Translate

13 ธันวาคม 2568

อัธยายที่ 14 สฺวปฺนปริวรฺต ศฺจตุรฺทศะ ชื่อสวัปนปริวรรต(ว่าด้วยฝัน) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

ฝัน
  
 กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์อันเทวบุตรผู้นั้นตักเตือนแล้ว จึงทรงเล่าความฝันนี้แก่พระราชศุทโธทนะ ซึ่งพระราชศุทโธทนะทรงบรรทมหลับแล้ว ก็ได้ทรงฝันไปในระหว่างหลับเหมือนกันว่า พระโพธิสัตว์แวดล้อมด้วยหมู่เทวดาเสด็จอภิเนษกรมณ์ในราตรีอันสงัด และฝันเห็นว่า เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จอภิเนษกรมณ์แล้วก็ได้บรรพชานุ่งห่มด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด พระองค์ตื่นบรรทมแล้ว ทรงรีบรุดตรัสถามกรมวังว่า กุมารอยู่ในวังหรือเปล่า? กรมวังทุลว่า อยู่ พะยะค่ะ
                       ครั้นแล้ว ลูกศรคือความโศก ได้เสียบแทงพระหทัยของพระราชศุทโธทนะภายในบุรีว่า กุมารนี้ จักเสด็จอภิเนษกรมณ์ ซึ่งบุรพนิมิตเหล่านี้ปรากฏแล้ว
                       พระองค์ทรงปริวิตกอย่างนี้ว่า จะต้องมีกฎเด็ดขาดว่ากุมารต้องไม่ออกไปสู่สถานที่อุทยานไม่ว่าเวลาไหน กุมารยินดีอยู่ในท่ามกลางหมู่สตรีทั้งหลาย รื่นรมย์อยู่ในที่นี้โดยแท้ กุมารจะได้ไม่เสด็จอภิเนษกรมณ์
 ครั้นแล้วพระราชศุทโธทนะ โปรดให้สร้างปราสาท 3 องค์เป็นไปตามฤดูเพื่อพระกุมารประทับอยู่ คือปราสาทสำหรับฤดูร้อน ปราสาทสำหรับฤดูฝน และปราสาทสำหรับฤดูหนาวมีความอบอุ่นตามธรรมชาติ ปราสาทแต่ละองค์มีบันไดใช้บุรุษ 500 คน ยกขึ้นยกลง เมื่อบุรุษทั้งหลายเหล่านั้นยกขึ้นยกลงอยู่เช่นนั้น เสียงได้ยินไปไกลถึงกึ่งโยชน์(8กม.) ว่าพระกุมารยังไม่ได้อภิชญา อย่าเสด็จอภิเนษกรมณ์เลย และโหรผู้คงแก่เรียนทั้งหลายทำนายว่า พระกุมารจะเสด็จอภิเนษกรมณ์ทางประตูมงคล ดังนั้น พระราชาโปรดให้ทำบานประตูใหญ่สำหรับประตูมงคล บานประตูแต่ละข้างใช้บุรุษ 500 เปิดปิด เมื่อบุรุษ 500 คนเป็ดปิดประตูนั้น เสียงไปไกลถึงกึ่งประโยชน์ และเสียงนั้น ยังประมวลมาซึ่งกามคุณทั้ง 5 เช่นนั้นก่พระกุมาร หญิงสาวทั้งหลายขับร้อง ฟ้อนรำ บำเรอพระกุมารอยู่ที่นั่นตลอดกาลทีเดียว
                        ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสกับสารถีว่า แนะสารถีเร็วเข้าจงจัดรถ เราจะไปสถานที่อุทยาน ครั้นแล้ว สารถีเข้าเฝ้าพระราชศุทโธทนะทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระกุมารจะเสด็จสู่สถานที่อุทยาน
                        ครั้งนั้น พระราชศุทโธทนะทรงปริวิตกว่า เราไม่เคยอนุญาตให้กุมารออกไปสู่สถานที่อุทยานเพื่อชมภูมิประเทศอันงามไม่ว่าเวลาไหน อย่ากระนั้นเลย เราจะอนุญาตให้กุมารออกไปสู่สถานที่อุทยาน ครั้นแล้ว กุมารก็จะถูกแวดล้อมด้วยหมู่สตรีจะอยู่ด้วยความยินดีจะไม่เสด็จอภิเนษกรมณ์
                        ดังนั้น พระราชศุทโธทนะ โปรดให้ตีระฆังประกาศทั่วพระนครด้วยความรักและความนับถือพระโพธิสัตว์มากว่า  ในวันที่ 7 กุมารจะออกไปสู่สถานที่อุทยาน (เพื่อชมภูมิประเทศอันงาม) สิ่งที่ไม่เจริญใจ (ของน่าเกลียด) ทั้งปวงในที่นั้น) ท่านทั้งหลายต้องนำออกไปเสียอย่าให้กุมารเห็นสิ่งปติกูล(สิ่งสกปรก) และสิ่งที่เจริญใจทั้งปวง เป็นอารมณ์ที่น่ารื่นรมย์ ท่านทั้งหลายต้องนำมาไว้
 ครั้นถึงวันที่ 7พระนครก็ได้ถูกตกแต่งทั่ว สถานที่อุทยานถูกตกแต่งให้งดงามดาดเพดานด้วยผ้าสีต่างๆ ประดับประดาด้วยฉัตร ธงชัย ธงปตาก หนทางที่พระโพธิสัตว์จะเสด็จออกไป ได้รดน้ำ ปราบพื้นเรียบ และราดด้วยน้ำหอม โรยไข่มุกและดอกไม้ ตั้งหม้อเผาเครื่องหอมมีกลิ่นหอมต่างๆงามด้วยหม้อใส่น้ำเต็ม ยกตั้งต้นกล้วยและต้นไม้แผ่เป็นพืดไปด้วยเพดานสีงามต่างๆ มีข่ายลูกพรวนแก้ว และห้อยพวงไขมุกเต็มพวงและกึ่งพวงสลับกัน จัดขบวนจตุรงคเสนาห้อมล้อมเพื่อประดับภายในบุรีของพระกุมาร
 ครั้งนั้น เทพเจ้าชั้นศุทธาวาสคอยจ้องเพื่อนำพระโพธิสัตว์มา เมื่อพระโพธิสัตว์เสด็จออกไปสู่สถานอุทยาน ทางประตูพระนครด้านทิศตะวันออก พร้อมด้วยขบวนหมู่ใหญ่ ณ ที่นั้น ครั้งนั้นด้วยอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์ ในหนทางนั้น เทพชั้นศุทธาวาส แสดงเป็นชายชราแก่หง่อม ร่างกายมีเส้นเอ็นขึ้นสะพรั่ง ฟังหลุด ร่างกายมีเนื้อหนังย่นเป็นกลีบ ผมหงอกหลังโกง กายคดค้อมเห็นซี่โครง ร่างกายเป็นรอยริ้วถือไม้เท้า ยันไว้ข้างหน้า ร้อนรนล่วงเลยวัยแล้ว คอฝีดมีเสียงดังครืดครืด มีกายหนักไปข้างหน้าต้องใช้ไม้เท้ายันไว้ ร่างกายสั่นเทิ้ม พร้อมด้วยอวัยวะใหญ่น้อยทั้งปวงให้ปรากฏเบื้องหน้าแห่งหนทาง
      ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงทราบแล้ว ได้ตรัสกับสารถีว่า
      1 ดูกรสารถี ชายทุรพล เรียวแรงน้อย เนื้อและเลือดเหี่ยวแห้ง มีหนังและเอ็นห่อหุ้มไว้ ศีรษะขาวโพลน ฟันซี่ห่าง มีรูปอวัยวะผ่ายผอมเดินยันด้วยไม้เท้าย่างไม่สะดวก พลั้งๆพลาดๆเขาเป็นอะไร? ฯ
สารถีทูลว่า
      2 ชายคนนั้นนั่นแหละ ทูลกระหม่อม ถูกชราครอบงำ มีอินทรีย์เสื่อมสิ้นแล้วมีความทุกข์อย่างยิ่ง เสื่อมกำลังและความเพียร ญาติพี่น้องดูถูกเหยียดหยาม เป็นคนอนาถา ไม่มีความสามารถในกิจการ เขาถูกทอดทิ้งเหมือนท่อนไม้ในป่า ฯ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      3 คนชรานี้นั้น เป็นธรรมเนียมประจำตระกูลหรือ จงบอกเราไปตามควรหรือว่า เขาเป็นกันอย่างนี้ทั่วโลก บอกคำนั้นมาเร็วๆตามความเป็นจริง เราได้ยินเนื้อความอย่างนั้นแล้ว จะได้คิดพิจารณาเหตุผลในที่นี้ ฯ
สารถีทูลว่า
      4 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ นั่นไม่ใช่ธรรมเนียมประจำตระกูล ไม่ใช่ธรรมเนียมประจำตัวราษฎร ความชราชนะวัยรุ่นของคนทั่วโลกถึงพระองค์ก็เช่นเดียวกัน พระชนนี พระชนก หมู่พระวงศาคณาญาติก็ไม่พ้นไปจากชราได้ ทางไปอย่างอื่นของคนไม่มีเลย ฯ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      5 ทุด ! สารถี ความรู้ของคนโง่ก็คือความไม่รู้ ซึ่งเขาประมาทมัวเมาด้วยวัยรุ่นมองไม่เห็นความชรา กลับรูของเราเถิด เราจะเข้าบุรีอีก เราซึ่งมีชราอาศัยอยู่ จะมีประโยชน์อะไรด้วยความยินดีในการเล่น ฯ
      ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ก็กลับรถอันประเสริฐเสด็จเข้าสู่บุรีอีก     
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ครั้นต่อมาสมัยอื่นพระโพธิสัตว์เสด็จออกไปสู่สถานที่อุทยานทางประตูพระนครด้านทิศใต้ พร้อมด้วยขบวนหมู่ใหญ่ พระองค์ได้เห็นคนคนหนึ่งมีพยาธิครอบงำอยู่ในหนทาง ไฟธาตุแตก ร่างกายหมดกำลังจมอยู่ในปัสสวะอุจจาระของตนเอง ไม่มีที่ป้องกัน ไม่มีที่พึ่ง ถ่ายอุจจาระปัสสวะด้วยความลำบาก พระโพธิสัตว์ทอดพระเนตรเห็นเข้าอีก ทรงทราบแล้ว ได้ตรัสถามสารถีว่า
      6 ดูกรสารถี คนมีร่างกายบอบบางผิวพรรณผิดปกติ มีอินทรีย์ ไม่สมประกอบ ถ่ายมาก อวัยวะทั้งปวงเหือดแห้ง ท้องไส้ปั่นป่วน ถึงความเจ็บปวด อยู่ในปัสสวะ อุจจาระของตนเอง น่ารังเกียจ เขาเป็นใคร
สารถีทูลว่า
      7 คนนั้นแหละ ทูลกระหม่อม เขาเป็นคนป่วยหนัก เขาไปใกล้ภัยคือพยาธิ จะถึงความตายเป็นที่สุด ปราศจากอำนาจคือความไม่มีโรค ปราศจากกำลังเรี่ยวแรงไม่มีที่ป้องกัน ไม่มีเกาะเป็นที่พึ่ง และไม่มีอนาคต ฯ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      8 ความไม่มีโรค เป็นเหมือนเล่นสนุกในความฝัน ภัยคือพยาธินี้ร้ายแรงเช่นนี้ นักปราชญ์ใดเล่า  เมื่อเห็นอย่างนี้แล้ว จะเกิดความยินดีในการเล่นอันมีอยู่หรือจะเกิดความเข้าใจว่าสวยงาม ฯ
      ครั้งนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์กลับรถอันประเสริฐเข้าสู่บุรีอีก
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระนคร ไปสู่สถานอุทยานทางประตูด้านทิศตะวันตก โดยกาลสมัยอื่นพร้อมด้วยขบวนหมู่ใหญ่ พระองค์ได้เห็นคนตาย กระทำกาลกิริยาแล้ว เขายกไว้บนแคร่ เอาผ้าดาดเป็นเพดาน มีหมู่ญาติพี่น้องแวดล้อม ทุกคนร้องไห้น้ำตาตก ร่ำไรรำพัน เดินตามไปเบื้องหลังด้วยการสยายผม ศีรษะคลุกฝุ่น ดีอก ส่งเสียงร้องดังๆ พระโพธิสัตว์ครั้นทอดพระเนตรเห็นเข้าอีกแล้ว ทรงทราบแล้ว ได้ตรัสถามสารถีว่า
      9 ดูกรสารถี คนที่เขาหามไปบนแคร่มีผมและเล็บตั้งขึ้น คนทั้งหลายซัดฝุ่นไปยังร่าง แวดล้อมตีอกอยู่ เปล่งคำพล่ำเพ้อรำพันต่างๆเขาเป็นอะไร ฯ
สารถีทูลว่า
       10 คนนั้นแหละ ทูลกระหม่อม เขาตายแล้ว ในชมพูทวีป เขาจะไม่เห็นมารดาบิดาบุตรภรรยาอีก และเขาจะไม่ละโภคสมบัติบ้านเรือน(มารดาบิดา) และหมู่มิตรญาติพี่น้องหาได้ไม่ เขาถึงปรโลกแล้วจะไม่เห็นญาติพี่น้องอีกเลย ฯ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      11 ทุด ! วัยรุ่น ถูกชราหลอมให้ละลายไปหมดแล้ว ทุด ! ความไม่มีโรค ถูกพยาธิต่างๆบั่นทอนแล้ว ทุด ! ชีวิต ถึงจะเป็นนักปราชญ์ก็อยู่ได้ไม่นาย ทุด ! ความประสงค์ในความใคร่ของคนที่เป็นบัณฑิต ฯ
      12 ทว่าความชราไม่มี พยาธิไม่มี ความตายก็ย่อมไม่มี ถึงกระนั้นก็ยังมีความทุกข์ใหญ่อยู่อีก คือต้องแบกขันธ์ 5 ไว้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงชรา พยาธิ มรณะ ซึ่งคอยติดตามอยู่เสมอ เราควรกลับใจ คิดถึงแต่ความรอดพ้นดีกว่า ฯ
      ครั้นแล้วแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ก็กลับรถอันประเสริฐนั้นเสด็จเข้าสู่บุรีอีก
      กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์เสด็จออกจากพระนครไปสู่สถานที่อุทยาน ท่างประตูทิศเหนือ โดยกาลสมัยอื่น เทวบุตรทั้งหลาย เหล่านั้น ก็นิรมิตเป็นพระภิกษุในหนทางนั้น ด้วยอานุภาพแห่งพระโพธิสัตว์นั้นเอง พระโพธิสัตว์ทรงทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุนั้น ผู้มีอินทรีย์สงบ มีอินทรีย์ฝึกหัดแล้ว มีอินทรีย์สำรวม แล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ มีจักษุไม่สอดส่าย มองดูชั่วแอกเกวียน ผ่องใสด้วยอิริยาบถน่าเลื่อมใส ผ่องใสด้วยการก้าวหน้าและถอยหลังน่าเลื่อมใส จะมองลงหรือมองไปรอบๆก็น่าเลื่อมใส จะเหยียดหรือจะหดอวัยวะก็น่าเลื่อมใส ครองสังฆาฏิ บาตรและจีวรน่าเลื่อมใส ยืนอยู่ในหนทาง พระโพธิสัตว์ครั้นทอดพระเนตรเห็นแล้วทรงทราบแล้ว ได้ตรัสกับสารถีอีกว่า
      13 ดูกรสารถี ผู้ที่มีจิตสงบระงับ ไม่มีจักษุช้อนขึ้น ถึงการมองชั่วแอกเกวียน นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด มีความประพฤติเรียบร้อยสงบเสงี่ยม ถือบาตรและไม่ฟุ้งซ่าน หรือลำพอง เขาเป็นใคร ฯ
สารถีทูลว่า
      14 บุรุษผู้นั้นแหละ ทูกกระหม่อม ชื่อว่า พระภิกษุ ท่านละความใคร่ในกาม ประพฤติอ่อนโยนดี ถึงซึ่งบรรพชา แสวงหาตนอันสงบปราศจากความยินดียินร้าย อาศัยเลี้ยงชีพด้วยการประพฤติบิณฑบาต ฯ
พระโพธิสัตว์ตรัสว่า
      15 สาธุ คำที่ท่านพูดนี้ เป็นที่ถูกใจเรา ขึ้นชื่อว่าบรรพชา นักปราชญ์ทั้งหลายสรรเสริญเสมอ เพราะเป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น เป็นชีวิตที่มีความสุข และเป็นเหมือนผลไม้ทั้งอร่อยและทั้งเป็นอมฤต ฯ
      ครั้นแล้วแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ก็กลับรถอันประเสริฐนั้นเสด็จเข้าสู่บุรีอีก
      กระนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระราชาศุทโธทนะทรงเห็นและทรงได้ยินว่าสภาพอย่างนี้ได้ตักเตือนพระโพธิสัตว์ พระองค์โปรดให้สร้างกำแพงมีขนาดใหญ่และโปรดให้ขุดคูเมือง และโปรดให้ทำประตูมั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันรักษาพระโพธิสัตว์แล้วทรงแต่งตั้งคนดูแลรักษาไว้  ทรงกำชับพวกทหารให้ตระเตรียมพาหนะไว้ และให้สวมเสื้อเกราะไว้ โปรดให้ตั้งขบวนทหารกองใหญ่ขึ้น 4 กอง ประจำที่ประตูและทาง แยกทั้ง 4 แห่ง เพื่อป้องกันรักษาพระโพธิสัตว์ เพื่อให้ข้าราชบริพารทั้งหลายรักษาพระโพธิสัตว์นั้น ตลอดคืนตลอดวันว่า อย่าให้พระโพธิสัตว์เสด็จอภิเนษกรมณ์ และทรงออกคำสั่งภายในพระราชวังว่า อย่าให้ขาดการบรรเลงดนตรีเลย ควรให้มีการสนุกสนานรื่นเริงกันตลอดรุ่ง และจงแสดงชั้นเชิงของสตรีผูกกุมารไว้อย่างที่จะมีใจกำหนัดยินดี ไม่ให้กุมารออกไปบรรพชา
      ในข้อนี้ท่านกล่าวไว้ว่า
      16 พระราชาศุทโธทนะทรงแต่งตั้งบุรุษมือถือดาบและอาวุธและทหารช้างทหารม้าทหารรถ และทหารสวมเสื้อเกราะขี่ช้างที่มีกำลังไว้ที่ประตู มีคู เครื่องซัด (ขีปนาวุธ) มีซุ้มประตู และโปรดให้ก่อกำแพงใหญ่  ประตูลงกลอนทำการขันชะเนาะไว้มั่นคง เวลาปิดเปิดเสียงดังไกลไปตั้งโกรศ (1000วา)
      17 หมู่ศากยทั้งปวง ไม่นิ่งนอนใจ พากันป้องกันรักษาตลอดคืนตลอดวัน และเสียงผลนิกายจำนวนมากนั้น กึกก้องได้ยินไปไกล ชาวพระนครก็มีใจระแวง มีใจสะดุ้งกลัวด้วยปรารถนาว่า ขออย่าให้พระกุมารผู้กล้าหาญเสด็จไปเลย ขอให้ศากยวงศ์นี้ อย่าขาดสูญเพราะการเสด็จไปของพระกุมารผู้ทรงอุบัติในศากยตระกูลเลย ฯ
      18 และพวกวัยรุ่นถูกบังคับว่า ให้บรรเลงดนตรีตลอดไป อย่างดเสียเลย และให้ยึดที่มั่นอย่างที่จะผูกใจพระกุมารด้วยการยินดีในการเล่นหรือใสตรีแสดงสตรีมายาด้วยประการต่างๆเป็นอันมาก อันเป็นทีน่าปรารถนายิ่ง จงกระทำการป้องกันรักษา อย่าให้เกิดอันตรายคืออย่าให้พระกุมารผู้กล้าหาญเสด็จไป ฯ
      19 ในเวลาที่พระองค์จะเสด็จออกไป นิรมิตเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแก่สารถีก่อน คือ หงศ์ นกกระเรียน นกยูง นกสาลิกา นกแก้ว นกเหล่านั้นไม่ส่งเสียง ที่ปราสาท หน้าต่าง ซุ้มประตูอันประเสริฐ และที่เตียงใหญ่ไม่มีลมพัด คนทั้งหลายมีลิ้นกระด้าง เศร้าใจยิ่ง ไม่มีความสุข ต่างนั่งคอตก ซบเซา ฯ
      20 บัวขาว บัวหลวงในสระบัวที่งาม กลับเหี่ยว และร่วงโรย ต้นไม้ที่เขียวชอุ่ม กลับแห้งแล้ง ปราศจากดอก ไม่ผลิดอกอีกต่อไป  พิณใหญ่ พิณน้อย ขลุ่ย เครื่องดนตรีอันงาม ก็หยุดลงทันทีในครั้งนั้น กลองใหญ่ กลองเล็ก ที่ใช้มือตี ถูกตีแล้วก็ไม่ดัง ฯ
      21 พระนครนั้น ได้เกิดความระแวงทั่วไป ทีแต่ซบเซาหาวนอนเป็นอันมาก ไม่มีใครฟ้อนรำ ทำเพลง ไม่มีใครมีใจรื่นเริงยินดีต่อไปอีก แม้พระราชาผู้มีพระหทัยหนักแน่นที่สุด ก็ยังทรงพระวิตก ซบเซาว่า โธ่ โธ่ ศากยตระกูล มั่งคั่ง กว้างขวาง อย่าต้องลุกเป็นไฟเลย ฯ
      22 เมื่ออยู่ในที่นอนเดียวกัน คือพระนางโคปาและองค์กษัตริย์ได้ประทับอยู่แล้ว พระนางโคปาได้ฝันเห็นในเวลากลางคืนกึ่งราตรีว่า แผ่นดินนี้ได้ไหวไปทั่วพร้อมทั้งยอดภูเขา ต้นไม้ถูกลมพัดล้มลงกับพื้นดิน แล้วกลับเอาโคลนชี้ขึ้นข้างบน ฯ
      23 ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ตกจากฟ้าลงมายังแผ่นดินพร้อมทั้งมีดาวประดับอยู่ และเห็นเส้นผมถูกตัดด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา พระมกุฎถูกทำลาย แล้วพระกรทั้งสองและพระบาททั้งสองถูกตัดขาด เองเปล่าเปลือย และเห็นพระองค์มีสร้อยมุกดาหารและเข็มขัดแก้วมณี ถูกตัดขาด ฯ
      24 เห็นเท้าทั้ง4 ของพระแท่นถูกตัดขาด พระองค์บรรทมอยู่ขนพื้นดิน  คันฉัตรมีลวดลาย งามโสภา เห็นถูกตัดขาดอยู่ที่แผ่นดิน เครื่องประดับทั้งปวงเหล่านั้นซึ่งทำให้ลุ่มหลงเหมือนหลุมพลางสำหรับดักช้างก็ตกกระจัดกระจายเครื่องประดับของพระสวามี พร้อมทั้งพระภูษาและพระมกุฎตกอยู่บนพระแท่นบรรทม น่าอัศจรรย์ใจ ฯ
      25 เห็นอุกกาบาตออกไปจากพระนคร พระนครก็ถูกครอบงำด้วยความมืด เห็นในฝันว่า ข่ายแก้วอันงามถูกตัดขาด สร้อยมุกดาหารตกลงมาห้อยอยู่โตงเตง มหาสมุทรกำเริบ (มีคลื่นจัด) เห็นภูเขาเมรุไหวหวั่นจากสถานที่ในครั้งนั้นฯ
      26 ได้เห็นศากยกันยาเป็นเช่นนั้นในระหว่างความฝันของผู้หลับพระนางครั้นฝันเห็นแล้ว และตื่นขึ้นมา มีนัยน์ตาร้องไห้ ได้ทูลกับพระสวามีของพระนางว่า ทูลกระหม่อม อะไรจะมีแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันหลบฝันไปเช่นนี้ ของพระองค์โปรดทำนาย ความจำของหม่อมฉันหมุนเวียนไปหมด ไม่เห็นอะไรเลยใจของหม่อมฉันเดือดร้อนด้วยความโศกซ้ำๆซากๆฯ
      27 พระโพธิสัตว์มีน้ำเสียงเพราะเหมือนเสียงนกการเวกและเสียงกังวาลเหมือนเสียงกลอง มีพระสุรเสียงดีเหมือนเสียงพรหม ตรัสบอกพระนางโคปาว่า เธอจงดีใจเถิด ไม่มีความชั่วร้ายอะไรแก่เธอดอก สัตว์เหล่าใดเคยประพฤติทำบุณยมาแล้ว สัตว์เหล่านั้น ก็จะฝันอย่างนี้ ใครอื่นฝันไปอย่างนี้ในระหว่างหลับ เขาจะปลดเปลื้องความทุกข์เป็นอันมากได้ ฯ
      28  เธอซึ่งฝันเห็นแผ่นดินไหว ยอดภูเขาตกลงที่แผ่นดิน เทวดา นาค รากษส หมู่ภูตทั้งปวงจะบูชาอย่างประเสริฐแก่เขา ฯ
      29 เธอซึ่งฝันเห็นต้นไม้กลับเอาโคนขึ้นข้างบน ฝันเห็นตัดผมด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ดูกรโคปา เธอจะตัดข่ายคือเกลศและยกข่ายคือทฤษฎีได้อย่างดียิ่งโดยเร็ว ฯ
      30 เธอซึ่งฝันเห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ตก ฝันเห็นดาวนักษัตรตก ดูกรโคปา เธอจะชนะศัตรูคือเกลศโดยเร็ว เธอจะถูกเขาบูชายกย่องสรรเสริญ มีความเจริญในโลก ฯ
      31 เธอซึ่งฝันเห็นมุกดาหารอับหมอง ฝันเห็นร่างกายทั้งหมดเปลือยเปล่าและแตกหัก  ดูกรโคปา เธอจะละร่างสตรีโดยเร็วแล้วจะกลายเป็นบุรุษไปในไม่ช้า ฯ
      32 เธอซึ่งฝันเห็นพระแท่นมีเท้าขาด ฝันเป็นคันฉัตรที่งามด้วยรัตนะหักโค่น ดูกรโคปา เธอจะข้ามโอฆะทั้ง 4 ได้โดยเร็ว แล้วเธอจะเห็นฉันเป็นฉัตรองค์เดียวในไตรโลก ฯ
      33 เธอซึ่งฝันเห็นเครื่องประดับลอยน้ำไป ฝันเห็นมกูฎและผ้าของฉันอยู่บนพระแท่น ดูกรโคปา เธอจะได้เห็นฉันมีร่างกายประดับด้วยลักษณะทั้ง 4 อันโลกทั้งปวงสดุดีแล้ว ฯ
      34 เธอซึ่งฝันเห็นประทีปตั้งร้อยโกฏิดวง(อุกกาบาต) ออกไปจากพระนคร และพระนครนั้นมืด ดูกรโคปา เธอฉันจะทำให้โลกทั้งปวงให้สว่างด้วยปรัชญา ในความมืดคือโมหะและอวิทยา ฯ
      35เธอซึ่งฝันเห็นมุกดาหารแตกหัก และฝันเห็นสร้อยทองคำอันงามขาดวิ่น ดูกรโคปา เธอจะตัดข่ายคือเกลศ และยากสายสร้อยคือความรู้อย่างดียิ่งฯ
      36 ดูกรโคปา เธอซึ่งกระทำความเคารพด้วยความเคารพอย่างสูงอยู่เป็นนิตย์ ทุคคติและความโศกจะไม่มีแก่เธอ เธอจะได้ปีติปราโมทย์โดยเร็วฯ
      37 แต่ก่อน ฉันให้ทานอย่างประณีต รักษาศีล เจริญภาวนา มีความอดทน เป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ได้ความเลื่อมใสต่อฉัน เขาทั้งหมดนั้นจะได้ปรีติและปราโมทย์ นะ นางผู้เจริญฯ
      38 ฉันได้ปรับปรุงมาแล้วตั้งโกฏิกัลปหาที่สุดทิได้ ฉันได้ชำระทำความสะอาดทางตรัสรู้อย่างประณีต เพราะฉะนั้น ผู้ที่กระทำความเสื่อมใสตัอฉัน บรรดาเขาทั้งหมดนั้น จะเว้นเด็ดขาดจากอบายทั้ง 3 ฯ
      39 เธอจงประสบความร่าเริง อย่าให้เกิดความทุกข์เลย จงประสบความยินดี และให้เกิดความปีติ เธอจะได้ลาภคือปีติและปราโมทย์โดยเร็ว ดูกรโคปา นอนเสียเถิด นิรมิต(ความฝัน)ของเธอเป็นความเจริญฯ
      40 ฉันซึ่งเพียบไปด้วยบุณยและเดช นอนอยู่ในห้องแห่งสิริและเดช ดูกรนางผู้เจริญ เธอฝันเห็นสิ่งเหล่านี้ในความฝันซึ่งเป็นบุรพนิมิตขอเขาผู้นั้นซึ่งเป็นผู้ที่สะสมกรรมดีงามไว้แต่ชาติก่อน ซึ่งเป็นคนประเสริฐ โนสมัยกาลออกอภิเนษกรมณ์ฯ
      41 และเธอซึ่งฝันเห็นว่าถูกตัดมือตัดเท้า เห็นน้ำในมหาสมุทรทั้ง 4 ปั่นป่วน เห็นเธอเอาศีรษะทูนพระแท่นอันวิจิตรซึ่งมีทรัพย์สินทั้งหมดนี้ และทูนภูเขาเมรุซึ่งเป็นภูเข้าอันประเสริฐ ฯ
      42 ในความฝันครั้งนั้น เธอได้เห็นแสงสว่างแผ่ซ่านออก และเห็นความมืดมนอนธการอันใหญ่ยิ่งในโลก และเห็นยกฉัตรสูงขึ้นบนพื้นดินจดโลกทั้ง 3 สัมผัสด้วยแสงสว่าง ทุกข์ทั้งหลายตกไปแล้ว มีความสงบ 
      43 เธอฝันเห็น รูปเขียนสัตว์ 4 เท้าสีดำงาม กลายเป็นเท้าเดียวงาม นกประหลาด 4 สี กลายเป็นสีเดียว กองคูถสกปรกที่สุด น่าเกลียดแต่เดินผ่านไปในกองคูถนั้น ไม่เปรอะเปื้อนฯ
      44 แล้วได้เห็นในฝันต่อไปอีก คือเห็นแม่น้ำมีน้ำเต็มเปี่ยมและมีสัตว์เป็นอันมากนับจำนวนตั้งหมื่นโกฏิ ลอยไปในน้ำพระองค์นำเรือข้าไปพาสัตว์เหล่านั้นไปยังฝั่งอื่น พระสวามีนั้นได้ยังสัตว์เหล่านั้นให้อยู่บนบกเป็นอย่างดี ไม่มีภัยไม่มีความโศกฯ
      45 แล้วได้ฝันเห็นอีกว่า คนเป็นอันมากเป็นโรคภัยไข้เจ็บเดือดร้อน หมดอำนาจที่จะพยาบาลให้หายโรค หมดกำลังเรี่ยวแรง พระสวามีเป็นนามแพทย์ได้ให้ยาเป็นอันมากปลดเปลื้องโรคภัยไข้เจ็บแก่สัตว์นับเป็นหมื่นฯ
      46 จริงอยู่ พระสวามีนั้นนั่งอยู่บนบรรลังก์เบื้องหลังภูเขาเมรุ เมื่อเทพยดาทั้งหลายผู้เป็นศิษย์ประนมมือไหว้อยุ่ พระองค์ได้ประกาศสงคราม และเห็นพระองค์เองเป็นผู้ชนะ แล้วก็กล่าวคำแสดงชื่นชมยินดีของเทพยดาทั้งหลายในท้องฟ้าฯ
      47 พระโพธิสัตว์ทรงเห็นในความฝันอย่างนี้ ควรเป็นมงคลที่ดีแห่งพรต และการบำเพ็ญพรต เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลายได้สดับแล้วเกิดมีความยินดียิ่ง  ผู้นี้จะเป็นเทพเจ้าของคนและของเทวดาทั้งหลายโดยไม่นาน ดั่งนี้แลฯ
                        อัธยายที่ 14 ชื่อสวัปนปริวรรต(ว่าด้วยฝัน) ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

ไม่มีความคิดเห็น: