Translate

30 ธันวาคม 2568

อัธยายที่ 17 ทุษกรจรฺยาปริวรฺตะ สปฺตทศะ ชื่อทุษกรจรรยาปริวรรต (ว่าด้วยประพฤติการกระทำที่ทำยาก) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

การกระทำที่ยาก
  
        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้นแล ดาบสชื่อรุทรกะ รามบุตร อาศัยนครราชคฤห์อยู่ด้วยศิษย์หมู่ใหญ่ พร้อมด้วยศิษย์ 700 คน รุทรกะ รามบุตรนั้นแสดงธรรมแก่ศิษย์เหล่านั้นด้วยพรตพร้อมกับไนวสํชญานนาสํชญายตนะ (มีสํชญาอย่างละเอียด) ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้พบรุทรกะ รามบุตรผู้เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ ผู้เป็นอาจารย์ของคณะ
ผู้ประสงค์จะให้ศิษย์ทั้งหลายรู้ ผู้มีชนเป็นอันมากบูชาแล้ว ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบัณฑิต ครั้นพบกันแล้วพระองค์คิดว่า รุทรกะ รามบุตร ผู้นี้แหละ เป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ เป็นอาจารย์ของคณะ เป็นผู้ประสงค์จะให้ศิษย์ทั้งหลายรู้ เป็นผู้ซึ่งมีชนเป็นอันมากบูชาแล้ว เป็นผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็นบันฑิต
 ถ้าเราเข้าไปสู่สำนักของท่านผู้นี้เริ่มประพฤติพรตและตบะไซร้ ท่านผู้นี้จะไม่รู้ความวิเศษในสำนักของเรา จะไม่รู้โดยประจักษชญาน จะกลายเป็นไม่ให้โทษแก่ผู้ที่ยังมีปรัตยัยปรุงแต่ง ผู้ประกอบด้วยอาศรวะผู้ประกอบด้วยอุปาทาน ผู้ที่ได้สมาธิในธยานทั้งหลาย อย่ากระนั้นเลยเราจะต้องเข้าไปแสดงอุปายตามสมควรที่จะให้ท่านมีประจักษชญาน เราจะต้องแสดงให้เห็นว่าสมาธิอันเป็นโลกีย์ของผู้มีธยานเป็นอารมณ์ และของผู้ที่หยั่งลงสู่สมาบัติ ยังไม่เป็นการถอนออกจากทุกข์ได้ อย่ากระนั้นเลย เราจะเข้าไปสู่สำนักของรุทรกะ รามบุตรแสดงตนเป็นศิษย์ เพื่อให้บังเกิดคุณพิเศษในสมาธิของตน จะได้ชี้ให้เห็นว่า สมาธิของผู้ที่ยังมีปรัตยัยปรุงแต่งทั้งหลายยังไม่เป็นแก่นสาร
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ มั่นพระหทัยต่ออำนาจแห่งประโยชน์นี้แล้ว จึงเข้าไปยังสถานที่รุทรกะ รามบุตรอยู่ ครั้นแล้ว จึงตรัสคำนี้กับรุทรกะ รามบุตรว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือว่า ท่านรู้ธรรมที่ใครแสดง
      เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้แล้ว  รุทรกะ รามบุตร จึงพูดกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้ควรเคารพ ข้าพเจ้าไม่มีศาสดาใดๆดอก แต่ว่า ข้าพเจ้าตรัสรู้โดยชอบ(อย่างถูกต้อง) ซึ่งธรรมของข้าพเจ้านี้ด้วยตนเอง พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ท่านตรัสรู้อะไร ? รุทรกะ รามบุตรตอบว่า ทางแห่งสมาบัติที่เป็นไนวสํชญานาสํชญายตนะ พระโพธิสัตว์ตรัสว่า  ข้าพเจ้าจะได้ทางแห่งสมาธิที่เป็นอววาทานุศาสนียะ จากสำนักของท่านไหม ?รุทรกะ รามบุตรตอบว่า ได้ ข้าพเจ้าจะให้อววาทเท่าที่จะให้ได้
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์เสด็จไปสู่ที่สงัด ประทับนั่งขัดสมาธิ เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงกระทำความเพียรสม่ำเสมอ ด้วยบุณยพิเศษ ด้วยชญานพิเศษ ด้วยผลพิเศษแห่งการประพฤติสุจริตในครั้งก่อน ด้วยการสะสมพิเศษซึ่งสมาธิทั้งปวง สมาบัติตั้งร้อยชนิด ทั้งที่เป็นโลกียะ และทั้งที่เป็นโลกุตตระทั้งปวงมีธยานเป็นประธาน ก็ปรากฏขึ้น พร้อมทั้งเหตุ พร้อมทั้งอุเทเทศ(คำอธิบาย) เหมือนกับปรากฏขึ้นโดยเป้นไปตามอำนาจจิตของพระองค์ ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงมีสมฤติสัมปรชานะ เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะเข้าไปยังที่รุทรกะ รามบุตรอยู่ ครั้นแล้ว จึงตรัสกับรุทรกะ รามบุตรอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ทางแห่งสมาบัติที่เป็นไนวสํชญานาสํชญายตนะอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ มีอีกไหม ? รุทรกะ รามบุตรตอบว่า ไม่มีแล้ว
      ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า รุทรกะ ไม่มีศรัทธา วีรยะ สมฤติ ปรัชญา เสียเลย เราต่างหากมีศรัทธา วีรยะ สมฤติ ปรัชญา
      ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ จึงตรัสกับรุทรกะ รามบุตรอย่างนี้ว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ธรรมซึ่งท่านได้มอบหมายให้ไว้นั้นเราได้บรรลุแล้ว รุทรกะ รามบุตรได้พูดว่า ถ้ากระนั้น มาเถอะ ท่านกับข้าพเจ้า ช่วยกันปกครองคณะ ดั่งนี้แล้ว แต่งตั้งพระโพธิสัตว์ในความหมายเสมอกัน และให้มีฐานะเป็นอาจารย์เท่ากัน พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ทางนี้ ไม่เป็นไปในความหยุด ไม่เป็นไปเพื่อไวราคะ(ปราศจากกำหนัด) ไม่เป็นไปเพื่อนิโรธ (ความดับสนิทแห่งทุกข์ ไม่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ไม่เป็นไปเพื่ออภิชญา(ความตรัสรู้) ไม่เป็นไปในสัมโพธิ(ปัญญาตรัสรู้) ไม่เป็นไปเพื่อศรมณะ ไม่เป็นไปเพื่อพราหมณ์ ไม่เป็นไปเพื่อนิรวาณ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงพิจารณาถึง รุทรกะ รามบุตร พร้อมทั้งศิษย์ จนกระทั่งทรงทราบว่าไม่ควร จึงทรงออกหากโดยทรงดำริว่า  เราพอกันที่กับดาบสผู้นี้
      ก็ในสมัยนั้นแล ภัทรวรรคียห้ารูป ได้ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักรุทรกะ รามบุตรท่านทั้ง 5 นั้น คิดกันว่าเราพากเพียรพยายามมาเป็นเวลานานเพื่อประโยชน์แห่งธรรมใด เราไม่สามารถเพื่อบรรลุที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้นได้ ที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้นพระศรมณะโคดมได้กระทำให้ปรากฏเพื่อบรรลุได้ด้วยความลำบากเล็กน้อยและที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้น ก็ยังไม่เป็นที่พอใจของพระศรมณะโคดมและพระสรมณะโคดมท่านยังแสวงหาให้ยิ่งขึ้นไปอีก ไม่ต้องสงสัย พระสรมณะโคดมนี้จะต้องเป็นศาสดาในโลก และพระองค์จะต้องแจกจ่ายที่สุดหรือขอบเขตแห่งธรรมนั้นแก่เราทั้งหลายด้วย เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ ภัทรวรรคียทั้งห้า ก็ปลีกตรนออกจากสำนักรุทรกะ รามบุตรติดตามพระโพธิสัตว์ไป
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในนครราชคฤห์ตามความปรารถนาแล้ว เสด็จดำเนินจาริกไปในแคว้นมคธหลายแห่ง พร้อมด้วยภัทรวรรคียทั้งห้า
      ในสมัยนั้นแล จากระหว่างทางนครราชคฤห์และจากระหว่างท่างมณฑลคยายังมีชนคณะหนึ่งเล่นมหรสพ และชนคณะนี้ได้นิมนต์พระโพธิสัตว์พร้อมทั้งภัทรวรรคียทั้งห้า ด้วยการถวายที่อยู่และถวายภักตาหาร
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงประพฤติปฏิบัติอยู่ในแคว้นมคธ แล้วเสด็จไปยังมณฑลคยาแห่งชนชาวมคธทั้งหลาย บรรลุถึงคยาตามลำดับ ดูกรภิกษุทั้งหลายในคยานั้นแล พระโพธิสัตว์ผู้ตั้งพระหทัยบำเพ็ญเพียร ทรงสำราญอิริยาบถอยู่ในคยาศีรษะ(คยาตอนบน) เมื่อพระองค์ประทับอยู่ในที่นั้น มีอุปมา (ข้อเปรียบเทียบ) แจ่มแจ้งขึ้น 3 ข้อ ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยได้รู้มากเลย อุปมา 3 ข้อนั้น เป็นอย่างไร ? คือ ศรมณะพรหมณ์เหล่าใดก็ตาม มีกายห่างจากกาม และมีจิตห่าง จากกรรมอยู่ แต่ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ยังมีความยินดีในกาม มีความกำหนัดในกาม มีความพอใจในกาม มีความใคร่ในกาม มีความกระหายในกาม มีความเคลิบเคลิ้มในกาม มีความเร่าร้อนในกาม
 แม้ความยินดีเป็นต้นนั้น ไม่รู้จักจบสิ้นสุดในกาม ไม่รู้จักสงบถึงแม้ว่าศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจนตนเสียแล้ว และเกี่ยวกับทำให้ร่างกายร้อนรน เป็นเวทนาร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อนไม่เป็นที่พึงพอใจก็ตาม ถึงกระนั้นศรมณะพราหมณ์เหล่านั้นก็ยังไม่ควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะ(*1) อันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม(*2) นั่นเอง นั่นเหมือนคนต้องการไฟแสวงหาความสว่าง ค้นหาความสว่าง เข้าเอาไม้สดมาเล้วเอาไม่สีไฟอันบนสดจุ่มน้ำแล้วสี เขาก็ยังไม่ควรที่จะทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ ซึ่งยากที่จะให้ไฟเกิดขึ้น เช่นเดียวกัน ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ มีกายห่างจากกาม และมีจิตห่างจากกามอยู่
 แต่ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ยังมีความยินดีอยู่ในกาม มีความกำหนัดในกาม มีความพอใจในกาม มีความใคร่ในกาม มีความเคลิบเคลิ้มในกาม มีความเร่าร้อนในกาม ความยินดีเป็นต้นนั้นไม่รู้จักสิ้นสุดในกาม ไม่รู้จักสงบ ถึงแม้ว่าศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น จะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจากตนเสียแล้วและเกี่ยวกับทำให้ร่างกายร้อนรนเป็นเวทนาร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่พึงพอใจก็ตาม ถึงกระนั้น ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ก็ยังไม่ควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรมนั่นเอง นี้เป็นอุปมาข้อที่ 1ของพระโพธิสัตว์แจ่มแจ้งขึ้น
      *1 อลํ อารยชญาน ทรรศนะ การเห็นด้วยญาณของพระอริยะว่าพอแล้ว ได้แก่อรหัตผลญาณ คือการบรรลุอาหัตหรือเป็นอรหันต์
      *2 ธรรมชั้นสูงยิ่งของมนุษย์
      และพระโพธิสัตว์ทรงดำริต่อไปว่า ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ใดๆ มีกายและจิตห่างจากกามอยู่ แต่ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ยังมีความยินดีในกาม ฯลฯ คนหาความสว่าง เขาเอาไม้สดวางไว้บนบก แล้วเอาไม้สีไฟอันบนสดมาสี เขายังไม่ควรที่จะทำให้ไฟเกิดขึ้นได้ เช่นเดียวกัน ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ใดๆ ก็ยังไม่ควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม นี้เป็นอุปมาข้อที่ 2 แจ่มแจ้งขึ้น ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้มาเลย
      ข้ออื่นอีก คือมีศรมณะพราหมณ์เหล่าใดๆ ซึ่งมีกายและจิตห่างจากกามอยู่ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้นยังมีความยินดีในกาม ฯลฯ แต่ความยินดีเป็นต้นของศรมณะพราหมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมสงบ ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้นจะเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจากตนเสียแล้ว และเกี่ยวกาบทำให้ร่างกายร้อนรนเป็นเวทนาร้ายแรง เข็มแข็ง เผ็ดร้อนก็ตาม ถึงกระนั้น ศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมควรโดยแท้ที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรมนั่นเหมือนคนในโลกนี้ต้องการไฟ แสวงหาความสว่าง ค้นหาความสว่าง
      เขาเอาไม้แห้งมาแล้ว เอาไม้สีไฟอันบนแห้งวางไว้บนบกมาสี เขาควรที่จะให้กลับเป็นไฟ ซึ่งยากที่จะให้เกิดไฟขึ้น เช่นเดียวกัน ศรมณะพราหมณ์เหล่านี้ใดๆฯลฯ เสวยเวทนา และศรมณะพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมควรโดยแท้ที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม นี่เป็นอุปมาข้อที่ 3 แจ่มแจ้งขึ้น ซึ่งพระองค์ไม่เคยได้ยินและไม่เคยรู้มาเลย
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เรานี่แหละ บัดนี้มีกายห่างจากกามอยู่ และมีจิตห่างจากกาม เรายังมีความยินดีในกาม ฯลฯ ความยินดีเป็นต้นของเรานั้น ย่อมสงบ เราเสวยอันเป็นทุกข์ซึ่งเกี่ยวกับกามได้คลาดไปจากเราเสียแล้ว และเกี่ยวกับทำให้ร่างกายร้อนรน เราได้เสวยเวทนา นั่นแหละเราจึงควรที่จะกระทำให้แจ้งอลมารยชญานทรรศนะอันพิเศษ เพราะอุตตริมนุษยธรรม
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในคยาตามพระประสงค์แล้ว ทรงจงกรมตามลำดับให้เป็นการออกกำลังพระชงฆ์ที่ภูเขาคยาศีรษะ แล้วเสด็จไปยังอุรุพิลวาเสนาปติคามกะ (หมู่บ้านของเสนาบดีชื่ออุรุพิลวา) บรรลุถึงที่นั้นโดยลำดับในที่นั้นพระองค์ทอดพระเนตรเห็นแม่น้ำไนรัญชนา มีน้ำใส มีท่าดี และประดับด้วยสุมทุมพุ่มไม้ดังว่าปราสาท และมีหมู่บ้านเป็นที่โคจรอยู่รอบๆ พระหทัยของพระโพธิสัตว์เลื่อมใสในที่นั้น สถานที่นี้เป็นที่พอใจของกุลบุตรผู้ต้องการทำความเพียร และเราก็ต้องการทำความเพียร อย่ากระนั้นเลย เราจะอยู่ในที่นี้ละ
                        กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        พระโพธิสัตว์ทรงดำริว่า เราหยั่งลงสู่ชมพูทวีปนี้ในเวลาที่มีความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง 5 เมื่อสัตว์ทั้งหลายพ้นจากความเลวทรามแล่นไปในทฤษฎิต่างๆอันเป็นวิธีการที่จะได้บุณยซึ่งมีอยู่ดกดื่น
                        ยึดมั่นในการถือก้อนแห่งร่างกายเป็นหลัก และพากันแสวงหาความบริศุทธทางกายด้วยการทรมานให้ร้อนรนกระวนกระวาย(ษาตปนปริตาปนะ)
                        ด้วยวิธีต่างๆ คนเขลาทั้งหลายย่อมบัญญัติขึ้นนั่นคือคนเขลาทั้งหลายย่อมเข้าใจเอาเองถึงความบริศุทธว่าจะมีได้ด้วยการพิจารณามนตร์
                        ด้วยการกินอาหารในมือตนเอง โดยการไม่ออกปากขอไม่เรียกร้อง ด้วยไม่กินปลาและเนื้อ กินแต่เผือกมันหลายอย่างตลอดปี ด้วยการเว้นจากดื่มสุราเมรัย (เหล้าและอุที่ใช้แกลบหมักเป็นน้ำเมา)
                        ด้วยการรับภิกษาหารตระกูลเดียวเพียง 1 ครั้ง 3 ครั้ง 5ครั้ง 7 ครั้ง ด้วยการกินและดื่ม เผือกมัน ผลไม้ สาหร่าย ใบหญ้าคา (แฝก)ขึ้วัว เยี่ยววัว ข้าปายสะนมเปรี้ยว น้ำมันเนย น้ำอ้อย แป้งดิบ
                        ด้วยการทำแหนบปากนกพิลาปไว้ทำความสะอาด (ถอนขน )และด้วยการอยู่อย่างชาวบ้านหรือชาวป่า ด้วยการประพฤติพรตอย่างโค เนื้อ ม้า หมู ลิง และด้วยการประพฤติพรตอย่างช้าง
                        ด้วยการโคจรไม่ช้ำสถานที่ ด้วยอยู่ในวีราสนะ คืออยู่กลางแจ้ง นิ่งไม่พูดอยู่กับที่ ด้วย พูดเพียงคำเดียวถึง 7 คำ บริโภคอาหารครั้งเดียว
                        ด้วยการอดอาหารในระหว่างวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง อดอาหาร 4 วัน 5 วัน 6 วัน ถือพรตจันทรายนะ(*1) อดอาหารปักษ์หนึ่งเดือนหนึ่งด้วยการถือตามปักษ์แร้งปักษ์นกเค้า (แร้งกินแต่กลางวัน นกเค้ากินแต่กลางคืน)
                        ด้วยการมีใบมีดหรือปลายศรเป็นอาสนะ (นั่งบนใบมีดหรือนั่งบนปลายลูกศร)นุ่งผ้าเปลือกไม้ ผ้าทอด้วยหญ้าคา (ผ้าคากรอง) ผ้าขนอูษฏร์ ผ้าขนแกะ ผ้าผมคนและหนังสัตว์ และด้วยการนอนบนผ้าเปียกหรือบนจอมตาข่าย(เอาข่ายมากองเหมือนจอมปลวกแล้วนอนบนนั้น)
                        ด้วยการนอนบนขี้เถ้า บนกรวด บนหิน บนแผ่นกระดาน บนหนาม บนหญ้า บนสากดำข้าว และด้วยการนอนห้อยหัวลง นอนขดตัว นอนบนที่ราบ ด้วยการอยู่ครั้งเดียว  2 ครั้ง 3 ครั้ง 4 ครั้ง 5 ครั้ง 6ครั้ง 7 ครั้ง และมากครั้ง(ในที่แห่งเดียว)
                        ด้วยการเปลือยกายด้วยวิธีที่กำหนดสถานที่ และมิได้กำหนดและด้วยการไว้ผม ไว้เล็บ ไว้หนวดยาว หรือไว้ผมเป็นกระเซิง ด้วยอาหารมีประมาณเท่าผลพุทรา เมล็ดงา เมล็ดข้าวสาร
                        ด้วยการทาตัวด้วยขี้เถ้า เขม่า งดเว้นความผ่องใสฉาบทาด้วยเขม่าฝุ่นโคลน ด้วยการไว้ขนผมยาวเหมือนหญ้ามุญชะ ไว้เล็บ นุ่งห่มผ้าที่ได้ด้วยการขอ ห้อยหัวกระโหลก และด้วยการดื่มน้ำในกา ซึ่งเป็นน้ำร้อน และกรองน้ำข้าวด้วยผ้าขนสัตว์
                        ด้วยการมีไว้ซึ่งถ่านไฟ ผ้าย้อมน้ำฝาด ไม้กางเขน (สำหรับพักแขน) มีดโกน เตาสำหรับติดไฟบูชายัชญ ไม้เท้าปลายเป็นรูปหัวกะโหลก
      คนเขลาทั้งหลายย่อมบำเพ็ญตบะด้วยการประพฤติตบะ 5 อย่าง คือดื่มควัน ดื่มไฟ เพ่งดวงอาทิตย์ ยืนเท้าเดียว ยืนเท้าเดียวชูมือ คนเขลาทั้งหลายย่อมค้นหาคติ(อุปาย) คือย่างไฟแกลบเหมือนนิกุมภะ(*2)เป็นตัวอย่าง เข้าไปสู่เปลวไฟเหมือนเผาศิลาให้สุกและไปตายที่ท่าทะเลทราย เหมือนคนเขลาทั้งหลายย่อมเข้าใจเอาเองถึงความปริศุทธว่าจะมีได้ด้วยการทำโองการ(*3) วษัฏการ(*4) สวธาการ(*5) สวาหาการ(*6) คำอวยพรอาเศียรพจน์)
      ประชุมสรรเสริญ (สดุดีจยนะ) คำเชื้อเชิญ เรียนและจำบทมนตร์ภาวนา และสำคัญว่าตนบริศุทธ จึงอาศัยพึ่งวิธีการเหล่านี้ นั่นคือ เขาเหล่านั้นพากันกราบไหว้ พรหม องค์อินทร์ รุทระ วิษณุ เทวี(สรัสวดีชายาพรหม) กุมาระ(สกันธกุมาร) มาตฤ (เทพมารดาคือลักษมี) กาตยายนี (คือ นางอุมาชายาศิวะ) จันทร์ อาทิตย์ ไวศรวณะ วรุณะ วาสวะ อัศวิน นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครฑ กินนร งูใหญ่ รากษส พร้อมทั้งเปรต ภูติ กุมภัณฑ์ ปีศาจ ผู้เป็นคณบดี (หัวหน้า)
      บริษัทกุมภัณฑ์และเทพฤษี ราชฤษี พรหมฤษี เขาเข้าใจว่าผู้ที่ออกนามเหล่านั้นยิ่งประเสริฐ และเขาเหล่านั้น อาศัยพึ่งดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ และอาศัยภูเขา แม่น้ำ ลำคลอง สระ หนอง บึง ทะเล ลำห้วย ทะเลสาป บ่อ ต้นไม้ พุ่มไม้ เถาวัลย์ หญ้า สถานที่ สโมสร ป่าช้า ทางสี่แพ่ง ตลาด เขาเหล่านั้น  ย่อมกราบไหว้เสาเรือน สากมือ ดาบ ธนู ขวาน ลูกศร หอก ตรีศูล(หอก 3 ใบ) และเขาเข้าใจเอาเองถึงสิ่งที่เป็นมงคลว่าจะมีได้เด้วยนมเปรี้ยว น้ำมันเนยเมล็ดพันธุ์ผักกาด ข้าวเหนียว ด้ายมงคลผูกมือ หญ้าแพรก เพชรพลอย ทอง เงิน เป็นต้น ผู้เขลาทั้งหลาย ย่อมทำแหล่งบำเพ็ญบุณยทั้งหลายเหล่านี้ ดั่งกล่าวมานี้ และผู้กลัวภัยในสังสารวัฏทั้งหลาย ย่อมอาศัยแหล่งบำเพ็ญบุณยทั้งหลาย
             *1 พรตจันทรายนะ คือ อดอาหารเพิ่มขึ้นและลดลงตามดวงจันทร์ วันขึ้นค่ำ 1 กินอาหาร 1 คำ ขึ้น 2 ค่ำ กินอาหาร 2 คำ ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ กิน 15 คำ วันแรม 1 ค่ำ ลดเสีย 1คำ แรม 2 ค่ำลดเสีย 2คำ ถึงวัน 15 ค่ำไม่กินเลย แล้วเริ่มวันขึ้น 1 ค่ำ กิน 1คำต่อไปอีก
             *2 นิกุมภะ ลูกยักษ์กุมภกรรณ
             *3 โองการ คือ กล่าวนำบทภาวนาและทำเลขยันต์
             4* วัษฏการ อุทานใช้ทำบูชาบวงสรวงเทวดาด้วยไฟ
             5* สวธาการ อุทานใช้เมื่อเส้นเครื่องเส้นแต่เทพบรรพบุรุษหรือปิตฤ
             6* สวาหาการ อุทานใช้ในการบูชาบวงสรวงเครื่องสังเวยแต่เทวดา
      และมีคนอื่นบางคนในโลกนี้ เข้าใจว่าคนกลับไปสู่สวรรค์ นิรวาณด้วยแหล่งบำเพ็ญบุณยทั้งหลายเหล่านั้นของตน ดังนั้นเขาจึงเดินทางผิด เขารู้ว่าเป็นศรณะ(ที่พึ่ง) ในสิ่งที่ไม่เป็นศรณะ เข้ารู่ว่าเป็นมงคลในสิ่งที่ไม่เป็นมงคล เขาเข้าใจความบริศุทธในความไม่บริศุทธ อย่ากระนั้นเลย เราควรได้พรตและตบะพิเศษเช่นนั้น ซึ่งเป็นวิธีที่จะบำราบลัทธิอื่นทั้งหมดได้  แล้วเราจะแสดงผลแห่งกรรมและกิริยาของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ปฏิเสธกรรมและกิริยา เราจะกระทำให้เทวดาที่เป็นธยานโคจร (อรูปพรหม) และรูปาวจร(รูปพรหม) เว้นจากการยึดถือธยานเป็นของวิเศษ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริอย่างนี้แล้ว ทรงประพฤติทุษกรจรรยา คือความประพฤติที่ยากจะประพฤติได้อย่างอุกฤษฏ์ ซึ่งยากที่ใครจะทำได้ เพราะทรงกระทำพรตและตบะยากที่สุดตลอด 6 ปี เพราะเหตุไรจึงเรียกว่า ทุษกรจรรยา เพราะความประพฤตินั้นทำยาก ดังนั้น จึงเรียกว่าทุษกรจรรยา สัตว์ใดๆยังธยานอันแน่วแน่ (อาสผานกธยาน) ให้ถึงพร้อมเป็นมนุษย์ก็ตาม หรืออมนุษย์ก็ตาม ซึ่งสามารถเพื่อจะประพฤติอันทำได้ยาก นอกจากพระโพธิสัตว์ผู้มีภพเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หามีในหมู่สัตว์ไม่ ทำไมจึงเรียกว่าแน่วแน่ ?
 พระองค์เข้าสมาบัติเริ่มต้นแต่จตุรถธยาน ทรงกลั้นลมหายใจเข้า ลมหายใจออก กลั้นได้อย่างสนิท ธยานนั้นไม่มีกำหนด ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่หวั่นไหว ไม่เคลื่อนที่ ไม่กระดิก ตามได้ทุกแห่ง ไม่เกาะเกี่ยวในที่ทั้งปวง ธยานนั้น มิใช่ว่าบางคราวใครๆก็เข้าได้ จะต้องมีความเป็นศิษย์มาก่อน หรือไม่มีความเป็นศิษย์ก็ต้องเป็นพระปรัตเยกพุทธหรือพระโพธิสัตว์ผู้บำเพ็ญจรรยา จึงจะเข้าได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าแน่วแน่ และอากาศนั้นไม่หวั่นไหว ไม่มีการกระทำ ไม่เปลี่ยนแปลง แผ่ไปได้ทั่ว ดังนั้นแล ธยานนั้นเสมอด้วยอากาศเพราะฉะนั้นจึงเรียกว่าแน่วแน่
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิบนแผ่นดินอันเป็นอสํสกฤต (ไม่มีใครทำขึ้น) เพื่อแสดงให้ชาวโลกอัศจรรย์ใจ เพื่อทำลายความกระด้างของเดียรถีย์(ผู้ถือศาสนาอื่น) ทั้งหลาย เพื่อบำราบลัทธิอื่นทั้งหลาย เพื่อให้เป็นเครื่องพิจารณาของเทวดาทั้งหลาย เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายผู้ถือลัทธิอุจเฉททฤษฏิ และศาศวตทฤษฏิ และผู้ปฏิเสธกรรมและกิริยา หยั่งลงสู่กรรมและกิริยา (ให้นับถือกรรมและกิริยา) เพื่อให้เอาใจใส่ต่อผลบุณญ เพื่อแสดงผลธยาน เพื่อแบ่งองค์ธยาน เพื่อแสดงกำลังเรียวแรงของกาย เพื่อให้จิตเกิดความกล้าหาญ ครั้นแล้ว พรองค์ใช้จิตข่มบีบบังคับกายของพระองค์
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นเมื่อตถาคตข่มบีบบังคับกายเช่นนั้น ในราตรีฤดูหนาว 8 ราตรี เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง 2 ข้าง และไหลออกจากหน้าผาก หยดลงที่พื้นดิน กายยังไม่อยู่ในอำนาจ(ยังไม่เชื่อง) เร่าร้อนมีไอตัวออกเหมือนคนมีกำลังมากจับบีบคอคนมีกำลังน้อย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน  เมื่อตถาคตใช้จิตข่มบีบบังคับกายนี้ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้ง 2 ข้าง และไหลออกจากหน้าผากหยดลงพื้นดิน ไม่อยู่ในอำนาจ เร่าร้อน มีไอตัวออก
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นมีปริวิตกว่า ไฉนหนอ เราจะเพ่งธยานแน่วแน่ของเราได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายต่อจากนั้น ตถาคตเพ่งธยานอันแน่วแน่ ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกได้ถูกกลั้นทางปากและทางจมูก เกิดมีเสียงดังลั่นขึ้นจากช่องหูทั้ง 2ข้างเหมือนเครื่องปั่นน้ำมันเนยกำลังปั่น มีเสียงดังลั่นขึ้น  ดูกรภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน เมื่อตถาคตกลั้นลมหายใจเข้าและลมหายใจออกทางปาก และทางจมูก เกิดมีเสียงดังลั่นขึ้นทางช่องหูทั้ง 2 ข้าง
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นมีปริวิตกต่อไปว่า ไฉนหนอเราจะเพ่งธยานแน่วแน่ให้ยิ่งขึ้นได้ ดูกรภิกษุทั้งหลายต่อจากนั้น ตถาคตปิดปากจมูกและหูไว้แล้ว เมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกปิด ลมเบื้องบนก็เสียดแทงกระโหลกศีรษะเบื้องสูง ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นเหมือนคนแทงกะโหลกศีรษะด้วยหอกแหลม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เช่นเดียวกัน เมื่อ ตถาคตปิดปาก จมูก และหูไว้แล้ว ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็เสียดแทงกะโหลก ศีรษะเบื้องสูง
      เทวดาตนหนึ่งในที่นั้น เห็นอาการนั้นแล้ว จึงพูดกับพระโพธิสัตว์อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่าเสียดาย พระกุมารสิทธารถนี้ถึงกาละเสียแล้วหนอ เทวดาอื่นๆพูดว่า พระกุมารยังไม่ถึงกาละแต่อยู่ในธยานอันก้าวหน้า พระองค์ควรเป็นอย่างนี้ และได้กล่าวคำเป็นบทประพันธ์ขึ้นในเวลานั้นว่า
      1 พระกุมารผู้เป็นครรภ์แห่งราชาศากยนี้ เมื่อความมุ่งหมายยังไม่สมบูรณ์ในป่านี้ก็อย่าทำโลกทั้ง 3 ให้เป็นทุกข์ เป็นอนาถาเลย พระองค์จะกระทำกาละก็เพื่ออกฤตะ(นิรวาณ)เท่านั้น ฯ
      2 โอ้ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยประติชญามั่นคง พระองค์ได้เชิ้อเชิญ (พระโพธิสัตว์) ด้วยการบูชายัชญ คือพระสัทธรรม แต่ก่อนเราทั้งหลายพึ่งพระองค์ในพิภพดุษิต ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ ประติชญาของพระองค์นั้นไปไหนเสีย ฯ
      ครั้งนั้น เทวบุตรทั้งหลายไปในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์  บอกเนื้อความนี้แก่พระนางมายาว่าพระกุมารถึงกาละเสียแล้ว ครั้งนั้น พระนางมายามีหมู่นางอัปสรแวดล้อมเสด็จเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ที่ริมฝั่งแม่น้ำไนรัญชนาในเวลากึ่งราตรี พระนางเห็นพระโพธิสัตว์มีร่างกายเหี่ยวแห้ง ดูดังว่าจะถึงกาละ พระนางมีน้ำพระเนตรสะอึกสะอื้นเริ่มทรงพระกรรแสง ทรงตรัสคำเป็นบทประพันธ์นี้ ในเวลานั้นว่า
      3 ลูกของแม่ เมื่อลูกประสูติในป่าลุมพินี ลูกมีอำนาจเหมือนราชสีห์ เดินไปเองได้ 7 ก้าว
      4 มองไปยังทิศทั้ง 4 แล้วเปล่งวาจาอย่างไพเราะว่า ชาตินี้ เป็นชาติสุดท้ายของเรา วาจานั้นยังไม่สมบูรณ์แก่ลูก ฯ
      5 พระอสิตดาบสก็ทำนายว่า ลูกจะได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก คำพยากรณ์ของพระอสิตดาบสนั้นผิดพลาดเสียแล้ว ไม่เห็นจริงเลย ฯ
      6 ลูกไม่ได้เสวยสมบัติจักรพรรดิ์อันเป็นที่รื่นรมย์ใจ ลูกไม่ได้บรรลุโพธิ ลูกจะตายเสียในป่าฯ
      7 แม่จะพยายามเพื่อลูกทำไม แม่จะมีความทุกข์ร้อนร้องไห้ไปทำไม ใครจะให้ชีวิตแก่ลูกของแม่ซึ่งมีลมปราณอยู่เล็กน้อย ฯ
      พระโพธิสัตว์ ตรัสว่า
      8 นี่ท่านร้องไห้หนักด้วยความกรุณา สยายผม สิ้นความงาม ท่านที่ยืนบนพื้นดินมีความบากบั่น ร้องไห้หนักถึงบุตรทำไม ฯ
      พระนางมายา ตรัสว่า
      9 แม่ได้อุ้มลูกไว้ในท้อง เหมือนอุ้มเพชรไว้ตลอด 10 เดือน ลูกเอย แม่นี้เป็นแม่ของลูก มีความทุกข์นัก คร่ำครวญอยู่ ฯ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ตรัสปลอบว่า แม่ปลอบลูกไม่ให้กลัว แม่จะทำความสงบให้มีผลแก่แม่เอง การเสียสละเพื่อพุทธ ไม่เป้นโมฆะ ลูกจะทำคำพยากรณ์ของอสิตดาบสให้ปรากฏขึ้นมา และลูกจะทำคำพยากรณ์ของพระทีปังกรพุทธให้ปรากฏ (ตรัสเป็นคำประพันธ์ว่า)
      10 แม้แผ่นดิน จะกระจัดกระจายไปตั้งร้อยชิ้น และเขาเมรุจะเป็นเขา(สัตว์) แก้วลอยอยู่ในน้ำ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ และหมู่ดาวจะตกลงบนแผ่นดิน แต่คนส่วนมากเขาไม่ยอมให้ลูกตาย เพราะฉะนั้นแม่อย่าเสียใจในกิจการนี้เลย  แม่จะได้เห็นความตรัสรู้เป็น พุทธ ไม่นานเลย ฯ
      พระนางมายาเกิดขนพองสยองเกล้าจากการฟังพร้อมกัน ทรงโปรยดอกมันทารพไปยังพระโพธิสัตว์ กระทำประทักษิณ 3 รอบ แล้วเสด็จไปยังพิภพของพระองค์โดยมีเครื่องดนตรีบรรเลงอยู่
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        ตถาคตนั้น คิดอย่างนี้ว่า มีศรมณะพราหมณ์บางคนซึ่งเข้าใจว่าความบริศุทธย่อมมีได้ด้วยบริโภคอาหารน้อย อย่ากระนั้นเลย เราจะปฏิบัติด้วยการบริโภคอาหารน้อย
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกำหนดให้บริโภคอาหารมีปริมาณเท่าผลพุทราผลเดียว ไม่ใช่สองผล
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคงเข้าใจว่า ผลพุทราในครั้งนั้นใหญ่มาก ไม่ควรเข้าใจเช่นนั้น ผลพุทราครั้งนั้นก็เท่ากับผลพุทราครั้งนี้นั่นเทียว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตบริโภคอาหารมีปริมาณเท่าผลพุทราผลเดียว มิใช่สองผลนั้น ร่างกายก็ซูบผอมกำลังน้อยลงด้วยประการฉะนี้
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย นั่นเหมือนปล้องไม้เตย หรือปล้องถ่านไฟฉันใด อวัยวะน้อยใหญ่ของตถาคตก็ฉันนั้น
                        ซี่โครงของตถาคตเหมือนกระดองปู นั่นเหมือนโรงไว้พาหนะ หรือโรงช้างเก่าคร่ำคร่าหลังคาเปิดทั้ง 2 ข้าง ภายในโรงย่อมโปร่งโหลงเหลงฉันใด
                        ซี่โครงของตถาคตทั้ง 2 ข้างภายในร่างกายก็โปร่งโหลงเหลงฉันนั้น นั่นเหมือนลอนผมสูงๆต่ำๆ ไม่เสมอกันฉันใด
                        กระดูกสันหลังของตถาคตก็สูงๆต่ำๆไม่เสมอกัน ฉันนั้น นั่นเหมือนตัดน้ำเต้าขมยังอ่อนๆย่อมเหี่ยว หดหู่ เกิดเป็นหลืบย่นๆฉันใด ศีรษะก็ฉันนั้น
                        เหี่ยว หดหู่เกิดเป็นหลืบย่นๆ นั่นเป็นดาวหลุม(กูปตารกา) ในเดือนปลายฤดูร้อนย่อมไปไกลๆยากฉันนั้น  นั่นเหมือนรอยตีนแพะหรือรอยตีนอูษฏร์ฉันใด รักแร้ ท้อง ทรวงอก เป็นต้นของตถาคตก็ฉันนั้น
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้นตถาคตคิดว่าจะเอามือลูบท้องลูบเข้าก็กระทบกระดูกสันหลังนั่นเทียว ครั้นลุกขึ้นก็คะมำค้อมลง ครั้นแล้วออกเดินก็ล้ม ครั้นลุกขึ้นก็ลำบาก ร่างกายก็ขมุกขะมอมเมื่อเอามือลูบตัว ขนเน่าก็หลุดร่วงจากกาย ร่างกายครั้งก่อนมีผิวพรรณงดงามก็หายหมด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีความเพียรแรกกล้าและเพราะมีใจตั้งมั่น และคนที่อยู่บ้านเป็นที่โคจร(เที่ยวบิณฑบาต) ของตถาคตรอบๆบอกให้รู้กันว่า ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมดำไปแล้ว หนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมคล้ำไปแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมมีพระฉวีพร้อยไปแล้วหนอผิวพรรณที่งดงามเปล่งปลั่งแต่ก่อนของพระศรมณะโคดมนั้นหายหมดแล้ว
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย
                        ตถาคตนั้นได้เกิดความคิดนี้ขึ้นว่า ไฉนหนอ เราจะปฏิบัติด้วยการบริโภคอาหารน้อยพอประมาณให้ยิ่งขึ้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกำหนดให้บริโภคอาหารมีปริมาณเท่าข้าวสารเมล็ดเดียว ไม่ใช่สองเมล็ด
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย พวกเธอคงเข้าใจว่า เมล็ดข้าวสารในครั้งนั้นใหญ่มาก ไม่ควรเข้าใจเช่นนั้น เมล้ดข้าวสารในครั้งนั้นก็เท่ากับเมล็ดข้าวสารในครั้งนี้นั่นเทียว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตบริโภคอาหารมีประมาณเท่าเมล็ดข้าวสารเมล็ดเดียวนั้น ร่างกายก็ได้ปรากฏขึ้นทันที คือคนเขาพูดกันว่า ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมมีพระฉวีพร้อยไปตั้งแต่ครั้งก่อน ร่างกายของพระศรมณะโคดมนี้ แต่ก่อนมีผิวพรรณงดงามก็หายไปหมดแล้ว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นคิดอย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราจะปฏิบัติด้วยการบริโภคอาหารน้อยพอประมาณให้ยิ่งขึ้น
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตกำหนดให้บริโภคอาหาร มีประมาณเท่างาเมล็ดเดียว ไม่ใช่สองเมล็ด ฯลฯ จนกระทั่งร่างกายของพระศรมณะโคดมมีผิวพรรณงดงามหายไปหมดแล้ว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลายตถาคตนั้นคิดอย่างนี้ว่า มีศรมณะพราหมณ์บางคนซึ่งเข้าใจว่า ความบริศุทธย่อมมีได้ด้วยการไม่บริโภคอาหาร อย่ากระนั้นเลย เราจะปฏิบัติด้วยการไม่บริโภคอาหารทั้งหมดด้วยประการทั้งปวง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
      ครั้นแล้ว ตถาคตดำรงอยู่ด้วยการไม่บริโภคอาหาร ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อตถาคตไม่บริโภคอาหารนั้นร่างกายได้เหี่ยวแห้งลงมาก ผ่ายผอม กำลังน้อยลง นั่นเหมือนปล้องไม้เตย หรือปล้องถ่านไฟ ต่อจากนั้น อวัยวะน้อยใหญ่ของตถาคตก็ผอมลง 2 เท่า 3เท่า 4 เท่า 5เท่า 10 เท่า นั่นเหมือนกระดองปู หรือกลอน(สีข้าง)โรงไว้พาหนะ กระดูกสันหลังเหมือนลอนผมสองลอน กระโหลกศีรษะเหมือนน้ำเต้าขม ดาวคือดวงตาทั้งสองเหมือนดาวหลุม(กูปตารกา) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตถาคตนั้นคิดว่าจะลุกขึ้นให้ดี ก็คะมำค้อมลงและล้มทั้งลุกขึ้นก็ลำบาก ร่างกายของตถาคตก็ขมุกขะมอม เมื่อเอามือลูบขนที่โคนเน่าก็หลุดร่วงร่างกายของตถาคตที่มีผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งก็หายไปหมด  ที่เป็นเช่นนั้นเพราะมีความเพียรแรงกล้า และความมีใจตั้งมั่น คนที่อยู่บ้านเป็นที่โคจรของตถาคตรอบๆบอกให้รู้กันว่า ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมดำไปแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมคล้ำไปแล้วหนอ ท่านผู้เจริญ พระศรมณะโคดมมีพระฉวีพร้อยไปแล้วหนอ ผิวพรรณที่งดงามเปล่งปลั่งแต่ก่อนของพระศรมณะโคดมนั้นหายหมดแล้ว
      แม้พระราชาศุทโธทนะครั้งนั้นก็ส่งทูตไปในสำนักพระโพธิสัตว์ทุกๆวัน
      กระนี้แลดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงแสดงบทอันคล้อยตามทุษกรจรรยา(ความประพฤติที่ทำยาก) ตลอด 6 ปี ด้วยการบริโภคอาหารมีประมาณเท่างาเมล็ดเดียว เท่าพุทราผลเดียว เท่าข้าวสารเมล็ดเดียว เพื่อแสดงกิริยาน่าอัศจรรย์แก่โลก เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายผู้ปฏิเสธกรรมและกิริยาตั้งแต่ครั้งก่อนหยั่งลง(นับถือ) สู่กรรมและกิริยาเพื่อให้เกิดการสะสมบุณย เพื่อแสดงคุณแห่งมหาชญาน(ความรู้มาก) และเพื่อจำแนกองค์แห่งธยานทั้งหลาย พระโพธิสัตว์มีพระหทัยไม่ย่อท้อตลอด 6 ปี โดยประการที่ประทับนั่งโดยท่าขัดสมาธิ และไม่เปลี่ยนอิริยาบถ ไม่หลบแดดเข้าร่ม ไม่ออกจากร่มไปหาแดด ไม่ทำการป้องกันลม แดด และฝน
 ทั้งไม่ขับไล่เหลือบ ยุง งู ทั้งหลาย ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสวะ ขากเศลษม์ สั่งน้ำมูก ไม่ทำการคู้เข้าและเหยียดออก ไม่ประทับด้วยสีข้าง ท้อง และหลัง (คือไม่นอนตะแคง นอนคว่ำ นอนหงาย ) เมฆใหญ่ตั้งขึ้นในวันฟ้าฝนในปีฟ้าฝน ในฤดูแล้ง ฤดูร้อน ฤดูหนาว ก็ตกลงที่พระกายของพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มิได้กระทำการป้องกัน โดยที่สุด แม้ด้วยมือเลย  และไม่ปกป้องอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่ยึดถืออินทรีย์ทั้งหลาย ใครมาที่นั่นจะเป็นเด็กชายชาวบ้าน หรือเด็กหญิงชาวบ้าน คนเลี้ยงวัว คนเลี้ยงปศุสัตว์ คนหาหญ้า คนหาฟืน คนหามูลโค (เอาไปตากแห้งทำเชื้อเพลิง) ย่อมเข้าใจพระโพธิสัตว์ว่าเป้นผีคลุกฝุ่น(*) พากันมาเล่นสนุกด้วย  และเอาฝุ่นทาองค์พระโพธิสัตว์
                       * ศัพท์ว่า ปำศุปีศาจ แปลตามพยัญชนะว่า ผีคลุกฝุ่น แต่ไม่ใช่ผีจริง เช่นเดียวกับผีบุญไม่ใช่ผีจริง ผีคลุกฝุ่นน่าจะหมายถึงคนบ้าๆบอๆ เหมือนเจ้าเงาะในเรื่องสังข์ทอง
      ในที่นั้น พระโพธิสัตว์มีร่างกายบกพร่องลดน้อยอ่อนกำลังลงเป็นไปตลอด 6 ปีนั้น เอาหญ้าหรือสำลีใส่เข้าไปในช่องพระกรรณของพระโพธิสัตว์ มันจะออกมาทางช่องพระนาสิก ใส่เข้าในในช่องพระนาสิก มันจะออกมาทางช่องพระกรรณ ใส่เข้าไปในช่องพระกรรณ มันจะออกมาทางพระโอษฐ์ ใส่เข้าไปทางพระโอษฐ์ มันจะออกมาทางพระกรรณและพระนาสิก ใส่เข้าไปในพระนาสิก มันจะออกมาทางพระกรรณพระนาสิกพระโอษฐ์ ใครๆที่เป็นเทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ มนุษย์หรืออมนุษย์ ประจักษ์ในคุณของพระโพธิสัตว์ เขาเหล่านั้นอธิษฐานทำการบูชาพระโพธิสัตว์ตลอดคืน ตลอดวัน และกระทำปณิธาน(ตั้งใจพยายามเป็นพระพุทธเจ้า
                        ในที่นั้น พระโพธิสัตว์ผู้แสดงทุษกรจรรยาโดยเวลา 6 ปี นั้น ทรงสะสมบารมิตาด้วยยานทั้ง 3ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอด 12 แสนโกฏิเต็ม
                        ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      11 พระโพธิสัตว์ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม เสด็จอภิเนษกรมณ์จากบุรีทรงดำริประกอบด้วยอุปายบังเกิดขึ้น เพื่อความต้องการและประโยชน์ของสัตว์ทั้งหลายว่า ฯ
      12 เมื่อโลกมีอัธยาศัยในอธรรมอันเลวทรามในเวลามีความกำหนัดยินดีในกามคุณทั้ง 5 เราเกิดมาในโลกชมพูทวีปซึ่งทรงการประพฤติธรรม ฯ
      13 สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ประกอบด้วยความทะเยอทะยาน และสิ่งที่ไม่เป็นมงคลทั้งหลาย เกลื่อนกล่นด้วยหมู่เดียรถีย์ คนเขลาทั้งหลายย่อมเข้าใจว่าความบริศุทธมีได้ด้วยการกระทำพยายามทางกาย ฯ
      14 มีการเข้าไปในไฟ ตกทะเลทราย  เอาฝุ่นและขี้เถ้าเป็นต้นทาตัว ประพฤติเป็นคนเปลือย ประกอบด้วยตบะโยคะ (ประพฤติตบะ) 5 อย่าง เพื่อจะทำหายให้เร่าร้อนฯ
      15 ผู้ไม่รู้ทั้งหลาย การทำการพิจารณา(บริกรรม)มนตร์บางคนกินอาหารในมือตนเอง (ไม่ใช้ภาชนะ) ไม่รับน้ำจากปากหม้อหรือกระโหลก ไม่รับน้ำในระหว่างที่เป็นสุขสบายฯ
      16 ผู้ใดพูดฟังไม่เข้าใจ พูดไม่มีประโยชน์ เขาไม่ตั้งอยู่ในคำของผู้นั้น เขารับภิกษาในตระกูลครั้งเดียว เขาเข้าใจว่าตนบริศุทธในโลกนี้(ด้วยการกระทำดั่งกล่าวมาแล้ว)ฯ
      17 เขาเหล่านั้น เว้นน้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำอ้อย นมเปรี้ยว นมสด ปลา เนื้อ กินแต่หญ้า ผัก กินใยบัว ข้าว ฯ
      18 กินเผือกมัน ผลไม้ ใบไม้ นุ่งห่มด้วยผ้าทอด้วยหญ้าคา หนังสัตว์ ผ้าทอด้วยขนสัตว์ อีกพวกหนึ่งเที่ยวเปลือยกาย ผู้เขลาทั้งหลายเข้าใจว่า นี่เป็นความจริง นอกนั้นเป็นความหลงใหลฯ
      19 เขายกมือชูขึ้น เกล้าผมสูงและยุ่งเป็นกระเซิง เขาทำลายหนทางเสียแล้ว  ตั้งอยู่ในที่ใช่หนทาง ใคร่จะไปสุคติ ฯ
      20 เขานอนบนหญ้า บนสากตำข้าว บนขี้เถ้า และนอนบนหนาม นอนขดตัวเข้าธยาน บางคนยืนเท้าข้างเดียวแหงนหน้าดูดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ฯ
      21 ไหว้น้ำพุ สระ บ่อ ทะเล มหาสมุทร ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ต้นไม้ ภูเขาดิน ภูเขาหิน หม้อ แผ่นดินฯ
      22 ผู้เขลาเหล่านั้น ทำความสะอาดร่างกายด้วยเหตุการณ์ต่างๆแวดล้อมด้วยมิถยาทฤษฏิ ย่อมตกลงในอบายทั้งหลายโดยเร็วพลัน ฯ
      23 อย่ากระนั้นเลย  เราจะเริ่มประพฤติพรตและตบะ ทำทุษกรจรรยาให้กล้าแข็ง ซึ่งเทวดาหรือมนุษย์ทำได้ยาก ไม่อาจประพฤติได้ฯ
      24 เราจะเข้าธยานแน่วแน่เป็นสถานที่มั่นคงเหมือนเพชร ซึ่งเป็นธยานที่แม้พระปรัตเยกชินไม่สามารถแสดงได้
      25 มีเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้เป็นเดียรถีย์ พอใจด้วยพรตแห่งตฤษณา ยินดีด้วยพรตและตบะอันทำยาก กล้าแข็งยิ่งนัก เพราะเหตุจะบ่มเขาเหล่านั้นฯ
      26 พระโพธิสัตว์เข้าไปในที่ซึ่งไม่ได้ปูลาด นั่งขัดสมาธิแล้ว แสดงวิธีการบริโภคอาหารด้วยประมาณเท่าผลพุทรา  เท่าเมล็ดงา เท่าเมล้ดข้าวสาร ฯ
      27 ละลายลมหายใจ เว้นลมหายใจออก และไม่หวั่นไหวต่อผู้มีกำลังทรงเข้าธยานแน่วแน่ ซึ่งเป็นธยานประเสริฐตลอด 6ปี ฯ
      28 ไม่กำหนดข้อถูก ไม่กำหนดข้อผิด ไม่หวั่นไหว ไม่ใส่ใจถึงที่โคจร(เที่ยวบิณฑบาต) ทรงเข้าธยานซึ่งเป็นธยานแน่วแน่ ซึ่งไม่สั่นสะเทือนเหมือนอากาศธาตุ ฯ
      29 พระองค์ไม่หลบแดดเข้าไปสู่ที่ร่มเงา และไม่ออกไปหาแดด ไม่หวั่นไหวเหมือนเขาเมรุ ทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      30 ไม่บังลมและฝน ไม่ป้องกันเหลือบ ยุง งู ทรงประพฤติโดยไม่หวั่นไหว ทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      31 และทรงเข้าธยานแน่วแน่ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนเอย่างเดียวทรงมีจิตกรุณาผู้อื่น เพื่อความไพบูลย์ของโลก ฯ
      32 เด็กชาวบ้าน คนเลี้ยงโค คนหาฟืน คนหาหญ้า เห็นพระโพธิสัตว์แล้วเข้าใจว่าเป็นผีคลุกฝุ่น พากันเอาฝุ่นมาทาพระโพธิสัตว์ ฯ
      33 เขาเหล่านั้น เอาสิ่งสกปรกมารเรี่ยราย ทำด้วยเหตุการณ์ต่างๆ พระโพธิสัตว์มิได้หวั่นไหวหรือหลบหลีก ทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      34 พระองค์ไม่ชะโงกหน้าหรือหงายหลัง ไม่ยันอะไรไว้ เพื่อจะรักษาพระกาย ไม่อุจจาระ ปัสสาวะเลย ไม่สะดุ้งกลัวเสียงทั้งหลาย ไม่มองดูสิ่งอื่น ฯ
      35 เนื้อและเลือดเหือดแห้งไป ยังเหลืออยู่แต่หนัง เส้นเอ็น และกระดูก ท้องติดสันหลังเป้นหระเปาะเหมือนผมมวย ฯ
      36 เทวดา อสูร นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ที่ได้ทำบุณยไว้ ผู้รู้คุณของพระองค์อย่างประจักษ์ ย่อมทำการบูชาพระองค์ตลอดคืนตลอดวัน ฯ
      37 เขาเหล่านั้นทำความตั้งใจไว้ว่า ขอให้เราเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์โดยเร็วพลันเถิด และให้เหมือนพระโพธิสัตว์ผู้มีจิตดังว่าอากาศทรงเข้าธยานแน่วแน่ ฯ
      38 พระองค์เข้าธยานไม่ใช่เพื่อประโยชน์ตนอย่างเดียว ไม่ใช่ลิ้มรสธยาน ไม่ใช่รู้สึกเป็นสุข แต่พระองค์รู้สึกกรุณาผู้อื่น จะกระทำประโยชน์ไพบูลย์ในโลก ฯ
      39 ลัทธิอื่นๆ พวกเดียรถีย์มีมติแลวทราม กระทำเป็นจุดดำพระองค์กำจัดแล้ว ทรงแสดงหลักกรรมและกิริยา ซึ่งเป็นวาจาที่กล่าวไว้ในพุทธสมัยพระกาศยปะ
      40 ความตรัสรู้ของพระกรกุจฉันทะ กว่าจะตรัสรู้ได้ในโลกนี้ก็แสนยาก นับด้วยหลายกัลป พระองค์เข้าธยานแน่วแน่ก็เพื่อประโยชน์แก่ชุมชนดังนี้แล ฯ
      41 พระองค์ได้รับการฝึกฝนมาดีแล้ว 12แสนโกฏิ เต็มด้วยยานทั้ง 3 ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเอาพระทัยใส่ต่อยานทั้ง 3 นั้นมีความคิดดี ทรงเข้าธยานแน่วแน่ได้ ฯ
                        อัธยายที่ 17 ชื่อทุษกรจรรยาปริวรรต (ว่าด้วยประพฤติการกระทำที่ทำยาก) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนีแลฯ

ไม่มีความคิดเห็น: