Translate

10 ธันวาคม 2568

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๒๐. สิขีพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระสิขีพุทธเจ้าที่ ๒๐
         ต่อมาภายหลังสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า เมื่อกัปนั้นอันตรธานไปแล้ว ต่อจากนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไม่อุบัติขึ้นในโลก ๕๙ กัป มีแต่แสงสว่างที่ปราศจากพระพุทธเจ้า เอกราชของกิเลสมารและเทวปุตตมาร ก็ปราศจากเสี้ยนหนาม. 
         ในสามสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้วในโลกสองพระองค์คือพระสิขี ผู้ดุจไฟอันสุมด้วยไม้แก่นแห้งสนิท ราดด้วยเนยใสมากๆ ไม่มีควัน และพระเวสสภู
         บรรดาพระพุทธเจ้าสองพระองค์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าสิขีทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางปภาวดีเทวีผู้มีพระรัศมีงามดังรูปทองสีแดง อัครมเหสีของพระเจ้าอรุณ ผู้มีพระคุณอย่างยิ่ง กรุงอรุณวดี ซึ่งมีแต่ทำกุศล ล่วง ๑๐ เดือนก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ นิสภะราชอุทยาน. 
         ส่วนโหรผู้ทำนายนิมิต เมื่อเฉลิมพระนามของพระองค์ ก็เฉลิมพระนามว่าสิขี เพราะพระยอดกรอบพระพักตร์พุ่งสูงขึ้นดุจยอดพระอุณหิส พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เจ็ดพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลังชื่อว่าสุจันทกสิริ คิริยสะและนาริวสภะ- ปรากฏมีพระสนมกำนัลสองหมื่นสี่พันมีพระนางสัพพกามาเทวีเป็นประมุข. 
- บาลีว่า สุวัฑฒกะ, คิริ, นารีวาหนะ. 
         เมื่อพระโอรสพระนามว่าอตุละ ผู้ไม่มีผู้ชั่ง ผู้เทียบได้ด้วยหมู่แห่งพระคุณของพระนางสัพพกามาเทวีทรงสมภพ พระมหาบุรุษนั้นก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ขึ้นทรงช้างต้นเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง ทรงผนวช บุรุษหนึ่งแสนสามหมื่นเจ็ดพันพากันบวชตามเสด็จ. 
         พระองค์อันบรรพชิตเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี ทรงละการคลุกคลีด้วยหมู่ เสวยข้าวมธุปายาสที่ธิดาปิยเศรษฐี สุทัสสนนิคม ถวาย แล้วยับยั้งพักกลางวัน ณ ป่าตะเคียนหนุ่ม ทรงรับหญ้าคา ๘ กำที่ดาบสชื่ออโนมทัสสีถวาย เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นบุณฑรีกะ คือมะม่วงป่า. 
         เขาว่า แม้บุณฑรีกโพธิพฤกษ์นั้นก็มีขนาดเท่าต้นแคฝอย วันนั้นนั่นเอง มะม่วงป่าต้นนั้นสูงชะลูดลำต้นขนาด ๕๐ ศอก แม้กิ่งก็ขนาด ๕๐ ศอกเหมือนกัน ดารดาษด้วยดอกหอมเป็นทิพย์ มิใช่ดารดาษด้วยดอกอย่างเดียวเท่านั้น ยังดารดาษแม้ด้วยผลทั้งหลาย. มะม่วงต้นนั้นแถบหนึ่งมีผลอ่อน แถบหนึ่งมีผลปานกลาง แถบหนึ่งมีผลห่าม แถบหนึ่งมีผลมีรสดี พรั่งพร้อมด้วยสีกลิ่นและรส เหมือนทิพยโอชาที่เทวดาใส่ไว้ ห้อยย้อยแด่แถบนั้นๆ ต้นไม้ดอกก็ประดับด้วยดอก ต้นไม้ผลก็ประดับด้วยผล ในหมื่นจักรวาลเหมือนอย่างมะม่วงต้นนั้น. 
         พระองค์ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๒๔ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ครั้นประทับอย่างนั้นแล้วก็ทรงกำจัดกองกำลังมารพร้อมทั้งตัวมารซึ่งกว้างถึง ๓๖ โยชน์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯเปฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา ดังนี้. 
         ทรงยับยั้งใกล้ๆ โพธิพฤกษ์นั่นแล ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาของท้าวมหาพรหม ทรงเห็นอุปนิสสัยสมบัติของภิกษุแสนเจ็ดหมื่นที่บวชกับพระองค์ จึงเสด็จไปทางอากาศ ลงที่มิคาจิระราชอุทยาน ใกล้กรุงอรุณวดีราชธานี ซึ่งมีรั้วกั้นชนิดต่างๆ อันหมู่มุนีเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรท่ามกลางหมู่มุนีเหล่านั้น. 
         ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  ต่อจากสมัยของพระวิปัสสีพุทธเจ้า ก็มีพระชิน 
            สัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า 
            ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีบุคคลเทียบ. 
                  พระองค์ทรงย่ำยีกองทัพมาร ทรงบรรลุพระสัม- 
            โพธิญาณสูงสุด ทรงประกาศพระธรรมจักรอนุเคราะห์ 
            สัตว์ทั้งหลาย. 
                  เมื่อพระสิขีพุทธเจ้า จอมมุนี ทรงประกาศพระ 
            ธรรมจักร อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่สัตว์แสนโกฏิ. 
         ต่อมาอีก พระสิขีพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม โปรดพระราชโอรสสองพระองค์ คือพระอภิภูราชโอรสและพระสัมภวะราชโอรส พร้อมด้วยบริวาร ใกล้กรุงอรุณวดีราชธานี ทรงยังสัตว์เก้าหมื่นโกฏิให้ดื่มอมฤตธรรม. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
                  เมื่อพระสิขีพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแห่งคณะ 
            ผู้สูงสุดในนรชน ทรงแสดงธรรมอีก อภิสมัยครั้งที่ ๒ 
            ก็ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่นโกฏิ. 
         ส่วนครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์เพื่อหักราน ความเมาและมานะของเดียรถีย์ และเพื่อเปลื้องเครื่องผูกของชนทั้งปวง ใกล้ประตูสุริยวดีนคร ทรงแสดงธรรมโปรด อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            เมื่อพระสิขีพุทธเจ้า ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในโลก 
            ทั้งเทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งท่ามกลางพระอรหันต์หนึ่งแสนที่บวชพร้อมกับพระราชโอรส คือพระอภิภูและพระสัมภวะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. ประทับนั่งท่ามกลางภิกษุแปดหมื่นที่บวชในสมาคมพระญาติ กรุงอรุณวดีทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุเจ็ดหมื่นที่บวชในสมัยทรงฝึกพระยาช้างชื่อธนบาลกะในธนัศชัยนคร นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               แม้พระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ก็ทรง 
         มีสันนิบาต ประชุมพระสาวกขีณาสพผู้ไร้มลทิน มี 
         จิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง. 
               ประชุมภิกษุหนึ่งแสน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑ 
         ประชุมภิกษุแปดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
               ประชุมภิกษุเจ็ดหมื่น เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓ 
         ภิกษุสันนิบาต อันโลกธรรมไม่กำซาบแล้ว เหมือน 
         ปทุมเกิดเติบโตในน้ำ น้ำก็ไม่กำซาบ ฉะนั้น.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุปลิตฺโต ปทุมํว ความว่า ภิกษุสันนิบาตแม้นั้นแม้เกิดในโลก โลกธรรมก็ซึมกำซาบไม่ได้เหมือนปทุมเกิดในน้ำเติบโตในน้ำนั่นแล น้ำก็ซึมซาบไม่ได้ ฉะนั้น. 
         ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระราชาพระนามว่าอรินทมะ ในปริภุตตนคร ไม่ทรงขัดข้องในที่ไหนๆ. 
         เมื่อพระสิขีศาสดาเสด็จถึงปริภุตตนคร พระราชาพร้อมทั้งราชบริพาร เสด็จออกไปรับเสด็จมีพระหฤทัย พระเนตรและพระโสตอันความเลื่อมใสให้เจริญแล้ว พร้อมราชบริพาร ถวายบังคมด้วยพระเศียร ที่พระยุคลบงกชบาทไม่มีมลทินของพระทศพล นิมนต์พระทศพล ถวายมหาทานอันเหมาะสมแก่พระอิสริยะ สกุลสมบัติและศรัทธา ๗ วัน โปรดให้เปิดประตูคลังผ้า ถวายผ้ามีค่ามากแด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ถวายช้างต้นที่ป้องกันข้าศึกได้เหมือนช้างเอราวัณ ซึ่งพรั่งพร้อมด้วยกำลังรูปลักษณะและฝีเท้า ประดับด้วยข่ายทองและมาลัย งามระยับด้วยพัดจามรคู่งาสวมปลอกทองใหม่งาม มีหูใหญ่และอ่อน หน้างามระยับด้วยรอยดวงจันทร์ และถวายกัปปิยภัณฑ์ มีขนาดเท่าช้างนั่นแหละ. 
         พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า สามสิบเอ็ดกัป นับแต่กัปนี้ไป ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นกษัตริย์นามว่าอรินทมะ เลี้ยงดู 
         พระสงฆ์มีพระสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำสำราญ. 
               เราถวายผ้าอย่างดีเป็นอันมาก ไม่น้อยนับโกฏิ 
         ผืน ถวายยานคือช้างที่ประดับแล้ว แด่พระสัมพุทธเจ้า. 
               เราชั่งกัปปิยภัณฑ์มีประมาณเท่ายานคือช้าง ยัง 
         จิตของเราอันมั่นคง ให้เต็มด้วยปิติในทานเป็นนิตย์. 
               พระสิขีพุทธเจ้าผู้นำเลิศแห่งโลก แม้พระองค์นั้น 
         ก็ทรงพยากรณ์เราว่า สามสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ ท่านผู้นี้ 
         จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
               พระตถาคตออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์ 
         อันน่ารื่นรมย์ ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของท่านผู้นี้. 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีจิตเลื่อมใส 
         จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไปเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ 
         บริบูรณ์.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมฺมินิตฺวา ได้แก่ ชั่งเท่าขนาดช้างเชือกนั้น. 
         บทว่า กปฺปิยํ ได้แก่ กัปปิยภัณฑ์. 
         สิ่งที่ควรรับสำหรับภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่ากัปปิยภัณฑ์. 
         บทว่า ปูรยึ มานสํ มยฺหํ ความว่า ยังจิตของเราให้เต็มด้วยปิติในทาน ทำให้สามารถเกิดความร่าเริงแก่เรา. 
         บทว่า นิจฺจํ ทฬฺหมุปฏฺฐิตํ ความว่า จิตอันตั้งมั่นคงโดยทานเจตนาว่าจะให้ทานเป็นนิตย์. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าอรุณวดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอรุณวา พระชนนีพระนามว่าพระนางปภาวดี คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระอภิภูและพระสัมภวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระเขมังกร คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระสขิลาและพระปทุมา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นปุณฑรีกะ คือมะม่วง พระสรีระสูง ๗๐ ศอก พระรัศมีแห่งสรีระแผ่ไป ๓ โยชน์เป็นนิตย์ พระชนมายุเจ็ดหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางสัพพกามา พระโอรสพระนามว่าอตุละ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ 
         นครชื่ออรุณวดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอรุณ พระ 
         ชนนีพระนามว่าพระนางปภาวดี. 
               พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่เจ็ดพันปี ทรง 
         มีปราสาทชั้นเยี่ยม ๓ หลัง ชื่อว่าสุวัฑฒกะ คิริและนารี- 
         วาหนะ 
               มีพระสนมกำนัลสองหมื่นสี่พันนาง ล้วนประดับ 
         ประดางดงาม มีพระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางสัพพ- 
         กามา พระโอรสพระนามว่าอตุละ. 
               พระผู้สูงสุดในบุรุษ ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออก 
         อภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือช้าง. 
               พระมหาวีระ สิขี ผู้นำเลิศแห่งโลก สูงสุดในนรชน 
         อันท้าวมหาพรหมอาราธนาแล้ว ทรงประกาศพระธรรม 
         จักร ณ มิคทายวัน 
               พระสิขีพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระอัครสาวก 
         ชื่อว่าพระอภิภูและพระสัมภวะ มีพระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า 
         พระเขมังกร. 
               มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระสขิลาและพระปทุมา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียก 
         ต้นปุณฑรีกะ. 
               มีอัครอุปัฏฐากชื่อว่าสิริวัฑฒะและนันทะ มีอัคร 
         อุปัฏฐายิกาชื่อว่าจิตตาและสุจิตตา. 
               พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นสูง ๗๐ ศอก เสมือนรูป 
         ปฏิมาทอง มีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ. 
               พระรัศมีวาหนึ่ง แล่นออกจากพระวรกายของพระ 
         องค์ ทั้งกลางวันกลางคืนไม่ว่างเว้น พระรัศมีทั้งหลาย 
         แล่นไปทั้งทิศใหญ่ทิศน้อย ๓ โยชน์. 
               พระชนมายุของพระสิขีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่ง 
         ใหญ่เจ็ดหมื่นปี พระองค์มีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น ทรง 
         ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ. 
               พระองค์ทั้งพระสาวก ทรงยังเมฆคือธรรมให้ 
         ตกลง ยังโลกทั้งเทวโลกให้ชุ่มชื่น ให้ถึงถิ่นอันเกษม 
         แล้วก็ดับขันธปรินิพพาน. 
               พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ พรั่งพร้อม 
         ด้วยพระอนุพยัญชนะ ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขาร 
         ทั้งปวง ก็ว่างเปล่า แน่แท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺฑรีโก ได้แก่ ต้นมะม่วง. 
         บทว่า ตีณิ โยชนโส ปภา ความว่า พระรัศมีทั้งหลายแล่นไป ๓ โยชน์. 
         บทว่า ธมฺมเมฆํ ได้แก่ ฝนคือธรรม. เมฆคือพระพุทธเจ้าผู้ยังฝนคือธรรมให้ตกลงมา. 
         บทว่า เตมยิตฺวา ให้ชุ่ม อธิบายว่า รด ด้วยน้ำคือธรรมกถา. 
         บทว่า เทวเก ได้แก่ ยังสัตว์โลกทั้งเทวโลก. 
         บทว่า เขมนฺตํ ได้แก่ ถิ่นอันเกษม คือพระนิพพาน. 
         บทว่า อนุพฺยญฺชนสมฺปนฺนํ ความว่า พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประดับด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ พรั่งพร้อมด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ มีพระนขาแดง พระนาสิกโด่งและพระอังคุลีกลมเป็นต้น. 
         ได้ยินว่า พระสิขีสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารอัสสาราม สีลวตีนคร. 
                      สิขีว โลเก ตปสา ชลิตฺวา 
                     สิขีว เมฆาคมเน นทิตฺวา 
                      สิขีว มเหสินฺธนวิปฺปหีโน 
                        สิขีว สนฺตึ สุคโต คโต โส. 
                      พระสิขีพุทธเจ้าทรงรุ่งโรจน์ในโลกเหมือนดวงไฟ 
            ทรงบันลือในนภากาศเหมือนนกยูง. 
                      พระสิขีพุทธเจ้าทรงละพระมเหสี และทรัพย์สมบัติ 
                          พระองค์ถึงความสงบ เสด็จไปดีแล้วเหมือนไฟ. 
         ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าสิขีมีพระบรมสารีริกธาตุเป็นแท่งเดียว จึงไม่กระจัดกระจายไป. แต่มนุษย์ชาวชมพูทวีปช่วยกันสร้างพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ งามเสมือนภูเขาหิมะ สูง ๓ โยชน์. 
         คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่ง ชัดแล้วทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระสิขีพุทธเจ้า

พระสุตตันตปิฎก เล่ม ๒๕ ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๒ พุทธวงศ์-จริยาปิฎก สิขีพุทธวงศ์ที่ ๒๐ ว่าด้วยพระประวัติพระสิขีพุทธเจ้า

สิขีพุทธวงศ์ที่ ๒๐ ว่าด้วยพระประวัติพระสิขีพุทธเจ้า
 [๒๑] สมัยต่อมาจากพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่า สัตว์ ผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอ มีพระนามว่าสิขี ทรงย่ำยีมารและ เสนามารแล้ว ทรงบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม ทรงประกาศพระธรรมจักร เพื่ออนุเคราะห์แก่สัตว์ทั้งหลาย
 
                        เมื่อพระสิขีชินเจ้าผู้ ประเสริฐ ทรงประกาศพระธรรมจักร ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ สัตว์แสนโกฏิ
                        เมื่อพระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหมู่คณะ สูงสุดกว่า นรชน ทรงแสดงธรรมอีก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าหมื่น โกฏิ
                        เมื่อพระองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ในโลกพร้อมด้วยเทวโลก ธรรมาภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นโกฏิ
                        แม้พระสิขี บรมศาสดา ก็ทรงมีการประชุมพระภิกษุขีณาสพผู้ปราศจากมลทิน มีจิตสงบระงับผู้คงที่ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ พระภิกษุขีณาสพมาประชุม กันหนึ่งแสน ครั้งที่ ๒ แปดหมื่น ครั้งที่ ๓ เจ็ดหมื่น เปรียบ เหมือนดอกปทุมอันเจริญในน้ำ น้ำเลี้ยงไว้ ฉะนั้น
                        สมัยนั้นเราเป็น กษัตริย์พระนามว่าอรินทมะ ได้ถวายข้าวและน้ำให้พระสงฆ์ มีพระ พุทธเจ้าเป็นประธานฉันจนเพียงพอ ได้ถวายผ้าอย่างดีมากมายหลาย โกฏิผืน ได้ถวายยานช้างอันประดับแล้ว แก่พระสัมพุทธเจ้า
                        เรา ได้สร้างยานช้างให้เป็นของควรแก่สมณะแล้วนำเข้าไปถวาย เรายัง ฉันทะของเราซึ่งตั้งไว้มั่นเป็นนิตย์ให้เต็ม แม้พระพุทธสิขีผู้เป็น นายกชั้นเลิศของโลก พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระพุทธเจ้าในโลก
            ........... ข้ามแม่น้ำใหญ่ ฉะนั้นเราได้ฟังพระพุทธพยากรณ์แม้นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส อย่างยิ่ง ได้อธิษฐานวัตรในการบำเพ็ญบารมี ๑๐ ประการให้ยิ่งขึ้น ไป
                        พระนครชื่อว่าอรุณวดี พระบรมกษัตริย์พระนามว่าอรุณ เป็น พระชนกของพระสีขีบรมศาสดา พระนางประภาวดีเป็นพระชนนี พระองค์ทรงครอบครองอาคารสถานอยู่เจ็ดพันปี
                        ทรงมีปราสาทอัน ประเสริฐ ๓ ปราสาท ชื่อสุวัฑฒกะ คิริ และนารีวาหนะ ทรงมี พระสนมนารีกำนัลในสองหมื่นสี่พันนาง ล้วนประดับประดาสวย งาม พระมเหสีพระนามว่าสรรพกามา พระราชโอรสพระนามว่า อตุละ
                        พระองค์ทรงเห็นนิมิต ๔ ประการ จึงเสด็จออกผนวชด้วย คชสารยานพระที่นั่งต้น ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือนเต็ม พระสิขี มหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกชั้นเลิศของโลกอุดมกว่านรชน อันพรหมทูล อาราธนาแล้วทรงประกาศพระธรรมจักร ณ มฤคทายวัน
                        ทรงมีพระอภิภูเถระ และพระสัมภวเถระเป็นพระอัครสาวก พระเถระชื่อว่า เขมังกรเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก พระมขีลาเถรีและพระปทุมาเถรีเป็น พระอัครสาวิกา
                        ไม้โพธิพฤกษ์ของพระองค์ เรียกกันว่า บุณฑริก [ไม้กุ่มบก] สิริวัฑฒอุบาสกและนันทอุบาสกเป็นอัครอุปัฏฐาก จิตราอุบาสิกาและสูจิตราอุบาสิกาเป็นอัครอุปัฏฐายิกา
                        พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น มีพระองค์สูง ๗๐ ศอก มีพระรัศมีเปล่งปลั่งดังทองคำ ล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ พระรัศมี ของพระองค์ ซ่านออกไปจากพระวรกายด้านละวาเนืองนิตย์ พระรัศมีนั้นเปล่ง ออกไปยังทิศน้อยทิศใหญ่ ๓ โยชน์
                        พระองค์มีชนมายุเจ็ดหมื่นปี ทรงดำรงอยู่เท่านั้น ทรงช่วยให้ประชุมชนข้ามพ้นวัฏสงสารได้มาก มาย พระองค์ทรงยังฝนคือธรรมให้ตก ยังมนุษย์พร้อมทั้งเทวดาให้ ชุ่มชื่น ให้บรรลุความเกษมแล้ว เสร็จนิพพานพร้อมด้วยพระสาวก
                        พระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ อันสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ หายไปหมดสิ้นแล้ว สังขารทั้งปวงว่างเปล่าหนอ พระพุทธสิขีมุนี ผู้ประเสริฐ เสด็จนิพพาน ณ อัสสาราม พระสถูปอันประเสริฐ ของพระองค์สูง ๓ โยชน์ ประดิษฐานอยู่ ณ อัสสารามนั้น ฉะนี้แล.
 จบสิขีพุทธวงศ์ที่ ๒๐

อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๙. วิปัสสีพุทธวงศ์

         พรรณนาวงศ์พระวิปัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๙
         ภายหลังต่อมาจากสมัยของพระปุสสพุทธเจ้า กัปนั้นพร้อมทั้งอันตรกัปล่วงไป ในเก้าสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ไป พระศาสดาพระนามว่าวิปัสสี ผู้เห็นแจ้งในธรรมทั้งปวง ทรงทราบกัปทั้งปวง ทรงมีความดำริยินดีแต่ประโยชน์ของสัตว์อื่น อุบัติขึ้นในโลก. 
         พระองค์ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายและบังเกิดในภพสวรรค์ชั้นดุสิตอันเป็นที่รุ่งโรจน์ด้วยแสงซ่านแห่งรัตนะมณีเป็นอันมาก จุติจากนั้นแล้วก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางพันธุมดี อัครมเหสีของพระเจ้าพันธุมะ ผู้มีพระญาติมาก กรุงพันธุมดี ถ้วนกำหนดทศมาส พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ เขมมิคทายวัน เหมือนดวงจันทร์เพ็ญออกจากกลีบเมฆสีเขียวคราม 
         ในวันรับพระนามของพระองค์โหรผู้ทำนายลักษณะ และพระประยูรญาติทั้งหลาย แลเห็นพระองค์หมดจด เพราะเว้นจากความมืดที่เกิดจากกระพริบตา ในระหว่างๆ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน จึงเฉลิมพระนามว่าวิปัสสี เพราะเห็นได้ด้วยตาที่เปิดแล้ว. 
         อาจารย์บางพวกกล่าวว่า หรือพระนามว่าวิปัสสี เพราะพึงวิจัยค้นหาย่อมเห็น. 
         พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่แปดพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลังชื่อว่านันทะ สุนันทะและสิริมา มีพระสนมกำนัลแสนสองหมื่นนางมีพระนางสุทัสสนาเทวีเป็นประมุข. พระนางสุทัสสนาเรียกกันว่าพระนางสุตนู ก็มี. 
         ล่วงไปแปดพันปี เมื่อพระโอรสของพระนางสุตนูเทวี พระนามว่าสมวัฏฏขันธะ ทรงสมภพ พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ จึงเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า ทรงผนวช บุรุษแปดหมื่นสี่พันคนออกบวชตามเสด็จ. 
         พระมหาบุรุษนั้นอันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมีเสวยข้าวมธุปายาสที่ธิดาสุทัสสนเศรษฐีถวาย ทรงพักกลางวัน ณ สาลวันที่ประดับด้วยดอกไม้ ทรงรับหญ้า ๘ กำที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อสุชาตะถวาย ทรงเห็นโพธิพฤกษ์ชื่อว่าปาฏลี คือต้นแคฝอยที่ออกดอก จึงเสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์นั้นทางทิศทักษิณ. 
         วันนั้นลำต้นอันเกลากลมของต้นปาฏลีนั้นชะลูดขึ้นไป ๕๐ ศอก กิ่ง ๕๐ ศอก สูง ๑๐๐ ศอก วันนั้นนั่นเอง ต้นปาฏลีนั้นออกดอกดารดาษไปหมดทั้งต้น เริ่มแต่โคนต้นดอกทั้งหลายมีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง เหมือนผูกไว้เป็นช่อ มิใช่ปาฏลีต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้นที่ออกดอกในเวลานั้น ต้นปาฏลีทั้งหมดในหมื่นจักรวาลก็ออกดอกด้วย มิใช่ต้นปาฏลีอย่างเดียวเท่านั้น แม้ไม้ต้นไม้กอและไม้เถาทั้งหลายในหมื่นจักรวาลก็ออกดอกบาน แม้มหาสมุทรก็ดารดาษไปด้วยปทุม บัวสาย อุบลและโกมุท ๕ สี มีน้ำเย็นอร่อย ระหว่างหมื่นจักรวาลทั้งหมดก็เกลื่อนกล่นไปด้วยธงและมาลัย พื้นแผ่นธรณีอันตกแต่งด้วยดอกไม้กลิ่นหอมนานาชนิด ก็เกลื่อนกล่นด้วยพวงมาลัย มืดมัวไปด้วยจุรณแห่งธูป. 
         พระองค์เสด็จเข้าไปยังต้นปาฏลีนั้น ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๓ ศอก ทรงอธิษฐานความเพียรประกอบด้วยองค์ ๔ ประทับนั่ง ทำปฏิญาณว่ายังไม่เป็นพระพุทธเจ้าเพียงใด ก็จะไม่ยอมลุกจากที่นี้เพียงนั้น. 
         ครั้นประทับนั่งอย่างนี้แล้ว ทรงกำจัดกองกำลังมาร พร้อมทั้งตัวมาร ทรงทำมรรคญาณ ๔ โดยลำดับมรรค ผลญาณ ๔ ในลำดับต่อจากมรรค ปฏิสัมภิทา ๔ จตุโยนิปริจเฉทกญาณ ญาณเครื่องกำหนดรู้คติ ๕ เวสารัชชญาณ ๔ อสาธารณญาณ ๖ และพระพุทธคุณทั้งสิ้นไว้ในพระหัตถ์ ทรงมีความดำริบริบูรณ์ ประทับนั่งเหนือโพธิบัลลังก์นั่นเอง ทรงเปล่งพระอุทานอย่างนี้ว่า 
                                  อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ     ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา. 
                         อโยฆนหตสฺเสว        ชลโต ชาตเวทโส 
                            อนุปุพฺพูปสนฺตสฺส      ยถา น ญายเต คติ. 
                        ใครๆ ย่อมไม่รู้คติ ความไปของดวงไฟ ที่ลุก 
                โพลง ถูกฟาดด้วยค้อนเหล็ก แล้วสงบลงโดยลำดับ   ฉันใด. 
                        เอวํ สมฺมา วิมุตฺตานํ       กามพนฺโธฆตารินํ 
                        ปญฺญาเปตุํ คตี นตฺถิ    ปตฺตานํ อจลํ สุขํ.
                        ไม่มีใครจะล่วงรู้คติความไป ของท่านผู้หลุดพ้น  โดยชอบ ผู้ข้ามพันธะและโอฆะคือกาม ผู้ถึงสุขอันไม่  หวั่นไหวได้ก็ฉันนั้น.
         ทรงยับยั้งอยู่ ๗ สัปดาห์ใกล้โพธิพฤกษ์นั่นเอง ทรงรับอาราธนาของท้าวมหาพรหม ทรงตรวจดูอุปนิสสัยสมบัติของพระขัณฑกุมาร กนิษฐภาดาต่างพระมารดาของพระองค์ และติสสกุมารบุตรปุโรหิต เสด็จไปทางอากาศ ลงที่เขมมิคทายวัน ทรงใช้พนักงานเฝ้าอุทยานไปเรียกท่านทั้งสองนั้นมาแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรท่ามกลางบริวารเหล่านั้น. 
         ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่เทวดาทั้งหลายประมาณมิได้. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ต่อจากสมัยของพระปุสสพุทธเจ้า พระสัมพุทธเจ้า 
         พระนามว่าวิปัสสี ผู้สูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า ผู้มีจักษุก็อุบัติ 
         ขึ้นในโลก. 
               ทรงทำลายอวิชชาทั้งหมด- บรรลุพระโพธิญาณ 
         อันสูงสุด เสด็จไปยังกรุงพันธุมดี เพื่อประกาศพระธรรมจักร. 
               พระผู้นำ ครั้นทรงประกาศพระธรรมจักรแล้ว ยัง 
         กุมารทั้งสองให้ตรัสรู้แล้ว อภิสมัยครั้งที่ ๑ ไม่จำต้องกล่าว 
         จำนวนผู้บรรลุ. 
- บาลีว่า อวิชฺชณฺฑํ กะเปาะไข่คืออวิชชา
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทาเลตฺวา แปลว่า ทำลาย. อธิบายว่า ทำลายความมืดคืออวิชชา. ปาฐะว่า วตฺเตตฺวา จกฺกมาราเม ดังนี้ก็มี 
         ปาฐะนั้น บทว่า อาราเม ความว่า ณ เขมมิคทายวัน. 
         บทว่า อุโภ โพเธสิ ได้แก่ ทรงยังกุมารทั้งสองคือ พระขัณฑราชโอรส กนิษฐภาดาของพระองค์ และติสสกุมารบุตรปุโรหิต ให้ตรัสรู้. 
         บทว่า คณนา น วตฺตพฺโพ ความว่า ไม่มีการกำหนดจำนวนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยอภิสมัย. 
         สมัยต่อมา ทรงยังภิกษุแปดหมื่นสี่พันซึ่งบวชตามพระขัณฑราชโอรส และติสสกุมารบุตรปุโรหิตให้ดื่มอมฤตธรรม นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               ต่อมาอีก พระผู้มีพระยศประมาณมิได้ ทรง 
         ประกาศสัจจะ ณ เขมมิคทายวันนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๒ 
         ได้มีแก่สัตว์แปดหมื่นสี่พัน.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ เขมมิคทายวัน. 
         ในคำว่า จตุราสีติสหสฺสานิ สมฺพุทฺธมนุปพฺพชุํ นี้ บุรุษที่นับได้แปดหมื่นสี่พันเหล่านี้ก็คือพวกบุรุษที่รับใช้พระวิปัสสีกุมารนั่นเอง บุรุษเหล่านั้นไปยังที่รับใช้พระวิปัสสีกุมารแต่เช้า ไม่เห็นพระกุมาร ก็กลับไปเพื่อกินอาหารเช้า กินอาหารเช้าแล้วถามกันว่า พระกุมารอยู่ไหน แต่นั้น ได้ฟังข่าวว่า เสด็จไปยังที่ราชอุทยาน จึงพากันออกไปด้วยหวังว่าจักพบพระองค์ ณ ที่ราชอุทยานนั้น เห็นสารถีของพระองค์กลับมา ฟังว่าพระราชกุมารทรงผนวชแล้ว ก็เปลื้องอาภรณ์ทั้งหมดในที่ฟังข่าวนั่นเอง ให้นำผ้ากาสายะมาจากภายในตลาด ปลงผมและหนวดพากันบวช บุรุษเหล่านั้น ครั้นบวชแล้วก็พากันไปแวดล้อมพระมหาบุรุษ. 
         แต่นั้น พระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงพระดำริว่า เราเมื่อจะบำเพ็ญความเพียร ยังคลุกคลีอยู่ ข้อนี้ไม่สมควร คนเหล่านี้ แต่ก่อนเป็นคฤหัสถ์ก็พากันมาแวดล้อมเราอย่างนั้น ประโยชน์อะไรด้วยคนหมู่นี้ ทรงระอาในการคลุกคลีด้วยหมู่ ทรงพระดำริว่าจะไปเสียวันนี้แหละ ทรงพระดำริอีกว่า วันนี้ยังไม่ใช่เวลา ถ้าเราจักไปในวันนี้ คนเหล่านี้จักรู้กันหมด พรุ่งนี้จึงจักไป.
         ในวันนั้นนั่นเอง มนุษย์ชาวบ้านในบ้านตำบลหนึ่งเช่นเดียวกับอุรุเวลคาม ได้จัดแจงข้าวมธุปายาสอย่างเดียว เพื่อบรรพชิตแปดหมื่นสี่พันเหล่านั้น และพระมหาบุรุษ. 
         ในวันรุ่งขึ้นเป็นวันวิสาขบูรณมี พระวิปัสสีมหาบุรุษเสวยภัตตาหารกับชนที่บวชเหล่านั้นในวันนั้นแล้ว ก็เสด็จไปยังสถานที่ประทับอยู่ ณ ที่นั้น. 
         บรรพชิตเหล่านั้นแสดงวัตรปฏิบัติแด่พระมหาบุรุษแล้ว ก็พากันเข้าไปยังสถานที่อยู่กลางคืนและที่พักกลางวันของตนๆ. 
         แม้พระโพธิสัตว์ก็เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลา ประทับนั่งทรงพระดำริว่า นี้เป็นเวลาเหมาะที่จะออกไปได้ จึงเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ทรงปิดประตูบรรณศาลา เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังโพธิมัณฑสถาน.
         นัยว่า บรรพชิตเหล่านั้น เวลาเย็นก็พากันไปยังที่ปรนนิบัติพระโพธิสัตว์ นั่งล้อมบรรณศาลา กล่าวว่าวิกาลมืดค่ำแล้วตรวจกันดูเถิด จึงเปิดประตูบรรณศาลาก็ไม่พบพระองค์ คิดกันว่า พระมหาบุรุษเสด็จไปไหนหนอ ยังไม่พากันติดตาม คิดแต่ว่า พระมหาบุรุษ เห็นทีจะเบื่อการอยู่เป็นหมู่ ประสงค์จะอยู่แต่ลำพัง เราจะพบพระองค์เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงพากันออกจาริกมุ่งหน้าไปภายในชมพูทวีป. 
         ลำดับนั้น บรรพชิตเหล่านั้นฟังข่าวว่า เขาว่า พระวิปัสสีถึงความเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ประกาศพระธรรมจักร จึงประชุมกันที่เขมมิคทายวัน กรุงพันธุมดีราชธานี โดยลำดับ. 
         แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงแสดงธรรมโปรดบรรพชิตเหล่านั้น ครั้งนั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ภิกษุแปดหมื่นสี่พัน นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               บุรุษแปดหมื่นสี่พัน บวชตามเสด็จพระวิปัสสี 
         สัมพุทธเจ้า พระผู้มีจักษุทรงแสดงธรรมโปรดบรรพชิต 
         เหล่านั้นซึ่งมาถึงอาราม. 
               บรรพชิตแม้เหล่านั้น ฟังธรรมของพระองค์ ซึ่ง 
         ตรัสประทานโดยอาการทั้งปวง ก็บรรลุธรรมอันประเสริฐ 
         อภิสมัยครั้งที่ ๓ ก็ได้มีแก่บรรพชิตเหล่านั้น.
         แก้อรรถ         
         ในคำว่า จตุราสีติสหสฺสานิ สมฺพุทฺธํ อนุปพฺพชุํ นี้ ในคาถานั้น พึงทราบว่า ท่านทำเป็นทุติยาวิภัตติว่า สมฺพุทฺธํ โดยประกอบนิคคหิตไว้. 
         ความว่า บวชภายหลังพระสัมพุทธเจ้า. พึงถือลักษณะตามศัพทศาสตร์. 
         ปาฐะว่า ตตฺถ อารามปตฺตานํ ดังนี้ก็มี. 
         บทว่า ภาสโต แปลว่า ตรัสอยู่. 
         บทว่า อุปนิสาทิโน ความว่า ผู้เสด็จไปประทานธรรมทานถามอุปนิสสัย. 
         เตปิ ได้แก่ บรรพชิตนับได้แปดหมื่นสี่พันเหล่านั้น เป็นผู้รับใช้พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า. 
         บทว่า คนฺตฺวา ได้แก่ รู้ธรรมของพระองค์. 
         อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่บรรพชิตเหล่านั้น ด้วยประการอย่างนี้. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสีประทับนั่งท่ามกลางภิกษุหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพันซึ่งบวชตามพระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า และพระอัครสาวก ณ เขมมิคทายวัน ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ดังนี้ว่า 
                     ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา 
                          นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา 
                     น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี 
                               น สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโต. 
               พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสตีติกขาขันติว่า เป็นตบะ 
         อย่างยิ่ง ตรัสนิพพานว่าเป็นบรมธรรม ผู้ยังทำร้ายผู้อื่นหา 
         เป็นบรรพชิตไม่ ผู้ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่หาเป็นสมณะไม่. 
                     สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา 
                     สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธานสาสนํ. 
               การไม่ทำบาปทั้งปวง การยังกุศลให้ถึงพร้อม การ 
         ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้ว นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า 
         ทั้งหลาย. 
                     อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร 
                     มตฺตญฺญุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺจ สยนาสนํ 
                     อธิจิตฺเต จ อาโยโค เอตํ พุทฺธาน สาสนํ. 
            การไม่ว่าร้าย การไม่ทำร้าย ความสำรวมในพระปาติโมกข์   [คำสอนที่เป็นหลักเป็นประธาน] ความรู้จักประมาณในภัตตาหาร  ที่นอนที่นั่งอันสงัด และการประกอบความเพียรในอธิจิต นี้เป็นคำ  สอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
         พึงทราบว่า คาถาปาติโมกขุทเทศเหล่านี้เป็นของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑. 
         ต่อมาอีก สันนิบาตครั้งที่ ๒ ได้มีแก่ภิกษุแสนหนึ่งซึ่งเห็นยมกปาฏิหาริย์แล้วบวช. 
         ครั้งพระกนิษฐภาดา ๓ พระองค์ต่างพระมารดาของพระวิปัสสีพุทธเจ้า ปราบปัจจันตประเทศให้สงบแล้วได้รับพระราชทานพร ด้วยการทำการบำรุงพระผู้มีพระภาคเจ้า นำเสด็จมาสู่พระนครของพระองค์บำรุง ทรงสดับธรรมของพระพุทธองค์ แล้วทรงผนวช. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งท่ามกลางภิกษุแปดหมื่นเหล่านั้น ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดง ณ เขมมิคทายวัน นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
            พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิบาต 
      ประชุมพระสาวกผู้ขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มีจิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง. 
            การประชุมพระสาวกหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพันเป็นสันนิบาต 
      ครั้งที่ ๑ การประชุมพระสาวกหนึ่งแสนเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒. 
            การประชุมพระภิกษุสาวกแปดหมื่นเป็นสันนิบาตครั้ง 
      ที่ ๓ พระสัมพุทธเจ้าทรงรุ่งโรจน์ ท่ามกลางหมู่ภิกษุ ณ เขมมิค 
      ทายวันนั้น.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฐสฏฺฐิสตสหสฺสานํ ความว่า
ภิกษุหนึ่งแสนหกหมื่นแปดพัน
         บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ณ เขมมิคทายวันนั้น. 
         บทว่า ภิกฺขุคณมชฺเฌ แปลว่า ท่ามกลางหมู่ภิกษุ. 
         ปาฐะว่า ตสฺส ภิกฺขุคณมชฺเฌ ดังนี้ก็มี. ความว่า ท่ามกลางหมู่ภิกษุนั้น. 
         ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระยานาคชื่ออตุละ มีฤทธานุภาพมาก มีนาคหลายแสนโกฏิเป็นบริวาร สร้างมณฑปอันสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ เป็นส่วนอันมั่นคงผ่องแผ้วที่น่าดู เช่นเดียวกับดวงจันทร์ เพื่อทำสักการะแด่พระทศพลผู้มีกำลังและศีลที่ไม่มีผู้เสมอ มีพระหฤทัยเยือกเย็นด้วยพระกรุณา พร้อมทั้งบริวาร นิมนต์ให้ประทับนั่ง ณ มณฑปนั้น ถวายมหาทานอันเหมาะแก่สมบัติทิพย์ ๗ วัน ได้ถวายตั่งทองขจิตด้วยรัตนะ ๗ อันรุ่งเรืองด้วยประกายโชติช่วงแห่งมณีต่างๆ สมควรยิ่งใหญ่แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ครั้งนั้น พระวิปัสสีพุทธเจ้าทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้น เวลาจบอนุโมทนาปีฐทานว่า เก้าสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ไป ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               สมัยนั้น เราเป็นพญานาค ชื่ออตุละ มีฤทธิ์มาก 
         มีบุญ ทรงรัศมีโชติช่วง. 
               ครั้งนั้น เราแวดล้อมด้วยนาคหลายโกฏิ บรรเลง 
         ทิพดนตรี เข้าไปเฝ้าพระผู้เจริญที่สุดในโลก. 
               ครั้นเข้าเฝ้าแล้ว ก็นิมนต์พระวิปัสสีสัมพุทธเจ้า 
         ผู้นำโลก ได้ถวายตั่งทองอันขจิตด้วยรัตนะคือแก้วมณี 
         และแก้วมุกดา ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างแด่พระผู้เป็น 
         พระธรรมราชา. 
               พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้นประทับนั่งท่ามกลาง 
         สงฆ์ ก็ทรงพยากรณ์เราว่า เก้าสิบเอ็ดกัปนับแต่กัปนี้ ท่าน 
         ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า. 
               พระตถาคต ออกอภิเนษกรมณ์ จากกรุงกบิลพัสดุ์ 
         อันน่ารื่นรมย์ ทรงตั้งความเพียร ทำทุกกรกิริยา. 
               พระตถาคต ประทับนั่งที่โคนต้นอชปาลนิโครธ 
         ทรงรับข้าวมธุปายาสแล้วเข้าไปยังแม่น้ำเนรัญชรา. 
               พระชินเจ้าพระองคั้น เสวยข้าวมธุปายาสที่ริมฝั่ง 
         แม่น้ำเนรัญชรา เสด็จดำเนินตามทางอันดีที่เขาจัดแต่ง 
         ไว้ เข้าไปยังโคนโพธิพฤกษ์. 
               แต่นั้น พระผู้มีพระยศใหญ่ ทรงทำประทักษิณ 
         โพธิมัณฑสถานอันยอดเยี่ยม ตรัสรู้ ณ โคนโพธิพฤกษ์ 
         ชื่อว่า อัสสัตถะ. 
               ท่านผู้นี้จักมีพระชนนีพระนามว่าพระนางมายา 
         พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสุทโธทนะ พระองค์ทรงพระ 
         นามว่าโคตมะ. 
               จักมีพระอัครสาวก ชื่อว่าพระโกลิตะ และพระ 
         อุปติสสะ ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบตั้งมั่น 
         พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอานันทะ จักบำรุงพระชิน 
         เจ้าผู้นี้. 
               จักมีอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมาและพระอุบลวรรณา 
         ผู้ไม่มีอาสวะ ปราศจากราคะ มีจิตสงบ ตั้งมั่น โพธิพฤกษ์ 
         ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่าอัสสัตถะ ฯลฯ. 
               เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งมีจิตเลื่อมใส 
         จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไปเพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐ ให้ 
         บริบูรณ์.
                     แก้อรรถ 
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺญวนฺโต แปลว่า ผู้มีบุญ. อธิบายว่า ผู้มีกองบุญอันสั่งสมไว้แล้ว. 
         บทว่า ชุตินฺธโร ได้แก่ ประกอบด้วยรัศมี. 
         บทว่า เนกานํ นาคโกฏีนํ ก็คือ อเนกาหิ นาคโกฏีหิ พึงเห็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ. 
         บทว่า ปริวาเรตฺวา ได้แก่ แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า. 
         ทรงแสดงพระองค์ ด้วยคำว่า อหํ. 
         บทว่า วชฺชนฺโต ได้แก่ บรรเลงประโคม. 
         บทว่า มณีมุตฺตรตนขจิตํ ความว่า ขจิตด้วยรัตนะต่างชนิดมีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น. 
         บทว่า สพฺพาภรณวิภูสิตํ ความว่าประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่างที่สำเร็จด้วยรัตนะเช่นรูปสัตว์ร้ายเป็นต้น. 
         บทว่า สุวณฺณปีฐํ ได้แก่ ตั่งที่สำเร็จด้วยทอง. 
         บทว่า อทาสหํ ตัดบทเป็น อทาสึ อหํ. 
         พระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสีพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าพันธุมดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าพันธุมา พระชนนีพระนามว่าพระนางพันธุมดี คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระขัณฑะและพระติสสะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระอโสกะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระจันทาและพระจันทมิตตา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าปาฏลี พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระรัศมีแห่งพระสรีระแผ่ไป ๗ โยชน์ทุกเวลา พระชนมายุแปดหมื่นปี พระอัครมเหสีของพระองค์พระนามว่าพระนางสุตนู พระโอรสของพระองค์พระนามว่าพระสมวัฏฏขันธะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า. 
         ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า 
               พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระนคร 
         ชื่อพันธุมวดี พระชนกพระนามว่าพระเจ้าพันธุมา พระชนนี 
         พระนามว่าพระนางพันธุมดี. 
               พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระอัคร 
         สาวกชื่อว่าพระขัณฑะและพระติสสะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่า 
         พระอโสกะ. 
               มีพระอัครสาวิกาชื่อว่าพระจันทาและพระจันทมิตตา 
         โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่าต้น 
         ปาฏลี. 
               พระวิปัสสีพุทธเจ้า ผู้นำโลก สูง ๘๐ ศอก พระรัศมีของ 
         พระองค์แล่นไปโดยรอบ ๗ โยชน์. 
               ในยุคนั้นมนุษย์มีอายุแปดหมื่นปี พระชนมายุของ 
         พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยัง 
         หมู่ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆะ. 
               พระวิปัสสีพุทธเจ้า ทรงเปลื้องเทวดาและมนุษย์เป็น 
         อันมากจากเครื่องผูก ทรงบอกทางและมิใช่ทางกะพวกปุถุชน 
         ที่เหลือ. 
               พระองค์และพระสาวก สำแดงแสงสว่าง ทรงแสดงอมตบท 
         รุ่งโรจน์แล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน เหมือนกองไฟโพลงแล้วก็ดับ 
         ฉะนั้น. 
               พระวรฤทธิ์อันเลิศ พระบุญญาธิการอันประเสริฐ พระวร 
         ลักษณ์อันบานเต็มที่แล้ว ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวง 
         ก็ว่างเปล่า แน่เท้.
         แก้อรรถ         
         บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พนฺธนา ความว่า เปลื้องปล่อยซึ่งเทวดาและมนุษย์จากเครื่องผูกมีกามราคสังโยชน์เป็นต้น. 
         บทว่า มคฺคามคฺคญฺจ อาจิกฺขิ ความว่า ทรงบอกปุถุชนที่เหลือว่าทางนี้คือมัชฌิมาปฏิปทา เว้นจากอุจเฉททิฏฐิและสัสสตทิฏฐิ เป็นทางเพื่อบรรลุอมตธรรม การทำตัวให้ลำบากเปล่าเป็นต้นนี้มิใช่ทาง. 
         บทว่า อาโลกํ ทสฺสยิตฺวาน ได้แก่ ทรงแสดงแสงสว่างคือมรรคญาณ และแสงสว่างคือวิปัสสนาญาณ. 
         บทว่า ลกฺขณญฺจ กุสุมิตํ ความว่า พระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า บานแล้ว ประดับแล้ว ด้วยพระลักษณะอันวิจิตรเป็นต้น. 
         คำที่เหลือในคาถาทั้งหลายทุกแห่งง่ายทั้งนั้นแล.
จบพรรณนาวงศ์พระวิปัสสีพุทธเจ้า

บทที่ 12 เจ้าฟ้าเต๋าเฉียนเสนอตัวเข้าเฝ้าถึงสามครั้ง โจโฉทำศึกใหญ่กับลู่ปู้ นิยายรักสามก๊ก 三國演烹 三国演义 Romance of the Three Kingdoms

                        สามก๊ก (三國演義; 三国演义; Sānguó Yǎnyì)เป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในศตวรรษที่ 14 ที่เชื่อกันว่าประพันธ์โดยหลัว กวนจง เนื้อเรื่องเกิดขึ้นในยุคที่วุ่นวายช่วงปลายราชวงศ์ฮั่นและยุคสามก๊กในประวัติศาสตร์จีน เริ่มต้นในปี ค.ศ. 169 และสิ้นสุดลงด้วยการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวในปี ค.ศ. 280 โดยราชวงศ์จินตะวันตก นวนิยายเรื่องนี้มีพื้นฐานมาจาก บันทึกสามก๊ก (三國志)ที่เขียนโดยเฉินโชว 
                       เรื่องราวนี้ผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ ตำนาน และเทพนิยาย นำเสนอชีวิตของขุนนางและข้าราชบริพารที่พยายามจะเข้ามาแทนที่ราชวงศ์ฮั่นที่กำลังเสื่อมถอย หรือฟื้นฟูราชวงศ์ฮั่นขึ้นมาใหม่ แม้ว่านวนิยายจะติดตามตัวละครนับร้อย แต่จุดสนใจหลักอยู่ที่กลุ่มอำนาจสามกลุ่มที่เกิดขึ้นจากซากปรักหักพังของราชวงศ์ฮั่น และในที่สุดก็ก่อตั้งเป็นสามรัฐ ได้แก่ โจเว่ย ซู่ฮั่น และอู่ตะวันออก นวนิยายกล่าวถึงแผนการ การต่อสู้ส่วนตัวและทางทหาร การชิงอำนาจ และการต่อสู้ดิ้นรนของรัฐเหล่านี้เพื่อครองความเป็นใหญ่เป็นเวลาเกือบ 100 ปี 
                        สามก๊กได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสี่นวนิยายคลาสสิกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของวรรณกรรมจีน มีจำนวนคำทั้งหมด 800,000 คำ และตัวละครเอกเกือบพันตัว (ส่วนใหญ่เป็นตัวละครทางประวัติศาสตร์) ใน 120 บท นวนิยายเรื่องนี้เป็นหนึ่งในผลงานวรรณกรรมที่ได้รับความรักมากที่สุดในเอเชียตะวันออก และอิทธิพลทางวรรณกรรมในภูมิภาคนี้ได้รับการเปรียบเทียบกับผลงานของเชกสเปียร์ที่มีต่อวรรณกรรมอังกฤษ อาจกล่าวได้ว่าเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่อ่านกันอย่างแพร่หลายที่สุดในจีนยุคปลายจักรวรรดิและยุคใหม่ เฮอร์เบิร์ต ไจล์สกล่าวว่าในหมู่ชาวจีนเอง นวนิยายเรื่องนี้ถือเป็นนวนิยายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขา
วีดีโอ : สามก๊ก 2010 ตอนที่ 12 ช่อง 13 Three Kingdoms
ก่อนหน้า👩🏽‍🎤                                                       🧚🏻‍♂️อ่านต่อ
      ขณะที่โจโฉกำลังจะหนีเอาชีวิตรอด กองทัพชุดใหม่ก็มาถึงจากทางใต้ นั่นคือเซี่ยโหวตุนที่นำกำลังเสริมมา และเขาได้สกัดกั้นลู่ปู้และเกิดการต่อสู้อย่างดุเดือด การต่อสู้ดำเนินต่อไปจนถึงพลบค่ำ เมื่อฝนตกหนัก ทั้งสองฝ่ายจึงยุติการต่อสู้และถอนกำลัง  เมื่อโจโฉกลับมายังค่ายของตน เขาได้มอบรางวัลอย่างมากมายให้แก่เตียนเว่ยและแต่งตั้งเขาเป็นแม่ทัพใหญ่
 เมื่อลู่ปู้เดินทางกลับถึงค่ายของตน เขาได้ปรึกษากับเฉินกงซึ่งบอกเขาว่า “ที่ผู่หยางมีตระกูลร่ำรวยตระกูลหนึ่ง คือตระกูลเทียน มีญาติและข้ารับใช้นับร้อยนับพัน แทบจะมากพอที่จะตั้งเมืองได้ทั้งเมืองเลยทีเดียว ท่านอาจให้พวกเขาแอบส่งสายลับไปที่ ค่ายของ โจโฉพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง อ้างว่า ‘ท่านลือเป็นคนโหดร้ายทารุณ ประชาชนต่างโกรธแค้นเขาอย่างมาก และเนื่องจากตอนนี้เขากำลังจะเคลื่อนทัพไปยังลี่หยาง โดยทิ้งเกาซุนไว้ในเมืองเพียงลำพัง หากท่านยกทัพไปโจมตีผู่หยางในเวลากลางคืน เราจะช่วยเหลือท่านจากภายใน’ จากนั้นหากโจโฉมา เราก็สามารถล่อเขาเข้ามาในเมือง แล้วจุดไฟเผาประตูเมืองทุกบาน พร้อมกับวางกำลังพลซุ่มโจมตีอยู่ด้านนอก หากตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้แต่โจโฉผู้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดก็จะหนีรอดไปได้หรือ?”
 ลู่ปู้ดำเนินตามแผน โดยสั่งลับให้ตระกูลเทียนส่งสายลับไปยัง ค่ายของ โจโฉ โจโฉเพิ่งพ่ายแพ้มาหมาดๆ และกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อไป ทันใดนั้นเอง เหล่าทหารก็รายงานว่ามีคนจากตระกูลเทียนมาถึง สายลับได้ยื่นจดหมายลับซึ่งเขียนว่า “ลู่ปู้ได้เดินทางไปยังเมืองลี่หยางแล้ว และเมืองนั้นก็ว่างเปล่า เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะมาโดยเร็ว และเราจะช่วยเหลือท่านจากภายใน ธงสีขาวที่ปักอยู่บนกำแพงเมือง เขียนคำว่า ‘ความชอบธรรม’ ตัวใหญ่ๆ จะเป็นสัญญาณลับของเรา”
                        โจโฉดีใจมาก “สวรรค์ประทานปูหยางให้ข้า!” เขาให้รางวัลแก่ผู้ส่งสารอย่างมากมาย และเริ่มรวบรวมกองทัพ
                        แต่หลิวเย่เตือนเขาว่า “ถึงแม้ลู่ปู้จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ แต่เฉินกงนั้นเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ข้าเกรงว่าจะมีเล่ห์เหลี่ยมทรยศในจดหมายฉบับนี้ และเจ้าต้องระมัดระวัง หากเจ้าจะไป ก็จงนำกองทัพไปเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ส่วนที่เหลือให้ซ่อนอยู่นอกเมืองเพื่อเป็นกองกำลังสำรอง”
                        โจโฉเห็นด้วยที่จะใช้มาตรการป้องกันนี้ โดยแบ่งกองทัพออกเป็นสามส่วนเมื่อมาถึงใต้กำแพงเมืองปูหยาง เขาเดินนำหน้าไปสำรวจ และท่ามกลางธงและป้ายมากมายบนกำแพง เขาเห็นป้ายสีขาวที่มุมประตูทิศตะวันตก มีคำว่า “ความชอบธรรม” เขียนอยู่ หัวใจของเขายินดีปรีดา
 ในวันนั้น เวลาประมาณเที่ยงวัน ประตูเมืองเปิดออก และทหารสองกองปรากฏตัวราวกับจะต่อสู้โจโฉสั่งให้นายทหารสองคนของเขาไปต่อต้านพวกเขา อย่างไรก็ตาม ทหารทั้งสองกองไม่ได้เข้าปะทะ แต่ถอยกลับเข้าไปในเมือง การกระทำนี้ทำให้ผู้โจมตีถูกล่อเข้ามาใกล้สะพานชัก จากภายในเมือง มีทหารหลายคนฉวยโอกาสจากความสับสนเพื่อหลบหนีออกมาข้างนอก พวกเขาบอกกับโจโฉว่าพวกเขาเป็นข้าราชบริพารของตระกูลเตียน และมอบจดหมายลับให้เขาซึ่งระบุว่าสัญญาณการตั้งยามจะถูกส่งโดยการตีฆ้อง นั่นจะเป็นเวลาที่จะโจมตี ประตูเมืองจะถูกเปิดออก
                        ดังนั้นหน่วยกู้ภัยจึงประจำการอยู่ และแม่ทัพผู้ซื่อสัตย์สี่คนได้รับคำสั่งให้ติดตามโจโฉเข้าไปในเมือง หนึ่งในนั้นคือหลี่เตียนได้คะยั้นคะยอเจ้านายของเขาให้ปล่อยให้เขาไปก่อน แต่โจโฉสั่งให้เขาเงียบ “ถ้าข้าไม่ไป ใครจะไปก่อน?” ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เขาก็นำทางไป ดวงจันทร์ยังไม่ขึ้น
                        ขณะที่เขาใกล้จะถึงประตูทางทิศตะวันตก พวกเขาก็ได้ยินเสียงแตกดังลั่น จากนั้นก็มีเสียงตะโกนดังลั่น และคบไฟก็ถูกจุดขึ้นและลงสลับกันไปมา ต่อมาประตูถูกเปิดออกกว้าง และโจโฉก็ควบม้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
 แต่เมื่อเขามาถึงบ้านพัก เขาสังเกตเห็นว่าถนนค่อนข้างร้าง และเขาก็รู้ว่าเขาถูกหลอกแล้ว เขาหันหลังกลับม้าแล้วตะโกนบอกให้ลูกน้องถอยกลับ นี่เป็นสัญญาณสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป เสียงระเบิดสัญญาณดังขึ้นใกล้ๆ และเสียงนั้นก็ดังก้องไปทั่วทุกทิศทางอย่างน่าตกใจ เสียงฆ้องและกลองดังสนั่นไปทั่วราวกับแม่น้ำที่ไหลย้อนกลับไปยังต้นกำเนิด และมหาสมุทรที่เดือดพล่านจากก้นทะเล ทหารจำนวนมากพุ่งเข้ามาจากสองทิศทางด้วยความกระหายที่จะโจมตี
 โจโฉรีบมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ แต่กลับพบว่าทางถูกปิดกั้น เขาพยายามไปทางประตูทิศใต้ แต่ก็พบกับศัตรูที่นำโดยเกาซุนและโหวเฉิง สหายผู้ซื่อสัตย์ของเขาเตียนเว่ยด้วยสายตาที่ดุดันและฟันที่กัดแน่น ในที่สุดก็บุกทะลวงออกมาได้ โดยมีศัตรูไล่ตามมาติดๆ
                        แต่เมื่อเขามาถึงสะพานชัก เขาก็เหลียวหลังไปและพบว่าพลาดพบเจ้านายของเขา เขาจึงหันกลับทันทีและฟันฝ่าเข้าไปข้างใน ทันทีที่อยู่ข้างใน เขาก็ได้พบกับหลี่เตียน
                        “พระเจ้าของเราอยู่ที่ไหน?” เขาร้องถาม
                        “ฉันกำลังตามหาเขาอยู่”
                        “เร็วเข้า! ไปขอความช่วยเหลือจากข้างนอก!” เตียนเว่ย ตะโกน “ฉันจะไปตามหาเขา”
                        คนหนึ่งรีบไปขอความช่วยเหลือ ส่วนอีกคนก็ฟันฝ่าเข้าไป มองหาโจโฉ ไปทุกทิศทุกทาง แต่ก็หาไม่พบ เมื่อรีบวิ่งออกจากเมืองเตียนเว่ยก็ไปเจอกับหยูจินซึ่งถามว่าเจ้านายของพวกเขาอยู่ที่ไหน
                        “ฉันเข้าไปในเมืองสองครั้งเพื่อตามหาเขา แต่ก็หาเขาไม่เจอ” เตียนเว่ยกล่าว
                        “เราเข้าไปด้วยกันเถอะ” ยูจินกล่าว
                        พวกเขาขี่ม้ามาถึงประตู แต่เสียงระเบิดจากหอคอยประตูทำให้ม้าของหยูจิน ตกใจจนไม่ยอมผ่าน ดังนั้น เตียนเว่ยจึงเข้าไปเพียงลำพัง ฝ่าควันและเปลวไฟเข้าไปข้างใน และค้นหาทุกหนทุกแห่ง
 เมื่อโจโฉเห็นองครักษ์ผู้แข็งแกร่งของตนฟันทางหนีออกไปและหายตัวไป ทิ้งให้เขาถูกล้อม เขาก็พยายามจะไปยังประตูทิศเหนืออีกครั้ง ระหว่างทาง เขาเห็นร่างของลู่ปู้ พุ่ง ตรงมาหาเขาพร้อมหอกที่พร้อมจะสังหาร ท่ามกลางแสงสว่าง โจโฉยกมือปิดหน้า ควบม้าผ่านไป แต่ลู่ปู้ก็ควบตามมาข้างหลัง ใช้หอกแตะที่หมวกของเขาแล้วร้องว่า “ โจโฉ อยู่ที่ไหน ?”
                        โจโฉหันไปชี้ที่ม้าสีน้ำตาลตัวหนึ่งที่อยู่ข้างหน้าแล้วร้องว่า “นั่นไง! ม้าสีน้ำตาลตัวนั้น! นั่นแหละมัน”
                        เมื่อได้ยินเช่นนั้นลู่ปู้จึงออกเดินทางตามโจโฉไปควบม้าไล่ตามผู้ขี่ม้าแห่งท้องทะเล
 เมื่อโล่งใจแล้วโจโฉจึงมุ่งหน้าไปยังประตูทิศตะวันออก จากนั้นเขาก็ได้พบกับเตียนเว่ยผู้ซึ่งให้ความคุ้มครองเขาและต่อสู้ฝ่าดงศัตรูไปจนกระทั่งถึงประตู ที่นี่ไฟกำลังโหมกระหน่ำอย่างรุนแรงและคานไม้ที่กำลังลุกไหม้ก็ร่วงหล่นลงมาทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนว่าธาตุดินจะสลับกับธาตุไฟเตียนเว่ยใช้หอกปัดป้องเศษไม้ที่กำลังลุกไหม้และขี่ม้าเข้าไปในควันเพื่อเปิดทางให้เจ้านายของเขา ขณะที่พวกเขากำลังผ่านประตู คานไม้ที่กำลังลุกไหม้ก็ร่วงลงมาจากหอคอยประตูโจโฉใช้แขนปัดป้องมันออกไป แต่คานนั้นกลับไปโดนส่วนท้ายของม้าและทำให้เขาล้มลง มือและแขนของ โจโฉถูกไฟไหม้อย่างรุนแรง และผมและเคราของเขาก็ไหม้เกรียมด้วย
 เตียนเว่ยหันกลับไปช่วยเขา โชคดีที่เซี่ยโหวหยวนผ่านมาพอดี ทั้งสองจึง ช่วยกัน พยุงโจโฉ ขึ้น บน หลังม้าของ เซี่ยโหวหยวนและพาเขาออกจากเมืองที่กำลังลุกไหม้ได้สำเร็จ แต่การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไปจนถึงรุ่งเช้า โจโฉกลับมายังค่ายของเขา เหล่าขุนนางต่างมารุมล้อมเต็นท์ของเขาด้วยความกังวลใจอยากรู้ข่าวคราวเกี่ยวกับสุขภาพของเขา ไม่นานเขาก็หายดีและหัวเราะเมื่อนึกถึงการหลบหนีของเขา
                        “ผมพลาดพลั้งไปติดกับดักของคนโง่คนนั้น แต่ผมจะแก้แค้นให้ได้” เขากล่าว
                        กัว เจีย กล่าว ว่า“เราควรมีแผนใหม่โดยเร็ว”
                        “ฉันจะพลิกกลอุบายของเขาให้เป็นประโยชน์กับฉัน ฉันจะปล่อยข่าวลือเท็จว่าฉันถูกไฟไหม้และเสียชีวิตในยามที่ห้า เขาจะมาโจมตีทันทีที่ข่าวแพร่ระบาด และฉันจะเตรียมซุ่มโจมตีเขาไว้ที่เนินเขามาลิงฉันจะจัดการเขาให้ได้ในครั้งนี้”
                        “เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมจริงๆ!” กัวกล่าว
                        ดังนั้นเหล่าทหารจึงอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ และข่าวก็แพร่ไปทั่วว่าโจโฉสิ้นพระชนม์แล้ว ไม่นานลู่ปู้ก็ได้ยินข่าวและรวบรวมกำลังพลทันทีเพื่อโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว โดยใช้เส้นทางผ่านเนินเขามาหลิงไปยังค่ายของศัตรู
 ขณะที่เขากำลังผ่านเนินเขา เขาได้ยินเสียงกลองดังขึ้นเพื่อเตรียมการรุก และทหารที่ซุ่มโจมตีก็พุ่งออกมาล้อมรอบตัวเขา เขาต้องต่อสู้อย่างสุดกำลังจึงจะหนีรอดจากวงล้อมได้ และกลับไปยังค่ายที่ปูหยาง พร้อมกับกำลังพลที่เหลือน้อยลงอย่างน่าเศร้า ที่นั่นเขาได้เสริมความแข็งแกร่งให้กับป้อมปราการ และไม่คิดที่จะออกไปรบอีก
 ปีนี้ตั๊กแตนปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันและกินใบหญ้าเขียวขจีจนหมด เกิดภาวะขาดแคลนอาหาร และทางตะวันออกผลผลิตธัญพืชพุ่งสูงถึงห้าสิบเส้นต่อบุเชล ผู้คนถึงกับกินเนื้อคนด้วยกันเองกองทัพของโจโฉ ประสบความยากลำบากจากความอดอยาก และเขาต้องนำทัพไปยัง จวนเฉิงส่วนลู่ปู้ได้นำทัพไปยังซานหยางด้วยเหตุนี้ การสู้รบจึงยุติลงโดยปริยาย
 ถึงเวลาต้องกลับไปยังมณฑลซูแล้วเถาเฉียนผู้มีอายุมากกว่าหกสิบปีเกิดล้มป่วยอย่างหนักกะทันหัน จึงเรียกหมี่จู คนสนิท เข้าพบเพื่อวางแผนอนาคต เกี่ยวกับสถานการณ์นั้น ที่ปรึกษาได้กล่าวว่า “ โจโฉได้ยกเลิกการโจมตีที่นี่เพราะศัตรูของเขาได้ยึดครองมณฑลเหยียน ไป แล้ว และตอนนี้ทั้งสองฝ่ายต่างสงบศึกกันเพราะความอดอยาก แต่โจโฉจะต้องโจมตีอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิอย่างแน่นอน ตอนที่หลิวซวนเต๋อปฏิเสธที่จะอนุญาตให้ท่านสละตำแหน่งให้เขา ท่านยังแข็งแรงดีอยู่ แต่ตอนนี้ท่านป่วยและอ่อนแอ ท่านสามารถใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลในการเกษียณได้ เขาจะไม่ปฏิเสธอีกแล้ว”
 ดังนั้นจึงมีการส่งสารไปยังเมืองทหารเล็กๆ แห่งนั้นเพื่อเรียกหลิวเป่ยมาปรึกษาหารือเรื่องกิจการทหาร ทำให้เขาเดินทางมาพร้อมกับพี่น้องและผู้คุ้มกันร่างผอมบาง เขาถูกเรียกตัวเข้าไปในห้องของคนป่วยทันที หลังจากสอบถามเรื่องสุขภาพของเขาอย่างรวดเร็วเถาเฉียนก็เริ่มพูดถึงเรื่องสำคัญที่เขาเรียกหลิวเป่ยมา ปรึกษา
 “ท่านครับ ผมขอให้ท่านมาด้วยเหตุผลเดียวคือ ผมป่วยหนักและใกล้ตายเต็มที ผมหวังว่าท่านผู้ทรงเกียรติจะให้ความสำคัญกับราชวงศ์ฮั่นและจักรวรรดิของพวกเขาเหนือสิ่งอื่นใด และขอให้ท่านรับตำแหน่งและตราประจำตำแหน่งของเขตนี้ เพื่อที่ผมจะได้หลับตาลงอย่างสงบ”
                        “ท่านมีบุตรชายสองคน ทำไมไม่มอบหมายให้พวกเขาไปช่วยแบ่งเบาภาระล่ะ?” หลิวเป่ยกล่าว
                        “ทั้งสองคนขาดความสามารถที่จำเป็น ผมเชื่อว่าท่านจะสอนพวกเขาต่อหลังจากที่ผมจากไปแล้ว แต่ขออย่าให้พวกเขามีอำนาจในการบริหารจัดการกิจการ”
                        “แต่ฉันไม่สามารถรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงเช่นนี้ได้”
                        “ฉันจะแนะนำคนคนหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือคุณได้ เขาคือซุนเฉียนซึ่งอาจได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง”
                        เขาหันไปทางหมี่จูแล้วกล่าวว่า “ท่านหลิวผู้สูงศักดิ์ที่นี่คือบุคคลสำคัญที่สุดในยุคนี้ เจ้าควรรับใช้ท่านให้ดี”
                        ถึงอย่างนั้น หลิวเป่ยก็คงจะแต่งตั้งเขาให้ดำรงตำแหน่งเช่นนั้นอยู่ดี แต่ในขณะนั้นเอง ท่านมหาอัครราชทูตก็ถึงแก่กรรมเสียก่อน โดยชี้ไปที่หัวใจเพื่อแสดงถึงความจริงใจของตน
 เมื่อพิธีการร่ำไห้ของเหล่าข้าราชการสิ้นสุดลง เครื่องราชอิสริยยศก็ถูกนำมาถวายแด่หลิวเป่ยแต่เขากลับปฏิเสธไม่รับ ในวันต่อมา ชาวเมืองและชาวชนบทโดยรอบต่างพากันมาที่บ้านพักของเขา ก้มศีรษะและร่ำไห้เรียกร้องให้หลิวเป่ยรับตำแหน่ง “ถ้าท่านไม่รับ พวกเราก็อยู่อย่างสงบสุขไม่ได้” พวกเขากล่าว พี่น้องของเขาก็ร่วมเกลี้ยกล่อมด้วย จนในที่สุดเขาก็ยอมรับหน้าที่สำคัญทางการปกครอง เขาแต่งตั้งซุนเฉียนและหมี่จูเป็นที่ปรึกษา และเฉินเติ้งเป็นเลขานุการทันที องครักษ์ของเขาเดินทางมาจากซีปี่และเขาก็ประกาศประกาศเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน
 เขายังได้เข้าร่วมพิธีฝังศพ โดยทั้งตัวเขาและกองทัพต่างสวมชุดไว้ทุกข์ หลังจากประกอบพิธีกรรมและเครื่องบูชาอย่างครบถ้วนแล้วก็ได้พบ สถานที่ฝังศพสำหรับอดีต ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ใกล้กับต้นกำเนิดของ แม่น้ำเหลืองพินัยกรรมของผู้ตายได้ถูกส่งไปยังราชสำนัก
 ข่าวคราวเหตุการณ์ในมณฑลซู่ได้ไปถึงหูของโจโฉซึ่งขณะนั้นอยู่ที่อำเภอจวนเฉิงเขาพูดด้วยความโกรธว่า “ข้าพลาดโอกาสแก้แค้นแล้วหลิวเป่ย คนนี้ เข้ามารับตำแหน่งปกครองอำเภอได้อย่างง่ายดายโดยไม่ต้องเสียธนูแม้แต่ดอกเดียว เขานั่งเฉยๆ ก็ได้สิ่งที่ต้องการแล้ว แต่ข้าจะฆ่าเขาเสีย แล้วขุด ศพของ เถาเฉียน ขึ้นมา เพื่อแก้แค้นให้กับการตายของบิดาผู้สูงศักดิ์ของข้า”
 มีการออกคำสั่งให้กองทัพเตรียมพร้อมสำหรับการรุกครั้งใหม่ต่อมณฑลซู แต่ ซุนหยูที่ปรึกษาของ โจโฉ ได้คัดค้านโจโฉว่า “เมื่อผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นได้ยึดครองกวนจงและผู้สืบทอดตำแหน่งอันยิ่งใหญ่ของเขาคือ กวางอู่ ได้ยึดครอง เหอเน่ยพวกเขาทั้งสองได้รวมอำนาจไว้ก่อนเพื่อที่จะสามารถปกครองจักรวรรดิทั้งหมดได้ ความก้าวหน้าของพวกเขามีแต่ความสำเร็จต่อเนื่องกันไป ดังนั้นพวกเขาจึงบรรลุแผนการอันยิ่งใหญ่ได้แม้จะมีอุปสรรคมากมาย ท่านผู้ทรงเกียรติกวนจงและเหอเน่ย ของท่าน คือมณฑลเหยียนและแม่น้ำเหลืองซึ่งท่านได้ครอบครองมาก่อนแล้ว ซึ่งมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง หากท่านยกทัพไปโจมตีมณฑลซูโดยทิ้งกำลังพลไว้ที่นี่มาก ท่านจะไม่ประสบความสำเร็จ หากท่านทิ้งกำลังพลไว้น้อยเกินไปลู่ปู้ก็จะโจมตีเรา และสุดท้าย หากท่านสูญเสียที่นี่และไม่สามารถยึดครองมณฑลซูได้ท่านจะไปถอยทัพไปที่ไหน?
 มณฑลนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แม้ว่าเถาเฉียนจะจากไปแล้ว แต่หลิวเป่ยยังคงครอบครองอยู่ และเนื่องจากประชาชนสนับสนุนเขา พวกเขาจึงพร้อมที่จะต่อสู้จนตายเพื่อเขา การละทิ้งสถานที่แห่งนี้เพื่อไปที่นั่นก็เหมือนกับการแลกเปลี่ยนสิ่งที่ยิ่งใหญ่กับสิ่งที่ด้อยกว่า” สิ่งเล็กๆ เหล่านั้น ที่จะแลกเปลี่ยนลำต้นกับกิ่งก้าน เพื่อละทิ้งความปลอดภัยและวิ่งเข้าสู่ความอันตราย ฉันขอร้องให้คุณไตร่ตรองให้ดี”
 เฉาเฉาตอบว่า “การปล่อยให้ทหารอยู่เฉยๆ ในยามขาดแคลนเช่นนี้ ไม่ใช่แผนที่ดี” “ถ้าอย่างนั้น การโจมตีทางทิศตะวันออกและนำเสบียงจากทางนั้นมาเลี้ยงกองทัพของคุณจะเป็นประโยชน์มากกว่า ยังมีพวกกบฏโพกผ้าเหลืองหลงเหลืออยู่บ้างที่นั่น พร้อมด้วยเสบียงและสมบัติทุกชนิดที่พวกเขาสะสมมาจากการปล้นสะดมทุกที่ที่ทำได้ พวกกบฏแบบนี้ปราบปรามได้ง่าย ปราบปรามพวกมัน แล้วคุณก็สามารถใช้เสบียงอาหารของพวกมันเลี้ยงกองทัพของคุณได้ ยิ่งกว่านั้น ทั้งราชสำนักและประชาชนทั่วไปก็จะร่วมอวยพรให้คุณด้วย”
 แผนการใหม่นี้ถูกใจโจโฉ เป็นอย่างมาก และเขาก็เริ่มเตรียมการเพื่อดำเนินการอย่างรวดเร็ว เขาปล่อยให้เซี่ยโหวตุนและโจเหรินเฝ้ารักษาจวนเฉิงในขณะที่กองกำลังหลักของเขาภายใต้การบัญชาการของเขาเอง ยกทัพไปยึดพื้นที่เฉินเมื่อทำสำเร็จแล้ว พวกเขาก็เดินทางต่อไปยังรุนหนานและอิงฉวน เมื่อพวกโพกผ้าเหลืองรู้ว่าโจโฉกำลังยกพลขึ้นบก พวกเขาก็ยกพลขึ้นบกมาต่อต้านอย่างมากมาย พวกเขาปะทะกันที่เนินเขาแพะแม้ว่าพวกกบฏจะมีจำนวนมาก แต่พวกเขาก็อ่อนแอ เป็นเพียงฝูงสุนัขจิ้งจอกและสุนัขที่ไร้ระเบียบวินัยโจโฉจึงสั่งให้พลธนูและพลหน้าไม้ที่แข็งแกร่งคอยควบคุมพวกกบฏไว้
 เตียนเว่ยถูกส่งออกไปท้าทาย ผู้นำกบฏเลือกนักรบฝีมือรองลงมาเข้าร่วมฝ่ายตน ซึ่งออกไปรบและพ่ายแพ้ในการประลองครั้งที่สาม จากนั้นกองทัพของโจโฉ ก็รุกคืบและตั้งค่ายที่ เนินเขาแพะ วันรุ่งขึ้นหวงเส้า ผู้ก่อกบฏ ได้นำทัพของตนออกมาจัดทัพเป็นวงกลม ผู้นำคนหนึ่งเดินเท้าออกมาเพื่อท้าประลอง เขาใส่ผ้าโพกหัวสีเหลืองและเสื้อคลุมสีเขียว อาวุธของเขาคือกระบองเหล็ก เขาตะโกนว่า “ข้าคือเหอหม่าน ยักษ์ผู้ยิงธนูข้ามฟ้า ใครกล้าต่อสู้กับข้า?”
 เฉาหงคำรามเสียงดังและกระโดดลงจากหลังม้าเพื่อรับคำท้า เขาถือดาบในมือแล้วเดินหน้าเข้าต่อสู้ ทั้งสองปะทะกันอย่างดุเดือดต่อหน้ากองทัพทั้งสองฝ่าย แลกหมัดกันไปมาหลายสิบครั้ง ไม่มีใครได้เปรียบ จากนั้นเฉาหงแสร้งทำเป็นพ่ายแพ้และวิ่งหนีเห อหม่านไล่ ตาม ขณะที่เข้าใกล้ เฉาหงใช้กลลวงแล้วหันกลับมาอย่างกะทันหัน ฟาดฟันคู่ต่อสู้จนบาดเจ็บ ฟันอีกครั้งหนึ่ง เหอหม่าน ก็ ล้มลงตาย
 ทันใดนั้นหลี่เตียนก็พุ่งเข้าไปกลางกองทัพศัตรูและจับตัวหัวหน้ากบฏไปเป็นเชลย จากนั้นทหารของโจโฉ ก็เข้าโจมตีและสลายพวกกบฏไป ทรัพย์สินและอาหารที่ได้มาจากการปล้นสะดมนั้นมากมายมหาศาล ส่วนผู้นำอีกคนหนึ่งคือเหออี้ได้หลบหนีไปพร้อมกับทหารม้าจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปยังเกอเป่ย ขณะที่พวกเขากำลังเดินทางไปที่นั่น จู่ๆ ก็มีกองกำลังหนึ่งปรากฏตัวขึ้น นำโดยนักดาบผู้กล้าหาญคนหนึ่ง ซึ่งเราจะไม่เอ่ยชื่อในตอนนี้ นักดาบผู้นี้รูปร่างค่อนข้างเตี้ย ล่ำสัน และกำยำ เอวประมาณสิบช่วงแขน เขาใช้ดาบยาว
 เขาปิดกั้นทางถอย หัวหน้ากบฏตั้งหอกและขี่ม้าเข้าหาเขา แต่เมื่อเผชิญหน้ากันครั้งแรก นักรบผู้กล้าหาญก็จับเขาไว้ใต้แขนและแบกเขาไปเป็นเชลย ลูกน้องของเขาทั้งหมดหวาดกลัวจนตกจากม้าและยอมให้ถูกมัด จากนั้นผู้ชนะก็ต้อนพวกเขาราวกับฝูงวัวเข้าไปในคอกที่มีคันดินสูง ขณะนั้นเตียนเว่ยยังคงไล่ล่าพวกกบฏและมาถึงเกอเป่ยแล้วนักดาบจึงออกไปพบเขา
         “เจ้าก็เป็นพวกโพกผ้าเหลือง ด้วย หรือ?” เตียนเว่ยกล่าว
         “ผมมีนักโทษหลายร้อยคนถูกขังอยู่ในบริเวณนี้”
         “ทำไมไม่พาพวกเขาออกมาล่ะ?” เดียนกล่าว
         “ข้าจะยอม หากเจ้าแย่งดาบเล่มนี้ไปจากมือข้าได้”
 เหตุการณ์นี้ทำให้เตียนเว่ย ไม่พอใจ และเข้าโจมตีเขา ทั้งสองเข้าปะทะกันและการต่อสู้กินเวลานานถึงสองชั่วโมงและยังไม่มีผู้ชนะ ทั้งสองจึงพักสักครู่ นักดาบผู้กล้าหาญฟื้นตัวก่อนและเริ่มการต่อสู้ใหม่ พวกเขาต่อสู้กันจนถึงพลบค่ำ และเนื่องจากม้าของพวกเขาอ่อนแรงลง การต่อสู้จึงหยุดลงอีกครั้ง ในขณะเดียวกัน ทหารบางส่วน ของ เตียนเว่ยได้วิ่งไปเล่าเรื่องการต่อสู้ที่น่าอัศจรรย์นี้ให้โจโฉฟัง โจโฉรีบไปดูด้วยความประหลาดใจ พร้อมด้วยเหล่าขุนนางอีกมากมายที่ตามไปดูผลลัพธ์
 วันรุ่งขึ้น นักรบผู้ไม่ทราบชื่อก็ขี่ม้าออกมาอีกครั้ง และโจโฉก็เห็นเขา ในใจเขายินดีที่ได้เห็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญเช่นนี้ และปรารถนาที่จะดึงตัวเขามาอยู่ฝ่ายตน ดังนั้นเขาจึงสั่งให้นักรบของตนแสร้งทำเป็นพ่ายแพ้  เตียนเว่ยควบม้าออกไปตอบรับคำท้า และมีการต่อสู้กันหลายสิบครั้ง จากนั้นเตียนเว่ยก็หันหลังหนีไปยังฝ่ายตน นักรบผู้กล้าหาญไล่ตามไปและเข้าใกล้มาก แต่ลูกธนูจำนวนมากก็ขับไล่เขาออกไป โจโฉรีบถอนกำลังทหารออกไปไกลพอสมควร จากนั้นก็แอบส่งทหารจำนวนหนึ่งไปขุดหลุมดัก และส่งพลซุ่มโจมตี
                        วันต่อมาเตียนเว่ยถูกส่งออกไปพร้อมกับกองทหารม้าเล็ก ๆ กองหนึ่ง ศัตรูที่ไม่น่ารังเกียจของเขาได้มาเผชิญหน้ากับเขา
                        “ทำไมผู้นำที่พ่ายแพ้ถึงกล้าออกมาอีกเล่า?” เขาร้องพลางหัวเราะ
 นักดาบผู้กล้าหาญควบม้าไปข้างหน้าเพื่อเข้าร่วมการต่อสู้ แต่เตียนเว่ยหลังจากแสดงท่าทีต่อสู้เพียงเล็กน้อยก็หันม้าหนีไป ศัตรูของเขาตั้งใจจะจับตัวจึงไม่ระมัดระวัง และเขากับผู้ติดตามทั้งหมดก็พลัดตกลงไปในหลุมพราง พวกพลหอกจับพวกเขาทั้งหมดเป็นเชลย มัดพวกเขา และนำตัวไปต่อหน้าหัวหน้าของพวกเขา ทันทีที่เห็นเชลยศึกโจโฉก็เสด็จออกจากเต็นท์ ไล่ทหารไป แล้วใช้พระหัตถ์ของพระองค์เองแก้พันธนาการของหัวหน้าเชลย จากนั้นก็ทรงนำเสื้อผ้าออกมาสวมให้เขา สั่งให้เขานั่งลง และถามว่าเขาเป็นใครและมาจากไหน
 “ข้าพเจ้าชื่อซู่ฉู่เพื่อนสนิทเรียกข้าพเจ้าว่าจงคังข้าพเจ้ามาจากอำเภอเฉียวเมื่อเกิดการกบฏขึ้น ข้าพเจ้าและญาติพี่น้องได้สร้างป้อมปราการภายในกำแพงเมืองเพื่อป้องกันตนเอง วันหนึ่งพวกโจรบุกเข้ามา แต่ข้าพเจ้าเตรียมก้อนหินไว้รับมือพวกมันแล้ว ข้าพเจ้าบอกญาติๆ ให้คอยนำก้อนหินมาให้ข้าพเจ้าเรื่อยๆ แล้วข้าพเจ้าก็ขว้างไป โดนคนทุกครั้งที่ขว้าง จนพวกโจรหนีไป”
 “อีกวันหนึ่งพวกเขาก็มา และเราก็ขาดแคลนข้าว ดังนั้นข้าจึงตกลงกับพวกเขาที่จะแลกเปลี่ยนวัวไถนาเป็นข้าว พวกเขาส่งข้าวมาให้และกำลังต้อนวัวกลับไป แต่แล้ววัวเหล่านั้นก็ตกใจและวิ่งหนีเข้าไปในคอก ข้าจึงคว้าหางวัวสองตัวไว้ ตัวละข้าง แล้วลากพวกมันถอยหลังไปประมาณร้อยก้าว โจรเหล่านั้นตกใจมากจนไม่คิดเรื่องวัวอีกเลยและก็จากไป ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มารบกวนเราอีกเลย”
                        “ข้าได้ยินเรื่องวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของเจ้ามาแล้ว” โจโฉ กล่าว “เจ้าจะเข้าร่วมกองทัพของข้าหรือไม่?”
                        “นั่นคือความปรารถนาอันแรงกล้าที่สุดของผม” ซู่ชูกล่าว
                        ดังนั้นเขาจึงเรียกคนในเผ่าของเขามา ซึ่งมีจำนวนนับร้อย และพวกเขาก็ยอมจำนนต่อโจโฉ อย่างเป็นทางการ ชายผู้แข็งแกร่งคนนั้นได้รับตำแหน่งผู้ตรวจการเขตและได้รับรางวัลมากมาย ส่วนผู้นำกบฏสองคนถูกประหารชีวิต
 เมื่อ พื้นที่ รุนหนาน - อิงฉวนกลับคืนสู่ความสงบแล้วโจโฉจึงถอนทัพ เหล่าขุนพลของเขาออกมาต้อนรับและบอกเขาว่าสายลับรายงานว่ามณฑลเหยียนไร้การป้องกัน ทหารรักษาการณ์ทั้งหมดได้ยอมจำนนและออกไปปล้นสะดมพื้นที่โดยรอบ พวกเขาจึงต้องการให้เขาโจมตีโดยไม่เสียเวลา “ด้วยทหารที่เพิ่งได้รับชัยชนะมาหมาดๆ เมืองนี้จะแตกพ่ายได้ในพริบตา” พวกเขากล่าว ดังนั้นกองทัพจึงเคลื่อนพลไปยังเมือง การโจมตีนั้นค่อนข้างไม่คาดคิด แต่ผู้นำทั้งสองคือเสวี่ยหลานและหลี่เฟิงรีบนำทหารจำนวนน้อยของตนออกไปต่อสู้ซูชูทหารใหม่ที่เพิ่งเข้ามา กล่าวว่าเขาต้องการจับตัวทั้งสองคนนี้ และจะมอบเป็นของขวัญต้อนรับ
 เขาได้รับมอบหมายภารกิจและเขาก็ควบม้าออกไปหลี่เฟิงพร้อมหอกคู่ใจเคลื่อนพลไปเผชิญหน้ากับซู่ฉู่การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็วเพราะหลี่เฟิงล้มลงในการต่อสู้ครั้งที่สอง สหายของเขาล่าถอยพร้อมกับลูกน้อง เขาพบว่าสะพานชักถูกยึดไปแล้ว ทำให้เขาไม่สามารถหลบภัยในเมืองได้ เขาจึงนำลูกน้องมุ่งหน้าไปยังจูเย่แต่ถูกไล่ล่าและถูกสังหาร ทหารของเขากระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง และด้วยเหตุนี้มณฑลเหยียน จึง ถูกยึดคืนมาได้
 ต่อมาได้มีการเตรียมการยกทัพไปยึดเมืองผู่หยางกองทัพเคลื่อนพลอย่างเป็นระเบียบ มีผู้นำกองหน้า ผู้บัญชาการปีก และกองหลังโจโฉนำทัพกลาง ส่วนเตียนเว่ยและซู่ฉู่เป็นผู้นำกองหน้า เมื่อกองทัพเข้าใกล้ผู่หยางลู่ปู้ปรารถนาจะออกไปโจมตีด้วยตนเอง แต่ที่ปรึกษาของเขาคัดค้านและขอร้องให้รอการมาถึงของเหล่าขุนศึกก่อน
                        “ข้าจะกลัวใครเล่า?” ลู่ปู้กล่าว
                        ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจความระมัดระวังและออกไป เขาเผชิญหน้ากับศัตรูและเริ่มด่าทอพวกเขาซู่ฉู่ ผู้เก่งกาจ จึงเข้าต่อสู้กับเขา แต่หลังจากต่อสู้กันไปหลายรอบ ก็ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัส
 “เขาไม่ใช่คนประเภทที่คนคนเดียวจะเอาชนะได้” เฉาเฉา กล่าว และส่งเตียนเว่ยไปช่วยลู่ปู้ต้านทานการโจมตีสองทางได้สำเร็จ ไม่นานนัก ผู้บัญชาการด้านข้างก็เข้าร่วมด้วย ทำให้ลู่ปู้มีศัตรูถึงหกคน ซึ่งมากเกินไปสำหรับเขา เขาจึงหันม้ากลับเข้าเมือง แต่เมื่อสมาชิกตระกูลเทียนเห็นเขากลับมาในสภาพถูกทำร้าย พวกเขาก็ยกสะพานชักขึ้นลู่ปู้ตะโกนให้เปิดประตู แต่พวกตระกูลเทียนกล่าวว่า “พวกเราไปอยู่กับโจโฉแล้ว ” คำพูดนี้ฟังไม่ขึ้น ชายผู้ถูกทำร้ายจึงด่าทอพวกเขาอย่างรุนแรงก่อนจากไปเฉินกงผู้ ซื่อสัตย์ หนีออกไปทางประตูทิศตะวันออกพร้อมกับครอบครัวของแม่ทัพ
 ดังนั้นปูหยางจึงตกอยู่ในมือของโจโฉ และด้วยการช่วยเหลือในครั้งนี้ ตระกูลเทียนจึงได้รับการอภัยโทษจากความผิดก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามหลิวเย่กล่าวว่า หาก ปล่อยให้ ลู่ปู้ ผู้ดุร้าย ยังมีชีวิตอยู่ จะเป็นอันตรายอย่างยิ่งและควรตามล่าเขา ดังนั้นโจโฉจึงตัดสินใจติดตามลู่ปู้ไปยังติงเถาที่เขาไปลี้ภัยอยู่ ลู่ปู้และแม่ทัพหลายคนรวมตัวกันอยู่ในเมือง แต่บางส่วนออกไปหาเสบียง กองทัพของ โจโฉมาถึงแต่ไม่ได้โจมตีเป็นเวลาหลายวัน และในไม่ช้าเขาก็ถอยทัพไปไกลและสร้างค่ายทหาร เป็นช่วงฤเก็บเกี่ยว เขาจึงสั่งให้คนตัดข้าวสาลีเพื่อเป็นอาหาร เมื่อสายลับรายงานเรื่องนี้ให้ลู่ปู้ทราบ เขาจึงมาดู แต่เมื่อเห็นว่า ค่ายทหารของ โจโฉอยู่ใกล้ป่าทึบ เขาก็เกรงว่าจะถูกซุ่มโจมตีจึงถอยทัพไปโจโฉได้ยินว่าเขามาแล้วก็ไป จึงเดาเหตุผลได้
 “เขากลัวว่าจะมีการซุ่มโจมตีในป่า” เขากล่าว “เราจะปักธงไว้ที่นั่นเพื่อหลอกล่อเขา มีคันดินยาวอยู่ใกล้ค่าย แต่ด้านหลังคันดินนั้นไม่มีน้ำ เราจะวางแผนซุ่มโจมตีลู่ปู้ที่ นั่น เมื่อเขามาเผาไม้” ดังนั้นเขาจึงซ่อนทหารทั้งหมดไว้หลังคันดิน ยกเว้นพลตีกลองห้าสิบคน และรวบรวมชาวนาจำนวนมากให้มาเดินเตร่อยู่ภายในค่ายทหารราวกับว่ามันว่างเปล่า ลู่ปู้ขี่ม้ากลับมาเล่าสิ่งที่เห็นให้ที่ปรึกษาฟัง “ เจ้า โจโฉ คนนี้ เจ้าเล่ห์และมีกลอุบายมากมาย” ที่ปรึกษากล่าว “ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง” “คราวนี้ข้าจะใช้ไฟเผาทำลายกับดักของเขา” ลู่ปู้กล่าว
 เช้าวันรุ่งขึ้น เขาขี่ม้าออกไปและเห็นธงปลิวไสวอยู่ทั่วป่า เขาสั่งให้ทหารบุกไปจุดไฟเผาทุกทิศทาง แต่ที่น่าประหลาดใจคือไม่มีใครวิ่งออกมาที่ค่ายทหารเลย อย่างไรก็ตาม เขาได้ยินเสียงกลองดังขึ้น และความสงสัยก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ทันใดนั้นเขาก็เห็นทหารกลุ่มหนึ่งเคลื่อนตัวออกมาจากที่กำบังของค่ายทหาร เขาควบม้าไปดูว่าหมายความว่าอย่างไร จากนั้นระเบิดสัญญาณก็ระเบิดขึ้น เหล่าทหารและผู้นำต่างพากันวิ่งออกมา ลู่ ปู้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ทำอะไรไม่ถูกและหนีไปยังที่โล่ง แจ้ง นายทหารคนหนึ่งของเขาถูกลูกธนูสังหาร ทหารของเขาสูญเสียไปสองในสาม และที่เหลือก็ไปบอกเฉินกงถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
 “เราควรไปกันได้แล้ว” เขากล่าว “เมืองที่ว่างเปล่าไม่อาจยึดครองได้” ดังนั้นเขาและเกาซุนจึงพาครอบครัวหัวหน้าของพวกเขาละทิ้งเมืองติงเถา ไป เมื่อ ทหารของ โจโฉเข้าเมือง พวกเขาก็ไม่พบกับการต่อต้านใดๆ ผู้นำคนหนึ่งเผาตัวเองตาย ส่วนอีกคนหนีไปยังหยวนซู่
 ดังนั้น มณฑลซานตงทั้งหมดจึงตกอยู่ภายใต้อำนาจของโจโฉ เรื่องราวว่าเขาทำให้ผู้คนสงบลงและบูรณะเมืองอย่างไรนั้น จะไม่ขอเล่าในที่นี้ แต่ลู่ปู้ในระหว่างการถอยทัพได้ไปรวมกลุ่มกับเหล่าเสบียง และเฉินกงก็กลับไปร่วมกับเขาด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พ่ายแพ้แต่อย่างใด “ข้ามีคนไม่มากนัก” เขากล่าว “แต่ก็มากพอที่จะเอาชนะโจโฉได้ ” แล้วเขาก็กลับไปใช้เส้นทางเดิมอีกครั้ง