Translate

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ .กุณฑธานวรรค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ .กุณฑธานวรรค แสดงบทความทั้งหมด

29 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ กัปปรุกขิยเถราปทานที่ ๑๐ (๔๐)

ว่าด้วยผลแห่งการตั้งต้นกัลปพฤกษ์บูชา
 [๔๒] เราได้คล้องผ้าอันวิจิตรหลายผืนไว้ตรงหน้าพระสถูปอันประเสริฐ
ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ แล้วตั้งต้นกัลปพฤกษ์ไว้ เราเข้า ถึงกำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้นๆ ต้น กัลปพฤกษ์อันงาม ย่อมประดิษฐานอยู่ใกล้ประตูเรา เวลานั้น เราเอง บริษัทเพื่อนและคนคุ้นเคย ได้ถือเอาผ้าจากต้นกัลปพฤกษ์นั้นมานุ่งห่ม ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ตั้งต้นกัลปพฤกษ์ใดไว้ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งต้นกัลปพฤกษ์ และในกัลปที่ ๗ แต่กัลปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ องค์ ทรงพระนามว่าสุเจละ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระกัปปรุกขิยเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
 จบ กัปปรุกขิยเถราปทาน.
รวมอปทานที่มีในวรรคนี้ คือ
             ๑. กุณฑธานเถราปทาน ๒. สาคตเถราปทาน
             ๓. มหากัจจายนเถราปทาน ๔. กาฬุทายีเถราปทาน
             ๕. โมฆราชเถราปทาน ๖. อธิมุตตกเถราปทาน
             ๗. ลสุณทายกเถราปทาน ๘. อายาตทายกเถราปทาน
             ๙. ธรรมจักกิกเถราปทาน ๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน
                และ มีคาถา ๑๑๒ คาถา.

จบ กุณฑธานวรรคที่ ๔

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๑๐. กัปปรุกขิยเถราปทาน (๔๐)
         ๔๐. อรรถกถากัปปรุกขิยเถราปทาน
         อปทานของท่านพระกัปปรุกขิยเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
     พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการทั้งหลายในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลหนึ่งอันสมบูรณ์ด้วยสมบัติ ให้สร้างต้นกัลปพฤกษ์อันสำเร็จด้วยทอง วิจิตรด้วยรัตนะ ๗ วางบูชาไว้ตรงหน้าพระเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ. 
         ท่านบำเพ็ญบุญเห็นปานนี้ ดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในสุคตินั่นแล. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลตามลำดับ บรรลุนิติภาวะแล้ว ดำรงการครองเรือน เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ฟังธรรมได้ศรัทธา อาราธนาพระศาสดา บวชแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต โดยนามแห่งกุศลที่ท่านเคยบำเพ็ญมาก่อน ท่านจึงปรากฏนามว่า กัปปรุกขิยเถระ ดังนี้. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลแล้วอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน ด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         บทว่า ถูปเสฏฺฐสฺส สมฺมุขา ความว่า ซึ่งผ้าอันวิจิตรในที่เฉพาะหน้าพระสถูปเจดีย์อันประเสริฐสูงสุด ได้แก่ผ้าอันเขานำมาแต่เมืองจีน และผ้าอันเขานำมาแต่เมืองแขกเป็นต้น อันน่ารื่นรมย์ใจ ด้วยจิตอันไม่เสมอเหมือนด้วยสีเป็นอเนก. 
         อธิบายว่า เราได้ประดิษฐานต้นกัลปพฤกษ์ห้อยย้อยลงอยู่. 
         คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
         จบอรรถกถากัปปรุกขิยเถราปทาน
จบอรรถกถาวรรคที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ ธรรมจักกิกเถราปทานที่ ๙ (๓๙)

ว่าด้วยผลแห่งการตั้งธรรมจักรบูชา
 [๔๑] เราได้ตั้งธรรมจักรนี้ ทำอย่างสวยงาม อันวิญญูชนชมเชย
(บูชา) ไว้ ข้างหน้าอาสนะอันประเสริฐ แห่งพระผู้มีพระภาคพระนามว่าสิทธัตถะ เราย่อมรุ่งเรืองกว่าวรรณะทั้งสี่ มีคนใช้ พลทหารและพาหนะ คนเป็น อันมากย่อมติดตามห้อมล้อมเราเป็นนิตย์ เราแวดล้อมด้วยดนตรีหกหมื่น ทุกเมื่อ เราย่อมงามด้วยบริวาร นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัลปที่ ๙๔ แต่กัลปนี้ เราได้ตั้งธรรมจักรใดบูชา ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการตั้งธรรมจักรบูชา พระเจ้าจักรพรรดิหลายพระองค์ มีพล มาก มีพระนามว่า สหัสสราชา ผู้เป็นใหญ่กว่าชน ได้มีปรากฏตลอด ๑๑ กัลป แต่กัลปนี้ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระธรรมจักกิกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ ธรรมจักกิกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๙. ธรรมจักกิกเถราปทาน (๓๙)
         ๓๙. อรรถกถาธัมมจักกิกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระธรรมจักกิกเถระมีคำเริ่มต้นว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เจริญวัยแล้ว เจริญด้วยบุตรและภรรยา สมบูรณ์ด้วยสมบัติมีโภคะมาก. 
         ท่านเลื่อมใสในพระรัตนตรัย เกิดศรัทธา ได้สร้างธรรมจักรสำเร็จด้วยรัตนะบูชาข้างหลังธรรมาสน์ในธรรมสภา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยสักกสมบัติและจักกวัตติสมบัติ ในที่ที่ตนเกิดแล้วในเทวดาและมนุษย์. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง สมบูรณ์ด้วยสมบัติ เกิดศรัทธา บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ปรากฏโดยนามที่เสมือนกับนามแห่งกุศลที่ท่านบำเพ็ญในกาลก่อนว่า ธัมมจักกิกเถระ. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลโดยสมควรแก่บุญสมภาร ระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สิทฺธตฺถสฺส ภควโต ดังนี้. 
         บทว่า สีหาสนสฺส สมฺมุขา ความว่า ในที่พร้อมหน้า คือในที่ตรงหน้าพุทธอาสน์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่ง. 
         บทว่า ธมฺมจกฺกํ เม ฐปิตํ ความว่า เราได้แสดงรูปสีหะทั้งสองข้าง โดยอาการดุจธรรมจักร สร้างกระทำให้เหมือนกระจกในท่ามกลางตั้งธรรมจักรบูชา. 
         เป็นอย่างไร? 
         เชื่อมความว่า ธรรมจักรที่วิญญูชน คือบุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายสรรเสริญ ชมเชย กระทำดีแล้ว ว่างามเหลือเกิน. 
         บทว่า จารุวณฺโณว โสภามิ ความว่า เราย่อมงาม คือไพโรจน์ประดุจมีวรรณะดังทองคำ. 
         บาลีว่า จตุวณฺเณหิ โสภามิ ดังนี้ก็มี. 
         อธิบายว่า เราย่อมงดงามคือไพโรจน์ด้วยวรรณะ ๔ กล่าวคือชาติแห่งกษัติรย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร. 
         บทว่า สโยคฺคพลวาหโน ความว่า ประกอบด้วยยานมีวอทองเป็นต้น เสวกคือหมู่พลมีเสนาบดีและอำมาตย์เป็นต้น และด้วยพาหนะกล่าวคือรถเทียมช้างและม้าเป็นต้น. 
         เชื่อมความว่า ชนเป็นอันมากคือมนุษย์เป็นอันมาก ประกอบตามคือคล้อยตามเรา แวดล้อมตลอดกาลเป็นนิตย์. 
         คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาธัมมจักกิกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ อายาตทายกเถราปทานที่ ๘ (๓๘)

ว่าด้วยผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน
 [๔๐] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐกว่าพวกคนผู้กล่าว
(ยกย่อง ตน) นิพพานแล้ว เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ไหว้พระสถูปอันอุดม ในกาลนั้น เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ให้คนไปบอกกับนายช่าง ให้ทรัพย์ แล้ว จ้างให้ทำศาลา (ลี) โรงฉัน เราอยู่ในเทวโลกตลอด ๘ กัลป โดยไม่สับสนกันเลย ในกัลปที่เหลือ เราท่องเที่ยวไปสับสนกัน ยาพิษ ย่อมไม่กล้ำกรายในกายเรา และศาตราไม่กระทบกายเรา เราไม่พึงตายใน น้ำ นี้เป็นผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน เราปรารถนาฝนเมื่อใด มหาเมฆ ย่อมยังฝนให้ตกเมื่อนั้น แม้เทวดาทั้งหลายก็ตกอยู่ในอำนาจเรา นี้เป็น ผลแห่งบุญกรรม เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ ๓๐ ครั้ง ใครๆ ย่อมไม่ดูหมิ่นเรา นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม
                ในกัลปที่ ๓๐ แต่กัลปนี้ เราได้ให้สร้างศาลาโรงฉันใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการสร้างศาลาโรงฉัน คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระอายาตทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ อายาตทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๘. อายาตทายกเถราปทาน (๓๘)
         ๓๘. อรรถกถาอายาคทายกเถราปทาน๑-
๑- บาลีเป็น อายาตทายกเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระอายาคทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขีปรินิพพานแล้ว บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใสในพระศาสนา ได้จ้างนายช่างให้สร้างโรงฉันยาวอันเป็นที่รื่นรมย์ยิ่งนัก นิมนต์ภิกษุสงฆ์ให้บริโภคอาหารอันประณีต ถวายมหาทานยังจิตให้เลื่อมใส. 
         ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั้นแล เสวยสมบัติทั้งสอง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ได้ศรัทธาบวชแล้วเพียรพยายามเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต. 
         ด้วยอำนาจบุญที่ท่านบำเพ็ญไว้ในกาลก่อน จึงปรากฏนามว่า อายาคทายกเถระ ดังนี้. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตด้วยอำนาจบุญสมภารที่ท่านบำเพ็ญมาด้วยอาการอย่างนี้ ระลึกถึงกุศลกรรมที่ตนบำเพ็ญในกาลก่อน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้ประเสริฐสูงสุดในระหว่างแห่งศาสดาอื่นผู้กล่าวว่า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า ปรินิพพานแล้ว. 
         บทว่า หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ความว่า เราหรรษาร่าเริง มีจิตร่าเริงเพราะความที่ตนมีจิตสัมปยุตด้วยโสมนัส ได้ไหว้คือนอบน้อมพระสถูปอันสูงสุด คือพระเจดีย์อันประเสริฐ. 
         บทว่า วฑฺฒกีหิ ปถาเปตฺวา ความว่า ให้กล่าวประมาณการว่า โรงฉันนี้มีประมาณเท่าไร. 
         บทว่า มูลํ ทตฺวานหํ ตทา ความว่า ในครั้งนั้นคือในกาลนั้น เราได้ให้ค่าจ้างแก่นายช่างไม้เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่การทำกรรม ยินดีคือมีจิตสัมปยุตด้วยโสมนัส ได้ก่อสร้างโรงฉันยาวรี. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอายาคทายกเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ ลสุณทายกเถราปทานที่ ๗ (๓๗)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายกระเทียม
 [๓๙] ในกาลนั้น เราเป็นดาบสอยู่ที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ เราอาศัยกระเทียม
เลี้ยงชีวิต กระเทียมเป็นอาหารของเรา เราใส่กระเทียมเต็มหาบแล้ว ได้ ไปสู่อารามสงฆ์ เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ถวายกระเทียมแก่สงฆ์ ครั้นถวายกระเทียมแก่สงฆ์ผู้ให้เกิดความยินดีเหลือเกินในศาสนาพระวิปัส- สีผู้เลิศกว่านรชนแล้ว ได้บันเทิงในสวรรค์ตลอดกัลป ในกัลปที่ ๙๑ แต่ กัลปนี้ เราได้ให้กระเทียมใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งการถวายกระเทียม คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านพระลสุณทายกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ ลสุณทายกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๗. ลสุณทายกเถราปทาน (๓๗)
         ๓๗. อรรถกถาลสุณทายกเถราปทาน
         อปทานของท่านพระลสุณทายกเถระมีคำเริ่มต้นว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. 
         ท่านลสุณทายกเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญทั้งหลายในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน ละเรือนบวชเป็นดาบส อาศัยหิมวันตบรรพตอยู่ในป่า ปลูกกระเทียมเป็นอันมาก เคี้ยวกินกระเทียมนั้น รากไม้และผลไม้ป่าอยู่. 
         ท่านนำกระเทียมเป็นอันมากหาบมาสู่ถิ่นมนุษย์ เลื่อมใสถวายทานเพื่อเป็นเภสัชแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้วไป, ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ ด้วยกำลังแห่งบุญนั้นนั่นแล แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ เสวยสมบัติทั้งสอง เกิดแล้วในพุทธุปบาทกาลนี้โดยลำดับ ได้ศรัทธาบวชแล้วเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยอำนาจแห่งบุพกรรม ท่านจึงปรากฏนามว่า ลสุณทายกเถระ. 
         ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า หิมวนฺตสฺสาวิทูเร ดังนี้. 
         ในคำนั้นเชื่อมความว่า ในที่เป็นที่สัญจรไปแห่งมนุษย์ทั้งหลาย ในที่สุดแห่งภูเขาหิมาลัย ในกาลใดพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสีทรงอุบัติขึ้น ในกาลนั้นเราได้เป็นดาบส. 
         บทว่า ลสุณํ อุปชีวามิ ความว่า ข้าพเจ้าได้ปลูกกระเทียมแดงนั้นนั่นแลให้เป็นอาหารเลี้ยงชีพ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลสุณํ มยฺหโภชนํ ดังนี้. 
         บทว่า ขาริโย ปูรยิตฺวาน ความว่า บรรจุภาชนะของดาบสให้เต็มด้วยกระเทียมหาบไป ได้ไปยังสังฆารามคือที่เป็นที่อยู่ของสงฆ์ ได้แก่ไปสู่วิหารอันเป็นที่อยู่ด้วยอิริยาบถทั้ง ๔ ของสงฆ์ ใน ๓ กาลมีฤดูเหมันต์เป็นต้น. 
         บทว่า หฏฺโฐ หฏฺเฐน จิตฺเตน ความว่า เรายินดีได้ถวายกระเทียมแก่สงฆ์ ด้วยจิตที่ประกอบด้วยโสมนัส. 
         บทว่า วิปสฺสิสฺส ฯเปฯ นิรตสฺสหํ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เลิศคือประเสริฐกว่านระทั้งหลาย. 
         บทว่า สงฺฆสฺส ฯเปฯ โมทหํ ความว่า ข้าพเจ้าถวายกระเทียมเป็นทานแก่สงฆ์แล้ว เสวยทิพยสมบัติตลอดอายุกัป ในเทวโลกอันเลิศด้วยดี บันเทิงแล้วในสวรรค์. อธิบายว่า เราเป็นผู้ยินดี. 
         คำที่เหลือรู้ได้ง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาลสุณทายกเถราปทาน

28 มกราคม 2569

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ อธิมุตตกเถราปทานที่ ๖ (๓๖)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายอ้อย
 [๓๘] เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคลเสด็จนิพพานแล้ว
เรามีจิตเลื่อมใส นิมนต์ภิกษุสงฆ์ เราทำมณฑปด้วยอ้อยแล้ว นิมนต์ สังฆรัตนะ ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่นเป็นสงฆ์ผู้อุดม ให้ฉันอ้อย เราเข้าถึง กำเนิดใดๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ เราย่อม ครอบงำสัตว์ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัลปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ ให้ทานใดในเวลานั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการถวายอ้อย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ทราบว่า ท่านอธิมุตตกเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ อธิมุตตกเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๖. อธิมุตตกเถราปทาน (๓๖)
         ๓๖. อรรถกถาอธิมุตตเถราปทาน๑- 
๑- บาลีเป็น อธิมุตตกเถราปทาน. 
         อปทานของท่านพระอธิมุตตเถระมีคำเริ่มต้นว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ เมื่อพระโลกนาถพระนามว่าอัตถทัสสี ปรินิพพานแล้ว บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใสในพระรัตนตรัย นิมนต์ภิกษุสงฆ์ ให้ทำโรงปะรำด้วยอ้อยทั้งหลาย แล้วบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไป ในที่ได้ปรารถนาสันติบท. 
         ท่านจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เสวยสมบัติทั้งสองในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใสในพระศาสนา เพราะท่านตั้งอยู่ในศรัทธา จึงปรากฏนามว่า อธิมุตตเถระ.
         ท่านบรรลุพระอรหัตด้วยอำนาจบุญสมภารที่ท่านทำไว้ด้วยอาการอย่างนี้ ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า นิพฺพุเต โลกนาถมฺหิ ดังนี้. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาอธิมุตตเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ โมฆราชเถราปทานที่ ๕ (๓๕)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายบังคมพระพุทธเจ้า
 [๓๗] ก็พระผู้มีพระภาคผู้สยัมภู พระนามว่าอัตถทัสสี ไม่ทรงแพ้อะไรๆ
แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จดำเนินไปในถนน เราแวดล้อมด้วยพวกศิษย์ ทั้งหลายออกจากเรือนไป ครั้นแล้วได้พบพระผู้มีพระภาคผู้เป็นนายกของ โลกที่ถนนนั้น
                เราได้ประนมอัญชลีบนเศียรเกล้าถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว เชยชมพระองค์ผู้นายกของโลก สัตว์ มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญาก็ดี ประมาณเท่าใด สัตว์เหล่านั้นย่อม เข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ ทั้งหมดเปรียบเหมือนสัตว์ในน้ำเหล่า ใดเหล่าหนึ่ง
                สัตว์เหล่านั้นย่อมติดอยู่ภายในข่ายของคนที่เอาข่ายตาเล็กๆ เหวี่ยงลงในน้ำฉะนั้น
                อนึ่งสัตว์เหล่าใดคือ สัตว์มีรูป และไม่มีรูป มีเจตนา (ความตั้งใจ) สัตว์เหล่านั้นย่อมเข้าไปภายในพระญาณของพระองค์ทั้งหมด พระองค์ทรงถอนโลกอันอากูลด้วยความมืดนี้ขึ้นได้แล้ว สัตว์เหล่านั้นได้ฟัง ธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามกระแสความสงสัยได้ โลกอันอวิชชา ห่อหุ้มแล้ว อันความมืดท่วมทับ โลกกำจัดความมืดได้ ส่งแสงโชติช่วงอยู่ เพราะพระญาณของพระองค์ พระองค์ผู้มีจักษุเป็นผู้ทรงบรรเทาความมืดมน ของสัตว์ทั้งปวง ชนเป็นอันมากฟังธรรมของพระองค์แล้ว จักนิพพาน ดังนี้แล้ว
                เราเอาน้ำผึ้งรวงอันไม่มีตัวผึ้งใส่เต็มหม้อแล้ว ประคองด้วยมือ ทั้งสอง น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาค พระมหาวีรเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน ใหญ่หลวง ทรงรับด้วยพระหัตถ์อันงาม ก็พระสัพพัญญูเสวยน้ำผึ้งนั้น แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่นภากาศ
                พระศาสดาพระนามว่าอัตถทัสสีนราสภ ประทับอยู่ในอากาศ ทรงยังจิตของเราให้เลื่อมใส ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ว่า
                ผู้ใดชมเชยญาณนี้ และชมเชยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยจิตอัน เลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติและผู้นั้นจักเสวยเทวรัชสมบัติ ๔๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศราชเสวยสมบัติ อยู่ในแผ่นดินนับไม่ถ้วน จักเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท จักบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม จักพิจารณาอรรถ อันลึกซึ้งอันละเอียดได้ด้วยญาณ จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อ ว่าโมฆราช จักถึงพร้อมด้วยวิชชา ๓ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มี อาสวะ พระโคดมผู้ทรงเป็นยอดของผู้นำหมู่ จักทรงตั้งผู้นั้นไว้ในเอตทัคคสถาน
                เราละกิเลสเครื่องประกอบของมนุษย์ ตัดเครื่องผูกพันในภพ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธ ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระโมฆราชเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ โมฆราชเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๕. โมฆราชเถราปทาน (๓๕)
         ๓๕. อรรถกถาโมฆราชเถราปทาน
         อปทานของท่านพระโมฆราชเถระมีคำเริ่มต้นว่า อตฺถทสฺสี ตุ ภควา ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ทรงจีวรอันเศร้าหมอง หวังตำแหน่งนั้นจึงกระทำความปรารถนา กระทำบุญในภพนั้นๆ. 
         ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในตระกูลพราหมณ์อีก ถึงความสำเร็จในวิชาศิลปะ วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จไปตามถนน มีใจเลื่อมใสถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ชมเชยด้วยอาการ ๖ อย่างมีอาทิว่า ยาวตา รูปิโน สตฺถา บรรจุภาชนะให้เต็มแล้วน้อมน้ำผึ้งเข้าไปถวาย. 
         พระศาสดาทรงรับน้ำผึ้งแล้วได้กระทำอนุโมทนา. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดเป็นอำมาตย์ของพระราชาพระนามว่า กัฏฐวาหนะ ถูกพระราชานั้นส่งไปเพื่อนำพระศาสดามา ไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรมสิ้นสองหมื่นปี จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในสุคตินั้นเอง สิ้นพุทธันดรหนึ่ง. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ได้นามว่าโมฆราช ได้ศึกษาศิลปะในสำนักพาวรีพราหมณ์ เกิดความสังเวช บวชเป็นดาบส มีดาบสพันหนึ่งเป็นบริวารถูกส่งไปยังสำนักพระศาสดาพร้อมด้วยอชิตดาบสเป็นต้น เป็นที่ ๑๕ ของดาบสเหล่านั้นถามปัญหา ในที่สุดแห่งการวิสัชนาปัญหาบรรลุพระอรหัต. 
         ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทรงผ้าบังสุกุลอันประกอบด้วยผ้าเศร้าหมองโดยพิเศษทั้ง ๓ อย่าง คือเศร้าหมองด้วยศาสตรา ๑ เศร้าหมองด้วยด้าย ๑ เศร้าหมองด้วยเครื่องย้อม ๑. ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้ทรงไตรจีวรอันเศร้าหมอง. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลโดยสมควรแก่ความปรารถนาด้วยประการฉะนี้แล้ว เห็นบุพสมภารของตน เมื่อจะประกาศปุพพกัมมาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อตฺถทสฺสี ตุ ภควา ดังนี้. 
         คำทั้งหมดนั้นมีอรรถตื้นทั้งนั้น. 
         ไหหรือหม้อ เขาเรียกว่า ปุฏกะ ในบทว่า ปุฏกํ ปูรยิตฺวาน ดังนี้. 
         เชื่อมความว่า ท่านบรรลุหม้อให้เต็มด้วยน้ำผึ้ง อันปราศจากไข่แมลงวันไม่มีโทษ บริสุทธิ์ ประคองหม้อนั้นด้วยมือทั้งสอง ถือเอา โดยประการเอื้อเฟื้อ นำเข้าไปถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่. 
         คำที่เหลือมีอรรถรู้ได้ง่ายทั้งนั้น.
จบอรรถกถาโมฆราชเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ กาฬุทายีเถราปทานที่ ๔ (๓๔)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายข้าวชั้นพิเศษ
 [๓๖] เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่เสด็จ
ดำเนินทางไกล เที่ยวจาริกไป ในเวลานั้น เราได้ถือเอาดอกปทุม ดอก อุบล และดอกมะลิซ้อนอันบานสะพรั่ง และถือข้าว (สุก) ชั้นพิเศษมา ถวายแด่พระศาสดา พระมหาวีรชินเจ้า ทองเสวยข้าวชั้นพิเศษอันเป็น โภชนะดี และทรงรับดอกไม้นั้นแล้ว ทรงยังเราให้รื่นเริงว่า ผู้ใดได้ ถวายดอกปทุมอันอุดม เป็นที่ปรารถนา เป็นที่ใคร่ในโลกนี้แก่เรา ผู้นั้น ทำกรรมที่ทำได้ยากนัก ผู้ใดได้บูชาดอกไม้ และได้ถวายข้าวชั้นพิเศษ แก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวย เทวรัชสมบัติ ๑๘ ครั้ง ดอกอุบล ดอกปทุม และดอกมะลิซ้อน จะมีใน เบื้องบนผู้นั้นด้วยผลแห่งบุญนั้น ผู้นั้นจักสร้างหลังคาอันประกอบด้วย ของหอมอันเป็นทิพย์ไว้ในอากาศ จักทรงไว้ในเวลานั้น จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็นพระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๕๐๐ ครั้ง
 ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนามชื่อว่าโคดม ซึ่งมีสมภพใน วงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นปรารถนาในกรรมของ ตน อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็นบุตรผู้มีชื่อเสียง ทำความเพลิด เพลินให้เกิดแก่เจ้าศากยะทั้งหลายแต่ภายหลัง ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือน แล้วจักบวช จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้วไม่มีอาสวะนิพพาน พระ โคดมผู้เผ่าพันธุ์ของโลก จักทรงตั้งผู้นั้นซึ่งบรรลุปฏิสัมภิทา ได้ทำกิจที่ ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ในเอตทัคคสถาน ผู้นั้นมีตนส่งไปแล้ว เพื่อความเพียร สงบระงับ ไม่มีอุปธิ จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามชื่อว่าอุทายี เรากำจัดราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะ ได้แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ เรายังพระสัม พุทธเจ้าให้ทรงโปรดปราน มีความเพียร มีปัญญา และพระสัมพุทธเจ้า ทรงเลื่อมใส ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระ พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระกาฬุทายีเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ กาฬุทายีเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๔. กาฬุทายีเถราปทาน (๓๔)
         ๓๔. อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน
         อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในหังสวดีนคร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศของภิกษุทั้งหลายผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส กระทำกรรมคือความปรารถนาที่ตั้งใจจริง อันเกิดแต่กรรมนั้น แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น. 
         ท่านบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในวันถือปฏิสนธิในพระครรภ์มารดาแห่งพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย ท่านถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์นั้นเองแล. 
         วันนั้นนั่นเอง เขาให้นอนบนเทริดผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง แล้วไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์. 
         สมบัติ ๗ คือ โพธิพฤกษ์ ราหุลมารดา ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ม้ากัณฐกะ พระอานนท์ นายฉันทะ พระกาฬุทายี กับพระโพธิสัตว์ ได้ชื่อว่าสหชาต เพราะเกิดในวันเดียวกัน. 
         ครั้นในวันตั้งชื่อท่าน ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อท่านว่าอุทายี นั้นเอง เพราะชาวพระนครทั้งสิ้นเกิดความเบิกบานใจ. 
         อนึ่ง ท่านปรากฏชื่อว่า กาฬุทายี เพราะมีธาตุดำน้อยหนึ่ง. 
         ท่านเล่นกับพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่เด็กจนถึงความเจริญวัย. 
         ครั้นภายหลัง เมื่อพระโลกนาถเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน. 
         พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับข่าวนั้น จึงได้ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งมีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร ด้วยรับสั่งว่า จงนำพระลูกเจ้าของเรามาในที่นี้. ท่านไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาแสดงธรรม ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมแล้วพร้อมด้วยบริวาร บรรลุพระอรหัต. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระพักตร์กะพวกเขาว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านทั้งหมดนั้นต่างทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาตั้งร้อย. ก็จำเดิมแต่กาลที่ท่านเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นพระอริยเจ้าผู้มีความวางเฉยเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่กราบทูลข่าวสาสน์ที่พระราชาส่งไป แด่พระทศพล. 
         พระราชามิได้ทรงสดับข่าวสาสน์. พระองค์จึงทรงส่งอำมาตย์อื่นอีกไปกับบุรุษ ๑,๐๐๐ คน. แม้เมื่ออำมาตย์นั้นปฏิบัติเหมือนอย่างนั้น พระองค์ก็ทรงส่งอำมาตย์ ๘ คนแม้อื่นอีกไปพร้อมกับบุรุษ ๘,๐๐๐ คน ด้วยอาการอย่างนี้. คนเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตได้เป็นผู้นิ่ง. 
         ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า คนมีประมาณเท่านี้ ไม่ได้แจ้งอะไรๆ เพื่อการเสด็จมาแห่งพระทศพลในที่นี้ เพราะไม่มีความรักในเรา อุทายีนี้แลเป็นผู้มีวัยเสมอกับพระทศพล เคยเป็นเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกัน และมีความรักในเรา เราจักส่งผู้นี้ไป จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสว่า พ่อ พ่อจงมีบุรุษ ๑,๐๐๐ คนเป็นบริวาร ไปกรุงราชคฤห์นำพระทศพลมาดังนี้แล้วทรงส่งไป. ท่านทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าหม่อมฉันจักได้บวชไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจะนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามาในที่นี้ เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่านจงทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนำพระลูกเจ้ามา, 
         ท่านไปกรุงราชคฤห์ ยืนอยู่ที่ท้ายบริษัทในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้ว พร้อมด้วยบริวารบรรลุพระอรหัต ตั้งอยู่ในเอหิภิกขุภาวะแล้ว. 
         ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงรอคอยเวลาอยู่ว่า บัดนี้ไม่เป็นกาลเพื่อจะเสด็จไปนครแห่งตระกูลของพระทศพลก่อน แต่เมื่อจวนฤดูฝน ไพรสณฑ์ผลิดอกออกผล จักเป็นกาลไปบนพื้นภูมิที่มีหญ้าเขียวสดเสมอ ครั้นถึงฤดูฝน จึงพรรณนาถึงการไปสู่นครแห่งตระกูลของพระศาสดา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า 
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้หมู่ไม้ทั้งหลาย มีดอกและ 
         ใบมีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลผลิผลัดใบเก่าร่วงหล่นไป หมู่ไม้ 
         เหล่านั้นงามรุ่งเรืองดังเปลวไฟ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร 
         ใหญ่ เวลานี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่พระญาติ ข้าแต่ 
         พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลายมีดอกบานงานดีน่ารื่น 
         รมย์ใจ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วทิศ โดยผลัดใบเก่า ผลิดอก 
         ออกผล เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้ ขอเชิญ 
         พระพิชิตมารเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ 
         ฤดูนี้ก็เป็ฤดูที่ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย มี 
         มรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลายจงได้เข้า 
         เฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหิณีอันมีหน้าในภายหลังเถิด 
               ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืชด้วยความหวัง 
         ผล พ่อค้าผู้เที่ยวหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์ 
         ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ด้วยความหวังผลอันใด ขอความหวังผล 
         อันนั้นจงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด ฤดูนี้ไม่หนาวนัก ไม่ร้อน 
         นัก ภิกษาหาได้ง่ายไม่อดอยาก พื้นดินก็มีหญ้าแพรกเขียวสด 
         ข้าแต่พระมหามุนี กาลนี้สมควรแล้วพระเจ้าข้า. 
               ชาวนาหว่านพืฃบ่อยๆ ฝนตกบ่อยๆ ชาวนาไถนาบ่อยๆ 
         แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อยๆ 
               พวกยาจกเที่ยวขอบ่อยๆ ผู้เป็นทานบดี ให้ทานบ่อยๆ 
         ครั้นให้บ่อยๆ แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อยๆ. 
               บุรุษผู้มีความเพียรมีปัญญากว้างขวาง เกิดในตระกูลใด 
         ย่อมยังตระกูลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน ข้าพระองค์ 
         ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย 
         ย่อมทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดย
         อริยชาติ ได้สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์ 
               สมเด็จพระบิดาของพระองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ 
         ทรงพระนามว่า สุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้ามายาพระมเหสี 
         ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหารพระองค์ 
         ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์ เสด็จสวรรคตไปบันเทิงอยู่ 
         ในไตรทิพย์ สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้นสวรรคตจุติ 
         จากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นาง
         ฟ้าห้อมล้อม บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคาริโน ความว่า ชื่อว่าอังคาร เพราะเหมือนเปลวเพลิง. ต้นไม้เหล่านั้นมีดอกและผลมีสีดังแก้วประพาฬแดงดังเปลวเพลิง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อังคาร. 
         อธิบายว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกคำ และดอกทองหลางมีสีแดงดังเปลวเพลิง คือด้วยในคือเปลวเพลิง. 
         บทว่า ทานิ แปลว่า ในกาลนี้. 
         บทว่า ทุมา แปลว่า ต้นไม้. 
         บทว่า ภทนฺเต ท่านกระทำการลบ อักษรตัวหนึ่ง ว่า ภทนฺเต แล้วกล่าวว่า ภทฺทํ อนฺเต เอตสฺส พระองค์ผู้มีความเจริญในที่สุด. ผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ, ก็พระศาสดาผู้เป็นบุคคลผู้เลิศกว่าบุคคลผู้วิเศษด้วยคุณทั้งหลาย เพราะบทว่า ภทนฺเต จึงเป็นอาลปนะ ร้องเรียกพระศาสดานั่นเอง, 
         บทว่า ภทนฺเต นี้ เป็นปฐมาวิภัตติ เอ การันต์ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า สุคเต ปฏิกมฺเม สุเข ทุกฺเข ชีเว ดังนี้. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าลงในอรรถแห่งการตรัสรู้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า ภทนฺเต เป็นบทอาลปนะ. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทอื่นบทเดียวมีอรรถเสมอด้วยภัททศัพท์. 
         ชื่อว่า ผเลสิโน เพราะผลิผล. 
         จริงอยู่ แม้ในการไม่ตั้งใจ แต่กล่าวถึงการกระทำที่มีการตั้งใจ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อันพระเถระทูลอาราธนาอย่างนี้แล้ว ทรงเห็นการบรรลุคุณวิเศษของคนเป็นอันมาก ในการเสด็จไปในที่นั้น แวดล้อมไปด้วยพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รูป เสด็จจากกรุงราชคฤห์ เสด็จดำเนินสู่ทางไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ด้วยสามารถแห่งการเสด็จไม่รีบด่วน. 
         พระเถระไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่บนอากาศข้างหน้าของพระราชา อันพระราชาเห็นเพศที่ไม่เคยเห็น จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร เมื่อจะแสดงว่า พระองค์ไม่รู้จักอาตมา ผู้เป็นบุตรแห่งอำมาตย์ที่พระองค์ส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงทราบอย่างนี้แหละ จึงกล่าวคาถาว่า 
             อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ 
       มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ 
       ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นโยมของพระบิดาแห่งอาตมภาพ 
       ดูก่อนมหาบพิตรผู้โคตมะ พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพ 
       โดยธรรม. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ความว่า อาตมภาพเป็นบุตรคือโอรสของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า. 
         บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่า ก่อนแต่ตรัสรู้ยิ่งเอง เพราะพระองค์ไม่มีข้าศึกศัตรูที่จะย่ำยี เป็นพระโพธิสมภาร มีบุญญาธิการประกอบด้วยพระมหากรุณาสามารถอดกลั้นทนทาน. แม้อื่นจากนั้นไปคนอื่นๆ ไม่สามารถย่ำยีครอบงำได้ เพราะพระองค์ทรงย่ำยีครอบงำข้าศึกคือมารทั้ง ๕ เสียได้ เพราะพระองค์ทรงทนทานต่อพุทธกิจ ซึ่งขาศึกเหล่าอื่นไม่สามารถจะย่ำยีได้ กล่าวคืออนุสาสนี ด้วยทิฏฐธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แก่เวไนยนสัตว์ตามสมควร ด้วยการหยั่งรู้อันเป็นส่วนแห่งธรรมสามัคคี มีการน้อมไปในการประพฤติอาสยานุสยญาณเป็นต้น หรือชื่อว่าผู้ไม่มีผู้ใดจะย่ำยีได้ เพราะพระองค์มีปกติกระทำแต่สิ่งที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จในที่นั้นๆ. 
         บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ ผู้มีสมบัติมีศีลอันประดับแล้วเป็นต้น. 
         แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ผู้มีรัศมีแลบออกจากพระอวัยวะน้อยใหญ่. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนามที่ ๒ คืออังคีรสและสิทธัตถะ พระราชบิดานั่นเองทรงประทาน. 
         บทว่า อปฺปฏิมสฺส แปลว่า ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน. 
         ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะถึงลักษณะคงที่อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์. 
         บทว่า ปิตุ ปิตา มยฺหํ ตุวํสิ ความว่า แม้ท่านก็เป็นบิดาของบิดาของอาตมา ด้วยสามารถแห่งอริยชาติ แต่ว่าโดยโวหารของชาวโลกท่านเป็นบิดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. 
         ท่านเรียกพระราชาด้วยอำนาจชาติว่า สักกะ. 
         บทว่า ธมฺเมน ความว่า โดยสภาวะคือโดยประชุมสภาวะแห่งทั้งสอง คืออริยชาติ โลกิยชาติ. เรียกพระราชาโดยโคตรว่าโคตมะ. 
         บทว่า อยฺยโกสิ ท่านเป็นอัยกา. 
         แต่ในบทนี้ว่า พระเถระเมื่อกล่าวว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ เป็นต้นย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล. 
         ก็แลพระเถระ ครั้นพระราชาทรงทราบตนอย่างนี้แล้ว อันพระราชาทรงร่าเริงพอพระทัย ให้นั่งบนบัลลังก์อันควรแก่ค่ามาก บรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ อันเขาจัดแจงไว้เพื่อพระองค์ ในเมื่อเขาถวายบิณฑบาตแล้วแสดงอาการที่จะไป. 
         เมื่อถูกถามว่า ท่านขอรับ เพราะเหตุไรท่านจึงปรารถนาจะไป จงบริโภคก่อนเถิด จึงทูลว่า อาตมาจักไปสำนักพระศาสดาแล้วบริโภค. 
         พระราชาตรัสถามว่า ก็พระศาสดาอยู่ที่ไหน. 
         ท่านทูลว่า พระศาสดามีภิกษุสองหมื่นรูปเป็นบริวาร เสด็จดำเนินไปตามทางเพื่อทอดพระเนตรพระองค์. 
         พระราชา. ท่านโปรดฉันบิณฑบาตนี้ จักนำบิณฑบาตอื่นไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่านนำบิณฑบาตจากที่นี้ไปถวายพระองค์ ตลอดเวลาที่บุตรของเราจะถึงนครนี้ พระเถระกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว แสดงธรรมแด่พระราชาและแก่บริษัท เมื่อกระทำพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้นก่อนแต่พระศาสดาจะเสด็จมา ให้เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคตและในพระรัตนตรัย. 
         เมื่อคนทั้งหมดกำลังเลื่อมใสอยู่นั้นแล สละบาตรอันเต็มด้วยภัตที่ตนนำมาถวายแด่พระศาสดาไว้ในอากาศแม้ตนเองเหาะขึ้นสู่เวหาส แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปวางไว้ในพระหัตถ์ของพระศาสดา. 
         พระศาสดาเสวยบิณฑบาตนั้น. 
         เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไปสู่ที่ระยะโยชน์หนึ่งทุกๆ วัน ในหนทาง ๖๐ โยชน์จากกรุงราชคฤห์ ท่านได้นำบิณฑบาตถวายแด่พระองค์ด้วยประการฉะนี้. 
         ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า กาฬุทายีนี้ยังชาวนิเวศน์ทั้งสิ้นแห่งบิดาของเราให้เลื่อมใส จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใสว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใส กาฬุทายีเป็นเลิศ. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตโดยสมควรแก่บุญสมภารที่ตนบำเพ็ญด้วยประการฉะนี้ ได้รับเอตทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส พุทฺธสฺส ดังนี้. 
         บทว่า อทฺธานํ ปฏิปนฺนสฺส ความว่า ผู้ดำเนินสู่ทางไกลเพื่อไปสู่รัฐอื่น. 
         บทว่า จรโต จาริกํ ตทา ความว่า ในกาลนั้น ผู้เที่ยวจาริกไปสู่มณฑลทั้ง ๓ คือมณฑลภายใน มณฑลกลางและมณฑลภายนอก. 
         เชื่อมความว่า ยึดเอาคือถือเอาความสำเร็จด้วยดี คือการตรัสรู้ด้วยดีของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ไม่ใช่ถือเอาเพียงดอกปทุมอย่างเดียว และเรายึดเอาดอกปทุมและดอกมะลิที่แย้มบานแล้ว ถือเอาด้วยมือทั้งสองให้เต็ม. 
         บทว่า ปรมนฺนํ คเหตฺวาน ความว่า เราได้ถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลี อันสุกดีทั้งหมดมีรสอร่อยอย่างยิ่ง คือสูงสุด ประเสริฐสุด ถวายให้พระศาสดาเสวย. 
         บทว่า สกฺยานํ นนฺทิชนโน ความว่า ให้ความเพลิดเพลินหรือความยินดีเกิดขึ้น ด้วยสมบัติในการกล่าวเจรจาปราศรัยถึงการสูงขึ้น การแปรไปและความเป็นหนุ่มสาวแห่งรูป แห่งศากยราชตระกูล คือแห่งพระญาติทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         บทว่า ญาติพนฺธุ ภวิสฺสติ ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์อันเขาทราบ คือปรากฏ. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ มหากัจจายนเถราปทานที่ ๓ (๓๓)

ว่าด้วยผลแห่งการทาทองพระเจดีย์
 [๓๕] เราได้ให้ทำแผ่นศิลาไว้แล้ว ได้เอาทองฉาบทาพระเจดีย์ชื่อปทุม ของ
พระ ผู้มีพระภาคผู้เป็นที่พึ่งของโลกพระนามว่าปทุมุตระ และได้กั้นฉัตรอัน สำเร็จด้วยแก้ว แล้วเอาพัดวาลวิชนีพัดถวายพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ ของโลก ผู้คงที่ ภูมเทวดามีประมาณเท่าไร มาประชุมกันทั้งหมดในเวลา นั้น ด้วยความหวังว่า พระศาสดาจักตรัสผลแห่งอาสนะและฉัตรแก้ว พวกเราจักฟังพระศาสดาตรัสทั้งหมดนั้น พึงยังความร่าเริงให้เกิดอย่างยิ่ง ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสยัมภูผู้อัครบุคคลประทับนั่งบน อาสนะทองแล้ว แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใด ได้ถวายอาสนะอันสำเร็จด้วยทองและแก้วนี้ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๓๐ กัลป จักมีรัศมีแผ่ไปโดยรอบตลอดร้อยโยชน์ มาสู่มนุษยโลกแล้ว จัก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีพระนามว่าปภัสสระ จักเป็นผู้มีเดชอันรุ่งเรือง จักได้เป็นกษัตริย์ มีรัตนะ ๘ ประการ โชติช่วงอยู่โดยรอบ ทั้งกลางคืน กลางวัน ดังพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น
 ในกัลปที่แสน พระศาสดามีพระนาม ชื่อว่าโคดมซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักเป็นบุตร พราหมณ์ มีนามชื่อว่ากัจจานะ ภายหลัง เขาบวชแล้วจักตรัสรู้ ไม่มี อาสวะอยู่ พระโคดมผู้ส่องโลกให้โชติช่วงจักทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ ผู้นั้น จักกล่าวปัญหาที่ถูกถามแล้วโดยย่อให้พิสดาร และเมื่อกล่าวปัญหา นั้น จักยังอัธยาศัยให้เต็ม พราหมณ์ผู้เป็นอภิชาตบุตรในสกุลอันมั่งคั่ง เรียนจบมนต์ ละทรัพย์และข้าวเปลือกแล้ว บวชเป็นบรรพชิต เมื่อถูก ถามปัญหาแม้โดยย่อ เราก็กล่าวแก้ได้โดยพิสดาร เราย่อมยังอัธยาศัย ของชนเหล่านั้นให้เต็ม ย่อมยังพระผู้มีพระภาคผู้สูงกว่าสัตว์ให้โปรดปราน พระมหาวีรเจ้าผู้ตรัสรู้เอง เป็นอัครบุคคล ทรงโปรดปรานเรา ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. 
                ทราบว่า ท่านพระมหากัจจายนเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบ มหากัจจายนเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๓. มหากัจจายนเถราปทาน (๓๓)
         ๓๓. อรรถกถามหากัจจานเถราปทาน
         อปทานของท่านพระมหากัจจานเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรนาถสฺส ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล เจริญวัยแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นภิกษุรูปหนึ่งอันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้จำแนกอรรถแห่งคำที่พระองค์ตรัสโดยย่อให้พิสดารได้ แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ตั้งปณิธานแล้ว บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธะ เป็นวิทยาธรไปโดยอากาศ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ไพรสณฑ์ มีจิตเลื่อมใส ได้กระทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปๆ มาๆ ในสุคตินั่นเอง. 
         ในกาลแห่งพระทศพลพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีตระกูลในกรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้กระทำการบูชาด้วยแผ่นอิฐอันสำเร็จด้วยทองมีค่าแสนหนึ่ง ที่ฐานอันเป็นที่กระทำสุวรรณเจดีย์ ตั้งความปรารถนาว่า ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งบุญกรรมนี้ ขอสรีระของเราจงมีวรรณะเพียงดังว่าสีแห่งทอง ในที่ๆ ตนเกิดแล้ว. 
         แต่นั้นกระทำกุศลกรรมตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สิ้นพุทธันดรหนึ่ง. 
         ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนแห่งปุโรหิต ของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี ในวันตั้งชื่อของท่าน มารดาคิดว่า บุตรของเรามีวรรณะเพียงดังสีแห่งทอง ถือเอาชื่อของตนมาจึงตั้งชื่อว่า กาญจนมาณพ นั่นเอง. ท่านเจริญวัยแล้วเรียนไตรเพท โดยล่วงไปแห่งบิดาจึงได้ตำแหน่งปุโรหิต. ด้วยอำนาจโคตร ท่านปรากฏนามว่ากัจจานะ. 
         พระเจ้าจัณฑปัชโชตทราบกาลเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า ทรงส่งสาสน์ไปว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านจงไปในที่นั้น กราบเรียนให้พระศาสดาทรงทราบ. ท่านมีตนเป็นที่แปดเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. 
         พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว. ในที่สุดแห่งเทศนา ท่านกับชน ๗ คนดำรงอยู่ในพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. 
         ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิดดังนี้. ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุเหล่านั้นมีผมและหนวดเพียงสององคุลี ทรงไว้ซึ่งบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาตั้งร้อย. 
         พระเถระประนมมือของตนแล้ว กราบทูลพระศาสดาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าจัณฑปัชโชตปรารภจะถวายบังคมพระบาทของพระองค์และฟังธรรม. 
         พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุ เธอเท่านั้นจงเป็นผู้มีตนเป็นที่แปดไปในที่นั้น แม้เมื่อเธอไปแล้ว พระราชาจักเลื่อมใส. พระเถระมีตนเป็นที่แปดไปในที่นั้น ยังพระราชาให้เลื่อมใส ให้พระศาสนาประดิษฐานในอวันตีชนบททั้งหลายแล้ว กลับมาเฝ้าพระศาสดาอีกตามเดิม. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาได้ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเรา ผู้จำแนกอรรถที่เรากล่าวโดยย่อให้พิสดารนี้ มหากัจจานะเป็นเลิศ, 
         ท่านได้รับตำแหน่งเอตทัคคะแล้ว ระลึกถึงกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรนาถสฺส ดังนี้. 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมํ นาม เจติยํ ความว่า เพราะได้ปกปิดด้วยดอกปทุม และเพราะกระทำด้วยอาการแห่งดอกปทุม วิหารคือพระคันธกุฎีอันเป็นที่ประทับอยู่แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแล ได้เป็นเจดีย์โดยเป็นที่ควรบูชา ที่ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ท่านเรียกว่าเจดีย์ เหมือนที่เขากล่าวว่า โคตมกเจดีย์ อาฬวกเจดีย์ สถานที่อยู่ของยักษ์เหล่านั้น ท่านเรียกว่า เจดีย์ เพราะเป็นสถานที่ควรบูชา. 
         พึงทราบว่า ไม่ใช่เจดีย์อันเป็นที่บรรจุพระธาตุ. ก็ท่านไม่ได้สร้างธาตุเจดีย์ เพราะไม่มีสรีรธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ยังไม่ปรินิพพาน. 
         บทว่า สิลาปฏํ กายิตฺวา ความว่า ได้สร้างแผ่นศิลา อันสำเร็จด้วยแก้วผลึก ในภายใต้แห่งพระคันธกุฎี อันมีชื่อว่าปทุมนั้น เพื่อเป็นที่รองรับดอกไม้. 
         บทว่า สุวณฺเณนาภิเลปยึ ความว่า เราได้ฉาบปกปิดแผ่นศิลานั้นด้วยอาการพิเศษยิ่ง ด้วยทองชมพูนุท. เราได้ยกฉัตรอันแล้วด้วยรัตนะ คือทำด้วยรัตนะ ๗ แล้วกั้นไว้บนยอด แล้วยกพัดวาลวิชนีและพัดบวรจามรีขาว เพื่อพระพุทธเจ้า. 
         บทว่า โลกพนฺธุสฺส ตาทิโน ความว่า เราได้กั้นไว้เพื่อพระพุทธเจ้าผู้พรั่งพร้อมด้วยคุณมีสติเป็นต้น เช่นกับเผ่าพันธุ์แห่งโลกทั้งสิ้น. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถามหากัจจานเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ สาคตเถราปทานที่ ๒ (๓๒)

ว่าด้วยผลแห่งการสรรเสริญพระพุทธเจ้า
 [๓๔] ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์มีนามชื่อว่า โสภิตะ อันบริวารพร้อม
ด้วย ศิษย์แวดล้อมแล้ว ได้ไปยังอาราม สมัยนั้นพระผู้มีพระภาคผู้อุดมบุรุษ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จออกจากประตูพระอารามแล้วประทับยืนอยู่ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ฝึกพระองค์แล้ว แวดล้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ผู้ฝึกตนแล้ว จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้วเชยชมพระองค์ผู้นำ ของโลกว่า ต้นไม้ทุกชนิดนั้น งอกงามบนแผ่นดิน ฉันใด สัตว์ผู้มี ความรู้ก็ฉันนั้น ย่อมงอกงามในศาสนาของพระชินเจ้า พระองค์สัพพัญญู ผู้ทรงนำหมู่แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงถอนคนเป็นอันมากออกจากทาง ผิดแล้ว ตรัสบอกทางที่ถูก พระองค์ฝึกพระองค์แล้วแวดล้อมด้วยผู้ฝึก ตนแล้ว ทรงเพ่งฌาน แวดล้อมด้วยผู้เพ่งฌาน ทรงมีความเพียร แวด ล้อมด้วยผู้ส่งตนไปแล้ว ผู้สงบระงับและผู้คงที่ ประดับด้วยบริษัท ย่อม งามด้วยพระญาณอันเกิดแต่บุญ รัศมีของพระองค์รุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์ อุทัยฉะนั้น
 พระศาสดาพระนามว่า ปทุมุตระ ผู้ทรงแสวงหาคุณใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นเราผู้มีจิตเลื่อมใส ประทับยืนท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า พราหมณ์ใดยังความร่าเริงให้เกิดแล้ว สรรเสริญ เรา พราหมณ์นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัลป อันกุศลมูล ตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากสวรรค์ชั้นดุสิต แล้วจักบวชในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคพระนามว่าโคดม ครั้นบวชในศาสนาแล้วจักได้ความยินดี และความร่าเริง จักเป็นสาวกของพระศาสดามีนามชื่อว่าสาคตะ เราบวช แล้วเว้นกรรมอันลามกด้วยกาย ละวจีทุจริต ยังอาชีพให้บริสุทธิ์ เรา เป็นอยู่อย่างนี้ เป็นผู้ฉลาดในเตโชธาตุ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระสาคตเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.

 จบสาคตเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๒. สาคตเถราปทาน (๓๒)
         ๓๒. อรรถกถาสาคตเถราปทาน
         อปทานของท่านพระสาคตเถระมีคำเริ่มต้นว่า โสภิโต นาม นาเมน ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์แห่งหนึ่ง บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะทั้งปวง โดยนามปรากฏนามว่าโสภิตะ ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ ผู้เรียนรู้มาก เรียนไวยากรณ์แห่งสนิฆัณฑุศาสตร์และเกฏุภศาสตร์ พร้อมด้วยประเภทแห่งอักขระ มีอิติหาสศาสตร์เป็นที่ ๕ ผู้ชำนาญในโลกายตศาสตร์และมหาปุริสลักษณศาสตร์. 
         วันหนึ่ง ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้งดงามด้วยสิริแห่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เสด็จไปอยู่โดยประตูพระอุทยาน มีใจเลื่อมใสยิ่ง ได้กระทำการชมเชยด้วยอุบายเป็นอเนก ด้วยการสรรเสริญคุณเป็นอเนก. 
         ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้น จึงทรงประทานพยากรณ์ว่า ในอนาคต เธอจักเป็นสาวกนามว่าสาคตะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม. 
         จำเดิมแต่นั้น ท่านสั่งสมบุญทั้งหลาย ดำรงอยู่ตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติตลอดแสนกัป เสวยมนุษย์สมบัติในมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่ง. มารดาบิดาของท่านตั้งชื่อว่าสาคตะ เพราะท่านเจริญโสมนัส เกิดดีมาแล้ว. ท่านเลื่อมใสในพระศาสนา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตผลโดยสมควรแก่บุญสมภารด้วยประการฉะนี้แล้ว ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรมของตนแล้ว เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โสภิโต นาม นาเมน ดังนี้. 
         เชื่อมความว่า ในคำนั้น ในกาลนั้นคือในสมัยที่บำเพ็ญบุญสมภาร เราได้เป็นพราหมณ์ โดยชื่อว่าโสภิตะ. 
         บทว่า วิปถา อุทฺธริตฺวาน ความว่า ยกขึ้น นำออกจากทางผิดคือทางชั่ว หรือจากนอกทาง ให้คุ้มครองไว้. 
         บทว่า ปถํ อาจิกฺขเส ตุวํ ความว่า ข้าแต่พระสัพพัญญูผู้เจริญ พระองค์ทรงบอกคือตรัสแสดง เปิดเผย จำแนก ทำให้ตื้น ซึ่งทางคือทางแห่งสัตบุรุษ ได้แก่อุบายเป็นเหตุบรรลุพระนิพพาน. 
         คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาสาคตเถราปทาน

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๔ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ กุณฑธานวรรคที่ ๔ กุณฑธานเถราปทาน ๑ (๓๑)

ว่าด้วยผลแห่งการถวายผลกล้วย
 [๓๓] เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ตรัสรู้เอง
เป็นอัครบุคคล ซึ่งทรงหลีกเร้นอยู่ตลอด ๗ วัน เรารู้เวลาที่พระองค์เสด็จ ออกจากที่หลีกเร้น ได้ถือผลกล้วยใหญ่เข้าไปถวายพระมหามุนีพระนามว่า ปทุมุตระ พระผู้มีพระภาคสัพพัญญผู้นำของโลก เป็นมหามุนี ทรงยัง จิตของเราให้เลื่อมใส ทรงรับไว้แล้วเสวย
 พระสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงนำ หมู่ชั้นยอดเยี่ยมเสวยแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัส พระคาถาเหล่านี้ว่า ยักษ์เหล่าใดประชุมกันอยู่ที่ภูเขานี้ และคณะภูตในป่า ทั้งหมดนั้น จงฟังคำเรา ผู้ใดบำรุงพระพุทธเจ้าผู้เที่ยง ดังไกรสรราชสีห์ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็นท้าว เทวราช ๑๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง
 ในกัลปที่แสน พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นได้ด่าสมณะทั้งหลายผู้มีศีล หา อาสวะมิได้ จักได้ชื่อ (อันเหมาะสม) ด้วยวิบากแห่งกรรมอันลามก เขาจักได้เป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรม นิรมิตแล้ว จักเป็นสาวกมีชื่อว่ากุณฑธานะ เราประกอบเนืองๆ ซึ่ง ความสงัด เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ยังพระศาสดาให้ทรงโปรดปราน ไม่ มีอาสวะอยู่ พระชินเจ้าอันพระสาวกทั้งหลายแวดล้อม ห้อมล้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงให้เรารับการแจกสลาก เราห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ถวายบังคมพระศาสดาผู้นำของโลก
 เมื่อภิกษุ ทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ได้รับสลากที่หนึ่งไว้ข้างหน้าของผู้ประเสริฐ ด้วย กรรมนั้น พระผู้มีพระภาคทรงยังหมื่นโลกธาตุให้หวั่นไหว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในอัครฐาน เรามีความเพียรอันนำซึ่ง ธุระ นำความเกษมจากโยคะมาให้ เราทรงกายเป็นที่สุดไว้ในศาสนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
                ทราบว่า ท่านพระกุณฑธานเถระได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล. 

จบ กุณฑธานเถราปทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๑. กุณฑธานเถราปทาน (๓๑) กุณฑธานวรรคที่ ๔
         ๓๑. อรรถกถากุณฑธานเถราปทาน
         อปทานของท่านพระกุณฑธานเถระมีคำเริ่มต้นว่า สตฺตาหํ ปฏิสลฺลีนํ ดังนี้. 
         พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่านเกิดในเรือนมีตระกูลในพระนครหังสวดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ฟังธรรมอยู่ เห็นภิกษุรูปหนึ่งอันพระศาสดาทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศแห่งภิกษุผู้จับสลากก่อน ปรารถนาตำแหน่งนั้น กระทำบุญสมควรแก่ฐานันดรนั้น ท่องเที่ยวไปแล้ว. 
         ครั้นวันหนึ่ง เขาได้น้อมถวายเครือกล้วยใหญ่สีเหลืองเหมือนจุณแห่งมโนศิลา แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับเครือกล้วยนั้นแล้วเสวย. 
         ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเสวยราชสมบัติทิพย์ในหมู่เทพ ๑๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๔ ครั้ง เขากระทำบุญบ่อยๆ อย่างนี้ แล้วท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นภุมมเทวดา ในกาลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ. 
         ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าผู้ทรงอายุยืนทั้งหลาย. ย่อมไม่มีอุโบสถทุกๆ กึ่งเดือน. 
         จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าวิปัสสี ได้มีอุโบสถในระหว่าง ๖ ปี. ส่วนพระทศพลทรงพระนามว่ากัสสปะ สวดปาติโมกข์ทุกๆ ๖ เดือน. 
         ในการสวดปาติโมกข์นั้น ภิกษุผู้เป็นสหายกัน ๒ รูปผู้อยู่ประจำ เดินไปด้วยคิดว่าจักกระทำอุโบสถ. 
         ภุมมเทวดาตนนี้คิดว่า ภิกษุ ๒ รูปนี้รักกันแน่นหนาเหลือเกิน เมื่อมีผู้ทำลาย จะแตกกันหรือไม่หนอ. มองหาโอกาสเพื่อภิกษุทั้งสองอยู่ เดินไปไม่ห่างภิกษุทั้งสองนั้นนัก. 
         ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่งให้พระเถระอีกรูปหนึ่งถือบาตรและจีวรไว้ เดินไปสู่ที่ๆ มีน้ำสะดวก เพื่อขับถ่ายสรีระ ล้างมือล้างเท้า แล้วออกจากที่ใกล้พุ่มไม้. 
         ภุมมเทวดาแปลงเพศเป็นหญิงรูปงามเดินตามหลังพระเถระนั้นไป ทำประหนึ่งสยายผมแล้วเกล้าใหม่ ทำประหนึ่งว่าปัดฝุ่นออกจากข้างหลัง และทำประหนึ่งว่านุ่งห่มผ้าสาฎกใหม่ เดินตามหลังพระเถระออกจากพุ่มไม้แล้ว. 
         พระเถระผู้เป็นสหายยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เห็นเหตุนั้นแล้วเกิดโทมนัส คิดว่า บัดนี้ความรักที่ติดต่อกันมาเป็นเวลานานกับภิกษุนี้ฉิบหายแล้ว ถ้าเราพึงรู้ว่าเธอเป็นผู้มีกิเลสอย่างนี้ เราจักไม่ทำความคุ้นเคยกับภิกษุนี้ ตลอดกาลนานประมาณเท่านี้. 
         เมื่อพระเถระมาถึงเท่านั้นก็กล่าวว่า นิมนต์รับเอาบาตรจีวรของท่านไปเถิด ผู้อาวุโส เราไม่ปรารถนาจะร่วมทางกับผู้ที่ลามกเช่นท่าน. หทัยของภิกษุผู้ลัชชีนั้นฟังถ้อยคำนั้นแล้ว ได้เป็นประหนึ่งถูกหอกที่คมกริบเสียบแล้ว. 
         ลำดับนั้น ลัชชีภิกษุนั้นจึงพูดกับพระเถระผู้เป็นสหายว่า อาวุโส ท่านพูดอะไรเช่นนั้น เรายังไม่รู้อาบัติแม้เพียงทุกกฏตลอดเวลาที่ประมาณเท่านี้ ก็วันนี้ท่านกล่าวเราเป็นคนลามก ท่านเห็นอะไรหรือ? 
         พระเถระผู้เป็นสหายจึงพูดว่า เรื่องอื่นที่เห็นแล้วจะมีประโยชน์อะไร ท่านออกมาในที่เดียวกันกับมาตุคามผู้ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วอย่างนี้หรือ. 
         พระเถระผู้ลัชชีกล่าวว่า อาวุโส เรื่องนี้ไม่มีแก่เราเลย เราไม่เห็นมาตุคามเห็นปานนี้เลย. 
         แม้เมื่อพรเถระผู้ลัชชีจะกล่าวอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง พระเถระนอกนี้ก็ไม่เชื่อถ้อยคำ ยึดถือเอาเหตุที่ตนเห็นแล้วนั่นแหละว่าเป็นเรื่องจริง. ไม่เดินทางเดียวกับภิกษุนั้น ไปสู่สำนักของพระศาสดาโดยทางอื่น. 
         ต่อแต่นั้นมา ถึงเวลาที่ภิกษุสงฆ์เข้าสู่โรงอุโสบถ ภิกษุนั้นเห็นลัชชีภิกษุนั้นในโรงอุโบสถ รู้ชัดแล้วก็ออกไปเสียด้วยคิดว่า ภิกษุเช่นนี้มีอยู่ในโรงอุโบสถนี้ เราจักไม่กระทำอุโบสถร่วมกับเธอ ดังนี้แล้วได้ยืนอยู่ในภายนอก. 
         ลำดับนั้น ภุมมเทวดาคิดว่า เราทำกรรมหนักหนอ แล้วแปลงเพศเป็นอุบาสกแก่ไปยังสำนักของภิกษุนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เหตุไฉนพระคุณเจ้า จึงยืนอยู่ในที่นี้. 
         ภิกษุนั้นตอบว่า ดูก่อนอุบาสก ภิกษุลามกรูปหนึ่งเข้าไปสู่โรงอุโบสถนี้. เราไม่กระทำอุโบสถร่วมกับเธอ เราคิดดังนี้ จึงออกมายืนอยู่ข้างนอก. 
         ภุมมเทวดาจึงพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าถืออย่างนี้เลย ภิกษุนี้มีศีลบริสุทธิ์ ชื่อว่ามาตุคามที่ท่านเห็นแล้ว คือข้าพเจ้าเอง. เพื่อจะทดลองไมตรีของท่านทั้งสองว่า ไมตรีของพระเถระทั้งสองรูปนี้จะมั่งคงหรือไม่มั่นคงหนอดังนี้ ข้าพเจ้าผู้อยากดูความที่ท่านทั้งสองจะแตกไมตรีกันหรือไม่ กระทำกรรมนั้นแล้ว. 
         ภิกษุนั้นถามว่า ดูก่อนสัตบุรุษ ก็ท่านเป็นอะไร? 
         ภุมมเทวดาตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นภุมมเทวดาตนหนึ่ง. 
         เทวบุตรเมื่อชี้แจงเสร็จก็ไม่ดำรงอยู่ในทิพพานุภาพ หมอบลงแทบเท้าของพระเถระ อ้อนวอนพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอดโทษแก่ข้าพเจ้าเถิด พระเถระไม่รู้โทษนั้น ขอท่านจงทำอุโบสถเถิด ดังนี้แล้วนิมนต์ให้พระเถระเข้าไปสู่โรงอุโบสถ. 
         พระเถระนั้นได้กระทำอุโบสถในที่เดียวกันก่อนและได้อยู่ในที่เดียวกันกับภิกษุนั้น ด้วยอำนาจความสนิทสนมอีก. ทั้งไม่พูดถึงกรรมของพระเถระนี้. ส่วนพระเถระที่ถูกโจทบำเพ็ญวิปัสสนาบ่อยๆ บรรลุพระอรหัตแล้ว. 
         ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ภุมมเทวดาไม่รอดพ้นจากภัยในอบายตลอดถึงพุทธันดรหนึ่ง. ก็ถ้าในเวลาไรมาสู่ความเป็นมนุษย์ โทษที่กระทำไว้ด้วยกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอื่นๆ จะหล่นทับถมเขาทีเดียว. 
         ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาเกิดในสกุลพราหมณ์ ในนครสาวัตถี คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า ธานมาณพ. ธานมาณพเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพทฟังธรรมเทศนาของพระศาสดาในเวลาแก่. มีศรัทธาบวชแล้ว. 
         จำเดิมแต่วันที่ท่านอุปสมบทแล้ว สตรีผู้ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วนางหนึ่งจะปรากฏติดตามท่านอยู่เป็นนิตย์อย่างนี้คือ เมื่อท่านเข้าบ้านก็เข้าบ้านพร้อมกับท่าน เมื่อท่านออกก็ออกด้วย เมื่อท่านเข้าวิหารก็เข้าไปด้วย แม้เมื่อท่านยืนอยู่ก็ยืนอยู่ด้วย. 
         พระเถระไม่เห็นนางเลย. แต่ด้วยกรรมเก่าของท่าน นางจึงปรากฏแก่คนเหล่าอื่น สตรีทั้งหลายเมื่อถวายข้าวยาคู ถวายภิกษาในบ้านจะพากันพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าวยาคูกระบวยหนึ่งนี้สำหรับท่าน อีกกระบวยหนึ่งสำหรับหญิงผู้เป็นสหายของเราทั้งหลายคนนี้ ดังนี้แล้ว ทำการเย้ยหยัน. เป็นความลำบากอย่างยอดยิ่งแก่พระเถระ. 
         สามเณรและภิกษุหนุ่มทั้งหลายก็พากันห้อมล้อมท่านผู้ไปสู่วิหาร พูดเยาะเย้ยว่า พระธานะ มีเหี้ยเกิดแล้ว. 
         ครั้งนั้นท่านจึงเกิดมีนามเพิ่มว่า กุณฑธานเถระ ด้วยเหตุนั้นเอง ท่านเพียรพยายามแล้วก็ไม่สามารถจะอดกลั้นความเยาะเย้ยอันสามเณรและภิกษุหนุ่มเหล่านั้นกระทำอยู่ได้ เกิดบ้าขึ้นมาพูดว่า พวกท่านสิเป็นเหี้ย อุปัชฌาย์ของพวกท่านก็เป็นเหี้ย อาจารย์ก็เป็นเหี้ย. 
         ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูลฟ้องแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระกุณฑธานะกล่าวคำหยาบอย่างนี้ กับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย. 
         พระศาสดาตรัสสั่งให้เรียกพระกุณฑธานเถระมา ตรัสถามว่า ดูก่อนธานะ ได้ยินว่า เธอกล่าวคำหยาบกับสามเณรทั้งหลายหรือ. 
         เมื่อพระกุณฑธานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า เหตุไฉนเธอจึงกล่าวอย่างนี้. พระกุณฑธานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดกลั้นความลำบากเป็นประจำไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้. 
         พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่สามารถจะยังกรรมที่เธอทำไว้ในก่อน ให้สลายไปได้จนถึงวันนี้ เธออย่ากล่าวคำหยาบเห็นปานนี้อีก ดังนี้แล้วตรัสว่า 
               เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใครๆ ผู้ที่เธอกล่าวแล้วพึง 
         กล่าวตอบเธอ เพราะว่า ถ้อยคำแข่งดีให้เกิดทุกข์ อาชญา 
         ตอบพึงถูกต้องเธอ ถ้าเธอไม่ยังตนให้หวั่นไหวดุจกังสดาล 
         ถูกขจัดแล้ว เธอจักเป็นผู้ถึงพระนิพพาน ความแข่งดีย่อมไม่ 
         มีแก่เธอ ดังนี้. 
         และชาวเมืองทั้งหลายก็กราบทูลคามที่พระเถระนั้นท่องเที่ยวไปกับมาตุคาม แม้แก่พระเจ้าโกศล. 
         พระราชาส่งราชบุรุษไปด้วยตรัสว่า ดูก่อนพนาย พวกท่านจงไป จงใคร่ครวญดู ดังนี้แล้ว แม้พระองค์เองก็เสด็จไปสู่ที่อยู่ของพระเถระด้วยบริวารจำนวนน้อย แล้วเสด็จประทับยืนดูอยู่ แม้หญิงนั้นก็ปรากฏเป็นเหมือนยืนอยู่ในที่ไม่ไกล. 
         พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงพระดำริว่า เหตุนี้มีอยู่จึงเสด็จไปยังที่หญิงนั้นยืนอยู่ เมื่อพระราชาเสด็จมา หญิงนั้นก็ทำเป็นเหมือนเข้าไปสู่บรรณศาลาอันเป็นที่อยู่พระเถระ. 
         แม้พระราชาก็เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลานั้นแหละพร้อมกับหญิงนั้น ทรงตรวจดูทั่วๆ ไปก็ไม่เห็น จึงเข้าพระทัยว่า นี้ไม่ใช่มาตุคาม คงเป็นกรรมวิบากอย่างหนึ่งของพระเถระ แต่ก่อนแม้ถึงจะเสด็จเข้าไปใกล้พระเถระ ก็ไม่ไหว้พระเถระ ครั้นทรงทราบว่าเหตุนั้นไม่เป็นจริง จึงเสด็จมาไหว้พระเถระแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้าไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตบ้างหรือ? 
         พระเถระทูลว่า พอสมควรอยู่ มหาบพิตร. 
         พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมเข้าใจคำพูดของพระคุณเจ้า เมื่อพระคุณเจ้าเที่ยวไปกับสิ่งที่ทำให้เศร้าหมองเช่นนี้ ใครเล่าจะเลื่อมใส จำเดิมแต่นี้ไป พระคุณเจ้าไม่ต้องมีกิจที่จะต้องไปในที่ไหนๆ โยมจะบำรุงพระคุณเจ้าด้วยปัจจัย ๔ ขอพระคุณเจ้าจงอย่าประมาทในโยนิโสมนสิการ ดังนี้แล้ว เริ่มถวายภิกษาเป็นประจำ. 
         พระเถระได้พระราชาเป็นผู้อุปถัมภ์ เป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เพราะมีโภชนะเป็นที่สบาย เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต จำเดิมแต่นั้น หญิงนั้นก็หายไป. 
         ครั้งนั้น มหาสุภัททาอุบาสิกาอยู่ในเรือนแห่งตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในอุคคนคร อธิฏฐานอุโบสถด้วยคิดว่า ขอพระศาสดาจงอนุเคราะห์เราให้เป็นหญิงปราศจากกลิ่นดิบ ยืนอยู่บนพื้นปราสาทชั้นบน กระทำสัจจกิริยาว่า ขอดอกไม้เหล่านี้ตั้งอยู่ในภายใน จงตั้งเป็นเพดาน ณ เบื้องบนพระทศพล, ด้วยสัญญานี้ ขอพระทศพลจงรับภิกษาของเราพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ในวันพรุ่งนี้ แล้วเหวี่ยงดอกมะลิไป ๘ กำมือ. 
         ดอกไม้ทั้งหลายลอยไปแล้ว ตั้งเป็นเพดาน ณ เบื้องบนของพระศาสดา ในเวลาที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนา. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเพดานดอกมะลินั้นแล้ว ทรงรับภิกษาของนางสุภัททาด้วยใจอย่างเดียว. 
         ในวันรุ่งขึ้น เมื่ออรุณตั้งขึ้นแล้ว จึงตรัสกะพระอานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ วันนี้พวกเราจักไปภิกขาจารในที่ไกล. เธออย่าให้สลากแก่ภิกษุที่เป็นปุถุชน จงให้สลากแก่ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้น. 
         พระเถระแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสทั้งหลาย วันนี้พระศาสดาจักเสด็จภิกขาจารในที่ไกล ภิกษุที่เป็นปุถุชนอย่ารับสลาก ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้นจงรับสลากดังนี้. พระกุณฑธานเถระเหยียดมือออกไปก่อนทีเดียว โดยพูดว่า อาวุโส ท่านจงนำสลากมา. 
         พระอานนท์กล่าวว่า พระศาสดาไม่ตรัสสั่งให้ให้สลากแก่ภิกษุเช่นท่าน ตรัสสั่งให้แก่ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้น ดังนี้แล้วเกิดปริวิตก ไปกราบทูลพระศาสดาแล้ว. 
         พระศาสดาตรัสว่า จงให้สลากแก่ผู้ที่ขอ. 
         พระเถระคิดว่า ถ้าการให้สลากไม่ควรให้แก่พระกุณฑธานะ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระศาสดาพึงห้ามไว้ ในเรื่องนี้ชะรอยจักมีเหตุ จึงย้อนกลับไปด้วยคิดว่า เราจักให้สลากแก่พระกุณฑธานะ. 
         ก่อนแต่พระอานนท์จะมาถึงนั้นแหละ พระกุณฑธานเถระเข้าจตุตถฌานมีอภิญญาเป็นบาท ยืนอยู่ในอากาศด้วยฤทธิ์ กล่าวว่า อาวุโส อานนท์ พระศาสดาทรงรู้จักเรา พระศาสดาไม่ทรงห้ามภิกษุเช่นเรา ผู้จับสลากก่อนหรอก ดังนี้แล้วยื่นมือไปจับสลาก, 
         พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัติเหตุ แต่งตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้จับสลากก่อน. 
         เพราะเหตุที่พระเถระนี้มีพระราชาเป็นผู้อุปถัมภ์ เพราะได้อาหารอันเป็นที่สบาย จึงมีจิตเป็นสมาธิกระทำกรรมในวิปัสสนา ได้อภิญญา ๖ เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย. 
         ภิกษุผู้เป็นปุถุชนเหล่าใด เมื่อไม่รู้คุณของพระเถระนี้ แม้ผู้เป็นอย่างนี้ว่า ในเวลานั้น ท่านจับสลากนี้ก่อนหรือหนอ. เพื่อจะกำจัดความสงสัยของภิกษุเหล่านั้น พระเถระจึงเหาะขึ้นสู่อากาศแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ พยากรณ์พระอรหัตผล โดยอ้างพระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า เธอจงตัดเครื่องผูก ๕ ประการ ดังนี้. 
         ท่านบรรลุพระอรหัตโดยสมควรแก่บุญสมภารที่บำเพ็ญมาแล้วอย่างนี้ ได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรม เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สตฺตาหํ ปฏิสลฺลีนํ ดังนี้. 
         คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถากุณฑธานเถราปทาน