Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา” แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา” แสดงบทความทั้งหมด

20 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ สุมังคลเถราปทานที่ ๑๐ (๒๐)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาหาร
 [๒๒] เราประสงค์จะบูชาเครื่องเซ่นสรวง จึงให้ตกแต่งโภชนาหารยืนอยู่ที่โรงใหญ่ คอย
วีดีโอ
ต้อนรับพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้งนั้นเราได้เห็นพระผู้มีพระภาค สัมพุทธเจ้า พระนามว่าปิยทัสสีทรงมียศมาก ทรงนำโลกทั้งปวงให้วิเศษ เป็นสยัมภูอัครบุคคลผู้โชติช่วง อันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม รุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์ เสด็จดำเนินไปในถนน จึงประนมอัญชลียังจิตของตนให้ เลื่อมใส นิมนต์ด้วยใจเท่านั้นว่า ขอเชิญพระมหามุนีเสด็จมา พระ ศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบความดำริของเราเสด็จมาสู่ประตู (เรือน) เรากับพระขีณาสพหนึ่งพัน (เราทูลว่า)
                ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้บุรุษ อาชาไนย
                ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้อุดมบุรุษ ขอเชิญเสด็จขึ้นปราสาท ประทับนั่งบนอาสนะอันอุดมเถิด พระเจ้าข้า
                พระผู้มีพระภาคทรงฝึกพระ องค์แล้ว มีบริวารอันฝึกแล้วทรงข้ามพ้นแล้ว ประเสริฐกว่าบรรดาผู้ข้าม เสด็จขึ้นปราสาทแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะอันประเสริฐ อามิสใดที่เรา รวบรวมไว้อันมีอยู่ในเรือนตน เรามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายอามิสนั้น แด่ พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตนโดยเคารพ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ ผ่องแผ้ว เกิดโสมนัส
 ประนมอัญชลีนมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ว่า โอ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ในระหว่างพระอริยบุคคล ๘ นั่งฉันอยู่ มีพระขีณาสพเป็นอันมาก อานุภาพนี้ของท่านทั้งหลาย เรานับถือพระผู้มี พระภาคนั้นเป็นสรณะ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าปิยทัสสี เชษฐบุรุษ ของโลกประเสริฐกว่านระ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัส พระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้นิมนต์สงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตมั่นคง และพระ ตถาคตสัมพุทธเจ้าให้ฉัน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรา กล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวราชสมบัติ ๒๗ ครั้ง จักปรารภในกรรมของตน รื่นรมย์อยู่ในเทวโลก จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๐ ครั้ง จักได้เป็น พระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๕๐๐ ครั้ง เราเข้าป่าไพรวันอันสัตว์ ร้าย (เสือโคร่ง) อาศัยอยู่ เริ่มตั้งความเพียรแล้ว เผากิเลสได้
                ในกัลป ที่ ๑๘๐๐ เราได้ให้ทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้ทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาหาร คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระสุมังคลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ สุมังคลเถราปทาน
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
                              ๑. สีหาสนทายกเถราปทาน
                              ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน
                              ๓. นันทเถราปทาน
                              ๔. จุลลปันถกเถราปทาน
                              ๕. ปิลินทวัจฉเถราปทาน
                              ๖. ราหุลเถราปทาน
                              ๗. อุปเสนวังคันตปุตตเถราปทาน
                              ๘. รัฏฐปาลเถราปทาน
                              ๙. โสปากเถราปทาน
                              ๑๐. สุมังคลเถราปทาน
ในวรรคนี้ท่านประกาศคาถาไว้ ๑๓๗ คาถา.

จบ สีหาสนิยวรรคที่ ๒.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๑๐. สุมังคลเถราปทาน (๒๐)
         ๒๐. อรรถกถาสุมังคลเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสุมังคลเถระมีคำเริ่มต้นว่า อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ ดังนี้. 
         แม้ท่านสุมังคละนี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปิยทัสสี บังเกิดเป็นรุกขเทวดา. 
         วันหนึ่ง ท่านเห็นพระศาสดาทรงสรงสนาน มีจีวรผืนเดียวประทับยืน ถึงโสมนัสปรบมือ. ด้วยบุญนั้นท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งคนเข็ญใจ ด้วยวิบากเครื่องไหลออกแห่งกรรมเช่นนั้น ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี. 
         ท่านได้มีชื่อว่า สุมังคละ ดังนี้. ท่านเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีเคียว มีไถ มีจอบอันเป็นสมบัติของคนค่อมเป็นบริขาร เลี้ยงชีพด้วยการไถ. 
         วันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ เขาถือหม้อนมส้มเดินรวมกันกับมนุษย์ทั้งหลายผู้ถือเอาเครื่องอุปกรณ์ทานเดินมา เห็นเครื่องสักการะและสัมมานะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ของภิกษุทั้งหลาย จึงคิดว่าสมณศากยบุตรเหล่านี้นุ่งผ้าเนื้อละเอียด เสวยโภชนะดีๆ อยู่ในที่สงัดลม ไฉนหนอ แม้เราก็จะพึงบวช จึงเข้าไปหาพระเถระรูปหนึ่งแล้วแจ้งความประสงค์ของตน. 
         พระมหาเถระนั้นมีความกรุณาท่าน จึงให้ท่านบวชแล้วบอกกรรมฐาน. 
         ท่านอยู่ในป่าเบื่อหน่ายกระสันในที่อยู่ผู้เดียว ใคร่จะสึก จึงไปบ้านญาติ เห็นมนุษย์ในระหว่างทางต่างถกกระเบนไถนาอยู่ นุ่งผ้าปอนๆ มีร่างกายเปื้อนด้วยธุลีโดยรอบซูบซีดด้วยลมและแดดไถนาอยู่ จึงได้ความสังเวชว่า สัตว์เหล่านี้เสวยทุกข์มีชีวิตเป็นเครื่องหมายอย่างใหญ่หนอ. 
         ก็เพราะญาณของท่านแก่รอบ กรรมฐานตามที่ท่านถือเอา จึงปรากฏแก่ท่าน. ท่านเข้าไปยังโคนไม้แห่งหนึ่งได้ความสงัด มนสิการโดยแยบคายอยู่ เจริญวิปัสสนาก็บรรลุพระอรหัตตามลำดับแห่งมรรค. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อาหุตึ ยิฏฺฐุกาโมหํ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาหุตึ ได้แก่ เครื่องอุปกรณ์บูชาและสักการะมิใช่น้อย มีข้าวและน้ำเป็นต้น. 
         บทว่า ยิฏฺฐุกาโม แปลว่า ผู้ใคร่เพื่อจะบูชา, ข้าพเจ้าเป็นผู้ใคร่จะให้ทาน. 
         บทว่า ปฏิยาเทตฺวาน โภชนํ ความว่า จัดแจงอาหารให้สำเร็จ. 
         บทว่า พฺราหฺมเณ ปฏิมาเนนฺโต ความว่า แสวงหาปฏิคาหกคือบรรพชิตผู้บริสุทธิ์. 
         บทว่า วิสาเล มาฬเก ฐิโต ความว่า ยืนอยู่ในโรงอันกว้างขวาง มีพื้นทรายขาวสะอาดน่ารื่นรมย์ยิ่ง. 
         บทว่า อถทฺทสาสึ สมฺพุทฺธํ เชื่อมความว่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปิยทัสสี ผู้มียศใหญ่ มีบริวารมาก ผู้แนะนำโลกทั้งปวง คือสัตว์โลกทั้งสิ้น คือนำไปโดยพิเศษ ให้สัตว์ถึงพระนิพพาน เป็นพระสยัมภูผู้เป็นเอง ผู้ไม่มีอาจารย์ ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นบุคคลประเสริฐ เป็นผู้จำแนกแจกธรรม ผู้ประกอบด้วยคุณมีความเป็นผู้มีภคยธรรม มีความรุ่งเรือง สมบูรณ์ด้วยรัศมีมีสีเขียวและสีเหลืองเป็นต้น แวดล้อมไปด้วยสาวกทั้งหลาย รุ่งโรจน์งดงามเหมือนพระอาทิตย์ คือเหมือนพระสุริโยทัย ดำเนินไปในถนนคือในวิถี. 
         บทว่า อญฺชลึ ปคฺคเหตฺวาน ความว่า เราประคองวางหม้อน้ำไว้บนศีรษะประคองอัญชลี กระทำจิตใจของเราให้เลื่อมใส ในคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเช่นนี้. 
         อธิบายว่า ทำจิตให้เลื่อมใส. 
         บทว่า มนสา ว นิมนฺเตสึ แปลว่า ทูลอาราธนาด้วยใจ. 
         บทว่า อาคจฺฉตุ มหามุนิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ควรแก่การบูชาในแผ่นดิน เป็นมุนี ขอเชิญเสด็จมาสู่นิเวศน์ของข้าพระองค์เถิด. 
         บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺญาย ความว่า พระศาสดาไม่มีผู้ยิ่งกว่า คือเว้นจากผู้ยิ่งกว่าในโลก คือในสัตวโลก ทรงทราบความดำริแห่งจิตของเราแล้ว แวดล้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ องค์ คือพระอรหันต์ ๑,๐๐๐ องค์ เสด็จเข้าไปใกล้คือเสด็จถึงประตูของเรา คือประตูเรือนของเรา. 
         เราได้กระทำนมัสการอย่างนี้แด่พระศาสดาผู้ถึงพร้อมแล้วนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้บุรุษอาชาไนย คือผู้อาชาไนย ผู้ประเสริฐของบุรุษทั้งหลาย ขอความนอบน้อมของเราด้วยดีจงมีแด่ท่าน. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษสูงสุด คือสูงสุดประเสริฐด้วยคุณยิ่งของบุรุษทั้งหลาย ขอความนอบน้อมของเราจงมีแด่ท่าน. 
         อธิบายว่า เราขอเชื้อเชิญซึ่งพระองค์ขึ้นสู่ปราสาทอันเป็นที่น่าเลื่อมใสคือยังความเลื่อมใสให้เกิด แล้วประทับนั่งบนสีหาสนะ คือบนอาสนะอันสูงสุด. 
         บทว่า ทนฺโต ทนฺตปริวาโร ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ฝึกพระองค์แล้วด้วยทวารทั้ง ๓ ด้วยพระองค์เอง ทรงแวดล้อมไปด้วยบริษัท ๔ คือภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและอุบาสิกา ผู้ฝึกแล้วเหมือนกัน. 
         บทว่า ติณฺโณ ตารยตํ วโร ความว่า พระองค์เองทรงข้ามแล้ว คือข้ามขึ้นแล้วจากสงสารออกไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าบุรุษผู้วิเศษผู้ข้ามอยู่ เสด็จขึ้นปราสาทด้วยการอาราธนาของเรา ประทับนั่งคือสำเร็จการนั่ง บนอาสนะอันประเสริฐ คือสูงสุด. 
         บทว่า ยํ เม อตฺถิ สเก เคเห ความว่า อามิสใดที่เรารวบรวมไว้ที่มีปรากฏอยู่ในเรือนตน. 
         บทว่า ตาหํ พุทฺธสฺส ปาทาสึ ความว่า เรามีจิตเลื่อมใสได้ถวายอามิสนั้นแด่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน โดยเคารพ หรือโดยเอื้อเฟื้อ. 
         บทว่า ปสนฺโน เสหิ ปาณิภิ ความว่า เรามีจิตเลื่อมใส มีจิตผ่องใสถือเอาอามิสถวายด้วยมือทั้งสองของตน. เรามีจิตเลื่อมใส มีความดำริแห่งใจอันผ่องใสแล้ว มีใจดี มีใจงาม. 
         อธิบายว่า เราเกิดความปลื้มใจ เกิดโสมนัสกระทำอัญชลี ประคองอัญชลีไว้เหนือเศียรเกล้า นอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ. 
         บทว่า อโห พุทธสฺสุฬารตา ความว่า ภาวะที่พระศาสดาผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔ เป็นภาวะที่ยิ่งใหญ่ น่าอัศจรรย์หนอ. 
         บทว่า อฏฺฐนฺนํ ปยิรุปาสตํ ความว่า ในระหว่างพระอริยบุคคล ๘ นั่งฉันอยู่ มีพระขีณาสพอรหันต์เป็นอันมาก. 
         บทว่า ตุยฺเหเวโส อานุภาโว ความว่า พระองค์เท่านั้นมีอานุภาพ คือมีการเที่ยวไปในอากาศและผุดขึ้นดำลงเป็นต้น. ไม่ใช่คนเหล่าอื่น. 
         บทว่า สรณํ ตํ อุเปมหํ ความว่า เราขอถึง คือถึงหรือทราบว่า ท่านผู้เป็นเช่นนี้นั้นเป็นที่พึ่ง เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. 
         อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปิยทัสสี เป็นผู้ประเสริฐกว่าสัตว์โลกเป็นนระผู้องอาจ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ภาษิต คือตรัสพยากรณ์คาถาเหล่านี้. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถาสุมังคลเถราปทาน         
         จบอรรถกถาสีหาสนิยวรรคที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ โสปากเถราปทาน ที่ ๙ (๑๙)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้
 [๒๑] พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมายังสำนักของเราซึ่งกำลังชำระ
เงื้อมเขาอยู่ที่ภูเขาสูงอันประเสริฐ เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามา ได้ ตกแต่งเครื่องลาดแล้ว ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายแด่พระโลกเชษฐ์ผู้คง ที่ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะนายกของโลกประทับนั่งบนอาสนะ ดอกไม้แล้ว ทรงทราบคติของเรา ได้ตรัสความเป็นอนิจจํว่า สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้น แล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับเป็นสุข พระสัพพัญญู เชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้ประเสริฐ ทรงเป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้ แล้ว เสด็จเหาะขึ้นในอากาส ดังพระยาหงส์ในอัมพร เราละทิฏฐิของ ตนแล้วเจริญอนิจจสัญญา ครั้นเราเจริญอนิจจสัญญาได้วันเดียวก็ทำกาละ ณ ที่นั้นเอง เราเสวยสมบัติทั้งสอง อันกุศลมูลตักเตือนแล้วเกิดในภพ ที่สุด เข้าถึงกำเนิดพ่อครัว เราออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เรามี กาลฝน ๗ โดยกำเนิด ได้บรรลุอรหัต เราปรารภความเพียร มีใจแน่วแน่ ตั้งมั่นอยู่ในศีลด้วยดี ยังพระมหานาคให้ทรงยินดีแล้ว ได้อุปสมบท
                ในกัลป ที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอาสนะดอกไม้
                ในกัลปที่ ๙๔ แต่ กัลปนี้ เราได้เจริญสัญญาใดในกาลนั้น เราเจริญสัญญานั้นอยู่ ได้บรรลุอาสวขัยแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. 
                ทราบว่า ท่านพระโสปากเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

จบ โสปากเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๙. โสปากเถราปทาน (๑๙)
         ๑๙. อรรถกถาโสปากเถราปทาน
         อปทานของท่านพระโสปากเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารํ โสธยนฺตสฺส ดังนี้. 
         ท่านพระโสปากะแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นบุตรแห่งกุฏุมพีคนหนึ่ง. 
         วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาแล้วได้น้อมนำผลมะงั่วเข้าไปถวายพระศาสดา. พระศาสดาเสวยแล้ว เพราะทรงอาศัยความอนุเคราะห์แก่ท่าน. ภิกษุนั้นเลื่อมใสยิ่งในพระศาสดาและในพระสงฆ์ เริ่มตั้งสลากภัต ได้ถวายภัตเจือน้ำนมตลอดอายุแก่ภิกษุ ๓ รูป ด้วยอำนาจสังฆุทเทส. 
         ท่านเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลกไปๆ มาๆ ด้วยบุญเหล่านั้น ครั้งหนึ่งบังเกิดในกำเนิดมนุษย์ ได้ถวายภัตเจือน้ำนมแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. 
         ท่านบำเพ็ญบุญในภพนั้นๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคตินั่นเอง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงเข็ญใจคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ด้วยผลอันไหลออกแห่งกรรมในก่อน. นางบริหารครรภ์ตลอด ๑๐ เดือน เมื่อครรภ์แก่ ในเวลาคลอดไม่สามารถจะคลอด ท่านได้ถึงความสลบ นอนเหมือนตายไปหลายเวลา. 
         พวกญาตินำนางไปสู่ป่าช้าด้วยสำคัญว่าตายแล้ว ยกขึ้นสู่จิตกาธาน เมื่อพายุฝนตั้งขึ้น ด้วยอานุภาพของเทวดาจึงไม่ได้จุดไฟ พากันหลีกไป. ทารกเป็นผู้ไม่มีโรคออกจากท้องมารดาด้วยอานุภาพแห่งเทวดานั้นเอง เพราะเธอเกิดในภพสุดท้าย. 
         ฝ่ายมารดาได้ทำกาละแล้ว. เทวดาเข้ามาด้วยรูปเป็นมนุษย์พาเด็กนั้นไปวางไว้ในเรือนของคนเฝ้าป่าช้า เลี้ยงดูด้วยอาหารอันสมควรตลอดเวลาเล็กน้อย. เบื้องหน้าแต่นั้น คนเฝ้าป่าช้ากระทำให้เป็นเหมือนบุตรของตนให้เจริญแล้ว. ท่านเมื่อเจริญอย่างนั้น เที่ยวเล่นกับเด็กชื่อว่าสุปปิยะ อันเป็นบุตรของคนเฝ้าป่าช้านั้น. 
         เขาได้ชื่อว่า โสปากะ เพราะเกิดเติบโตในป่าช้า. 
         ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไปในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูเฉพาะสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ผู้จะแนะนำได้ จึงทอดพระเนตรเห็นท่านอยู่ในข่ายคือพระญาณ จึงได้เสด็จไปสู่ที่ป่าช้า. ทารกอันบุพเหตุตักเตือน จึงมีใจเลื่อมใสเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมได้ยืนอยู่แล้ว. 
         พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เธอ. เธอฟังธรรมแล้วทูลขอบรรพชา ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า เธอเป็นผู้อันบิดาอนุญาตแล้วหรือ? จึงได้นำบิดาไปยังสำนักพระศาสดา. บิดาของเธอถวายบังคมพระศาสดาแล้ว อนุญาตด้วยคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดให้บรรพชาเด็กนี้เถิด. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เธอบรรพชาแล้ว ทรงแนะนำด้วยเมตตาภาวนา เธอกำหนดกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์อยู่ในป่าช้าไม่นานนัก กระทำฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว. 
         ท่านแม้เป็นพระอรหัตต์แล้ว ก็ได้แสดงเมตตาภาวนาวิธีแก่ภิกษุในป่าช้าเหล่าอื่น จึงได้กล่าวคาถาว่า ยถาปิ เอกปุตฺตสฺมึ ดังนี้เป็นต้น. 
         ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า 
         มารดาและบิดาพึงเป็นผู้มีความฉลาด แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวในบุตรน้อยคนเดียวผู้เป็นที่รักที่ชอบใจ ฉันใด พึงเป็นผู้มีความฉลาดในสัตว์ทั้งปวงผู้สถิตอยู่ในทิศทั้งปวงต่างด้วยทิศตะวันออกเป็นต้น หรือในภพทั้งปวงต่างด้วยกามภพเป็นต้น แม้ในสถานที่มั่งคงทั้งปวงต่างด้วยคนหนุ่มเป็นต้นฉันนั้น ไม่กระทำเขตแดนว่า มิตร ผู้เป็นกลาง ผู้เป็นข้าศึก พึงเจริญเมตตามีรสเป็นอันเดียวกันในที่ทุกสถาน ด้วยอำนาจความแตกต่างแห่งเขตแดน. 
         ก็แลครั้นกล่าวคาถานี้แล้วได้ให้โอวาทว่า ถ้าท่านผู้มีอายุทั้งหลายพึงเจริญเมตตาอย่างนี้ไซร้ และอานิสงส์เมตตา ๑๑ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยนัยมีอาทิว่า ย่อมหลับเป็นสุข ดังนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีส่วนแห่งอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ อย่างนั้นโดยส่วนเดียว. 
         ท่านได้บรรลุผลอย่างนี้แล้ว พิจารณาบุญที่ตนทำแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะแสดงปุพพจริตาปทานจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺภารํ โสธยนฺตสฺส ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภารํ ได้แก่ ที่อันสงัดแห่งภูเขาอันล้วนแล้วแต่หิน. ท่านกระทำที่นั้นให้เป็นกำแพงอิฐ เพราะเป็นสถานที่สมควรแก่บรรพชิต ประกอบบานประตูไว้ ถวายเพื่อเป็นที่อยู่ของพวกภิกษุ. 
         ชื่อว่า ปพฺภาร เพราะจะต้องปรารถนาภาระหนักโดยประการ. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมาคือเสด็จถึงสำนักของเราผู้ชำระเงื้อมเขานั้นให้สะอาด. 
         บทว่า พุทฺธํ อุปคตํ ทิสฺวา ความว่า เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่สำนักของเราอย่างนี้แล้ว ให้ปูลาดเครื่องลาดคือเครื่องหญ้าและใบไม้เป็นต้น เครื่องลาดไม้ให้สำเร็จ ถวายอาสนะดอกไม้ คืออาสนะอันสำเร็จด้วยดอกไม้ แด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นโลกเชษฐ์ ผู้คงที่คือชื่อว่าประกอบด้วยคุณเครื่องคงที่ เพราะเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นสภาวะ. 
         บทว่า ปุปฺผาสเน นิสีทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้นำโลก ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ ที่เขาตบแต่งไว้นั้น. 
         บทว่า มมญฺจ คติมญฺญาย ความว่า ทราบคือรู้คติ คือสถานที่อุบัติต่อไปของเรา แล้วทรงเปล่งคือแสดง อนิจจตา คือภาวะเป็นของไม่เที่ยง. 
         บทว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ความว่า สังขารทั้งปวงอันอาศัยปัจจัยตบแต่งขึ้นโดยส่วนเดียว คือมีความเป็นไปตามปัจจัยเป็นธรรมดา ชื่อว่าไม่เที่ยงหนอ เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี. 
         บทว่า อุปฺปาทวยธมฺมิโน ความว่า สังขารเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว มีความพินาศไปเป็นสภาวะ คือเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมดับไปคือย่อมพินาศไป. 
         บทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความว่า การเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้นโดยพิเศษ เป็นสภาพนำมาซึ่งความสุข. อธิบายว่า พระนิพพานอันกระทำความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นนั่นแล เป็นสุขโดยส่วนเดียว. 
         บทว่า อิทํ วตฺวาน สพฺพญฺญู เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้ธรรมทั้งปวง เป็นผู้ประเสริฐที่สุดคือเป็นผู้เจริญแห่งโลก เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นประธาน เป็นวีรบุรุษแห่งนระ ตรัสคือแสดงพระธรรมเทศนาอันเกี่ยวด้วยสภาวะไม่เที่ยงนี้ เหาะไปสู่ท้องฟ้าคือสู่อากาศ เหมือนพญาหงส์ ในอัมพรคือบนอากาศฉะนั้น. 
         ละ คือทิ้งทิฏฐิของตนคือลัทธิ ความยินดีความชอบใจ ได้แก่อัธยาศัยของตน. 
         บทว่า ภาวยานิจฺจสญฺญหํ ความว่า เราทำสัญญาอันเป็นไปในสภาวะอันไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยงให้เกิดมี คือให้เจริญ ได้แก่ทำไว้ในใจ. 
         บทว่า ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ความว่า ทำกาละในชาตินั้นๆ จากชาตินั้นคือตายไป. 
         บทว่า เทวฺ สมฺปตฺตี อนุโภตฺวา ความว่า เสวยสมบัติทั้ง ๒ กล่าวคือ มนุษยสมบัติและทิพยสมบัติ. 
         บทว่า สุกฺกมูเลน โจทิโต ความว่า อันกุศลมูลแต่ก่อน หรืออันกุศลอันเป็นเดิม เร้าใจแล้วคือตักเตือนแล้ว. 
         บทว่า ปจฺฉิเม ภเว สมฺปตฺเต ความว่า เมื่อภพสุดท้ายถึงพร้อมแล้วคือมาถึงแล้ว. 
         บทว่า สปากโยนุปาคมึ ความว่า เข้าถึงกำเนิดพ่อครัว ทำภัตให้สุกแล้วเอง. 
         ภัตเพื่อสกุลใดอันตนให้สุกแล้ว สกุลอื่นไม่พึงบริโภค. อธิบายว่า เราบังเกิดในตระกูลจัณฑาลนั้น. 
         อีกอย่างหนึ่ง สุนัขท่านเรียกว่า สา (หมา). อธิบายว่า เกิดในตระกูลจัณฑาลผู้บริโภคภัตอันเป็นเดนจากสุนัข. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาโสปากเถราปทาน

19 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ รัฐปาลเถราปทานที่ ๘ (๑๘)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายช้าง
 [๒๐] เราได้ถวายช้างตัวประเสริฐ มีงางอนงามควรเป็นราชพาหนะพร้อมทั้ง
วีดีโอ
ลูกช้างอันงามมีเครื่องหัตถาลังการ กั้นฉัตรขาวแด่พระผู้มีพระภาคพระนามว่า ปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลกผู้คงที่ เราซื้อสถานที่นั้นทั้งหมดแล้ว ได้ให้ สร้างอารามถวายแก่สงฆ์ ได้ให้สร้างปราสาทไว้ภายในวิหารนั้น ๕๔,๐๐๐ หลัง ได้ทำทานดังห้วงน้ำใหญ่แล้ว มอบถวายแด่พระพุทธเจ้า พระ สยัมภูมหาวีรเจ้าผู้เป็นอัครบุคคล ทรงอนุโมทนา ทรงยังชนทั้งหมดให้ ร่าเริง ทรงแสดงอมตบท พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกพระนามว่าปทุมุตระ ทรงทำผลบุญที่เราทำแล้วนั้นให้แจ้งชัดแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุ สงฆ์ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้นี้ได้ให้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ หลัง เราจักแสดงวิบากของผู้นี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว
 กูฏาคารหมื่นแปดพัน จักมีแก่ผู้นี้ และกูฏาคารเหล่านั้นสำเร็จด้วยทองล้วน เกิดในวิมานอัน อุดม ผู้นี้จักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติ ๕๐ ครั้ง และจักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง ในกัลปที่แสน พระศาสดาพระนามว่าโคดมโดยพระ โคตรซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้อัน กุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลก ไปบังเกิดในสกุลที่เจริญมี โภคสมบัติมาก ภายหลัง เขาอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักบวช จักได้ เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ารัฐปาละ เขามีตนส่งไปแล้ว เพื่อ ความเพียรสงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มี อาสวะนิพพาน เราลุกขึ้นแล้ว ละโภคสมบัติออกบวช ความรักในโภคสมบัติเหมือนก้อนเขฬะไม่มีแก่เรา เรามีความเพียรอันนำธุระไป อันนำ มาซึ่งธรรมเป็นเดนเกษมจากโยคะ เราทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุดในศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระรัฐปาลเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ รัฐปาลเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๘. รัฐปาลเถราปทาน (๑๘)
         ๑๘. อรรถกถารัฐปาลเถราปทาน
         อปทานของท่านพระรัฐปาลเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         ท่านผู้มีอายุแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จอุบัตินั่นเอง บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้ว โดยกาลล่วงไปแห่งบิดา ดำรงการครองเรือน ผู้จัดการในเรือนคลังแสดงทรัพย์ที่เป็นมาตามวงศ์ตระกูลหาประมาณมิได้ คิดว่าปิยชนมีบิดา ปู่ ตา ยาย ทวดเป็นต้นของเรา ไม่สามารถจะถือเอากองทรัพย์มีประมาณเท่านี้ให้เป็นสิทธิของตนไปได้ แต่เราควรจะถือเอาไป ดังนี้แล้วได้ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น. 
         ท่านเข้าไปหาดาบสรูปหนึ่งผู้ได้อภิญญา ถูกดาบสชักชวนในความเป็นใหญ่ในเทวโลก จึงบำเพ็ญบุญอยู่ตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นตลอดอายุ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บังเกิดเป็นบุตรคนเดียวแห่งตระกูลผู้สามารถจะดำรงรัฐที่แตกในมนุษยโลก. 
         โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัติในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ ยังสรรพสัตว์ให้ถึงภูมิอันเป็นแดนเกษมกล่าวคือนิพพานมหานคร. 
         ลำดับนั้น กุลบุตรนั้นถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาโดยลำดับ วันหนึ่งไปสู่วิหารกับอุบาสกทั้งหลาย เห็นพระศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่ มีจิตเลื่อมใสนั่งอยู่ที่ท้ายบริษัท. 
         ก็โดยสมัยนั้นแล พระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งบรรพชิตผู้บวชด้วยศรัทธา. ท่านเห็นดังนั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส ถวายมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุแสนรูป ตลอด ๗ วัน แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น. 
         พระศาสดาทรงเห็นความสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธาในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ในอนาคต. 
         ท่านถวายบังคมพระศาสดา และไหว้ภิกษุสงฆ์แล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก. 
         ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าผุสสะ ราชบุตรทั้ง ๓ พระองค์ผู้ต่างมารดากันอุปัฏฐากพระศาสดาอยู่ ได้บำเพ็ญกิจเพื่อสหายในบุญกิริยาแก่ราชบุตรเหล่านั้น. ท่านสั่งสมกุศลเป็นอันมากในภพนั้นๆ ด้วยอาการอย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคติเท่านั้น. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิกนิคมในกุรุรัฐ. ท่านได้นามตามวงศ์ตระกูลนั่นแลว่ารัฐปาละ เพราะบังเกิดในตระกูลผู้สามารถดำรงรัฐที่แตกไป. ท่านเจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับผู้อันมารดาบิดาตบแต่งด้วยภรรยาอันสมควร ให้ตั้งอยู่ในยศใหญ่ เสวยสมบัติเช่นกับทิพยสมบัติ. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบทในกุรุรัฐ บรรลุถึงถุลลโกฏฐิกนิคม. รัฐปาลกุลบุตรได้ฟังดังนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ได้ศรัทธาประสงค์จะบวช อดอาหาร ๗ วัน มารดาบิดาจึงจำอนุญาตให้แสนยาก จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ขอบรรพชา บวชในสำนักของภิกษุรูปหนึ่ง ตามพระดำรัสสั่งของพระศาสดา กระทำกรรมโดยโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต. 
         ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทูลขออนุญาตพระศาสดาแล้ว ไปยังถุลลโกฏฐิกนิคมเพื่อเยี่ยมมารดา เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกในนิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสที่ค้างคืนในนิเวศน์ของบิดา ฉันขนมกุมมาสนั้น เหมือนฉันน้ำอมฤต ถูกบิดานิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น ได้รับนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น. 
         ในวันที่ ๒ ฉันบิณฑบาตในนิเวศน์ของบิดา เข้าไปหาหญิงผู้เป็นนางสนมผู้ประดับตกแต่ง เมื่อนางกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า นางฟ้าเหล่านั้นชื่อเป็นเช่นไร ท่านประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางฟ้าเหล่านั้นหรือดังนี้แล้ว. 
         เมื่อนางสนมนั้นเริ่มเพื่อทำกรรมคือการประเล้าประโลม จึงได้เปลี่ยนแปลงความประสงค์เช่นนั้น แสดงธรรมอันเกี่ยวด้วยอนิจจลักษณะเป็นต้น จึงได้กล่าวคาถเหล่านี้ว่า๑- 
                  เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็นแผล 
            อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย คนพาลพากัน 
            ดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น 
                  เชิญดูรูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตรด้วยตุ้มหูอันสำเร็จด้วย 
            แก้วมณี หุ้มด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน. งามพร้อมไปด้วย 
            ผ้าต่าง ๆ. 
                  มีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ทาด้วย 
            จุณ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวง 
            หาฝั่งโน้นลุ่มหลง. 
                  ผมทั้งหลาย อันบุคคลตบแต่งเป็นลอนคลุมด้วยตาข่าย 
            นัยน์ตาทั้งสองอันหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลง 
            ได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง. 
                  กายอันเปื่อยเน่าอันบุคคลตบแต่งแล้ว เหมือนกล่องยาตา 
            ใหม่ๆ วิจิตรด้วยลวดลายต่าง ๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ 
            แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง. 
                  นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพราน 
            เนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป. 
                  บ่วงของนายพรานขาดไปแล้ว เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนาย 
            พรานเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป. 
- ม.ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๓๙. 
         ท่านกล่าวคาถาเหล่านี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส นั่งที่แผ่นศิลาอันเป็นมงคล ในมิคาวนชินอุทยานของพระเจ้าโกรพยะ. ได้ยินว่า พระบิดาของพระเถระได้ให้ใส่กลอนลูกดาลที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ จึงสั่งบังคับนักมวยปล้ำทั้งหลายว่า พวกท่านอย่าให้เพื่อออกไป ให้เปลื้องผ้ากาสายะแล้วให้นุ่งผ้าขาว. เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงได้ไปทางอากาศ. 
         ลำดับนั้น พระเจ้าโกรพยะทรงทราบว่าพระเถระนั่งในที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหาท่านให้ระลึกด้วยสัมโมทนียกถาและสารณียกถาแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านรัฐปาละผู้เจริญ ท่านบวชในพระศาสนานี้ ถึงความเสื่อมเพราะพยาธิหรือ หรือเสื่อมเพราะชราโภคะและญาติ จึงบวช ก็ท่านไม่ถึงความเสื่อมอะไรๆ แล แต่เหตุไฉนจึงบวชเล่า. 
         ลำดับนั้น พระเถระได้แสดงภาวะที่ตนทราบถึงธรรมุเทศ ๔ ข้อเหล่านี้แก่พระราชา คือโลกอันชราน้อมเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีที่ต้านทานไม่เป็นอิสระ โลกไม่มีที่พึ่ง จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่อิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา. 
         เมื่อจะกล่าวตามคติเทศนานั้น จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า๒- 
                  เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้วไม่ 
            ให้ทาน เพราะความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสมไว้ และ 
            ปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป. 
                  พระราชากดขี่ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดิน 
            อันมีสาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยัง 
            ปรารถนาจักครอบครองเฝ้าสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป. 
                  พระราชาก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ 
            ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ทั้งยังไม่เต็มความ 
            ประสงค์ ก็พากันละทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย 
            ย่อมไม่มีในโลกเลย. 
                  หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และ 
            รำพันว่าทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้น 
            พวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่มนำไปเผาเสียที่เชิงตะกอน ผู้ที่ 
            ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย 
            มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคลจะตาย ย่อมไม่มีญาติหรือ 
            มิตรสหายช่วยต้านทานได้. 
                  พวกที่รับมรดก ก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน 
            สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรๆ 
            คือพวกบุตร ภริยา ทรัพย์ แว่นแคว้นสิ่งใดๆ จะติดตามไปได้เลย. 
                  บุคคลจะอายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่. จะละความแก่ไป 
            แม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นแลว่า 
            เป็นของน้อยไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา. 
                  ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน 
            ทั้งคนพาลและคนฉลาดก็ถูกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่ 
            คนพาลถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์ 
            เพราะความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์ถูกผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อม 
            ไม่หวั่นไหว. 
                  เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะ 
            ปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ 
            พากันทำความชั่วต่างๆ อยู่ในภพน้อยภพใหญ่เพราะความหลง.
                  ผู้ใดทำกรรมชั่วเพราะหลงแล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนตาย 
            เวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อเชื่อ 
            ต่อการทำของบุคคลผู้ที่ทำกรรมนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียน 
            เกิดอยู่ร่ำไปเหมือนกัน. 
                  เปรียบเหมือนโจรผู้มีความผิด ถูกจับเพราะโจรกรรมมี 
            ตัดช่องเป็นต้น ละไปแล้วย่อมเดือดร้อนในปรโกลเพราะกรรม 
            ของตนฉะนั้น. 
                  ฉะนั้น กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ 
            ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพ 
            ได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช. 
                  มาณพทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกาย 
            แตกเหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพ 
            เห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อนี้ ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแล 
            ประเสริฐ 
                  อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติชอบ 
            ในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ 
            อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกามทั้ง 
            หลายโดยความเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลาย 
            โดยความเป็นดังศาสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงสู่ครรภ์ 
            เห็นภัยในนรกจึงออกบวช. 
                  อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้แล้ว ได้ความสังเวชในกาล 
            นั้น ในกาลนั้นอาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศร คือราคะเป็นต้น 
            แทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว.๒- 
                  พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคยแล้ว อาตมภาพได้ 
            ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว. 
                  บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้อง 
            การนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว. 
๒- ม.ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๕๑. 
         พระเถระแสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรพยะอย่างนี้แล้ว จึงไปยังสำนักพระศาสดานั่นแล. และครั้นกาลภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า จึงทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา. 
         พระเถระนั้นได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         บทว่า วรนาโค มยา ทินฺโน ความว่า เราเลื่อมใสในรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ถวายช้างเชือกประเสริฐสูงสุด ประเสริฐสุด มีงางอนงามดังงอนไถ มีงาเช่นกับงอนรถ แข็งแรง ควรเป็นราชพาหนะหรือควรแก่พระราชา. 
         บทว่า เสตจฺฉตฺโตปโสภิโต ความว่า กั้นด้วยเศวตฉัตรอันงดงามที่ยกขึ้นบนคอช้าง. ช้างเชือกประเสริฐอย่างไรอีก. พร้อมด้วยเครื่องแต่งตัวช้าง คือพร้อมด้วยเครื่องประดับช้าง เราได้สร้างสังฆาราม ทำวิหารอันน่ารื่นรมย์ เพื่อเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. 
         บทว่า จตุปญฺญาสสหสฺสานิ ความว่า เมื่อสร้างวิหารนั้นเสร็จแล้ว เราได้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ ไว้ในระหว่างวิหารนั้น. 
         บทว่า มโหฆทานํ กริตฺวาน ความว่า เราได้จัดแจงมหาทานอันประกอบด้วยสรรพบริขาร อันเสมือนกับห้วงน้ำใหญ่ แล้วมอบถวายแด่พระมุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่. 
         บทว่า อนุโมทิ มหาวีโร ความว่า ชื่อว่ามหาวีระ เพราะความเพียรกล่าวคือความอุตสาหะอันไม่ขาดสายในสื่อสงไขยแสนกัป เป็นพระสยัมภู คือพระผู้เป็นเอง ได้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นบุคคลผู้เลิศคือผู้ประเสริฐ ได้อนุโมทนาคือกระทำอนุโมทนาวิหารทาน. 
         บทว่า สพฺเพ ชเน หาสยนฺโต ความว่า ทรงกระทำเทวดาและมนุษย์ อันนับไม่ถ้วน ในจักรวาลทั้งสิ้นให้ร่าเริงยินดีแล้วทรงแสดงประกาศ เปิด เปิดเผยกระทำให้ง่าย พระธรรมเทศนาอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วยอมตนิพพาน. 
         บทว่า ตํ เม วิยากาสิ ความว่า ได้กระทำความเป็นผู้กตัญญูแก่เรานั้นให้มีกำลัง คือให้ปรากฏเป็นพิเศษ. 
         บทว่า ชลชุตฺตมนามโก ได้แก่ ดอกปทุมที่เกิดในน้ำชื่อว่าชลชะ. อธิบายว่า มีนามว่าปทุมุตตระ. 
         บาลีว่า ชลนุตฺตมนายโก ดังนี้ก็มี. 
         ในบทนั้น ที่ชื่อชลนะ เพราะรุ่งเรืองด้วยรัศมีของตน. ได้แก่พระจันทร์เทวบุตรพระสุริยเทวบุตร เทวดาและพรหม. ชื่อว่า ชลนุตฺตม เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าผู้รุ่งเรืองเหล่านั้น. ชื่อว่า นายโก เพราะเป็นผู้นำอันสูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง. 
         อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นายโก เพราะนำไปคือยังสรรพสัตว์ผู้มีสัมภาระให้ถึงนิพพาน. ผู้นำนั้นด้วย เป็นผู้สูงสุดแห่งผู้รุ่งเรืองด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชลนุตฺตมนายโก. 
         บทว่า ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา ความว่า ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางแห่งภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ คือทรงแสดงทำให้ปรากฏ. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถารัฐปาลเถราปทาน

18 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ เอกถัมภิกเถราปทานที่ ๒ (๑๒)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว
 [๑๔] ได้มีการประชุมมหาอุบาสกของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ
วีดีโอ
และ อุบาสกเหล่านั้นถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเชื่อพระตถาคต อุบาสกทั้งหมด มาประชุมปรึกษากันจะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่ เราพบอุบาสกเหล่านั้นในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะอุบาสก ในเวลานั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก อุบาสกผู้มีศีลเหล่านั้นอันเราถามแล้วตอบให้ทราบว่า เราต้องการจะสร้าง ศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง ขอท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด ฉันจักถวายแด่พระศาสดา ฉันจักนำเสามาให้ท่านทั้งหลายไม่ต้องขวนขวาย หา อุบาสกเหล่านั้นเลื่อมใสมีใจยินดีให้เสาแก่เรา แล้วกลับจากป่านั้นมา สู่เรือนของตนๆ เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสาในกาล นั้น เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้เกิดในวิมาน ภพของเราตั้งอยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน เมื่อ กลองดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ
                ใน ๕๕ กัลป เราได้เป็นพระราชา พระนามว่ายโสธร แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบ ด้วยเรือนยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่งเป็นที่รื่นรมย์แห่งใน
                ใน ๒๑ กัลป เราเป็นกษัตริย์พระนามว่าอุเทน แม้ในกาลนั้น ภพของเราก็มี ๗ ชั้น ประดับอย่างสวยงาม เราเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดา หรือความเป็นมนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้นๆ ทั้งหมด นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสาต้นเดียว
                ในกัลปที่ ๙๔ แก่กัลปนี้ ในกาลนั้นเราได้ให้เสา ใด ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) เสา ต้นเดียว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้วฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระเอกถัมภิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ เอกถัมภิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๒. เอกถัมภิกเถราปทาน (๑๒)
         ๑๒. อรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน
         อปทานแห่งท่านพระเอกถัมภิกทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นคนดูแลป่าไม้ ในตระกูลแห่งหนึ่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ. 
         ในสมัยนั้น อุบาสกและอุบาสิกาล้วนมีศรัทธา มีความเลื่อมใส มีความพร้อมเพรียงกัน ตั้งใจว่า พวกเราจะสร้างศาลาสำหรับบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปสู่ป่าเพื่อต้องการทัพพสัมภาระ ได้พบเห็นอุบาสกนั้นเข้าจึงอ้อนวอนว่า ท่านจงให้การงานสักอย่างหนึ่งแก่พวกเราเถิด. 
         อุบาสกคนนั้น พอทราบความเป็นไปนั้นแล้วจึงพูดว่า พวกท่านอย่าคิดไปเลยดังนี้ แล้วได้ส่งเขาเหล่านั้นไป ได้ให้พวกเขาเหล่านั้นหามเสาไม้แก่ต้นหนึ่งไปแสดงแด่พระศาสดา. ด้วยการให้เสาไม้แก่นนั้นนั่นแล เขาเกิดโสมนัสในใจ ทำบุญคือการให้ไม้แก่นนั้นเป็นครั้งแรกแล้ว ก็ทำบุญมีการให้ทานเป็นต้นอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก จุติจากอัตภาพนั้น ไปบังเกิดบนเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้นกลับไปกลับมา ได้เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลกอีกหลายครั้ง และได้เสวยสมบัติคือเป็นพระราชาปกครองประเทศนับไม่ถ้วน. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธา พร้อมกับมารดาบิดาได้ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้มีศรัทธาบรรพชาอุปสมบท เล่าเรียนกัมมัฏฐานอย่างตั้งใจ มิช้ามินานก็ได้เป็นพระอรหันต์. 
         ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตแล้วอย่างนั้น จึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีมาในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ดังนี้. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะในคาถานั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยภคธรรม. 
         บทว่า มหาปูคคโณ ความว่า ได้มีหมู่แห่งอุบาสกเป็นจำนวนมาก. 
         บทว่า สรณํ คตา จ เต พุทฺธํ ความว่า อุบาสกเหล่านั้นเข้าถึง คบ หรือทราบว่า พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ดังนี้. 
         บทว่า ตถาคตํ สทฺธหํ ความว่า ตั้งพระพุทธคุณไว้ในจิตสันดานของตน. 
         บทว่า สพฺเพ สงฺคมฺม มนฺเตตฺวา ความว่า ทั้งหมดพบประชุมปรึกษากัน ให้สัญญากะกันและกัน มีฉันทะเป็นอันเดียวกัน สร้างโรงคือศาลาสำหรับบำรุง เพื่อประโยชน์แก่พระศาสดา. 
         เชื่อมความว่า เมื่อยังไม่ได้เสาสักต้นหนึ่ง ในบรรดาทัพพสัมภาระทั้งหลาย จึงพากันเที่ยวค้นหาในป่าใหญ่. 
         บทว่า เตหํ อรญฺเญ ทิสฺวาน เชื่อมความว่า เราได้เห็นพวกอุบาสกเหล่านั้นในป่า เข้าไปเป็นหมู่ ประคองอัญชลี กระทำอัญชลีประชุมนิ้วทั้ง ๑๐ ไว้เหนือเศียร ในกาลนั้นเราจึงถามหมู่อุบาสกว่า พวกท่านมายังป่านี้เพื่อต้องการอะไร. 
         เชื่อมความว่า อุบาสกเหล่านั้นเป็นผู้มีศีล ถูกเราถามแล้ว จึงบอกเป็นพิเศษว่า เราเป็นผู้มีความประสงค์จะสร้างโรงบำรุง แต่พวกเรายังไม่ได้เสาอีกต้นหนึ่ง. 
         เชื่อมความว่า พวกท่านจงให้เสาต้นหนึ่งแก่เราเถิด เราเองจักนำเสาต้นนั้นไปถวายยังสำนักพระศาสดา, ขอท่านผู้เจริญ อย่าได้พยายามในการนำเอาเสาไปเลย. 
         บทว่า ยํ ยํ โยนุปปชฺชามิ ความว่า เราจะเข้าถึงกำเนิดใดๆ คือจะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม. 
         อีกอย่างหนึ่ง คำนั้นเป็นทุติยาวิภัตติใช้ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ, อธิบายว่า ในโลกใด คือจะเป็นเทวโลก หรือมนุษยโลกก็ตาม. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาเอกถัมภิกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ สีหาสนิวรรค ที่ ๒ สีหาสนทายกเถราปทานที่ ๑ (๑๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายราชอาสน์ทองคำ
 [๑๓] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์นิพพานแล้ว
วีดีโอ
เมื่อ พระศาสดา (แผ่) กว้างขวาง เมื่อพระศาสนามีท่านผู้รู้ (พระขีณาสพ) มาก เรามีจิตผ่องใส ใจผ่องแผ้ว ได้ทำราชอาสน์ทองคำ ครั้นทำ ราชอาสน์ทองคำแล้ว ได้ทำตั่งสำหรับรองเท้า ได้สร้างเรือนสำหรับเก็บ ราชอาสน์ทองคำนั้นในฤดูฝนด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้บังเกิดในภพ ดุสิตวิมานโดยยาว ๒๔ โยชน์ โดยกว้าง ๑๔ โยชน์ อันบุญกรรมสร้าง อย่างงดงามมีอยู่ในภพสุดิตนั้นเพื่อเรา นางเทพกัญญา ๗ หมื่นแวดล้อม เราอยู่ทุกเมื่อ และบัลลังก์ทองที่สร้างอย่างวิจิตร มีอยู่ในวิมานของเรา ยานช้าง ยานม้า ยานทิพย์ ตั้งไว้คอยรับเรา ปราสาทและวอย่อมบังเกิด ตามความปรารถนา บัลลังก์แก้ว และบัลลังก์ไม้แก่นอย่างอื่นเป็นอันมาก ย่อมเกิดแก่เราทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่ง (การถวาย) ราชอาสน์ทองคำ เราสวมรองเท้าทำด้วยทองคำ ทำด้วยเงิน ทำด้วยแก้วผลึก ทำด้วยแก้ว ไพฑูรย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายตั่งรองเท้า
                ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยผลกรรมนั้น เราไม่รู้ทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งบุญกรรม 
                ในกัลปที่ ๗๓ แต่กัลปนี้ มีคน ๓ คน ชื่ออินท์ 
                ในกัลปที่ ๗๒ แต่กัลปนี้ มีคน ๓ คน ชื่อสุมนะ
                ในกัลปที่ ๗๐ มีคน ๓ คน ชื่อวรุณ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ คุณ วิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้ แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล.
                ทราบว่า ท่านพระสีหาสนทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ สีหาสนทายกเถราปทาน

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๑. สีหาสนทายกเถราปทาน (๑๑)
         วิสุทธชนวิลาสินี
         อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น 
         เถราปทาน                  สีหาสนิยวรรคที่ ๒
         ๑๑.#- อรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน
         #- เลขหน้าอรรถกถา บอกลำดับอปทานของพระเถระต่อจากเถราปทานวรรคที่ ๑. 
         อปทานของท่านพระสีหาสนทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ทุกๆ พระองค์ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมากในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ท่านบังเกิดในตระกูลแห่งหนึ่งที่เพียบพร้อมด้วยทรัพย์สมบัติ สมบูรณ์ด้วยศรัทธา. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ท่านยังอยู่ในเทวโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว จึงได้เกิด พอท่านบรรลุนิติภาวะแล้ว ได้พบเห็นเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงคิดน้อยใจว่า เสียดายจริงหนอที่เราไม่ได้มีโอกาสพบพระผู้มีพระภาคเจ้าขณะที่พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่ดังนี้ มีจิตเลื่อมใสในองค์พระเจดีย์ เกิดโสมนัสจิตให้ช่างสร้างอาสนะสีหะบนธรรมาสน์ที่สำเร็จด้วยแก้วทุกชนิด วิจิตรปานประหนึ่งว่าเทพยดาเนรมิต แล้วทำการบูชาแด่พระพุทธเจ้า คล้ายกับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ให้สร้างเรือนยอดงดงามปานดังทิพยวิมานไว้บนธรรมาสน์นั้น. ให้สร้างตั่งรองเท้าสำหรับรองเท้า. 
         เขากระทำเทียนธูปดอกไม้และของหอมเป็นต้นนานาชนิดให้เป็นเครื่องบูชา จนตลอดชีวิตเห็นปานนี้ จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้วบังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติกลับไปกลับมาในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น เสวยจักรพรรดิสมบัตินับครั้งไม่ถ้วนในมนุษยโลกและได้เสวยสมบัติคือการเป็นพระราชาในประเทศจนนับครั้งไม่ถ้วน. 
         ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ได้บวชบำเพ็ญสมณธรรม ในระหว่างนี้ก็ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติแห่งหนึ่ง พอบรรลุนิติภาวะแล้ว ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา มีศรัทธาขอบรรพชาอุปสมบท เรียนกัมมัฏฐาน พากเพียรพยายาม ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. 
         ท่านพอได้บรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ จึงได้ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัสขึ้นแล้ว เมื่อจะประกาศอ้างถึงความประพฤติที่มีในกาลก่อน จึงกล่าวคาถาเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         โลกนาถะ ในคาถานี้หมายถึงที่พึ่ง คือประธานของชาวโลก. อธิบายว่า เจ้าของแห่งชาวโลกทั้ง ๓. 
         เชื่อมความว่า เมื่อพระโลกนาถเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะปรินิพพานแล้ว. 
         บทว่า วิตฺถาริเต ปาวจเน ความว่า เมื่อปาพจน์คือพระไตรปิฎก กว้างขวางออกไป แผ่ไปปรากฏชัดแล้ว. 
         บทว่า พาหุชญฺญมฺหิ สาสเน ความว่า เมื่อหมู่ชนเป็นอันมากได้แก่พระขีณาสพหลายแสนโกฏิ ได้รู้ ได้บรรลุถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อันสงเคราะห์ด้วยไตรสิกขาแล้ว. 
         บทว่า ปสนฺนจิตฺโต สุมโน ความว่า ในกาลนั้น เราไม่มีโอกาสได้เกิดพบพระพุทธเจ้าขณะยังทรงพระชนม์อยู่ เมื่อพระองค์ปรินิพพานแล้วจึงได้จุติจากเทวโลกมาบังเกิดในมนุษยโลก ได้พบแต่เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ได้มีจิตเลื่อมใส มีใจประกอบด้วยศรัทธา มีใจดีงาม เกิดความเลื่อมใสและนับถือเป็นอันมากขึ้นว่า ช่างเป็นบุญเหลือเกินที่การมาขอเรานับว่าเป็นการมาดีแล้ว ดังนี้จึงจินตนาการว่า เราสมควรที่จะบำเพ็ญบุญสักอย่างหนึ่งเพื่อบรรลุพระนิพพาน จึงได้ใช้เงินทองและแก้วเป็นต้นมาประดับประดาอาสนะสีหะอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ไว้ใกล้พระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. และได้ให้คนสร้างตั่งรองเท้าสำหรับรองพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งแล้วบนธรรมาสน์นั้น. และได้ให้คนสร้างเรือนยอดไว้บนธรรมาสน์นั้น เพื่อไม่ให้อาสนะสีหะเปียกฝน. 
         ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สีหาสนมกาสหํ ฯ เป ฯ ฆรํ ตตฺถ อกาสหํ ดังนี้. 
         บทว่า เตน จิตฺตปฺปสาเทน ความว่า เรามีจิตเลื่อมใสสร้างอาสนะสีหะถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า คล้ายกับว่าพระองค์ยังทรงพระชนม์อยู่. 
         บทว่า ตุสิตํ อุปปชฺชหํ ความว่า เราได้บังเกิดในดุสิตภพ. 
         บทว่า อายาเมน จตุพฺพีส ความว่า วิมานมีส่วนยาวและสูง ๒๔ โยชน์ เกิดปรากฏแก่ข้าพเจ้าผู้เกิดเป็นเทวดาในดุสิตภพนั้น ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญเป็นอย่างดี และวิมานกว้าง ๑๔ โยชน์ ได้บังเกิดมีในขณะที่ข้าพเจ้าได้เกิดแล้วทีเดียว. 
         คำที่เหลือพอรู้ได้ง่ายอยู่แล้ว. 
         บทว่า จตุนฺนวุเต อิโต กปฺเป ความว่า เราได้กระทำ คือได้บำเพ็ญกรรมมาในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้. 
         ความว่า ตั้งแต่นั้นมา ด้วยพลังแห่งบุญ เราจึงได้ไม่รู้จักทุคติอะไรเลย คือทุคติอะไรๆ ไม่เคยได้มีเลย. 
         บทว่า เตสตฺตติมฺหิโต กปฺเป ได้แก่ ในกัปที่ ๗๓ แต่กัปนี้. 
         บทว่า อินฺทนามา ตโย ชนา ความว่า พระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์พระนามว่าอินทะ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าอินทะ ในกัปหนึ่ง ๓ ชาติ. 
         บทว่า เทฺว สตฺตติมฺหิโต กปฺเป ได้แก่ ในกัปที่ ๗๒ แต่กัปนี้. คน ๓ คนที่มีชื่อว่าสุมนะ คือได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๓ ครั้ง. 
         บทว่า สมสตฺตติโต กปฺเป ความว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ ครั้งผู้มีพระนามอย่างนี้คือ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิพระนามว่าวรุณ ในกัปที่ ๗๐ ไม่หย่อนไม่ยิ่งแต่กัปนี้ คือได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่สมบูรณ์ด้วยจักรรัตนะทุกอย่างในทวีปทั้ง ๔. 
         คำที่เหลือพอรู้ได้อยู่แล้ว.
         จบอรรถกถาสีหาสนทายกเถราปทาน