มหาสตฺโต หิ ตทา มหติ อุฬารโภเค กุเล นิพฺพตฺติตฺวา
วุทฺธิมนฺวาย ทิสาปาโมกฺขสฺส อาจริยสฺส สนฺติเก ครุวาสํ
วสนฺโต สพฺพสิปฺปานํ นิปฺผตฺตึ ปตฺวา กุลฆรํ อาคนฺตฺวา
มาตาปิตูนํ อจฺจเยน ญาตเกหิ กุฏุมฺพํ สณฺฐเปหีติ ยาจิยมาโนปิ
อนิจฺจตามนสิการมุเขน สพฺพภาเวสุ อภิวฑฺฒมานสํเวโค กาเย
จ อสุภสญฺญํ ปฏิลภิตฺวา ฆราวาสปลิโพธาธิภูตํ กิเลสคหนํ
อโนคาเหตฺวาว จิรกาลสมฺปริจิตํ เนกฺขมฺมชฺฌาสยํ อุปพฺรูหยมาโน
มหนฺตํ โภคกฺขนฺธํ ปหาย ปพฺพชิตุกาโม หุตฺวา ปุน จินฺเตสิ
สจาหํ ปพฺพชิสฺสามิ คุณสมฺภาวนาปากโฏ (๓) ภวิสฺสามีติ ฯ
(๓) สี. คุณสมฺภาวนาสกฺกโต ฯ
วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ เป็นที่ทิ้งซากศพ กตเมน ตฺวํ ภุมฺมิ วิหาเรน นี้ เป็นคำไพเราะ. เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นเรื่องธรรมดา โลกนี้ล้วนมีสิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม , ไม่สู้ , ก็ต้องแพ้ ไป. ยังนับว่าโชคดีที่เดินได้เอง (ชาติหน้ามีจริง) " สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ “ แปลความว่า การให้ธรรมย่อมชนะ การให้ทั้งปวง 'อโรคยา ปรมาลาภา' เพราะการไม่มีโรค คือ ลาภอันประเสริฐ ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย การสั่งสมบาป เป็นทุกข์. | อิติปิโส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ _ ขอให้ทุกท่านมีความสุข ความเจริญ
Translate
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา ขุททกนิกาย.การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา ขุททกนิกาย.การบำเพ็ญเนกขัมมบารมี แสดงบทความทั้งหมด
27 ธันวาคม 2568
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๕. มหาโลมหังสจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
อรรถกถามหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
พึงทราบวินิจฉัยในมหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ เรานอนอยู่ในป่าช้านี้ มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์บังเกิดในตระกูลมีโภคะยิ่งใหญ่ อาศัยความเจริญอยู่กับครูในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ สำเร็จศิลปะทุกแขนง มายังเรือนของตระกูล.
เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว แม้พวกญาติขอร้องให้ครอบครองทรัพย์สมบัติ เป็นผู้เกิดความสังเวชในภาวะทั้งปวงด้วยมนสิการถึงความเป็นของไม่เที่ยง ได้อสุภสัญญาในกาย ไม่ยึดถือกิเลสอันทำให้มีความกังวลในการครองเรือน เพิ่มพูนอัธยาศัยในเนกขัมมะที่สะสมมาช้านาน ประสงค์ละกองโภคะใหญ่ออกบวช จึงคิดต่อไปว่า หากเราบวชจักเป็นผู้ไม่ปรากฏด้วยการยกย่องทางคุณธรรม.
พระมหาสัตว์รังเกียจลาภและสักการะ ไม่เข้าไปบวชตรึกถึงตนว่า เราเพียงพอเพื่อไม่เป็นผู้ผิดปกติในลาภและเสื่อมลาภเป็นต้น จึงคิดว่าเราบำเพ็ญปฏิปทามีความอดทนคำเย้ยหยันของผู้อื่นเป็นต้นอย่างวิเศษ จักยังอุเบกขาบารมีให้ถึงที่สุดได้ จึงออกจากเรือนด้วยผ้าผืนที่นุ่งอยู่นั่นแหละ.
เป็นผู้ประพฤติขัดเขลากิเลสอย่างยิ่ง หมดกำลังก็ทำเป็นมีกำลัง ไม่โง่ก็ทำเป็นโง่ ถูกคนอื่นเยาะเย้ย เย้ยหยันด้วยรูปร่างอันไร้จิตใจ เที่ยวไปในหมู่บ้าน นิคมและราชธานีโดยอยู่เพียงคืนเดียวเท่านั้น.
ในที่ใดได้รับการเย้ยหยันมาก ก็อยู่ในที่นั้นนาน.
เมื่อผ้าที่นุ่งเก่า แม้ผ้านั้นจะเก่าจนเป็นผ้าขี้ริ้วก็ไม่รับผ้าที่ใครๆ ให้ เที่ยวไปเพียงปกปิดอวัยวะยังหิริให้กำเริบเท่านั้น.
เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ เขาได้ไปถึงบ้านและนิคมแห่งหนึ่ง.
ณ ที่นั้น เด็กชาวบ้านนิสัยนักเลงชอบตีรันฟันแทง บางคนก็เป็นบุตรหลานและทาสเป็นต้น ของพวกราชวัลลภ หยิ่ง ทะลึ่ง ล่อกแล่ก ปากจัด พูดจาสามหาว เที่ยวเล่นตลอดเวลาเสียแหละมาก.
เด็กชาวบ้านเหล่านั้นเห็นชายและหญิงที่เป็นคนแก่เข็ญใจก็เอาฝุ่นละอองโปรยไปบนหลัง ห้อยใบลำเจียกไว้ในระหว่างรักแร้ แสดงการเล่นด้วยท่าทางอันไม่เหมาะสมน่าตำหนิ ก็หัวเราะใส่คนที่กำลังดู.
พระมหาบุรุษเห็นพวกเด็กนักเลงเหล่านั้นเที่ยวไปในนิคมนั้น จึงคิดว่า บัดนี้ เราได้อุบายเครื่องบำเพ็ญอุเบกขาบารมี แล้วจึงอยู่ ณ ที่นั้น.
พวกเด็กนักเลงเห็นพระมหาบุรุษนั้น จึงเริ่มที่จะทำความไม่เหมาะสม.
พระมหาสัตว์ลุกขึ้นเดินไปทำคล้ายกับทนไม่ได้ และทำคล้ายกลัวเด็กพวกนั้น. พวกเด็กเหล่านั้นก็ตามพระโพธิสัตว์ไป. พระโพธิสัตว์เมื่อถูกพวกเด็กตามไป จึงไปป่าช้าด้วยเห็นว่าที่ป่าช้านี้คงไม่มีใครขัดคอ เอาโครงกระดูกทำเป็นหมอนหนุนแล้วนอน. พวกเด็กนักเลงก็พากันไปที่ป่าช้านั้น ทำความไม่เหมาะสมหลายๆ อย่างมีการถ่มน้ำลายเป็นต้น แล้วก็กลับไป. พวกเด็กนักเลงทำอย่างนี้ทุกๆ วัน.
พวกที่เป็นวิญญูชนเห็นเด็กๆ ทำอย่างนั้น ก็ห้าม รู้ว่าท่านผู้นี้มีอานุภาพมาก มีตบะเป็นมหาโยคี จึงพากันกระทำสักการสัมมานะอย่างมากมาย.
ฝ่ายพระมหาสัตว์เป็นเช่นเดียว คือเป็นกลางในทุกอย่าง.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ ฯลฯ ทยา โกโป น วิชฺชติ
คำแปลปรากฏแล้วในบาลีแปลข้างต้น
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสาเน เสยฺยํ กปฺเปมิ, ฉวฏฺฐิกํ อุปนิธาย เรานอนอยู่ในป่าช้า เอาซากศพอันมีแต่โครงกระดูกทำเป็นหมอนหนุน.
ความว่า เรานอนอยู่ในป่าช้านั้น เพราะเรามีจิตเสมอกันในสิ่งที่สะอาดและไม่สะอาด จึงเอาบรรดากระดูกที่กระจัดกระจายอยู่ในที่นั้น จากซากที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าผีดิบมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น กระดูกชิ้นหนึ่งเป็นหมอนหนุน.
บทว่า คามมณฺฑลา คือ เด็กชาวบ้าน.
บทว่า รูปํ ทสฺเสนฺตินปฺปกํ ความว่า เด็กชาวบ้านเหล่านั้นกระทำความไม่เหมาะสม ความหยาบช้าหลายอย่างด้วยการถ่มน้ำลายหัวเราะเยาะและถ่ายปัสสาวะเป็นต้น และด้วยการแยงเส้นหญ้าเป็นต้นเข้าไปในช่องหู เพราะเล่นได้ตามความพอใจ.
บทว่า อปเร คือ บรรดาเด็กชาวบ้านเหล่านั้นบางพวก.
บทว่า อุปายนานิ อุปเนนฺติ ความว่า เด็กชาวบ้านพวกนั้นสังเกตดูว่า ท่านผู้นี้ เมื่อเด็กเหล่านี้ทำความไม่เหมาะสม เห็นปานนี้ด้วยการเยาะเย้ยยังไม่แสดงความผิดปกติไรๆ เลย จึงพากันนำของหอม ดอกไม้ อาหารหลายอย่างและเครื่องบรรณาการอย่างอื่นมาให้.
หรือว่า มนุษย์ผู้เป็นวิญญูชนเหล่าอื่น นอกจากเด็กชาวบ้านไร้มารยาทเหล่านั้น ร่าเริงว่า ท่านผู้นี้เมื่อเด็กเหล่านี้ทำความไม่เหมาะสมหลายอย่างอย่างนี้ก็ไม่โกรธ กลับเข้าไปตั้งขันติ เมตตาและความเอ็นดูในเด็กเหล่านั้นอีก. โอ อัจฉริยบุรุษ. มีใจสังเวชว่า เด็กพวกนี้ปฏิบัติผิดในท่านผู้นี้เป็นผู้ขวนขวายบาปเป็นอันมาก จึงนำของหอม ดอกไม้เป็นอันมาก อาหารหลายอย่างและเครื่องสักการะอื่นเข้ามาให้.
บทว่า เย เม ทุกฺขํ อุปหรนฺติ ความว่า เด็กชาวบ้านพวกใดนำทุกข์ในร่างกายมาให้เรา.
ปาฐะว่า อุปทหนฺติ ดังนี้บ้าง แปลว่า ให้เกิด.
บทว่า เย จ เทนฺติ สุขํ มม ความว่า มนุษย์ที่เป็นวิญญูชนพวกใดให้ความสุขแก่เรา นำความสุขมาให้เราด้วยเครื่องบำรุงความสุขมีดอกไม้ของหอมและอาหารเป็นต้น.
บทว่า สพฺเพสํ สมโก โหมิ ความว่า เราเป็นผู้มีจิตเสมอ คือเป็นเช่นเดียวกันแก่ชนเหล่านั้น เพราะเรามีจิตเสมอโดยไม่เกิดความผิดปกติในที่ไหนๆ.
บทว่า ทยา โกโป น วิชฺชติ ความว่า เพราะความเอ็นดู กล่าวคือความมีจิตเมตตาในผู้ทำอุปการะไม่มีแก่เรา. แม้ความโกรธ กล่าวคือความประทุษร้ายทางใจในผู้ไม่ทำอุปการะก็ไม่มี ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้มีใจเสมอแก่ชนทั้งปวง. ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ในกาลนั้น เพื่อทรงแสดงถึงความไม่มีผิดปกติ และความไม่ติดอยู่ในโลกธรรมทั้งหลาย เพราะพระองค์ทรงสะสมญาณสัมภารไว้ จึงมีพระทัยเสมอในสัตว์ทั้งหลายทั้งที่มีอุปการะและไม่มีอุปการะ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :-
เราเป็นผู้วางเฉยในสุขและทุกข์ ในยศและ
ความเสื่อมยศ เป็นผู้มีใจเสมอในสิ่งทั้งปวง นี้เป็น
อุเบกขาบารมีของเรา.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สุขทุกฺเข คือ ในสุขและในทุกข์.
บทว่า ตุลาภูโต ได้แก่ เป็นผู้วางตนเป็นกลาง เว้นการยินดียินร้าย คือไม่ยินดียินร้าย ดุจตาชั่งที่จับไว้เสมอกัน.
อนึ่ง ด้วยศัพท์ว่า สุขทุกฺข ในบทว่า สุขทุกฺเข นี้ พึงทราบว่า หมายถึงแม้ลาภและความเสื่อมลาภด้วย เพราะสุขทุกข์นั้นเป็นนิมิต.
บทว่า ยเสสุ คือ เกียรติยศ. บทว่า อยเสสุ คือ นินทา.
บทว่า สพฺพตฺถ คือ ในโลกธรรมทั้งหมดมีสุขเป็นต้น.
ด้วยประการฉะนี้ ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแสดงความที่พระองค์เป็นกลางในสรรพสัตว์ และในโลกธรรมทั้งปวง ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น แล้วเมื่อจะทรงประกาศความที่พระองค์ถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี ในอัตภาพนั้นด้วยบทนั้น จึงทรงจบเทศนาลงด้วยบทว่า เอสา เม อุเปกฺขาปารมี ดังนี้.
แม้ในจริยานี้ พระมหาสัตว์ย่อมได้บารมี ๑๐ ครบโดยเฉพาะทานบารมีก่อน.
การบริจาคสมบัติทั้งปวงและการบริจาคอัตภาพของตนโดยไม่คำนึงว่าใครๆ ถือเอาสรีระนี้ แล้วจงทำอย่างใดอย่างหนึ่งที่ตนปรารถนา เป็นทานบารมี.
การไม่ทำสิ่งไม่ควรทำทั้งปวงมีความเลวเป็นต้น เป็นศีลบารมี.
การเพิ่มพูนอสุภสัญญาในกายของพระโพธิสัตว์ผู้หันหลังให้ความยินดีในกาม ออกจากเรือน เป็นเนกขัมมบารมี.
ความเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สัมโพธิสมภาร และในการละธรรมอันเป็นปฏิปักษ์ต่ออุปการะธรรมนั้น และการคิดถึงสภาวธรรมจากธรรมอันไม่วิปริต เป็นปัญญาบารมี.
การบรรเทากามวิตกเป็นต้น และการพยายามอดกลั้นความทุกข์ เป็นวีริยบารมี.
ความอดทนด้วยความอดกลั้น เป็นขันติบารมี.
จริงวาจา และจริงด้วยการเว้นโดยไม่ผิดสมาทาน เป็นสัจบารมี.
การตั้งใจสมาทานไม่หวั่นไหวในธรรมอันไม่มีโทษ เป็นอธิษฐานบารมี.
ความเป็นผู้มีเมตตา และความเอ็นดูในสรรพสัตว์โดยไม่เจาะจง เป็นเมตตาบารมี.
ส่วนอุเบกขาบารมีของพระโพธิสัตว์นั้นพึงทราบตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.
อนึ่ง ในจริยานี้ ท่านทำอุเบกขาบารมีให้เป็นบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง จึงยกอุเบกขาบารมีนั้นขึ้นสู่เทศนา.
อนึ่ง ในจริยานี้ พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์มีอาทิอย่างนี้ คือ
การละกองโภคสมบัติใหญ่และวงศ์ญาติใหญ่ แล้วออกจากเรือนเช่นกับการออกบวช.
การไม่ถือเพศบรรพชิตของพระมหาสัตว์ผู้ออกไปอย่างนั้นแล้ว รังเกียจลาภและสักการะประสงค์จะรักษาความนับถือของผู้อื่น แล้วอธิษฐานคุณของบรรพชาไม่ให้มีเหลือด้วยจิตเท่านั้น แล้วอยู่เป็นสุขอย่างยิ่ง.
ความเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง. ความยินดีในความสงัด การไม่คำนึงถึงกายและชีวิตของตนด้วยประสงค์จะวางเฉย.
การประพฤติขัดเกลากิเลสถึงขั้นอุกฤษฏ์ อดกลั้นความน่าเกลียดที่ผู้อื่นทำเบื้องบนของตน.
การยังตนให้ตั้งมั่นด้วยความที่กิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อโพธิสมภารมีน้อย ด้วยความเป็นกลางในที่ทั้งปวง อันเป็นเหตุแห่งความไม่ผิดปกติในผู้มีอุปการะและไม่มีอุปการะของคนอื่น ดุจพระขีณาสพฉะนั้น แล้วไม่ติดด้วยโลกธรรมทั้งหลาย.
การถึงยอดแห่งอุเบกขาบารมี อันเป็นพุทธบารมีของบารมีทั้งปวง.
จบอรรถกถามหาโลมหังสจริยาที่ ๑๕
จบอุเบกขาบารมี
จบยุธัญชยวรรคที่ ๓
รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ยุธัญชยจริยา
๒. โสมนัสสจริยา
๓. อโยฆรจริยา
๔. ภิงสจริยา
๕. โสณนันทปัณฑิตจริยา
๖. มูคผักขจริยา
๗. กปิลราชจริยา
๘. สัจจสวหยปัณฑิตจริยา
๙. วัฏฏกโปตกจริยา
๑๐. มัจฉราชจริยา
๑๑. กัณหทีปายนจริยา
๑๒. สุตโสมจริยา
๑๓. สุวรรณสามจริยา
๑๔. เอกราชจริยา
๑๕. มหาโลมหังสจริยา เป็นอุเบกขาบารมีดังนี้.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่
ตรัสแล้ว เราได้เสวยทุกข์และสมบัติมากมายหลาย
อย่าง ในภพน้อยภพใหญ่ ตามนัยที่กล่าวแล้วอย่าง
นี้ แล้วจึงได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณอันสูงสุด เรา
ได้ให้ทานอันควรให้ บำเพ็ญศีล โดยหาเศษมิได้
ถึงเนกขัมมบารมีแล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
อันสูงสุด.
เราสอบถามบัณฑิตทั้งหลาย ทำความเพียร
อย่างอุกฤษฏ์ อย่างถึงขันติบารมี แล้วจึงบรรลุสัมมา
สัมโพธิญาณอันสูงสุด.
เรากระทำอธิษฐานอย่างมั่น ตามรักษาสัจ-
วาจา ถึงเมตตาบารมีแล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิ
ญาณอันสูงสุด.
เราเป็นผู้มีจิตเสมอในลาภและความเสื่อม
ลาภ ในยศและความเสื่อมยศ ในความนับถือและ
การดูหมิ่นทั้งปวงแล้ว จึงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ
อันสูงสุด.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านโดย
ความเป็นภัย และเห็นการปรารภความเพียรโดย
เป็นทางเกษม แล้วจงปรารภความเพียรเถิด นี้เป็น
คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความวิวาทโดยความ
เป็นภัย และเห็นความไม่วิวาทโดยเป็นทางเกษม
แล้วจงกล่าววาจาอ่อนหวานอันสมัครสมานกันเถิด
นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาทโดย
ความเป็นภัย และเห็นความไม่ประมาทโดยเป็น
ทางเกษม แล้วจงเจริญมรรคอันประกอบด้วยองค์
๘ ประการเถิด นี้เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย.
ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงยกย่องบุรพจรรยาของพระองค์ จึงได้ตรัสธรรมบรรยายชื่อพุทธาปทานีย์ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบจริยาปิฎก
มาโนช ทองแย้ม
ดีโอ Eşek Arısının Süper Ruhu
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
ธันวาคม 27, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๔. เอกราชจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
อรรถกถาเอกราชจริยาที่ ๑๔
พึงทราบวินิจฉัยในเอกราชจริยาที่ ๑๔ ดังต่อไปนี้.
บทว่า เอกราชาติ วิสฺสุโต คือปรากฏในพื้นชมพูทวีปโดยพระนามที่กำหนดไว้นี้ว่าเอกราช.
ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงอุบัติเป็นโอรสพระเจ้ากรุงพาราณสี.
ครั้นทรงเจริญวัยถึงความสำเร็จศิลปะทุกแขนง.
ครั้นพระบิดาสวรรคต จึงครองราชสมบัติมีพระนามประกาศว่าเอกราช เพราะทรงบำเพ็ญบารมี ด้วยการประกอบคุณวิเศษอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่นมีศีลอาจาระ ศรัทธาและสุตะอันเป็นกุศลเป็นต้น และด้วยความเป็นหัวหน้าเพราะไม่มีใครเป็นที่สองในพื้นชมพูทวีป.
บทว่า ปรมํ สีลํ อธิฏฺฐาย คือ อธิษฐานศีลอันได้แก่กุศลกรรมบถ ๑๐ อันบริสุทธิ์สูงสุด กล่าวคือสำรวมทางกาย ทางวาจาบริสุทธิ์ด้วยดี และประพฤติชอบทางใจบริสุทธิ์ด้วยดี ด้วยการสมาทานและด้วยการไม่ก้าวล่วง.
บทว่า ปสาสามิ มหามหึ ความว่า ปกครองแผ่นดินใหญ่ คือครองราชสมบัติในแคว้นกาสีประมาณ ๓๐๐ โยชน์.
บทว่า ทสกุสลกมฺมปเถ คือ สมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการมีการเว้นจากการฆ่าสัตว์จนถึงเห็นชอบ หรือประพฤติกุศลกรรมเหล่านั้นไม่มีส่วนเหลือ.
บทว่า จตูหิ สงฺคหวตฺถูหิ ความว่า ในกาลเมื่อเราปรากฏชื่อว่าเอกราช สงเคราะห์มหาชนด้วยธรรมเป็นเหตุสงเคราะห์ คือสังคหวัตถุ ๔ เหล่านี้ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อรรถจริยา สมานัตตตา.
บทว่า เอวํ คือ เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาทด้วยอาการนี้ตามที่กล่าวแล้ว คือการยังศีลคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์ การสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔.
บทว่า อิธ โลเก ปรตฺถ จ ความว่า เมื่อเราเป็นผู้ไม่ประมาท คือมีสติในประโยชน์ปัจจุบันและโลกหน้า.
บทว่า ทพฺพเสโน ได้แก่ พระเจ้าโกศลพระนามว่าทัพพเสนะ.
บทว่า อุปคนฺตฺวา ความว่า พระเจ้าโกศลเข้าไปชิงราชสมบัติของเราด้วยการยกกองทัพ ๔ เหล่ามาครอบครอง.
บทว่า อจฺฉินฺทนฺโต ปุรํ มม คือ ยึดกรุงพาราณสีของเราด้วยกำลัง.
ในบทนั้นมีเรื่องราวตามลำดับดังต่อไปนี้.
ได้ยินว่า ครั้งนั้นพระมหาสัตว์ทรงให้สร้างโรงทาน ๖ แห่งคือที่พระทวาร ๔ ด้านของพระนคร ท่ามกลางพระนคร ๑ ที่ประตูพระนิเวศน์ ๑ ทรงให้ทานแก่คนยากจนและคนเดินทางเป็นต้น ทรงรักษาศีล ทรงรักษาอุโบสถ ทรงถึงพร้อมด้วยขันติ เมตตาและความเอ็นดู ทรงยินดีสรรพสัตว์ดุจมารดาบิดายินดีบุตรที่นั่งบนตัก ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.
อำมาตย์ของพระองค์คนหนึ่ง คิดขบถภายในพระนครปรากฏขึ้นในภายหลัง.
พวกอำมาตย์พากันกราบทูลแด่พระราชา.
พระราชาทรงคอยสังเกตทรงรู้ชัดด้วยพระองค์ จึงตรัสให้เรียกอำมาตย์นั้นมารับสั่งว่า อ้ายคนอันธพาล เจ้าทำกรรมไม่สมควร เจ้าไม่ควรอยู่ในแว่นแคว้นของเรา จงถือเอาทรัพย์และพาลูกเมียไปอยู่ที่อื่น แล้วทรงขับไล่ออกจากแว่นแคว้น.
อำมาตย์นั้นไปโกศลชนบท เข้ารับราชการกะพระเจ้าโกศลพระนามว่าทัพพเสนะ ได้ทำความคุ้นเคยกับพระราชานั้นโดยลำดับ.
วันหนึ่งทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์กรุงพาราณสีเช่นกับรังผึ้งไม่มีตัวผึ้ง พระราชาก็อ่อนแอ พระองค์สามารถยึดราชสมบัตินั้นได้โดยง่ายทีเดียว.
พระราชาทัพพเสนะไม่ทรงเชื่อคำของอำมาตย์นั้น เพราะพระเจ้ากรุงพาราณสีทรงอานุภาพมาก จึงทรงส่งพวกมนุษย์ให้ไปทำการปล้นมีการฆ่าชาวบ้านเป็นต้นในแคว้นกาสี ทรงสดับว่า พระโพธิสัตว์ทรงให้ทรัพย์แก่โจรเหล่านั้นแล้วทรงปล่อย.
ครั้นทรงทราบว่าพระราชาเป็นผู้ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า เราจักยึดราชสมบัติในกรุงพาราณสี จึงยกกองทัพเสด็จออกไป.
ลำดับนั้น ทหารของพระเจ้ากรุงพาราณสีได้ข่าวว่า พระเจ้าโกศลยกกองทัพมา จึงกราบทูลแด่พระราชาของตนว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะจับโบยพระราชานั้นตอนยังไม่ล่วงล้ำรัฐสีมาของเรา.
พระโพธิสัตว์ทรงห้ามว่า ท่านทั้งหลาย การทำคนอื่นให้ลำบากเพราะอาศัยเราไม่มี. ผู้ต้องการราชสมบัติจงยึดราชสมบัติเถิด พวกท่านอย่าไปเลย.
พระเจ้าโกศลเสด็จเข้าไปถึงท่ามกลางชนบท.
พวกทหารทูลแด่พระราชาเหมือนอย่างนั้นอีก. พระราชาทรงห้ามโดยนัยก่อน. พระเจ้าทัพพเสนะประทับยืนอยู่นอกพระนคร ทรงส่งสาส์นถึงพระเจ้าเอกราชว่า จะมอบราชสมบัติให้หรือจะรบ.
พระเจ้าเอกราชทรงส่งสาส์นตอบไปว่า เราไม่ต้องการรบ จงเอาราชสมบัติไปเถิด.
พวกทหารทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ พวกข้าพระองค์จะไม่ให้พระเจ้าโกศลเข้าพระนครได้ จะช่วยกันโบยพระเจ้าโกศลนั้นนอกพระนครแล้วจับมาถวาย พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงห้ามเหมือนก่อน ทรงรับสั่งไม่ให้ปิดประตูพระนคร ประทับนั่งท่ามกลางบัลลังก์บนพื้นใหญ่.
พระเจ้าทัพพเสนะเสด็จเข้าพระนครด้วยกองทัพใหญ่ ไม่ทรงเห็นข้าศึกต่อต้านแม้แต่คนเดียว เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ยึดราชสมบัติทั้งหมดให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ เสด็จขึ้นสู่พื้นใหญ่รับสั่งให้จับพระโพธิสัตว์ผู้ไม่มีความผิดฝังในหลุม.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พระเจ้าทัพพเสนะยกกองทัพมาชิงเอา
พระนครเราได้ ทรงทำข้าราชการ ชาวนิคม
พร้อมด้วยทหาร ชาวชนบท ให้อยู่ในเงื้อม
พระหัตถ์ทั้งหมดแล้ว ตรัสสั่งให้ฝังเราเสีย
ในหลุม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ราชูปชีเว ได้อำมาตย์ราชบริษัทพราหมณ์คหบดีเป็นต้น อาศัยพระราชาเลี้ยงชีพ.
บทว่า นิคเม คือ นิคม.
บทว่า สพลฏฺเฐ ชื่อว่าพลฏฺฐา เพราะตั้งกองพลเนื่องด้วยเหล่าทหาร มีเหล่าช้างเป็นต้น พร้อมด้วยทหาร.
บทว่า สรฏฺฐเก คือ ชาวชนบท.
อธิบายว่า พระเจ้าทัพพเสนะทรงทำข้าราชการชาวนิคมและอื่นๆ ให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ทั้งหมดแล้ว.
บทว่า กาสุยา นิขณี มมํ ความว่า พระเจ้าทัพพเสนะยึดราชสมบัติของเรา พร้อมด้วยพลพาหนะจนหมดสิ้นแล้ว ยังรับสั่งให้ฝังเราในหลุมแค่คอ.
แม้ในชาดกก็กล่าวว่า ฝังในหลุมมีความว่า :-
พระเจ้าเอกราชเมื่อก่อนทรงเสวยกามคุณยอดเยี่ยม
บริบูรณ์ประทับอยู่ บัดนี้พระองค์ถูกฝังในหลุมนรก
มิได้ทรงสละวรรณะและพละเดิม.
แต่ในอรรถกถาชาดกกล่าวไว้ว่า พระเจ้าทัพพเสนะรับสั่งให้ใส่สาแหรกแขวนเอาพระเศียรลงข้างล่างที่ธรณีประตูทางทิศเหนือ.
พระมหาสัตว์ทรงเจริญเมตตาปรารภพระราชาโจรแล้ว ทรงกระทำกสิณบริกรรมยังฌานและอภิญญาให้เกิด ทรงผุดขึ้นจากทรายประทับนั่งขัดสมาธิบนอากาศ.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราเห็นพระเจ้าทัพพเสนะกับหมู่อำมาตย์
ชิงเอาราชสมบัติอันมั่งคั่งภายในพระนครของ
เราเหมือนบุตรสุดที่รัก.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อมจฺจมณฺฑลํ คือ ผู้ที่ปฏิบัติร่วมกับพระราชาในราชกิจนั้นๆ ชื่อว่าอำมาตย์ หรือพร้อมกับหมู่อำมาตย์เหล่านั้น.
บทว่า ผีตํ คือ ราชสมบัติอันมั่งคั่งด้วยพลพาหนะ ด้วยชาวพระนครและชาวชนบทเป็นต้น.
อธิบายว่า เราเห็นพระราชาผู้เป็นศัตรูชิงเอาราชสมบัติอันมั่งคั่งด้วยนางกำนัล ทาสหญิง ทาสชายและบริวาร และด้วยของใช้มีผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น ภายในพระนครของเราเหมือนบุตรสุดที่รักของตนด้วยเมตตาใด ผู้เสมอด้วยเมตตานั้นของเราไม่มีในสกลโลก เพราะฉะนั้น ที่เป็นอย่างนี้นี่เป็นเมตตาบารมีของเรา ถึงความเป็นปรมัตถบารมี.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทรงแผ่เมตตาปรารภพระราชาโจรนั้น ประทับนั่งขัดสมาธิบนอากาศ พระเจ้าทัพพเสนะจึงเกิดความเร่าร้อนในพระวรกาย. พระองค์ทรงส่งเสียงร้องว่า เราถูกไฟไหม้ เราถูกไฟไหม้ ทรงกลิ้งเกลือกไปมาบนแผ่นดิน. ตรัสว่านี่อะไรกัน.
พวกราชบุรุษทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์รับสั่งให้ฝังพระราชาผู้ทรงธรรม ผู้ไม่มีความผิดไว้ในหลุม.
ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่านรีบไปเอาพระราชานั้นขึ้นเถิด.
พวกราชบุรุษไปเห็นพระราชานั้นประทับนั่งขัดสมาธิบนอากาศ จึงกลับมาทูลแด่พระเจ้าทัพพเสนะ.
พระเจ้าทัพพเสนะรีบเสด็จไปถวายบังคมขอขมาแล้วตรัสว่า ขอพระองค์จงครองราชสมบัติของพระองค์เถิด ข้าพระองค์จักป้องกันพวกโจรแด่พระองค์ แล้วรับสั่งให้ลงอาญาแก่อำมาตย์ชั่ว เสด็จกลับพระนคร.
แม้พระโพธิสัตว์ก็ทรงมอบราชสมบัติให้แก่พวกอำมาตย์ แล้วทรงบวชเป็นฤๅษี ยังมหาชนให้ตั้งอยู่ในคุณมีศีลเป็นต้น ครั้นสิ้นอายุแล้วก็ไปสู่พรหมโลก.
พระเจ้าทัพพเสนะในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้.
พระเจ้าเอกราชคือพระโลกนาถ.
พึงทราบทานบารมีด้วยการสละทรัพย์ ๖๐๐,๐๐๐ ณ โรงทาน ๖ แห่งทุกๆ วันของพระโพธิสัตว์นั้น และด้วยการทรงบริจาคราชสมบัติทั้งสิ้นแก่พระราชาข้าศึก.
ศีลบารมี ด้วยการรักษาศีลและอุโบสถเป็นนิจ และด้วยการสำรวมศีลไม่เหลือเศษของนักบวช.
เนกขัมมบารมี ด้วยการออกบวชและด้วยการบรรลุฌาน.
ปัญญาบารมี ด้วยการไตร่ตรองถึงประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลาย และด้วยการจัดแจงทานและศีลเป็นต้น.
วิริยบารมี ด้วยการขมักเขม้นสะสมบุญมีทานเป็นต้น และด้วยการบรรเทากามวิตกเป็นต้น.
ขันติบารมี ด้วยการอดกลั้นความผิดของอำมาตย์โหดและของพระเจ้าทัพพเสนะ.
สัจจบารมี ด้วยการไม่ผิดพลาดด้วยการให้เป็นต้นตามปฏิญญา.
อธิษฐานบารมี ด้วยการอธิษฐานการสมาทานไม่หวั่นไหวต่อการให้เป็นต้น.
เมตตาบารมี ด้วยการทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ข้าศึกโดยส่วนเดียว และด้วยการยังเมตตาฌานให้เกิด.
และอุเบกขาบารมี เพราะมีพระทัยเสมอในความผิดที่อำมาตย์โหดและพระเจ้าทัพพเสนะกระทำในอุปการะที่พวกแสวงหาประโยชน์มีอำมาตย์เป็นต้น ของพระองค์ให้เกิดขึ้น ทรงวางเฉยในคราวที่ถึงความสุขในราชสมบัติ ในคราวที่ถูกพระราชาข้าศึกฝังในหลุม.
สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เป็นจอมชน ท่านจงบรรเทาความสุข
ด้วยความทุกข์ หรือจงอดกลั้นความทุกข์ด้วยความสุข.
สัตบุรุษทั้งหลายย่อมวางเฉย ในสุขและทุกข์ทั้งสองอย่าง
เพราะเกิดขึ้นแล้ว.
ก็เพราะในจริยานี้ เมตตาบารมีเป็นบารมียอดเยี่ยมอย่างยิ่ง ฉะนั้น เพื่อแสดงความนั้น ท่านจึงยกเมตตาบารมีนั้นเท่านั้นขึ้นสู่บาลี.
อนึ่ง ในจริยานี้พึงเจาะจงกล่าวถึงคุณวิเศษมีความเป็นผู้อนุเคราะห์เสมอกันเป็นต้นในสรรพสัตว์ของพระมหาสัตว์ ดุจบุตรเกิดในอกฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาเอกราชจริยาที่ ๑๔
มาโนช ทองแย้ม
ดีโอ Eşek Arısının Süper Ruhu
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
ธันวาคม 27, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๓. สุวรรณสามจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
อรรถกถาสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
พึงทราบวินิจฉัยในสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สาโม ยทา วเน อาสึ คือในครั้งเมื่อเราเป็นดาบสกุมาร ชื่อสามะ อยู่ในป่าใหญ่ใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่ามิคสัมมตา ณ หิมวันตประเทศ.
บทว่า สกฺเกน อภินิมฺมิโต ความว่า อันท้าวสักกะเชื้อเชิญให้มาเกิด เพราะสมบัติสืบทอดมาเกิดแก่ท้าวสักกะจอมเทพ.
ในสุวรรณสามจริยานั้น มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้.
ในครั้งอดีตได้มีบ้านพรานบ้านหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำไม่ไกลจากกรุงพาราณสี. ณ บ้านนั้นมีบุตรของพรานหัวหน้า ชื่อว่าทุกูละ. แม้ใกล้ฝั่งแม่น้ำนั้นก็ได้มีบ้านพรานอีกบ้านหนึ่ง. ณ บ้านนั้นมีลูกสาวของพรานหัวหน้า ชื่อว่าปาริกา. ทั้งสองนั้นเป็นสัตว์บริสุทธิ์มาจากพรหมโลก.
เมื่อทั้งสองเจริญวัยทั้งๆ ที่ไม่ปรารถนา แต่มารดาบิดาก็จัดการสมรสให้จนได้. ทั้งสองก็มิได้ก้าวลงสู่สมุทรคือกิเลส คือไม่ร่วมประเวณี อยู่ร่วมกันดุจพวกพรหมฉะนั้น. ทั้งไม่ทำกรรมของพรานด้วย.
ครั้งนั้น มารดาบิดากล่าวกะทุกูละว่า ลูกรักลูกไม่ทำกรรมของพราน ลูกไม่ปรารถนาอยู่ครองเรือน ลูกจะทำอะไร?
ทุกูละกล่าวว่า เมื่อพ่อแม่อนุญาต ลูกจะขอบวช. มารดาบิดากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ลูกจงบวชเถิด. ชนทั้งสองจึงเข้าป่าหิมวันตประเทศ ไปถึงที่ที่แม่น้ำมิคสัมมตาไหลลงจากหิมวันตประเทศถึงแม่น้ำคงคา เลยแม่น้ำคงคามุ่งหน้าไปแม่น้ำมิคสัมมตา จึงพากันขึ้น.
ในกาลนั้น ภพของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน ท้าวสักกะทรงทราบเหตุนั้น จึงมีเทวบัญชาให้วิษณุกรรมไปสร้างอาศรม ณ ที่นั้น. ทั้งสองไปถึงอาศรมนั้น แล้วบวชอาศัยอยู่เจริญเมตตาเป็นกามาวจร ณ อาศรมที่ท้าวสักกะทรงประทาน แม้ท้าวสักกะก็เสด็จมาบำรุงสองสามีภริยานั้น.
วันหนึ่ง ท้าวสักกะทรงทราบว่า จักษุของสามีภริยาจักเสื่อม จึงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ จักษุของท่านทั้งสองจะได้รับอันตราย ควรได้บุตรไว้ดูแล ข้าพเจ้าทราบว่าท่านทั้งสองมีใจบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ในขณะที่นางปาริพาชิกามีระดู พระคุณท่านเอามือลูบคลำท้องน้อย ด้วยอาการอย่างนี้บุตรของท่านจักเกิด บุตรนั้นจักบำรุงท่านทั้งสอง ดังนี้แล้วเสด็จกลับ.
ทุกูลบัณฑิตบอกเหตุนั้นแก่นางปาริกา ในขณะที่นางปาริกามีระดู จึงลูบคลำท้องน้อย. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลกถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางปาริกา.
ครั้นล่วงไป ๑๐ เดือน นางปาริกาก็คลอดบุตรมีผิวพรรณดุจทองคำ จึงตั้งชื่อว่า สุวรรณสาม. มารดาบิดาเลี้ยงดูสุวรรณสามนั้นเจริญมีอายุได้ ๑๖ ปี ให้สุวรรณสามนั่งในอาศรมตนเองไปหารากไม้และผลาผลในป่า.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อฝนตกไม่ไกลจากอาศรมบท น้ำปนกลิ่นเหงื่อจากร่างกายของมารดาบิดา ซึ่งถือผลไม้ในป่าแล้วกลับเข้าไปยังโคนต้นไม้ ยืนอยู่บนยอดจอมปลวก หล่นลงยังดั้งจมูกของอสรพิษซึ่งอยู่ในปล่องจอมปลวกนั้น อสรพิษโกรธจัดจึงพ่นพิษออกมา ทั้งสองตาบอดร้องคร่ำครวญ.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า มารดาบิดาของเราช้าเหลือเกิน มารดาบิดาจะเป็นอย่างไรหนอ? จึงเดินสวนทางแล้วทำเสียง. มารดาบิดาจำเสียงของสุวรรณสามได้ จึงทำเสียงตอบรับ ด้วยความรักในบุตรจึงห้ามว่า พ่อสุวรรณสามตรงนี้มีอันตราย อย่ามาเลยลูก แล้วตนเองก็มาพบตามกระแสเสียง.
สุวรรณสามถามว่า เพราะเหตุไร จักษุทั้งสองข้างจึงบอด? พอมารดาบิดาพูดว่าไม่รู้ซิลูก เมื่อฝนตกพ่อและแม่ก็ยืนอยู่บนยอดจอมปลวกใกล้ต้นไม้ ต่อจากนั้นก็มองไม่เห็นเลย เท่านั้นสุวรรณสามก็รู้ทันทีว่า ที่จอมปลวกนั้นมีอสรพิษ มันคงโกรธจึงพ่นพิษใส่.
ลำดับนั้น สุวรรณสามกล่าวว่า พ่อแม่อย่าคิดอะไรเลย ลูกจักบำรุงพ่อและแม่เอง แล้วนำมารดาบิดาไปอาศรม ผูกเชือกไว้ในที่ที่มารดาบิดาเดินไปมา มีที่พักกลางวันและที่พักกลางคืนเป็นต้น.
ตั้งแต่นั้นมา สุวรรณสามจึงให้มารดาบิดาอยู่ในอาศรม นำรากไม้และผลาผลในป่ามาเลี้ยงดูมารดาบิดา ตอนเช้าตรู่ก็กวาดที่อยู่ นำของดื่มมาให้ ตั้งของบริโภคไว้ ให้ไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า แล้วให้ผลาผลที่มีรสอร่อย.
เมื่อมารดาบิดาบ้วนปากตนเองก็บริโภค ไหว้มารดาบิดาแล้วก็นั่งอยู่ใกล้ๆ มารดาบิดานั่นเองด้วยคิดว่า มารดาบิดาจะสั่งอะไรบ้าง และโดยพิเศษได้แผ่เมตตาไว้มาก ด้วยเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงไม่รบกวนสุวรรณสาม.
พระโพธิสัตว์ไม่รบกวนสัตว์ทั้งหลาย เหมือนอย่างที่สัตว์ทั้งหลายไม่รบกวนพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทั้งไปทั้งมาสู่ป่า เพื่อผลาผลทุกๆ วันอย่างนี้ จึงได้แวดล้อมไปด้วยฝูงเนื้อ. แม้สัตว์ที่เป็นศัตรูมีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น ก็คุ้นเคยเป็นอย่างดียิ่งกับพระโพธิสัตว์.
ก็ด้วยอานุภาพแห่งเมตตา สัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายได้ความเป็นผู้มีจิตอ่อนโยนต่อกันและกันในที่อยู่ของพระโพธิสัตว์นั้นด้วยประการฉะนี้. พระโพธิสัตว์นั้นด้วยอานุภาพแห่งเมตตาในที่ทั้งปวงจึงเป็นผู้ไม่กลัว ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่มีเวร อยู่ดุจพรหม.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เรากับราชสีห์และเสือโคร่งในป่าใหญ่ต่างน้อม
เมตตาเข้าหากัน. เราแวดล้อมด้วยราชสีห์เสือโคร่ง
เสือเหลือง หมี กระบือ กวางและหมู อยู่ในป่า.
ในบทเหล่านั้น บทว่า เมตฺตายมุปนามยึ ม อักษรเป็นบทสนธิ.
อธิบายว่า แผ่เมตตาภาวนาไปในราชสีห์และเสือโคร่ง ซึ่งเป็นสัตว์ดุร้าย จะกล่าวไปใยถึงสัตว์ที่เหลือ.
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมตฺตาย เพราะเป็นเหตุเป็นไปแห่งเมตตา ได้แก่ เมตตาภาวนา. เราน้อมเมตตาเข้าหากัน คือน้อมโดยไม่เจาะจงในสัตว์ทั้งหลาย ปาฐะว่า สีหพฺยคฺเฆหิ ดังนี้บ้าง. ไม่ใช่เราเท่านั้น โดยที่แท้ในกาลนั้น เราอยู่ในป่าใดกับราชสีห์และเสือโคร่ง เราน้อมเมตตาในสัตว์ทั้งหลาย พร้อมกับราชสีห์และเสือโคร่งในป่านั้น เพราะแม้ราชสีห์และเสือโคร่ง ในครั้งนั้นก็ได้รับตอบความเป็นผู้มีจิตเมตตาในสัตว์ทั้งหลายด้วยอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์นอกนั้นละ ท่านแสดงไว้ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า ปสทมิควราเหหิ คือ กวางและหมูป่า.
บทว่า ปริวาเรตฺวา คือ เราอยู่ในป่าทำให้สัตว์เหล่านั้นแวดล้อมตน.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อทรงแสดงอานิสงส์และการบรรลุผลที่สุดที่ได้แล้ว ด้วยเมตตาภาวนาของพระองค์ในกาลนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :-
สัตว์อะไรๆ มิได้สะดุ้งกลัวเรา แม้เราก็มิได้กลัวสัตว์อะไร
เพราะเราอันกำลังเมตตาค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าในกาลนั้น.
บทนั้นมีความดังต่อไปนี้
สัตว์ไรๆ แม้เป็นสัตว์ขี้ขลาดมีกระต่ายและแมวเป็นต้น ก็ไม่สะดุ้ง ไม่ตกใจกลัวเรา แม้เราก็มิได้กลัวแต่สัตว์อะไรๆ คือแต่สัตว์เดียรัจฉานมีราชสีห์และเสือโคร่งเป็นต้น แต่อมนุษย์มียักษ์เป็นต้น แต่มนุษย์หยาบช้ามีมือเต็มไปด้วยเลือด เพราะเหตุไร? เพราะเราอันกำลังเมตตาค้ำจุน คืออันอานุภาพแห่งเมตตาบารมีที่เราบำเพ็ญมาตลอดกาลนานค้ำจุน จึงยินดีอยู่ในป่าใหญ่นั้น ในกาลนั้น.
บทที่เหลือเข้าใจง่ายดีแล้ว.
อนึ่ง พระมหาสัตว์แผ่เมตตาไปในสรรพสัตว์อย่างนี้ เลี้ยงดูมารดาบิดาเป็นอย่างดี วันหนึ่งจะนำผลาผลมีรสอร่อยมาจากป่า จึงไหว้มารดาบิดา ซึ่งพักอยู่ที่อาศรม คิดว่า เราจักหาน้ำมา แวดล้อมด้วยฝูงเนื้อ ให้เนื้อสองตัวมารวมกันแล้ววางหม้อน้ำไว้บนหลังเนื้อทั้งสองเอามือคอยจับไว้ แล้วไปท่าน้ำ.
ในสมัยนั้น พระราชาพระนามว่ากปิลยักษ์ ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี. พระองค์อยากเสวยเนื้อกวาง จึงมอบราชสมบัติไว้กะมารดาสอดอาวุธทั้ง ๕ เสด็จเข้าป่าหิมพานต์ ล่ากวางแล้วเสวยเนื้อ เสด็จเที่ยวไปถึงแม่น้ำมิคสัมมตา ถึงท่าที่สุวรรณสามไปเอาน้ำโดยลำดับ ทรงเห็นรอยเท้ากวางจึงเสด็จตามไป ทรงเห็นสุวรรณสามเดินไป ทรงดำริว่า ตลอดกาลเพียงเท่านี้ เรายังไม่เคยเห็นมนุษย์เที่ยวไปอย่างนี้เลย มนุษย์ผู้นี้จะเป็นเทวดาหรือนาคหนอ หากเราเข้าไปถาม ก็จะหนีไปทันที. ดังนั้น ถ้ากระไร เรายิงมนุษย์นั้นทำให้หมดกำลังแล้วพึงถาม.
ในขณะที่พระมหาสัตว์อาบน้ำ นุ่งผ้าเปลือกไม้ กระทำหนังเสือเหลืองเฉวียงบ่า ตักน้ำเต็มหม้อน้ำแล้วยกขึ้นตั้งไว้ที่จะงอยบ่าข้างซ้าย พระราชาทรงดำริว่า บัดนี้ได้เวลายิงแล้ว จึงยิงพระมหาสัตว์ที่ข้างขวาด้วยลูกศรอาบยาพิษ ลูกศรทะลุออกข้างซ้าย ฝูงกวางรู้ว่าพระโพธิสัตว์ถูกยิง ต่างก็กลัวพากันหนีไป.
ส่วนสามบัณฑิต แม้ถูกยิงแล้วก็มิได้ตระหนกตกใจ คงแบกหม้อน้ำอยู่อย่างนั้น ตั้งสติค่อยๆ ยกลง เกลี่ยทรายวางไว้ กำหนดทิศทางนอนหันศีรษะไปทางทิศที่อยู่ของมารดาบิดา บ้วนโลหิตออกจากปาก กล่าวว่า เราไม่มีเวรกะใครๆ ชื่อว่า เวรในที่ไหนๆ ก็ไม่มีแก่เรา แล้วกล่าวคาถานี้ว่า :-
ใครหนอยิงเราผู้เผลอกำลังแบกน้ำ
ด้วยลูกศร ใครเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์
ยิงเราแล้วแอบอยู่.
พระราชาครั้นสดับดังนั้น ทรงดำริว่า มนุษย์นี้แม้ถูกเรายิงจนล้มลงบนแผ่นดิน ไม่ด่า ไม่บริภาษเรา ยังเรียกหาเราด้วยวาจาอ่อนหวานคล้ายจะบีบเนื้อหัวใจเรา เราจะไปหาเขา จึงเสด็จเข้าไปประกาศพระองค์ และรับว่าพระองค์ยิง แล้วตรัสถามพระมหาสัตว์ว่า ท่านเป็นใคร? หรือว่าเป็นบุตรใคร?
สามบัณฑิตกล่าวว่า ข้าพเจ้าชื่อสามะ เป็นบุตรของฤๅษีเนสาทชื่อว่าทุกูลบัณฑิต ก็ท่านยิงข้าพเจ้าทำไม?
พระราชาตรัสเท็จเป็นครั้งแรกว่า สำคัญว่ากวาง ทรงพลอยเศร้าโศกไปด้วยว่า เรายิงสามะนี้ผู้ไม่มีความผิดโดยใช่เหตุ แล้วทรงบอกตามความจริง ตรัสถามถึงที่อยู่ของมารดาบิดาของสามบัณฑิต แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้น แล้วทรงแจ้งพระองค์ แก่ดาบสดาบสินี.
มารดาบิดาของสามบัณฑิตได้ทำปฏิสันถาร ทรงบอกว่า เรายิงสามะเสียแล้ว. ทรงปลอบดาบสินีผู้ร่ำไห้เศร้าโศกว่า ข้าพเจ้าจะรับเลี้ยงดู ท่านทั้งสองเช่นเดียวกับที่สุวรรณสามเลี้ยงดูท่านทุกอย่าง แล้วทรงนำไปหาสามบัณฑิต.
มารดาบิดาไปในที่นั้นแล้วพร่ำเพ้อรำพันมีประการต่างๆ แล้วคลำไปที่อกของสามบัณฑิต กล่าวว่า บนร่างกายบุตรของเรายังมีไออุ่นอยู่ คงจะสลบไปเพราะกำลังของพิษ คิดว่าเราจักทำสัจกิริยาเพื่อให้พิษออกไป จึงตั้งสัตยาธิษฐานว่า :-
บุญอันใดที่พ่อสุวรรณสามทำแล้ว แก่
มารดาและบิดา ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้นทั้ง
หมด ขอพิษจงหายไปเถิด.
ทุกูลบัณฑิต ผู้เป็นบิดาก็ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างเดียวกับที่นางปาริกาดาบสินีอธิษฐาน.
เมื่อเทพธิดาทำสัจกิริยาว่า :-
เราอยู่ที่เขาคันธมาทน์มาเป็นเวลานาน
เราไม่รักใครยิ่งกว่าสามะนี้เลย ด้วยความสัตย์
ขอให้พิษจงหายไป.
พระมหาสัตว์ก็ลุกขึ้นทันที ความเจ็บปวดก็หมดไป ดุจหยาดน้ำบนใบบัวฉะนั้น อวัยวะตรงที่ถูกยิงก็หายเป็นปกติ จักษุทั้งสองข้างของมารดาบิดาก็ปรากฏเป็นปกติ.
ทันใดนั้นก็เกิดอัศจรรย์ ๔ อย่างขึ้นในขณะเดียวกัน คือ พระมหาสัตว์หายจากโรค ๑ มารดาบิดาได้จักษุ ๑ อรุณขึ้น ๑ คนทั้ง ๔ ปรากฏอยู่ ณ อาศรม ๑.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กระทำปฏิสันถารกับพระราชา แล้วแสดงธรรมถวาย โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ทรงประพฤติธรรมเถิด แล้วถวายโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป ได้ให้ศีล ๕.
พระราชารับโอวาทของพระมหาสัตว์ด้วยพระเศียร ทรงไหว้แล้วเสด็จกลับกรุงพาราณสี ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วได้ไปสู่สวรรค์.
แม้พระโพธิสัตว์กับมารดาบิดาก็ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เมื่อสิ้นอายุก็ไปเกิดบนพรหมโลก
พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้.
เทพธิดา คือนางอุบลวรรณา.
ท้าวสักกะ คือพระอนุรุทธะ.
บิดา คือพระมหากัสสปเถระ.
มารดา คือนางภัททกาปิลานี.
สามบัณฑิต คือพระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าวบารมีที่เหลือของพระโพธิสัตว์นั้น โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีอาทิอย่างนี้ คือ
การที่พระโพธิสัตว์แม้ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ โดยเข้าไปข้างขวาแล้วทะลุออกข้างซ้ายไม่แสดงอาการเจ็บปวดแต่อย่างไร แล้วยังค่อยๆ วางหม้อน้ำลงบนแผ่นดิน.
ความไม่มีวิการทางจิตในบุคคลผู้ฆ่า แม้ไม่รู้จักก็เหมือนรู้จัก. การเปล่งเสียงด้วยคำน่ารัก. ความเศร้าโศกเพียงว่า เราเสื่อมจากบุญ คือการบำรุงมารดาบิดา.
เมื่อโรคหายยังตั้งความกรุณาและเมตตา แล้วแสดงธรรมถวายพระราชา. การให้โอวาท.
จบอรรถกถาสุวรรณสามจริยาที่ ๑๓
มาโนช ทองแย้ม
ดีโอ Eşek Arısının Süper Ruhu
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
ธันวาคม 27, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๒. สุตโสมจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
อรรถกถามหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
พึงทราบวินิจฉัยในมหาสุตโสมจริยาที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้.
บทว่า สุตโสโม มหีปติ คือ เป็นกษัตริย์พระนามว่าสุตโสมะ.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระมหาสัตว์ทรงอุบัติในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกรัพยะ ในกรุงอินทปัตถะแคว้นกุรุ. พระมารดาพระบิดาทรงขนานพระนามพระกุมารว่า สุตโสมะ เพราะปลื้มใจด้วยการฟัง และเพราะมีพระฉวีเปล่งปลั่งเสมอดุจพระจันทร์.
ครั้นพระกุมารสุตโสมทรงเจริญวัยสำเร็จศิลปะทุกแขนง พระมารดาพระบิดาทรงอภิเษกไว้ในราชสมบัติ.
บทว่า คหิโต โปริสาเทน ความว่า ถูกพระราชากรุงพาราณสีพระนามว่าโปริสาท เพราะเคี้ยวกินพวกมนุษย์ จับไปเพื่อทำพลีกรรมเทวดา.
พระเจ้าพาราณสีเว้นเนื้อแล้วก็ไม่เสวย คนทำอาหารเมื่อไม่ได้เนื้ออื่น ก็ทำเนื้อมนุษย์ให้เสวย ทรงติดในรส รับสั่งให้ฆ่ามนุษย์ แล้วเสวยเนื้อมนุษย์ จึงมีพระนามว่าโปริสาท.
พวกชาวพระนคร ชาวนิคม ชาวชนบทมีอำมาตย์ราชบริษัทเป็นหัวหน้า และกาฬหัตถีเสนาบดีของพระองค์ พากันไปทูลว่า ข้าแต่เทวะ หากพระองค์ยังทรงต้องการราชสมบัติอยู่ ขอได้ทรงเว้นจากการเสวยเนื้อมนุษย์เสียเถิด.
ตรัสว่า แม้เราสละราชสมบัติก็จะไม่เว้นการกินเนื้อมนุษย์ จึงถูกชนเหล่านั้นขับไล่ออกจากแว่นแคว้น เข้าป่าอาศัยอยู่ ณ โคนต้นไทรต้นหนึ่ง เพื่อรักษาแผลที่เท้าเพราะถูกตอตำ จึงทำการบวงสรวงเทวดาว่า ข้าพเจ้าจะเอาโลหิตที่ลำคอของกษัตริย์ ๑๐๑ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น กระทำพลีกรรม.
เมื่อแผลหายเป็นปกติ เพราะอดอาหารมา ๗ วัน สำคัญว่า เพราะอานุภาพของเทวดา เราจึงได้ความสวัสดี คิดว่าเราจักนำพระราชามาเพื่อพลีกรรมเทวดา จึงไปสมคบกับยักษ์ซึ่งเคยเป็นสหายกันในอดีตภพ ด้วยกำลังมนต์ที่ยักษ์นั้นให้ไว้ จึงมีกำลังเรี่ยวแรงว่องไวยิ่งนัก นำพระราชา ๑๐๐ มาได้ภายใน ๗ วันเท่านั้น แขวนไว้ที่ต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของตน เตรียมทำพลีกรรม.
ลำดับนั้น เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้นั้น ใช่ปรารถนาพลีกรรมนั้น คิดว่า เราจะหาอุบายห้ามพระยาโปริสาทนั้น จึงมาในรูปของนักบวช แสดงตนให้เห็น พระยาโปริสาทติดตามไป สิ้นทาง ๓ โยชน์ แล้วจึงแสดงรูปทิพย์ของตนให้ปรากฏ กล่าวว่า ท่านพูดเท็จ ท่านบนไว้ว่าจักนำพระราชาในสกลชมพูทวีปมาทำพลีกรรม. บัดนี้ ท่านนำพระราชากระจอกๆ มา. หากท่านไม่นำพระเจ้าสุตโสมผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีปมา. เราไม่ต้องการพลีกรรมของท่าน.
พระยาโปริสาทดีใจว่า เราได้เห็นเทวดาของตนแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าแต่เทพเจ้า อย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักนำสุตโสมมาในวันนี้แหละ. จึงรีบไปยังสวนสัตว์ซึ่งมีเนื้อและเสือเหลือง เมื่อยังไม่จัดการอารักขา จึงหยั่งลงสระโบกขรณียืนเอาใบบัวคลุมศีรษะ.
เมื่อพระยาโปริสาทไปภายในพระราชอุทยานนั้นแล ตอนใกล้รุ่งพวกราชบุรุษจัดการอารักขาสิ้น ๓ โยชน์โดยรอบ. พระมหาสัตว์เสด็จประทับบนคอคชสารที่ตกแต่งแล้ว เสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า แต่เช้าตรู่.
ในกาลนั้น นันทพราหมณ์จากเมืองตักกศิลา ถือเอาสตารหคาถา ๔ บท เดินทางไปประมาณ ๑๒๐ โยชน์ถึงพระนครนั้น เห็นพระราชาเสด็จออกทางประตูด้านตะวันออก จึงยกมือทูลว่า ขอพระมหาราชจงทรงพระเจริญ แล้วถวายพระพร.
พระราชาทรงไสช้างเข้าไปหาพราหมณ์นั้น ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมาแต่ไหน? ปรารถนาอะไร? ควรให้อะไรแก่ท่าน.
พราหมณ์ได้ยินว่าพระองค์เป็นผู้ปลื้มใจในการฟัง จึงทูลว่า ข้าพระองค์รับสตารหคาถา ๔ บทมาเพื่อแสดงถวายแด่พระองค์.
พระมหาสัตว์ทรงดีพระทัย ตรัสว่า เราไปอุทยานอาบน้ำแล้วจะมาฟัง ท่านอย่าเบื่อเลย. แล้วมีรับสั่งว่า พวกท่านจงไปจัดที่อยู่ ณ เรือนหลังโน้น และอาหารเครื่องนุ่งห่มให้แก่พราหมณ์ แล้วเสด็จไปพระราชอุทยาน จัดอารักขาอย่างใหญ่โต ทรงเปลื้องเครื่องอาภรณ์อันโอฬาร ทรงแต่งพระมัสสุ ทรงฟอกพระวรกาย ทรงสรงสนาน ณ สระโบกขรณี แล้วเสด็จขึ้น ทรงประทับยืนนุ่งผ้าสาฎกชุ่มด้วยน้ำ.
ลำดับนั้น พวกเครื่องต้นนำของหอมดอกไม้และเครื่องประดับ เข้าไปถวายพระราชา.
พระยาโปริสาทคิดว่า ในเวลาแต่งพระองค์ พระราชาจักหนักเกินไป. เราจักจับพระราชาในตอนที่ยังเบา จึงแผดเสียงแกว่งพระขรรค์ ประกาศชื่อว่า เราโปริสาท แล้วโผล่ขึ้นจากน้ำ.
ควาญช้างเป็นต้นได้ยินเสียงของพระยาโปริสาทนั้น ก็ตกจากช้างเป็นต้น. หมู่ทหารที่ยืนอยู่ไกลก็หนีไปจากนั้น. ที่อยู่ใกล้ก็ทิ้งอาวุธของตนนอนหมอบ.
พระยาโปริสาทอุ้มพระราชาประทับนั่งที่คอ กระโดดข้ามกำแพงสูง ๑๘ ศอกไปต่อหน้า เหยียบกระพองช้างตกมันซึ่งแล่นไปข้างหน้า ให้ล้มลงดุจยอดเขาล้ม เหยียบหลังม้าแก้วซึ่งวิ่งเร็วให้ล้ม เหยียบงอนรถให้ล้มลง ดุจหมุนลูกข่าง ดุจขยี้ใบต้นไทรสีเขียว ไปสิ้นทาง ๓ โยชน์ด้วยความเร็วแพล็บเดียวเท่านั้น ไม่เห็นใครติดตาม จึงค่อยๆ ไป หยาดน้ำบนพระเกศาของพระเจ้าสุตโสมหล่นลงบนตน สำคัญว่า หยาดน้ำตา จึงกล่าวว่า นี่อะไรกัน แม้สุตโสมยังทรงกันแสงเศร้าโศกถึงความตายเลย.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราไม่ได้เศร้าโศกถึงความตายดอก. ร้องไห้ที่ไหนกัน. แต่ธรรมดาการถือความสัตย์ เพราะทำการผัดเพี้ยนเป็นข้อปฏิบัติของบัณฑิตทั้งหลาย. เราเศร้าโศกถึงว่า นั่นยังไม่สำเร็จต่างหาก. เราทำอาคันตุกวัตรแก่พราหมณ์ผู้รับสตารหคาถา ๔ บทมาจากตักกสิลา ที่พระทศพลพระนามว่ากัสสปะ ทรงแสดงไว้ แล้วผัดว่า เราอาบน้ำแล้วจักมาฟัง. ท่านรอจนกว่าเราจะมา แล้วไปพระราชอุทยาน และท่านไม่ให้ฟังคาถาเหล่านั้น จับเรามา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราถูกพระยาโปริสาทจับไปได้ ระลึกถึง
คำผัดเพี้ยนไว้กะพราหมณ์. พระยาโปริสาท
เอาเชือกร้อยฝ่ามือกษัตริย์ ๑๐๑ ไว้แล้ว ทำ
กษัตริย์เหล่านั้นให้ได้รับความลำบาก. นำเรา
ไปด้วย เพื่อต้องการทำพลีกรรม.
ในบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมเณ สงฺครํ สรึ คือ ระลึกถึงคำปฏิญญาที่ตนทำไว้กะนันทพราหมณ์.
บทว่า อาวุณิตฺวา กรตฺตเล ร้อยฝ่ามือ คือพระยาโปริสาทเจาะฝ่ามือของกษัตริย์ ๑๐๑ ที่ไปในพระราชอุทยานเป็นต้นนั้นๆ แล้วนำมาด้วยกำลังของตน แล้วร้อยเชือกเพื่อแขวนไว้ที่ต้นไม้.
บทว่า เอเตสํ ปมิลาเปตฺวา ความว่า พระยาโปริสาทจับเป็นกษัตริย์ ๑๐๑ เหล่านั้นเอาพระบาทขึ้น พระเศียรลง ประหารพระเศียรด้วยส้นเท้า เอาเชือกร้อยที่ฝ่ามือด้วยการหมุน ให้ได้รับความลำบาก ให้ซูบซีด ให้เดือดร้อนด้วยประการทั้งปวง ด้วยการแขวนไว้ที่ต้นไม้ และด้วยการตัดอาหารทุกชนิด.
บทว่า ยญฺญตฺเถ คือ เพื่อต้องการทำพลีกรรม ได้แก่ให้เกิดผลสำเร็จ.
บทว่า อุปนยี มมํ คือ นำเราไปด้วย.
พระยาโปริสาทนำพระมหาสัตว์ไปอย่างนั้น จึงถามว่า ท่านกลัวความตายหรือ.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า เราไม่กลัวตาย. แต่เราเศร้าโศกถึงว่า เราได้ผัดเพี้ยนพราหมณ์นั้นไว้ ยังไม่ได้ปลดเปลื้องเลย. หากท่านปล่อยเรา เราฟังธรรมนั้นและทำสักการะสัมมานะแก่พราหมณ์นั้น แล้วจักกลับมาอีก.
พระยาโปริสาทกล่าวว่า เราไม่เชื่อว่าเราปล่อยท่านไป แล้วท่านจักมาสู่เงื้อมมือเราอีก.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ท่านกับเราเป็นสหายศึกษาในสำนักอาจารย์เดียวกัน ไม่เชื่อหรือว่า เราไม่พูดปด แม้เพราะเหตุของชีวิต.
เมื่อพระมหาสัตว์ตรัสคาถานี้ว่า :-
เราลูบคลำดาบและหอก โดยเพียงคำพูดนี้
ของเราโดยแท้. ดูก่อนสหาย เราขอสาบานกับท่าน
ว่า เมื่อเราพ้นไปจากท่าน หมดหนี้แล้ว รักษาความ
สัตย์ จักกลับมาอีก.
โปริสาทคิดว่า สุตโสมนี้กล่าวว่าเราขอสาบาน ซึ่งกษัตริย์ไม่ควรทำ. แม้สุตโสมไปแล้วไม่กลับ ก็จักไม่พ้นจากมือเราไปได้ จึงปล่อยไป ด้วยกล่าวว่า:-
ความผัดเพี้ยนใด อันท่านผู้ตั้งอยู่ในความ
เป็นอิสระในแคว้นของตน ได้ทำไว้กับพราหมณ์
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปฏิบัติความผัดเพี้ยนนั้นแล้ว
เป็นผู้รักษาความสัตย์ จงกลับมาอีก.
พระมหาสัตว์มีกำลังดุจช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เสด็จถึงพระนครนั้นเร็วพลันดุจพระจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น. แม้เสนาของพระองค์ก็คิดว่า พระเจ้าสุตโสมเป็นบัณฑิตจักทรมานพระยาโปริสาท แล้วรีบกลับมาดุจช้างตกมัน จึงพักอยู่นอกพระนคร เพราะเกรงครหาว่า ให้พระราชาแก่โปริสาท แล้วพากันกลับ ครั้นเห็นพระมหาสัตว์เสด็จมาแต่ไกล จึงลุกขึ้นต้อนรับถวายบังคม กระทำปฏิสันถารว่า ข้าแต่มหาราช โปริสาททำพระองค์ให้ลำบากบ้างหรือ. ตรัสว่า กรรมที่แม้พระมารดาพระบิดาของเราทำได้ยาก โปริสาทก็ได้ทำแล้ว. พระจันทร์ว่องไวถึงปานนั้นยังเชื่อเรา แล้วปล่อยเรา จึงตกแต่งพระราชาให้ประทับบนคอคชสารแวดล้อมเข้าพระนคร.
ชาวพระนครทั้งหมดเห็นพระมหาสัตว์ แล้วต่างพากันยินดี.
แม้พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์สนพระทัยในธรรม จึงไม่เข้าเฝ้าพระมารดาพระบิดา เสด็จไปยังพระตำหนัก ตรัสเรียกหาพราหมณ์ ทรงกระทำสักการะสัมมานะใหญ่โตแก่พราหมณ์นั้น เพราะพระองค์ทรงหนักในธรรม พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะที่ต่ำ แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะฟังสตารหคาถา ที่ท่านนำมาเพื่อเรา.
พราหมณ์ในเวลาที่พระมหาสัตว์ทรงขอร้อง จึงเอาน้ำหอมพอกมือ แล้วนำคัมภีร์เป็นที่พอใจออกจากถุง จับด้วยมือทั้งสอง ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ขอได้โปรดฟังเถิด พระเจ้าข้า.
เมื่อจะอ่านคัมภีร์ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :-
ข้าแต่พระเจ้าสุตโสม การสมาคมกับสัตบุรุษ
แม้คราวเดียวเท่านั้น การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น
การสมาคมมากกับอสัตบุรุษ ย่อมรักษาไม่ได้ ควร
สมาคมกับสัตบุรุษเท่านั้น ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับ
อสัตบุรุษ รู้สัทธรรมของสัตบุรุษประเสริฐกว่า ไม่ลามก
เลย.
ราชรถวิจิตรงดงามยังคร่ำคร่าได้ อนึ่ง แม้ร่าง
กายก็เข้าถึงความคร่ำคร่า แต่ธรรมของสัตบุรุษไม่ถึง
ความคร่ำคร่า สัตบุรุษแล ย่อมประกาศด้วยสัตบุรุษ
ข้าแต่ราชา ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้าง
โน้นของมหาสมุทร เขาก็ว่าไกลกัน ธรรมของสัตบุรุษ
และธรรมของอสัตบุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าไกล
กว่านั้น.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้ว มีพระทัยยินดีว่า การมาของเรามีผล ทรงดำริว่า คาถาเหล่านี้ไม่ใช่สาวกกล่าว ไม่ใช่ฤๅษีกล่าว ไม่ใช่กวีกล่าว ไม่ใช่เทวดากล่าว แต่พระสัพพัญญูนั่นแลกล่าวไว้. จะมีค่าอย่างไรหนอ? ทรงดำริต่อไปว่า แม้เราจะทำจักรวาลทั้งสิ้นนี้จนถึงพรหมโลก ให้เต็มด้วยรตนะ ๗ ประการ แล้วให้ยังเป็นการทำอันไม่สมควร. แต่เราพอที่จะให้ราชสมบัติ ในแคว้นกุรุประมาณ ๓๐๐ โยชน์ ในอินทปัตถนครประมาณ ๗ โยชน์แก่พราหมณ์นั้นได้. แต่พราหมณ์นั้นไม่มีส่วนที่จะครองราชสมบัติได้.
เป็นความจริง ความเป็นผู้มีอานุภาพน้อยปรากฏแก่พราหมณ์นั้น โดยมองดูลักษณะของอวัยวะ. เพราะฉะนั้น แม้ให้ราชสมบัติไป ก็ไม่ดำรงอยู่ได้ในพราหมณ์นี้ จึงตรัสถามว่า ท่านอาจารย์ ท่านแสดงคาถาเหล่านี้แก่กษัตริย์ทั้งหลายเหล่าอื่น แล้วได้อะไร? ทูลว่า ข้าแต่มหาราช ได้คาถาละร้อยๆ. ด้วยเหตุนั้น จึงเรียกว่า สตารหคาถา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสแก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านอาจารย์ ท่านรับด้วยตนเองยังไม่รู้ค่าของสินค้าที่เที่ยวไป.
ท่านพราหมณ์ คาถาเหล่านี้มีค่า ๑,๐๐๐
มิใช่มีค่า ๑๐๐. ท่านจงรีบรับทรัพย์ ๔,๐๐๐ ไปเถิด.
พระมหาสัตว์ทรงให้ทรัพย์ ๔,๐๐๐ และยานน้อยเป็นสุข ๑ คัน ส่งพราหมณ์นั้นไปด้วยสักการะและสัมมานะอันยิ่งใหญ่ ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วทูลว่า หม่อมฉันได้ให้ปฏิญญาไว้แก่โปริสาทว่า เราบูชาพระสัทธรรมรัตนะที่พราหมณ์นำมาแล้ว และทำสักการะและสัมมานะแก่พราหมณ์นั้นแล้วจะกลับมา จึงมาได้. สิ่งที่ควรทำควรปฏิบัติแก่พราหมณ์ในข้อนั้น ได้ทำเสร็จแล้ว บัดนี้ หม่อมฉันจักไปหาโปริสาท.
พระมารดาพระบิดาทรงขอร้องว่า พ่อสุตโสม ลูกพูดอะไรอย่างนั้น. เราจะจับโจรด้วยทหาร ๔ เหล่า. อย่าไปหาโจรเลยลูก. หญิงฟ้อน ๑๖,๐๐๐ แม้บริวารชนที่เหลือต่างก็พากันร่ำไห้ว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ทำให้พวกหม่อมฉันไร้ที่พึ่ง แล้วจะเสด็จไปไหน.
ได้เกิดโกลาหลขึ้นอีกครั้งว่า ได้ยินว่า พระราชาจะเสด็จไปหาโจรอีก.
พระมหาสัตว์ตรัสว่า ธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญาเป็นหลักปฏิบัติของสาธุสัตบุรุษทั้งหลาย. แม้โปริสาทนั้นก็ยังเชื่อเรา แล้วปล่อยออกมา เพราะฉะนั้น เราจักไปละ. ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วทรงสั่งสอนชนที่เหลือ นางสนมกำนัลในเป็นต้นมีน้ำตานองหน้า ร่ำไห้มีประการต่างๆ ตามส่งเสด็จออกจากพระนคร ทรงเอาไม้ขีดขวางทาง เพื่อให้ชนพากันกลับ ตรัสว่า ชนทั้งหลายอย่าล่วงเลยเส้นขีดของเรานี้ แล้ว ได้เสด็จไป.
มหาชนไม่อาจละเมิดพระดำรัสของพระมหาสัตว์ผู้ทรงเดชได้ จึงคร่ำครวญกันแสงไห้ด้วยเสียงดัง แล้วพากันกลับ.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
อปุจฺฉิ มํ โปริสาโท ฯลฯ เอสา เม สจฺจปารมี
คำแปลปรากฏแล้วในบาลี แปลข้างต้น.
ในบทเหล่านั้น บทว่า กึ ตฺวํ อิจฺฉสิ นิสชฺชํ คือ ท่านปรารถนาจะให้ปล่อยจากเงื้อมมือของเราไปนครของตนหรือ? ท่านกล่าวว่า การพูดคำสัตย์อันเราสะสมมานานแล้วในเมืองตักกศิลาเป็นต้น เพราะฉะนั้น เราจักทำตามใจชอบของท่าน คือทำตามชอบใจของท่าน.
บทว่า ยทิ เม ตฺวํ ปุเนหิสิ คือ หากท่านจักกลับมาหาเราอีกโดยแน่นอน.
บทว่า ปญฺเห อาคมนํ มม คือ เรารับการมาของเราแก่โปริสาทนั้น แล้วทำสัญญาว่าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว.
บทว่า รชฺชํ นิยฺยาทยึ ตทา ความว่า ในกาลนั้น เราประสงค์จะไปหาโปริสาท จึงมอบราชสมบัติ ประมาณ ๓๐๐ โยชน์แก่พระมารดาพระบิดาว่า ขอพระองค์ทรงปกครองราชสมบัติของพระองค์เถิด.
เพราะเหตุไร เราจึงมอบราชสมบัติ? เพราะระลึกถึงธรรมสัตบุรุษ.
เพราะธรรมดาการทำตามคำสัตย์ปฏิญญา เป็นประเพณี เป็นวงศ์ตระกูลของพระมหาโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตบุรุษ คือเป็นคนดี. ฉะนั้น เราจึงระลึกถึงธรรมคือสัจจบารมีนั้น อันเป็นของเก่ามีมาก่อน อันพระชินะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงเสพแล้ว เมื่อจะตามรักษาความสัตย์ จึงให้ทรัพย์แก่พราหมณ์นั้น สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาท.
บทว่า นตฺถิ เม สํสโย ตตฺถ ความว่า ในกาลไปหาโปริสาทนั้น เราไม่มีความสงสัยว่า โปริสาทนี้จักฆ่าเรา หรือไม่หนอ? เรารู้อยู่ว่า โปริสาทนั้นดุร้ายป่าเถื่อน เตรียมฆ่ากษัตริย์ ๑๐๐ กับเรา ทำพลีกรรมแก่เทวดา จักฆ่าท่าเดียว จึงตามรักษาสัจวาจาอย่างเดียว สละชีวิตของตนเข้าไปหาโปริสาทนั้น เพราะเรื่องเป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น ผู้เสมอด้วยสัจจะของเราจึงไม่มี. นี้เป็นสัจบารมี ถึงความเป็นปรมัตถบารมีของเรา ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง เมื่อพระมหาสัตว์เข้าไปหาโปริสาท แล้วเห็นพระพักตร์ของพระมหาสัตว์นั้นมีสง่าดุจกลีบบัวแย้ม จึงคิดว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ไม่กลัวตาย จึงมา. นี้เป็นอานุภาพของอะไรหนอ? จึงสันนิษฐานว่า พระเจ้าสุตโสมนี้เป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายอย่างนี้ เห็นจะเป็นเพราะฟังธรรมนั้นกระมัง. แม้เราฟังธรรมนั้นแล้วก็จักเป็นผู้มีเดชและไม่กลัวตายเหมือนกัน จึงกล่าวกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าขอฟังสตารหคาถาที่ท่านไปพระนคร ของตนเพื่อจะฟัง.
พระโพธิสัตว์ทรงสดับดังนั้นทรงดำริว่า โปริสาทนี้มีธรรมลามก เราจักข่มให้ละอายเสียหน่อยหนึ่ง แล้วจึงจักกล่าว จึงตรัสว่า :-
สัจจะย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่มีธรรม ผู้หยาบคาย
ผู้มีฝ่ามือเต็มไปด้วยเลือดเป็นนิจ ธรรมจะมีได้แต่
ไหน. ท่านจักฟังไปทำไม.
เมื่อโปริสาทเกิดความตั้งใจจะฟังด้วยดี จึงตรัสว่า :-
ชนทั้งหลายฟังธรรมแล้ว ย่อมรู้ดีและชั่ว
อนึ่ง ใจของเรายินดีในธรรม ก็เพราะฟังคาถาทั้ง
หลาย ดังนี้.
พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า โปริสาทนี้เกิดความสนใจใคร่จะฟังอย่างยิ่ง เอาเถิด เราจักกล่าวคาถาแก่เขา. จึงตรัสว่า สหาย ถ้าเช่นนั้น ท่านจงฟังให้ดี จงใส่ไว้ในใจ แล้วทรงสดุดีคาถาทั้งหลาย ทำนองเดียวกับที่นันทพราหมณ์กล่าวโดยเคารพ เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันในสวรรค์ชั้นกามาวจร ๖ ชั้น.
เมื่อทวยเทพซ้องสาธุการ พระมหาสัตว์จึงทรงแสดงธรรมแก่โปริสาทว่า :-
มหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราวเดียวเท่านั้น
การสมาคมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น การสมาคมกับอสัตบุรุษ
มาก ย่อมไม่รักษา ฯลฯ ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของ
อสัตบุรุษ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ไกลกว่านั้น.
เมื่อโปริสาทนั้นฟังคาถาทั้งหลาย เพราะพระมหาสัตว์ตรัสดีแล้ว และเพราะบุญญานุภาพของตน สกลกายจึงเต็มไปด้วยปีติมีองค์ ๕.
โปริสาทมีจิตอ่อนโยนในพระโพธิสัตว์กล่าวว่า สุตโสม ผู้สหายเราไม่เห็นเงินเป็นต้นที่เป็นของควรให้. เราจักให้พรอย่างหนึ่งๆ ในคาถาหนึ่งๆ มีสี่คาถา พรสี่ข้อ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์รุกรานโปริสาทว่า ท่านไม่รู้ประโยชน์แม้ของตน จักให้พรแก่ผู้อื่นได้อย่างไร?
ครั้นโปริสาทขอร้องอีกว่า ท่านจงรับพรเถิด.
พระมหาสัตว์จึงขอพรข้อแรกว่า เราพึงเห็นโปริสาทไม่มีโรคตลอดกาลนาน.
โปริสาทดีใจว่า พระเจ้าสุตโสมนี้ เมื่อเราประสงค์จะฆ่ากินเนื้อในบัดนี้ ยังปรารถนาชีวิตของเราผู้ทำความมหาพินาศอีก ไม่รู้ว่า ถูกลวงรับพร จึงได้ให้ไป.
จริงอยู่ พระมหาสัตว์ เพราะพระองค์เป็นผู้ฉลาดในอุบาย ทรงขอชีวิตของพระองค์ โดยอ้างใคร่ขอให้โปริสาทมีชีวิตอยู่ตลอดกาลนาน.
ต่อไป จึงตรัสขอพรข้อที่ ๒ ว่า ขอท่านจงให้ชีวิตแก่กษัตริย์ทั้งหลายมากกว่า ๑๐๐.
ขอให้ปล่อยกษัตริย์เหล่านั้นกลับแว่นแคว้นของตน เป็นพรข้อที่ ๓.
ขอให้โปริสาทเว้นจากการกินเนื้อมนุษย์ เป็นพรข้อที่ ๔.
โปริสาทให้พร ๓ ข้อ ประสงค์จะไม่ให้พรข้อที่ ๔ แม้กล่าวว่า ท่านจงขอพรข้ออื่นเถิด ก็ถูกพระมหาสัตว์ทรงแค่นได้ จึงได้ให้พรข้อที่ ๔ นั้นจนได้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทำให้โปริสาทหมดพยศ จึงให้โปริสาทปล่อยพระราชาทั้งหลาย แล้วให้นอนลงบนพื้นดินค่อยๆ ดึงเชือกออก ดุจดึงเส้นด้ายออกจากหูของพวกเด็กๆ ให้โปริสาทนำหนังมาแผ่นหนึ่งถูกับหิน แล้วทรงทำสัจกิริยา ทาที่ฝ่าพระหัตถ์ของกษัตริย์เหล่านั้น. ความผาสุกก็ได้มีในขณะนั้นเอง.
พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ ณ ที่นั้น ๒-๓ วัน ทรงให้โปริสาทเยียวยากษัตริย์เหล่านั้นให้หายโรค แล้วให้ทำความสนิทสนมฉันมิตร มีความไม่ทำลายกันกับกษัตริย์เหล่านั้น แล้วทรงนำโปริสาทนั้นไปกรุงพาราณสี พร้อมด้วยกษัตริย์เหล่านั้น ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ทรงประทานโอวาทว่า ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรงส่งพระราชาเหล่านั้นไปยังนครของตนๆ ทรงแวดล้อมด้วยหมู่จาตุรงคเสนาของพระองค์ ซึ่งมาจากอินทปัตถนคร เสด็จกลับพระนครของพระองค์.
ชนชาวพระนครต่างยินดีเบิกบานห้อมล้อม เสด็จเข้าภายในพระนคร ถวายบังคมพระมารดาพระบิดา แล้วเสด็จขึ้นสู่พื้นใหญ่.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงให้สร้างศาลาทาน ๖ แห่ง ทรงบริจาคมหาทานทุกวัน ทรงบำเพ็ญศีลรักษาอุโบสถ เพิ่มพูนบารมีทั้งหลาย. แม้พระราชาเหล่านั้น ก็ทรงตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ทรงทำบุญมีทานเป็นต้น เมื่อสวรรคตก็เสด็จสู่สวรรค์.
พระยาโปริสาทในครั้งนั้น ได้เป็นพระองคุลิมาลเถระในครั้งนี้.
กาฬหัตถิอำมาตย์ คือพระสารีบุตรเถระ.
นันทพราหมณ์ คือพระอานนทเถระ.
รุกขเทวดา คือพระมหากัสสปเถระ.
พระราชาทั้งหลาย คือพุทธบริษัท.
พระมารดาพระบิดา คือตระกูลมหาราช.
พระเจ้าสุตโสมมหาราช คือพระโลกนาถ.
พึงเจาะจงกล่าว แม้บารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้น โดยนัยดังได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาสัตว์ ดุจในอรรถกถาอลีนสัตตุจริยา ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาสุตโสมจริยาที่ ๑๒
จบสัจบารมี
มาโนช ทองแย้ม
ดีโอ Eşek Arısının Süper Ruhu
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
ธันวาคม 27, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๑. กัณหทีปายนจริยา การบำเพ็ญเนกขัมมบารมีเป็นต้น
อรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
พึงทราบวินิจฉัยในกัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑ ดังต่อไปนี้.
บทว่า กณฺหทีปายโน อิสิ คือ ดาบสมีชื่อว่ากัณหทีปายนะ.
ได้ยินว่า พระโพธิสัตว์ในกาลนั้นชื่อว่าทีปายนะ เข้าไปหาดาบสมัณฑัพยะผู้เป็นสหายของตนถูกเสียบหลาว ไม่ทอดทิ้งดาบสนั้นด้วยศีลคุณของเขา ได้ยืนพิงอยู่กับหลาวตลอด ๓ ยาม จึงได้ปรากฏชื่อว่ากัณหทีปายนะ เพราะร่างกายมีสีดำ ด้วยหยาดเลือดแห้งที่ไหลจากร่างกายของดาบสนั้นแล้วลงมาใส่.
บทว่า ปโรปญฺญาสวสฺสานิ คือ ยิ่งกว่า ๕๐ ปี.
บทว่า อนภิรโต จรึ อหํ คือ เราอยู่ประพฤติพรหมจรรย์อย่างไม่ยินดี ในเสนาสนะสงัดและในธรรมอันเป็นอธิกุสล.
ครั้นบวชแล้ว พระมหาสัตว์ยินดีประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๗ วันเท่านั้น ต่อจากนั้นก็อยู่อย่างไม่ยินดี.
ก็เพราะเหตุไร พระมหาบุรุษในอัตภาพหลายแสนมีอัธยาศัยในเนกขัมมะยินดีอยู่พรหมจรรย์ แต่ในจริยานี้ไม่ยินดีพรหมจรรย์นั้น. เพราะความหวั่นไหวแห่งความเป็นปุถุชน.
ก็เพราะเหตุไร จึงไม่ครองเรือนใหม่เล่า.
เพราะครั้งแรกเห็นโทษในกามทั้งหลาย ด้วยมีอัธยาศัยในเนกขัมมะจึงบวช เมื่อเป็นดังนั้น พระมหาบุรุษจึงเกิดความไม่ยินดีด้วยมิได้ใส่ใจโดยแยบคาย.
พระมหาบุรุษ แม้เมื่อไม่สามารถบรรเทาความไม่ยินดีนั้นได้ จึงเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ละสมบัติใหญ่ออกจากเรือน ละสมบัติใด ก็กลับไปเพื่อสมบัตินั้นอีก. รังเกียจคำติเตียนนี้ว่า กัณหทีปายนะนี้บ้าน้ำลาย กลับกลอกจริงหนอ เพราะเกรงหิริโอตตัปปะของตนจะแตก.
อนึ่ง ชื่อว่าบุญในการบรรพชานี้ ท่านผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว. และก็ดำรงอยู่มิได้. เพราะฉะนั้น พระมหาบุรุษแม้ร้องไห้น้ำตานองหน้า ด้วยความทุกข์โทมนัส ก็ยังอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่สละพรหมจรรย์นั้น.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
กัณหทีปายนะนั้นออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว
ก็กลับมาอีก เขารังเกียจคำพูดนี้ว่า กัณหทีปายนะ
นี้บ้าน้ำลายกลับกลอกหนอ เราไม่ปรารถนาจะ
ประพฤติพรหมจรรย์เสียเลย.
อนึ่ง ฐานะของสัตบุรุษอันผู้รู้สรรเสริญแล้ว
เราจะเป็นผู้ทำบุญอย่างนี้.
บทว่า น โกจิ เอตํ ชานาติ ความว่า ใครๆ ที่เป็นมนุษย์ย่อมไม่รู้ใจที่ไม่ยินดีของเรานั้น คือใจที่ปราศจากความยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์. เพราะเหตุไร? เพราะเราไม่บอกแก่ใครๆ ว่า ความไม่ยินดีเป็นไปในใจของเรา ฉะนั้นใครๆ ที่เป็นมนุษย์จึงไม่รู้ใจนั้น.
บทว่า พฺรหฺมจารี คือ ชื่อพรหมจารี เพราะเป็นผู้ศึกษาเสมอด้วยการบรรพชาเป็นดาบส.
บทว่า มณฺฑพฺย คือ มีชื่อว่ามัณฑัพยะ.
บทว่า สหาโย คือ เป็นสหายที่รัก เพราะเป็นมิตรแท้ทั้งในเวลาเป็นคฤหัสถ์และเวลาเป็นบรรพชิต.
บทว่า มหาอิสิ คือ เป็นฤๅษีมีอานุภาพมาก.
บทว่า ปุพฺพกมฺมสมายุตฺโต สูลมาโรปนํ ลภิ ความว่า ประกอบด้วยบุรพกรรมของตนถูกเสียบด้วยหลาวทั้งเป็น.
ในบทนี้มีเรื่องราวเป็นลำดับดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่าโกสัมพิกะ ครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโกสัมพี แคว้นวังสะ.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาลมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในนิคมแห่งหนึ่ง. พราหมณ์กุมารได้มีสหายที่รักของเขาชื่อมัณฑัพยะ.
ต่อมา เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมทั้งสองเห็นโทษในกาม จึงบริจาคมหาทาน ละกาม เมื่อญาติมิตรบริวารชนร้องไห้คร่ำครวญ ได้ออกไปสร้างอาศรม ณ หิมวันตประเทศ แล้วบวชเลี้ยงชีพด้วยอาหารอันเป็นรากไม้และผลไม้ในป่า ด้วยการเที่ยวขออยู่เกิน ๕๐ ปี.
ทั้งสองไม่สามารถข่มกามฉันทะได้. แม้เพียงฌานก็เกิดขึ้นไม่ได้.
สองดาบสเที่ยวจาริกไปยังชนบท เพื่อเสพอาหารมีรสเค็มและเปรี้ยว ถึงแคว้นกาสี. ณ แคว้นกาสีนั้น ในนิคมหนึ่ง สหายครั้งเป็นคฤหัสถ์ของทีปายนะ ชื่อว่ามัณฑัพยะอาศัยอยู่. ทั้งสองจึงเข้าไปหามัณฑัพยะนั้น.
มัณฑัพยะเห็นดาบสทั้งสองก็ดีใจสร้างบรรณศาลา บำรุงด้วยปัจจัย ๔.
ดาบสทั้งสองอยู่ ณ ที่นั้นได้ ๓-๔ ปี ก็ลามัณฑัพยะนั้นเที่ยวจาริก ไปอาศัยอยู่ในป่าช้า เต็มไปด้วยไม้เต็งใกล้กรุงพาราณสี. ที่นั้นทีปายนะอยู่ตามความพอใจ แล้วไปหามัณฑัพยะสหายของตนในนิคมนั้นอีก. มัณฑัพยดาบสคงอยู่ ณ ที่นั้นเอง.
อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งกระทำโจรกรรมภายในเมืองลักทรัพย์หนี ถูกพวกเจ้าของเรือนและพวกมนุษย์ที่รักษานครติดตามออกไปทางท่อน้ำ รีบเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลาของดาบสแล้วหนีไป.
พวกมนุษย์เห็นห่อทรัพย์จึงคุกคามว่า เจ้าชฎิลชั่วคนร้ายทำโจรกรรมในกลางคืน กลางวันเที่ยวไปโดยเพศของดาบส แล้วช่วยกันทุบตีพาดาบสนั้นไปแสดงแด่พระราชา.
พระราชามิได้ทรงสอบสวนมีพระบัญชาให้เสียบบนหลาว. พวกมนุษย์นำดาบสนั้นไปยังป่าช้า เสียบบนหลาวไม้ตะเคียน. หลาวมิได้เข้าไปในร่างกายของดาบส. แต่นั้นจึงนำหลาวไม้สะเดามา. แม้หลาวนั้นก็มิได้เข้า. จึงนำหลาวเหล็กมา. หลาวเหล็กก็ไม่เข้า.
ดาบสคิดว่า เป็นกรรมเก่าของเรากระมังหนอ. ดาบสระลึกชาติได้ ได้เห็นกรรมเก่าด้วยเหตุนั้น.
นัยว่า ดาบสนั้นในอัตภาพก่อนเป็นบุตรของนายช่าง ไปยังที่ที่บิดาถากไม้จับแมลงวันตัวหนึ่งจึงเอาเสี้ยนไม้ทองหลางเสียบดุจหลาว. บาปของเขาได้โอกาสที่นี้. ดาบสรู้ว่าไม่อาจพ้นจากบาปนี้ไปได้ จึงกล่าวกะพวกราชบุรุษว่า หากพวกท่านประสงค์จะเสียบเราที่หลาว. พวกท่านจงนำหลาวไม้ทองหลางมาเถิด.
พวกราชบุรุษได้ทำตามนั้นแล้วเสียบดาบสที่หลาว จัดอารักขาแล้วหนีไป.
ในกาลนั้น กัณหทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้เห็นสหายมานานแล้ว จึงมาหามัณฑัพยดาบส ฟังเรื่องราวนั้นแล้วจึงไปยังที่นั้นยืนอยู่ข้างหนึ่ง ถามว่า สหายท่านทำอะไร เมื่อดาบสบอกว่าเราไม่ได้ทำอะไร?
กัณหทีปายนะถามว่า ท่านสามารถรักษาความประทุษร้ายทางใจได้หรือไม่ได้.
มัณฑัพยดาบสตอบว่า เราไม่มีความประทุษร้ายทางใจต่อพวกราชบุรุษและพระราชาที่จับเรา.
กัณหทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น ร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขของเราแล้วนั่งพิงหลาวอยู่.
พวกบุรุษที่ดูแลกราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชา.
พระราชาทรงดำริว่า เราไม่ได้สอบสวนทำลงไป จึงรีบเสด็จไป ณ ที่นั้นตรัสถามทีปายนดาบสว่า เพราะเหตุไร พระคุณท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่เล่า?
ดาบสทูลว่า อาตมภาพนั่งคอยรักษาดาบสนี้ มหาราช.
พระราชาตรัสถามว่า พระคุณท่านทราบความที่ดาบสนี้ทำแล้วหรือจึงได้ทำอย่างนี้? ทีปายนดาบสทูลถึงกรรมที่ไม่บริสุทธิ์.
ลำดับนั้น ทีปายนดาบสกล่าวคำมีอาทิว่า :-
ธรรมดาพระราชาควรเป็นผู้ใคร่ครวญก่อนทำ
คฤหัสถ์เกียจคร้าน บริโภคกามไม่ดี. บรรพชิตไม่
สำรวมก็ไม่ดี. พระราชาไม่ใคร่ครวญก่อนทำก็ไม่ดี.
บัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี.
แล้วแสดงธรรมแก่พระราชา.
พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยดาบสไม่ผิดจึงรับสั่งให้นำหลาวออก. พวกราชบุรุษดึงหลาวแต่ไม่สามารถนำออกได้.
มัณฑัพยะกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพได้รับโทษเห็นปานนี้ ก็เพราะโทษของกรรมที่ทำไว้ในชาติก่อน. ใครๆ ก็ไม่อาจดึงหลาวออกจากร่างกายของอาตมภาพได้. หากพระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้ชีวิตแก่อาตมภาพ ก็ขอได้รับสั่งให้ทำหลาวนี้เสมอกับผิวหนังแล้วเอาเลื่อยตัดเถิด.
พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้น. หลาวได้อยู่ภายในนั่นเอง ไม่เกิดเดือดร้อนอย่างไร.
นัยว่า ในครั้งนั้น มัณฑัพยดาบสเอาเสี้ยนอย่างเล็กเสียบเข้าไปทางผิวหนังของแมลงวัน. เสี้ยนนั้นยังอยู่ในร่างของแมลงวันนั่นเอง. แมลงวันมิได้ตายด้วยเหตุนั้น แต่ตายด้วยสิ้นอายุของมันเอง เพราะฉะนั้น แม้มัณฑัพยดาบสนี้จึงยังไม่ตาย.
พระราชาทรงไหว้ดาบสแล้วทรงขอขมา ทรงให้ดาบสทั้งสองอยู่ในพระราชอุทยานนั่นเอง ทรงบำรุง.
ตั้งแต่นั้น ดาบสนั้นจึงมีชื่อว่าอาณิมัณทัพยะ.
ดาบสนั้นอาศัยพระราชาอยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง.
ส่วนทีปายนดาบสชำระแผลของมัณฑัพยดาบสจนหายดีแล้ว จึงไปยังบรรณศาลาที่มัณฑัพยะผู้เป็นสหายของตนครั้งเป็นคฤหัสถ์.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
สหายเพื่อนพรหมจรรย์ของเราชื่อว่ามัณฑัพยะ
เป็นฤๅษีมีอานุภาพมาก ประกอบด้วยบุรพกรรมถูก
เสียบด้วยหลาวทั้งปวง. เราพยาบาลมัณฑัพยดาบส
นั้นให้หายโรคแล้ว ได้อำลามาสู่บรรณศาลาอันเป็น
อาศรมของเราเอง.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาปุจฺฉิตฺวาน คือ อำลามัณฑัพยดาบสผู้เป็นสหายของเรา.
บทว่า ยํ มยฺหํ สกมสิสมํ คือเข้าไปอยู่ยังบรรณศาลาอันเป็นอาศรมของเราเอง ซึ่งมัณฑัพยพราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา เมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์สร้างให้.
พวกพราหมณ์เห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปยังบรรณศาลา จึงบอกแก่สหาย. สหายนั้นฟังแล้วดีใจ จึงพร้อมด้วยบุตรภรรยาถือเอาของหอมดอกไม้และน้ำผึ้งเป็นต้นเป็นอันมากไปยังบรรณศาลา ไหว้ทีปายนดาบสล้างเท้าให้ดื่มน้ำ นั่งฟังเรื่องราวของอาณิมัณฑัพยดาบส.
ลำดับนั้น บุตรของมัณฑัพยะพราหมณ์ ชื่อว่ายัญญทัตตกุมาร เล่นลูกข่างอยู่ที่ท้ายที่จงกรม.
ณ ที่นั้น งูเห่าอาศัยอยู่ในจอมปลวกแห่งหนึ่ง. ลูกข่างที่เด็กโยนลงไปบนพื้นได้ไปตกลงบนหัวของงูเห่าในปล่องจอมปลวก. เด็กไม่รู้จึงล้วงมือลงไปในปล่อง. งูโกรธเด็กจึงกัดเข้าที่มือ. เด็กล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังของพิษงู.
มารดาบิดารู้ว่า เด็กถูกงูกัดจึงอุ้มเด็กให้เข้าไปนอนลงแทบเท้าของดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณท่านได้โปรดใช้ยาหรือมนต์ทำบุตรของกระผมให้หายโรคเถิด.
ทีปายนดาบสกล่าวว่า เราไม่รู้จักยา เราไม่ใช่หมอ เราเป็นนักบวช.
มารดาบิดาของเด็กกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณท่านได้โปรดแผ่เมตตาในกุมารนี้แล้วทำสัจกิริยาเถิด. ดาบสกล่าวว่า ดีแล้ว เราจักทำสัจกิริยา จึงวางมือไว้บนศีรษะของยัญญทัตตะ ได้ทำสัจกิริยา.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พราหมณ์ผู้เป็นสหายของเรา ได้พาภรรยาและ
บุตรต่างถือสักการะสำหรับต้อนรับแขก รวม ๓ คนมา
หาเรา เรานั่งเจรจาปราศัยกับสหายและภรรยาของเขา
อยู่ในอาศรมของตน.
เด็กโยนลูกข่างเล่นอยู่ ทำงูเห่าให้โกรธแล้ว
ทีนั้น เด็กนั้นเอามือควานหาลูกข่างไปตามปล่องจอม
ปลวก ควานไปถูกเอาหัวงูเห่าเข้า พอมือไปถูกหัวของ
มัน งูก็โกรธอาศัยกำลังพิษ เคืองจนเหลือจะอดกลั้น
ได้กัดเด็กในทันที พร้อมกับถูกงูกัดเด็กล้มลงที่พื้นดิน
ด้วยกำลังพิษกล้า เหตุนั้น เราเป็นผู้ได้รับทุกข์ หรือเรา
มีความรักจึงเป็นทุกข์ เราได้ปลอบมารดาบิดาของเด็ก
นั้นผู้มีทุกข์เศร้าโศกให้สร่างแล้ว ได้ทำสัจกิริยาอัน
ประเสริฐสุด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า อาคจฺฉุํ ปาหุนาคตํ คือ เข้าไปหาพร้อมด้วยสักการะต้อนรับแขก.
บทว่า วฏฺฏมนุกฺขิปํ คือ ขว้างลูกข่างที่มีชื่อว่าวัฏฏะ เพราะหยุดหมุนขณะขว้างลงไป. อธิบายว่า เล่นลูกข่าง.
บทว่า อาสีวิสมโกปยิ ความว่า เด็กขว้างลูกข่างไปบนพื้นดิน ลูกข่างเข้าไปในปล่องจอมปลวกกระทบหัวงูเห่าซึ่งอยู่ในจอมปลวกนั้นทำให้งูโกรธ.
บทว่า วฏฺฏคตํ มคฺคํ อเนฺวสนฺโต คือ ควานไปยังทางที่ลูกข่างนั้นไป.
บทว่า อาสีวิสสฺส หตฺเถน, อุตฺตมงฺคํ ปรามสิ คือ เด็กเอามือของตนซึ่งล้วงเข้าไปยังปล่องจอมปลวกถูกหัวงูเห่าเข้า.
บทว่า วิสพลสฺสิโต อาศัยกำลังพิษคืองูเกิดเพราะอาศัยกำลังพิษของตน.
บทว่า อฑํสิ ทารกํ ขเณ คือ งูได้กัดพราหมณ์กุมารนั้น ในขณะที่ลูบคลำนั่นเอง.
บทว่า สห ทฏฺโฐ คือ พร้อมกับถูกงูกัดนั่นเอง.
บทว่า อติวิเสน๑- คือ พิษร้าย.
บทว่า เตน ความว่า เราเป็นผู้ได้รับทุกข์ เพราะเด็กล้มลงบนพื้นดินด้วยกำลังพิษ.
บทว่า มม วา หสิ ตํ ทุกฺขํ เรามีความรักจึงเป็นทุกข์ คือทุกข์ของเด็กและของมารดาบิดานำมาไว้ที่เรา. นำมาด้วยความกรุณาของเราดุจในสรีระของเรา.
บทว่า ตฺยาหํ คือ เราปลอบมารดาบิดาของเด็กนั้นโดยนัยมีอาทิว่า อย่าเศร้าโศกเสียใจไปเลย.
บทว่า โสกสลฺลิเน๒- คือ มีลูกศรคือความโศก.
บทว่า อคฺคํ คือ แต่นั้น เราได้ทำสัจกิริยาอันประเสริฐสูงสุด.
๑- ม. อาสิวิเสน. ๒- ม. โลกสลฺลิเต.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงสัจจกิริยาโดยสรุป จึงตรัสคาถาว่า :-
เราต้องการบุญ ได้ประพฤติพรหมจรรย์
มีจิตเลื่อมใสอยู่ ๗ วันเท่านั้น. ต่อแต่นั้นมา
การประพฤติของเราไม่เลื่อมใส ๕๐ ปีเศษ.
เราไม่ปรารถนาจะประพฤติเสียเลย ด้วยความ
สัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เด็กนี้เถิด พิษจง
ระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตาหเมว คือ ๗ วันตั้งแต่วันที่เราบวช.
บทว่า ปสนฺนจิตฺโต คือ มีจิตเลื่อมใสเพราะเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม.
บทว่า ปุญฺญตฺถิโก คือ ผู้ต้องการบุญ ได้แก่ผู้ประกอบแล้วด้วยความพอใจในธรรม.
บทว่า อถาปรํ ยํ จริตํ คือ เพราะฉะนั้นการประพฤติพรหมจรรย์ของเราเกิน ๗ วัน.
บทว่า อกามโกวาหิ คือ เราไม่ปรารถนาบรรพชาเสียเลย.
บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ด้วยความสัตย์นี้ขอความสวัสดีจงมี คือหากว่า ความที่เราผู้อยู่อย่างไม่ยินดีตลอด ๕๐ ปีเศษไม่มีใครรู้เป็นความสัตย์. ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด ขอยัญญทัตตกุมารจงได้คืนชีวิตเถิด.
ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษตกจากสรีระของยัญญทัตตะลงไปสู่แผ่นดิน. กุมารลืมตาแลดูมารดาบิดาแล้วลุกขึ้นเรียก แม่จ๋า พ่อจ๋า.
ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
พร้อมกับเมื่อเราทำสัจกิริยา เด็กหวั่นไหวด้วย
กำลังพิษไม่รู้สึกตัวได้ฟื้นกายหายโรค ลุกขึ้นได้.
บทนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้
พร้อมกับการทำสัจจะของเรา แต่นั้นเด็กหวั่นไหวด้วยกำลังพิษในกาลก่อน ไม่รู้สึกตัวเพราะสลบ ได้ฟื้นขึ้นเพราะปราศจากพิษลุกขึ้นทันที. กุมารนั้นได้หายโรคเพราะไม่มีกำลังพิษ.
บัดนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงถึงความที่สัจกิริยาของพระองค์นั้น เป็นปรมัตถบารมี จึงกล่าวว่า สจฺเจน เม สโม นตฺถิ, เอสา เม สจฺจปารมี มีคำแปลดังได้แปลไว้แล้ว.
แต่มาในอรรถกถาชาดก ว่าด้วยสัจกิริยาของพระมหาสัตว์ พิษได้ตกจากเบื้องบนถันของกุมารแล้วไหลไป. ด้วยสัจกิริยาของบิดา พิษตกจากบนสะเอวของเด็ก. ด้วยสัจกิริยาของมารดาพิษตกจากร่างกายที่เหลือของเด็กแล้วไหลไป.
สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
บางครั้ง เราเห็นแขกมาเรือนก็ไม่ยินดีจะให้.
อนึ่ง สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูตร ก็ไม่รู้ความที่เรา
ไม่รัก เราไม่ปรารถนาจะให้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอ
ความสวัสดีจงมีแก่เจ้า พิษจงระงับ ขอยัญญทัตต
กุมารจงเป็นอยู่เถิด.
ดูก่อนพ่อยัญญทัตตะ อสรพิษมีพิษร้ายออก
จากปล่องได้เห็นเจ้า วันนี้ความพิเศษไรๆ ไม่มีแก่
เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษนั้น และในบิดา
ของเจ้า ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า
พิษจงระงับ ยัญญทัตตกุมารจงเป็นอยู่เถิด.
ในบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือ ในเวลามาเรือนเพื่อต้องการอยู่.
บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายแม้เป็นพหูสูตก็ไม่รู้ความที่เราไม่รักนี้ว่า มัณฑัพยะพราหมณ์นี้ไม่ยินดีการให้ ไม่ยินดีเราดังนี้. ท่านแสดงว่า เพราะเราแลดูสมณพราหมณ์เหล่านั้นด้วยตาอันน่ารักเท่านั้น.
บทว่า เอเตน สจฺเจน ความว่า หากเราแม้ให้ก็ไม่เชื่อผล ให้เพราะความไม่ปรารถนาของตน.
อนึ่ง ชนเหล่าอื่นไม่รู้ความที่เราไม่ปรารถนา.
อธิบายว่า ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดีจงมีเถิด.
บทว่า ปหูตเตโช คือ มีพิษร้ายแรง. บทว่า ปตรา คือ ปล่อง.
บทว่า อุทิจฺจ คือ โผล่ขึ้น.
อธิบายว่า ขึ้นจากปล่องจอมปลวก.
ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อยัญญทัตตะ ความพิเศษไรๆ ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะความไม่รักในอสรพิษนั้นและในบิดาของเจ้า. อนึ่งเว้นความไม่เป็นที่รักนั้น วันนี้เราไม่เคยรู้จักความพิเศษไรๆ. หากข้อนี้เป็นความจริง ด้วยคำสัตย์นั้นขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้าเถิด ด้วยประการฉะนี้.
พระโพธิสัตว์เมื่อเด็กหายจากโรคแล้ว จึงให้บิดาของเด็กนั้นตั้งอยู่ในความเชื่อกรรมและผลของกรรมว่า ชื่อว่าผู้ให้ทานควรเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมแล้ว พึงให้ดังนี้ ตนเองบรรเทาความไม่ยินดี แล้วยังฌานและอภิญญา ให้เกิดครั้นสิ้นอายุก็ไปเกิดในพรหมโลก.
มัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนทเถระในครั้งนี้.
ภริยาของมัณฑัพยะนั้น คือนางวิสาขา.
บุตร คือพระราหุลเถระ.
อาณิมัณฑัพยะ คือพระสารีบุตรเถระ.
กัณหทีปายนะ คือพระโลกนาถ.
ในจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงสัจบารมี และบารมีที่เหลือของพระมหาสัตว์นั้นซึ่งท่านยกขึ้นไว้ในบาลีโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพมีการบริจาคมหาโภคสมบัติจนหมดสิ้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถากัณหทีปายนจริยาที่ ๑๑
มาโนช ทองแย้ม
ดีโอ Eşek Arısının Süper Ruhu
Ту имрӯз чӣ корҳо дорӣ?
ธันวาคม 27, 2568
ไม่มีความคิดเห็น:
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)