นเช่นนั้นในความปรารถนา. อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหมดนั้นพึงกลัวภัย ไม่อาจดำรงอยู่ตามภาวะของตนได้อย่างไร. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วฉะนี้แล.
         จบพรรณนาอานันทเถราปทาน         
จบพรรณนาพุทธวรรคที่ ๑ ด้วยลำดับคำเพียงเท่านี้         
         จบอรรถกถาอปทานภาคที่ ๑

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค อานันทเถราปทานที่ ๑๒ (๑๐)

ว่าด้วยผลแห่งการกางฉัตรถวายพระพุทธเจ้า
 [๑๒] พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระ เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้ว
วีดีโอ
ทรง ยังเมล็ดฝนอมฤตให้ตกอยู่ ยังมหาชนให้เย็นสบาย พระขีณาสพผู้เป็น นักปราชญ์เหล่านั้นประมาณตั้งแสน ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อม พระสัมพุทธเจ้า ดุจพระฉายาตามพระองค์ ฉะนั้น
                 เวลานั้น เราอยู่บน คอช้าง ทรงไว้ซึ่งฉัตรขาวอันประเสริฐสุด ปีติย่อมเกิดแก่เราเพราะได้ เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีรูปงาม เราลงจากคอช้างแล้วเข้าไปเฝ้าพระนราสภ ได้กั้นฉัตรแก้วของเราถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด
                 พระมหาฤาษี พระนามว่าปทุมุตระ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงหยุดกถานั้นไว้ แล้วตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้กั้นฉัตรอันประดับด้วยเครื่องอลังการ ทอง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว สัตว์ผู้นี้ไปจาก มนุษยโลกแล้ว จักครอบครองดุสิต จักเสวยราชสมบัติ มีนางอัปสร ทั้งหลายแวดล้อม จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง จักเป็นอธิบดีแห่งชน ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง จัก เสวยราชสมบัติในประเทศราชอันไพบูลย์ในแผ่นดิน ในแสนกัลป
                  พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของพระพุทธเจ้าผู้เป็น ธงชัย แห่งสกุลศากยะ จักเป็นพุทธอุปัฏฐาก มีนามชื่อว่าอานนท์ จักมีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา ฉลาดในพาหุสัจจะ มีความ ประพฤติอ่อนน้อม ไม่กระด้าง ชำนาญในบาลีทั้งปวง
                 พระอานนท์นั้นมี ตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักกำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน มีช้างกุญชรอยู่ในป่า อายุ ๖๐ ปี ตกมันสามครั้ง เกิดในตระกูลช้างมาตังคะ มีงางอนงาม ควรเป็นราชพาหนะฉันใด แม้บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น ประมาณได้หลายแสน มี ฤทธิ์มาก ทั้งหมดนั้น ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้ไม่มีกิเลส
                 เราจักนมัสการทั้งในยามต้น ในยามกลาง และในยามสุด เรามีจิต ผ่องใส ปลื้มใจ บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เรามีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา มีสติสัมปชัญญะ บรรลุโสดาปัตติผล ฉลาดใน เสขภูมิ
                 ในแสนกัลปแต่ละกัลปนี้ เราก่อสร้างกรรมใด เราบรรลุถึง ภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นมีผลมาก การมาในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดของเรา เป็นการมาดีหนอ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                 ทราบว่า ท่านพระอานันทเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 
 จบ อานันทเถราปทาน.
 รวมอปทานที่มีในวรรคนี้  คือ
             ๑. พุทธาปทาน ๒. ปัจเจกพุทธาปทาน
             ๓. สารีปุตตเถราปทาน ๔. มหาโมคคัลลานเถราปทาน
             ๕. มหากัสสปเถราปทาน ๖. อนุรุทธเถราปทาน
             ๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน ๘. อุปาลีเถราปทาน
             ๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน ๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน
             ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน ๑๒. อานันทเถราปทาน
ท่านรวบรวมคาถาทั้งหมดได้ ๖๕๐ คาถา.
 จบ อปทานพุทธวรรคที่ ๑

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค ขทิรวนิยเรวตเถราปทานที่ ๑๑ (๙)

ว่าด้วยผลแห่งการจัดเรือนำข้ามฟาก
 [๑๑] แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรสี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรือ
วีดีโอ
อยู่ที่ท่าอัน ขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ไปฝั่งโน้น พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ผู้นายกของโลก สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จัก ข้ามกระแสแม่น้ำคงคา เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมากแล้วนำประทุนเรือ ที่นายช่างตกแต่งเป็นอันดีไว้ต้อนรับพระนราสภ ก็สัมพุทธเจ้าเสด็จมา แล้วเสด็จขึ้นเรือ พระศาสดาประทับยืน ณ ท่ามกลางน้ำ (เมื่อเรือถึง กลางน้ำพระศาสดาประทับยืน) ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดข้ามส่ง พระสัมพุทธเจ้าและพระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่างสวยงามมีสัณฐานดัง เรือ จักเกิดแก่ท่าน หลังคาดอกไม้จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ
                ในกัลปที่ ๕๔ ผู้นี้จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าตารณะ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่ลุด
                ในกัลปที่ ๕๗ จักได้เป็น กษัตริย์พระนามว่าจัมพกะ ทรงพระกำลังมาก จักรุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์ อุทัย ฉะนั้น
                ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่ง สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เคลื่อนจาก ไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่งพราหมณ์ มีนาม ชื่อว่าเรวตะ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือนบวชในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบ ความเพียร เจริญวิปัสสนากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ นิพพาน เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อันนำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษม จากโยคะ เราทรงกายอันมีในที่สุด
                 ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรา ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                 ทราบว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙)
         ๙. พรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน
         คำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี นาม ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระขทิรวนิยเถระ. 
         แม้พระเถระนี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลของนายท่าเรือในนครหังสวดี กระทำการงานอยู่ที่ท่าเรือชื่อว่าปยาคติตถะ ใกล้แม่น้ำใหญ่. 
         วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยหมู่สาวก เสด็จเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำ มีใจเลื่อมใส จึงประกอบเรือขนาน ส่งให้ถึงฝั่งอื่นด้วยบูชาสักการะอันยิ่งใหญ่ ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า จึงปรารถนาฐานันดรนั้น ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วกระทำความปรารถนาไว้.
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของเขาไม่เป็นหมัน. 
         จำเดิมแต่นั้น เขาสั่งสมบุญทั้งหลาย ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสองอยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่ารูปสารี ในบ้านนาลกะแคว้นมคธ. 
         เขาเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาประสงค์จะตกแต่งให้มีเหย้าเรือน จึงบอกเขา. เขาได้ฟังว่าพระสารีบุตรเถระบวชแล้ว จึงคิดว่า อุปติสสะผู้เป็นพี่ชายใหญ่ของเรา ละทิ้งทรัพย์สมบัตินี้บวชแล้ว เราจักเสวยก้อนเขฬะที่พี่ชายใหญ่นั้นบ้วนแล้วได้อย่างไร เกิดความสลดใจ ลวงญาติทั้งหลายประดุจเนื้อไม่เข้าไปสู่บ่วง ผู้อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ จึงไปยังสำนักของภิกษุทั้งหลาย แล้วแจ้งให้ทราบว่าตนเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี แล้วบอกถึงความพอใจในการบรรพชาของตน. 
         ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาพอมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็ให้อุปสมบท แล้วชักชวนให้ขวนขวายในกรรมฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานแล้ว เข้าไปยังป่าไม้ตะเคียนพักผ่อนอยู่ เพียรพยายามอยู่ เพราะเป็นผู้ถึงความแก่กล้าแห่งญาณ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์มีอภิญญา ๖. 
         ครั้นท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว เพื่อจะถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดี จึงเก็บงำเสนาสนะแล้วถือบาตรจีวรออกไป ถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ จึงเข้าไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดีแล้ว อยู่ในพระเชตวัน ๒-๓ วัน. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรวตะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร. 
         พระเถระครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนของตนด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คงฺคา ความว่า ที่ชื่อว่าคงคา เพราะขับกล่อมคือกระทำเสียงกึกก้องไหลไป. 
         อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ปฐพีเขาเรียกกันว่าโค, ที่ชื่อว่าคงคา เพราะวนรอบไหลไปในปฐพีนั้น. แม่น้ำคงคา ณ ที่ที่กระทำการวนรอบสระอโนดาต ๓ รอบแล้วไหลไป ชื่อว่าอาวัฏฏคงคา. ณ ที่ที่ไหลไปทางยอดเขา ชื่อว่าพหลคงคา, ณ ที่ที่เซาะเขาขวางทะลุไหลไป ชื่อว่าอุมังคคงคา, ณ ที่ที่กระทบเขาหนาจากเขาขวางนั้น แล้วไหลพลุ่งขึ้นไปทางอากาศห้าโยชน์ ชื่อว่าอากาสคงคา, และชื่อว่าภาคีรถี เพราะทำลายที่ที่น้ำตกลง แล้วทำลายฝั่งสระโบกขรณีที่เกิดเองห้าโยชน์ ณ ที่นั้นแหละ เป็นแม่น้ำ ๕ สาย เหมือนนิ้วมือ ๕ นิ้ว มีชื่อ ๕ ชื่อคือ คงคา ยมุนา สรภู มหีและอจิรวดี แล้วกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เป็น ๕ ภาค ๕ ส่วนแล้วไป คือไหลไปยัง ๕ ภาค ๕ ส่วน. แม่น้ำนั้นด้วยมีทางไหลไป ๕ ส่วนด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าแม่น้ำคงคาภาคีรถี. 
         พึงเห็นว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า ภาคีรถี คงคา เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา จึงกล่าวดังเคยประพฤติมา. 
         บทว่า หิมวนฺตา ปภาวิตา ความว่า ที่ชื่อว่าหิมะ เพราะเบียดเบียนเหล่าสัตว์ คือเบียดเบียนรบกวน ทำให้วุ่นวายด้วยความหนาว. ชื่อว่า หิมวา เพราะเขานั้นมีหิมะ. ชื่อว่า หิมวนฺตปภาวิตา เพราะเกิด คือเป็นไป ได้แก่ไหลไปจำเดิมแต่ภูเขาหิมวันต์นั้น. 
         บทว่า กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลชาวประมง ได้เป็นนายเรืออยู่ที่ท่าไม่เรียบ ประกอบด้วยกระแสอันเชี่ยวของแม่น้ำคงคานั้น. 
         บทว่า โอริเม จ ตรึ อหํ ความว่า เราให้พวกคนผู้มาถึงแล้วๆ ข้ามจากฝั่งนอกไปยังฝั่งใน. 
         บทว่า ปทุมุตฺตโร นายโก ความว่า พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้สูงสุดแห่งเหล่าสัตว์ ๒ เท้า ทรงนำ คือทรงยังเหล่าสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ทรงทำบุญสมบัติของเราให้สำเร็จ. เชื่อมความว่า พระองค์มีพระผู้ชำนะตนหนึ่งแสน คือมีพระขีณาสพหนึ่งแสน ถึงท่าน้ำ เพื่อจะข้ามกระแสน้ำคงคา. 
         บทว่า พหู นาวา สมาเนตฺวา ความว่า เราเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นผู้เสด็จถึงแล้ว จึงนำเรือหลายๆ ลำมาเทียบกัน คือกระทำเรือ ๒ ลำให้ติดกัน แล้วทำหลังคาด้วยปะรำที่พวกช่างปรุง คือทำเสร็จอย่างดีไว้เบื้องบนเรือนั้น แล้วนับถือ บูชาพระนราสภ คือพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ. 
         บทว่า อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า เมื่อเอาเรือขนานกันอย่างนั้นแล้ว พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ ที่นั้น แล้วเสด็จขึ้นยังเรือคือนาวาอันเลิศลำนั้น. 
         บทว่า วาริมชฺเฌ ฐิโต สตฺถา เชื่อมความว่า พระศาสดาเสด็จขึ้นเรือแล้วกำลังประทับอยู่ท่ามกลางน้ำในแม่น้ำคงคา ได้ภาษิตคือตรัสพระคาถาอันประกอบด้วยความโสมนัสเหล่านี้. 
         บทว่า โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ ความว่า นายเรือนั้นใดนิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ให้ข้ามกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา.
         บทว่า สงฺฆญฺจาปิ อนาสวํ ความว่า นายเรือนั้นมิใช่นิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้ข้ามน้ำอย่างเดียวเท่านั้น แม้พระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะหมดกิเลส ก็นิมนต์ให้ข้ามไปด้วย. 
         บทว่า เตน จิตฺตปสาเทน ความว่า มีจิตเลื่อมใสอันประกอบด้วยความโสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นในกาลขับเรือนั้น จักยินดีคือจักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก คือในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น. 
         บทว่า นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ ความว่า พยัมหะคือวิมานที่ทำไว้เรียบร้อย คือบังเกิดเสร็จแล้ว ตั้งอยู่เหมือนเรือคือมีสัณฐานเหมือนเรือ จักบังเกิดคือจักปรากฏแก่ท่านผู้เกิดขึ้นในเทวโลก. 
         บทว่า อากาเส ปุปฺผฉทนํ เชื่อมความว่า เพราะวิบากของกรรมที่ได้ทำปะรำไว้ ปะรำเรือหลังคาดอกไม้ จักกางกั้นในอากาศในกาลทุกเมื่อ คือในที่ที่ไปแล้วๆ. 
         บทว่า อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ เชื่อมความว่า ล่วงไป ๕๘ กัปตั้งแต่กาลที่ทำบุญนี้ จักเป็นกษัตริย์จักรพรรดิมีนามชื่อว่าตารกะ จักเป็นใหญ่คือเป็นผู้มีชัยชนะในทวีปทั้ง ๔. 
         คาถาที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า เรวโต นาม นาเมน ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์พรหม ได้แก่เป็นบุตรพราหมณ์ คือจักเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่าเรวตะ. เพราะเกิดในเรวดีฤกษ์. 
         บทว่า นิพฺพายิสฺสตินาสโว ความว่า เป็นผู้หมดกิเลสจักนิพพานด้วยขันธปรินิพพาน. 
         บทว่า วิริยํ เม ธุรโธรุยฺหํ ความว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ความเพียรของเราถึงที่สุดแห่งบารมีโดยลำดับ เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เป็นความเพียรนำธุระไปคือเป็นที่รองรับธุระ เป็นเครื่องนำมาซึ่งพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย. 
         บทว่า ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ เชื่อมความว่า บัดนี้ เราทรงสรีระสุดท้ายไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. 
         ในกาลต่อมา พระเถระนั้นไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คนคือนายจาลา นายอุปจาลาและนายสีสูปจาลา ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาว ๓ นาง คือนางจาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาให้บวชแล้วแนะนำกรรมฐานให้. หลานๆ เหล่านั้นขวนขวายประกอบตามพระกรรมฐานอยู่. 
         ก็สมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดขึ้นแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปหาด้วยหวังใจว่า จักทำการถามถึงความป่วยไข้และถามถึงการบรรลุมรรคผลของพระเรวตะ. พระเรวตะเถระเห็นพระธรรมเสนาบดีเดินมาแต่ไกล เมื่อจะโอวาทโดยการทำสติให้เกิดขึ้นแก่สามเณรเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า จาเล ดังนี้. 
         คำว่า จาเล อุปจาเล สีสูปจาเล ในคาถานั้น เป็นคำร้องเรียกสามเณรเหล่านั้น. 
         ก็เด็กทั้ง ๓ คนซึ่งได้ชื่อเป็นเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลาและสีสูปจาลา แม้จะบวชแล้ว เขาก็ยังเรียกชื่ออยู่อย่างนั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า เด็กเหล่านั้นชื่อว่า จาลี อุปจาลี สีสูปจาลี ดังนี้ก็มี. 
         พระเรวตเถระเมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กระทำการเรียกมาด้วยคำมีอาทิว่า จาเล ดังนี้. จึงกล่าวว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติอยู่เถิด ดังนี้ แล้วกล่าวเหตุในการเรียกมานั้นว่า พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านประหนึ่งนักแม่นธนู เดินมาแล้ว ดังนี้. 
         บทว่า ปติสฺสตา แปลว่า เป็นผู้มีสติ. 
         ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะห้ามความหมายอย่างอื่น. 
         บทว่า อาคโต แปลว่า มาแล้ว. 
         บทว่า โว แปลว่า ของพวกท่าน. 
         บทว่า วาลํ วิย เวธิ แปลว่า เหมือนนักแม่นธนู. 
         ก็ในคำนี้มีความย่อดังต่อไปนี้. 
         พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านมีสภาพเหมือนนักแม่นธนู คือคล้ายกับพระศาสดา เพราะมีปัญญากล้า มีปัญญาไวและมีปัญญาชำแรกกิเลส มาแล้ว, เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเข้าไปตั้งสมณสัญญา คือจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่เถิด คือจงเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมเครื่องอยู่ตามที่ได้บรรลุแล้วเถิด. 
         สามเณรเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงกระทำวัตรมีการต้อนรับเป็นต้นแก่พระธรรมเสนาบดี แล้วนั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่ไม่ไกลเกินไป ในเวลาที่พระเถระผู้เป็นลุงทั้งสองปฏิสันถารกัน. พระธรรมเสนาบดีกระทำปฏิสันถารกับพระเรวตเถระแล้ว ลุกจากอาสนะเข้าไปหาสามเณรเหล่านั้น เมื่อพระเถระเข้าไปหา สามเณรเหล่านั้นได้ลุกขึ้นไหว้แล้วยืนอยู่ เพราะได้ทำกำหนดเวลาไว้อย่างนั้น. 
         พระเถระถามว่า พวกเธออยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อย่างไหน? 
         เมื่อสามเณรเหล่านั้นบอกให้ทราบแล้ว จึงแนะนำแม้เด็กทั้งหลายอย่างนั้น พลางสรรเสริญพระเถระว่า น้องชายของเรามีปกติ กล่าวคำสัจจริง ถึงผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนี้แล้วหลีกไป. 
         คำที่เหลือในคาถานี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค ปิณโฑภารทวาชเถราปทานที่ ๑๐ (๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายดอกปทุม
 [๑๐] พระสยัมภูชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เป็นบุคคลผู้เลิศประทับอยู่บนยอด
วีดีโอ
ภูเขาจิตกูฏข้างหน้าภูเขาหิมวันต์ เราเป็นพระยาเนื้อผู้ไม่มีความกลัว สามารถจะไปได้ในทิศทั้ง ๔ อยู่ ณ ที่นั้น สัตว์เป็นอันมากได้ฟังเสียง ของเราแล้วย่อมครั้นคร้าม เราคาบดอกปทุมที่บาน เข้าไปหาพระนราสภ ได้บูชาพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จออกจากสมาธิ
 เวลานั้น เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสูงสุดกว่านระในสี่ทิศ ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ได้บันลือสีหนาท พระปทุมุตรพุทธเจ้าผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา ของเรา แล้วประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ทวยเทพทั้งปวงได้ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้ว มาประชุมกันกล่าว กันว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐจักเสด็จมาแล้ว เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้น พระมหามุนีทรงเห็นกาลยาวผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศเสียงของเรา ข้างหน้าของทวยเทพและมนุษย์ผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นว่า
 ผู้ใด ได้ถวายปทุมนี้ และได้บันลือสีหนาท เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว ในกัลปที่ ๘ แต่ภัทรกัลปนี้ ผู้นั้นจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ จักเสวยความ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ๖๔ ชาติ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิทรงกำลัง มี พระนามชื่อว่าปทุม ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดย พระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้นทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระยาสีหะนี้จัก เป็นบุตรของพราหมณ์ จักออกจากสกุลพราหมณ์แล้วบวชในพระศาสนา ของพระศาสดาพระองค์นั้น เขามีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับ
                         ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน ณ เสนาสนะอันสงัด ปราศจากชนเกลื่อนกล่นด้วยเนื้อร้าย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                        ทราบว่า ท่านพระปิณโฑภารทวาชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑๐. ปิณโฑภารทวาชเถราปทาน (๘)
         ๘. พรรณนาปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน
         คำว่า ปทุมุตฺตโร นาม ชิโน ดังนี้เป็นต้น เป็นอปทานของท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ. 
         แม้พระเถระนี้ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในกำเนิดราชสีห์อยู่ในถ้ำที่เชิงภูเขา. เพื่อจะทรงกระทำความอนุเคราะห์แก่ราชสีห์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จเข้าไปยังถ้ำเป็นที่อยู่ของราชสีห์นั้น ในเวลาที่ออกไปหาเหยื่อ ทรงนั่งเข้านิโรธสมาบัติอยู่. 
         ราชสีห์จับเหยื่อแล้วกลับมายืนอยู่ที่ประตูถ้ำ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทั้งร่าเริงและยินดี จึงบูชาด้วยดอกไม้ที่เกิดในน้ำและบนบก ทำจิตให้เลื่อมใส. เพื่อต้องการจะอารักขาพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบันลือสีหนาท ๓ เวลา เพื่อให้เนื้อร้ายอื่นๆ หนีไป ได้ยืนอยู่ด้วยสติอันไปแล้วในพระพุทธเจ้า. บูชาอยู่ตลอด ๗ วัน เหมือนในวันแรก. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า เมื่อล่วง ๗ วันแล้วควรออกจากนิโรธสมาบัติ ส่วนแห่งบุญมีประมาณเท่านี้จักเป็นอุปนิสัยแก่ราชสีห์นี้ ดังนี้ เมื่อราชสีห์นั้นเห็นอยู่นั่นแหละ จึงเหาะขึ้นไปสู่อากาศ เสด็จไปยังพระวิหารทีเดียว. 
         ราชสีห์ไม่อาจอดกลั้นความทุกข์ เพราะพลัดพรากจากพระพุทธเจ้า จึงกระทำกาละแล้วบังเกิดในตระกูลมีโภคะมากในนครหังสวดี พอเจริญวัยแล้ว ได้ไปยังพระวิหารกับชาวเมือง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วเลื่อมใส ยังมหาทานให้เป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน ทำบุญทั้งหลายจนชั่วชีวิต ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและและมนุษย์. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย จึงบังเกิดเป็นบุตรของปุโรหิตแห่งพระเจ้าอุเทน. 
         เขาได้มีชื่อว่าภารทวาชะ. ภารทวาชะนั้นเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพทสอนมนต์แก่มาณพ ๕๐๐ คน เพราะความที่ตนเป็นผู้มีความประพฤติไม่เหมาะสม โดยความเป็นผู้กินจุ ถูกพวกมาณพเหล่านั้นละทิ้ง จึงไปยังนครราชคฤห์ ได้เห็นลาภสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ จึงบวชในพระศาสนา เป็นผู้ไม่รู้ประมาณในการบริโภคอยู่. 
         พระศาสดาทรงให้ตั้งอยู่ในความเป็นผู้รู้จักประมาณด้วยอุบาย ท่านจึงเริ่มตั้งวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็ได้อภิญญา ๖. 
         ก็ครั้นเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้ว จึงบันลือสีหนาทว่า ผู้ใดมีความสงสัยในมรรคและผล ผู้นั้นจงถามเราดังนี้ ทั้งต่อพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าและในหมู่ภิกษุ ด้วยคิดว่า สิ่งใดที่สาวกทั้งหลายพึงบรรลุ สิ่งนั้นเราบรรลุแล้ว. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปิณโฑลภารทวาชะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้บันลือสีหนาท. 
         พระเถระนั้นครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุญสมภารที่ได้กระทำไว้ในชาติก่อน เมื่อจะทำให้แจ้งซึ่งอปทานแห่งบุญกรรมของตนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร ดังนี้. 
         เนื้อความแห่งคำนั้นได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังแล. 
         บทว่า ปุรโต หิมวนฺตสฺส ความว่า ในส่วนแห่งทิศตะวันออกของภูเขาหิมาลัย. 
         บทว่า จิตฺตกูเฏ วสี ตทา เชื่อมความว่า ในกาลใด เราเป็นราชสีห์คือเป็นพญาเนื้อ อยู่ ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ ในกาลนั้น พระศาสดาพระนามว่าปทุมุตตระประทับอยู่ที่เขาชื่อว่าจิตตกูฏ คือที่ยอดเขาชื่อว่าจิตตบรรพต เพราะเป็นภูเขาที่งดงามหลากสีด้วยโอสถ และรัตนะทั้งหลายมิใช่น้อย. 
         บทว่า อภีตรูโป ตตฺถาสึ ความว่า เราได้เป็นพญาเนื้อผู้ไม่กลัวเป็นสภาวะ คือเป็นผู้ไม่มีความกลัวเป็นสภาวะอยู่ในที่นั้น. 
         บทว่า จตุกฺกโม ได้แก่ เป็นผู้ก้าวไป คือสามารถจะไปได้ทั้ง ๔ ทิศ. 
         บทว่า ยสฺส สทฺทํ สุณิตฺวาน ความว่า ชนมากคือสัตว์เป็นอันมากได้ฟังสีหนาทของพญาเนื้อใด ย่อมข่ม คือย่อมขัดขวางโดยพิเศษ ได้แก่ย่อมกลัว. 
         บทว่า สุผุลฺลํ ปทุมํ คยฺห ความว่า มีความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้คาบดอกปทุมที่บานดีแล้ว ได้เข้าไปหาคือได้เข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนราสภคือผู้องอาจ สูงสุด คือประเสริฐสุดแห่งนระทั้งหลาย. 
         บทว่า วุฏฺฐิตสฺส สมาธิมฺหิ ความว่า เราปลูก คือบูชาดอกไม้นั้นแด่พระพุทธเจ้าผู้ออกจากนิโรธสมาบัติ. 
         บทว่า จตุทฺทิสํ นมสฺสิตฺวา ความว่า เรานมัสการทั้ง ๔ ทิศแล้วทำจิตของตนให้เลื่อมใส คือให้ตั้งอยู่ด้วยความเอื้อเฟื้อ ได้บันลือสีหนาท คือการบันลืออย่างไม่เกรงกลัว ได้แก่ทำสีหนาทให้กึกก้องแล้ว. 
         ลำดับนั้น เมื่อจะประกาศการพยากรณ์ที่พระพุทธเจ้าประทานแล้ว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตโร ดังนี้. 
         คำนั้นมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. 
         บทว่า วทตํ เสฏฺโฐ เชื่อมความว่า พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐคือสูงสุดแห่งพวกอัญญเดียรถีย์ผู้กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้าๆ ดังนี้ เสด็จมาแล้ว. อธิบายว่า เราทั้งหลายจักฟังธรรมนั้นของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เสด็จมาแล้วนั้น. 
         บทว่า เตสํ หาสปเรตานํ ความว่า ของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นผู้ห้อมล้อม คือครอบงำ ได้แก่ผู้ประกอบความร่าเริง คือด้วยความโสมนัส. 
         บทว่า โลกนายโก ความว่า พระมหามุนีคือพระมุนีผู้ยิ่งใหญ่ในระหว่างมุนีทั้งหลาย ผู้ทรงเห็นกาลไกลคือผู้ทรงเห็นอนาคตกาล ผู้เป็นนายกของโลกคือผู้ทรงยังชาวโลกให้ถึงสวรรค์และนิพพาน ทรงแสดงคือทรงประกาศ ได้แก่ตรัสถึงเสียงของเรา คือเสียงบันลืออย่างราชสีห์ของเรา. 
         คาถาที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น. 
         คาถาต่อไปมีความว่า ราชสีห์จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าปทุม โดยพระนาม จักครองความเป็นใหญ่ คืออิสรภาพ ได้แก่ราชสมบัติ ๖๔ ชาติ. 
         บทว่า กปฺปสตสหสฺสมฺหิ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. อธิบายว่า ในที่สุดแสนกัป. 
         บทว่า ปกาสิเต ปาวจเน ความว่า ในพระไตรปิฎกที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมนั้นทรงประกาศแล้ว คือทรงแสดงแล้ว. 
         บทว่า พฺรหฺมพนฺธุ ภวิสฺสติ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ราชสีห์ผู้เป็นพญาเนื้อนี้จักบังเกิดในตระกูลพราหมณ์. 
         บทว่า พฺรหฺมญฺญา อภินิกฺขมฺม เชื่อมความว่า จักออกจากตระกูลพราหมณ์บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. 
         บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่ มีจิตส่งไปเพื่อกระทำความเพียร ชื่อว่าผู้ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีกิเลสทั้งหลายกล่าวคืออุปธิ ชื่อว่าผู้สงบระงับ เพราะไม่มีความกระวนกระวายเพราะกิเลส กำหนดรู้คือละอาสวะทั้งปวง ได้แก่อาสวะทั้งสิ้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลส จักนิพพาน. อธิบายว่า จักเป็นผู้นิพพานด้วยขันธปรินิพพาน. 
         บทว่า วิชเน ปนฺตเสยฺยมฺหิ ความว่า ในเสนาสนะป่าไกล เว้นจากความแออัดด้วยหมู่ชน. 
         บทว่า วาฬมิคสมากุเล ความว่า อากูล คือเกลื่อนกล่นด้วยการเกี่ยวข้องกับเนื้อร้ายมีกาฬราชสีห์เป็นต้น. 
         คำที่เหลือมีเนื้อความดังกล่าวแล้วฉะนี้แล.
จบพรรณนาปิณโฑลภารทวาชเถราปทาน

16 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ พุทธวรรค อัญญาโกณฑัญญเถราปทานที่ ๙ (๗)

 ว่าด้วยผลแห่งการถวายปฐมภัตแก่พระพุทธเจ้า
 [๙] เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก
วีดีโอ
เป็น นายกอย่างวิเศษ บรรลุพุทธภูมิแล้ว เป็นครั้งแรก เทวดาประมาณ เท่าไร มาประชุมกันที่ควงไม้โพธิทั้งหมด แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ประนมกรอัญชลีไหว้อยู่ เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี เที่ยวประกาศไปใน อากาศว่า พระพุทธเจ้านี้ทรงบรรเทาความมืดมนอนธกาลแล้ว ทรงบรรลุ แล้ว เสียงบันลือลั่นของเทวดาผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นได้เป็น ไปว่า เราจักเผากิเลสทั้งหลาย ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรารู้ (ได้ฟัง) เสียงอันเทวดาทั้งหลายเปล่งแล้วด้วยวาจา ร่าเริงแล้ว มีจิตยินดี ได้ถวายภิกษาก่อน พระศาสดาผู้สูงสุดในโลก ทรงทราบความดำริของเรา แล้วประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า
 เรา ออกบวชได้ ๗ วันแล้ว จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ภัตอันเป็นปฐมของเรา นี้เป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปของผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เทพบุตรได้จาก ดุสิตมา ณ ที่นี้ ได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักพยากรณ์เทพบุตรนั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยเทวราชสมบัติอยู่ประมาณ ๓ หมื่น กัลป์ จักครอบครองไตรทิพย์ ครอบงำเทวดาทั้งหมด เคลื่อนจากเทวโลก แล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยราชสมบัติใน มนุษย์โลกนับพันครั้ง ในแสนกัลป พระศาสดาพระนามว่าโคดม โดย พระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักออกบวชเป็น บรรพชิตอยู่ ๖ ปี แต่นั้นในปีที่ ๗ พระพุทธเจ้าจักตรัสจตุราริยสัจ ภิกษุ มีนามชื่อว่าโกณฑัญญะ จักทำให้แจ้งเป็นปฐม เมื่อเราออกบวช ได้บวช ตามพระโพธิสัตว์ ความเพียรเราทำดีแล้ว เราบวชเป็นบรรพชิตเพื่อต้อง การจะเผากิเลส พระสัพพัญญูพุทธเจ้าเสด็จมา ตีกลองอมฤตในโลก พร้อมทั้งเทวโลกในป่าใหญ่กับเราด้วยนี้
               บัดนี้ เราบรรลุอมตบทอันสงบ ระงับ อันยอดเยี่ยมนั้นแล้ว เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ อยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๙. อัญญาโกณฑัญญเถราปทาน (๗)
         ๗. พรรณนาอัญญาโกณฑัญญเถราปทาน
         คำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ. 
         ได้ยินว่า พระเถระนี้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลของคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว. 
         วันหนึ่ง ฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้รัตตัญญูรู้แจ้งธรรมก่อน ในพระศาสนาของพระองค์ แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น จึงยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุหนึ่งแสนเป็นบริวารแล้วได้กระทำความปรารถนาไว้. 
         ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขานั้นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์สมบัติอันจะมี. เขาทำบุญทั้งหลายตลอดชั่วชีวิต เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนชวนกันให้ประดิษฐานพระเจดีย์ เขาให้สร้างเรือนแก้วไว้ในภายในพระเจดีย์และให้สร้างเรือนแก้วอันมีค่าจำนวนหนึ่งพันรายล้อมพระเจดีย์. 
         เขาทำบุญทั้งหลายอย่างนี้ จุติจากชาตินั้นท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เป็นกุฎุมพีชื่อว่ามหากาล ให้ฉีกท้องข้าวสาลีในนามีประมาณ ๘ กรีสแล้วให้จัดปรุงข้าวปายาสน้ำนม ไม่เจือด้วยข้าวสาลีที่ถือเอาแล้ว ใส่น้ำผึ้ง เนยใส และน้ำตาลกรวดลงในข้าวปายาสนั้น แล้วได้ถวายแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ที่ที่เขาฉีกท้องข้าวสาลีถือเอาแล้วๆ คงเต็มบริบูรณ์อยู่ตามเดิม. 
         ในเวลาข้าวสาลีเป็นข้าวเม่า ได้ให้ทานชื่อว่าเลิศด้วยข้าวเม่า, ในเวลาเกี่ยว ได้ให้ทานเลิศในกาลเกี่ยว, ในคราวทำขะเน็ด ได้ให้ ทานอันเลิศในคราวทำขะเน็ด, ในคราวทำให้เป็นฟ่อนเป็นต้น ได้ให้ทานอันเลิศในคราวทำเป็นฟ่อน. ได้ให้ทานอันเลิศในคราวขนเข้าลาน, ได้ให้ ทานอันเลิศในคราวทำให้เป็นลอม, ได้ให้ทานอันเลิศในคราวตวง, และได้ให้ทานอันเลิศในคราวขนขึ้นฉาง, ได้ให้ทานอันเลิศ ๙ ครั้งในหน้าข้าวกล้าครั้งหนึ่งๆ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ข้าวกล้าแม้นั้นก็ได้สมบูรณ์ยิ่งๆ ขึ้น. 
         เขาทำบุญทั้งหลายตลอดชั่วชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ จุติจากชาตินั้นบังเกิดในเทวโลก. ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ได้มาบังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ชื่อว่าโทณวัตถุ ในที่ไม่ไกลจากนครกบิลพัสดุ์ ก่อนหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายอุบัติขึ้น. 
         เขาได้มีนามอันมาตามโคตรว่า โกณฑัญญะ. เขาเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพท และได้ถึงความสำเร็จในลักษณมนต์ทั้งหลาย. 
         สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายจุติจากดุสิตบุรี บังเกิดในพระราชมณเฑียรของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในกบิลพัสดุ์บุรี. ในวันเฉลิมพระนามของพระราชกุมารนั้น เมื่อเขาเชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนเข้ามา พราหมณ์ ๘ คนเหล่าใดอันเขาเชิญเข้าไปยังท้องพระโรง เพื่อพิจารณาพระลักษณะ. 
         ในบรรดาพราหมณ์ ๘ คนนั้น โกณฑัญญพราหมณ์เป็นผู้หนุ่มกว่าพราหมณ์ทั้งหมด เห็นความสำเร็จแห่งพระลักษณะของพระมหาบุรุษ ตกลงใจว่าท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยแน่แท้ จึงเที่ยวคอยดูการออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ของพระมหาสัตว์. 
         ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจริญด้วยบริวารหมู่ใหญ่ ถึงความเจริญโดยลำดับ ถึงความแก่กล้าแห่งพระญาณแล้ว จึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในพรรษาที่ ๒๙ ทรงผนวชที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาโดยลำดับ แล้วเริ่มบำเพ็ญเพียร. 
         ในกาลนั้น โกณฑัญญมาณพรู้ว่าพระมหาสัตว์ทรงผนวชแล้ว จึงพร้อมกับพวกลูกของพราหมณ์ผู้ทำนายพระลักษณะมีวัปปมาณพเป็นต้น มีตนเป็นที่ ๕ พากันบวชแล้ว เข้าไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์โดยลำดับ บำรุงพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ ๖ พรรษา เกิดเบื่อระอาเพราะพระโพธิสัตว์นั้นเสวยพระกระยาหารหยาบ จึงได้หลีกไปยังป่าอิสิปตนมิคทายวัน. 
         ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้พระกำลังกายเพราะทรงบริโภคพระอาหารหยาบ จึงประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ที่ควงไม้โพธิ์ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ทรงเหยียบย่ำกระหม่อมแห่งมารทั้ง ๓ เป็นพระอภิสัมพุทธเจ้าแล้ว ทรงยับยั้งอยู่ที่โพธิมัณฑสถานนั่นแหละ ๗ สัปดาห์ ทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของพระปัญจวัคคีย์แล้ว จึงเสด็จไปยังอิสิปตนมิคทายวันในวันเพ็ญเดือน ๘ แล้วตรัสพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแก่พระปัญจวัคคีย์เหล่านั้น. 
         ในเวลาจบพระธรรมเทศนา พระโกณฑัญญเถระพร้อมกับพรหม ๑๘ โกฏิ ดำรงอยู่ในพระโสดาปัตติผล. ครั้นในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ท่านได้ทำให้แจ้งพระอรหัตด้วยอนัตตลักขณสูตรเทศนา. 
         พระโกณฑัญญเถระนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้วคิดว่า เราทำกรรมอะไรจึงได้บรรลุโลกุตรสุข เมื่อใคร่ครวญดูก็ได้รู้บุพกรรมของตนโดยประจักษ์ เมื่อจะแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนด้วยอำนาจอุทาน ด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสมฺพุทฺธํ ดังนี้. 
         เนื้อความแห่งคำนั้นได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. 
         บทว่า โลกเชฏฺฐํ วินายกํ ความว่า ทรงเป็นหัวหน้า คือเป็นประธานแห่งสัตว์โลกทั้งสิ้น. ชื่อว่าทรงนำไปให้วิเศษ เพราะทรงนำไปโดยวิเศษ คือทรงยังเหล่าเวไนยสัตว์ให้ถึงฝั่งอื่นแห่งสงสารสาคร คือพระอมตมหานิพพาน. ซึ่งพระสัมพุทธเจ้านั้นผู้ทรงนำไปโดยวิเศษ. 
         บทว่า พุทฺธภูมิมนุปฺปตฺตํ ความว่า ที่ชื่อว่าพุทธภูมิ เพราะเป็นภูมิ คือเป็นสถานที่ประดิษฐานแห่งพระพุทธเจ้า, ได้แก่พระสัพพัญญุตญาณ. ที่ชื่อว่าบรรลุถึงพุทธภูมิ เพราะบรรลุถึงคือแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณนั้น. ซึ่งพระสัมพุทธเจ้านั้นผู้บรรลุถึงพุทธภูมิแล้ว. อธิบายว่า บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ คือเป็นพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า ปฐมํ อทฺทสํ อหํ ความว่า ในเวลาใกล้รุ่งแห่งคืนวันเพ็ญเดือน ๖ เราได้เห็นพระปทุมุตตรสัมพุทธเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรก. 
         บทว่า ยาวตา โพธิยา มูเล เชื่อมความว่า ยักษ์ทั้งหลายมีประมาณเท่าใดมาประชุมกันแล้ว คือเป็นหมวดหมู่อยู่ที่ใกล้ต้นโพธิ์ กระทำอัญชลี วางกระพุ่มอัญชลีอันเป็นที่ประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือเศียรไหว้คือนมัสการพระสัมพุทธเจ้า คือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ได้เป็นพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า สพฺเพ เทวา ตุฏฺฐมนา เชื่อมความว่า เทวดาทั้งหมดนั้นมาสู่สถานที่แห่งพระสัมพุทธะผู้เป็นพระพุทธเจ้า ต่างมีจิตยินดีท่องเที่ยวไปในอากาศ. 
         บทว่า อนฺธการตโมนุโท ความว่า พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ทรงบรรเทา คือทำความมืดตื้อคือโมหะให้สิ้นไป ทรงบรรลุแล้วโดยลำดับ. 
         บทว่า เตสํ หาสปเรตานํ เชื่อมความว่า เสียงบันลือลั่น คือเสียงกึกก้องของเทวดาเหล่านั้นผู้ประกอบด้วยความร่าเริง คือปีติโสมนัส ได้เป็นไปแล้ว คือแพร่ไปว่า พวกเราจักเผากิเลส คือสังกิเลสธรรมในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า เทวานํ คิรมญฺญาย เชื่อมความว่า เรารู้เสียงของเหล่าเทวดาซึ่งเปล่งพร้อมกับคำชมเชยด้วยวาจาจึงร่าเริง ได้ถวายภิกษาครั้งแรก คืออาหารทีแรกแก่พระผู้เป็นพระพุทธเจ้า ด้วยจิตอันร่าเริงคือด้วยจิตอันประกอบด้วยโสมนัส. 
         บทว่า สตฺตาหํ อภินิกฺขมฺม ความว่า เราออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่แล้วกระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ กล่าวคืออรหัตมรรคญาณอันเป็นปทัฏฐานแห่งพระสัพพัญญุตญาณ. 
         บทว่า อิทํ เม ปฐมํ ภตฺตํ ความว่า ภัตนี้เป็นเครื่องยังสรีระให้เป็นไป เป็นภัตอันเทวบุตรนี้ให้ครั้งแรกแก่เราผู้เป็นพรหมจารี คือผู้ประพฤติธรรมสูงสุด. 
         บทว่า ตุสิตา หิ อิธาคนฺตฺวา ความว่า เทวบุตรใดจากภพดุสิตมาในมนุษยโลกนี้ น้อมเข้ามา คือได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักประกาศคือจักกล่าว ได้แก่จักทำเทวบุตรนั้นให้ปรากฏ. 
         เชื่อมความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังคำเราผู้จะกล่าวอยู่. 
         เบื้องหน้าแต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น. 
         บทว่า ติทสา ได้แก่ จากภพดาวดึงส์. 
         บทว่า อคารา เชื่อมความว่า จักออกจากเรือนพราหมณ์อันเกิดขึ้นแก่ตนแล้วบวชอยู่กับพระโพธิสัตว์ ผู้กระทำทุกรกิริยาอยู่ ๖ ปี. 
         บทว่า ตโต สตฺตมเก วสฺเส ได้แก่ ในปีที่ ๗ จำเดิมแต่กาลที่บวชแล้วนั้น. 
         บทว่า พุทฺโธ สจฺจํ กเถสฺสติ ความว่า ทรงกระทำทุกรกิริยาได้ ๖ ปีแล้ว ในปีที่ ๗ จักได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วตรัสสัจจะทั้ง ๔ กล่าวคือทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจและมรรคสัจ ด้วยพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตรเทศนา ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี. 
         บทว่า โกณฺฑญฺโญ นาม นาเมน ความว่า ชื่อว่าโกณฑัญญะโดยนาม คือโดยอำนาจชื่อของโคตร. 
         บทว่า ปฐมํ สจฺฉิกาหิติ ความว่า จักกระทำให้แจ้ง คือจักทำให้ประจักษ์ซึ่งพระโสดาปัตติมรรคญาณก่อนคือแต่ต้นทีเดียว ในระหว่างพระปัญจวัคคีย์ทั้งหลาย. 
         บทว่า นิกฺขนฺเตนานุปพฺพชึ ความว่า ออกบวชตามพร้อมกับพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จออกแล้ว. อธิบายว่า เราบวชตามอย่างนั้นกระทำปธานคือความเพียรดีแล้ว คือกระทำด้วยดี ได้แก่กระทำให้มั่นแล้วกระทำ. 
         บทว่า กิเลเส ฌาปนตฺถาย ความว่า เพื่อต้องการทำกิเลสทั้งหลายให้เหือดแห้ง คือเพื่อต้องการกำจัดกิเลส เราจึงบวชคือปฏิบัติศาสนาเป็นผู้ไม่มีเรือน คือไม่มีประโยชน์แก่เรือน ได้แก่เว้นจากกรรมมีการทำนาและการค้าเป็นต้น. 
         บทว่า อภิคนฺตฺวาน สพฺพญฺญู ความว่า พระพุทธเจ้าทรงรู้อดีต อนาคตและปัจจุบัน หรือไญยธรรม (ไญยธรรม ธรรมที่ควรรู้มี ๕ อย่าง) ที่ควรรู้กล่าวคือสังขาร วิการ ลักษณะ นิพพาน และบัญญัติ เสด็จไปเฉพาะคือเสด็จเข้าไปยังป่าเป็นที่อยู่ของมฤค คือวิหารเป็นที่ให้อภัยแก่มฤค ได้ประหารคือตี ได้แก่ทรงแสดงอมตเภรี ได้แก่เภรีคืออมตมหานิพพาน ด้วยโสดาปัตติมรรคญาณนี้ ที่เรากระทำให้แจ้งแล้วในสัตวโลกอันเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย. 
         บทว่า โส ทานิ ความว่า เรานั้นเป็นพระโสดาบันองค์แรก บัดนี้ได้ถึงคือบรรลุอมตนิพพานอันสงบ คือมีสภาวะสงบระงับ เป็นบทคือพึงถึง ได้แก่พึงบรรลุอันยอดเยี่ยม คือเว้นสิ่งที่ยิ่งกว่า ด้วยอรหัตมรรคญาณ. 
         บทว่า สพฺพาสเว ปริญฺญาย ความว่า เรากำหนดรู้อาสวะทั้งปวงมีกามาสวะเป็นต้น คือละอาสวะทั้งปวงด้วยปหานปริญญา เป็นผู้ไม่มีอาสวะ คือไม่มีกิเลสอยู่ คือสำเร็จการอยู่ด้วยอิริยาบถวิหาร. 
         คาถาทั้งหลายมีคำว่า ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส เป็นต้น มีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. 
         ครั้นกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงแสดงความที่พระเถระเป็นผู้รู้แจ้งธรรมก่อนเพื่อน จึงทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ในเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัญญาโกณฑัญญะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นรัตตัญญูรู้ราตรีนาน. 
         พระอัญญาโกณฑัญญเถระนั้นประสงค์จะหลีกเลี่ยงความพินอบพิเทาที่พระอัครสาวกทั้งสองกระทำในตน และการอยู่เกลื่อนกล่นในเสนาสนะใกล้บ้าน และมีความประสงค์จะอยู่ด้วยความยินดีในวิเวก สำคัญแม้แต่การทำปฏิสันถารแก่คฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายผู้เข้ามายังสำนักของตนว่าเป็นเหตุเนิ่นช้า จึงทูลลาพระศาสดาเข้าไปยังหิมวันตประเทศอันช้างฉัททันต์ทั้งหลายบำรุงอยู่ ได้อยู่ที่ฝั่งสระฉัททันต์ถึง ๑๒ พรรษา. 
         พระเถระอยู่ที่นั้นด้วยอาการอย่างนี้ วันหนึ่งท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปหา ทรงไหว้แล้วยืนอยู่ได้ตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดังจะขอโอกาส ขอพระผู้เป็นเจ้าจงแสดงธรรมแก่กระผม. 
         พระเถระจึงแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะนั้นอันมีห้องแห่งอริยสัจ ๔ ถูกไตรลักษณ์กระทบประกอบด้วยสุญญตา วิจิตรด้วยนัยต่างๆ หยั่งลงสู่อมตะ ด้วยพุทธลีลา. 
         ท้าวสักกะทรงสดับธรรมนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของพระองค์ จึงได้ทรงกระทำการสรรเสริญว่า 
         เรานี้ได้ฟังธรรมอันมีรสใหญ่ยิ่ง จึงเลื่อมใสยิ่งนัก พระเถระ 
         แสดงธรรมอันคลายกำหนัด ไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง ดังนี้. 
         พระเถระอยู่ที่ฝั่งสระฉัททันต์ ๑๒ พรรษา เมื่อกาลจะปรินิพพานใกล้เข้ามา จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ขอให้ทรงอนุญาตการปรินิพพานแล้วไป ณ ที่เดิมนั่นแหละ ปรินิพพานแล้วแล.
จบพรรณนาอัญญาโกณฑัญญเถราปทาน

หน้าต่างที่ ๒/๒ อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๘. อุปาลีเถราปทาน (๖)

         บทว่า ตเถว ตวํ มหาวีร เชื่อมความว่า ข้าแต่พระวีรบุรุษผู้สูงสุด
พระราชานั้นทรงสมบูรณ์ด้วยองค์มีองค์แห่งเสนาบดีเป็นต้น ปิดกั้นประตูพระนครทรงอาศัยอยู่ฉันใด พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นพระธรรมราชา คือเป็นพระราชาโดยธรรม โดยเสมอของชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกคือของชาวโลกผู้เป็นไปกับทั้งเทวดาทั้งหลาย ดุจกษัตริย์กำจัดอมิตรได้ คือกำจัดข้าศึกได้แล้ว มหาชนเรียกว่า คือกล่าวว่าพระธรรมราชา เพราะทรงเป็นพระราชาโดยทรงบำเพ็ญธรรมคือบารมี ๑๐ ทัศให้บริบูรณ์. 
         บทว่า ติตฺถิเย นีหริตฺวาน ความว่า เพราะความเป็นพระธรรมราชา จึงทรงนำออกคือนำไปโดยไม่เหลือซึ่งพวกเดียรถีย์ทั้งสิ้นซึ่งเป็นปฏิปักษ์ กระทำให้หมดพยศ และแม้มารพร้อมทั้งเสนา คือแม้วสวัตดีมารพร้อมทั้งเสนาก็ทรงนำออกหมด. 
         บทว่า ตมนฺธการํ วิธมิตฺวา ความว่า ขจัด คือกำจัดความมืดคือโมหะ กล่าวคือความมืด. 
         อธิบายว่า ทรงให้สร้าง คือทรงนิรมิต ได้แก่ทรงประดิษฐานธรรมนคร คือนครกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หรือกล่าวคือธรรม คือขันธ์ อายตนะ ธาตุ ปฏิจจสมุปบาท พละ โพชฌงค์และสมันตปัฏฐานอันมีนัยลึกซึ้ง. 
         บทว่า สีลํ ปาการกํ ตตฺถ ได้แก่ ในธรรมนครที่ให้ประดิษฐานไว้นั้นมีปาริสุทธิศีลเป็นกำแพง. 
         บทว่า ญาณํ เต ทฺวารโกฏฺฐกํ ความว่า ญาณของพระองค์มีพระสัพพัญญุตญาณ อาสยานุสยญาณ อนาคตังสญาณและอตีตังสญาณเป็นต้นนั่นแหละ เป็นซุ้มประตู. 
         บทว่า สทฺธา เต เอสิกา วีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบากบั่นไม่ย่อหย่อน ผู้เจริญศรัทธาคือความเชื่อของพระองค์ อันมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นเหตุ เริ่มแต่บาทมูลของพระพุทธทีปังกร เป็นเสาอันประดับประดาด้วยเครื่องอลังการที่ยกขึ้นตั้งไว้. 
         บทว่า ทฺวารปาโล จ สํวโร ความว่า ความสังวรอันเป็นไปในทวาร ๖ ของพระองค์คือการรักษา การป้องกันและคุ้มครอง เป็นนายทวารบาลคือเป็นผู้รักษาประตู. 
         บทว่า สติปฏฺฐานมฏฺฏาลํ ความว่า พระองค์มีสติปัฏฐาน ๔ เป็นป้อมซึ่งมีเครื่องมุงเกลี้ยงๆ. 
         บทว่า ปญฺญา เต จจฺจรํ มุเน ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีพระญาณผู้เจริญ ปัญญาของพระองค์มีอย่างต่างๆ มีปาฏิหาริยปัญญาเป็นต้น เป็นทางสี่แพร่งคือเป็นที่ชุมทาง ได้แก่เป็นทางไปสู่พระนคร. 
         บทว่า อิทฺธิปาทญฺจ สิงฺฆาฏํฐ ความว่า อิทธิบาท ๔ กล่าวคือฉันทะ วีริยะ จิตตะและวีมังสา ของพระองค์เป็นทางสี่แยก คือเป็นที่ต่อของทาง ๔ สาย. 
         บทว่า ธมฺมวีถิ สุมาปิตํ ความว่า ธรรมนครนั้น พระองค์ทรงสร้างคือตกแต่งไว้เรียบร้อย ด้วยถนนกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ. 
         บทว่า สุตฺตนฺตํ อภิธมฺมญฺจ ความว่า ในธรรมนครนี้ของพระองค์มีพระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎกและพระวินัยปิฎก คือพระพุทธพจน์มีองค์ ๙ มีสุตตะ เคยยะเป็นต้นทั้งหมดคือทั้งสิ้น เป็นธรรมสภาคือเป็นศาลตัดสินอธิกรณ์โดยธรรม. 
         บทว่า สุญฺญตํ อนิมิตฺตญฺจ ความว่า สุญญตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจอนัตตานุปัสสนา และอนิมิตตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจอนิจจานุปัสสนา. 
         บทว่า วิหารญฺจปฺปณิหิตํ ได้แก่ อัปปณิหิตวิหารธรรมที่ได้ด้วยอำนาจทุกขานุปัสสนา. 
         บทว่า อาเนญฺชญฺจ ได้แก่ อาเนญชวิหารธรรม กล่าวคือสามัญผล ๔ อันไม่หวั่นไหว ไม่โยกคลอน. 
         บทว่า นิโรโธ จ ได้แก่ พระนิพพานอันเป็นที่ดับทุกข์ทั้งมวล. 
         บทว่า เอสา ธมฺมกุฏี ตว ความว่า นี้กล่าวคือโลกุตรธรรม ๙ ทั้งหมดเป็นธรรมกุฎี คือเป็นเรือนที่อยู่ของพระองค์. 
         บทว่า ปญฺญาย อคฺโค นิกฺขิตฺโต ความว่า พระเถระที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแต่งตั้งไว้คือทรงตั้งไว้ว่า เป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้มีปัญญาด้วยอำนาจปัญญา ผู้ฉลาดคือเฉลียวฉลาดในปฏิภาณ คือในกิจที่จะพึงทำด้วยปัญญา หรือว่าในยุตตมุตตปฏิภาณการโต้ตอบ ปรากฏโดยนามว่าสารีบุตร เป็นธรรมเสนาบดีของพระองค์ คือเป็นใหญ่ เป็นประธาน โดยการทรงจำกองธรรมคือพระไตรปิฎกที่พระองค์ทรงแสดงแล้ว ย่อมกระทำกิจของกองทัพ. 
         บทว่า จุตูปปาตกุสโล ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้เจริญ พระโมคคัลลานเถระเป็นผู้ฉลาด คือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในจุตูปปาตญาณ คือในจุติและอุปบัติ. 
         บทว่า อิทฺธิยา ปารมึ คโต เชื่อมความว่า พระโมคคัลลานเถระชื่อว่าโกลิตะโดยชื่อ ผู้ถึงคือบรรลุบารมี คือที่สุดแห่งความแตกฉานด้วยฤทธิ์ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า แม้คนเดียวก็เป็นหลายคนได้ แม้หลายคนก็เป็นคนเดียวได้ เป็นโปโรหิจจะคือเป็นปุโรหิตของพระองค์. 
         บทว่า โปราณกวํสธโร ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้มีพระญาณผู้เจริญ พระมหากัสสปเถระผู้ทรงไว้ หรือผู้รู้สืบๆ มาซึ่งวงศ์เก่าก่อน เป็นผู้มีเดชกล้าคือมีเดชปรากฏ หาผู้เทียมถึงได้ยากคือยาก ได้แก่ไม่อาจทำให้ขัดเคืองคือกระทบกระทั่ง. 
         บทว่า ธุตวาทีคุเณนคฺโค ความว่า พระมหากัสสปเถระเป็นผู้เลิศ คือประเสริฐด้วยธุตวาทีคุณ เพราะกล่าวคือกล่าวสอนธุดงค์ ๑๓ มีเตจีวริกังคธุดงค์เป็นต้น และด้วยธุดงคคุณ เป็นผู้พิพากษาของพระองค์ คือเป็นประธานในการกระทำตามบัญญัติ คือการตัดสิน. 
         บทว่า พหุสฺสุโต ธมฺมธโร ความว่า ข้าแต่พระมุนีผู้เจริญ พระอานนท์ชื่อว่าเป็นพหูสูต เพราะได้ฟังพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ เป็นอันมาก คือเพราะได้เรียนมาจากพระผู้มีพระภาคเจ้าและจากภิกษุสงฆ์. ชื่อว่าผู้ทรงธรรม เพราะทรงธรรมคือนิกายนับได้หกแสนมิใช่น้อย และปรมัตถธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้น.
         บทว่า สพฺพปาลี จ สาสเน ความว่า พระเถระมีนามชื่อว่าอานนท์ ชื่อว่าผู้ชำนาญพระบาลีทั้งปวง เพราะเป็นผู้เลิศคือเป็นผู้ประเสริฐแห่งภิกษุทั้งปวง ผู้กล่าวคือผู้สาธยายพระบาลีทั้งปวงในพระพุทธศาสนา. 
         บทว่า ธมฺมารกฺโข ตว ความว่า เป็นผู้อารักขาคือเป็นผู้รักษา ปกครองธรรม ได้แก่ภัณฑะคือพระไตรปิฏกธรรมของพระองค์. อธิบายว่า เป็นคลังธรรม. 
         บทว่า เอเต สพฺเพ อติกฺกมฺม ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีภัคยะคือบุญ ทรงละคือทรงเว้นพระเถระทั้งหลายแม้ผู้มีอานุภาพมากมีพระสารีบุตรเป็นต้นเหล่านี้เสีย ทรงประมาณคือได้ทรงกระทำประมาณ ได้แก่ได้ทรงใส่พระทัยเฉพาะเราเท่านั้น. 
         บทว่า วินิจฺฉยํ เม ปาทาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมอบ คือได้ทรงประทานโดยปการะแก่เรา ซึ่งการวินิจฉัยคือการพิจารณาโทษในพระวินัย อันบัณฑิตทั้งหลายผู้รู้วินัยแสดงไว้แล้ว คือประกาศไว้แล้ว. 
         บทว่า โย โกจิ วินเย ปญฺหํ ความว่า ภิกษุพุทธสาวกรูปใดรูปหนึ่งถามปัญหาอันอิงอาศัยวินัยกะเรา, เราไม่ต้องคิด คือไม่เคลือบแคลงสงสัยในปัญหาที่ถามนั้น. เชื่อมความว่า เรากล่าวเนื้อความนั้นเท่านั้น คือความที่ถามนั้นเท่านั้น. 
         บทว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ เชื่อมความว่า ในพุทธอาณาเขตในที่มีกำหนดเพียงไร คือมีประมาณเท่าไร (ก็ตาม) เว้นพระมหามุนี คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเสีย ไม่มีบุคคลผู้เหมือนเราคือเช่นกับเราในเรื่องวินัย หรือในการกระทำวินิจฉัยพระวินัยในพระวินัยปิฎก เราเท่านั้นเป็นผู้เลิศ, ผู้ยิ่งกว่าคือยิ่งกว่าเรา จักมีมาแต่ไหน. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ประทับนั่งในหมู่ภิกษุ คือประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้วทรงประกาศอย่างนี้ คือทรงกระทำสีหนาท. 
         ทรงประกาศอย่างไร? 
         ทรงประกาศอย่างนี้ว่า ไม่มีผู้เสมอคือแม้นเหมือนอุบาลี ในเรื่องวินัยคืออุภโตวิภังค์ในขันธกะทั้งหลาย คือมหาวรรคและจูฬวรรค และในบริวาร ด้วยศัพท์. 
         บทว่า ยาวตา ความว่า นวังคสัตถุศาสน์มีสุตตะ เคยยะเป็นต้น มีประมาณเท่าใดอันพระพุทธเจ้าตรัสไว้ คือทรงแสดงไว้ทั้งหมด พระศาสดาทรงประกาศแก่ผู้มีปกติเห็น คือเห็นอยู่อย่างนี้ว่า นวังคสัตถุศาสน์นั้นหยั่งลงในพระวินัย คือเข้าอยู่ภายในพระวินัย มีพระวินัยเป็นมูลราก. 
         บทว่า มม กมฺมํ สริตฺวาน เชื่อมความว่า พระโคดมศากยะผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นประธานในศากยวงศ์ ทรงระลึกคือทรงรู้ประจักษ์แจ้งกรรมของเรา คือความปรารถนาในกาลก่อนของเรา ด้วยพระอตีตังสญาณ เสด็จไปในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อุบาลีนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นวินัยธร ดังนี้. 
         บทว่า สตสหสฺสุปาทาย ความว่า เราได้ปรารถนาตำแหน่งนี้ใดเริ่มมาแสนกัป ประโยชน์ของเรานั้น เราถึงแล้วโดยลำดับ คือบรรลุแล้วโดยเฉพาะแล้ว ถึงความยอดเยี่ยมคือถึงที่สุดในพระวินัย. 
         เมื่อก่อนคือในกาลก่อน เราได้เป็นช่างกัลบก ทำความยินดีให้เกิด คือทำความโสมนัสแก่เจ้าศากยะทั้งหลาย คือแก่พระราชาในศากยวงศ์ทั้งหลาย. เราละคือละทิ้งโดยวิเศษซึ่งชาตินั้น คือตระกูลนั้นได้แก่กำเนิดนั้น เกิดเป็นบุตรของพระมเหสีเจ้า คือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. อธิบายว่า ถึงการนับว่าเป็นศากยบุตร เพราะทรงคำสอนไว้ได้. 
         เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงอปทานแห่งกาลบังเกิดในตระกูลทาสของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อิโต ทุติยเก กปฺเป ดังนี้. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า ในกัปที่สองภายหลังภัทรกัปนี้ไป มีขัตติยราชพระองค์หนึ่งพระนามว่าอัญชสะโดยพระนาม มีพระเดชานุภาพหาที่สุดมิได้ คือมีพระเดชานุภาพล่วงพ้นจากการนับ มีพระยศนับไม่ได้ คือมีบริวารพ้นจากนับประมาณ มีทรัพย์มาก คือมีทรัพย์หลายแสนโกฏิ ทรงเป็นภูมิบาลคือทรงปกครองรักษาปฐพี. 
         บทว่า ตสฺส รญฺโญ เชื่อมความว่า เราเป็นโอรสของพระราชานั้นคือผู้เช่นนั้น ได้เป็นกษัตริย์ คือเป็นขัตติยกุมารนามว่าจันทนะ. อธิบายว่า เรานั้นเป็นคนกระด้างคือแข็งกร้าว ถือตัวด้วยความเมาเพราะชาติ ยศและโภคะ. 
         บทว่า นาคสตสหสฺสานิ เชื่อมความว่า ช้างแสนเชือกเกิดในตระกูลมาตังคะ แตกมันโดยส่วนสาม คือมันแตก ได้แก่มันไหลจากที่ ๓ แห่งคือตาหูและอัณฑะ ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง คือประดับด้วยเครื่องประดับสำหรับช้างทุกชนิด ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง. 
         บทว่า สพเลหิ ปเรโตหํ เชื่อมความว่า ในกาลนั้น เราอันพลของตน คืออันพลแห่งกองทัพของตนห้อมล้อม ประสงค์จะไปอุทยาน จึงขึ้นขี่ช้างชื่อว่าสิริกะ ออกจากพระนครไป. 
         บทว่า จรเณน จ สมฺปนฺโน ความว่า พระสัมพุทธเจ้าคือพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าเทวละ ประกอบด้วยจรณธรรม ๑๕ มีศีลสังวรเป็นต้น คุ้มครองทวารคือปิดทวารทั้ง ๖ มีจักขุทวารเป็นต้น สำรวมเรียบร้อยคือรักษากายและจิตไว้ด้วยดี มาคือถึงเบื้องหน้าคือตรงหน้าเรา. 
         บทว่า เปเสตฺวา สิริกํ นาคํ ความว่า เราเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้นมาแล้ว จึงไสช้างชื่อว่าสิริกะไปตรงหน้า ให้ขัดเคืองคั่งแค้น คือให้ทำร้ายพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า ตโต สญฺชาตโกโป โส ความว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะบีบบังคับไสไปนั้น ช้างนั้นได้เกิดความโกรธในเรา จึงไม่ยอมย่างเท้า. อธิบายว่า เป็นช้างหยุดนิ่งอยู่. 
         บทว่า นาคํ ทุฏฺฐมนํ ทิสฺวา ความว่า เราเห็นช้างมีใจประทุษร้ายคือมีจิตโกรธ จึงได้กระทำความโกรธคือยังโทสะให้เกิดขึ้นในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า วิเหสยิตฺวา สมฺพุทฺธํ เชื่อมความว่า เราทำร้ายคือเบียดเบียนพระเทวละปัจเจกพุทธะแล้ว ได้ไปยังอุทยาน. 
         บทว่า สาตํ ตตฺถ น วินฺทามิ ความว่า เราไม่ได้ประสบความยินดีในการทำให้ขัดเคืองนั้น. อธิบายว่า เราไม่ได้สุขอันอร่อย ซึ่งมีการให้ขัดเคืองเป็นเหตุ. 
         บทว่า สิโร ปชฺชลิโต ยถา ความว่า หัวคือศีรษะของเราเป็นเหมือนลุกโพลงแล้ว คือเป็นเหมือนลุกโพลงอยู่. 
         บทว่า ปริฬาเหน ฑยฺหามิ ความว่า เราทำความโกรธในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ย่อมเร่าร้อนคือมีจิตร้อนด้วยความเร่าร้อนอันตามเผาอยู่ในภายหลัง. 
         บทว่า สาครนฺตา ความว่า เพราะกำลังของกรรมอันลามกนั้นนั่นเอง มหาปฐพีทั้งสิ้นอันมีสาครเป็นที่สุด คือมีสาครเป็นที่สุดรอบ ย่อมเป็นคือย่อมปรากฏแก่เรา เสมือนไฟติดทั่วแล้วคือเสมือนไฟลุกโพลงแล้ว. 
         บทว่า ปิตุ สนฺติกุปาคมฺม ความว่า เมื่อภัยเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ เราจึงเข้ามา คือเข้าไปยังสำนักแห่งพระราชบิดาของตน แล้วได้กล่าวคือกราบทูลคำนี้. 
         บทว่า อาสีวิสํว กุปิตํ เชื่อมความว่า หม่อมฉันทำพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์ใดผู้เป็นสยัมภู คือเป็นพุทธะด้วยตนเอง ผู้เดินมาเหมือนอสรพิษทั้งปวงโกรธ ดุจกองไฟไหม้โพลง และประหนึ่งกุญชรคือช้างชั้นสูง ที่ฝึกมาแล้วซึ่งตกมัน คือแตกมัน ๓ แห่ง ให้ท่านขัดเคืองคือให้ขุ่นเคือง. 
         บทว่า อาสาทิโต มยา พุทฺโธ ความว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์นั้นผู้อันหม่อมฉันทำให้ขัดเคืองคือให้ขุ่นเคือง เป็นผู้น่ากลัวคือชื่อว่าน่ากลัว เพราะคนอื่นๆ ไม่อาจต่อตีได้ ผู้มีตบะยิ่งใหญ่คือมีตบะปรากฏ ผู้ชนะคือผู้ชนะมารทั้ง ๕. 
         อธิบายว่า พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยคุณอย่างนี้ หม่อมฉันกระทบกระทั่งแล้ว. 
         บทว่า ปุรา สพฺเพ วินสฺสาม ความว่า เพราะกระทำความไม่เอื้อเฟื้อในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น พวกเราทั้งหมดจักพินาศ คือจักฉิบหายโดยอาการต่างๆ. อธิบายว่า จะเป็นเหมือนเถ้าธุลี. 
         บทว่า ขมาเปสฺสาม ตํ มุนึ ความว่า พวกเราจักให้พระปัจเจกสัมพุทธมุนีนั้นอดโทษ ตราบเท่าที่จักไม่ฉิบหาย. 
         บทว่า โน เจ ตํ นิชฺฌาเปสฺสาม ความว่า หากเราทั้งหลายจักไม่ยังพระปัจเจกสัมพุทธเจ้านั้น ผู้ฝึกตนแล้วคือผู้ฝึกจิตแล้ว ผู้มีจิตตั้งมั่นคือมีจิตแน่วแน่ ให้ยกโทษคือให้อดโทษ. ภายใน ๗ วัน คือในส่วนภายใน ๗ วัน ได้แก่ไม่เกิน ๗ วัน แว่นแคว้นอันสมบูรณ์ของเราจักทำลายคือจักฉิบหายหมด. 
         บทว่า สุเมขโล โกสิโย จ ความว่า พระราชา ๔ พระองค์มีพระเจ้าสุเมขละเป็นต้นเหล่านี้รุกรานคือกระทบกระทั่งพระฤาษีทั้งหลาย ได้แก่กระทำความไม่เอื้อเฟื้อ พร้อมทั้งชาวรัฐคือพร้อมกับชาวชนบทในแว่นแคว้น กลายเป็นคนเข็ญใจ คือพากันถึงความพินาศ. 
         บทว่า ยทา กุปฺปนฺติ อิสโย เชื่อมความว่า ในกาลใด พระฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมคือผู้สำรวมด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น เป็นผู้สงบมีปกติประพฤติพรหมจรรย์ คือมีปกติประพฤติสูง ได้แก่มีปกติประเสริฐ พากันโกรธคือเป็นผู้โทมนัส ในกาลนั้น จักทำโลกพร้อมทั้งเทวโลก พร้อมทั้งสาครภูเขา ให้พินาศ. 
         บทว่า ติโยชนสหสฺสมฺหิ เชื่อมความว่า เรารู้อานุภาพของฤาษีเหล่านั้น จึงให้ประชุมเหล่าบุรุษในประเทศประมาณสามพันโยชน์ เพื่อขอให้ท่านอดโทษ คือเพื่อต้องการแสดง คือเพื่อต้องการประกาศโทษในความล่วงเกินคือความผิด. 
         บทว่า สยมฺภุํ อุปสงฺกมึ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปหา คือเข้าไปใกล้พระสยัมภูคือพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า อลฺลวตฺถา ความว่า ชนทั้งปวงเป็นหมวดหมู่พร้อมกับเรามีผ้าเปียก คือมีผ้าอุตราสงค์เปียกน้ำ มีหัวเปียกคือมีผมเปียก กระทำอัญชลีคือกระทำพุ่มแห่งอัญชลีไว้เหนือศีรษะ หมอบลงคือนอนลงที่เท้า คือใกล้เท้าของพระพุทธะคือพระปัจเจกมุนี ได้กล่าวคำนี้. 
         อธิบายว่า ได้กล่าวคือกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงอดโทษเถิด. 
         ข้าแต่พระมหาวีระ คือข้าแต่พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษชั้นสูง ได้แก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้เจริญ ขอท่านจงอดโทษคือจงบรรเทาโทษผิดที่ข้าพระองค์กระทำในพระองค์ เพราะความไม่รู้. 
         อธิบายว่า ขออย่าทรงใส่ใจเลย. 
         ชนคือหมู่ชนวิงวอนพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นว่า ขอพระองค์จงบรรเทาความเร่าร้อน คือความเร่าร้อนเพราะทุกข์ทางจิตที่ทำด้วยโทสะและโมหะแก่พวกข้าพระองค์ คือขอจงกระทำให้เบาบาง. 
         อธิบายว่า ขอพระองค์อย่าทรงทำแว่นแคว้น คือชาวชนบทในแว่นแคว้นทั้งสิ้นของพวกข้าพระองค์ ให้พินาศเลย. 
         บทว่า สเทวมานุสา สพฺเพ ความว่า หมู่มนุษย์ทั้งปวงพร้อมทั้งเทพทั้งทานพ คือพร้อมทั้งเหล่าอสูรมีปหาราทะอสูรเป็นต้นพร้อมทั้งรากษส จะเอาค้อนเหล็กคือค้อนใหญ่ต่อยคือทำลายหัวของเรา คือกระหม่อมของเราอยู่ทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง. 
         เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะประกาศความที่พระพุทธะทั้งหลายอดโทษและไม่โกรธ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ทเก อคฺคิ น สณฺฐาติ. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า 
         ไฟย่อมไม่ตั้งคือไม่ตั้งอยู่เฉพาะในน้ำฉันใด พืชย่อมไม่งอกบนหินคือบนเขาหินฉันใด หนอนคือสัตว์มีชีวิตย่อมไม่ตั้งอยู่ในยาคือโอสถฉันใด ความโกรธคือจิตโกรธ ได้แก่ความมีใจประทุษร้ายย่อมไม่เกิด คือย่อมไม่เกิดขึ้นในพระพุทธะ คือในพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้แทงตลอดสัจจะได้แล้ว ฉันนั้น. 
         เมื่อจะประกาศอานุภาพของพระพุทธะทั้งหลายซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา จ ภูมิ ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ภาคพื้นคือปฐพีไม่หวั่นไหวคือนิ่งฉันใด พระพุทธะเป็นผู้นิ่งฉันนั้น. 
         อธิบายว่า สาครคือมหาสมุทรประมาณไม่ได้ คือไม่อาจประมาณคือถือเอาประมาณฉันใด พระพุทธะก็ประมาณไม่ได้ฉันนั้น. 
         อธิบายว่า อากาศคืออากาศที่ถูกต้องไม่ได้ ไม่มีที่สุดคือเว้นที่สุดรอบฉันใด พระพุทธะก็ฉันนั้น อันใครๆ ให้กำเริบไม่ได้ คือใครๆ ไม่อาจให้กำเริบ คือให้วุ่นวาย. 
         เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงคำขอขมาต่อพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สทา ขนฺตา มหาวีรา ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีการเชื่อมความว่า 
         พระมหาวีรเจ้าทั้งหลาย คือพระพุทธะทั้งหลายผู้มีวิริยะสูงสุด มีตบะคือประกอบด้วยวิริยะอันได้นามว่าตบะ เพราะเผาบาปทั้งหลาย ผู้อดทนคือถึงพร้อมด้วยขันติ และเป็นผู้อดโทษ คืออดกลั้นความผิดของผู้อื่นทุกเมื่อ คือตลอดกาลทั้งปวง. 
         บทว่า ขนฺตานํ ขมิตานญฺจ ความว่า พระพุทธะเหล่านั้นผู้อดทน คือประกอบด้วยขันติและอดโทษ คืออดกลั้นความผิดของผู้อื่น ย่อมไม่มีการถึง คือถึงอคติมีฉันทาคติเป็นต้น. 
         อธิบายในตอนนี้ว่า 
         พระสัมพุทธเจ้าคือพระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นกล่าวคำนี้ด้วยประการดังนี้แล้ว เมื่อจะบรรเทาคือคลายความเร่าร้อนคือความร้อนที่เกิดขึ้นแก่สัตว์ทั้งหลาย จึงเหาะขึ้นยังนภากาศในกาลนั้นต่อหน้ามหาชนคือต่อหน้าชนหมู่ใหญ่พร้อมทั้งพระราชาผู้มาประชุมกันอยู่. 
         บทว่า เตน กมฺเมนหํ ธีร ความว่า ข้าแต่พระธีรเจ้า คือข้าแต่พระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยธิติ เพราะกรรมนั้น คือเพราะกรรมคือความไม่เอื้อเฟื้อที่ได้กระทำไว้ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ในอัตภาพสุดท้ายนี้ ข้าพระองค์จึงเข้าถึง คือถึงพร้อมซึ่งความเลวทรามคือความลามก ได้แก่ความเกิดในการทำการงานเป็นช่างกัลบกของพระราชาทั้งหลาย. 
         บทว่า สมติกฺกมฺม ตํ ชาตึ ความว่า ล่วง คือล่วงพ้นไปด้วยดีซึ่งความเกิด อันเนื่องด้วยผู้อื่นนั้น. 
         บทว่า ปาวิสึ อภยํ ปุรํ ความว่า ข้าพระองค์เข้าไปแล้ว คือเป็นผู้เข้าไปสู่นิพพานบุรี คือนิพพานมหานครอันปลอดภัย. 
         บทว่า ตทาปิ มํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นวีรบุรุษ ผู้สูงสุด แม้ในกาลนั้นคือแม้ในสมัยที่ทำพระปัจเจกพุทธเจ้าให้ขัดเคืองนั้น พระสยัมภูคือพระปัจเจกพุทธเจ้าได้ทรงบรรเทาคือทรงทำให้ห่างไกล ซึ่งความเร่าร้อนคือความกระวนกระวายทางกายและจิตอันเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งความขัดเคือง. 
         เชื่อมความว่า 
         พระสยัมภูทรงเห็นโทษอันตั้งอยู่ดีแล้ว คือตั้งอยู่ด้วยดีในการแสดงความเป็นโทษ จึงอดโทษเราผู้เร่าร้อน คือเดือดร้อนอยู่ด้วยความเดือดร้อนในภายหลัง คือด้วยความรำคาญใจนั้นนั่นแหละ คืออดกลั้นความผิดนั้น. 
         บทว่า อชฺชาปิ มํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดแห่งวีรชน แม้วันนี้ คือแม้ในกาลที่พระองค์มาประชุมกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทำข้าพระองค์ผู้ถูกไฟ ๓ กอง คือถูกไฟ ๓ กอง คือราคะ โทสะและโมหะ หรือไฟ คือนรก เปรตและสังสาระแผดเผาอยู่คือได้เสวยทุกข์อยู่ ให้ถึงคือให้ถึงพร้อมด้วยความเย็น ได้แก่ความเย็น กล่าวคือความสงบกายและจิต เพราะโทมนัสพินาศไป หรือพระนิพพานนั่นเอง. 
         เชื่อมความว่า ทรงทำไฟ ๓ กอง คือไฟ ๓ กองนั้น ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วให้ดับ คือให้เข้าไปสงบ. 
         ครั้นแสดงอปทานอันเลวของตนแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยประการอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวชักชวนแม้คนอื่นๆ ให้ฟังอปทานอันเลวนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เยสํ โสตาวธานตฺถิ ดังนี้. 
         ในคำนั้น มีใจความว่าท่านเหล่าใดมีการเงี่ยโสต คือการตั้งโสตลง ท่านเหล่านั้นจงฟัง คือจงใส่ใจคำของเราผู้กล่าวอยู่. 
         บทว่า อตฺถํ ตุมฺหํ ปวกฺขามิ เชื่อมความว่า เราเห็นบทคือพระนิพพานโดยประการใด เราจักกล่าวปรมัตถ์กล่าวคือพระนิพพานแก่ท่านทั้งหลายโดยประการนั้น. 
         เมื่อจะแสดงข้อนั้นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า สยมฺภุํ ตํ วิมาเนตฺวา ดังนี้. 
         พึงทราบวินิจฉัยในคำนั้นดังต่อไปนี้ :- 
         เราดูหมิ่นคือกระทำความไม่เอื้อเฟื้อพระสยัมภู คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นเอง คือผู้เกิดในอริยชาติ ผู้มีจิตสงบ มีใจมั่น เพราะกรรมนั้นคือเพราะอกุศลที่ทำแล้วนั้น จึงเป็นผู้เกิดคือเป็นผู้บังเกิดในชาติต่ำ คือในชาติที่เนื่องกับคนอื่น คือในชาติเป็นช่างกัลบก ในวันนี้คือในปัจจุบันนี้. 
         บทว่า มา โข ขณํ วิราเธถ ความว่า ท่านทั้งหลายอย่าพลาด คืออย่าทำให้พลาดขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น, 
         จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้ล่วงพ้นขณะ คือก้าวล่วงขณะที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ย่อมเศร้าโศก. อธิบายว่า ย่อมเศร้าโศกอย่างนี้ว่า พวกเราเป็นผู้ไม่มีบุญ มีปัญญาทราม ดังนี้. ท่านทั้งหลายจงพยายาม คือจงกระทำความเพียรในประโยชน์ของตน คือในความเจริญของตน. 
         อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงทำขณะคือสมัยที่พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นให้ถึงเฉพาะ คือให้สำเร็จ ได้แก่ถึงแล้ว. 
         เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อจะแสดงโทษของผู้ที่ไปในสงสาร โดยอุปมาอุปไมย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอกจฺจานญฺจ วมนํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกยาสำรอก คือยาทำให้อาเจียนแก่บุคคลบางพวก ยารุคือยาถ่ายแก่บุคคลบางพวก ยาพิษร้ายคือยาพิษอันทำให้สลบแก่บุคคลบางพวก และยาคืออุบายสำหรับรักษาแก่บุคคลบางพวกโดยลำดับ ด้วยประการอย่างนี้. 
         บทว่า วมนํ ปฏิปนฺนานํ เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกการสำรอก คือการทิ้งสงสาร ได้แก่การพ้นสงสารแก่คนผู้ปฏิบัติ คือผู้มีความพร้อมพรั่งด้วยมรรค. 
         เชื่อมความว่า ตรัสบอกการถ่ายคือการไหลออกจากสงสารแก่ผู้ตั้งอยู่ในผล. ตรัสบอกโอสถคือพระนิพพานแก่ผู้มีปกติได้ผล คือได้ผลแล้วดำรงชีวิตอยู่. ตรัสบอกพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขต แก่ผู้แสวงหา คือผู้แสวงหามนุษย์สมบัติ เทวสมบัติและนิพพานสมบัติ. 
         บทว่า สาสเนน วิรุทฺธานํ เชื่อมความว่า ตรัสบอกยาพิษอันร้ายแรง คือความแตกตื่น ได้แก่บาปอกุศล แก่คนผู้เป็นปฏิปักษ์ต่อพระศาสนา. 
         บทว่า ยถา อาสีวิโส เชื่อมความว่า ยาพิษอันร้ายแรงย่อมเผา คือเผาลนนระนั้น คือนระผู้ไม่มีศรัทธาทำแต่บาปนั้น ได้แก่ทำให้ซูบซีดในอบายทั้ง ๔ เช่นกับอสรพิษ คือเหมือนอสรพิษ คืองูชื่อว่าทิฏฐวิสะ เพราะกระทำให้เป็นเถ้าธุลีโดยสักแต่ว่าเห็น ย่อมแผดเผานระที่ตนเห็นคือทำให้ลำบากฉะนั้น. 
         บทว่า สกึ ปีตํ หลาหลํ ความว่า ยาพิษอันร้ายแรงที่ดื่มเข้าไป ย่อมเข้าไปปิดกั้นชีวิต คือทำชีวิตให้พินาศไปคราวเดียว คือวาระเดียว แต่บุคคลผิดแล้ว คือทำความผิดในพระศาสนา ย่อมถูกเผา คือย่อมถูกแผดเผาในโกฏิกัป คือในกัปนับด้วยโกฏิ. 
         ครั้นแสดงผลวิบากของบุคคลผู้ไม่มีศรัทธาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ขนฺติยา ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า 
         พระพุทธเจ้าผู้ตรัสบอกการสำรอกเป็นต้นนั้น ย่อมยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก คือเป็นไปกับด้วยเทวดาทั้งหลาย ให้ข้ามคือก้าวพ้น ได้แก่ให้ดับด้วยขันติคือความอดทน ด้วยอวิหิงสาคือการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย และด้วยความมีเมตตาจิตคือมีจิตเมตตา เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันพวกท่านไม่ควรผิดพลาดคือไม่อาจผิดพลาด. 
         อธิบายว่า พึงปฏิบัติตามพระพุทธศาสนา. 
         อธิบายในคาถาต่อไปว่า ย่อมไม่ข้อง คือไม่คบ ไม่ติดในลาภและในการไม่มีลาภ. 
         พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่หวั่นไหว ในการนับถือคือในการกระทำความเอื้อเฟื้อ และในการดูหมิ่นคือการกระทำความไม่เอื้อเฟื้อ ย่อมเป็นเช่นกับแผ่นดิน เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ท่านทั้งหลายไม่ควรคิดร้าย คือไม่พึงมุ่งร้าย คือไม่อาจมุ่งร้าย. 
         เมื่อจะแสดงความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายพระองค์เป็นกลาง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เทวทตฺเต ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า พระมุนีคือพระพุทธมุนี เป็นผู้เสมอคือมีพระมนัสเสมอในสัตว์ทั้งปวงทั้งผู้ฆ่าและผู้ไม่ฆ่า. 
         บทว่า เอเตสํ ปฏิโฆ นตฺถิ เชื่อมความว่า ปฏิฆะคือความดุร้าย ได้แก่ความเป็นผู้มีจิตประกอบด้วยโทสะ ย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านี้ ราคะย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเหล่านี้. 
         อธิบายว่า แม้ราคะคือความกำหนัด ได้แก่การติดใจย่อมไม่มี คือย่อมไม่ได้แก่พระพุทธเจ้าเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงเป็นผู้เสมอ คือมีพระทัยเสมอต่อสัตว์ทั้งปวงคือต่อผู้ฆ่าและพระโอรส. 
         เมื่อจะแสดงอานุภาพเฉพาะของพระพุทธเจ้าทั้งหลายซ้ำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปนฺเถ ทิสฺวาน กาสาวํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า 
         ใครๆ เห็นผ้ากาสาวะ คือจีวรย้อมด้วยน้ำฝาดอันเปื้อนคูถ คือระคนด้วยคูถ อันเป็นธงชัยของพระฤาษี ได้แก่เป็นธงคือบริขารของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ที่เขาทิ้งไว้ในหนทาง จึงกระทำอัญชลี คือกระทำการประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ได้แก่กระพุ่มอัญชลีเหนือศีรษะแล้วพึงไหว้ด้วยเศียรเกล้า คือพึงไหว้ พึงนับถือ พึงบูชาธงของฤาษีคือธงของพระอรหัต ได้แก่จีวรอันแสดงความเป็นพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวก. 
         บทว่า อพฺภตีตา ความว่า พระพุทธเจ้าเหล่าใดอัสดงคตไปยิ่งแล้ว คือดับไปแล้ว พระพุทธเจ้าเหล่าใดกำลังเป็นไปอยู่ คือเกิดแล้วในบัดนี้ และพระพุทธเจ้าเหล่าใดยังไม่มีมา คือยังไม่เกิด ไม่เป็น ไม่บังเกิด คือยังไม่ปรากฏ. 
         บทว่า ธเชนาเนน สุชฺฌนฺติ ความว่า พระพุทธเจ้าเหล่านี้ย่อมหมดจดคือบริสุทธิ์ งดงามด้วยธงของฤาษี คือด้วยจีวรนี้. เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้จึงควรนอบน้อม นมัสการ กราบไหว้. 
         บาลีว่า เอตํ นมสฺสิยํ ดังนี้ก็มี. 
         บาลีนั้นมีใจความว่า พึงนมัสการธงของฤาษีนั้น. 
         เบื้องหน้าแต่นั้นไป เมื่อจะแสดงคุณของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สตฺถุกปฺปํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราทรงจำไว้ด้วยหทัยคือด้วยจิต ได้แก่เราพิจารณาด้วยการฟังและการทรงจำเป็นต้น ซึ่งพระวินัยอันถูก ต้อง คือพระวินัยอันดีงาม ได้แก่การฝึกไตรทวารด้วยอาการอันงาม เหมือนกับพระศาสดา คือเหมือนกับพระพุทธเจ้า. 
         อธิบายว่า เรานมัสการคือไหว้พระวินัย ได้แก่พระวินัยปิฎก จักกระทำความเอื้อเฟื้อในพระวินัยอยู่ คือสำเร็จการอยู่ทุกกาล ได้แก่ในกาลทั้งปวง. 
         บทว่า วินโย อาสโย มยฺหํ ความว่า พระวินัยปิฎกเป็นโอกาส คือเป็นเรือนของเรา ด้วยอำนาจการฟัง การทรงจำ การมนสิการ การเล่าเรียน การสอบถามและการประกาศ. 
         บทว่า วินโย ฐานจงฺกมํ ความว่า พระวินัยเป็นฐานที่ยืนและเป็นฐานที่จงกรม ด้วยการทำกิจมีการฟังเป็นต้นของเรา. 
         บทว่า กปฺเปมิ วินเย วาสํ ความว่า เราสำเร็จคือกระทำการอยู่ คือการนอนในพระวินัยปิฎก คือในแบบแผนแห่งพระวินัย ด้วยอำนาจการฟัง การทรงจำและการประกาศ. 
         บทว่า วินโย มม โคจโร ความว่า พระวินัยปิฎกเป็นโคจรคือเป็นอาหาร ได้แก่เป็นโภชนะของเราด้วยอำนาจการทรงจำและการมนสิการเป็นนิจ. 
         บทว่า วินเย ปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ถึงความยอดเยี่ยม คือที่สุดในวินัยปิฎกทั้งสิ้น. 
         บทว่า สมเถ จาปิ โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดคือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในการระงับ คือในการสงบระงับ และการออกจากกองอาบัติทั้ง ๗ มีปาราชิกเป็นต้น, 
         อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่เป็นผู้ฉลาดยิ่งคือเป็นผู้เฉลียวฉลาดในอธิกรณสมถะ 
         คือในอธิกรณ์ที่ท่านกล่าวว่า 
               ท่านรู้กันว่า อธิกรณ์มี ๔ คือวิวาทาธิกรณ์ อนุวาทาธิกรณ์ 
         อาปัตตาธิกรณ์ และกิจจาธิกรณ์. 
         และในอธิกรณสมถะ ๗ ที่กล่าวไว้อย่างนี้ว่า 
               สัมมุขาวินัย สติวินัย อมูฬหวินัย ปฏิญญาตกรณะ 
         เยภุยยสิกา ตัสสปาปิยสิกา และติณวัตถารกะ. 
         บทว่า อุปาลิ ตํ มหาวีร ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญผู้มีความเพียรใหญ่ยิ่ง คือผู้มีความเพียร เพื่อบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ในสี่อสงไขยแสนกัป พระอุบาลีภิกษุย่อมไหว้ คือย่อมกระทำความนอบน้อมที่พระบาท คือที่พระบาทยุคลของพระองค์ผู้เป็นศาสดา คือผู้พร่ำสอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         เชื่อมความว่า ข้าพระองค์นั้นบวชแล้วนมัสการอยู่ คือกระทำการนอบน้อมพระสัมพุทธเจ้าอยู่ และรู้ว่าพระธรรมคือโลกุตรธรรม ๙ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นทรงแสดงแล้ว เป็นธรรมดีคือว่าเป็นธรรมงาม จึงนมัสการพระธรรมอยู่ จักเที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากบุรีสู่บุรี คือจากนครสู่นคร. 
         บทว่า กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ ความว่า กิเลสทั้งหมดนับได้ ๑,๕๐๐ ซึ่งอยู่ในจิตตสันดานของข้าพระองค์ อันข้าพระองค์เผา คือทำให้ซูบซีด เหือดแห้ง พินาศไปแล้ว ด้วยอรหัตมรรคญาณที่แทงตลอดแล้ว. 
         บทว่า ภวา สพฺเพ สมูหตา ความว่า ภพทั้งหมด ๙ ภพมีกามภพเป็นต้น ข้าพระองค์ถอนแล้ว คือถอนหมดแล้ว ได้แก่ทำให้สิ้นแล้ว ขจัดแล้ว. 
         บทว่า สพฺพาสวา ปริกฺขีณา ความว่า อาสวะทั้งหมด ๔ อย่างคือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะและอวิชชาสวะ สิ้นไปรอบแล้ว คือถึงความสิ้นไปโดยรอบ. 
         อธิบายว่า บัดนี้ คือในกาลที่บรรลุพระอรหัตแล้วนี้ ภพใหม่คือภพ กล่าวคือการเกิดอีก ได้แก่การเป็น การเกิด ย่อมไม่มี. 
         เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยความโสมนัสอย่างยิ่ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สฺวาคตํ ดังนี้. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า การที่ข้าพระองค์มาในสำนักคือในที่ใกล้หรือในนครเดียวกันแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ คือแห่งพระพุทธเจ้าผู้สูงสุด เป็นการมาดีแล้ว คือเป็นการมาดี เป็นการมาอย่างงดงามโดยแท้ คือโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า ติสฺโส วิชฺชา ความว่า ข้าพระองค์บรรลุ คือถึงพร้อม ได้แก่ทำให้ประจักษ์วิชชา คือบุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณและอาสวักขยญาณ. 
         บทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ ความว่า คำสั่งสอนคือการพร่ำสอนอันพระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ข้าพระองค์กระทำแล้ว คือให้สำเร็จแล้ว ได้แก่ยังวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ มนสิการกรรมฐานแล้วให้สำเร็จด้วยการบรรลุอรหัตมรรคญาณ. 
         บทว่า ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส ความว่า ปัญญา ๔ ประการ มีอัตถปฏิสัมภิทาเป็นต้น ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คือทำให้ประจักษ์แล้ว. 
         บทว่า วิโมกฺขาปิ จ อฏฺฐิเม เชื่อมความว่า วิโมกข์คืออุบายเครื่องพ้นจากสงสาร ๘ ประการเหล่านี้ คือมรรคญาณ ๔ ผลญาณ ๔ ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว. 
         บทว่า ฉฬภิญฺญา สจฺฉิกตา ความว่า อภิญญา ๖ เหล่านี้ คือ 
               อิทธิวิธะ แสดงฤทธิ์ได้ ทิพพโสตะ หูทิพย์ เจโตปริยญาณ 
         กำหนดใจคนอื่นได้ ปุพเพนิวาสญาณ ระลึกชาติได้ ทิพพจักขุ 
         ตาทิพย์ และอาสวักขยญาณ ความรู้ในการทำอาสวะให้สิ้นไป. 
         ข้าพระองค์ทำให้แจ้งแล้ว คือทำให้ประจักษ์แล้ว, คำสอนของพระพุทธเจ้าชื่อว่าทำเสร็จแล้ว เพราะการทำให้แจ้งญาณเหล่านี้. 
         บทว่า อิตฺถํ ได้แก่ ด้วยประการดังกล่าวในหนหลังนี้. 
         ศัพท์ว่า สุทํ เป็นนิบาตใช้ในอรรถสักว่าทำบทให้เต็ม. 
         บทว่า อายสฺมา อุปาลิ เถโร ความว่า สาวกผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลอันมั่นคงเป็นต้นได้ภาษิต คือกล่าวคาถาเหล่านี้ อันแสดงอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อน.
จบพรรณนาอุบาลีเถราปทาน