Translate

01 ธันวาคม 2568

อัธยายที่ 05 ปฺรจลปริวรฺตะ ปญฺจมะ ชื่อปรจลปริวรรต (ว่าด้วยการจุติ) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

การจุติ
  
 กระนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้ชี้แจงด้วยธรรมกถานี้ยังที่ประชุมแห่งเทวดาหมู่ใหญ่นั้น ให้เต็มใจรับ ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ให้อดทน แล้วตรัสเรียกที่ประชุมแห่งเทวดาอันควรแก่ความเป็นมงคล ว่า
                        ดูกรท่านผู้ความเคารพ ข้าพเจ้าจะไปสู่ชมพูทวีปละนะ ข้าพเจ้าประพฤติจรรยาของพระโพธิสัตว์องค์ก่อนๆได้เชื้อเชิญสัตว์ทั้งหลายด้วยสังคหะวัตถุ 4 ประการ คือ
                        ทาน การให้ ปริยะวัทยะ พูดเพราะ อรรถกริยา ทำสิ่งที่มีประโยชน์ สมานอรรถตา มีประโยชน์เสมอกัน ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ความอกตัญญูก็ดี ข้าพเจ้าไม่ตรัสรู้สัมยักสัมโพธิก็ดี นั้นเป็นการไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า
 ครั้งนั้น เทวะบุตรทั้งหลายที่อยู่ในชั้นดุษิต ต่างก็ร้องไห้กอดบาทพระโพธิสัตว์ไว้แล้วพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสัตบุรุษ(คนดี) ภพดุษิตนี้แหละ สิ้นท่านเสียแล้ว จะไม่รุ่งเรือง ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสแก่ที่ประชุมเทวดาหมู่ใหญ่นั้นว่า พระไมเตรยะโพธิสัตว์ (พระศรีอารยเมตไตรย) องค์นี้จะแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลาย ครั้นแล้วพระโพธิสัตว์ก็เปลื้องผ้าโพกพระเศียรจากพระเศียรของพระองค์วางไว้บนพระเศียรของพระไมเตรยะโพธิสัตว์แล้วตรัสอย่างนี้ว่า ดูกรสัตบุรุษ ต่อจากลำดับข้าพเจ้า ท่านจะตรัสรู้อนุตตรสัมยักสัมโพธิ
 ครั้นนั้น พระโพธิสัตว์ให้พระไมเตรยะโพธิสัตว์ประทับในภพดุษิต ตรัสเรียกเทพชุมนุมหมู่ใหญ่นั้นอีกว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะลงสู่ครรภ์พระมารดาโดยรูปอย่างไร ในที่ชุมนุมนั้น เทวดาบางพวก ก็ทูลว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพพระองค์เสด็จลงสู่ครรภ์พระมารดาโดยรูปเด็กชาย บ้างก็ว่าโดยรูปอินทร์ บ้างก็ว่าโดยรูปพรหม บ้างก็ว่าโดยรูปมหาราชิกะ บ้างก็ว่าโดยรูปไวศรวณะ บ้างก็ว่าโดยรูปคนธรรพ์  บ้างก็ว่าโดยรูปกินนร บ้างก็ว่าโดยรูปงูใหญ่ บ้างก็ว่าโดยรูปครุฑ ในที่นั้น มีเทวะบุตรผู้หนึ่งเป็นจำพวกรูปพรหม ชื่อ อุครเตชะ ชาติก่อนเป็นฤษีจุติมา เป็นผู้ไม่เปลี่ยนแปลงต่ออนุตตรสัมยักสัมโพธิ ท่านทูลดั่งนี้ว่า รูปที่มาในมนตร์ เทท ศาสตร์ ปาฐะ(บทเรียน)ของพราหมณ์เป็นอย่างไร พระโพธิสัตว์จะลงสู่ครรภ์พระมารดาก็ควรจะเป็นโดยรูปอย่างนั้น แต่รูปอย่างนั้นเป็นเช่นไร? รูปอย่างนั้นเป็นช้างประเสริฐขนาดใหญ่ มี 6 งางามเหมือนตาข่ายทอง ศีรษะย้อมดีแล้ว มีรูปชัดเจนหยดย้อย พระโพธิสัตว์เป็นผู้รู้ชัดในเวทและศาสตร์ของพราหมณ์ ได้พังคำนั้นแล้วก็ยอม และจะต้องเพิ่มลักษณะจากข้อนี้ด้วย เป็นว่าต้องประกอบด้วยลักษณะ 32 ประการ
 กระนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุษิตได้พิจารณาดูการที่จะไปบังเกิด จึงเห็นบุพนิมิต 8 อย่าง ในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะดั่งต่อไปนี้ บุพนิมิต 8 อย่างนั้น เป็นอย่างไร นั่นคือ สถานที่นั้นปราศจากหญ้า ตอ หนาม กรวด โคลน เป็นสถานที่สะอาด รดน้ำไว้ดีเล้ว แผ้วกวาดแล้วเป็นอย่างดี ไม่สกปรก ไม่มีผง ฝุ่น ปราศจากเหลือบยุง แมลงวัน บุ้ง งู โรยดอกไม้ เป็นพื้นที่เรียบเหมือนฝ่ามือ พระราชวังตั้งอยู่ในที่นั้น นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อแรก
 หมู่นกทั้งหลายที่อยู่ในขุนเขาหิมพานต์ เป็นต้นว่า นกพิลาป นกแขกเต้า นกขุนทอง นกดุเหว่า หงส์ นกกระเรียน นกยูง นกจากพราก นกกุณาล(นกดุเหว่าลาย นกการเวก นกชีวันชีวกะ(นกกระทาดง) ซึ่งมีปีกลายงาม ร้องเพราะจับใจมาก จับอยู่ที่ตำหนักเรือนยอด และปราสาทอันมีบัลลังก์ ประตู ซุ้มประตู หน้าต่าง ในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะต่างมีความร่าเริง เกิดปิติโสมนัส เปล่งเสียงตามชนิดของตนๆนี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 2
                        ไม้ดอกไม้ผลต่างๆมีในฤดูต่างๆในสวนสำราญอันน่ารื่นรมย์ ในป่าอันน่ารื่นรมย์ ในอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ไม้ทั้งหมดเหล่านั้น  มีทั้งดอกบาน ดอกตูม นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 3
                        สระใหญ่ มีน้ำไว้บริโภค ของพระราชาศุทโธทนะ สระทั้งปวงนั้น ดาษดาไปด้วยบัวหลวง มีใบตั้งหมื่นแสนโกฏิเป็นเอนก แต่ละใบโตเท่าล้อเกวียน นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 4
                        น้ำมันเนย น้ำมันงา น้ำผึ้ง น้ำอ้อย น้ำตาลกรวดทั้งหลายที่อยู่ในภาชนะ ในพระราชวังของพระราชาศุทโธทนะ บริโภคเท่าไรก็ไม่หมด ปรากฏว่าเต็มอยู่ตามเดิมนี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 5
                        เครื่องดุริยภัณฑ์ทั้งหลายภายในพระราชวังองค์ใหญ่ ที่เป็นประธานของพระตำหนักทั้งหลายของพระราชาศุทโธนทะ เป็นต้นว่า กล่องใหญ่ กลองเล็ก บัณเฑาะว์ ขลุ่ย พิณใหญ่ ปี่ พิณเล็ก ได้รับการบรรเลงพร้อมเพียงกัน เครื่องทั้งหมดนั้นไม่มีใครกระทบ แต่เปล่งเสียเพราะจับใจออกมาเอง นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 6
                        ภาชนะแห่งรัตนะทั้งหลาย เป็นต้นว่า ทองคำ เงินตรา แก้วมณี แก้วมุกดา ไพฑูรย์ ศังขศิลา(ไขมุก) แก้วประพาฬทั้งหมดเหล่านั้น เปิดออกเต็มที่ ก็ยังแจ่มใสบริศุทธบริบูรณ์ สุกปลั่ง นี่เป็นบุพนิมิตปรากฏข้อ 7
                        พระราชวัง สว่างรอบด้าน ด้วยแสงสว่างแจ่มใสบริศุทธ ทำให้ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ทรามลง ทำให้กายใจเกิดสั่นสะท้าน นี่เป็นบุพนิมิตข้อ 8
 ส่วนพระนางมายา มีพระวรกายสรงสนานทาแป้งหมดจดแล้ว พระพาหาตกแต่งงามด้วยเครื่องอาภรณ์ต่างๆทรงพระภูษาเนื้อนิ่มงาม ได้ปีติปราโมทย์และความเลื่อมใสพร้อมด้วยสตรีประมาณหมื่น แวดล้อมด้วยสตรีจำนวนนั้นนำหน้าเข้าไปสู่สำนักพระราชาศุทโธนทะผู้ประทับอย่างเป็นสุขในปราสาทอันมีการขับร้องฟ้อนรำ ประทับนั่งบนอาสนอันดียิ่ง ประดับด้วยข่ายแก้ว ณ เบื้องขวา มีพระพักตร์อันยิ้ม ไม่หน้านิ่วคิ้วขมวด มีพระพักตร์เบิกบาน ได้ทูลพระราชาศุทโธนทะ ด้วยคำประพันธ์ดังต่อไปนี้
      1 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผู้ปกครองแผ่นดิน ขอพระราชทานโอกาสได้โปรดฟังหม่อมฉัน  หม่อมฉันทูลขอพระองค์ ขอพระนฤบดีได้โปรดประทานพร โปรดตั้งพระทัย อย่างที่จะให้หม่อมฉันมีความรื่นเริงใจ พระองค์ทรงฟังคำของหม่อมฉันแล้วจงมีพระทัยเอิบอิ่มเฟื่องฟู ฯ
      2 ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันมีจิตเมตตาในโลก จะขอรับปฏิบัติพรตและศีลอันประเสริฐ ขอรักษาอุโบสถมีองค์ 8 เว้นการเบียดเบียนสัตว์มีชีวิตทั้งหลาย จะมีภาวะบริศุทธอยู่ทุกเมื่อ หม่อมฉันจะรักสัตว์อื่นเหมือนรักตน ฯ
      3 ข้าแต่พระนฤบดี หม่อมฉันมีใจเว้นจากการเป็นโจร เสื่อมคลายจากความเมาและความโลภ ไม่ประพฤติผิดในกามทั้งหมด ตั้งอยู่ในความสัตย์ ไม่พูดส่อเสียด ละเว้นพูดพล่อยๆอันไม่ดีงาม ฯ
      4 ละพยาบาท โทษะ โมหะ และความเมาทั้งสิ้น ความโลภมุ่งแต่จะได้ทั้งหลายทั้งปวงก็ปราศจากแล้ว มีความพอใจอยู่แต่ในทรัพย์ของตนหม่อมฉันประพฤติแต่สิ่งที่ชอบ ไม่อยู่โดยการหลอกลวง ไม่มีความริษยา ประพฤติแต่กุศลกรรมบถ 10 ประการ ฯ
      5 ข้าแต่พระนรินทร์ ขอพระองค์ได้โปรด อย่าได้มีความปรารถนากามคุณในหม่อมฉันเลย เพื่อที่หม่อมฉันจะได้มีความยินดีในศีล และในการประพฤติพรต และเพื่อที่หม่อมฉันจะได้ระวังรักษาเป็นอย่างดี ข้าแต่พระนฤบดี ขอพระองค์อย่าได้เป็นผู้ไม่มีบุณยเลย เพื่อที่จะได้ทรงยินดีตามที่หม่อมฉันรักษาศีล บำเพ็ญพรต รักษาอุโบสถ ตลอดกาลนาน ฯ
      6 ข้าแต่พระนฤบดี นี่เป็นความพอใจของหม่อมฉัน ขอพระองค์จงรีบเสด็จเข้าไปประทับอยู่บนปราสาทชั้นยอดสุด พระตำหนักที่มีรูปหงส์ ในวันนี้หม่อมฉันจะมีพระสหายเป็นบริวารบันเทิงอยู่ด้วยความสุขทุกเมื่อ ในพระแท่นบรรทมอันอ่อนนุ่ม ที่เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้มีกลิ่นหอม ฯ
      7 ไม่มีกรมวัง ไม่มีเด็กชาย ไม่มีสตรีสามัญ อยู่ต่อหน้าหม่อมฉัน ไม่มีรูปที่ไม่ถูกใจหม่อมฉัน ไม่มีเสียงและกลิ่นที่ไม่ถูกใจ นอกจากจะได้ยินเสียงอันไพเราะเป็นเสียงอ่อนหวานน่ารัก ฯ
      8คนเหล่าใดต้องโทษกักขังและถูกจองจำ ขอพระองค์ได้โปรดปล่อยคนเหล่านั้นเสียให้หมด ประทานเงินทองเครื่องแต่งตัวทำให้เขาเป็นคนมีทรัพย์ และทรงประทานเสื้อผ้า ข้าว น้ำ รถใช้สอย ม้า และยวดยานพาหนะ ตลอด 7 คืนนี้ เพื่อความสุขแก่โลก ฯ
      9 ขอไม่ให้ มีการทะเลาะวิวาท และไม่พูดจารุนแรงด้วยความโกรธ ขอให้มีจิตเมตตารักใคร่ซึ่งกันและกัน มีจิตสุภาพเรียบร้อยติดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่กันและกัน ในเมืองนี้ ขอให้มีแต่ชายและเด็กชายน่ารัก และเทวดาทั้งหลาย จงถึงความปีติยินดีรื่นเริงเป็นไปด้วยประโยชน์ ฯ
      10 ขอไม่ให้มีข้าราชการต้องราชอาญา และไม่ได้รับอาชญาชั่วร้าย ไม่มีการเบียดเบียน และไม่ขู่ตวาดเฆี่ยนตีกัน ขอพระองค์ได้โปรดมีพระทัยผ่องใส มีพระทัยเกื้อกูลและเมตตา ได้โปรดทอดพระเนตรประชุมชนทั้งหมดเหมือนพระโอรสเอก ฯ
      11 ฝ่ายพระราชา (ศุทโธทนะ)ทรงสดับคำอันสูงอย่างยิ่งแล้วตรัสว่า ทั้งหมดนี้ จงเป็นไปตามความปรารถนาของเธอ เธอได้ปรารถนาสิ่งต่างๆ ที่คิดไว้ดีแล้วด้วยใจ ถ้าเธอขอร้อง ฉันก็จะให้สิ่งที่เธอเลือกนั้นแก่เธอ ฯ
      12 พระเจ้าแผ่นดินองค์ประเสริฐ ทรงบังคับราชบริพารของพระองค์ให้ทำความเจริญในปราสาทชั้นสุดยอดอันประเสริฐ ให้ดาษดาไปด้วยดอกไม้ให้งาม ให้มีกลิ่นธูป และของหอมอันประเสริฐ ประดับด้วยฉัตร ธงปตาก และรเบียบต้นตาล เป็นแถวเป็นแนว ฯ
      13 นักรบประมาณสองหมื่น สวนเสื้อเกราะวิจิตรงดงาม ถือลูกศรเหล็ก หลาวศร หอก และมีดดาบ แวดล้อมพระองค์ผู้ทรงราชย์ มีเสียงดนตรีเพราะจับใจ ตั้งอยู่ในความกรุณา ป้องกันรักษาพระเทวีเพื่อไม่ให้หวาดกลัว ฯ
      14 ส่วนพระนางเทวี มีสตรีทั้งหลายแวดล้อมเหมือนเทพกันยา(นางฟ้า) มีพระวรกายสรงสนานทาแป้งทรงพระภูษาอันประเสริฐแล้ว ก็เสด็จขึ้นไปประทับเหมือนสะไภ้พระพาย  โดยมีเครื่องดนตรีอันบรรเลงทั้งพันคนมีเสียงเพราะจับใจ ฯ
      15 ประทับนั่ง ณ พระแท่นบรรทมอันพึงใจ มีขาทำด้วยแก้วอย่างดีงามวิจิตรบรรจงมีค่ามาก ดังว่าของทิพย์ โรยไว้ด้วยดอกไม้ต่างๆ ทรงสยายพระเกศา ซึ่งปักปิ่นแก้ว ประทับอยู่ที่พระแท่นบรรทม เหมือนนางเทพกันยา อยู่ในสวนมิสกวัน (ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์) ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ครั้งนั้นแล องค์มหาราชทั้ง 4 องค์สักกะจอมเทวดา เทวะบุตรในสวรรค์ชั้นสุยาม เทวะบุตรชั้นดุษิต เทวะบุตร ชั้นสุนิรมิต  เทวะบุตรชั้นประนิรมิตวศวรรดี เทพสารถวาหะ เทพมารปุตรพรหม เทพสหัมบดีพรหมผู้สูงส่ง เทพสุพรหมปุโรหิต เทพประภาวยูหะพรหม  เทพอาภัสระพรหม เทพมเหศวร เทพอยู่ในชั้นศุทธาวาส เทพอยู่ในชั้นนิษฐ์ และเทพอยู่ในชั้นอกนิษฐ์เหล่านี้และเทพอื่นๆ จำนวนแสนได้ประชุมกันแล้ว กล่าวแก่กันและกันว่า
 ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย มันเป็นการไม่สมควร เราจะพึงเป็นผู้อกตัญญู ซึ่งเราทั้งหลายละทิ้งพระโพธิสัตว์ให้ไปผู้เดียวไม่มีเพื่อน 
 ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย บรรดาพวกเรา ใครสามารถติดตามร่วมกันเป็นนิตย์กับพระโพธิสัตว์ตั้งแต่ลงสู่ครรภ์ อยู่ในครรภ์ ประสูติ อยู่ในภูมิเยาว์วัย (เป็นเด็กอ่อน) เล่นหัวกันตอนเป็นเด็ก ดูการฟ้อนรำในพระราชวัง ออกอภิเนษกรมณ์(ออกบวช) ขำเพ็ญทุษกรจรรยาย่างเข้าสู่โพธิมณฑล ผจญมาร ตรัสรู้โพธิญาณ แสดงธรรมจักร จนกระทั่งมหาปรินิรวาณด้วยจิตคิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ ด้วยจิตสนิทสนม ด้วยจิตรักด้วยจิตไม่ตรี ด้วยจิตสุภาพเรียบร้อย แล้วกล่าวคาถานี้ขึ้นมาในเวลานั้นว่า
      16 ใครเล่ามีใจยินดีเป็นนิตย์ สามารถติดตามพระโพธิสัตว์ ผู้มีรูปร่างประเสริฐ ใครมีเดชแห่งบุณย ด้วยยศ ด้วยวาจา ปรารภเพื่อติดตามพระโพธิสัตว์ด้วยตนเอง ฯ
      17 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์อยู่เป็นนิตย์ในเทพบุรีของเทวดาด้วยทิพยสุข ด้วยนางอัปสรอันดียิ่ง ด้วยกามคุณ จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้มีพระพักตร์เหมือนดวงจันทร์ปราศจากมลทิน ฯ
      18 และผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์ในป่ามิสกวันอันงาม ในเทพบุรีเป็นแหล่งกำเนิดทิพย์ มีกองดอกไม้เหมือนผงทองคำ จงติดตาม พระโพธิสัตว์ผู้ทรงเดชอันปราศจากมลทิน ฯ 
      19 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์ในรถอันวิจิตร หรือในสวนนันทวัน สะพรั่งไปด้วยดอก และใบมณฑารพ พรักพร้อมไปด้วยเทพกันยา จงติดตามพระมหาบุรุษ ฯ
      20 ผู้ใด ปรารถนาจะเป็นใหญ่ หรือเป็นอิสระในสวรรค์ชั้นยามาหรือชั้นดุษิต หรือเพื่อให้มีผู้นับถือในโลกทั้งปวง ก็จงติดตาม พระโพธิสัตว์ผู้มียศหาที่สุดมิได้นี้ ฯ
      21 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะรื่นรมย์ในสวรรค์ชั้นนิรมิตหรือในชั้นปรนิรมิตวศวรรดี อันงามด้วยอาการบริโภคกามคุณทั้งปวงด้วยใจ ก็จงติดตามพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงคุณอันเลิศนี้ ฯ
      22 ผู้จะเป็นใหญ่ในโลกมาร แต่ไม่ใจร้าย ถึงฝั่งแห่งความเป็นใหญ่ด้วยวิธีการทั้งปวง เป็นเจ้าแห่งกามภพ ถึงฝั่งแห่งความเป็นผู้มีอำนาจจงไปกับพระโพธิสัตว์ผู้กระทำประโยชน์ ฯ
      23 อนึ่ง ผู้มีมติ(แนวความคิด)เพื่อจะระงับกามธาตุไปอยู่ในสวรรค์ชั้นพรหม ทรงไว้ซึ่งอำนาจแห่งแสงสว่างมีประมาณ 4 อย่าง (คือ ประกอบด้วยธยาน 4) จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นมหาบุรุษไปในวันนี้ ฯ
      24 และผู้ใด มีความคิดที่จะอยู่ในมนุษย์ ปรารถนาในวิษัยพระราชาจักรพรรดิ อันประเสริฐไพบูลย์ จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้ทรงไว้ซึ่งบุณยอันกว้างขวยาง เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ไม่มีภัย ให้ซึ่งความสุข ฯ
      25 อนึ่ง ผู้ใดจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นลูกเศรษฐีมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีกองทรัพย์ใหญ่โต มีบริวารมาก ทำลายหมู่ศัตรูได้ ผู้นั้นจงไปกับพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นผู้กระทำประโยชน์ ฯ
      26 ผู้ใคร่จะมีรูปงาม มีโภคสมบัติ และมีความเป็นอิสระ มีชื่อเสียง มียศ มีกำลังมาก มีคุณความดี พูดจามีคนนับถือ มีความเจริญ มีเสียงคนรับฟัง จงไปตามพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นใหญ่กว่าพรหม ผู้มีปัญญาฯ
      27 ผู้ใด ปรารถนากามทิพย์ และผู้ใดปรารถนากามของมนุษย์ปรารถนาความสุขทั้งปวงในภพทั้ง 3 ปรารถนาความสูขในธยาน และความสุขในวิเวก ผู้นั้นจงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นใหญ่ในธรรม ฯ
      28 และผู้ใด ปรารถนาจะละราคะ โทษะ และปรารถนาจะละเกลศ มีใจระงับ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้น จงไปตามพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงปราบปรามจิตได้ แล้วโดยเร็ว ฯ
      29 ผู้ปรารถนาเพื่อจะเป็น ไศกษะ อไศกษะ และพระปรัตเยกโพธิ และสรวัชญชญาน  บรรลือด้วยทศพลชญาน (ชญาน 10) ดังราชสีห์ จงไปตามพระโพธิสัตว์ ผู้มีพระคุณเหมือนทะเล เป็นผู้รู้ ฯ
      30 ผู้คิดจะปิดทางอบาย เปิดทางทั้ง 6 (ปรามิตา6) และถึงอมฤตะ(นิรวาณ) ด้วยการเดินไปในทางทั้ง 8(มรรค8) จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้กระทำที่สุดแห่งทางเดิน ฯ
      31 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะบูช่าพระสุคต และพระธรรม ปรารถนาเพื่อถึงซึ่งหมู่แห่งคุณทั้งหลาย ในการเล่าเรียนสดับตรับฟัง และความกรุณาในพระสุคต และพระธรรมเหล่านั้น ผู้นั้น จงไปตามพระโพธิสัตว์นี้ ผู้มีพระคุณดังว่าทะเล ฯ
      32 ผู้ใด ปรารถนาเพื่อจะปลดเครื่องผูกพันเพื่อสิ้นทุกข์คือชาติ ชรา มรณะ และผู้ใดปรารถนาเพื่อจะประพฤติให้ถึงที่สุดทางดำเนินอันบริศุทธ ผู้นั้น จงติดตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ ฯ
      33 ผู้ใด ปรารถนาจะเป็นที่ชอบใจ เป็นที่อิ่มใจ เป็นทีรักในโลกทั่วไป เป็นผู้มีลักษณะดี เป็นผู้สะสมคุณอันประเสริฐ และเพื่อจะปลดเปลื้องตนและผู้อื่น ผู้นั้นจงไปติดตามพระโพธิสัตว์ผู้น่ารัก และเป็นผู้รู้ ฯ
      34 ผู้ใด ปรารถนา ศีล สมาธิ ปัญญา อันลึกซึ้ง เห็นยาก เข้าถึงยาก ปรารถนาจะเป็นผู้รู้ และเพื่อได้วิมุกติ ผู้นั้นจงไปตามพระโพธิสัตว์ผู้เป็นนายแพทย์โดยเร็ว ฯ
      35 ผู้ใด ปรารถนาคุณธรรมอย่างนี้ และอย่างอื่นอีกหลายอย่างเพื่อเข้าถึงความสุข และความหยุด(นิรวาณ) เพื่อความสำเร็จผลในการบำเพ็ญภูมิธรรมทั้งปวง ผู้นั้น จงตามพระโพธิสัตว์ผู้มีสิทธิ (ความสำเร็จผล)และพรต (การปฏิบัติ)ซึ่งเป็นผู้รู้ฯ
      นัยว่า เทพยดาทั้งหลายได้ฟังคำนี้แล้ว คือ เทพยดาชั้นจาตุรมหาราช 8 หมื่น 4พัน ชั้นดาวดึงส์แสนหนึ่ง ชั้นยามาแสนหนึ่ง ชั้นดุษิตแสนหนึ่ง ชั้นนิรมาณรตีแสนหนึ่ง ชั้นปรนิรมิตวศวรรดีแสนหนึ่ง ชั้นมารที่ทำบุญแก้ตัวในชาติก่อน หกหมื่น ชั้นพรหม 6หมือน8พัน จนกระทั่งถึงเทพยดาในชั้นอกนิษฐ์อีกหลายแสน จึงได้ประชุมกันขึ้น และเทพยดาอื่นๆอีกเป็นจำนวนมาก มากจาทิศบูรพา ทักษิณ ประจิม อุดร หลายแสน ก็ได้ประชุมกัน เทวะบุตรซึ่งเป็นใหญ่กว่าเทพยดาเหล่านั้น ก็ได้กล่าวกับเทพบริษัทใหญ่นั้น เป็นคำประพันธ์ว่า
      36 ข้าแต่ท่านผู้เป็นเทวดาใหญ่ทั้งหลาย ขอเชิญท่านทั้งหลายจงฟังคำนะ ความรู้ในเรื่องกรรมในโลกนี้เป็นความจริงอันถ่องแท้อย่างไรล่ะ เราทั้งหลายจะติดตามพระโพธิสัตว์ ผู้ละกามได้แล้ว ไม่มีความยินดี มีความสุขในธยานอย่างเด่นชัด ผู้เป็นสัตว์บริศุทธที่สุดนี้ ฯ
      37 เราทั้งหลาย จะบูชาพระโพธิสัตว์ผู้ย่างพระบาทก้าวลงประทับในพระครรภ์ ผู้มีพระหทัยสูง ผู้สมควรได้รับการบูชา ผู้ใหญ่ยิ่ง ผู้เป็นพระฤษี(ผู้แสวงหาคุณธรรม) ผู้อันบุณยทั้งหลายรักษาดีแล้ว มีผู้อื่นรักษาแล้ว ผู้ซึ่งได้อวตาร(ได้จุติลงมาเกิด) ไม่มีใจประทุษร้าย ฯ
      38 เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้มีพระคุณดังทะเล ตรัสพรรณนาคุณทั้งหลายด้วยพระวาจาดังเครื่องสังคึตดนตรีอันบรรเลงแล้วเป็นอย่างดี เราทั้งหลายจะได้ประพฤติตามพระวาจา ซึ่งทำให้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายยินดีทั่วกัน และซึ่งจะทำให้คนฟังเกิดมีใจน้อมไปในโพธิอันประเสริฐ ฯ
      39 เราทั้งหลาย จะทำเรือนให้แก่พระเจ้าแผ่นดิน โปรยปรายดอกไม้ไว้ อบควันไม้กฤษณาให้มีกลิ่นหอม ซึ่งเทวดาหรือมนุษย์ดมแล้วจะมีใจปลอดโปร่ง หายไข้ เป็นสุข ไม่มีโรค ฯ
      40 ข้าแต่ท่านผู้เป็นดวงจันทร์งามกว่าดวงจันทร์ทั้งหลาย เรามาช่วยกันทำเมืองกบิลพัสตุ์นั้น ให้เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้งามสะพรั่งอยู่ในภาชนะ คือดอกมณฑารพ ดอกปาริชาต เพื่อบูชาพระโพธิสัตว์ผู้เฟื่องฟูด้วยกุศลกรรมในชาติก่อนๆ
      41 ตราบใด พระโพธิสัตว์อยู่ในพระครรภ์ ไม่เปื้อนเปรอะด้วยมลทินทั้ง 3 ตราบใดพระโพธิสัตว์ผู้ทำให้ชรา มรณะหมดสิ้นไป ประสูติแล้ว ตราบนั้น เราทั้งหลายจะมีใจผ่องใส จะได้ติดตามพระองค์ไป นี่เป็นความรู้ เราทั้งหลายจะทำการบูชาพระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งความรู้ ฯ
      42 ลาภไพบูลย์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายก็ได้แล้ว เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายจะเห็นพระองค์ย่างไปด้วยพระชานุ(เข่า) นี้ 7 ย่าง ข้าพเจ้าจำต้องเอาน้ำหอมสรงพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธยิ่ง ซึ่งองค์อินทร์และมือพรหมประคองอยู่ ฯ
      43 ตราบใด พระโพธิสัตว์ยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก ประทับอยู่ในหมู่นางกำนัล ถูกกามเกลศทำร้าย ตราบนั้น พระโพธิสัตว์ละราชสมบัติทั้งหมดเสด็จออกบรรพชาตราบนั้น เราทั้งหลายจะมีใจผ่องใส จะได้ติดตามพระองค์ไป ฯ
      44 ตราบใด พระโพธิสัตว์ถือหญ้าเข้าไปยังลานแผ่นดิน และตราบใด พระโพธิสัตว์สัมผัสโพธิ(ตรัสรู้) กำจัดมารได้แล้ว พรหมจำนวนหมื่น อาราธนาให้แสดงธรรมจักร ตราบนั้น เราทั้งหลายจะทำการบูชาอย่างกว้างขวางแก่พระสุคต ฯ
      45 ตราบใด พระโพธิสัตว์เสด็จไปทรงกระทำพุทธกิจในโลกมนุษย์ทรงแนะนำสัตว์ทั้งหลายนับตั้งหมื่นโกฏิในอมฤตธรรม เสด็จสู่ทรงนิรวาณ อันมีภาวะเย็น ตราบนั้น เราทั้งปวงจะไม่ยอมละพระฤษีผู้มีพระทัยโอบอ้อมอารี ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ครั้งนั้นแล นางเทพกันยาทั้งหลาย ผู้เป็นใหญ่ในกามธาตุ แลดูรูปโฉมที่ปรากฏของพระโพธิสัตว์แล้ว เกิดปริวิตกขึ้นว่า นางสาวเช่นไรหนอ จะทรงไว้ซึ่งพระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัตว์บรุศุทธประเสริฐยิ่ง นางเทพกันยาเหล่านั้น ก็เกิดความอัศจรรย์ใจกันขึ้น ต่างก็ถือดอกไม้ ธูป เทียน ของหอมพวงมาลัย เครื่องชโลมทา ผงจันทน์ ผ้าอันดียิ่ง เป็นผู้ได้อัตภาพสำเร็จด้วยใจทิพย์ ดำรงอยู่ในฐานะตามวิบาก(ผล)แห่งบุณย แล้วก็หายตัวไปจากเมืองสวรรค์ในขณะนั้น นุ่งผ้าห้อยชายประดับด้วยรัศมีรุ่งเรืองงามบริศุทธิ มีลำแขนประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ทิพย์ พากันไปในพื้นอากาศชี้นิ้วไปทางพระนางมายาผู้ประทับอยู่บนพระแท่นบรรทม ในมหาปราสาทของนฤบดีผู้ทรงคุณธรรมอันเป็นพระตำหนักของพระราชาศุทโธทนะ ซึ่งประดับด้วยอุทยานนับแสนในมหานครกบิลพัสตุ์เหมือนเมืองสวรรค์ แล้วพูดกันเองด้วยคำพระพันธ์เหล่านี้ว่า
      46 นางอัปสรทั้งหลาย ซึ่งอยู่ในเมืองสวรรค์แลดูรูปพระโพธิสัตว์อันรื่นรมย์ใจแล้ว เกิดความคิดนี้ขึ้นในครั้งนั้นว่า สตรีที่จะเป็นมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ เป็นหญิงเช่นไรหนอ ฯ
      47 และนางอัปสรทั้งหลายเหล่านั้น มือถือดอกไม้เกิดความสงสัยเข้าไปสู่พระราชวังของพระเจ้าอยู่หัว ถือดอกไม้และเครื่องชโลมทา ไหว้ด้วยกระพุ่มมือทั้ง 10 นิ้ว ฯ
      48 นางอัปสรเหล่านั้น นุ่งผ้าห้อยชาย มีรูปงาม ไหว้แล้วชี้นิ้วมือขวาไปยังพระนางมายาผู้ประทับอยู่ ณ พระแท่นบรรทม พลางกล่าวว่าดีแล้ว เธอทั้งหลายจงพิจารณารูปร่างของสตรีมนุษย์ฯ
      49 เราทั้งหลายในที่นี้คิดทะนงตน และพวกอื่นก็คิดทะนงตนเหมือนกันว่า นางอัปสรมีรูปร่างงามเป็นที่รื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง แต่เมื่อพิจารณาดูพระเทวีแห่งพระเจ้าแผ่นดินนี้ จะเห็นร่างกายทิพย์ด้วยไป ฯ
      50 อนึ่ง มารดาของบุคคลผู้ประเสริฐยิ่งนี้ ประกอบด้วยคุณสมบัติเหมือนางรติเทวี (เทวีแห่งความรัก ชายาของกามเทพ) และเป็นเหมือนแก้วมณีรองรับภาชนะทองคำ และเป็นเหมือนพระเทวีผู้รับสนองพระเป็นเจ้าทั้ง 3 (พระสรัสวดี พระอุมา พระลักษมี) ฯ
      51 จงดูอวัยวะตั้งแต่พระหัตถ์ พระบาท จนถึงพระเศียร เป็นที่รื่นรมย์ใจเกิดกว่าอวัยวะทิพย์ ดูไม่อิ่ม มีแต่จะทำให้จิตใจยินดีขึ้นอีกด้วย ฯ
      52 พระพักตร์อันประเสริฐของพระนาง แจ่มจำรัสเหมือนดวงจันทร์ในอากาศ ทั้งรัศมีพระวรกายก็โชติช่วง เหมือนดวงอาทิตย์อันสุกสว่าง และเหมือนดวงจันทร์อันปราศจากมลทิน และรัศมีแห่งพระวรกายนั้นซ่านออกจากอัตภาพ ฯ
      53 และพระฉวีผิดพรรณของพระเทวีก็เปล่งปลั่งเหมือนทอง และเงินเนื้อบริศุทธิ์ พระนางมีมวยพระเกศาเหมือสีแมลงภู่ตัวประเสริฐ พระเกศาบนพระเศียรของพระนางอ่อนละมุนระเหยหอม ฯ
      54 และพระเนตรทั้ง 2 ของพระนางเหมือนกลีบบัวหลวง พระทนต์บริศุทธเหมือนดวงดาวในท้องฟ้า พระอุทรไม่ใหญ่ โค้งเหมือนคันธนู พระปรัศว์(สีข้าง)หนา พระมังสานูนเต็มไม่เห็นรอยข้อต่อ ฯ
      55 ต้นพระชงฆ์(ขาอ่อน) พระชงฆ์และพระเพลาของพระนางเรียวงามเป็นลำดับเหมือนงวงช้าง ฝ่าพระหัตถ์ และฝ่าพระบาทเรียบเสมอ ย้อมไว้งามดี พระรูป พระโฉมนี้ ไม่ต่างกับนางเทพกันยา ฯ
      56 นางอัปสรทั้งหลาย พิจารณาดูพระเทวีมากอย่างดั่งนี้แล้ว ได้โปรยดอกไม้ ทำประทักษิณ(เดินเวียนรอบขวา) พระนางผู้น่ารักนัก ผู้มียศผู้จะเป็นพระมารดาของพระชินเจ้า แล้วจึงกลับไปยังเทพบุรีในขณะนั้นอีก ฯ
      57 ขณะนั้น ท้าวโลกบาลทั้ง 4 ผู้อยู่ในทิศทั้ง 4 คณะเทวดาคือองค์อินทร์เทพอยู่ในชั้นสุยาม และเทพอยู่ในชั้นปรนิรมิต กุมภัณฑ์ รากษส อสูร นาค และกินนรทั้งหลายได้กล่าวว่า ฯ
      58 ท่านทั้งหลายจงไปก่อน ไปทำการรักษาคุ้มครองพระโพธิสัตว์ผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลาย ผู้เป็นบุรุษประเสริฐ อย่าทำใจประทุษร้ายในโลกและอย่าทำการเบียดเบียนมนุษย์ทั้งหลาย ฯ
      59 พระนางมายาเทวีประทับอยู่ในพระตำหนักอันประเสริฐองค์ใด ท่านทั้งหลายทั้งปวงพ้อมทั้งบริษัท จงพร้อมเพรียงกันไปยืนอยู่บนท้องฟ้าตรงพระตำหนักนั้น มือถือดาบ ธนู ลูกศร หอก และพระขรรค์ คอยดูแลไว้ ฯ
      60เทวะบุตรทั้งหลาย ทราบเวลาที่พระโพธิสัตว์จุติแล้ว มีใจรื่นริงยินดี ได้พากันไปยังที่ประทับของพระนางมายา ต่างก็ถือดอกไม้ และเครื่องชโลมทา กราบไหว้ ด้วยกระพุ่มมือทั้ง 10 นิ้ว ฯ
      61 ทูล(พระโพธิสัตว์)ว่า จุติเถิด จุติเถิด พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลาย พระองค์ผู้เป็นสัตว์บริศุทธ วันนี้ถึงเวลาของพระองค์แล้ว พระองค์ผู้มีพระวาจาเหมือนสีหนาท พระองค์จงเกิดความกรุณาปรานีในโลกทั้งปวงนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขออัญเชิญพระองค์ เพราะเหตุแห่งธรรมทาน ฯ
      ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ในกาลสมัย พระโพธิสัตว์จะจุติ มีพระโพธิสัตว์ในสวรรค์ชั้นดุษิตติดอยู่อีกชาติเดียว ทั้งหมดมีจำนวนมากหลายแสนองค์ อยู่ในทิศบุรพาดได้เข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อบูชา เช่นเดียวกัน ในทิศทั้ง 10 แต่ละทิศมีพระโพธิสัตว์อยูในสวรรค์ชั้นดุษิต ติออยู่ชาติเดียว ทั้งหมดจำนวนมากหลายแสนองค์ ก็เข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อบูชา เทวดาชั้นจาตุมหาราชิกากับนางอัปสร 8ล้าน 4แสน ได้บรรเลงดนตรีขับร้องฟ้อนรำเข้าไปเฝ้าพระโพธิสัตว์เพื่อบูชา ขณะนั้นแล พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนบัลลังก์ศรีครรภ์ ในมหากูฎาคารเรือนยอดใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นด้วยบุณยทั้งมวลเป็นที่สำหรับชี้แจงแก่เทวดาและนาคทั้งปวงกาบพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย มีเทวดา นาค ยักษ์ หมื่นแสนโกฏิ แวดล้อมพระองค์นำหน้าเสด็จเคลื่อน(จุติ)จากสวรรค์ชั้นดุษิต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 เมื่อพระโพธิสัตว์เคลื่อน(จุติ)แสงสว่างเช่นนั้น ก็ได้เปล่งออกจากพระวรกาย ซึ่งทำให้โลกธาตอันกว้างใหญ่ไพศาลคือมนุษย์โลกและเทวโลกแจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างเกิดกว่าแสงสว่างทิพย์ที่เคยส่องสว่างอย่างมโหฬารมาแล้วแม้โลกันตร์โลกอันเป็นโลกทุกข์ ได้รับความทุกข์เบียดเบียนแล้ว มืดมิดด้วยอันธการ(ความมืด) ถึงดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ซึ่งมีฤทธิ์มากก็ปานนั้น มีอานุภาพมากก็ปานนั้น มีอิทธิพลมากก็ปานนั้น ก็ยังทำโลกันตร์โลกนั้นให้สว่างด้วยแสงสว่างให้มีสีด้วยสี ให้มีเดช(อำนาจ)ด้วยเดช ให้อบอุ่น ให้รุ่งเริงไม่ได้ สัตว์ที่เกิดในโลกันตร์โลกนั้น แม้แต่แขนของตนที่เหยียดออกไปก็มองไม่เห็น แม้กระนั้น ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เคลื่อน(จุติ)นั้น ได้ปรากฏแสงสว่างมโหฬารส่องไปยังโลกันตร์โลกนั้นได้ถึงกับทำให้สัตว์ซึ่งเกิดในที่นั้น ประจักษ์แจ้งขึ้นด้วยแสงสว่างนั้นได้ ต่างก็เห็นกันอย่างถนัดชัดเจน จำกันได้ ต่างก็พูดออกมาอย่างนี้ว่า
 ดูกรพรรคพวก จะมีสัตว์อื่นมาเกิดที่นี่ไหม จะมีไหม พรรคพวก
 อนึ่ง โลกธาตุ คือโลกมนุษยโลกและเทวโลกนี้ ได้มีมหานิมิต 18  อาการ 6มหานิมิต 18 นั้นคือ อกัมปัต สั่น ปรากัมปัต สั่นทั่ว สัมปรากัมปัต สั่นพร้อม อเวธัต ไหว ปราเวธัต ไหวทั่ว สัมปราเวธัต ไหวพร้อม อจลัต กระเทือน ปราจลัต กระเทือนทั่ว สัมปราจลัต กระเทือนพร้อม อักษุภยัต  ปั่นป่วน ปรากษุภยัต ปั่นป่วนทั่ว สัมปรากษุภยัต  ปั่นป่วนพร้อม อรณัต ดัง ปรารณัต ดังทั่ว สัมปรารณัต ดังพร้อม อครชัต คำรณ ปราครชัต คำรณทั่ว สัมปราครชัต คำรณพร้อม ยุบตอนสุด พองตอนกลาง ยุบตอนกลาง พองตอนสุด ยุบทิศตะวันออก พองทิศตะวันตก ยุบทิศตะวันตก พองทิศตะวันออก ยุบทิศใต้ พองทิศเหนือ ยุบทิศเหนือ พองทิศใต้
 ในเวลานั้นได้ยินเสียงหัวเราะ เสียงแสดงความยินดี เสียงแสดงความเลื่อมใส เสียงแสดงความเอาใจใส่ เสียงแสดงความสุข เสียงแสดงการตื่นเต้น เสียงไม่สาดเสียเทเสีย เสียงไม่ระคายหู เสียงไม่ทำให้สะดุ้งกลัว การเบียดเบียนกันก็ดี ความสะดุ้งตกใจก็ดี ความกลัวก็ดี ความครั่นคร้ามก็ดี ไม่มีแก่สัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งในขณะนั้นเลย รัศมีของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ก็ดี รัศมีของพรหมณ์อินทร์และโลกาบาลทั้งหลาย ไม่ปรากฏในขณะนั้นอีกเลย สัตว์ที่เกิดในนรก กำเนิดเดียรัจฉาน ยมโลกทั้งปวง ได้ปราศจากทุกข์ ในขณะนั้น ต่างก็เพียบพร้อมด้วยความสุขทั่วหน้า ความกำหนัด ความเกลียด ความหลง ความริษยา ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความโกรธ ความพยาบาท ความเดือดเนื้อร้อนใจ มิได้เบียดเบียนสัตว์ผู้ใดผู้หนึ่งเลย
 ในขณะนั้นสัตว์ทั้งปวง มีจิตเมตตารักใคร่ มีจิตมุ่งประโยชนต่อกัน เข้าใจอยู่แต่ว่าเป็นมารดาบิดาของกันและกันดนตรีตั้งหมื่นแสนโกฏิทั้งเป็นของเทวดาและของมนุษย์ ไม่มีใครไปกระทบ ก็ดังขึ้นเองไพเราะจับใจ เทวดาตั้งหมื่นแสนโกฏิ ก็ช่วยกันนำมหาวิมานนั้นโดยจับด้วยมือ แบกด้วยบ่า และทูนด้วยศีรษะ นางอัปสรตั้งแสน ก็บรรเลงเครื่องสังคีตของตนๆไปยืนอยู่ข้างหน้าข้างหลังทั้งซ้ายทั้งขวา ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระโพธิสัตว์ คลอกับเสียงดนตรี ว่า
      62 บูชาอันไพบูลย์ ได้มีขึ้นในวันนี้แก่พระองค์ผู้สะลมศุภกรรมไว้ในปางก่อน ผู้สร้างกุศลมากเป็นเวลานาน ผู้ชำระนัยแห่งสัตยธรรมให้บริศุทธสะอาด ฯ
      63 พระองค์ ได้ให้บุตรธิดาที่รักเป็นทานมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ดอกไม้ทิพย์จึงโปรยปรายลงมาด้วยผลแห่งการบำเพ็ญทานนั้น ฯ
      64 ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ พระองค์ได้ชั่งเนื้อของตนให้เป็นทาน เพราะเหตุแลกกันเนื้อนกที่พระองค์รัก จึงทำให้เปรตได้ข้าวน้ำในโลกเปรต ฯ
      65 พระองค์ได้ประพฤติพรต คือรักษาศีลไม่ขาดวิ่นมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้รักษาศีลนั้น จึงทำให้อบายทั้งหลายอันไม่มีเวลาสิ้นสุด สะอาดขึ้นมา ฯ
      66 พระองค์เจริญกษานติธรรม เพื่อเหตุแห่งความตรัสรู้มาหลายโกฏิปัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญกษานตินั้น จึงทำให้เทวดา และมนุษย์ทั้งหลายมีจิตเมตตากัน ฯ
      67 พระองค์เจริญวีรยะ(ความเพียร) สูงสุดไม่ย่อท้อมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญวีรยะนั้น จึงทำให้พระวรกายสง่างามเหมือนภูเขาเมรุ ฯ
      68 พระองค์เจริญธยาน เพราะจะกำจัดเกลศมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญธยานนั้น จึงทำให้เกลศไม่เบียดเบียนชาวโลก ฯ
      69 พระองค์เจริญปรัชญาเป็นเครื่องตัดเกลศมาหลายโกฏิกัลปในปางก่อน ผลที่ได้เจริญปรัชญานั้น จึงมีแสงสว่างรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่ง ฯ
      70 ข้าพเจ้า นอบน้อมพระองค์ผู้มีพระเมตตาห่อหุ้ม ผู้ฆ่าเกลศ ผู้มีน้ำพระหทัยสูงาด้วยความกรุณาต่อสรรพสัตว์ ผู้ถึงความบันเทิง ผู้ใหญ่ยิ่ง ผู้มีอุเบกขา ผู้เป็นพรหม ผู้เป็นพระสุคต(ผู้เสด็จดีแล้ว) ฯ
      71 ข้าพเจ้า นอบน้อมพระองค์ผู้เป็นพระมุนี ผู้มีปรัชญาสว่างเหมือนอุกลาบาตที่ตกจากฟ้า ผู้มีเดชสูง  ผู้ชำระโทสะและโมหะอันบดบังสิ่งทั้งปวงให้สะอาดบริศุทธ ผู้มีจักษุ ผู้เป็นนายกแห่งมนุษยโลก ผู้ชี้ทาง ฯ
      72 ข้าพเจ้า นอบน้อมพระองค์ผู้ฉลาดในฤทธิบาทและในอภิชญาอันประเสริฐ ผู้เห็นความจริง ผู้มีประโยชน์อันใหญ่ยิ่ง ผู้ยังคนอื่นให้ศึกษา ผู้ข้ามด้วยพระองค์เองได้แล้ว และยังผู้อื่นให้ข้ามได้ด้วย ผู้เป็นปราชญื ผู้เป็นพระสุคต ฯ
      73 พระองค์เป็นผู้ฉลาดในอุบายทั้งปวงและในอภิชญาอันประเสริฐ ทรงเห็นการจุติคือ สิ่งที่จุติแล้ว และยังไม่จุติ พระองค์เป็นอยู่ในภพที่ประกอบด้วยโลกธรรม แต่ไม่เปรอะเปื้อนเพราะโลกธรรมอย่างใดเลยๆ
      74 เขาได้เห็น ได้ยิน ก็เป็นลาภอย่างยิ่งของเขาอย่างอจินไตย(อย่างคิดไม่ถึง) แล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงการที่เขาได้สดับธรรมนอกเหนือไปกว่านั้น พระองค์ทำให้เขามีศรัทธา มีปีติอันไพบูลย์ ฯ
      75 พิภพดุษิตเรื่อยเฉื่อยไปหมดทุกอย่างพอพระองค์มาอุบัติในบุรีชมพูทวีป ก็จะทำให้สัตว์มีชีวิตหมื่นโกฏิ ตรัสรู้ ตื่นจากเกลศอย่างอจินไตย ฯ
      76 เมื่ออันมั่งคั่งกว้างขวาง ไม่มีใครรุกราน จะถึงซึ่งความคลาคล่ำไปด้วยเทวดาหมื่นโกฏิในครั้งนั้น ในพระราชวังจะได้ยินแต่เสียงนางอัปสรบรรเลงดนตรีไพเราะ ฯ
      77 พระนางเพียบพร้อมไปด้วยบุณย และอำนาจด้วยกรรมดีงามเป็นศรี ประกอบด้วยรูปร่างงามอย่างยิ่ง ซึ่งมีพระราชบุตรองค์นี้เป็นผู้มั่งคั่งรุ่งเริงด้วยสิริในโลกทั้งสาม ฯ
      78 คอนอยู่ในเมืองประเสริฐ (กบิลพัสดุ์) จะไม่มีความโลภ ความโกรธทะเลาะวิวาทกันอีกเลย ทั้งหมดจะมีเมตตาจิต พร้อมด้วยความเคารพ จะจำเริญด้วยเดชของพระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนประเสริฐ ฯ
      79 ราชวงศ์ของพระเจ้าแผ่นดินอันเกิดแต่ราชตระกูลจักรพรรดิ์จะเจริญขึ้นเมืองจะได้รับการเรียกชื่อว่ากบิล จะมั่งคั่งเด็มไปด้วยคลังแห่งรัตนะ ฯ
      80 หมู่ยักษ์ รากษส กุมภัณฑ์ คุยหกะ เทพ ทานพ พร้อมทั้งหมู่อินทร์ทั้งหลาย ซึ่งอยู่ระหว่างรักษาพระโพธิสัตว์ผู้เป็นคนประเสริฐ จะถึงซึ่งโมกษะ(ความรอดพ้น) โดยไม่ช้า ฯ
      81 เราทั้งหลาย ประกอบด้วยความรักและเคารพ สรรเสริญ พระโพธิสัตว์ผู้สะสมบุณยกุศล ผู้เป็นนายก ขอให้เปลี่ยนมาเป็นผู้ตรัสรู้จงทั้งหมด เหมือนพระองค์ผู้สูงสุดกว่าคนทั้งหลายโดยเร็ว เทอญ ฯ
                        อัธยายที่ 5 ชื่อปรจลปริวรรต (ว่าด้วยการจุติ)ในคัมภีร์ศรีลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

อัธยายที่ 04 ธรฺมาโลกมุขปริวรฺตศฺจตุรถะ ชื่อธรรมาโลกมุขปริวรรต(ว่าด้วยหัวข้อแสงสว่างแห่งธรรม) พระคัมภีร์ลลิตวิสฺตรนี้ เป็นพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในนิกายมหายาน

แสงสว่างแห่งธรรม
  
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์พิจารณาตระกูลที่จะไปเกิดดั่งนี้แล้ว จึงเสด็จเข้าสู่มหาวิมานชื่ออุจจธวัช(ปักธงสูง)กว้างและยาว 64 โยชน์ ในที่อยู่สวรรค์ชั้นดุษิตอันเป็นวิมานที่พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแสดงธรรมแก่เทวดาชั้นดุษิตทั้งหลาย ครั้นขึ้นสู่วิมานแล้ว จึงตรัสเรียกเทวะบุตรผู้อยู่ในชั้นดุษิตทั้งปวงว่า
                        ท่านผู้เจริญทั้งหลายจงประชุมกัน ฟังจรรยานุศาสตร์อันเป็นธรรมานุสติ ชื่อ จุตยาการประโยค (คือ การประกอบด้วยอาการจุติเคลื่อนที่ลงไปบังเกิดในมนุษยโลก)
                        เป็นการฟังธรรมครั้งสุดท้ายจากสำนักพระโพธิสัตว์ นัยว่าเทวะบุตรที่อยู่ในชั้นดุษิตทั้งปวง พร้อมทั้งหมู่นางอัปสร เมื่อได้ฟังคำนี้แล้ว จึงมาประชุมพร้อมปันในวิมานนั้น
                        ขณะนั้น โลกธาตุที่มีประมาณกว้างขวางในมหาทวีปทั้ง 4 เป็นเพียงวงที่พระโพธิสัตว์ประทับ มีความงามวิจิต น่าดู ตกแต่งแล้ว งามยิ่งนักแล้ว จนถึงกับเทวดาชั้นกามาพจรและเทวะบุตรชั้นรูปาพจรทั้งปวงเกิดความรู้สึกในวิมานที่อยู่ของตนเป็นป่าช้าไปเสียแล้ว
 ขณะนั้น พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนบัลลังก์ที่ประดับด้วยผลบุณยของตนอำนวยให้บัลลังก์นั้นประกอบด้วยขาเป็นแก้วมณีและรัตนะเป็นอันมาก บุด้วยเครื่องลาดคือดอกไม้เป็นอันมาก หอมฟุ้งไปด้วยไออบเครื่องหอมทิพย์เป็นอันมาก รมควันด้วยกลิ่นจันทน์อันประเสริฐเครื่องลาดมีกลิ่นดอกไม้ทิพย์สีต่างๆเป็นอันมาก แสงสว่างอันรุ่งเรืองด้วยรัศมีตั้งแสนเกิดแต่แก้วมณีเป็นอันมาก คลุมด้วยข่ายแก้วมณีเป็นอันมากบรรลือเสียงตาข่ายลูกพรวนเป็นอันมากที่ถูกลมพัด กึกก้องด้วยการส่งเสียงระฆังแก้วตั้งหลายแสน แจ่มแจ้งด้วยข่ายแก้วตั้งหลายแสน ปกคลุมด้วยกลุ่มรัตนะตั้งหลายแสนห้อยย้อยด้วยผืนผ้าตั้งหลายแสน ประดับด้วยผืนผ้าพวงพู่พวงมาลัยตั้งหลายแสน มีนางอัปสรตั้งหลายแสน ฟ้อนรำขับร้องพรรณนาคุณตั้งหลายแสน คอยระวังรักษาแล้ว มีองค์ศักรตั้งหลายแสนมนัสการแล้ว มีพรหมตั้งหลายแสนนอบน้อมแล้ว  มีพระโพธิสัตว์นับหลายหมื่นแสนโกฏิรักษาแล้ว มีพระพุทธเจ้าหลายหมืนแสนโกฏิในทิศทั้งสิบนำมาแล้ว บัลลังก์นี้ผุดขึ้นด้วยอานิสงส์แห่งบุณยที่ได้บำเพ็ญบารมีเหมื่นแสนโกฏิแห่งกัลปอันนับไม่ถ้วน ดั่งนั้นแหละ
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ประทับนั่งแล้วบนบัลลังก์อันประกอบด้วยบุณยอย่างนี้ จึงตรัสเรียกเทพบริษัทหมู่ใหญ่นั้นว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงพิจารณาดูกายของพระโพธิสัตว์ซึ่งประดับด้วยลักษณะแห่งบุณยตั้ง 100 อย่าง จงพิจารณาดูพระโพธิสัตว์ทั้งหลายในทิศบูรพา ทิกษิณ ปัศจิม อุตตระ เบื้องล่าง เบื้องบน โดยรอบ มีจำนวนประมาณไม่ถ้วน นับไม่ถ้วน คำนวณไม่ถ้วน พระโพธิสัตว์เหล่าใดประทับอยู่ในพิภพชั้นดุษิตอันประเสริฐ พระโพธิสัตว์เหล่านั้นทั้งสิ้น บ่ายหน้าเฉพาะการเกิดครั้งสุดท้าย มีหมู่เทวดาแวดล้อม ประกาศธรรมโลกมุข เป็นเครื่องรื่นเริงแห่งเทวดา อันเป็นลักษณะแห่งการจุติ เทพสภาทั้งปวงได้เห็นพระโพธิสัตว์เหล่านั้นด้วยการอธิษฐาน(ตั้งใจ)ของพระโพธิสัตว์ ครั้นเห็นแล้วได้ประนมกระพุ่มมือนมัสการด้วยเป็ญจางคประดิษฐ์ต่อพระโพธิสัตว์ แล้วต่างก็เปล่งอุทานอย่างนี้ว่า สาธุ กาอธิษฐาน (ตั้งใจ) ของพระโพธิสัตว์นี้เป็นอจินไตย? :ซึ่งเราทั้งหลายก็ได้แต่เพียงมองเห็นเท่านั้นเอง
 ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสเรียกเทวะบริษัทหมู่ใหญ่นั้นอีกว่า ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ถ้ากระนั้น ท่านจงฟังธรรมาโลกมุขอันเป็นเครื่องรื่นเริงของเทวดา อันเป็นลักษณะแห่งการจุติ ซึ่งพระโพธิสัตว์ทั้งหลายกล่าวแก่เทวะบุตรเหล่านี้ ดูกรท่านผู้ควรเคารพทั้งหลาย ธรรมาโลกมุขอันพระโพธิสัตว์จำเป็นต้องแสดงในเทวะสภา ณ สมัยกาลจะจุตินั้น มีอยู่ 108 ประการ ธรรมาโลกมุข 108 ประการนั้น คืออะไรบ้าง?
 ดูกรท่านผู้ควรเคารพ ศรัทธา อย่างไรเล่าเป็นธรรมาโลกมุข ซึ่งเป็นไปเพื่อจิตใจอันตั้งมั่นไม่ถูกทำลาย
                        ประสาทะ คือความเลื่อมใสเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยังจิตที่ขุ่นมัวให้ผ่องใส
                        ปราโมทยะ คือความยินดีเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อผลสำเร็จ ปรีติ คือความอิ่มใจเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อจิตใจบริศุทธ
                        กายสังวร การสำรวยระวังกายเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อกายสุจริต 3 อย่าง(ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม)
                        วากสังวร การสำรวมระวังวาจาเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเว้นวจีทุจริต 4 อย่าง(ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ)
                        มนะสังวร การสำรวมระวังใจเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อละความโลภอยากได้ ความพยายามปองร้ายมีความเห็นผิด
 พุทธานุสมฤติ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความบริศุทธในการเห็นพระพุทธเจ้า ธรรมนุสมฤติ เป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อความบริศุทธในการแสดงธรรม สังฆานุสมฤติ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อก้าวไปสู่ความปฏิบัติตามหลักเหตุผลตามแนวตรรกวิธี จาคานุสมฤติ ระลึกถึงการบริจาค เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละทิ้งอุปธิทั้งปวง สีลานุสมฤติ ระลึกถึงศีล เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญความอุตสาหะ เทวตานุสมฤติ ระลึกถึงเทวดา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีใจสูง
 ไมตรี ความรัก เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อทำให้มีขึ้นซึ่งบุณยกิริยาวัตถุอันเป็นอุปธิทั้งปวง กรุณา ความสงสารเป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อความไม่เบียดเบียนกันเป็นอย่างยิ่ง มุทิตา ความพลอยดีใจ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อผลักความริษยาออกไป อุเบกษา ความวางเฉย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเกลียดชังกาม อนิตยปรัตยเวกษะ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อระงับกามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ ทุขปรัตยเวกษะ การพิจารณาเห็นความทุกข์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความหวัง อนาตมปรัตยเวกษะ การพิจารณาเห็นความสงบ เป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อความไม่ท้อถอยในการประพฤติสงบระงับ หรีความละอายเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความระงับจิตภายใน อปัตราปยะ ความเกรงกลัว เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความระงับภายนอก สัตยะ ความสัตย์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพูดไม่ผิดแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
 ภูตะ ความเป็นจริง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพูดไม่ผิดแก่ตน(ไม่หลอกตัวเอง) ธรรมจรณะ การประพฤติธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อมีธรรมเป็นที่พึ่ง ตริศรณคมนะ การนับถือพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อระงับอบายทั้ง 3 กฤตัชญตา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่พินาศแห่งกุศลที่ได้ทำไว้แล้ว กฤตเวทิตา เป็นธรรมาโลกมุข  เป็นไปเพื่อให้ผู้นับถือ อาตมัชญตา ความเป็นผู้รู้ตน เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ยกตน สัตวัชญตา ความเป็นผู้รู้จักสัตว์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเห็นใจสัตว์อื่น ธรรมัชญตา ความเป็นผู้รู้ธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม กาลัชญตา ความเป็นผู้รู้กาล เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ทอดทิ้งให้เสียเวลาเปล่าโดยไม่ทำอะไร นิหตมานตา ความเป็นผู้ไม่ถือตัว เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญความรู้ อัปรติหตจิตตา ความเป็นผู้มีจิตปลอดโปร่ง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่ประพฤติชั่ว
 อธิมุกติ ความหลุดพ้นไม่ข้องใจในอะไร เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่สงสัยเป็นอย่างยิ่ง อศุภปรัตยเวกษะ  การพิจารณาเป็นอศุภารมณ์คืออารมณ์ไม่งาม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละกามวิตก อัพยาปาทะ ความไม่พยาบาท เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละพยาบาทวิตก อโมหะ ความไม่หลงเป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อกำจัดอัญญาณ(ความไม่รู้)ทั้งปวง ธรรมารถิกตา ความเป็นผู้ปรารถนาในธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อประโยชน์เป็นที่พึ่ง ธรรมกามตา ความเป็นผู้ใคร่ในธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่ออาศัยความยึดเหนี่ยวโลก ศรุตปรเยษฏิ การขวนขวายในการเล่าเรียนหรือการสดับฟัง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพิจารณาธรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน สัมยักประโยคะ การประกอบตนไว้ในทางที่ชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการปฏิบัติชอบ นามรูปปริชญา  ความรู้กำหนดนามและรูป เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อพ้นจากความเกี่ยวข้องทั้งปวง
 เหตุทฤษฏิสมุทธาตะ การถอนทิฏฐิ(ความเห็น)ในเหตุ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยถดเหนี่ยวความหลุดพ้นด้วยวิชชา อนุนยประติฆปรหาณะ การละความฉุนเฉียวด้วยความประพฤติสุภาพเรียบร้อย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ประพฤติลุ่มๆดอนๆ สกันธเกาศัลยะ ความฉลาดในขันธ์ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความรู้ทุกข์ ธาตุสมตา ความเป็นผู้เห็นทุกอย่างสักแต่ว่าเป็นธาตุ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละสมุทัย(เหตุให้เกิดความทุกข์) อายตนาปกรษณะ การรั้งอายตนะภายในและภายนอกให้แยกจากัน เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อมรรคภาวนาคือทำให้มรรคบังเกิดขึ้น อนุตปาทกษานติ การอดกลั้นไม่ให้เกลศเกิดขึ้น เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเห็นแจ้งนิโรธ กายคตนุสมฤติ การระลึกพิจารณาร่างกาย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อกายวิเวก(แยกตัวเองออกจากหมู่คณะ)
 เวทนาคตานุสมฤติ การระลึกพิจารณาเวทนาคือจิตกำลังรับความรู้สึก เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อระงับอารมณ์ที่ทำให้รู้สึกทั้งปวง จิตตคตานุสมฤติ การระลึกพิจารณาจิต  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อจะให้พิจารณาจิตว่าเป็นเหมือนมายาคือกลับกลอกหรือเล่นกล ธรรมคตานุสมฤติ การระลึกพิจารณาธรรม(อารมณ์ที่เกิดขึ้นแก่จิต)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อชญานอันแจ่มใส จัตวาริสัมยักประหาณะ (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว เพียรทำให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน เพียรรักษากุศลนั้นไว้ไม่ให้เสื่อม)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่ออกุศลธรรมทั้งปวง และเพื่อบำเพ็ญกุศลทั้งปวงให้เกิดขึ้นเต็มที่ จัตวารฤทธิปาทะ
 อิทธิบาท 4 (ฉันทะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น วิริยะ เพียรพยายามเพื่อให้ได้สิ่งนั้น จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้น วิมังสา พิจารณาเหตุผลได้ไม่ได้ในสิ่งนั้น) เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อทำให้กายและจิตเบาลง ศรัทเธนทริยะ มีอินทรีย์คือ ศรัทธา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเอาใจใส่ผู้อื่น (ผู้ที่ตนศรัทธา) วีรเยนทริยะ มีอินทรีย์ คือความเพียร  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อชญานอันเกิดจากความคิดดียิ่ง สมฤตีนทริยะ มีอินทรีย์คือสมฤติ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการงานที่ทำไว้ดีแล้ว สมาธีนทริยะ มีอินทรีย์คือสมาธิ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อจิตหลุดพ้นจากเกลศ ปรัชเญนทริยะ มีอินทรีย์คือ ปรัชญา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อชญานเครื่องพิจารณา
 ศรัทธาพละ มีพละ(กำลัง)คือศรัทธา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อต่อต้านมารและรี้พลของมาร วีรยพละ มีพละคือ วีรยะ(ความเพียร) เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่เปลี่ยนแปลงกลับกลาย สมฤติพละ มีพละคือสมฤติ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่ลบเลือนสูญหาย สมาธิพละ มีพละคือ สมาธิ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละวิตกทั้งปวง ปรัชญาพละ มีพละคือ ปรัชญา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่หลงมงาย
 สมฤติสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อรู้ธรรมตามความจริง ธรรมประวิจยสัมโพธยังคะ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญธรรมทั้งปวง วีรยสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความรู้ละเอียดลึกซึ้ง ปรีติสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อให้ได้สมาธิ หรือเพื่อปรับปรุงจิตให้เป็นสมาธิ ประศรัพธิสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อหน้าที่อันได้ทำไว้แล้ว สมาธิสัมโพธยังคะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อรู้ระดับอันเสมอกัน(จิตไม่เปลี่ยนอารมณ์หรืออยู่ในอารมณ์เดียว) อุเบกษาสัมโพธยังคะ   เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายต่อการเกิดขึ้นทั้งปวง
 สัมยัคทฤษฏิ มีความเห็นชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อก้าวลงสู่นยายคือหลักตรรกวิทยาอันว่าด้วยความรู้ตามแนวเหตุผล สัมยักสังกัลปะ ดำริชอบ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละความยึดมั่น ความคิดผิดพลาด ความตัดสินใจผิด สัมยักวาค วาจาชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อรู้มติ(ลักษณะ)แห่งตัวหนังสือ เสียงพูดภาษาความหมาย และเสียงกระแอมไอ ขากเสลดทั้งปวง สัมยักรรมมานตะ การงานชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความไม่มีกรรมและไม่มีผลแห่งกรรม(คือเมื่อไม่ทำก็ไม่มีผล) สัมยักคาชีวะ อาชีพชอบ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการแสวงหาทั้งปวง สัมยักวยายามะ ความพยายามชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อข้ามไปให้ถึงฝั่งโน้น สัมยักสมฤติ สมฤติชอบ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไท้พิจารณาอะไรโดยไม่มีสติ สัมยักสมาธิ สมาธิชอบ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงสมาธิด้วยจิตไม่กำเริบ
 โพธิจิต คือจิตรู้ เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อไม่ตัดวงศ์รัตนะทั้ง 3 (รัตนตรัย) อาศยะ คือความมีใจสุง เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงพระพุทธ พระธรรมอันใหญ่ยิ่งเป็นต้น ประโยคะ คือการปฏิบัติธรรม เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญกุศลธรรมทั้งปวง
                         ทานปารมิตา คือทานบารมิตา (คุณเครื่องบำเพ็ญคือทาน)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความบริศุทธ แก่งพระวรกายพระพุทธเจ้าอันประกอบด้วยลักษณะและอนุพยัญชนะ(อวัยวะส่วนย่อย)และเพื่อจุดจี้คนตระหนี่
                         ศีลปารมิตา คือศีลบารมิตา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเว้นอบายทั้งปวงอันไม่มีกำหนดเวลา และจุดจี้คนทุศีลทั้งหลาย
                         กษานติปารมิตา คือกษานติบารมี  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละพยาบาททั้งปวงและโทษะความโกรธ มานะความถือตัว มทะความเมา ทรรปะความกระด้างทั้งหมด และเพื่อจุดจี้คนมีใจพยาบาททั้งหลาย
                        วิรยะปารมิตา คือ วีรยะบารมิตา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อให้ข้ามพ้นจากความไม่ยินดีในธรรมที่เป็นกุศลมูล และเพื่อจุดจี้คนเกียจคร้าน
                        ธยานปารมิตา คือธยานบารมิตา  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อให้เกิดชญานและอภิชญา และเพื่อจุดจี้คนที่มีใจฟุ้งซ่าน 
                        ปรัชญาปารมิตา คือปรัชญาบารมิตา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละทิฐิ ที่ยึดเหนี่ยวความมืดมิด คืออวิทยาและโมหะ และเพื่อจุดจี้คนมีปรัชญาทราม
                        อุปายเกาศละ คือความฉลาดในอุบาย เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อเห็นอิริยาบถของคนตามที่ได้หลุดพ้นแล้ว และเพื่อไม่กำจัดธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง
                        จัตวาริสังครหวัสตุ คือสังคหวัสดุ 4 (ทาน การให้ ปริยวัทยะ พูดเพาะ อรรถกริยา ประพฤติเป็นประโยชน์ สมานรรถตา เฉลี่ยประโยชน์ให้เท่ากัน) เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อช่วยเหลือคนทั้งหลาย และเพื่อพิจารณาถึงธรรมสมบัติ(การได้รับธรรม) ของผู้ที่บรรลุปรัชญาตรัสรู้
 สัตวะปริปาก คือการอบรมบ่มคน เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความสุขของตน และเพื่ออดกลั้นความทุกข์ สัทธรรมปริครหะ   คือการรับพระสัทธรรม  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อละเกลศของคน ปุณยสัมภาร คือการเจริญบุณญ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อการดำรงชีพของคนทั้งปวง ชญานสัมภาร คือการเจริญชญาน(ความรู้)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญกำลังทั้ง 10 (ทศพลชญาน) ศมถสัมภาร คือการเจริญศมถะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงสมาธิของพระตถาคต วิทรรศนาสัมภาร คือการเจริญวิทรรศนา เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงปรัชญาจักษุ ปรติสัมพิทวตาร คือการหยั่งลงสู่ปรัชญาที่รอบรู้  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงธรรมจักษุ ปรติศรณาวตาร คือการหยั่งลงสู่ที่พึ่งโดยเฉพาะ  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความบริศุทธแห่งพุทธจักษุ ธารณีปรติลัมภ คือการยึดหน่วงมนตร์ธารณี  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความจดจำพุทธภาษิตทั้งปวง ประติภานปรติลัมภ คือการยึดหน่วงปฏิภาณ(เชาวน์)  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อความยินดีในสุภาษิตของคนทั้งหลาย
 อานุโลมิกธรรมกษานติ คือความอดทนต่อธรรมโดยอนุโลม  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อดำเนินตามธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง อนุตปัตติกธรรมษานติ คือความอดทนต่อธรรมที่ยังไม่เกิด  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อยึดหน่วงคำพยากรณ์ อไววรรติกภูมิ คือมีภูมิอันไม่เปลี่ยแปลง  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อบำเพ็ญธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งปวง
                         ภูเมรภูมิสังกรานติชญาน คือชญานผ่านภูมิไปตามลำดับชั้นอภิเษก  เป็นธรรมาโลกมุข เป็นไปเพื่อแสดงการลงมาเกิด การเสด็จออกบรรพชา การประพฤติทุษกรจรรยา การเสด็จเข้าไปสู๋โพธิมณฑล การผจญมาร การตรัสรู้ใต้ร่มโพธิ ดำเนินการธรรมจักร และมหาปรินิรวาณ
                        ดูกรท่านผู้ควรนับถือทั้งหลาย ธรรมาโลกมุข 108 นี้ ซึ่งพระโพธิสัตว์จำเป็นต้องประกาศในเทวสภาในสมัยกาลจะจุติ
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 ใช่แต่เท่านั้น นัยว่าเมื่อพระโพธิสัตว์แสดงธรรมาโลกมุขนี้อยู่เทพบุตรทั้งหลาย 84000 ในเทวสภานั้น ได้เกิดความสำนึกในความตรัสรู้ เทพบุตรอีก 32000 ผู้มีบุพกรรมได้ทำมาแล้ว ก็ได้ยึดหน่วงขมักเขม้นในธรรมที่ยังไม่เกิด เทวบุตรอีก 36 พันโกฏิเกิดธรรมจักษุอันบริศุทธปราศจากธุลีไม่มีมลทิน และสวรรค์ชั้นดุษิตทั้งหมดก็ปกคลุมด้วยดอกไม้ทิพย์ประมาณเพียงเข่า
      ดั่งนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระโพธิสัตว์ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น เพื่อให้เทวสภาทั้งหลายชื่นชมยินดีมีประมาณมาก ดั่งต่อไปนี้
      1 ในกาลใด พระบุรุษสิงห์ผู้เป็นนายก (ผู้นำ)จุติจากที่ประทับสวรรค์ชั้นดุษิต ตรัสเรียกเทวดาทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงละความประมาทเสียให้หมด ฯ
      2 ท่านผู้มีศรีทั้งหลาย กระบวนการแห่งความยินดีอันเป็นทิพย์ใดๆ ที่ท่านทั้งหลายคิดไว้แล้วด้วยใจ ท่านผู้มีศรีทั้งหลาย จงฟังผลแห่งกรรมนี้ ซึ่งเป็นผลแห่งกรรมดีงามทั้งปวง ฯ
      3 เพราะฉะนั้น ท่านผู้มีความกตัญญู จงจัดสรรค์ซึ่งการสะสมความดีงามอันไม่เคยมีแก่ท่านทั้งหลายไว้ในที่นี้ จงอย่าไปอบายซึ่งไม่มี ความสุขสบายและไม่ดีอีกเลย ฯ
      4 และธรรมใดที่ท่านเกิดความเคารพ ฟังแล้วในสำนักของเราขอให้ท่านทั้งหลายจงปฏิบัติธรรมนั้น ก็จะถึงความสุขอันเที่ยงแท้หาที่สุดมิได้ ฯ
      5 สิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง กามทั้งหลายไม่ยั่งยืน ไม่แน่นอน ไม่ควรใส่ใจ มันเป็นมายาเหมือนพยับแดด เปรียบเหมือนฟ้าแลบและต่อมน้ำเหลาะแหละเหลวไหล ฯ
      6 ความอิ่มด้วยความยินดีในกามคุณทั้งหลายย่อมไม่มี เหมือนดื่มน้ำเค็ม ปัญญาอันประเสริฐ อยู่เหนือโลก ปราศจากธุลีนั้นอิ่มได้ ฯ
      7 การฟ้อนรำขับลำทำเพลงซึ่งเหมือนลูกคลื่นก็ดี การอยู่ร่วมด้วยนางฟ้าทั้งหลายก็ดี การเสพเมถุน ซึ่งเหมืนความใคร่ในสิ่งซึ่งเป็นธรรมเนียมประเพณีก็ดี ไม่มีความอิ่ม ฯ
      8 สหายก็ดี มิตรก็ดี ญาติพี่น้องก็ดี บริวารก็ดี ที่ได้ทำดีต่อกันไว้ก็ตามไป ไม่ได้ เว้นไว้แต่กรรม จะติดตามไปเบื้องหลังเพราะทำไว้ดีแล้ว ฯ
      9 เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงประกอบด้วยความสามัคคี มีจิตเมตตาซึ่งกันและกัน มีจิตเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน ประพฤติสิ่งที่เป็นธรรมประพฤติสุจริต จะได้ไม่เดือดร้อน ฯ
      10 จงระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และไม่ประมาทพึงยินดีในการศึกษาสดับตรับฟังในศีลในทาน ประกอบกับความสุภาพ เรียบร้อยด้วยขันดี ฯ
      11 จงพิจารณาธรรมเหล่านี้ คือทุขะ อนิตยะ อนาตมา ด้วยปัญญาอันละเอียดลึกซึ้ง ธรรมเหล่านี้ประกอบด้วยเหตุและปัจจัย ไม่มีเจ้าของเป็นไปโดยความโง่เขลาเบาปัญญา ฯ
      12 ท่านทั้งหลาย จงดูฤทธิ ความไหวพริบ และคุณคือชญานของข้าพเจ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นไปเพราะเหตุแห่งกรรมดีงามทั้งปวง เพราะศีล เพราะศรุตะ คือการเล่าเรียนและการสดับฟังทั้งปวง และเพราะอัปรมาทะ คือความไม่ประมาท ฯ
   13 ท่านทั้งหลาย จงศึกษาตามข้าพเจ้าด้วยศีล ศรุตะ อัปรมาทะ ให้ทาน ทมะ คือการฝึกตน และสังยมะ(สังยมะ คือการบังคับกิริยาต่างๆที่อาศัยอิริยาบถเป็นเครื่องนำ คือไม่ใช้อิริยาบถไปในการเบียดเบียนผู้อื่น ไม่ใช้อริยาบถในการพูดเท็จ ลักทรัพย์ เสพกาม และรับสิ่งของเกินความจำเป็น) ธรรมเหล่านี้ เป็นประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นประโยชน์แก่สิ่งที่มีประโยชน์และเป็นประโยชน์แก่มิตร ฯ
      14 เสียงพูดเสียงร้องไม่สามารถจะให้เกิดกุศลธรรมได้ ท่านทั้งหลายจงเริ่มปฏิบัติ พูดอย่างไร จงทำอย่างนั้น ฯ
      15 มันไม่ใช่โอกาสของผู้อื่น แต่มันเป็นโอกาสของตนเอง ท่านทั้งหลายจงพยายามด้วยความขมักเขม้นด้วยตนเองทุกเมื่อเถิด ไม่ใช่ว่าใครทำให้แก่กันได้และเมื่อไม่ทำ ก็ไม่สำเร็จ ฯ
      16 จงระลึกเนืองๆ ถึงทุกข์ในโลกที่ได้รับมาแล้วเป็นเวลานานผู้หยุดแล้ว (ไม่มีตัณหา)และผู้ไม่มีราคะ จะบรรลุได้โดยลำดับ ความผิดจะนำเขาไปไม่ได้ ฯ
      17 เพราะฉะนั้น ท่านได้ขณะอันดี ได้กัลยาณมิตร ได้อยู่ในประเทศอันสมควร ได้ฟังธรรมอันดีแล้ว ก็จงระงับดับเกลศทั้งหลายมีราคะ เป็นต้น ฯ
      18 ท่านทั้งหลาย จงปราศจากมานะ คือความถือตัว มทะ คือความมัวเมา ทรรปะคือความกระด้าง จงเป็นคนดี ซื่อตรง อ่อนโยน ไม่จองหอง มุ่งหน้าแต่จะไปนิพพาน จงประพฤติธรรมเพื่อตรัสรู้มรรค เถิด ฯ
      19 จงกำจัดซึ่งความมืดอันมัวหมอง คือโมหะ เสียให้หมดสิ้นด้วยประทีป คือปัญญา ละจงทำลายซึ่งข่ายคือโทษะพร้อมทั้งความอาฆาตด้วยวัชราวุธ (พระแสงเพชร)ชือชญาน ฯ
      20 ประโยชน์อะไรที่ข้าพเจ้าจะพูดธรรมอันประกอบด้วยประโยชน์แก่ท่านทั้งหลายให้มากไป ท่านทั้งหลายไม่ตั้งอยู่ในที่นั่น การละเมิดธรรมไม่มีในที่นั้น ฯ
      21 ข้าพเจ้าพึงถึงความตรัสรู้อย่างไร ก็จะโปรยธรรมอันไปถึงอมตะ ท่านจงมีจิตบริศุทธเข้ามาเพื่อฟังธรรมอันประเสริฐอีกเถิด ดั่งนี้แล ฯ
                        อัธยายที่ 4 ชื่อธรรมาโลกมุขปริวรรต ในคัมภีร์ลลิตวิสตร ดั่งนี้แล ฯ

30 พฤศจิกายน 2568

บทที่ 5 โจโฉออกกฤษฎีการะดมพลขุนนางปราบตงจั๋ว สามพี่น้องปะทะกับหลี่ปู้ที่ด่านหูเลา นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 5 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
    
  คราวนี้ถึงเวลาที่เฉินกงกำลังจะสังหารโจโฉแล้ว เขาครุ่นคิดว่า “ข้ามาเพื่อประเทศชาติ การฆ่าเขาย่อมไม่ยุติธรรม ปล่อยเขาไว้ที่นี่แล้วไปเองดีกว่า” เขาเก็บดาบ ขึ้นม้า ออกเดินก่อนรุ่งสาง มุ่งหน้ากลับบ้านที่ค่ายทหารตงเมื่อโจโฉตื่นขึ้นมาและไม่เห็นวี่แววของเฉินกงเขาคิดในใจว่า “ไอ้หมอนั่นคิดว่าข้าชั่วร้ายเพราะคำพูดโอ้อวดสองสามคำที่ข้าใช้ เขาจึงทิ้งข้าไว้เบื้องหลัง ข้าควรจะก้าวต่อไปและไม่อยู่ที่นี่นานนัก”
                        คืนนั้น โจโฉกลับถึงบ้านที่ค่ายเฉินหลิวเมื่อพบบิดา เขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น และกล่าวว่าเขาต้องการแบ่งปันทรัพย์สมบัติของตระกูลเพื่อดึงดูดและเกณฑ์ทหารเข้าร่วมการก่อกบฏ
 “พ่อเกรงว่าทรัพย์สมบัติของเรามีน้อยนิด” พ่อของเขากล่าว “และไม่พอจะใช้ทำอะไรได้ แต่เพื่อนบ้านคนหนึ่งของเราที่นี่ ชื่อเว่ยหงเคยถูกเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเสนอชื่อให้เป็นกตัญญูและไร้ทุจริตเขายินดีแบ่งปันทรัพย์สมบัติเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์อันชอบธรรม และครอบครัวของเขาก็ร่ำรวยมาก ด้วยความช่วยเหลือจากเขา เราอาจจะหวังความสำเร็จได้”
 โจโฉเตรียมเหล้าองุ่นและจัดงานเลี้ยงฉลอง จากนั้นจึงเชิญเว่ยหงไปที่บ้านโจโฉกล่าวกับเขาว่า “ตระกูลฮั่นไม่มีผู้นำที่แท้จริงอีกต่อไป ขณะที่ตงจั๋วกำลังผูกขาดอำนาจ เขาข่มขู่ประณามประณามประชาชน ทั่วทั้งอาณาจักรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้น ข้าขออุทิศตนเพื่อเสริมกำลังแท่นบูชาของรัฐ เพียงแต่เสียใจที่ข้าไม่มีอำนาจที่จะทำเช่นนั้น ในเมื่อท่านเป็นสุภาพบุรุษผู้ซื่อสัตย์และเที่ยงธรรม ข้าขอวิงวอนให้ท่านช่วยข้า”
                        เว่ยหงตอบว่า “ข้าเองก็ปรารถนาเช่นนั้นมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่พบวีรบุรุษที่เหมาะสมกับภารกิจนี้ ในเมื่อท่านเมิ่งเต๋อ มีความทะเยอทะยานยิ่งใหญ่เช่นนี้ ข้าจึงเต็มใจอุทิศทรัพย์สมบัติทั้งหมดเพื่องานนี้”
 โจโฉปลื้มปิติยินดียิ่งนัก เขาได้ร่างพระราชโองการปลอมขึ้นเพื่อเรียกร้องให้อาณาจักรรุ่งเรือง และเผยแพร่พระราชโองการไปทั่วทุกมุมเมือง จากนั้นจึงเริ่มระดมพล รวบรวมกำลังพลใหม่ภายใต้ธงขาวที่พิมพ์คำว่า “จงรักภักดีและชอบธรรม” เพียงไม่กี่วัน สุภาพบุรุษมากมายตอบรับคำเรียกของเขา หลั่งไหลเข้ามาดุจสายฝน
 วันหนึ่ง มีชายสองคนมาสมทบกับท่าน คนหนึ่งมาจากเมืองเว่ยในสังกัดหยางผิงเยว่จินฉายาเหวินเฉียนอีกคนหนึ่งมาจากเมืองจวีเย่ในสังกัดซานหยางหลี่เตียน ฉายา หม่านเฉิงโจโฉให้ทั้งสองคนเป็นเสนาบดีประจำตัว ต่อมาก็มีชายคนหนึ่งจากเขตเฉียวในแคว้นเป่ย ชื่อว่า เซี่ยโห่วตุนฉายาหยวนหรังซึ่งเป็นทายาทของเซี่ยโห่วตุนผู้นี้ฝึกฝนหอกและกระบองมาตั้งแต่เยาว์วัย เมื่ออายุสิบสามปี เขาฝึกฝนการต่อสู้กับอาจารย์ท่านหนึ่ง และเมื่อวันหนึ่งมีคนพูดจาไม่เคารพอาจารย์เซี่ยโห่วตุนจึงฆ่าชายคนนั้นแล้วหนีไปหลบซ่อน ในเวลานี้ เมื่อได้ยินว่าโจโฉกำลังระดมพล เขาจึงมาเสนอกำลังพลพร้อมกับเซี่ยโห่วหยวนญาติ คนเล็ก แต่ละคนนำกำลังพลมาด้วยหนึ่งพันนาย
                        ที่จริงแล้ว ชายสองคนนี้เปรียบเสมือนพี่น้องของโจโฉเพราะโจซ่ง บิดาของเขา เดิมทีเป็นทายาทของตระกูลเซี่ยโหว แต่ต่อมาได้รับการรับเข้าเป็นบุตรบุญธรรมของตระกูลโจโฉ ดังนั้น พวกเขาจึงเป็นญาติสายเลือดกัน
 ไม่กี่วันต่อมา ลูกพี่ลูกน้องสองคน คือเฉาเหรินฉายาจื่อเซียวและเฉาหงฉายา จื่อ เหลียนต่างก็นำทหารมาเพิ่มอีกกว่าพันนาย ทั้งสองเป็นทหารม้าที่เชี่ยวชาญและฝึกฝนการใช้อาวุธเฉาเฉารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงส่งพวกเขาไปฝึกฝนและฝึกฝนทหารในหมู่บ้านเว่ยหงใช้ทรัพย์สมบัติของตระกูลอย่างฟุ่มเฟือยในการจัดหาเสื้อผ้า ชุดเกราะ ธง และธงประจำตระกูล ขณะที่ข้าวของมากมายหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ
                        ในเวลานั้นหยวนเส้าได้รับพระราชโองการปลอมแปลงที่โจโฉได้ออก เขาจึงรวบรวมข้าราชการพลเรือนและทหาร นำทัพสามหมื่นนายจากป๋อไห่เข้าร่วมกับกองกำลังพันธมิตรของโจโฉ โจโฉจึงได้ร่างประกาศเพื่อแจกจ่ายให้กับผู้บัญชาการท้องถิ่น เขาเขียนว่า:
                        ด้วยจิตวิญญาณแห่งความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่ เราผู้ลงนามโจโฉและคนอื่นๆ ขอประกาศต่ออาณาจักรดังต่อไปนี้
 ตงจั๋วได้หลอกลวงสวรรค์และโลกด้วยการทำลายล้างรัฐและสังหารองค์จักรพรรดิ เขากำลังนำความโสมมและความวุ่นวายมาสู่พระราชวังชั้นใน นำความเจ็บไข้และการกดขี่ข่มเหงมาสู่ทั้งคนเป็นและคนตาย เขาโหดร้ายไร้เมตตา อาชญากรรมและความผิดของเขาถูกกองสุมไว้! ตามคำสั่งลับจากโอรสแห่งสวรรค์เราได้ระดมพลและปฏิญาณที่จะกวาดล้างหัวใจและทำลายล้างเหล่าร้าย ขอให้ทุกท่านระดมพลผู้ชอบธรรมและร่วมแสดงความเดือดดาลต่อสาธารณชน เพื่อสนับสนุนราชวงศ์และช่วยเหลือประชาชนให้พ้นจากความทุกข์ยาก ในวันที่ท่านได้รับประกาศนี้ ขอให้ท่านลงมือทันที!
                        เมื่อ คำประกาศของ โจโฉถูกประกาศออกไป ผู้บัญชาการทหารและขุนนางประจำภูมิภาคจำนวนมากก็ระดมกำลังสนับสนุนอุดมการณ์นี้ด้วย ดังนี้
                        ไทย: แม่ทัพด้านหลังและผู้บริหารใหญ่แห่ง Nanyang , Yuan Shu
 ผู้ตรวจการมณฑล Ji Han Fu  ผู้ตรวจการมณฑลYu , Kong Zhou ผู้ตรวจการมณฑลYan Liu Daiผู้ตรวจการมณฑล Henei Wang Kuang ผู้ตรวจการมณฑล Chenliu  Zhang  Miao ผู้ตรวจการมณฑล , Qiao Mao ผู้ ตรวจการมณฑล Shanyang, Yuan Yi, นายกรัฐมนตรีแห่ง Jibei ,left; vertical-align: inherit;"  Bao Xin , ผู้ตรวจการมณฑล Beihai  Kong Rong ผู้ตรวจการมณฑล Guangling Zhang Chao  ผู้ตรวจการมณฑลXu Tao Qian ผู้ตรวจการมณฑล Liang Ma Teng ผู้ตรวจการมณฑล Beiping Gongsun  Zan ผู้ตรวจการมณฑล Shangdang  Zhang  Yang , Marquis แห่ง Wucheng และ ผู้ บริหารใหญ่ แห่ง Changsha , Sun  Jian  มาร์ควิส แห่ง ตำบล Qixiang และ ผู้ดูแลใหญ่ของBohai Yuan Shao
 กองกำลังเหล่านี้มีกำลังพลที่แตกต่างกันไป บางกองมีกำลังพลสามหมื่นนาย ขณะที่บางกองมีกำลังพลเพียงหนึ่งหมื่นหรือสองหมื่นนาย แต่ละกองมีกำลังพลทั้งพลเรือนและทหาร กองกำลังเหล่านี้มุ่งหน้าสู่ลั่วหยางเมืองหลวง
 ควรกล่าวถึงว่า ขณะที่กงซุนจ้านผู้ปกครองเมืองเป่ยผิงกำลังมุ่งหน้าไปสมทบกับเหล่าทหารผ่านศึกหนึ่งหมื่นห้าพันนาย พระองค์ได้เสด็จผ่านผิงหยวนในเต๋อโจวระหว่างทาง ณ ดงหม่อนที่อยู่ไกลออกไป พระองค์ทรงเห็นทหารม้าหลายคนกำลังขี่ม้าอยู่ใต้ธงสีเหลือง ขณะกำลังขี่ม้าเข้ามาใกล้ พระองค์ก็ทรงจำผู้นำของพวกเขาได้ว่าเป็นเพื่อนร่วมชั้นเก่าหลิวเสวียนเต๋อ
                        “พี่ชายที่ดี ท่านมาทำอะไรที่นี่” กงซุนซานถาม
                        เสวียนเต๋อตอบว่า “ด้วยความเมตตาของท่านในอดีต ข้าพเจ้าจึงได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองผิงหยวนเมื่อข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านนำทัพใหญ่ผ่านมา ข้าพเจ้าจึงออกมาดู พี่ชาย ขอท่านเข้าเมืองไปรดน้ำม้าเถิด”
                        กงซุนจ้านชี้ไปที่กวนอูและจางเฟยแล้วถามว่า “แล้วทั้งสองคนนี้เป็นใคร?”
                        “พวกนี้คือกวนอูและจางเฟยพี่น้องร่วมสาบานของฉัน” เสวียนเต๋อกล่าว
                        “พวกเขาช่วยคุณต่อสู้กับพวกผ้าโพกหัวสีเหลืองเหรอ?”
                        “ความสำเร็จทั้งหมดของฉันเป็นผลมาจากความพยายามของพวกเขา” Xuandeกล่าว
                        “แล้วพวกเขารับตำแหน่งอะไรล่ะ” กงซุนซานถาม
                        “ กวนอูเป็นนักธนูที่ขี่ม้า ” เสวียนเต๋อ ตอบ “ จางเฟยเป็นนักธนูที่เดินเท้า ”
                        “คนเก่งๆ ถูกฝังไว้แล้ว!” กงซุนซานถอน หายใจ “เหล่าขุนนางในแคว้นกำลังมุ่งหน้าไปลั่วหยาง เพื่อทำลาย ตงจั๋วผู้ทรยศพี่ชายข้า เหตุใดจึงไม่ละทิ้งตำแหน่งอันต่ำต้อยนี้ แล้วมาร่วมรณรงค์สนับสนุนราชวงศ์ฮั่น กับพวกเรา เสียที”
                        “ฉันอยากไป” เสวียนเต๋อกล่าว
                        “ถ้าคุณปล่อยให้ฉันฆ่าคนทรยศนั่นก่อนหน้านี้ เราก็คงไม่ต้องลำบากกันวันนี้” จางเฟยกล่าว อย่างขบขัน
                        “อดีตก็คืออดีต” หยุนชาง กล่าว “มาเก็บของแล้วออกเดินทางกันเถอะ”
                        ดังนั้นพี่น้องทั้งสามคนพร้อมด้วยทหารม้าอีกไม่กี่คนจึงร่วม เดินทัพไปกับ กงซุนซานเพื่อเข้าร่วมกองทัพใหญ่
                        ขุนนางศักดินาทยอยเดินทางมาถึงและตั้งค่ายพักแรม ค่ายพักแรมของพวกเขาครอบคลุมพื้นที่กว่าสองร้อยลี้ เมื่อทุกคนเดินทางมาถึงโจโฉก็ถวายวัวและม้าบูชายัญ และเรียกขุนนางทั้งหมดมาประชุมใหญ่เพื่อวางแผนการโจมตี
                        หวัง กวงผู้บริหารสูงสุดของเหอเน่ย์กล่าวว่า “ในเมื่อพวกเรามาที่นี่เพื่อสนับสนุนภารกิจอันยิ่งใหญ่ เราต้องแต่งตั้งผู้นำให้กับพันธมิตรของเราก่อน กองทัพจึงจะก้าวหน้าได้ก็ต่อเมื่อกองทัพมีผู้บัญชาการและให้คำมั่นสัญญาว่าจะเชื่อฟัง”
 โจโฉเสนอว่า “หยวนเปิ่นชู่ควรเป็นผู้นำพวกเรา ตระกูลของเขามีอำนาจในรัฐบาลระดับสูงมาสี่ชั่วอายุคนแล้ว และอดีตข้าราชการและพันธมิตรของพวกเขาก็อยู่ทุกหนทุกแห่ง ในฐานะลูกหลานของเสนาบดีผู้มีชื่อเสียงแห่งราชวงศ์ฮั่นไม่มีใครเหมาะสมที่จะรับตำแหน่งผู้นำมากไปกว่าเขาอีกแล้ว”
                        หยวนเส้าปฏิเสธเกียรติยศนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คนอื่นๆ ต่างพูดว่า "ไม่มีใครทำได้ นอกจากเบ๊นชู่" และในที่สุดเขาก็ตกลงรับใช้
                        วันรุ่งขึ้น แท่นบูชาสามชั้นก็ถูกสร้างขึ้น พวกเขาได้ปักธงห้าผืนไว้รอบแท่นบูชา แต่ละผืนสำหรับแต่ละกองทหาร ครอบคลุมห้าทิศทาง เหนือแท่นบูชานั้น พวกเขาได้ตั้งหางจามรีขาว ขวานทองคำ ตราประทับ และเครื่องหมายแสดงอำนาจทางทหาร
                        เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วหยวนเส้าก็ได้รับเชิญให้ขึ้นไปยังแท่นบูชา หยวนเส้าสวมชุดพิธีการและถือดาบ ขึ้นไปอย่างเคารพ ที่นั่นเขาจุด ธูปถวายความเคารพสองครั้ง และกล่าวคำสาบานดังนี้
 “ ราชวงศ์ฮั่นล่มสลายลงสู่ยุคสมัยอันเลวร้าย พันธนาการแห่งอำนาจจักรพรรดิถูกคลายลง ตงจัวเสนาบดีกบฏฉวยโอกาสจากความขัดแย้งเพื่อก่อความชั่วร้าย แม้แต่ผู้สูงศักดิ์ที่สุดก็ตกอยู่ในความหายนะ ขณะที่ความโหดร้ายครอบงำคนธรรมดาสามัญ พวกเราหยวนเส้าและเหล่าสมุนของเขา ต่างหวาดกลัวต่อความปลอดภัยของแท่นบูชาจักรพรรดิ จึงได้รวมกำลังทหารเพื่อเร่งดำเนินการตามความจำเป็นของรัฐ บัดนี้ เราให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้กำลังทั้งหมดและร่วมมืออย่างสุดกำลัง จะต้องไม่มีการกระทำใดที่หวั่นไหวหรือเห็นแก่ตัว หากผู้ใดละทิ้งคำมั่นสัญญานี้ ขอให้เขาต้องเสียชีวิตและอย่าทิ้งลูกหลานไว้สวรรค์และแม่ธรณี ผู้ยิ่งใหญ่ และดวงวิญญาณผู้รู้แจ้งของบรรพบุรุษ จงเป็นพยาน!
                        เมื่ออ่านจบแล้ว พระองค์ก็ทรงทาโลหิตแห่งเครื่องบูชาลงบนริมฝีปากของพระองค์และริมฝีปากของผู้ที่ร่วมถวายคำปฏิญาณ ทุกคนต่างซาบซึ้งในพระดำรัสและพระวิญญาณของพระองค์ และหลายคนหลั่งน้ำตา
                        เมื่อพิธีเสร็จสิ้น หยวน เส้าก็เสด็จลงมาและถูกนำตัวไปยังเต็นท์ของเขา ซึ่งเขาเข้าประจำตำแหน่งผู้ทรงเกียรติ ขุนนางคนอื่นๆ เรียงแถวกันเป็นสองแถวตามยศและอายุโจโฉส่งเหล้าองุ่นไปทั่ว
                        “บัดนี้เราได้เลือกผู้นำแล้ว” โจโฉ กล่าว “เราทุกคนต้องฟังคำสั่งของท่านเพื่อประโยชน์ในการทำงานร่วมกันและสนับสนุนรัฐ จะต้องไม่มีการแข่งขันหรือการแย่งชิงอำนาจเพียงเพราะขนาดของกำลังพลของเราเอง”
                        หยวนเส้าประกาศว่า “แม้ข้าจะไร้ค่า แต่เจ้ากลับเลือกข้าเป็นหัวหน้า ข้าต้องตอบแทนบุญคุณและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างยุติธรรม ขอให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับของกองทัพอย่างเคร่งครัด ห้ามฝ่าฝืน”
                        “เราจะฟังและเชื่อฟัง!” ทุกคนร้อง
 “ หยวนซู่ น้องชายของข้า ได้รับแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคณะเสนาบดีท่านต้องดูแลให้ค่ายทั้งหมดมีเสบียงเพียงพอและไม่มีใครขาดแคลน แต่ในขณะนี้จำเป็นต้องมีผู้นำทัพหน้าที่จะไปยังช่องเขาซือเพื่อก่อการรบ กองกำลังอื่นๆ จะต้องเข้าประจำตำแหน่งเพื่อสนับสนุน”
                        ซุนเจี้ยนผู้บริหารสูงสุดของฉางซากล่าวว่า “ฉันยินดีที่จะเป็นผู้นำรถตู้”
                        “ เหวินไท่เป็นคนกล้าหาญและดุร้าย เทียบเท่ากับการบริการนี้” หยวนเส้าเห็นด้วย
                        ซุนเกี๋ยนจึงนำทัพของตนออกไปและเริ่มมุ่งหน้าไปยังช่องเขาแม่น้ำซีกองทหารรักษาการณ์ที่นั่นได้ส่งทหารม้าอย่างรวดเร็วกลับไปยังสำนักงานผู้ช่วยเสนาบดี ประจำ เมืองหลวงเพื่อรายงานสถานการณ์ฉุกเฉิน
 นับตั้งแต่ต้งจั๋วได้ตำแหน่ง เขาก็ทุ่มเทชีวิตส่วนตัวไปกับความหรูหราในชีวิตประจำวัน เมื่อข่าวสถานการณ์ฉุกเฉินไปถึงหลี่ รู่ ที่ปรึกษาของเขา เขาก็รีบแจ้งข่าวให้นายของเขาทราบทันที ต้งจั๋วรู้สึกตื่นตระหนกอย่างยิ่งจึงเรียกประชุมสภาใหญ่
 ลือปู้ ประมุขแห่งเหวินลุกขึ้นกล่าวว่า “ท่านพ่อ ข้าไม่เกรงกลัวเลย ข้ามองขุนนางเหล่านี้ที่หลงเหลืออยู่ไกลแสนไกลราวกับหญ้าจำนวนมหาศาล ขอให้ข้านำกองทัพเสือและหมาป่าของเราไปตัดหัวพวกมันและแขวนคอไว้ที่ประตูเมืองเถิด”
                        ตงจั๋วรู้สึกดีใจ “ตราบใดที่ข้ายังมีเฟิงเซียนข้าก็จะนอนหลับได้อย่างสบายใจ!”
                        แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ใครบางคนที่อยู่ข้างหลังลือโปก็อุทานออกมาว่า “นั่นไม่ใช่กรณีของ ‘มีดพร้าฆ่าไก่’ หรอกหรือ? มาร์ควิสไม่ต้องลำบากตัวเองหรอก ข้าจะยึดหัวพวกมันได้ง่ายๆ เหมือนกับการหยิบของออกจากกระสอบ”
 ตงจั๋วมองไปเห็นชายร่างสูงโปร่ง คล่องแคล่วดุจเสือ ยืดหยุ่นดุจหมาป่า หัวกลมเหมือนเสือดาว แขนเรียวยาวเหมือนลิง เขาคือฮัวเซียงชาวเมืองกวานซี ตงจั๋วรู้สึกยินดีกับคำพูดอันกล้าหาญของฮัวเซียง จึงแต่งตั้งให้เขา เป็นพันเอกกองทหารม้าอาชาไนยและมอบหมายกำลังพลห้าหมื่นนาย ทั้งม้าและทหารราบฮัวเซียงและทหารอีกสามคน ได้แก่หลี่ซู่หูเจินและจ้าวเซินรีบเดินทัพไปยังช่องเขาซือ
 ในบรรดาขุนนางศักดินาเป่าซินรู้สึกอิจฉาที่ซุนเกี๋ยนซึ่งเป็นผู้นำทัพหน้า อาจได้รับเกียรติยศสูงสุด เขาจึงส่งเป่าจง น้องชายของตน พร้อมกับทหารสามพันนาย ลับๆ ไปถึงช่องเขาซือก่อน โดยใช้เส้นทางเลี่ยงเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกหมายหัว เมื่อเป่าจงมาถึงพร้อมกองกำลังเล็กๆ ของเขา เขาก็เสนอตัวเข้าต่อสู้ฮวาสยงผู้นำทหารม้าห้าร้อยนาย เคลื่อนพลลงมาจากช่องเขาร้องตะโกนว่า “จงลุกขึ้นสู้ กบฏ!”
 เป่าจงพยายามถอยหนีอย่างรวดเร็ว แต่หัวสงจงยกดาบขึ้นฟันลงมาหัวของเป่าจง ก็หลุดจากหลังม้า กองร้อยส่วนใหญ่ถูกจับตัวไป หัวสงจงส่งหัวของเป่าจง กลับไปที่ห้องทำงานของ ผู้ช่วยเสนาบดีพร้อมกับรายงานชัยชนะของเขา และตงจั๋วก็แต่งตั้งให้เขาเป็นผู้บังคับบัญชา
 ซุนเกี๋ยน ได้เข้ามาใกล้ ช่องเขาแห่งนี้ด้วยตนเอง เขามีแม่ทัพสี่คน ได้แก่เฉิงผู่ฉายาว่าเตียวโหมวชาวทูหยินในเป่ยผิงต่อสู้ด้วยหอกเหล็กคมดาบหัวงู หวงไก กงฟูชาวหลิงห ลิง ต่อสู้ด้วยแส้เหล็กหันตังฉายาว่าอี้กงนักรบดาบใหญ่จากหลิงจือในเหลียวซีและจื่อเหมาฉายาว่าต้าหรงชายชาวฟู่ชุนในอู่ต่อสู้ด้วยดาบ คู่
                        ซุนเกี๋ยนสวมชุดเกราะเงินชั้นดีและผ้าโพกศีรษะสีแดงเข้ม ดาบเหล็กแท่งโบราณคาดเอวไว้ ส่วนม้าลายด่างพร้อยแผงคอพลิ้วไหว
 ซุนเกี๋ยนชี้ไปที่พวกที่อยู่บนยอดเขาแล้วตะโกนว่า “พวกเจ้าเป็นทาสของวายร้าย ทำไมไม่ยอมแพ้เสียที” หูเจินนำทหารห้าพันนายออกไปเผชิญหน้ากับศัตรูในการต่อสู้เฉิงผู่ขี่ม้าถือหอกงูพุ่งตรงไปหาหูเจินเพียงไม่กี่การต่อสู้ เขาก็แทงหอกทะลุ คอ หูเจินจนเสียชีวิตลงกับพื้น จากนั้นซุนเกี๋ยน ก็ ส่งสัญญาณให้กองกำลังที่เหลือรุกคืบ แต่จากยอด เขา กลับมีฝนตกหนักราวกับฝนหิน ซึ่งหนักเกินกว่าที่ศัตรูจะรับมือได้ซุนเกี๋ยนสั่งให้ทหารถอยกลับไปยังค่ายที่เหลียงตงพร้อมกับส่งผู้ส่งสารไปแจ้งหยวนเส้าถึงความสำเร็จเบื้องต้นของเขาและขอให้หยวนซู่ส่งเสบียงด่วน
 มีคนแนะนำหยวนซู่ว่า “ ซุนเกี๋ยน ผู้นี้ คือเสือดุร้ายจากแดนใต้หากเขายึดเมืองหลวงและทำลายตงจั๋วได้เราก็จะแลกหมาป่ากับเสือเท่านั้น อย่าส่งข้าวให้เขาเลย ถ้ากองทัพของเขาอดตาย กองทัพของเขาจะแตกกระเจิงแน่นอน”
 หยวนซู่ไม่ใส่ใจคำพูดประชดประชันนี้และไม่ส่งข้าวสารมาให้ ไม่นานทหารหิวโหยของซุนเกี๋ยน ก็เริ่มบ่นและเอะอะโวยวาย สายลับของ ข้าศึก จึงนำข่าวนี้ไปบอกผู้ปกป้อง ช่องเขาหลี่ซู่จึงแนะนำหัวสยงว่า “คืนนี้ข้าจะส่งทหารไปตามถนนสายหลังเพื่อโจมตี ค่ายของ ซุนเกี๋ยน อย่างกะทันหัน ถ้าท่านนายพลบุกโจมตีเขาจากด้านหน้า เราจะจับซุนเกี๋ยน ได้ ”
 ฮวาเซียงเห็นด้วย สั่งให้ทหารของเขากินมื้อเย็นให้อิ่มและออกเดินทางจากช่องเขาในคืนนั้น ดวงจันทร์สว่างไสว ลมสงบนิ่ง และเมื่อถึง ค่ายของ ซุนเกี๋ยนก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว พวกเขาตีกลองและบุกเข้าไปในค่ายซุนเกี๋ยนรีบสวมชุดเกราะและขี่ม้าออกไป เขาวิ่งตรงเข้าหาฮวาเซียงและนักรบทั้งสองก็เข้าปะทะกัน แต่ก่อนที่พวกเขาจะแลกช่องเขากันหลายครั้งหลี่ซูก็เรียกทหารจากอีกฝั่งขึ้นมาและเริ่มสั่งให้ทหารจุดไฟเผารอบ ๆ
 กองทัพของ ซุนเกี๋ยนสับสนอลหม่านและวิ่งหนีไปราวกับหนู การต่อสู้ระยะประชิดจึงเกิดขึ้น ไม่นานนักก็เหลือเพียงซู่เหมาอยู่ข้างๆ หัวหน้า ทั้งสองฝ่าวงล้อมและหนีไปฮวาเซียงไล่ตามมาติดๆซุนเกี๋ยนหยิบธนูที่ทาสีนกกางเขนและยิงธนูสองดอกติดต่อกันอย่างรวดเร็ว แต่ฮวาเซียงหลบได้ทั้งสองดอก เมื่อซุนเกี๋ยนใส่ลูกธนูดอกที่สามเข้าที่สายธนู เขาก็ดึงแขนกลับอย่างแรงจนธนูขาด เขาเหวี่ยงธนูลงพื้นและวิ่งควบเต็มกำลัง
                        จู่เหมากล่าวกับเขาว่า “ท่านเจ้าข้า ผ้าโพกศีรษะสีแดงเข้มของท่านเป็นสัญลักษณ์ที่เหล่ากบฏจะจดจำได้ง่ายเกินไป มอบมันให้ข้า แล้วข้าจะสวมมัน”
                        ซุนเกี๋ยนจึงเปลี่ยนหมวกเหล็กสีเงินที่สวมผ้าโพกหัวเป็นหมวกของสหายผู้ซื่อสัตย์ ทั้งสองจึงแยกย้ายกันไป กองกำลังของหัวสง ไล่ตาม จูเหมา ไปเพียงเพื่อจับชายผู้สวมผ้าโพกหัวสีแดงเข้ม ส่วนซุนเกี๋ยนก็หลบไปบนถนนสายรอง
 จู่เหมาถูกไล่ล่าอย่างร้อนรน ก่อนจะฉีกผ้าโพกศีรษะที่แขวนอยู่บนเสาบ้านที่ถูกไฟไหม้ไปครึ่งหนึ่งขณะเดินผ่าน ก่อนจะพุ่งเข้าไปในป่าทึบ ลูกน้องของ หัวสงเห็นผ้าโพกศีรษะสีแดงเข้มจึงล้อมไว้ แต่ไม่กล้าเข้าใกล้ หลังจากยิงธนูใส่ไปบ้าง พวกเขาจึงค้นพบกลอุบาย และขึ้นไปเอาหมวกเหล็กมา
 นี่คือช่วงเวลาที่จือเหมารอคอย เขาพุ่งออกมาจากป่า พุ่งเข้าใส่พร้อมดาบที่หมุนวนไปมา มุ่งหน้าสู่ฮัวเซียงแต่ฮัวเซียงเร็วเกินไป จึงฟันใส่จือเหมาที่ลงจากหลังม้าด้วยดาบเดียว การสังหารหมู่ที่ค่ายของซุนเกี๋ยนยัง คงดำเนินต่อไปจนกระทั่งรุ่งสาง จากนั้น ฮัวเซียงก็นำทัพกลับไปยังช่องเขา
                        เฉิงผู่ฮวงไกและหานตังกลับมาพบกับซุนเกี๋ยน ในไม่ช้า พวกเขาทั้งหมดนำทหารที่เหลือไปยังค่ายพักแรมที่อยู่ห่างจากช่องเขาซือซุนเกี๋ยนเสียใจอย่างยิ่งกับการสูญเสียผู้ใต้บังคับบัญชาผู้ใจดีซู่เหมา
                        ซุนเกี๋ยนจึงส่งผู้ส่งสารอีกคนไปแจ้งหยวนเส้าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ในตอนกลางคืน หยวนเส้า รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่งและ อุทานว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าซุนเหวินไถจะพ่ายแพ้ต่อหัวเซียง !”
 หยวนเส้ารีบเรียกขุนนางทั้งหมดมาประชุมสภา ทันใดนั้นกงซุนจ้านก็มาถึงพร้อมกองกำลังของตนเอง หยวนเส้าจึงเชิญเขาเข้าไปในเต็นท์เพื่อเข้าประจำตำแหน่งร่วมกับขุนนางคนอื่นๆ เมื่อทุกคนนั่งลงแล้วหยวนเส้ากล่าวว่า “เมื่อวันก่อน น้องชายของนายพลเป่าซินฝ่าฝืนกฎที่เราวางไว้สำหรับการรุกคืบอย่างเป็นระเบียบ และโจมตีข้าศึกอย่างหุนหันพลันแล่น เขาถูกสังหารพร้อมกับทหารของเราจำนวนมาก บัดนี้ซุนเหวินไถพ่ายแพ้ต่อฮัวเซียงจิตวิญญาณนักสู้ของเราตกต่ำ จะทำอย่างไรดี ?”
                        ไม่มีขุนนางคนใดพูดอะไร ทว่าเมื่อหยวนเส้าเงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ เต็นท์ เขาก็สังเกตเห็นว่าด้านหลังกงซุนซานมีชายสามคนหน้าตาโดดเด่น ยืนยิ้มอย่างเคร่งขรึม
                        “ ผู้ดูแล กงซุนซานคนเหล่านี้ที่อยู่ข้างหลังคุณเป็นใคร?” หยวนเส้าถาม
                        กงซุนจ้านบอกให้เสวียนเต๋อก้าวออกมา “นี่คือพี่ชายและเพื่อนร่วมชั้นสมัยหนุ่มๆ ของผม” เขากล่าว “ท่านเจ้าเมืองผิงหยวนเล่าปี่ ”
                        “เขาอาจจะเป็น หลิวเสวียนเต๋อคนเดียวกับที่ช่วยทำลายกลุ่มผ้าโพกหัวเหลืองหรือเปล่า” โจโฉตั้ง ข้อสังเกต
                        “เหมือนกันเลย” กงซุนจ้าน กล่าว และเขาสั่งให้เสวียนเต๋อทำความเคารพต่อที่ประชุม พร้อมทั้งเล่าถึง บริการของ เสวียนเต๋อและที่มาของเขาอย่างละเอียด
                        “บุรุษแห่ง ราชวงศ์ ฮั่นควรมีที่นั่งเป็นของตัวเอง” หยวนเส้า กล่าว และสั่งให้นำที่นั่งออกมาให้เขา
                        เล่าไป๋พยายามปฏิเสธอย่างสุภาพ
                        หยวนเส้ากล่าวว่า“การพิจารณาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงและตำแหน่งของคุณ ฉันเคารพคุณในฐานะทายาทของราชวงศ์”
                        หลิวไป๋จึงนั่งลงในตำแหน่งต่ำสุดในแถวขุนนางอันยาวเหยียด ขณะที่พี่ชายทั้งสองของเขาซึ่งพับแขนก็ยืนประจำตำแหน่งอยู่ด้านหลังเขา
 ทันใดนั้นก็มีหน่วยสอดแนมเข้ามารายงานว่า “ หัวสยงนำกองทหารม้าที่สวมชุดเกราะลงมาจากช่องเขาโบกมือทักทายผ้าโพกหัวสีแดงเข้มของแม่ทัพซุนเจี๋ยนที่อยู่บนเสายาว พวกเขามารวมตัวกันหน้าค่ายเพื่อเยาะเย้ยและเรียกให้พวกเราออกรบ”
                        “ใครกล้าออกไปสู้รบ?” หยวนเส้ากล่าว
                        หยู่เสอแม่ทัพผู้มีชื่อเสียงในสมัยหยวนซู่ก้าวออกมาข้างหน้า “ข้าเต็มใจไป”
                        หยวนเส้าพอใจจึงสั่งให้เขาขี่ม้าออกไป แต่ทันใดนั้นก็มีคนหนึ่งกลับมารายงาน “หยู่เส้า สู้กับ หัวสงได้ไม่ถึงสามรอบก่อนที่หัวสงจะตัดหัวเขา”
                        ความกลัวเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วที่ประชุมฮั่นฝู จึง กล่าวว่า “ข้ามีนักรบผู้กล้าหาญอยู่ในกลุ่มคนของข้าเขาชื่อปานเฟิง และเขาสามารถสังหาร หัวเซียง ผู้นี้ ได้”
                        หยวนเส้าสั่งให้ปานเฟิง ไป ปานเฟิงถือขวานรบขนาดใหญ่ไว้ในมือควบม้าออกไป แต่ไม่นานก็มีรายงานอีกว่า “ปานเฟิงก็ถูกหัวเซียง ตัดหัวเช่นกัน ” สภาเริ่มหน้าซีดเผือด
                        “น่าเสียดายจริงๆ ที่ผู้นำที่เก่งกาจทั้งสองของข้าเหยียนเหลียงและเหวินโจวยังไม่มา!” หยวนเส้าถอนหายใจ “ถ้ามีแค่คนเดียวอยู่ที่นี่ ทำไมเราต้องกลัวหัวสยงด้วยล่ะ?”
                        เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น เสียงจากด้านหลังของที่ประชุมก็ดังขึ้น “ฉันขอเสนอที่จะนำหัวของHua Xiong ไปวางไว้ต่อหน้าคุณด้วยตัวเอง!”
 ที่ประชุมหันไปมองผู้พูดซึ่งยืนอยู่ที่ทางเข้าเต็นท์ เขาสูงกว่าเก้าคืบและมีเครายาว ดวงตาของเขาเป็นประกายราวกับนกฟีนิกซ์ คิ้วหนาและดกหนาเหมือนหนอนผีเสื้อ ใบหน้าของเขาแดงก่ำ และเสียงของเขาทุ้มต่ำราวกับเสียงระฆังขนาดใหญ่
                        “ชายคนนี้เป็นใคร” หยวนเส้าถาม
                        กงซุนซานบอกพวกเขาว่า “นี่คือน้องชายของหลิวเสวียนเต๋อ กวนยู ”
                        “แล้วเขามีตำแหน่งอะไร?”
                        “เขาทำหน้าที่เป็นนักธนูขี่ม้า ให้กับ หลิวเสวียน เต๋อ”
                        “เจ้ากำลังเยาะเย้ยพวกเรา!” หยวนซู่ คำรามออกมาจากที่ของเขา “ นักธนู อย่างเจ้า เป็นใครถึงได้พูดจาโผงผางกับขุนนางอย่างเรา ราวกับว่าเราขาดแคลนแม่ทัพ? ไล่มันออกไปจากที่นี่ซะ!”
                        แต่โจโฉเข้าแทรกแซง “ใจเย็น ๆกงลู่ ! ถ้าเขากล้าพูดขนาดนี้ เขาต้องกล้าหาญและเจ้าเล่ห์ อย่างน้อยเราก็ปล่อยให้เขาลองดู ยังไม่สายเกินไปที่จะตำหนิเขาหากเขาล้มเหลว”
                        “ ฮัวเซียงคงจะหัวเราะเยาะพวกเราถ้าเราส่งนักธนู ธรรมดา ไปสู้กับเขา” หยวนเส้ากล่าว
                        “เขาดูไม่ค่อยเหมือนคนธรรมดาทั่วไป แล้วศัตรูจะรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นแค่นักธนู” โจโฉกล่าว
                        และองค์ชายกวนให้คำมั่นว่า “หากข้าทำพลาด ข้าจะขอให้คุณตัดหัวข้า”
                        โจโฉสั่งให้ใครสักคนรินไวน์ร้อนๆ ลงในถ้วย เพื่อให้เจ้ากวนดื่มขณะที่ขี่ม้าออกไป
                        “วางถ้วยไว้ให้ฉันก่อนเถอะ” ลอร์ดกวน กล่าว “ฉันจะกลับมาเร็วๆ นี้”
 เขาปล่อยใบมีดเต็นท์ไว้ในมือแล้วกระโดดขึ้นไปบนอานม้า เหล่าขุนนางในเต็นท์ได้ยินเสียงกลองดังกึกก้องมาจากนอกประตูค่าย จากนั้นก็มีเสียงดังกึกก้องราวกับท้องฟ้าถล่มทลาย พื้นดินยกตัวขึ้น เนินเขาสั่นสะเทือน และภูเขาถล่ม พวกเขาต่างหวาดกลัวอย่างยิ่ง ขณะที่พวกเขากำลังจะส่งคนไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงกระดิ่งม้าเบาๆ ขณะที่ม้าตัวหนึ่งเข้ามาในค่าย เป็นหยุนชางที่กำลังถือหัวของหัวสยง อยู่ ซึ่งเขาโยนมันลงกับพื้น
                        ไวน์ของเขายังอุ่นอยู่!
 วีรกรรมอันกล้าหาญนี้ได้รับการเฉลิมฉลองในรูปแบบบทกวี
พลังของเขาสั่นสะเทือนทั้งฟ้าดินและดิน
—การกระทำอันสำคัญยิ่ง เสียงกลองศึกดังก้องอยู่ที่ประตูค่าย ทันใดนั้น หยุ นชางก็วางถ้วยลงเพื่อแสดงความกล้าหาญ
— และไวน์ยังคงอุ่นอยู่ขณะที่หัวสยงนอนตายอยู่
                        โจโฉรู้สึกยินดีกับความสำเร็จนี้
                        แต่ทันใดนั้นจางเฟยก็พุ่งออกมาจากด้านหลังเสวียนเต๋อตะโกนว่า “ตอนนี้พี่ชายข้าได้ หัวของ หัวสยง ไป แล้ว เราจะรออะไรอยู่? บุกทะลวงช่องเขา ไปจับ ตงจั๋ว เป็นๆ เดี๋ยวนี้!”
                        หยวนชูโกรธจัด “แม้แต่รัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่อย่างข้ายังรู้จักหน้าที่ของตน! ทำไมเราต้องปล่อยให้ขุนนางชั้นผู้น้อยและพวกสัตว์เดรัจฉานของเขาอวดอำนาจและระบายอารมณ์ด้วยเล่า? เราควรขับไล่พวกเขาทั้งหมดออกจากเต็นท์!”
                        โจโฉกล่าวว่า “งานที่ทำได้ดีสมควรได้รับผลตอบแทน สถานะของคนๆ หนึ่งเกี่ยวอะไรกับมัน?”
                        “หากพวกคุณทุกคนคิดว่าผู้พิพากษาประจำมณฑลคนนี้มีคุณค่ามากขนาดนั้น” หยวนชู่เดือดดาล “บางทีฉันเองก็น่าจะลาไปก่อน”
                        โจโฉถอนหายใจกับตัวเอง “คำพูดที่หลุดลอยไปเพียงคำเดียวสามารถขัดขวางความพยายามอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้จริงหรือ?”
                        แต่เขากลับสั่งให้กงซุนจ้านพาเซวียนเต๋อ กวนอูและจางเฟยกลับไปที่ค่ายของเขาเอง แม้ว่าเมื่อหัวหน้าคนอื่นๆ แยกย้ายกันไปหมดแล้วโจโฉก็แอบส่งเนื้อวัวและไวน์เป็นของขวัญเพื่อปลอบใจและให้กำลังใจพี่น้องทั้งสาม
 ขณะเดียวกัน เหล่าทหารที่รอดชีวิตจากกองทัพของหัวสยง ได้เดินทางกลับไปยัง ช่องเขาซือและเล่าถึงความพ่ายแพ้หลี่ซู่ ตกใจมาก จึงรีบร่างรายงานด่วนและส่งข่าวกลับไปยังตงจั๋ว ตงจั๋วจึง เรียก หลี่หรูลั่วปู้และที่ปรึกษาที่ไว้ใจได้คนอื่นๆ ของเขามาประชุมทันที
 หลี่ รู่โต้แย้งว่า “เราสูญเสียผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างหัวสยง ไป ขณะที่อำนาจฝ่ายกบฏเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล และข้าพเจ้าขอชี้ให้ทราบว่าผู้นำของสมาพันธรัฐนี้คือหยวนเส้าซึ่งลุงของเขา คือ หยวนเว่ยยังคงดำรงตำแหน่งราชครูใหญ่หากเราตกอยู่ในสถานการณ์ที่ลุงกับหลานสามารถร่วมมือกันโจมตีจากภายนอกและภายใน เราจะได้รับผลกระทบอย่างใหญ่หลวง เราต้องลงมือก่อนข้าพเจ้าขอสนับสนุนท่านเสนาบดีให้นำกำลังของเราเอง และสั่งการให้กำลังของเรากำจัดคนร้ายเหล่านี้”
 ตงจั๋วเห็นด้วย เขาจึงเรียกตัวหลี่เจวี๋ยและกัวซื่อมา แล้วส่งพวกเขาพร้อมทหารห้าร้อยนายไปล้อมบ้านของหยวนเว่ยจากนั้นก็ประหารชีวิตทุกคนโดยไม่คำนึงถึงอายุ หัวของ หยวนเว่ยถูกแขวนไว้หน้าประตูบ้านเพื่อเป็นการเตือน
 ในระหว่างนั้นตงจั๋วได้ระดมกองทัพจำนวนสองแสนนาย และส่งกองทัพออกไปตามสองเส้นทาง คือหลี่เจวี๋ยและกัวซีได้นำกองทัพหนึ่งที่มีจำนวนห้าหมื่นนายไปยึดช่องเขาแม่น้ำซีโดยสั่งไม่ให้สู้รบโดยหุนหันพลันแล่น ขณะที่ตงจั๋วเองก็พาหลี่รู่ลู่ปู้ ฟ่า นโจวจางจี๋และนายทหารคนอื่นๆ พร้อมด้วยทหารที่เหลืออีกหนึ่งแสนห้าหมื่นนายไปป้องกันช่องเขากับดักเสือ ห่างจาก หลัว ออก ไปห้าสิบลี้
                        เมื่อมาถึง ช่องเขา กับดักเสือตงจั๋วก็สั่งให้ลือโป๋นำทหารสามหมื่นนายไปสร้างป้อมปราการที่แข็งแกร่งไว้ด้านหน้าช่องเขาขณะที่กองกำลังหลักกับตงจั๋วก็ยึดช่องเขาไว้
 เหล่าทหารลาดตระเวนนำข่าวการเคลื่อนไหวเหล่านี้มาแจ้งในตอนกลางคืน และเมื่อทราบข่าว หยวนเส้าจึงเรียกประชุมสภาขุนนางชุดใหม่โจโฉโต้แย้งว่า “การส่งทหารไปประจำการที่ฮูเลา จะทำให้ ตงจั๋วตัดการรุกคืบของเราได้ เรามาส่งทหารครึ่งหนึ่งไปเผชิญหน้ากับเขากันเถอะ”
 หยวนเส้าจึงสั่งให้ขุนนางแปดคนเคลื่อนพลไปยังช่องเขากับดักเสือเพื่อรับมือกับภัยคุกคามใหม่นี้ ได้แก่หวังกวง เฉียวเหมาเป่าซินหยวนอี้คงหรงจางหยางเต้าเฉียนและกงซุนจ้าน โจโฉนำกองทัพของตนเองเดินตามหลังพวกเขาไปเป็นกำลังสำรอง
 ขุนนางทั้งแปดออกเดินทางทีละคน โดยกองทัพของหวังกวง เป็นกลุ่มแรกที่ไปถึงช่องเขากับ ดักเสือ ลือโป๋นำทหารม้าเหล็กสามพันนายเข้าประจันหน้า เมื่อหวังกวงจัดทัพม้าและทหารราบเรียงแถวรบเรียบร้อยแล้ว เขาก็ตั้งรับภายใต้ธงใหญ่และมองดูศัตรู
 เขาเฝ้ามองลือโป๋โผล่ออกมาจากแถวที่ตรงกันข้าม บนศีรษะของเขาสวมผ้าโพกศีรษะสามง่ามสีทองอร่าม สำหรับเสื้อชั้นใน เขาสวมเสื้อคลุมผ้าไหมซีฉวนปักลายดอกไม้ ทับด้วยเกราะหน้าอกและหลัง ประดับด้วยหัวสัตว์ที่อ้ากว้าง สวมห่วงที่ด้านข้าง คาดเข็มขัดที่รัดด้วยตะขอรูปหัวสิงโตอันงดงามถึงเอว ธนูและลูกศรสะพายบ่า และถือหอกสามง่ามเขานั่งอยู่บนหลังม้ากระต่ายแดงที่กำลังพ่นลมออกมา แท้จริงแล้วเขาเป็นบุรุษเหนือบุรุษ ดุจดังม้าของเขาที่เปรียบเสมือนม้าท่ามกลางฝูงม้า!
 หวังกวงหันศีรษะไปถามว่า "ใครกล้าออกไปสู้กับเขา" นายพลขี่ม้าควบม้าออกมาจากด้านหลังพร้อมกับหอกที่มั่นคงหวังกวงจำเขาได้ว่าเป็นนายทหารชื่อดังจากเหอเน่ย์ฟางเยว่ทั้งสองปะทะกัน แต่ก่อนการต่อสู้ครั้งที่ห้าฟางเยว่ก็ถูกแทงด้วยหอก จากนั้นลฺหวี่ปู้ก็จับหอกของเขาไว้แน่นและนำกองทหารม้าเข้าโจมตี กองทัพของ หวังกวงพ่ายแพ้อย่างยับเยินและทหารของเขาเริ่มกระจัดกระจายไปทุกทิศทาง ในขณะที่ลฺหวี่ปู้พุ่งไปมาอย่างง่ายดายราวกับว่าเขามีสนามรบทั้งหมดให้กับตัวเอง
 โชคดีสำหรับหวังกวงในเวลานั้นเองที่เฉียวเหมาและหยวนอี้ยกทัพมาช่วยเขาไว้ได้ และลือโป๋ก็ถอยทัพไปในที่สุด ขุนนางทั้งสามต่างสูญเสียกำลังพลไปมาก พวกเขาจึงถอยทัพไปสามสิบลี้และสร้างป้อมปราการ ไม่นานขุนนางที่เหลืออีกห้าคนก็มาถึง และประชุมกัน
                      “วีรบุรุษผู้กล้าหาญลือโป้ ผู้นี้ ” พวกเขากล่าวกัน “ไม่มีใครเทียบเทียมได้”
 ขณะที่พวกเขากังวลเรื่องชายผู้นั้น ก็มีทหารลาดตระเวนคนหนึ่งเข้ามารายงานว่า “ ลือโป๋กำลังเตรียมรบ” ดังนั้นพวกเขาจึงขึ้นม้าและจัดทัพแปดกองให้กระจายตัวไปตามเนินเขาและที่สูง ไกลออกไปก็เห็น กองทหารของ ลือโป๋เช่นกัน ธงปักของพวกเขาโบกสะบัดไปตามสายลม ขณะที่ลือโป๋กำลังขี่ม้านำหน้าแนวรบของพวกเขา
 มู่ชุน หนึ่งในขุนพลของจางหยางขี่ม้าออกไปพร้อมหอก แต่ลฺหวี่ปู้ยกหอกขึ้นแทงเขาตายในครั้งเดียว ทำให้เหล่าทหารของเหล่าขุนนางหวาดกลัวอย่างมาก ทันใดนั้นอู่ อันกั๋วแม่ทัพของกงหรงก็ควบม้าออกมาพร้อมกระบองเหล็กลฺหวี่ปู้หมุนหอกและเร่งม้าให้เข้ามาหา ทั้งสองต่อสู้กันอย่างสูสีเป็นเวลาสิบกว่ารอบ แต่การโจมตีจากหอกทำให้ ข้อมือของ อู่ อันกั๋ว หัก ทำให้เขาต้องทิ้งกระบองลงพื้นและหนีไป เหล่าทหารของเหล่าขุนนางแปดนายยกทัพเข้ามาช่วยเขา และลฺหวี่ปู้ก็ถอยกลับไปอีกครั้ง
                        เหล่าขุนนางก็ถอนทัพกลับไปยังค่ายของตนเช่นกัน จากนั้นจึงจัดประชุมสภาอีกครั้ง
                        โจโฉเริ่มกล่าวว่า “พวกเราไม่มีใครเทียบฝีมือของลือโป๋ คนนี้ ได้หรอก เราควรรวบรวมเหล่าขุนนางทั้งหมดมาวางแผนกลยุทธ์ที่ดีกว่านี้ร่วมกัน ถ้าลือโป๋ถูกจับไปตงจั๋วคงถูกฆ่าได้ง่ายๆ”
                        ขณะที่พวกเขากำลังถกเถียงกันอยู่นั้น พวกเขาก็ได้รับแจ้งอีกครั้งว่าลือโป๋ได้นำทัพออกมาสู้รบ เหล่าขุนนางทั้งแปดจึงนำทัพของตนออกไปอีกครั้งเช่นกัน
 คราวนี้กงซุนจ้านเองก็ชูหอกขึ้นฟาดฟันศัตรู หลังจากประลองเพียงไม่กี่นัดกงซุนจ้านเห็นว่าตัวเองกำลังแพ้ก็หันหลังกลับ ทว่าลือปู้ ยังคงยืนกรานที่จะไล่ตาม แล้ว กงซุนจ้านจะหวังแซงกระต่ายแดง ม้าที่วิ่งได้พันลี้ในหนึ่งวัน และควบเร็วดุจสายลมได้อย่างไร
                        ขณะที่เหล่าทหารพันธมิตรเฝ้าดูอยู่ กระต่ายแดงก็พุ่งเข้าหาผู้ขี่ม้าเหาะอย่างรวดเร็ว ง้าวของผู้ขี่ก็กำลังจะแทงกงซุนจ้านเข้าที่หัวใจ แต่ทันใดนั้นผู้ขี่คนที่สามก็ควบม้าเข้ามา ดวงตากลมโตจ้องมอง หนวดเคราแข็งกร้าว พร้อมกับหอกยาวคล้ายงู
                        “หยุดอยู่ตรงนั้น ไอ้สารเลว!” ชายคนนั้นคำราม “ จางเฟยแห่งหยานอยู่ที่นี่!”
 เมื่อเห็นคู่ต่อสู้รายนี้ลือโป๋จึงปล่อยให้กงซุนจ้านเข้าปะทะกับคู่ต่อสู้คนใหม่ ด้วยพละกำลังและจิตวิญญาณ อันแข็งแกร่ง จางเฟยจึงพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นคู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับลือโป๋ พวกเขา ปะทะกันถึงครึ่งร้อยครั้งโดยที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เปรียบกัน เมื่อเห็นสถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้กวนอูจึงตบหลังม้า ควบมังกรเขียวตัวใหญ่ยักษ์ออกไปโจมตีลือโป๋จากอีกฟากหนึ่ง แม้จะต้องต่อสู้กับศัตรูทั้งสองฝั่ง แต่ก็ยังมีการต่อสู้อีกสามสิบครั้งลือโป๋ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง จากนั้นหลิวเสวียนเต๋อก็ขี่ม้าแผงคอสีเหลืองออกมาเช่นกัน ยกดาบคู่ขึ้นเตรียมโจมตี หันไปอีกมุมหนึ่งเพื่อช่วยเหลือพี่น้อง ทั้งสามล้อมลือโป๋ไว้ แสงวาบของอาวุธปะทะอาวุธราวกับแสงริบหรี่ของโคมไฟหมุน ทหารของเหล่าขุนนางทั้งแปดยืนตะลึงงันกับภาพที่เห็น
 ลือโป๋รับรู้ได้ว่าปฏิกิริยาตอบสนองของเขากำลังบกพร่อง เขาจึงมองหน้าเสวียนเต๋อ อย่างมีเลศนัย ก่อนจะใช้ง้าวแทงอย่างไม่ลดละ เสวียน เต๋อสะดุ้งเพื่อหลบการโจมตีที่คาดไว้ ลือโป๋ฉวยโอกาสจากช่องเปิดนั้นเพื่อหลบหนีจากวงล้อม แล้วควบม้าหนีไปพร้อมกับแขวนง้าวไว้ด้านหลัง
 แต่พวกเขาจะยอมให้เขาหนีไปได้หรือ? พวกเขาโบยบินและไล่ตามไปอย่างไม่ลดละ เหล่าทหารทั้งแปดต่างส่งเสียงร้องตะโกนก้องกึกก้อง ก่อนจะพุ่งเข้าใส่ลือโป๋ ที่มุ่งหน้าไป ยังที่กำบังของช่องเขา และผู้ไล่ตามคนแรกคือ พี่น้องผู้กล้าหาญทั้งสาม
      กวีโบราณท่านหนึ่งได้กล่าวถึงการต่อสู้อันโด่งดังนี้ไว้ดังนี้: 
                        วันแห่งโชคชะตาของ ราชวงศ์ ฮั่นมาถึงในรัชสมัยของฮวนและหลิง
                        เกียรติยศของพวกเขาเสื่อมถอยลงราวกับดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตงจั๋วเสนาบดีผู้ฉาวโฉ่ ได้ปลดกษัตริย์หนุ่มออกจากบัลลังก์
                        จริงอยู่ที่หลิวเสียเป็นคนอ่อนแอ ขี้ขลาดเกินกว่าจะรับมือในยุคสมัยของตนโจโฉ
 จึงประกาศการกระทำอันชั่วร้ายเหล่านี้ออกไป เหล่าขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ต่างโกรธแค้นและรวมพลกัน ในที่ประชุม พวกเขาเลือกหยวน เส้า เป็นหัวหน้าผู้ สาบาน ตน ให้คำมั่นสัญญาว่าจะธำรงรักษาราชวงศ์และความสงบสุข ในบรรดานักรบในสมัยนั้นลือปู้ ผู้กล้าหาญ ที่สุด ความกล้าหาญและฤทธิ์อำนาจของเขาเป็นที่สรรเสริญของผู้คนทั้งสี่มหาสมุทร เขาสวมชุดเกราะสีเงินดุจเกล็ดมังกร บนศีรษะประดับด้วยเครื่องประดับศีรษะสีทอง ผูกด้วยเข็มหมุดขนาดใหญ่ มีเข็มขัด คาดรอบเอว ตะขอเกี่ยว หัวสัตว์ป่าสองหัวมีขากรรไกรจับแน่น เสื้อคลุมปักลายพลิ้วไหว พลิ้วไสวไปทั่วร่าง
 ม้าศึกที่ว่องไวของเขากระโจนข้ามทุ่งราบ ลมกรรโชกแรงพัดตามหลังมา ง้าวอันน่าสะพรึงกลัวของเขาส่องประกายในแสงแดด สว่างไสวดุจทะเลสาบอันสงบนิ่ง ใครกันจะกล้าเผชิญหน้ากับเขา ขณะที่เขาควบม้าออกไปท้าทาย? จิตใจของเหล่าขุนนางแตกสลายด้วยความกลัว หัวใจสั่นสะท้าน จากนั้นจางเฟยนักรบผู้กล้าหาญแห่งแดนเหนือ ก็กระโดดออกมา กำหอกยาวคล้ายงูไว้ในมืออันทรงพลัง หนวดขึ้น เป็นกระจุกด้วยความโกรธเกรี้ยว แข็งทื่อดุจลวด ดวงตากลม โตจ้องมองอย่างดุจสายฟ้าแลบพุ่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ทั้งสอง ไม่หวั่นไหวต่อการต่อสู้ แต่ประเด็นก็ยังคงไม่แน่นอน กวนหยุนชางยืนเด่นอยู่เบื้องหน้า จิตใจของเขาขุ่นเคือง
 ดาบ มังกรเขียวส่องประกายขาวดุจน้ำค้างแข็งในแสงแดด เสื้อคลุมนักสู้สีสดใสพลิ้วไหวดุจปีกผีเสื้อ เหล่าอสูรและเทพารักษ์ต่างกรีดร้องเมื่อกีบม้าคำราม แววตาของเขา เต็ม ไป ด้วยความโกรธเกรี้ยวดุจเปลวเพลิงที่ดับได้เพียงโลหิต ต่อ มาเสวียนเต๋อเข้าร่วมการต่อสู้ กำดาบคู่ไว้แน่น สวรรค์สั่นสะท้านด้วยพระพิโรธอันเกรียงไกร ทั้งสามรุมล้อมลู่ปู้ อย่างแน่นหนา การต่อสู้ยืดเยื้อยาวนาน เขาป้องกันการโจมตีของพวกมันไว้เสมอ ไม่เคยหวั่นไหวแม้แต่วินาทีเดียว เสียงตะโกนของพวกมันดังกึกก้องไปทั่วท้องฟ้า พื้นดินก็สะท้อนเสียงนั้น ความร้อนระอุของการต่อสู้แผ่ขยายไปถึงดาวเหนือที่เยือกแข็ง ลู่ปู้อ่อนล้า รู้สึกว่าพลังกำลังของเขากำลังลดลงอย่างรวดเร็ว จึงคิดจะหนี
เขาหันไปมองดูเนินเขาโดยรอบแล้วบินไปที่นั่นเพื่อหลบภัย จากนั้นจึงถอยหอกของเขาและลดปลายแหลมที่สูงลง
เขาก็รีบวิ่งหนีโดยถอนตัวจากการต่อสู้
โดยก้มศีรษะลง มอบบังเหียนให้กับม้าของเขา
หันหน้าหนีและวิ่งไปยังช่องเขาไทเกอร์แทร็พ
                        พี่น้องทั้งสามยังคงไล่ตามไปจนถึงช่องเขาไทเกอร์แทรปเมื่อมองขึ้นไป พวกเขาเห็นหลังคาผ้าโปร่งสีดำขนาดใหญ่ปกคลุมอยู่บนช่องเขาพลิ้วไหวไปตามลมตะวันตก
                        “ต้องเป็นตงจั๋ว แน่ๆ ” จางเฟย อุทาน “เราจะไล่ล่าลือปู้กันหนักหนาสาหัสไปทำไมกัน? จัดการไอ้ตงจั๋วโจร นั่น ก่อน แล้วตัดรากทิ้งให้หมด!”
                        เขาควบม้าขึ้นไปยังช่องเขาเสือดักเพื่อจับตั๋งจั๋ว