Translate

30 ธันวาคม 2568

อัธยายที่ 18 ไนรญชนาปริวรฺโต ' ษฺฏทศะ ชื่อไนรัญชนาปริวรรต(ว่าด้วยเสด็จสู่แม่น้ำไนรัญชนา) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

แม่น้ำไนรัญชนา
  
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารผู้ชั่วร้าย ได้ติดตามเบื้องหลังพระโพธิสัตว์ ผู้ประพฤติทุษกรจรรยาตลอด 6 ปี คอยดูโอกาสแสวงหาโอกาส แต่ไม่ได้โอกาสใดๆในเวลาไหนเลย เมื่อมันไม่ได้โอกาส ก็หมดหวัง มีความเดือดร้อน หลีกไป
      ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      1 ป่าอันน่ารื่นรมย์ มีต้นไม้ พุ่มไม้ และไม้เลื้อย ด้านตะวันออกในอุรุวิลวามีแม่น้ำไนรัญชนา ฯ
      2 ในที่นั้น พระโพธิสัตว์ทรงประกอบด้วยความเพียร เพื่อละเกลศ มีความกล้า มั่นคงอยู่เป็นนิตย์ เสด็จก้าวเข้าไป เพื่อบรรลุความไม่มีอันตรายเพราะปฏิบัติโยคะ (โยคเกษม(*) ) ด้วยความเพียร ฯ
      3 มารได้เข้าไปพูดด้วยวาจาอ่ออนหวานว่า ข้าแต่ศากยบุตร ลุกขึ้นเถิด ประโยชน์อะไรด้วยการทรมานกายของพระองค์ ฯ
      4 ชีวิตของคนเป็นๆประเสริฐ พระองค์ยังเป็นอยู่ ย่อมประพฤติธรรมได้ จริงอยู่ คนเป็นๆย่อมทำสิ่งที่ทำแล้วให้เศร้าโศกได้ ฯ
      5 พระองค์ซูบผอม ไม่มีสีสรรค์ อนาถา ในที่สุดพระองค์ก็ตาย ความตายมีตั้งพันส่วน พระองค์รอดชีวิตมีอยู่ส่วนเดียวฯ
      6 เมื่อคนให้ทาน บูชาไฟอยู่เป็นนิตย์ บุณยจะมีมาก พระองค์จะทำอะไรในเมื่อตายแล้ว ฯ
      7 พระองค์จงข่มจิตอันยากที่จะทำได้เพื่อละทางทุกข์ยากเสีย มารได้กล่าววาจากับพระโพธิสัตว์ในครั้งนั้นอย่างนี้ ฯ
      * ตามความหมายในรูปภาษาบาลีโยคเกษม หมายไปอีกอย่างคือหมายว่า เกษมจากโยคะ คือปราศจากภัยจากโยคะทั้ง 4 โยคะทั้ง 4 ได้แก่ กาม ภพ ทิฏฐิ อวิชชา
      8 ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ตรัสตอบมารผู้มีวาทะเช่นนั้นว่า ดูกรมารผู้ช่วยร้าย ท่านผูกพันความประมาทไว้  ท่านมาด้วยประโยชน์ของตน ฯ
      9 ดูกรมาร เราไม่มีความต้องการด้วยบุณยแม้สักน้อย ท่านควรพูดอย่างนี้กับคนที่เขาต้องการบุณย
      10 เราไม่คำนึงถึงความตาย เพราะว่า ชีวิตความตายเป็นที่สุดเราจะไม่ทำตามท่าน จะตั้งหน้าประพฤติพรหมจรรย์ ฯ
      11 จริงอยู่ ลมนี้พึงพัดกระแสน้ำให้แห้งได้ เลือดในกายพึงแห้งไปก็จะเป็นไรมี เราได้อุทิศตัวแล้ว ฯ
      12 แต่เมื่อเลือดแห้งไปแล้ว ต่อจากนั้น เนื้อก็แห้งลง เมื่อเนื้อหมดไปแล้ว จิตย่อมผ่องใสมาก ความพอใจปฏิบัติธรรม ความเพียร และสมาธิ ย่อมตั้งลงมั่นมาก ฯ
      13 เมื่อเราบรรลุเจตนาอันสูงสุดอยู่ จิตย่อมไม่มองดูร่างกาย แต่กลับมองดูความบริศุทธของสัตว์ ฯ
      14 เรามีความพอใจปฏิบัติธรรมและความเพียร แม้ปรัชญาของเราก็มี เราไม่มองดูร่างกายนั้น ความพยายามเป็นต้น ย่อมทำให้เราเคลื่อนไหวในโลก ฯ
      15 ความตาย เป็นผู้นำเอาชีวิตไป ดีแล้ว ทุด เรื่องของชาวบ้าน เราจะไม่อาศัยเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต  ความตายในสงครามดีกว่าที่จะแพ้เขาแล้วมีชีวิตอยู่ ฯ
      16 ผู้ไม่กล้าหาญ ย่อมไม่ชนะกองทัพ และถึงชนก็ย่อมไม่ภูมิใจต่อความชนะนั้น ส่วนผู้กล้าหาญ ย่อมชนะกองทัพได้ ดูกรมารเราจะชนะท่านโดยเร็ว ฯ
      17 กองทัพของท่าน คือ กาม(ความอยาก) เป็นข้อที่ 1 ความริษยาเป็นข้อที่ 2 ความหิวกระหายเป็นข้อที่ 3 เสนาของท่านคือตฤษณา(ความทะยานอยาก)เป็นข้อที่ 4 ฯ
      18 สัตยานมิทธะ (ความง่วงเหงาหาวนอน) เป็นข้อที่5 เสนาของท่าน คือความกลัว กล่าวว่า เป็นข้อที่ 6 วิจิกิตสา (ความลังเลไม่แน่ใจ) เป็นข้อที่ 7 เสนาของท่านคือความโกรธและหลุ่คุณท่าน (หรือหน้าไหว้หลังหลอก) เป็นข้อที่ 8 ฯ
      19 เครื่องปรุงแต่งคือความโลภและความสรรเสริญ ยศที่ได้โดยทางที่ผิด การยกตนข่มขี่ผู้อื่นๆ
      20 เหล่านี้ เป็นกองทัพของมาร พัวพันกับอกุศล ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ศรมณะ พราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้น หยั่งลงในธรรมเหล่านี้ปรากฏอยู่ ฯ
      21 กองทัพของท่า ลบหลู่โลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก เราจะทำลายกองทัพของท่านนั้นด้วยปรัชญาเหมือนทำลายภาชนะดินดิบด้วยน้ำฯ
      22 เรามีสมฤติตั้งมั่น อบรมให้มีปรัชญาเจริญขึ้น ประพฤติด้วยความรู้สึกตัว ดูกรมารผู้มีความคิดชั่ว ท่านจะทำอะไรได้ ฯ
      เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ มารผู้ชั่วร้าย มีความทุกข์ เสียใจ ไม่มีความยินดี มีแต่ความเดือดร้อน หายวับไปในที่นั้น
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า ใครผู้ใดเป็นศรมณะก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม ในอดีต อนาคต ปรัตยุบัน เสวยเวทนาอันเข้าถึงตนของตนซึ่งไม่ยั่งยืน เป็นเวทนาทำให้ร่างกายเร่าร้อน เป็นทุกข์ ร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่พอใจ ศรมณะ พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อได้ว่าเสวยทุกข์อย่างยิ่งถึงขนาด
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า เรากระทำให้แจ้งไม่ได้ซึ่งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษเพราะอุตตริมนุษยธรรมใดๆด้วยจรรยา (ความประพฤติ)นี้ ด้วยประติปทา(ข้อปฏิบัติ) นี้ นี้ไม่ใช่ทางตรัสรู้ นี้ไม่ใช่ทางหมดสิ้นแดนเกิดแห่งชาติ ชรา มรณะ ในอนาคต น่าจะมีทางแห่งการตรัสรู้นอกจากนี้ เพื่อหมดสิ้นแดนเกิดแห่ง ชาติ ชรา มรณะ ในอนาคต
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า (เมื่อครั้ง) ตถาคตนั่งอยู่ใต้เงาต้นหว้าในอุทยานของพระบิดา ได้เข้าปรถมธยานอันเป็นวิเวก(สวัด) จากกามทั้งหลาย เป็นวิเวกจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วยวิตรรกะ ประกอบด้วยวิจาระ มีปรีติและสุขอันเกิดจากวิเวก เป็ที่ปรีติยินดีอย่างยิ่ง จนกระทั่งได้เข้าถึงจตุรถธยาน เป็นที่ปรีติยินดีอย่างยิ่ง ทางนั้นน่าจะเป็นทางตรัสรู้ เพื่อไม่เกิด เพื่อหมดสิ้นแดนเกิดแห่งชาติ ชรา มรณะ เมื่อคิดตามข้อนั้นแล้ว  ตถาคตก็เกิดความรู้ขึ้นว่า นั้นเป็นทางแห่งความตรัสรู้
      ตถาคตคิดว่า ทางนั้นผู้ได้รับมีกำลังน้อยก็ไม่สามารถเพื่อตรัสรู้ได้ ถ้าเรามีกำลังน้อยมู่งหวังด้วยกำลังแห่งอภิชญานเข้าไปสู่มณฑลแห่งความตรัสรู้ เราจะไม่ได้อนุเคราะห์ประชุมสุดท้ายภายหลัง เพราะนั้นไม่ใช่ทางแห่งความตรัสรู้ อย่ากระนั้นเลยเราควรกินอาหารอันเป็นของคนหิว ทำให้ร่างกายเกิดกำลังแข็งแรง  เราจะได้เข้าไปสู่มณฑลแห่งความตรัสรู้ในภายหลัง
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในที่นั้น เทวบุตรที่หมดหวังทั้งหลายรู้ปริวิตกแห่งใจตถาคตได้เข้ามาหาตถาคตพูดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตปุรุษ พระองค์อย่าเสวยอาหารอันเป็นของคนหิวเลย ข้าพเจ้าทั้งหลายจะหยอดโอชะลงไปในขุมขนของพระองค์
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่า เราได้ประติชญานตนไว้แล้วว่าจะไม่กินอะไร และคนที่อยู่ในบ้านเรือนเป็นที่โคจรรอบๆ เขาก็รู้ว่าพระศรมณะโคตมดูเหมือนไม่กินอะไร เทวบุตรที่หมดหวังเป็นอย่างยิ่ง จะหยอดโอชะลงในขุมขนของเรา เราก็จะพึงเป็นคนมีมุสาวาทอย่างบรม ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงปฏิเสธเทวบุตรทั้งหลายเพื่อหลีกเลี่ยงมุสาวาท น้อมจิตลงเพื่อบริโภคอาหารอันเป็นของคนหิน
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์แหวกว่าย (ประพฤติ) อยู่ในพรต และตบะตลอด 6 ปี เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะนั้นแล้วจึงเปล่งพระวาจาออกมาว่า เราจะกินอาหารอันเป็นของคนหิว นั่นคือน้ำเยื่อถั่วเขียวต้ม (ซุปถั่วเขียว) น้ำเยื่อถั่วเหลืองต้ม (ซุปถั่วเหลือง) ผสมน้ำอ้อย เมล็ดข้าวสุกบด(ข้าวยวาคุ)
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ภัทรวรรคียทั้งห้า คิดว่า พระศรมณะโคตมไม่สามารถทำให้แจ้งซึ่งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรมใดๆด้วยจรรยาและประติปทานั้นๆได้ บัดนี้ พระองค์เสวยอาหารอันเป็นของคนหิว กลายเป็นผู้ประกอบด้วยสุขัลลิกานุโยค(ประกอบตนให้ชุ่มอยู่ในความสุข) ไปเสียแล้วหรือ และเข้าใจว่าพระศรมณะโคตมนนั้นไม่ฉลาด ยังเขลาอยู่ จึงพากันหลีกออกจากสำนักของพระโพธิสัตว์ ภัทรวรรคียทั้ง 5 นั้น ไปยังนครพาราณสี อยู่ในป่าฤษิปตนะมฤคทาวะ(ป่าฤษิปตนะเป็นทีอยู่ของกวาง)
      นางกุมารีทั้งหลาย 10 คนซึ่งเป็นธิดาชาวบ้าน ได้เข้าไปหาพระโพธิสัตว์ผู้ทรงกระทำทุษกรจรรยาในที่นั้นตั้งแต่แรกทีเดียว เพื่อเห็น เพือนมัสการ และเพื่อรับใช้แต่ภัทรวรรคียทั้งห้า ได้คอยรับใช้อยู่แล้ว และคอยอำนวยการถวายอาหารมีประมาณเท่าผลพุทราผลเดียว เท่าเมล็ดงา เทาเมล็ดข้าวสาร ธิดาชาวบ้านเหล่านั้นคือ กุมารี ชื่อพลา พลคุปตา สุปริยา วิชยเสนา อติมุกตกมลา สุนทรี กุมภการี อุลุวิลลิการ ชฏิลิกา และสุชาดา นางกุมารีเหล่านี้ ทำน้ำเยื่อต่างๆเหล่านั้นทั้งหมดน้อมเข้าไป ถวายพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์เสวยน้ำเยื่อเหล่านั้นแล้ว เสด็จไปในหมู่บ้านที่โคจรโดยลำดับเพื่อบิณฑบาต พระองค์ได้มีผิวพรรณ รูปร่าง และกำลังดีขึ้นแล้ว  เพราะฉะนั้น พระโพธิสัตว์จึงปรากฏอย่างดียิ่งว่า พระศรมณะงามเป็นพระมหารศรมณะแล้ว
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาหญิงสาวเหล่านั้น สาวสุชาดาเป็นธิดาของหัวหน้าหมู่บ้าน เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงประพฤติทุษกรจรรยาเพราะเหตุจะระงับร่างกายเพื่อแหวกว่าย (ประพฤติ) ในพรตและตบะของพระโพธิสัตว์ ยางได้ถวายอาหารแก่พราหมณ์ 108 ให้บริโภคทุกวัน และนางตั้งใจอย่างนี้ว่า พระโพธิสัตว์บริโภคอาหารของเราแล้วจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตประพฤติทุษกรจรรยาอยู่ 6 ปีนั้น ผ้าย้อมน้ำฝาดได้เก่าคร่ำคร่าไป ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตคิดว่าถ้าเราได้ผ้าเกาบิน(*) เครื่องปกปิดสักผืนก็จะดี
      * ผ้าเกาบิน คือ ผ้าชิ้นเล็กสำหรับปิดบังของลับ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในครั้งนั้นนางราธาเป็นทาสี ผหญิงรับใช้) ของสาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านได้ตายลง เขาเอาผ้าศาณะ(ผ้าป่าน) ห่อนำไปยังศมศาน(ป่าช้า)แล้วทิ้งไว้ ตถาคตได้เห็นผ้านั้นแล้ว เป็นผ้าปำศุกูล (*) ครั้นแล้ว ตถาคต ก้าวเท้าซ้ายไปยังผ้าปำศุกูลนั้น เหยียดมือขวาก้มลงหยิบผ้า
      *ปำศุกูล คือ ผ้าคลุกฝุ่น หมายถึงผ้าสกปรกที่เขาทิ้งแล้ว
      ครั้งนั้น เทวดาที่อยู่ในภาคพื้นแผ่นดิน (ภุมเทพ) ก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นอากาศว่า ดูกรผู้ควรเคารพทั้งหลาย เหตุการณ์นี้น่าอัศจรรย์ แปลกประหลาดพระโพธิสัตว์ผู้เกิดในตระกูลมหาราช สละสมบัติจักรพรรดิ์ นัอมจิตลงในผ้าปำศุกูลเทวดาที่อยู่ในชั้นอากาศได้ยินเสียงของเทวดาที่อยู่ในภาคพื้นแผ่นดินแล้ว ก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ชั้นจาตุมหาราช เทวดาที่อยู่ในชั้นจาตุมหาราชก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ เทวดาที่อยู่ในชั้นดาวดึงส์ก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นยามา
      เทวดาที่อยู่ในชั้นยามาก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นดุษิต เทวดาที่อยู่ในชั้นดุษิตก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นนิรมาณรดี เทวดาที่อยู่ในชั้นนิรมาณรดีก็ป่าวประกาศแก่เทวดาที่อยู่ในชั้นปรนิรมิตวศวรรดี เทวดาที่อยู่ในชั้นปรนิรมิตวศวรรดีก็ป่าวประกาศจนถึงชั้นรุปพรหม ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในขณะนั้น โอกาสนั้น ครู่นั้น เสียงโฆษณาจนกระทั่งถึงชั้นอกนิษฐ ได้เป็นเสียงกึกก้องเป็นอันเดียวกันว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารทั้งหลาย เหตุการณ์นี้แปลกประหลาด พระโพธิสัตว์ผู้เกิดในตระกูลมหาราช สละราชสมบัติจักรพรรดิ์ น้อมจิตลงในผ้าปำศุกูล
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์คิดขึ้นอีกว่า ผ้าปำศุกูลเราก็ได้แล้ว ถ้าได้น้ำก็จะดี ทันใดนั้นเทวดาในที่นั้นได้เอามือตบแผ่นดิน ในที่นั้นเกิดเป็นสระใหญ่ขึ้นมา สระใหญ่นั้นยังเรียกว่า ปาณิหตา(ตบด้วยมือ)แม้ทุกวันนี้
      พระโพธิสัตว์คิดอีกว่า น้ำเราก็ได้แล้ว ถ้าได้หินสักแผ่นหนึ่งเราจะซักผ้าปำศุกูลนี้ก็จะดี ทันใดนั้นองค์ศักรได้เอาแผ่นหินมาวางไว้ ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์จึงซักผ้าปำศุกูล
      ครั้งนั้น องค์ศักรเทวราชทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตปุรุษขอพระองค์จงประทานผ้าปำศุกูลนี้แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจะซักถวาย ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ไม่ได้มอบผ้าปำศุกูลนั้นแก่องค์ศักร ทรงซักด้วยพระองค์เพื่อแสดงให้เห็นว่า บรรพชิตทำกิจด้วยตนเอง พระองค์คิดว่าจะต้องเหน็จเหนื่อย ลำบากกายเสด็จลงไปในสระใหญ่แล้วจะขึ้นมา มารผู้ชั่วร้ายมีความริษยา อธรรมครอบงำแล้วนิรมิตขอบสระให้สูงขึ้นที่ริมขอบสระนั้นมีต้นกกุภะใหญ่(ต้นรกฟ้า) พระโพธิสัตว์ทรงคล้อยตามเทวดาในที่นั้นและคล้อยตามโลก จึงตรัสกับเทวดาว่า ดูกรเทพยดา ท่านจงนำกิ่งไม้มาเทวดาได้โน้มกิ่งไม้เข้าไปถวายแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงเหนี่ยวกิ่งไม้นั้นเสด็จขั้นมา ครั้นเสด็จขึ้นมาได้แล้ว ทรงพาดผ้าปำศุกูลนั้นไว้ภายใต้ต้นกกุภะนั้น แล้วทรงเย็บจนเสร็จ ผ้าปำศุกูลนั้น เรียกกันว่า สินะ(เย็บ) แม้ทุกวันนี้
      ครั้งนั้น เทวบุตรตนหนึ่งอยู่ชั้นศุทธาวาส ชื่อ วิมลประภะ ได้น้อมถวายจึวรทิพย์มีสีแดงเป็นสีน้ำฝาดตามที่กำหนดไว้ เป็นศรมณะสารูป(ควรแก่สมณะ) แด่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ทรงรับจีวรเหล่านั้นแล้ว รุ่งเข้าทรงห่มจีวรคลุมด้วยผ้าสังฆาฏิ ทรงบ่ายพระพักตร์ตรงไปยังหมู่บ้านเป็นที่โคจร เทวดาทั้งหลายในที่นั้นได้มาบอกสาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านนันทิกะในตำบลอุรุวิลวาเสนาปติ ในเวลาเที่ยงคืนว่า เจ้าจะได้ชื่อว่าบูชามหายัชญเพื่อผู้ที่แหวกว่าย(ประพฤติ)ในพรตแล้ว เขาจะกินอาหารอันเป็นของคนหิวทำให้รูปงาม และเจ้าก็ทำความตั้งใจไว้แล้วว่าพระโพธิสัตว์บริโภคอาหารของเราแล้วจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ กิจการอันใดที่เจ้าควรทำ ก็จงกระทำเถิด
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้าน ได้ยินคำของเทวดาเหล่านั้นแล้ว จึงรีบถือเอาฟองโอชะที่ได้จากการกลั่นกรองจับเอาแต่เนื้อๆแห่งนมโค 1000ตัว แบ่งแยกน้ำนมสู่กันกินถึง 7 ทอด(*1) แล้วหุงด้วยข้าวสารใหม่ ในกะทะใหม่ เตาใหม่ ทำให้สำเร็จเป็นอาหาร และขณะที่กำลังทำนั้น ปูรวนิรมิตเหล่านี้ปรากฏขึ้น คือในน้ำนมนั้นแล ปรากฏเป็นรูปมงคล เช่น ศรีวัตส สวัสติก(*2) รูปก้นหอยเวียนขวา รูปดอกบัวบานเป็นต้น
      ครั้นแล้ว นางจึงคิดว่าปูรวนิรมิตเหล่านี้ ปรากฏขึ้นพระโพธิสัตว์บริโภคอาหารนี้แล้วจะบรรลุอนุตตรสัมยักสัมโพธิโดยไม่ต้องสงสัย และมีโหรผู้รู้วิธีสามุทรชญาน(รู้กว้างขวางเหมือนทะเล) ได้มาถึงสถานที่นั้น แม้โหรนั้นก็พยากรณ์การบรรลุอมฤตะเช่นกันนั่นเทียว ครั้นแล้วสาวสุชาดาหุงข้าวปายสะนั้นด้วยกะทะจนสุกแล้วโรยดอกไม้พรมน้ำหอมจัดอาสนะไว้เรียบร้อยแล้วเรียกสาวรับใช้ชื่ออุตรามาว่า 
      ดูกรอุตรา จงไปพาเอาพราหมณ์มา ฉันจะคอยดูข้าวมธุปายสะนี้ไว้ นางรับคำว่า เจ้าค่ะ คุณ จึงไปทางทิศตะวันออก นางเห็นพระโพธิสัตว์ในที่นั้น นางไปทางทิศใต้ก็เห็นพระโพธิสัตว์นั่นแหละ  นางไปทางทิศตะวันตกและทิศเหนือก็เช่นเดียวกัน ได้เห็นพระโพธิสัตว์นั่นแหละในที่นั้นๆ ก็ในสมัยนั้นแล เทวบุตรชั้นศุทธาวาส ได้สะกดพวกเดียรถีย์ฝ่ายอื่นไว้ทั้งหมด จึงไม่มีใครปรากฏ
      ครั้นแล้ว นางจึงมาบอกกับนายว่า คุณด๊ะไม่มีผู้อื่น จะเป็นศรมณะหรือพราหมณ์ปรากฏเลย เว้นแต่ ดิฉันไปในทิศไหนๆก็พบแต่ศรมณะรูปงามในที่นั้นๆ สาวสุชาดา พูดว่า ไปเถิดอุตรา ท่านผู้นั้นแหละคือพราหมณ์ ท่านผู้นั้นแหละคือสรมณะ สิ่งที่ได้ตระเตรียมไว้นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ท่านผู้นั้นนั่นแหละไปพาท่านมาเถิด สาวรับใช้อุตรารับคำว่า เจ้าค่ะ คุณ แล้วไปหมอบแทบพระบาทของพระโพธิสัตว์ พูดว่า คุณสุชาดาใช้ให้มาเชิญ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังเรือนของสาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้าน ประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้แล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านน้อมภาชนะทองเต็มด้วยข้าวมธุปายสะถวายแด่พระโพธิสัตว์
      *1 ในปฐมสมโพธิ์ว่า เอาวัวมา 500 ตัว ให้กินชะเอมแล้วแบ่งกึ่ง รีดนมกึ่งหนึ่งให้อีกกึ่งหนึ่งดื่ม แล้วแบ่งลงอีกกึ่งหนี่ง รีดนมกึ่งหนึ่งให้อีกกึ่งหนึ่งดืม โดยวิธีนี้จนเหลือครั้งสุดท้าย ครั้งที่ 7 แล้วรีดนมจากครั้งที่ 7 สุดท้ายนี้ ผสมข้าวสารกวนมธุปายาส
      *2 ศรีวัตส สวัสติก คือ รูปคฤหะพิเศษ ขมวดเป็นก้นหอยเวียนขวา
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์คิดว่า อาหารนี้ สาวสุชาดาได้น้อมเข้ามาถวาย เราบริโภคอาหารนี้แล้วจักบรรลุอนุตตรสัมยักสัมโพธิในวันนี้โดยไม่ต้องสงสัย
      ครั้นแล้ว  พระโพธิสัตว์ทรงรับอาหารของสาวสุชาดานั้น แล้วตรัสกับสาวสุชาดาธิดาหมู่บ้านว่า ดูกรนางผู้มีโชค ภาชนะทองนี้จะทำอย่างไร? นางทูลว่าจงเป็นของท่าน พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ภาชนะเช่นนี้ไม่มีประโยชน์แก่อาตมา นางทูลว่าสุดแต่ท่านจะทำเถิด ข้าพเจ้าถวายอาหารแก่ใครๆไม่ยกเว้นภาชนะเลย
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือเอาบิณฑบาตนั้นเสด็จออกจากอุรุวิลวาไปยังนาคนที(แม่น้ำนาค) แล้วเข้าไปสู่แม่น้ำไนรัญชนาในเวลาเช้า วางบิณฑบาตนั้นกับผ้าจีวรทั้งหลายไว้ในที่แห่งหนึ่ง เสด็จลงสู่แม่น้ำไนรัญชนาเพื่อทำให้ร่างกายชุ่มเย็น
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระโพธิสัตว์สรงน้ำ เทวบุตรตั้งหลายแสน กวนแม่น้ำด้วยผงจันทน์อย่างดีกับแป้งเครื่องลูบไล้อันเป็นทิพย์ และซัดดอกไม้สีต่างๆ อันเป็นทิพย์ลงในน้ำซึ่งเป็นไปในการกระทำบูชาพระโพธิสัตว์
      ในครั้งนั้น แม่น้ำไนรัญชนาดาษดาไปด้วยของหอมและดอกไม้อันเป็นทิพย์ลอยไป เทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิได้ตักเอาน้ำหอมซึ่งพระโพธิสัตว์สรงสนานนำไปยังพิภพของตนๆ เพื่อเป็นเจดีย์และเพื่อบูชา สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้านถือว่าพระเกศาและศมัศรุของพระโพธิสัตว์ที่ตกอยู่เป็นสิ่งมงคล ได้รวบรวมเก็บไว้ เพื่อเป็นเจดีย์และเพื่อบูชา
      และพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นจากแม่น้ำแล้วทอดพระเนตรเห็นเกาะทราย ทรงใคร่เพื่อเสด็จไปประทับ ครั้งนั้นนาคกันยา(ลูกสาวนาค)ในแม่น้ำไนรัญชนาโผล่จากพื้นดินน้อมภัทราอาสนะ(อาสนะอันเจริญ) ประดับแก้วมณีถวายแด่พระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนอาสนะนั้นแล้วทรงเสวยข้าวมธุปายสะนั้นจนอิ่ม เพื่อทรงอนุเคราะห์สาวสุชาดาธิดาหัวหน้าหมู่บ้าน ครั้นเสวยเสร็จแล้ว ไม่ทรงใยดีต่อภาชนะทองนั้น ทรงโยนลงในน้ำ พอโยนภาชนะทองนั้นลง พระยานาคชื่อสาครเกิดความสนใจนับถือมากรับได้แล้วบ่ายหน้าสู่พิภพของตน ประดิษฐานไว้โดยคิดว่าเป็นของควรบูชา
      ครั้นนั้นองค์ปุรันทระ(องค์อินทร์) ผู้พันเนตร นิรมิตเป็นครุฑปากเพชร ปรารภเพื่อจะนำภาชนะทองนั้นจากสำนักของพระยานาค เมื่อไม่สามารถ จึงกลับเป็นรูปของตน (ตามเดิม) ขอภาชนะนั้นแล้วนำไปยังพิภพดาวดึงส์เพื่อบูชา และเพื่อเป็นเจดีย์ ครั้นนำไปได้แล้ว จึงเล่นมหรสพชื่อ ปาตรียาตรา (การเดินทางของภาชนะ) และแม้ทุกวันนี้ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยังมีการฉลองภาชนะทุกๆปี ส่วน ภัทราอาสนะนั้น นาคกันยาผู้นั้นเก็บเอาไปเพื่อเป็นเจดีย์และเพื่อบูชา
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เสวยอาหารอันเป็นของคนหิวจนหมดแล้ว ในขณะนั้น ร่างกายของพระโพธิสัตว์ปรากฏมีผิวพรรณงามวิเศษยิ่งด้วยกำลังบุณย และกำลังปรัชญา มหาปุรุษลักษณะ 32 และอนุพยัญชนะ 80 มีรัศมีแผ่ออกแล้ว
      ในที่นี้มีคำกล่าวว่า
      23 พระผู้มีภคะทรงแหวกว่ายในพรต (ทรงประพฤติพรตมา)6 ปี ทรงมีความเห็นอย่างนี้ว่า เรานั้นแม้ร่างกายจะซูปผอมอย่างนี้ แต่ก็มีกำลังธยาน อภิชญา และชญาน เราควรไปที่ใต้สาขาโคนต้นโพธิเพื่อตรัสรู้สรวัชญตา(ความเป็นสัพพัญญู) เพราะว่า เราไม่อนุเคราะห์เสียแล้ว ประชุมชนภายหลังก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ ฯ
      24 แต่เราบริโภคอาหารอันประเสริฐ อันเป็นของคนหิว เพื่อทำให้เกิดกำลังในร่างกาย เราควรไปที่ใต้สาขาโคนต้นโพธิเพื่อตรัสรู้สรวัชญตา(ความเป็นสัพพัญญู) เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยบุณยอันประเสริฐ เพ่งต่อชญานความตรัสรู้ด้วยความปรารถนา บอกแก่เราอย่างนี้ว่า พระองค์ไม่มีกำลังกาย ไม่สามารถเพื่อตรัสรู้อมฤตะได้ ฯ
      25 ธิดาหัวหน้าหมู่บ้านชื่อสุชาดา ประพฤติดีมาก่อนแล้ว นางบูชายัชญอยู่เป็นนิตย์ด้วยความตั้งใจ เมื่อพระนายกเสร็จธุระเรื่องพรตแล้ว นางได้พิจารณาคำเตือนของเทวดาในครั้งนั้น จึงถือเอาข้าวมธุปายสะ เข้าไปริมฝั่งแม่น้ำด้วยใจชื่นชมยินดี ยืนอยู่ใกล้แม่น้ำไนรัญชนา ฯ
      26 พระฤษีนั้น ได้ทำความประพฤติดีมาแล้วตั้งกัลป มีอินทรีย์สงบระงับแล้ว มีเทวดาหมู่นาคแวดล้อมแล้ว เสด็จมายังแม่น้ำไนรัญชนา พระองค์เป็นผู้ป้องกันอย่างดีเลิศ เป็นสัตว์ผู้บรรลุถึงฝั่ง มีความคิดเมื่อสรงน้ำ พระองค์ทรงคิดถึงมติ (แนวความคิด) แล้วเสด็จลงสรงน้ำในแม่น้ำ พระมุนี มีความบริศุทธปราศจากมลทิน ทรงอนุเคราะห์โลก ฯ
      27 เทวดาทั้งหลายประมาณพันโกฏิ มีใจยินดี สาดน้ำหอมและโรยผงเครื่องหอม กวนน้ำในแม่น้ำ เพื่อให้พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์สูงสุด สรงน้ำ พระโพธิสัตว์ผู้สรงน้ำได้สรงน้ำเสร็จแล้ว ปราศจากมลทิน ประทับที่ริมฝั่งอย่างมั่นคง เทวดาตั้งพันได้นำเอาน้ำที่พระโพธิสัตว์สรงไปเพื่อบูชาในพระองค์ผู้เป็นสัตว์สูงสุด ฯ
      28 เทวบุตรตนหนึ่งถวายผ้าย้อมน้ำฝาดอันสะอาด งาม เหล่านั้น พระผุ้มีภคะทรงครองจีวรอันสมควร แล้วประทับที่ริมฝั่งแม่น้ำ นางนาคกันยานั้นผุดขึ้นมา มีใจยินดี นำภัทราอาสนะมาถวายในที่ซึ่งพระองค์ประทับนั่ง มีพระหทัยสงบ ทรงทอดพระเนตรประชาโลก ฯ
      29 สาวสุชาดานั้น ถวายอาหารในภาชนะทองแด่พระองค์ผู้มีความคิด นางมีใจปันเทิงไหว้พระบาทแล้วทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกหัดคน ขอพระองค์จงบริโภคอาหารของข้าพเจ้าเถิด พระโพธิสัตว์ผู้มีความคิด ทรงบริโภคอาหารจนอิ่มแล้วโยนภาชนะลงในน้ำ องค์ปุรันทระผุ้เป็นที่เคารพของเทวดาทั้งหลาย ได้ถือเอาภาชนะนั้นไป ด้วยคิดว่าเราจะกระทำการบูชา ฯ
      30 อาหารอันประเสริฐอันเป็นของคนหิวซึ่งพระชินบริโภคในขณะนั้น ทำให้เกิดกำลังกาย และตั้งมั่นอยู่ด้วยเดชและสิริเหมือนแต่ก่อนและทรงแสดงธรรมกถาแก่สาวสุชาดา และทรงกระทำประโยชน์มากให้แก่คนทั้งหลาย แล้วเสด็จสู่พุ่มต้นโพธิเหมือนราชสีห์ เหมือนหงส์ย่าง และเหมือนการเดินของช้าง ฯ
                        อัธยายที่ 18 ชื่อไนรัญชนาปริวรรต(ว่าด้วยเสด็จสู่แม่น้ำไนรัญชนา ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แลฯ

อัธยายที่ 17 ทุษกรจรฺยาปริวรฺตะ สปฺตทศะ ชื่อทุษกรจรรยาปริวรรต (ว่าด้วยประพฤติการกระทำที่ทำยาก) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

การกระทำที่ยาก
  
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้นแล ดาบสชื่อรุทรกะ รามบุตร อาศัยนครราชคฤห์อยู่ด้วยศิษย์หมู่ใหญ่ พร้อมด้วยศิษย์ 700 คน รุทรกะ รามบุตรนั้นแสดงธรรมแก่ศิษย์เหล่านั้นด้วยพรตพร้อมกับไนวสํชญานนาสํชญายตนะ (มีสํชญาอย่างละเอียด) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้พบรุทรกะ รามบุตรผู้เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ ผู้เป็นอาจารย์ของคณะ
ผู้ประสงค์จะให้ศิษย์ทั้งหลายรู้ ผู้มีชนเป็นอันมากบูชาแล้ว ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิต ครั้นพบกันแล้วพระองค์คิดว่า รุทรกะ รามบุตร ผู้นี้แหละ เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ เป็นอาจารย์ของคณะ เป็นผู้ประสงค์จะให้ศิษย์ทั้งหลายรู้ เป็นผู้ซึ่งมีชนเป็นอันมากบูชาแล้ว เป็นผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบันฑิต
 ถ้าเราเข้าไปสู่สำนักของท่านผู้นี้เริ่มประพฤติพรตและตบะไซร้ ท่านผู้นี้จะไม่รู้ความวิเศษในสำนักของเรา จะไม่รู้โดยประจักษชญาน จะกลายเป็นไม่ให้โทษแก่ผู้ที่ยังมีปรัตยัยปรุงแต่ง ผู้ประกอบด้วยอาศรวะผู้ประกอบด้วยอุปาทาน ผู้ที่ได้สมาธิในธยานทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลยเราจะต้องเข้าไปแสดงอุปายตามสมควรที่จะให้ท่านมีประจักษชญาน เราจะต้องแสดงให้เห็นว่าสมาธิอันเป็นโลกีย์ของผู้มีธยานเป็นอารมณ์ และของผู้ที่หยั่งลงสู่สมาบัติ ยังไม่เป็นการถอนออกจากทุกข์ได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะเข้าไปสู่สำนักของรุทรกะ รามบุตรแสดงตนเป็นศิษย์ เพื่อให้บังเกิดคุณพิเศษในสมาธิของตน จะได้ชี้ให้เห็นว่า สมาธิของผู้ที่ยังมีปรัตยัยปรุงแต่งทั้งหลายยังไม่เป็นแก่นสาร
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ มั่นพระหทัยต่ออำนาจแห่งประโยชน์นี้แล้ว จึงเข้าไปยังสถานที่รุทรกะ รามบุตรอยู่ ครั้นแล้ว จึงตรัสคำนี้กับรุทรกะ รามบุตรว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่า ท่านรู้ธรรมที่ใครแสดง
      เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว  รุทรกะ รามบุตร จึงพูดกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพ ข้าพเจ้าไม่มีศาสดาใดๆดอก แต่ว่า ข้าพเจ้าตรัสรู้โดยชอบ(อย่างถูกต้อง) ซึ่งธรรมของข้าพเจ้านี้ด้วยตนเอง พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านตรัสรู้อะไร ? รุทรกะ รามบุตรตอบว่า ทางแห่งสมาบัติที่เป็นไนวสํชญานาสํชญายตนะ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า  ข้าพเจ้าจะได้ทางแห่งสมาธิที่เป็นอววาทานุศาสนียะ จากสำนักของท่านไหม ?รุทรกะ รามบุตรตอบว่า ได้ ข้าพเจ้าจะให้อววาทเท่าที่จะให้ได้
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์เสด็จไปสู่ที่สงัด ประทับนั่งขัดสมาธิ เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงกระทำความเพียรสม่ำเสมอ ด้วยบุณยพิเศษ ด้วยชญานพิเศษ ด้วยผลพิเศษแห่งการประพฤติสุจริตในครั้งก่อน ด้วยการสะสมพิเศษซึ่งสมาธิทั้งปวง สมาบัติตั้งร้อยชนิด ทั้งที่เป็นโลกียะ และทั้งที่เป็นโลกุตตระทั้งปวงมีธยานเป็นประธาน ก็ปรากฏขึ้น พร้อมทั้งเหตุ พร้อมทั้งอุเทเทศ(คำอธิบาย) เหมือนกับปรากฏขึ้นโดยเป้นไปตามอำนาจจิตของพระองค์ ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงมีสมฤติสัมปรชานะ เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะเข้าไปยังที่รุทรกะ รามบุตรอยู่ ครั้นแล้ว จึงตรัสกับรุทรกะ รามบุตรอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ทางแห่งสมาบัติที่เป็นไนวสํชญานาสํชญายตนะอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ มีอีกไหม ? รุทรกะ รามบุตรตอบว่า ไม่มีแล้ว
      ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า รุทรกะ ไม่มีศรัทธา วีรยะ สมฤติ ปรัชญา เสียเลย เราต่างหากมีศรัทธา วีรยะ สมฤติ ปรัชญา
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ จึงตรัสกับรุทรกะ รามบุตรอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ธรรมซึ่งท่านได้มอบหมายให้ไว้นั้นเราได้บรรลุแล้ว รุทรกะ รามบุตรได้พูดว่า ถ้ากระนั้น มาเถอะ ท่านกับข้าพเจ้า ช่วยกันปกครองคณะ ดั่งนี้แล้ว แต่งตั้งพระโพธิสัตว์ในความหมายเสมอกัน และให้มีฐานะเป็นอาจารย์เท่ากัน พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ทางนี้ ไม่เป็นไปในความหยุด ไม่เป็นไปเพื่อไวราคะ(ปราศจากกำหนัด) ไม่เป็นไปเพื่อนิโรธ (ความดับสนิทแห่งทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่ออภิชญา(ความตรัสรู้) ไม่เป็นไปในสัมโพธิ(ปัญญาตรัสรู้) ไม่เป็นไปเพื่อศรมณะ ไม่เป็นไปเพื่อพราหมณ์ ไม่เป็นไปเพื่อนิรวาณ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาถึง รุทรกะ รามบุตร พร้อมทั้งศิษย์ จนกระทั่งทรงทราบว่าไม่ควร จึงทรงออกหากโดยทรงดำริว่า  เราพอกันที่กับดาบสผู้นี้
      ก็ในสมัยนั้นแล ภัทรวรรคียห้ารูป ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักรุทรกะ รามบุตรท่านทั้ง 5 นั้น คิดกันว่าเราพากเพียรพยายามมาเป็นเวลานานเพื่อประโยชน์แห่งธรรมใด เราไม่สามารถเพื่อบรรลุที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้นได้ ที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้นพระศรมณะโคดมได้กระทำให้ปรากฏเพื่อบรรลุได้ด้วยความลำบากเล็กน้อยและที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้น ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของพระศรมณะโคดมและพระสรมณะโคดมท่านยังแสวงหาให้ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ต้องสงสัย พระสรมณะโคดมนี้จะต้องเป็นศาสดาในโลก และพระองค์จะต้องแจกจ่ายที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้นแก่เราทั้งหลายด้วย เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ ภัทรวรรคียทั้งห้า ก็ปลีกตรนออกจากสำนักรุทรกะ รามบุตรติดตามพระโพธิสัตว์ไป
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในนครราชคฤห์ตามความปรารถนาแล้ว เสด็จดำเนินจาริกไปในแคว้นมคธหลายแห่ง พร้อมด้วยภัทรวรรคียทั้งห้า
      ในสมัยนั้นแล จากระหว่างทางนครราชคฤห์และจากระหว่างท่างมณฑลคยายังมีชนคณะหนึ่งเล่นมหรสพ และชนคณะนี้ได้นิมนต์พระโพธิสัตว์พร้อมทั้งภัทรวรรคียทั้งห้า ด้วยการถวายที่อยู่และถวายภักตาหาร
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงประพฤติปฏิบัติอยู่ในแคว้นมคธ แล้วเสด็จไปยังมณฑลคยาแห่งชนชาวมคธทั้งหลาย บรรลุถึงคยาตามลำดับ ดูกรภิกษุทั้งหลายในคยานั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้ตั้งพระหทัยบำเพ็ญเพียร ทรงสำราญอิริยาบถอยู่ในคยาศีรษะ(คยาตอนบน) เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในที่นั้น มีอุปมา (ข้อเปรียบเทียบ) แจ่มแจ้งขึ้น 3 ข้อ ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยได้รู้มากเลย อุปมา 3 ข้อนั้น เป็นอย่างไร ? คือ ศรมณะพรหมณ์เหล่าใดก็ตาม มีกายห่างจากกาม และมีจิตห่าง จากกรรมอยู่ แต่ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ยังมีความยินดีในกาม มีความกำหนัดในกาม มีความพอใจในกาม มีความใคร่ในกาม มีความกระหายในกาม มีความเคลิบเคลิ้มในกาม มีความเร่าร้อนในกาม
 แม้ความยินดีเป็นต้นนั้น ไม่รู้จักจบสิ้นสุดในกาม ไม่รู้จักสงบถึงแม้ว่าศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจนตนเสียแล้ว และเกี่ยวกับทำให้ร่างกายร้อนรน เป็นเวทนาร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อนไม่เป็นที่พึงพอใจก็ตาม ถึงกระนั้นศรมณะพราหมณ์เหล่านั้นก็ยังไม่ควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะ(*1) อันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม(*2) นั่นเอง นั่นเหมือนคนต้องการไฟแสวงหาความสว่าง ค้นหาความสว่าง เข้าเอาไม้สดมาเล้วเอาไม่สีไฟอันบนสดจุ่มน้ำแล้วสี เขาก็ยังไม่ควรที่จะทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ ซึ่งยากที่จะให้ไฟเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ มีกายห่างจากกาม และมีจิตห่างจากกามอยู่
 แต่ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ยังมีความยินดีอยู่ในกาม มีความกำหนัดในกาม มีความพอใจในกาม มีความใคร่ในกาม มีความเคลิบเคลิ้มในกาม มีความเร่าร้อนในกาม ความยินดีเป็นต้นนั้นไม่รู้จักสิ้นสุดในกาม ไม่รู้จักสงบ ถึงแม้ว่าศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจากตนเสียแล้วและเกี่ยวกับทำให้ร่างกายร้อนรนเป็นเวทนาร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่พึงพอใจก็ตาม ถึงกระนั้น ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ก็ยังไม่ควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรมนั่นเอง นี้เป็นอุปมาข้อที่ 1ของพระโพธิสัตว์แจ่มแจ้งขึ้น
      *1 อลํ อารยชญาน ทรรศนะ การเห็นด้วยญาณของพระอริยะว่าพอแล้ว ได้แก่อรหัตผลญาณ คือการบรรลุอาหัตหรือเป็นอรหันต์
      *2 ธรรมชั้นสูงยิ่งของมนุษย์
      และพระโพธิสัตว์ทรงดำริต่อไปว่า ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ใดๆ มีกายและจิตห่างจากกามอยู่ แต่ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ยังมีความยินดีในกาม ฯลฯ คนหาความสว่าง เขาเอาไม้สดวางไว้บนบก แล้วเอาไม้สีไฟอันบนสดมาสี เขายังไม่ควรที่จะทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกัน ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ใดๆ ก็ยังไม่ควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม นี้เป็นอุปมาข้อที่ 2 แจ่มแจ้งขึ้น ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้มาเลย
      ข้ออื่นอีก คือมีศรมณะพราหมณ์เหล่าใดๆ ซึ่งมีกายและจิตห่างจากกามอยู่ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้นยังมีความยินดีในกาม ฯลฯ แต่ความยินดีเป็นต้นของศรมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมสงบ ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจากตนเสียแล้ว และเกี่ยวกาบทำให้ร่างกายร้อนรนเป็นเวทนาร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อนก็ตาม ถึงกระนั้น ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมควรโดยแท้ที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรมนั่นเหมือนคนในโลกนี้ต้องการไฟ แสวงหาความสว่าง ค้นหาความสว่าง
      เขาเอาไม้แห้งมาแล้ว เอาไม้สีไฟอันบนแห้งวางไว้บนบกมาสี เขาควรที่จะให้กลับเป็นไฟ ซึ่งยากที่จะให้เกิดไฟขึ้น เช่นเดียวกัน ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ใดๆฯลฯ เสวยเวทนา และศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมควรโดยแท้ที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม นี่เป็นอุปมาข้อที่ 3 แจ่มแจ้งขึ้น ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้มาเลย
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เรานี่แหละ บัดนี้มีกายห่างจากกามอยู่ และมีจิตห่างจากกาม เรายังมีความยินดีในกาม ฯลฯ ความยินดีเป็นต้นของเรานั้น ย่อมสงบ เราเสวยอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจากเราเสียแล้ว และเกี่ยวกับทำให้ร่างกายร้อนรน เราได้เสวยเวทนา นั่นแหละเราจึงควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในคยาตามพระประสงค์แล้ว ทรงจงกรมตามลำดับให้เป็นการออกกำลังพระชงฆ์ที่ภูเขาคยาศีรษะ แล้วเสด็จไปยังอุรุพิลวาเสนาปติคามกะ (หมู่บ้านของเสนาบดีชื่ออุรุพิลวา) บรรลุถึงที่นั้นโดยลำดับในที่นั้นพระองค์ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำไนรัญชนา มีน้ำใส มีท่าดี และประดับด้วยสุมทุมพุ่มไม้ดังว่าปราสาท และมีหมู่บ้านเป็นที่โคจรอยู่รอบๆ พระหทัยของพระโพธิสัตว์เลื่อมใสในที่นั้น สถานที่นี้เป็นที่พอใจของกุลบุตรผู้ต้องการทำความเพียร และเราก็ต้องการทำความเพียร อย่ากระนั้นเลย เราจะอยู่ในที่นี้ละ
                        กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เราหยั่งลงสู่ชมพูทวีปนี้ในเวลาที่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง 5 เมื่อสัตว์ทั้งหลายพ้นจากความเลวทรามแล่นไปในทฤษฎิต่างๆอันเป็นวิธีการที่จะได้บุณยซึ่งมีอยู่ดกดื่น
                        ยึดมั่นในการถือก้อนแห่งร่างกายเป็นหลัก และพากันแสวงหาความบริศุทธทางกายด้วยการทรมานให้ร้อนรนกระวนกระวาย(ษาตปนปริตาปนะ)
                        ด้วยวิธีต่างๆ คนเขลาทั้งหลายย่อมบัญญัติขึ้นนั่นคือคนเขลาทั้งหลายย่อมเข้าใจเอาเองถึงความบริศุทธว่าจะมีได้ด้วยการพิจารณามนตร์
                        ด้วยการกินอาหารในมือตนเอง โดยการไม่ออกปากขอไม่เรียกร้อง ด้วยไม่กินปลาและเนื้อ กินแต่เผือกมันหลายอย่างตลอดปี ด้วยการเว้นจากดื่มสุราเมรัย (เหล้าและอุที่ใช้แกลบหมักเป็นน้ำเมา)
                        ด้วยการรับภิกษาหารตระกูลเดียวเพียง 1 ครั้ง 3 ครั้ง 5ครั้ง 7 ครั้ง ด้วยการกินและดื่ม เผือกมัน ผลไม้ สาหร่าย ใบหญ้าคา (แฝก)ขึ้วัว เยี่ยววัว ข้าปายสะนมเปรี้ยว น้ำมันเนย น้ำอ้อย แป้งดิบ
                        ด้วยการทำแหนบปากนกพิลาปไว้ทำความสะอาด (ถอนขน )และด้วยการอยู่อย่างชาวบ้านหรือชาวป่า ด้วยการประพฤติพรตอย่างโค เนื้อ ม้า หมู ลิง และด้วยการประพฤติพรตอย่างช้าง
                        ด้วยการโคจรไม่ช้ำสถานที่ ด้วยอยู่ในวีราสนะ คืออยู่กลางแจ้ง นิ่งไม่พูดอยู่กับที่ ด้วย พูดเพียงคำเดียวถึง 7 คำ บริโภคอาหารครั้งเดียว
                        ด้วยการอดอาหารในระหว่างวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง อดอาหาร 4 วัน 5 วัน 6 วัน ถือพรตจันทรายนะ(*1) อดอาหารปักษ์หนึ่งเดือนหนึ่งด้วยการถือตามปักษ์แร้งปักษ์นกเค้า (แร้งกินแต่กลางวัน นกเค้ากินแต่กลางคืน)
                        ด้วยการมีใบมีดหรือปลายศรเป็นอาสนะ (นั่งบนใบมีดหรือนั่งบนปลายลูกศร)นุ่งผ้าเปลือกไม้ ผ้าทอด้วยหญ้าคา (ผ้าคากรอง) ผ้าขนอูษฏร์ ผ้าขนแกะ ผ้าผมคนและหนังสัตว์ และด้วยการนอนบนผ้าเปียกหรือบนจอมตาข่าย(เอาข่ายมากองเหมือนจอมปลวกแล้วนอนบนนั้น)
                        ด้วยการนอนบนขี้เถ้า บนกรวด บนหิน บนแผ่นกระดาน บนหนาม บนหญ้า บนสากดำข้าว และด้วยการนอนห้อยหัวลง นอนขดตัว นอนบนที่ราบ ด้วยการอยู่ครั้งเดียว  2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง 5 ครั้ง 6ครั้ง 7 ครั้ง และมากครั้ง(ในที่แห่งเดียว)
                        ด้วยการเปลือยกายด้วยวิธีที่กำหนดสถานที่ และมิได้กำหนดและด้วยการไว้ผม ไว้เล็บ ไว้หนวดยาว หรือไว้ผมเป็นกระเซิง ด้วยอาหารมีประมาณเท่าผลพุทรา เมล็ดงา เมล็ดข้าวสาร
                        ด้วยการทาตัวด้วยขี้เถ้า เขม่า งดเว้นความผ่องใสฉาบทาด้วยเขม่าฝุ่นโคลน ด้วยการไว้ขนผมยาวเหมือนหญ้ามุญชะ ไว้เล็บ นุ่งห่มผ้าที่ได้ด้วยการขอ ห้อยหัวกระโหลก และด้วยการดื่มน้ำในกา ซึ่งเป็นน้ำร้อน และกรองน้ำข้าวด้วยผ้าขนสัตว์
                        ด้วยการมีไว้ซึ่งถ่านไฟ ผ้าย้อมน้ำฝาด ไม้กางเขน (สำหรับพักแขน) มีดโกน เตาสำหรับติดไฟบูชายัชญ ไม้เท้าปลายเป็นรูปหัวกะโหลก
      คนเขลาทั้งหลายย่อมบำเพ็ญตบะด้วยการประพฤติตบะ 5 อย่าง คือดื่มควัน ดื่มไฟ เพ่งดวงอาทิตย์ ยืนเท้าเดียว ยืนเท้าเดียวชูมือ คนเขลาทั้งหลายย่อมค้นหาคติ(อุปาย) คือย่างไฟแกลบเหมือนนิกุมภะ(*2)เป็นตัวอย่าง เข้าไปสู่เปลวไฟเหมือนเผาศิลาให้สุกและไปตายที่ท่าทะเลทราย เหมือนคนเขลาทั้งหลายย่อมเข้าใจเอาเองถึงความปริศุทธว่าจะมีได้ด้วยการทำโองการ(*3) วษัฏการ(*4) สวธาการ(*5) สวาหาการ(*6) คำอวยพรอาเศียรพจน์)
      ประชุมสรรเสริญ (สดุดีจยนะ) คำเชื้อเชิญ เรียนและจำบทมนตร์ภาวนา และสำคัญว่าตนบริศุทธ จึงอาศัยพึ่งวิธีการเหล่านี้ นั่นคือ เขาเหล่านั้นพากันกราบไหว้ พรหม องค์อินทร์ รุทระ วิษณุ เทวี(สรัสวดีชายาพรหม) กุมาระ(สกันธกุมาร) มาตฤ (เทพมารดาคือลักษมี) กาตยายนี (คือ นางอุมาชายาศิวะ) จันทร์ อาทิตย์ ไวศรวณะ วรุณะ วาสวะ อัศวิน นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครฑ กินนร งูใหญ่ รากษส พร้อมทั้งเปรต ภูติ กุมภัณฑ์ ปีศาจ ผู้เป็นคณบดี (หัวหน้า)
      บริษัทกุมภัณฑ์และเทพฤษี ราชฤษี พรหมฤษี เขาเข้าใจว่าผู้ที่ออกนามเหล่านั้นยิ่งประเสริฐ และเขาเหล่านั้น อาศัยพึ่งดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และอาศัยภูเขา แม่น้ำ ลำคลอง สระ หนอง บึง ทะเล ลำห้วย ทะเลสาป บ่อ ต้นไม้ พุ่มไม้ เถาวัลย์ หญ้า สถานที่ สโมสร ป่าช้า ทางสี่แพ่ง ตลาด เขาเหล่านั้น  ย่อมกราบไหว้เสาเรือน สากมือ ดาบ ธนู ขวาน ลูกศร หอก ตรีศูล(หอก 3 ใบ) และเขาเข้าใจเอาเองถึงสิ่งที่เป็นมงคลว่าจะมีได้เด้วยนมเปรี้ยว น้ำมันเนยเมล็ดพันธุ์ผักกาด ข้าวเหนียว ด้ายมงคลผูกมือ หญ้าแพรก เพชรพลอย ทอง เงิน เป็นต้น ผู้เขลาทั้งหลาย ย่อมทำแหล่งบำเพ็ญบุณยทั้งหลายเหล่านี้ ดั่งกล่าวมานี้ และผู้กลัวภัยในสังสารวัฏทั้งหลาย ย่อมอาศัยแหล่งบำเพ็ญบุณยทั้งหลาย
             *1 พรตจันทรายนะ คือ อดอาหารเพิ่มขึ้นและลดลงตามดวงจันทร์ วันขึ้นค่ำ 1 กินอาหาร 1 คำ ขึ้น 2 ค่ำ กินอาหาร 2 คำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ กิน 15 คำ วันแรม 1 ค่ำ ลดเสีย 1คำ แรม 2 ค่ำลดเสีย 2คำ ถึงวัน 15 ค่ำไม่กินเลย แล้วเริ่มวันขึ้น 1 ค่ำ กิน 1คำต่อไปอีก
             *2 นิกุมภะ ลูกยักษ์กุมภกรรณ
             *3 โองการ คือ กล่าวนำบทภาวนาและทำเลขยันต์
             4* วัษฏการ อุทานใช้ทำบูชาบวงสรวงเทวดาด้วยไฟ
             5* สวธาการ อุทานใช้เมื่อเส้นเครื่องเส้นแต่เทพบรรพบุรุษหรือปิตฤ
             6* สวาหาการ อุทานใช้ในการบูชาบวงสรวงเครื่องสังเวยแต่เทวดา
      และมีคนอื่นบางคนในโลกนี้ เข้าใจว่าคนกลับไปสู่สวรรค์ นิรวาณด้วยแหล่งบำเพ็ญบุณยทั้งหลายเหล่านั้นของตน ดังนั้นเขาจึงเดินทางผิด เขารู้ว่าเป็นศรณะ(ที่พึ่ง) ในสิ่งที่ไม่เป็นศรณะ เข้ารู่ว่าเป็นมงคลในสิ่งที่ไม่เป็นมงคล เขาเข้าใจความบริศุทธในความไม่บริศุทธ อย่ากระนั้นเลย เราควรได้พรตและตบะพิเศษเช่นนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่จะบำราบลัทธิอื่นทั้งหมดได้  แล้วเราจะแสดงผลแห่งกรรมและกิริยาของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ปฏิเสธกรรมและกิริยา เราจะกระทำให้เทวดาที่เป็นธยานโคจร (อรูปพรหม) และรูปาวจร(รูปพรหม) เว้นจากการยึดถือธยานเป็นของวิเศษ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริอย่างนี้แล้ว ทรงประพฤติทุษกรจรรยา คือความประพฤติที่ยากจะประพฤติได้อย่างอุกฤษฏ์ ซึ่งยากที่ใครจะทำได้ เพราะทรงกระทำพรตและตบะยากที่สุดตลอด 6 ปี เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า ทุษกรจรรยา เพราะความประพฤตินั้นทำยาก ดังนั้น จึงเรียกว่าทุษกรจรรยา สัตว์ใดๆยังธยานอันแน่วแน่ (อาสผานกธยาน) ให้ถึงพร้อมเป็นมนุษย์ก็ตาม หรืออมนุษย์ก็ตาม ซึ่งสามารถเพื่อจะประพฤติอันทำได้ยาก นอกจากพระโพธิสัตว์ผู้มีภพเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หามีในหมู่สัตว์ไม่ ทำไมจึงเรียกว่าแน่วแน่ ?
 พระองค์เข้าสมาบัติเริ่มต้นแต่จตุรถธยาน ทรงกลั้นลมหายใจเข้า ลมหายใจออก กลั้นได้อย่างสนิท ธยานนั้นไม่มีกำหนด ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหว ไม่เคลื่อนที่ ไม่กระดิก ตามได้ทุกแห่ง ไม่เกาะเกี่ยวในที่ทั้งปวง ธยานนั้น มิใช่ว่าบางคราวใครๆก็เข้าได้ จะต้องมีความเป็นศิษย์มาก่อน หรือไม่มีความเป็นศิษย์ก็ต้องเป็นพระปรัตเยกพุทธหรือพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญจรรยา จึงจะเข้าได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าแน่วแน่ และอากาศนั้นไม่หวั่นไหว ไม่มีการกระทำ ไม่เปลี่ยนแปลง แผ่ไปได้ทั่ว ดังนั้นแล ธยานนั้นเสมอด้วยอากาศเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าแน่วแน่
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิบนแผ่นดินอันเป็นอสํสกฤต (ไม่มีใครทำขึ้น) เพื่อแสดงให้ชาวโลกอัศจรรย์ใจ เพื่อทำลายความกระด้างของเดียรถีย์(ผู้ถือศาสนาอื่น) ทั้งหลาย เพื่อบำราบลัทธิอื่นทั้งหลาย เพื่อให้เป็นเครื่องพิจารณาของเทวดาทั้งหลาย เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายผู้ถือลัทธิอุจเฉททฤษฏิ และศาศวตทฤษฏิ และผู้ปฏิเสธกรรมและกิริยา หยั่งลงสู่กรรมและกิริยา (ให้นับถือกรรมและกิริยา) เพื่อให้เอาใจใส่ต่อผลบุณญ เพื่อแสดงผลธยาน เพื่อแบ่งองค์ธยาน เพื่อแสดงกำลังเรียวแรงของกาย เพื่อให้จิตเกิดความกล้าหาญ ครั้นแล้ว พรองค์ใช้จิตข่มบีบบังคับกายของพระองค์
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นเมื่อตถาคตข่มบีบบังคับกายเช่นนั้น ในราตรีฤดูหนาว 8 ราตรี เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง 2 ข้าง และไหลออกจากหน้าผาก หยดลงที่พื้นดิน กายยังไม่อยู่ในอำนาจ(ยังไม่เชื่อง) เร่าร้อนมีไอตัวออกเหมือนคนมีกำลังมากจับบีบคอคนมีกำลังน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน  เมื่อตถาคตใช้จิตข่มบีบบังคับกายนี้ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง 2 ข้าง และไหลออกจากหน้าผากหยดลงพื้นดิน ไม่อยู่ในอำนาจ เร่าร้อน มีไอตัวออก
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นมีปริวิตกว่า ไฉนหนอ เราจะเพ่งธยานแน่วแน่ของเราได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายต่อจากนั้น ตถาคตเพ่งธยานอันแน่วแน่ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกได้ถูกกลั้นทางปากและทางจมูก เกิดมีเสียงดังลั่นขึ้นจากช่องหูทั้ง 2ข้างเหมือนเครื่องปั่นน้ำมันเนยกำลังปั่น มีเสียงดังลั่นขึ้น  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน เมื่อตถาคตกลั้นลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทางปาก และทางจมูก เกิดมีเสียงดังลั่นขึ้นทางช่องหูทั้ง 2 ข้าง
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นมีปริวิตกต่อไปว่า ไฉนหนอเราจะเพ่งธยานแน่วแน่ให้ยิ่งขึ้นได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายต่อจากนั้น ตถาคตปิดปากจมูกและหูไว้แล้ว เมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกปิด ลมเบื้องบนก็เสียดแทงกระโหลกศีรษะเบื้องสูง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นเหมือนคนแทงกะโหลกศีรษะด้วยหอกแหลม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน เมื่อ ตถาคตปิดปาก จมูก และหูไว้แล้ว ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็เสียดแทงกะโหลก ศีรษะเบื้องสูง
      เทวดาตนหนึ่งในที่นั้น เห็นอาการนั้นแล้ว จึงพูดกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าเสียดาย พระกุมารสิทธารถนี้ถึงกาละเสียแล้วหนอ เทวดาอื่นๆพูดว่า พระกุมารยังไม่ถึงกาละแต่อยู่ในธยานอันก้าวหน้า พระองค์ควรเป็นอย่างนี้ และได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์ขึ้นในเวลานั้นว่า
      1 พระกุมารผู้เป็นครรภ์แห่งราชาศากยนี้ เมื่อความมุ่งหมายยังไม่สมบูรณ์ในป่านี้ก็อย่าทำโลกทั้ง 3 ให้เป็นทุกข์ เป็นอนาถาเลย พระองค์จะกระทำกาละก็เพื่ออกฤตะ(นิรวาณ)เท่านั้น ฯ
      2 โอ้ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยประติชญามั่นคง พระองค์ได้เชิ้อเชิญ (พระโพธิสัตว์) ด้วยการบูชายัชญ คือพระสัทธรรม แต่ก่อนเราทั้งหลายพึ่งพระองค์ในพิภพดุษิต ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ ประติชญาของพระองค์นั้นไปไหนเสีย ฯ
      ครั้งนั้น เทวบุตรทั้งหลายไปในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์  บอกเนื้อความนี้แก่พระนางมายาว่าพระกุมารถึงกาละเสียแล้ว ครั้งนั้น พระนางมายามีหมู่นางอัปสรแวดล้อมเสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนรัญชนาในเวลากึ่งราตรี พระนางเห็นพระโพธิสัตว์มีร่างกายเหี่ยวแห้ง ดูดังว่าจะถึงกาละ พระนางมีน้ำพระเนตรสะอึกสะอื้นเริ่มทรงพระกรรแสง ทรงตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ ในเวลานั้นว่า
      3 ลูกของแม่ เมื่อลูกประสูติในป่าลุมพินี ลูกมีอำนาจเหมือนราชสีห์ เดินไปเองได้ 7 ก้าว
      4 มองไปยังทิศทั้ง 4 แล้วเปล่งวาจาอย่างไพเราะว่า ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา วาจานั้นยังไม่สมบูรณ์แก่ลูก ฯ
      5 พระอสิตดาบสก็ทำนายว่า ลูกจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก คำพยากรณ์ของพระอสิตดาบสนั้นผิดพลาดเสียแล้ว ไม่เห็นจริงเลย ฯ
      6 ลูกไม่ได้เสวยสมบัติจักรพรรดิ์อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ ลูกไม่ได้บรรลุโพธิ ลูกจะตายเสียในป่าฯ
      7 แม่จะพยายามเพื่อลูกทำไม แม่จะมีความทุกข์ร้อนร้องไห้ไปทำไม ใครจะให้ชีวิตแก่ลูกของแม่ซึ่งมีลมปราณอยู่เล็กน้อย ฯ
      พระโพธิสัตว์ ตรัสว่า
      8 นี่ท่านร้องไห้หนักด้วยความกรุณา สยายผม สิ้นความงาม ท่านที่ยืนบนพื้นดินมีความบากบั่น ร้องไห้หนักถึงบุตรทำไม ฯ
      พระนางมายา ตรัสว่า
      9 แม่ได้อุ้มลูกไว้ในท้อง เหมือนอุ้มเพชรไว้ตลอด 10 เดือน ลูกเอย แม่นี้เป็นแม่ของลูก มีความทุกข์นัก คร่ำครวญอยู่ ฯ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ตรัสปลอบว่า แม่ปลอบลูกไม่ให้กลัว แม่จะทำความสงบให้มีผลแก่แม่เอง การเสียสละเพื่อพุทธ ไม่เป้นโมฆะ ลูกจะทำคำพยากรณ์ของอสิตดาบสให้ปรากฏขึ้นมา และลูกจะทำคำพยากรณ์ของพระทีปังกรพุทธให้ปรากฏ (ตรัสเป็นคำประพันธ์ว่า)
      10 แม้แผ่นดิน จะกระจัดกระจายไปตั้งร้อยชิ้น และเขาเมรุจะเป็นเขา(สัตว์) แก้วลอยอยู่ในน้ำ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และหมู่ดาวจะตกลงบนแผ่นดิน แต่คนส่วนมากเขาไม่ยอมให้ลูกตาย เพราะฉะนั้นแม่อย่าเสียใจในกิจการนี้เลย  แม่จะได้เห็นความตรัสรู้เป็น พุทธ ไม่นานเลย ฯ
      พระนางมายาเกิดขนพองสยองเกล้าจากการฟังพร้อมกัน ทรงโปรยดอกมันทารพไปยังพระโพธิสัตว์ กระทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วเสด็จไปยังพิภพของพระองค์โดยมีเครื่องดนตรีบรรเลงอยู่
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        ตถาคตนั้น คิดอย่างนี้ว่า มีศรมณะพราหมณ์บางคนซึ่งเข้าใจว่าความบริศุทธย่อมมีได้ด้วยบริโภคอาหารน้อย อย่ากระนั้นเลย เราจะปฏิบัติด้วยการบริโภคอาหารน้อย
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกำหนดให้บริโภคอาหารมีปริมาณเท่าผลพุทราผลเดียว ไม่ใช่สองผล
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคงเข้าใจว่า ผลพุทราในครั้งนั้นใหญ่มาก ไม่ควรเข้าใจเช่นนั้น ผลพุทราครั้งนั้นก็เท่ากับผลพุทราครั้งนี้นั่นเทียว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตบริโภคอาหารมีปริมาณเท่าผลพุทราผลเดียว มิใช่สองผลนั้น ร่างกายก็ซูบผอมกำลังน้อยลงด้วยประการฉะนี้
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นเหมือนปล้องไม้เตย หรือปล้องถ่านไฟฉันใด อวัยวะน้อยใหญ่ของตถาคตก็ฉันนั้น
                        ซี่โครงของตถาคตเหมือนกระดองปู นั่นเหมือนโรงไว้พาหนะ หรือโรงช้างเก่าคร่ำคร่าหลังคาเปิดทั้ง 2 ข้าง ภายในโรงย่อมโปร่งโหลงเหลงฉันใด
                        ซี่โครงของตถาคตทั้ง 2 ข้างภายในร่างกายก็โปร่งโหลงเหลงฉันนั้น นั่นเหมือนลอนผมสูงๆต่ำๆ ไม่เสมอกันฉันใด
                        กระดูกสันหลังของตถาคตก็สูงๆต่ำๆไม่เสมอกัน ฉันนั้น นั่นเหมือนตัดน้ำเต้าขมยังอ่อนๆย่อมเหี่ยว หดหู่ เกิดเป็นหลืบย่นๆฉันใด ศีรษะก็ฉันนั้น
                        เหี่ยว หดหู่เกิดเป็นหลืบย่นๆ นั่นเป็นดาวหลุม(กูปตารกา) ในเดือนปลายฤดูร้อนย่อมไปไกลๆยากฉันนั้น  นั่นเหมือนรอยตีนแพะหรือรอยตีนอูษฏร์ฉันใด รักแร้ ท้อง ทรวงอก เป็นต้นของตถาคตก็ฉันนั้น
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นตถาคตคิดว่าจะเอามือลูบท้องลูบเข้าก็กระทบกระดูกสันหลังนั่นเทียว ครั้นลุกขึ้นก็คะมำค้อมลง ครั้นแล้วออกเดินก็ล้ม ครั้นลุกขึ้นก็ลำบาก ร่างกายก็ขมุกขะมอมเมื่อเอามือลูบตัว ขนเน่าก็หลุดร่วงจากกาย ร่างกายครั้งก่อนมีผิวพรรณงดงามก็หายหมด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีความเพียรแรกกล้าและเพราะมีใจตั้งมั่น และคนที่อยู่บ้านเป็นที่โคจร(เที่ยวบิณฑบาต) ของตถาคตรอบๆบอกให้รู้กันว่า ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมดำไปแล้ว หนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมคล้ำไปแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมมีพระฉวีพร้อยไปแล้วหนอผิวพรรณที่งดงามเปล่งปลั่งแต่ก่อนของพระศรมณะโคดมนั้นหายหมดแล้ว
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        ตถาคตนั้นได้เกิดความคิดนี้ขึ้นว่า ไฉนหนอ เราจะปฏิบัติด้วยการบริโภคอาหารน้อยพอประมาณให้ยิ่งขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกำหนดให้บริโภคอาหารมีปริมาณเท่าข้าวสารเมล็ดเดียว ไม่ใช่สองเมล็ด
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคงเข้าใจว่า เมล็ดข้าวสารในครั้งนั้นใหญ่มาก ไม่ควรเข้าใจเช่นนั้น เมล้ดข้าวสารในครั้งนั้นก็เท่ากับเมล็ดข้าวสารในครั้งนี้นั่นเทียว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตบริโภคอาหารมีประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารเมล็ดเดียวนั้น ร่างกายก็ได้ปรากฏขึ้นทันที คือคนเขาพูดกันว่า ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมมีพระฉวีพร้อยไปตั้งแต่ครั้งก่อน ร่างกายของพระศรมณะโคดมนี้ แต่ก่อนมีผิวพรรณงดงามก็หายไปหมดแล้ว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราจะปฏิบัติด้วยการบริโภคอาหารน้อยพอประมาณให้ยิ่งขึ้น
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกำหนดให้บริโภคอาหาร มีประมาณเท่างาเมล็ดเดียว ไม่ใช่สองเมล็ด ฯลฯ จนกระทั่งร่างกายของพระศรมณะโคดมมีผิวพรรณงดงามหายไปหมดแล้ว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลายตถาคตนั้นคิดอย่างนี้ว่า มีศรมณะพราหมณ์บางคนซึ่งเข้าใจว่า ความบริศุทธย่อมมีได้ด้วยการไม่บริโภคอาหาร อย่ากระนั้นเลย เราจะปฏิบัติด้วยการไม่บริโภคอาหารทั้งหมดด้วยประการทั้งปวง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
      ครั้นแล้ว ตถาคตดำรงอยู่ด้วยการไม่บริโภคอาหาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตไม่บริโภคอาหารนั้นร่างกายได้เหี่ยวแห้งลงมาก ผ่ายผอม กำลังน้อยลง นั่นเหมือนปล้องไม้เตย หรือปล้องถ่านไฟ ต่อจากนั้น อวัยวะน้อยใหญ่ของตถาคตก็ผอมลง 2 เท่า 3เท่า 4 เท่า 5เท่า 10 เท่า นั่นเหมือนกระดองปู หรือกลอน(สีข้าง)โรงไว้พาหนะ กระดูกสันหลังเหมือนลอนผมสองลอน กระโหลกศีรษะเหมือนน้ำเต้าขม ดาวคือดวงตาทั้งสองเหมือนดาวหลุม(กูปตารกา) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นคิดว่าจะลุกขึ้นให้ดี ก็คะมำค้อมลงและล้มทั้งลุกขึ้นก็ลำบาก ร่างกายของตถาคตก็ขมุกขะมอม เมื่อเอามือลูบขนที่โคนเน่าก็หลุดร่วงร่างกายของตถาคตที่มีผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งก็หายไปหมด  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีความเพียรแรงกล้า และความมีใจตั้งมั่น คนที่อยู่บ้านเป็นที่โคจรของตถาคตรอบๆบอกให้รู้กันว่า ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมดำไปแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมคล้ำไปแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมมีพระฉวีพร้อยไปแล้วหนอ ผิวพรรณที่งดงามเปล่งปลั่งแต่ก่อนของพระศรมณะโคดมนั้นหายหมดแล้ว
      แม้พระราชาศุทโธทนะครั้งนั้นก็ส่งทูตไปในสำนักพระโพธิสัตว์ทุกๆวัน
      กระนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงแสดงบทอันคล้อยตามทุษกรจรรยา(ความประพฤติที่ทำยาก) ตลอด 6 ปี ด้วยการบริโภคอาหารมีประมาณเท่างาเมล็ดเดียว เท่าพุทราผลเดียว เท่าข้าวสารเมล็ดเดียว เพื่อแสดงกิริยาน่าอัศจรรย์แก่โลก เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิเสธกรรมและกิริยาตั้งแต่ครั้งก่อนหยั่งลง(นับถือ) สู่กรรมและกิริยาเพื่อให้เกิดการสะสมบุณย เพื่อแสดงคุณแห่งมหาชญาน(ความรู้มาก) และเพื่อจำแนกองค์แห่งธยานทั้งหลาย พระโพธิสัตว์มีพระหทัยไม่ย่อท้อตลอด 6 ปี โดยประการที่ประทับนั่งโดยท่าขัดสมาธิ และไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ไม่หลบแดดเข้าร่ม ไม่ออกจากร่มไปหาแดด ไม่ทำการป้องกันลม แดด และฝน
 ทั้งไม่ขับไล่เหลือบ ยุง งู ทั้งหลาย ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสวะ ขากเศลษม์ สั่งน้ำมูก ไม่ทำการคู้เข้าและเหยียดออก ไม่ประทับด้วยสีข้าง ท้อง และหลัง (คือไม่นอนตะแคง นอนคว่ำ นอนหงาย ) เมฆใหญ่ตั้งขึ้นในวันฟ้าฝนในปีฟ้าฝน ในฤดูแล้ง ฤดูร้อน ฤดูหนาว ก็ตกลงที่พระกายของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มิได้กระทำการป้องกัน โดยที่สุด แม้ด้วยมือเลย  และไม่ปกป้องอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่ยึดถืออินทรีย์ทั้งหลาย ใครมาที่นั่นจะเป็นเด็กชายชาวบ้าน หรือเด็กหญิงชาวบ้าน คนเลี้ยงวัว คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนหาหญ้า คนหาฟืน คนหามูลโค (เอาไปตากแห้งทำเชื้อเพลิง) ย่อมเข้าใจพระโพธิสัตว์ว่าเป้นผีคลุกฝุ่น(*) พากันมาเล่นสนุกด้วย  และเอาฝุ่นทาองค์พระโพธิสัตว์
                       * ศัพท์ว่า ปำศุปีศาจ แปลตามพยัญชนะว่า ผีคลุกฝุ่น แต่ไม่ใช่ผีจริง เช่นเดียวกับผีบุญไม่ใช่ผีจริง ผีคลุกฝุ่นน่าจะหมายถึงคนบ้าๆบอๆ เหมือนเจ้าเงาะในเรื่องสังข์ทอง
      ในที่นั้น พระโพธิสัตว์มีร่างกายบกพร่องลดน้อยอ่อนกำลังลงเป็นไปตลอด 6 ปีนั้น เอาหญ้าหรือสำลีใส่เข้าไปในช่องพระกรรณของพระโพธิสัตว์ มันจะออกมาทางช่องพระนาสิก ใส่เข้าในในช่องพระนาสิก มันจะออกมาทางช่องพระกรรณ ใส่เข้าไปในช่องพระกรรณ มันจะออกมาทางพระโอษฐ์ ใส่เข้าไปทางพระโอษฐ์ มันจะออกมาทางพระกรรณและพระนาสิก ใส่เข้าไปในพระนาสิก มันจะออกมาทางพระกรรณพระนาสิกพระโอษฐ์ ใครๆที่เป็นเทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ มนุษย์หรืออมนุษย์ ประจักษ์ในคุณของพระโพธิสัตว์ เขาเหล่านั้นอธิษฐานทำการบูชาพระโพธิสัตว์ตลอดคืน ตลอดวัน และกระทำปณิธาน(ตั้งใจพยายามเป็นพระพุทธเจ้า
                        ในที่นั้น พระโพธิสัตว์ผู้แสดงทุษกรจรรยาโดยเวลา 6 ปี นั้น ทรงสะสมบารมิตาด้วยยานทั้ง 3ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอด 12 แสนโกฏิเต็ม
                        ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      11 พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม เสด็จอภิเนษกรมณ์จากบุรีทรงดำริประกอบด้วยอุปายบังเกิดขึ้น เพื่อความต้องการและประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายว่า ฯ
      12 เมื่อโลกมีอัธยาศัยในอธรรมอันเลวทรามในเวลามีความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง 5 เราเกิดมาในโลกชมพูทวีปซึ่งทรงการประพฤติธรรม ฯ
      13 สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ประกอบด้วยความทะเยอทะยาน และสิ่งที่ไม่เป็นมงคลทั้งหลาย เกลื่อนกล่นด้วยหมู่เดียรถีย์ คนเขลาทั้งหลายย่อมเข้าใจว่าความบริศุทธมีได้ด้วยการกระทำพยายามทางกาย ฯ
      14 มีการเข้าไปในไฟ ตกทะเลทราย  เอาฝุ่นและขี้เถ้าเป็นต้นทาตัว ประพฤติเป็นคนเปลือย ประกอบด้วยตบะโยคะ (ประพฤติตบะ) 5 อย่าง เพื่อจะทำหายให้เร่าร้อนฯ
      15 ผู้ไม่รู้ทั้งหลาย การทำการพิจารณา(บริกรรม)มนตร์บางคนกินอาหารในมือตนเอง (ไม่ใช้ภาชนะ) ไม่รับน้ำจากปากหม้อหรือกระโหลก ไม่รับน้ำในระหว่างที่เป็นสุขสบายฯ
      16 ผู้ใดพูดฟังไม่เข้าใจ พูดไม่มีประโยชน์ เขาไม่ตั้งอยู่ในคำของผู้นั้น เขารับภิกษาในตระกูลครั้งเดียว เขาเข้าใจว่าตนบริศุทธในโลกนี้(ด้วยการกระทำดั่งกล่าวมาแล้ว)ฯ
      17 เขาเหล่านั้น เว้นน้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำอ้อย นมเปรี้ยว นมสด ปลา เนื้อ กินแต่หญ้า ผัก กินใยบัว ข้าว ฯ
      18 กินเผือกมัน ผลไม้ ใบไม้ นุ่งห่มด้วยผ้าทอด้วยหญ้าคา หนังสัตว์ ผ้าทอด้วยขนสัตว์ อีกพวกหนึ่งเที่ยวเปลือยกาย ผู้เขลาทั้งหลายเข้าใจว่า นี่เป็นความจริง นอกนั้นเป็นความหลงใหลฯ
      19 เขายกมือชูขึ้น เกล้าผมสูงและยุ่งเป็นกระเซิง เขาทำลายหนทางเสียแล้ว  ตั้งอยู่ในที่ใช่หนทาง ใคร่จะไปสุคติ ฯ
      20 เขานอนบนหญ้า บนสากตำข้าว บนขี้เถ้า และนอนบนหนาม นอนขดตัวเข้าธยาน บางคนยืนเท้าข้างเดียวแหงนหน้าดูดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ฯ
      21 ไหว้น้ำพุ สระ บ่อ ทะเล มหาสมุทร ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ต้นไม้ ภูเขาดิน ภูเขาหิน หม้อ แผ่นดินฯ
      22 ผู้เขลาเหล่านั้น ทำความสะอาดร่างกายด้วยเหตุการณ์ต่างๆแวดล้อมด้วยมิถยาทฤษฏิ ย่อมตกลงในอบายทั้งหลายโดยเร็วพลัน ฯ
      23 อย่ากระนั้นเลย  เราจะเริ่มประพฤติพรตและตบะ ทำทุษกรจรรยาให้กล้าแข็ง ซึ่งเทวดาหรือมนุษย์ทำได้ยาก ไม่อาจประพฤติได้ฯ
      24 เราจะเข้าธยานแน่วแน่เป็นสถานที่มั่นคงเหมือนเพชร ซึ่งเป็นธยานที่แม้พระปรัตเยกชินไม่สามารถแสดงได้
      25 มีเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้เป็นเดียรถีย์ พอใจด้วยพรตแห่งตฤษณา ยินดีด้วยพรตและตบะอันทำยาก กล้าแข็งยิ่งนัก เพราะเหตุจะบ่มเขาเหล่านั้นฯ
      26 พระโพธิสัตว์เข้าไปในที่ซึ่งไม่ได้ปูลาด นั่งขัดสมาธิแล้ว แสดงวิธีการบริโภคอาหารด้วยประมาณเท่าผลพุทรา  เท่าเมล็ดงา เท่าเมล้ดข้าวสาร ฯ
      27 ละลายลมหายใจ เว้นลมหายใจออก และไม่หวั่นไหวต่อผู้มีกำลังทรงเข้าธยานแน่วแน่ ซึ่งเป็นธยานประเสริฐตลอด 6ปี ฯ
      28 ไม่กำหนดข้อถูก ไม่กำหนดข้อผิด ไม่หวั่นไหว ไม่ใส่ใจถึงที่โคจร(เที่ยวบิณฑบาต) ทรงเข้าธยานซึ่งเป็นธยานแน่วแน่ ซึ่งไม่สั่นสะเทือนเหมือนอากาศธาตุ ฯ
      29 พระองค์ไม่หลบแดดเข้าไปสู่ที่ร่มเงา และไม่ออกไปหาแดด ไม่หวั่นไหวเหมือนเขาเมรุ ทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      30 ไม่บังลมและฝน ไม่ป้องกันเหลือบ ยุง งู ทรงประพฤติโดยไม่หวั่นไหว ทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      31 และทรงเข้าธยานแน่วแน่ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอย่างเดียวทรงมีจิตกรุณาผู้อื่น เพื่อความไพบูลย์ของโลก ฯ
      32 เด็กชาวบ้าน คนเลี้ยงโค คนหาฟืน คนหาหญ้า เห็นพระโพธิสัตว์แล้วเข้าใจว่าเป็นผีคลุกฝุ่น พากันเอาฝุ่นมาทาพระโพธิสัตว์ ฯ
      33 เขาเหล่านั้น เอาสิ่งสกปรกมารเรี่ยราย ทำด้วยเหตุการณ์ต่างๆ พระโพธิสัตว์มิได้หวั่นไหวหรือหลบหลีก ทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      34 พระองค์ไม่ชะโงกหน้าหรือหงายหลัง ไม่ยันอะไรไว้ เพื่อจะรักษาพระกาย ไม่อุจจาระ ปัสสาวะเลย ไม่สะดุ้งกลัวเสียงทั้งหลาย ไม่มองดูสิ่งอื่น ฯ
      35 เนื้อและเลือดเหือดแห้งไป ยังเหลืออยู่แต่หนัง เส้นเอ็น และกระดูก ท้องติดสันหลังเป้นหระเปาะเหมือนผมมวย ฯ
      36 เทวดา อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ที่ได้ทำบุณยไว้ ผู้รู้คุณของพระองค์อย่างประจักษ์ ย่อมทำการบูชาพระองค์ตลอดคืนตลอดวัน ฯ
      37 เขาเหล่านั้นทำความตั้งใจไว้ว่า ขอให้เราเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์โดยเร็วพลันเถิด และให้เหมือนพระโพธิสัตว์ผู้มีจิตดังว่าอากาศทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      38 พระองค์เข้าธยานไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียว ไม่ใช่ลิ้มรสธยาน ไม่ใช่รู้สึกเป็นสุข แต่พระองค์รู้สึกกรุณาผู้อื่น จะกระทำประโยชน์ไพบูลย์ในโลก ฯ
      39 ลัทธิอื่นๆ พวกเดียรถีย์มีมติแลวทราม กระทำเป็นจุดดำพระองค์กำจัดแล้ว ทรงแสดงหลักกรรมและกิริยา ซึ่งเป็นวาจาที่กล่าวไว้ในพุทธสมัยพระกาศยปะ
      40 ความตรัสรู้ของพระกรกุจฉันทะ กว่าจะตรัสรู้ได้ในโลกนี้ก็แสนยาก นับด้วยหลายกัลป พระองค์เข้าธยานแน่วแน่ก็เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนดังนี้แล ฯ
      41 พระองค์ได้รับการฝึกฝนมาดีแล้ว 12แสนโกฏิ เต็มด้วยยานทั้ง 3 ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเอาพระทัยใส่ต่อยานทั้ง 3 นั้นมีความคิดดี ทรงเข้าธยานแน่วแน่ได้ ฯ
                        อัธยายที่ 17 ชื่อทุษกรจรรยาปริวรรต (ว่าด้วยประพฤติการกระทำที่ทำยาก) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนีแลฯ

อัธยายที่ 16 พิมฺพิสาโรปสํกฺรมณปริวรฺตะ โษฑศะ ชื่อพิมพิสาโรปสังกรมณปริวรรต (ว่าด้วยการเข้าไปหาพระราชาพิมพิสาร) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

พระเจ้าพิมพิสาร
  
      ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารถีฉันทกะได้กระทำการแถลงว่าเป็นการตั้งหทัยของพระโพธิสัตว์ทำให้บรรเทาความโศกของพระราชาศุทโธทนะ พระนางโคปา นางศากยทั้งหลาย นางสนมกำนัลทั้งปวง และคณะศากยทั้งหลาย
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงประทานผ้าแคว้นกาศีแก่เทวบุตรผู้แปลงรูปเป็นพรานป่า
แล้วทรงรับผ้าย้อมน้ำฝาดของเทวบุตรพรานป่านั้นโดยคำขอร้องทรงถือการบรรพชาเป็นไปตามโลกด้วยพระองค์เองโดยแท้ เพื่ออนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายเพื่อบ่มบารมีของสัตว์ทั้งหลาย
      ครั้นแล พระโพธิสัตว์เสด็จเข้าไปยังอาศรมของนางพราหมณ์ณีศากี นางได้เชิญ(ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์ ด้วยที่พักและภัตตาหาร ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์เสด็จไปยังอาศรมของนางพราหมณีปัทมา แม้นางนั้น ก็ได้เชิญ(ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์ด้วยที่พักและภักตาหารเช่นเดียวกัน
      ต่อจากนั้น พระองค์เสด็จไปยังอาศรมของพรหมฤษีชื่อ เรวัต แม้พรหมฤษีนั้น ก็ได้เชิญ (ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์เช่นเดียวกัน แม้ทตฤมทัณฑิกบุตรผู้ครองราชย์ ก็ได้เชิญ (ต้อนรับ) พระโพธิสัตว์ เช่นเดียวกันนั่นเทียว
      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปถึงมหานครไวศาลีโดยลำดับ
      ในสมัยนั้นแล อาราฑะ กาลาปะ(ดาบส) อาศัยมหานครไวศาลีอยู่กับสาวกหมู่ใหญ่ พร้อมด้วยศิษย์ 300 คน อาราฑะนั้นแสดงธรรมแก่คิษย์ทั้งหลายด้วยพรตพร้อมกับอากึจันยายตนะ ท่านเห็นพระโพธิสัตว์มาแต่ไกล เกิดความอัศจรรย์ใจ จึงเรียกศิษยทั้งหลายมาว่า ดูซิ ดูซิ เธอทั้งหลาย ดูรูปของท่านผู้นี้ ศิษย์เหล่านั้น พูดว่า นั่นซิ ข้าพเจ้าก็ดูรูปนั้นแล้ว รูปนั้นน่าพิศวงเหลือเกิน
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้ว ตถาคตก็เข้าไปยังที่อยู่ของอาราฑะ กาลาปะ แล้วพูดกับอาราฑะ กาลาปะว่า อาราฑะ กาลาปะ ผู้เจริญ ข้าพเจ้าประพฤติพรหมจรรย์ อาราฑะ กาลาปะได้พูดว่า ข้าแต่พระโคตมผู้เจริญ พระองค์เป็นกุลบุตรผู้มีศรัทธา จงประพฤติในสิ่งซึ่งเรียกว่า ธรรม เช่นนั้น ย่อมบรรลุผลตามกฏเกณฑ์โดยไม่ยาก
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคต มีความปริวิตกว่า เรามีฉันทะ(ความพอใจ) วีรยะ(ความเพียร) สมฤติ (ความระลึก)สมาธิ(ความตั้งใจแน่วแน่) ปรัชญา (ความรอบรู้) ทำอย่างไรหนอ ลำพังเราผู้เดียวไม่ประมาท มีความเพียรเผลเกลศมีความเพียรคร่าไปจึงจะบรรลุธรรมนั้นด้วยการทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็น (ในชาตินี้)
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นแล้วแล ตถาคตผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียรเผาเกลศ มีความเพียรคร่าเกลศไป ก็ได้รู้ยิ่งเห็นจริงธรรมนั้น ทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็นโดยไม่ยาก
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นนั้นแล ตถาคตไปยังที่อยู่ของอาราฑะ กาลาปะแล้วพูดว่า อาราฑะ ผู้เจริญ ธรรมที่ท่านบรรลุทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็นมีเท่านี้หรือ? อาราฑะ กาลาปะ พูดว่า ข้าแต่พระโคตมผู้เจริญมีเท่านี้แหละ ตถาคตจึงพูดกับอาราฑะ กาลาปะว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมนั้น ข้าพเจ้ากระทำให้ประจักษ์แจ้งทันตาเห็นบรรลุแล้ว อาราฑะ กาลาปะ พูดว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เป็นอันว่า ข้าพเจ้า รู้ธรรมใด แม้พระองค์ก็รอบรู้ธรรมนั้น พระองค์รู้ธรรมใด แม้ข้าพเจ้าก็รู้ธรรมนั้น เพราะฉะนั้นแหละเราทั้งสองมาช่วยกันบริหารคณะศิษย์เหล่านี้เถิด
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  อาราฑะ กาลาปะนับถือตถาคตด้วยความนับถืออย่างยิ่ง และแต่งตั้งตถาคตโดยมีความหมายเท่ากัน(ให้เป็นอาจารย์เหมือนกัน) ในอันเตวาสี (คณะศิษย์) ทั้งหลาย
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นเกิดความปริตกขึ้นอย่างนี้ว่า ธรรมของอาราฑะ นี้แล ไม่เป็นธรรมนำออกจากสังสารวัฏ นำออกไม่ได้ ดังนั้น จะเป็นไปเพื่อความสิ้นทุกข์อย่างเด้ดขาดได้อย่างไร ทำอย่างไรหนอ เราจะเที่ยวแสวงหาธรรมยิ่งกว่านี้
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้นแล้วตถาคตอยู่ในนครไวศาลี ตามความพอใจแล้วย่างไปในแคว้นมคธ ตถาคตนั้นประพฤติจริยา(การท่องเที่ยว) อยู่ในแคว้นมคธหลายแห่งแล้วจึงเดินทางไปสู่นครราชคฤห์ของชาวมคธทั้งหลาย แล้วเข้าไปยังที่ขุนเขาปาณฑพ ในที่นั้นตถาคตอาศัยอยู่ข้างขุนเขาปาณฑพลำพังผู้เดียว ไม่มีเพื่อน ไม่มีสหาย(ผู้ช่วยเหลือ) แต่มีเทวดาหลายหมื่นแสนโกฏิคอยดูแลรักษา ต่อแต่นั้น ตถาคตอาศัยอยู่อย่างปกติทรงบาตรจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังมหานครราชคฤห์ทางประตูด้านตโปทะ(*)ด้วยการก้าหน้าและถอยหลัง การทอดสายตา การเหยียดออก และคู้เข้า น่าเลื่อมใส การทรงผ้าสังฆฏิ บาตร จีวร น่าเลื่อมใส มีอินทรีย์ไม่ฟุ้งซ่าน มีใจไม่ส่งไปภายนอก มองชั่วแอกเหมือนหลับตา และเหมือนประคองบาตรเต็มไปด้วยน้ำมัน(เดินประคองไม่ให้น้ำมันกระฉอก) ในที่นั้น คนชาวนครราชคฤห์ทั้งหลาย เห็นตถาคตแล้ว ต่างก็สงสัยกันว่านี่เป็นพรหมเป็นองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ใช่ไหม หรือว่าเป็นไวศรวัณ หรือว่าเป็นเทพยดารักษาภูเขา
      * ตโปทะ พุน้ำอุ่น เรียกตโปธาราม ปัจจุบันนี้สร้างเป้นวัดฮินดู มีน้ำไหลผ่านทำเป็นที่เก็บน้ำให้ไหลลงเบี้องล่างเป็นชั้นๆชั้นบนพวกวรรณสูงใช้อาบชั้นล่าง พวกวรรณะต่ำอาบ น้ำนี้ใช้ทั้งอาบ ดื่ม ซักผ้า มีคนไปที่นั่นกันมาก อยู่ในราชคฤห์
      ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      1 ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงไว้ซึ่งความปราศจากมลทิน มีเดช หาที่สุดมิได้ ทรงบรรพชาด้วยพระองค์เอง มีพระทัยสงบระงับ ฝึกฝนพระองค์แล้ว ประพฤติภิกขาจารประทับอยู่ข้างขุนเขาปาณฑพ ฯ
      2 พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่ารุ่งแจ้งแล้ว ทรงนุ่งห่มน่าดูเป็นอย่างยิ่ง ถือบาตร มีพระหทัยมั่นคง เสด็จเข้าไปยังมหานครราชคฤห์พร้อมด้วยบิณฑบาต ฯ
      3 ณ ที่นั้น หมู่ชายหญิงมองเห็นพระองค์ผู้มีอาการ 32 มีลักษณะเหมือนทองหรือเงิน ซึ่งเป็นธาตุดี ไม่มีความอิ่มด้วยการดูเสียเลย ฯ
      4 พระองค์ประดับด้วยการครองผ้าดังว่ารัตนะ เสด็จไปในถนน เกิดสิริแผ่ซ่านติดตามพระองค์ไป คนไปตามหลังพระองค์โดยสิริของพระองค์ปกคลุม ถามกันว่า นี่เป็นใครกันหนอ ไม่เคยเห็นเลย มีแสงสว่างส่องทั่วบุรี ฯ
      6 คนโดยมาก เมื่อมองเห็นรูปพระโพธิสัตว์ผู้เลิศบุรุษ ต่างก็ไม่ได้ ซึ้อขายกัน นักเลงก็ไม่ดื่มน้ำเมา คนก็ไม่ยินดีในบ้านเรือนและในถนนหนทาง ฯ
      7 มีคนรีบไปยังพระราชวัง ได้กราบทูลพระราชพิมพิสารให้ทรงยินดีว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์ได้ลาภอย่างยิ่งแล้ว  พรหมมาเที่ยวบิณฑบาตในบุรีนี้ด้วยตนเอง ฯ
      8 บ้างก็กราบทูลว่า เป็นองค์ศักรเทวราช บ้าก็กราบทูลว่า เป็นเทวบุตรชั้นสุยามะ บ้างก็ว่าเป็นเทวบุตรชั้นสำตุษิต บ้างก็ว่าเป็นเทวบุตรชั้นนิรมิต บ้างก็ว่า เป็นเทวดาชั้นสินิรมิต ฯ
      9 บ้างก็ว่า เป็นจันทร์และอาทิตย์ บ้างก็ว่าเป็นราหู บ้างก็ว่าเป็นเวมจิตรีผู้มีกำลัง ต่างก็ถกเถียงคัดค้านกัน  บ้างก็ว่าเป็นเทพผู้สิงอยู่ที่ขุนเขาปาณฑพ ฯ
      10 พระเจ้าแผ่นดิน (พิมพิสาร) ทรงสดับคำนี้แล้ว มีพระทัยเฟื่องฟู ประทับอยู่ที่พระแกล ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสัตว์ประเสริฐ รุ่งเรืองด้วยสง่าราศี เหมือนทองคำซึ่งเป็นธาตุดี ฯ
      11 พระราชาพิมพิสาร ใคร่จะทรงถวายอาหารบิณฑบาต จึงตรัสสั่งราชปุรุษให้คอยดูพระโพธิสัตว์ว่าจะเสด็จไปไหน ครั้นราชปุรุษเห็นพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังภูเขาอันประเสริฐจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ท่านผู้นั้นไปทางข้างภูเขา ฯ
      12 พระราชาพิมพิสารทรงทราบว่ารุ่งแจ้งแล้ว พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายมีชนเป็นอันมากแวดล้อมแล้วเสด็จเข้าไปในเชิงขุนเขาปาณฑพ ทอดพระเนตรเห็นเขานั้นรุ่งเรืองด้วยสิริ ฯ
      13 แล้วทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ผู้น่าเคารพอย่างยิ่งประทับนั่งไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาเมรุ ประทับนั่งโดยสวัสดีอยู่บนหญ้าซึ่งงอกแผ่ไปยังแผ่นดิน ฯ
      14 พระราชาทรงน้อมเศียรนมัสการแทบพระบาท(พระโพธิสัตว์)ทรงตรัสวาทะสมเหตุผลด้วยพระวาจากหลายอย่างหลายประการว่า ข้าพเจ้าขอถวายราชสมบัติกึ่งหนึ่งจากราชสมบัติทั้งหมดแก่ท่าน และถวายบิณฑบาตด้วยกามคุณทั้งหลาย ขอท่านโปรดยินดีในที่นี้ ฯ
      15 พระโพธิสัตว์ตรัสพระวาจาอย่างสุภาพว่า ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน พระองค์จงรักษาพระชนมายุให้ยืนนาน ส่วนอาตมภาพเว้นแล้วจากคามปรารถนาราชสมบัติ เป็นบรรพชิต เมินเสียแล้วเพราะเหตุแห่งศานติฯ
      16 มหาบพิตรยังหนุ่มอยู่ในเยาว์วัย มีพระกายงามเหมือนทอง ยังว่องไว ยังปรารถนาทรัพย์อย่างกว้างขวาง และหมู่นารี จงอยู่ในราชสมบัติที่ประทับแก่อาตมภาพนี้ เสวยกามเถิด ฯ
      17 พระราชาของชาวมคธได้ทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะพบกับท่าน ขอท่านจงมีอายุในราชสมบัติทั้งปวงร่วมกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถวายแด่ท่านแล้ว ขอท่านจงเสวยกามให้มากเถิด ฯ
      18 ท่านอย่าอยู่ในป่าเปลี่ยวอีกเลย อย่าอยู่บนหญ้าที่พื้นดินอีกเลยกายของท่านละเอียดอ่อนยิ่งนัก ขอท่านจงอยู่ในราชสมบัติของข้าพเจ้านี้ เสวยกามเถิด ฯ
      19 พระโพธิสัตว์ตรัสพระวาจาอย่างสุภาพว่า ดูกร มหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน ขอพระองค์จงเที่ยงตรง อนุเคราะห์ต่อสิ่งทีเป็นประโยชน์ควรแก่ความรัก ขอความสวัสดีจงมีแด่มหาบพิตรเป็นนิตย์เถิด ส่วนอานมภาพไม่มีความประสงค์ด้วยกามคุณทั้งหลายแล้วฯ
      20 กามเสมอด้วยยาพิษ มีโทษไม่สิ้นสุด ทำให้ตกนรก เกิดในกำเนิดเปรต และในกำเนิดเดียรัจฉาน กามไม่ใช่สิ่งประเสริฐ ผู้รู้ทั้งหลายติเตียนแล้ว อาตมภาพละกามนั้นซึ่งเหมือนกลืนก้อนเหล็กที่ถูกไฟเผาจนแดง ฯ
      21 กามเหมือนผลไม้ร่วงจากต้น เหมือนก้อนเมฆในอากาศล่องลอยไป ไม่ยั่งยืน ไหวพริ้วเหมือนลม โปรยความงามไว้ทั้งหมดด้วยความหลอกลวง ฯ
      22 เมื่อไม่ได้กามก็ย่อมเดือดร้อน ครั้นได้แล้วก็ไม่รู้อิ่มบริโภคไม่เป็นก็เกิดทุกข์มาก กามมันร้ายกาจนัก ฯ
      23 ดูกร มหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน กามที่เป็นทิพย์ ที่เป็นของมนุษย์อย่างประณีต คนๆเดียวได้ไว้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่อิ่ม ยัง(อยาก)ได้ต่อไปอีก ฯ
      24 ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน ส่วนผู้ใดเป็นอารยะ มีอินทรีย์สงบและฝึกฝนแล้ว ไม่มีอาสวะ(เกลศโทษ) มีความรู้สึกสมบูรณ์ในธรรม เป็นนักปราชย์มีปัญญา ผู้นั้นอิ่มแล้ว อิ่มแล้วเป็นอย่างดี เขาจะไม่มีความพอใจใดๆ ในกามคุณทั้งหลายอีกต่อไป ฯ
      25  ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน เมื่อบริโภคกาม เบื้องต้นและที่สุดย่อมไม่มีแก่เขาผู้จัดสรรไว้ดีแล้ว ความกระหาย ย่อมเจริญขึ้นเมื่อบริโภคกาม เหมือนคนดื่มน้ำเค็ม (ไม่หายอยาก) ฯ
      26  ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน ถ้ากระไรละก็ จงทอดพระเนตรร่างกาย มันไม่ยั่งนืน ไม่มีสาระ มันเป็นเครื่องยนต์แห่งความทุกข์ ปากแผลทั้ง 9 มีสิ่งปฏิกูลไหลอยู่เสมอ ดูกรพระองค์ผู้เป็นใหญ่แก่คน ความพอใจและความกำหนัดกาม ไม่มีแก่อาตมภาพ ฯ
      27 อาตมภาพ ละกามได้อย่างกว้างขวาง และสตรีตั้งพันที่น่าดูน่าชม อาตมภาพพ้นไปแล้ว ไม่มีความยินดี ในภพทั้งหลาย ใคร่จะบรรลุโพธิคือความตรัสรู้อันประเสริฐ ซึ่งเป็นบรมคติอย่างยิ่ง ฯ
      พระราชา (พิมพิสาร) ตรัสว่า
      28 ข้าแต่พระภิกษุ ท่านไปไหนในทิศใด เกิดที่ไหน ใครเป็นบิดา มารดาของท่าน ท่านเป็นวรรณะกษัตริย์หรือวรรณะพราหมณ์ หรือเป็นพระราชา ข้าแต่พระภิกษุ ถ้าไม่รู้สึกหนักใจ ขอท่านขอกมาให้ถี่ถ้วนฯ
      พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      29  ดูกรมหาบพิตรผู้ปกครองแผ่นดิน พระองค์โปรดฟัง บุรีกบิลพัสดุ์แห่งศากยทั้งหลาย มั่งคั่งไพบูลย์ที่สุด พระราชาพระนามว่าศุทโธทนะเป็นพระบิดาของอาตมภาพ แต่ตัวของอาตมภาพเป็นบรรพชิตปรารถนาคุณธรรม ฯ
      พระราชา (พิมพิสาร) ตรัสว่า
      30 สาธุ ในที่สุด ความคิดเห็นของฝ่าพระบาท เป็นความคิดเห็นที่ดีมาก ซึ่งเป็นพระชนม์ชีพของฝ่าพระบาท แม้หม่อมฉัน ก็ยอมเป็นศิษย์ของฝ่าพระบาท ขอฝ่าพระบาท โปรดประทานอภัยให้แก่หม่อมฉันที่ได้มีเจตนาเชื้อเชิญฝ่าพระบาท(ให้ครองราชย์) ซึ่งฝ่าพระบาทปราศจากความกำหนัดในกามเสียแล้ว ฯ
      31 ข้าแต่ฝ่าพระบาทผู้เจริญ ถ้าฝ่าพระบาทบรรลุโพธิคือความตรัสรู้ ข้าแต่ฝ่าพระบาทผู้เจริญ ขอฝ่าพระบาทโปรดให้หม่อมฉันถึงความเป็นเจ้าแห่งธรรมบ้าง อนึ่ง บุรีของหม่อมฉันก็จะได้ลาภอันประเสริฐ นั่นคือฝ่าพระบาทผู้เป็นสวยัมภู ได้ประทับอยู่ในนครของหม่อมฉันนี้ ฯ
      32 พระราชา (พิมพิสาร) ถวายนมัสการพระบาทซ้ำอีกแล้วกระทำประทักษิณด้วยความเคารพ พระผู้เป็นใหญ่กว่านรชน มีราชบริพารของพระองค์แวดล้อม เสด็จเข้าสู่นครราชคฤห์อีก ฯ
      33 พระโลกนาถ เสด็จเข้าไปในบุรีมคธ ทรงสำราญพระอิริยาบถตามพระหทัยปรารถนา มีพระหทัยสงบระงับแล้ว ทรงกระทำตามความปรารถนาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วพระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่านรชนทั้งหลาย ได้เสด็จไปริมฝั่นแม่น้ำในรัญชนา (ฉบับบาลีว่า เนรัญชรา) ฯ
                        อธิยายที่ 16 ชื่อพิมพิสาโรปสังกรมณปรวรรต (ว่าด้วยการเข้าไปหาพระราชาพิมพิสาร) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

47/มหาภารตะ ตอนที่ - คำตอบของยุธิษฐิระต่อคำถามของยักษ์: เรื่องราวและคุณธรรม

search-google มหาภารตะ (ภาษาอังกฤษ) โดย Kisari Mohan Ganguli | 2,566,952 คำ | ISBN-10: 8121505933 ศาสนาฮินดูปุราณะมหาภารตะฉบับแปลภาษาอังกฤษเป็นตำราขนาดใหญ่บรรยายถึงอินเดียโบราณ ประพันธ์โดยพระกฤษณะ-ทไวปายณะ วยาสะ และบรรจุบันทึกของมนุษย์โบราณ นอกจากนี้ยังบันทึกชะตากรรมของตระกูลเการพและตระกูลปาณฑพ ส่วนเนื้อหาขนาดใหญ่อีกส่วนหนึ่งกล่าวถึงบทสนทนาเชิงปรัชญามากมาย เช่น เป้าหมายของชีวิต หนังสือ..  
      ก่อนหน้า 💃🏻  อ่านต่อ
 ไวสัมปายานะกล่าวว่า "
                         ยุธิษฐิระเห็นพี่น้องของตนแต่ละคนซึ่งล้วนมีบารมีดุจพระอินทร์เองนอนตายอยู่ราวกับเหล่าผู้ปกครองโลกที่ถูกปล่อยลงมาจากภพภูมิในตอนสิ้นยุคและเมื่อเห็นอรชุนนอนตายโดยมีธนูและลูกธนูตกอยู่บนพื้น
                         รวมถึงภีมเสนและฝาแฝดทั้งสองก็แน่นิ่งและสิ้นชีวิตไปแล้ว  กษัตริย์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่และร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า"
                         และเมื่อเห็นพี่น้องของตนล้มตายอยู่ตรงหน้า
                         บุตรชายผู้มีพละกำลังมหาศาลของธรรมะก็รู้สึกวิตกกังวลอย่างมากและเริ่มคร่ำครวญอย่างมากมาย
  โดยกล่าวว่า “โอ้วริโกทาระ ผู้มีพละกำลังมหาศาล ท่านได้ สาบานไว้ว่า—
                         ข้าจะใช้กระบองทุบต้นขาของทุรโยธนะในการรบ ! โอ้  ผู้เสริมสร้างเกียรติยศแห่งกุรุในความตายของท่าน โอ้
  ผู้มีพละกำลังมหาศาลและจิตใจสูงส่ง ทุกสิ่งที่ท่านสาบานไว้กลับกลายเป็นไร้ผล!
                         คำสัญญาของมนุษย์อาจไร้ผล
                         แต่เหตุใดคำพูดของเทพเจ้าที่กล่าวถึงท่านจึงไร้ผลเช่นนี้?”  โอ้ธนันชัยขณะที่ท่านอยู่ในห้องคลอดของมารดา เหล่าเทพได้ตรัสว่า  โอ้กุนตีบุตรชายของท่านผู้นี้จะต้องไม่ด้อยไปกว่าผู้มีดวงตาพันดวง ! และใน เทือกเขา ปาริปัตรา ทางเหนือ สรรพสัตว์ ทั้งหลายต่างขับขานบทเพลงว่า
                         ความเจริญรุ่งเรือง (ของเผ่าพันธุ์นี้) ที่ถูกศัตรูปล้นไป  จะถูกกู้คืนโดยผู้นี้โดยไม่ชักช้า ไม่มีใครสามารถเอาชนะเขาได้ในการรบ  และจะไม่มีใครที่เขาเอาชนะไม่ได้
                         เหตุใดพระจิษณุผู้มีพละกำลังมหาศาลจึงต้องสิ้นพระชนม์? โอ้
                         เหตุใดพระธนันชัยผู้ซึ่งเราพึ่งพาอาศัยมาจนถึงบัดนี้จึงนอนอยู่บนพื้นทำลาย[1]ความหวังทั้งหมดของข้าพเจ้า!
  เหตุใดวีรบุรุษเหล่านั้น บุตรชายผู้ยิ่งใหญ่ของกุนตีอย่างภีมเสนาและธนัญชัย จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของศัตรู ผู้ซึ่งมักสังหารศัตรูของตนเสมอ
                         และไม่มีอาวุธใดต้านทานได้! หัวใจอันชั่วร้ายของข้านี้คงทำจากเพชรอย่างแน่นอน
                         เพราะเมื่อเห็นฝาแฝดนอนอยู่บนพื้นในวันนี้ มันก็ไม่แตกสลาย!
                         พวกท่านผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่มนุษย์ ผู้เชี่ยวชาญในคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์  รู้จักคุณสมบัติของเวลาและสถานที่ และเปี่ยมด้วยคุณธรรมแห่งการบำเพ็ญตบะ
                         พวกท่านผู้ซึ่งได้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ครบถ้วนแล้ว เหตุใดจึงนอนลงโดยไม่กระทำการใดๆ ที่สมควรแก่ท่าน? อนิจจา  เหตุใดพวกท่านจึงนอนนิ่งอยู่บนพื้นดินโดยที่ร่างกายไม่ได้รับบาดเจ็บ
                         พวกท่านผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ และคำปฏิญาณของพวกท่านยังคงอยู่?  และเมื่อทรงเห็นพระอนุชาทั้งสองพระองค์นอนหลับอย่างสบายอยู่บนเนินเขาดังเช่นที่เคยทำมา
                         กษัตริย์ผู้มีจิตใจสูงส่งก็ทรงโศกเศร้าอย่างสุดซึ้งจนเหงื่อท่วมตัว  ทรงตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา และตรัสว่า “เป็นเช่นนั้นแหละ”
                         กษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมองค์นั้น ทรงจมอยู่ในมหาสมุทรแห่งความโศกเศร้า และทรงรีบเร่งสืบหาสาเหตุ (ของภัยพิบัตินั้น)  และพระองค์ผู้ทรงมีพระหัตถ์อันทรงพลังและจิตใจสูงส่ง
                         ทรงทราบถึงการแบ่งแยกของเวลาและสถานที่ ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร หลังจากคร่ำครวญถึงความโศกเศร้าเช่นนี้มามากแล้ว ยุธิษฐิระผู้ทรงคุณธรรม
                         บุตรของธรรมะหรือตปุก็ระงับอารมณ์ ของตน
                         และเริ่มไตร่ตรองในใจว่าใครเป็นผู้สังหารวีรบุรุษเหล่านั้น  “ไม่มีร่องรอยของอาวุธใดๆ บนสิ่งเหล่านี้ และไม่มีรอยเท้าของใครเลย
                         ข้าคิดว่าผู้สังหารพี่น้องของข้าต้องเป็นผู้ทรงพลังอย่างแน่นอน  ข้าจะไตร่ตรองเรื่องนี้อย่างจริงจัง หรือไม่ก็ขอให้ข้าดื่มน้ำนี้ก่อน  แล้วค่อยรู้ความจริงทั้งหมด
                         บางทีทุรโยธนะผู้มีจิตใจคดโกงอาจแอบนำน้ำนี้มาวางไว้ที่นี่โดยกษัตริย์แห่งคันธรรพ์ก็ได้
                         คนที่มีสติปัญญาจะไว้ใจคนชั่วร้ายผู้มีกิเลสตัณหาต่ำช้าได้อย่างไร
                         ในเมื่อความดีและความชั่วก็เหมือนกันหมด
  หรือบางทีนี่อาจเป็นฝีมือของคนชั่วร้ายผู้นั้นผ่านทางผู้ส่งสารลับของเขา”
                          และด้วยเหตุนี้เอง ผู้มีสติปัญญาสูงส่งจึงครุ่นคิดถึงเรื่องต่างๆ มากมาย  เขาไม่เชื่อว่าน้ำนั้นปนเปื้อนยาพิษ เพราะถึงแม้พวกเขาจะตายไปแล้ว
                          แต่ก็ไม่มีรอยซีดเซียวเหมือนศพปรากฏอยู่บนใบหน้าของพวกเขา  'สีหน้าของพี่น้องเหล่านี้ยังไม่จางลงเลย!' และยุธิษฐิระก็คิดเช่นนั้น
                          และกษัตริย์ก็ตรัสต่อไปว่า  'บุรุษผู้ยิ่งใหญ่แต่ละคนเหล่านี้เปรียบเสมือนน้ำตกอันใหญ่หลวง'ดังนั้น  นอกจากยมราชเอง ผู้ซึ่งจะนำมาซึ่งจุดจบของสรรพสิ่งในเวลาอันควรแล้ว ใครเล่าจะสามารถทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ได้เช่นนี้' และเมื่อแน่ใจแล้ว
                          เขาก็เริ่มชำระล้างร่างกายในทะเลสาบนั้น และขณะที่เขาลงไปในทะเลสาบนั้น  เขาก็ได้ยินเสียงเหล่านี้จากท้องฟ้า ซึ่งเป็นเสียงของยักษ์ — “ข้าคือนกกระเรียน  กินปลาตัวเล็กๆ
                          เป็นฝีมือของข้าที่ทำให้พี่น้องของเจ้าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเจ้าแห่งวิญญาณผู้ล่วงลับ  หากเจ้า เจ้าชาย ไม่ตอบคำถามที่ข้าถาม เจ้าเองก็จะเป็นศพที่ห้า อย่าได้ใจร้อนเลย
                          โอเด็กน้อย! ทะเลสาบแห่งนี้เป็นของข้ามาแล้ว หากเจ้าตอบคำถามของข้าก่อน  เจ้าโอรสของกุนตี จงดื่มและนำไป (มากเท่าที่เจ้าต้องการ)!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น
                          ยุธิษฐิระจึงกล่าวว่า “ท่านคือสุดยอดแห่งเทพรุทระหรือเทพวสุหรือเทพมารุตะหรือ?  ข้าถามว่าท่านเป็นเทพองค์ใด? นกตัวเล็กๆ ก็คงทำสิ่งนี้ไม่ได้!
                          ใครกันที่โค่นล้มภูเขาสี่ลูกอันยิ่งใหญ่ ได้แก่หิมาลัย ปาริปัตรา วินธยาและมาลายา
                         ? สิ่งที่ท่านทำนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน ท่านคือสุดยอดแห่งผู้แข็งแกร่ง!”  ผู้ที่แม้แต่เทพ คนธรรพ์อสูรหรือรากษสก็ไม่ อาจต้านทานได้ในการต่อสู้ครั้งใหญ่ กลับถูกท่านสังหาร! ดังนั้น การกระทำของท่านจึงน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก!
                         ข้าพเจ้าไม่ทราบ ว่าท่านมีธุระอะไร และไม่ทราบจุดประสงค์ของท่าน ดังนั้น ความอยากรู้อยากเห็นและความกลัวจึงเข้าครอบงำข้าพเจ้าอย่างมาก
  จิตใจของข้าพเจ้าวุ่นวายอย่างยิ่ง และศีรษะของข้าพเจ้าก็ปวดร้าว
  ข้าพเจ้าจึงขอถามท่านผู้ทรงเกียรติว่า ท่านเป็นใครที่อยู่ที่นี่?
  เมื่อได้ยินเช่นนั้น ยักษ์จึงกล่าวว่า 'ข้าเป็นยักษ์
  ไม่ใช่สัตว์ปีกครึ่งบกครึ่งน้ำ ข้าเป็นผู้สังหารพี่น้องของเจ้าทั้งหลาย
  ผู้เปี่ยมด้วยพละกำลัง!' ไวสัมปายานะกล่าวต่อว่า
  'เมื่อได้ยินคำพูดที่สาปแช่งเหล่านี้ซึ่งถูกแต่งขึ้นด้วยถ้อยคำที่รุนแรง[2]ยุธิษฐิระ
  โอพระราชา ได้เดินเข้าไปหายักษ์ผู้พูดแล้วยืนอยู่ตรงนั้น
  และกระทิงในหมู่ชาวภารตะก็มองเห็นยักษ์ที่มีดวงตาที่ผิดปกติและร่างกายใหญ่โตสูงเหมือนต้นปาล์มและดูเหมือนไฟหรือดวงอาทิตย์
  และไม่อาจต้านทานได้และใหญ่โตเหมือนภูเขา
  ยืนอยู่บนต้นไม้และส่งเสียงคำรามดังลึกเหมือนเมฆ และยักษ์ก็กล่าวว่า
  “พี่น้องของท่าน โอพระราชา แม้ข้าจะห้ามปรามหลายครั้งแล้ว
  พวกเขาก็ยังพยายามแย่งน้ำไป ข้าจึงได้สังหารพวกเขาเสีย!
  ผู้ใดปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โอพระราชา อย่าดื่มน้ำนี้! โอ
                         บุตรแห่งปฤถะอย่าได้กระทำการโดยพลการ! ทะเลสาบนี้เป็นของข้ามานานแล้ว โอ บุตรแห่งกุนตี เจ้าจงตอบคำถามของข้าก่อน แล้วค่อยเอาไปมากเท่าที่เจ้าต้องการ!”
                         ยุธิษฐิระกล่าวว่า 'โอ้ ยักษ์เอ๋ย ข้าไม่ได้โลภในสิ่งที่ท่านมีอยู่แล้ว! โอ้ วัวกระทิงในหมู่ สัตว์เพศ ชายผู้ทรงคุณธรรมย่อมไม่เห็นด้วยกับการที่ผู้ใดสรรเสริญตนเอง (โดยไม่โอ้อวด
                         ข้าจึงจะตอบคำถามของท่านตามสติปัญญาของข้า) ท่านถามข้ามาหรือ!'
                         จากนั้นยักษ์ก็กล่าวว่า 'อะไรทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้น? ใครอยู่เป็นเพื่อนมัน?
  ใครทำให้มันตก? และมันสถิตอยู่ในใคร?' ยุธิษฐิระตอบว่า '
  พระพรหมทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้น เหล่าเทพอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ธรรมะทำให้ดวงอาทิตย์ตก
  และพระองค์ทรงตั้งมั่นอยู่ในสัจธรรม' [3] ยักษ์ถามว่า
  'คนเราจะมีความรู้ได้ด้วยอะไร? ด้วย'เขาจะบรรลุสิ่งใดได้
  สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากนั้นคืออะไร? จะมีสิ่งใดเป็นครั้งที่สองได้อย่างไร?
  และโอ้พระราชา จะได้มาซึ่งสติปัญญาได้อย่างไร?' ยุธิษฐิระตอบว่า 'ความรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อศึกษาพระคัมภีร์ความรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบำเพ็ญตบะ
  ความยิ่งใหญ่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีความฉลาด
  และความรู้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรับใช้ผู้เฒ่า' [4] ยักษ์ถามว่า
  'อะไรคือคุณสมบัติของพราหมณ์ ที่แสดงถึงความเป็นเทพ ?
  การปฏิบัติของพวกเขามีลักษณะอย่างไรที่เหมือนกับการปฏิบัติของคนดี? และคุณลักษณะด้านมนุษย์ของพราหมณ์คืออะไร? และการปฏิบัติของพวกเขามีลักษณะอย่างไรที่เหมือนกับการปฏิบัติของคนชั่ว?'
                         ยุธิษฐิระตอบว่า 'การศึกษาพระเวทเป็นสิ่งที่แสดงถึงความเป็นเทพของพวกเขา  การบำเพ็ญตบะของพวกเขาแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับผู้มีคุณธรรม
  การที่พวกเขาต้องตายเป็นคุณลักษณะของมนุษย์
  และการใส่ร้ายป้ายสีเป็นความไม่เคารพต่อพระเจ้า' ยักษ์ถามว่า
  'อะไรคือสิ่งที่สถาปนาความเป็นเทพของเหล่ากษัตริย์ ?
  อะไรคือการปฏิบัติของพวกเขาที่เหมือนกับการปฏิบัติของผู้เคร่งครัดในศาสนา?
  อะไรคือคุณลักษณะความเป็นมนุษย์ของพวกเขา?
  และการปฏิบัติใดของพวกเขาที่เหมือนกับการปฏิบัติของผู้ไม่เคร่งครัดในศาสนา?'
  ยุธิษฐิระตอบว่า 'ลูกศรและอาวุธคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา
  การประกอบพิธีกรรมบูชายัญเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับคนเคร่งศาสนา  ความหวาดกลัวเป็นคุณลักษณะของมนุษย์
  และการปฏิเสธการคุ้มครองเป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกับคนชั่ว' ยักษ์ถามว่า
  'อะไรคือแก่นแท้ของการบูชา? อะไรคือที่พึ่งพิงของการบูชา?
  และอะไรคือสิ่งที่การบูชาขาดไม่ได้?' ยุธิษฐิระตอบว่า
  'ชีวิตคือSamaแห่งการเสียสละ
  จิตใจคือYajusแห่งการเสียสละRikคือสิ่งที่เป็นที่พึ่งพิงของการเสียสละ และมี
  เพียง Rikเท่านั้นที่การเสียสละขาดไม่ได้' [5] ยักษ์ถามว่า
  'อะไรอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้ที่ทำการเพาะปลูก?
  อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้ที่หว่านเมล็ด?
  อะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้ที่ปรารถนาความมั่งคั่งในโลกนี้? และอะไรคือสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดสำหรับผู้ที่ให้กำเนิด? ยุธิษฐิระตอบว่า
  'สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ที่ทำการเพาะปลูกคือฝน
  สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ที่หว่านคือเมล็ดพืช
  สิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับผู้ที่ให้กำเนิดคือลูกหลาน[6] ' ยักษ์ถามว่า
  'บุคคลใดเล่า ผู้ที่เพลิดเพลินกับสรรพสิ่งทั้งปวงที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส มีสติปัญญา เป็นที่เคารพนับถือของโลกและเป็นที่รักของสรรพสัตว์ทั้งปวง แม้จะยังมีลมหายใจอยู่ แต่ถ้าไม่ถวายสิ่งใดแก่ทั้งห้าประการนี้ ได้แก่ เทพเจ้า
  แขก ข้ารับใช้บรรพบุรุษและตัวเขาเอง แม้จะยังมีลมหายใจอยู่
  บุคคลนั้นก็ยังไม่ถือว่ามีชีวิตอยู่' ยักษ์ถามว่า 'อะไรหนักกว่าโลก?
                         อะไรสูงกว่าท้องฟ้า? อะไรว่องไวกว่าลม? และอะไรมีจำนวนมากกว่าหญ้า?'
                         ยุธิษฐิระตอบว่า 'มารดานั้นหนักกว่าแผ่นดิน บิดานั้นสูงกว่าสวรรค์ จิตใจนั้นวอกแวกกว่าลม และความคิดของเรานั้นมากมายยิ่งกว่าหญ้า' ยักษ์ถามว่า
                         'สิ่งใดเล่าที่ไม่หลับตาขณะหลับ? สิ่งใดเล่าที่ไม่เคลื่อนไหวหลังจากเกิดมา?
                         สิ่งใดเล่าที่ไม่มีหัวใจ? และสิ่งใดเล่าที่พองตัวด้วยแรงขับของตนเอง?'
                         ยุธิษฐิระตอบว่า 'ปลาไม่หลับตาขณะนอนหลับ ไข่ไม่ขยับหลังจากฟักออกมา ก้อนหินไม่มีหัวใจ และแม่น้ำก็เอ่อล้นด้วยแรงผลักดันของมันเอง' ยักษ์ถามว่า
                         'ใครคือมิตรของคนพลัดถิ่น? ใครคือมิตรของคนครองเรือน? ใครคือมิตรของคนเจ็บป่วย?
  และใครคือมิตรของคนใกล้ตาย?' ยุธิษฐิระตอบว่า
  “มิตรสหายของผู้ถูกเนรเทศไปยังดินแดนห่างไกลคือเพื่อนร่วมทาง
  มิตรสหายของเจ้าบ้านคือภรรยา มิตรสหายของผู้ป่วยคือแพทย์
  และมิตรสหายของผู้ที่กำลังจะตายคือการกุศล” ยักษ์ถามว่า—
  'ใครคือแขกของสรรพสัตว์ทั้งปวง? หน้าที่นิรันดร์คืออะไร? โอ้
  มหาราชาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดน้ำอมฤต คืออะไร ? และจักรวาลทั้งหมดนี้คืออะไร?'
                         ยุธิษฐิระตอบว่า— ' อัคนีเป็นแขกของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง: นมวัวคืออมฤต: โฮมา
                         (ด้วยสิ่งนี้) คือหน้าที่อันเป็นนิรันดร์: และจักรวาลนี้ประกอบด้วยอากาศเพียงอย่างเดียว' [7] ยักษ์ถามว่า—
                         'อะไรคือสิ่งที่เดินทางอยู่ตามลำพัง? อะไรคือสิ่งที่เกิดใหม่หลังจากเกิดแล้ว?
                         อะไรคือยาแก้หวัด? และอะไรคือทุ่งนาที่ใหญ่ที่สุด?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ดวงอาทิตย์โคจรอยู่เพียงลำพัง ดวงจันทร์ถือกำเนิดใหม่ ไฟเป็นยาแก้ความหนาวเย็น
  และโลกเป็นทุ่งนาที่กว้างใหญ่ที่สุด' ยักษ์ถามว่า—
  'ที่พึ่งสูงสุดของความดีงามคืออะไร? แล้วชื่อเสียงล่ะ? แล้วสวรรค์ล่ะ? และความสุขล่ะ?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นที่พึ่งสูงสุดของคุณธรรม
  การให้เป็นที่พึ่งของชื่อเสียง ความจริงเป็นที่พึ่งของสวรรค์ และพฤติกรรมที่ดี นำมาซึ่งความสุข' ยักษ์ถามว่า— 'จิตวิญญาณของมนุษย์คืออะไร?
  ใครคือมิตรแท้ที่เทพเจ้าประทานให้แก่มนุษย์?
  อะไรคือสิ่งค้ำจุนที่สำคัญที่สุดของมนุษย์?
  และอะไรคือที่พึ่งพิงที่สำคัญที่สุดของเขา?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'บุตรชายคือจิตวิญญาณของชายคนหนึ่ง
  ภรรยาคือมิตรแท้ที่พระเจ้าประทานให้แก่ชายคนนั้น เมฆคือที่พึ่งพิงหลักของเขา  และของขวัญคือที่หลบภัยหลักของเขา' ยักษ์ถามว่า— 'อะไรคือสิ่งที่น่ายกย่องที่สุด?
  อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่?
  อะไรคือผลประโยชน์ที่ดีที่สุด? และอะไรคือความสุขที่ดีที่สุด?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  "สิ่งที่น่ายกย่องที่สุดคือทักษะ
  สิ่งที่ดีที่สุดในบรรดาสิ่งที่ควรครอบครองคือความรู้
  สิ่งที่ดีที่สุดในบรรดาสิ่งที่ได้มาคือสุขภาพ
  และความพอใจคือความสุขที่ดีที่สุดในบรรดาความสุขทั้งปวง" ยักษ์ถามว่า—
  'หน้าที่ที่สำคัญที่สุดในโลกคืออะไร? คุณธรรมใดที่ให้ผลดีเสมอ?
  สิ่งใดที่หากควบคุมแล้วจะไม่นำไปสู่ความเสียใจ?
  และใครคือผู้ที่พันธมิตรไม่อาจแตกหักได้?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'หน้าที่สูงสุดคือการละเว้นจากการทำร้ายผู้อื่น
  พิธีกรรมที่บัญญัติไว้ในพระเวททั้งสามย่อมเกิดผลดีเสมอ
  จิตใจหากควบคุมได้จะไม่นำไปสู่ความเสียใจ และพันธมิตรกับความดีไม่มีวันแตกสลาย'
  ยักษ์ถามว่า— 'อะไรเล่าที่หากละทิ้งแล้วจะทำให้เป็นที่น่าพึงพอใจ?
  อะไรคือสิ่งที่หากละทิ้งแล้วจะไม่เสียใจ?
  อะไรคือสิ่งที่หากละทิ้งแล้วจะทำให้ร่ำรวย?
  และอะไรเล่าที่หากละทิ้งแล้วจะทำให้มีความสุข?' ยุธิษฐิระตอบว่า 'หากละทิ้งความเย่อหยิ่ง จะทำให้เป็นที่น่าคบหา หากละทิ้งความโกรธ จะไม่นำมาซึ่งความเสียใจ หากละทิ้งความปรารถนา จะทำให้ร่ำรวย และหากละทิ้งความโลภ  จะทำให้มีความสุข' ยักษ์ถามว่า— 'จะให้สิ่งใดแก่พราหมณ์?  จะให้สิ่งใดแก่นักแสดงละครใบ้และนักเต้น? จะให้สิ่งใดแก่ข้ารับใช้?
  และจะให้สิ่งใดแก่กษัตริย์?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'การบริจาคให้แก่พราหมณ์นั้นเพื่อสร้างบุญกุศล
  การบริจาคให้แก่นักแสดงละครใบ้และนักเต้นนั้นเพื่อชื่อเสียง
  การบริจาคให้แก่คนรับใช้นั้นเพื่อเลี้ยงดูพวกเขา
  และการบริจาคให้แก่กษัตริย์นั้นเพื่อบรรเทาความหวาดกลัว' ยักษ์ถามว่า—
                         'โลกถูกห้อมล้อมด้วยอะไร?
                         อะไรคือสาเหตุที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่อาจค้นพบตัวตนของตนเองได้?
                         ทำไมมิตรสหายจึงถูกทอดทิ้ง? และทำไมคนเราจึงไม่ได้ไปสวรรค์?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
                         'โลกถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด ความมืดมิดไม่ยอมให้สิ่งใดปรากฏออกมา
                         ความโลภทำให้มิตรสหายถูกทอดทิ้ง และความผูกพันกับโลกนี้เองที่ทำให้คนเราไม่ได้ไปสวรรค์' ยักษ์ถามว่า—
                         'เพราะเหตุใดคนเราจึงจะถือว่าตาย? เพราะเหตุใดอาณาจักรจึงจะถือว่าตาย? เพราะเหตุใดพิธีศรัทธา จึง จะถือว่าตาย? และเพราะเหตุใด การบูชายัญ?'
                         ยุธิษฐิระตอบว่า— “เพราะขาดทรัพย์สิน คนเราอาจถือได้ว่าตายแล้ว อาณาจักรอาจถือได้ว่าตายแล้วเพราะขาดกษัตริย์พิธีกรรมที่กระทำโดยนักบวชที่ไร้ความรู้
                         อาจถือได้ว่าตายแล้ว และพิธีกรรมบูชายัญที่ไม่มีของถวายแก่พราหมณ์ก็ตายแล้ว”
  ยักษ์ถามว่า— 'อะไรคือหนทาง? อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าน้ำ?
  อะไรคือสิ่งที่เรียกว่าอาหาร? และอะไรคือสิ่งที่เรียกว่ายาพิษ?
  จงบอกเราด้วยว่าเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทำศรัทธา คือเวลาใด
  แล้วจงดื่มและรับประทานให้มากเท่าที่ท่านต้องการ!' ยุธิษฐิระตอบแล้ว—
  'ผู้ที่ดีทั้งหลายล้วนเป็นหนทาง[8]อวกาศถูกกล่าวถึงว่าเป็นน้ำ[9]วัวเป็นอาหาร[10]คำขอร้องเป็นยาพิษ
  และพราหมณ์ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับพิธีศรัทธา[11]ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะคิดอย่างไรกับเรื่องทั้งหมดนี้
  โอ ยักษ์?' ยักษ์ถามว่า—
  'อะไรคือสิ่งที่กล่าวกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของการบำเพ็ญตบะ?
  และอะไรคือการยับยั้งชั่งใจที่แท้จริง? อะไรคือการให้อภัย? และอะไรคือความละอาย?'
                         ยุธิษฐิระตอบว่า— 'การยึดมั่นในศาสนาของตนเองคือการบำเพ็ญตบะ การควบคุมจิตใจคือการควบคุมที่แท้จริงที่สุด การให้อภัยคือการอดทนต่อความบาดหมาง และความละอายคือการละเว้นจากการกระทำที่ไม่เหมาะสมทั้งปวง' ยักษ์ถามว่า— “โอ้
  กษัตริย์ อะไรคือความรู้? อะไรคือความสงบ? อะไรคือความเมตตา?
  และอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าความเรียบง่าย?” ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ความรู้ที่แท้จริงคือความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า
  ความสงบที่แท้จริงคือความสงบในจิตใจ ความเมตตาคือการปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข และความเรียบง่ายคือความสงบในจิตใจ' ยักษ์ถามว่า— 'ศัตรูใดที่ไม่อาจเอาชนะได้?
  อะไรคือโรคที่รักษาไม่หายสำหรับมนุษย์? คนแบบไหนที่เรียกว่าซื่อสัตย์ และคนแบบไหนที่เรียกว่าไม่ซื่อสัตย์?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ความโกรธเป็นศัตรูที่เอาชนะไม่ได้ ความโลภเป็นโรคที่รักษาไม่หาย
  ผู้ที่ซื่อสัตย์คือผู้ที่ปรารถนาความสุขของสรรพสัตว์ทั้งปวง
  และผู้ที่ไร้ความเมตตาคือผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์' ยักษ์ถามว่า— “โอ้ พระราชา ความไม่รู้คืออะไร? และความเย่อหยิ่งคืออะไร? แล้วความเกียจคร้านคืออะไร?
  และความโศกเศร้าที่กล่าวมานั้นคืออะไร?” ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ความไม่รู้ที่แท้จริงคือการไม่รู้หน้าที่ของตน
  ความเย่อหยิ่งคือการตระหนักว่าตนเองเป็นผู้กระทำหรือผู้ประสบความทุกข์ในชีวิต ความเกียจคร้านคือการไม่ปฏิบัติหน้าที่ และความไม่รู้คือความเศร้าโศก'
  ยักษ์ถามว่า— ' ฤๅษีทั้งหลาย กล่าวว่า ความมั่นคงคืออะไร? แล้วความอดทนล่ะ? การชำระล้างที่แท้จริงคืออะไร? และการให้ทานคืออะไร?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ความมั่นคงนั้นอยู่ที่การยึดมั่นในศาสนาของตน
  และความอดทนที่แท้จริงอยู่ที่การควบคุมประสาทสัมผัส
  การอาบน้ำที่แท้จริงอยู่ที่การชำระจิตใจให้สะอาดจากสิ่งสกปรกทั้งปวง และความเมตตาอยู่ที่การปกป้องคุ้มครองสรรพสัตว์' ยักษ์ถามว่า—
  'คนใดควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีความรู้
  และคนใดควรถูกเรียกว่าเป็นผู้ไม่เชื่อในพระเจ้า?
  และใครควรถูกเรียกว่าเป็นผู้โง่เขลา? อะไรคือความปรารถนา
  และอะไรคือที่มาของความปรารถนา? และอะไรคือความอิจฉา?' ยุธิษฐิระตอบว่า—
  'ผู้ที่รู้จักหน้าที่ของตน สมควรได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รอบรู้
  ผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าคือผู้ที่ไม่รู้
  และผู้ที่ไม่เชื่อในพระเจ้าก็คือผู้ที่ไม่รู้เช่นกัน
  ความปรารถนาเกิดจากสิ่งของที่ตนครอบครองได้
  และความอิจฉาไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกจากความเศร้าโศกในใจ' ยักษ์ถามว่า—
                         'ความภาคภูมิใจคืออะไร และอะไรคือความภาคภูมิใจ'ความหน้าซื่อใจคด?
                         อะไรคือพระคุณของพระเจ้า และอะไรคือความชั่วร้าย? ยุธิษฐิระตอบว่า 'ความโง่เขลาอย่างดื้อรั้นคือความเย่อหยิ่ง การตั้งมาตรฐานทางศาสนาคือการเสแสร้ง
  พระคุณของพระเจ้าเป็นผลจากพรสวรรค์ของเรา
  และความชั่วร้ายคือการพูดจาใส่ร้ายผู้อื่น' ยักษ์ถามว่า— 'คุณธรรม ผลกำไร  และความปรารถนา ล้วนเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน  แล้วสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเช่นนี้จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?'
  ยุธิษฐิระตอบว่า 'เมื่อภรรยาและคุณธรรมสอดคล้องกัน ทั้งสามสิ่งที่คุณกล่าวมาก็อาจอยู่ร่วมกันได้'
  ยักษ์ถามว่า— “โอ้ วัวกระทิงแห่ง เผ่า
  ภารตะเอ๋ยใครกันที่ถูกลงโทษให้ตกนรกชั่วนิรันดร์?
  เจ้าควรตอบคำถามที่ข้าถามโดยเร็ว!” ยุธิษฐิระตอบว่า—
  “ผู้ใดเรียกพราหมณ์ผู้ยากจนมาสัญญาว่าจะให้ของขวัญ
  แต่แล้วกลับบอกว่าตนไม่มีอะไรจะให้ ผู้นั้นย่อมตกนรกชั่วนิรันดร์
  ผู้ใดกล่าวหาเท็จต่อพระเวท คัมภีร์พราหมณ์ เทพเจ้า และพิธีกรรมบูชาบรรพบุรุษ
  ผู้นั้นย่อมตกนรกชั่วนิรันดร์เช่นกัน ผู้ใดมีทรัพย์สมบัติมากมาย
  แต่ไม่เคยแบ่งปันหรือเสพสุขด้วยความโลภ โดยกล่าวว่าตนไม่มีอะไรเลย
  ผู้นั้นย่อมตกนรกชั่วนิรันดร์” ยักษ์ถามว่า— “ข้าแต่พระราชา ด้วยสิ่งใดเล่า  การเกิด การประพฤติ การศึกษา หรือความรู้ บุคคลจึงจะบรรลุเป็นพราหมณ์ได้ โปรดบอกเราด้วยความแน่ชัด!” ยุธิษฐิระตอบว่า- “ฟังเถิด ยักษ์เอ๋ย! การเกิด  การศึกษา หรือการเรียนรู้ ไม่ใช่สาเหตุของความเป็นพราหมณ์อย่างไม่ต้องสงสัย
  แต่เป็นการประพฤติต่างหากที่เป็นตัวกำหนดความเป็นพราหมณ์
  การประพฤติของตนควรได้รับการควบคุมอย่างดีเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพราหมณ์
  ผู้ใดรักษาการประพฤติของตนให้บริสุทธิ์ ผู้นั้นก็จะไม่บกพร่อง”
  อาจารย์และลูกศิษย์ แท้จริงแล้วทุกคนที่ศึกษาคัมภีร์ หากติดอยู่ในกิเลสตัณหา
  ก็ถือว่าเป็นคนโง่เขลาไร้การศึกษา
  ผู้ที่ถือว่ามีความรู้คือผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาของตนอย่างถูกต้อง
  แม้แต่ผู้ที่ศึกษาพระเวททั้งสี่เล่มก็ยังถือว่าเป็นคนชั่วช้าแทบไม่ต่างจากศูทร
  (หากการประพฤติของเขาไม่ถูกต้อง)
  ผู้ที่ประกอบพิธีอัคนิโฮตระและควบคุมสติสัมปชัญญะได้เท่านั้นจึงจะเรียกว่าพราหมณ์!
  ยักษ์ถามว่า— “คนเราได้อะไรจากการพูดจาไพเราะ?
  คนเราได้อะไรจากการกระทำอย่างมีวิจารณญาณเสมอ? คนเรามีเพื่อนมากได้อะไร?
  แล้วคนเราเสียสิ่งที่อุทิศตนเพื่อคุณธรรมได้อะไร?” ยุธิษฐิระตอบว่า “ผู้ใดพูดจาไพเราะ ผู้นั้นก็จะเป็นที่ชื่นชอบของคนทั้งปวง
  ผู้ใดประพฤติด้วยสติปัญญา ผู้นั้นก็จะได้สิ่งที่ตนปรารถนา ผู้ใดมีมิตรสหายมาก
  ผู้นั้นก็จะมีชีวิตที่มีความสุข และผู้ใดอุทิศตนให้แก่คุณธรรม
  ผู้นั้นก็จะได้มีชีวิตที่ดี (ในโลกหน้า)” ยักษ์ถามว่า—
  'ใครคือผู้ที่มีความสุขอย่างแท้จริง? อะไรคือสิ่งที่วิเศษที่สุด?
  เส้นทางคืออะไร?และข่าวสารคืออะไร?จงตอบคำถามทั้งสี่ข้อนี้ของข้า แล้วพี่น้องที่ตายไปแล้วของพวกเจ้าจะฟื้นคืนชีพ' ยุธิษฐิระตอบว่า— “โอ้ สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเอ๋ย ชายผู้ที่ปรุงอาหารในบ้านของตนเอง
  ในช่วงห้าหรือหกของวัน ด้วยผักเพียงเล็กน้อย แต่ไม่มีหนี้สิน และไม่ออกไปจากบ้าน
  ผู้นั้นคือผู้ที่มีความสุขอย่างแท้จริง วันแล้ววันเล่า
  สัตว์ทั้งหลายนับไม่ถ้วนกำลังเดินทางไปยังแดนยมโลก
  แต่ผู้ที่ยังคงอยู่กลับเชื่อว่าตนเองเป็นอมตะ”
  จะมีอะไรน่าอัศจรรย์ไปกว่านี้อีกเล่า? การโต้แย้งไม่นำไปสู่ข้อสรุปที่แน่นอน
  คัมภีร์ศรุติแต่ละเล่มแตกต่างกันออกไป ไม่มีแม้แต่ฤๅษี องค์เดียว
  ที่ความคิดเห็นจะได้รับการยอมรับจากทุกคน
  ความจริงเกี่ยวกับศาสนาและหน้าที่นั้นซ่อนอยู่ในถ้ำ ดังนั้น
  นี่จึงเป็นหนทางเดียวที่ผู้ยิ่งใหญ่ได้เดินตาม
  โลกที่เต็มไปด้วยความไม่รู้เปรียบเสมือนกระทะ
  ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนไฟวันและคืนเปรียบเสมือนเชื้อเพลิง
  เดือนและฤดูกาลเปรียบเสมือนทัพพีไม้
  เวลาคือพ่อครัวที่กำลังปรุงอาหารทุกชนิดในกระทะนั้น (ด้วยเครื่องช่วยต่างๆ)
  นี่คือข่าวสาร ' ยักษ์ถามว่า— “ท่านผู้ปราบปรามศัตรู
  ท่านได้ตอบคำถามทั้งหมดของข้าพเจ้าแล้ว! โปรดบอกเราเถิดว่าใครคือบุรุษที่แท้จริง และบุรุษใดที่ครอบครองความมั่งคั่งทุกชนิดอย่างแท้จริง"
                         ยุธิษฐิระตอบว่า 'คำกล่าวชมเชยการกระทำความดีของคนคนหนึ่งจะไปถึงสวรรค์และแพร่กระจายไปทั่วโลก ตราบเท่าที่คำกล่าวชมเชยนั้นยังคงอยู่ ตราบนั้นเอง บุคคลผู้นั้นก็จะมีความสมดุลระหว่างสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดี ความสุขและความทุกข์ อดีตและอนาคต และกล่าวได้ว่าเขามีความมั่งคั่งทุกประเภท'
                         ยักษ์ตนนั้นกล่าวว่า—
  “โอ้ กษัตริย์ พระองค์ทรงตอบถูกต้องแล้วว่าใครคือมนุษย์
  และมนุษย์คนใดครอบครองทรัพย์สมบัติทุกชนิด ฉะนั้น
  ขอให้มีเพียงคนเดียวในบรรดาพี่น้องของพระองค์ที่พระองค์ทรงประสงค์ รอดชีวิตไปเถิด!” ยุธิษฐิระตอบว่า— 'ขอให้ผู้มีผิวคล้ำ ดวงตาสีแดง สูงใหญ่ดุจ ต้น
  สาละอกกว้าง แขนยาวผู้นี้ จง มีชีวิตขึ้นมาเถิด โอ้ยักษ์เอ๋ย!'
  ยักษ์จึงตอบกลับไปว่า- “ภีมเสนาผู้นี้เป็นที่รักยิ่งของท่าน
  และอรชุนผู้นี้ก็เป็นผู้ที่ท่านทั้งหลายพึ่งพาอาศัย! เหตุใดเล่า
  ท่านจึงปรารถนาให้พี่น้องต่างมารดาฟื้นคืนชีพ!
  เหตุใดท่านจึงทอดทิ้งภีมะผู้มีพละกำลังเทียบเท่าช้างหมื่นตัว
  แล้วปรารถนาให้นากุละมีชีวิตขึ้นมา? ผู้คนกล่าวว่าภีมะเป็นที่รักยิ่งของท่าน
  เหตุใดท่านจึงปรารถนาให้พี่น้องต่างมารดาฟื้นคืนชีพ?
  ทอดทิ้งอรชุนผู้มีพละกำลังเป็นที่เคารพบูชาของบรรดาบุตรแห่งปันฑุเหตุใดท่านจึงปรารถนาให้นากุละฟื้นคืนชีพ?”
  ยุธิษฐิระกล่าวว่า— 'หากคุณธรรมถูกสังเวย
  ผู้ที่สังเวยคุณธรรมนั้นก็จะสูญเสียไปเช่นกัน คุณธรรมย่อมหวงแหนผู้ที่หวงแหน ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงระมัดระวังไม่ให้คุณธรรมนั้นมาทำลายเรา ข้าพเจ้าไม่เคยละทิ้งคุณธรรม การละเว้นจากการทำร้ายผู้อื่นเป็นคุณธรรมสูงสุด
  และข้าพเจ้าคิดว่ามันสูงส่งยิ่งกว่าเป้าหมายสูงสุดที่ปรารถนา
  ข้าพเจ้าพยายามที่จะปฏิบัติคุณธรรมนั้น ดังนั้น ขอให้นากุละ โอ ยักษ์ จงฟื้นคืนชีพ! ขอให้ผู้คนได้รู้ว่าพระราชาทรงมีคุณธรรมอยู่เสมอ!'
  ฉันจะไม่ละทิ้งหน้าที่ของฉันเด็ดขาด ดังนั้นขอให้นากุลาฟื้นคืนชีพเถิด! พ่อของฉันมีภรรยา 2 คน คือ กุนตีและมาดรีขอให้ทั้งสองมีบุตรด้วยกัน
  นี่คือสิ่งที่ฉันปรารถนา กุนตีเปรียบเสมือนมาดรีสำหรับฉัน
  ในสายตาของฉันไม่มีความแตกต่างระหว่างพวกเธอ
  ฉันปรารถนาที่จะปฏิบัติต่อมารดาของฉันอย่างเท่าเทียมกัน
  ดังนั้นขอให้นากุลามีชีวิตอยู่เถิด? ยักษ์ตนนั้นกล่าวว่า—
  “ในเมื่อท่านถือว่าการงดเว้นจากการทำร้ายผู้อื่นนั้นสูงส่งกว่าทั้งผลกำไรและความสุข ดังนั้นจงปล่อยให้พี่น้องของท่านทุกคนมีชีวิตอยู่เถิด โอกระทิงแห่งเผ่าภารตะ!”
  เชิงอรรถและเอกสารอ้างอิง:
[1] : Samhritya--การฆ่า [2] : วรรณกรรม. [3] : เบื้องหลังความหมายที่ตรงไปตรงมาและชัดเจนของคำที่ใช้ทั้งในคำถามและคำตอบนั้น
  มีความหมายที่ลึกซึ้งกว่าในเชิงจิตวิญญาณ
  ผมคิดว่านิลากันธาเข้าใจข้อความนี้อย่างถูกต้องแล้ว
  คำว่าอดิตยะซึ่งโดยทั่วไปหมายถึงดวงอาทิตย์นั้น
  บ่งชี้ถึงจิตวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์ (จาก adatte sabdadin indriadivis c.)  ดังนั้น คำถามแรกคือ 'ใครเป็นผู้ยกระดับจิตวิญญาณที่ไม่บริสุทธิ์?'
                         การยกระดับหมายถึงการยกระดับจิตวิญญาณจากความผูกพันทางโลก คำตอบคือ 'พรหม คือพระเวทหรือความรู้ในตนเอง' คำถามที่สองคือ  'อะไรบ้างที่อยู่เคียงข้างจิตวิญญาณในระหว่างกระบวนการชำระล้าง?'
                         คำตอบคือ การควบคุมตนเองและคุณสมบัติอื่นๆ ซึ่งล้วนมีลักษณะเหมือนพระเจ้าหรือศักดิ์สิทธิ์
                         คำถามที่สามคือ ใครเป็นผู้ชี้นำจิตวิญญาณไปสู่สถานที่ (สถานะ) แห่งความสงบสุข?
                         คำตอบคือ ธรรมะ กล่าวคือความสงบ คุณธรรม และการปฏิบัติทางศาสนา มักมีการกล่าวอ้างว่า บุคคลต้องผ่านการปฏิบัติ ( กรรม ) ก่อนที่จะบรรลุถึงสภาวะแห่งความสงบ สัจธรรม หรือความรู้บริสุทธิ์ คำถามสุดท้ายคือ
                         'จิตวิญญาณตั้งอยู่บนอะไร!'
                         คำตอบตามที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดคือ 'สัจธรรมหรือความรู้บริสุทธิ์'  เพราะจิตวิญญาณที่หลุดพ้นและอยู่เหนือความผูกพันทางกายทั้งปวงแล้ว
  ย่อมไม่ต้องการการปฏิบัติและการกระทำ (กรรม) อีกต่อไป
  แต่จะคงอยู่อย่างมั่นคงในความรู้ที่แท้จริง (ชญานะ) [4] :
  นิลากันธาอธิบายทั้งธฤติและทวิทิยะในเชิงจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตาม ไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายทางจิตวิญญาณในที่นี้ ธฤติหมายถึงความมั่นคงของสติปัญญา
  ส่วนทวิทิยะหมายถึงวินาที สิ่งที่ยุธิษฐิระกล่าวคือ
  สติปัญญาที่มั่นคงนั้นเป็นประโยชน์ในฐานะเพื่อนร่วมทางที่คอยช่วยเหลือ [5] :  นิลากันธาอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้องตามที่ผมเข้าใจ โดยสันนิษฐานว่า 'การเสียสละ'
                         ในที่นี้หมายถึงการเสียสละทางจิตวิญญาณเพื่อการได้มาซึ่งความรู้บริสุทธิ์
                         ในการเสียสละแบบวัตถุวิสัยที่ผู้คนประกอบพิธีกรรมนั้น มนต์จากพระเวทสามะ พระเวทยะชุระ และพระเวท ริก ล้วนมีความจำเป็น ในการเสียสละแบบอัตวิสัย
  การได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริง ชีวิต
  และจิตใจนั้นมีความจำเป็นไม่น้อยไปกว่ามนต์จากพระเวทสามะและพระเวทยะชุระในการเสียสละแบบวัตถุวิสัย
  และเนื่องจากการเสียสละแบบวัตถุวิสัยใดๆ ก็ขาดมนต์ริกไม่ได้
  เพราะขึ้นอยู่กับมนต์ริกเป็นหลัก
  ดังนั้นการเสียสละแบบอัตวิสัยเพื่อการได้มาซึ่งความรู้ที่แท้จริงจึงขาดการภาวนาไม่ได้เช่นกัน
  ซึ่งผมคิดว่าถูกแทนด้วยมนต์ริก การที่จะเข้าใจข้อความนี้อย่างถ่องแท้ จำเป็นต้องมีความคุ้นเคยอย่างใกล้ชิดกับพิธีกรรมการเสียสละ  เช่นอัคนิษฐโตมาหรือพิธีกรรมอื่นๆ ในทำนองเดียวกัน [6] : บางตำราอ่านว่า อัปปะตัม  แทน อุปะตัม หากการอ่านแบบแรกถูกต้อง ความหมายก็คือ
                         'สิ่งที่ดีที่สุดที่ตกลงมาคืออะไร?' นิลากันธาอธิบายทั้ง อัปปะตัม และ นิปะตัม
                         ในเชิงจิตวิญญาณ โดยคำแรกเขาเข้าใจว่า 'ผู้ที่ถวายเครื่องบูชาแด่เทพเจ้า' และคำที่สอง 'ผู้ที่ถวายเครื่องบูชาแด่บรรพบุรุษ' อย่างไรก็ตาม ความจำเป็นในการตีความในเชิงจิตวิญญาณนั้นไม่ชัดเจนนัก [7] :
  ยุธิษฐิระมีหลักฐานจากคัมภีร์ศรุติที่กล่าวว่า
  ธาตุเดียวที่แผ่ซ่านไปทั่วจักรวาลคืออากาศ [8] :
  คำที่ใช้ในคำถามคือ"ดิก"ซึ่งแปลตรงตัวว่า "ทิศทาง" เห็นได้ชัดว่าหมายถึง  "ในทางที่เชื่อมโยงกันแบบนี้" ยุธิษฐิระตอบว่า "ทางที่ควรเดินไปนั้นเป็นทางที่ดี"
                         [9] : หมายเหตุ 2: แท้จริงแล้ว คัมภีร์ศรุติกล่าวถึงอวกาศว่าเป็นน้ำ  คำถามเหล่านี้มีไว้เพื่อทดสอบความรู้ของยุธิษฐิระเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาในคัมภีร์เวท
                         [10] : คัมภีร์ศรุติกล่าวถึงวัวว่าเป็นอาหารเพียงอย่างเดียวในความหมายดังต่อไปนี้  วัวให้นม นมให้เนย เนยใช้ในพิธีโฮมา พิธีโฮมาเป็นสาเหตุของการเกิดเมฆ
  เมฆทำให้เกิดฝน ฝนทำให้เมล็ดงอกและให้ผลผลิตเป็นอาหาร
  นิลากันธาพยายามอธิบายสิ่งนี้ในเชิงจิตวิญญาณ อย่างไรก็ตาม
  ไม่จำเป็นต้องมีการอธิบายเช่นนั้นในที่นี้ [11] :
  สิ่งที่ยุธิษฐิระต้องการจะกล่าวก็คือ
  ไม่มีเวลาใดเป็นพิเศษสำหรับการทำพิธีศรัทธาสามารถทำพิธีได้เมื่อใดก็ตามที่สามารถหาปุโรหิตที่ดีและมีความสามารถมาประกอบพิธีได้
ตอนต่อไป; CCCXII - เรื่องราวของเหล่าปันดาวาที่ได้พบกับบิดาและได้รับพร
 สรุปย่อของบทนี้: เหล่าปันดาวาได้พบกับยักษ์ตนหนึ่งซึ่งปรากฏว่าเป็นบิดาของพวกเขาเอง คือพระเจ้าแห่งความยุติธรรมยุธิษฐิระขอพรให้ปกป้อง คทาของ พราหมณ์และปกปิดตัวตนของพวกเขาในช่วงปีสุดท้ายของการเนรเทศ ยักษ์ได้ประทานพรเหล่านั้นให้ และยังรับรองว่าจะไม่มีใครจำพวกเขาได้แม้ว่าพวกเขาจะเดินทางไปทั่วโลก เหล่าปันดาวาสามารถกลับไปยังอาศรมของตนได้ หลังจากผ่านการทดสอบ และได้กลับมาพบกันอีกครั้งอย่างสดชื่นหลังจากได้พบกับบิดาของพวกเขา
 ผู้ที่ได้ฟังเรื่องราวนี้จะพบกับความสงบสุขทางจิตใจ อายุยืนยาว และความเจริญรุ่งเรือง โดยเน้นที่ความถูกต้องและความสามัคคี เรื่องราวนี้เน้นความสำคัญของค่านิยมทางศีลธรรมและการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องชอบธรรม ปลูกฝังคุณธรรมให้แก่ผู้ฟัง การติดตามเรื่องราวการกลับมาพบกันอีกครั้งของเหล่าปันดาวาและบิดาของพวกเขา จะช่วยให้ผู้คนได้รับแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิตที่ปราศจากการกระทำและความคิดที่ไม่ถูกต้อง เรื่องราวนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของสายสัมพันธ์ในครอบครัวและพฤติกรรมที่ถูกต้องในชีวิตของแต่ละคน