Translate

30 กันยายน 2568

ตำนานไสยเวทย์ไทย ตอน ดาบเหล็กน้ำพี้


   
 
ชุมชนชาวพุทธ รูปภาพ : 🛅  บทความ
 เหล็กน้ำพี้จัดเป็นธาตุที่มีเตโชธาตุในตัวสูงอย่างยิ่งรัศมีของเหล็กน้ำพี้ จึงเป็นที่เกรงกลังของบรรดาภูตผีปีศาจทั้งหลายด้วยความร้อนแรงแห่งเตโชธาตุภายใน บุคคลที่มีลุฌานสมาธิได้ตาในจากการนั่งกรรมฐาน จะแลเห็นรัศมีของเหล็กน้ำพี้เป็นสีแดงสด บ่งบอกอำจาจทางการคุ้มครองชั้นสูง และอำนาจจากเตโชธาตุ ที่ส่งผลในทางตบะเดชะ สนับสนุนดวงชะตาชีวิตให้เป็นเจ้าคนนายคน และอำนาจจากเตโชธาตุนี้เองที่ยังเป็นตัวล้างอาถรรพณ์ทั้งปวงจากคุณไสยมนต์ดำ
 เตโช ธาตุ คือ ธาตุไฟ ครูบาอาจารย์ต่างกล่าวว่า ธาตุไฟในโลกนี้มีอำนาจในทางสร้างมายาอย่างหนึ่ง และสามารถทำลายอาถรรพณ์จากเวทย์มนต์ พลังจิตทุกชนิด ล้างอาถรรพณ์ได้ด้วยธาตุไฟแถมยังเป็นสิ่งที่ให้พลังแก่ชีวิตเราด้วย ดังนั้นพลังงานนี้จะทำให้ร่างกายของผู้ที่ได้รับเกิดความแข็งแรงกระชุ่ม กระชวย หากทำการรับพลังงานจากแร่เหล็กน้ำพี้เสมอๆ จะทำให้แก่ช้า และยังได้ความคงกระพันด้วย บางท่านสื่อพลังเหล็กน้ำพี้ไปนานวันจะเกิดตบะเดชะ เส้นผมจะกลายเป็นสีเหล็กหรือสีทองแดง เมื่อตายไปแล้วกระดูกก็กลายเป็นทองแดงตามไปด้วยอย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งทั้งนี้เกิดขึ้นจากอำนาจของกระแสพลังงานของเหล็กน้ำพี้ไปปรับธาตุขันธ์ ให้ร่างกายให้กลายเป็นทนสิทธิ์ตามตัวของมันไปด้วย ซึ่งผู้ซึมซับพลังงานของเหล็กน้ำพี้จนถึงขั้นที่เส้นผมเป็นสีเหล็กหรือสีทอง แดง จะมีความคงกระพันชั้นเลิศแก่ช้า มีอายุยาวนานปราศจากโรคภัยทั้งปวงแต่ทั้งนี้ ต้องหมั่นทำสมาธิบำเพ็ญภาวนา โดยอาศัยการนำเหล็กน้ำพี้ไว้ในมือ ดูดรับกระแสพลังงานจากเหล็กน้ำพี้เอาไว้ให้มาก และบ่อยๆ ก็สามารถกลายร่างเป็นทนสิทธิ์ได้
 จากจุดกำเนิดเหล็กน้ำพี้ที่มีชื่อเสียงมาแต่โบราณ จากหลักฐานพบว่าในสมัยรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า หมู่บ้านนำพี้มีช่างตีดาบอยู่ แต่มาถึงปัจจุบันนี้ อาชีพนี้และช่างตีดาบแทบจะสูญหายไปจากหมู่บ้านเกือบหมด มาถึงจุดนี้ วันนี้ ก่อนี่จะสายเกินไป ก่อนที่การตีเหล็ก ตีดาบอันเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนของหมู่บ้านน้ำพี้จะหยุดลงโดยสิ้นเชิง ควรที่ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นภาคราชการ และเอกชนจะได้รีบเร่งเข้าดำเนินการสนับสนุนด้วยการเข้าช่วยเหลือ ฟื้นฟูอาชีพช่างตีเหล็ก เข้าช่วยฟื้นฟูการฝึกสอน การถ่ายทอดวิชาการตีเหล็ก เช่น อดีต ศราตราวุธ หรือเครื่องมือ เครื่องใช้สามารถัดแปลงให้เหมาะสม สวยงาม กะทัดรัดเหมาะแก่การสะสมเป็นวัตถุมงคล และของที่ระลึกเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ชุบชีวิตชีวาชาวบ้านน้ำพี้ให้เลื่องลือชาเช่นกาลก่อน สิ่งที่จะเป็นผลประโยชน์อันใหญ่หลวงต่อประเทศชาติก็คือ การสืบทอดมรดกประเพณีการตีดาบที่มีมาแต่โบราณให้สืบทอดต่อไป
         • เชื่อว่าเป็นบ่อเหล็กศักดิ์สิทธิ์ มีเจ้าพ่อปกปักษ์รักษา
         • เชื่อว่าเหล็กน้ำพี้เป็นของหายาก มีคุณค่ามาก
         • เชื่อว่าถ้าใครมีเหล็กน้ำพี้ จะอยู่ยงคงกระพัน
         • เชื่อว่าเหล็กน้ำพี้แก้อาถรรพ์ได้
         • เชื่อว่าเป็นของสูง เป็นเหล็กที่ใช้ทำพระแสงของพระเจ้าแผ่นดิน
         • เชื่อว่าเป็นอาวุธที่ซุกซ่อนในร่างกายแล้วศัตรูมองไม่เห็น
         • เชื่อว่าป้องกันภูตผีปีศาจ และเวทย์มนต์คาถาได้
         • เชื่อว่าดาบน้ำพี้ 1 เล่ม ขายได้ราคามากกว่าข้าวเปลือก 3 เกวียน ฯลฯ
 ทำไมคนบ้านน้ำพี้ และคนไทยที่เชื่อเรื่องเหล็กน้ำพี้ แม่เพียงหยิบก้อนแร่ก้อนเล็กๆ ขึ้นมาจากพื้นดินเพียงก้อนเดียวก็ต้องยกมือไหว้ แล้วออกปากขอทั้งๆที่มองไม่เห็นว่าใครเป็นเจ้าของ เท่านี้คงยังไม่เพียงพอสำหรับการที่จะเชื่อ จึงขอนำตำนานประสบการณ์ อภินิหาร ความลี้ลับ มาลำดับโดยสรุปดังต่อไปนี้
 พิธีกรรม ในสมัยก่อน การที่จะตีดาบดีๆ ขึ้นมาใช้สักเล่ม ไม่ใช่ทำกันง่ายๆ เหมือนอย่างเช่นสมัยนี้ ที่พอไปเก็บเหล็กมาแล้วก็ลงมือตีกันได้เลย แต่ก่อนต้องมีพิธีกรรมหลายอย่าง หลายขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การไปนำแร่มาจากบ่อ การหาของผสมมาให้ครบ การก่อเตา ตีดาบ เรื่อยไปจนกระทั่งเสร็จเป็นดาบที่สมบูรณ์ ทั้งยังต้องมีการทดลองคุณภาพอีกครั้งจึงจะแล้วเสร็จและนำไปใช้ได้ พิธีกรรมเหล่านี้เริ่มต้นจาก เมื่อค้นพบแหล่งแร่เนื้อดีแล้ว ใช่ว่าจะไปขุดกันมาใช้ได้เลย ในขั้นแรก ผี จะไปขุดเอาแร่เหล็กจะต้องทำตนให้บริสุทธิ์เสียก่อน ซึ่งจะต้องนุ่งขาวห่มขาว ถือศีลอย่างน้อย 7-15 วัน ระหว่างนั้นจะต้องงดเว้นจากการเบียดเบียนไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ดื่มสุราเมรัย ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเสพกาม ไม่พูดเพ้อเจ้อ หรือกล่าวคำเท็จ เป็นต้น
 สรุปคือจะต้องรักษาศีล 8 ให้สมบูรณ์อย่างเคร่งครัดนั่นเอง
   เมื่อครบกำหนดแล้วจะต้องดูฤกษ์ ดูยาม หาวันเวลาที่เหมาะสมเพื่อทำพิธีบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางี่ปกปักษ์รักษาบ่อแร่เหล็ก เป็นการบอกเล่าเก้าสิบกับให้รู้ หรือขออนุญาตเจ้าของเขาเสียก่อน เพราะไม่เช่นนั้นผู้ที่ไปขุดอาจได้รับเภทภัยอย่างไม่คาดคิด จากนั้นก็ทำพิธีที่เรียกว่า “ล้อมแร่” อีกครั้งหนึ่ง เป็นการป้องกันแร่ธาตุหนี ซึ่งเชื่อกันว่าถ้าไม่ล้อมแร่ไว้ก่อน ถึงจะขุดไปอย่างไรก็จะไม่พบแร่ธาตุเหล็กที่ต้องการ จะพบก็แต่แร่เหล็กที่ไม่มีคุณภาพ ที่อาจเรียกว่าขี้เหล็กก็ได้ และถ้านำมาหลอมมาตีเป็นดาบ ดาบนั้นจะเปราะ ไม่แข็งแรง แตกหักได้ง่าย การขุดตัดแร่เหล็กนี้นี้ไม่ต่างไปจากการตัดเหล็กไหลเท่าใดนัก เพราะเชื่อว่าอยู่ในตระกูลเดียวกันกับเหล็กไหล ซึ่งจะต้องตั้งศาลบวงสรวงขออนุญาตจากเจ้าที่ที่ดูแลปกปักษ์รักษาเสียก่อน จึงจะทำการขุดหรือตัดได้ ข้อสำคัญประการหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้คือ จะต้องทำพิธีตัดกันในวันดับ
 ซึ่งถ้ากล่าวตามโหราศาสตร์ ก็คือวันแรม 15 ค่ำ เป็นวันที่ดวงจันทร์โคจรมาอยู่ในราศีเดียวกับดวงอาทิตย์ ทำให้แสงแห่งดวงจันทร์ไม่ปรากฏ จึงเรียกวันนั้นเป็นวันดับ ซึ่งมีเฉพาะสันนี้วันเดียวที่เชื่อว่าจะได้เหล็กที่มีคุณภาพสูงธาตุอาถรรพ์-ของประสม เมื่อตัดแร่เหล็กน้ำพี้มาแล้ว ก่อนที่จะนำมาหลอมตีเป็นดาบได้ตามตำรากล่าวว่าจะต้องเสาะหาธาตุเหล็กที่มีพลังอานุภาพมาหลอมประสมลงไปด้วย หลายอย่างสำคัญๆ คือ เหล็กแกนจากยอดเจดีย์หัก , เหล็กตะปูตอกโลงศพจาก 7 ป่าช้า จะต้องเป็นตะปูที่ตอกโลงศพผีตายทั้งกลมเท่านั้น เป็นการเพิ่มความเข้มแข็งของพลังจิตวิญญาณให้แก่ดาบ ส่วนผสมนี้ มีกล่าวถึงในเสภาเรื่อง”ขุนช้างขุนแผน” ฉบับหอสมุดแห่งชาติ เล่ม 1 พ.ศ. 2513 หน้า 356-158 
 เตรียมการตีดาบ หลังจากที่ได้เหล็กน้ำพี้และธาตุอื่นๆ มาครบแล้ว ผู้ที่จะตีดาบน้ำพี้จะต้องทำพิธีบวงสรวงทวยเทพจนจิตวิญญาณที่รักษาธาตุเหล็กเหล่านั้นอยู่ แล้วจึงนำธาตุทั้งหมดมาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน เตรียมนำไปตีเป็นดาบต่อไป ซึ่งต้องมีการเตรียมการอีกเช่นเดียวกัน จะตีดาบอย่างธรรมดาอื่นๆ ไม่ได้ โดยจะเริ่มต้นที่การก่อตาจะหลอมเหล็ก เพื่อให้เนื้อเหล็กอ่อนสามารถขึ้นรูปได้ตามประสงค์ เรื่องนี้ได้รับการบอกเล่าว่า ก่อนที่จะก่อเตาเพื่อตีดาบน้ำพี้ จะต้องทำพิธีบวงสรวงหรือบูชาครูตีดาบกันเสียก่อน แล้วจึงลงมือก่อเตาได้ และเตาที่ก่อนั้นจะต้องไม่อยู่ในที่ร่มหรือในโรงเรือน โรงตีเหล็ก ต้องก่อเตาในที่โล่งแจ้ง ไม่มีหลังคาปิดบังเป็นร่มเงากั้น
 วันตีดาบ การจัดเตรียมอุปกรณ์ในการตีดาบ จะมีเตาเผา คีมคีบเหล็กด้ามยาว ค้อนตีเหล็ก หินขัด ถ่าน(ไม้สัก) เป็นต้น เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ต่อไปก็ต้องดูฤกษ์เพื่อหาวันทำวิธีบูชาครูดาบ แล้วจึงลงมือตีได้ โดยปกติถ้าจำทำให้ถูกต้องตามตำราโบราณ จะต้องทำการตีเหล็กกันในคืนวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงเท่านั้น ถ้าตีวันอื่นประสิทธิภาพของดาบด้านความขลังจะมีพลังน้อย สู้ตีคืนวันเพ็ญไม่ได้ และขณะที่ตีดาบ คนตีดาบต้องว่าคาถากำกับไปพร้อมกับการตีอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะตีดาบเสร็จ หากการตีดาบน้ำพี้ไม่แล้วเสร็จภายในคืนเดียว ก็จะต้องเลื่อนไปตีในคืนวันเพ็ญต่อไป ทำอย่างนี้จนกว่าจะแล้วเสร็จ
 การประจุของขลัง เมื่อตีดาบเสร็จแล้วก็จะนำตัวดาบมาเข้าด้วย ซึ่งปกติทำด้วยไม้ที่เหนียวคงทน และมีน้ำหนักเบา ก่อนจะประกอบตัวดาบเข้าด้าม จะต้องทำการประจุเครื่องรางของขลังของครูบาอาจารย์ที่แข็งกล้าในวิชาอาคมเช่น ผ้าประเจียดพิสมร เครื่องรางชนิดหนึ่งรูปสามเหลี่ยม หรือเหลี่ยมร้อยสาย เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องนำเส้นผมของผีตาย 7 ป่าช้า มาประจุรวมลงไปด้วย จึงเป็นการดีส่วนปลอกหรือฝักดาบก็จะถักหวายซึ่งจะทำให้สวยงามและคงทนขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ถัก
 ขั้นการทดลอง หลังจากได้ดาบที่สมบูรณ์แล้วอาจนำดาบนั้นไปให้ครูบาอาจารย์ที่แก่กล้าในเวทย์วิชาอาคมทำพิธีปลุกเสกประจุมนต์คาถาลงไปในดาบเป็นการเพิ่มอานุภาพให้แก่ดาบอีกชั้นหนึ่งด้วยก็ได้จากนั้นจึงนำดาบมาทดลองคุณภาพว่าจะดีจริงพอที่จะใช้เป็นอาวุธประจำตัวของตนได้หรือไม่
               ในขั้นแรก จะชักดาบออกจากฝัก ยกขึ้นกวัดแกว่งในอากาศหากเกิดเสียงดัง”หวือๆ” จนผู้ถือดาบได้ยินอย่างถนัด ก็เป็นอันว่าดาบนั้นถูกต้องตามตำราเป็นดาบที่ใช้ได้
               ขั้นสุดท้าย เป็นการทดลองด้วยการฟันไม้ไผ่ ซึ่งวิธีนี้ส่วนมากมักใช้ในการลองของต่อกันโดยจำนำไม้ไผ่ที่สอดไส้ด้วยเหล็กเส้นไว้ภายใน นำมาปักบนพื้นดิน ถ้าตวัดดาบครั้งเดียวทั้งไม้ไผ่และไส้เหล็กขาดกระเด็น ก็แสดงว่าดาบนั้นดีจริง
               ในการทดลองครั้งที่ 2 และ 3 นี้ หากฟันไปแล้วแม้หัวตะปูขาดหรือไม้ไผ่และเหล็กเส้นจะขาดก็ตาม แต่ถ้าเกิดมีเสียงดัง “แกร็ก” หรือตะปู หรือไม้ไผ่ล้มลง ดาบเล่มนั้นก็โยนทิ้งไป หรือไม่ก็ให้นักดาบมือใหม่นำไปใช้เป็นดาบฝึกต่อไป
 ความเชื่อในเรื่องของการทดลองนี้ คาดว่าจะเป็นเรื่องของการแสดงเวทย์วิชาอาคม ให้ไปกระทำกับสิ่งต่างๆ ได้ดังประสงค์ โดยมีดาบเป็นเครื่องประกอบการกระทำ ซึ่งจะดูว่า ดาบมีอานุภาพมาก นอกจากนั้น ยังเป็นการแสดงอาการข่มกันของบรรดาครูดาบทั้งหลายเพื่อให้เกิดการนับถือ เลื่อมใสในฝีมือ อำนาจลึกลับ เชื่อกันว่าดาบน้ำพี้ที่ได้จัดทำขึ้นถูกต้องตามกระบวนความตามตำราแล้ว ทุกครั้งที่พกพาดาบนี้จะเป็นเสมือนเพื่อนตายจะคอยปกป้องและเตือนภัยแก่เจ้าของทุกครั้งเช่น เมื่อยามมีอันตรายหรือศัตรูเข้ามาใกล้ ดาบจะสั่นกิ๊กถีบตัวออกจากฝักทันที เป็นสัญญาณบอกให้รู้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันได้เสมอ เหล็กล้างอาถรรพณ์ เหล็กน้ำพี้เมื่อตีเป็นอาวุธหรือของใช้ต่างๆเนื้อเหล็กจะคมวาวจะมีสีคล้ายปีกแมลงทับ
 มีความเหนียวและอ่อน สามารถงอได้ตามต้องการเพื่อที่จะซุกซ่อนไม่ให้ศัตรูมองเห็น และหากฟาดฟันไปต้องร่างผู้ใด แม้ผู้นั้นจะเป็นผู้มีวิชาอาคมสูงถึงขนาดอยู่ยงคงกระพันฟันแทงไม่เข้า แต่หากโดนคมดาบน้ำพี้เข้าแล้ว ความเหนียวคงกระพันที่เคยมีก็กลับต้องสูญสลายไปอย่างหมดสิ้นอานุภาพของาบน้ำพี้นี้กล่าวกันว่า ไม่เฉพาะล้างอาถรรพณ์กับผู้มีวิชาอาคมเท่านั้น แม้แต่วิญญาณหรือภูติผีปีศาจก็ยังเกรงกลัว อานุภาพจากก้อนแร่เหล็ก นางจำรัส เชื้อนพคุณ ชาวบ้านน้ำพี้เล่าว่า หลานชายรับราชการทหารอยู่ที่จังหวัดน่าน อันเป็นดินแดนที่เคยมีผู้ก่อการร้ายชุกชุมมาก
   วันหนึ่งขณะที่หลานของนางจำรัสออกลาดตระเวนกับเพื่อนหารด้วยกัน ได้เกิดปะทะกับผู้กอการร้าย ถูกถล่มด้วยปืนและระเบิดอย่างหนักจนเพื่อนทหารเสียชีวิตไปหลายคน แต่หลานของนางจำรัสรอดชีวิตมาได้อย่างอัศจรรย์ทั้งๆที่โดนกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดจนเสื้อผ้าฉีกขาด แต่เนื้อตัวกลับไม่มีบาดแผลอะไรเลย นางจำรัสเชื่อว่าที่หลานชายแคล้วคลาดปลอดภัยมานั้นเป็นเพราะอานุภาพของก้อนเหล็กน้ำพี้มอบให้และนำติดตัวไว้เป็นประจำเพียงอย่างเดียวนางจำรัสจึงเชื่อว่าแระเหล็กน้ำพี้มีความศักดิ์สิทธิ์จริงๆรวมทั้งชาวบ้านคนอื่นๆก็เชื่อกันอย่างนี้ทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่จะเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆถ้าพกพาแร่เหล็กน้ำพี้ติดตัวไปด้วยเสมอจะแคล้วคลาดปลอดภัยทุกครั้ง
 สับด้วยมีดปาดหมู พระอธิการเจียน ปุณณธัมโม เจ้าอาวาสวัดบ้านน้ำพี้เล่าว่าได้แจกวัตถุมงคลให้กับชาวบ้านไปมากมาย ล้วนทำด้วยแร่เหล็กน้ำพี้ วันหนึ่งโยมจากสุโขทัยมาขอวัตถุมงคลเพิ่มเติม และเล่าว่าเขาเป็นพ่อค้าขายหมูบังเอิญเกิดทะเลาะกับเพื่อนพ่อค้าหมูด้วยกันและโดนเพื่อนสับด้วยมีดปาดหมูแต่คมมีดที่คมกริบนั้นไม่ระคายผิวของเขาเลยคู่ทะเลาะวิวาทเห็นว่าเขาหนังเหนียวฟันไม่เข้าเลยตกใจวิ่งหนีไปเรื่องจึงสงบลง
               ดาบขุนศึก นักรบไทยในอดีตที่ใช้ดาบซึ่งทำจากเหล็กน้ำพี้ มีข้อมูลทางประวัติศาสตรี่กล่าวอ้างถึงพระแสงของ้าวที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงใช้ทำยุทธหัตถีรบกระทั่งมีชัยชนะเหนือพม่าข้าศึกนั้นเป็นพระแสงของ้าวที่ทำขึ้นมาจากเหล็กน้ำพี้ ดังปรากฏในพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 โคลงกระทู้ หัวล้านนอกครูว่า                       
“ หัว กูมีแก้วเกิด อยู่ใน
                        ล้าน จึงเลี่ยนเตียนไป ดั่งนี้
                        นอก สุกแต่ในใส สุกปราบ
                        ครู ว่าชาติน้ำพี้ ของ้าวพระแสงทอง ”
               สมเด็จพระนารายมหาราช มี ดาบล้างอาถรรพณ์ซึ่งเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ ขุนหลวงสรศักดิ์ นำมาปราบศัตรูนั้น กล่าวว่าเป็นดาบน้ำพี้เช่นกัน จากเรื่องขุนศึกมหาราชซึ่งคาดว่า ผู้แต่งมีข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ ประกอบการเขียนอธิบาย
    สมเด็จพระพันวษาหรือพระรามาธิบดีที่ 2 ในสมัยของพระองค์มีขุนศึกชาวเมืองสุพรรณบุรีชื่อ ขุนแผนใช้ดาบฟ้าฟื้นเป็นอาวุธและเมื่อรบทัพทัพจับศึกปราบศัตรูราบคาบแล้วขุนแผนได้ถวายดาบเล่มนั้นเป็นสมบัติของพระพันวษาดาบนี้กล่าวว่าตีจากเหล็กน้ำพี้และปัจจุบันยังเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
    สมเด็จพระเจาตากสินมหาราช สมัยที่พระองค์ทำศึกสงครามมีทหารเอกคู่ใจอยู่หลายคนคนหนึ่งก็คือ พระยาพิชัยดาบหัก ขุนศึกกล้าชาวอุตรดิตถ์เชื่อกันว่า”ดาบนันทกาวุธ” ซึ่งอยู่ในมือซ้ายของท่านเป็นดาบที่ทำจากเหล็กน้ำพี้และเมื่อพระยาพิชัยมีดาบดีเป็นอาวุธจึงคาดว่าคงถวายดาบดีแด่พระมหากษัตริย์ที่ตนมีความเคารพ และจงรักภักดีไว้ใช้ด้วยดังนั้นจึงเชื่อว่าดาบที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงใช้ก็ต้องเป็นดาบน้ำพี้เช่นกัน

29 กันยายน 2568

Chapter 11 Prophecies, Executions, & A Shaggy Dog แฮร์รี่ พอตเตอร์ และ นักโทษแห่งอัซคาบัน Гарри Поттер ва маҳбуси Азкабан

     
   แฮร์รี่    รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ เริ่มเดินทางกลับไปที่ปราสาท ครุกแชงค์ ไล่ตาม สแคบเบอร์ส และสุนัขดำตัวใหญ่ลากรอนเข้าไปในอุโมงค์ใต้ต้น วิลโลว์จอมหวด ครุกแชงค์หยุดต้นไม้ไม่ให้โจมตีแฮร์รี่และเฮอร์ไมโอนี่ และพวกเขาก็เดินตามแมวลงไปในอุโมงค์เพื่อออกมาที่กระท่อมกรีดร้องนอกหมู่บ้านฮอกส์มี้ดพวกเขาพบรอนถูกจับตัวไปจากซิเรียส แบล็กซึ่งปลดอาวุธพวกเขา แฮร์รี่โจมตีแบล็ก และร่วมกับรอนและเฮอร์ไมโอนี่เอาชนะเขาได้ แต่ครุกแชงค์ยืนขวางระหว่างแฮร์รี่และแบล็กเมื่อแฮร์รี่ขู่จะฆ่าเขารีมัส ลูปินมาถึงและยอมรับว่าเขาเป็นเพื่อนของแบล็กและเป็น มนุษย์ หมาป่าเปิดเผยว่าสแคบเบอร์สเป็นแอนิเมจัสชื่อปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์
  ในระดับหนึ่ง ชื่อบทนั้นอ้างอิงถึง Crookshanks(แมว) Scabbers /  Pettigrew  (หนู) และSirius Black  (สุนัข) ตามลำดับอย่างชัดเจน บทนี้เป็นผลงานที่สวยงามมาก เมื่อเราพิจารณาถึงสิ่งที่แฮร์รี่และพวกเราคิดว่าจะเกิดขึ้นในการอ่านครั้งแรก และสิ่งที่ เกิดขึ้น จริงเมื่อเราอ่าน บทสนทนาของ ซิเรียสและรีมัส อีกครั้ง โดยมีความรู้เกี่ยวกับสถานการณ์อย่างครบถ้วนยิ่งขึ้น มีบางสิ่งบางอย่างกำลังวิ่งเข้ามาหาพวกเขา เงียบสงัดราวกับเงา เป็นสุนัขตัวใหญ่สีดำสนิท ตาซีด นี่เป็นหนึ่งในคำใบ้ไม่กี่ข้อเกี่ยวกับสีตาของซิเรียสซึ่งไม่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจน หรือ อย่างไรก็ตาม เราไม่ทราบว่าสีตาของแพดฟุตใน ร่าง แอนิเมจัสสอดคล้องกับสีตาของเขาในร่างมนุษย์หรือไม่
แฮร์รี่ พอตเตอร์ บทที่ 11 คำทำนาย การประหารชีวิต และสุนัขขนยาว
 ตอนนี้เป็นวันที่ 9 มิถุนายนแล้ว และการสอบก็ดำเนินมาได้ประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว ตอนเที่ยง การสอบวิชาพยากรณ์ก็มาถึง นักเรียนกริฟฟินดอร์ทุกคนก็เข้าแถวเตรียมพร้อมสำหรับการสอบ การสอบไม่ได้ยากขนาดนั้น ถ้าคุณนึกภาพออก สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็แค่ดูลูกแก้ววิเศษแล้วทำนายให้แม่น เฮอร์ไมโอนี่ ซึ่งความดื้อรั้นทางวิชาการทำให้เธอไม่ยอมลาออก ไม่พอใจวิธีการสอบครั้งนี้เลย
 นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำหรือปานกลาง เอมิลี่เป็นคนเดียวที่ได้คะแนนสูง ซึ่งทำให้เธอสับสนเพราะจำอะไรเกี่ยวกับการสอบไม่ได้เลย เมื่อถึงตาเฮอร์ไมโอนี่ เธอเดินไปที่โต๊ะที่ทรีลอว์นีย์จัดเตรียมไว้สำหรับการสอบ
               “ไปเลยที่รัก แค่มองเข้าไปในลูกแก้ววิเศษแล้วอธิบายสิ่งที่เธอเห็นข้างในหน่อยสิ” ทรีลอว์นีย์พูดอย่างใจดี
               “น่ากลัว” เฮอร์ไมโอนี่พูดหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ความจริงแล้วเธอไม่เห็นอะไรเลยนอกจากลูกแก้ววิเศษ
                        "น่ากลัวเหรอ?"
                        "อาจจะ" เฮอร์ไมโอนี่พูดอย่างไม่แน่ใจ เธอรู้ว่าเธอน่าจะลาออกจากชั้นเรียนนี้เมื่อมีโอกาส
               "ที่รัก ตั้งแต่ครั้งแรกที่เธอก้าวเข้ามาในชั้นเรียนของฉัน ฉันรู้สึกได้ว่าเธอไม่มีจิตวิญญาณที่เหมาะสมสำหรับศาสตร์การทำนายอันสูงส่ง" ทรีลอว์นีย์พูดพลางจับมือเฮอร์ไมโอนี่
               "ไม่เห็นเหรอ?" ทรีลอว์นีย์พูดพลางชี้ไปที่เส้นบนมือของเฮอร์ไมโอนี่
               "เธออายุยังน้อย แต่หัวใจที่เต้นอยู่ใต้อกของเธอกลับเหี่ยวเฉาเหมือนสาวแก่ จิตวิญญาณของเธอแห้งเหือดเหมือนหน้าหนังสือที่เธอยึดติดอย่างสิ้นหวัง" ทรีลอว์นีย์พูดพลางตบมือของเฮอร์ไมโอนี่ เฮอร์ไมโอนี่ดึงมือออก ปัดลูกแก้ววิเศษออกจากโต๊ะ แล้วเดินออกจากห้องเรียนไปอย่างหัวเสีย
                        "ฉันพูดอะไรไปรึเปล่านะ?"
                        เอมิลี่ แฮร์รี่ ลิเลียน และรอน เดินลงบันไดหลังเลิกเรียน รอนตัดสินใจแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
               "เธอสติแตกไปแล้ว จริงๆ แล้วเธอก็สติแตก ไม่ใช่ว่าตั้งแต่แรกแล้ว แต่ตอนนี้มันเปิดเผยให้ทุกคนเห็นแล้ว"
               "เธอรู้นี่ว่าฉันไม่อยากเห็นด้วยกับเธอเลยรอน แต่เธอพูดถูกเรื่องหนึ่ง ไมโอนี่สติแตกเกินเหตุ" เอมิลี่พูด
               "เธอก็คงสติแตกเกินเหตุเหมือนกันถ้าโดนดูถูกแบบนั้น" ลิเลียนอ้าง
               "เดี๋ยวก่อน" แฮร์รี่พูดพลางสังเกตเห็นลูกแก้ววิเศษวางอยู่บนบันไดขั้นหนึ่งที่พวกเขาเดินผ่าน เขาหยิบมันขึ้นมา
               "เราควรเอาอันนี้กลับไปคืนดีกัน" แฮร์รี่พูด
               "ขอโทษนะพี่ชาย แต่ฉันจะไปดูว่าฉันจะตามไมโอนี่ทันไหม เธอรู้ว่าเธอเป็นยังไงบ้างในช่วงเวลาแบบนี้ เจอกันที่ห้องนั่งเล่นรวม" เอมิลี่พูดก่อนจะเดินไปหาเฮอร์ไมโอนี่
                        "แล้วพวกนายล่ะ" แฮร์รี่ถาม
                        "ฉันจะไม่กลับไปที่นั่นอีกแล้ว" รอนตอบ
                        "ขอโทษนะ แต่ช่วงนี้ทรีลอว์นีย์ทำให้ฉันขนลุก" ลิเลียนตอบ
                        "ตกลง เจอกันที่ห้องนั่งเล่นรวม" แฮร์รี่ตอบ จากนั้นแฮร์รี่ก็หันหลังเดินขึ้นบันไดไป
                        แฮร์รี่เดินเข้าไปในห้องเรียน เขาไม่เห็นทรีลอว์นีย์หรือใครแถวนั้นเลย
               "ศาสตราจารย์?" แฮร์รี่เรียกพลางวางลูกแก้วคริสตัลกลับบนขาตั้งบนโต๊ะ เขารอครู่หนึ่งเพื่อดูว่าทรีลอว์นีย์หายไปหรือยังจึงโผล่มา เขาเพิ่งหันไปทางประตูและเริ่มเดิน ทันใดนั้นทรีลอว์นีย์ก็โผล่มาจากไหนไม่รู้มาคว้าแขนเขาไว้
               "คืนนี้ต้องเกิดขึ้นแน่" ทรีลอว์นีย์พูด เสียงของเธอดังกลบเสียงของคนอื่นๆ อีกหลายสิบเสียง ดวงตาของเธอก็เป็นสีฟ้าอ่อนและขุ่นมัวเช่นกัน
               "ศาสตราจารย์?" แฮร์รี่ถามด้วยความสับสนขณะพยายามดึงแขนตัวเองให้หลุด
               “เขาจะกลับมาคืนนี้ คืนนี้ คนที่ทรยศเพื่อนฝูง หัวใจของเขาเน่าเปื่อยไปด้วยฆาตกร จะกลับมา เลือดบริสุทธิ์จะต้องหลั่งไหล และบ่าวสาวกับนายจะได้กลับมาพบกันอีกครั้งในเช้าวันจันทร์...” ทรีลอว์นีย์กล่าว จากนั้นเธอก็กลับมาเป็นปกติ เธอเริ่มไออย่างผิดปกติ เมื่อทรีลอว์นีย์หายจากอาการไอแล้ว เธอจึงหันไปหาแฮร์รี่
               “ฉันขอโทษจริงๆ เธอพูดอะไรไปหรือเปล่าที่รัก” ทรีลอว์นีย์ถามโดยไม่สนใจสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
               “เปล่า ไม่มีอะไร” แฮร์รี่พูดพลางหันหลังวิ่งออกจากห้อง เขากำลังพยายามหาคำตอบว่าเกิดอะไรขึ้นขณะที่เขากำลังเดินไปที่ห้องนั่งเล่นรวม
 ขณะเดียวกัน เอมิลี่กำลังเดินไปตามทางเดินที่ว่างเปล่าเพื่อมองหาเฮอร์ไมโอนี่ ทันใดนั้น ทุกสิ่งรอบตัวเธอก็ดูเหมือนจะบิดเบี้ยวและบิดเบี้ยว ราวกับว่าเธอติดอยู่ในกระจกตัวตลก หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เธอก็หยุดอยู่หน้าหน้าต่างบานหนึ่ง แล้วหันกลับไปมอง ครู่ต่อมา สเนปก็เดินออกมาจากอีกฝั่งของทางเดิน เขาสังเกตเห็นเอมิลี่ยืนอยู่หน้าหน้าต่าง พึมพำอะไรบางอย่างกับตัวเอง เป็นที่รู้กันดีว่าสเนปไม่ชอบเอมิลี่ เขาพยายามหลีกเลี่ยงเธอทุกวิถีทาง เหตุผลเดียวที่เขาคอยจับตาดูครอบครัวพอตเตอร์อย่างใกล้ชิดในปีนี้ก็เพราะดัมเบิลดอร์ขอให้เขาทำเช่นนั้น
               “คุณหนู พอตเตอร์ ฉันว่าฉันเคยบอกเธอไปแล้วว่าห้ามเดินเตร่ในโถงทางเดินโดยไม่มีคนดูแล” สเนปพูดอย่างห้วนๆ อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เขาเข้าใกล้เธอ เอมิลี่ก็หันกลับมาคว้าแขนเขาไว้ ดวงตาของเธอเป็นสีฟ้าขุ่นมัวและสว่างไสวเล็กน้อย เสียงของเธอช่าง... เหมือนกับทรีลอว์นีย์
         "คืนนี้ มันจะเกิดขึ้นคืนนี้ คืนนี้ จอมมารนอนอยู่เพียงลำพัง ถูกทิ้งร้างโดยเหล่าผู้สาบานตนว่าจะรับใช้ คืนนี้ ผู้ที่ทรยศต่อมิตรสหาย ผู้ที่หัวใจเน่าเฟะด้วยการฆาตกรรม ผู้ที่ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวนตลอดสิบปี จะเป็นอิสระ คืนนี้ก่อนเที่ยงคืนเล็กน้อย ในที่สุดผู้รับใช้ของจอมมารจะถูกเปิดเผย เลือดบริสุทธิ์จะถูกหลั่งไหล ทาสและเจ้านายจะได้กลับมาพบกันอีกครั้ง ทุกอย่างจะเริ่มต้นคืนนี้” เอมิลี่กล่าว จากนั้นดวงตาของเธอก็กลับมาเป็นสีฟ้าอ่อน เธอกุมศีรษะไว้เมื่ออาการวิงเวียนเข้าครอบงำ เธอตั้งสติได้ทันก่อนจะล้มลง ตอนนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นสเนป
               “ศาสตราจารย์สเนป” เธอกล่าว
           “นี่เป็นครั้งที่สองที่ฉันพบเธอเดินเตร่อยู่ตามทางเดิน คุณพอตเตอร์” สเนปกล่าวอย่างห้วนๆ เขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับผู้หยั่งรู้ เขาสามารถปัดเป่าความรู้สึกหวาดกลัวที่คนส่วนใหญ่จะรู้สึก และไขปริศนาคำทำนายได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเขาเข้าใจ หลักฐานที่เขาแสวงหาจะถูกพบในคืนนี้ เขารู้ว่ามันจะเกิดขึ้นที่ไหน และตอนนี้เขารู้แล้วว่าเมื่อไหร่ เขายังรู้ด้วยว่าผู้ทำนายที่ไม่มีประสบการณ์อย่างเอมิลี่คงจำไม่ได้ว่าเคยทำนายไว้ สำหรับคนที่มีไหวพริบเช่นเขา การใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์นั้นแทบจะเป็นเรื่องง่ายเกินไป
               “ขอโทษครับ ศาสตราจารย์ ผมแค่…” เอมิลี่พยายามหาข้อแก้ตัวเพื่อไม่ให้เสียคะแนน
               “ผมแนะนำให้คุณกลับไปหอพักของคุณก่อนนะครับ ผมกำลังอารมณ์ดีอยู่” สเนปพูดอย่างห้วนๆ
 เอมิลี่รีบทำตามคำแนะนำนี้ และมุ่งหน้าไปยังห้องนั่งเล่นรวม หวังว่าเฮอร์ไมโอนี่จะอยู่ที่นั่นด้วย หลังจากที่เอมิลี่พบเฮอร์ไมโอนี่และคนอื่นๆ ในห้องรวม ทั้งห้าคนจึงตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังกระท่อมของแฮกริดเพื่อลดความรุนแรงของยักษ์ครึ่งคนผู้น่าสงสาร ทั้งห้าคนจ้องมองผู้ดำเนินการอย่างเกรี้ยวกราดขณะที่เดินผ่านเขาไป
               “วันนี้เป็นวันที่ดี” เฮอร์ไมโอนี่กล่าว เธออารมณ์ดีผิดปกติ รอนตัดสินใจผิดพลาดตามแบบฉบับของตัวเองที่หยิบยกเรื่องการหายตัวไปของสแคบเบอร์สขึ้นมาพูด ณ จุดนี้
               “วิเศษมาก เว้นเสียแต่ว่านายจะถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย”
               “นายกำลังพูดถึงอะไรอยู่ตอนนี้” เอมิลี่ถามอย่างหงุดหงิด
               “รอนทำหนูหาย” เฮอร์ไมโอนี่กล่าว
               “ฉันไม่ได้ทำเขาหาย แมวของเธอฆ่าเขา”
               “พูดจริงๆ นะรอน นั่นมันไร้สาระสิ้นดี ด้วยกลิ่นหนูที่เหม็นสาบขนาดนี้ ไม่มีแมวตัวไหนที่สติปกติดีจะอยากกินเขาหรอก” เอมิลี่กล่าว
               “นายเชื่อฉันใช่ไหม แฮร์รี่ ใช่มั้ย นายเห็นแล้วว่าแมวนั่นชอบซุ่มอยู่แถวนี้ ตอนนี้สแคบเบอร์สตายแล้ว” รอนพูดพลางมองหาแฮร์รี่เพื่อขอกำลังใจ
               "เอาจริงนะรอน นายทนบ่นเรื่องหนูของนายไม่ได้เลยเหรอ วันนี้เราออกมาสนับสนุนแฮกริด" ลิเลียนเตือน
               "ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกเขาจะฆ่าบัคบีค มันป่าเถื่อนสิ้นดี มันน่ากลัวเกินไป" เฮอร์ไมโอนี่กล่าว
               "มันแย่ลงไปอีก" แฮร์รี่พูดขึ้นเมื่อเห็นเดรโก
 เดรโกอยู่กับลูกสมุนประจำของเขา ไม่ไกลจากกระท่อมของแฮกริด ตรงใกล้แผ่นหินขนาดใหญ่ เดรโกสังเกตเห็นทั้งห้าคนไม่นานหลังจากที่พวกเขาเห็นเขา
               "อ้อ มาดูการแสดงเหรอ" เดรโกแซว เอมิลี่กับแฮร์รี่เริ่มชินกับการแซวของเดรโกแล้ว ตอนนี้เลยคิดว่าเป็นแบบนั้น เฮอร์ไมโอนี่เปลี่ยนจากอารมณ์ดีผิดปกติเป็นอารมณ์ฉุนเฉียวเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธอคิดจะสาปเดรโกมากจนเขาจำนามสกุลตัวเองไม่ได้เลย นับประสาอะไรกับเรื่องอื่น
               "แก! ไอ้แมลงสาบตัวน้อยน่ารังเกียจ น่ารังเกียจ และชั่วร้าย!" เฮอร์ไมโอนี่ตะโกนขณะยกไม้กายสิทธิ์ขึ้นจ่อคอเดรโก ณ จุดนี้ รอนคงทำสิ่งที่ถูกต้องอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งหาได้ยากยิ่งนัก
               "เฮอร์ไมโอนี่ ไม่นะ! เขาไม่คู่ควร!" รอนให้เหตุผล เฮอร์ไมโอนี่รู้ว่ารอนพูดถูกและถอยกลับ เก็บไม้กายสิทธิ์กลับเข้ากระเป๋า
 มัลฟอยใช้ช่วงเวลานี้ตัดสินใจที่แย่ที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เขาเริ่มล้อเลียนเฮอร์ไมโอนี่ มองว่าความสงสารของเธอเป็นจุดอ่อน เฮอร์ไมโอนี่รับมือกับเรื่องนี้ด้วยการทุบหมัดใส่จมูกเดรโก เดรโกเริ่มตื่นตระหนกและวิ่งหนีขึ้นปราสาทโดยมีแครบและกอยล์เดินตามหลังมา
                        "รู้สึกดีจังเลย" เฮอร์ไมโอนี่พูด
                        "ไม่ใช่แค่ดี ฉลาดเป็นกรด" เอมิลี่กล่าว
           "แน่ใจเหรอว่าเราปล่อยเขาไปไม่ได้ แฮกริด?" เอมิลี่ถามพลางมองออกไปไกลๆ ราวกับภูเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาและทะเลสาบอีกสองสามแห่ง บัคบีคนอนอยู่ในแปลงฟักทองนอกกระท่อม ไม่รู้เลยว่าชะตากรรมกำลังรอเขาอยู่ เอมิลี่หันหลังกลับขณะที่แฮกริดเริ่มตอบ
           "พวกเขาคงรู้ว่ามันแย่ ดัมเบิลดอร์จะเจอเรื่องร้ายๆ แน่ๆ กำลังจะลงมา บอกว่าอยากอยู่ที่นี่เมื่อ... เมื่อไหร่ก็ตามที่มันเกิดขึ้น เยี่ยมมาก ดัมเบิลดอร์" แฮกริดอุทานขณะจัดบ้านให้พร้อมรับแขกคนต่อไป ณ จุดนี้ เอมิลี่รู้สึกปวดหัวเล็กน้อยและมองย้อนกลับไปหาสาเหตุ แต่ไม่เห็นอะไรเลยจึงหันหลังกลับ
                        "เราจะอยู่ด้วย!" แฮร์รี่กล่าว
                        "แกจะทำแบบนั้น! ทิงเกอร์ ฉันอยากให้แกเห็นอะไรแบบนั้น ไม่! แค่ดื่มชาแล้วก็ออกไป อ้อ แล้วก่อนหน้านั้น รอน ฉันมีบางอย่างที่ฉันคิดว่าเป็นของแก" แฮกริดพูดพลางหยิบสแคบเบอร์ออกมาจากโหล
               "สแคบเบอร์!" รอนอุทานด้วยความดีใจพลางเดินเข้ามาและอุ้มสแคบเบอร์ไว้ในอ้อมแขนที่โอบอุ้มเขาไว้
               'นายควรดูแลสัตว์เลี้ยงของพวกนายให้ดีกว่านี้นะ รอน' แฮกริดพูดขึ้นเมื่อสแคบเบอร์สกลับมาอยู่ในอ้อมกอดของรอน
               'ฉันคิดว่านายต้องขอโทษใครสักคน' เฮอร์ไมโอนี่ตะคอกใส่รอนขณะที่เธอลุกขึ้นยืน
               'เอาล่ะ คราวหน้าที่เจอครุกแชงค์ ฉันจะบอกเขาให้รู้' รอนเยาะเย้ยถากถาง เอมิลี่กลอกตา เธอจำกลอุบายนี้ได้
               'ฉันหมายถึงฉันเอง!' เฮอร์ไมโอนี่ตวาดเสียงดัง ทันใดนั้น ราวกับมีสัญญาณ หม้อทรายบนเคาน์เตอร์ก็แตกออกเป็นชิ้นๆ ทุกคนต่างตกใจกับเรื่องนี้ เฮอร์ไมโอนี่เดินไปตรวจสอบหม้อ เชื่อว่าเธอทำให้มันแตก
               'โอ๊ย' เอมิลี่อุทานเมื่อรู้สึกว่ามีบางอย่างกัดคอเธอ
               'เกิดอะไรขึ้น?' ลิเลียนถามด้วยความตกใจ
               'ฉันคิดว่ามีบางอย่างกัดฉัน' เอมิลี่พูด
               'โอ๊ย!' แฮร์รี่พูดขึ้นเมื่อรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างทิ่มแทงที่ด้านหลังศีรษะ เอมิลี่เดินเข้ามาและสังเกตเห็นก้อนหินคล้ายเปลือกหอยอยู่ในฮู้ดของเสื้อฮู้ดของเขา
               “อะไรกันเนี่ย” เอมิลี่พูดเบาๆ ขณะหยิบก้อนหินขึ้นมาและหมุนตัวดูว่าใครเป็นคนขว้างมัน แต่สิ่งที่เธอเห็นนั้นเลวร้ายกว่านั้นมาก ดัมเบิลดอร์ ฟัดจ์ และเพชฌฆาตกำลังมุ่งหน้าไปยังกระท่อมของแฮกริด
               “ทุกคน!” เอมิลี่พูดด้วยความตื่นตระหนก
               “ใกล้มืดแล้ว พวกนายไม่ควรอยู่ที่นี่ มีคนเห็นพวกนายอยู่นอกปราสาทเวลานี้ พวกเธอต้องเจอเรื่องใหญ่แน่ โดยเฉพาะแฝดสาม” แฮกริดพูด ทำให้เหล่าพอตเตอร์มองหน้ากันด้วยสีหน้าบึ้งตึง
 ครู่ต่อมาก็มีเสียงเคาะประตูดังลั่น ทำให้ทุกคนสะดุ้งเล็กน้อย
               “เดี๋ยวฉันจะไปหาพวกนาย!” แฮกริดพูดพลางคลุมสิ่งของบางอย่างไว้ด้วยผ้าใบกันน้ำ เขาพาเหล่าโกลเด้นไฟว์ออกไปนอกประตู ขณะที่สุภาพบุรุษทั้งสามเปิดประตูออก โดยที่ยังไม่เห็นหน้ากันทั้งสองฝ่าย
               “แฮกริด ไม่เป็นไรนะ” เอมิลี่กระซิบขณะที่แฮร์รี่จับข้อมือเธอและลากเธอออกจากกระท่อม เอมิลี่สาบานได้เลยว่าเธอเห็นรอยยิ้มขอบคุณแวบหนึ่งก่อนที่ประตูจะปิดลง
 เมื่อออกจากกระท่อมอย่างปลอดภัยแล้ว เหล่าโกลเด้นไฟว์ก็ย่องไปด้านหลังแปลงฟักทองอย่างเงียบๆ มองดูหน้าต่าง ทันใดนั้น เฮอร์ไมโอนี่ก็สะบัดตัวตามหลังเธอไปและมองเข้าไปในป่าลึกที่อยู่ด้านหลังพวกเขา
               “เกิดอะไรขึ้น ไมโอนี่” ลิเลียนถามด้วยความสงสัยแต่ก็ยังคงเงียบอยู่
               “ฉันคิดว่าฉันเพิ่งเห็น...ไม่เป็นไร” เฮอร์ไมโอนี่พูดพลางสลัดความคิดออกไปจากหัว
           “ไปกันเถอะ!” รอนพูดก่อนจะพาเพื่อนๆ ขึ้นเนิน ข้างแผ่นหินที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเนินเขาเตี้ยๆ แฮร์รี่หันหลังกลับไปมองบัคบีคผู้ไร้เดียงสา ซึ่งคงไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
 ทันทีที่พวกเขามาถึงจุดที่เฮอร์ไมโอนี่ต่อยเดรโก พวกเขาก็เห็นผู้ดำเนินการเดินออกจากประตูไปหาบัคบีคพร้อมกับขวาน ดูเหมือนเวลาจะช้าลงสำหรับพวกเขาทุกคน แต่ละคนไม่ได้ละสายตาจากฉากที่อยู่ตรงหน้า
 แล้วมันก็เกิดขึ้น ผู้ดำเนินการยกขวานขึ้นสูงและสูงจนกระทั่งฟาดมันลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังฆ่าบัคบีคอยู่ เห็นนกบินว่อนไปมา ส่งเสียงร้องแหลมดังก้องไปทั่วห้อง เฮอร์ไมโอนี่ลูบหัวของเธอลงบนคอของรอนทันที แขนโอบรอบไหล่ของเขา รอนปล่อยให้เธอลูบ ขณะที่เขามองหนูของเขาด้วยความไม่อยากเชื่อและเศร้าใจ เอมิลี่แทบจะกระแทกเข้าที่อกของแฮร์รี่ ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างควบคุมไม่ได้ ขณะที่แฮร์รี่ลูบหลังเธอเป็นวงกลมปลอบโยน รู้สึกอึดอัดแต่ก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อปลอบใจน้องสาว
               ลิเลียนกลับยืนนิ่ง น้ำตาไหลอาบใบหน้าใสสะอาดของเธอ เธอละสายตาจากกระท่อมไม่ได้เลย
               ความเงียบงันที่ยังคงค้างอยู่ถูกทำลายด้วยเสียงกรีดร้องของรอนผู้หวาดกลัว
               “โอ๊ย! สแคเบอร์! มันกัดฉัน!” รอนร้องพลางกำนิ้วแน่นด้วยความเจ็บปวด สแคเบอร์หลุดจากมือเขาและร่วงลงสู่พื้น วิ่งหนีไปทุกทาง รอนเริ่มไล่ตามหนูน้อยที่รักของเขา ไล่มันไปไกลจากแผ่นหิน
               “รอน? รอน?!” เอมิลี่พูดพลางหันหลังวิ่งไล่ตามพี่ชายบุญธรรม ลิเลียน เฮอร์ไมโอนี่ และแฮร์รี่เดินตามเธอไปพลางตะโกนขอร้องให้รอนหยุด รอนพุ่งลงพื้นและอุ้มสแคบเบอร์ไว้ในอ้อมแขน ดุเขาทั้งๆ ที่พวกแรทส์พูดภาษาอังกฤษไม่ได้
               "อย่าวิ่งหนีแบบนั้นอีกนะ! ได้ยินไหม?" รอนพูดพลางเพ่งความสนใจไปที่หนูในสวนของเขา เอมิลี่ และคนอื่นๆ ก็ไล่ตามทัน และเอมิลี่ก็ตระหนักได้
               “พวกเธอรู้ไหมว่านี่คือต้นไม้อะไร” เอมิลี่พูดพลางเพ่งมองต้นไม้ยักษ์
               “แย่แล้ว เขาตายแล้ว” ลิเลียนพูดอย่างตรงไปตรงมา กระซิบคำสุดท้ายสองสามคำ เฮอร์ไมโอนี่และแฮร์รี่เห็นต้นไม้ก็รู้สึกกังวลทันที
               “รอน หนี!” แฮร์รี่ตะโกนออกมา รอนเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าหวาดกลัวฉายชัด รอนใช้นิ้วจิ้มไปที่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนของเขา
               “พวกเธอ หนี! นั่นมันกริม!” รอนร้องออกมาโดยไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
 ทุกคนเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหันกลับไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพบกับสุนัขสีดำขนฟู ตาสีทอง เอมิลี่ไม่ได้กังวล เพราะนี่ไม่ใช่หมาป่าตัวใหญ่ที่หลอกหลอนเธอ เอมิลี่คิดว่านั่นหมายความว่าสุนัขตัวนี้ไม่น่าจะเป็นสุนัขดุร้ายได้ ขณะที่เอมิลี่กำลังครุ่นคิดอยู่ เจ้าหมาก็ส่งเสียงคำรามอย่างอันตรายและรีบวิ่งไปหาเพื่อนๆ (ที่หมอบลงเพราะกลัวโดนขย้ำ) แต่กลับกระโดดข้ามพวกเขาไป ก่อนจะลงพื้น กัดขารอนด้วยปาก แล้วลากเขาไปยังโพรงว่างๆ ที่โคนต้นไม้ ซึ่งเหล่าโกลเด้นไฟว์ไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน
               “แฮร์รี่! เอมิลี่! เฮอร์ไมโอนี่! ลิลลี่! ช่วยด้วย!” รอนร้องออกมา เห็นได้ชัดว่ากลัวจนตัวสั่น ลิเลียนวิ่งไปข้างหน้าและพยายามเตะเจ้าหมาออกไป แต่เจ้าหมากลับใช้อุ้งเท้าเกาคอเธอ ทำให้เธอเสียหลักและร่วงลงไปในโพรง หลังจากที่เจ้าหมาและรอนทำสำเร็จ
               “ไม่!” เอมิลี่ร้องออกมา ขณะที่เธอ เฮอร์ไมโอนี่ และแฮร์รี่ เริ่มวิ่งเข้าหาต้นไม้และกระโดดลงไปในโพรง
 ไม่ถึงเสี้ยววินาทีต่อมา ต้นวิลโลว์จอมหวดก็มีชีวิตขึ้นมาและพุ่งชนกิ่งไม้จนทั้งสามกระเด็นถอยหลัง ทำให้พวกเขาฟกช้ำและเลือดไหลซึมออกมาจากชุดเล็กน้อย พวกเขารู้สึกพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว แต่การได้ยินเสียงร้องของรอนและเสียงครางของลิเลียนทำให้พวกเขามีเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้น
               “ลุยเลย!” แฮร์รี่พูดพลางจับมือเอมิลี่และพยายามวิ่งเข้าไปในหลุม
               “ถอยไป!” เฮอร์ไมโอนี่พูดเมื่อเห็นแฝดสามพยายามเอาชนะในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต่างแพ้ชนะ กิ่งไม้เริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ
         “หลบ!” เฮอร์ไมโอนี่พูดพลางก้มตัวลง แต่น่าเศร้าที่คำขอร้องของเธอมาช้าเกินไปเมื่อแฮร์รี่ถูกเหวี่ยงกลับไป แว่นตาของแฮร์รี่หล่นลงข้างๆ ทำให้เขามองเห็นไม่ชัด เอมิลี่ใช้มืออีกข้างหลบกิ่งไม้และไถลลงไปในหลุม เธอล้มหงายลง ฟกช้ำที่ปลายหลุม และรู้สึกถึงเลือดหยดเล็กน้อยที่คอ เธอนอนอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งเพื่อหายใจ ทันทีที่เธอเริ่มลุกขึ้น แฮร์รี่ก็ล้มลงคว่ำหน้าลง
                        “ฉันรู้ว่าควรจะอยู่ตรงไหนใกล้ ๆ แต่มันมากเกินไปหน่อย” เอมิลี่คราง เธอนอนหงาย มองเพดานอุโมงค์ที่สกปรกและรากไม้พันกัน
                        "ขอโทษค่ะพี่สาว"
                        แฮร์รี่ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วและยื่นมือออกไปช่วยพยุงเธอขึ้น แต่เฮอร์ไมโอนี่กลับกรีดร้องและล้มลงบนหลังของแฮร์รี่ และแฮร์รี่ก็ล้มลงบนท้องของเอมิลี่อีกครั้ง ทำให้เธอกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด
               "โอ้ ฉันขอโทษค่ะ" เฮอร์ไมโอนี่พูดเบาๆ ขณะที่เธอเช็ดเสื้อผ้าและยืนขึ้น
               "อย่าพูดถึงเรื่องนี้เลย" แฮร์รี่ถอนหายใจและยืนขึ้นเช่นกัน เอมิลี่ไม่ได้ขยับตัวลุกขึ้น
               "ขอโทษค่ะ มิลลี่" แฮร์รี่พูดขณะมองลงไปยังโลกเบื้องล่างโลกอันเป็นที่รักของเขา เอมิลี่ลุกขึ้นและทำความสะอาดตัวเอง
               "เธอคิดว่าเรื่องนี้จะไปทางไหนคะ" เฮอร์ไมโอนี่พูดพลางมองไปรอบๆ อย่างกังวล
               "ฉันเดาเอา หวังว่าฉันคงคิดผิดนะ" เอมิลี่พูด
ก่อนหน้า                         > 🏃🏼‍♀️ <                          อ่านต่อ

Chapter 10 Night Time Scare/Dreadful Hearings แฮร์รี่ พอตเตอร์ และ นักโทษแห่งอัซคาบัน Гарри Поттер ва маҳбуси Азкабан

     
   "จอมมารผู้นี้นอนอยู่เพียงลำพัง ไร้มิตรสหาย ถูกเหล่าสาวกทอดทิ้ง คนรับใช้ของเขาถูกล่ามโซ่ไว้สิบสองปี คืนนี้ก่อนเที่ยงคืน คนรับใช้จะหลุดพ้นและออกเดินทางกลับไปหาเจ้านายของเขา จอมมารผู้นี้จะฟื้นคืนชีพอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือจากคนรับใช้ ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา คืนนี้...ก่อนเที่ยงคืน...คนรับใช้...จะออกเดินทาง...กลับไปหา...เจ้านายของเขา..." -- ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์
 นกเค้าแมว และ นิวต์ กำลังมาเยือน และทุกคนกำลังเรียนหนังสือ สัปดาห์สอบมาถึง การอุทธรณ์ของบัคบีค ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ศาสตราจารย์ทรีลอว์นีย์ทำนายการกลับมาของจอมมาร โดยไม่รู้ ตัว แฮร์รี่ รอน และ เฮอร์ไมโอนี่ ใช้ผ้าคลุมล่องหนเพื่อไปหาแฮกริด พยายามปลอบใจเขา เฮอร์ไมโอนี่พบสแคบเบอร์อยู่ในเหยือกนม ผู้ชายมาเพื่อประหารบัคบีค แฮร์รี่ รอน และเฮอร์ไมโอนี่ออกไปทางประตูหลังภายใต้เสื้อคลุม และสแคบเบอร์ก็คลุ้มคลั่ง
แฮร์รี่ พอตเตอร์ บทที่ 10 การพิจารณาคดีที่น่าหวาดผวา/น่าสะพรึงกลัวในยามค่ำคืน
 ผ่านไปประมาณหนึ่งเดือนแล้ว และถึงเวลาของควิดดิชอีกครั้ง เอมิลี่ตื่นขึ้นมาพร้อมรอยยิ้ม เธอสวมชุดเชสเซอร์ควิดดิชกริฟฟินดอร์พร้อมกับหมายเลข 5 ของเธอ เธอคว้านิมบัสของเธอแล้วเดินลงบันไดไป เธอ  ได้พบกับแฮร์รี่และสมาชิกคนอื่นๆ ในทีมกริฟฟินดอร์ และมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อหาอาหารก่อนการแข่งขัน
         “วันนี้เธอต้องเล่นสลิธีริน คิดว่าจะชนะไหม” เฮอร์ไมโอนี่ถาม
         “แน่นอน เราจะบดขยี้พวกมัน” เอมิลี่พูดอย่างมั่นใจ
         “เธอคงตื่นเต้นมากแน่ๆ พี่สาว” จอร์จพูดพลางยีผมของเอมิลี่ที่รวบเป็นหางม้าและถักเปียเล็กๆ อย่างประณีต
         “หยุดนะ เธอกำลังทำให้ผมฉันยุ่ง” เอมิลี่พูดด้วยน้ำเสียงหัวเราะคิกคักเล็กน้อย
         “เอาล่ะ ทีม! ไปห้องแต่งตัวกันเถอะ!” โอลิเวอร์พูดอย่างกังวล เขาอยากให้กริฟฟินดอร์ชนะจริงๆ ปีนี้ เอมิลี่และแฮร์รี่ลุกขึ้นพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ในทีม แล้วมุ่งหน้าไปที่ห้องแต่งตัว ขณะที่เอมิลี่ได้ยินกัปตันทีมสลิธีรินเรียกให้ทีมของเขาไปยังห้องแต่งตัว
         เมื่อทีมสวมอุปกรณ์ป้องกันครบชุดแล้ว โอลิเวอร์ก็พูดขึ้น
    “โอเค! เงียบเดี๋ยวนี้! ทีนี้พวกนายรู้แล้วว่าเราต้องทำอะไร ถ้าเรากล้าที่จะแพ้เกมนี้ เราก็หมดสิทธิ์แน่นอน ฉันรู้ว่าเรากำลังเจอกับสลิธีริน แต่แค่ตั้งใจและทำมันเหมือนที่เราทำตอนซ้อมก็พอ แล้วถ้าโชคดีอีกหน่อย เราก็น่าจะผ่านมันไปได้ เอาล่ะ ออกไปคว้าชัยชนะกันเถอะ!” โอลิเวอร์ตะโกนบอกทีม ให้กำลังใจพวกเขา ทีมเดินลงสนามด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม
 เมื่อถึงสนาม ทั้งสองทีมต่างจ้องมองกันอย่างดุเดือด มาดามฮูชประกาศตามปกติและปล่อยลูกบอลออกไปเพื่อเริ่มเกม เอมิลี่รีบคว้าควัฟเฟิลไว้ได้ และหลังจากหลบเหล่าเชสเซอร์สลิธีรินได้แล้ว เธอก็สามารถนำควัฟเฟิลเข้าไปในประตูบ้านของสลิธีรินได้
         “กริฟฟินดอร์ให้สิบแต้ม จากเอมิลี่ พอตเตอร์ที่รักของนาย!”
 หลังจากผ่านไปอีกประมาณ 20 นาที กริฟฟินดอร์ก็ทำคะแนนได้อย่างมาก
         “กริฟฟินดอร์นำ 80 แต้มต่อ 0 แต้ม!”
 สลิธีรินทำคะแนนได้สองสามประตูและเริ่มไล่ตามทัน จากนั้นเอมิลี่ก็ได้ยินเสียงมักกอนนากัลตะโกนใส่เดรโก เธอมองไปเห็นเดรโกและพวกของเขากลิ้งไปมาบนพื้นเหมือนเด็กทารก ไม่กี่วินาทีต่อมา พวกเขาก็กลายเป็นเด็กทารกที่ถูกสเนปลากตัวออกไป ซึ่งจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น เอมิลี่ยังเห็นร่างที่สวมฮู้ดคลุมสีดำหนาๆ ปรากฏตัวขึ้นกลางสนาม
 ทันใดนั้นทุกอย่างรอบตัวเอมิลี่ก็เปลี่ยนไป ผมยาวของเธอปลิวไสวไปตามลมแรง หางของเธอพันรอบเอวอย่างแน่นหนา เธอมองไปรอบๆ และเห็นเพียงท้องฟ้าสีเขียวรอบตัว จากนั้นเธอก็พบว่าตัวเองกำลังมองดูเมฆรูปร่างน่ากลัว ทันใดนั้นเมฆก็เปลี่ยนเป็นสีดำและกลายเป็นเดเมนเตอร์นับพัน เอมิลี่พยายามหนี แต่เดเมนเตอร์เร็วเกินไป
 เอมิลี่ตื่นจากฝันร้าย เธอมองไปที่ซากไม้กวาดที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงฮอกวอตส์ ข้างๆ เศษไม้กวาดคือชุดยูนิฟอร์มผู้ดูแลบ้านกริฟฟินดอร์พร้อมหมายเลข 1 เอมิลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่มีนาฬิกา แต่เอมิลี่รู้ได้อย่างไรว่าใกล้เที่ยงคืนแล้ว เธอเอื้อมมือไปดึงใบแคทนิปใบหนึ่งออกจากต้น เธอกำลังจะกินใบนั้นแล้วกลับไปนอนต่อ แต่เธอก็ได้ยินเสียงกรีดร้องดังลั่นมาจากหอพักชาย เธอรีบสวมรองเท้าแตะและเสื้อคลุมนอนสีฟ้า แล้วเดินลงบันไดไป โดยมีเฮอร์ไมโอนี่เดินตามหลังมา
         “ใครตะโกน” เฮอร์ไมโอนี่ถาม ขณะเดินลงบันไดมาถึงชั้นล่างสุด เห็นรอนและแฮร์รี่ สิ่งนี้ทำให้เอมิลี่ตกใจจนไม่ทันสังเกตว่าเฮอร์ไมโอนี่อยู่ข้างหลังเธอ
         "รอน เขาฝันร้าย" แฮร์รี่พูดอย่างใจเย็น
         "ฉันไม่รู้! ฉันบอกแล้วไงว่าเป็นซิเรียส แบล็ก!" รอนตะโกน
         "ใช่ แน่ล่ะ แล้วฉันคือดัมเบิลดอร์" เอมิลี่พูดอย่างประชดประชัน
         "เกิดอะไรขึ้น" ลิเลียนถาม ขณะที่เธอและคนอื่นๆ ในบ้านกริฟฟินดอร์เดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นรวม
         "รอนกลัวฝันร้าย" เอมิลี่พูดด้วยอารมณ์เสียเล็กน้อยที่ถูกพี่ชายของเธอห้ามไม่ให้หลับ
         "ไม่ใช่ฝันร้าย! ฉันบอกแล้วไงว่าเป็นซิเรียส แบล็ก" รอนยืนยัน
         "นายแน่ใจนะว่านายไม่ได้ฝัน รอนนี่กินส์" จอร์จถามอย่างดูถูก รอนผลักจอร์จ
         "บอกเลยนะ ซีเรียส แบล็ก! เขาอยู่ข้างๆ ฉันเลย! แล้วเขาก็มีมีดด้วย! บอกพวกเขาสิแฮร์รี่ เธอเห็นไหมว่าเขาตัดม่านฉันเปิดออก" รอนพูดพลางมองหาแฮร์รี่เพื่อขอความช่วยเหลือ
    "รอน ฉันไม่เห็นใครอยู่ในห้องของเราเลย ตอนที่เธอกรีดร้องปลุกฉัน ม่านของเธอก็ขาดไปหมดแล้ว เท่าที่ฉันรู้ เธอน่าจะฉีกมันตอนหลับได้เลยนะ" แฮร์รี่พูดอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เพื่อนของเขาเสียใจ ทันใดนั้น มักกอนนากัลก็เดินขึ้นมาดูว่าอะไรเป็นสาเหตุของความวุ่นวายทั้งหมด
         "เกิดอะไรขึ้นข้างบนนี้เนี่ย!" มักกอนนากัลถามขณะที่เธอเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นรวมของหอคอย
         "ขอโทษค่ะศาสตราจารย์ ดูเหมือนน้องชายของฉันจะฝันร้ายนิดหน่อย" เพอร์ซี่พูด อย่างไรก็ตาม ก่อนที่รอนพูดต่อได้ แต่พูดต่ออีก
         “ไม่ใช่ฝันร้าย! เขากำลังเดินไปเดินมาและกำลังลอยอยู่เหนือพวกสแกบเบอร์ส ตอนที่เขาเฉือนม่านของฉันเปิดออกด้วยมีดคมกริบ!” รอนตะโกนเสียงดัง มักกอนนากัลถอนหายใจเสียงดัง
         “ไร้สาระสิ้นดี วีสลีย์ ฉันหมายถึงว่าซีเรียส แบล็กจะผ่านรูรูปคนไปได้ยังไง” มักกอนนากัลกล่าว
         “ฉันไม่รู้ว่าเขาเข้ามาได้ยังไง ฉันมัวแต่หลบมีดเขาอยู่” รอนพูด ในที่สุดก็เริ่มสงบลง มักกอนนากัลตัดสินใจว่าเธอมีวิธีที่ดีกว่าที่จะหาต้นตอของเรื่องนี้
         “เพอร์ซีย์ คุณเห็นเซอร์คาโดแกนไหม” มักกอนนากัลถาม
         “ฉัน-ฉัน เอ่อ- โอ้ เขาอยู่ตรงนั้น ศาสตราจารย์”
         “เซอร์คาโดแกน เซอร์คาโดแกน” มักกอนนากัลร้องเรียก เซอร์คาโดแกนอยู่ในภาพเหมือนภาพหนึ่ง กำลังพยายามจีบหญิงสาวในภาพเหมือน
         “ท่านหญิงขอรับ” เซอร์คาโดแกนกล่าวพลางโค้งคำนับ เขาเลิกสนใจหญิงสาวและเริ่มเดินสำรวจภาพเหมือน ขณะที่มักกอนนากัลเริ่มพูด
         “ขอโทษครับ คืนนี้ท่านอนุญาตให้ชายลึกลับเข้าไปในหอคอยกริฟฟินดอร์ได้ไหมครับ”
 ตอนนี้เซอร์คาโดแกนยืนอยู่ในภาพเหมือนห้องนั่งเล่นรวมของกริฟฟินดอร์ โดยมีพ่อมดแก่ๆ สองสามคนกำลังเล่นหมากรุกอยู่ริมหน้าต่าง
      มม “ได้สิคะ คุณหญิงที่ดี รุกฆาต!” เซอร์คาโดแกนกล่าว ทำให้กระดานเละเทะและเสียจังหวะการเล่นหมากรุก
         “ทำไมท่านถึงยอมให้ใครเข้ามาโดยไม่มีรหัสผ่านล่ะ” มักกอนนากัลถามด้วยความงุนงง
         “อ้อ แต่เขามีรหัสผ่านนี่ครับ จริงๆ แล้วเขามีรหัสผ่านทั้งสัปดาห์ เขียนไว้บนกระดาษแผ่นเล็กๆ นั่นแหละ” เซอร์คาโดแกนพูดพลางกางแขนออกเพื่อเน้นย้ำ แล้วผลักแม่มดออกจากหน้าต่างภาพเหมือน
         “คนโง่เขลาคนไหนกันที่จดรหัสผ่านไว้แล้วทำหาย” มักกอนนากัลถาม ก่อนจะตอบคำถามของตัวเอง เธอหันไปเผชิญหน้ากับเนวิลล์
         “จะเป็นเธอตลอดไปเลยเหรอ ลองบัตทอม?”
         “ฉันเกรงว่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ” เนวิลล์พูดพลางก้มหน้าลงด้วยความละอายใจ
     “เอาล่ะ คืนนี้ซีเรียส แบล็กไม่อยู่แล้ว แต่ฉันคิดว่าพวกคุณทุกคนคงเดาได้ว่าเขาจะพยายามกลับมาในอนาคต ตอนนี้ ฉันพูดแทนทีมงานทั้งหมดว่า ในขณะที่เราใช้ความระมัดระวังเพื่อความปลอดภัยของพวกคุณ พวกคุณก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง เข้าใจไหม” มักกอนนากัลกล่าว มีเสียงประสานเสียงว่า ‘ครับ ศาสตราจารย์’
         “งั้นก็ไปได้แล้ว จำไว้นะ ทำตัวให้มีความรับผิดชอบ” มักกอนนากัลพูดก่อนจะจากไป
 ปกติเอมิลี่จะพยายามปลอบใจเนวิลล์ แต่ทันทีที่เธอได้ยินว่าซิเรียสอยู่ในห้องนั่งเล่นรวม ดวงตาของเธอก็กลับกลายเป็นสีฟ้าอ่อนอีกครั้ง เหมือนกับตอนที่รู้ว่าซิเรียสฆ่าพ่อแม่ของเธอ เอมิลี่เดินไปที่กองไฟและนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ขณะที่รอนพยายามกล่าวหาแมวของเฮอร์ไมโอนี่ว่าฆ่าสแคบเบอร์ส แน่นอนว่าเฮอร์ไมโอนี่ปฏิเสธเรื่องนี้ ก่อนที่รอนและแฮร์รี่จะกลับหอพัก คนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน ตอนนั้นเองที่เฮอร์ไมโอนี่สังเกตเห็นเอมิลี่นั่งอยู่ใกล้กองไฟ เฮอร์ไมโอนี่เดินไปหาเธอเพื่อให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัย และจะไม่ไปนอนข้างกองไฟอีก
         “เอมิลี่ เธอสบายดีไหม” เฮอร์ไมโอนี่ถามอย่างสุภาพ
         “เขาอยู่ที่นี่ เขาอยู่ตรงนี้ ฉันเกือบจะฆ่าเขา เขาอยู่ใกล้แค่เอื้อม” เอมิลี่พูดพึมพำกับตัวเองพลางบอกตัวเองว่าคราวหน้าถ้ามีโอกาสฆ่าซิเรียส เธอจะคว้ามันไว้ หลังจากนั้นไม่กี่นาที เฮอร์ไมโอนี่ก็สามารถพาเอมิลี่กลับไปที่ห้องในหอพักหญิงได้
 การนอนหลับไม่สมบูรณ์แบบเพราะสถานการณ์อันน่าสะพรึงกลัวที่เกิดขึ้นเมื่อหลายชั่วโมงก่อน เมื่อสาวๆ ตื่นขึ้นมา พวกเธอก็มีถุงใต้ตา แต่เอมิลี่กลับสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สาวๆ กำลังเตรียมตัวไปพบแฮกริด และเนื่องจากพวกเธอนอนน้อยมากหรือแทบไม่ได้นอนเลย อย่างน้อยคราวนี้พวกเธอก็พยายามทำตัวให้ดูดีต่อหน้าคนภายนอก โดยที่พวกเธอไม่รู้ตัวว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม ทุกคนก็ดูดีไปหมด พวกเธอไปพบกับหนุ่มๆ และวิ่งเหยาะๆ ลงไปที่กระท่อมของแฮกริด เมื่อไปถึงก็ประหลาดใจที่เห็นกระดาษถูกแปะไว้ที่ประตูอย่างน่าอัศจรรย์
         "รู้ว่าพวกเธอจะต้องมาหาฉัน เจอกันที่ทะเลสาบดำ ริมอ่าวหิน" แฮร์รี่อ่านออกเสียง จากนั้นทั้งห้าก็หันหลังกลับและมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบ
 เมื่อถึงจุดที่เลือกไว้ พวกเขาก็เห็นแฮกริดหันหน้าไปทางทะเลสาบและกำลังโยนก้อนหินลงไปในน้ำ เอมิลี่รับรู้ได้ว่าแฮกริดกำลังอารมณ์เสียอะไรบางอย่าง
         "แฮกริดเป็นยังไงบ้าง" เฮอร์ไมโอนี่ถาม
         "เอ่อ บัคบีคคงชอบออนดอนสินะ ฉันคิดว่าเขาคงชอบความสงบและความเงียบที่บางครั้งมันมอบให้ เอ่อ ความแตกต่าง" แฮกริดอธิบายทั้งน้ำตา
         "เธอหมายถึงการได้ยิน" เอมิลี่พูดเบาๆ
         "อ้อ อย่างนั้น" แฮกริดพูดพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาโยนก้อนหินข้ามทะเลสาบก่อนจะพูดต่อ
         "ฉันลุกขึ้น เล่าให้ฟังแล้ว บอกพวกเขาว่าบัคบีคเป็นฮิปโปกริฟฟ์ที่ดี ทำความสะอาดขนและอะไรทำนองนั้นเสมอ ฉันบอกพวกเขาว่าบัคบีคไม่เคยพยายามทำร้ายใคร แล้วลูเซียส มัลฟอยก็ลุกขึ้นยืน คุณคงนึกออกว่าเขาพูดอะไร"
                ฮิปโปกริฟฟ์ บัคบีคเป็นสัตว์ร้ายที่น่ากลัวมาก ที่จะฆ่าแกทันทีที่มองหน้า แล้วมันก็ขอให้ลูเซียสผู้เฒ่าตาย” แฮกริดพูด ก่อนจะหยุดพูดพลางพยายามเช็ดน้ำตา
                “แกไม่ได้ถูกไล่ออกใช่ไหม” รอนถาม
                “ไม่ ฉันไม่ได้ถูกไล่ออก” แฮกริดปลอบใจ ก่อนจะโยนหินก้อนใหญ่ลงไปในน้ำ
                “บัคบีคถูกตัดสินประหารชีวิตแล้ว!” แฮกริดพูดพลางสะอื้นไห้อย่างหนัก สี่ในห้าคนมองหน้ากัน ตระหนักว่าพวกเขาทำอะไรเพื่อบัคบีคไม่ได้อีกแล้ว พวกเขาพยายามปลอบใจแฮกริด เอมิลี่โกรธมาก
               “ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย มีกฎหมายที่ห้ามการกระทำแบบนี้หากไม่ได้สังเกต” เอมิลี่พูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด
               “ฉันมั่นใจว่าลูเซียสมีวิธีแก้ไข” แฮร์รี่อ้าง
               “เอาล่ะ ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น ฉันจะพาบัคบีคออกไปก่อนที่พวกเขาจะฆ่าเขา” เอมิลี่พูดด้วยความโกรธที่ยังคงรุนแรงอยู่
               “และเธอก็จะถูกไล่ออกด้วย” ลิเลียนพูด พยายามทำให้เอมิลี่เห็นเหตุผล
               “ฉันจะใช้เสื้อคลุม” เอมิลี่กล่าว
         “งั้นพวกเขาก็จะคิดว่าแฮกริดเป็นคนทำ” ลิเลียนพูด
         “งั้น...ฉันก็จะ...แค่...แค่...” เอมิลี่พยายามพูดขณะที่เธอค้นหาความคิดที่จะหยิบหลอดดูด
         “มิลี่ ไม่มีผลลัพธ์ใดที่ไม่มีใครไม่ได้รับบาดเจ็บ” ลิเลียนพูด มือของเธอวางอยู่บนไหล่ของเอมิลี่
 เหล่าโกลเด้นไฟว์กำลังเล่นกันอยู่ในห้องนั่งเล่นรวม รอนกับแฮร์รี่กำลังเล่นเกมระเบิดสแนป ขณะที่ลิเลียนกับเฮอร์ไมโอนี่กำลังเตรียมตัวสอบ เอมิลี่พยายามหาทางช่วยบัคบีคอยู่เรื่อย ทุกครั้งที่เธอนึกอะไรออก เพื่อนคนหนึ่งก็บอกว่ามันใช้ไม่ได้ผล ในที่สุดเธอก็ยอมแพ้และนั่งลงมองบันทึกคำทำนายของตัวเอง แต่เธอก็ยังไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ รอนสังเกตเห็นน้องสาวของเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงยิ้มออกมาขณะที่เขาเดินเข้ามาหาเธอและสะบัดหัวเธอ
                “โอ๊ย! โรนัลด์! เธอกำลังขอให้โดนตีหรือไง!” เอมิลี่ถามด้วยน้ำเสียงโกรธที่เธอไม่เคยใช้มาก่อน
                “ก็เธอดูเหมือนกำลังเหม่อลอยอยู่นี่นา คงกำลังเคลิ้มไปกับ...บันทึกคำทำนายสินะ?” รอนพูดพลางมองบันทึกของเธอที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ
                “ขอโทษนะ ฉันคิดมากไปหน่อย แค่นั้นเอง” เอมิลี่พูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลขึ้นมาก ดูเหมือนเอมิลี่ตัวจริง จากนั้นเธอก็พยายามจดจ่อกับบันทึกของเธอสำหรับวิชาพยากรณ์ แฮร์รี่รู้ว่าเอมิลี่กำลังปิดบังอะไรบางอย่างอยู่อีกครั้ง
                “เอาเลย มิล” แฮร์รี่กล่าว
           “แค่เรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา ฉันก็มีเรื่องมากมายอยู่ในหัว แค่นั้นแหละ!” เอมิลี่พูด พยายามดึงคนอื่นๆ ออกจากอ้อมกอด แฮร์รี่รู้ว่ามันมีอะไรมากกว่าที่เธอพูด แต่เขารู้ว่าตอนนี้เขาคงทำอะไรเธอไม่ได้อีกแล้ว เขาจึงตัดสินใจลองใหม่อีกครั้งในภายหลัง
 หลังจากที่คนอื่นๆ เข้านอนแล้ว แฮร์รี่ก็อยู่ในห้องนั่งเล่นรวมเพื่อให้แน่ใจว่าเอมิลี่จะไม่ทำอะไรตามความคิดบ้าๆ ที่เธอคิดขึ้นมา เอมิลี่กำลังดูแผนที่ตัวกวนอยู่ แล้วก็เห็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ตรงกลางส่วนที่เธอกำลังดูอยู่ มีชื่อหนึ่งเขียนว่า ‘ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์’ แฮร์รี่สังเกตเห็นสีหน้าของเอมิลี่
                 “มีอะไรเหรอพี่สาว?” แฮร์รี่พูดพลางหวังว่าคำว่า 'พี่สาว' จะทำให้เอมิลี่ใจอ่อนลง เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่ เอมิลี่เพียงแค่โชว์แผนที่ให้พี่ชายดู
                "นั่นคงไม่ใช่เขาหรอกใช่ไหม... ใช่ไหม" แฮร์รี่ถาม แฝดสามมองหน้ากันและรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
 ทั้งสองเดินออกจากหอคอย ใช้ไม้กายสิทธิ์เป็นไฟนำทางไปยังจุดบนแผนที่ที่ปีเตอร์ควรจะอยู่ เมื่อไปถึงจุดที่แผนที่บอกว่าปีเตอร์อยู่ พวกเขาก็หยุดและมองไปรอบๆ หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เอมิลี่มองแผนที่และเห็นว่าปีเตอร์เดินผ่านพวกเขาไปแล้ว เธอรู้สึกสับสนเพราะเธอไม่เคยเห็นปีเตอร์ด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นเอง เธอเห็นชื่อของสเนปบนแผนที่ และเขาก็กำลังมุ่งหน้าไปทางนั้น
                "จัดการความซุกซนได้แล้ว" เอมิลี่พูดเบาๆ พร้อมกับแตะไม้กายสิทธิ์ลงบนแผนที่และรีบเก็บมันลงในกระเป๋า แฮร์รี่รู้ตัวว่าเธอกำลังทำอะไรอยู่
                "น็อกซ์" แฝดสามพูดเบาๆ พร้อมกับดับไฟ เพียงครู่ต่อมา สเนปก็เปิดไฟของตัวเอง
                “พอตเตอร์ พวกเธอสองคนมาเดินเล่นในโถงทางเดินเวลากลางคืนแบบนี้ทำไม” สเนปพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและเชื่องช้า
                “ละเมอ จนกระทั่งเธอฉายไฟใส่หน้าฉันอย่างหยาบคาย แฮร์รี่ก็รู้นี่” เอมิลี่พูดอย่างเรียบๆ สเนปหันไปหาแฮร์รี่ รอคำตอบ
                “ฉันกับเพื่อนไม่ชอบให้เอมิลี่นอนคนเดียว เพราะเธอมักจะมีปัญหาเวลาละเมอ คืนนี้ถึงคราวที่ฉันต้องดูแลเธอแล้ว” แฮร์รี่กล่าว
                “พวกเธอสองคนเหมือนพ่อของพวกเธอมากเลยนะ เขาก็หยิ่งยโสมาก เดินอวดโฉมไปทั่วปราสาท” สเนปพูด
                “พ่อของเราไม่ได้อวดอวด!” แฮร์รี่พูด
         “และพวกเราก็เหมือนกัน ตอนนี้ฉันจะขอบคุณมากถ้าเธอลดไม้กายสิทธิ์ลง” เอมิลี่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ก่อนที่พี่ชายของเธอจะทันได้พูดอะไรที่ทำให้พวกเขาเดือดร้อน สเนปลดไม้กายสิทธิ์ลงเล็กน้อย
         “ควักกระเป๋าออกมา” สเนปพูดอย่างเย็นชา เอมิลี่มองแฮร์รี่และหันกลับไปมองสเนปอย่างรวดเร็ว
         “ฉันไม่ชอบพูดซ้ำสองรอบ แต่ดูเหมือนพวกเธอสองคนจะโง่เกินกว่าจะเข้าใจในครั้งแรก ควักกระเป๋าออกมา” สเนปพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชายิ่งกว่าครั้งแรก แฝดสามควักกระเป๋าออกมา และเอมิลี่ก็ถูกจับได้พร้อมกับแผนที่เปล่า
                “นี่คืออะไร” สเนปถามพลางชี้ไปที่กระดาษหนัง
                “กระดาษหนังเหลือ ฉันละเมอ ฉันพกกระดาษหนังติดตัวไว้บ้าง เผื่อฉันจะตื่นขึ้นมาในที่ที่น่าสนใจ” เอมิลี่พูดโดยไม่สะดุ้งแม้แต่น้อย สเนปเลิกคิ้วขึ้น
               “จริงเหรอ เปิดสิ” สเนปถาม เอมิลี่ทำตามที่เขาบอก จากนั้นสเนปก็วางไม้กายสิทธิ์ลงบนกระดาษหนัง
               "เปิดเผยความลับของเธอสิ" สเนปกล่าว ลายมือเขียนบนกระดาษหนัง แฮร์รี่อ้าปากค้าง เขาไม่คิดว่าจะมีใครหลบเลี่ยงเวทมนตร์ได้ เอมิลี่ไม่สะดุ้ง
               "อ่านสิ" สเนปกล่าวอย่างเย็นชา เอมิลี่พลิกกระดาษหนังเพื่ออ่าน
               "เมสซิเออร์ มูนนี่ หางหนอน แพดฟุต และพรองส์ ขอชมเชยศาสตราจารย์สเนปและ..." เอมิลี่หยุดพูดเมื่อเห็นสิ่งที่เขียนไว้ในบรรทัดถัดไป
               "ไปสิ" สเนปกล่าวอย่างเย็นชายิ่งขึ้น เอมิลี่เงยหน้าขึ้นจากกระดาษหนังและมองสเนปด้วยสายตาที่...
ดำเนินต่อไป
               “และขอให้เขาเก็บจมูกที่ใหญ่ผิดปกติของเขาไว้ ไม่ให้ไปยุ่งกับคนอื่น”
               “ทำไมล่ะ เจ้าเด็กอวดดี-” สเนปพูดพลางเดินไปจับปกเสื้อของเอมิลี่ แต่จู่ๆ รีมัสก็ปรากฏตัวขึ้น
               “ศาสตราจารย์!”
         “เอาล่ะ เอาล่ะ ลูปิน ออกไปเดินเล่นใต้แสงจันทร์กันไหม” สเนปเยาะเย้ยพลางหันไปเผชิญหน้ากับรีมัส
         “พวกเธอสองคนสบายดีไหม” รีมัสถามพอตเตอร์ พวกเขาพยักหน้า
         “ยังต้องรอดูกันต่อไป ฉันเพิ่งยึดของแปลก ๆ มาจากคุณพอตเตอร์ ลองดูสิ นี่คือสาขาความเชี่ยวชาญของเธอ เห็นได้ชัดว่ามันเต็มไปด้วยเวทมนตร์ดำ” สเนปพูดพลางรับแผ่นหนังจากเอมิลี่แล้วยัดใส่มือรีมัส รีมัสหัวเราะเบาๆ หลังจากอ่านแผ่นหนังอย่างพินิจพิเคราะห์
         "โอ้ ฉันสงสัยจริงๆ เซเวอร์รัส ดูเหมือนฉันว่ามันเป็นแค่กระดาษหนังที่ออกแบบมาเพื่อดูหมิ่นใครก็ตามที่พยายามอ่านมัน ฉันสงสัยว่ามันเป็นผลิตภัณฑ์ของซอนโก้" รีมัสพูดขณะตรวจสอบ สเนปเดินไปหยิบกระดาษหนัง แต่รีมัสเก็บมันไว้
         "ถึงอย่างนั้น ฉันจะตรวจสอบมันเพื่อหาคุณสมบัติที่ซ่อนอยู่ของมัน อย่างที่เธอพูด มันเป็นสาขาที่ฉันเชี่ยวชาญ แฮร์รี่ เอมิลี่ มากับฉันหน่อย" รีมัสพูดขณะเดินออกจากห้องเรียนพร้อมกับลูกแฝดสาม เมื่อพวกเขาเข้าไปในห้องเรียน รีมัสก็ปิดประตูและกระแทกกระดาษหนังลงบนโต๊ะ
         "ฉันไม่รู้ว่ามันมาอยู่ในครอบครองของเธอได้อย่างไร แต่ฉันประหลาดใจมากที่พวกเธอทั้งสองคนไม่ได้ส่งมันมา เธอทั้งสองเคยหยุดคิดบ้างไหมว่า ถ้าอยู่ในมือของซิเรียส แบล็ก นี่จะเป็นแผนที่สำหรับพวกเธอสองคน?" รีมัสถาม พอตเตอร์ทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไร
         "พ่อของเธอก็ไม่ได้เตรียมกฎอะไรไว้มากนักหรอก แต่พ่อแม่ของเธอเสียสละชีวิตเพื่อให้พวกเธอสองคนมีชีวิตอยู่ การพนันชีวิตด้วยการเดินไปมาตอนเที่ยงคืนโดยไม่มีเครื่องป้องกัน ขณะที่ฆาตกรยังลอยนวลอยู่ดูเหมือนจะเป็นการตอบแทนพวกเขาที่แย่มาก เอาล่ะ รู้ไว้ซะว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่ฉันจะปกป้องพวกเธอสองคน" รีมัสเทศนาพวกเขา
         "ฉันอยากให้พวกเธอทั้งคู่กลับไปนอนที่หอพัก และอย่าอ้อมค้อม ถ้าพวกเธอทำ ฉันจะรู้" รีมัสพูดพลางแตะบนแผนที่
         "ศาสตราจารย์ ขอบอกไว้ก่อนนะ ฉันคิดว่าแผนที่นั่นใช้ไม่ได้เสมอไป เหตุผลที่เราออกจากหอคอยคืนนี้ก็เพราะเราเห็นใครบางคนบนแผนที่ คนที่เรารู้กันว่าตายไปแล้ว" เอมิลี่กล่าว
               "แล้วคนนั้นเป็นใคร?" รีมัสถาม
               "ปีเตอร์ เพ็ตติกรูว์" เอมิลี่กล่าว
               "แต่นั่นเป็นไปไม่ได้" รีมัสพูดพลางมองลงไปที่แผนที่
               "มันก็เป็นแค่สิ่งที่เราเห็น" แฮร์รี่พูดก่อนที่ลูกแฝดสามจะแยกย้ายกันกลับหอพัก
ก่อนหน้า                   >  🧝    <                      อ่านต่อ