Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา.ขุททกนิกาย.จริยาปิฎก.การบำเพ็ญทานบารมี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อรรถกถา.ขุททกนิกาย.จริยาปิฎก.การบำเพ็ญทานบารมี แสดงบทความทั้งหมด

20 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๑๐. สสปัณฑิตจริยา การบำเพ็ญทานบารมี

         อรรถกถาสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐         
         พึงทราบวินิจฉัยในสสปัณฑิตจริยาที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า ยทา โหมิ คือ ในกาลใด เราเป็น. 
         บทว่า สสโก ความว่า ดูก่อนสารีบุตร เราเที่ยวแสวงหาโพธิญาณ ในกาลเมื่อเราเป็นสสปัณฑิต (กระต่าย). 
         จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย แม้ถึงความเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของกรรมก็ยังบังเกิดในกำเนิดเดียรัจฉานเพื่ออนุเคราะห์สัตว์เดียรัจฉานเช่นนั้น. 
         บทว่า ปวนจารโก คือ ผู้เที่ยวไปในป่าใหญ่ ชื่อว่า ติณปณฺณสากผลภกฺโข เพราะมีหญ้า มีหญ้าแพรกเป็นต้น ใบไม้ที่กอไม้ ผักอย่างใดอย่างหนึ่ง และผลไม้ที่ตกจากจากต้นไม้. 
         บทว่า ปรวิเหฐนวิวชฺชิโต คือ เว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น. 
         บทว่า สุตฺตโปโต จ คือ ลูกนาก. 
         บทว่า อหํ ตทา คือ ในกาลเมื่อเราเป็นกระต่าย เราสอนสหายมีลิงเป็นต้น. 
         บทว่า กิริเย กลฺยาณปาปเก คือ ในกุศลกรรมและอกุศลกรรม. 
         บทว่า ปาปานิ เป็นบทแสดงอาการพร่ำสอน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาปานิ ปริวชฺเชถ คือ ท่านทั้งหลายจงเว้นบาปเหล่านี้ คือฆ่าสัตว์ ฯลฯ มิจฉาทิฏฐิ. 
         บทว่า กลฺยาเณ อภินิวิสฺสถ ได้แก่ กรรมดี คือทาน ศีล ฯลฯ การทำความเห็นให้ตรง. 
         ท่านทั้งหลายจงตั้งอยู่ในกรรมดีนี้ ด้วยความเป็นผู้มีกายวาจาใจของตนให้อยู่เฉพาะหน้า. 
         อธิบายว่า จงปฏิบัติกัลยาณปฏิบัตินี้เถิด. 
         พระมหาสัตว์แม้อุบัติในกำเนิดเดียรัจฉานอย่างนี้ ก็เป็นกัลยาณมิตร เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยญาณ ทรงแสดงธรรมด้วยการให้โอวาทแก่สัตว์ทั้ง ๓ เหล่านั้นผู้เข้าไปหาตามกาลเวลา. 
         สัตว์ทั้ง ๓ เหล่านั้นรับโอวาทของพระมหาสัตว์แล้วก็เข้าไปยังที่อยู่ของตน. เมื่อกาลผ่านไปอย่างนี้ พระโพธิสัตว์มองดูอากาศ เห็นดวงจันทร์เต็มดวง จึงสอนว่าพวกท่านจงรักษาอุโบสถ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราเห็นพระจันทร์เต็มดวงในวันอุโบสถ จึงบอก 
               แก่สหายเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ ท่านทั้งหลาย 
               จงตระเตรียมทานทั้งหลายเพื่อให้แก่ทักขิไณยบุคคล 
               ครั้นให้ทานแก่ทักขิไณยบุคคลแล้ว จงรักษาอุโบสถ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทํ ทิสฺวา น ปูริตํ คือ เราเห็นพระจันทร์ยังไม่เต็มดวงอีกเล็กน้อยในวัน ๑๔ ค่ำข้างแรม แต่ครั้นราตรีสว่างเวลาอรุณขึ้น ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ จึงบอกแก่สหายทั้งหลายของเรามีลิงเป็นต้นเหล่านั้นว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ. เพราะฉะนั้นพึงประกอบ บทว่า อาจิกฺขึ เราได้บอกแล้วอันเป็นวิธีปฏิบัติในวันอุโบสถนั้นด้วยบทมีอาทิว่า ทานานิ ปฏิยาเทถ ท่านทั้งหลายจงเตรียมทานทั้งหลายเถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ทานานิ คือ ไทยธรรม. 
         บทว่า ปฏิยาเทถ คือ จงเตรียมตามสติตามกำลัง. บทว่า ทาตเว คือ เพื่อให้. 
         บทว่า อุปวสฺสถ คือ จงทำอุโบสถกรรม ได้แก่จงรักษาอุโบสถศีล. 
         การตั้งอยู่ในศีลแล้วให้ทานย่อมมีผลมาก เพราะฉะนั้น เมื่อยาจกมาถึง พึงให้จากอาหารที่พวกท่านควรเคี้ยวกินแล้วจึงกิน ท่านแสดงไว้ดังนี้. 
         บทว่า เต สาธูติ สัตว์เหล่านั้นรับโอวาทของพระโพธิสัตว์ด้วยศีรษะ แล้วอธิษฐานองค์อุโบสถ. 
         ในสัตว์เหล่านั้น ลูกนากไปฝั่งแม่น้ำแต่เช้าตรู่ด้วยคิดว่าเราจักหาอาหาร. 
         ครั้งนั้น พรานเบ็ดคนหนึ่งตกปลาตะเพียนได้ ๗ ตัว เอาเถาวัลย์ร้อยไว้แล้วหมกด้วยทรายที่ฝั่งแม่น้ำไปหาปลาต่อไป ตกลงไปทางใต้กระแสน้ำ. ลูกนากสูดกลิ่นปลา คุ้ยทรายเห็นปลาจึงนำออกประกาศ ๓ ครั้งว่า ปลาเหล่านี้มีเจ้าของไหม เมื่อไม่เห็นเจ้าของก็คาบที่เถาวัลย์วางไว้ที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่าเราจักกินในเวลาอันควร นอนนึกถึงศีลของตน. 
         แม้สุนัขจิ้งจอกก็เที่ยวหาอาหาร เห็นเนื้อย่างสองชิ้น เหี้ยตัวหนึ่ง หม้อนมส้มหม้อหนึ่งที่กระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่ง ประกาศ ๓ ครั้งว่า อาหารเหล่านี้มีเจ้าของไหม ครั้นไม่เห็นเจ้าของก็เอาเชือกที่ผูกหม้อนมส้มคล้องคอ คาบเนื้อย่างและเหี้ยวางไว้ที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่าจักกินในเวลาอันสมควร นอนนึกถึงศีลของตน.
         แม้ลิงก็เข้าป่านำผลมะม่วงมาวางไว้ที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่าจักกินในเวลาอันสมควร นอนนึกถึงศีลของตน. 
         ทั้ง ๓ สัตว์ก็คิดว่า โอ ยาจกจะพึงมาที่นี่ไหมหนอ. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     สหายเหล่านั้นรับคำของเราว่า สาธุ แล้วได้ 
               ตระเตรียมทานต่างๆ ตามสติกำลัง แล้วแสวงหา 
               ทักขิไณยบุคคล. 
         ฝ่ายพระโพธิสัตว์ออกในเวลาอันสมควร คิดว่า เราจักกินหญ้ามีหญ้าแพรกเป็นต้นนอนที่พุ่มไม้อันเป็นที่อยู่ของตน คิดว่าเมื่อยาจกทั้งหลายมาหาเรา ไม่อาจกินหญ้าได้ เราไม่มีแม้งาและข้าวสารเป็นต้น. หากยาจกมาหาเรา เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า เราจักให้เนื้อในร่างกายของตน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เรานอนคิดถึงทานอันสมควรแก่ทักขิไณย 
               บุคคลว่า ถ้าเราพึงได้ทักขิไณยบุคคล เราจักให้ 
               อะไรเป็นทาน งา ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวสารและ 
               เปรียง ของเราไม่มี เราเลี้ยงชีวิตด้วยหญ้า เราไม่ 
               อาจให้หญ้าได้ ถ้าทักขิไณยบุคคลมาสักท่านหนึ่ง 
               เพื่อขอในสำนักของเรา เราพึงให้ตนของตน 
               ทักขิไณยบุคคลจักไม่ไปเปล่า. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ทานํ ทกฺขิณณุจฺฉวํ คือ เราคิดถึงทานอันสมควร คือไทยธรรมที่ควรให้แก่ทักขิไณยบุคคล เพราะไม่มีทักขิไณยบุคคล. 
         บทว่า ยทิหํ ลเภ คือ ผิว่าวันนี้เราพึงได้ทักขิไณยบุคคลไรๆ. 
         บทว่า กึ เม ทานํ ภวิสฺสติ คือ เราจักเอาอะไรให้เป็นทาน. 
         บทว่า น สกฺกา ติณทาตเว ความว่า ผิว่าเราไม่มีงาและถั่วเขียวเป็นต้น เพื่อให้แก่ทักขิไณยบุคคล เราไม่อาจให้หญ้าอันเป็นอาหารของเราได้. 
         บทว่า ทชฺชาหํ สกมตฺตานํ เราพึงให้ตนของตน ความว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะมามัวคิดเรื่องไทยธรรม. ร่างกายของเรานี้แหละไม่มีโทษ สมควรเป็นอาหารบริโภคของผู้อื่นทั้งหาได้ง่าย เพราะไม่ต้องพึ่งผู้อื่น หากทักขิไณยบุคคลคนหนึ่งมาหาเรา. เราจะให้ตนของตนนี้แก่เขา. เมื่อเป็นดังนั้น เขามาหาเราก็จักไม่ไปเปล่า คือจักไม่มีมือเปล่าไป. 
         เมื่อพระมหาบุรุษปริวิตกถึงสภาพตามความเป็นจริงอย่างนี้ ด้วยอานุภาพแห่งความปริวิตกนั้น บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะก็แสดงอาการร้อน ท้าวเธอรำพึงอยู่ทรงเห็นเหตุนี้แล้วจึงดำริว่า เราจักทดลองพระยากระต่ายจึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ไปที่อยู่ของนากก่อน ได้ประทับยืนอยู่. 
         เมื่อนากถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านยืนอยู่เพื่ออะไร. 
         ท้าวเธอตอบว่า หากเราได้อาหารสักอย่าง เราจะรักษาอุโบสถ บำเพ็ญสมณธรรม. 
         นากตอบว่าสาธุ เราจักให้อาหารแก่ท่าน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ปลาตะเพียนของเรามี ๗ ตัว เพิ่งเอาขึ้น 
               จากน้ำวางไว้บนบก ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้ามี 
               สิ่งนี้แหละ เชิญท่านบริโภค แล้วอยู่ในป่าเถิด. 
         พราหมณ์กล่าวว่า รอไว้ก่อน จักรู้ภายหลัง. จึงไปหาสุนัขจิ้งจอกและลิง เหมือนอย่างนั้น แม้สัตว์เหล่านั้นก็ต้อนรับด้วยไทยธรรมที่ตนมีอยู่. พราหมณ์กล่าวว่า รอไว้ก่อน จักรู้ภายหลัง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เนื้อย่างสองชิ้น เหี้ย หม้อนมส้มของคนเฝ้า 
               นาโน้น ซึ่งข้าพเจ้านำมาเป็นอาหารกลางคืน ท่าน 
               พราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอาหารอย่างนี้แหละ เชิญท่าน 
               บริโภคแล้วอยู่ในป่าเถิด. มะม่วงสุก น้ำเย็น สถาน 
               ที่ร่มรื่นเย็นสบาย ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้ามีอย่างนี้ 
               เชิญท่านบริโภคแล้วอยู่ในป่าเถิด.
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุสฺส คือ โน้น. 
         บทว่า รตฺติ ภตฺตํ อปาภตํ นำออกมา เพราะเป็นอาหารกลางคืน. 
         บทว่า มํสสูลา จ เทฺว โคธา คือ เนื้อย่างสองชิ้น และเหี้ยตัวหนึ่ง. 
         บทว่า ทธิวารกํ คือ หม้อนมส้ม. 
         ต่อจากนั้น พราหมณ์จึงเข้าไปหาสสบัณฑิต. แม้เมื่อสสบัณฑิตถามว่า ท่านมาเพื่ออะไร? พราหมณ์ก็บอกเหมือนอย่างนั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ท้าวสักกะทรงทราบความดำริของเราแล้ว 
               จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จเข้ามายังสำนัก 
               ของเรา เพื่อทรงทดลองทานของเรา. 
                     เราเห็นพราหมณ์นั้นแล้วก็ยินดี ได้กล่าวคำ 
               นี้ว่า ท่านมาถึงในสำนักเรา เพราะเหตุแห่งอาหาร 
               เป็นการดีแล้ว วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐ ที่ 
               ใครๆ ไม่เคยให้แก่ท่าน. 
                     ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียน 
               ผู้อื่นไม่ควรแก่ท่าน ท่านจงไปเอาไม้ต่างๆ มาก่อ 
               ไฟขึ้น เราจักย่างตัวของเรา ท่านจักได้กินเนื้อที่สุก. 
                     พราหมณ์นั้นรับคำแล้วมีใจร่าเริง นำเอาไม้ 
               ต่างๆ มาทำเป็นเชิงตะกอนใหญ่ ทำเป็นห้องอัน 
               เต็มด้วยถ่านเพลิง ก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันที 
               เหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่. 
                     เราสลัดตัวมีธุลี เข้าไปอยู่ข้างหนึ่ง ในเมื่อ 
               กองไม้อันไฟติดทั่วแล้ว เป็นควันตลบอยู่ ใน 
               กาลนั้นเราโดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ. 
                     น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงแล้ว ย่อมระงับ 
               ความกระวนกระวายและความร้อน ย่อมให้ความ
               ยินดีและปีติฉันใด. ในกาลเมื่อเราเข้าไปยังไฟที่ 
               ลุกโพลงก็ฉันนั้นเหมือนกัน ความกระวนกระวาย 
               ทั้งปวงย่อมระงับ ดังดำลงในน้ำเย็นฉะนั้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺญาย คือ ท้าวสักกะทรงทราบความปริวิตก มีประการดังกล่าวแล้วในก่อน. 
         บทว่า พราหมณวณฺณินา คือ มีอัตภาพเป็นรูปพราหมณ์. 
         บทว่า อาสยํ คือ พุ่มไม้เป็นที่อยู่. 
         บทว่า สนฺตุฏฺโฐ คือ ยินดีโดยส่วนทั้งปวงอย่างสม่ำเสมอ. 
         บทว่า ฆาสเหตุ คือ เพราะเหตุแห่งอาหาร. 
         บทว่า อทินฺนปุพฺพํ คือ อันใครๆ ที่มิใช่พระโพธิสัตว์ไม่เคยให้. 
         บทว่า ทานวรํ คือ ทานอันอุดม. 
         สสปัณฑิตกล่าวว่า วันนี้ เราจักให้แก่ท่าน. ท่านผู้ประกอบด้วยศีลคุณ การเบียดเบียนผู้อื่นไม่สมควรแก่ท่าน บัดนี้เพื่อจะเปลื้องพราหมณ์ออกจากการฆ่าสัตว์ แล้วทำตนให้สมควรแก่การบริโภคของพราหมณ์นั้นแล้วให้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอหิ อคฺคึ ปทีเปหิ ท่านจงก่อไฟขึ้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อหํ ปจิสฺสมตฺตานํ เราจักย่างตัวของเรา คือเมื่อท่านทำห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิงแล้วเราจะโดดย่างตัวของเรา. 
         บทว่า ปกฺกํ ตฺวํ ภกฺขยิสฺสสิ คือ ท่านจะได้กินเนื้อที่สุกเช่นนั้น. 
         บทว่า นานากฏฺเฐ สมานยิ พราหมณ์นำเอาไม้ต่างๆ คือท้าวสักกะผู้ทรงเพศเป็นพราหมณ์นั้น ได้เป็นดุจหาไม้ต่างๆ. 
         บทว่า มหนฺตํ อกาสิ จิตฺตกํ กตฺวานงฺคารคพฺภกํ นำเอาไม้ต่างๆ มาทำเป็นเชิงตะกอนใหญ่ทำเป็นห้องอันเต็มด้วยถ่านเพลิง คือพราหมณ์นั้นได้ทำเชิงตะกอนใหญ่ในขณะนั้นทันที ปราศจากเปลว ปราศจากควัน ภายในเต็มไปด้วยถ่านเพลิงลุกโพลงอยู่โดยรอบ พอที่ร่างกายของเราจะดำลงไปได้. 
         อธิบายว่า ท้าวสักกะรีบเนรมิตขึ้นด้วยฤทธิ์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อคฺคึ ตตฺถ ปทีเปสิ ยถา โส ขิปฺปํ มหาภเว ก่อไฟโพลงขึ้น ณ ที่นั้นทันที เหมือนไฟนั้นเป็นกองใหญ่. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า โส คือ พราหมณ์ได้ก่อเหมือนกองไฟนั้นเป็นกองใหญ่ทันที. 
         บทว่า โผเฏตฺรา รชคเต คตฺเต สลัดตัวอันมีธุลี. 
         ความว่า สลัดตัวของเราอันมีฝุ่น ๓ ครั้งด้วยคิดว่า หากมีสัตว์อยู่ในระหว่างขน. สัตว์เหล่านั้นอย่าตายเสียเลย. 
         บทว่า เอกมนฺตํ อุปาวสึ เราไปอยู่ข้างหนึ่ง คือเราเห็นว่ากองไม้ยังไม่ติดไฟ จึงเลี่ยงไปหน่อยหนึ่ง. 
         บทว่า ยมา มหากฏฺฐปุญฺโช, อาทิตฺโต ธมธมาผติ ในเมื่อกองไม้อันไฟติดทั่วแล้ว เป็นควันและรมอยู่. 
         ความว่า ในเมื่อกองไม้นั้นอันไฟติดทั่วแล้วโดยรอบเป็นควันตลบอยู่ ด้วยอำนาจแห่งเปลวไฟที่ก่อขึ้นด้วยความรวดเร็ว. 
         บทว่า ตทุปฺปติตฺวา ปปตึ, มชฺเฌ ชาลสิขนฺตเร เราโดดลงในท่ามกลางระหว่างเปลวไฟ. 
         ความว่า ในกาลนั้น เราคิดว่ากองถ่านเพลิงนี้สามารถเผาร่างของเราได้ จึงโดดลงไปให้ร่างทั้งสิ้นเป็นทาน โดดลงในท่ามกลางกองถ่านเพลิงนั้นซึ่งอยู่ในระหว่างเปลวไฟ มีใจเบิกบานดุจพระยาหงส์โดดลงในกอประทุมฉะนั้น. 
         บทว่า ปวิฏฺฐํ ยสฺ กสฺสจิ น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงไป คือเหมือนในเวลาร้อน น้ำเย็นอันผู้หนึ่งผู้ใดดำลงไป ย่อมระงับความกระวนกระวายเดือดร้อนของผู้นั้นได้ คือให้เกิดความพอใจและปีติฉันใด. 
         บทว่า ตเถว ชลิตํ อคฺคึ เราเข้าไปในไฟที่ลุกโพลงก็ฉันนั้น คือในกาลเมื่อเราเข้าไปในกองถ่านเพลิงที่ลุกโพลงก็ฉันนั้น มิได้มีแม้แต่ความร้อน. โดยที่แท้ได้มีความระงับความกระวนกระวายเดือดร้อนทั้งปวง ด้วยความอิ่มในทาน. สรีราพยพทั้งหมดมีขนและหนังเป็นต้นของเราเข้าถึงความเป็นของควรให้เป็นทาน. ความปรารถนาที่เราปรารถนาไว้ได้ถึงความสำเร็จแล้ว. 
         ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า 
                     เราได้ให้แล้วซึ่งกายทั้งสิ้นโดยไม่เหลือ 
               คือ ขน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกและชิ้นเนื้อหัวใจ 
               แก่พราหมณ์ ฉะนี้แล.
         ในบทเหล่านั้นบทว่า หทยพนฺธนํ คือ ชิ้นเนื้อหัวใจ. 
         จริงอยู่ ชิ้นเนื้อหัวใจนั้นท่านเรียกว่า หทยพันธนะ เพราะตั้งอยู่ดุจผูกไว้ซึ่งหทยวัตถุ. 
         อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หทยพนฺธนํ มีอธิบายว่า หทัย การผูก เนื้อหทัยและเนื้อตับตั้งอยู่ดุจผูกไว้ซึ่งหทยวัตถุนั้น. 
         บทว่า เกวลํ สกลํ กายํ ได้แก่ สรีระทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็ไม่สามารถทำความร้อนแม้เพียงขุมขนในร่างกายของตนในกองไฟนั้นได้ จึงทำเป็นดุจเข้าห้องหิมะกล่าวกะท้าวสักกะผู้ทรงรูปเป็นพราหมณ์อย่างนี้ว่า ท่านพราหมณ์ท่านทำไฟให้เย็นจัดได้ ทำได้อย่างไร. 
         พราหมณ์กล่าวว่า ท่านบัณฑิตข้าพเจ้ามิใช่พราหมณ์ดอก. ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะ มาทำอย่างนี้ก็เพื่อทดลองท่าน. 
         พระโพธิสัตว์ได้บันลือสีหนาทว่า ข้าแต่ท้าวสักกะช่างเถิด หากว่า โลกทั้งสิ้นพึงทดลองข้าพเจ้าด้วยทาน ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะไม่ให้ของข้าพเจ้าคงไม่มีอีกแล้ว. ใครจะให้ทานเกิดขึ้น ท่านจะเห็นทานนั้นได้อย่างไรอีกเล่า. 
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านสสบัณฑิต คุณธรรมของท่านจงปรากฏอยู่ตลอดกัปเถิด แล้วทรงบีบภูเขา คือเอายางภูเขาวาดลักษณะของกระต่ายไว้ ณ จันทมณฑลแล้วให้พระโพธิสัตว์นอนบนตั่งหญ้าแพรกอ่อนที่พุ่มไม้ในราวป่านั้น แล้วเสด็จกลับเทวโลก. 
         บัณฑิตทั้ง ๔ แม้เหล่านั้นก็สมัครสมานเบิกบานบำเพ็ญนิจศีลและอุโบสถศีล กระทำบุญตามสมควรแล้วก็ไปตามยถากรรม. 
         นากในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้. 
         สุนัขจิ้งจอก คือพระมหาโมคคัลลานะ. 
         ลิง คือพระสารีบุตร. 
         สสบัณฑิต คือพระโลกนาถ
         แม้ในสสบัณฑิตจริยานี้ พึงเจาะจงกล่าวถึงศีลบารมีเป็นต้นของสสบัณฑิตนั้นตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         อนึ่ง พึงประกาศคุณานุภาพของพระโพธิสัตว์ไว้ในที่นี้มีอาทิอย่างนี้ คือ 
         เมื่อกุศลธรรมเป็นต้นแม้มีอยู่ในกำเนิดเดียรัจฉานการรู้ตามความจริงจากกุศลเป็นต้น. 
         การเห็นโทษแม้มีประมาณน้อยในอกุศลเหล่านั้นโดยความเป็นของน่ากลัวแล้วเว้นจากอกุศลเด็ดขาด. 
         การตั้งตนไว้ในกุศลธรรมทั้งหลายโดยชอบเท่านั้น. 
         การชี้แจงโทษแก่คนอื่นว่า ธรรมลามกชื่อนี้อันท่านถือเอาแล้วอย่างนี้ ลูบคลำแล้วอย่างนี้ ย่อมมีคติอย่างนี้ ในภพหน้าอย่างนี้แล้ว ชักชวนในการเว้นจากโทษนั้น. 
         การชี้แจงถึงอานิสงส์ในการทำบุญโดยนัยมีอาทิว่า เทวสมบัติ มนุษยสมบัติอยู่ในมือของผู้ตั้งอยู่ในทานศีลอุโบสถกรรมดังนี้แล้วให้เขาดำรงอยู่.
         การไม่คำนึงถึงร่างกายและชีวิตของตน. 
         การอนุเคราะห์สัตว์เหล่าอื่น. 
         และมีอัธยาศัยในทานอย่างกว้างขวาง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เอวํ อจฺฉริยา เหเต ฯลฯ ธมฺมสฺส อนุธมฺมโต ความว่า :- 
               ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ น่าอัศจรรย์ 
               ทั้งไม่เคยมีมา แม้เพียงใจเลื่อมใสในท่านเหล่านั้น 
               ก็พึงพ้นจากทุกข์ได้ จะพูดไปทำไมถึงการทำตาม 
               ท่านเหล่านั้น โดยธรรมสมควรแก่ธรรมเล่า.
จบอรรถกถาสสบัณฑิตจริยาที่ ๑๐
         บัดนี้จะกล่าวสรุปถึงจริยา ๑๐ ประการตามที่กล่าวแล้วโดยนัยมีอาทิว่า อกิตฺติพฺราหฺมโณ ดังนี้. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช 
               พระเจ้ามหาสุทัศนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ 
               พระเจ้าเนมิราช จันทกุมาร พระเจ้าสิวิราช พระเวสสันดร 
               และสสบัณฑิต ผู้ให้ทานอันประเสริฐในกาลนั้น เป็นเรานี่ 
               เอง ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทานบารมี เรา 
               ได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจก จึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้. 
         ในบทเหล่านั้นบทว่า อหเมว ตทา อาสึ ในกาลนั้นเป็นเรานี่เอง คือผู้ใดได้ให้ทานอันประเสริฐเหล่านั้น คือผู้ใดได้ให้ทานอันอุดมเหล่านั้น ผู้นั้นมีอกิตติพราหมณ์เป็นต้น ในกาลนั้นได้เป็นเรานี่เอง มิใช่คนอื่น. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกเทศนาขึ้นด้วยอำนาจแห่งทานบารมีเท่านั้น ทรงหมายถึงความกว้างขวางอย่างยิ่งของอัธยาศัยในทาน ในครั้งนั้นของพระองค์ ในความเป็นผู้บำเพ็ญศีลบารมีเป็นต้น แม้มีอยู่ในอัตภาพทั้งหลายเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้. 
         บทว่า เอเต ทานปริกฺขารา, เอเต ทานสฺส ปารมี ทานเหล่านี้เป็นบริวารของทาน เป็นทานบารมี. 
         ความว่า เราบริจาคไทยธรรมอันมีคุณมากมายในอกิตติชาดกเป็นต้น เราบริจาคอวัยวะและบุตรของเราเป็นครั้งสุดท้ายเหล่าใด การบริจาคเหล่านั้นเป็นทานบารมีเท่านั้น ด้วยถึงความยิ่งยวดอย่างยิ่งของทาน เพราะเรายึดความเป็นผู้ฉลาดในอุบายคือกรุณา เพราะเราบริจาคอุทิศพระสัพพัญญุตญาณเท่านั้นโดยแท้. แม้ถึงอย่างนั้น ทานเหล่านี้ก็เป็นบริวารแห่งทาน เพราะช่วยหนุนทานของเราให้เป็นทานปรมัตถบารมี เพราะช่วยหนุนสันดานให้เจริญรอบ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อทรงแสดงถึงทานที่เป็นบริวารเหล่านั้น จึงตรัสว่า ชีวิตํ ยาจเก ทตฺวา, อิมํ ปารมิ ปูรยึ เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจก จึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้. 
         จริงอยู่ ในที่นี้พึงทราบทานบารมี ทานอุปบารมีใน ๙ จริยาที่เหลือตามสมควร เว้นสสบัณฑิตจริยา ก็เพราะในสสบัณฑิตจริยาเป็นทานปรมัตถบารมี. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เราเห็นยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละ 
               ตนของตนให้ความเสมอด้วยทานของเราไม่มี 
               นี้เป็นทานบารมีของเรา. 
         จริงอยู่ ไม่มีการกำหนดอัตภาพที่บำเพ็ญทานบารมีของพระมหาบุรุษ ในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นอกิตติพราหมณ์เป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว และในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนกและมหาสุตโสมเป็นต้น ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็พึงประกาศความเป็นปรมัตถบารมีแห่งทานบารมีในครั้งที่เสวยพระชาติเป็นสสบัณฑิตโดยส่วนเดียวเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
จบอรรถกถาอกิตติวรรคที่ ๑ 
         รวมจริยาที่มีในวรรคนี้ คือ 
         อกิตติดาบส สังขพราหมณ์ พระเจ้าธนญชัยกุรุราช พระเจ้ามหาสุทัศนจักรพรรดิราช มหาโควินทพราหมณ์ พระเจ้าเนมิราช จันทกุมาร พระเจ้าสิวิราช พระเวสสันดร และสสบัณฑิตผู้ให้ทานอันประเสริฐ ในกาลนั้น เป็นเรานี้เอง. 
         ทานเหล่านี้เป็นบริวารแห่งทาน เป็นทานบารมี เราได้ให้ชีวิตเป็นทานแก่ยาจกจึงยังบารมีนี้ให้เต็มได้ เราเห็นยาจกเข้ามาเพื่อขอแล้ว ได้สละตนของตนให้ ความเสมอด้วยทานของเราไม่มี นี้เป็นทานบารมีของเราฉะนี้แล ฯ
         จบการบำเพ็ญทานบารมีที่ ๑

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๙. เวสสันตรจริยา การบำเพ็ญทานบารมี

อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เสด็จไปตามทางที่พระเจตราชทูล เสด็จถึงภูเขาคันธมาทน์ ทรงเห็นภูเขานั้น ประทับอยู่ ณ ที่นั้น. 
         จากนั้นทรงมุ่งพระพักตร์ตรงไปยังทิศอุดร เสด็จไปถึงเชิงเขาเวปุลลบรรพตประทับนั่ง ณ ฝั่งแม่น้ำเกตุมดี เสวยน้ำผึ้งและเนื้อที่พรานป่าถวาย พระราชทานเข็มทองคำแก่พรานป่า ทรงสรงสนาน ทรงดื่มระงับความกระวนกระวาย เสด็จออกจากฝั่งน้ำไปประทับนั่งพักผ่อน ณ โคนต้นไทร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ยอดสานุบรรพต เสด็จลุกไปทรงบริหารพระวรกาย ณ นาลิกบรรพต เสด็จไปยังสระมุจลินท์ เสด็จถึงปลายทิศตะวันออกเฉียงเหนือทางฝั่งของสระ เสด็จเข้าไปยังช่องป่าโดยทางเดินทางเดียวเท่านั้น เลยช่องป่าไปถึงสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม ข้างหน้าน้ำพุ เป็นภูเขาเข้าไปลำบาก. 
         ขณะนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงว่า พระมหาสัตว์เสด็จเข้าไปยังหิมวันตประเทศ ควรจะได้ที่ประทับ จึงทรงส่งวิษณุกรรมเทพบุตรไป มีเทวบัญชาว่า ท่านจงไปสร้างอาศรมบท ณ ที่รื่นรมย์ในหลืบภูเขาวงกต. 
         วิษณุกรรมเทพบุตรรับเทวบัญชาแล้วจึงไปสร้างบรรณศาลาสองหลัง ที่จงกรมสองที่ ที่พักกลางคืนและกลางวันสองแห่ง ปลูกไม้ดอกมีดอกสวยงามต่างๆ ไม้ผล กอดอกไม้และสวนกล้วยเป็นต้น ณ ที่นั้นๆ แล้วมอบบริขารบรรพชิตทั้งหมดให้จารึกอักษรไว้ว่า ผู้ที่ประสงค์จะบรรพชา จงถือเอาเถิด แล้วมิให้อมนุษย์ เนื้อและนกที่มีเสียงน่ากลัวรบกวน เสร็จแล้วกลับไปยังที่ของตน. 
         พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรเห็นทางเดินทางเดียวทรงดำริว่า คงจักเป็นที่อยู่ของนักบวช จึงให้พระนางมัทรี พระโอรสและธิดาประทับอยู่ ณ ที่นั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบท ทอดพระเนตรเห็นอักษร ทรงดำริว่าท้าวสักกะทรงประทาน จึงทรงเปิดประตูบรรณศาลาเสด็จเข้าไป เอาพระขรรค์และธนูออก เปลื้องผ้าสาฎก ทรงถือเพศฤๅษี ถือไม้เท้าเสด็จออกไปหาพระกุมารกุมารี ด้วยความสงบเช่นกับพระปัจเจกพุทธเจ้า. 
         แม้พระนางมัทรีเทวีทรงเห็นพระมหาสัตว์ก็ทรงหมอบแทบพระบาท ทรงกันแสงเสด็จเข้าอาศรมกับพระมหาสัตว์ แล้วเสด็จไปยังบรรณศาลาของพระนาง ทรงถือเพศเป็นฤๅษี. 
         ภายหลังทรงให้พระกุมารกุมารีเป็นดาบสกุมาร. 
         พระโพธิสัตว์ทรงขอพรพระนางมัทรีว่า ตั้งแต่นี้ไป เราเป็นนักบวชแล้ว. ธรรมดาสตรีย่อมเป็นมลทินแก่พรหมจรรย์. บัดนี้ เธออย่ามาหาเราในกาลอันไม่สมควรเลย. 
         พระนางรับว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า แล้วขอพรพระมหาสัตว์บ้างว่า ข้าแต่พระองค์ ขอพระองค์ทรงแลดูโอรสธิดาอยู่ ณ บรรณศาลานี้เถิด หม่อมฉันจักแสวงหาผลาผลมาถวาย. 
         ตั้งแต่นั้น พระนางมัทรีก็ทรงนำผลาผลมาแต่ป่าทรงปรนนิบัติชนทั้ง ๓. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ประทับอยู่ ณ หลืบภูเขาวงกตประมาณ ๗ เดือน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อามนฺตยิตฺวา เทวินฺโท วิสฺสกมฺมํ มหิทฺธิกํ ท้าวสักกะจอมเทพตรัสเรียกวิษณุกรรมเทพบุตรผู้มีฤทธิ์มากมาดังนี้เป็นอาทิ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยิตฺวา คือ ตรัสเรียก. 
         บทว่า มหิทฺธิกํ คือ ผู้ประกอบด้วยฤทธิ์มาก. 
         บทว่า อสฺสมํ สุกตํ คือ ให้สร้างอาศรมบทให้ดี. 
         ความว่า บรรณศาลาอันสมควรเป็นที่ประทับของพระเวสสันดรน่ารื่นรมย์. 
         บทว่า สุมาปยา คือ ให้สร้างให้ดี. 
         บทว่า อาณาเปสิ เป็นคำที่เหลือ. 
         บทว่า สุมาปยิ คือ ให้สร้างโดยชอบ. 
         บทว่า อสุญฺโญ คือ อาศรมนั้นไม่ว่างฉันใด เราเป็นผู้ไม่ว่างเพราะทำอาศรมนั้นไม่ให้ว่าง. 
         ปาฐะว่า อสุญฺเญ คือ เรารักษาเด็กทั้งสองคนอยู่ในอาศรมอันไม่ว่าง ด้วยการอยู่ของเรา คือเราตั้งอยู่ในอาศรมนั้น. 
         ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของพระโพธิสัตว์ แม้สัตว์เดียรัจฉานทั้งปวงก็ได้เมตตาในที่ ๓ โยชน์โดยรอบ. 
         เมื่อกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ประทับอยู่ ณ เขาวงกตนั้น พราหมณ์ชูชก ชาวเมืองกลิงครัฐ เมื่อภรรยาชื่อว่าอมิตตตาปนา พูดว่าเราไม่สามารถจะทำการซ้อมข้าว ตักน้ำ หุงข้าวยาคู และข้าวสวยแก่ท่านได้เป็นนิจ. ท่านจงนำทาสชายหรือทาสหญิงมารับใช้เราเถิด. 
         ชูชกกล่าวว่า น้องเอ๋ย เราหรือก็ยากจน จะได้ทาสชายหรือทาสหญิงแต่ไหนมาให้น้องได้เล่า. 
         เมื่อนางอมิตตตาปนาบอกว่า ก็พระราชาเวสสันดรนั่นอย่างไรเล่า พระองค์ประทับอยู่ที่เขาวงกต ท่านจงขอพระโอรสธิดาของพระองค์มาให้เป็นคนรับใช้เราเถิด. 
         ชูชกไม่อาจละเลยถ้อยคำของนางได้ เพราะว่าที่มีใจผูกพันนางด้วยอำนาจกิเลส จึงให้นางเตรียมเสบียง เดินทางถึงกรุงเชตุดรโดยลำดับ แล้วถามว่า พระเวสสันดรมหาราชอยู่ที่ไหน. 
         มหาชนต่างเกรี้ยวกราดว่า [พระราชา] ของพวกเรา เพราะทรงให้ทานยาจกพวกนี้จึงต้องถูกเนรเทศออกจากแว่นแคว้น. อีตาพราหมณ์เฒ่าผู้นี้ทำให้พระราชาของพวกเราได้รับความพินาศแล้วยังมีหน้ามาถึงที่นี้อีก ต่างถือก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้น ด่าว่าติดตามพราหมณ์ไป. 
         พราหมณ์ชูชกนั้นเทวดาดลใจออกจากกรุงเชตุดร แล้วเดินตรงไปยังทางที่จะไปเขาวงกต ถึงประตูป่าโดยลำดับ หยั่งลงสู่ป่าใหญ่ หลงทางเที่ยวไป เตลิดไปพบกับเจตบุตรซึ่งพระราชาเหล่านั้นทรงตั้งไว้เพื่ออารักขาพระโพธิสัตว์. 
         เจตบุตรถามว่า จะไปไหนพราหมณ์. 
         ชูชกบอกว่า จะไปหาพระเวสสันดรมหาราช.
         เจตบุตรคิดว่า อีตาพราหมณ์นี้น่าจะไปทูลขอพระโอรสธิดาหรือพระเทวีของพระเวสสันดรเป็นแน่ จึงขู่ตะคอกว่า พราหมณ์ ท่านอย่าไปที่นั้นนะ. หากไปเราจะตัดหัวท่านเสียที่นี่แหละ แล้วให้สุนัขของเรากิน. 
         ชูชกถูกขู่ก็กลัวตายจึงกล่าวเท็จว่า พระชนกของพระเวสสันดรส่งเราเป็นทูตมาด้วยหมายใจว่าจักนำพระเวสสันดรกลับพระนคร. 
         เจตบุตรได้ฟังดังนั้นก็ร่าเริงยินดี แสดงความเคารพนับถือพราหมณ์ จึงบอกทางไปเขาวงกตให้แก่พราหมณ์. 
         พราหมณ์เดินทางออกจากนั้นในระหว่างทาง ได้พบกับอัจจุตดาบสจึงถามถึงหนทาง. 
         เมื่ออัจจุตดาบสบอกหนทางให้ จึงเดินไปตามทางตามเครื่องหมายที่อัจจุตดาบสบอก ถึงที่ตั้งอาศรมบทของพระโพธิสัตว์โดยลำดับ จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ในเวลาที่พระนางมัทรีเทวีไปหาผลไม้ แล้วทูลขอพระกุมารกุมารีทั้งสอง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เมื่อเราอยู่ในป่าใหญ่ ชูชกพราหมณ์ 
               เดินเข้ามาหาเรา ได้ขอบุตรทั้งสองของเรา 
               คือ พ่อชาลีและแม่กัณหาชินา. 
         เมื่อพราหมณ์ทูลขอพระกุมารกุมารีอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ทรงเกิดโสมนัสด้วยพระประสงค์ว่า นานแล้วยาจกมิได้มาหาเรา วันนี้ เราจักบำเพ็ญทานบารมีโดยไม่ให้เหลือ ทรงยังจิตของพราหมณ์ให้ยินดีดุจวางถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ลงบนมือที่เหยียดออกและยังหลืบเขานั้นทั้งสิ้นให้บรรลือ ตรัสว่า 
         เราให้ลูกทั้งสองของเราแก่ท่าน ส่วนพระนางมัทรีเทวีไปป่าเพื่อหาผลาผล แต่เช้าตรู่จักกลับก็ตอนเย็น. 
         อนึ่ง เมื่อนางมัทรีกลับ ท่านจงแสดงลูกทั้งสองนั้นจงดื่มเคี้ยวรากไม้และผลาผล อยู่ค้างสักคืนหนึ่งพอหายเมื่อย เช้าตรู่จึงค่อยไป. 
         พราหมณ์คิดว่า พระเวสสันดรนี้พระราชทานพระกุมารกุมารี เพราะมีพระอัธยาศัยกว้างขวางแท้ แต่พระนางมัทรีพระมารดามีความรักบุตรกลับมาจะพึงทำอันตรายแก่ทานได้. ถ้ากระไร เราจะทูลแค่นไค้พระเวสสันดรนี้แล้ว พาโอรสทั้งสองไปวันนี้ให้จงได้. 
         จึงกราบทูลว่า หากพระองค์พระราชทานพระโอรสทั้งสองแก่ข้าพระองค์แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะแสดงกะพระมัทรีแล้วจึงส่งไป. ข้าพระองค์จักขอพาโอรสทั้งสองไปในวันนี้แหละ พระเจ้าข้า. 
         พระเวสสันดรตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ หากท่านไม่ปรารถนาจะเห็นพระนางมัทรีราชบุตรี ท่านจงพาทารกทั้งสองนี้ไปยังกรุงเชตุดร. ณ ที่นั้น พระสญชัยมหาราชจักรับทารกทั้งสองแล้วพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน. ท่านจักมีทาสหญิงทาสชายได้ด้วยทรัพย์นั้น และท่านก็จะมีชีวิตอยู่อย่างสบาย. อีกประการหนึ่ง ทารกทั้งสองนี้ก็เป็นสุขุมาลชาติ เธอทั้งสองนั้นจักปรนนิบัติท่านได้อย่างไรเล่า. 
         พราหมณ์ทูลว่า ข้าพระองค์มิอาจจะทำอย่างนั้นได้ ข้าพระองค์เกรงพระราชอาญา. ข้าพระองค์จักนำไปบ้านของข้าพระองค์เลย พระเจ้าข้า. 
         ทารกทั้งสองได้สดับการสนทนาของพระบิดาและพราหมณ์ คิดว่า พระบิดามีพระประสงค์จะพระราชทานเราทั้งสองแก่พราหมณ์ จึงเลี่ยงไปยังสระโบกขรณีแอบที่กอประทุม. 
         พราหมณ์ไม่เห็นพระกุมารกุมารี จึงทูลว่า พระองค์ตรัสว่าจะพระราชทานทารกทั้งสองแล้วให้ทารกทั้งสองหนีไป แล้วจึงทูลต่อว่าว่า นั่นเป็นอุบายวิธีที่ดีงามของพระองค์. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงรีบลุกขึ้นเที่ยวตามหาพระกุมารกุมารี ทรงเห็นทั้งสองแอบอยู่ที่กอปทุมจึงตรัสว่า 
         ลูกรักทั้งสองจงขึ้นมาเถิด ลูกทั้งสองอย่าได้ทำอันตรายแก่ทานบารมีของพ่อเลย จงให้อัธยาศัยในทานของพ่อถึงที่สุดเถิด. 
         อนึ่ง พราหมณ์ผู้นี้พาลูกทั้งสองไปแล้วก็จักไปหาพระเจ้าสญชัยมหาราชซึ่งเป็นพระอัยกาของลูก. 
         พ่อชาลีลูกรัก ลูกต้องการจะเป็นไทก็พึงให้ทอง ๑,๐๐๐ แท่งแก่พราหมณ์แล้วก็จะได้เป็นไท. 
         ดูก่อนแม่กัณหาชินาลูกรัก ลูกควรให้สิ่งละ ๑๐๐ คือทาสชาย ๑๐๐ ทาสหญิง ๑๐๐ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ ทองคำ ๑๐๐ แท่งแล้วลูกก็จะพึงเป็นไท. 
         ทรงตีราคาค่าตัวลูกทั้งสองดังนี้แล้วทรงปลอบพากลับไปยังอาศรมบท เอาคนโทใส่น้ำแล้วหลั่งน้ำลงในมือของพราหมณ์ ทำให้เป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณ ทรงเกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ยังมหาปฐพีให้บรรลือกัมปนาท ได้พระราชทานบุตรเป็นที่รัก. 
         แม้ในจริยานี้ก็ได้มีแผ่นดินไหวเป็นต้นโดยนัยดังกล่าวแล้วในจริยาก่อน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เพราะได้เห็นยาจกเข้ามาหา ความร่าเริงเกิดขึ้นแก่เรา 
               ในกาลนั้น เราได้พาบุตรทั้งสองมาให้แก่พราหมณ์ 
               เมื่อเราสละบุตรทั้งสองของตนให้แก่ชูชกพราหมณ์ 
               ในกาลใด แม้ในกาลนั้น แผ่นดิน ภูเขาสิเนรุราช 
               ก็หวั่นไหว.
         ครั้งนั้น พราหมณ์เอาเถาวัลย์ผูกพระหัตถ์ฉุดคร่าทารกทั้งสองผู้ไม่อยากจะไป. ในพระหัตถ์ที่ผูกนั้นโลหิตไหลออกจากผิวหนัง. พราหมณ์เอาท่อนเถาวัลย์ตีฉุดคร่าไป. 
         พระกุมารกุมารีทรงเหลียวดูพระบิดาแล้วทูลว่า :- 
                     ข้าแต่พระบิดา พระมารดาก็เสด็จไปป่า 
               พระบิดาก็ทรงเห็นแต่ลูกทั้งสอง พระบิดาอย่า 
               เพิ่งทรงให้ลูกไปเลยจนกว่าพระมารดาจะกลับ 
               มา เมื่อนั้นแหละอีตาพราหมณ์เฒ่าจะขายหรือ 
               จะฆ่าลูกทั้งสองก็ตามที. 
         ทูลต่อไปอีกมีอาทิว่า อีตาพราหมณ์เฒ่านี้ร้ายกาจนัก ทำการหยาบช้า 
                     จะเป็นมนุษย์หรือยักษ์ กินเนื้อและเลือด 
               ออกจากบ้านมาสู่ป่า จะมาขอทรัพย์กะพระบิดา 
               เมื่อตาพราหมณ์เฒ่าปีศาจจะนำลูกไป ไฉนพระ 
               บิดาจึงทรงมองดูเฉยอยู่เล่า. 
         ทั้งสองพระกุมารกุมารีต่างกันแสงไห้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ธนํ ได้แก่ ทรัพย์คือบุตร. 
         ชูชก เมื่อพระกุมารกุมารีร่ำไห้อยู่อย่างนั้นก็โบยฉุดกระชากหลีกไป.
         พระมหาสัตว์ทรงเกิดความเศร้าโศกเป็นกำลัง ด้วยความสงสารลูกทั้งสองที่ร้องไห้และด้วยความไม่สงสารของพราหมณ์. 
         ในขณะนั้นเองทรงรำลึกถึงประเพณีของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ทรงตำหนิพระองค์ว่า ธรรมดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงทรงสละมหาบริจาค ๕ แล้วจักเป็นพระพุทธเจ้า แม้เราก็เป็นผู้หนึ่งของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น บริจาคบุตรทานและมหาบริจาคอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น ดูก่อนเจ้าเวสสันดร การให้ทานแล้วเดือดร้อนในภายหลังไม่สมควรแก่เจ้าเลย. 
         แล้วทรงเตือนพระองค์ว่า ตั้งแต่เวลาที่เราให้ทานแล้วอะไรๆ ก็มิได้เป็นของเจ้า. 
         ทรงอธิษฐาน กุสลสมาทานมั่นคง ประทับนั่ง ณ ประตูบรรณศาลา ดุจพระปฏิมาทองคำนั่งบนแผ่นหิน ฉะนั้น. 
         ลำดับนั้น พระนางมัทรีเทวีหาบผลาผลจากป่าเสด็จกลับ เทพยดาทั้งหลายจึงแปลงกายเป็นมฤคร้ายกั้นทางไว้ด้วยดำริว่า พระนางมัทรีจงอย่าเป็นอันตรายแก่ทานของพระมหาสัตว์เลย. 
         เมื่อมฤคร้ายหลีกไปแล้วพระนางเสด็จถึงอาศรมช้าไป ทรงดำริว่าวันนี้เราฝันไม่ดีเลยและเกิดนิมิตร้ายขึ้นอีก จักเป็นอย่างไรหนอ เสด็จเข้าไปยังอาศรมไม่ทรงเห็นพระกุมารกุมารี จึงเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันไม่เห็นลูกทั้งสองของเรา ลูกทั้งสองไปเสียที่ไหนเล่าเพคะ. 
         พระโพธิสัตว์ทรงนิ่ง. 
         พระนางมัทรีค้นหาลูกทั้งสอง เที่ยวหาในที่นั้นๆ มิได้ทรงเห็นจึงกลับไปทูลถามอีก. 
         พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่าเราจักให้แม่มัทรีละความเศร้าโศกถึงบุตรด้วยถ้อยคำหยาบ จึงตรัสว่า :- 
                     แม่มัทรีผู้มีรูปสมบัติอันประเสริฐ เป็นราชบุตรี 
               เป็นผู้มียศเจ้าไปแสวงหามูลผลาหาร แต่เช้ามิใช่หรือ 
               ไฉนเจ้าจึงกลับมาจนเย็นเล่า. 
         เมื่อพระนางทูลถึงเหตุที่ทำให้ล่าช้าก็มิได้ตรัสอะไรๆ ถึงทารกทั้งสองอีกเลย. พระนางมัทรีด้วยความเศร้าโศกถึงบุตรคิดถึงบุตร จึงรีบออกป่า ค้นหาบุตรอีก. สถานที่ที่พระนางมัทรีเที่ยวค้นหาในราตรีเดียวคำนวณดูแล้วประมาณ ๑๕ โยชน์. 
         ครั้นรุ่งสว่าง พระนางได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ประทับยืน ถูกความโศกมีกำลังครอบงำเพราะไม่เห็นลูก จึงล้มสลบลงบนพื้นดินแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์นั้น ดุจกล้วยถูกตัด.
         พระโพธิสัตว์ทรงหวั่นไหวด้วยทรงสำคัญว่า พระนางมัทรีสิ้นพระชนม์ ทรงเกิดความโศกใหญ่หลวง ดำรงพระสติมั่น ทรงดำริว่า เราจักรู้ว่าแม่มัทรียังมีชีวิตอยู่หรือไม่มี แม้ตลอด ๗ เดือนไม่เคยถูกต้องกายกันเลย เพราะไม่มีอย่างอื่นจึงทรงยกพระเศียรของนางวางบนพระอุรุ (ขา) เอาน้ำพรมลูบคลำ พระอุระพระหัตถ์และพระหทัย. 
         พระนางมัทรีล่วงไปเล็กน้อยก็ได้พระสติบังเกิดหิริโอตตัปปะทูลถามว่า ลูกทั้งสองไปไหน. 
         พระโพธิสัตว์ว่า ดูก่อนเทวี พี่ได้ให้บุตรของเราเพื่อเป็นทาสแก่พราหมณ์คนหนึ่งซึ่งมาขอกะพี่. 
         เมื่อพระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่พระองค์ เพราะเหตุไร พระเจ้าพี่ทรงให้ลูกทั้งสองแก่พราหมณ์แล้วจึงไม่บอกแก่น้องปล่อยให้ร้องไห้ เที่ยวหาอยู่ตลอดคืนเล่า ตรัสว่า เมื่อพี่บอกเสียก่อน น้องก็จะมีทุกข์ใจมาก แต่บัดนี้ทุกข์เบาบางลงแล้ว. 
         พระองค์จึงทรงปลอบพระมัทรีว่า :- 
                     ดูก่อนแม่มัทรี น้องจงดูพี่ อย่าปรารถนาที่ 
               จะเห็นลูกเลย อย่ากันแสงไปนักเลย เราไม่มีโรค 
               ยังมีชีวิตอยู่ คงจะได้พบลูก เป็นแน่แท้. 
         แล้วตรัสต่อไปว่า :- 
                     สัตบุรุษเห็นยาจกมาขอทาน แล้วพึงให้บุตร 
               สัตว์เลี้ยง ข้าวเปลือกและทรัพย์อย่างอื่นอันมีอยู่ใน 
               เรือน. ดูก่อนแม่มัทรี น้องจงอนุโมทนาบุตรทาน 
               อันสูงสุดของพี่เถิด. 
         แล้วทรงให้พระนางมัทรีอนุโมทนาบุตรทานของพระองค์. 
         แม้พระนางมัทรีก็ทูลอนุโมทนาว่า :- 
                     ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ น้องขออนุโมทนา 
               บุตรทาน อันสูงสุดของพระเจ้าพี่ ครั้นพระเจ้าพี่พระ 
               ราชทานบุตรแล้ว ขอจงทรงยังพระทัยให้ผ่องใส จง 
               ทรงบำเพ็ญทานให้ยิ่งๆ ขึ้นไปอีก. 
         เมื่อกษัตริย์ทั้งสองทรงสนทนากันเป็นที่สำราญพระทัยของกันและกันอย่างนี้แล้ว. 
         ท้าวสักกะจึงทรงดำริว่า เมื่อวานพระมหาบุรุษยังปฐพีให้กึกก้องกัมปนาท ได้พระราชทานพระโอรสธิดาแก่ชูชก. บัดนี้จะมีบุรุษชั่วเข้าไปหาพระองค์ แล้วทูลขอพระมัทรีเทวีก็จะพาเอาไปเสียอีก. แต่นั้น พระราชาโพธิสัตว์ก็จะหมดที่พึ่ง. เอาเถิดเราจะแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เข้าไปหาพระองค์ทูลขอพระนางมัทรี ทำให้พระโพธิสัตว์ทรงถือเอายอดพระบารมี แล้วจักไม่ทรงกระทำสิ่งที่ไม่ควรสละให้แก่ใครๆ อีกแล้ว จักมาคืนพระนางมัทรีนั้นแก่พระโพธิสัตว์. 
         ท้าวสักกะจึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ ในตอนพระอาทิตย์ขึ้นได้ไปหาพระโพธิสัตว์. 
         พระมหาบุรุษทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นั้น ทรงเกิดปีติโสมนัสว่า แขกของเรามาแล้ว ทรงกระทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับพราหมณ์นั้น แล้วตรัสถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านมาที่นี้เพื่อประสงค์อะไร. 
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะจึงทูลขอพระนางมัทรีเทวี. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ท้าวสักกะทรงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ 
               เสด็จลงจากเทวโลก มาขอนางมัทรีผู้มีศีล มี 
               จริยาวัตรอันงามกะเราอีก. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุนเทว คือ ภายหลังจากวันที่เราให้ลูกทั้งสองนั่นแล. อธิบายว่า ในลำดับนั้นนั่นแล. 
         บทว่า โอรุยฺห คือ ลงจากเทวโลก. 
         บทว่า พฺราหฺมณสนฺนิโภ คือ แปลงเพศเป็นพราหมณ์. 
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์มิได้ตรัสว่า เมื่อวานนี้ เราได้ไห้ลูกทั้งสองแก่พราหมณ์ แม้เราก็อยู่ผู้เดียวเท่านั้นในป่า เราจักให้แม่มัทรีผู้มีศีลปฏิบัติสามีดีแก่ท่านได้อย่างไร. มีพระทัยมิได้ถดถอย เพราะไม่สละ เพราะไม่ผูกมัด ดุจวางรตนะอันหาค่ามิได้ลงในมือที่เหยียดออกทรงร่าเริงยินดีดุจยังคิรีให้กึกก้องกัมปนาทว่า วันนี้ ทานบารมีของเราจักถึงที่สุด ตรัสว่า :- 
                     ท่านพราหมณ์ เราจะให้ เราไม่หวั่นไหว
               ท่านขอสิ่งใดกะเรา เราไม่ซ่อนเร้นที่มีอยู่นั้น 
               ในของเรายินดีในทาน. 
         ทรงรีบเอาน้ำใส่คนโทแล้วหลั่งน้ำลงในมือพราหมณ์ได้พระราชทานภรรยาให้. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เรามีความดำริแห่งใจเลื่อมใส เราจับ 
               พระหัตถ์พระนางมัทรี ยังฝ่ามือให้เต็มด้วยน้ำ 
               ได้ให้พระนางมัทรีแก่พราหมณ์นั้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อุทกญฺชลิ คือ ยังมือให้เต็มด้วยน้ำ. 
         อนึ่ง บทว่า อุทกํ เป็นปฐมาวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ์. 
         ความว่า ยังมือคือฝ่ามือที่เหยียดออกของพราหมณ์นั้นให้เต็มด้วยน้ำ. 
         บทว่า ปสนฺนมนสงฺกปฺโป คือ มีความดำริแห่งใจเลื่อมใสแล้วด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอันเกิดขึ้นแล้วว่า เราจักยังที่สุดแห่งทานบารมีให้ถึงด้วยการบริจาคภริยานี้ แล้วจักบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแน่นอน. 
         ในขณะนั้นนั่นเองได้ปรากฏปาฏิหาริย์ทั้งปวงมีประการดังได้กล่าวมาแล้วในหนหลัง. 
         หมู่เทพ หมู่พรหม ได้เกิดปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่งว่า บัดนี้พระสัมมาสัมโพธิญาณของพระโพธิสัตว์นั้นอยู่ไม่ไกล. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
               เมื่อเราให้พระนางมัทรี ทวยเทพในท้องฟ้าต่างเบิกบาน 
               แม้ในครั้งนั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราชก็หวั่นไหว. 
         อนึ่ง เมื่อเราให้พระนางมัทรีเทวีไม่มีร้องไห้หน้าเศร้าหรือเพียงคิ้วขมวด. 
         พระนางมัทรีเทวีได้มีพระดำริอย่างเดียวว่า จะทำสิ่งที่พระสวามีปรารถนา. 
         พระนางมัทรีตรัสต่อไปว่า :- 
               เราเป็นราชกุมารี ได้เป็นภริยาของท่านผู้ใด 
               ท่านผู้นั้นก็เป็นเจ้าของ เป็นอิสระในตัวเรา 
               เมื่อปรารถนาจะให้เราแก่ผู้ใดก็ให้ได้ หรือ 
               จะขายก็ได้ จะฆ่าเสียก็ได้. 
         แม้พระมหาบุรุษก็ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ผู้เจริญ พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น เรารักยิ่งกว่าแม่มัทรี ร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า. ขอทานของเรานี้จงเป็นปัจจัยแห่งการรู้แจ้งแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณเถิด แล้วพระราชทานทาน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เมื่อเราสละพ่อชาลี แม่กัณหาชินาผู้เป็นธิดา 
               และพระนางมัทรีผู้จงรักสามี ไม่คิดถึงเลย เพราะ 
               เหตุแห่งโพธิญาณนั่นเอง 
                     บุตรทั้งสองเราก็ไม่เกลียด พระนางมัทรี เรา 
               ก็ไม่เกลียด แต่สัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา 
               เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้บุตรและภริยาอันเป็น 
               ที่รักของเราอีกครั้งหนึ่ง. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า จชมาโน น จีนฺเตสึ คือ เมื่อเราสละก็มิได้คิดถึงด้วยความเดือดร้อน. อธิบายว่า เราสละแล้วก็เป็นอันสละไปเลย.
         ในบทนี้สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า 
         ก็เพราะเหตุไรเล่า พระมหาบุรุษจึงทรงสละบุตรภริยาของพระองค์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นกษัตริย์ โดยให้เป็นทาสของผู้อื่น เพราะการทำผู้เป็นไทบางพวก ไม่ให้เป็นไท มิใช่สิ่งที่ดี. 
         ตอบว่า เพราะเป็นธรรมสมควร. 
         จริงอยู่ การเข้าถึงพุทธการกธรรมเป็นธรรมดานี้ คือการบริจาควัตถุที่เขาหวงว่า นี้ของเรา เนื่องในตนทั้งปวงได้โดยไม่เหลือ. 
         จริงอยู่ การสละวัตถุที่เขาหวงว่าของเรา แก่ยาจกผู้ขอจะไม่สมควรแก่พระโพธิสัตว์ผู้ถึงความขวนขวายเพื่อบำเพ็ญทานบารมีปราศจากการกำหนดไทยธรรมและปฏิคาหกก็หามิได้. 
         แม้นี้ก็เป็นธรรมอันสมควรมีมาแต่เก่าก่อน. ธรรมที่ประพฤติสะสมมาสม่ำเสมอนี้ เป็นวงศ์ของตระกูลเป็นประเพณีของตระกูลของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง คือการบริจาคของทุกสิ่ง. 
         แต่โดยพิเศษออกไปในข้อนั้น ก็คือการบริจาคสิ่งอันเป็นที่รักกว่า. 
         จริงอยู่ พระโพธิสัตว์บางองค์เป็นพระพุทธเจ้า เพราะทรงบริจาคมหาบริจาค ๕ เหล่านี้ คือ บริจาคทรัพย์มีความเป็นอิสระในราชสมบัติเป็นต้นอันสืบวงค์มา ๑ การบริจาคอวัยวะ มีศีรษะและนัยน์ตาเป็นต้นของตน ๑ บริจาคชีวิตอันเป็นที่รัก ๑ บริจาคบุตรเป็นที่รักผู้จะดำรงวงศ์ตระกูล ๑ บริจาคภริยาเป็นที่รักมีความประพฤติเป็นที่ชอบใจ ๑ เคยมีมาแล้วมิใช่หรือ. 
         เป็นความจริงดังนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุมังคละ ครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ทรงแสวงหาโพธิญาณประทับอยู่ ณ ภูเขาลูกหนึ่งพร้อมด้วยบุตรภรรยาในอัตภาพที่ ๓ จากอัตภาพก่อนมียักษ์ชื่อว่าขรทาฐิกะ (เขี้ยวแหลม) ได้ฟังว่าพระมหาบุรุษมีอัธยาศัยในการให้ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์ เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ขอทารกทั้งสอง. 
         พระมหาสัตว์เบิกบานใจว่า เราจะให้บุตรทั้งสองแก่พราหมณ์ ยังปฐพีมีน้ำเป็นที่สุดให้หวั่นไหวได้ให้ทารกทั้งสอง. ยักษ์ยืนพิงกระดานสำหรับยึดในที่สุดที่จงกรม เมื่อพระโพธิสัตว์เห็นอยู่นั่นเอง ได้เคี้ยวกินเด็กทั้งสองดุจเหง้าบัว. 
         เมื่อพระมหาบุรุษแลดูปากของยักษ์ ซึ่งพ่นสายเลือดออกมาดุจเปลวไฟ ไม่ให้โอกาสแก่จิตตุปบาทเกิดขึ้นว่ายักษ์ลวงเรา เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุบายได้อบรมดีมาแล้ว เพราะสภาพของธรรมในอดีตไม่มีปฏิสนธิ และเพราะความย่ำยีของสังขารทั้งหลายด้วยอำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น จึงเกิดโสมนัสขึ้นว่า ทานบารมีของเราเต็มแล้ว. เรายังประโยชน์ใหญ่ให้สำเร็จแล้วได้บรรลุ ดังนี้ด้วยกองสังขารอันหาสาระมิได้ผุพังไปตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวอย่างนี้. 
         พระมหาสัตว์ทราบความดีงามแห่งจิตของตน ในขณะนั้นอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น จึงตั้งความปรารถนาว่า ด้วยผลอันนี้ในอนาคต ขอรัศมีของเราจงออกจากร่างกาย โดยทำนองเดียวกันนี้เถิด. 
         รัศมีจากสรีระของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นพระพุทธเจ้านั้น เพราะอาศัยความปรารถนานั้น ได้แผ่ซ่านตลอดโลกธาตุ ๑๐,๐๐๐ ตั้งอยู่เป็นนิจ. 
         พระโพธิสัตว์แม้เหล่าอื่นก็อย่างนั้นสละสิ่งอันเป็นที่รักของตนและบุตรภรรยา ก็รู้แจ้งแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ. 
         อีกอย่างหนึ่ง เหมือนอย่างว่าบุรุษคนใดคนหนึ่งรับจ้างทำการงานบ้านหรือชนบทในสำนักของใครๆ พึงทำทรัพย์หายไป ด้วยความประมาทของตนหรือของลูกน้อง เขาถูกจับส่งเข้าไปยังเรือนจำ. 
         เขาพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า เราทำการงานของพระราชานี้ เก็บทรัพย์ไว้ได้ประมาณเท่านี้ เราถูกพระราชานั้นส่งเข้าไปในเรือนจำ. หากเราอยู่ในเรือนจำนี้ ตนก็จนย่อยยับ บุตรภรรยากรรมกรและบุรุษของเราปราศจากอาชีพพึงถึงความพินาศย่อยยับ ถ้ากระไรเราจักทูลพระราชา ทรงตั้งบุตรหรือพี่ชายน้องชายของตนไว้ในที่นี้แล้วพึงออกไป. เราพ้นจากเรือนจำนี้ ไม่ช้าก็จะรวบรวมทรัพย์ จากมิตร จากสหายแล้วถวายแด่พระราชาแล้วปล่อยบุตรพี่ชายน้องชายนั้นจากเรือนจำ. 
         เราเป็นผู้ไม่ประมาทจักกระทำสมบัติให้เหมือนเดิมด้วยกำลังความเพียร. 
         บุรุษนั้นก็พึงทำอย่างนั้นฉันใด พึงเห็นข้ออุปมาอุปมัยนี้ฉันนั้น. 
         ในข้อนั้นมีความเปรียบเทียบดังต่อไปนี้. 
         การงานดุจพระราชา. สงสารดุจเรือนจำ. 
         พระมหาบุรุษผู้ท่องเที่ยวไปในสงสารด้วยอำนาจกรรม ดุจบุรุษที่พระราชาตั้งไว้ในเรือนจำ. 
         การที่พระมหาบุรุษให้บุตรเป็นต้นของตนแก่คนอื่น แล้วปลดเปลื้องสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ในวัฏฏะด้วยการได้พระสัพพัญญุตญาณ ดุจการพ้นจากทุกข์ของบุตรหรือพี่น้องและของตนซึ่งถูกจำอยู่ในเรือนจำด้วยการพึ่งผู้อื่น.
         การถึงพร้อมด้วยสมบัติคือพระสัพพัญญุตญาณมีทศพลญาณเป็นต้น ด้วยความเป็นพระพุทธเจ้าของพระมหาบุรุษผู้ปราศจากทุกข์ในวัฏฏะด้วยอรหัตมรรค และการถึงพร้อมด้วยสมบัติมีวิชา ๓ เป็นต้นของผู้ทำตามคำสอนของตน ดุจการตั้งอยู่ในสมบัติตามความประสงค์กับชนเหล่านั้นของบุรุษผู้พ้นทุกข์แล้ว. 
         เพราะเหตุนั้น การบริจาคบุตรภรรยาของพระมหาบุรุษทั้งหลาย จึงเป็นสภาพอันหาโทษมิได้ด้วยประการฉะนี้. 
         โดยนัยนี้แล การทักท้วงใดในการบริจาคอวัยวะและชีวิตของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น แม้การทักท้วงนั้นก็พึงทราบว่าบริสุทธิ์ดีแล้ว. 
         ก็เมื่อพระมหาสัตว์ทรงให้พระนางมัทรีเทวีอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะทรงบังเกิดความอัศจรรย์อันไม่เคยมี ได้ทรงสรรเสริญด้วยการอนุโมทนาทานของพระมหาบุรุษโดยนัยมีอาทิว่า :- 
                     ข้าศึกทั้งหลายทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ 
               พระองค์ชนะได้ทั้งหมดปฐพี พระองค์ก็ให้กึกก้องได้ 
               พระเกียรติศัพท์ของพระองค์ก็ระบือไปถึงไตรทิพย์. 
                     เมื่อพระองค์ทรงให้สิ่งที่ให้ได้ยาก กระทำสิ่งที่ทำ 
               ได้ยาก คนที่เป็นอสัตบุรุษก็ทำตามได้ยาก ธรรมของ 
               สัตบุรุษนำไปได้ยาก เพราะฉะนั้นคติของสัตบุรุษและ 
               อสัตบุรุษ จากโลกนี้ไปจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อมไปนรก 
               สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจูหา คือ ข้าศึก. 
         บทว่า ทิพฺพา คือ ผู้ห้ามยศอันเป็นทิพย์. 
         บทว่า มานุสา ผู้ห้ามยศเป็นของมนุษย์. 
         ก็ข้าศึกเหล่านั้นเป็นใคร คือความตระหนี่. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ความตระหนี่ทั้งหมดนั้นอันพระมหาสัตว์ผู้ทรงให้บุตรภริยา ทรงชนะได้แล้ว. 
         บทว่า ทุทฺททํ ให้ได้ยาก คือเมื่อบุคคลเช่นท่านให้สิ่งที่ให้ได้ยากมีบุตรภริยาเป็นต้น กระทำสิ่งที่ทำได้ยากนั้น พระสาวก พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่น กระทำตามไม่ได้จะกล่าวไปใยถึงอสัตตบุรุษ ผู้มีความตระหนี่. เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษนำไปได้ยาก คือธรรมอันเป็นข้อปฏิบัติของคนดีคือพระมหาโพธิสัตว์ อันบุคคลอื่นตามไปได้ยาก. 
         ท้าวสักกะทรงสรรเสริญด้วยการอนุโมทนาพระมหาบุรุษอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงมอบพระนางมัทรีเทวีคืน จึงตรัสว่า :- 
                     ข้าพเจ้าขอถวายพระนางมัทรีอัครมเหสีผู้มี 
               พระวรกายงามพร้อม แก่พระองค์ พระองค์เท่านั้น 
               คู่ควรแก่พระนางมัทรี และพระนางมัทรีก็คู่ควรแก่ 
               พระองค์ผู้เป็นพระสวามี. 
         แล้วทรงมอบพระนางมัทรีคืน เสด็จประทับบนอากาศ รุ่งโรจน์ด้วยพระอัตภาพเป็นทิพย์ ดุจดวงอาทิตย์อ่อนๆ ประทับอยู่บนอากาศ แสดงพระองค์ตรัสว่า :- 
                     ข้าแต่พระราชฤๅษี ข้าพเจ้าคือท้าวสักกะ 
               จอมเทพมายังสำนักของพระองค์ ขอพระองค์จง 
               ทรงเลือกพร ข้าพระองค์จะถวายพร ๘ ประการ 
               แก่พระองค์.
         แม้พระมหาสัตว์ก็ทรงขอพร ๘ ประการเหล่านี้ คือ 
         ๑. ข้าแต่จอมเทพ ขอพระบิดาทรงแต่งตั้งข้าพระองค์ให้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ ๒. ขอให้ข้าพระองค์ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องถึงประหารให้พ้นจากการประหาร ๓. ขอให้ข้าพระองค์เป็นที่พึ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ๔. ขอให้ข้าพระองค์อย่าได้ล่วงเกินภรรยาของผู้อื่น อย่าได้ลุอำนาจของสัตว์ ๕. ขอให้โอรสของข้าพระองค์มีอายุยืนนาน ๖. ขอให้ไทยธรรมมีข้าวและน้ำเป็นต้นมีมาก ๗. ขอให้ข้าพระองค์มีจิตผ่องใส บริจาคไทยธรรมนั้นไม่รู้จักหมดสิ้น ๘. ขอให้ข้าพระองค์บริจาคมหาทานอย่างนี้ ครั้นสิ้นชีพแล้ว ขอให้ไปสู่เทวโลก กลับจากเทวโลกมาเกิดในมนุษยโลกนี้ ขอให้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. 
         ท้าวสักกะตรัสว่า ในไม่ช้า พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชพระบิดาจักเสด็จมา ณ ที่นี้ รับพระองค์ไปดำรงในราชสมบัติ. 
         อนึ่ง ความปรารถนาของพระองค์นอกนั้นทั้งหมด จักถึงที่สุด พระองค์อย่าทรงวิตกไปเลย. ขอพระองค์อย่าทรงประมาท. 
         ครั้นประทานโอวาทแล้วก็เสด็จกลับเทวโลกทันที. 
         พระโพธิสัตว์และพระนางมัทรีเทวีทรงเบิกบานพระทัย ประทับอยู่ ณ อาศรมที่ท้าวสักกะประทานให้. 
         แม้เมื่อชูชกพาสองกุมารไป ทวยเทพก็ได้ทำการอารักขา. ทุกๆ วันจะมีเทพธิดาองค์หนึ่งมาในตอนกลางคืน แปลงเพศเป็นพระนางมัทรีคอยดูแลสองกุมาร. 
         ชูชกนั้นเทวดาดลใจ คิดว่าจักไปกาลิงครัฐ แต่ก็บรรลุถึงกรุงเชตุดร โดยกึ่งเดือน. 
         พระราชาประทับนั่ง ณ ที่วินิจฉัย ทอดพระเนตรเห็นสองกุมารกับพราหมณ์ไปถึงพระลานหลวง ทรงจำได้รับสั่งให้เรียกสองกุมารกับพราหมณ์ ทรงสดับเรื่องราวนั้น จึงพระราชทานทรัพย์ตามจำนวนที่พระโพธิสัตว์ทรงตีราคาไว้ไถ่สองกุมาร ให้สองกุมารสรงสนาน เสวยพระกระยาหาร ทรงตกแต่งด้วยเครื่องสรรพาลังการ. 
         พระราชาทรงให้พระชาลีประทับบนพระเพลา พระนางผุสดีทรงให้แก้วกัณหาชินาประทับบนพระเพลา ทรงสดับถึงเรื่องราวของพระโพธิสัตว์และพระนางมัทรีราชบุตรี. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วทรงสลดพระทัยว่า เราได้ทำลายความดีงาม ทันใดนั้นเอง ทรงจัดกองทัพนับได้ ๑๒ อักโขภินี (อักโขภินีหนึ่งเท่ากับร้อยล้านแสนโกฏิ) ทรงมุ่งพระพักตร์เสด็จไปเขาวงกต พร้อมด้วยพระนางผุสดีเทวีและสองกุมาร. เสด็จถึงโดยลำดับแล้วทรงเข้าไปหาพระโอรสและพระสุณิสา. 
         พระเวสสันดรทอดพระเนตรเห็นพระปิยบุตร ไม่สามารถอดกลั้นความโศกได้ ทรงสลบล้มลง ณ ที่บรรณศาลานั่นเอง. 
         พระนางมัทรี พระชนกชนนี และเหล่าอำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ ที่เป็นสหชาติต่างก็สลบไสลไปตามๆ กัน. 
         บรรดาผู้เห็นความกรุณานั้นไม่สามารถดำรงอยู่โดยความเป็นตนของตนได้ ตลอดอาศรมบทได้เป็นเหมือนป่าสาละที่ถูกลมยุคันตวาตโหมกระหน่ำฉะนั้น. 
         ท้าวสักกเทวราช เพื่อให้กษัตริย์และอำมาตย์ฟื้นจากสลบจึงบันดาลให้ฝนโบกขรพรรษตกลงมา. ผู้ประสงค์จะให้เปียกก็เปียก ดุจฝนตกลงในใบบัวแล้วกลับกลายเป็นน้ำไหลไป. ทั้งหมดก็ฟื้น. 
         แม้ในครั้งนั้น ความอัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้นมีประการดังกล่าวแล้วในหนหลังก็ได้ปรากฏขึ้น. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- 
                     อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพระชนกชนนีเสด็จมาพร้อมกัน 
               ณ ป่าใหญ่ ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร ตรัสถาม 
               ถึงทุกข์สุขกันและกันอยู่ เราได้เข้าเฝ้าพระชนกชนนี 
               ทั้งสองผู้เป็นที่เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ แม้ในกาล 
               นั้น แผ่นดิน เขาสิเนรุราช ก็หวั่นไหว. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า กรุณํ ปริเทวนฺเต คือ เมื่อชนมาพร้อมกันทั้งหมดมีพระชนกชนนีเป็นต้น ทรงกันแสงสะอึกสะอื้นน่าสงสาร. 
         บทว่า สลฺลปนฺเต สุขํ ทุกฺขํ คือ ตรัสถามถึงทุกข์สุข แล้วสนทนากันด้วยการปฏิสันถาร. 
         บทว่า หิโรตฺตปฺเปน ครุนา อุภินฺนํ เราได้เข้าเฝ้าพระชนกชนนีผู้เป็นที่เคารพด้วยหิริและโอตตัปปะ คือเรามิได้มีจิตโกรธเคืองว่า ชนเหล่านี้ขับไล่เราผู้เชื่อฟังคำของชาวสีพีไม่ประทุษร้าย ตั้งอยู่ในธรรมแล้วเข้าเฝ้าพระชนกชนนีด้วยหิริโอตตัปปะ อันเกิดขึ้นด้วยความเคารพในธรรมในพระชนกชนนีเหล่านี้. 
         ด้วยเหตุนั้น มหาปฐพีจึงหวั่นไหวขึ้นในครั้งนั้นด้วยเดชะแห่งธรรมของเรา. 
         ลำดับนั้น พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชทรงให้พระมหาสัตว์ยกโทษให้ แล้วทรงมอบราชสมบัติให้ครอบครอง ในขณะนั้นเองทรงให้พระมหาสัตว์ปลงพระเกศาและพระมัสสุเป็นต้น ให้ทรงสรงสนาน ทรงอภิเษกพระมหาสัตว์ผู้ทรงตกแต่งด้วยสรรพาภรณ์งดงามดังเทวราชไว้ในราชสมบัติ พร้อมพระนางมัทรีเทวี. 
         ทันใดนั้นทรงลุกขึ้นพร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่าประมาณ ๑๒ อักโขภินีแวดล้อมพระโอรสรับสั่งให้ตกแต่งทาง ๖๐ โยชน์ตั้งแต่เขาวงกตถึงกรุงเชตุดร เสด็จเข้าสู่พระนครโดยสวัสดี เป็นเวลาสองเดือน. 
         มหาชนได้เสวยปีติโสมนัสเป็นอันมาก ต่างยกผืนผ้าเป็นต้นโบกไปมา เที่ยวประโคมนันทเภรีไปทั่วพระนคร. 
         สัตว์ทั้งปวงโดยที่สุด แมวที่อยู่ในเครื่องผูกมัดก็ได้พ้นจากเครื่องผูกมัด. 
         พระโพธิสัตว์ในวันเสด็จเข้าสู่พระนครนั่นเอง ตอนใกล้รุ่งทรงดำริว่า พรุ่งนี้ตอนสว่าง ยาจกทั้งหลายได้ข่าวว่าเรากลับมาก็จักพากันมา. เราจักให้อะไรแก่ยาจกเหล่านั้น. 
         ในขณะนั้น อาสนะของท้าวสักกะแสดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงรำพึงอยู่ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว ทันใดนั่นเองทรงบันดาลให้สิ่งของมีอยู่ตอนต้นและมีในตอนหลัง ของพระราชนิเวศน์เต็มประมาณเอว ประทานให้ตกดุจก้อนเมฆ. ฝนแก้ว ๗ ประการตกทั่วพระนครสูงปานเข่า.
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- 
                     อีกครั้งหนึ่ง เรากับบรรดาพระญาติของเรา 
               ออกจากป่าใหญ่ จักเข้าสู่กรุงเชตุดรอันน่ารื่นรมย์ 
               แก้ว ๗ ประการตกลง แล้วมหาเมฆยังฝนให้ตก 
               แม้ในกาลนั้น ปฐพี เขาสิเนรุราชก็หวั่นไหว แม้ 
               แผ่นดินไม่มีจิตใจ ไม่รู้สุขและทุกข์ก็หวั่นไหวถึง 
               ๗ ครั้ง เพราะกำลังแห่งทานของเรา ฉะนี้แล. 
         เมื่อฝนแก้ว ๗ ประการตกอย่างนี้ รุ่งขึ้นพระมหาสัตว์ทรงดำริว่าทรัพย์ที่อยู่ในวัตถุที่มีอยู่ก่อนและมีทีหลังของตระกูลใดจงเป็นของตระกูลนั้น แล้วพระราชทานให้นำส่วนที่เหลือมาใส่ไว้ในท้องพระคลังรวมกับทรัพย์ในวัตถุที่อยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แล้วทรงบริจาคมหาทาน. 
         บทว่า อเจตนายํ ปฐวี คือ ปฐพีนี้ใหญ่ปราศจากเจตนา แต่ทวยเทพประกอบด้วยเจตนา. 
         บทว่า อวิญฺญาย สุขํ ทุกฺขํ ไม่รู้สุข ไม่รู้ทุกข์ เพราะไม่มีเจตนานั่นเอง.
         แม้เมื่อมีการประกอบปัจจัยอันเป็นสุขเป็นทุกข์ ปฐพีนั้นก็มิได้เสวยปัจจัยนั้น. 
         บทว่า สาปิ ทานพลา มยฺหํ คือ มหาปฐพีนั้น แม้เป็นอย่างนั้นก็เพราะเหตุแห่งบุญญานุภาพแห่งการให้ของเรา. 
         บทว่า สตฺตกฺขตฺตุํ ปกมฺปถ ความว่า มหาปฐพีหวั่นไหวถึง ๗ ครั้งในฐานะเหล่านี้ คือในเมื่อเรามีอายุได้ ๘ ขวบเกิดอัธยาศัยในการให้ว่า เราพึงให้แม้หัวใจและเนื้อเป็นต้น แก่ยาจกทั้งหลาย ในเมื่อให้มงคลหัตถี ในการครั้งใหญ่จนถูกขับไล่ ในการให้บุตร ในการให้ภริยา ในคราวหมู่พระญาติมาพร้อมกันที่เขาวงกต ในคราวเข้าสู่พระนคร ในคราวฝนรตนะตก. 
         พระมหาสัตว์ทรงบริจาคมหาทานตราบเท่าพระชนมายุอันเป็นเหตุ ปรากฏความอัศจรรย์มีมหาปฐพีหวั่นไหวเป็นต้นสิ้น ๗ ครั้งในอัตภาพเดียวเท่านั้น เมื่อเสด็จสวรรคตได้ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตด้วยประการฉะนี้. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- 
                        ครั้นพระเวสสันดรราชผู้เป็นกษัตริย์มีพระปัญญา 
                        พระราชทานมหาทาน ครั้นสวรรคตแล้วก็ทรงอุบัติ 
                        บนสวรรค์. 
                        ชูชกในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. 
                        นางอมิตตตาปนา คือนางจิญจมาณวิกา. 
                        เจตบุตร คือพระฉันนะ. 
                        อจุตดาบส คือพระสารีบุตรเถระ. 
                        ท้าวสักกะ คือพระอนุรุทธะ. 
                        พระนางมัทรี คือมารดาพระราหุล. 
                        ชาลีกุมาร คือพระราหุล. 
                        กัณหาชินา คือนางอุบลวรรณา. 
                        พระชนกชนนี คือตระกูลมหาราช. 
                        บริษัทที่เหลือ คือพุทธบริษัท. 
                        พระเวสสันดรราช คือพระโลกนาถ. 
         แม้ใน เวสฺสนฺตรจริยา นี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือตามสมควรโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         พึงประกาศคุณานุภาพของพระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้อันเป็นเหตุปรากฏความอัศจรรย์หลายอย่างมีมหาปฐพีหวั่นไหวเป็นต้นถึง ๗ ครั้งมีอาทิอย่างนี้ คือ 
         เมื่อพระมหาสัตว์ทรงอยู่ในพระครรภ์ พระชนนีทรงแพ้พระครรภ์ เพราะมีพระประสงค์จะทรงสละทรัพย์ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ทุกๆ วัน. 
         อนึ่ง เมื่อทรงให้ทานพระราชทรัพย์ก็มิได้หมดสิ้นไป. 
         ในขณะประสูตินั่นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ แล้วเปล่งพระวาจาว่า หม่อมฉันจักให้ทาน. มีอะไรบ้าง. 
         เมื่อมีพระชนม์ได้ ๔-๕ พระพรรษา ความที่พระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้เครื่องประดับของพระองค์แก่แม่นมทั้งหลาย อันเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้เลิศ. 
         เมื่อพระชนม์ ๘ พระพรรษา ความที่พระองค์มีพระประสงค์จะทรงให้อวัยวะของพระองค์มีหัวใจและเนื้อเป็นต้น. 
         ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- 
               ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ น่าอัศจรรย์ทั้ง 
               ไม่เคยมีอย่างนี้ แม้เพียงจิตเลื่อมใสในท่านเหล่านั้น 
               ก็พึงพ้นจากทุกข์ จะพูดไปทำไมถึงการทำตามท่าน 
               เหล่านั้น โดยธรรมสมควรแก่ธรรม.
จบอรรถกถาเวสสันตรจริยาที่ ๙

อรรถกถา ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ๙. เวสสันตรจริยา วรรคที่ ๑ การบำเพ็ญทานบารมี

อรรถกถาหน้าต่างที่ [๑] [๒] 
         อรรถกถาเวสสันตรจริยาที่ ๙
         พึงทราบวินิจฉัยในเวสสันตรจริยาที่ ๙ ดังต่อไปนี้. 
         บทว่า เม ในบทนี้ว่า ยา เม อโหสิ ชนิกา นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดี พระชนนีของเรา. พระศาสดาตรัสหมายถึงพระองค์ครั้งเป็นพระเวสสันดร ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ผุสสตี นาม ขตฺติยา นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดี. เป็นความจริงดังนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เป็นนางกษัตริย์พระนามว่าผุสดี. 
         บทว่า สา อตีตาสุ ชาตีสุ คือ พระนางในชาติที่ล่วงมาแล้วเป็นลำดับจากชาตินั้น. 
         จริงอยู่ บทนี้เป็นพหูพจน์ในความเดียวกัน. 
         พึงทราบการเชื่อมความว่า พระนางเป็นมเหสีเป็นที่รักของท้าวสักกะ. 
         อนึ่ง พระนางได้เป็นพระชนนีของเราในอัตภาพสุดท้าย. ในชาติอันล่วงแล้วนั้น พระนางมีพระนามว่าผุสดี. กษัตริย์ทั้งหลายในชาติอันล่วงแล้วนั้น. เราได้เกิดเป็นเวสสันดรในพระครรภ์ของพระนางในชาติใดก่อนแต่ชาตินั้น พระนางได้เป็นพระมเหสี เป็นที่รักของท้าวสักกะ. 
         พึงทราบเรื่องราวเป็นลำดับ ดังต่อไปนี้. 
         ในกัป ๙๑ จากกัปนี้พระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี ทรงอุบัติขึ้นในโลก. 
         เมื่อพระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี ประทับอาศัยพันธุมดีนคร ประทับอยู่ ณ มฤคทายวันชื่อเขมะ พระเจ้าพันธุมราชได้พระราชทานแก่นจันทน์มีค่ามากซึ่งพระราชาองค์หนึ่งส่งไปถวาย แก่พระธิดาองค์ใหญ่ของพระองค์. 
         พระธิดาได้เอาแก่นจันทน์นั้นบดเป็นผงละเอียดบรรจุลงพระอบ เสด็จไปวิหารบูชาพระสรีระของพระศาสดาซึ่งมีผิวดุจทองคำแล้ว เกลี่ยผงที่เหลือลงในพระคันธกุฎี ทรงตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอให้หม่อมฉันพึงเป็นมารดาของพระพุทธเจ้าเช่นพระองค์ในอนาคตเถิด. 
         ครั้นพระนางจุติจากมนุษยโลกด้วยผลแห่งการบูชาผงจันทน์นั้น มีพระสรีระดุจอบด้วยจันทน์แดง ทรงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ได้ทรงเกิดเป็นอัครมเหสีของท้าวสักกเทวราชในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ครั้นพระนางจะสิ้นพระชนม์ได้เกิดบุรพนิมิต ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่าพระนางจะสิ้นอายุ เพื่ออนุเคราะห์พระนาง จึงตรัสว่า แม่นางผุสดีผู้เจริญ เราจะให้พร ๑๐ ประการแก่เจ้า เจ้าจงรับพรเถิด. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ท้าวสักกะจอมเทพทรงทราบว่า พระนางจะ 
               สิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า เราจะให้พร ๑๐ ประการ 
               แก่เจ้า นางผู้เจริญจะปรารถนาพรอันใด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า วร คือ จงเลือกรับพร. 
         บทว่า ภทฺเท ยทิจฺฉสิ ท้าวสักกะตรัสว่า นางผุสดีผู้เจริญ เจ้าปรารถนาพรอันใด. พรอันใดเป็นที่รักของเจ้า เจ้าจงเลือกรับพรอันนั้น ๑๐ ประการ. 
         บทว่า ปุนิทมพฺรวิ คือ พระนางไม่รู้ว่าตนจะต้องจุติจึงได้ทูลคำเป็นอาทิว่า กึ นุ เม อปราธตฺถิ หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ? เพราะนางเป็นผู้ประมาทไม่รู้ว่าตนจะสิ้นอายุ เมื่อท้าวสักกะตรัสว่าเจ้าจงรับพร จึงคิดว่า ท้าวสักกะทรงปรารถนาจะให้เราเกิดในที่ไหน จึงกล่าวอย่างนี้. 
         บทว่า อปราธตฺถิ คือ มีความผิด. 
         บทว่า กึ นุ เทสฺสา อหํ ตว พระองค์ทรงเกลียดหม่อมฉันเพราะเหตุไร? คือพระองค์ทรงเกลียด หมดความรักเสียแล้ว. 
         บทว่า รมฺมา จาเวสิ มํ ฐานา คือ พระองค์จะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากสถานอันน่ารื่นรมย์นี้. 
         บทว่า วาโตว ธรณีรุหํ เหมือนลมพัดให้ต้นไม้หวั่นไหวฉะนั้น พระนางทูลถามท้าวสักกะว่า พระองค์มีพระประสงค์จะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากเทวโลกนี้ เหมือนลมแรงพัดถอนต้ดไม้ฉะนั้น เพราะเหตุไรหนอ? 
         บทว่า ตสฺสิทํ ตัดบทเป็น ตสฺสา อิทํ ความว่า ท้าวสักกะได้ตรัสกะพระนางดังนี้อีก. 
         บทว่า น เจว เต กตํ ปาปํ เจ้าไม่ได้ทำความชั่วเลย คือความชั่วไรๆ เจ้ามิได้ทำไว้ ความผิดของเจ้าก็ไม่มี. 
         บทว่า น จ เม ตฺวํสิ อปฺปิยา เจ้ามิได้เป็นที่รักของเราก็หามิได้. อธิบายว่า เป็นที่เกลียดชัง ไม่เป็นที่รักก็หามิได้. 
         บัดนี้ ท้าวสักกะ เมื่อจะทรงแสดงถึงความประสงค์ที่จะประทานพรจึงตรัสว่า อายุของเจ้ามีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เจ้าจักต้องจุติ เมื่อจะทรงให้พระนางรับพรจึงตรัสว่า เจ้าจงรับพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุดที่เราให้เถิด. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า วรุตฺตเม คือ พรอันประเสริฐสุดกว่าพรทั้งหลาย. 
         บทว่า ทินฺนวรา คือ พรอันท้าวสักกะประทานแล้วด้วยทรงให้ปฏิญญาว่า เราจักให้พร. 
         บทว่า ตุฏฺฐหฏฺฐา นางมีพระทัยยินดีร่าเริงคือยินดีด้วยความพอใจในลาภที่พระนางปรารถนาไว้ และร่าเริงด้วยเห็นความปรารถนานั้นถึงที่สุด.
         บทว่า ปโมทิตา คือมีพระทัยเบิกบานด้วยความปราโมทย์มีกำลัง. 
         บทว่า มมํ อพฺภนฺตรํ กตฺวา คือ ทรงทำเราไว้ในภายใน ในพรเหล่านั้น. 
         บทว่า ทส วเร วริ ความว่า พระนางทรงทราบว่า พระนางจะสิ้นอายุ ท้าวสักกะให้โอกาสเพื่อประทานพร จึงทรงตรวจดูทั่วพื้นชมพูทวีป ทรงเห็นพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าสีพีสมควรแก่ตน จึงทรงรับพร ๑๐ ประการเหล่านี้คือ 
                    ๑. ขอให้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสีพีในแคว้นสีพีนั้น 
                    ๒. ขอให้มีดวงตาดำ 
                    ๓. ขอให้มีขนคิ้วดำ 
                    ๔. ขอให้มีชื่อว่าผุสดี 
                    ๕. ขอให้ได้โอรสประกอบด้วยคุณวิเศษ 
                    ๖. ขออย่าให้ครรภ์นูนโต 
                    ๗. ขออย่าให้ถันหย่อนยาน 
                    ๘. ขออย่าให้ผมหงอก 
                    ๙. ขอให้ผิวละเอียด 
                    ๑๐. ขอให้ปล่อยนักโทษที่ต้องประหารชีวิต. 
         ครั้นพระนางได้รับพร ๑๐ ประการแล้วก็จุติจากเทวโลกมาบังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้ามัททราช. 
         อนึ่ง เมื่อพระนางประสูติมีพระสรีระดุจอบด้วยผงจันทน์. ด้วยเหตุนั้น ในวันขนานพระนามจึงให้ชื่อว่าผุสดี. พระนางผุสดีมีบริวารมาก เมื่อพระชนม์ได้ ๑๖ พระพรรษามีพระรูปพระโฉมงดงามยิ่งนัก. 
         ลำดับนั้น พระเจ้าสีพีมหาราชทรงนำพระนางมาเพื่ออภิเษกสมรสกับพระสญชัยกุมารผู้เป็นพระโอรส รับสั่งให้ยกเศวตฉัตรทรงตั้งพระนางผุสดีไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี ให้เป็นใหญ่กว่าสตรี ๑๖,๐๐๐ คน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พระนางผุสดีจุติจากดาวดึงส์นั้น แล้ว 
               มาบังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้อภิเษกสมรส 
               กับพระเจ้ากรุงสญชัยในกรุงเชตุดร. 
         พระนางผุสดีนั้นเป็นที่รักเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้ากรุงสญชัย. 
         ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงรำพึงเห็นว่า พรที่เราให้แก่พระนางผุสดีไปสำเร็จไปแล้ว ๙ ประการ ทรงดำริว่าพรเกี่ยวกับพระโอรสยังไม่สำเร็จ เราจักให้พรนั้นสำเร็จแก่นาง. ทรงเห็นว่า พระโพธิสัตว์จะสิ้นอายุในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ในครั้งนั้นแล้วจึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านสมควรถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัยแคว้นสีพีในมนุษยโลก ทรงรับปฏิญญาของพระโพธิสัตว์และเทพบุตร ๖๐,๐๐๐ เหล่าอื่นที่ปฏิบัติตามเทวบัญชา เสร็จแล้วเสด็จกลับวิมานของพระองค์. 
         แม้พระมหาสัตว์ครั้นจุติจากชั้นดาวดึงส์นั้น แล้วก็ทรงบังเกิดในแคว้นสีพีนั้น. 
         แม้เทพบุตรที่เหลือก็ไปบังเกิดในเรือนของเหล่าอำมาตย์ ๖๐,๐๐๐. เมื่อพระมหาสัตว์ประสูติจากพระครรภ์ พระนางผุสดีเทวีรับสั่งให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ ที่ประตูพระนิเวศน์ ๑ แห่ง ทรงสละทรัพย์ ๖๐๐,๐๐๐ ทุกๆ วัน ได้ทรงแพ้พระครรภ์เมื่อทรงให้ทาน. 
         พระราชาทรงสดับว่า พระนางทรงแพ้พระครรภ์ จึงรับสั่งเรียกพราหมณ์ผู้ทำนายโชคชะตามาตรัสถาม ทรงสดับคำกราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราชเจ้า สัตว์มีบุญมาก ยินดีในทานจะอุบัติในพระครรภ์ของพระเทวี. สัตว์นั้นจักไม่อิ่มด้วยทาน พระเจ้าข้า. ทรงมีพระทัยยินดี ทรงให้ตั้งทานดังได้กล่าวแล้ว. ทรงให้สมณพราหมณ์ คนแก่ คนเดือดร้อน คนยากจน คนเดินทาง วณิพกและยาจกทั้งหลายอิ่มหนำสำราญ. 
         ตั้งแต่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ คือความเจริญของพระราชา หาประมาณมิได้. ด้วยบุญญานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้น พระราชาทั่วชมพูทวีปต่างส่งเครื่องบรรณาการไปถวาย. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในกาลเมื่อเราลงสู่พระครรภ์ของพระนางผุสดี 
               พระมารดาที่รัก ด้วยเดชของเรา พระมารดาเป็นผู้ 
               ยินดีในทานทุกเมื่อ ทรงให้ทานแก่คนยากจน คน 
               ป่วยไข้ คนแก่ ยาจก คนเดินทาง สมณพราหมณ์ 
               คนสิ้นเนื้อประดาตัว คนไม่มีอะไรเลย. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า มม เตเชน ด้วยเดชของเรา คือด้วยอานุภาพแห่งอัธยาศัยในการให้ของเรา. 
         บทว่า ขีเณ คือ หมดสิ้นด้วยโภคะเป็นต้น คือถึงความเสื่อมโทรม.
         บทว่า อกิญฺจเน คือ ไม่มีอะไรยึดถือเลย. 
         ในทุกบทเป็นสัตตมีวิภัตติ์ลงในอรรถแห่งวิสัยคือเป็นอารมณ์ เพราะว่า คนไม่มีทรัพย์เป็นต้น เป็นอารมณ์แห่งการบริจาคไทยธรรม. 
         พระเทวีทรงได้รับการบริหารพระครรภ์เป็นอย่างมาก เมื่อครบ ๑๐ เดือน มีพระประสงค์จะทอดพระเนตรพระนคร จึงกราบทูลพระราชสวามี. 
         พระราชารับสั่งให้ตกแต่งพระนครดุจเทพนคร อัญเชิญพระเทวีขึ้นรถอันประเสริฐแล้วให้ทำประทักษิณพระนคร. เมื่อพระนางเสด็จถึงท่ามกลางถนนของพวกทำการค้า ลมกรรมชวาต (ลมเบ่ง) ได้ปั่นป่วนขึ้นแล้ว. 
         พวกอำมาตย์กราบทูลแด่พระราชา. 
         พระราชารับสั่งให้สร้างเรือนประสูติแก่พระนางที่ถนนของพวกทำการค้านั่นเองแล้วทรงให้จัดตั้งอารักขา. 
         พระนางประสูติพระโอรส ณ ที่นั้นเอง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พระนางผุสดีทรงพระครรภ์ครบ ๑๐ เดือน 
               เมื่อพระเจ้าสญชัยทรงทำประทักษิณพระนคร 
               พระนางก็ประสูติเรา ณ ท่ามกลางถนนของพวก 
               คนทำการค้า นามของเราจึงไม่เนื่องข้างฝ่ายพระ 
               มารดา และไม่เกิดเนื่องข้างฝ่ายพระบิดา เพราะ
               เราเกิดที่ถนนของคนค้าขาย ฉะนั้น เราจึงมีชื่อว่า 
               เวสสันดร. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า กโรนฺเต ปุรํ ปทกฺขิณํ คือ เมื่อพระเจ้าสญชัยมหาราชทรงพาพระเทวีกระทำประทักษิณพระนคร. 
         บทว่า เวสฺสานํ คือ พวกพ่อค้า. 
         บทว่า น มตฺติกํ นามํ คือ นามของเราไม่เนื่องตายายอันมาข้างมารดา. 
         บทว่า เปตฺติกสมฺภวํ ชื่อว่า เปตฺติกํ เพราะนี้ฝ่ายบิดา. 
         ชื่อว่า สมฺภโว เพราะเกิดจากฝ่ายบิดา. 
         ชื่อว่า เปตฺติกสมฺภวํ เพราะเกิดเนื่องข้างฝ่ายบิดา หมายถึงชื่อ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า มิได้ตั้งพระนามด้วยความผูกพันทางมารดาและบิดา. 
         บทว่า ชาเตตฺถ ตัดบทเป็น ชาโต เอตฺถ คือเกิดที่ถนนของคนค้าขายนี้. ปาฐะว่า ชาโตมฺหิ บ้างคือเราเกิดแล้ว. 
         บทว่า ตสฺมา เวสฺสนฺตโร อหุ คือ เพราะในครั้งนั้น เราเกิด ณ ถนนของคนค้าขาย ฉะนั้นจึงชื่อว่า เวสสันดร. 
         อธิบายว่า พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า เวสฺสนฺตร. 
         พระมหาสัตว์ทรงประสูติจากพระครรภ์พระมารดา ทรงเฉลียวฉลาด ทรงลืมพระเนตรประสูติ. พอทรงประสูตินั่นเองทรงเหยียดพระหัตถ์ให้พระมารดาตรัสว่า แม่จ๋า ลูกจักให้ทาน มีอะไรบ้าง. 
         มารดาของพระมหาสัตว์ทรงมอบถุงทรัพย์ ๑,๐๐๐ ที่อยู่ใกล้พระหัตถ์ด้วยพระดำรัสว่า ลูกรักจงให้ทานตามอัธยาศัยเถิด. 
         จริงอยู่ พระโพธิสัตว์พอประสูติก็ทรงพูดได้ในที่ ๓ แห่ง คือในอุมมังคชาดก ๑ ในชาดกนี้ ๑ ในอัตภาพสุดท้าย ๑. 
         พระราชาทรงให้แม่นม ๖๐ คนมีน้ำนมหวาน เว้นจากโทษมีสูงเกินไปเป็นต้น ดูแลพระมหาสัตว์. พระราชทานแม่นมแก่ทารก ๖๐,๐๐๐ ซึ่งเกิดพร้อมกับพระโพธิสัตว์นั้น. พระโพธิสัตว์ทรงเจริญด้วยบริวารมากพร้อมกับทารก ๖๐,๐๐๐ คน. 
         พระราชารับสั่งให้ช่างทำเครื่องประดับพระกุมารมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ พระราชทานแก่พระกุมารนั้น. พระกุมารเมื่อมีพระชันษา ๔-๕ ขวบ ทรงเปลื้องเครื่องประดับนั้นให้แก่พวกแม่นม พวกแม่นมถวายคืนอีกก็ไม่ทรงรับ. 
         พระราชาทรงสดับดังนั้นจึงตรัสว่า เครื่องประดับที่โอรสของเราให้เป็นอันให้ดีแล้ว แล้วทรงให้ช่างทำเครื่องประดับอย่างอื่นอีก. พระกุมารก็ทรงให้อีก. เมื่อเป็นทารกนั่นเองได้ทรงให้เครื่องประดับแก่พวกแม่นมถึง ๙ ครั้ง. 
         เมื่อพระชนม์ได้ ๘ พระพรรษา บรรทมเหนือพระยี่ภู่ทรงดำริว่า เราให้ทานภายนอก ทานนั้นก็ไม่พอใจเรา. เราประสงค์จะให้ทานภายใน หากว่าใครๆ พึงขอหทัยกะเรา เราจะนำหทัยออกให้. หากพึงขอจักษุกะเรา.เราก็จักควักจักษุให้. หากพึงขอเนื้อหรือเลือดในร่างกายทั้งสิ้นของเรา เราก็จะเชือดเนื้อจากร่างกายทั้งสิ้น เอาดาบเจาะเลือดให้. แม้ใครๆ จะพึงกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นทาสของเราเถิด เราก็จะประกาศแล้วให้ตนแก่เขา. 
         เมื่อพระกุมารทรงดำริตามความจริงพร้อมด้วยสมบัติอันสำคัญอย่างนี้ มหาปฐพีนี้หนา ๒๔๐,๐๐๐ โยชน์หวั่นไหวจนถึงที่สุดของน้ำ. ภูเขาสิเนรุโน้มแล้วตั้งตรงไปยังพระนครเชตุดร. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในกาลเมื่อเราเป็นทารกอายุ ๘ ปี แต่กำเนิด 
               ในกาลนั้น เรานั่งอยู่ในปราสาท คิดเพื่อจะให้ทาน 
               ว่าเราพึงให้หทัย จักษุ แม้เนื้อและเลือดเราพึงให้ 
               ทานทั้งกาย ถ้าใครได้ยินแล้วพึงขอกะเรา เมื่อเรา 
               คิดถึงความเป็นจริง จิตของเราไม่หวั่นไหว ไม่หดหู่ 
               ในขณะนั้นแผ่นดิน ภูเขาสิเนรุได้หวั่นไหว. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สาเวตฺวา คือ ประกาศความเป็นทาสว่า ตั้งแต่วันนี้ไป เราจะเป็นทาสของบุคคลนี้. 
         บทว่า ยทิ โกจิ ยาจเย มมํ คือ ผิว่าใครพึงขอกะเรา. 
         บทว่า สภาวํ จินฺตยนฺตสฺส เราคิดถึงความเป็นจริง คือเราคิดถึงความเป็นจริงตามสภาพของตน อันไม่วิปริตตามอัธยาศัยอันไม่อิ่ม. 
         อธิบายว่า เมื่อเราคิด. 
         บทว่า อกมฺปิตํ คือ ปราศจากความหวั่นไหว. 
         อสณฺฐิตนฺติ สงฺโกจรหิตํ ฯ บทว่า อสณฺฐิตํ คือ ประกาศความหดหู่. 
         อธิบายว่า เพราะจิตหวั่นไหว กล่าวคือจิตหวาดสะดุ้งในการให้จักษุเป็นต้นของผู้ไม่ใช่พระโพธิสัตว์ด้วยความโลภเป็นต้น และจิตซบเซากล่าวคือความหดหู่. เว้นจากจิตนั้น. 
         บทว่า อกมฺปิ คือ ได้หวั่นไหว. 
         บทว่า สิเนรุวนวฏํสกา คือ สิเนรุวันอันเป็นสวนย่อมกำหนดด้วยนันทวัน ปารุสกวัน มิสสกวัน จิตรลดาวัน เป็นต้นอันตั้งขึ้นที่ภูเขาสิเนรุ. 
         อีกอย่างหนึ่ง สิเนรุและสวนเป็นที่น่ารื่นรมย์ในชมพูทวีปเป็นต้นชื่อว่าสิเนรุวัน. 
         ชื่อว่า สิเนรุวนวฏํสกา เพราะสวนนั้นมีลักษณะเป็นเครื่องประดับ. 
         อนึ่ง เมื่อแผ่นดินไหวเป็นไปอยู่อย่างนี้ ท้องฟ้ากระหึ่มยังฝนชั่วคราวให้ตก สายฟ้าแลบ ระลอกซัดในมหาสมุทร. ท้าวสักกเทวราชปรบพระหัตถ์ มหาพรหมซ้องสาธุการ. ความเอิกเกริกโกลาหลได้มีขึ้นจนถึงพรหมโลก 
         พระมหาสัตว์ เมื่อมีพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษาก็ทรงสำเร็จศิลปะทุกแขนง. 
         พระบิดาของพระองค์มีพระประสงค์จะทรงมอบราชสมบัติให้ จึงทรงปรึกษากับพระชนนี นำพระราชกัญญาพระนามว่ามัทรี ผู้เป็นพระธิดาของพระเจ้าลุง จากตระกูลมัททราชแล้วทรงแต่งตั้งให้เป็นพระอัครมเหสี เป็นหัวหน้าของสตรี ๑๖,๐๐๐ นาง แล้วอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติ. 
         พระมหาสัตว์ตั้งแต่ทรงครองราชสมบัติ ทรงสละพระราชทรัพย์วันละ ๖๐๐,๐๐๐ ทุกวัน ทรงบริจาคมหาทาน เสด็จทรงตรวจตราทานทุกกึ่งเดือน. 
         ครั้นต่อมา พระนางมัทรีประสูติพระโอรส. พวกอำมาตย์รับพระองค์ด้วยข่ายทอง เพราะเหตุนั้นจึงขนานพระนามว่าชาลีกุมาร. เมื่อพระชาลีกุมารทรงดำเนินได้ พระนางมัทรีได้ประสูติพระธิดาอีกองค์หนึ่ง. พวกอำมาตย์รับพระธิดานั้นไว้ด้วยหนังหมีดำ เพราะเหตุนั้นจึงขนานพระนามว่ากัณหาชินา. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในวันอุโบสถเดือนเต็ม ๑๕ ค่ำ ทุกกึ่ง 
               เดือน เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาค เข้าไป 
               ยังศาลาเพื่อจะให้ทาน. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวทฺธมาเส ทุกกึ่งเดือน. อธิบายว่า ทุกๆ กึ่งเดือน. 
         บทว่า ปุณฺณมาเส คือ ในเดือนเพ็ญ. 
         พึงทราบการเชื่อมความว่า 
         เมื่อถึงวัน ๑๕ ค่ำ ในเดือนเพ็ญและพระจันทร์เต็มดวง เราเข้าไปยังโรงทานเพื่อให้ทาน. 
         ในบทนั้นโยชนาแก้ไว้ว่า 
         เราขึ้นคอมงคลหัตถีปัจจัยนาคเข้าไปยังโรงทานเพื่อให้ทานทุกกึ่งเดือน. 
         อนึ่ง ในกาลใด เมื่อเราเข้าไปอย่างนี้ได้เข้าไปเพื่อให้ทานในวันอุโบสถเดือนเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ครั้งหนึ่ง. ในกาลนั้น พราหมณ์ชาวแคว้นกาลิงคะได้เข้าไปหาเรา. 
         บทว่า ปจฺจยํ นาคํ คือ มงคลหัตถี ชื่อว่าปัจจัยนาค. 
         เพราะในวันที่พระโพธิสัตว์ประสูติ แม้ช้างเที่ยวไปในอากาศเชือกหนึ่งนำลูกช้างเผือกตลอดตัว เป็นช้างที่เขาถือว่าเป็นมงคลยิ่งมาปล่อยไว้ในที่ของมงคลหัตถีแล้วก็กลับไป. เพราะช้างนั้นได้มาเพราะ พระมหาสัตว์เป็นปัจจัย จึงตั้งชื่อว่าปัจจัยนาค. 
         เราขึ้นช้างมงคลนั้นที่ชื่อว่าปัจจัยนาค เข้าไปยังโรงทานเพื่อให้ทาน. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     พราหมณ์ทั้งหลายชาวกาลิงครัฐได้มาหา 
               เรา ได้มาขอพระยาคชสารทรงอันประกอบด้วย 
               มงคลหัตถีกะเราว่า ชนบทฝนไม่ตกเกิดทุพภิกข 
               ภัยอดอยากมากมาย ขอพระองค์โปรดพระราช 
               ทานพระยาคชสารตัวประเสริฐ เผือกผ่องอันเป็น 
               ช้างมงคลอุดม. 
         ในบทเหล่านั้น คาถามีอาทิว่า กาลิงฺครฏฺฐวิสยา มาแล้วแม้ในกุรุราชจริยาในหนหลัง. เพราะฉะนั้น ความแห่งคาถาเหล่านั้นและกถามรรค พึงทราบตามนัยดังกล่าวแล้วในกุรุราชจริยานั้นนั่นแล. 
         แต่ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ เป็นช้างเผือกผ่องเป็นมงคลอุดม. 
         พระโพธิสัตว์นั้นทรงขึ้นคอพระยาคชสาร เมื่อจะทรงประกาศความยินดีอย่างยิ่งในทานของพระองค์ว่า :- 
                     พราหมณ์ทั้งหลายขอสิ่งใดกะเรา เราย่อมให้ 
               สิ่งนั้นไม่หวั่นไหวเลย เราไม่ซ่อนเร้นของที่มีอยู่ 
               ใจของเรายินดีในทาน. 
         ทรงปฏิญาณว่า :- 
                     เมื่อยาจกมาถึงแล้ว การห้ามไม่สมควรแก่เรา 
               กุสลสมาทานของเราอย่าทำลายเสีย เราจักให้คชสาร 
               ตัวประเสริฐ. 
         แล้วเสด็จลงจากคอคชสาร ทรงพิจารณาเพื่อตรวจดูสถานที่ที่มิได้ตกแต่ง มิได้ทรงเห็นสถานที่ที่มิได้ตกแต่ง จึงทรงจับพระเต้าทองเต็มไปด้วยน้ำหอมเจือดอกไม้ ตรัสว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงมาข้างนี้ แล้วทรงจับงวงคชสารเช่นกับพวงเงินที่ตกแต่งแล้ววางไว้บนมือของพวกพราหมณ์ ทรงหลั่งน้ำแล้วพระราชทานพระยาคชสารที่ตกแต่งไว้เป็นอย่างดีแก่พวกพราหมณ์. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :- 
                     เราได้จับงวงพระยาคชสารวางลงบนมือ 
               พราหมณ์ แล้วจึงหลั่งน้ำในเต้าทองลงบนมือ 
               ได้ให้พระยาคชสารแก่พราหมณ์ทั้งหลาย. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ คือ ไทยธรรมอันมีอยู่. 
         บทว่า นปฺปฏิคุยฺหามิ คือ ไม่ปกปิด. 
         เพราะผู้ใดคิดว่า ของของตนต้องเป็นของเราเท่านั้นดังนี้ หรือเขาขอแล้วปฏิเสธ. ผู้นั้นชื่อว่าปกปิดแม้ของที่ตั้งไว้ต่อหน้าผู้ขอทั้งหลายโดยใจความ. 
         ส่วนพระมหาสัตว์มีพระประสงค์จะพระราชทาน ทานภายในตั้งแต่ศีรษะเป็นต้นของพระองค์. จะทรงปฏิเสธทานภายนอกได้อย่างไร. 
         เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สนฺตํ นปฺปฏิคุยฺหามิ เราไม่ซ่อนเร้นของมีอยู่. 
         ดังที่ตรัสไว้ว่า ทาเน เม รมเต มโน ใจของเรายินดีในทานดังนี้. 
         บทที่เหลือมีความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. 
         เครื่องประดับที่เท้าทั้ง ๔ ของคชสารนั้นมีค่า ๔๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับที่ข้างทั้งสองมีค่า ๒๐๐,๐๐๐. ผ้ากัมพลที่ใต้ท้องมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. ข่ายบนหลัง ๓ ข่ายคือข่ายแก้วมุกดา ข่ายแก้วมณี ข่ายทองคำ มีค่า ๓๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับหูทั้งสองข้าง มีค่า ๒๐๐,๐๐๐. ผ้ากัมพลที่ลาดบนหลังมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับกระพองมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. พวงมาลัย ๓ พวงมีค่า ๓๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับปลายหูมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับงาทั้งสองข้างมีค่า ๒๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับตาบทาบทีงวงมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. เครื่องประดับหางมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. บันไดพาด มีค่า ๑๐๐,๐๐๐. ภาชนะใส่อาหารมีค่า ๑๐๐,๐๐๐. 
         ของประมาณเท่านี้ มีค่าสองล้านสี่แสนนอกจากของที่หาค่ามิได้. 
         ของหาค่ามิได้ ๖ อย่างเหล่านี้คือ แก้วมณีที่พุ่มฉัตร ๑ จุฬามณี ๑ แก้วมุกดาหาร ๑ แก้วมณีที่ขอ ๑ แก้วมุกดาหารที่สวมคอคชสาร ๑ แก้วมณีที่กระพอง ๑ แม้ช้างก็หาค่ามิได้เหมือนกัน รวมของหาค่ามิได้ ๗ อย่างกับช้าง. 
         พระโพธิสัตว์ได้พระราชทานของทั้งหมดเหล่านั้นแก่พราหมณ์ทั้งหลาย. 
         อนึ่ง ได้พระราชทานตระกูลบำรุงช้าง ๕๐๐ ตระกูลพร้อมด้วยควาญช้างและคนเลี้ยงช้าง. 
         อนึ่ง พร้อมกับพระราชทานได้เกิดอัศจรรย์มีแผ่นดินไหวเป็นต้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     เมื่อเราได้ให้พระยาคชสารอันอุดมเผือก 
               ผ่องอีก แม้ในกาลนั้นแผ่นดิน เขาสิเนรุราช 
               และป่าก็ได้หวั่นไหว. 
                     ในเมื่อเราให้คชสารอันประเสริฐ ความ 
               น่ากลัว ความสยดสยองพองขนได้เกิดขึ้น 
               แผ่นดินก็หวั่นไหว. 
         บทว่า ตสฺส นาคสฺส ทาเนน เพราะให้คชสารนั้นคือเพราะบริจาคมงคลหัตถีนั้น พร้อมด้วยสิ่งของเครื่องประดับมีค่าสองล้านสี่แสนกับของอันหาค่ามิได้อีก ๖ อย่าง. 
         บทว่า สิวโย คือ สีพีราชกุมารทั้งหลายและชาวแคว้นสีพี. 
         อนึ่ง บทว่า สิวโย นี้เป็นหัวข้อเทศนา. 
         เพราะเหล่าอำมาตย์ ชุมชน พราหมณ์ คหบดี ชาวนิคม ชาวชนบท ชาวเมือง ชาวแคว้นทั้งสิ้นทั้งหมด ยกเว้นพระสญชัยมหาราช พระนางผุสดี และพระนางมัทรี ชื่อว่าชาวสีพีในบทว่า สิวโย นั้น. 
         บทว่า กุทฺธา พากันโกรธเคือง คือโกรธเคืองพระโพธิสัตว์ด้วยเทวดาดลใจ. 
         บทว่า สมาคตา คือ ประชุมกัน. 
         นัยว่า พราหมณ์เหล่านั้น ครั้นได้คชสารแล้วก็ขึ้นคชสารนั้นเข้าไปทางประตูใหญ่พากันดื่มถวายพระพร ณ ท่ามกลางพระนคร. 
         อนึ่ง เมื่อมหาชนพูดกันว่า พราหมณ์ผู้เจริญท่านขี่ช้างของเรามาจากไหน. พราหมณ์ทั้งหลายบอกว่า พระเวสสันดรมหาราชพระราชทานแก่พวกเรา พวกท่านเป็นใคร แล้วโบกมือไล่ พากันเดินทางต่อไป. 
         ลำดับนั้น มหาชนมีพวกอำมาตย์เป็นต้นพากันมาประชุมที่ประตูพระราชวังกล่าวโทษว่า 
         พระราชาควรพระราชทานทรัพย์ ข้าวเปลือก นา ไร่สวน หรือทาสหญิงชายและนางกำนัลแก่พวกพราหมณ์. พระเวสสันดรมหาราชพระราชทานมงคลหัตถีอันเป็นช้างพระที่นั่งนี้ไปได้อย่างไร. บัดนี้ พวกเราจักไม่ให้ราชสมบัติต้องพินาศไปอย่างนี้. 
         จึงกราบทูลความนั้นแต่พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราช. 
         พระเจ้ากรุงสญชัยมหาราชทรงเห็นด้วยตามคำแนะนำ รับจะทำตาม แล้วก็พากันกลับไป. 
         แต่พวกพราหมณ์ยังได้กราบทูลว่า :- 
                     พระองค์อย่าฆ่าพระเวสสันดรนั้น ด้วย 
               ท่อนไม้ หรือศัสตราเลย พระเวสสันดรนั้นไม่ 
               ควรแก่เครื่องพันธนาการเลย แต่ขอพระองค์ 
               จงขับไล่พระเวสสันดรออกจากแว่นแคว้นไป 
               อยู่ ณ เขาวงกตเถิด พระเจ้าข้า. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ปพฺพาเชสุํ สกา รฏฺฐา, วงฺกํ คจฺฉตุ ปพฺพตํ ชาวกรุงสีพีประชุมกันขับไล่เราจากแคว้นของตนว่า จงไปยังเขาวงกต. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพาเชสุํ พากันขับไล่ คือได้ทำความพยายามเพื่อให้ไปอยู่ภายนอกจากราชสมบัติ. 
         แม้พระราชาก็ทรงดำริว่า นี้เป็นปฏิปักษ์ใหญ่หลวงนัก เอาเถิด โอรสของเราจงอยู่ภายนอกราชสมบัติสักเล็กน้อยก่อน แล้วตรัสว่า :- 
                     หากชาวเมืองสีพีมีความพอใจเช่นนั้น เรา 
               ก็ไม่ขัดความพอใจ แต่ขอให้โอรสของเราอยู่ 
               บริโภคกามทั้งหลายตลอดคืนนี้ก่อน จากนั้น 
               เมื่อสิ้นราตรีพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ชาวเมืองสีพี 
               จงพร้อมใจกันขับไล่ เธอจงออกจากแว่นแคว้น 
               เถิด. 
         แล้วส่งนักการไปยังสำนักของพระโอรสด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงบอกข่าวนี้แก่โอรสของเรา. 
         แม้พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสถามถึงเหตุผลว่า :- 
                     ดูก่อนนักการชาวกรุงสีพี พากันโกรธเรา 
               ในเพราะเรื่องอะไร เรายังไม่เห็นความชั่วของ 
               เรา ท่านจงบอกความชั่วนั้นแก่เรา เพราะเหตุไร 
               จึงพากันขับไล่เรา. 
         เมื่อนักการกราบทูลว่า เพราะพระองค์พระราชทานคชสาร พระเจ้าข้า. 
         พระเวสสันดรทรงมีความโสมนัสยิ่งนัก ตรัสว่า :- 
                     เราจะให้หทัย ให้จักษุ เงินทอง แก้วมุกดา 
               แก้วไพฑูรย์ และแก้วมณี เป็นเพียงทรัพย์ภายนอก 
               ของเรา จะเป็นอะไร. 
                     เมื่อยาจกมา ถึงแล้วเห็นยาจกแล้ว จะให้ 
               แขนขวา ซ้าย เราไม่หวั่นไหว เพราะใจของเรา 
               ยินดีในทาน. 
                     ชาวกรุงสีพีทั้งปวง จงขับไล่ หรือจงฆ่าเรา 
               ก็ตาม หรือจงตัดเราเป็น ๗ ท่อนก็ตามเถิด เราจัก 
               งดการให้ทานเสียมิได้เลย. 
         แล้วมีพระดำรัสต่อไปว่า 
         ชาวเมืองทั้งหลายจงให้โอกาสแก่เรา เพื่อให้ทานสักวันหนึ่งเถิด พรุ่งนี้เราให้ทานแล้วในวันที่ ๓ จักไป แล้วทรงส่งนักการไปยังสำนักของพวกพราหมณ์ รับสั่งกะอำมาตย์ผู้ดูแลราชกิจทั้งปวงว่า 
         พรุ่งนี้เราจักให้สัตตสดกมหาทาน (การให้ทานครั้งใหญ่อย่างละ ๗๐๐) คือช้าง ๗๐๐ ม้า ๗๐๐ รถ ๗๐๐ หญิง ๗๐๐ โคนม ๗๐๐ ทาสชาย ๗๐๐ ทาสหญิง ๗๐๐. ท่านจงเตรียมไว้ จงจัดตั้งข้าวและน้ำเป็นต้น หลายๆ อย่างอันเป็นของควรให้ทั้งหมด. 
         แล้วพระองค์องค์เดียวเท่านั้น เสด็จไปยังที่ประทับของพระนางมัทรี แล้วตรัสว่า ดูก่อนแม่มัทรีน้อง เมื่อจะฝังทรัพย์อันจะติดตามไป พึงให้ในผู้มีศีลทั้งหลาย แล้วทรงชักชวนพระนางมัทรีในการบริจาคทาน ทรงแจ้งถึงเหตุที่พระองค์จะเสด็จไปให้พระนางทรงทราบ.
         แล้วตรัสว่า พี่จักไปอยู่ป่า ขอให้น้องจงอยู่ในพระนครนี้เถิด อย่าติดตามไปเลย. 
         สา นาหํ มหาราช ตุเมฺหหิ วินา เอกทิวสมฺปิ วสิสฺสามีติ อาห ฯ 
         พระนางมัทรีทูลว่า ข้าแต่พระราชสวามี หม่อมฉันเว้นพระองค์เสียแล้วจักขออยู่แม้วันเดียว. 
         ในวันที่สอง พระเวสสันดรทรงบริจาคสัตตสดกมหาทาน. เมื่อพระเวสสันดรทรงบริจาคสัตตสดกมหาทานนั่นเองก็ถึงเวลาเย็น. พระองค์เสด็จโดยรถที่ตกแต่งแล้วไปเฝ้าพระมารดาพระบิดา ทูลลาพระมารดาพระบิดาว่า พรุ่งนี้ลูกจักไป. 
         เมื่อพระมารดาพระบิดาไม่ทรงประสงค์ ทรงพระกันแสงมีน้ำพระเนตรนองพระพักตร์ พระเวสสันดรถวายบังคมแล้วกระทำประทักษิณ เสด็จออกจากที่นั้น. 
         ในวันนั้น พระองค์ประทับอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ วันรุ่งขึ้นทรงดำริว่าเราจักไปละ จึงเสด็จลงจากปราสาท. 
         พระนางมัทรีแม้พระสัสสุ (แม่ผัว) พระสัสสุระ (พ่อผัว) ขอร้องโดยนัยต่างๆ ให้กลับก็มิได้ทรงเชื่อฟังพระดำรัสของพระสัสสุและพระสัสสุระ ถวายบังคมแล้วทรงกระทำประทักษิณ ทรงอำลาบรรดาสตรีที่เหลือ พาพระโอรสและธิดาทั้งสองเสด็จไปหาพระเวสสันดรก่อนประทับยืนอยู่บนรถ.
         พระมหาบุรุษเสด็จขึ้นรถประทับยืนบนรถทรงอำลามหาชน ทรงประทานโอวาทแก่มหาชนว่า พวกท่านจงอย่าประมาทกระทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วเสด็จออกจากพระนคร. 
         พระมารดาของพระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า โอรสของเราปลาบปลื้มอยู่กับการให้ทาน จงให้ทานเถิด จึงทรงส่งเกวียนเต็มไปด้วยรตนะ ๗ ประการพร้อมด้วยเครื่องอาภรณ์ไปทั้งสองข้าง. 
         พระมหาบุรุษพระราชทานเครื่องประดับที่ติดไปกับพระวรกายของพระองค์ แก่ยาจกที่เข้าไปขอถึง ๑๘ ครั้ง ได้พระราชทานสิ่งที่เหลือจนหมด. 
         พระองค์เสด็จออกจากพระนคร ได้มีพระประสงค์จะเหลียวทอดพระเนตรพระนคร. ทันใดนั้น ด้วยบุญญานุภาพของพระองค์ มหาปฐพีในที่ชั่วคันรถได้แยกหมุนกลับทำรถให้บ่ายหน้าไปยังพระนคร. พระมหาสัตว์ทอดพระเนตรที่ประทับของพระชนกชนนี. ด้วยพระมหากรุณานั้นมหาปฐพีก็ได้ไหว. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เตสํ นิจฺฉุภมานานํ ดังนี้. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า นิจฺฉุภมานานํ คือ เมื่อชาวกรุงสีพีเหล่านั้นคร่าออกไป คือขับไล่. หรือเมื่อกษัตริย์เหล่านั้นเสด็จออกไป. 
         บทว่า มหาทานํ ปวตฺเตตุํ คือ เพื่อบริจาคสัตตสดกมหาทาน. 
         บทว่า อยาจิสฺสํ คือ เราได้ขอแล้ว. 
         บทว่า สาวยิตฺวา คือ ประกาศ. 
         บทว่า กณฺณเภรึ คือ กลองใหญ่คู่หนึ่ง. 
         บทว่า ททามหํ คือ เราให้มหาทาน. 
         บทว่า อเถตฺถ ในโรงทานนี้ คือเมื่อเราให้ทานในโรงทานนี้. 
         บทว่า ตุมูโล คือ เสียงดังกึกก้องอึงมี่. บทว่า เภรโว คือ น่ากลัว. 
         จริงอยู่ เสียงนั้นทำให้คนอื่นกลัว เว้นพระมหาสัตว์. เพื่อทรงแสดงอาการที่เสียงนั้นให้เกิดความกลัวจึงตรัสว่า ทาเนนิมํ ดังนี้. 
         ความว่า ชาวกรุงสีพีพากันขับไล่พระเวสสันดรมหาราชนี้ออกจากแว่นแคว้น เพราะเหตุการให้ แม้กระนั้น พระเวสสันดรมหาราชนี้ก็ยังให้ทานเช่นนั้นอยู่อีก.
         บัดนี้เพื่อทรงแสดงทานนั้น จึงตรัสคาถาว่า หตฺถึ ดังนี้เป็นต้น. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ควํ คือ แม่โคนม. 
         บทว่า จตฺวาหึ รถํ ทตฺวา เราให้ม้าสินธพ ๔ ตัวและรถ คือ ม้าชื่อว่าวาหิน เพราะนำไป. อธิบายว่า ให้ม้าสินธพอาชาไนย ๔ ตัว และรถแก่พวกพราหมณ์. 
         จริงอยู่ พระมหาสัตว์ เมื่อเสด็จออกจากพระนครอย่างนั้น ทรงให้อำมาตย์ ๖๐,๐๐๐ และชนที่เหลือซึ่งมีหน้านองด้วยน้ำตา ติดตามไปกลับ ทรงขับรถไปด้วยพระองค์เอง ตรัสกะพระนางมัทรีว่า นี่แน่ะน้อง หากมียาจกตามมาข้างหลัง. น้องคอยดูด้วย. พระนางมัทรีประทับนั่งดูอยู่. 
         ลำดับนั้น พราหมณ์ ๔ คนไม่อาจมาทันรับสัตตสดกมหาทานของพระองค์ และทานที่พระองค์ทรงบริจาคในขณะเสด็จได้จึงพากันเดินทางมาถามว่า พระเวสสันดรประทับอยู่ที่ไหน เมื่อเขาตอบว่า พระองค์ทรงให้ทานเสด็จโดยรถกลับไปแล้ว จึงคิดว่าเราจักขอม้า จึงติดตามไป. 
         พระนางมัทรีทรงเห็นพราหมณ์เหล่านั้นเดินมา จึงกราบทูลว่า ยาจกมาแล้วพระเจ้าพี่. พระมหาสัตว์ทรงจอดรถ. พวกพราหมณ์เหล่านั้นจึงกราบทูลขอม้า. พระมหาสัตว์ทรงให้ม้า. พวกพราหมณ์รับม้าแล้วก็พากันกลับ. 
         ก็เมื่อพระราชทานม้าแล้ว แอกรถก็ตั้งอยู่บนอากาศนั่นเอง. 
         ลำดับนั้น เทพบุตร ๔ องค์มาด้วยเพศของละมั่งรับแอกรถไว้แล้วลากไป. 
         พระมหาสัตว์ทรงทราบว่าละมั่งนั้นเป็นเทพบุตร จึงตรัสกะพระนางมัทรีว่า 
               ดูก่อนแม่มัทรี เชิญดูเถิด เนื้อละมั่งปรากฏ 
               รูปร่างงดงาม เหมือนม้าที่ชำนาญพาเราไป. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตรูปํว มีรูปน่าอัศจรรย์. 
         บทว่า ทกฺขิณสฺสา คือ เหมือนม้าที่ชำนาญพาเราไป. 
         ครั้งนั้น พราหมณ์อีกคนหนึ่งมาทูลขอรถที่กำลังแล่นอยู่นั้น. พระมหาสัตว์ทรงให้โอรสและมเหสีลง พระราชทานรถ. เมื่อพระราชทานรถแล้ว เทพบุตรก็หายไป. ตั้งแต่นั้นกษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์ก็ทรงดำเนินด้วยพระบาท.
         ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ดูก่อนแม่มัทรี น้องอุ้มกัณหา พี่จะอุ้มพ่อชาลี. ทั้งสองพระองค์ก็เอาพระกุมารกุมารีทั้งสองเข้าเอวไป ทรงสนทนาปราศรัยเป็นที่รักซึ่งกันและกัน. ตรัสถามทางที่จะไปเขาวงกตกะพวกมนุษย์ที่เดินสวนทางมา. เมื่อต้นไม้ผลโน้มลงมาเอง ก็เก็บผลไม้ให้พระโอรสและธิดา. 
         เพราะเทวดาผู้ใคร่ประโยชน์ย่อทางให้ จึงบรรลุถึงเจตรัฐในวันนั้นนั่นเอง. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า จตฺวาหึ รถํ ทตฺวา เป็นอาทิ. 
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ฐตฺวา จาตุมฺมหาปเถ ยืนอยู่ที่ทางใหญ่ ๔ แยก. ความว่า ยืนอยู่ที่ทาง ๔ แพร่ง เพราะทางที่ตนมาและทางที่พราหมณ์นั้นมาทะลุบรรจบกัน แล้วให้รถแก่พราหมณ์นั้น. 
         บทว่า เอกากิโย คือ ผู้เดียวไม่มี เพราะไม่มีเพื่อนมีอำมาตย์และเสวกเป็นต้น. 
         ดังที่ท่านกล่าวว่า อทุติโย ไม่มีเพื่อน. 
         บทว่า มทฺทิเทวึ อิทมพฺรวิ คือ ได้กล่าวกะพระนางมัทรีเทวีดังนี้. 
         บทว่า ปทุมํ ปุณฺฑรีกํ ว ดุจดอกประทุมและดุจบัวขาว. 
         บทว่า กณฺหาชินคฺคาหี พระนางมัทรีทรงอุ้มแก้วกัณหา.
         บทว่า อภิชาตา คือ สมบูรณ์ด้วยชาติ. 
         บทว่า วิสมํ สมํ คือ ภูมิประเทศขรุขระและเรียบ. บทว่า เอนฺติ คือ มา. 
         บทว่า อนุมคฺเค ปฏิปฺปเถ คือ เดินตามมาก็ดี สวนทางก็ดี. พึงเห็นว่าลบ วาศัพท์เสีย. 
         บทว่า กรุณํ คือ สงสาร. อธิบายว่า คือความเป็นผู้ประกอบด้วยกรุณา. 
         บทว่า ทุกฺขํ เต ปฏิเวเทนฺติ กษัตริย์เหล่านั้นคงได้เสวยทุกข์อย่างยิ่ง คือกษัตริย์เหล่านี้เป็นสุขุมาลชาติ ทรงดำเนินด้วยพระบาทอย่างนี้ เขาวงกตจากนี้ยังอีกไกล เพราะเหตุนั้น กษัตริย์เหล่านั้น ตนเองได้รับทุกข์เพราะความสงสารในพวกเราในครั้งนั้น หรือเสวยทุกข์อันเกิดขึ้นแก่ตน. 
         บทว่า ปวเน คือ ในป่าใหญ่. บทว่า ผลิเน คือ มีผล. 
         บทว่า อุพฺพิทฺธา คือ สูงมาก. 
         บทว่า อุปคจฺฉนฺติ ทารเก ความว่า ต้นไม้ทั้งหลายโน้มกิ่งเข้าหาพระกุมารกุมารีเอง โดยที่พระกุมารกุมารีเอื้อมพระหัตถ์จับดึง. 
         บทว่า อจฺฉริยํ คือ ประกอบด้วยความอัศจรรย์คือควรแก่ปรบมือให้. 
         ชื่อว่า อพฺภูตํ เพราะไม่เคยมีมาก่อน. 
         ชื่อว่า โลมหํสนํ เพราะสามารถทำให้ขนลุกขนพอง. 
         บทว่า สาหุการํ คือ สาธุการ. 
         ชื่อว่า สพฺพงฺคโสภณา เพราะมีอวัยวะทั้งหมดงดงาม. 
         บทว่า อจฺเฉรํ วต คือ น่าอัศจรรย์. 
         บทว่า เวสฺสนฺตรสฺส เตเชน คือ ด้วยบุญญานุภาพของพระเวสสันดร. 
         บทว่า สงฺขิปึสุ ปถํ ยกฺขา ทวยเทพย่นทางให้ คือทวยเทพอันบุญเดชของพระโพธิสัตว์กระตุ้นจึงย่นทางให้ คือทำให้สั้น. ทำดุจกรุณาในพระกุมารกุมารี. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อนุกมฺปาย ทารเก คือ ด้วยความเอ็นดูในพระกุมารกุมารี. 
         เพราะภูเขาชื่อว่าสุวรรณคิริตาละจากกรุงเชตุดร ๕ โยชน์. แม่น้ำชื่อว่าโกนติมาราจากภูเขานั้น ๕ โยชน์. ภูเขาชื่อว่ามารัญชนาคีรีจากแม่น้ำนั้น ๕ โยชน์. บ้านทัณฑพราหมณคามจากภูเขานั้น ๕ โยชน์. มาตุลนครจากบ้านทัณฑพราหมณคามนั้น ๑๐ โยชน์. รวม ๓๐ โยชน์จากกรุงเชตุดรถึงแคว้นนั้น. 
         ทวยเทพอันบุญเดชของพระโพธิสัตว์กระตุ้นจึงย่นทางให้. กษัตริย์ทั้ง ๔ พระองค์จึงล่วงพ้นที่ทั้งหมดนั้นเพียงวันเดียวเท่านั้น. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า นิกฺขนฺตทิวเสเยว เจตรฏฺฐมุปาคมุํ ในวันที่เราออกจากกรุงสีพีนั้นเอง เราทั้ง ๔ ได้ไปถึงเจตรัฐ. 
         พระมหาสัตว์เสด็จถึงมาตุลนคร แคว้นเจตรัฐในตอนเย็น ประทับนั่งในศาลาใกล้ประตูพระนครนั้น. 
         ลำดับนั้น พระนางมัทรีทรงเช็ดธุลีที่พระบาทของพระมหาสัตว์แล้วทรงนวดพระบาท ทรงดำริว่า เราจักให้ชนทั้งหลายรู้ว่า พระเวสสันดรเสด็จมาจึงเสด็จออกจากศาลา ประทับยืนที่ประตูศาลา พอที่พระเวสสันดรจะทรงเห็น. 
         บรรดาสตรีที่เข้าออกพระนครเห็นพระนางมัทรี จึงพากันแวดล้อม. 
         มหาชนเห็นพระนางมัทรีพระเวสสันดรและพระโอรสเสด็จมาอย่างนั้นจึงไปกราบทูลพระราชา. พระราชา ๖๐,๐๐๐ ทรงกันแสงร่ำไร พากันไปเฝ้าพระเวสสันดร บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง แล้วจึงทูลถามถึงเหตุที่เสด็จมาอย่างนั้น. 
         พระมหาสัตว์ตรัสเล่าเรื่องทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชทานคชสาร. 
         พระราชาเหล่านั้นได้สดับดังนั้นแล้ว จึงปรึกษากันมอบราชสมบัติแก่พระองค์. 
         พระมหาบุรุษตรัสว่า การที่เราจะรับราชสมบัติของพวกท่านยกไว้ก่อนเถิด พระราชาขับไล่เราออกจากแว่นแคว้น เพราะฉะนั้น เราจักไปเขาวงกต. 
         แม้พระราชาเหล่านั้นทูลวิงวอนให้ประทับอยู่ ณ เจตรัฐนั้นมีประการต่างๆ ก็มิได้ทรงพอพระทัยจะรับ ทรงขอร้องให้พระราชาเหล่านั้นจัดอารักขา ประทับอยู่ ณ ศาลานั้น ตลอดราตรี รุ่งขึ้นแต่เช้าตรู่ เสวยพระกระยาหารมีรสเลิศต่างๆ แล้ว แวดล้อมด้วยพระราชาเหล่านั้น เสด็จออกไปสิ้นทาง ๑๕ โยชน์ ประทับ ณ ประตูป่า รับสั่งให้พระราชาเหล่านั้นกลับ ได้เสด็จไปตามทางที่พระราชาเหล่านั้นทูล สิ้นหนทาง ๑๕ โยชน์ข้างหน้า. 
         ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- 
                     ในกาลนั้น พระราชา ๖๐,๐๐๐ องค์ อยู่ใน 
               มาตุลนคร ต่างก็ประนมกรพากันร้องไห้มาหา 
               เราเจรจาปราศรัยกับโอรสของพระเจ้าเจตราช 
               เหล่านี้ อยู่ ณ ที่นั้น ให้โอรสของพระเจ้าเจตราช
               เหล่านั้น กลับที่ประตูนั้นแล้ว ได้ไปยังเขาวงกต.
         ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ วตฺเตตฺวา สลฺลาปํ คือ เจรจาปราศรัยด้วยคำให้เกิดความเบิกบานกับพระราชาที่มาประชุมกัน ณ ที่นั้น. 
         บทว่า เจตปุตฺเตหิ คือ โอรสของพระราชาเจตราช. 
         บทว่า เต ตโต นิกขมิตฺวาน คือ ให้พระราชาเหล่านั้นกลับที่ประตู ประตูป่านั้น. 
         บทว่า วงฺกํ อคมุ ปพฺพตํ เรา ๔ คนได้มุ่งไปเขาวงกต.