Translate

29 ธันวาคม 2568

อัธยายที่ 15 อภินิษฺกฺรมณปริวรฺตะ ปญฺจทศะ ชื่ออภินิษกรมณปริวรรต (ว่าด้วยเสด็จอภิเนษกรมณ์) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

อภิเนษกรมณ์
  
      ครั้งนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ทรงปริวิตกดังนี้ว่า เป็นการไม่สมควรเลยที่เราจะเป็นคนอกตัญญู โดยที่เราไม่กราบทูลให้พระราชาศุทโธทนะทรงทราบ และยังไม่ได้รับอนุญาตจากพระบิดาแล้วจะออกอภิเนษกรมณ์ในราตรีดึกสงัด พระองค์เสด็จออกจากประสาทที่ประทับของพระองค์ไปประทับที่พื้นปราสาทของพระราชาศุทโธทนะ แต่พอพระโพธิสัตว์ประทัป ปราสาทนั้น ก็เปล่งแสงสว่างแผ่ซ่านไปหมดในครั้งนั้นพระราชาทรงตื่นบรรทม ได้ทอดพระเนตรเห็นแสงสว่างนั้น ครั้นแล้ว พระองค์จึงเรียกกรมวังมาเร็วๆว่า ดูกรกรมวังผู้เจริญ ตะวันขึ้นแล้วหรือ ซึ่งนี่มันเป็นแสงสว่างแจ่มแจ้ง? ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ วันนี้ยังไม่พ้นกึ่งคืน ขอเดชะ อีกประการหนึ่ง
      1 แสงสว่างดวงตะวัน พุ่มไม้และกำแพงก็ต้องมีเงา ร่างกายก็รู้สึกร้อนเป็นธรรมดา หงส์ นกยูง นกแก้ว นกกระเหว่า นกจักรพากก็ต้องส่งเสียงร้องในกาลสมัยตะวันแรกขึ้นฯ
      2 ข้าแต่ผู้ประเสริฐแก่คนทั้งหลาย แต่แสงสว่างนี้เป็นสุขสบายใจเป็นที่ยินดี ทำความงาม ไม่ร้อน กำแพงและต้นไม้ไม่มีเงาจับ น่าสงสัยชะรอย ผู้ทรงคุณธรรมจะมาถึงที่นี่ในวันนี้ฯ
      3 พระนฤบดีทรงทอดพระเนตรไปยังทิศทั้ง 10อย่างท้อพระทัยทรงเห็นพระโพธิสัตว์ผู้มีพระเนตรเหมือนดอกบัวนั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนาจะให้พระบิดาเสด็จลุกขึ้นจากแท่นบรรทม พระองค์มีพระปรัชญาบริสุทธิ์เกิดความเคารถพระบิดาฯ
       4 พระองค์ประทับอยู่เบื้องหน้าพระบิดา ได้กราบทูลพระบิดาว่า ขอพระองค์อย่างทรงกระทำอันตราย และความลำบากแก่หม่อมฉันเลย ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ กาลสมัยเป็นที่ออกอภิเนษกรมณ์ สมควรแก่หม่อมฉันแล้ว ได้โปรดเถิด ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์ทรงประทานอภัยโทษแก่ประชาชนและราษฎรฯ
      5 พระนฤบดี(ศุทโธทนะ) มีพระเนตรเต็มไปด้วยน้ำตา ได้ตรัสกับพระโพธิสัตว์ว่า ลูกกลับใจได้ ก็จะมีประโยชน์อยู่ข้าง ลูกจะขอพรอะไรกับพ่อ บอกมา พ่อจะให้หมด ขอจงอนุเคราะห์ราชตระกูล ทั้งพ่อและราษฎรเหล่านี้ด้วยฯ
      6 พระโพธิสัตว์ ได้กราบทูลพระบิดาด้วยพระวาจาอ่อนหวานว่า ทูลกระหม่อม ลูกปรารถนาพร 4 อย่าง ขอได้โปรดประทานพรนั้นแก่ลูกด้วย ถ้าฝ่าพระบาทสามารถ ขอได้โปรดพระราชทานเถิด ให้พรนั้นอยุ่ในอำนาจของลูกแล้ว ฝ่าพระบาทจะเห็นลูกอยู่ในพระราชวังเป็นนิตย์ ลูกไม่ออกอภิเนษกรมณ์ฯ
       7 ข้าแต่พระบิดผู้ประเสริฐ ลูกปรารถนาไม่ให้ย่างเข้าสู่ความชราให้ตั้งอยู่ในวัยรุ่นมีผิวพรรณงดงามอยู่เป็นนิตย์ และถึงความไม่มีโรคไม่มีพยาธิ และให้อายุไม่มีประมาณ ไม่ตาย(และขอให้มีสมบัติไพบูลย์ อย่ามีวิบัติฯ)
      8 พระราชาผู้เดือดร้อนด้วยความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง ทรงฟังคำ(นั้น)แล้ว ตรัสว่า ดูกรกุมาร ลูกขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พ่อไม่มีอำนาจในสิ่งเหล่านั้น ความกลัวเกิดชรา พยาธิ มรณะ และความวิบัติ เป็นสิ่งที่มีประจำกัลป แม้พระฤษีทั้งหลาย ก็ไม่พ้นโดยแท้ฯ
      9 พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อพระองค์ไม่ประทานพร 4 ข้อในครั้งนี้ คือไม่มีชราพยาธิ มรณะ และไม่มีความวิบัติ ข้าแต่พระนฤบดี ถ้ากระนั้นของพระองค์โปรดฟังพรข้ออื่นอีกสักข้อ คือ เมื่อลูกตายแล้วขออย่าต้องให้ลูกเกิดอีกเลย ฯ
      10 พระราชาศุทโธทนะได้ทรงฟังคำทูลของพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นคนประเสริฐนี้แล้ว ตรัสว่า ดูกรลูก ลูกได้กระทำความปรารถนาน้อยเสียแล้ว ลูกตัดความรักได้ พ่อขออนุโมทนา ลูกกระทำประโยชน์ปลดเปลื้องเป็นอิสระในโลกนี้ ความคิดซึ่งเป็นความปรารถนาของลูกจงเต็มเปี่ยมเถิดฯ
      ครั้งนั้นแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ก้าวกลับมาขึ้นปราสาทของพระองค์ประทับนั่งบนพระแท่นบรรทม ไม่รับรู้ใครจะไปหรือใครจะมา
      กระนี้แล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาศุทโธทนะ เมื่อราตรีล่วงไปแล้วทรงประชุมคณะศากยราชทั้งหมดแล้ว ทรงแจ้งเรื่องราวนั้นให้ทราบว่า กุมารปรารถนาจะเสด็จอภิเนษกรมณ์ ดังนั้น เราจะทำอย่างไร? พวกศากยทั้งหลายทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พวกเราจะช่วยกันรักษา นั่นเป็นอย่างไร? คือกลุ่มศากยหมู่ใหญ่อย่างหนึ่งและแยกเป็นคนๆไปอย่างหนึ่ง พระโพธิสัตว์จะมีความสามารถเพื่อเสด็จอภิเนษกรมณ์ได้อย่างไร ในที่นั้นศากยกุมาร 500 คน มีอาวุธครบทุกคน ได้ฝึกหัดยุทธวิธีมาแล้ว ได้ศึกษาวิชาธนูและอาวุธแล้ว ประกอบด้วยกำลังแข็งแรงมาก พร้อมด้วยศากยทั้งหลายเหล่านั้นและพระราชาศุทโธทนะ ให้ไปตั้งอยู่ที่ประตูพระนคร ด้านทิศตะวันออกเพื่อรักษาพระโพธิสัตว์และศากยกุมาร
      แต่ละคนมีพลรถ 500เป็นบริวาร พลรถแต่ละคนมีพลราบ 500 เป็นบริวาร ได้ตั้งอยู่แล้ว เพื่อรักษาพระโพธิสัตว์ เช่นเดียวกันที่ประตูพระนครด้านทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ มีศากยกุมารด้านละ500 มีอาวุธครบทุกคน ได้ฝึกหัดยุทธวิธีมาแล้ว ได้ศึกษาวิชาธนูมาแล้ว ประกอบด้วยกำลังแข็งแรงมาก และศากยกุมารแต่ละคนมีพลรถ 500เป็นบริวาร พลรถแต่ละคนมีพลราบ 500 เป็นบริวาร ได้ตั้งอยู่แล้ว เพื่อรักษาพระโพธิสัตว์ ศากยเฒ่าๆทั้งหลายได้อยู่ที่ทางสี่แพร่งทั้งปวง และที่ถนนที่เรียงรายด้วยต้นหมาก เพื่ออารักขา และพระราชาศุทโธทนะถูกแวดล้อมพร้อมด้วย ศากยกุมาร 500 เสด็จออกหน้าให้ศากยกุมารเหล่านั้นขึ้นขี่ช้างม้าอยู่ยามที่ประตูบ้านของตน ส่วนพระมหาปชาบดีโคตมี  ตรัสเรียกสาวใช้มาว่า
      11 พวกเธอจงจุดประทีปให้สว่าง จงตั้งแก้วมณีขนยอดธงทุกแห่ง จงแขวนพวงไข่มุกที่มีแสงสว่างทำในเรือนทุกหลังๆ ฯ
      12 จงประกอบสังคีต(บรรเลงดนตรีร้องระบำรำฟ้อน) ในคืนนี้จงตื่น ไม่ง่วง จงรักษาพระกุมารไว้โดยวิธีไม่ให้พระกุมารรู้ตัว และไม่เสด็จไป
      13 เธอทั้งปวง จงสวมเกราะคอยช่วงชิงตามยุทธวิธี ถือดาบ ธนู ลูกศร หอก โตมร (คทาเหล็ก) ต่างกระทำความพยายามใหญ่ยิ่งเพื่อรักษาพระราชโอรสผู้เป็นที่รัก ฯ
      14 เธอทั้งหลายจงปิดประตูทั้งหมดซึ่งเป็นประตูยนต์อย่างดี ไม่มีลิ่มสลัก มีบานมั่นคง และอย่าเปิดในสมัยใช่กาละ อย่าให้พระกุมารผู้เป็นสัตว์ประเสริฐเสด็จไปจากที่นี่ ฯ
      15 เธอทั้งหลาย จงถือไม้ง่ามประดับดวงแก้วและพวงมุกดาประดับดอกไม้ที่ปากง่าม จงถือโซ่ตรวนเครื่องพันธนา มีพวงมาลัยเข็มขัดประทับตราผูกลูกพรวนไว้ให้มั่นคงฯ
      16 ถ้าพระกุมารผู้มีประโยชน์แก่คนและเทวดาทั้งหลาย จะเสด็จอภิเนษกรมณ์โดยรีบด่วนซึ่งเหมือนการไปของช้างเมามันไซร้ พระกุมารจะเสด็จไปไม่ได้ด้วยประการใด พวกเธอต้องใช้กำลังป้องกันไว้ด้วยประการนั้นๆ
      17 นางใด มีอำนาจ จงล้อมพระแท่นบรรทมของพระกุมารผู้ปราศจากมลทิน และอย่าได้ง่วงเหงาหาวนอน จงตั้งตารักษาพระกุมารซึ่งว่องไวเหมือนตั้กแตน ฯ
      18 จงคลุมพระราชวังนี้ไว้ด้วยข่ายแก้ว เพื่อรักษาพระกุมารผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน และจงเป่าขลุ่ยตลอดคืนนี้ รักษาพระกุมารผู้ผ่องใส ฯ
      19 จงคอยปลุกกันไว้ อย่าปล่อยให้หลับ ช่วยกันรักษาตลอดคืนนี้ อย่าให้พระกุมารเสด็จอภิเนษกรมณ์ละราษฎรและราชสมบัติเสียเลย ฯ
      20 เมื่อพระกุมารนี้เสด็จออกไปเสียแล้ว ราชตระกูลทั้งหมดนี้ก็จะปราศจากความรื่นรมย์ วงศ์แห่งพระเจ้าแผ่นดินซึ่งสืบต่อกันมานานก็จะพึงขาดสูญ ฯ ดังนี้แล ฯ
      ครั้นนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหายักษ์เสนาบดี 28 ตน ยักษ์หารีตีบุตร 500 ตน มีปาญจิกยัชญเสนาบดีเป็นหัวหน้า ได้ประชุมกันในที่แห่งหนึ่ง ได้พิจารณาความเห็นกันอย่างนี้ว่า ดูกรุท่านผู้ควรเคารพ วันนี้ พระโพธิสัตว์จะเสด็จอภิเนษกรมณ์ ท่านทั้งหลายควรจะขวนขวายในการกระทำบูชาพระโพธิสัตว์นั้น
      และมหาราชทั้ง 4 ได้เข้าไปยังราชธานี อลกวดี เรียกที่ประชุมยักษ์หมู่ใหญ่นั้นมาว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย วันนี้ พระโพธิสัตว์จะเสด็จอภิเนษกรมณ์ พวกท่านทั้งหลาย จะต้องรองรับเท้าม้าตัวประเสริฐของพระโพธิสัตว์ซึ่งจะพึงเสด็จ อภิเนษกรมณ์ และเทพธิดาตนหนึ่งพูดกับที่ประชุมยักษ์ว่า
      21 พระโพธิสัตว์นั้น เป็นเพชรเข็งไม่ร้าวสลาย เป็นองค์นารายณ์ เป็นองค์อาตมัน(พรหม) เป็นครู ประกอบด้วยกำลังความเพียร ไม่หวาดหวั่น เป็นผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ มหาเมรุซึ่งเป็นภูเขาอันประเสริฐ ใครจะสามารถยกขึ้นแบกในท้องฟ้าได้ ส่วนพระโพธิสัตว์ เป็นภูเข้าเมรุคือคุณของพระชิน(พุทธ) ไม่หนักอย่างหิน อาศัยบุณยและชญาน ก็จะมีผู้สามารถนำไปได้บ้างฯ
                        ไวศรวณะพูดว่า
      22 คนใดหยิ่งจองหอง การปกครองคนนั้นก็หนัก คนใดตั้งอยู่ในความรักและความเคารพ คนนั้นก๋อให้เกิดความเบา ผู้ประกอบอัธยาศัย(ใจดี) และความเคารพ เขาจะกลายเป็นคนเบาเหมือนนกบินหรือเหมือนปุยนุ่นฯ
      23 ข้าพเจ้าจะออกหน้า และพวกท่านจงแบกม้าไป ในการเสด็จอภิเนษกรมณ์จของพระโพธิสัตว์ เราจะสะสมบุณยได้มากฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย องค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลาย ได้เรียกเทวดาชั้นดาวดึงส์มาว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย วันนี้พระโพธิสัตว์จะเสด็จอภิเนษกรมณ์ ในการนี้ ท่านทั้งหลายทั้งหมดต้องขวนขวายในการกระทำบูชา
      ในที่นั้น เทพบุตรตนหนึ่งชื่อศานตมติ เขาพูดอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจะเข้าฝันหญิงชายเด็กชายเด็กหญิงในมหานครกบิลพัสดุ์ เทพบุตรคนหนึ่งชื่อลลิตพยูหะ เขาพูดอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจะลบล้างเสียงของม้าช้าง ฬา อุษฐ โค กระบือ หญิงชาย เด็กชาย เด็กหญิงทั้งหมด
      เทพบุตรตนหนึ่งชื่อพยูหมติ เขาพูดอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจะทำทางพยุหะ(ทางในกระบวนแห่)ในพื้นอากาศ กว้างประมาณ 7 ชั่วคันรถ ให้แวดล้อมด้วยราชวัติ มีบังสูรย์ยกฉัตรธงชัยธงปตาก แวววาวไปด้วยแสงแก้วมณี ดาษดาไปด้วยดอกไม้ต่างๆ ตั้งกระถางเผาเครื่องหอมต่างๆ ซึ่งเป็นทางที่พระโพธิสัตว์เสด็จอภิเนษกรมณ์
      พระยาช้างตนหนึ่งชื่อไอราวัณ เขาพูดอย่างนี้ว่า ส่วนข้าพเจ้าก็จะสร้างเริอนยอดประมาณ 32 โยชน์ที่งวงของตนเอง ซึ่งมีนางฟ้าอยู่บนนั้น กระทำการปฏิบัติบำเรอด้วยการขับร้องและประโคมดนตรีเครื่องใหญ่ คือบรรเลงเครื่องดนตรีฟ้อนร้ำและร้องส่ง
      ส่วนองค์ศักรผู้เป็นให่แก่เทวดาทั้งหลาย พูดขึ้นเออย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าจะเปิดประตูทั้งหลาย และชี้หนทาง
                        เทพบุตรชื่อ ธรรมจารี พูดว่า ข้าพเจ้าจะทำภายในบุรีให้ผิดปรกติ
                        เทพบุตรชื่อสัญโจทกะ พูดว่า ข้าพเจ้าจะปลุกพระโพธิสัตว์ให้ลุกจากพระแท่นบรรทม
      ในที่นั้น พระยานาคชื่อ วรุณ พระยานาคชื่อ มนัสวี พระยานาคชื่อ สาคระ พระยานาคชื่อ อนวตัปตะ และพระยานาคคู่ คือนันทะ อุปนันทะ พูดอย่างนี้ว่า แม้พวกข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะนิรมิตเมฆฝนที่ตกตามฤดูกาลแล้วจะโปรยผงจันทน์อุรคสาร เพื่อกระทำบูชาพระโพธิสัตว์
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ ได้มีความคิดตั้งใจแน่วแน่ และสัญญากันอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในความคิดเป็นธรรม อยู่ในท่ามกลางภายในบุรี ประทับอยู่บนพระแท่นบรรทม เป็นสุขในปราสาทมีดนตรีประโคม ทรงคิดถึงแนวความประพฤติของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ และทรงระลึกถึงประโยชน์ของพระโพธิสัตว์ทั้งปวง มีบทแห่งประณิธาน(ความตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้า) ครั้งเดิมเป็นประธาน 4 อย่าง หัวข้อบทแห่งปณิธานครั้งเดิม 4 อย่างนั้น คืออะไร? คือความปรารถนาความเป็นใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นเอง (ไม่มีใครแต่งตั้งให้เป็นใหญ่ ด้วยความปรารถนาเป็นสรวัชญ อาบน้ำชำระกายแล้วทรงเครื่องสนามรบด้วยความดำริว่า เราเห็นสัตว์ทั้งหลายทุกข์ยาก อนิจจาเอ๋ย เราจะทำลายเรือนจำ คือโลกของผู้อาศัยอยู่ในโลกถูกเขาใส่ๆไว้ในเรือนจำใหญ่ และในเครื่องพันธนาการคือโลก เสียงร้องเพื่อให้ปลดเปลื้องจากเครื่องพันธนาการและข้าพเจ้าจะปลดเปลื้องสัตว์ที่ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำ ประกอบด้วยโซตรวนอันมั่นคงด้วยตัณหา นี่คือหัวข้อบทแห่งประณิธานครั้งเดิมข้อต้น
      อนิจจาเอ๋ย สัตว์ที่ถูกเขาใส่ไว้ในดงชัฎอันมืด ได้แก่อวิทยาอันใหญ่ยิ่งคือโลก มีนัยน์ตาถูกหุ้มด้วยความมืด คือ แผ่นแห่งอัญญาณ เว้นแล้วจากปรัชญาจักษุ มีความมืด คือ อวิทยาและโมหะ เราจะทำความสว่างคือธรรมอันใหญ่ยิ่งให้แก่เขา และเราจะนำประทีปคือชญานเข้าไป อันจะนำออกไปซึ่งความขุ่นมัวคือแผ่นแห่งความมืดอันใหญ่ยิ่งกำจัดซึ่งความมืดมนอนธการคืออวิทยาทั้งปวง พึงชำระปรัชญาจักษุให้สะอาด ด้วยการประกอบยา คือ วิโมกษถาชญาน และพรต อันเป็นสุข และด้วยการประกอบด้วยอุปาย ปรัชญาชญาน  นี่คือหัวข้อประณิธานครั้งเดิมข้อที่ 2
      อนิจจาเอ๋ย เมื่อโลกยกธงคือมานะ (ความถือตัว) ตั้งมั่นอยู่ในอหังการมมังการ(ถือว่าเป็นเราเป็นของเรา) มีใจดำเนินตามความยึดถืออันเกิดแต่ตัวตน อันมีสัญญาจิต และทฤษฏิวิบัติ(คือเห็นผิดเป็นชอบ) และพิการ ไม่ถือสังครหะวัสตุ เราพึงทำการลดธงคืออัสมิมานะ(การถือว่าเป็นเราเป็นเขา) ลง ด้วยการแนะนำอารยมรรค นี่คือหัวข้อบทประณิธานครั้งเดิม ข้อที่ 3 ดังนี้แล
      อนิจจาเอ๋ย เมื่อโลกหงอยเหงา เกิดระคนด้วยความซบเซาไม่รวบรัดในสิ่งที่เป็นคุณ ไม่ขะมักเขม้น แต่กลายเป็นความขะมักเขม้น สืบต่อท่องเที่ยวจากโลกนี้ไปโลกอื่นจากโลกอื่นมาโลกนี้ ไม่ยอมหยุดจากสังสารวัฏ ได้ขึ้นไปสู่ความหมุนเวียนเหมือนดวงไฟ(แกว่งไฟให้หมุนรอบตัว) เราพึงประกาศธรรมอันอิ่มด้วยปรัชญา ประกอบด้วยความสงบแก่เขา นี่คือหัวข้อบทประณิธานครั้งเดิม ข้อที่ 4 ดั่งนี้แล หัวข้อขทประณิธานครั้งเดิมเหล่านี้รวมเป็น 4 ข้อ
      และในขณะนั้น เทวบุตรทั้งหลายชั้นศุทธาวาส พร้อมด้วยธรรมจารีเทวบุตร ได้ช่วยกันทำภายในบุรีให้ผิดปรกติคลาดเคลื่อนไปหมด เทวบุตรเหล่านั้นอยู่บนอากาศแสดงภายในบุรีให้เป็นสิ่งที่น่าทิ้งขว้างและน่าเบื่อหน่าย ได้พูดกับพระโพธิสัตว์ด้วยคำ เป็นบทประพันธ์ว่า
      24 ครั้งนั้น เทวบุตรทั้งหลายผู้มีฤทธิ์มาก ได้พูดกับพระโพธิสัตว์ผู้มีพระเนตรยาวเหมือนดอกบัว บานว่า พระองค์ผู้ประทับอยู่ในท่ามกลางป่าช้า จะเกิดความยินดีได้อย่างไร ฯ
      25 และพระโพธิสัตว์นั้น เทพยดาผู้เป็นใหญ่ตักเตือนแล้ว ทรงทอดพระเนตรภายในบุรีนั้น น่าเบื่อหน่าย ทรงพระดำริว่า เราอยู่ในท่ามกลางป่าช้าจริงๆ ฯ
      พระโพธิสัตว์ ทรงทอดพระเนตรแล้วซึ่งหมู่นารีทั้งปวง ครั้นแล้วทรงเห็นว่านารีในที่นั้นบางคน่อนจ้อนจากเครื่องนุ่งห่ม บางคนสยายผม บางคนเครื่องประดับกระจายเรี่ยราด บางคนมีเทริด(กระบังหนา) หลุด บางคนมีร่างกายมิได้ปกปิดด้วยการเปิดไหล่ บางคนไม่หุบปาก บางคนตาเหลือก บางคนละเมอบ่นพึงพำ บางคนขบฟันดังกรอดๆ บางคนหน้าถอดสี บางคนมีรูปไม่คงเดิม บางคนห้อยแขน บางคนสลัดเท้า บางคนชูศีรษะ บางคนปากเบี้ยว บางคนศีรษะตก บางคนร่างกายคดงอ บางคนกรนดังครอกๆ บางคนซุกกลองเล็ก บางคนมีศีรษะกับร่างกายยกเยื้องกัน บางคนเอามือเกาะเครื่องบรรเลงถือพิณน้อยพิณใหญ่ บางคนกัดขลุ่ยดังกรอดๆ บางคนสั่งตีผลักเครื่องประโคม บางคนทำตาปริบๆ บางคนมีเสียงอยู่ในลำคอ พระโพธิสัตว์พิจารณาเห็นสนมกำนัล ซึ่งอยู่ในพื้นที่นั้นมีอาการผิดแปลกต่างๆเกิดความเข้าใจว่าเป็นป่าช้า ท่านกล่าวไว้ในข้อนี้ว่า
      26 พระผู้เป็นที่พึ่งของโลกนั้น ทรงเห็นหมู่นารีเหล่านั้นแล้วสลดพระทัย ทรงถอนใจใหญ่ หยั่งลงสู่ความกรุณานี้ว่า  พูดโธ่เอ๋ย หมู่นารีเหล่านี้ถึงแล้วซึ่งความทุกขเวทนา เราจะต้องบรรพชา คนเราจะพบความยินดีในหมู่รากษสได้อย่างไร ฯ
      27 คนที่ถูกความมืดคือโมหะอย่างยิ่งห่อหุ้มแล้ว มีความคิดชั่วๆเข้าใจกามคุณซึ่งปราศจากคุณว่าเป็นสิ่งที่มีคุณ เขาจะไม่ได้ความหลุดพ้นเลย เหมือนนกที่ตกไปอยู่กลางกรง ฯ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงพิจารณาดูนางสนมกำนัลโดย ธรรมาโลกมุข(หัวข้อแสงสว่างแห่งธรรม) นี้อีก ทรงแสดงความเศร้าต่อสัตว์ทั้งหลายด้วยความเศร้าคือมหากรุณาว่า 
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมถูกฆ่าเหมือนสัตว์ที่โรงฆ่าสัตว์ 
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมกำหนัดยินดี เหมือนไม่เกลียดชังหม้อที่งามแต่เต็มไปด้วยอุจจาระ
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมเมาเหมือนช้างเมามันกลางน้ำ
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมถูกกั้นเหมือนโจรถูกกั้นท่ามกลางคุก
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ยินดียิ่งแล้วเหมือนหมูในท่ามกลางของสกปรก
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้หวงแหนแล้วเหมือนสุนัขหวงแหนในท่ามกลางกระดูกกระโหลก
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ตกลงไปแล้วเหมือนตั๊กแตนในเปลวไฟ
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ถูกมัดเหมือนลิงติดตัง
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้เดือดร้อนเหมือนปลาถูกยกขึ้นจากน้ำ
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมติดอยู่เหมือนแพะติดในหลักฆ่า
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมถูกเสียบเหมือนนักโทษถูกเสียบบนยอดหลาว
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมจมอยู่เหมือนช้างแก่ติดหล่ม   
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้จะถึงความวิบัติเหมือนเรือสำเภาแตกกลางมหาสมุทร
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้จะตกลงไปเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดตกเหว
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้จะถึงความวนเวียนเหมือนน้ำตกอยู่ในกระแสบาดาล(น้ำวน)
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้จะกลายเป็นคว้นเหมือนแผ่นดินใหญ่(โลก)ในคราวสิ้นกัลป
         คนโง่ทั้งหลายย่อมหมุนเวียนไปโดยแท้ไม่หยุดเหมือนแผ่นจักรของช่างปั้นหม้อ
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมวนเวียนเหมือนคนตาบอดแต่กำเนิดไปในระหว่างภูเขา
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมหมุนไปรอบๆเหมือนสุนัขถูกเสือตรึงไว้
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมเหี่ยวแห้งเหมือนหญ้าและไม้ยืนต้นในคราวฤดูร้อน
         คนโง่เหล่านั้นในโลกนี้ย่อมเสื่อมลงเหมือนดวงจันทร์ข้างแรม
         คนโงทั้งหลายย่อมถูกกินโดยแท้เหมือนงูถูกครุฑกิน
         คนโง่ทั้งหลายย่อมถูกยึดโดยแท้เหมือนเรือถูกมังกรยึดไว้ 
         คนโง่ทั้งหลายย่อมถูกปล้นโดยแท้เหมือนพ่อค้าเกวียนถูกหมู่โจรปล้น
         คนโง่ทั้งหลายย่อมถูกทำลายโดยแท้เหมือนศาลาถูกลมพายุพัดทำลาย
         คนโง่ทั้งหลายย่อมถูกฆ่าเหมือนสัตว์ถูกงูพิษฆ่าแล้ว
         คนโง่ทั้งหลายไม่มีความเข้าใจ ย่อมได้รับบาดเจ็บโดยแท้เหมือนเด็กๆถูกคมมีดที่ทาน้ำผึ้งบาดเอา 
         คนโง่ทั้งหลายย่อมล่องลอยไปโดยแท้ เหมือนท่อนไม้ถูกกระแสน้ำพัดให้ลอยไป 
         คนโง่ทั้งหลายย่อมเล่นสนุกโดยแท้เหมือนทารกเล่นปัสสวะอุจจาระของตน 
         คนโง่ทั้งหลาย ย่อมหมุนกลับโดยแท้เหมือนช้างถูกขอทำให้หมูนกลับ 
         คนโง่ทั้งหลายย่อมถูกผูกพันโดยแท้เหมือนเด็กๆถูกการเล่นผูกพันไว้ 
         คนโง่ทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมทิ้งขว้างซึ่งกุศลมูลทั้งหลายเหมือนทรัพย์ของนักเลงการพนัน 
         คนโง่ทั้งหลายย่อมถูกเขากินโดยแท้เหมือนพ่อค้าถูกรากษสกิน
      พระโพธิสัตว์ทรงใคร่ครวญถึงนางสนมกำนัลโดยอาการ 32 ดังนี้เล้ว ทรงพิจารณาอศุภสัชญาในร่างกาย นำมาซึ่งปรติกูลสัชญา(หมายรู้ว่าสกปรก) เกิดความหมายรู้ในการน่าเกลียดทรงพิจารณาร่างกายของตนเอง ทรงเห็นโทษแห่งร่างกาย ทรงยกความตั้งมั่นในกายออกจากกาย ทรงพิจารณาศุภสัชญา(หมายรู้ว่างาม) แล้วก้าวเข้าสู่อศุภสัชญา(หมารู้ว่าไม่งาม) ทรงเห็นเบื้องบนตั้งแต่ศีรษะลงจนถึงพื้นเท้าเบื้องต่ำว่ามีแต่สิ่งไม่งามเกิดขึ้น เป็นแดนเกิดแห่งสิ่งไม่งาม เป็นที่ไหลออกแห่งสิ่งไม่งาม เป็นนิตย์ พระองค์ทรงตรัสเป็นคำประพันธ์ในเวลานั้น ดังต่อไปนี้
      28 ร่างกายเบื้องบนตั้งแต่ศีรษะลงมาถึงพื้นเท้าเบื้องต่ำงอกขึ้นในนาคือกรรม เกิดด้วยน้ำตฤษณา(ความปรารถนาหรือความอยาก) ทำให้มีความหมายรู้ว่าเป็นร่างกายของตน เปลี่ยนแปลงไปได้ด้วยน้ำตา เหงื่อ เศลษม์ น้ำมูตรของเปียก ระคนด้วยหยาดเลือด เต็มไปด้วยกระเพาะมูตร หนอง มันข้น และมันสมอง และเต็ไปด้วยโทษทั้งหลาย ถ่ายเทของภายในออกเป็นนิตย์ และทั้งหมดมีกลิ่นเหม็นต่างๆนาๆ ฯ
      29 ร่างกายนี้ มีกระดูก ฟัน กราม ขน เปลี่ยนแปลงได้ มีหนังหุ้มไว้ และมีขน ประกอบด้วยลำไส้ ม้าม ตับ มันข้น เตโชธาตุ และเส้นประสาท อันอ่อนแอน่าสงสารถูกตรึงไว้ด้วยไขสันหลังและเอ็นทำให้เคลื่อนไหวได้เหมือนเครื่องยนต์ มีเนื้อทำให้แลดูงามเกลื่อนกล่นไปด้วยพยาธิต่างๆระคนไปด้วยความโศก มีความหิวกระหายคอยเบียดเบียนเป็นที่อาศัยของสัตว์ทั้งหลาย มีช่องเป็นอันมาก มีมรณะและชราอาศัยอยู่ ใครเล่าเมื่อเห็นร่างกายนี้ พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเข้าใจว่าร่างกายซึ่งเสมอด้วยข้าศึกจะเป็นของของตน ฯ
      พระโพธิสัตว์ ทรงมีสมฤติพิจารณากายในร่างกายอย่างนี้
      และเทวบุตรทั้งหลายที่ไปในอากาศได้พูดกับธรรมจารีเทวบุตรว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ อะไรนี่? พระสิทธารถ หนวงเวลาพิจารณานางสนมกำนัล และพิจารณาแล้วก็เกิดความร้อนใจ และก็ยังจ้องมองอยู่อีก หรือว่า พระองค์เป็นเหมือนทะเลมีน้ำเชี่ยวไหลลึกเราไม่อาจถือเอาข้อสังเกตของพระองค์ได้ อนึ่งขออย่างให้ใจของพระองค์ผู้ไม่มีความประสงค์ ติดอยู่ในอารมณ์เลย และพระองค์ซึ่งเทวดาทั้งหลายเตือนแล้ว ขออย่าให้ลืมปรติชญาเดิมเสียเลย
      ธรรมจารีเทวบุตรพูดว่า ท่านพูดอะไรอย่างนี้? พวกท่านประพฤติเพื่อความรู้ ประจักษ์(ตรัสรู้ ของพระโพธิสัตว์องค์นี้มาก่อนแล้วมิใช่หรือ ท่านไม่ร่วมกันเช่นนั้นหรือ เมื่อพระโพธิสัตว์จะเสียสละด้วยการเสด็จอภิเนษกรมณ์แล้ว จะป่วยกล่าวไปไยในบัดนี้อีกถึงความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ เมื่อครั้งอยู่ในภพก่อนๆ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระโพธิสัตว์ได้ตกลงพระหทัยแน่นอนแล้ว มีพระหทัยสังเวช(สลดใจ)แล้ว มีพระปรัชญาตั้งมั่น ทรงเยื้องกรายไม่โอ้เอ้ชักช้าเสด็จลงจากพระแท่นบ่ายพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ประทับอยู่แล้ว ในปราสาทที่มีเครื่องสังคีต ทรงดึงลงซึ่งข่ายแก้วด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา แล้วเสด็จไปถึงสุดปราสาท ทรงประนมนิ้วพระหัตถ์ทั้งสิบระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งปวง และทรงกระทำนมัสการพระพุทธเจ้าทั้งปวง แล้วทรงเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรบนอากาศ ทรงเห็นเทพพหัสนัยน์(องค์อินทร์) ผู้เป็นใหญ่ของเทวดาทั้งหลายอยู่บนอากาศ
 มีเทวดาตั้งแสนแวดล้อมประคองดอกไม้ ธูป ของหอม พวงมาลัย ผงจันทน์ เครื่องทาตัว ผ้า ฉัตร ธงชัย ธงปตาก ตุ้มหู พวงแก้วมุกดาหาร กำลังยืนน้อมกายนมัสการพระโพธิสัตว์ และทรงเห็นเทพโลกบาลทั้งสี่ อันมีหมู่ยักษ์รากษสคนธรรพ์นาคแวดล้อม แต่งตัวเตรียมรบ สวมเสื้อเกราะทะมัดทะแมง มือถือดาบ ธนู ลูกศร หอก โตมร(คทาเหล็ก) ตรีศูล(หอกสามง่าม) ประกอบด้วยลีลา (ท่าทีเยื้องกาย)พระเศียรทรงมกุฎแก้วมณี กำลังยืนนมัสการพระโพธิสัตว์ ทรงเห็นแม้จันทรเทวบุตรและสุริยเทวบุตรทั้งสองยืนอยู่สองข้างซ้ายขวาและทรงเห็นดาวฤกษ์ปุษยผู้เป็นใหญ่กว่าดาวฤกษ์ทั้งหลาย  ปรากฏขึ้นแล้ว และถึงเวลากึ่งราตรีแล้ว ครั้นแล้ว พระโพธิสัตว์ จึงทรงเรียกสารถีชื่อ ฉันทกะมาว่า
      30 ฉันทกะไปกันเถอะ อย่าชักช้าเลย จงให้พระยาม้าที่ประดับแล้วแก่เรา ความสำเร็จทั้งปวงที่เป็นมงคลจะถึงแก่เรา ความสำเร็จประโยชน์จะถึงวันนี้เที่ยงแท้ ฯ
      ครั้งนั้น สารถีฉันทกะฟังพระดำรัสนี้แล้ว มีความร้อนใจ จึงทูลอย่างนี้ว่า
      31 ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระโขนงเบิกบานงาม ผู้มีพระเนตรงามเหมือนกลีบดอกบัว ผู้เป็นสิงห์แห่งนรชน ผู้งามเหมือนจันทร์เพ็ญในสรทกาลผู้ซึ่งเหมือนดวงจันทร์ยังดอกบัวกุมุท(บัวสาย)ให้ยินดี พระองค์ จะเสด็จไปไหน ฯ
      32 พระองค์ผู้มีพระพักตร์เหมือนดอกบัวสด อ่อน กำลังบานในหนองบัว และเหมือนดวงอาทิตย์แรกขึ้นมีรัศมีเหมือนสีทอง พระองค์มีความงามสุกใสเหมือนดวงจันทร์ปราศจากมลทิน เหมือนไฟใช้บูชาด้วยน้ำมันเนยเครื่องบูชาไฟ มีความสุกสว่างรุ่งเรืองเหมือนแสงฟ้าแลบ มีปรกติทรงดำเนินด้วยลีลา(ท่าที่เยื้องกราย) เหมือนลีลาของช้างซับมัน ทรงย่างพระบาทงาม ฯ
      (ต้นฉบับไม่มีเลข33) พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      34 ดูกรฉันทกะ แต่ก่อนเราสละมือ เท้า นัยน์ตา เพื่อประโยชน์ใด เช่นเดียวกันเราสละศีรษะ ลูก เมียผู้เป็นที่รัก ราชสมบัติ เงิน ทอง ที่อยู่อาศัยเต็ไปด้วยรัตนะ ช้าง ม้าวิ่งเร็วเหมือนลม มีกำลังแกล้วกล้า ฯ
      35 เรารักษาศีล เจริญกษานติ มีความยินดีในกำลังแห่งวีรยะ ธยานปรัชญาทำมาตั้งหลายโกฏิกัลป แต่ก็เพื่อบรรลุถึงความสงบ คือโพธิและศิวะ(นิรวาณ)นั้นๆเวลาในขณะนี้ปรากฏแก่เราว่า เป็นเวลาแห่งการปลดปล่อยซึ่งสัตว์ทั้งหลาย ให้ออกจากกรง คือชราและมรณะฯ
      สารถีฉันทกะทูลว่า ข้าแต่องค์อารยบุตร(บุตรผู้ควรบูชา)เกล้ากระหม่อมได้ยินเหมือนเมื่อฝ่าพระบาทพอทรงอุบัติออกมานั่นเทียว พวกพราหมณ์ผู้เป็นโหรทำนายได้เข้าเฝ้าเพื่อจะดู และพวกพราหมณ์เหล่านั้น ได้ทำนายต่อหน้าพระราชาศุทโธทนะว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ความเจริญงอกงามจะมีแก่ราชตระกูลของพระองค์ พระราชาศุทโธทนะตรัสถามว่า อะไร? พราหมณ์เหล่านั้นจึงทูลตอบว่า
     36 พระกุมารองค์นี้เป็นพระโอรสของพระองค์ ซึ่งทรงอุบัติมาแล้ว บุณยลักษณะตั้งร้อย มีบุณยคุ้มครอง พระกุมารจะได้เป็นราชาจักรพรรดิ์ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง 4 จะประกอบด้วยทรัพย์ 7 ประการฯ
      37 ถ้าพระกุมารจะมองดูโลกว่าประกอบด้วยความทุกข์อีกแล้วไซร้ พระกุมารก็จะละนางสนมกำนัลเสด็จอภิเนษกรมณ์ จะบรรลุโพธิ อันเป็นทางให้ถึงความไม่แก่และไม่ตาย จะทรงปรกครองประชาชนเหล่านี้ด้วยข่ายคือธรรมฯ
      อย่างไรก็ตาม ข้าแต่องค์อารยบุตร คำพยากรณ์นั้นมีอยู่พะยะค่ะ มิใช่ไม่มีแต่ว่าขอฝ่าพระบาททรงฟังคำของเกล้ากระหม่อมผู้ปรารถนาเป็นประโยชน์ก่อน พระโพธิสัตว์ตรัสถามว่า อะไร?สารถีฉันทกะทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ บางคนในโลกนี้เริ่มบำเพ็ญพรต และตบะหลายวิธี นุ่งหนังสัตว์ เกล้าผมเป็นเมาลีรุงรัง นุ่งห่มผ้าเปลือกไม้และขนสัตว์ ไว้เล็บผมหนวดยาว ทนพยายามตากย่างร่างกายหลายวิธี และเริ่มบำเพ็ญพรตตบะอย่างแรงกล้า
      ตรัสถามว่า เขาทำทำไม?
      ทูลตอบว่า พวกเหล่านั้นเขาคิดว่า เราทั้งหลายจะได้รับสมบัติของเทวดาและมนุษย์ ข้าแต่องค์อารยบุตร และสมบัตินั้น พระองค์ก็ได้แล้ว คือราชสมบัตินี้ มั่งคั่ง ขยายออกไปใหญ่โต อยู่เย็นเป็นสุข มีอาหารหาง่าย เป็นที่น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยมนุษยชนเป็นอันมาก และอุทยานเหล่านี้ ประเสริฐเลิศ ประดับด้วยดอกไม้ผลไม้หลายอย่าง มีหมู่นกต่างๆขันคูและมีสระใหญ่งามไปด้วยดอกบัวอุบล บัวปทุม บัวกุมุท บัวบุณฑรีก มีหงส์ นกยูง นกดุเหว่า นกจากพราก นกกระเรียน นกกาบบัว ขันคู ที่ริมสระติดกันเป็นพืดด้วยไม้พุ่มต่างๆเช่น เป็นต้นไม้มะม่วง ไม้อโศก ไม้จำปา ต้นบานไม่รู้โรย ต้นงา ต้นหญ้าฝรั่น(ไม้เหล่านี้) กำลังออกดอกสะพรั่ง ประดับด้วยรัตนะ ต้นไม้ สวนดอกไม้ต่างๆล้อมด้วยรั้วลูกกรงแก้ว ติดลูกดานเป็นประจำ ปกคลุมด้วยข่ายแก้ว ใช้สอยได้ตามฤดูกาล
      เป็นที่อยู่อย่างสุขสบายในหน้าร้อน หน้าฝน หน้าแล้ง หน้าหนาว มีมหาปราสาท  เหมือนสระและทะเล และเช่นเดียวกันกับภูเขาไกลาส เสมอด้วยปราสาทไวชยันต(ขององค์อินทร์) (และเสมอด้วยเทพสภาชื่อธรรมสุธรรมเกษม เป็นชนิดที่ปราศจากความเศร้าโศก ประดับด้วยเฉลียงประตู ซู้มประตูมีลวดลาย หน้าต่างตำหนักเรือนยอดและพื้นปราสาท มีลมพัดต้องข่ายกระดิ่งแก้ว ข้าแต่องค์อารยบุตร นางสนมกำนัลก็ล้วนแต่ศึกษาดีมีความชำนาญในการประกอบการบรรเลงพิณเล็ก บัณเฑาะว์ พิณใหญ่ ขลุ่ย ส่งเสียงดังกึกก้องดังจะเย้ยเพลงสวรรค์ ประโคมสังคีตคือ ดีกลองเล็กกลองใหญ่ ฟ้อนรำขับร้อง ประพฤติการพูดจา ชวนให้แช่มชื่นขบขันให้สนุกรื่นเริง อ่อนหวานไพเราะ
      ข้าแต่ฝ่าพระบาทผู้ประเสริฐ ฝ่าพระบาทยังทรงพระเยาว์ ยังไม่ล่วงเลยวัยหนุ่ม ยังเป็นหนุ่มอ่อนสดอยู่ มีพระสรีระอ่อนละมุน อยู่ในวัยเด็ก พระเกศาดำ สนุกสนานด้วยกาม ยังไม่เต็มที่ ขอพระองค์จงอภิรมย์ชมชื่นให้เหมือนเทพสหัสนัยน์ (องค์อินทร์)ผู้เป็นอธิบดีของหมู่อมรทั้งหลายและเป็อธิบดีของหมู่ไตรทศ(*)ก่อน ครั้นพระองค์ทรงพระชราแล้วภายหลังจึงออกอภิเนษกรมณ์ และสารถีฉันทกะ ได้ทูลเป็นคำประพันธ์ในเวลานั้นต่อไปนี้
                        * ไตรทศ ผู้มีสภาพความเป็นไป 3 อย่างคือ 1 มีสัมภวะ(แดนเกิด) 2 มีภาวะ (ความเป็นเทวดา) 3 มีมรณะ (ความตาย) ซึ่งหมายถึงเทวดา
      39 ขอฝ่าพระบาทจงทรงชื่นชมยินดีกับผู้รู้วิธี ทำให้เกิดความยินดีเหมือนอธิบดีของหมู่อมรทั้งหลายในโลกของไตรทศ(องค์อินทร์) ภายหลัง เมื่อฝ่าพระบาททรงพระชราจึงเริ่มประพฤติพรตและตบะฯ
      พระโพธิสัตว์ตรัสว่า อย่าเลยฉันทกะ กามทั้งหลายเหล่านี้ไม่เที่ยงแท้จริงๆ มันไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน มีความเปลี่ยนแปลงไปได้เป็นธรรมดา รวดเร็ว ไม่มั่นคงเสมอด้วยความเร็วของลูกคลื่น ไม่อยู่ในอำนาจของใคร ตั้งอยู่ได้ไม่นานเหมือนหยดน้ำเป็นเครื่องทำให้พร่ำเพ้อครวญคราง ไม่มีแก่นสารเหมือนกไหมัดเปล่าๆ อ่อนแอเหมือนต้นกล้วย มีสภาพแตกได้ง่ายเหมือนภาชนะดินดิบ เป็นอยู่ชั่วขณะแล้วก็ไม่เป็นจริงเหมือนสระน้ำน้อยๆตั้งอยู่ไม่นาน เหมือนผ้าแลบในท้องฟ้า เปลี่ยนแปลงไปสู่ความทุกข์เหมือนอาหารปนยาพิษ
      ขีดเส้นไม่ให้ความสุขเหมือนเครือไม้เลื้อย เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหมือนต่อมน้ำ ตั้งขึ้นด้วยสัชญาวิปรยาสเหมือนพยับแดด จัดสรรค์ขึ้นให้จิตตวิปรยาสเหมือนดูเขาเล่นกล ทำให้ไม่อิ่มเพราะประกอบด้วยความยึดถือด้วยทฤษฎิวิปรยาสเหมือนความฝัน กามทั้งหลายเต็มได้ยากเหมือนทะเล ทำให้กระหายเหมือนดื่มน้ำเค็มแตะต้องยากเหมือนศีรษะงู บัณฑิตทั้งหลายเว้นแล้วเหมือนเว้นเหวใหญ่ กามทั้งหลายประกอบด้วยภัย ประกอบด้วยสงคราม ประกอบด้วยทุกขเวทนา ประกอบด้วยโทษ นักปราชญ์ทั้งหลาย รู้ดั่งนี้ เว้นแล้ว ติเตียนแล้ว ผู้มีปรัชญาทั้งหลายตำหนิแล้ว พระอารยะทั้งหลายเว้นแล้ว ผู้รู้ทั้งหลายติเตียนแล้ว พาลชนผู้ไม่รู้ทั้งหลายซ่องเสพแล้ว และพระองค์ตรัสเป็นคำประพันธ์ในเวลานั้นดังต่อไปนี้
      40 กามทั้งหลายเหมือนศีรษะงู ผู้รู้ทั้งหลายเว้นแล้วเหมือนเว้นหม้อใส่อุจจาระ เหมือนเว้นของไม่สะอาด ผู้รู้ทั้งหลายติเตียนแล้ว ดูก่อนฉันทกะ ความงามทั้งปวงสิ้นแล้ว เพราะรู้แล้ว ความยินดีเพราะกามย่อมไม่เกิดแก่เราฯ
      ครั้งนั้น สารถีฉันทกะ เหมือถูกหอกแทง ร้องไห้อยู่ ครั้นแล้ว น้ยน์ตาก็ชุ่มด้วยน้ำตามีความทุกข์ ได้ทูลคำอย่างนี้ว่า
      41 ฝ่าพระบาทผู้เทวะ บางคนในโลกนี้เขาเริ่มประพฤติพรตอย่างแรงกล้ามีหลายอย่าง เพื่อประโยชน์ของผู้ใด เขานุ่งหนังสัตว์เกล้าผมเป้นกระเซิงรุงรัง ไวผมไว้เล็บยาวมาก และไว้หนวดมานาน (ยาว) นุ่งผ้าเปลือกไม้ มีอวัยวะซูบผอม อาศัยพรตหลายอย่าง ผละบริโภคอาหารผัก ข้าวโพด ข้าวเจ้า บางพวกแหงนหน้าหรือก้มหน้าไม่พูด(ทำเป็นใบ้) บางพวกอาศัยพรตอย่างโคฯ
      42 แต่ว่า เขาเหล่านั้นคิดว่า เราเป็นผู้ประเสริฐสุด เลิศสุดในโลก จะได้เป็นราชาจักรพรรดิผู้ประเสริฐ และเป็นผู้ปกครองโลก จะได้เป็นองค์ศักรทรงวัชราวุธ  เป็นผู้ปกครองที่ยิ่งใหญ่ของเทวดาทั้งหลาย เป็นผู้นิรมิตได้ และเป็นผู้จำนงต่อความสุขในธยานในพรหมโลกฯ
       43 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐที่สุดกว่าคนทั้งหลาย ราชสมบัติของพระองค์นี้นั้น กว้างขวางมั่งคั่ง และมีอาหารหาง่าย มีอุทยานและปราสาทรุ่งเรืองเสมอด้วยพิมานไวชยันต เป็นที่น่ายินดีด้วยเสียงขลุ่ยและเสียงพิณด้วยเพลงและขับร้องล้วนแต่ สตรีที่ได้รับการศึกษาในการประกอบการฟ้องรำขับร้องในเรือนสตรีเอง ฝ่าพระบาทจงบริโภคซึ่งกามทั้งหลายเหล่านี้อย่าเสด็จไปจากการบริโภคกามเลยฯ
                        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      44 ดูกรฉันทกะ เธอจงฟังในระหว่างชาติก่อนๆเราได้รับความทุกข์ตั้ร้อยอย่างได้รับการจองจำ การขัดขวาง การเฆี่ยนดี การขู่ตวาด ก็เพราะกามเป็นเหตุ จะไม่งมงายในการปรับปรุงใจให้ดีขึ้น ฯ
      45 แต่ก่อน เราตกอยู่ในอำนาจของความประมาท และเกลือกกลั้วด้วยโมหะ มีข่ายคือทฤษฎีคลุมไว้แล้ว เป็นความมืด สิ่งเหล่านี้ เป็นผู้ทำให้ยืดถือสัชญาว่าเป็นตัวเป็นตน ล่วงพ้นความรู้เสียแล้ว เพราะความไม่รู้ธรรม ฯ
      46 กามทั้งหลาย เป็นของไม่มั่นคงไหวหวั่นอยู่เป็นนิตย์ เสมอด้วยเมฆ เช่นเดียวกับฟ้าแลบ อุปมาเหมือนหยดน้ำบนเหล็กแดง ว่างเปล่า ไม่มีสาระ ไม่มีตน และกามทั้งหลายเหล่านี้มีสภาพศูนย์โดยประการทั้งปวง ฯ
      47 กามไม่ย้อมใจเราในอารมณ์ทั้งหลาย ฉันทกะ เธอจะให้พระยาม้าตัวที่ดียิ่ง ตกแต่งเครื่องแต่งตัวม้าแล้วแก่เรา มงคลซึ่งเราคิดไว้แต่ก่อนสมบูรณ์แก่เราแล้ว เราจะเป็นมุนีผู้เป็นธรรมราชา เป็นใหญ่ในธรรมทั้งปวง จะถึงความเป็นเอกอรรคบุทคลของคนทั้งปวงฯ
                        สารถีฉันทกะทูลว่า
      48 ฝ่าพระบาทจะไม่ทรงเหลียวแลพระแม่เจ้าโคปา ผู้มีพระเนตรเหมือนกลีบบัวบาน มีสร้อยไข่มุกงาม ทรงประดับมณีรัตนะ เหมือนฟ้าแลบออกจากก้อนเมฆในท้องฟ้า ทรงงามพิเศษอยู่บนพระที่บรรทมหรือฯ
      49 และฝ่าพระบาทจะไม่พอพระทัยต่อเสียงขลุ่ย บัณเฑาะว์ ที่ส่งเสียงกังวานแลเสียงกลองเล็ก(กองชนะ) กับปี่ และเครื่องดนตรีขับรำทำเพลง และเสียงนกจะโกระ (นกกระทาดง) เสียงบันลือของนกการเวกเหมือนที่อยู่ของกินนรทั้งหลาย หรือฯ
      50 ฝ่าพระบาทจะไม่ทรงเหลียวแลดอกมะลิซ้อน ดอกอุบล ดอกมะลิลา และดอกจำปา พวงมาลัยมีกลิ่นหอม ดอกไม้อันประเสริฐที่จัดไว้แล้ว กลิ่นไม้กฤษณาที่เผาเป็นควัน และการลูบไล้ของหอมอันประเสริฐเหล่านั้น หรือฯ
      51 ฝ่าพระบาทจะไม่ทรงเหลียวแลกลิ่นแห่งของหอม  และกับข้าวของเสวยที่สำเร็จรูปเป็นอย่างดี มีรสประณีต รสน้ำเจือนำตาลกรวดปรุงแล้วอย่างดี หรือ ขอเดชะ ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปไหนฯ
      52 ฝ่าพระบาทจะไม่ทรงเหลียวแลน้ำสรงอุ่นๆ ในยามหนาวและจันทร์อุรคสารเหล่านั้นในยามร้อนและพระภูษาเมืองกาศีอันงามนั้น หรือ ขอเดชะ ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปไหนฯ
      53 (ขอเดชะ) กามคุณทั้ง 5เหล่านี้และเป็นของฝ่าพระบาทดังว่าอุบัติขึ้นด้วยบุณยของเทวดาในสวรรค์ ฝ่าพระบาทจงยินดี ประกอบด้วยความชื่นชมและความสุข แต่ครั้นแล้ว ฝ่าพระบาทผู้เลิศในตระกูลศากยก็จะเสด็จไปป่าเสียฯ
                        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      54 ดูกรฉันทกะ กามคุณทั้งหลายคือ รูป เสียง กลิ่น รส สปรัศ หลายอย่างต่างๆกัน เราได้บริโภคมาแล้ว  ตลอดได้บริโภคมาแล้ว ตลอดกัลปไม่สิ้นสุดหาประมาณมิได้ ทั้งที่เป็นของเทวดา และเป็นของมนุษย์ แต่มันไม่รู้จักอิ่มในคราวที่พระโอรสองค์ประเสริฐของพระเจ้าแผ่นดินทรงครองความเป็นใหญ่ เป็นพระราชาจักรพรรดิในทวีปทั้ง 4ประกอบด้วยรัตนะ 7 ประการ อยู่ในท่ามกลางเรือนสตรี เราซึ่งได้ครองความเป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นสุยามาเป็นเจ้าแห่งไตรทศ (เทวดา) จุติแล้ว ได้มาเกิดที่นี่ บรรดาสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นทั้งหลาย เราได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว(เกิดเป็นคนขึ้นแล้ว) มีอหังการและถือเป็นตัวเป็นตนสูงสุดด้วยสง่าราศีนี้ เราก็ได้บริโภคมาก่อนแล้ว จักรพรรดิในเมืองเทวดา  และความเป็นใหญ่ในเมืองมาร เราก็ได้ครองมาแล้ว กามทั้งหลายอันมั่งคั่งประเสริฐ เราก็ได้บริโภคมาแล้ว แต่ไม่รู้จักอิ่ม ทำไมวันนี้ เธอจะให้เราอิ่มด้วยการเสพสิ่งที่เลวทราบอีก ไปกันเถอะ เราไม่มีสถานที่เช่นนั้นฯ
                        อีกประการหนึ่ง
      55 ดูกรฉันทกะ เราได้พิจารณาเห็นว่าโลกนี้เป็นทุกข์ ตั้งอยู่ในท่ามกลางโลกแห่งความโศกและความกันดาร(เดินยาก) ไหลลอยไปในความยุ่งยากแห่งเกลศ และความโหดร้ายทุกเมื่อ ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ในความมืดคือโมหะและอวิทยา ถูกภัยคือชรา พยาธิ มรณะ เบียดเบียน ถูกความทุกข์คือ ชาติ(ความเกิด) กำจัดแล้ว เราโดยสารธรรมนาวา(เรือคือธรรม) ในโลกนี้ บรรทุกไม้และสัมภาระ (สิ่งของเครื่องใช้) คือ กำลังแห่งมหาตยาคะ (การเสียสละใหญ่) ศีล พรต กษานติ และวีรยะ ได้รวบรวมสิ่งเป็นสาระอันหนักด้วยอัธยาศัยที่แข็งแกร่ง เราได้ขึ้นไปบนเรือนี้ด้วยตนเอง  ยังตนให้ข้ามมหาสมุทรคือสังสารวัฏ แล้วเราจะยังโลกนับจำนวนหาที่สุดมิได้ ให้ข้ามมหาสมุทรคือโลกอันยากที่จะข้ามได้ ซึ่งเป็นโลกแห่งความโศกและความกันดาร เกลื่อนกล่นไปด้วยคลื่นคือโทษะและด้วยปลาร้ายคือราคะ จิตของเราเป็นอย่างนี้ ฯ
      56 ดังนั้น เราจึงยังตนให้ข้ามมหาสมุทรคือภพ ซึ่งประกอบด้วยข้าศึกคือปลาร้ายได้แก่ทฤษฎีและรากษสคือเกลศนี้ ครั้นข้ามได้ด้วยตนเองแล้ว จึงยังโลกมีจำนวนหาที่สุดมิได้ ให้อยู่บนบก ไม่มีชราและมรณะ เป็นสถานที่สุขเกษมฯ
      ครั้งนั้น สารถีฉันทกะร้องไห้หนักขึ้น ทูลอย่างนี้ว่า ขอเดชะ นั่นเป็นความแน่นอนของผู้ซึ่งเป็นไปในความมั่นคงแล้วหรือ ทูกกระหม่อม
                        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      57 ดูกรฉันทกะ เธอจงฟังความแน่นอนของเรา เพื่อให้สัตว์ทั้งหลายหลุดพ้น เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้น ความแน่นอนของเราไม่เรรวนไม่เขยื้อน ไม่เปลี่ยนแปลง มั่นคง เหมือนขุนเขาเมรุยากที่จะโงนเงนฯ
                        สารถีฉันทกะทูลว่า ความแน่นอนของฝ่าพระบาทผู้เป็นโอรสองค์ประเสริฐ เป็นอย่างไร?
                        พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      58 สายฟ้าคือวัชราวุธ(อาวุธองค์อินทร์) และขวาน หอก ศร (ของรามสูร) ในฤดูฝน ฝ้าผ่าอันรุ่งโรจน์และเหล็กหลอมละลาย ยอดภูเขาที่มีไฟลุกโพลง (สิ่งเหล่านี้) จะตกลงบนหัวเรา เราก็ไม่คิดที่จะปรารถนาบ้านเรือนอีกเลยฯ
      59 ครั้งนั้น เทพยดาที่อยู่ในอากาศ ต่างก็แสดงความร่าเริงบันเทิงใจ โปรยฝนดอกไม้ลงมา กล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ชนะ พระองค์มีความคิดวิเศษยิ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่พึ่ง พระองค์เป็นผู้ทรงประทานอภัยในโลกฯ
      59 (ต้นฉบับเลขซ้ำกัน) ใจของผู้ประเสริฐ ย่อมไม่ถูกย้อมเหมือนอากาศไม่ถูกย้อมด้วยความมืด ด้วยฝุ่นละออง ด้วยควัน และด้วยหมอก พระองค์ไม่เปรอะเบื้อนในความสุขซึ่งเกิดแต่อารมณ์ ทรงเป็นผู้ปราศจากมลทินเหมือนบัวสด ที่เกิดในน้ำ (แต่ไม่เปียกน้ำ)ฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ศานตมติเทวบุตร กับลลิตพยูหะเทวบุตร ทราบความตกลงพระหทัยแน่นอนของพระโพธิสัตว์แล้ว  ได้ทำให้ หญิง ชาย เด็กชาย เด็กหญิงทุกคนในมหานครกบิลพัสดุ์หลับสนิท และทำให้เสียงทั้งปวงหายไป
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย  พระโพธิสัตว์ทรงทราบว่าชาวเมืองทั้งหมดหลับสนิทแล้ว และทรงทราบว่าเวลาเที่ยงคืนใกล้เข้ามาแล้ว ทั้งทรงทราบว่า ดวงจันทร์ประกอบด้วยปุษยฤกษ์ ทรงทราบว่าขณะนี้เป็นเวลาเสด็จอภิเนษกรมณ์แล้ว จึงทรงเรียกสารถีฉันทกะมาถว่า ดูกรฉันทกะ บัดนี้เธออย่าทำให้เราท้อใจ จงแต่งตัวมากัณฐกะแล้วให้เรา อย่าชักช้า
      และนี่เป็นพระวาจาที่พระโพธิสัตว์เปล่งอุทานขึ้นในลำดับนั้น ครั้นแล้ว ในขณะนั้นนั่นเองเทพโลกบาลทั้งสี่ได้ยินพระวาจาของพระโพธิสัตว์ จึงไปสู่พิภพของตนๆแล้วด่วนๆออกจากพิมานของตนๆมายังมหานครกบิลพัสดุ์อีก เพื่อกระทำการบูชาพระโพธิสัตว์
      ในบรรดาเทพโลกบาลเหล่านั้น ธฤตราษฏระมหาราช ผู้เป็นอธิบดี(เป็นใหญ่)ของคนธรรพ์มาทางทิศตะวันออก พร้อมด้วยคนธรรพ์หลายหมื่นแสนโกฏิ บรรเลงดนตรีฟ้องรำขับร้องต่างๆครั้นมาถึงแล้ว ก็กระทำประทักษิณมหานครกบิลพัสดุ์แล้วนมัสการพระโพธิสัตว์ อาศัยยืนอยู่ ณ ทิศตะวันออกตามทางที่มา
      วิรูฒกะมหาราช มาทางทิศใต้  พร้อมด้วยกุมภาณฑะหลายหมื่นแสนโกฏิ ซึ่งมีมือห้อยด้วยสร้อยมุกดาหารต่างๆถือแก้วมณีต่างๆและอุ้มหม้อน้ำเต็มไปด้วยน้ำหอมกลิ่นต่างๆครั้นมาถึงแล้วก็กระทำประทักษิณมหานครกบิลพัสดุ์ แล้วนมัสการพระโพธิสัตว์  อาศัยยืนอยู่ ณ ทิศใต้ตามทางที่มานั่นเอง
      วิรูปากษะมหาราช มาทางทิศตะวันตกพร้อมนาคหลายหมื่นแสนโกฏิ ซึ่งมีมือห้อยด้วยสร้อยมุกดาหารต่างๆ ถือแก้วมณีต่างๆทำให้เมฆฝนผงไม้จันทน์และดอกไม้ตั้งขึ้น และมีลมจากทิศต่างๆพัดอย่างอ่อนๆด้วยกลิ่งหอม ครั้นมาถึงแล้ว ก็กระทำประทักษิณมหานครกบิลพัสดุ์ แล้วนมัสการพระโพธิสัตว์ อาศัยยืนอยู่ ณ ทิศตะวันตก ตามทางที่มานั่นเอง
      กุเพระมหาราช มาทางทิศเหนือ พร้อมด้วยยักษ์หลายหมื่นแสนโกฏิ ซึ่งถือแก้วมณีโชติรส (แก้วมณีมีรัศมีสว่าง)และมือถือเทียน มือถือโคมไฟสว่างจ้า และถือเครื่องประหารต่างๆ เช่น เป็นต้น ธนู ดาบ ลูกศร หอก โตมร(กระบองเหล็ก) หอกสามง่าม จักร หลาวเหล็ก เกาทัณฑ์ แต่งตัวรัดกุม ครั้นมาถึงแล้วก็กระทำประทักษิณมหานครกบิลพัสดุ์แล้วนมัสการพระโพธิสัตว์ อาศัยยืนอยู่ ณ ทิศเหนือตามทางที่มานั่นเอง
      และองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายมาพร้อมกับเทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งถือดอกไม้ของหอมพวงมาลัย ผงจันทน์เครื่องทาเครื่องแต่งตัวฉัตร ธงชัย ธงปตาก ตุ้มหู และเครื่องประดับอันเป็นทิพย์ ครั้นมาถึงแล้ว ก็กระทำประทักษิณมหานครกบิลพัสดุ์ แล้วพร้อมด้วยบริวารนมัสการพระโพธิสัตว์ยืนอยู่ ณ อากาศเบื้องบนตามทางที่มานั่นเอง
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย สารถีฉันทกะได้ยินถนัดซึ่งพระวาจาของพระโพธิสัตว์ มีนัยน์ตาเต็มไปด้วยน้ำตา ทูลพระโพธิสัตว์ดังนี้ว่า ข้าแต่พระอารยบุตรฝ่าพระบาททรงทราบกาล ทรงทราบเวลา ทรงทราบสมัย และนี่ก็ใช่กาลใช่สมัยที่จะเสด็จไป เพราะฉะนั้น ฝ่าพระบาทจะตรัสให้ข้าพระองค์ทำอย่างไร?
      พระโพธิสัตว์ตรัสว่า ฉันทกะ นี่เป็นกาล(ถึงคราวแล้ว)
      สารถีฉันทกะทูลว่า ข้าแต่พระอารยบุตร เป็นกาลของใคร?
                        พระโพธิสัตว์ว่า
      60 กาลใดที่เราปรารถนา เราค้นหามานานแล้วเพื่อประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลายเราจะได้บรรลุการตรัสรู้ซึ่งบทอันเป็นทางไม่แก่และไม่ตาย เราจะปลดเปลื้องโลก กาลนั้นได้ปรากฏแล้ว ฯ
                        นี่เป็นธรรมในข้อนี้ ท่านกล่าวไว้ในข้อนี้ว่า
      61 เทวดาประจำพื้นดิน (ภูมิเทพ) เทวดาประจำอากาศ และเทพโลกบาลกับองค์ศักรผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาทั้งหลายพร้อมด้วยยักษ์ เทพ ชั้นยามา ชั้นดุษิตา ชั้นนิรมิตา และเทพชั้นปรนิรมิตาทั้งหลายฯ
      62 เทพวรุณผู้เอาใจใส่ แม้นาคราช ผู้เป็นเผ่ามกร ปราศจากความเดือดร้อน เทพทั้งหลายเหล่านั้นมาประชุมกันแล้ว เพื่อบูชาในคราวเสด็จอภิเนษกรมณ์ของพระองค์ผู้ประเสริฐกว่าคนทั้งหลายฯ
      63 เทพทั้งหลายใดในชั้นรูปาวจร ประพฤติความสงบ พร้อมกับมีธยานเป็นโคจร (มีธยานเป็นที่ประพฤติ) เทพทั้งหลายเหล่านั้น มาประชุมกันแล้วเพื่อบูชาพระผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ควรบูชาของโลกทั้ง 3ฯ
      64 พระพุทธเจ้าทั้งหลายในทิศทั้ง 10 ซึ่งทรงเป็นผู้ช่วยเหลือพระโพธิสัตว์ผู้ประพฤติบุรพจารี (ประพฤติบารมิตามาแต่ครั้งก่อน) ก็ได้เสด็จมาเพื่อจะดูการเสด็จอภิเนษกรมณ์ของพระชินว่า เราจะทำการบูชาตามสมควร ฯ
      65 แม้พระมหาตมัน (ศิวะ)ผู้เป็นอธิบดีของคุยหกะ(*) ทั้งหลาย มีวัชราวุธรุ่งเรือง ยืนอยู่ในอากาศ มีร่างกายแต่งตัวรัดกุม แล้วกล้าด้วยกำลังความเพียร มือถือวัชราวุธส่องแสงโชติช่วง ฯ
      66 เทพบุตรทั้งสองคือจันทร์และอาทิตย์ ได้มายืนขนาบขวาซ้ายประนมนิ้วทั้ง 10 ทำอัญชลี เทพทั้งหลายเหล่านั้นคอยติดตามส่งเสียงว่า เสด็จอภิเนษกรมณ์แล้ว ฯ
      67 และปุษยนักษัตรพร้อมทั้งคณะ ได้ทำตนเป็นผู้สนใจ ได้ทำตนเป็นผู้สนใจ มายืนอยู่เบื้องหน้าของพระโพธิสัตว์ผู้สูงสุดกว่าคน เปล่งเสียงดังแสดงความดีใจว่า ฯ
      68 ในวันนี้ ความสำเร็จ ความดีงาม และมงคลทั้งปวง จงมีแด่พระองค์ทั้งเป็นปุษยนักษัตร ทั้งเป็นสมัยควรเพื่อเสด็จไป แม้ข้าพเจ้าก็จะไปพร้อมกับพระองค์ ขอพระองค์ผู้ไม่มีใตรเหนือกว่า จงประหารราคะเสียเถิด ฯ
      69 และเทวบุตรผู้ตักเตือน ก็ได้เตือนแล้ว ขอพระองค์ผู้สูงส่งด้วยกำลังและความเพี่ยรจงลุกขึ้นโดยเร็วเถิด จงยังสัตว์ทั้งปวงผู้ถูกความทุกข์ประหารแล้ว ให้ข้ามพ้นจากความทุกข์ทั้งหลาย เวลาแห่งการเสด็จอภิเนษกรมณ์ปรากฏแก่พระองค์แล้ว ฯ
      70 เทวดาทั้งหลายตั้งพันโกฏิ มาประชุมกันแล้ว ยังฝนดอกไม้ให้ตกลงด้วยความดีใจ และพระองค์ประทับนั่งบนพระแท่นอันประเสริฐ มีเทวดาทั้งหลายแวดล้อม มีเดชรุ่งเรืองกำลังส่องแสงสว่าง ฯ
      71 พวกสตรี เด็กชาย และบุรุษ ตลอดจนเด็กหญิงในพระนครคนทั้งหมดนั้น นอนกันแล้ว ต่างมีใจเหน็ดเหนื่อย ปล่อยให้เคลื่อนไปแต่อริยาบถ ช้าง ม้า โค นกสาลิกา  นกแก้ว นกกระเรียน และนกยูง เหล่านั้นก็นอนกันหมดแล้ว ต่างมีใจเหน็ดเหนื่อย เขาจะไม่เห็นรูปของพระองค์ ฯ
      72 และพวกศากยทั้งหลายให้ลูกๆยืนถือกระบองเพชรอันแข็งแกร่ง เขาเหล่านั้นต่างก็ถูกสะกดให้หลับอยู่บนหลังช้าง หลังม้า และในรถ ทั้งหลาย และที่ซุ้มประตูอันประเสริฐพระราชา ราชกุมาร และคนของพระเจ้าแผ่นดิน ก็หลับกันหมุด แม้หมู่นารีทั้งหลาย ก็หลับผ้าผ่อนหลุดลุ่ยไม่ตื่น ฯ
      73 พระโพธิสัตว์มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงพรหม ตกแต่งพระองค์น่ารัก มีพระสุรเสียงดังเหมือนเสียงนกการเวก เมื่อราตรีล่วงไปแล้ว ถึงเวลากึ่งคืน พระองค์ตรัสกับสารถีฉันทกะว่า ดีแล้ว ฉันทกะ เธอจงให้ม้ากัณฐกะ ซึ่งตกแต่งไว้เองงามแล้วแก่เรา อย่าทำอันตราย จงให้เราเสียเร็วๆถ้าเธอเข้าใจความรักของเรา ฯ
      ฉันทกะฟังแล้ว มีนัยน์ตานองด้วยน้ำตา ทูลพระลูกเจ้านั้นว่า
      74 สารถีฉันทกะทูลถามว่า ข้าแต่พระบาทผู้เป็นสารถีประเสริฐซึ่งเป็นผู้ฝึกสัตว์ ฝ่าพระบาทจะเสด็จไปไหน ฝ่าพระบาทจะมีธุระอะไรกับม้า ฝ้าพระบาททรงทราบกาล ทรงทราบสมัย ทรงประพฤติธรรม กาลนี้ใช่กาลที่จะเสด็จไปไหนๆ ประตูปิดลงกลอนแน่น สำหรับฝ่าพระบาทใครจะเปิดประตูให้ฝ่าพระบาท ครั้งนั้น อางค์ศักรเปิดประตูเหล่านั้นออก  เพราะอำนาจแห่งเจตนาของใจ สารถีฉันทกะเห็นแล้วก็หัวเราะ  และกลับเป็นทุกข์หลั่งน้ำตาอีก พระโพธิสัตว์ทรงข้าพ้นออกมาได้ ตรัสว่า อนิจจาเอ๋ยใครจะช่วยเหลือเรา ส่วนเราก็จะทำอย่างไร เราจะวิ่งไปทิศไหน พระวาจาที่พระโพธิสัตว์ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงตรัสแล้ว ใครๆก็ไม่อาจทนอยู่ได้ ฯ
      75 อนิจจาพวกทหาร 4 กองพลนั้นมีกำลังมกา เขาจะทำอย่างไรในที่นี้? พระราชา พระราชกุมาร คนของพระเจ้าแผ่นดิน เขาเหล่านั้นไม่รู้เหตุการณ์นี้ และหมู่สตรีผู้นอนอยู่ สตรีผู้มีเกียรติถูกเทวดา สะกดให้หลับแล้ว  อนิจจา ความตั้งพระทัยของพระโพธิสัตว์ ซึ่งได้คิดไว้แต่ก่อนๆจะบรรลุ จะสำเร็จหรือ ฯ
      76 เทวดาพันโกฏิ มีใจยินดี ได้บอกกัสารถีฉันทกะนั้นว่า ดีแล้วฉันทกะ เธอจงให้ม้าตัวประเสริฐ อย่าให้พระกุมารผู้เป็นายลำบากเลย กลองใหญ่ สังข์ กลองเล็กและเครื่องดนตรีตั้งโกฏิ เทวดาทั้งหลายประโคมขึ้นแล้ว บุรีอันประเสริฐก็ยังถูกเทวดาทั้งหลายสะกดให้หลับ ไม่มีใครรู้เหตุการณ์นี้เลย ฯ
      77 ดูกรฉันทกะ (เทวดาบอก) เธอจงดูบนอากาศ แจ่มใส งามด้วยแสงทิพย์ เธอจงดูพระโพธิสัตว์ตั้งหลายพันโกฏิมาเพื่อบูชา เธอจงดูองค์ศักรสามีของพระนางศจี มีกำลังพลแวดล้อมยืนอยู่ที่ประตูสง่างาม จงดูแม้ซึ่งเทวดาและอสูร หมู่ของกินนรซึ่งมาเพื่อบูชา ฯ
      78 สารถีฉันทกะ ได้ฟังคำของเทวดาทั้งหลายแล้ว จึงร้องเรียกม้านั้นมาว่า พระผู้เป็นสารถีประเสริฐซึ่งเป็นผู้ฝึกสัตว์ เสด็จมาแล้ว เจ้าจักพาพระองค์เสด็จไปก่อน แล้วสารถีฉันทกะน้นนำม้านั้น ซึ่งมีสีเป็นมัน มีกีบเป็นสีทองตกแต่งไว้เองด้วยความหมาย น้อมเข้าไปถวายให้เป็น พาหนะของพระโพธิสัตว์ผู้ทรงคุณธรรมดังว่ามหาสมุทร ตนเองร้องไห้ดวงใจเป็นทุกข์ ฯ
      79 แล้วกราบทูลว่า ม้าของพระองค์ตัวนี้ มีลักษณะประเสริฐเป็นผู้กระทำประโยชน์ เกิดมาดีแล้ว งาม ฝ่าพระบาทเสด็จไปเถิด ความตั้งพระทัยซึ่งทรงคิดไว้แต่ก่อนๆขอจงสำเร็จแก่ฝ่าพระบาทเถิด ศัตรูผู้กระทำอันตรายจงหลีกเว้นไปเถิด ขอให้พรตคือความอยากสงบจงสำเร็จเถิด และขอฝ่าพระบาทจงประทานความสุขแก่โลกทั้งปวงและแก่สวรรค์ เพื่อศานติ ฯ
      80 แผ่นดินไหวไปทั่วด้วยวิการทั้ง 6 ในขณะที่พระโพธิสัตว์ลุกขึ้นจากพระแท่นที่บรรทม เสด็จขึ้นทรงพระยาม้ามีศักดิ์สูงสุด ซึ่งงามเหมือนจันทรมณฑลเต็มดวง เทพโลกบาลมีมือสะอาดเหมือนดอกบัวปราศจากมลทิน นำหน้าม้ามีศักดิ์สูงสุด และองค์ศักรองค์พรหมทั้งสอง ชี้ทางเบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ว่า ทางนี้แหละพะยะค่ะ ฯ
      81 พื้นแผ่นดินเปล่งรัศมีออกโดยพระโพธิสัตว์นั้น มีผิวสดใสปราศจากมลทินส่องสว่างแล้ว ครั้งนั้นสัตว์ในอบายทั้งปวง ต่างสงบมีความสุขสบาย ไม่มีความทุกข์แผ้วพาน มีดอกไม้ในฤดูฝน(ดอกมะลิลา) ดนตรีตั้งโกฏิ เทวดาและอสูรทั้งหลายในสนามต่างพากันสรรเสริญ พวกเหล่านั้นทั้งหมด ทำประทักษิณบุรีอันประเสริฐแล้วประกอบด้วยความยินดีพากันไป ฯ
      82 เทวดาในบุรีประเสริฐสุด อนาถใจ พากันไปเฝ้าพระมหาบุรุษ ยืนอยู่เบื้องหน้า มีใจของพึ่งพระกรุณา ส่งเสียงร้องเรียกพระมหาบุรุษผู้มีพระพักตร์เหมือนดอกบัวว่า ฯ
      83 แผ่นดินบุรีทั้งหมดจะระคนด้วยความมืด พระนครปราศจากพระองค์แล้ว จะไม่งาม ข้าพเจ้าไม่ยินดีทำความปรีติอย่างไรเลย เมื่อพระราชวังนี้นั้นพระองค์ละไปแล้ว ฯ
      84 จะไม่ได้ยินเสียงร้องในหมู่นก จะไม่ได้ยินเสียงขลุ่ยไพเราะในหมู่นางสนมกำนัล และจะไม่ได้ยินเสียงขับร้องอันเป็นเสียงแสดงมงคลซึ่งปลุกพระองค์ให้ตื่นบรรทม อีกแล้ว นะพระองค์ผู้มียศไม่สิ้นสุด ฯ
      85 จะไม่ได้เห็นหมู่เทวดาและนำสิทธิ์ทั้งหลายทำการบูชาพระองค์ตลอดคืนวันอีกแล้ว จะไม่ได้ดมกลิ่นทิพย์อีกแล้ว เมื่อพระองค์เสด็จจากไป และเมื่อหมู่เกลศถูกทำลายแล้ว ฯ
      86 และพระราชวังพระองค์ละแล้ววันนี้ ก็จะเหมือนพวงมาลัยปราศจากผู้ทัดทรง รังแต่จะเหม็นสะไอ ข้าแต่พระองค์ผู้มีสิริบนพระเศียร โรงละคอนที่สร้างไว้ ก็จะทให้ข้าพเจ้าเกรงว่าจะไม่มีอีก เมื่อพระองค์เสด็จไปเสียแล้ว ฯ
      87 พระองค์ทรงนำไปเสียแล้วซึ่งโอชะ(รสอร่อย) และกำลังในบุรีทั้งหมด พระนครนี้จะมีทางเดินไม่สม่ำเสมอ  ไม่งาม กำลังแห่งจักรพรรดิ ตามที่ฤษีทำนายไว้นั้นไม่จริงเสียแล้ว ฯ
      88 แผ่นดินที่มีกำลัง และกำลังของศากยทั้งหลาย จะกลายเป็นไม่มีกำลัง พระองค์ตัดวงศ์ในราชตระกูลนี้เสียแล้ว ความหวังในคณะศากยทั้งหลายศูนย์สิ้นแล้ว เมื่อมีพุ่มไม้คือบุณยเป็นพุ่มไม้ใหม่ พระองค์ก็เสด็จจากไปเสียแล้ว ฯ
      89 ข้าพเจ้นี่แหละ จะไปตามทางกับพระองค์ เหมือนพระองค์เสด็จไปโดยไม่มีมลทิน โดยปราศจากมลทิน และทรงเกิดความสงสาร ความกรุณา ขอพระองค์จงทอดพระเนตรพระราชวังนี้ ฯ
      90 พระโพธิสัตว์ผู้มีปรัชญา ได้ทรงทอดพระเนตรพระราชวังแล้ว ทรงเปล่งพระวาจามีพระสุรเสียงไพเราะว่า  เรายังไม่บรรลุการกระทำให้สิ้นชาติและมรณะ จะไม่เข้ามายขังบุรีกบิลพัสดุ์ ฯ
      91 ตราบใด เรายังไม่ได้ตรัสรู้ธรรมอันประเสริฐ อันเป็นทางให้ถึงความไม่แก่ และไม่ตาย เป็นอมฤตเป้นอย่างดีแล้ว เราจะไม่ทำพระนครกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นประธาน ให้เป็นที่นั่งที่นอนและที่เดินตราบนั้น ฯ
      92 ในขณะที่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นประธานของโลกนั้นเสด็จออกไปหมู่นางฟ้าทั้งหลายเหล่านั้นที่ไปในอากาศ ต่างก็สรรเสริญว่า พระองค์เป็นทักษิณียบุทคล(*)ผู้ใหญ่ยิ่ง พระองค์เป็นเนื้อนาบุณยผู้ใหญ่ยิ่ง พระองค์เป็นเนื้อนาของผู้ต้องการบุณย พระองค์เป็นผู้ประทานผลไม้อมฤต ฯ
                        *  ทิกษิณียบุทคล คือ คนที่ควรแก่การถวายสิ่งของเพื่อผลอันเจริญหรือเพื่ออุทิศผลไปให้แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว หรือนัยหนึ่ง ได้แก่คนที่ควรเคารพกราบไหว้
      93 พระองค์ตั้งพระทัยต่อการตรัสรู้ ด้วยทาน(การให้) ทมะ(ระวัง กรรเมนทรีย์) (*1) สํยมะ (ระวัง ชญาเนนทรีย์) (*2)  มาแล้วหลายโกฏิกัลปเป็นอันมาก  พระองค์มีพระหทัยกรุณาสัตว์ทั้งหลาย พระองค์มีศีลบริศุทธ มีพรตดี ทรงประพฤติไม่ขาดตกบกพร่อง พระองค์ไม่มีความใคร่ ไม่ปรารถนาโภคสมบัติ แลทรงเป็นผู้รักษาศีลเป็นปกติ ฯ
                        *1 กรรเมนทรีย์ ได้แก่ อินทรีย์ทำงาน คือ มือ เท้า ปาก ท้อง อวัยวะเพศ
                        *2 ชญาเนนทรีย์ ได้แก่อินทรีย์รู้ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย
      94 พระองค์ถือลัทธิกษานติทุกเมื่อ พระองค์เคยถูกตัดอวัยวะแขนขา พระองค์ไม่โกรธไม่อาฆาตเพื่ออาฆาตเพื่อป้องกันสัตว์ทั้งหลาย พระองค์มีความเพียงทุกเมื่อ พระองค์ไม่มีความท้อถอยมาหลายโกฏิกัลป  พระองค์ตั้งพระหทัยบูชาโพธิ ทรงทำยัชญ (บำเพ็ญพรต) นับตั้งโกฏิกัลป ฯ
      95 พระองค์ทรงเข้าธยานเป็นปกติ ทรงเป็นผู้มีจิตสงบระงับ ทรงเพ่งพิจารณาถึงเกลศทั้งปวง ทรงปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลายนับจำนวนตั้งโกฏิพระองค์ไม่ติด(อยู่ในอะไร) ทรงเป็นปราชญ์ ทรงมีจิตพ้นแล้วจากความผิดที่เกิดขึ้นจากเจตนาทั้งหลาย ทรงเป็นผู้ชนะแล้ว ทรงถึงสวยัมภู(ตรัสรู้เอง) ฯ
      96 พระองค์มีไมตรีจิตทุกเมื่อ ทรงถึงฝั่งด้วยพระกรุณา ทรงมีมุทิตา ทรงเพ่งต่ออุเบกษา(ความวางเฉย)  ทรงรู้วิธีในทางพรหม(พรหมวิหาร) พระองค์เป็นเทวดาเหนือเทวดาทั้งหลาย ทรงเป็นผู้ควรที่เทวดาทั้งหลายพึงบูชา ทรงมีจิตงามปราศจากมลทินบริศุทธ ทรงถึงฝั่งด้วยการประกอบในคุณธรรม ฯ
      97 ทรงเป็นที่พึ่งของผู้เดือดร้อนด้วยด้วยภัยทั้งหลาย ทรงเป็นประทีปของผู้ไม่มีตาดีทั้งหลาย ทรงลบล้างอุปัทวอันตรายทั้งหลาย ทรงเป็นแพทย์บำบัดโรคเรื้อรัง ทรงเป็นพระราชาแท้จริง คือเป็นพระราชาเพราะธรรมทรงเป็นองค์อินทร์(ผู้เป็นใหญ่) มีเนตรพันหนึ่ง ทรงเป็นพรหมผู้สวยัมภู (ตรัสรู้เอง) ทรงมีกายและจิตประเสริฐ ฯ
      98 พระองค์เป็นนักปราชญ์ มีพระปรัชญามาก ทรงเป็นวีรบุรุษมีจิตพิจารณา กล้าหาญ ทรงเป็นผู้ทำลายเกลศ ทรงชัยชนะไม่มีใครชนะได้ ทรงชนะศัตรู ทรงเป็นสีหะละความกลัว ทรงเป็นช้างมีจิตฝึกหัดดีแล้ว ทรงเป็นโคผู้เป็นประธานในคณะ ทรงมีความอดกลั้น ละความโกรธได้ ฯ
      99 ทรงเป็นดวงจันทร์เปล่งรัศมี ทรงเป็นดวงอาทิตย์ส่องแสงสว่าง ทรงเป็นอุลกะ(ก้อนไฟตกจากฟ้า) ทำความสว่างโชติช่วง  ทรงพ้นจากความมืดทั้งปวง ทรงเป็นเหมือนดอกบัวไม่มีอะไรเปรอะเปื้อน ทรงเป็นเหมือนดอกไม้มีกลีบได้ระเบียบดี ทรงเป็นภูเขาเมรุไม่ไหวหวั่น ทรงเป็นพระอาจารย์ ทรงเป็นแผ่นดินเป็นที่อาศัยเลี้ยงชีพ ทรงเป็นเหมือนรัตนะไม่หวั่นไหว ฯ
      100 พระองค์ทรงชนะเกลศมาร พระองค์ทรงชนะสกันธมาร พระองค์ทรงชนะมฤตยุมารเทวะ บุตร (มาร) พระองค์ก็ทรงชนะแล้ว พระองค์เป็นหัวหน้าพ่อค้าเกวียนผู้ใหญ่ยิ่ง พระองค์จะชี้ทางอันประเสริฐมีองค์ 8 ให้แก่ผู้ตั้งอยู่ในทางผิดในไม่ช้า ฯ
      101 พระองค์ก็เป็นผู้ทำลายชรามรณะและเกลศ พระองค์พ้นแล้วจากความมืดมนอธการ พระองค์โด่งดังทั้งในมนุษยโลกและในเทวโลก พระองค์ทรงเป็นชินพระผู้ชนะ ทรงถึงสวยัมภู มีผู้สรรเสริญได้สรรเสริญแล้วหาประมาณมิได้ พระองค์ทรงไว้ซึ่งรูปบุรุษอย่างประเสริฐ ซึ่งชาวโลกสรรเสริญพระองค์ว่ามีบุณยเหมือนสีหะผู้ฉลาด ฯ
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เสด็จอภิเนษกรมณ์แล้ว  ล่วงพ้นไปแล้วล่วงพ้นศากยทั้งหลาย ล่วงพ่นความหลอกลวง ทรงแนะนำพรานเบ็ดผู้แข็งแรงทั้งหลายในตำบลหนึ่ง ในที่ไกลออกมาได้ 6 โยชน์ ในที่นั้น เวลารู่งสว่างก็ปรากฏแก่พระโพธิสัตว์ ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์เสด็จลงจากม้า ประทับบนพื้นดิน ทรงสละเทวดา นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร งูใหญ่ เป็นอันมากนั้นไป ครั้นแล้ว พระองค์ทรงพระดำริว่า เครื่องอาภรณ์เหล่านี้ และม้ากัณฐกะ เราจะมอบให้ในมือของสารถีฉันทกะ
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เรียกสารถีฉันทกะมาแล้วตรัสว่า ไปเถิดเธอ ฉันทกะเธอจงเอาเครื่องอาภรณ์เหล่านั้น และม้ากัณฐกะกลับไป สถานที่ซึ่งสารถีฉันทกะกลับนั้น ได้ประดิษฐานเจดีย์ไว้ และเจดีย์นั้นเรียกว่า ฉันทกะนิวรรตนะเจดีย์ คือเจดีย์ฉันทกะกลับ
      พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริอีกว่า เมาลี และการบรรพชาจะทำอย่างไร พระองค์ตัดพระเมาลีด้วยมีด แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ พระเมาลีนั้นเทวดาชั้นดาวดึงส์ได้มารับเอาไปเพื่อบูชา จึงมีการบูชาพระเมาลีในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จนกระทั่งทุกวันนี้  แม้ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้น ก็ได้ประดิษฐานเจดีย์ไว้ และเจดีย์นั้นเรียกว่า จุฬาประดิครหณะเจดีย์ คือ เจดีย์รับพระเมาลีแม้ทุกวันนี้
      พระโพธิสัตว์ทรงพระดำริอีกว่า การบรรพชาและผ้าแคว้นกาศี จะทำอย่างไรถ้าเราได้ผ้าย้อมน้ำฝาดสมควรแก่ผู้อยู่ป่าก็จะดี  ครั้งนั้น เทวดาชั้นศุทธาวาสคิดขึ้นว่า เราควรทำผ้าย้อมน้ำฝาดถวายพระโพธิสัตว์ ในบรรดาเทพเหล่านั้น เทวะบุตรผู้หนึ่ง หายจากรูปทิพย์แปลงรูปเป็นพรานป่า  นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด มายืนอยู่เบื้องหน้าพระโพธิสัตว์ ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสกับเขาว่า ดูกรท่านผู้ควรนับถือ ถ้าท่านจะให้ผ้าย้อมน้ำฝาดทั้งหลายแก่เรา เราจะให้ผ้าแคว้นกาศีเหล่านี้แก่ท่าน พรานป่านั้นพูดว่า ผ้าของท่านเหล่านั้นงาม แต่ผ้าเหล่านี้เป็นผ้าของข้าพเจ้า พระโพธิสัตว์ตรัสว่า เราขอท่านเถอะ ครั้นแล้ว เทวะบุตรผู้แปลงรูปเป็นพรานป่านี้ ก็ถวายผ้าย้อมน้ำฝาดแก่พระโพธิสัตว์แล้วรับผ้าแคว้นกาศี ครั้งนั้น เทพบุตรผู้นั้นเกิดความเคารพเทิดทูกนผ้าเหล่านั้นไว้บนศีรษะด้วยมือทั้งสอง แล้วจากที่นั้นไปยังเทวโลก เพื่อบบูช่าผ้าแคว้นกาศีเหล่านั้น การกระทำแลกเปลี่ยนผ้ากันนั้น สารถีฉันทกะก็เห็น แม้ในสถานที่นั้นก็ได้ประดิษฐานเจดีย์ไว้ เจดีย์นั้น เรียกว่า กาษายัครหณเจดีย์  คือเจดีย์รับผ้าย้อมน้ำฝาด แม้ทุกวันนี้
      ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์ทรงตัดพระเมาลี ทรงครองผ้าย้อมน้ำฝาด เทวบุตรตั้งแสน ยินดีร่างเริงดีใจโยนผ้าเปล่งเสียงบันลึกกึกก้องว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารถทั้งหลายผู้เจริญสรวารถสิทธกุมารบรรพชาแล้ว พระองค์ จะตรัสรุ้อนุตตรสัมยักสัมโพธิแล้ว จะยังจักรคือธรรมให้หมูน จะทรงปลดเปลื้องสัตว์ทั้งหลาย ผู้ที่มีชาติ(ความเกิด) เป็นธรรมดานับไม่ถ้วน ให้พ้นจากชาติ กระทั่งปลดเปลื้องให้พ้นจาก ชรา พยาธิ มรณะ โศกะ ปริเทวะ ทุกขะ เทารมนัส อุปายาส ให้ข้ามพ้นจากมหาสมุทรคือสังสารวัฏ มาถึงฝั่งให้ดำรงอยู่ในที่ปราศจากอันตรายที่สุด ไม่มีภัย ไม่มีโศก ไม่มีอุปัททวอันตราย เป็นบรมคติ ปราศจากธุลีคือเกลศ เป็นอมฤตและเป็นธรรมธาตุ เสียงบันลือนั้นดังขึ้นไปกระทั่งถึงชั้นอกนิษฐโดยเสียงสืบๆต่อกันไป
      ลำดับนั้น นางสนมกำนัลทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นพระกุมาร ต่างก็ค้นหาในประสาทฤดูร้อน ฤดูหนาว ฤดูฝน ในที่อยู่ ในบ้านเรือน คราวใดที่หาไม่เห็น คราวนั้นก็เป็นเหมือนนางนกออกโดดเดี่ยวอยู่เดียวดาย ส่งเสียงไห้หากัน ฉะนั้น ในบรรดานางสนมกำนัลเหล่านั้น บ้างก็เร่าร้อนด้วยความโศกเป็นที่สุด ร้องไห้ว่า โธ่พ่อไปไหน บ้างก็ร้องไห้ว่าพี่ไปไหน บ้างก็ร้องไห้ว่าโธ่พระผู้เป็นที่พึ่งไปไหน บ้างก็ร้องไห้ว่าโธ่ผัวไปไหนบ้างก็ร้องไห้ด้วยการพร่ำเพ้อรำพันด้วยถ้อยคำแสดงความรักต่างๆบ้างก็ร้องไห้ด้วยทอดกายกลิ้งเกลือกไปต่างๆ บ้างก็ร้องไห้ด้วยการจับดึงทึ้งผม
      บ้างก็ร้องไห้ด้วยการมองดูหน้าซึ่งกันและกัน บ้างก็ร้องไห้ด้วยการทำตาประหลับประเหลือก บ้างก็ร้องไห้ด้วยการเอาผ้าปิดหน้าตนเอง บ้างก็ร้องไห้ด้วยการเอามือตบขา บ้างก็ร้องไห้ด้วยการเอามือตีอก บ้างก็ร้องไห้ด้วยการเอามือตบแขน บ้างก็ร้องไห้โดยเอาฝุ่นโรยบนศีรษะ บ้างก็ร้องไห้โดยมีศีรษะเปรอะฝุ่น บ้างก็สยายผมออกแล้วถอนผม บ้างก็ชูแขนขึ้นไปแล้วร้องไห้เสียงดัง บ้างก็ร้องไห้วิ่งไปโดยเร็วเหมือนกวางถูกยิงด้วยลูกธนู บ้างก็ร้องไห้โอนเอนเหมือนต้นกล้วยต้องลมโอนเอน บ้างก็ล้มลงที่พื้นดิน ปิ้มว่าจะขาดใจ บ้างก็ร้องไห้ดิ้นเร่าๆบนพื้นดิน เหมือนปลาถูกยกขึ้นด้วยแห บ้างก็ร้องไห้ล้มฟาดลงบนแผ่นดินโดยเร็วเหมือนต้นไม้ถูกตัดโคน
      ส่วนพระราชาทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ครัสเรียกศากยทั้งหลายมาว่า นั่นอะไรเราได้ยินเสียงในวังดังลั่น ศากยทั้งหลาย ทราบเรื่องแล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชพระกุมารนั่นเที่ยวไม่ปรากฏอยู่ในวังเสียแล้ว พระราชาตรัสว่า  เร็ว ไปปิดประตูนคร เราจะค้นหากุมารภายในนคร ศากยเหล่านั้น ได้ค้นหาทั้งภายในภายนอก เมื่อค้นหาทั้งภายในและภายนอกก็มิได้พบ
      แม้มหาประชาบดีโคตมีก็ทรงพระกันแสงกลิ้งไปบนพื้นดิน ทูลกับพระราชาศุทโธทนะ ข้าแต่พระมหาราช พระองค์จงทำหม่อมฉันให้มีสภาพเท่ากันกับพระโอรส (หมายความว่าทำให้หม่อมฉันสูญหายไปเสีย) โดยเร็วเถิด
      ครั้นแล้วพระราชาทรงส่งม้าใช้ไปยังทิศทั้ง 4ว่า ไปเถิด คราบใดยังไม่พบกุมาร ตราบนั้นยังไม่ต้องมา ฝ่ายโหรผู้ชำนาญ ได้พยากรณ์ว่า พระโพธิสัตว์จะเสด็จอภิเนษกรมณ์ทางประตูมงคล เมื่อม้าใช้เหล่านั้นไปทางประตูมงคลก็ได้เห็นฝนดอกไม้ที่ตกลงมาในระหว่างทาง ม้าใช้เหล่านั้นคิดว่าพระกุมารเสด็จออกไปแล้วโดยทางนี้ ม้าใช้เหล่านั้นเดินไปในระหว่างทางหน่อยหนึ่ง ก็ได้พบเทพบุตรนั้น ซึ่งเทิดทูนผ้าแคว้นกาศีของพระโพธิสัตว์ไว้บนศีรษะเดินมา ม้าใช้เหล่านั้นคิดว่าผ้าเหล่านี้นั่นเที่ยวเป็นผ้าแคว้นกาศีของพระกุมาร ขออย่าให้เป็นว่าบุรุษผู้นี้ฆ่าพระกุมารเพื่อต้องการผ้าเหล่านี้เลย เราจะต้องจับตัวให้ได้ ม้าใช้เหล่านั้นเห็นสารถีฉันทกะจูงม้าและถือเครื่องอาภรณ์มาตามหลังเทวบุตรนั้นอีก ครั้นแล้ว ม้าใช้เหล่านั้นจึงพูดกันเองว่า นี่พวกเรา อย่าผลุนผลัน อย่าเพิ่งไถ (อย่าเพิ่งจับ) นั่น สารถีฉันทกะจูงม้ามาด้วย เราจะถามเขาดู
      ม้าใช้เหล่านั้น ถามสารถีฉันทกะว่า นี่ ฉันทกะ ขออย่างให้เป็นว่าบุรุษผู้นี้ ฆ่าพระกุมารเพื่อต้องการผ้าแคว้นกาศีเลย สารถีฉันทกะพูดว่า นั่นหามิได้ แต่ว่า เขาผู้นี้ให้ผ้าย้อมฝาดแก่พระกุมาร และพระกุมารก็ได้ประทานผ้ากาศีแก่เขาผู้นี้ต่างหาก ครั้นแล้วเทวบุ่ตรนั้น เทิดทูนผ้าเหล่านั้นไว้บนศีรษะด้วยมือทั้งสอง แล้วจากที่นั้นไปสู่เทวโลก เพื่อบูชาผ้าแคว้นกาศีเหล่านั้น
      และม้าใช้เหล่านั้น ถามสารถีฉันทกะอีกว่า นั่น ท่านเข้าใจอย่างไร ฉันทกะเราไปกันเถิดอาจทำให้พระกุมารเสด็จกลับมาได้ สารถีฉันทกะตอบว่า อย่างเลยพระกุมารมีความเพียรและความบากบั่นเข้าแข็ง พระองค์ไม่เสด็จมาดอก และพระองค์ได้ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ตราบใด เรายังไม่ตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิธิ ตราบนั้น เราจะไม่เข้ามาสู่มหานครกบิลพัสดุ์อีกเลย พระกุมารตรัสไว้อย่างไร พระวาจานั้นจะต้องเป็นอย่างนั้น นั่น เพราะเหตุไร เพราะพระกุมารมีความเพียร และความบากบั่นเข็มแข็ง พระองค์จึงไม่เสด็จกลับมา
      ครั้นแล้ว สารถีฉันทกะ ก็จูงม้ากับถือเอาเครื่องอาภรณ์ทั้งหลายเข้าไปสู่ภายในบุรี และเครื่องอาภรณ์เหล่านั้น มหานามได้เอาไปประดับให้แก่อนิรุทธศากยกุมารผู้เจริญเป็นเวลาช้านาน คนอื่นที่ขัดสีเทวรูปนารายณ์เพื่อขัดสีกายของมหานารายณ์ ไม่อาจทรงไว้ซึ่งเครื่องอาภรณ์เหล่านั้นได้ คราวใดที่ใครสามารถประดับเครื่องอาภรณ์เหล่านั้น คราวนั้น พระนางมหาประชาบดีโคตมีเป็นต้องคิดว่า  ตราบใดเราเห็นเครื่องอาภรณ์เหล่านี้ ตราบนั้นความโศกจักมีในใจของเรา อย่ากระนั้นเลย เราจะขว้างทิ้งเครื่องอาภรณ์เหล่านี้ลงในสระเสีย ครั้นแล้ว พระนางมหาประชาบดีโคตมี ก็ขว้างทิ้งเครื่องอาภรณ์ทั้งหลายเหล่านั้นลงในสระ สระนั้นเรียกว่า อาภรณปุษกริณี คือสระเครื่องอาภรณ์ แม้ทุกวันนี้
                        ในที่นี้มีคำกล่าวไว้ว่า
      102 ในคราวนี้พระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นผู้กล้าหาญ เป็นผู้รู้ เสด็จอภิเนษกรมณ์นครกบิลพัสดุ์ทั้งหมด ตื่นขึ้นแล้ว ทุกคนเข้าใจว่าพระกุมารเสด็จไปสู่ที่บรรทม ต่างก็หัวเราะต่อกระซิกซึ่งกันและกัน ต่างได้รับความบันเทิงใจ ฯ
      103 พระนางโคปา และสตรีในเรือนทั้งหลายื่นขึ้นแล้วก็ได้แต่มองที่นอน ไม่มีใครเห็นพระโพธิสัตว์  ต่างก็เปล่งเสียงร้องไห้ออกมาดังๆ ในพระราชวังของพระเจ้าแผ่นดินว่า โอ้พวกเราถูกลวงเสียแล้ว พระโพธิสัตว์เสด็จไปไหน ฯ
      104 นั่นแหละ พระราชาทรงสดับแล้ว ถึงกับล้มลงบนพื้นดินทรงพระกระแสเสียงดังลั่นว่า โอลูกเอกของพ่อ แล้วพระองค์ก็อ่อนเปียกไปต้องรดน้ำในหม้อ นางศากยหลายร้อยคอยปลอบเอาใจฯ
      105 พระนางโคปา ออกจาพระเท่นบรรทม ก็ล้มลงที่พื้นดิน ทิ้งพระเกศาและดึงเครื่องประดับบนพรเศียรลงรำพันว่า โอบุรีของเราปราศจากพระผู้นำเสียแล้ว สิ่งเป็นที่รักทั้งปวงอยู่ไม่นานเลย  ต้องมาพลัดพลากจากกัน ฯ
      106 พระองค์เป็นรูป เป็นรูปที่งาม มีอวัยวะปราศจากมลทิน งามวิจิตร สดใส บริศุทธ เป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจในโลก เป็นโชคประเสริฐ เป็นผู้ควรบูชาในเทวโลก และในมนุษยโลก  พระองค์เสด็จไปไหนเสียเล่า ละทิ้งหม่อมฉันไว้บนที่นอน ฯ
      107 หม่อมฉันจะไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มน้ำหวาน  จะไม่เพลิดเพลิน จะนอนบนแผ่นดิน จะไว้ผมรุงรังเป็นกระเซิง เลิกอาบน้ำ จะบำเพ็ญพรตตบะตราบเท่าที่หม่อมฉันยังไม่เห็นพระโพธิสัตว์ผู้ทรงพระคุณ ฯ
      108 อุทยานทั้งปวง ไม่มีผลไม้ ไม่มีใบไม้ ไม่มีดอกไม้ สร้อยไข่มุกที่บริศุทธก็เสมอกับความมืดมัวเป็นละอองเป็นฝุ่น บ้านเรือนหมดความงาม บุรีก็เหมือนกลางดวง เพราะเหตุที่พระผู้เป็นคนประเสริฐเลิศละไปเสียแล้ว ฯ
      109 โธ่ การบรรเลงเพลงขับร้อง เสียงกึกก้องวังวานไพเราะยิ่ง โธ่ สตรีในเรือนมีเครื่องประดับร่วงโรย โธ่ เบื้องบนอากาศแผ่ไปด้วยข่ายทองไปไหนเสีย เราจะไม่ได้เห็นพระองค์ผู้ไม่ปราศจากธำรงคุณ ฯ
      110 และพระมารดาสะใภ้(พระมหาประชาบดีโคตมี) ถึงความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง ทรงปลอบเราผู้เป็นนางกษัตริย์ซญึ่งร้องไห้ว่า พระผู้ประเสริฐเลิศบุรุษตรัสไว้ว่า พระองค์จะทำความปลดเปลื้องจากชราและมรณะ ฯ
      111 และพระองค์จะเป็นมหาฤษีสะสมกุศลตั้งพัน เมื่อพระองค์เสด็จไปไกล 6 โยชน์ ในเศษราตรี (จวนสว่าง) พระองค์ประทานม้าตัวประเสริฐ กับเครื่องประดับแก่สารถีฉันทกะ สารถีฉันทกะรับแล้ว จึงกลับไปบุรีกบิลพัสดุ์ ฯ
      112 พระมารดา พระบิดาของข้าพเจ้าได้ปลอบด้วยคำว่า กุมารไปแล้ว ไม่ควรเศร้าโศกอีก พระองค์จะตรัสรู้โพธิแล้ว จะมาที่นี่อีก เมื่อพวกเจ้าได้ฟังธรรมแล้ว ก็จะมีจิตใจสงบระงับ ฯ
      113 สารถีฉันทกะ ร้องไห้ทูลกับพระนายกว่า ความมีอำนาจและกำลัง หรือความบากบั่นของข้าพองค์ไม่มี หมู่พระญาติของพระเจ้าแผ่นดินจะประหารข้าพระองค์เสีย จะถามข้าพระองค์ว่า ฉันทกะเจ้าพาพระโพธิสัตว์ผู้ทรงคุณไปไหน ฯ
      114 พระโพธิสัตว์ตรัสว่า อย่าสะดุ้งตกใจเลย ฉันทกะ หมู่ญาติของเราเขาจะมีความยินดี เมื่อเขารู้จากเธอว่า เราจะเป็นศาสตร์ เขาจะยินดีทุกเมือ เรามีความรักในเธอ ฯ
      115 สารถีฉันทกะ นำม้าตัวประเสริฐ และเครื่องประดับมาถึง อุทยานของพระผู้เป็นคนประเสริฐเลิศ คนเฝ้าอุทยานเกิดกำลังความบันเทิงได้พูดกับศากยทั้งหลายด้วยน้ำเสียงแสดงความยินดีว่า ฯ
      116 พระกุมารพระองค์นี้ ม้าตัวประเสริฐและสารถีฉันทกะ มาถึงอุทยานแล้ว ไม่ควรจะเศร้าโศกอีก พระราชาทรงสดับแล้ว มีหมู่ศากยทั้งหลายแวดล้อมเสด็จไปถึงอุทยาน เกิดกำลังความบันเทิง ฯ
      117 พระนางโคปา ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์ มีมาพะมติ(ความเห็น) มั่นคง พระนางไม่ทรงยินดี และไม่เชื่อคำพูด (ของใคร) เพราะพระกุมารเสด็จออกไปแล้ว เมื่อไม่บรรลุโพธิแล้ว จะพึงเสด็จมาที่นี่อีก นั่นเป็นไม่ได้ ฯ
      118 ส่วนพระราชา ทอดพระเนตรเห็นม้าตัวประเสริฐกับสารถีฉันทกะแล้ว ทรงพระกันแสงอออกมาดังๆ ล้มลงบนพื้นดิน ตรัสว่า โธ่ ลูกของเราไปไหน กำลังประโคมดนตรี  เพราะดีอยู่ลูกไปไหน ละราชสมบัติเสียทั้งหมด ฯ
      119  พูดกับเราในที่นี้ให้ดี ฉันทกะ โพธิสัตว์ทำอะไรและไปไหน ใครนำไป ใครเปิดประตูให้ หมู่เทวดาทั้งหลายทำการบูชาโพธิสัตว์นั้นอย่างไร ฯ
      120 สารถีฉันทกะ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอพระองค์โปรดฟังคำข้าพระพุทธเจ้า เมื่อชาวเมืองทั้งหลายทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่หลับสนิดแล้วในราตรี พระโพธิสัตว์นั้นมีพระสุรเสียงน่ารักตรัสกับข้าพระพุทธเจ้าว่า ฉันทกะ จงให้พระยาม้าแก่เราเร็วๆ ฯ
      121 ข้าพระพุทธเจ้าปลุกหมู่ผู้ชาย และหมู่ผู้หญิง แต่เขาเหล่านั้นหลับ หลับสนิทไม่ได้ยินเสียง ข้าพระพุทธเจ้านั้น ร้องไห้พลางถวายพระยาม้าไป พุดโธ่เอ๋ย พระโพธิสัตว์ผู้กระทำประโยชน์ เสด็จไปตามพระประสงค์แล้ว ฯ
      122 องค์ศักรเปิดประตูยนต์ โลกบาลทั้งสี่รองรับเท้าม้า เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้กล้าทรงม้าแล้ว ทวยเทพก็ตามเสด็จไป พระองค์ทรงเสด็จไปโดยทางซึ่งเป็นอากาศกว้างขวางมาก ฯ
      123 รัศมีเปล่งออกปราศจากความมืดมนอนธการ ดอกไม้ทั้งร่วงหล่นลง ดนตรีตั้งร้อยก็ดังขึ้น เทวดาและนางฟ้าทั้งหลายต่างก็สรรเสริญ หมู่เทวดาทั้งหลายพากันแวดล้อมไปทางอากาศ ฯ
      124 สารถีฉันทกะ รับม้าตัวประเสริฐ และเครื่องประดับแล้วเขาก็ร้องไห้กลับเข้าไปภายในบุรี ฝ่ายพระนางโคปาเห็นม้าตัวประเสริฐกับสารถีฉันทกะแล้ว สิ้นความรู้สึก ล้มลงบนพื้นแผ่นดิน หมู่นารีทั้งปวงจำนวนมาก ต่างก็พยายามเอาน้ำมาโสรดสรงพระนางศากย และทูลว่า พระแม่เจ้าผู้ถึงความโศก อย่าเพิ่งสิ้นพระชนม์เสียเลย วิปโยคทุกข์ (ทุกข์ในการจากไป) เป็นอันมาก ได้มีแล้วแก่กษัตริย์ผู้เป็นที่รักทั้งสองพระองค์ ฯ
      125 พระนางศากย (โคปา) ผู้มีความทุกข์อย่างยิ่ง พอมีกำลังขึ้นก็เหนี่ยวคออัศวราชซึ่งเป็นม้าตัวประเสริฐ ทรงระลึกถึงความสนุสำราญในกามกรีฑาแต่ครั้งหลัง ทรงรำพรรณด้วยถ้อยคำต่างๆถึงซึ่งความโศก ทรงรำพรรณว่า ฯ
      127 โอพระองค์ผู้ทำความรักให้เกิดขึ้นในหม่อมฉัน โอ้พระองค์ของหม่อมฉันผู้ประเสริฐเลิศบุรุษ  มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ปราศจากมลทิน โอ้พระองค์ของหม่อมฉันมีรูปร่างงาม โอ้พระองค์ของหม่อมฉันผู้ทรงลักษณะประเสริฐ ทรงพระอำนาจปราศจากมลทินฯ
      128 โอ้ พระองค์ของหม่อมฉัน  ผู้ทรงอุบัติมาดีแล้ว มีอวัยวะหาที่ติมิได้ ทรงเฟื่องฟูขึ้นโดยลำดับไม่มีใครเสมอ โอ้พระองค์ของหม่อมฉันผู้เป็นยอดของคุณธรรม มนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว ทรงประกอบด้วยพระกรุณาเยี่ยมยอด ฯ
      129 โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้ประกอบด้วยกำลังเหมือนเรี่ยวแรงของนารายณ์ ทรงกำจัดหมู่ศัตรู   โอ้พระองค์ของหม่อมฉันผู้มีพระสุรเสียงก้องกังวาลไพเราะ มีพระสุรเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกการเวก มีพระสุรเสียงไพเราะเหมือนเสียงพรหม ฯ
       130 โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีพระเกียรติยศชื่อเสียงหาที่สุดมิได้ โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ทรงเฟื่องฟูขึ้นด้วยบุณยตั้งร้อย ทรงบุณยปราศจากมลทิน โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีคำพรรณนาหาที่สุดมิได้ ทรงประดับด้วยหมู่คุณธรรม ทรงกระทำให้หมู่ฤษีปรีติยินดี ฯ
      131 โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ทรงมีพระกำเนิดอุบัติมาดีแล้วที่ป่าลุมพินีอันสูงสุดมีเสียงภู่ผึ้งบรรเลง  โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีพระนามกึกก้อง เขาบูชาแล้วในเทวโลกและในมนุษยโลก ทรงเป็ฯสุมทุมพุ่มพระชญานอันไพบูลย์ ฯ
      132  โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีพระชิหวารู้รสเป็นอย่างยอด มีพระโอฐแดงเหมือนผลตำลึกสุก มีพระเนตรเหมือนดอกบัว มีพระฉวีเหลืองเหมือนสีทอง  โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีพระทนต์ขาวสะอาดประกอบด้วยมีพระทนต์ขาวเหมือนนมโค และเหมือนหิมะ ฯ
      133  โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีพระนาสิกงาม พระองค์มีพระโขนงงาม พระโขนงมีพระอุณาโลม (ขนอ่อน) อยู่ระหว่างพระพักตร์ปราศจากมลทิน โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน ผู้มีบั้นพระองค์กลมงาม มีพระอุทรโค้งเหมือนคันธนู มีพระชงฆ์เรียวเหมือนแข้งเนื้อทราย และมีพระสะเอวกลมฯ
      134  โอ้พระองค์ของหม่อมฉัน พระอุรู (ขาอ่อน) เหมือนงวงข้าง มีพระกรและพระบาทงามบริศุทธ มีพระนขา (เล็บ) แดง ดังนั้นเครื่องประดับของพระองค์จึงทำขึ้นด้วยบุณยทั้งหลาย (ทำด้วยสิ่งบริศุทธทั้งหลาย) พระองค์ทรงทำความยินดีให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน ฯ
      135 โอ้การบรรเลงดนตรีขับกล่อมในหม่อมฉัน พระองค์ทรงลูบไล้ด้วยดอกไม้อันประเสริฐในฤดูอันงามบวร(ฤดูวสันต) โอ้ กลิ่นดอกไม้ในหม่อมฉัน นางสนมกำนัลกระทำความรื่นเริงยินดีด้วยการบรรเลงดนตรีขับกล่อม ฯ
      136 โอ้ ม้ากัณฐกะ เจ้าเกิดมาดีแล้ว เป็นสหายของสามีของฉัน เจ้าพาพระองค์ท่านไปไหน โอ้ ฉันทกะ เธอช่างไม่มีความกรุณาเสียเลย เมื่อเธอจะนำพระองค์ผู้ประเสริฐสุดของตนไป เธอไม่ปลุกฉันเลย ฯ
      137 พระองค์ผู้ทรงกระทำประโยชน์พระองค์นี้ เมื่อจะเสด็จไปในระหว่างนั้น ทำไมพระองค์จะตรัสบอกหม่อมฉันสักคำเดียวไม่ได้หรือตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ พระองค์ผู้ทรงเป็นสารถีฝึกหัดคน ทรงประกอบด้วยพระกรุณา เสด็จจากบุรีอันประเสริฐไปเสียแล้ว ฯ
      138 พระองค์ผู้ทรงกระทำประโยชน์ ทำไมหรือ พระองค์จึงเสด็จไป และพระองค์เสด็จออกจากราชตระกูลนี้ เพราะเหตุใด เทวดาที่สิงอยู่ในป่าและสุมทุมพุ่มไม้เป็นผู้มีโชค ซึ่งเป็นพระสหายนั้น ได้โดยเสด็จพระองค์ไปในทิศไหน ฯ
      139 พระองค์เป็นผู้มีความรักใคร่ในหม่อมฉันซึ่งเป็นผู้มีความทุกข์มาก พระองค์เป็นผู้ชี้บอกขุมทรัพย์  พระองค์เป็นผู้ประทานลูกตาแก่หม่อมฉันผู้ถูกควักลูกตา พระองค์เป็นผู้ที่ชนทั้งปวงรักใคร่  พระมารดา พระบิดาทรงสรรเสริญพระองค์อยู่เป็นนิตย์ พระองค์เป็นผู้ควรบูชา ฯ
      140  พระองค์ท่านละท่านทั้งหลายเหล่านั้นไปแล้ว จะเสด็จกลับมาสู่ความยินดีทางกามในสตรีเหล่านั้นอีกไหม โอ้อกเอ๋ย ความพลัดพลากจากสิ่งเป็นที่รัก ไม่เที่ยงเหมือนสภาพของการเล่นละคร ฯ
      141 ผู้โง่เขลา อาศัยทฤษฎีวิปรยาส (เห็นผิด) ด้วยการถือเอาตามสัชญา(ความหมายรู้เอาเอง) จึ้งต้องเกิดและตาย  จะป่วยกล่าวไปไยไม่ต้องมีคำที่จะพูดถึง เพื่อนใดๆในการปรุงแต่งชรา และมรณะ ฯ
      142 ความอยากรู้พระองค์เต็มเปี่ยมแล้ว จะบรรลุความตรัสรู้อันประเสริฐอย่างสูงสุดที่พุ่มไม้อันประเสริฐที่สุด (ไม่โพธิ) ครั้นตรัสรู้โพธิอันหมดจดปราศจากธุลีแล้ว พระองค์ก็จะเสด็จมาในบุรีอันประเสริฐนี้ ณ ที่นี้อีก ฯ
      143 สารถีฉันทกะ ลำบากใจเป็นอย่างยิ่งด้วยการฟังคำของพระนางโคปา จึงทูลตอบไปด้วยเสียงเครือประกอบด้วยน้ำตาว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าโคปา หม่อมฉันขอประทานโอกาสได้โปรดฟังคำของหม่อมฉัน ฯ
      144 ในราตรีดึกสงัดเวลาสองยาม เมื่อหมู่นารีทั้งปวงหลับสนิทแล้ว ครั้งนั้น พระองค์ผู้สูงส่งด้วยบุณยตั้งร้อย ได้ตรัสเรียกหม่อมฉันให้นำม้าไปถวาย ฯ
      145 หม่อมฉันได้ฟังพระวาจาในขณะนั้นแล้ว พิจารณาดูพระแม่เจ้าซึ่งซึ่งบรรทมหลับสนิทบนพระแท่นบรรทม ได้ส่งเสียงดังขึ้นในที่นั้นว่า พระแม่เจ้าโคปา ตื่นพระบรรทมเถิด ทูลกระหม่อมซึ่งเป็นที่รักของพระแม่เจ้าจะเสด็จแล้วฯ
      146 เทวดากั้นกระแสเสียงปลุกนั้นไว้ ไม่มีสตรีใดตื่นแม้แต่คนเดียว หม่อมฉันร้องไห้ถวายพระยาม้าด้วยการตกแต่งเสร็จแล้วแก่ทูลกระหม่อมผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลายฯ
      147 ม้ากัณฐกะผู้ทำประโยชน์ด้วยการเสียสละ มีเดชสูง เสียงของม้านั้นดังไปไกลประมาณ 1000 วา แต่ไม่มีใครในบุรีอันประเสริฐได้ยิน ทั้งนี้เพราะเทวดาทั้งหลายสะกดให้หลับแล้ว ฯ
      148 พื้นแผ่นดินที่สูงขึ้นด้วยทองเงินและแก้วมณี ถูกเท้าม้ากระทบอย่างแรง เสียงนั้นทั้งเพราะทั้งน่ากลัวและชัดเจน แต่ไม่มีมนุษย์คนใดได้ยินเลย ฯ
      149 ภายในพระนครนั้น มีแสงสว่างประกอบด้วยแสงดาว ดวงจันทร์สถิตย์อยู่บนนภากาศ เทวดานับจำนวนโกฏิ ทำอัญชลีกรรมอยู่บนอากาศ ต่างน้อมลงอภิวาทด้วยเศียรเกล้า ฯ
      150 พวกยักษ์รากษส ห้อมล้อมแล้ว เทพโลกบาลทั้งสี่ผู้มีฤทธิ์มากได้ประคองเท้าทั้งสี่ของม้าไว้ นำพระโพธิสัตว์ผู้บริศุทธปราศจากมลทินดุจเกสรบัวไป ฯ
      151 พระโพธิสัตว์ผู้สูงส่งด้วยเดชแห่งบุญยตั้งร้อย ทรงประทับม้ามีสีเหมือนดอกบัว พื้นแผ่นดินก็ไหวขึ้นด้วยวิการทั้ง 6 แผ่ไปยังพุทธเกษตร(แดนแห่งพระพุทธ) มีรัศมีปราศจากมลทิน ฯ
      152 องค์ศักรผู้เป็นที่เคารพของเทวดาทั้งหลาย เป็นสวามีของพระนางศจีเทพกันยาก็ได้มาเป็ดประตูเมืองในขณะนั้นด้วยตนเอง พระโพธิสัตว์มีเทวดาตั้งพันโกฏินำหน้าเสด็จไปแล้ว มีเทวดาและนาคบูชาแล้ว ฯ
      153 ม้ากัณฐกะ ซึ่งเกิดในที่นี้เพียงแต่ให้สัชญา ก็นำพระโลกนาถไปในระหว่างอากาศ เมื่อพระสุคตเสด็จไป ผู้นำเสด็จก็คือหมู่เทพ และทานพทั้งหลาย พร้อมทั้งองค์อินทร์ฯ
      154 นางฟ้าทั้งหลายกล่าวสรรเสริญคุณพระโพธิสัตว์ในการบรรเลงขับร้องอันฉลาด นางฟ้าเหล่านั้นเป็นอันมาก เป็นผู้จูงบังเหียนม้าไปแล้วเปล่งเสียงดังไพเราะ ยั่วยวนใจ ฯ
      155 ม้ากัณฐกะ พาพระโลกนายกไปเร็วๆ ทำให้หม่อมฉัน เกิดความลำบาก แต่หม่อมฉันก็ไม่กลั้วต่ออบายและทุคติ เพราะได้เทิดทูนพระโลกนาถไว้ ฯ
      156 เทพยดาแต่ละองค์ปรีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง หม่อมฉันนำพระโลกนายกไป ทั้งๆที่ไม่รู้ทิศทางอะไรเลย และไม่ถูกเท้าเทวดาตั้งโกฏิเหยียบย่ำฯ
      157 ทอดพระเนตรเถิดพระแม่เจ้า ม้ากัณฐกะ อยู่ในทางนี้ ในระหว่างอากาศซึ่งงามวิจิตรประดับด้วยราชวัฏแก้วอันวิจิตร มีกลิ่นเผาเครื่องหอมคือ แก่นจันทน์ทิพย์อันประเสริฐ ฯ
      158 ม้ากัณฐกะนั้น ดังว่าถูกนิรมิตในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยกรรมดีงาม มีหมู่นางฟ้าแวดล้อมแล้ว นำหน้าไป พระแม่เจ้าจะได้ทรงรื่นรมย์ด้วยความยินดีในกามอันเป็นทิพย์ ฯ
      159 ข้าแต่พระแม่เจ้าโคปา หม่อมฉันขอประทานโอกาส พระแม่จ้าอย่างทรงกันแสงอีกเลย พระแม่เจ้าจงทรงยินดี ทรงดีพระทัยอย่างยิ่งเถิด ขอพระแม่เจ้าจงมีพระทัยหนักแน่นต่อทูลกระหม่อมผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลาย โดยกาลไม่นาน พระองค์จะทรงบรรลุความตรัสรู้ มีหมู่เทวดายกให้เป็นหัวหน้า ฯ
      160 ข้าแต่พระแม่เจ้าโคปา ผู้ใดทำกรรมดีไว้ พระแม่เจ้าไม่ควรร้องไห้ถึงผู้นั้นเลย และทูลกระหม่อมสูงส่งด้วยเดชแห่งบุณยตั้งร้อยความที่ใครๆจะดีใจ ไม่ควรร้องไห้ถึง ฯ
      161 พระนางโคปาพร่ำเพ้ออยู่ตลอด 7 ราตรี พระนางไม่อาจสลัดความรู้สึกออกไปได้ซึ่งเป็นความรู้สึกที่มีในพระราชา ณ ที่นั้น (เหมือนกัน)ในเมื่อพระโพธิสัตว์อันมนุษย์และเทวดาบูชาเสด็จอภิเนษกรมณ์ไปแล้ว ฯ
      162 (สารถีฉันทกะทูลต่อไปว่า) การไม่ควรคิดถึง เป็นลาภแก่พระแม่เจ้าอย่างยิ่ง ผู้ที่ทำประโยชน์ใดปรากฏขึ้นแล้วในโลก หม่อมฉันคิดว่า ประโยชน์ นั้นย่อมได้แก่ตนเองด้วย เพราะว่า พระแม่เจ้าจะได้รับประโยชน์นั้นเหมือนทูลกระหม่อมผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลาย ฯ
                        อัธยายที่ 15 ซื่ออภินิษกรมณปริวรรต(ว่าด้วยเสด็จอภิเนษกรมณ์) ในคัมภีร์ศีลลิตวิสตร  ดั่งนี้แลฯ

ไม่มีความคิดเห็น: